GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
Editors' Choice
ล่าสุด
คลิปวิดีโอ
ทั้งหมด
Cyberpunk 2077 ขอต้อนรับสู่โลกอนาคต | GameFever Review
แกะกล่อง Cyberpunk 2077 Collector’s Edition
[Live] The Game Awards 2020 ตื่นมาดูกันว่าเกมไหนจะได้รางวัล!!!
Cyberpunk 2077 ย้อนรอยบริษัท Arasaka มหาอำนาจแห่งโลกไซเบอร์พังค์
Cyberpunk 2077 ขอต้อนรับสู่โลกอนาคต | GameFever Review
แกะกล่อง Cyberpunk 2077 Collector’s Edition
รีวิวเกม
The Pathless Review: สู่โลกกว้างเพื่อค้นหา ‘ทาง’ แห่งชีวิต
หมายเหตุ : บทความรีวิวนี้ เขียนขึ้นจากการเล่นบนระบบ Playstation 4 เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เก็บรายละเอียดพอประมาณแต่ไม่ทั้งหมด หมายเหตุ 2 : The Pathless วางจำหน่ายทั้งในระบบ PC บน Epic Games Store, macOS, iOS, Apple Arcade, Playstation 4 และ Playstation 5 อันที่จริง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก ถ้าหากเราจะพบว่าในบรรดาเกมยุคสมัยปัจจุบัน มันจะทำให้เรารู้สึก ‘สะกิดใจ’ ขึ้นมา ว่ามีความคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ นั่นเพราะในผลงานที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด มันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากไอเดียจะถูกหยิบมาปรับ ประยุกต์ และเสริมแต่งให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกเกมที่สามารถทำได้ แต่ก็มีอยู่มากมายที่อยู่ในระดับที่ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ The Pathless ผลงานชิ้นที่สองของ Giant Squid ทีมพัฒนาสายเลือดอินดี้จาก Santa Monica ผู้เคยฝากผลงานที่น่าประทับใจอย่าง Abzu ที่มาในครั้งนี้ แม้จะมีความขลุกขลักและส่วนที่ยังไม่ลงตัวไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็น ‘ย่างก้าว’ ที่สำคัญอย่างมากสำหรับพวกเขา และบ่งบอกถึงฝีมือในการพัฒนาเกมที่ไม่ธรรมดาที่ทำให้นักเล่นเกมต้องจับตามอง และควรหาเกมนี้มาลองดูสักครั้ง โลกกว้างที่ถูกย้อมด้วยความมืด The Pathless เปิดเกมมาอย่างไม่ต้องมากพิธีรีตองอะไรนัก คุณในฐานะผู้เล่นรับบทเป็น ‘นักล่าหญิง (Huntress)’ ผู้มีภารกิจสำคัญในการนำแสงสว่างกลับมาสู่ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืด โดยมี ‘เหยี่ยว’ ปริศนาเป็นเพื่อนคู่ใจที่จะร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งการผจญภัยครั้งนี้ แน่นอนว่าตัวเกมโดยภาพกว้างนั้น งดงามด้วยกราฟิกแบบ Cel-Shade และเป็น Open World ที่ติดความเป็น Minimal ไว้อย่างถึงที่สุด ไม่มีแผนที่ Mini-Map หรือจุด Checkpoint ไม่มีแม้กระทั่งระบบ Fast Travel และโลกของเกมนั้นก็ ‘กว้าง’ เอามากๆ การเดินด้วยเท้าเปล่าปกติจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งสามารถกินเวลาได้หลายนาทีจนน่าเหนื่อยใจ แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทีม Giant Squid ได้ใส่ระบบการ ‘Dashing’ เข้ามา มันคือระบบที่เราทำการวิ่ง และจะ ‘เล็ง’ เครื่องรางหรือเป้าหมายบางจุดเอาไว้โดยอัตโนมัติ หน้าที่ของเราคือการกดยิงให้ตรงจังหวะ เพื่อสร้าง Momentum ของการเคลื่อนไหวให้ต่อเนื่อง ที่จะรวดเร็วขึ้นอีกหลายๆ เท่า มันเป็นระบบที่ค่อนข้างเข้าใจคิด และประยุกต์ออกมาอย่างได้ผล การ Dash จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ให้ความรู้สึกราวกับวิ่งฝ่าสายลม และสร้างภูมิทัศน์ที่แปลกตาออกไปจากเดิม และแน่นอน นี่เป็นระบบหลักที่ผู้เล่นจะใช้ในการเคลื่อนที่ไปเกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะทั้งเกม มันอาจจะดูเข้าใจได้ยากในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อใช้จนอยู่มือแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เล่นได้สนุกและเพลินตาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว คืนแสงสู่แผ่นดิน แต่การเดินทางในแผ่นดินอันกว้างใหญ่เหล่านี้ หน้าที่ของผู้เล่นในฐานะนักล่าหญิงคือการ ‘คืนแสงสว่าง’ และกำจัดความมืดที่กลืนกินพื้นที่ นั่นคือการเดินทางไป ‘จุดไฟประภาคาร’ ทั้งหมดสามจุด ก่อนที่จะตรงดิ่งไปที่ Boss ประจำโซนนั้นๆ และเข้าสู่ Sequence ของการต่อสู้ ซึ่งแน่นอนว่า การจุดไฟประภาคาร มันตามมาด้วยลูกเล่นของการแก้ปริศนาและ Puzzle อย่างง่ายๆ เช่นการยิงลูกธนูเข้าเครื่องรางให้ถูกลำดับ หรือการใช้นกเหยี่ยวเพื่อเอื้อมไปถ่วงน้ำหนัก ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากหรือซับซ้อน ราวกับว่าผู้พัฒนาต้องการให้ส่วนนี้สร้างความปวดหัวให้น้อยที่สุด และไม่ทำลาย Flow ของการเล่นโดยภาพรวม แต่ในโลกกว้างแห่งนี้ คุณสามารถที่จะเถลไถลออกนอกเส้นทางได้ และตัวเกมก็เชื้อเชิญให้คุณทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยระบบ Eagle Vision ที่เปลี่ยนมุมมองส่องให้เห็นจุดที่น่าสนใจ, Puzzle นอกเส้นทางที่จะตอบแทนเป็นค่าประสบการณ์หรือความสามารถใหม่ของเหยี่ยวคู่หู หรือไม่ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่จะเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนแห่งนี้ ที่จะขยายความเข้าใจ และประติดประต่อเรื่องราวให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่บังคับว่าจำเป็นต้องทำ ผู้เล่นสามารถจบเกมได้ด้วยการทำภารกิจหลักและตรงดิ่งไปสู้กับ Boss แต่ความน่าสนใจของสิ่งที่ผู้พัฒนาใส่เข้าไป ก็บ่งบอกถึงความใส่ใจ เป็นสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการเล่นตามเส้นทางหลักและการสำรวจปลีกย่อย พวกเขาไม่จูงมือลากไป แต่ก็ไม่ปล่อยให้ผู้เล่นลอยคว้างอย่างไร้จุดหมาย เรียกได้ว่าเส้นทางหลักนั้นมีอยู่แล้ว แต่ ‘ทางปลีกย่อย’ นั้นต่างหาก ที่คุณในฐานะผู้เล่นจะเป็นคนเลือก ว่าจะเดินออกไปดูหรือไม่ สิ่งกั้นขวางในหนทางสู่แสงสว่าง อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ The Pathless เป็นนั้น มันก็อาจจะจบได้ในสองคำนั่นคือ … ‘Boss Rush’ นี่คือเกมในสไตล์แบบ Shadow of the Colossus, The Last Guardian, Furi หรือแม้กระทั่ง Prince of Persia เวอร์ชันปี 2008 นั่นเพราะมันไม่มีการต่อสู้ระหว่างทาง ไม่มีศัตรูเป็นสิ่งกีดขวาง หน้าที่ของผู้เล่นคือแก้ปริศนา สู้กับบอส วนไปจนถึงปลายทาง สำหรับคนที่เป็นสายเล่นจบเร็วและโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเกมไม่ได้บังคับให้คุณออกนอกเส้นทาง นั่นทำให้เกมสามารถจบได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง และคุณค่าในการกลับมาเล่นซ้ำนั้นก็ลืมไปได้เลย นอกไปเสียจากคุณอยากจะเก็บความลับบางอย่างหรือเป็นสาย Completionist ที่ส่งผลกับฉากจบเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นอะไรที่สลักสำคัญมากนัก Sequences การต่อสู้กับบอสเองก็เป็นจุดที่มีปัญหา เพราะมันจะเปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปชั่วขณะ เพราะในจังหวะที่คุณก้าวเข้าสู่อาณาเขตของบอสนั้นๆ คุณจะสูญเสียการควบคุมเหยี่ยวไป และตัวเกมจะกลายเป็นสาย Stealth ที่คุณต้องหาทางหลบหลีกและเอาเหยี่ยวกลับมา เพื่อเริ่มการต่อสู้ ที่จะเป็นการยิงเข้าจุดตายที่เห็นได้อย่างชัดเจนพร้อมหลบหลีกสิ่งกีดขวางหรือการโจมตีของบอสนั้นๆ อนึ่ง การต่อสู้กับบอส ‘สุดท้าย’ ดูจะน่าสนใจที่สุด เพราะมีลูกเล่นและการวาง Sequences ที่โดดเด่นกว่าทุกตัว และเป็นจุด Climax ที่สำคัญที่สุดที่ทีมสร้างวางโครงเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นอกเหนือจากนั้น มันแทบไม่มีอะไรต่าง และเมื่อเจอมันเข้าเป็นครั้งที่สาม สี่ และห้า ความน่าสนใจจะกลายเป็นความน่าเบื่อขึ้นมาในทันที และที่สำคัญ มันทำลาย Flow อันพลิ้วไหวที่เป็นหัวใจหลักของตัวเกมแบบหักดิบหมุนกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องปรับอารมณ์กันพอสมควรกว่าจะเคยชิน (และชินชา…) กับมันได้ และสุดท้าย การแก้ปริศนาในจุดต่างๆ ของตัวเกม แม้จะไม่ได้ยากจนถึงขั้นต้องทึ้งผมออกจากหัว แต่หลายครั้งมุมกล้องและการควบคุมเหยี่ยว ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ติดในจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง มุมกล้องบังทำให้ไม่สามารถยิงธนูเข้าจุดได้บ้าง เป็นความน่ารำคาญเล็กๆ น้อยๆ ในเชิงเทคนิคที่อาจจะทำให้เสียอารมณ์ได้นิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก ทางชีวิต ลิขิตเอง โดยสรุป แม้ตัวเกมจะมีร่องรอยของการ ‘หยิบยืม’ รูปแบบจากเกมรุ่นพี่ที่ออกมาก่อนหน้านั้น และติดกลิ่นของมันจนเป็นที่สังเกตได้ (เอาแค่เปิดเกมมา สิ่งแรกที่ผู้เขียนนึกถึงก็คือเกม Zelda และเล่นไปเล่นมา ก็ระลึกถึง Shadow of the Colossus...) แต่สิ่งที่ The Pathless ทำได้สำเร็จอย่างงดงามนั่นคือ พวกเขาไม่ใช่การหยิบมายัดอย่างขอไปที หากแต่เป็นการ ‘Inspired’ หรือเอาแรงบันดาลใจ มาสร้างหนทางใหม่ให้กับตัวเองได้อย่างชาญฉลาด และเกมนี้ คือผลสำเร็จที่ว่านั้น มันเล่นได้สนุก มันงดงาม มันลื่นไหล และมันตั้งคำถามที่น่าสนใจ ว่าท้ายที่สุดแล้ว หนทางสู่ความจริงแท้และยั่งยืน มันสมควรจะต้องเดินตามทางที่แผ้วถางเอาไว้ หรือ ‘สร้าง’ หนทางใหม่ด้วยตนเอง “และทีม Giant Squid ก็ให้คำตอบที่ชัดเจน ว่ามันไม่ผิด ถ้าจะเดินตามทางมา แต่ถึงที่สุดแล้ว มันก็ต้องเป็นพวกเขา ที่ต้องมุ่งหน้าต่อไป ในโลกกว้างแห่งวงการเกม ที่พวกเขาประสบความสำเร็จในก้าวแรกของการสร้างทางของตนเองจากเกมนี้แล้วจริงๆ…” [penci_review id="76343"]
11 Jan 2021
รีวิว Alienware AW2521H จอ 24.5 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100%
การเล่นเกมบนเครื่อง PC หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เกมเมอร์หลายคนให้ความสนใจก็คือในเรื่องของจอ Monitor ดีๆ ที่จำเป็นต้องมี Option หลายอย่าง ซึ่งช่วยเสริมประสบการณ์ที่ดีในการเล่นเกมให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่มีขนาดพอเหมาะกับประเภทของเกมที่เล่น, Response Time ที่ต่ำ, Refresh Rate ที่สูง รวมไปจนถึง Port การเชื่อมต่อที่หลากหลาย ตลาด Monitor ในปัจจุบันมีสินค้าจากหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น Samsung Odyssey, Acer Predator, BenQ Zowie, MSI หรือ Asus ROG โดย Dell Alienware เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้ผมก็มีจอ Monitor ดีๆ อีกหนึ่งรุ่น ขนาดประมาณ 25 นิ้ว มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน Alienware AW2521H คือชื่อรหัสของรุ่นดังกล่าว แม้ว่า Monitor ที่มีขนาดไม่ถึง 27 นิ้ว จะเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงแล้วในปัจจุบัน แต่เจ้าจิ้ว 24.5 นิ้วนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชันยอดเยี่ยมหลายอย่างที่เพื่อนๆ จะไม่ผิดหวังแน่นอนถ้าหากซื้อมาใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบเล่นเกมแนว Competitive ครับ เกริ่นนํามาขนาดนี้เชื่อว่าเพื่อนๆ น่าจะอยากรู้กันแล้วว่าเจ้าจอตัวนี้มีอะไรดี งั้นเรามาเริ่มจากสเปคกันก่อนเลยแล้วกันครับ คุณสมบัติทางเทคนิค Screen Size : 24.5 Panel Type : IPS Resolution (max.) : 1920 x 1080 Response Time: 1ms (gray to gray) - Extreme Mode Refresh Rate :  360Hz (Native with DP) / 240Hz (Native with HDMI) Aspect Ratio : 16:9 Color Gamut : 99% sRGB Port :  2 x USB 3.2 Gen1 (support for NVIDIA Reflex Latency Analyzer) 2 x USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) downstream port (rear) 1 X USB 3.2 Gen1 (5 Gbps) upstream port (rear) Input Connectors 2 x HDMI (ver 2.0) 1 x DP 1.4 (rear) 1X Audio line-out jack (rear) อ่านแล้วเชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังสงสัยว่า "เป็นไปได้ด้วยเหรอที่จะมีสีแบบ 99% sRGB ในจอ 360Hz ?" ซึ่งตอนแรกผมก็ตั้งคำถามแบบเดียวกันครับ จนเมื่อได้ใช้งานจอนี้ด้วยตัวเอง ก็ได้แต่ต้องยอมรับว่า "มันมีอยู่จริงข้างหน้าเราเนี่ยแหละ" เหนือสิ่งอื่นใดคือมาพร้อมกับ Response Time: 1ms ด้วย ดังนั้นจอตัวนี้จะเล่นเกม หรือดูหนัง ก็ถือได้ว่าผ่านทั้งหมดครับ ในเรื่องของดีไซน์ ก็คงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เจ้า AW2521H เรียกได้ว่ามีสีส่วนใหญ่เป็นสีเทากับดำ ดูเรียบหรู และแพง นอกจากนี้ที่ด้านหลังของจอ ยังมีการยิงไฟ RGB สลับสีไปมาตลอดเวลา ช่วยให้ลดภาระของสายตาลงไปได้เมื่อด้านหลังของจอเป็นกำแพงที่มีสีขาว หรือดำ ถือได้ว่าผู้ผลิตใส่ใจรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนจริงๆ ครับ ในเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อเองก็มีมาให้อยากหลากหลาย รองรับทุกการใช้งานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น USB ที่ให้มาถึง 5 พอร์ต (รองรับเทคโนโลยี NVIDIA Reflex ทั้งหมด 2 ช่อง) หรือช่องสำหรับเสียบหูฟัง กับลำโพง ทั้งยังมี HDMI มาให้อีก 2 และ Display Port อีก 1 เอาง่ายว่าจะต่อคอมพร้อมกับ 2 เครื่อง บวก PS4 / PS5 อีก 1 ตัวก็สามารถทำได้สบายๆ เลย สุดท้ายคือในเรื่องของน้ำหนัก เนื่องจากเป็นจอที่มีขนาดเพียงแค่ 24.5 นิ้ว จึงทำให้น้ำหนักทั้งหมดของจอ (ไม่รวมขา) มีเพียงแค่ 4.5 กิโลเท่านั้น สามารถนำไปวางบนโต๊ะที่ท็อปเป็นกระจกได้สบายๆ หมดกังวลเรื่องรับน้ำหนักไม่ไหวไปได้เลยครับ ประสบการณ์ใช้งาน เกม ถ้าจะบอกว่า Alienware AW2521H เป็นจอที่เกิดมาเพื่อเกมเมอร์ชาว PC อย่างแท้จริง คิดว่าคงไม่เกินเลยจากความเป็นจริงมากมายนัก ด้วยค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 360 Hz และ Response Time ที่ต่ำถึง 1ms คงต้องบอกว่าเจ้าจอ 24.5 นิ้วนี้เกิดมาเพื่อเกมเมอร์สาย Competitive ตลอดช่วงเวลา 1 อาทิตย์ที่ได้ใช้งานมา พบว่าความรู้สึกลื่นไหลที่ได้จากจอตัวนี้แตกต่างจาก จอ 144 Hz ที่ใช้เป็นประจำอย่างมาก และมันทำให้ตัวผมเองสามารถเล่นเกมที่ต้องแข่งขันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ครับ อย่างไรก็ตาม จริงอยู่ที่ Alienware AW2521H เป็นจอที่มีค่า Refresh Rate สูง 360 Hz ซึ่งตอบโจทย์สำหรับการเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกัน แต่เครื่อง PC ของผู้ใช้งานเองก็จำเป็นต้องมี GPU และ CPU ที่แรงมากพอจะสามารถดัน FPS ภายในเกมไปจนถึง 360 FPS ได้ด้วยเช่นกันดังนั้นอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ไว้ด้วยครับ (สามารถเข้าไปดูรายชื่อการ์ดจอแนะนำของพวกเราได้ผ่านลิงก์นึ้) ประสบการณ์ที่ได้จากเกม Single-Player เองก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าการที่มี Refresh Rate และ Response Time ที่สูงจะไม่ได้ส่งผลถึงอรรถรสที่ได้มากมายนัก แต่การเล่นเกมที่มีภาพที่ลื่นไหลมากกว่าย่อมเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าครับ และด้วยความที่จอตัวนี้มีค่าสีถูกต้องถึง 99% sRGB มันจึงทำให้เราสามารถสัมผัสกับความสวยงามของกราฟิกที่ผู้พัฒนาตั้งใจใส่มาให้เราได้ชมอย่างตื่นตาตื่นใจครับ ตัวผมเองได้มีโอกาสนำจอตัวนี้ไปเล่นเกม Cyberpunk 2077 ที่ใช้การตั้งค่ากราฟิกแบบเต็มแม็กหลายชั่วโมง ด้วยความที่เกมนี้มีกราฟิกที่สวยงามอันดับต้นๆ ของวงการในตอนนี้ พอเอามารวมกับจอภาพที่มีความลื่นไหลสูง ทั้งยังมีค่าสีที่ถูกต้องแล้ว มันทำให้เหมือนกับรู้สึกว่าได้หลุดเข้าไปในโลกของเกมจริงๆ โลกที่เราเห็นผ่านหน้าจออยู่นี้ราวกับว่ามันมีตัวตนอยู่จริงๆ เหมือนกับได้เข้าไปเดินอยู่ในเมือง Night City ทุกครั้งที่เห็นแสงสะท้อนจากวัตถุในเกมล้วนแต่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า จะสามารถหาประสบการณ์แบบเดียวกันจากจอตัวไหนได้อีกบนโลกใบนี้ ใช้งานทั่วไป (ทำงาน - ดูหนัง) เชื่อว่าไลฟ์สตรีมของเพื่อนๆ ชาว PC หลายคน ไม่ใช่ได้ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมเพียงแค่อย่างเดียว บางคนอาจทำงานที่บ้านผ่าน PC ของตัวเองอยู่ในตอนนี้ บ้างอาจเป็นงานเอกสารทั่วไป บ้างอาจเป็นงานกราฟิก หรือตัดต่อวิดีโอ ในเรื่องความตรงของสีที่ได้จากจอ Monitor จึงเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ จนส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานจอสำหรับเล่นเกมทั่วๆ ไปที่เป็นแบบ VA หรือ TN ในการทำงานได้ แต่เจ้า Alienware ตัวนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวครับ เนื่องจากค่าสีที่ได้จากจอตัวนี้อาจตรงยิ่งกว่าจอ IPS ทั่วๆ ไปที่เราเห็นในตลาดเสียอีก (ดูได้ในภาพด้านล่างนี้) ดังนั้นจึงหมดกังวลเรื่องที่สีที่ได้จากจอจะไม่ตรง (สเปคของจอ IPS รุ่นหนึ่งที่มีราคาประมาณ 5,000 บาท สังเกตุว่าได้สีเพียงแค่ 87% sRGB) แม้ว่า 24.5 นิ้วจะไม่ใช้จอขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะกับชมภาพยนตร์ ,การ์ตูน หรือคอนเสิร์ต แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่ใช่จอที่เล็กเกินไปเช่นกัน กล่าวคือเป็นขนาดที่พอดีเหมาะกับการใช้งานในบ้าน สามารถเก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉากได้อย่างทั่วถึง และด้วยค่าสีที่ถูกต้องมาก จึงทำให้กราฟิกที่เราได้เห็นจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์น่าตื่นตาตื่นใจมากด้วยๆ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลยหากจะนำจอตัวนี้ไปใช้งานอย่างอื่นนอกจากเล่นเกมครับ ราคาเท่าไหร่ ? มาจนถึงตรงนี้คิดว่าเพื่อนๆ คงอยากรู้แล้วว่าเจ้า Alienware AW2521H มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจากหน้าเว็บไซต์ Official ของ Dell เองเลย จอตัวนี้มีราคาเต็มอยู่ที่ 969.99$ (ประมาณ 29,000 บาท) ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม, ดูหนัง หรือทำงานผ่านหน้าจอทั้งหมด ตัวผมเองคิดว่าราคาดังกล่าวไม่แพงจนเกินไปเลย ถ้าหากใครสนใจก็ลองติดต่อสอบถามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำใกล้บ้านดู เชื่อว่าถ้าได้สัมผัสด้วยตัวเองเหล่าเกมเมอร์จะต้องถูกใจมากๆ อย่างแน่นอนครับ ก็จบไปแล้วกับรีวิว Alienware AW2521H จอ 25 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100% งานนี้ต้องขอขอบคุณทาง Dell จริงๆ ที่ส่งสินค้าดีๆ แบบนี้มาให้เราได้ทดลองใช้งาน ส่วนว่ารีวิว Hardware ชิ้นต่อไปจะเป็นอะไร มาจากแบรนด์ไหน? รอติดตามชมได้เลยครับ
11 Jan 2021
[Unbox & Review] Pendulum Z เครื่อง V-Pet รุ่นใหม่กับความลับของโลก Digimon ที่ซ่อนไว้
ความเป็นมาของเครื่องเล่น V-Pet มีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเครื่อง Tamagotchi คิดค้นโดยคุณ Maita Aki เจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทของบริษัท Bandai เรียกว่าเป็นผู้ให้กำเนิด V-Pet ที่ส่งต่อให้กับเครื่องเล่น V-Pet รุ่นใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ และ Tamagotchi ก็แตกลายต่อยอดกลายเป็น V-Pet อีกสายที่เรียกว่า Digital Monster หรือ Digimon ที่เรารู้จักกัน ซึ่งซีรี่ส์ Digimon นี่แหละทำให้เด็กๆ และผู้คนเมื่อ 23 ปีที่แล้วรู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน V-Pet ของซีรี่ส์ Digimon ก็ออกมาหลายรุ่นมาตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดก็ได้ออก V-Pet รุ่นใหม่ส่งท้ายปี 2020 ที่มีชื่อว่า Digimon Pendulum Z โดยบทความนี้เราจะมาแกะกล่องและรีวิวเครื่องเล่นเจ้า Pendulum Z ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรและมีลูกเล่นอะไรบ้าง ไปดูกัน ================================================== เริ่มแกะกล่องและทำความรู้จักกับ Pendulum Z เครื่องเล่น Pendulum เป็นเครื่องเล่นประเภท V-Pet ของซีรี่ส์ Digimon ผลิตครั้งแรกในปี 1998 ต่อยอดมาจากเครื่ง Digimon V-Pet โดยเพิ่มลูกเล่นการเขย่าที่จะเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ และระบบ Jogress ซึ่งมาจากคำว่า Joint กับ Progress เข้าด้วยกัน มันคือระบบที่ใช้รวมร่าง Digimon และเกิดสายวิวัฒนาการใหม่นั้นเอง และในช่วงเวลาต่อมาก็มี Line การผลิตของ Digimon Pendulum ออกมาหลายรุ่นอย่างเช่น Pendulum Progress, Pendulum X, Pendulum รุ่นครบรอบ 20 ปี และล่าสุดก็มาเป็น Pendulum Z โดยตัว Pendulum Z จะออกวางจำหน่ายทั้งหมด 6 สี 6 สายด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 Wave ซึ่ง Wave แรกได้วางจำหน่ายช่วงสิ้นปี 2020 และ Wave ที่ 2 จะวางจำหน่ายเดือนเมษายน 2564 แน่นอนว่า Concept ของเครื่อง Pendulum Z จะเป็นการรวม Digimon หลายชนิดที่ไม่เคยปรากฎในเครื่องเล่น V-Pet รุ่นอื่นๆ หรือปรากฎในซีรี่ส์อนิเมะภาคไหนมาก่อน และเจ้าตัว Pendulum Z ก็มีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง แตกต่างจากเครื่องเล่น Pendulum รุ่นที่ผ่านๆ มาที่ไม่มีเนื้อเรื่องให้เสพเลย ส่วนเนื้อเรื่องของซีรี่ส์นี้ โดยมีใจความคร่าวๆ ที่ว่า มีการค้นพบ Digimon ชนิดใหม่ๆ ที่เรียกว่า Folder Islands หากมีโอกาสได้เล่า จะขอเล่าในโอกาสหน้าอย่างละเอียดแน่นอน แต่เอาจริงๆ พอแกะกล่องไปรษณีย์แล้วเห็นลายของมันครั้งแรก ตัวลายเครื่องมันเหมือน Creeper จาก Minecraft จริงๆ นะ มันจะบึ้มใส่มือหรือเปล่า ??? ( ล้อเล่นนะ ) สำรวจตัว Package มุมต่างๆ ก่อนทดลองเล่นจริง ตัว Package จะค่อนข้างเล็ก ตามสไตล์เครื่องเล่น V-Pet แต่ตัวกล่องนั้นกลับรู้สึกดู Premium หรูหรามากกว่าเครื่องเล่น V-Pet Digimon X ที่วางจำหน่ายไปช่วงปีที่แล้วอย่างมาก และลวดลายตัวเครื่องที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ เป็นลวดลาย Glitch หรือแถวบ้านที่เรียกว่า ลายภาพไม่มีสัญญาณ พร้อมกับตัว Digimon ใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฎในซีรี่ส์ไหน ถูกโปรโมตบนหน้ากล่อง พร้อมลูกเล่นหลักอย่างระบบการเขย่า ซึ่งหากไม่มีแล้วล่ะก็ มันก็ไม่ใช่ Pendulum อย่างแน่นอน ส่วนของที่จะมาแกะกล่องจะเป็นของจาก Wave แรกทั้งหมด โดยจะมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเขียว - Nature Spirits: จะเป็น Digimon ที่เน้นจำพวกสัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและแมลงเป็นหลัก สีฟ้า - Deep Savers: จะเป็น Digimon ประเภทสัตว์น้ำและจำพวกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นหลัก สีน้ำตาล/แดง - Nightmare Soldiers: จะเป็น Digimon ที่มีพลังความมืดหรือ Digimon สายภูติผีปีศาจเป็นหลัก แน่นอนว่า ทั้ง 3 เครื่อง จะมี Digimon ประจำเครื่องที่แตกต่างกันเสียส่วนใหญ่ พอพลิกไปด้านข้างก็ได้พูดถึงระบบ Jogress ซึ่งเป็นระบบหลักของ Pendulum ที่จะทำให้เราได้ Digimon สายพันธุ์ใหม่ๆ โดยทาง Bandai ระบุว่า ตัว Pendulum Z จะมี Digimon ให้ได้เลี้ยงมากกว่า 100 ตัว ซึ่งถือว่าเยอะเอาเรื่องเลย แต่จริงๆ แล้วเขาหมายถึงเครื่อง Pendulum Z ทั้ง 3 เครื่องตอนนี้และอีก 3 เครื่องใน Wave ที่ 2 รวมกันมากกว่า จึงพอสรุปได้ว่า เครื่องหนึ่งอาจจะมี Digimon ให้เลี้ยงราวๆ 30 ชนิดเป็นอย่างน้อย พอพลิกตัวกล่องไปอีกข้าง ก็จะพูดถึงกับลูกเล่นทั่วไปที่มีอย่างเช่น การให้อาหาร, การเก็บกวาดอุนจิและระบบการต่อสู้ โดยเป็นการแสดงภาพ Digimon ตัวใหม่ล่าสุดในรูปแบบ Pixel ให้เห็นเสมือนเป็นพรีเซ็นเตอร์ ด้านหลังตัวกล่องก็ได้โชคข้อมูล Digimon ตัวใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฎที่ไหนเป็นตัวหลักประจำเครื่องได้แก่ Marine Chimairamon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีฟ้าหรือ Deep Savers Gogmamon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีเขียวหรือ Nature Spirits Ghostmon: เป็น Digimon หลักประจำเครื่องสีน้ำตาล/แดง หรือ Nightmare Soldiers และก็มี QR Code ให้สามารถ Scan เพื่อไปอ่านเนื้อเรื่องของ Pendulum Z ได้ โดยจะกล่าวถึง Digimon สายพันธุ์ใหม่บนเกาะ Folder ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า พอแกะฝากล่องก็มีลวดลายของ Gogmamon แบบ Pixel และตัวอักษรที่เขียนว่า "NATURE SPIRITS: DIGIMON PENDULUM Z"  พร้อมกับฝากล่องที่เป็นลวดลาย Glitch สีเขียวให้เห็น ซึ่งหลังจากนี้จะทำการ Unbox ด้วยเครื่องตัวสีเขียวหรือ Nature Spirits เป็นหลัก เพราะหน้าตาและการเล่นแทบจะเหมือนกัน ต่างกันแค่ Digimon ประจำตัวเครื่องและสีแค่นั้น เมื่อทำการแกะกล่องออกมาทั้งหมดแล้ว จะมี สามส่วนหลักๆ ได้แก่ ตัวกล่องภายนอกสีเขียว, ตัวกล่องภายในสีดำ มีคู่มือการใช้งานแบบย่อซึ่งมี QR Code ให้สแกนไปดูวิธีการเล่นแบบฉบับเต็มบนไฟล์ PDF ได้ มันก็สะดวกดีนะและเป็นการตลาดที่ฉลาดด้วยที่ลดการสิ้นเปลืองของกระดาษ และส่วนสุดท้ายก็คือส่วนตัวเครื่องที่มีพลาสติกแข็งหุ้มตัวเครื่องไว้ ซึ่งตัวพลาสติกแข็งนั้นก็จะมีฝาครอบอีกชั้นหนึ่งกันกระแทก ดูใส่ใจเป็นอย่างดีมากๆ เพราะมันแข็งและกันกระแทกได้ดีใช้ได้เลยล่ะ แถมเก็บสายพวงกุญแจไว้เรียบร้อย ไม่ดูเกะแกะด้วย ตัวเครื่องแบบชัดๆ หลังจากดึงที่ขั้นถ่านแล้ว ตัวอักษรก็เด้งขึ้นข้อความว่า "Pendulum Z" เด่นมาๆ แถมเสียงตัวเครื่องดังใช้ได้เลย และหากสังเกตุดีๆ จะมีประกายกริตเตอร์วิ้งวับสะท้อนแสงตลอดทั้งตัวเครื่อง รู้สึกมีความหรูหรามากขึ้นเมื่อจับขึ้นมาเล่นบนมือตัวเอง ด้านหลังจะเป็นตรงที่ใส่ถ่านโดยต้องขันน็อตหัวสี่แฉกเพื่อเปิดฝา และตัวเครื่อง Pendulum Z จะใช้ถ่านกระดุมแบบ CR2032 จำนวนหนึ่งก้อน สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปได้เลย หาซื้อไม่ยาก ที่ฝาปิดฐานก็จะระบุถึงวันที่เริ่มผลิตและหมายเลขประจำตัวเครื่องที่เขียนไว้ ซึ่งการันตีว่าของแท้แน่นอน ส่วนด้านบนก็เป็นหัวต่อ Connecter แบบ 2 หัวสำหรับเชื่อมต่อการต่อสู้หรือการ Jogress ถือเป็นสิ่งที่เครื่อง V-Pet Digimon ต้องควรมี ปุ่มกดต่างๆ และคำสั่งใช้งานเบื้องต้น ปุ่มกดและคำสั่งต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องของ Pendulum Z จะมีดังนี้ ปุ่ม A: เป็นปุ่มสำหรับเลือกเมนูต่างๆ ทั้ง 9 เมนูและเลื่อนหัวข้อคำสั่งต่างๆ ปุ่ม B: เป็นปุ่มตกลงหรือเลือกเมนูนั้นๆ / เป็นปุ่มกดดูเวลาเมื่ออยู่หน้าจอหลัก ปุ่ม C: เป็นปุ่มยกเลิกคำสั่งหรือออกจากหน้าเมนูนั้น / เป็นปุ่มเช็คสถานะ Digimon แบบย่อเมื่ออยู่หน้าจอหลัก ปุ่ม Reset: เป็นปุ่มสำหรับ Reset เครื่องเพื่อเริ่มเล่นใหม่ นอกจากนี้จะมีคำสั่งที่กดมากกว่า 1 ปุ่มหรือ Combo Command มีคำสั่งดังนี้ ปุ่ม A+C เมื่ออยู่หน้าจอหลัก: จะเป็นการปิดหรือเปิดเสียงของตัวเครื่อง ปุ่ม A+C เมื่ออยู่หน้าเวลา: จะเป็นการตั้งนาฬิกา โดยกด A จะเป็นการตั้งชั่วโมง กด B เป็นการตั้งนาที และกด C เมื่อตั้งเวลาเสร็จสิ้นแล้ว ปุ่ม A+B เมื่อ Digimon ตายหรือกลายเป็น Computer: จะเป็นการฟักไข่ใบใหม่หลัง Digimon ไม่อยู่กับเราแล้ว ปุ่ม A+C+Reset ค้างไว้: จะเป็นการเข้าสู่โหมด Library เพื่อทดลองเล่น Digimon ภายในเครื่อง แต่จะไม่สามารถเล่นได้อย่างปกติได้ 100% เพราะจะมีบัคแบบจงใจเพื่อไม่ให้เราลักไก่นั้นเอง เมนูต่างๆ และ Feature ที่น่าสนใจ เมนูแรก Status ( รูปตราชั่ง ): จะเป็นการเช็คสถานะของ Digimon ที่เราเลี้ยงแบบละเอียดทั้งชื่อดิจิมอน, ความหิว, ความแข็งแรง และอื่นๆ อีกมากมาย เมนูที่สอง Food ( รูปเนื้อ ): เป็นการให้อาหาร Digimon โดยมีการให้เนื้อกับวิตามิน นอกจากนี้ยังมี Item ชิ้นอื่นๆ ที่สามารถให้ Digimon ได้กินและเพิ่มความสามารถพิเศษบางอย่างด้วย เมนูที่สาม Training ( รูปยกน้ำหนัก ): เป็นการฝึกซ้อม Digimon เพิ่มค่า Effort หรือค่าความพยายามให้สูงขึ้น มีผลต่อการต่อสู้ของ Digimon ด้วย วิธีการฝึกจะใช้การเขย่าให้ตรงกับจำนวนของลูกศร ซึ่งหากตรง ก็จะทำให้การฝึกของ Digimon ส่งผลมากขึ้น เมนูที่สี่ Colosseum ( รูปถ้วยรางวัล ): เมนูนี้จะเป็นเมนูสำหรับต่อสู้ตะลุยด่านของ Digimon ที่เราเลี้ยง โดยจะมีด่านให้เล่นทั้งหมด 50 ด่าน เมื่อชนะศัตรูจะได้รับ EXP ไว้เพิ่ม Level โดยมันจะส่งผลต่อความแข็งแกร่งด้วย เมนูที่ห้า Clean Waste ( รูปอุนจิ ): เมื่อ Digimon อยู่กับเราไปสักช่วงหนึ่ง พวกเขาก็ต้องการขับถ่าย พอขับถ่ายออกมาก็จะเป็นอุนจิอย่างที่เห็น เมนูนี้จึงเป็นเมนูทำความสะอาด เก็บอุนจิให้ Digimon ของเราเพื่อสุขอนามัยที่ดี เมนูที่หก Light ( รูปไฟ ): เมื่อ Digimon ถึงเวลานอน สามารถเข้าไปที่เมนูรูปไฟ เพื่อปิดไฟได้ แต่หาก Digimon ไม่ถึงเวลานอนแล้วกดปิดไฟ จะเป็นการ Freeze Digimon เอาไว้ กรณีที่เราไม่ว่างเล่นนั้นเอง เมนูที่เจ็ด Heal ( รูปผ้าปิดแผล ): กรณีที่ Digimon ของเราป่วยหรือบาดเจ็บ สามารถเข้าเมนูรักษา เพื่อรักษาตามอาการได้โดยสัญลักษณ์กล่องคำพูดไว้รักษาอาการป่วย และรูปหัวกะโหลก ไว้รักษาอาการบาดเจ็บหลังพ่ายแพ้การต่อสู้ เมนูที่แปด Album ( รูปหนังสือ ): เมนูนี้จะเป็นเมนูที่ดู Digimon ต่างๆ ที่เราเคยเลี้ยงมารวมถึงสามารถเอา Digimon มาเก็บ Back up ไว้สำรองได้สูงสุด 2 ตัว เท่ากับว่าเราสองรองได้สอง และเลี้ยงได้ 1 รวมเป็น 3 ตัว หากอยากกลับมาเล่นตัวเก่าก็สลับตัวจากเมนูนี้ได้ รวมถึงเช็ค Win rate การต่อสู้ได้ด้วย เมนูที่เก้า Connect ( รูปหัวลูกศรชนกัน ): จะเป็นเมนูไว้สำหรับเชื่อมต่อกับ Digimon V-pet อีกเครื่องหนึ่งไว้สำหรับต่อสู้หรือเชื่อมต่อกับ Pendulum Z ด้วยกันเพื่อทำการ Jogress ซึ่งเมนู Jogress สามารถทำการรวมร่าง Digimon ภายในเครื่องก็ได้หรือจะต่อกับอีกเครื่องก็ได้ เมนูที่สิบ Call ( รูป Digimon ร้อง ): เมนูนี้จะเรียกว่าเมนูก็ไม่ใช่ เพราะมันคือ Icon แจ้งเตือนซึ่งมันจะปรากฎขึ้นพร้อมส่งเสียงเมื่อ Digimon มีค่าความหิวเป็นศูนย์, ความแข็งแรงเป็นศูนย์ หรือถึงเวลานอนของ Digimon เป็นการเตือนให้เราเอาใจใส่ Digimon ของตัวเอง หากปล่อยละเลยจนไฟดับไปเอง จะนับว่าเป็น Care Mistake หรือค่าการละเลยความใสใจเป็นหนึ่งทันที โดยจะมีผลต่อการพัฒนาร่างของ Digimon ในอนาคตด้วย ================================================== ทั้งหมดนี้ก็เป็นการ Unbox & Review เจ้าเครื่องเล่น Digimon Pendulum Z ซึ่งโดยรวมแล้วหากใครชื่นชอบ Digimon และชอบการเลี้ยงแบบ V-Pet หรือเลี้ยงแบบ Tamagotchi ก็ขอบอกเลยว่าเครื่องนี้เลี้ยงง่าย พัฒนาได้ค่อนข้างไวเพราะมีระบบ Jogress เข้ามา แต่ก็จะมีจุดที่เสียดายที่ว่า จะไม่ค่อยมี Digimon เท่ๆ ให้ได้เห็น มันจะเป็น Digimon สายพันธุ์ใหม่เสียส่วนใหญ่ อีกทั้งหลายคนอาจจะไม่ชอบที่ลายเหมือน Creeper จากเกม Minecraft เพราะมันไม่สวย ( แต่ทางนี้ชอบนะ ) ซึ่งตอนนี้ก็ได้วางจำหน่ายแล้ว สามารถหาซื้อได้ตามกลุ่มคนรัก Digimon ราคาจะอยู่ช่วง 1,6XX ต่อเครื่อง ซึ่งราคาอาจจะแรงนิดหนึ่ง แต่สำหรับคนรัก Digimon และชอบเลี้ยงสัตว์ V-Pet ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การสะสมและเลี้ยงมันจ้า  
06 Jan 2021
[Unbox & Review] Digivice 2020 เปิดจักรวาลใหม่ อุปกรณ์ของเด็กที่ถูกเลือก
เครื่องเล่นพกพาแบบ Pixel ในตัวก็มีทำอยู่แค่สองซีรี่ส์หลักๆ ที่รู้จักกันคือ Tamagotchi และ Digimon ซึ่งทั้งคู่เป็นเครื่องเล่นประเภท Vitual Pet หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า V-Pet มันยังคงได้รับความนิยมที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มในสมัยก่อน เพราะยังไงซะมันก็อาจจะสู้เครื่องเล่นพกพายุคใหม่ๆ ที่เป็นจอสีหรือมือถือที่มีเกมมากมายให้เล่น แต่ทว่าทางบริษัท Bandai ผู้พัฒนาของเล่นและสร้างซีรื่ย์ Digimon ได้ดำเนินรุกการตลาดให้เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่และรุ่นเดอะอย่างคนเขียนมากขึ้น ด้วยการนำเสนอเครื่องเล่นที่ผสมผสานแสงสีเสียงที่เรียกว่า Digivice รุ่นปี 2020 พร้อมกับทำอนิเมะเรื่อง Digimon Adventure: Reboot 2020 ควบคู่กัน ทำให้กระแสคนรักดิจิมอนกลับมาอย่างคึกคักและดึงดูดผู้สนใจดิจิมอนหน้าใหม่มาเพียบ และในอนาคต ก็จะมี V-pet รุ่นใหม่อย่าง Pendulum Z และ Vital Bracelet ที่จะเป็นการผสมผสานระหว่าง Smart band แบบจอสีและการเลี้ยง Digimon เข้าด้วยกัน และบทความนี้เราไม่ได้มารีวิวเกม แต่มารีวิวตอบรับกระแสด้วยการ Unboxing และรีวิวเครื่องเล่นเกม Digivice รุ่น 2020 ให้คุณผู้ชมได้รับชมกันว่า เครื่องเล่นพกพานี้มันมีความน่าเล่นในยุคปัจจุบันมากขนาดไหนกัน ================================================== เริ่มแกะกล่องและทำความรู้จักกับ Digivice เสียก่อน ซึ่งขออธิบายในส่วนนี้ก่อนว่าเครื่องเล่นพกพาซีรี่ย์ Digimon จะมีสองประเภทนั้นก็คือ V-Pet ซึ่งเน้นพักไข่, เลี้ยงดูและเอาไปต่อสู้ ซึ่งรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบเควสต์หรือโคลอสเซี่ยมให้ต่อสู้เพื่อเอาชนะ, เก็บ Level และปลดล็อคเงื่อนไขลับภายในเครื่อง ส่วนอีกประเภทจะเรียกว่า Digivice ซึ่งดีไซน์จะมาจาก Digivice ภายในอนิเมะชั่น Digimon ภาคนั้นๆ โดยจะมีลูกเล่นที่เน้นการผจญภัยตามเนื้อเรื่องอนิเมะ และ Easter Egg ให้ไขความลับภายในเครื่อง ไม่เน้นการเลี้ยงดูและไม่มีวันหมดอายุขัยหรือตายแบบ V-Pet และส่วนที่รีวิวอันนี้คือ Digivice รุ่นปี 2020 ที่มีลูกเล่นเน้นการผจญภัยตะลุยด่านตามเนื้อเรื่องของอนิเมะ Digimon Adventure ภาค Reboot 2020 อันนี้คือตัว Package ที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นมาเลย แบบห่อกระดาษไขป้องกันรอยและสิ่งสกปรก ซึ่งพอแกะกระดาษสาออกไปก็จะเป็นกล่องสีขาวกันกระแทกอีกที ไม่ใช่ตัวกล่องของ Digivice จริงๆ หรือพูดง่ายๆ นี่แค่เป็นกล่องชั้นนอกสำหรับกันกระแทกเท่านั้น แต่พอแกะกระดาษสาและเปิด Package ชั้นนอกเท่านั้นแหละถึงกับอุทานว่า "ลุง Bandai จะห่อเยอะไปไหน" เพราะคุณจะได้เห็นตัวกล่องใส่ Digivice รุ่น 2020 จริงๆ ที่มีกระดาษสาห่ออีกชั้นข้างใน นับถือตัวลุงแกเลยว่าใส่ใจเรื่องการป้องกันการเป็นรอยระหว่างขนส่งจริงๆ พอแกะกระดาษสารอบที่สองออก คุณก็จะได้พบกับความ Premium ของตัว Package อย่างแท้จริง ลายบนกล่องเป็นเจ้าตัว Agumon ซึ่งเป็นมาสคอตของซีรี่ย์ Digimon ไม่ว่าจะภาคอนิเมะหรือในเกมก็ตาม ถอดมาก็เป็นตัวอักษรสีเงินสะท้อนแสงเขียนว่า "DIGIMON ADVENTURE" ดูเรียบหรูสุดๆ ส่วนข้างล่างก็เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "DIGIVICE" ภายในกล่องที่เห็นก็มีตัว Digivice ที่เป็นสีขาว ดูเหมือนไม่มีปุ่มอะไรให้กดเลย และฝ่าหลังที่โชว์ให้เห็น ดูจากสายตาแล้วมันมีขนาดใหญ่น่าจะทำออกมาในอัตราส่วน 1 : 1 แน่ๆ ใหญ๋กว่า Digivce รุ่น D-2 เสียอีก ด้านตัวกล่องทั้งสองข้างก็เขียนคำว่า "DIGIMON ADVENTURE" และคำว่า "DIGIVICE" เป็นสีเงินสะท้อนแสงสวยงาม และใต้ฝากล่องก็พบกับ Easter Egg อย่างแรกของตัว Package เลยนั้นก็คือ ภาพเหล่า Digimon คู่หูของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคนเป็นลวดลาย Pixel สีขาว ทำให้เรานึกถึงวัยเด็กที่ได้เล่น Digivice รุ่น D-2 เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก่อนจะดูตัวเครื่อง Digivice เราก็ขอยกตัวพลาสติคกันกระแทกของตัวเครื่องออกเสียก่อน ใต้กล่องก็จะพบกับคู่มือการเปิดเครื่องเบื้องตน ซึ่งคราวนี้มาแปลกเพราะว่ามันเป็นคู่มือแบบย่อเท่านั้น ให้รู้ว่าตัวเครื่องใส่ถ่าน AAA จำนวนสามก้อน และสัญญาณแบตเตอร์รี่อ่อนว่าเป็นอย่างไร และควรเปลี่ยนตอนไหน ส่วนคู่มือวืธีเล่นตัวเต็มต้องใชมือถือ Scan QR Code อีกทีหนึ่ง ซึ่งเอาจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องไปดูก็ได้ ใช้วิธีงมโข่งเล่นเอาหลังเปิดเครื่องไปเลย ด้านข้างของใต้กล่องก็มี Easter Egg อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือ ตราสัญลักษณ์ประจำตัวของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคน เห็นแล้วทำให้เราคิดถึงอนิเมะชั่นภาคแรกที่เคยดูมากันเลย คราวนี้ก็ถือคอร์สหลักสักทีก็คือ ตัวเครื่องนั้นเอง หลักๆ จะมีสองส่วนด้วยกันคือ ตัวเครื่อง Digivice สีขาว มีรอบวงแหวนสีน้ำเงิน เขียนอักษรภาษา Digital World สีทองบนตัววงสีน้ำเงิน พร้อมจอแบบ Pixel ที่คุ้นเคยและฝ่าหลังปิดถ่านโดยใช้น็อตหัวสี่แฉกเป็นตัวยึด ส่วนแบตเตอร์รี่ที่ใช้ จะใช้ถ่านขนาด AAA ทั้งหมดสามก้อน หลังจากใส่ครั้งแรกให้กดปุ่ม Reset อยู่ตรงรูเล็กๆ เยื้องทางขวาของหลังเครื่อง ที่ต้องใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเข้าไปรูตรงนั้น ลองได้สัมผัสตัวเครื่องครั้งแรกก็เป็นอย่างที่คิด ตัว Digivice ใหญ่เต็มไม้เต็มมือมากเหมือนขนาด 1 : 1 จากในอนิเมะเลย และพอลองได้เปิดเครื่อง ก็มีไฟ LED แปดสี ซึ่งเป็นสีประจำตัวของเด็กที่ถูกเลือกทั้งแปดคนสว่างรอบตัวเครื่องพร้อมตรา BANDAI เด่นขึ้นมากลางจอ Pixel ส่วนปุ่มกดนั้นดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีปุ่ม แต่จริงๆ แล้วมีปุ่มให้กดสี่ปุ่ม ด้านซ้ายและขวามีอย่างละสองปุ่ม ตำแหน่งแถวเยื้องข้างบนและข้างล่าง ทั้งสองข้าง โดยเมื่อเรากดปุ่มใดก็ได้ เริ่มต้นจะมี Digimon ให้เลือกเล่นสองตัวระหว่าง Agumon และ Gabumon ซึ่งไม่ว่าเลือกตัวไหนก่อน เราก็จะได้เล่นทั้งสองตัวตั้งแต่แรก ไม่มีผลต่อการเล่นช่วงต้นเกมแต่อย่างใด คำสั่งปุ่มทั่วไปและเมนูต่างๆ Digivice รุ่น 2020 นี้อย่างที่บอกข้างต้นว่าดูเหมือนจะไม่มีปุ่ม แต่จริงๆ แล้วปุ่มกดจะมีทั้งหมดสี่ตำแหน่งตามหมายเลขที่ระบุไว้ ซึ่งปุ่มสัมผัมเป็นพลาสติคแข็งๆ และเมื่อกดลงไปมันมีเสียงคลิ๊กเด้งมือมากๆ ราวกับกดปุ่ม Machanical Keyboard แบบจังหวะเดียว ให้ความรู้สึกแตกต่างจากปุ่มยางที่เคยใช้ใน Digivice หรือ V-Pet รุ่นอื่นๆ โดยคำสั่งปุ่มต่างๆ มีฟังก์ชั่นการใช้งานดังนี้ ปุ่มที่ 1: ปุ่มเลื่อนขึ้นบนคำสั่งทั่วไปและย้อนหลังในเมนูบางอย่าง ปุ่มที่ 2: ปุ่มเลื่อนลงบนคำสั่งทั่วไปและหน้าถัดไปในเมนูบางอย่าง ปุ่มที่ 3: เป็นปุ่มสำหรับกดตกลงและเข้าหน้าเมนู ( จริงๆ ปุ่ม 1 2 และ 3 สามารถกดเข้าเมนูได้หมดบนหน้าหลัก ) ปุ่มที่ 4: เป็นปุ่มสำหรับยกเลิกเมนูและกดดู Emotion เล็กๆ ของ Digimon ทั้งสองตัวเมื่ออยู่หน้าหลักแบบสุ่มอารมณ์ เมื่อเข้าหน้าเมนู เมนูแรกที่จะเจอนั้นก็คือเมนู Status ซึ่งเป็นเมนูที่สามารถเข้าไปเช็คสถานะข้อมูลของ Digimon คู่หูของเราว่าเป็น Digimon ประเภทอะไร ลักษณะของสายเป็นแบบไหน ซึ่งปกติมีสามสายคือ Data, Virus และ Vaccine ซึ่งมีการแพ้ทางกันและกัน รวมไปถึงเช็คสถานะจำนวนที่ Digimon คู่หูตัวนั้นๆ ว่าชนะไปกี่ครั้ง ไปถึงระดับไหนแล้วซึ่งมีผลต่อการปลดระดับพัฒนาร่างในเมนู Quest ด้วย ถัดมาเป็นเมนู Quest ซึ่งมันคือโหมดตะลุยด่านอ้างอิงจากอนิเมะเรื่อง Digimon Adventure: Reboot 2020 เลย โดยจะมีด่านให้เล่นทั้งหมด 11 Stage และมี Stage ลับขอปลดล็อคอยู่อีก เมื่อเข้าไปในแต่ละ Stage จะมีด่านย่อยๆ ให้เล่นสิบด่านซึ่งด่านย่อนที่สิบจะเป็น Boss ประจำ Stage นั้นๆ หากเอาชนะได้ก็จะสามารถไป Stage ต่อไปได้นั้นเอง ส่วนวิธีการต่อสู้นั้น จะใช้วิธีการต่อสู้แบบ Roulette หรือหมุนวงล้อให้เกจพลังขึ้นสูงที่สุด ซึ่งหากทำได้ก็มีโอกาสชนะศัตรูได้มาก และมีโอกาสได้เจอ Cutscene ที่ Digimon คู่หูจะใช้ท่า Burst โจมตีศัตรูตายภายในครั้งเดียวและต้องกดปุ่มที่ 3 รัวๆ ให้เกจเต็มก่อนหมดเวลา ส่วนรายละเอียดการเล่นนั้น หากมีโอกาสได้ทำ Guide จะได้พูดถึงระบบนี้แบบละเอียดอย่างแน่นอน เมนูสุดท้ายของเครื่องนั้นก็คือ Setting ซึ่งไม่มีอะไรมากนอกจากให้เราสามารถเลือกปิดหรือเปิดลูกเล่นไฟ LED และเสียงของตัวเครื่องสามารถปรับให้ปิดหรือเปิดได้เช่นกัน เหมาะกับกรณีไม่ชอบไฟที่แสบตาเกินไปหรือเสียงดังจนรบกวนคนอื่น Feature ต่างๆ ที่เป็นหัวใจของเครื่องนี้ Digivice รุ่น 2020 นี้ได้ตัดระบบการเขย่านับก้าวเดินที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ Digivice ออกไป ซึ่งฟังแล้วน่าเสียดายมากๆ แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยระบบเมนู Quest ที่มีด่านให้เล่นเยอะมากๆ ฉะนั้นเมื่อเราปล่อยจอเข้าสู่หน้าหลัก Digimon คู่หูของเราจะทำการขยับและเดินเล่นไปมาแบบนั้นพร้อมแสดงท่าทางดีใจให้เราเห็นด้วย เมื่อเรากดปุ่มที่ 4 หรือปุ่มยกเลิกเมื่ออยู่หน้าจอหลัก จะเป็นการแสดง Animation เล็กๆ ระหว่าง Digimon คู่หูทั้งสองตัวแบบสุ่ม จะเป็นทั้งดีใจด้วยกัน โกรธกัน หรือหลับด้วยกันซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากให้เรากดดูเพลินๆ และ Digivice รุ่น 2020 นี้ไม่มีปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง ดังนั้นจึงใช้ระบบปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่ได้เล่นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยสังเกตจากการปล่อยเครื่องสักพัก Digimon คู่หูเราจะนอนหลับ และหลังจากนั้นไม่นาน เครื่องจะปิดหน้าจออัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงานของแบตเตอร์รี่ และนี่คือทีเด็ดของ Digivice รุ่นนี้เลยก็คือ เมื่อเราทำการวิวัฒนาการตอนต่อสู้ จะมีไฟ LED สว่างขึ้นมาโดยการพัฒนาแต่ละร่างจะมีการไล่ไฟเป็นรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และ Digimon คู่หูแต่ละตัวเมื่อพัฒนาร่างก็จะมีสีไฟที่ไม่เหมือนกันอีก โดยสีไฟจะแสดงเป็นสีต่างๆ ตามสีประจำตัวของ Digimon คู่หูตัวนั้นๆ ที่สำคัญเลยก็คือ หากพัฒนาร่างสุดยอดด้วยการ Jogress ระหว่าง WarGreymon และ MetalGarurumon จะเป็นไฟ LED วิ่งวนสองสีที่ดูสวยงามสุดๆ แต่แอบใช้เวลาแปลงร่างนานไปหน่อยนะ ยังไงก็ตามแลกกับความสวยงามของไฟถือว่ายินดีเลย หากไม่รู้สึกแสบตาไปเสียก่อนเพราะไฟมันสว่างมาก และอีก Feature หนึ่งที่เรียกว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียเลยก็คือ ระบบ Emergency Enemy หรือระบบสุ่มเจอศัตรู โดยมีโอกาสสุ่มเจอเมื่อเราเอาชนะ Boss ประจำ Stage นั้นๆ ซึ่งข้อดีของมันก็คือ ตื่นเต้นมากๆ และจะได้เจอศัตรูที่เราเห็นแล้วจะต้องร้องพระเจ้าซึ่งหากชนะศัตรูพวกนี้ เราจะได้พวกเขามาเป็นพวก แต่หากแพ้ก็ต้องรอสุ่มกันต่อไป ส่วนข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับคนที่อยู่ๆ มาเจออะไรแบบนี้โดยไม่ทันได้ตั้งตัว อาจจะทำให้หงุดหงิดได้เช่นกัน ================================================== และนี่คือทั้งหมดของการ Unboxing และ Review ของเครื่องเล่น Digivice รุ่น 2020 ซึ่งบอกตามตรงเลยว่า ดีต่อใจมากๆ สำหรับคนรักและสะสม Digimon หรือถึงแฟนบอยของ Digimon ที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างยิ่ง ทำไฟ LED ที่มีลูกเล่นไล่ไฟตอนพัฒนาร่าง รวมถึงระบบ Quest ที่เข้ามาแทนที่การเขย่านับก้าวเดิน ก็เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่นด้วยเหมือนกัน อีกทั้งด้วยสัดส่วนขนาดแบบ 1 : 1 และมีไฟตามแบบฉบับอนิเมะ ถ้าหากในแง่สะสมถือว่าคุ้มค่าอย่างมากหรือหากเอามาเล่นจริงจังให้เคลียร์เกมก็ถือว่าค่อนข้างคุ้มกับเงินที่จ่ายไปราวๆ 3,XXX บาทเช่นกัน เพราะระดับความยากถือว่าทำเอาคนเขียนบทความหัวอุ่นใช้ได้เหมือนกัน แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายคือ การที่เอาระบบเขย่าออก มันทำให้เสน่ห์ของมันหายไปเยอะพอสมควร และไฟที่สว่างมากๆ บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะแสบตาหรือไวต่อแสง และราคาค่อนข้างสูง หากเป็นคนที่ไม่ใช่แฟนบอยอาจจะมองว่าแพงก็ได้ หากใครชอบบทความนี้ สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้เยอะๆ เลยนะ และหากมีโอกาสได้ทำบทความ Digivice 2020 อีก ก็จะทำ Guide ระบบการเล่นระบบ Quest ให้อ่านกันนะ
06 Jan 2021
อีสปอร์ต
Nimo TV จับมือ Mineski จัดการแข่งขันรวม Influencers กว่า 40 ชีวิต ชิงเงินกว่า 100,000 บาท !!
Nimo TV ร่วมมือกับ Mineski เอาใจคนรักเกม League of Legends: Wild Rift ส่งการแข่งขันเด็ดมาอีกรายการ Nimo TV Challengers Invitational การแข่งขันที่รวม Influencers ถึง 8 ทีม หรือ 40 ชีวิต มาร่วมการแข่งขัน ค้นหาสุดยอดทีมที่แข็งแกร่งเพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ไปครอบครอง สำหรับการแข่งขันรอบแรก จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 และ 14-16 ธันวาคม 2563 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบจะต้องมาต่อสู้กันอีกครั้งในรอบ Semi Final และรอบ Grand Final ในวันที่ 19 และ 20 ธันวาคม 2563 ใครเชียร์ทีมไหน ดูวันไว้ให้ดี จะได้ไม่พลาด โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท รองชนะเลิศ 20,000 บาท อันดับที่สาม และสี่ 10,000 บาท และอันดับที่ 5 ถึง 8 รับรางวัลทีมละ 5,000 บาท รวมมูลค่ารางวัล 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ที่เข้ารับชมการแข่งขันผ่าน Nimo TV ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลอีกด้วย ร่วมให้กำลังใจทีมที่ชื่นชอบ และลุ้นรับรางวัลไปด้วยกัน โอกาสดี ๆ แบบนี้ มีแค่ที่ Nimo TV เท่านั้น ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดที่นี่ : https://www.nimo.tv/lolwr?from=nimo2 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม อัพเดทผลการแข่งขันได้ที่นี่ : https://www.facebook.com/nimotvth
07 Dec 2020
อีพอลซ์ประกาศเปิดตัวการแข่งขันรายการ VALORANT ROYAL CUP ชิงเงินรางวัล 25,000 USD
อีพอลซ์จัดงานแข่งขัน VALORANT Tournament ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเงินรางวัลที่สูงที่สุดในภูมิภาค กรุงเทพฯ - 14 กันยายน 2563 – อีพอลซ์ (Epulze) บริษัทจัดงานอีสปอร์ตจับมือกับไรออท เกมส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Riot Games SEA) เพิ่มรายการการแข่งขันอีสปอร์ต ‘Royal Cup’ ชิงเงินรางวัล 25,000 ดอลลาร์สหรัฐเข้าไปใน VALORANT Ignition Series โดยจะจัดการแข่งขันรอบ Open Qualifier ขึ้นในวันที่         19 - 20 กันยายน และรอบ Main Event ในวันที่ 21 - 27 กันยายน 2563 การแข่งขันอีสปอร์ตรายการ VALORANT Royal Cup มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 16 ทีม ได้แก่ 12 ทีมเป็นทีมที่ได้รับเชิญโดยตรงและ 4 ทีมที่ชนะจากการแข่งขันในรอบ Open Qualifier การแข่งขันในรอบ Main Event จะทำการแข่งขันแบบ Round Robin Best of 2 โดยแบ่งทีมออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อทำการคัดเลือก 2 ทีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของแต่ละกลุ่ม เข้าสู่การแข่งขันแบบแพ้คัดออกในรูปแบบ Double Elimination รายชื่อทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันและผู้ดำเนินรายการแข่งขันจะประกาศให้ทราบเร็ว ๆ นี้ ลิ้งก์ไปยังประกาศต่างๆ เกี่ยวกับการแข่งขัน: https://epulze.com/royalseacup  ลิ้งก์ไปยังแถลงการณ์ของ Epulze: https://epulze.com/epulze-riotsea-partnership  คุณพอนทัส ลอฟเกรน (Pontus Lövgren) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอีพอลซ์ กล่าวว่า "เราตื่นเต้นมากที่ได้มีส่วนร่วมกับ VALORANT และได้ทำงานโดยตรงกับไรออท เกมส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ที่มอบโอกาสสุดพิเศษให้กับเราในการสร้างคอนเทนต์อันยอดเยี่ยมให้กับชาว VALORANT โดยความตั้งใจของเราคือการได้จัดการแข่งขัน VALORANT ให้มากขึ้นเพื่อผู้เล่นทุกระดับและให้ทุกคนได้มีโอกาสในการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกและตื่นเต้น” คุณคริส ตราน ผู้จัดการฝ่ายอีสปอร์ต – ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง ไต้หวันและ    มาเก๊าของไรออท เกมส์ กล่าวว่า “เราได้รับความสนับสนุนจากผู้เล่น VALORANT ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มอบประสบการณ์การแข่งขันให้กับชาว VALORANT ผ่านบริษัท   อีพอลซ์ โดยรายการการแข่งขัน Royal Cup นับว่าเป็นรายการแข่งขันล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาใน VALORANT Ignition Series ซึ่งเกิดขึ้นหลังการแข่งขัน VALORANT Pacific Open ที่เพิ่งจบลงไปก่อนหน้านี้ และพวกเรารอคอยที่จะได้มอบประสบการณ์การแข่งขันที่สนุกจนหยุดไม่อยู่ให้กับผู้เล่นทุกคน!
14 Sep 2020
มาทำความรู้จักกับ N0tail กัปตันทีมขวัญใจมหาชน
หากให้เหล่าแฟน ๆ Dota 2 เลือกกัปตันในดวงใจของพวกเขาในตอนนี้ ชื่อของ N0tail หรือที่คนไทยนิยมเรียกพ่อใหญ่ คงจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ออกมาอย่างแน่นอน ด้วยการที่เขาเป็นคนเฟรนด์ลี่เข้าได้กับทุกคน ในขณะเดียวกันเขาก็มีความเป็นผู้นำสูงและไม่ยอมแพ้แม้จะต้องเจอกับทีมที่เก่งกว่า N0tail ถือว่าเป็นผู้เล่นเกม Dota 2 คนหนึ่งที่ผ่านอุปสรรคมามากมาย จนได้หลอมตัวตนของเขาให้กลายเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมจนสามารถคว้าแชมป์รายการ The International ถึงสองสมัยซ้อน วันนี้เราจะมาดูเส้นทางชีวิตของเขาจากผู้เล่น HoN จนถึงแชมป์โลกเกม Dota 2 กำเนิดพ่อใหญ่ Big Daddy N0tail N0tail มีชื่อจริงว่า Johan Sundstein เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมปี 1993 ที่ประเทศเดนมาร์ก โดยเขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้เล่นเกม Heroes of Newerth หรือ HoN ตั้งแต่อายุ 15 ปีในฐานะของผู้เล่น Solo Mid และการเล่นเกมนี้เองทำให้เขาได้เจอกับเพื่อนรักที่จะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อชีวิตเขาในอนาคตอย่าง Fly หลังจากที่แข่งขันเกม HoN ได้ไม่นานเขาก็ได้ไปเล่นเกมใหม่ที่กำลังมาแรงกว่าในตอนนั้นอย่าง Dota 2 เอง โดยสังกัดแรกของ N0tail คือ Fnatic.EU ที่ในตอนนั้นเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความสามารถในการ Micro สูงทำให้เขาสามารถเล่นตัวละครอย่าง Meepo ได้อย่างชำนาญ ทีมของพวกเขาทำผลงานได้ดีจนสามารถที่จะเข้าไปแข่งรายการ The International ปี 2013 ได้ แม้ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มจะทำได้ดีตนสามารถที่จะอยู่สายบนได้ แต่ในรอบ Main Event พวกก็ต้องกลับบ้านเร็วกว่าที่คิดด้วยการแพ้ให้กับทีม Tongfu และ Orange Esports กลับบ้านด้วยอันดับ 7-8 ร่วม ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันนี้เขาก็ได้ลาออกจากทีม Fnatic จากทีม Secret สู่ทีม Monkey Business หลังรายการ TI3 ทีมต่าง ๆ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะหนึ่งในทีมขวัญใจมหาชนในตอนนั้นอย่าง Navi ต้องเสียสองผู้เล่นคนสำคัญอย่าง Puppey และ Kuroky ไป นำไปสู่การรวมตัวกันของทีม All Stars ทีมแรก ๆ ของโลก Dota 2 นามว่าทีม Secret Team Secret ยุค 2014 ได้รวมเอายอดฝีมือจากทุกตำแหน่งมาไว้ในทีมเดียวได้แก่ Kuroky (Carry) , S4(Mid), Simba (Fly Offlane) , Pupey (Support) , Big Daddy (N0tail Supports) ซึ่งสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งสร้างสถิติอันยอดเยี่ยมในการแข่งขัน Qualify รายการ StarLadder StarSeries Season 10: Europe and CIS ด้วยการไม่แพ้ใครเลยติดต่อกัน 13 นัดติด แต่ไม่รู้สาเหตุอะไรก็ตาม N0tail และ Fly ก็ต้องออกจากทีมไปอีกครั้ง โดย N0tail ย้ายไปอยู่ C9 และ Fly ย้ายไปอยู่ทีม MeePwn'd ซึ่ง N0tail สามารถทำผลงานกับ C9 ได้ดีจนสามารถไปแข่งขันรายการ TI5 ได้ แต่ก็ต้องโชคร้ายที่ทีมของพวกเขาต้องไปเจอกับทีม VG ที่ในตอนนั้นกำลังท็อปฟอร์มทำให้กลับบ้านไปอย่างรวดเร็วในอันดับที่ 9-12 ร่วม แม้ว่าในตอนนี้เขาจะเข้าแข่งขันรายการนี้มาแล้วสองครั้งแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาจึงตัดสินใจกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเพื่อนคู่ใจของเขา Fly ในทีมใหม่ Monkey Business การกำเนิดขึ้นของทีม OG Monkey Business ของ N0tail ได้มีการดึงเอาผู้เล่นชื่อดังอย่าง MoonMeander และ Cr1t มาเข้าร่วมทีม แต่มีอยู่หนึ่งคนที่วงการ Dota 2 จับตามองมากที่สุดคือ Miracle ที่ในตอนนี้เป็นผู้เล่นที่ MMR 9000 คนแรกของโลกมาเป็นแกนหลักของทีมสลับตำแหน่งกับ N0tail ระหว่าง Mid และ Carry พร้อมกับได้โค้ชที่เป็นอดีตผู้เล่นอย่าง 7ckngMad (Ceb) https://www.facebook.com/975006269212985/posts/975237855856493?sfns=mo Money Business สามารถทำผลงานได้ดีระดับหนึ่ง จนไปเข้าตาสปอนเซอร์ใหญ่อย่าง Redbull และได้เปลี่ยนชื่อเป็นทีม OG ซึ่ง โดยในปี 2016 ทีมสามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดีในการแข่งขันรายการใหญ่ระดับ Major ได้ถึงสองรายการ ทำให้แฟน ๆ ของเกม Dota 2 ในตอนน้ันต่างเต็งว่าทีมนี้ยังไงก็เป็นแชมป์ แต่แล้ว OG ก็ไปไม่ถึงฝันเนื่องจากพวกเขาต้องกลับบ้านด้วยฝีมือของ TNC ทำให้ทีม OG ต้องเสียผู้เล่นไปถึง 3 คนคือ MoonMeander , Miracle, Cr1t ทำให้พวกเขาต้องสร้างทีมใหม่อีกครั้ง โดยได้ JerAx ,S4 และ ana มาเข้าร่วมทีมแทน N0tail และความพยายามอีกครั้งเพื่อทีม OG ทีม OG ชุดใหม่ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์รายการ Boston Major 2017 ที่สองรายการ DAC 2017 และแชมป์รายการ Kiev Major 2017 แต่ผลงานของพวกเขาก็เริ่มสะดุด แม้พวกเขาจะสามารถที่จะเข้าร่วมรายการ Ti7 ได้ แต่พวกเขาก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันพ่ายให้กับทีม LGD ไปอย่างน่าเสียดาย ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ N0tail ต้องเสีย ana หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของทีมและได้นำเอา Resolut1on มาเล่นแทน ซึ่งเรียกได้นี่เป็นช่วงตกต่ำของเขาก็ได้เพราะว่าทีม OG ไม่สามารถที่จะทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย สุดท้ายผู้เล่นอย่าง Resolut1on ก็ต้องออกจากทีม  7ckngMad มาเล่นแทนตำแหน่งที่หายไป เท่านั้นยังไม่พอเมื่อทางทีม OG รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรายการ TI8 ได้ก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อ Fly เพื่อนรักที่อยู่กับเขามานานหลายปีแยกตัวออกไป พร้อมกับนำเอาสมาชิกอีกคนหนึ่งในทีมออกไปด้วย หลาย ๆ คนเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” เพราะในตอนนี้ OG แทบจะไม่เหลือสมาชิกคนสำคัญเลย จากเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด สู่ยอดทีม Dota แห่งยุค [caption id="attachment_27565" align="alignnone" width="1024"] รูปภาพจาก Gusugamer[/caption] N0tail ในตอนนั้นเขาได้เริ่มทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ และตัดสินใจว่าจะเดินต่อ ด้วยความร่วมมือกับ 7ckngMad ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Ceb พวกเขาจึงรวบรวมทีมใหม่อีกครั้ง ภายใต้ Concept “เล่นเอาสนุกเข้าว่า” เขาจึงได้ชวน ana เพื่อนร่วมทีมเก่าที่และ Topson เด็กหนุ่มมหัศจรรย์ของโลก Dota 2 ในตอนนี้ N0tail ได้ปรับตำแหน่งใหม่ โดยเขาได้กลับไปเล่นตำแหน่ง Support ของทีมแทน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่ามาถูกทางเพราะว่า N0tail มีประสบการณ์ในการเล่นที่สูงอยู่แล้ว ทำให้เขาสามารถดึงจุดเด่นของตัวละคร Support ได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Silencer และ Chen ทีม OG สามารถ Qualify จนสามารถเข้าร่วมรายการ T8 ได้ ซึ่งด้วยความสามารถของทีมใหม่ทำให้ทีม OG สามารถที่จะเอาชนะทีมของอดีตเพื่อนรักได้อย่างไม่ยากเย็น รวมถึงคว้าแชมป์ TI8 พร้อมทำลายคำสาปของโล่ Aegis อีกด้วย ชัยชนะเริ่มต้นที่ทัศนคติ ในปีต่อมา N0tail ยังคงเดินหน้าคว้าแชมป์รายการ The International ปี 2019 ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะรอบชิงที่เขาต้องไปเจออดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง Miracle เขาก็เอาชนะไปอย่างขาดลอย 3:1 เกม เรียกได้ว่าตอนนี้ OG คือสุดยอดทีมของเกม Dota 2 แม้ว่าในด้านฝีมือ N0tail จะไม่ได้เด่นเหมือนกับรุ่นน้องอย่าง ana และ Topson แต่ว่าในบทบาทกัปตันทีมเขาไม่ได้ขาดตกบกพร่องด้านใดเลย สิ่งที่สำคัญที่หลาย ๆ คนเห็นในตัวของ N0tail คือทัศนคติที่ดี พวกเขาเล่นเพื่อความสนุก ไม่กดดันตัวเอง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะเขาก็ยิ้มเสมอ จนทำให้สิ่งเหล่ากลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาและทำให้หลาย ๆ คนหลงรักเขาในที่สุด ทัศนคติด้านบวกประกอบกับฝีมือในการเล่น ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าทีม OG ภายใต้การคุมทีมของเขาจะสามารถสร้างตำนานอะไรให้เกิดขึ้นกับเกม Dota 2 ได้อีก สรุป หากเราลองย้อนกลับไป N0tail ผ่านการเล่นเกมมาหลายปี แพ้นัดชิงก็หลายครั้ง แต่เขายังคงเลือกที่จะทำตามความฝันของตัวเอง ประกอบกับการที่เขามีทัศนคติที่ดีทำให้เขายังคงสามารถเดินตามความฝันของตนเองอยู่เสมอ ๆ แม้ทุกวันนี้อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาหลายคนจะวางมือไปแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทาง N0tail ไม่เหมือนใครคือการที่เขาสามารถที่จะสร้างบรรยากาศให้กับผู้คนที่อยู่รอบตัวของเขา ให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันได้ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความมั่นใจสูง ซึ่งมีกัปตันน้อยคนนักจะสามารถที่จะทำแบบนี้ได้ นอกจากนี้เขายังสามารถส่งมอบทัศนคติการคิดบวกออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมทีมหรือเหล่าแฟนคลับของทีม OG ที่ต่างรักใคร่ในตัวเขา จึงไม่แปลกที่เขาจะยืนอยู่จุดสูงสุดของวงการนี้ อ้างอิงข้อมูลจาก : Liquidpedia
17 Aug 2020
OG's Mind Games - เจาะเส้นทางแชมป์จากสงครามจิตวิทยาของ OG
เป็นเวลากว่า 8 ปีในประวัติศาสตร์การแข่งขัน The International ทัวร์นาเมนต์ความฝันของโปรเพลเยอร์ DOTA 2 ทุกคนที่ไม่เคยมีทีมไหนหรือผู้เล่นคนไหนสามารถได้แชมป์ซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้หลายๆ คนต่างก็พูดว่า DOTA is that hard หรือ DOTA เป็นเกมที่ยากจนไม่มีใครจะเก่งได้ที่สุดเสมอไป  และในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็กลายเป็นผู้พิสูจน์ ลบล้างทุกคำสาปที่เคยมีมาด้วยการครองแชมป์ 2 สมัยติดๆ กันโดยไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ทีม OG มาถึงจุดนี้ได้ คำตอบนั้นก็คือ Mind Game การทำสงความจิตวิทยาของคู่ต่อสู้ หรือการเล่น Mind Game เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวงการ DOTA มาอย่างยาวนาน มันเป็นการเล่นกับอารมณ์ของคู่แข่งด้วยการปั่น หลอกล่อทำให้อีกฝั่งหัวร้อน หรือแม้กระทั่งสูญเสียความมั่นใจ นอกจากนี้ก็ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ทีมตัวเองด้วย ซึ่งในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็ได้แสดงให้เราเห็นว่าการใช้จิตวิทยาในการแข่งขันมันสำคัญขนาดไหน    You know what’s cooking? BOOM! การเล่น Mind Game หรือการเปิดสงครามประสาทของ OG เริ่มตั้งแต่การดราฟท์ตัวแบบงงๆ ของ Ana ที่จับ IO มาเป็นแคร์รี่ จนสร้างความแปลกใจให้กับนักพากย์ ผู้ชม คู่แข่ง และแม้กระทั่งทีมของตัวเอง จนหลายๆ คนอาจจะอุทานออกมาว่า “WTF” IO แทบไม่เคยถูกใช้ในฐานะฮีโร่ที่แบกเกมในการแข่งขันใหญ่ๆ มาก่อน ส่วนใหญ่มักจะถูกหยิบมาเล่นในตำแหน่งซัพพอร์ตมากกว่าเนื่องจากมีความสามารถในการเพิ่มเลือด มานา และความเร็ว แถมยังมี Relocate อัลติเมตที่ใช้ในการแก็งค์ สามารถช่วยเหลือตัว Core ของเกมในยามคับขันได้ดี [caption id="attachment_27231" align="alignnone" width="1024"] เกมแรกที่ Ana จับ IO มาเป็น Carry[/caption] ด้วยการชุบเลี้ยงจากเพื่อนร่วมทีม บวกกับฝีมือการฟาร์ม หยิบฮีโร่มาปั้นจนได้ดิบได้ดีของ Ana ทำให้เกมได้เปรียบ นอกจากนี้ IO เป็นฮีโร่ที่สามารถทำให้คู่แข่งประมาท เพราะไม่ได้มองว่าจะเป็นฮีโร่ที่สามารถเกิดแล้วบี้ไล่ฆ่าทีมตัวเองได้ในภายหลัง จึงไม่ได้ให้ค่ากับฮีโร่สายซัพตัวนี้เท่ากับตอนที่ Ana จับฮีโร่ฮาร์ดแคร์รี่แบบ Spectre หรือ Faceless Void  ข้อพิสูจน์ก็คือหลังจากที่ OG สามารถเก็บชัยชนะจาก NiP เกมแรกได้แล้ว จะเห็นว่าอีกฝั่งก็ยังไม่เลือกแบน IO เพราะไม่ได้คิดว่าจะส่งผลกับเกมขนาดนั้น และยังคิดว่ายังไงก็เอาอยู่ สามารถแก้ทางได้ อยากแบนฮีโร่อื่นมากกว่า เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ ทีมที่พ่ายให้กับ OG ในรอบ Group Stage อย่าง VP, Fnatic และ Newbee ซึ่งจากสถิติที่ Ana จับ IO แล้วชนะ 6-0 ก็แสดงให้เห็นว่า Mind Game นี้ใช้ได้ผล โดยครั้งสุดท้ายที่หยิบมาเล่นคือแมทช์ที่คว้าชัยชนะจาก Team Liquid และสร้างสถิติแชมป์ 2 สมัย [caption id="attachment_27140" align="alignnone" width="1024"] หน้าของ Ana เมื่อได้จับ IO หลัง Team Liquid ตัดสินใจไม่แบน[/caption]   Ceeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeb! Chat Wheel หรือวงล้อสนทนา เป็นฟังก์ชันที่อยู่ในเกม DOTA 2 มานานแล้ว โดยเหมือนเป็นคำพูดสำเร็จรูปที่เอาไว้ใช้สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ในนั้นก็จะมีคำเบสิคต่างๆ อย่างเช่น “ช่วยด้วย” “เลนส์บนหาย!” หรือ “ต้องการ Ward” เป็นต้น หลังจากที่ Chat Wheel ได้เริ่มเพิ่มลูกเล่น เลือกกดเป็นเสียงพูดออกมาได้ แถมยังมีบางอันที่เป็นสถานะ [All] คือคู่ต่อสู้ก็ได้ยินด้วย ทำให้เริ่มมีเหล่าโปรเพลเยอร์ใช้วงล้อสนทนานี้กันมากขึ้น  OG ใช้ Chat Wheel นี้ในการแซวทีมฝั่งตรงข้าม โดยสแปมกันแทบจะตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นจังหวะบวก จังหวะที่ฆ่าฮีโร่ หรือจังหวะที่ตัวเองหนีรอดมาได้ ซึ่งถ้าถามว่ามันยั่วยุปลุกปั่นอารมณ์ฝั่งตรงข้ามขนาดไหน ก็บอกได้เลยว่ามันส่งผลต่ออารมณ์มากจนขนาดที่หลายๆ ทีมเลือกที่จะ Mute หรือปิดไมค์ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นข้อความทั้งหมดที่อีกฝั่งพิมพ์มา รวมทั้ง Chat Wheel ด้วย คำถามต่อมาคือ ถ้าศัตรูของคุณ Mute คุณแล้วคุณจะทำอย่างไร? วิธีที่ OG ใช้เพื่อเล่น Mind Game ของตัวเองต่อไปก็คือ การทิป  การทิป เป็นการให้หน่วยเงิน หรือแต้มในเกมเพื่อชมเชยผู้เล่นที่ทำได้ดี เช่น ถ้าเพื่อนสามารถปล่อยอัลติเมตเก็บคิลศัตรูหรือสร้างจังหวะการเล่นให้แก่ทีมได้ คนในทีมก็จะใช้วิธีการทิปเพื่อเอ่ยชมแบบ “ทำดีมากพ่อหนุ่ม” ซึ่งก็สามารถให้ทิปศัตรูได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการทิปเพื่อชมเชยว่า “ขอบคุณนะที่เล่นพลาด” มากกว่าเพื่อชมจริงๆ  [caption id="attachment_27216" align="alignnone" width="1024"] รวมการทิปทั้งหมดจาก OG ในการแข่งขัน Grand Final ที่เจอกับ Team Liquid[/caption] เพื่อเป็นการปั่นให้สุด สเตปต่อมาที่ OG ทำนอกเหนือจากการทิปแล้วก็คือการปักธงและพ่นสเปรย์ข่มขวัญ การพ่นสเปรย์และปักธง (Banner) เป็นฟังก์ชันที่มาพร้อมกับ Battle Pass วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไรยาก แค่กดไอคอนแล้วปักธง หรือพ่นสเปรย์ใน Chat Wheel ลงไปที่พื้น เท่านี้มันก็จะไปเด่นหราต่อหน้าศัตรู  [caption id="attachment_27218" align="alignnone" width="1024"] สเปรย์ของ OG ในป่าของ Team Liquid[/caption] สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าการพ่นสเปรย์ Loser ในจังหวะที่ศัตรูตาย หรือพ่นในป่าฝั่งศัตรูเพื่อสลักชื่อบนพื้นว่า “OG มาเยือน” ก็เห็นจะเป็นกลยุทธ์การปักธงของ OG ที่ขยันปั่น เปลี่ยนรูปให้เข้ากับบริบทของแต่ละทีมอยู่เสมอ  อย่างแมทช์ที่เจอกับทีม Newbee ธงที่เราเห็นตลอดทั้งเกมคือธงที่มีรูป Goofy โดย JerAx ผู้เล่นซัพ 4 ให้สัมภาษณ์หลังเกมกับ Kaci ว่า ที่มาของรูป Goofy นี้ก็เป็นเพราะกัปตันทีมของ Newbee บอกลูกทีมเอาไว้ว่า “Don't get into their goofiness and they will beat us.” ทาง OG เลยใช้ตัวละครจาก Disney อย่าง Goofy ที่มีคาแรคเตอร์เซ่อซ่ามาเป็นรูปธง [caption id="attachment_27144" align="alignnone" width="873"] เครดิตรูป: Sheever take my energy[/caption] แมทช์ที่เจอกับ EG ทีมอดีตเพื่อนรัก ภาพเด็ดๆ ที่ OG เลือกใช้เพราะคิดว่าน่าจะกระทบกระเทือนกับจิตใจอีกฝั่งก็หนีไม่พ้น พ่อใหญ่ N0tail กับรูปซาสึเกะ ที่ทั้ง Fly และ N0tail โดนชาวเน็ตจับไปทำมีมเป็น เนื่องจากทั้งสองคนเหมาะจะเป็น นารูโตะ และ ซาสึเกะ แห่งวงการ DOTA โดนเพื่อนรักทิ้งไว้กลางทางเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองไป  [caption id="attachment_27172" align="alignnone" width="1024"] ธงที่ OG ปักในแมทช์ที่แข่งกับ EG[/caption] เอาเข้าจริงแล้วมันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก การสแปม Chat Wheel พ่นสเปรย์ดักหน้า ปักธงใส่ หรือให้ทิปเวลาตายมันจะส่งผลกับเกมได้ขนาดไหนกันเชียว ตอบได้คำเดียวเลยว่า “มาก” มันไม่ต่างอะไรจากการที่คุณโดนศัตรูฆ่าตายซ้ำๆ แล้วศัตรูก็พิมพ์กลับมาสั้นๆ ว่า “ez” “มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แน่นอนว่ามันช่วยในเรื่องของจิตใจพวกเราเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ทำเพราะว่าความสนุก เวลาเราเล่นมันมีพลังความฮึกเหิมไหลผ่านตัวเราอยู่ตลอด เรารักษาความฮึกเหิมนั้นไว้ด้วยการใช้ Chat Wheel แล้วเราก็รู้ด้วยว่าพอเล่นกับฝั่งศัตรูแล้วมันก็เวิร์ค  ผมหมายถึงในการเล่น DOTA ระดับนี้ ผมสามารถเดาได้ว่าพวกเขารู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ มันเห็นได้จากการเล่นของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาก็เดาเราได้เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่เล่นเกมกันเฉยๆ มันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งอารมณ์พวกนี้มันก็ส่งผลกับเกม แล้วเราก็เห็นได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาเริ่ม ถูกชักจูง มันเป็นสิ่งที่เราใช้ในการแข่งกับพวกเขา” Ceb ตอบพิธีกรเมื่อโดนถามว่าทำไปเพราะเอาสนุกหรือว่าสงครามประสาทนี่มันเป็นกลยุทธ์การแข่งจริงๆ    The Next Level Play! อะไรที่อยู่ในเกมแล้วทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ถึงเวลาของจิตวิทยานอกเกม ถ้าถามว่าฉากเปิดตัวผู้เล่นคนไหนที่น่าจดจำ ภาพพ่อใหญ่ N0tail ที่เดินถือกระดาษปึ๊งใหญ่เดินเข้าสนามมาพร้อมรอยยิ้มในรอบที่แข่งกับ PSG.LGD ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน เพราะพี่แกเปิดตัวได้แกรนด์มากจริงๆ หากใครได้ดูสารคดี True Sight ของ TI8 ปีที่แล้วน่าจะยังจำกันได้ว่าในการแข่งรอบแกรนด์ไฟนอล พอ Chalice ผู้เล่นของทีมจีนเห็น Ceb เดินถือกระดาษไปมาในพิทแข่ง ก็เรียกให้เพื่อนดู พร้อมบอกว่า “เช่าหนี่***” กระดาษปึกใหญ่ของทีม OG ปึกนี้ นอกจากจะสร้างมีมเด็ดให้แก่คอมมูนิตี้ DOTA และกวนทีนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามแล้ว มันยังเป็นเครื่องมือที่ OG เอาไว้รับมือกับเสียงเชียร์ของกองเชียร์ชาวจีนที่กำลังตะโกนเชียร์ทีมคู่แข่งดังก้องไปทั้งสนาม ด้วยการทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกับการแข่ง “มันยากนะ บางทีมันก็ยาก ผมยังจำทัวร์นาเมนต์แรกที่มาแข่งที่จีนได้ โห ผมเสียความมั่นใจเลย เพราะว่าพวกเขาส่งเสียงเชียร์ทีมฝั่งตรงข้าม บางทีก็โห่ผม บางครั้งมันก็ทำให้คุณหลงทางได้เหมือนกัน ไม่ทุกครั้งหรอก แต่ก็ต้องมีบ้างแหละ” Ceb ให้สัมภาษณ์กับ Kaci ก่อนที่จะแข่งกับ PSG.LGD พอแข่งชนะ PSG.LGD แล้ว Ceb ก็ยังทำท่าแซวกองเชียร์กลับด้วย โดยยกมือขึ้นมา แล้วเอี้ยหูฟังในทำนองว่า “เสียงเชียร์ของพวกนายหายไปไหนแล้วล่ะ โดน Silence หรอ?” Absolutely Perfect! เห็นชอบเปิดวอร์ เล่นสงครามประสาทแบบนี้ ทว่า OG ก็ไม่ใช่ทีมเดียวที่เล่น Mind Game แถมยังมีจังหวะที่โดนคู่แข่งสแปมสเปรย์ใส่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทีมแชมป์ยังยืนหยัดอยู่ได้คือการตระหนักถึงความสำคัญของ Mental Strength หรือ ความแข็งแกร่งทางจิตใจ  อย่างที่รู้กันว่าหลังจากจบ TI8 ไปแล้วผลงานของ OG ในการเก็บแต้มครั้งใหม่สู่ TI9 ก็ไม่ราบรื่น แทบไม่เคยได้ไปแตะขอบสนามการแข่งขันระดับ Major เลยซะด้วยซ้ำ ดังนั้นสภาพจิตใจของคนในทีมจึงค่อนข้างย่ำแย่เพราะว่าสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เอาเข้าจริงแล้วถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะ การตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเองในยามที่ความมั่นใจถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องยากเกินที่จะรับมือ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนยอมตัดใจละทิ้งความฝันของตัวเองไป "มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากครับตอนนั้น เราไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการแข่งเท่าไหร่ ผมจะไม่โกหกนะ มันยากมาก เราทำได้ไม่ดีเลยในการแข่งทัวร์นาเมนต์ต่างๆ" Topson ให้สัมภาษณ์กับ vpesports นอกจากนี้ N0tail ยังได้ให้สัมภาษณ์กับ Kaci หลังเกมที่แข่งกับ PSG.LGD ว่า "ก่อนแข่ง TI ครั้งนี้ ทุกอย่างมันค่อนข้างมืดมน หมาผมตาย มันเป็นช่วงเวลาที่แย่มาก ความมั่นใจของผมต่ำมากๆ ผมรู้สึกขอบคุณ Ceb มาก ทัวร์นาเมนต์นี้ผมยกความดีความชอบให้เขา" ในช่วงก่อน TI9 จะเริ่มขึ้น OG จึงได้จ้าง Mia Stellberg นักจิตวิทยาอีสปอร์ตที่มีผลงานโดดเด่นจากการช่วยทีมแข่ง CS:GO อย่าง Astralis ให้ไปถึงฝั่งฝัน โดยก่อนหน้านี้ Astralis เคยเป็นทีมต้องสาป ไม่สามารถเก็บชัยชนะจากการแข่งทัวร์นาเมนต์ได้ซักที ส่วนผู้เล่นเองก็เผชิญกับความกดดันอย่างหนัก Mia จึงช่วยฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ ให้คำปรึกษาจนทำให้ Astralis สามารถเอาชนะทัวร์นาเมนต์ระดับ Major ครั้งแรกของทีมได้  ซึ่งก็ถือว่าได้ผล เพราะอย่างที่เราเห็นกัน OG มักก้าวเข้าสนามมาด้วยรอยยิ้มตั้งแต่วันแรกของ Main Stage จนถึงวันสุดท้ายที่เข้าเล่นในรอบ Grand Final ไม่ว่าจะถูกขึ้นนำไปก่อนกี่รอบ ก็มักจะ Comeback กลับมาได้ตลอด “ทุกคนต่างก็เล่นเกมเก่งกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมี Mindset ที่ดี คุณต้องเข้มแข็งถ้าคุณอยากจะเล่นให้ได้ดีที่สุด คุณต้องมีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจเหนือใครทั้งหมด” Ceb พูดในสารคดี Against the odd อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ OG กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งในด้านของฝีมือการเล่นและสภาพจิตใจ ก็คือพวกเขาไม่เคยทอดทิ้งกัน เผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยกัน ผ่านความยากลำบากด้วยกัน เป็นกำลังใจให้กัน และชนะด้วยกัน N0tail กัปตันทีมเคยให้สัมภาษณ์ครั้งที่ยังเล่นให้กับทีม Cloud9 ในปี 2015 ว่า “DOTA เป็นเกมที่เล่นกันเป็นทีม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ มันขึ้นอยู่กับทุกคนรอบๆ คุณ” ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะโดนใครทิ้งไประหว่างทาง กัปตันสุดแกร่งก็ยังคงเก็บความเชื่อนี้ไว้กับตัว และส่งต่อให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ตอนนี้ได้กลายเป็นครอบครัวไปแล้ว “มีอยู่วันนึงผมตื่นขึ้นมาแล้วก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวของผมว่า มันจะเป็นยังไงถ้าต้องเล่น DOTA กับทีมอื่น มันเป็นความคิดที่ทำให้รู้สึกเศร้ามากเพราะว่าผมไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย พวกเขาคอยระวังหลังให้ผมเสมอ ผมรู้สึกได้เลย ผมรักพวกเขา"  แหล่งอ้างอิงข้อมูล: - สัมภาษณ์หลังเกม N0tail - สัมภาษณ์หลังเกม JerAx - สัมภาษณ์ N0tail และ Ceb - สัมภาษณ์ทีม OG - สัมภาษณ์ Topson - สารคดี Against The Odd - OG จ้างนักจิตวิทยาอีสปอร์ต - Liquidpedia 1 | 2 | 3 บทความที่คุณอาจสนใจ รู้จักกับ Topson เด็กหนุ่มมหัศจรรย์แห่งโลก Dota 2 PUGNA ตัวร้ายกับไอเทมบิ้วแสน UNIQUE ของ TOPSON IO ฮีโร่ที่ควรจะเป็นได้แค่ Support แต่ดูเหมือนว่าวันนี้มันจะไม่ใช้แบบนั้นอีกแล้ว OG’s Mind Games – เจาะเส้นทางแชมป์จากสงครามจิตวิทยาของ OG
17 Aug 2020
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
Editors' Choice
'โนวา' ดาวดวงสุดท้ายแห่งคาลเพออนมาเยือนโลก Black Desert แล้ว
Jan 18, 2021
พรีวิว Monster Hunter: Rise บอกเล่าความรู้สึกจากการเล่นในเดโม
Jan 12, 2021
Blade&Soul Revolution พร้อมเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าอาชีพใหม่ วอร์ลอค
Jan 12, 2021
มาแล้วววว! ประกาศราคาและวันวางจำหน่าย PlayStation 5 ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ
Jan 08, 2021
ล่าสุด
ANA จับมือกับ JP Games เปิดตัวโปรเจกต์ท่องเที่ยวผ่านโลกเวอร์ชวล
22/01/21
เราสามารถเป็นเจ้าของแจ็คเก็ตของ Claire Redfield จาก Official ได้แล้ววันนี้!
22/01/21
Jackie Welles อาจมีบทบาทมากขึ้นใน DLC ของเกม Cyberpunk 2077
22/01/21
เว็บไซต์โอนถ่ายเซฟของ Hitman 3 ล่ม เนื่องจากมีผู้ใช้งานมากเกินไป!
22/01/21
ดูโพสต์อื่นๆ
เกม PC/CONSOLE
GameStop ขายเครื่อง PS5 กับ Xbox Series X หมดภายในไม่กี่นาทีหลังประกาศว่ามีของ!
22/01/21
Sony ประเทศไทย ประกาศเลื่อนสั่งจอง PS5 อย่างไม่มีกำหนด
22/01/21
Resident Evil Village โชว์เกมเพลย์ตามสัญญาพร้อมเผยว่าจะขาย 7 / 5 / 2021 นี้!
22/01/21
เปิดตัว RE: Verse เปิดสังเวียน Deathmatch ในจักรวาล Resident Evil
22/01/21
มินิเซ็ตดาร์คมูนเรซเปิดให้เล่นแล้วใน Hearthstone!
22/01/21
แรงไม่ตก! Skylanders™ Ring of Heroes ยอดผู้เล่นไทยทะยานสู่อันดับ 1 พร้อมปล่อยตัวละครใหม่ 2 ตัว
22/01/21
Black Desert Mobile อัพเดทเนื้อหาใหม่ ‘กวาดล้างฮาดุม’ ที่มาพร้อมกับพลังมืดอันแข็งแกร่ง 
22/01/21
Apex Legends ปล่อยตัวอย่าง Season 8 ด้วยธีมสุดกวน Mayhem พร้อมตัวละครใหม่ Fuse
22/01/21
ดูโพสต์อื่นๆ
เกม MOBILE
มินิเซ็ตดาร์คมูนเรซเปิดให้เล่นแล้วใน Hearthstone!
22/01/21
แรงไม่ตก! Skylanders™ Ring of Heroes ยอดผู้เล่นไทยทะยานสู่อันดับ 1 พร้อมปล่อยตัวละครใหม่ 2 ตัว
22/01/21
Omega Legends เกมมือถือแนว Battle Royale ตัวใหม่ เปิดให้บริการแล้ววันนี้บนสโตร์ไทย
20/01/21
EUNHA วง GFRIEND เตรียมปล่อยเพลง Ost. สุดพิเศษ “Buddy Birdie” ให้ Birdie Crush เร็วๆนี้!
19/01/21
ส่องลูกเล่นใหม่ ๆ ของ One UI 3.0 และ Android 11 ที่อัปเดตให้กับ Samsung A I S I Note I Z Series
19/01/21
Birdie Crush แนะนำการอัพเกรดอุปกรณ์ สเตตัสไหนเพิ่มอะไรบ้าง
15/01/21
5 ตัวละคร SS น่าใช้ใน FAIRY TAIL: Force Unite!
13/01/21
รวมตัวละคร "Unison Raid" ที่คุณต้องมีใน FAIRY TAIL: Forces Unite!
13/01/21
แนะนำรูปแบบทีมสุดสำคัญแห่งเกม FAIRY TAIL: Force Unite!
13/01/21
"มิสกัน" จอมเวทย์สายผนึกที่เก่งที่สุดแห่ง FAIRY TAIL: Forces Unite!
13/01/21
FAIRY TAIL: Force Unite! ใน 1 วันควรทำอะไรบ้าง
13/01/21
Blade&Soul Revolution พร้อมเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าอาชีพใหม่ วอร์ลอค
12/01/21
ดูโพสต์อื่นๆ
คลิปวีดีโอ
LATEST
RECOMMEND
Cyberpunk 2077 ขอต้อนรับสู่โลกอนาคต | GameFever Review
แกะกล่อง Cyberpunk 2077 Collector’s Edition
[Live] The Game Awards 2020 ตื่นมาดูกันว่าเกมไหนจะได้รางวัล!!!
Cyberpunk 2077 ย้อนรอยบริษัท Arasaka มหาอำนาจแห่งโลกไซเบอร์พังค์
บทความ
10 เกม PC & Console น่าเล่นประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021
22/01/21
7 เคล็ดลับและข้อมูลสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นเล่นเกม Monster Hunter Rise
21/01/21
Birdie Crush แนวทาง Putt (พัตต์) ทำยังไงให้ลงหลุม
21/01/21
12 ข้อมูลและเคล็ดลับก่อนเล่น Hitman 3
21/01/21
ไกด์เกม
มินิเซ็ตดาร์คมูนเรซเปิดให้เล่นแล้วใน Hearthstone!
22/01/21
แรงไม่ตก! Skylanders™ Ring of Heroes ยอดผู้เล่นไทยทะยานสู่อันดับ 1 พร้อมปล่อยตัวละครใหม่ 2 ตัว
22/01/21
Omega Legends เกมมือถือแนว Battle Royale ตัวใหม่ เปิดให้บริการแล้ววันนี้บนสโตร์ไทย
20/01/21
EUNHA วง GFRIEND เตรียมปล่อยเพลง Ost. สุดพิเศษ “Buddy Birdie” ให้ Birdie Crush เร็วๆนี้!
19/01/21
รีวิว
The Pathless Review: สู่โลกกว้างเพื่อค้นหา ‘ทาง’ แห่งชีวิต
11/01/21
รีวิว Alienware AW2521H จอ 24.5 นิ้วที่ยัดคุณภาพการเล่นเกมมาแบบเกิน 100%
11/01/21
[Unbox & Review] Pendulum Z เครื่อง V-Pet รุ่นใหม่กับความลับของโลก Digimon ที่ซ่อนไว้
06/01/21
[Unbox & Review] Digivice 2020 เปิดจักรวาลใหม่ อุปกรณ์ของเด็กที่ถูกเลือก
06/01/21
อีสปอร์ต
Nimo TV จับมือ Mineski จัดการแข่งขันรวม Influencers กว่า 40 ชีวิต ชิงเงินกว่า 100,000 บาท !!
07/12/20
อีพอลซ์ประกาศเปิดตัวการแข่งขันรายการ VALORANT ROYAL CUP ชิงเงินรางวัล 25,000 USD
14/09/20
มาทำความรู้จักกับ N0tail กัปตันทีมขวัญใจมหาชน
17/08/20
OG's Mind Games - เจาะเส้นทางแชมป์จากสงครามจิตวิทยาของ OG
17/08/20