บทความ

Steam vs. Epic สงครามของร้านค้าเกม ที่ใช้กลยุทธ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้ว่าคุณผู้อ่านบางคนนั้นจะมีความรู้สึกไม่ค่อยที่จะชอบร้านค้าเกมอย่าง Epic Games Store เสียเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในปี 2019 ตัวร้านค้าเองนี้ก็ประสบความสำเร็จมากพอสมควรกับการที่พวกเขานั้นมีผู้ใช้มากกว่า 108 ล้านบัญชีไม่ซ้ำกัน และทำเงินไปมากกว่า 680 ล้านเหรียญ (รวมรายได้จาก Fortnite ด้วย) ซึ่งมันถือว่าทำได้ดีมากๆ ในการเปิดให้บริการมา 1-2 ปี

ซึ่งเอาจริงๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่าทาง Epic Games Store นั้นใช้กลยุทธ์อะไรมาพิชิตใจคนหรือผู้พัฒนาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนแบ่งค่าหัวจากผู้ที่ซื้อที่คิดเพียงแค่ 12%, การดีลกับผู้พัฒนาเกมขอให้ลงเฉพาะร้านค้าตัวเองตามเวลากำหนด หรือการตลาดที่สำคัญคือการแจกเกมแบบหนักหน่วงชนิดที่คุณไม่ต้องเสียเงินซักบาทก็มีเกมเล่นสบายๆ ยิ่งในปี 2020 นี้เองทางผู้พัฒนาก็มีโปรเจกต์แจกเกมทุกอาทิตย์ และเป็นเกมดังๆ ซะด้วยเช่น Assassin’s Creed Syndicate หรือยอดเกม RPG อย่าง Kingdom Come: Deliverance โดยส่วนตัวใช้เงินซื้อเกมจากร้านค้านี้ไปไม่ถึง 5 เกม แต่ตอนนี้คลังมีเกมจวนจะ 30 เกมเข้าไปแล้ว 5555+ จุดประสงค์หลักของค่าย Epic Games Store นี้ก็ทำมาเพื่อตอกหน้า Steam ที่ผูกขาดการตลาดมาหลายปี และดูเหมือนว่าจะได้ผลซะด้วย

Image result for Epic Games Store 12/88

แต่ใครที่ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของร้านค้าพวกนี้มากนัก 2019 ท่านก็คิดว่าทางร้าน Steam เองดูนิ่งเฉยกับการต่อสู้ครั้งนี้อยู่หน่อย ไม่ได้ตื่นตัวอะไร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ เพราะทางร้านค้ารายนี้เองก็ได้เปิดฉากต่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Epic Games Store และเจ้าอื่นๆ มาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว (อาจจะก่อนหน้านั้นด้วย) เพียงแค่กลยุทธ์การตลาดของพวกเขานั้นแตกต่างจากร้านค้าคู่แข่งอย่างสิ้นเชิงจนคุณนั้นอาจไม่ทันได้คิดถึงมัน โดยตัว Steam นั้นเป็นแพลตฟอร์มเก่าแก่ที่สร้างมานานและระบบต่างๆ ที่ทำออกมาได้อย่างครบครัน พวกเขาจึงใช้จุดนี้ในการเรียกจุดขายคือการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองให้ถูกใจผู้เล่นมากขึ้นนั่นเอง

โดยปี 2019 นี้ทาง Steam ได้ปรับเปลี่ยนหน้าตาของร้านค้าตัวเองมากมายเป็นอย่างมากในรอบหลายปี มีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับเราเหล่าผู้เล่นมากขึ้นง่ายต่อการใช้งานมากขึ้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งมันก็ส่งผลดีมากพอสมควร  สังเกตุไหมครับเวลาที่คุณนั้นเข้า Steam ส่วนใหญ่เรานั้นจะไม่ค่อยได้อยู่ในหน้าร้านค้าเท่าไรหรอก เรานั้นจะกดเข้าไปที่หน้าคลังเกมเสียมากกว่าเพื่อเลือกเกมเล่น ซึ่งผู้พัฒนาเองก็น่าจะรู้ในจุดนั้นจึงได้ทำการพัฒนาระบบ UI ของทางหน้าคลังใหม่ให้ดูสวยงามและใช้งานง่ายมากขึ้น

อาทิเช่นระบบการรีวิวเกมที่จะขึ้นมาหน้าคลังของคุณทันทีเมื่อคุณนั้นเล่นเกมไปได้สักพักหนึ่ง มันจะขึ้นให้คุณกดชอบหรือไม่ชอบและเขียนรีวิวได้ทันที ซึ่งทางเจ้าของอย่าง Valve เองก็ออกมาเปิดเผยว่ายอดการรีวิวของ Steam นั้นสูงขึ้นมากกว่า 300% เลยทีเดียว ซึ่งมันเห็นได้เลยว่าระบบนี้ทำออกมาได้เวิร์คเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มหน้าหลักของคลังเกมที่ทำออกมาให้ดูสวยงามกว่าเดิม พร้อมทั้งยังสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบจัดลำดับเกมในคลังของเราเช่น การจัด Filter เกมในคลังของเราที่มีคะแนนวิจารณ์ดีที่สุดก็ได้ รวมถึงยังมีการเพิ่มช่องข่าวสารของเกมที่มีอยู่ในคลังของเราว่ามีอะไรอัพเดตใหม่ๆ บ้าง ซึ่งมันช่วยทำให้เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งไล่อ่านข่าวสารของแต่ละเกมโดยการนั่งไล่คลิกทีละเกมไปเรื่อยๆ อีกต่อไป พร้อมทั้งมันยังช่วยให้เราอาจจะอยากกลับไปเล่นเกมเก่าๆ ที่เราลืมไปแล้ว ด้วยเหตุผลว่าเกมอัพเดตก็ได้

พร้อมทั้งหน้าร้านค้าเองก็มีการปรับปรุงระบบการค้นพบ การแนะนำเกมที่ทำได้หลากหลายมากและ ฉลาดขึ้น มีการแนะนำเกมที่จะอ้างอิงกับเกมที่เราเคยเล่น หรือ Filter ที่เลือกค้นหาเกมก็ย้ายมาอยู่ทางด้านบนๆ ให้มองเห็นง่ายกว่าเดิม พร้อมยังมีการแนะนำเกมจากทางชุมชนต่างๆ มากมายที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อเกมต่างๆ ได้ดีขึ้นจากการวิจารณ์ของชุมชน Steam หรือดีลต่างๆ

ซึ่งทั้งหมดที่พูดมาเป็นแค่ระบบที่เกมเมอร์เราๆ นั้นเขาใจ แต่ Steam เองก็ยังมีการพัฒนาด้านอื่นอีกเยอะก็คือระบบการจัดอันดับเกมต่างๆ ที่จะมีในทุกๆ เดือน, กิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชนที่จะมาตามอีเวนท์ต่างๆ , ฟังชั่นเพิ่มเติมเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้พัฒนา, เปิดแล็บ Steam ทำอะไรใหม่ๆ , ระบบ Remote Play ที่เราสามารถเอาภาพเกม PC ของคุณมาเล่นบนมือถือได้ พร้อมทั้งระบบอื่นๆ อีกมากมายที่พูดไม่หมดจริงๆ (ดูรายละเอียดทั้งหมด LINK )

ดูได้จากการตลาดของทั้งสองฝ่ายแล้วนั้น ทั้ง Steam และ Epic Games Store มีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในการทำสงครามชิงความเป็นหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่าฝ่ายไหนเป็นฝั่งผิด เพราะทาง Epic Games Store เองก็เด่นชัดในเรื่องของการอยู่ฝ่ายของผู้พัฒนา อยากที่จะผลักดันวงการเกมด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่ตัวเองมี ให้วงการเกมพัฒนาต่อไปได้ ส่วน Steam เองก็จะเป็นฝ่ายที่อยู่กับเหล่าผู้เล่น PC ที่อยากจะส่งมอบประสบการณ์นอกเหนือจากการแค่กดแอปเพื่อเข้าเกมเท่านั้น

มุมมองของผมเองคิดว่าทั้งคู่มีดีในแบบของตัวเองเป็นอย่างมาก และมั่นใจว่าทั้งสองร้านค้าน่าจะหันมาทำเหมือนกับคู่แข่งในอนาคตเป็นแน่ ทาง Epic Games Store ก็น่าจะอยากพัฒนาร้านค้าตัวเองให้มีฟังชั่นเทียบเท่าคู่แข่งมากขึ้น ส่วน Steam เองก็อาจจะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อเอาใจนักพัฒนามากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเราก็ดูกันต่อไปรวมถึงผลประโยชน์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน สุดท้ายมันก็ตกมาที่พวกเราผู้เล่นนี่แหละครับ นั่งนับวันรับของดีๆ กันเลย !!

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมต้องเรียกเกมฟอร์มยักษ์ว่า AAA

Superbom001

5 เกมที่นำเสนอเรื่องราวของโลกมาเฟีย

noknoi

5 วิธีเก็บเงินซื้อเกมใหม่ในแบบฉบับของเกมเมอร์งบน้อย

Superbom001

Leave a Comment