รีวิว

Review: รีวิวเกม Star Wars Jedi: Fallen Order เกมสตาร์วอร์ที่แฟนๆ คู่ควร

แม้ว่าจะเป็นแฟรนไชส์เก่าแก่ที่มีแฟนๆ จากทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ Star Wars กลับเป็นแฟรนไชส์ที่มีเกมดีๆ จริงๆ ให้แฟนๆ ได้เล่นกันน้อยมากๆ ยิ่งในยุคคอนโซลล่าสุด ที่เกม Star Wars เด่นๆ มีเพียงซีรี่ส์ Battlefront เท่านั้น และถึงแม้ว่าเกมทั้งสองจะทำยอดขายได้น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ก็มีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้เกมถูกจดจำในทางที่ไม่ดีนัก แฟนๆ Star Wars ที่เป็นเกมเมอร์จึงไม่มีอะไรให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว

จนกระทั่งปีนี้ เมื่อผู้พัฒนามือฉมัง Respawn Entertainment ได้ปล่อยเกม Star Wars Jedi: Fallen Order ออกมา เกมแอคชั่น Star Wars สายเลือดแท้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมยอดนิยมอย่าง Sekiro: Shadows Die Twice ของค่าย From Software ที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างให้ความคาดหวังว่าอาจจะเป็นการคืนสู่วงการเกมของแฟรนไชส์ Star Wars ที่รอคอยกันมาหรือไม่?!

หลังจากที่เล่นเกมมาระยะเวลาหนึ่ง ผู้เขียนสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า Star Wars Jedi: Fallen Order ถือเป็นเกมที่สนุกมากๆ ด้วยเกมเพลย์แอคชั่นที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นส่วนผสมของเกมยอดนิยมต่างๆ ตั้งแต่ Sekiro: Shadows Die Twice และซีรี่ส์ Uncharted ไปจนถึงกลิ่นอายความเป็น Star Wars ยุคใหม่ ที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณูรายละเอียดของเกม ซึ่งน่าจะช่วยตอบโจทย์สำหรับคนที่เฝ้ารอจะได้กวัดแกว่งดาบไลท์เซเบอร์ในฐานะเจไดผู้ทรงพลังได้

แต่ถึงอย่างนั้น Star Wars Jedi: Fallen Order ก็ยังไม่อาจถือเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมหรือพิเศษ เพราะแม้ว่าระบบเกมเพลย์ต่างๆ จะทำออกมาได้ดีและสนุก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่ใหม่หรือน่าตื่นตาตื่นใจนัก ที่สำคัญคือเกมยังมีปัญหาเรื่องบั๊คและความเสถียรอยู่พอสมควร ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้รู้สึกเสียดายที่เกมไม่สามารถสร้างออกมาให้เนี๊ยบกว่านี้ได้

Star Wars Jedi: Fallen Order อาจจะไม่ใช่เกมที่จะสามารถวัดกับเกมตัวเป้งๆ ที่วางจำหน่ายในปีนี้หลายๆ เกม แต่สำหรับแฟนๆ ที่รอสัมผัสประสบการณ์เกม Star Wars ที่สนุก และตอบโจทย์ในแง่ของบรรยากาศ บอกได้เลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับเกม Star Wars Jedi: Fallen Order แน่นอน


◊ เนื้อเรื่อง ◊

เนื้อเรื่องของเกม Star Wars Jedi: Fallen Order (SWJFO) จะเกิดขึ้น 5 ปีหลังจากที่เหล่าเจไดถูกกวาดล้างจนแทบจะหมดจักรวาล อันเป็นผลมาจากคำสั่ง Order 66 ในช่วงท้ายของสงคราม Clone Wars (หรือประมาณ 5 ปีหลังจากหนัง Star Wars Episode 3 นั่นเอง) เกมจะติดตามตัวละครหลัก Cal Kestis อดีตเจไดฝึกหัด ผู้ซึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในฐานะพนักงานแยกชิ้นส่วนยานบนดาวเคราะห์ Bracca หลังจากที่เขาและอาจารย์ถูกเหล่าทหารโคลนทรยศ

แต่แล้วความลับของ Cal ก็ถูกเปิดเผยขึ้นจนได้ เมื่อวันหนึ่งเขาถูกบังคับให้ต้องใช้พลัง Force ที่เขาซ่อนเอาไว้อีกครั้ง เพื่อช่วยชีวิตของเพื่อนเขาที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน จนทำให้เหล่า Inquisitor (เจไดด้านมืดที่ทำหน้าที่ในการตามล่าเจไดผู้รอดชีวิตจาก Order 66) ตามหาเขาจนพบ แต่ก่อนที่ Cal จะถูก Inquisitor สาวผู้ใช้ชื่อว่า Second Sister ปลิดชีพลง เขาก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างไม่คาดคิดโดยยาน Mantis ซึ่งมีอดีตเจได Cere Junda และนักขับยาน Greez Dritus เป็นเจ้าของ

หลังจากที่หนีรอดมาได้ Cal ก็ได้รับทราบแผนการของ Cere และ Greez ในการสร้างนิกายเจได้ (Jedi Order) ขึ้นมาใหม่ ด้วยการตามหาสุสานลับของชนเผ่า Zeffo เผ่าพันธุ์เอเลี่ยนโบราณที่มีพลัง Force แก่กล้า เขาจึงเข้าร่วมกับภารกิจของทั้งสอง เพื่อต่อต้านกองทัพจักรวรรดิผู้ชั่วร้าย และเพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่จักรวาลอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับผู้เขียน ที่เป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์ Star Wars มาตลอดตั้งแต่ยังละอ่อน ต้องถือว่าเนื้อเรื่องของ SWJFO มีความเป็น Star Wars อยู่สูงมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกใจแฟนๆ ของแฟรนไชส์เป็นพิเศษ ตั้งแต่รูปแบบของเรื่องที่ติดตามกลุ่มกบฏเล็กๆ ที่พยายามต่อต้านอำนาจของจักรวรรดิชั่วร้าย ไปจนถึงธีมของการค้นหาตัวตน และการปะทะกันของความดีและความเลว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เป็งองค์ประกอบหลักของภาพยนตร์ Star Wars ทุกภาคที่ผ่านมา แม้ว่าสุดท้ายแล้วผู้เล่นที่ติดตามแฟรนไชส์มาตลอดอาจจะพอเดาได้ว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร (เรารู้แน่ๆ ว่า Cal จะไม่สามารถสร้างนิกายเจไดใหม่ได้ เพราะรู้อยู่แล้วว่า Luke จะเป็นคนทำหลังภาค 6) แต่เนื้อเรื่องของ SWJFO ก็ยังเป็นเนื้อเรื่องตามสูตร Star Wars ที่สนุกและน่าติดตามอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อติซะทีเดียวเช่นกัน โดยจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเนื้อเรื่องเกมน่าจะเป็นตัวเอก Cal Kestis เอง ที่ไม่ได้มีภูมิหลังหรือเส้นทางการพัฒนาตัวละครที่น่าสนใจนัก โดยเฉาะเมื่อเทียบกับตัวละครอื่นๆ ที่รายล้อม ไม่ว่าจะเป็น Cere ที่เป็นอดีตอัศวินเจไดที่ตัดขาดตัวเองจากพลัง Force ด้วยเหตุผลบางอย่าง หรือแม้กระทั่งตัวร้ายอย่าง Second Sister ก็ยังมีภูมิหลังที่น่าสนใจ ต่างกับ Cal ที่ภูมิหลังเดาได้ตั้งแต่เริ่มเกม แถมยังไม่ค่อยได้พัฒนาหรือ ‘โต’ ขึ้นเลยตามเนื้อเรื่อง มีหลายครั้งที่ผู้เขียนรู้สึกว่า Cal แทบจะเป็นตัวประกอบในเรื่องราวของ Cere และ Second Sister ซะด้วยซ้ำไป

อีกหนึ่งองค์ประกอบเนื้อเรื่องที่ผู้เขียนชอบ และคิดว่าน่าจะถูกใจแฟนๆ ของซีรี่ส์ คงเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับจักรวาล Star Wars ที่ผู้เล่นสามารถพบได้จากการใช้หุ่นดรอย BD-1 ที่เกาะไหล่เราอยู่ แสกนสิ่งของและศัตรูที่พบในเกมนั่นเอง โดยรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาจักรวาลของเกมให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ่งก็เป็นของแถมเล็กๆ น้อยๆ ให้แฟนๆ ของเกมจากผู้พัฒนา


◊ เกมเพลย์ ◊

เกมเพลย์ของ SWJFO นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสามส่วนหลักๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมอื่นๆ มากมาย ทั้งระบบต่อสู้ที่แทบจะยกมาจาก Sekiro: Shadows Die Twice เปี๊ยบๆ ระบบการสำรวจเกมจาก Metroid/Castlevania และ การแก้พัซเซิ่ลจากเกมอย่าง Uncharted หรือ Tomb Raider นั่นเอง ซึ่งเกมที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเกมที่โดดเด่นในด้านของตัวเอง โดยในจุดนี้ต้องขอชม SWJFO ที่สามารถนำจุดเด่นของเกมแต่ละเกมมาผนวกเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อมและลงตัวขนาดนี้ ซึ่งทำให้เกมเพลย์ของ SWJFO มีความหลากหลายมากกว่าแค่การทะลวงฟันไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบก็ตาม

เกมเพลย์ส่วนที่ผู้เล่นส่วนใหญ่น่าจะให้ความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องระบบต่อสู้ของเกม โดย SWJFO จะใช้ระบบต่อสู้ที่คล้ายคลึงกับเกม Sekiro: Shadows Die Twice ที่จะเน้นการหลบหลีกหรือป้องกันและ Parry การโจมตีของศัตรูให้ถูกจังหวะ เพื่อที่จะค่อยๆ ลดเกจการป้องกันของศัตรูให้หมด ก่อนที่จะปลิดชีพศัตรูนั้นในการโจมตีไม่กี่ครั้งนั่นเอง โดยตัวเลือกต่างๆ ในการต่อสู้นั้น ผํู้เล่นจะสามารถโจมตีศัตรูด้วยดาบไลท์เซเบอร์ของ Cal ได้ และยังสามารถใช้ความสามารถ Force ต่างๆ ที่ปลดล๊อคตามเนื้อเรื่องในการต่อสู้ได้ด้วย เช่นผลักหรือดึงศัตรูเข้าหาตัว หรือการชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูเป็นต้น การใช้พลังทุกอย่างผสมผสานกันสามารถทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักรบเจไดผู้ทรงพลังได้ง่ายๆ เลยเมื่อชำนาญแล้ว แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ช่วงต้นๆ ของเกมท้าทายมากๆ เช่นกัน เพราะผู้เล่นจะยังมีพลังพิเศษไว้ใช้น้อย จึงต้องพึ่งฝีมือในการเอาตัวรอดและหาจังหวะเอาชนะศัตรูด้วยดาบอย่างเดียว

ทั้งนี้ ผู้เขียนเล่นเกมที่ระดับความยาก Jedi Master ซึ่งเป็นระดับที่เกมแนะนำสำหรับคนที่เล่นเกมแอคชั่นเก่งอยู่แล้วประมาณหนึ่ง และ/หรือคนที่เคยผ่านเกม Soulsborne อื่นๆ มาแล้ว ทำให้เกมมีความท้าทายพอสมควร แต่เกมก็มีระดับความยากที่ง่ายกว่านี้ให้เลือกด้วยเช่นกัน ฉะนั้นคนที่ไม่มั่นใจหรือ กลัวว่าจะเล่นไม่สนุกเพราะเกมยากเกินไป ก็ยังสามารถเลือกระดับความยากต่ำๆ เพื่อให้ยังสนุกกับเกมได้อยู่

สำหรับระบบการเล่นดังกล่าวถือเป็นระบบต่อสู้เกมแอคชั่นที่พิสูจน์มาแล้วว่าสนุก แต่สิ่งที่คนอาจจะไม่ได้คาดคิดที่จะได้เห็นกับเกม Star Wars คือความยากของเกม ที่แม้ว่าจะไม่ได้เทียบเท่าเกมอันเป็นแรงบันดาลใจอย่าง Sekiro แต่ก็จำเป็นต้องใช้ฝีมือและความตั้งใจในการเล่นสูงมากในการต่อสู้กับศัตรู ถึงแม้ทหาร Storm Trooper ส่วนใหญ่ที่เราพบในเกมจะล้มได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ก็มีศัตรูระดับสูงและศัตรูที่เป็นสัตว์อันตรายประจำดาวต่างๆ ที่จะคอยบังคับให้ผู้เล่นต้องเรียนรู้เทคนิคเฉพาะตัวมาเพื่อต่อสู้ด้วย แถมเกมยังมักจะปล่อยศัตรูหลากหลายชนิดลงมาให้เรารับมือพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้เล่นต้องใช้เครื่องมือและความสามารถทั้งหมดของ Cal ในการเอาชนะ

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของเกมเพลย์ในเกม SWJFO ก็คือเรื่องของการสำรวจนั่นเอง โดยการสำรวจในเกมจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมอย่าง Metroid/Castlevania อยู่มาก โดยเกมจะให้ผู้เล่นสำรวจดาวเคราะห์หลายดวงเพื่อทำภารกิจ โดยที่ในดาวแต่ละดวงจะมีพื้นที่ๆ ต้องใช้พลังพิเศษเพื่อเปิดเข้าถึงได้ เช่นอาจจะมีจุดที่เราต้องใช้พลัง Force Push เพื่อทลายกำแพงหิน หรือบางจุดอาจจะต้องให้เราใช้สกิลโดดสองรอบเพื่อขึ้นไปถึงเป็นต้น ระบบนี้ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเดินทางไป-กลับดาวเคราะห์ที่เคยผ่านมาแล้วทุกครั้งที่ปลดล๊อคพลังใหม่ได้ เพื่อลองดูว่ามีพื้นที่หรือความลับใหม่ๆ อะไรให้เราค้นพบด้วยพลังใหม่ของเรานั่นเอง โดยดาวเคราะห์ต่างๆ ออกแบบมาได้เป็นอย่างน่าสนใจ มีพื้นที่ลับให้ตามหามากมาย แม้กระทั่งในจุดที่ผู็เล่นอาจจะรู้สึกว่าเดินผ่านมาแล้วเป็นสิบๆ ครั้ง ซึ่งในจุดนี้ก็ช่วยเพิ่มความหลากหลายและระยะเวลาการเล่นให้กับเกมได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการสำรวจส่วนใหญ่จะให้ของรางวัลที่ไม่ได้ส่งผลต่อเกมเพลย์ อย่างชิ้นส่วนดาบไลท์เซเบอร์หรือเสื้อผ้าใหม่ แต่ก็ยังอาจจมีสิทธิ์เจอ Force Echo ที่ทำให้หลอดเลือดและหลอด Force ของเราเพิ่มขึ้นด้วย ผู้เล่นจึงมีเหตุผลให้ย้อนกลับไปสำรวจดาวที่ผ่านมาแล้วเสมอ

องค์ประกอบเกมเพลย์หลักส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของปริศนาพัซเซิ่ลต่างๆ ที่ผู้เล่นจะได้พบระหว่างการสำรวจสุสานเผ่า Zeffo ที่กระจัดกระจายอยู่ตามดาวเคราะห์ที่เกมพาเราไปนั่นเอง เช่นเดียวกับการสำรวจ การแก้พัซเซิ่ลเหล่านี้มักจะต้องใช้พลังพิเศษต่างๆ ของ Cal รวมกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่นเองในการแก้ไข โดยระดับความยากของพัซเซิ่ลส่วนใหญ่นั้นถือว่าอยู๋ในระดับที่พอดี (ย้ำอีกครั้งว่าพัซเซิ่ล ส่วนใหญ่) คือไม่ได้ง่ายจนไม่ต้องใช้สมองเลย แต่ก็ไม่ได้ยากจนหัวร้อนเช่นกัน

โดยรวมๆ แล้ว แม้ว่าเกมเพลย์ของ SWJFO จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบซะทีเดียวเช่นกัน อย่างในการต่อสู้ของเกม ที่บางครั้งก็รู้สึกติดขัดมากกว่าที่ควรจะเป็นจากการที่เกมไม่ยอมให้ผู้เล่นยกเลิกอนิเมชั่นการโจมตีได้เหมือนเกมแอคชั่นอื่นๆ หลายเกม หมายความว่าถ้ากดโจมตีไปแล้ว ผู้เล่นจะไม่สามารถกดกลิ้งหลบหรือป้องกันกลางคันได้เลย ซึ่งในจุดนี้ผู้เล่นบางคนอาจจะบอกว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยทำให้เกมท้าทายมากขึ้น เพราะหมายความว่าผู้เล่นจะไม่สามารถกดปุ่มมั่วๆ ได้ในระหว่างการต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การต่อสู้กับศัตรูหลายๆ ชนิดรู้สึกยากกว่าที่ควรจะเป็นเช่นกัน โดยเฉพาะศัตรูที่เป็นสัตว์ร้ายทั้งหลาย ที่มักจะโจมตีอย่างรวดเร็วกว่าศัตรูจำพวก Storm Trooper ต่างๆ มากมายนัก แถมเวลาผู้เล่นพลาดตายขึ้นมาแต่ละครั้งยังต้องเข้าหน้าจอโหลดเกมค่อนข้างนานกว่าจะสามารถกลับไปเล่นเกมต่อได้ ทำให้บางครั้งก็เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้เหมือนกัน


◊ กราฟิค/การนำเสนอ ◊

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเกลียดแต่อย่างใด แต่กราฟิคของเกม SWJFO น่าจะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเกมแล้วก็ว่าได้ จากการรีวิวเกมในเครื่อง PS4 Pro พบว่าเกมแสดงผลกราฟิคในด้านพื้นผิว (Texture) ของสิ่งของได้ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งในส่วนของหน้าตาตัวละครต่างๆ ในเกม ที่ดูเนียนๆ แบนๆ ชอบกล แถมยังขยับได้แข็งๆ เหมือนเป็นหุ่นยนต์หุ้มหนัง มากกว่าจะเป็นมนุษย์จริงๆ อีกด้วย ซึ่งในจุดนี้ก็ทำให้ในฉากอารมณ์ต่างๆ มีความติดตลกมาซะหน่อย เมื่อตัวละครพยายามจะดึงหน้าดราม่า แต่กราฟิคของเกมกลับไม่สามารถแสดงผลออกมาได้ตามที่นักแสดงสื่อออกมา

ทั้งนี้ ความไม่คมชัดในเรื่องกราฟิคส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ผู้เขียนเลือกเล่นโหมด Performance มากกว่าโหมด Resolution ทำให้เกมจำกัดความคมชัดของตัวเองเอาไว้ที่ 1080p เท่านั้น (แทนที่จะเป็น 4K) แลกกับการที่เกมสามารถรันที่เฟรมเรตสูงกว่า 30FPS ได้ แต่ผู้เขียนพบว่าการเล่นในโหมด Resolution หลายครั้งทำให้เกมเกิดอาการกระตุกหรือเฟรมตกได้ ซึ่งสำหรับเกมแอคชั่นที่เน้นการเคลื่อนไหวอันแม่นยำอย่างนี้

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายคืออนิเมชั่นการปลิดชีพศัตรูในเกม ที่จะมีให้เพียงหนึ่งอนิเมชั่นต่อศัตรูหนึ่งชนิดเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ และคงไม่ได้ถือเป็นข้อเสียของเกมซะทีเดียว แต่ก็น่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นอนิเมชั่นการปลิดชีพเท่ๆ หลายๆ แบบมาเพิ่มสีสันให้กับการต่อสู้บ้าง

นอกเหนือไปจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น การนำเสนออื่นๆ ของเกม SWJFO ทำออกมาได้ตอบโจทย์ความเป็น Star Wars มากๆ ไปว่าจะเป็นในแง่ของการออกแบบฉากและศัตรู หรือเสียงพากย์เกม ที่มีคุณภาพสูงระดับ AAA คู่ควรกับการรอคอยของแฟนๆ แน่นอน ดาวต่างๆ ที่ผู้เล่นได้ไปสำรวจก็มีความแตกต่างกันชัดเจน ทำให้การโดดไป-กลับระหว่างดาวต่างๆ ไม่น่าเบื่อเลยเช่นกัน

STAR WARS Jedi: Fallen Order™_20191108155934

◊ สรุป ◊

แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นเกมที่จะเป็นที่จดจำไปอีกนานๆ ในฐานะเกมระดับแนวหน้า แต่ Star Wars Jedi: Fallen Order ก็ยังถือเป็นการคืนวงการเกมอย่างงดงามของแฟรนไชส์ Star Wars และเป็นเกมแอคชั่นที่ท้าทายและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย เกมอาจจะยังสามารถพัฒนาได้อีกเยอะในหลายจุด แต่สำหรับแฟน Star Wars และแฟนเกมแอคชั่นแล้ว Star Wars Jedi: Fallen Order คือเกมเจไดที่คุณคู่ควรอย่างแท้จริง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

สรุปเนื้อเรื่อง: Watch Dogs แฮกเกอร์ศาลเตี้ยผู้มีสมาร์ทโฟนเป็นอาวุธ (Part 1)

saguins

เทรลเลอร์ Resident Evil 2 Remake เผยลุคใหม่ Ada Wong ครั้งแรกในงาน Tokyo Game Show 2018

GameFever TH

Creative Director ของทีมผู้สร้าง Cyberpunk 2077 เข้าร่วมงานกับ Blizzard

Lazefatboy

Leave a Comment