บทความ รีวิว

Review: รีวิวเกม Borderlands 3 “การกลับมาของตัวพ่อเกม Shooting-RPG”

แนวเกม: Shooter-Looter (FPS/RPG)

ผู้พัฒนา: Gearbox Software

ผู้จัดจำหน่าย: 2K Games

เวลาที่ใช้เล่น: ประมาณ 30 กว่าชั่วโมง (จบเนื้อเรื่อง)

แพลตฟอร์ม: PS4, Xbox One, PC (Epic Games store) รีวิวใน PS4 Pro


ถ้าจะให้พูดถึงแนวเกมเกมแนว Shooter-Looter หรือเกมยิงปืน (ทั้งแบบ FPS และบุคคลที่สาม) ที่ผสมผสานองค์ประกอบของเกม RPG เข้าไปด้วย ถือเป็นแนวเกมลูกผสมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคคอนโซลปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เกมอย่าง Destiny, Anthem, The Division, Warframe, หรือเกมที่กำลังจะออกอย่าง Ghost Recon: Breakpoint ต่างก็จัดอยู่ในเกมแนว Shooter-Looter ทั้งสิ้น และทุกเกมก็เป็นเกมที่มีคนจับตามองอย่างใกล้ชิดตลอดการพัฒนา (แต่วางจำหน่ายมาแล้วรุ่งหรือร่วงอีกเรื่องหนึ่ง…)

อีกหนึ่งเกมแนว Shooter-Looter ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยในฐานะผู้ให้กำเนิด (หรืออย่างน้อยก็เป็นเกมที่ทำให้แนวนี้ฮิตขึ้นมา) ซึ่งก็คือเกมซีรี่ส์ Borderlands ที่วางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 โดยนำเกมเพลย์แบบชู้ตติ้งบุคคลที่ 1 (FPS) มาผนวกเข้ากับระบบการพัฒนาตัวละครและไอเทมของเกม RPG จนทำให้เกมกลายเป็นซีรี่ส์ในดวงใจของคนหลายๆ คนตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนขนาดเกมภาคต่อ Borderlands 2 (วางจำหน่ายเมื่อปี 2012) ยังคงมียอดผู้เล่นหลายล้านคนจวบจนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่เว้นช่วงให้คิดถึงไปหลายปี ในที่สุดเกมเมอร์ทั่วโลกก็จะได้มีโอกาสหวนคืนสู่ดาว Pandora อีกครั้งกับเกม Borderlands 3 ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ที่กลับมาพร้อมกับองค์ประกอบด้านกราฟฟิคลายการ์ตูน Cel-Shade อันเป็นเอกลักษณ์ และเกมเพลย์แบบคลาสสิคที่สามารถรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของซีรี่ส์เอาไว้พร้อมๆ กับการปรับปรุงรายละเอียดเกมเพลย์ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์แฟนๆ ดั้งเดิมของซีรี่ส์ที่เฝ้ารอมาตลอดได้เป็นอย่างดี

◊ เนื้อเรื่อง ◊

สำหรับเนื้อเรื่องของเกม Borderlands 3 จะเกิดขึ้น 5 ปีหลังจากการตายของตัวร้าย Handsome Jack (แจ๊คหน้าหล่อ) จากเกมภาคที่แล้ว โดยผู้เล่นจะสามารถเลือกรับบทเป็นนักล่าสมบัติ (Vault Hunter) หน้าใหม่ทั้งหมด 4 ตัวเพื่อร่วมมือกับกลุ่มนักสู้ Crimson Raiders ที่นำโดยตัวละครอดีตนักล่าสมบัติจากเกมภาคแรก Lilith เพื่อต่อกรกับสองคู่หูฝาแฝดผู้ชั่วร้าย Calypso Twins และเหล่าลูกสมุนนับล้านจากกลุ่ม Children of the Vault และยับยั้งแผนในการยึดครองจักรวาลของทั้งสองคนนั่นเอง

แม้ว่าอาจจะไม่ใช่องค์ประกอบที่ผู้เล่นเกม Borderlands จะคิดถึงเป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงจุดเด่นของเกม แต่เนื้อเรื่องในเกม Borderlands 3 ก็ยังถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยบทอันยียวนกวนประสาทของเกมที่ปล่อยมุกตลกตลอดเวลา ไปจนถึงเหล่าตัวละครทั้งเก่าและใหม่ที่วนเวียนกันเข้ามาสร้างความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ อยู่เรื่อยๆ ทำให้การเล่นผ่านเควสเนื้อเรื่องที่มีอยู่มากมายของเกมผ่านไปได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ อย่างผู้เขียนใช้เวลาเล่นจนจบเนื้อเรื่อง (เล่นเควสเสริมน้อยมาก) ยังใช้เวลาไปเกือบ 35 ชั่วโมง แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่านานเลยซักนิดเดียว ยังสามารถเล่นต่่อไปได้เรื่อยๆ เพราะอยากเห็นว่าเกมจะมีตัวละครเพี้ยนๆ แปลกๆ อะไรออกมาให้เราเจออีก

ที่น่าชมอีกอย่างคือเนื้อเรื่องของภารกิจเสริมหลายๆ อัน ที่มีความละเอียดและต่อเนื่องไม่ต่างกับภารกิจเนื้อเรื่องเลยด้วย แม้จะไม่ใช่ภารกิจเสริมทั้งหมดที่จะมีคุณภาพดีขนาดนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายภารกิจที่สนุกไม่แพ้เนื้อเรื่องหลัก แถมภารกิจส่วนใหญ่ยังมีวิธีการผ่านที่ค่อนข้างแตกต่างกัน (ไม่ได้แค่ให้ ‘ฆ่ามอน 5 ตัว’ หรือ ‘เก็บของ 5 ชิ้น’) หรือบางอันอาจจะมีเงื่อนไขในการผ่านที่แปลกแหกวแนวในแบบที่เราคาดไม่ถึง ทำให้แม้จะทำไปเยอะแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ มาให้ตื่นเต้นหรือตลกไปกับมันแทบจะตลอดเวลาเลย

แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยความที่เกมเป็นภาคต่อ รวมไปถึงความยาวของเนื้อเรื่องและรูปแบบการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างช้า (เมื่อเทียบกับเกมทั่วไป) อาจจะทำให้ผู้เล่นที่ไม่ได้อินกับเนื้อเรื่องหรือตัวละครของเกมภาคเก่าๆ มาก่อนรู้สึกงงกับเนื้อเรื่องหรือมุกล้อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะหงุดหงิดกับการดำเนินเรื่องอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ได้คาดหวังจะได้รับประสบการณ์เนื้อเรื่องแบบจริงจังอย่างในเกมเนื้อเรื่องทั่วๆ ไป ก็น่าจะยังหาความบันเทิงกับมุกตลกหรือตัวละครกาวๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของซีรี่ส์ได้อยู่

◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊

แม้ว่าเกม Borderlands 3 จะไม่ได้ใช้กราฟฟิคที่สวยสมจริงเหมือนเกมหลายๆ เกม แต่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าภาพกราฟฟิคลายการ์ตูน Cel-Shade ของเกมนั้นไม่สวย โดยเฉพาะในเกม Borderlands 3 นี้ ที่ผสมผสานกราฟฟิคอันเป็นเอกลักษณ์ของเกมเข้ากับเทคนิคการแสดงผลแสงและเงาที่ทันสมัย ทำให้สิ่งแวดล้อมของเกม Borderlands 3 มีมิติกว่าทุกครั้ง ซึ่งทำให้การสำรวจแผนที่สนุกกว่าเดิมขึ้นไปอีกขั้น เป็นผลดีมากในภาพรวมเพราะเกม Borderlands มักจะบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเดินทางไปๆ กลับๆ ในแผนที่เดิมหลายต่อหลายครั้งอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าผู้เล่นอยากจะเก็บภารกิจเสริมที่มีอยู่มากมายในเกม การที่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมก็ทำให้การเล่นจุดนี้ไม่น่าเบื่อเหมือนหลายๆ ภาคที่ผ่านมา

ที่พัฒนาไปอีกขั้นก็คือกราฟฟิคโมเดลของปืนทุกชนิดในเกม ที่เพิ่มความละเอียดขึ้นมาอย่างมาก ปืนทุกกระบอกจะมีรายละเอียดหรือกลไกเล็กๆ น้อยๆ ที่ขยับอยู่ตลอดเวลา ปืนแต่ละชนิดยังมีกราฟฟิคกระสุนและเสียงยิงที่แตกต่างกัน ขนาดปืนที่หน้าตาคล้ายกันสองกระบอกยังอาจจะยิงกระสุนออกมาเป็นคนละแบบอย่างสิ้นเชิง แถมด้วยจำนวนปืนที่เกมมีให้ลองใช้กันเป็นหลักพันล้านกระบอก ทำให้การได้ปืนมาใหม่ซักกระบอกมีความหมายมากกว่าแค่การพัฒนาความสามารถตัวละคร เพราะแม้จะเล่นไปแล้วเป็นสิบชั่วโมง แต่ผู้เขียนก็ยังตื่นเต้นที่จะได้ลองหยิบปืนกระบอกใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้นมาลองใช้ตลอดเวลา

ความพิเศษอีกอย่างในเกมภาคใหม่นี้คือการเปิดให้ผู้เล่นสามารถเลือกปรับให้เกมแสดงผลโดยเน้น Resolution (ความคมชัด) หรือ Framerate (เฟรมเรต) ได้ด้วย การเลือกโหมด Resolution จะทำให้เกมเน้นแสดงภาพพื้นผิวและแสง/เงาในระดับ 4K แต่จะล๊อคเฟรมเรตไว้ที่ 30FPS ส่วนโหมด Framerate จะทำให้เกมลดความคมชัดของกราฟฟิคลง แลกกับการเล่นที่รู้สึกลื่นไหลมากขึ้น สำหรับผู้เขียนรีวิวเกมในเครื่อง PS4 Pro และเลือกโหมด Framerate ทำให้เกมแสดงผลที่ความชัด 1080p 60FPS

จากการทดสอบพบว่าการเลือกโหมด Resolution นั้นทำให้ภาพพื้นผิวทั้งหมดในเกมสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความที่เกมเองก็ไม่ได้ใช้กราฟฟิคสมจริงเป็นพิเศษด้วยแล้วด้วย เรียกว่าอาจจะใกล้เคียงกับใน PC เลยก็ว่าได้ ในขณะที่การเลือกโหมด Framerate นั้นทำให้ภาพมีความ ‘แบน’ ลงอย่างชัดเจน ไม่ถึงกับทำให้ภาพไม่สวย แต่ก็ลดความมีมิติลงอย่างชัดเจนเลย แลกมากับการที่เกมปลดล๊อคเฟรมเรตให้ขึ้นไปได้ถึง 60FPS (แม้ว่าเฟรมเรตของเกมมักจะเหวี่ยงไปมาพอสมควรในจังหวะชุลมุน)

ทั้งนี้ แม้ว่ากราฟฟิคของเกมในภาพรวมจะถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่เกมก็ยังคงมีปัญหาเรื่องเฟรมตกอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาเล่นออนไลน์ ที่บางครั้งเกมก็จอค้างหรือมืดไปเลยในเวลาที่กำลังบู๊ๆ กันอยู่เพราะเอฟเฟกต์กระสุนอันอลังการของทั้งเราและศัตรู แถมบางครั้งเสียงของเกมก็ชอบตัดไปเอง หรืออาจจะช้าตามภาพไม่ทัน ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่มักจะพบเจอในเกม Borderlands 2 ซึ่งวางจำหน่ายมาแล้วเกือบ 10 ปีด้วย แม้จะเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงจนส่งผลเสียกับความสนุกของเกมขนาดนั้นในความเห็นของผู้เขียน แต่ทั้งหมดก็เป็นปัญหาที่น่าจะแก้ไขให้หมดไปได้นานแล้วอยู่ดี

◊ เกมเพลย์ ◊

เช่นเดียวกับในเกมภาคที่ผ่านๆ มา สิ่งแรกที่ผู้เล่นจะต้องทำเมื่อเริ่มเล่นเกม Borderlands 3 ก็คือการเลือกตัวละครนักล่าสมบัติที่เราจะเล่น (จากทั้งหมด 4 ตัว) ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละตัวจะมาพร้อมกับความสามารถและจุดดี-จุดด้อยที่แตกต่างกันไป อย่างตัวละคร Amara ที่มาพร้อมกับความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดและการสร้างความเสียหายแบบ Elemental (ธาตุ) หรือ FL4K ที่สามารถใช้สัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ ควบคู่ไปกับความสามารถสายนักล่าอย่างการล่องหนเพื่อเพิ่มความเสียหายแบบ Critical Damage (ความเสียหายเมื่อยิงจุดอ่อนศัตรู) เป็นต้น

แต่ในขณะที่เกมภาคเก่าๆ จะให้นักล่าสมบัติตัวหนึ่งมีความสามารถพิเศษเพียงอย่างเดียว เกมนี้จะทำให้นักล่าสมบัติแต่ละตัวมีความสามารถพิเศษให้เลือกใช้ถึงตัวละ 3 อย่าง เช่นตัวละคร Zane จะมีความสามารถในการเรียกหุ่นโดรนออกมาช่วยโจมตี หรือสร้างเกราะบาเรียเพื่อป้องกันเพื่อนในทีม หรือจะสร้างร่างแยกขึ้นมาหลอกศัตรูก็ได้ ทำให้นักล่าสมบัติแต่ละตัวมีแนวทางในการพัฒนาที่หลากหลายขึ้นกว่าภาคก่อนๆ มาก แถมเกมยังเปิดให้ผู้เล่นสามารถรีเซ็ตความสามารถของตัวละครเพื่อเปลี่ยนสายได้ตลอดเวลาด้วย (ใช้เงินในเกมเพียงน้อยนิด) ถือเป็นข้อปรับปรุงที่ใหญ่หลวงมากๆ สำหรับเกม เพราะการจะเล่นให้จบเนื้อเรื่องซักครั้งต้องใช้เวลาหลายสิบชั่วโมง ทำให้ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนแนวการเล่นให้รู้สึกใหม่ได้ตลอดเวลาด้วย

นอกจากระบบตัวละครที่พัฒนาแล้ว ยังมีเกมเพลย์การยิงปืนและเคลื่อนเบื้องต้นที่ถูกปรับให้ทันสมัยเทียบเท่ากับเกม FPS ยุคใหม่ด้วย โดยในจุดนี้ผู้เขียนยกให้เป็นข้อปรับปรุงที่ดีที่สุดในเกมภาคใหม่นี้เลย คนที่เคยเล่นเกม Borderlands ภาคเก่าๆ มาก่อนน่าจะรู้ดีว่าระบบการยิงปืนในเกมมักจะมีความลอยๆ หวิวๆ แปลกๆ เมื่อเทียบกับเกม FPS ทั่วไป ซึ่งเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งที่ทำให้แฟนๆ เกม FPS ไม่ค่อยชอบเกมภาคเก่าๆ นั่นเอง แต่ในภาคนี้ปัญหาเหล่านั้นได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ปืนทุกกระบอกให้ความรู้สึกเวลายิงที่ดี แม้ว่าความสามารถประจำตัวของปืนเหล่านั้นจะพิศดารแค่ไหนก็ยังรู้สึกดี มีการตอบสนองทุกครั้งที่ลั่นไก การเคลื่อนที่ของตัวละครแม้จะไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเท่าการยิงปืน แต่ก็เพิ่มความสามารถอย่างการปีนป่ายและการสไลด์ ที่ทำให้การสำรวจแผนที่มีความง่ายและอิสระขึ้นมาเล็กน้อย

ในส่วนของระบบปืนนั้น เกม Borderlands 3 ได้เคยโฆษณาเอาไว้อย่างภาคูภูมิว่าเกมจะมีปืนและระเบิดให้เลือกใช้กันได้นับพันล้านชนิด! ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ได้พูดปากเปล่าแน่นอน จากการเล่นของผู้เขียน พบว่าแม้จะมีปืน/ระเบิดหลายกระบอกที่หน้าตาคล้ายๆ กัน หรือปรับเปลี่ยนแค่เพียงตัวเลขค่าสถานะ แต่ส่วนใหญ่เมื่อนำมาใช้ยิงจริงๆ กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลย แถมหลายๆ กระบอกยังมีความสามารถกวนๆ อย่างปืนที่มีขางอกออกมาวิ่งไล่ยิงศัตรูด้วยตัวเอง หรือปืนที่จะเพิ่มความรุนแรงเมื่อเรายิงตูดศัตรู หรือกระทั่งปืนที่ยิงแล้วมีเสียงตัวร้ายคอยกวนเราตลอดเวลา ทำให้การได้ปืนใหม่ๆ ในเกมเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นทุกครั้งแม้จะมีปืนผ่านมือกี่กระบอกก็ตาม โดยเฉพาะปืนระดับตำนานหรือ Legendary (สีเหลือง) ซึ่งมักจะมีความสามารถเพี้ยนๆ ฮาๆ ที่คาดไม่ถึงติดมาด้วยเสมอ

สภาพแวดล้อมที่เพิ่มเข้ามาใหม่อีกมากมายก็มีส่วนช่วยทำให้เกมเพลย์หลากหลายขึ้นด้วย เพราะในแต่ละดาวที่เราไปเยือนตามเนื้อเรื่องมักจะมาพร้อมกับศัตรูชนิดใหม่ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้เราต้องวางแผนการต่อสู้และเปลี่ยนปืนใช้อยู่เสมๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่นเหล่าทหาร Maliwan ที่เราต้องเจอบนดาว Prometheus ซึ่งมักจะมีเกราะบาเรียติดตัว ทำให้เราต้องใช้อาวุธธาตุสายฟ้าเพื่อทำลายบาเรียซะก่อน หรือศัตรูจากดาว Eden-6 ที่มักจะมีเลือดเยอะ ทำให้เราต้องใช้ปืนธาตุไฟเพื่อลดเลือดเร็วๆ เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ก็ช่วยเสริมระบบปืนอันหลากหลายได้ดี ทำให้ผู้เล่นมีเหตุผลในการหาปืนใหม่ๆ ใช้ตลอดเวลา

ความหลากหลายของศัตรูจะเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อสู้กับเหล่าบอสน้อยใหญ่ที่เราพบเจอได้ในเกม ที่มักจะมาพร้อมกับเทคนิคการเอาชนะที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นต้องใช้การวางแผนแทนการดระโดดเข้าไปสาดกระสุนเฉยๆ เหมือนศัตรูทั่วไป ทำให้การสู้บอสทุกตัวมีความท้าทาย และทำหน้าที่เป็นช่วงขั้นระหว่างการบู๊แหลกได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือเรื่องของการเล่นกับเพื่อนหรือโหมด Multiplayer ที่ปรับปรุงมาใหม่เช่นกัน โดยในภาคนี้ได้ใส่ระบบใหม่ที่สำคัญลงไปสองอย่างคือ Loot-Instancing และ Level-scaling โดยอันแรก (Loot-Instancing) นั้นจะทำให้ผู้เล่นทุกคนที่เล่นด้วยกันจะได้รับไอเทมเป็นของตัวเอง ตั้งแต่กระสุน หลอดเพิ่มเลือด ไปจนถึงปืนต่างๆ ที่เก็บได้ตามฉาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปแย่งกันเองเหมือนภาคก่อนๆ อีกต่อไป (แต่ก็ยังปรับให้แย่งกันเหมือนภาคเก่าได้นะ) ส่วน Level-scaling จะทำให้ผู้เล่นทุกคนต่อสู้กับศัตรูตามเลเวลของตัวเอง เช่นถ้าตัวละครผู้เล่น A เลเวล 5 ก็จะสู้กับศัตรูเลเวล 5 ในขณะที่ผู้เล่น B ซึ่งเลเวล 20 ที่อยู่ในห้องเดียวกันจะเห็นศัตรูเป็นเลเวล 20 ทั้งหมด หมายความว่าผู้เล่นจะสามารถเข้าร่วมเล่นกับเพื่อนได้ตลอดไม่ว่าเลเวลจะห่างกันแค่ไหน โดยที่เกมจะยังคงมีความท้าทายเหมาะสมกับระดับของผู้เล่นคนนั้นๆ เองด้วย ถือเป็นระบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ เพราะจะหมดปัญหาเรื่องการนัดเวลาเล่นให้ตรงกันไปเลย ทำให้การเล่นกับเพื่อนง่ายกว่าทุกครั้ง เชื่อว่าระบบนี้น่าจะถูกนำไปปรับใช้กับเกมแบบ Multiplayer อื่นๆ อีกในอนาคต

พูดมาถึงตรงนี้ คงต้องเอ่ยถึงข้อเสียของเกมซะบ้าง โดยข้อเสียหลักๆ ของเกม Borderlands 3 น่าจะเป็นเรื่องของการแลคหรือกระตุกซึ่งเกิดขึ้นบ่อยพอสมควร โดยเฉพาะเวลาเล่นออนไลน์กับเพื่อน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้รุนแรงจนทำให้เล่นไม่ได้หรือไม่สนุก แต่ก็เป็นปัญหาที่มีมาตั้งแต่สมัย Borderlands 2 แล้ว และไม่ควรเกิดขึ้นแล้วในเกมที่ออกมาในช่วงนี้ การเลือกปรับให้เกมรันในโหมด Performance อาจจะช่วยตรงจุดนี้ได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ปัญหาตรงนี้หายไปเลยได้อยู่ดี

◊ สรุป ◊

แม้จะไม่ใช่เกมที่เพอร์เฟ๊ค แต่ Borderlands 3 ก็เป็นเกมที่เล่นสนุกมากๆ แทบจะตลอดเวลาที่ได้เล่น ด้วยเกมเพลย์ที่เรียบง่ายแต่เร้าใจ กราฟฟิคลายการ์ตูนสีสันสดใสที่แม้จะผ่านไปเป็นสิบๆ ชั่วโมงก็ยังน่ามองอยู่เสมอ และความหลากหลายของอาวุธปืนและระเบิดที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา ทำให้เกม Borderlands 3 สามารถทวงศักดิ์ศรีในฐานะผู้บุกเบิกแนวเกม Shooter-Looter ได้อย่างสมภาคภูมิ ใครที่ต้องการเกมที่เล่นสนุกๆ กับเพื่อนได้ยาวๆ ไม่ควรพลาด!

ติดตามข่าวสารเกมต่างๆ ได้ที่

 

 

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ชมคลิปเกมเพลย์ตัวละคร Dante จาก Devil May Cry 5 พร้อมข้อมูลการเล่นของตัวละคร

GameFever TH

ทีมพัฒนา Call of Duty โดนขู่วางระเบิด พนักงานต่างพากันอพยพให้วุ่น

GameFever TH

รีวิว God of War ตัวเต็ม

GameFever TH

Leave a Comment