รีวิว

Florence หนึ่งในประสบการณ์เล่นเกมบนมือถือที่ดีที่สุดในปี 2018

การชวนให้ใครบางคนไปหาเกมบางเกมมาเล่นนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองเหตุผลหลักๆ อย่างแรกคือการหาเพื่อนเล่นเกม ซึ่งเกิดกับเกมยอดนิยมที่เน้นการเล่นหลายคนทั้งหลาย อย่าง RoV, PUBG, Dota 2, หรือ FIFA เหตุผลอย่างที่สองเกิดกับเกมเล่นคนเดียวที่เรารู้สึกว่าทำออกมาดีจนต้องบอกต่อ ซึ่งเบื้องหลังของการแนะนำเกมดีให้เพื่อนเล่นหากจะยอมรับกันจริงๆ แล้วก็คงไม่พ้นความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับรู้ว่าเราเป็นคนแนะนำอะไรดีๆ ให้กับเพื่อนนั่นเอง Florence คือเกมนั้นสำหรับผม เกมที่ผมหวังว่าการได้ชื่อว่าเป็นคนแนะนำเกมนี้ให้เพื่อนฝูงรู้จักจะทำให้ผมดูดีมีรัศมีของการเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเกมดีๆ ตามไปด้วย

“Florence คือเรื่องราวความรักของหญิงสาวคนหนึ่งจากวันเวลาที่ความรักเบ่งบานไปจนถึงวันที่ทุกสิ่งเหี่ยวเฉาลง”

นี่คือคำโปรยของเกมใน Play Store ซึ่งจะว่ากันตามตรงแล้วก็คือไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด เรายังมีหนัง ละคร นิยายที่พูดเรื่องความรักของผู้หญิงคนหนึ่งไม่พออีกหรือ ทำไมยังจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ในวิดีโอเกมอีก ถ้าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมก็ขอควบม้า ตีป้อม หรือไล่ยิงคนอื่นจะดีกว่าไหม?

สารภาพตามตรงว่าผมคงไม่มีทางเสียเงินราคาประมาณ 100 บาทที่สามารถเอาไปสั่งกาแฟร้อนดีๆ ดื่มได้เพื่อซื้อเกมนี้ หากไม่ใช่เพราะว่า Florence คือเกมที่ชนะรางวัล The Game Awards 2018 ในหมวดเกมมือถือยอดเยี่ยมแห่งปี และการตัดสินใจครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่กาแฟดีๆ สักกี่แก้วก็ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะกาแฟดีๆ แก้วหนึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตในวันนี้ช่างแสนสมบูรณ์แบบอะไรแบบนี้ แต่การรับบท ฟลอเรนซ์ โหยว หญิงสาวตัวเอกของเกมนี้อาจทำให้คุณมองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตตัวเอง นึกถึงความสุขและเศร้าจากความรักที่ผ่านมา ทบทวนความสัมพันธ์กับแม่ หรือแม้กระทั่งครุ่นคิดถึงความฝันและความปราถนาของตัวเอง

การเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยม

ถ้าพูดกันตามภาษาเกม ภารกิจอย่างแรกของเกม Florence ก็คือการตื่นขึ้นมาและแปรงฟัน… ซึ่งทำได้ด้วยการใช้นิ้วจิ้มเพื่อกดปิดนาฬิกาปลุก จากนั้นจึงใช้นิ้วถูซ้ายขวาที่หน้าจอเพื่อแปรงฟัน

ภารกิจแรกของเกมคือการกดปิดนาฬิกาปลุก
สามารถแปรงฟันได้ด้วยการเลื่อนนิ้วไปมา

ในขณะที่เกมหลายๆ เกมเริ่มเปิดฉากแรกด้วยเหตุการณ์น่าตื่นเต้นด้วยความหวังว่าจะดึงผู้เล่นให้ติดหนึบอยู่กับเกมตั้งแต่วินาทีแรก Florence กลับใช้อะไรง่ายๆ แบบนี้ เริ่มเกมด้วยเหตุการณ์ธรรมดาๆ ที่มีโอกาสสูงว่าคุณน่าจะเพิ่งทำไปเมื่อเช้านี้ ซึ่งนับเป็นวิธีที่ฉลาดทีเดียว เพราะนี่คือการบอกใบ้ตั้งแต่แรกว่าจริงๆ แล้วชีวิตของ ฟลอเรนซ์​ โหยว ที่คุณกำลังจะได้สำรวจต่อไปนี้ ไม่ได้ต่างไปจากชีวิตของคุณเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงเหมือนเธอ จะใช้แปรงสีฟันสีเดียวกับเธอหรือไม่ก็ตาม

เกมเล่าเรื่องต่อไปด้วยการที่ตัวเอกไปทำงาน ตกหลุมรัก ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันกับแฟน เดินทางตามหาความฝัน หมดรัก ชีวิตจืดชืด ทะเลาะกัน แยกทางกัน เริ่มต้นชีวิตใหม่ นี่คือเรื่องราวตั้งแต่ต้นจบจบของเกม ซึ่งเป็นเรื่องราวซ้ำซากที่ถูกเล่ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ Florence ใช้จุดเด่นของการเป็นเกมมือถือยกระดับเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมด้วยการให้เราได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเล็กๆ ในการดำเนินชีวิตของตัวละครตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการกดรับโทรศัพท์จากแม่ เลือกของที่จะย้ายมาไว้ที่บ้านใหม่ หรือแม้กระทั่งช่วยผลักแฟนที่ไม่ค่อยมั่นใจให้ไปสมัครเรียนที่โรงเรียนดนตรี ทั้งหมดนี้ช่วยดึงเราจากการเป็นแค่ผู้มองเวลาเรารับฟังเรื่องราวเหล่านี้ผ่านนิยายหรือภาพยนตร์ กลายมาเป็นบุคคลที่พบเจอเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้เราเกิดความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้มากกว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่ามาเป็นพันครั้งแล้วก็ตาม

คุณแม่โทรมาหา
คะยั้นคะยอให้แฟนหนุ่มทำตามฝัน

การเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นอีกจุดเด่นของเกมนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์หลายเรื่องพยายามใช้เทคนิคด้านภาพเพื่อสื่อความหมาย แต่ความหมายเหล่านี้หลายๆ ครั้งก็เข้าถึงยากจนผู้ที่จะเข้าใจได้หรือแม้แต่สังเกตเห็นก็มีแต่คนที่ตั้งใจตีความวิเคราะห์จริงๆ หรือคนสร้างภาพยนตร์เท่านั้นเอง

ด้วยความเป็นเกม Florence พาการเล่าเรื่องด้วยภาพไปอีกระดับหนึ่ง ภาพที่หลายๆ คนคุ้นชินอย่างการเห็นตัวละครยืนอยู่ในห้องน้ำคนเดียว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเห็นเธอยืนกับแฟนมาตลอด เมื่ออยู่ในภาพยนตร์การใช้วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกว่าผู้กำกับพยายามยัดเยียดความหมายมากเกินไป หรืออย่างดีก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะเคยเห็นมาบ่อยแล้ว แต่ใน Florence ที่คุณได้เห็นการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่การใช้ชีวิตคนเดียว ใช้ชีวิตคู่ และกลับมาใช้ชีวิตคนเดียวอีกครั้ง โดยทั้งหมดคุณได้มีส่วนร่วมในการบังคับตัวละครมาตลอดนั้น ทำให้วิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ใช้กันจนชินตานี้สร้างความเหงาให้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ชีวิตที่ว่างเปล่าไม่เหมือนเคย

นอกจากนี้ Florence เองยังมีการใช้ลูกเล่นของการแบ่งภาพเป็นช่องๆ แบบหนังสือการ์ตูนเพื่อช่วยในการเล่าเรื่อง สลับกับส่วนที่ให้เราบังคับตัวละคร  ซึ่งพอบวกกับสีสันและเสียงประกอบ รวมถึงการเลือกสถานการณ์ที่เลือกมาได้อย่างดีว่าเหตุการณ์ใดที่ควรจะเป็นแค่ภาพการ์ตูนเฉยๆ หรือเหตุการณ์ใดที่เราควรได้มีส่วนร่วม (เพื่อเน้นย้ำอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง) ก็ทำได้อย่างลงตัวจนรู้สึกสนุกเหมือนอ่านการ์ตูนเรื่องหนึ่งอยู่เลย

มีอะไรอยู่ในเจ้ากล่องสีชมพูนี้กันนะ?

รูปแบบการเล่นสุดสร้างสรรค์

ในวงการเกมนั้นเทคโนโลยีในการเล่นเกมที่สร้างสรรค์มีออกมาอยู่เรื่อยๆ แต่วิดีโอเกมที่สร้างมาโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นได้ดีจริงๆ จนทำให้รู้สึกสนุกไปกับเกมนั้นนานๆ ทีจะเห็นมีออกมาสักทีหนึ่ง จนทำให้เกมส่วนใหญ่ก็ยังใช้วิธีการเล่นแบบเดิมๆ หรือกลับไปใช้จอยกดแบบเดิมๆ กันอยู่ สำหรับเกมมือถือนั้นเกมที่ผมรู้สึกว่าทำระบบการเล่นออกมาได้สร้างสรรค์จนน่าประทับใจมากๆ ก็คือ Superbrothers: Sword & Sworcery EP ที่ออกมาเมื่อปี 2011 นู่นเลย

Florence เองจริงๆ แล้วให้ความรู้สึกเหมือนเกมบนเครื่อง PS4 อย่าง Detroit: Become Human นั่นคือเป็นเกมที่เน้นเนื้อเรื่องเป็นหลัก หน้าที่หลักของผู้เล่นจริงๆ คือคอยกดปุ่มตามสถานการณ์เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องของเกมต่อ แม้อาจจะดูเป็นการไม่ยุติธรรมเมื่อนำเกมบนมือถือไปเทียบกับเกมบนเครื่องคอนโซล แต่ที่ต้องนำมาเปรียบเทียบเพราะว่าสำหรับผมแล้ว Florence เป็นเกมที่ความสนุกของเกมนั้นชนะขาดลอย

ในขณะที่ Detroit เน้นจุดเด่นที่ระบบทางเลือกที่ส่งผลต่อฉากจบที่หลากหลาย แต่รูปแบบการเล่นของเกมนั้นซ้ำๆ เดิม เป็นการกดปุ่มในแบบเดิมๆ แค่เปลี่ยนสถานการณ์ นั่นทำให้ใครที่ชอบเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะสนุกกับเกมไปเลย แต่คนที่เฉยๆ กับเนื้อเรื่องก็จะพบว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงของเกม

กลับมาที่ Florence ที่ใช้เพียงระบบสัมผัสของหน้าจอโทรศัพท์กับนิ้วมือเพียงนิ้วเดียว แต่เกมออกแบบวิธีการใช้การสัมผัสนี้ออกมาได้ดีมาก ซึ่งมีตั้งแต่อะไรพื้นฐานอย่างการกดปุ่มรับโทรศัพท์, กด Like รูปบนโลกโซเชียล, ไปจนถึงอะไรที่ทำให้รู้สึกว้าวอย่างการใช้นิ้วระบายหน้าจอเพื่อวาดความฝันที่ตัวเอกจินตนาการไว้กับแฟนหนุ่ม หรือฉากที่น่าประทับใจอย่างตอนที่ตัวเอกมีปัญหากับแฟนหนุ่ม ซึ่งมีชื่อฉากว่า ‘ปล่อยไป’ และวิธีการผ่านฉากนี้คือการปล่อยให้ทั้งสองคนเดินห่างออกจากกันเรื่อยๆ แทนที่จะคอยแตะหน้าจอให้ตัวเอกเดินรอแฟนหนุ่มโดยไม่ยอมปล่อยไป

นอนคุยกันถึงความฝัน
การปล่อยไปอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ดนตรีประกอบอันประณีต

Florence เป็นหนึ่งในไม่กี่เกมที่ขึ้นข้อความเตือนผู้เล่นก่อนเริ่มเกมว่าให้ใส่หูฟังเพื่อประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ดีที่สุด และที่เกมกล้าทำแบบนี้ก็เพราะดนตรีถูกสร้างสรรค์และคัดเลือกมาอย่างดี ผมเชื่อว่าดนตรีประกอบเกมดีๆ ไม่จำเป็นต้องติดหู แต่ต้องทำหน้าที่ในการช่วยทำให้เกมสนุกขึ้น ดนตรีของ Florence เป็นแบบนั้น จริงๆ แล้วถ้าเล่นจบโดยไม่ได้สังเกตก็อาจไม่ได้รู้สึกชื่นชมอะไรกับดนตรีของเกมนี้ขนาดนั้น แต่พอมาเปิดเล่นอีกรอบเพื่อเขียนถึงเลยพบว่าดนตรีถูกเลือกออกมาให้เข้ากับแต่ละฉากเป็นอย่างดี และอธิบายเหตุว่าทำไมฉากทะเลาะกันถึงรู้สึกกดดันขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะในเกมมีเสียงเชลโล่ลุ้นระทึกเป็นฉากหลังอยู่นั่นเอง

ตามเสียงเพลงนั่นไป

ประสบการณ์ที่ทำให้นึกถึงตัวเอง

ด้วยความที่ Florence เลือกเล่าเรื่องง่ายๆ ด้วยวิธีที่ทรงพลัง บวกกับการใช้ประโยชน์จากดนตรีและระบบการเล่นที่สร้างสรรค์ ทำให้เมื่อเราสวมบทบาทเป็นฟลอเรนซ์เราก็เผลอจำลองตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว วันเวลาที่ผ่านไปทำให้เรากับเพื่อนในวัยเด็กห่างเหินกันไปแค่ไหน? เวลาทะเลาะกับแฟนเราฟังหรือเราเถียงเพื่อที่จะชนะ? ในขณะที่เรารู้สึกรำคาญคนที่อยู่ปลายสาย คนคนนั้นโทรหาเราเพื่ออะไร? คำถามทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงชั่วโมงที่เกมมอบให้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคำถามสำคัญที่กว่าหลายคนจะได้ถามก็สายไปแล้ว

Leave a Comment