GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "บทความ"
Ragnarok M: Eternal Love 2.0 แนวทางการเล่น Sura สายต่างๆ พร้อมข้อดี ข้อเสีย
Ragnarok M: Eternal Love 2.0 ก็ได้จัดให้อีกแล้ว เพราะเรียกได้ว่ามีอาชีพคลาสที่หลายหมายมากๆ ขนาดที่ใครอยากเป็นพระแนวหลวงจีนใช้หมัดใช้มวยต่อสู้ เกมนี้ก็จัดให้นั่นคือสาย " Sura " โดยสายนี้จะมีทั้งแบบ PVP และ PVE เน้นฟาร์มล่าบอสให้เลือกด้วย ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคน Ragnarok M: Eternal Love 2.0 แนวทางการเล่น Sura สายต่างๆ พร้อมข้อดี ข้อเสีย ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! สาย Hell Gate  ( สายลูกแก้ว MVP เน้นฟาร์ม PVE ) แนวทางการอัพสเตตัส การอัพค่าสเตตัสตลอดการต้องเน้นดังนี้ : เน้นอัพ STR และ INT จากนั้นตามด้วยค่า DEX คลิปประกอบ Credit : Miss Maven แนวทางการอัพสกิล เน้นสกิล Asura Strike  และสกิล Hell Gate หรือเราอาจจะเรียกแบบทั่วๆ ไปว่าสายลูกแก้ว สายการอัพสกิลของ Acolyte สายการอัพสกิลของ Monk สายการอัพสกิลของ Champion สายการอัพสกิลของ Sura ข้อดี ดาเมจแรง สกิลโหด ฟาร์มบอส MVP สบายๆ ข้อเสีย สกิลคูลดาวน์ค่อนข้างนาน ไม่เหมาะกับ PVP เท่าไหร่นัก ต้องรอลูกแก้วทำให้อาจช้ากว่าคนอื่นไปช่วงหนึ่ง     สาย Dragonfist ( สาย PVP ) สาย Sura ที่เน้นคอมโบดาเมจชุดเดียวเน้นเข้าทำแบบตาย บอกเลยว่าใครชอบ PVP มากๆ การอัพค่าสเตตัสตลอดการต้องเน้นดังนี้ : อัพค่า STR ให้สุด ตามด้วย INT และ AGI สูงๆ พ่วงด้วย LUK คลิปประกอบ แนวทางการอัพสกิล สายการอัพสกิลของ Acolyte สายการอัพสกิลของ Monk สายการอัพสกิลของ Champion สายการอัพสกิลของ Sura ข้อดี เก่ง PVP ดาเมจชุดเดียวหาย! สกิลแรงมาก ข้อเสีย ไม่เหมาะกับการลงดันเจี้ยน ถ้า PVP เจอสายเน้นระยะอาจจะแพ้ทาง ถ้า PVP อีกฝ่ายถึกมากๆ หรือมีสกิลฮีกอาจจะลำบาก  
03 Mar 2021
Valheim แนะนำ MOD ที่จะช่วยให้การเล่นของคุณสนุกขึ้นกว่าเดิม!
ถ้าคิดว่าเกม Valheim ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังอยู่ในช่วงระหว่างพัฒนา หรือ Early access ทำให้บางอย่างอาจจะดูขัดใจไปบ้าง บอกเลยว่าตอนนี้เราไม่ต้องคิดแบบนั้นแล้ว เพราะบรรดาเหล่านักสร้างม็อดได้จัดหนักจัดเต็มขยันออกม็อดมากมายให้กับเกมนี้เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีขึ้นและสนุกขึ้นแก้ผู้เล่นทุกคน แต่บางทีม็อดมันอาจจะมีเยอะเกินไปจนหลายๆ คนเลือกไม่ถูก ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH ขอแนะนำม็อดในเกม Valheim ที่จะช่วยให้การเล่นเกมของคุณสนุกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว! 1.Valheim Plus ( ม็อดปรับปรุงเกม ) ผลงานโดย | nX_ ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus สำหรับม็อด Valheim Plus นี้ สิ่งที่ผู้เล่นจะได้รับนั้นมีมากมายหลังจากที่ติดตั้ง โดยหลักๆ จะเป็นการปรับปรุงเกมเพลย์และคุณภาพชืวิตการเอาตัวรอดในเกมให้ดีขึ้น ดังนั้นผมจะขอลิสต์ไว้ให้เพื่อความสะดวกในการอ่านและดูง่ายขึ้นนะครับว่ามีอะไรบ้าง | ปรับปรุงสมดุลค่าน้ำหนักของไอเทมรวมถึงปรับน้ำหนักการบรรทุกสิ่งของของตัวละครให้มีมากขึ้น เพิ่มความเร็วผลผลิตที่ได้รับจากเตาหลอม เตาเผารวมถึงถังหมักด้วย เพิ่มจำนวนสิ่งของที่สามารถขนผ่าน Portals ได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนของผู้เล่นในแต่ละเซิร์ฟเวอร์ สามารถใส่ปุ่มคีย์ลัดช่วยให้ผู้เล่นสามารถกลิ้งหน้ากลิ้งหลังได้สะดวกขึ้น ปรับสมดุลของค่า Stamina /สมดุลระยะเวลาความหิว มีฟีเจอร์เปิด-ปิดระบบหน้าจอสั่น ปรับปรุงโหมดการสร้างโดยผู้เล่นสามารถเลือกตำแหน่งวางไอเท็มรวมถึงสิ่งปลูกสร้างได้แม่นยำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับตำแหน่งสูงต่ำรวมถึงการหมุนได้อย่างอิสระ แก้ปัญหาขัดใจเวลาวางไอเทมหรือสิ่งปลูกสร้างผิดที่ต้องทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ โดยในรอบนี้เราไม่จำเป็นต้องทำลายแล้ว เพราะสามารถเลือกที่จะหยิบมันไปวางใหม่ได้อีกด้วย! ระบบ Shard Map โหมดที่เราหรือเพื่อนสามารถเข้าถึงแผนที่ๆ ใครก็ตามเคยสำรวจหรือปลดล็อคแล้ว โดยทุกคนจะสามารถเข้าถึงพื้นที่นั้นๆ ได้แบบไม่มีเงื่อนไข แต่จะต้องออนไลน์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน   2.Durability ( ม็อดค่าความทนทาน ) ผลงานโดย | aedenthorn ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus ถ้าคิดว่าม็อด Valheim Plus ยังไม่พอใจพวกคุณ! ผมก็ขอเสนอม็อดแบบจัดเต็มให้อีก 7 ตัวยาวๆ ไปเลย แน่นอนว่าอีกเรื่องที่น่าขัดใจจนเราไม่สามารถมองข้ามไปได้ในเกมนี้นั่นก็คือ " ค่าความทนทาน " ซึ่งม็อด Durabillity จะมาช่วยในเรื่องการปรับปรุงเรื่องของค่าความทนทานของไอเทมแต่ละประเภทนั่นเอง แต่มันไม่ใช่แค่นั้นเพราะเราสามารถที่จะปรับแต่งระยะเวลาของอุปกรณ์ให้ยาวนานขึ้นหรือจะเอาค่าความทนทางออกเลยก็ได้!   3.First Person View ผลงานโดย | kailen37 ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus แน่นอนว่ามุมมองบุคคลที่สามนั้น จะทำให้ตัวเกมสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นได้หลากหลายมากขึ้นมากกว่าการทำเป็นเกมมุมมองบุคคลที่หนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ คนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมไม่ทำให้เราสามารถปรับมุมมองได้ทั้ง 2 แบบเลยล่ะ...อย่าลืมว่าตอนนี้เกมยังอยู่ในช่วง Early access อยู่ไม่แน่ว่าในอนาคตผู้พัฒนาอาจจะใส่เข้ามาให้ก็ได้ แต่ใครจะไปรอไหวดังนั้นนักม็อดก็เลยจัดให้บอกเลยว่าใครที่ชอบมุมมอง FPS ต้องเข้าไปโหลดม็อดนี้มาลงกันแล้ว! 4.Gravekeeper ( ม็อดของไม่ตกเวลาตาย ) ผลงานโดย | mtnewton ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus ความตายในเกมนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครหลายๆ คนชอบเท่าไหร่นักเพราะเมื่อตายแล้ว บรรดาของต่างๆ ที่เราฟาร์มมาหรือที่เราสะสมมามันจะดร็อปในจุดนั้นในรูปแบบของหลุมศพรอให้ผู้เล่นมาเก็บอีกครั้ง แต่ลองคิดดูว่าถ้าจุดเกิดกับจุดดร็อปของมันอยู่ไกลมากๆ บอกได้เลยว่าไม่เดินเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ต้องวิ่งหนีพวกศัตรูระหว่างทางแน่ๆ ดังนั้นม็อด Gravekeeper ม็อดที่จะช่วยให้สิ่งต่างๆ ในตัวผู้เล่นไม่มีวันดร็อปไม่มีวันตกต่อให้ตายสักกี่รอบ แต่ก็ขอเตือนไว้ว่าทุกครั้งที่เราตายนั้นจะโดนละค่าทักษะไปทุกๆ 5% !   5.Time Mod ( ม็อดหยุดเวลา ) ผลงานโดย | aedenthorn ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ม็อดนี้จะสามารถใช้ได้เฉพาะในโหมดผู้เล่นคนเดียวเท่านั้น!  ซึ่งปกติแล้วนั้นเวลาผู้เล่นเปิด UI เมนูขึ้นมาตัวเกมจะไม่หยุดทำให้บางทีผู้เล่นอาจจะตายแบบงงๆ ได้ แต่หลังจากลงโหมดนี้เมื่อเปิดหน้า UI เมนูต่างๆ ขึ้นมา ทุกๆ อย่างในเกมจะหยุดลงทันทีไม่ว่าจะเป็นเวลา บัพ Stamina ค่าความหิวหรืออะไรก็ตามบอกเลยว่าขอตบมือรัวๆ ให้ผู้สร้างม็อดนี้ขึ้นมา 6.Discard Inventory Items ( ม็อดเคลียร์ของในคลัง ) ผลงานโดย | aedenthorn ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus ผู้เล่นหลายคนในเกมนี้อาจจะกำลังมองหาวิธีการทิ้งสิ่งของที่เราไม่ต้องการในคลัง หรือ Inventory ดังนั้นม็อดเคลียร์สิ่งของในคลังนี้ ถึงมันจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก แต่มันช่วยแก้ปัญหาของเต็มสุดแสนจะหงุดหงิดนี้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เล่นสามารถบริหารจัดการช่องเก็บของในคลังได้ดีขึ้น และขอเตือนไว้ว่าก่อนจะกดทิ้งอะไร ดูให้ดีๆ ก่อนเพราะถ้าเผลอกดไปแล้วสิ่งของนั้นๆ จะไม่สามารถนำมันกลับมาได้อีก!   7.Quick Stack ( ม็อดจัดระเบียบช่องเก็บของ ) ผลงานโดย | damnsneaker ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus ต้องขอเชิดชูบรรดานักพัฒนานักสร้างม็อดจริงๆ เพราะอีกหนึ่งปัญหาของเกม Valheim นั่นก็คือความรกของช่องเก็บของจะจัดทีนึงก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่ม็อด Quick Stack นี้ได้ช่วยชีวิตทุกคน! โดยม็อดนี้จะทำการแพ็ครวมไอเทมประเภทเดียวกัน และจัดระเบียบให้ช่องเก็บของผู้เล่นได้อย่างรวดเร็วไวสมชื่อม็อดเลย! 8.Unrestricted Portals ( ม็อดขนส่งไม่จำกัด ) ผลงานโดย | xAfflict ลิงค์ดาวน์โหลด | Nexus โหมดนี้จะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการเทเลพอร์ตเคลื่อนย้ายไอเทม โดยจากเดิมนั้นผู้เล่นจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการเคลื่อนย้ายไอเทมหรือพวกแร่ที่มีน้ำหนักมากเกินไป แต่หลังจากที่ติดตั้งม็อดนี้แล้วผู้เล่นจะสามารถขนส่งทุกอย่างได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ เลย! และขอแนะนำว่าม็อดนี้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับม็อด Valheim Plus ขอรับประกันในเรื่องของประสบการณ์การเล่นเกมสนุกขึ้นกว่าเดิมแน่นอน! Credit | Slythergames
03 Mar 2021
เกม Exclusive ของ PlayStation ที่อยากให้ลง PC
แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้มีเกมมากมายกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ให้เราได้สัมผัสและสนุกไปกับมัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีเครื่องเล่นเกมที่อยู่คู่กับเกมเมอร์มานานด้วย เช่น PC / PlayStation หรือ Xbox ดังนั้นการที่ผู้จัดจำหน่ายจะเลือกตีตลาดลงเกมนั้นๆ เพื่อสร้างยอดขายให้เครื่องเกมและตั้งเป็นเกม Exclusive ที่ลงเฉพาะเครื่องเกมคอนโซลต่างๆ จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้ผู้เล่นทางฝั่ง PC หมดโอกาสที่จะได้สัมผัสเกมนั้นๆ แล้วเกมเหล่านั้นมีอะไรบ้างล่ะ? ในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 8 เกมที่ชาวเกมอยากเห็นบนเครื่อง PC จะมีเกมอะไรที่เราเฝ้ารอกันบ้างมาดูกันเลย! Bloodborne ค่ายพัฒนา | FromSoftware แนว Action Role-Playing แน่นอนว่าเกม Bloodborne นั้นก็เป็นหนึ่งในผลงานของค่ายพัฒนาอย่าง FromSoftware ซึ่งเราจะพูดดักไม่ได้แล้วว่าเกมมันสร้างมาเฉพาะเครื่องคอนโซลเท่านั้น เพราะขนาดเกม Dark Souls ที่พัฒนาโดยค่ายนี้ ก็ยังถูกนำมาลงให้กับ PC ครบชุด แถมมีภาครีมาสเตอร์ให้อีก! แล้วทำไมล่ะ? ทำไมเกมนี้จะลงให้หน่อยไม่ได้ นอกจากนี้ถึงแม้ตัวเกมจะมีความหม่นๆ ดิบๆ คล้ายๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปที่เห็นชัดๆ เลย นั่นก็คือเกมเพลย์ที่ความไวกว่า ดุดันกว่า Dark Souls ดังนั้นชาว PC จึงต้องการมันมากๆ และอย่าลืมว่าเครื่อง PC สมัยนี้ก็รองรับการเล่นกับจอยคอนโทรลเลอร์แล้ว ! God of War ค่ายพัฒนา | Santa Monica Studio แนว Action Adventure / Hack and Slash‎ ล่าสุดนั้นแฟนๆ เกม God of War ก็กระเป๋าตังค์สั่นกันถ้วนหน้าแล้ว หลังจากที่ God of War: Ragnarok มีประกาศแล้วว่าจะวางจำหน่ายภายใน 2021 ปีนี้ โดยเรื่องราวหลักๆ นั้นยังคงดำเนินผ่านตัวเอก ( และตัวก่อความวินาศในเวลาเดียวกัน ) อย่าง Kratos ชายผู้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ต้องต่อสู้กับเหล่าทวยเทพ แล้วมาจบลงที่ความเป็นพ่อคนเป็นชายผู้เติบโตผู้เดินทางมากับเราตั้งแต่ยุค PlayStaion 2 บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในซีรี่ส์เกมที่ไม่ควรพลาดจริงๆ แต่เชื่อไหมว่าเกมนี้ไม่เคยถูกนำมาวางจำหน่ายลงบน PC ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนที่อยากเล่นบน PC ก็เฝ้ารอกันไปยาวๆ และนี่ก็ยังเป็นการตัดโอกาสให้ชาว PC ได้ทำความรู้จักกับชายคนนี้อีกด้วย ลึกๆ ผมก็หวังให้ทาง Sony ใจอ่อนเพราะอยากให้ชาว PC ได้สัมผัสกับประสบการณ์ความบ้าระห่ำ โศกนาฏกรรม ดราม่า ความครบรสของเกมนี้มากๆ ( ดูอย่างเกม Horizon Zero Dawn แรกๆ บอก Exculsive จู่ๆ ประกาศลง PC เฉยแฟนๆ ดราม่ากันไปช่วงหนึ่งเลย! ) The Last of Us ค่ายพัฒนา | Naughty Dog แนว Action Horror บอกเลยว่าหลังจากได้ข่าวการนำเกมนี้ไปสานต่อเป็นชุดซีรี่ส์ฉบับคนแสดงแล้ว ผมรู้สึกดีใจมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในผู้ที่มารับบทเป็น Joel ก็คือ Pedro Pascal ผู้รับบทเป็นตัวเอกในซีรี่ส์ Mandalorian ( หนึ่งในซีรี่ส์ที่ผมชอบมากๆ ) แต่ในขณะเดียวกันกับรู้สึกน้อยใจยังไงไม่รู้ โดยส่วนตัวผมไม่ได้เล่นเกมนี้ผ่านเครื่องคอนโซล แต่รู้จักเพราะได้ไปดู ได้สัมผัสผ่านช่องทางจากยูทูปเบอร์ สื่อข่าวต่างๆ มากกว่า แต่เชื่อไหมว่านี่คือเกมๆ หนึ่งเลยที่อยากให้มันพล็อตลงบน PC เพราะบางครั้งเราจะนำเรื่องราวของเกมนี้ไปเล่าไปพรรณนาถึงความสุดยอดของมัน บางคนกลับไม่รู้จัก! ทั้งๆ ที่เกมนี้คือหนึ่งในซีรี่ส์เกมที่ดีที่สุดในทศวรรษเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ตัวเกมยังมีภาค 2 มาอีก! ทำไมไม่เอาภาค 1 ลง PC ให้หน่อยล่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนที่ไม่ได้ซื้อเครื่องคอนโซล หรือถนัดเล่นบน PC คงจะเฝ้ารอเล่นเกมที่ได้รางวัล Game of The Years อยู่แน่ๆ และหนึ่งในนั้นก็มีผมนี่แหละ!   Ghost of Tsushima ค่ายพัฒนา | Sucker Punch Productions แนว Action Adventure / Open-World ถ้าพูดถึงค่าย Sucker Punch Productions แค่ได้ยินก็แทบจะหมดหวังกันได้เลยเพราะแทบทุกเกมของค่ายนี้ส่วนใหญ่จะผูกขาดบนเครื่องคอนโซลเท่านั้น! ดังนั้นเมื่อเกม Ghost of Tsushima เปิดตัว ช่วงแรกที่ตัวอย่างเกมออกในหัวพูดคำเดียวเลยว่า " กี่บาทก็ยอม " แต่พอมีคำขึ้นมาว่าตัวเกมอยู่ในการดูแลของค่ายนี้ ผมก็ทำใจไปเลยเพราะโอกาสที่เกมนี้จะลงบนเครื่อง PC นั้นน้อยมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือเกมที่ชีวิตนี้ต้องเล่นเกมหนึ่งเลย เพราะนอกจากเนื้อเรื่องของตัวเกมจะดีแล้ว ทั้งระบบเกมเพลย์ มินิเกม กราฟฟิค ไหนจะยิ่งเรื่องสภาพอากาศแบบไดนามิคก็กินขาดแล้ว! หวังว่าสักวันหนึ่งเกมนี้จะลงบนเครื่อง PC ให้ชาวเราได้ปรัปกราฟฟิคที่สวยอยู่แล้ว ให้ยิ่งสวยเข้าไปอีกและเผลอๆ ชมรมชาว Mod อาจจะมาแจมด้วยก็ได้! Dreams ค่ายพัฒนา | Media Molecule แนว Game creation system ตามคำแปลเลยครับ ใครที่มีความฝันอยากสร้างเกมเป็นของตัวเองหรือปรับปรุงเกมที่เคยเล่นสมัยก่อนๆ ที่เคยขัดใจให้ดีขึ้น เกมนี้สามารถเนรมิตทุกอย่างให้เราได้ ขอเพียงเรามีความคิดสร้างสรรค์ เชื่อไหมว่าเกมนี้เคยมีคนสร้างเกมต่างๆ ขึ้นมาใหม่แล้ว เช่น Silent Hill , Resident Evil , Half-Life และเกมอื่น ๆ อีกมากมายในโลกนี้  แล้วคิดดูว่ามันน่าเสียดายขนาดไหนที่อยู่แค่บนเครื่องคอนโซล ถ้ามันอยู่บน PC บอกเลยว่าสามารถทำได้เยอะกว่านี้แน่นอน ดังนั้นในอนาคตถ้าเกมนี้ถูกพล็อตลงบน PC เราอาจจะได้เห็นเกมใหม่ๆ เหมือนที่สมัยก่อนบรรดาผู้เล่นเคยสร้าง Mod แล้วให้กำเนิดเกมใหม่ๆ ก็เป็นได้! Infamous Second Son ค่ายพัฒนา | Sucker Punch Productions แนว Action Adventure / Open-World ยังไม่จบกับค่าย Sucker Punch Productions เพราะนอกจากเกม Ghost of Tsushima พวกเขายังทำให้เกมอื่นๆ น่าเล่นอีกด้วย หนึ่งในนั้นก็คือเกม Infamous Second Son ซึ่งผู้เล่นฝั่งคอนโซลน่าจะรู้ๆ กันแล้วว่าเกมนี้มีอิสระให้เรามากๆ ทั้งเรื่องของเกมเพลย์ และการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น ดังนั้นขอเถอะในอนาคตทั้งทาง Sony และ Sucker Punch Productions ช่วยใจอ่อนให้เราสามารถเล่นเกมนี้บน PC หน่อยเถอะ ซึ่งบอกเลยว่าถ้าลงบน PC เมื่อไหร่ รับประกันเลยว่าชาว PC ไม่มีทางที่จะปฏิเสธเกมนี้แน่นอน!   Persona 5 ค่ายพัฒนา | Atlas แนว Role-playing,  / Social Simulation หลายๆ คนอาจจะรู้จักเกมที่มีพล็อตน่าสนใจและติดกระแสมานานอย่างเกม Persona กันแล้ว เพราะตัวเกมนั้นทั้งมีเอกลักษณ์ ฟีเจอร์ที่หลากหลาย ตัวละครที่มีที่มาที่ไปจนน่าสนใจ และบทสนทนาตัวเลือกที่หลากหลาย รวมถึงตัวละครที่หลายๆ คนรัก เท่านั้นยังไม่พอระบบเกมเพลย์เทิร์นเบส และเรียลไทม์ก็ยังสนุกอีกด้วย แต่ใครจะไปรู้ว่าเกมนี้มันไม่เคยถูกนำมาลงบนเครื่อง PC เลย! แล้วคิดดูว่าพวกเกมตัวเลือกแบบนี้ เกมเทิร์นเบสแบบนี้เราจะควบคุมง่ายมากๆ ถัามันอยู่บนเครื่อง PC  หวังว่าในอนาคตพี่เขาจะใจอ่อนปล่อยเกมนี้ลงบน PC ให้ชาวเราได้สัมผัสกันนะครับ!   Uncharted 4: A Thief's End ค่ายพัฒนา | Naughty Dog แนว Action / Adventure อยากล่าสมบัติไม่ได้อยากล่าซอมบี้ ทีมงาน Naughty Dog ก็จัดให้เพราะทีมงานได้พัฒนาเกมแนวล่าสมบัติที่ดีอันดับต้นๆ ในรอบทศวรรษอย่าง Uncharted ออกมาให้เราเล่นกันนานระยะหนึ่งแล้ว และประเด็นคือทั้งในส่วนของเนื้อเรื่อง ส่วนของเกมเพลย์นั้น ทำออกมาดีมากๆ ทำให้ได้รับฐานแฟนเกมและกระแสนิยมจนมีภาคใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดก็กำลังจะเข้าสู่วงการภาพยนต์แล้ว แต่...ทำไมไม่ลงบน PC! ใช่! นี่คือเกมรองสุดท้ายของบทความนี้ที่ก็ยังไม่ถูกนำมาพล็อตลงบน PC เลย แล้วคิดดูใครที่ชอบล่าสมบัติหรือเป็นแฟนเกมแนว indiana jones แต่มีแค่ PC ไม่สามารถจับต้องได้ ต้องรออีกกี่ภาคถึงจะได้เล่น! 5555 Credit | Gameinformer
02 Mar 2021
วิเคราะห์ความฝันของ MiHoYo : การสร้างโลกเสมือนเป็นไปได้ขนาดไหน?
โลกที่ถูกจำลองขึ้นมาด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีความเสมือนที่ใกล้เคียงกับโลกความจริง แต่ดีกว่าตรงที่สภาพแวดล้อม อุณหภูมิ ความชื้น หรือสภาพอากาศสามารถถูกควบคุมได้ด้วยมือของเราเอง โลกแบบนี้ถูกเรียกว่า "โลกเสมือน" (Virtual World) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปที่ถูกนำเสนอโดย Pliny the Elder นักเขียนชาวโรมัน ตั้งแต่ช่วง ศตวรรษ 20 หรือก็คือก่อนที่คอมพิวเตอร์จะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้เสียอีก แม้ว่าคอนเซ็ปนี้จะถูกเอามาใช้ในการสร้างหนัง หรือการ์ตูนหลายเรื่อง และใช้ในการสร้างโลกของเกมขึ้นมา แต่มันยังไม่เคยมีสักครั้งเลยที่มนุษย์สามารถเข้าไปเดิน, ทำกิจกรรม ในโลกเสมือนได้แบบจริงๆ สิ่งที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด และมนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว เห็นจะเป็นแว่น Virtual Reality (VR) ที่สามารถมอบประสบการณ์ต่างๆ ให้กับผู้ใช้งานได้เกือบจะสมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้นแว่น VR ก็ยังมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์จำนวนมากที่ต้องเตรียมพร้อมกัน หรีอพื้นที่ขนาดกว่างที่จะให้ผู้ใช้งานขยับไปมาได้สดวก ทั้งยังถือว่าห่างไกลจากคอนเซ็ปของ โลกเสมือน อยู่มาก เพราะเรายังไม่สามารถสัมผัสกับสภาพอากาศของโลก, กลิน, รส, และน้ำหนักของวัตถุต่างๆ ได้ มาถึงจุดนี้อาจกล่าวได้ว่า การได้เข้าไปสัมผัสกับ "โลกเสมือน" อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความฝันสูงสุดของเหล่าเกมเมอร์เลยก็ว่าได้ เพียงแค่จินตนาการว่า "หากมีโลกแฟนตาซีเสมือนอยู่จริงๆ การได้เดินทางในสำรวจโลกใบนั้นจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นขนาดไหนกัน" แค่คิดก็อดตื่นเต้นจนตัวสั่นแล้ว ดังนั้นเมื่อ MiHoYo หนึ่งในผู้พัฒนาเกมมือฉมังของโลกได้ประกาศว่า พวกเขาจะสร้าง โลกเสมือน ของจริงขึ้นมาให้ได้ และมันต้องรองรับผู้เล่นได้มากกว่า 1,000 ล้านคน ได้ทำให้ตัวผมเองที่เป็นเกมเมอร์เช่นกันอดตื่นเต้นไม่ได้ว่าโลกที่พวกเขาจะสร้างขึ้นมา จะเป็นแบบไหน ที่นั่นจะเป็นโลกแบบไหน? จะเป็นโลกอนาคตที่มนุษย์เป็นครึ่งไซบอร์กกันไปหมดแล้วรึเปล่า? อาจจะเป็นโลกที่อยู่ในยุคกลางแล้วมีเวทมนตร์ก็ได้เช่นกัน! แล้วถ้าหากเป็นยุคสำรวจอวกาศล่ะ? ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนแล้วแต่น่าตื่นเต้น แต่ในขณะเดียวกันตัวผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "การจะสร้างโลกเสมือนขึ้นมา และให้คนเข้าไปสัมผัสกับโลกนั้นได้จริงๆ เป็นสิ่งที่จะสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบันจริงๆ หรือ?" ถ้าหากว่าทุกคนกำลังสงสัยเรื่องเดียวกันอยู่ วันนี้ผมจะแชร์ข้อมูลที่หามาได้ให้ได้อ่านกันครับ "การจะสร้างโลกเสมือนขึ้นมา และให้คนเข้าไปสัมผัสกับโลกนั้นได้จริง" ถือได้ว่าเป็นสองประเด็นที่จำเป็นต้องวิเคราะห์แยกกันคือ 1. การสร้างโลกเสมือนจริง กับ 2. การเอามนุษย์เข้าไปยังโลกใบนั้น ครับ ในประเด็นแรกการสร้างโลกเสมือนขึ้นมา อันนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเท่าไหร่นัก เนื่องจากเกม Open World หลายๆ เกมที่เราเล่นกันอยู่ตอนนี้ ก็เป็นเหมือนกับโลกเสมือนชนิดหนึ่งอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะยังขาดรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ทำให้โลกใบนั้นเป็นโลกเสมือนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติกว่านี้ของ NPC, การคำนวณแหล่งกำเนิด และทิศทางของเสียงที่ต้องทำได้แบบ 3 มิติจริงๆ หรือผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงๆ (เช่นสมมุติว่า มีฟ้าผ่าใส่ต้นไม้ต้นไหนในโลก ต้นไม่นั้นก็ควรจะดำเป็นตอตะโกอยู่อย่างนั้น, เมื่อเวลาผ่านไปก็วัตถุต่างๆ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในโลกต้องเสื่อมสภาพลงตาม ฝน ลม แดด ที่ได้สัมผัส, หรือหากมีลมกังหันลมจะหมุน เมื่อไม่มีลม กังหันก็ต้องหยุดหมุน เป็นต้น) ซึ่งในปัจจุบัน Sony ได้พัฒนาระบบเสียง 3 มิติจำลองขึ้นมาได้สำเร็จแล้วชื่อว่า Tempest Audio 3D หรืออย่างที่ EA ประกาศว่า ตึกในเกม Battlefield ภาคต่อไปของพวกเขาจะสามารถพังทลายได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่ามันโดนโจมตีด้วยอะไร หรืออย่างการสร้างฉากที่เหมือนโลกความจริงมากๆ ขึ้นมาของสตูดิโอ Ninja Theory ในโปรเจค Mara ดังนั้นการสร้างโลกเสมือนขึ้นมาจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปในยุคหลังจากนี้ ซึ่งผมคงสามารถสรุปได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีตอนนี้ เป็นไปได้ ที่จะสร้างโลกเสมือนขึ้นมาจริงๆ ครับ แต่ในส่วนของประเด็นที่ 2 พูดตรงๆ ว่าผมไม่มั่นใจเลยจริงๆ ว่าจะสามารถทำได้ ก่อนอื่นสำหรับคนที่ไม่รู้ การที่มนุษย์เราสามารถมองเห็น รับรส ดมกลิ่น หรือรู้สึกร้อนหนาวได้ตามผิวหนัง เป็นเพราะว่า สมอง เราส่ง คลื่นไฟฟ้า ผ่านเส้นประสาทไปยังอวัยวะเหล่านั้น ดังนั้นการจะให้มนุษย์เข้าไปในโลกเสมือน = การส่งข้อมูลของโลกเสมือนไปยังสมองของมนุษย์โดยตรง เพื่อให้สมองเข้าใจว่า เรากำลังเห็นภาพแบบไหน รู้สึกยังไงอยู่ แต่ที่นี่อย่างที่บอกไปว่า การทำงานของสมอง คือการส่ง คลื่นไฟฟ้า ดังนั้นการส่งข้อมูลไปยังสมองโดนตรงจึงเท่ากับการส่ง คลื่นไฟฟ้า เข้าไปในสมองโดยตรง ถ้าหากถามว่าทำได้หรือไม่? ผมจะตอบว่าทำได้ แถมยังมีการทดสอบกับลิงสำเร็จเรียบร้อยแล้วด้วย โดย Neuralink บริษัท StartUp ของคุณ Elon Musk นอกจากนี้ด้วยโพสต์ถามตอบบน Twitter ล่าสุดของเขา Elon Musk ก็ได้เผยว่าเทคโนโลยีนี้ จะสามารถส่งเสียงเพลงเข้าไปในสมองของมนุษย์โดยตรงได้ แต่ก่อนจะทำแบบนั้นได้ มนุษย์คนนั้นจำเป็นต้องผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ คล้าย ๆ กับการผ่าตัดเลสิก เพื่อฝั่งชิปเข้าไปในสมอง เสียก่อน และใช้ชิปดังกล่าวส่งคลื่นไฟฟ้าไปยังสมองโดยตรง เพื่อให้เราได้ยินเสียงเพลง ที่นี่คำถามต่อมาคือ "แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่จะส่งคลื่นไฟฟ้าไปยังสมองโดยตรง แบบไม่ต้องฝังชิปในสมอง" คำตอบคือเป็นไปได้หากมีอุปกรณ์ที่พร้อมพอ อย่างน้อย ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันและมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ในสหรัฐอเมริกา ก็เคยทำการเชื่อมต่อมูลของสมองมนุษย์ 3 คนได้สำเร็จแล้ว แถมยังเคยมีคนทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานเอง ด้วยการสั่งผ่านสมองสำเร็จแล้วด้วย กล่าวคือมันเป็นไปได้ที่จะส่งข้อมูลเข้าไปที่สมองได้โดยไม่จำเป็นต้องฝังชิป แต่ทั้ง 2 กรณีที่ผมกล่าวมา ก็ยัง ห่างไกล จากการส่งมนุษย์เข้าไปในโลกเสมือนอยู่ดี จะสังเกตได้ว่าการส่งไฟฟ้าไปยังสมองโดยตรงที่ผมยกตัวอย่าง มันทำแค่ให้ มนุษย์รับรู้ถึงเสียงกับภาพ หรือ การสั่งผ่านสมองให้วัตถุหนึ่งทำงาน เท่านั้น เรายังไม่ เคยควบคุมร่างกายที่ไม่ใช่ของตัวเองด้วยสมอง มาก่อนเลย แถมหากอ้างอิงจากการ์ตูนเรื่อง Sword Art Online แล้วละก็ เราจำเป็นต้องมีตัวบล็อกกระแสไฟฟ้าบริเวณต้นคอด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายจริงๆ ของเราขยับไปด้วยเวลาสั่งให้ร่างกายอื่น หรือร่างกายในเกมของเราขยับด้วย (ไม่งั้นถ้าสั่งให้ตัวละครในเกมเราเดิน ร่างกายเราในโลกความจริงก็จะเดินไปด้วย มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล่นเกมในสภาพนั้น หรือไม่ก็ต้องมีเครื่องแบบหนังเรื่อง Ready Player One) ต่อมาคือเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในเมื่อรับสัญญาณไฟฟ้าจากภายนอกเป็นเวลานานๆ ด้วยรึเปล่า (ประเด็นนี้อาจเรียกได้ว่าสำคัญมากที่สุดเลย) เพราะถ้าหากว่ามันสามารถส่งผลข้างเคียงได้จริงๆ มันก็อันตรายเกินกว่าจะเรียกว่าเกมแล้วครับ ต่อมาคือประเด็นเรื่องการตายในเกม ถ้าหากว่าโลกเสมือนดังกล่าวมี ความสมจริงที่มากเกินไป การเคยตายในโลกเสมือนอาจทำให้ผู้เล่นเกิดอาการป่วยทางจิตที่ชื่อว่า "เชื่อว่าตัวเองเป็นร่างไร้ชีวิต (Cotard’s Syndrome)" ได้หรือไม่? ดีไม่ดีการตายในโลกเกมอาจทำให้สมองของเราเชื่อว่าตายแล้วจริงๆ และทำให้ร่างกายในโลกความจริง ตายตามไปด้วยจริงๆ เลยก็เป็นได้ ยังไงคิดว่าเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องมีงานวิจัยยืนยันออกมาก่อนครับ สรุป เอาจริงๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมตกหล่นประเด็นอะไรไปรึเปล่าในบทความนี้ แต่สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า "การสร้างโลกเสมือนขึ้นมาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมนุษย์ในตอนนี้ แต่การเอามนุษย์เข้าไปในโลกเสมือนดังกล่าวจริงๆ จำเป็นต้องใช้ผลลัพธ์ในการทดลองที่มากกว่านี้" ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่คำตอบคือ "เป็นไปได้" เพียงแต่ MiHoYo จะทำได้ภายใน 8 ปี ตามสัญญารึเปล่า อันนี้คิดว่าเป็นอีกเรื่องครับ
25 Feb 2021
Watch Dogs Legion: ความรู้สึกจากการทดลองเล่นโหมด Online
ด้วยเนื้อหาของเกมที่เกี่ยวกับการรวมตัวกันของผู้คนธรรมดาๆ เพื่อต่อต้านอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า ทำให้เกม Watch Dogs Legion เป็นเกมที่เหมาะจะมีโหมด Multiplayer มากๆ อยู่แล้ว แม้ว่าโหมดจะไม่ได้มีอยู่ในเกมนับตั้งแต่ที่วางจำหน่าย และถูกเลื่อนมาจากกำหนดการเดิมในเดือนธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา แต่ทางผู้พัฒนา Ubisoft ก็ยังไม่ได้ทิ้งโหมดนี้ไปแต่อย่างใด และเตรียมจะเพิ่มโหมดเข้าไปในเกมตามสัญญาเร็วๆ นี้แล้ว! เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางทีมงาน GameFever ได้มีโอกาสเข้าร่วมทดสอบเล่นเกม Watch Dogs Legion โหมดออนไลน์ ที่จะเปิดให้ผู้เล่นสามารถโลดแล่นไปในมหานครลอนดอนของเกมร่วมกับผู้เล่นอีก 3 คน (รวมกันเป็นห้องละ 4 คน) เพื่อช่วยกันทำภารกิจชนิดต่างๆ ในแผนที่ของเกมได้อย่างอิสระ โดยแม้ว่าประสบการณ์การเล่นเกมของผู้เขียนอาจยังไม่สามารถพูดได้ว่าน่าประทับใจหรือน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ รวมถึงองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ยังรู้สึกไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้มองเห็น “ความเป็นไปได้” ของโหมดที่จะต่อยอดระบบเกมเพลย์ของ Watch Dogs Legion ไปในทิศทางที่น่าสนใจมากขึ้นในอนาคต สำหรับรูปแบบเกมเพลย์ของโหมด Watch Dogs Legion Online ในช่วงต้น จะค่อนข้างคล้ายกับโหมด Singleplayer ของเกม ผู้เล่นจะเริ่มเกมในฐานะตัวละครชาวเมืองธรรมดา (รูปร่างหน้าตาจะถูกสุ่มมา) ก่อนที่จะค่อยๆ เสริมทีมด้วยการชักชวนตัวละครที่พบในโลก Open World มาเป็นพวก โดยเหล่าชาวเมืองเหล่านี้ก็จะมีทักษะและอุปกรณ์ติดตัวที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอาชีพของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่นตัวละครที่มีอาชีพช่างก่อสร้างก็จะมีความสามารถในการเรียกหุ่นโดรนก่อสร้างมาขับขี่ได้เป็นต้น ซึ่งในจุดนี้ก็ไม่ต่างจากที่พบได้ในโหมด Singleplayer เท่าไหร่ จุดแตกต่างอย่างแรกคือวิธีการชักชวน NPC มาเป็นพวก แทนที่เราจะต้องช่วย NPC ทำภารกิจประจำตัวเสียก่อน ในโหมด Watch Dogs Legion Online นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่ามากๆ เพียงแค่เรามีแต้ม Influence มากพอก็จะสามารถกดแสกน NPC ตัวไหนก็ได้และชวนเชามาเป็นพวกได้ทันที ซึ่ง NPC บางตัวอาจจะต้องใช้แต้มที่สูงกว่าตัวอื่นๆ เช่นถ้าเราอยากจะชวนทหารจากกองทัพ Albion (หนึ่งในองค์กรที่เป้นศัตรูหลักของเรา) มาเป็นพวก ก็อาจจะต้องใช้แต้มมากกว่าตัวละครตาสีตาสาตามถนนทั่วไปประมาณหนึ่งเป็นต้น เมื่อรวบรวม NPC ที่ต้องการจนพอใจแล้ว ภายในโหมด Online จะมีภารกิจให้เล่นอยู่ 4 ชนิดหลักๆ ด้วยกัน คือ Open World Mission, Co-op Mission, Tactical Ops, และ Spiderbot Arena ซึ่งเราจะขอพูดถึงแต่ละโหมดแยกกัน Open World Mission สำหรับภารกิจขั้นพื้นฐานที่สุด จะมีลักษณะเป็นภารกิจสั้นๆ ที่สามารถทำได้จากแผนที่ Open World ได้โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ต่างจากภารกิจในโหมด Single Player เท่าไหร่ บางภารกิจอาจจะให้เราลอบเข้าไปในฐานที่มั่นของศัตรูเพื่อแฮ๊คขโมยข้อมูลหรือสิ่งของ (เช่นรถ) หรือกระทั่งการกำจัด NPC ศัตรูที่กำหนดเป็นต้น ด้วยความที่แทบจะไม่ต่างจากภารกิจในโหมด Single Player ทำให้ภารกิจเหล่านี้แทบจะไม่ต้องใช้การร่วมมือกันระหว่างผู้เล่นเลย และดูเหมือนจะมีเอาไว้เพื่อใช้เก็บแต้ม Influence และเงิน ET0 อย่างรวดเร็วเพื่อปลดล๊อคตัวละคร เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์แก๊ตเจ็ตไปใช้ในภารกิจอื่นๆ ที่มีความยากและซับซ้อนกว่า Co-op Mission อย่างที่อาจจะพอเดาได้จากชื่อ ภารกิจชนิดนี้จะเป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง Open World Mission และ Tactical Ops ซึ่งจะมีความยากและความซับซ้อนของเงื่อนไขการผ่านสูงกว่าภารกิจ Open World Mission ทั่วไป เปรียบได้กับเหล่าภารกิจ Jobs ในเกมอย่าง GTA Online โดยภารกิจนิดนี้มักจะถูกแบ่งออกเป็น 2-3 ช่วง เช่นภารกิจหนึ่งที่ผู้เขียนได้ลองเล่นจะเริ่มโดยให้เราบุกเข้าไปในโกดังของศัตรูเพื่อทำลายรถยนตร์จำนวนหนึ่ง นำไปสู่การป้องกันพื้นที่จากกลุ่มศัตรูที่บุกเข้ามา และจบด้วยการตามล่าศัตรูระดับหัวหน้าจำนวน 6 ตัวที่แอบซ่อนอยู่ในพื้นที่รอบๆ โดยภารกิจชนิดนี้มักจะมีส่วนที่บังคับให้เราต้องเปิดหน้าสู้กับศัตรูโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่เสมอ แตกต่างจากภารกิจ Open World Mission และภารกิจจากโหมด Singleplayer ที่มักจะสามารถทำได้ด้วยการลอบเร้น 100%    การที่ภารกิจมักจะบังคับให้ต้องปะทะกับกลุ่มศัตรูโดยตรง ทำให้ภารกิจชนิดนี้ให้ความรู้สึกขัดแย้งกับสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Watch Dogs Legion พอสมควร เพราะรู้สึกเหมือนโดนบังคับให้ต้องเล่นแบบใดแบบหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะสามารถผ่านภารกิจได้ด้วยวิธีทีหลากหลายตามทางเลือกของผู้เล่น ซึ่งขนาดที่ค่อนข้างเล็กของพื้นที่ในการทำภารกิจยังจำกัดทางเลือกของผู้เล่นมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ที่มีในเกมได้อย่างเต็มที่นัก ทำให้ภารกิจเหล่านี้กลายเป็นการแลกกระสุนกับศัตรูไม่ต่างกับเกมอย่าง The Division หรือเกมยิงปืนแบบ 3rd Person ทั่วไปเลย แถมภารกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะจบในเวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ จึงไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้อง “ร่วมมือ” กับผู้เล่นอื่นจริงๆ มากไปกว่าแค่ช่วยๆ กันยิงศัตรูให้หมดไปอย่างนั้นเอง Tactical Ops Mission อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงของโหมด Online เลยก็ว่าได้ โดยจะดำเนินไปตาม “เนื้อเรื่อง” ที่มีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงภารกิจทั้ง 5 ที่มีให้เล่นเอาไว้ด้วยกัน โดยจะต้องใช้ผู้เล่นอย่างน้อย 3 คนจึงจะเริ่มเล่นได้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภารกิจที่เพิ่มความยากและความซับซ้อนมากกว่าภารกิจทั่วไปอย่างมีนัยยะสำคัญ คล้ายกับภารกิจแบบ Heist ของ GTA Online แต่ไม่ลึกซึ้งเท่า ข้อดีของภารกิจชนิดนี้คือการที่ภารกิจดูจะเปิดกว้างต่อการแก้ไขปัญหาในวิธีที่หลากหลายกว่าภารกิจอื่นๆ และสามารถเปิดช่องให้ผู้เล่นได้ใช้ความสามารถและอุปกรณ์พิเศษที่เกมมอบให้ได้อย่างเต็มที่ที่สุดในหมู่ภารกิจทั้งหมดเลย  ยกตัวอย่างในภารกิจ Tactical Ops อันแรกที่ผู้เล่นจะได้รับมอบหมายให้ลักลอบเข้าไปในอาคารฐานที่มั่นของศัตรูสองแห่งเพื่อดาวน์โหลดข้อมูลจากเซิฟเวอร์ภายใน แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องโหลดข้อมูลจากทั้งสองสถานที่พร้อมกัน ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องแบ่งทีมออกเป็นสองกลุ่มและทำภารกิจในสองสถานที่พร้อมๆ กัน ซึ่งเมื่อไปถึงแล้วก็ยังสามารถใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อทำภารกิจได้ค่อนข้างมาก อย่างผู้เขียนกับเพื่อร่วมทีมที่ไปด้วยกันเลือกที่จะให้คนหนึ่งคอยดูต้นทางให้ด้วยการแฮ๊คกล้องวงจรปิด ในขณะที่อีกคนใช้หุ่น Spiderbot ลักลอบเข้าไปในฐานเป็นต้น แต่จริงๆ แล้วเมื่อลองสำรวจฐานศัตรูดูก็ค้นพบวิธีอื่นๆ ที่น่าจะใช้ได้อีกเพียบ ตั้งแต่การขี่หุ่นโดรนก่อสร้างเพื่อบินขึ้นไปบนหลังคาและลักลอบเข้าจากด้านบน หรือจะแฮ๊คกล้องวงจรปิดในฐานเพื่อเรียกหุ่น Spiderbot จากในฐานเลยก็ได้ เมื่อยิ่งดำเนินเนื้อเรื่องของ Tactical Ops ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าภารกิจที่ตามๆ มาก็เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งในแง่ของภารกิจและชนิดของศัตรูที่พบ และต้องใช้การสื่อสารกันระหว่างทีมมากขึ้นไปตามลำดับ โดยสำหรับคนที่มีทีมที่พร้อมสื่อสารกันได้ก็จะทำให้เป็นประสบการณ์เกม Coop ที่สนุกและลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย แต่ก็อาจจะเป็นข้อเสียสำหรับการเล่นแบบ Public กับคนแปลกหน้าเพราะภารกิจจะยากมากๆ ถ้าไม่สามารถคุยกันและวางแผนได้ แถมเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่มขึ้นยังอาจจะทำให้ะลอบเร้นเงียบๆ แทบจไม่ได้เลยหากไม่ได้คุยกัน ทั้งนี้ ภารกิจ Tactical Ops ก็ยังมีปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในโหมด Co-op Mission นั่นก็คือการที่เกมมักจะบังคับให้ต้องเปิดหน้ายิงกับศัตรูในบางช่วง ทำให้เกมกลายเป็นเพียงเกมยิงปืนบุคคลที่ 3 ธรรมดาๆ ไปในจังหวะเหล่านี้ ซึ่งก็อาจจะไม่ได้เป็นปัญหานักสำหรับหลายๆ คน แต่ก็แอบขัดกับเกมเพลย์ที่ผ่านมาที่เน้นทีมเวิร์คและการวางแผนอย่างสร้างสรรค์ไปพอสมควร Spiderbot Arena สำหรับโหมดสุดท้ายนี้ จะเป็นการให้ผู้เล่น 4 คนบังคับหุ่น Spiderbot เพื่อต่อสู้กันในแผนที่เล็กๆ โดยในตอนเริ่มต้นจะมีเพียงปืนกลจระจอกๆ ให้ใช้ แต่ภายในแผนที่ก็จะมีอาวุธหลากหลายให้เก็บไว้เล่นงานผู้เล่นคนอื่นๆ เช่นปืนลูกซองหรือปืนเลเซอร์เป็นต้น เมื่อเล่นทำคะแนนไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถปลดล๊อคลวดลายใหม่ๆ ไว้แต่งหุ่นของเราให้ต่างกับของเพื่อนได้ แม้จะเป็นโหมด PvP เพียงหนึ่งเดียวที่มีให้เลือกเล่น แต่เอาเข้าจริงจะเรียกว่าเป็นโหมดแถมก็ได้ เพราะในโหมดนี้ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่าการลงไปไล่ยิงกันเองขำๆ ด้วยหุ่นโดรน อาวุธที่มีให้เลือกก็ไม่ได้พิศดารหรือแปลกอะไรมาก แถมของรางวัลจากโหมดก็มีเพียงลวดลายใหม่ๆ เอาไว้แต่งหุ่นโดรนที่ใช้ได้เฉพาะในโหมดนี้อีกด้วย โดยแม้ว่าส่วนตัวแล้วผู้เขียนจะรู้สึกว่าเกมเพลย์ของมันก็สนุกดี แต่พอเล่นไปได้ซักรอบสองรอบก็เริ่มเบื่อแล้วเหมือนกัน น่าสงสัยว่าทำไม Ubisoft จึงเลือกจะใส่โหมดนี้เข้ามา แทนที่จะทำโหมด PvP เต็มรูปแบบที่จะรองรับผู้เล่นได้มากกว่าแค่ 4 คน สรุป กล่าวโดยสรุป แม้จะยังปฏิเสธไม่ได้ว่าโหมด Online ของ Watch Dogs Legion ยังอาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะในโหมดภารกิจเล็กๆ ทั้งหลายที่ยังไม่น่าสนใจนัก รวมไปถึงโหมด PvP Spiderbot Arena ที่ดูจะเป็นมินิเกมมากกว่าเป็นโหมดเต็มๆ แยกออกมา แต่อย่างน้อยภารกิจ Tactical Ops ก็ยังสามารถต่อยอดเกมเพลย์จาก Singleplayer ได้อย่างน่าสนใจด้วยการเพิ่มองค์ประกอบของการร่วมมือกันระหว่างผู้เล่น คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผู้พัฒนาจะสามารถเพิ่มภารกิจเหล่านี้เข้าไปในเกมได้สม่ำเสมอแค่ไหน และจะมีรูปแบบภารกิจแปลกๆ แบบไหนมาให้เราได้ร่วมกันฝ่าฟันไปกับทีมอีกในอนาคต
25 Feb 2021
Valheim วิธีทำให้หมูป่าเชื่อง การผสมพันธุ์ และวิธีติดตั้ง Trophy
Valheim ถือเป็นเกมแนวเอาตัวรอดในช่วงยุคสมัยไวกิ้งที่ตอนนี้มาแรงมากๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งผู้เล่นจะต้องหาออกผจญภัยเพื่อสิ่งของมากมายมาสร้างบ้าน สร้างอาวุธ และทำทุกอย่างให้เราสามารถอยู่รอดได้ และแน่นอนว่าเรายังสามารถสร้างฟาร์มสัตว์ได้ด้วย! และหนึ่งในสัตว์ที่สามารถนำมาเลี้ยงให้เชื่องเพื่อเป็นแหล่งอาหารและแหล่งทรัพยากรที่ดีมากๆ ได้นั่นก็คือ" เจ้าหมูป่า " นั่นเอง ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอแนะนำไกด์วิธีทำให้หมูป่าเชื่อง วิธีผสมพันธุ์ และวิธีติดตั้ง Trophy หมูป่า ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนออกตามหาหมูป่า สำหรับขั้นตอนในการเตรียมตัวแผนการที่จะทำให้น้องหมูป่าเชื่องนั้นมันไม่ยากเลยโดยผู้เล่นจะต้องรวบรวมสิ่งเหล่านี้ก่อนนั่นคือ วัสดุจำพวกไม้เพื่อเตรียมสร้างร้้ว ประตู หรือ เตรียมผลเบอรี่ / แครอท และเห็ด เพื่อนำมาเป็นอาหารของพวกหมูป่า ชุดเกราะ เพราะเวลาผู้เล่นเจอมันครั้งแรกมันจะไม่ได้รักสงบ มันจะวิ่งโจมตีใส่เราทันที ถึงแม้ว่ามันจะทำดาเมจต่อครั้งไม่ได้รุนแรงมาก แต่ถ้าโดยหลายครั้ง หรือโดนรุมก็มีสิทธิ์แตกได้! ขั้นตอนทำให้หมูป่าเชื่อง สำหรับขั้นตอนในการทำให้หมูป่าเป้าหมายหลักในไกด์นี้เชื่องนั้นง่ายมากๆ แต่อาจจะต้องอาศัยความอดทนของผู้เล่นด้วย เพราะการจะทำให้พวกมันเชื่องได้นั้นต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งซึ่งขั้นตอนนั้นมีดังนี้ : ให้นำไม้ที่รวบรวมมาสร้างเป็นคอก *ตรงจุดนี้ผู้เล่นจะทำคอกรั้วที่มีประตูทางเข้า-ออกไว้ จะทำเป็นรั้วเปิดไว้ช่องหนึ่งแล้วล่อหมูป่าเข้าไปก่อนค่อยปิด หรือทำบันไดล่อให้พวกมันตามขึ้นไปและตกลงไปในคอกก็ได้ทั้งนั้น! มุ่งหน้าไปยังทุ้งหญ้าเพื่อตามหาหมูป่า เมื่อเจอหมูป่าแล้วให้เราทำให้มันตกใจ หรือก้าวร้าว ล่อพวกมันให้เข้ามาในคอกที่เราสร้างไว้ จากนั้นก็รีบออกมาและปิดประตูหรือปิดกำแพงรั้วขังพวกมันไว้ โยนอาหารที่เราเตรียมไว้ให้พวกมัน* *สำหรับการให้อาหารในช่วงแรกนั้นจะไม่ใช่การเอาเข้าไปป้อนพวกมัน แต่ให้เราเปิดช่องเก็บของ จากนั้นให้เลือกอาหารที่เราต้องการจะให้และกดปุ่ม Tap และคลิกซ้าย จากนั้นให้กดคลิกซ้ายอีกครั้งในบริเวณตำแหน่งที่เราต้องการจะวาง ข้อควรรู้ หมูป่าจะไม่กินอาหารทันทีที่ผู้เล่นโยนให้ ต้องรอให้มันหิวถึงจะเข้าไปกินเอง อย่ายืนดูพวกมันกินอาหาร ให้เดินออกไปห่างๆ หรือปล่อยให้มันอยู่ในคอกกันเองสักระยะหนึ่ง เพราะถ้าผู้เล่นอยู่ใกล้ๆ พวกมันจะสนใจแต่เรา และไม่ยอมกินอาหาร หลังจากพวกมันกินอาหารของเราแล้วนั้นจะมี UI ดวงหัวใจดวงเล็กๆ ขึ้นมาเป็นช่วงๆ จากตัวเจ้าหมูป่าให้เราเห็น ไกด์การทำให้เชื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน แต่ระยะเวลานั้นอาจจะไม่แน่นอนซึ่งผู้เล่นสามารถเอาเมาส์ไปชี้ที่ตัวหมูป่าเพื่อดูว่ามันอยู่ในสถานะไหน โดยถ้าขึ้นเป็น "Tame" แสดงว่ามันเชื่องแล้วนั่นเอง วิธีผสมพันธุ์ สำหรับวิธีการผสมพันธุ์นั้นก็ง่ายมากๆ และมีข้อดีอีกด้วย ซึ่งข้อดีจะคืออะไรนั้นมาดูกัน ผู้เล่นคนหนึ่งนามว่า FireSpark81 ได้ค้นพบว่าการให้อาหารอย่างแครอทและเห็ดจะเป็นอาหารที่กระตุ้นให้พวกหมูป่าผสมพันธุ์กันบ่อยที่สุด เมื่อมันกินอาหารดังกล่าวหมดแล้ว เราจะเห็นหมูป่าสองตัวเดินชิดกัน และจากนั้นเราจะเห็นไอคอนหัวใจขึ้นมาเหนือพวกมัน พวกมันจะส่งเสียงร้องแหลมและคลอดลูกออกมาใกล้ๆ พวกมัน สำหรับลูกหมูป่านั้นผู้เล่นจะไม่สามารถทำอะไรกับพวกมันได้จนกว่าจะโตเป็นหมูป่าเต็มตัว แต่ข้อดีคือเราจะไม่ต้องไปล่อมันเข้าคอกหรือรออะไรอีกแล้ว! เพราะมันจะเชื่องโดยอัตโนมัติเมื่อโตเต็มวัย! วิธีรับและติดตั้งถ้วยรางวัลหมูป่า สำหรับเกมนี้จะมีระบบถ้วยรางวัลหรือ Trophy ที่น่าสนใจมากๆ โดยส่วนใหญ่แล้วการที่เราจะได้รับสิ่งนี้จะต้องสังหารศัตรูหรือสัตว์ตัวนั้นๆ ถึงจะได้มา แต่ถ้วยบางชิ้นก็ดร็อปยากมากๆ เพราะถ้วยบางอันผู้เล่นจะสามารถนำมันไปวางบนแท่นบูชาเพื่ออัญเชิญเรียกบอสออกมาได้ แต่สำหรับถ้วยรางวัลหมูป่า หน้าที่ของมันก็คือมีไว้เพื่อประตกแต่งบ้านเท่านั้น! วิธีรับก็ง่ายมากนั่นก็คือฆ่าให้ได้มากที่สุด และหลังจากได้รับมาแล้ว เราก็ต้องสร้างแท่นวางไอเทมสำหรับวาง Trophy หมูป่าด้วย โดยต้องรวบรวมสิ่งเหล่านี้ก่อนนั่นคือ ไม้เนื้อดี ( Fine Wood ) x4 | สามารถหาได้จากการตัดต้นเบิร์ชและต้นโอ๊ก *ต้องใช้ขวานสำริดเท่านั้น ( Bronze Axe ) หรือได้จากการฟารฺมที่เรื่ออัปปาง ตะปูทองแดง ( Bronze Nail ) x1 | ตะปูที่จะต้องสร้างขี้นด้วยการหลอมที่โรงหลอม ซึ่งต้องใช้ แกน Surtling x5 และหิน x20 เพียงเท่านี้เราก็สามารถสร้างแท่นวางไอเทมได้แล้วและจากนั้นก็ให้เราเลือกถ้วยรางวัลหมูป่าเพื่อแขวนโชว์ได้เลย! คลิปตัวอย่างการทำให้หมูป่าเชื่องและวิธีผสมพันธุ์หมูป่า Credit : FireSpark81 คลิปตัวอย่างการสร้างแท่นวางไอเทมและวางถ้วยรางวัล Credit : Quick Tips ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก : PCGAMER 
23 Feb 2021
[Review] Werewolf: The Apocalypse - Earthblood เกมที่เหมือนจะดี...แต่ไปไม่สุดซะงั้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเกมแนว Action ที่น่าสนใจอยู่เกมหนึ่งวางจำหน่ายให้เราได้เล่นกันกับเกมที่มีชื่อว่า “Werewolf : Apocalypse - Earthblood” ผลงานจากทีมผู้พัฒนาเกม Cyanide Studio ทำไมเกวลินถึงสนใจเกมนี้น่ะหรอคะ เพราะว่าเราไม่ค่อยได้เห็นเกมที่เกี่ยวข้องกับ ‘มนุษย์หมาป่า’ สักเท่าไหร่ ก็เลยจัดเกมนี้มาลองเล่นดูสักหน่อย บอกไว้ก่อนนะคะรีวิวเกมนี้จะตรงไปตรงมามาก ๆ ก็จะมีการอธิบายผลการทดสอบจากการเล่นบนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 และ PC ค่ะ   กราฟฟิกของเกมมันตรงกันข้ามกับคำว่า “Next-Gen” ซะจริง… คือต้องบอกก่อนว่าเกวลินเล่นเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood บนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ซึ่งมีแพทช์ออกมาเพื่ออัปเกรดกราฟฟิกและความลื่นไหลให้กับตัวเกมด้วย แต่ผลที่ได้ก็คือกราฟฟิกมันดูไม่สวยงามหรืออลังการงานสร้างสมกับคำว่า “Next-Gen” เข้ากับยุคสมัยสักเท่าไหร่ แต่พอไปลองเทสเกมนี้บนแพลตฟอร์ม PC เอาจริง ๆ ก็สวยกว่าเล็กน้อยพวกแสง เงา ที่กระทบต่อวัตถุ รวม ๆ แล้วถ้าอยากจะเล่นแบบฟิน ๆ ก็คงเล่นบน PC ดูจะโอเคมากกว่าค่ะ ดังนั้นใครที่เล่นเกมนี้บนแพลตฟอร์มคอนโซลไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็คงต้องทำใจสักเล็กน้อยนะคะ เกมเพลย์ที่ผสมผสานจนดูดี แต่ถ้ามองลึก ๆ มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล!? เห็นหัวข้ออย่าพึ่งตัดสินใจว่าเกวลินไม่ชอบเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood นะคะ จริง ๆ แล้วเกมเพลย์ตอนต่อสู้กับศัตรูทั่ว ๆ ไปถือว่าสนุกมาก ๆ แล้วก็มีความยากระดับหนึ่งเลยละ ถ้าเราคิดจะบุกป่าฝ่าดงศัตรูมันไม่ใช่ความคิดที่ถูกเสมอไปค่ะ ดังนั้นการที่เราค่อย ๆ ลอบฆ่าดูจะโอเคมากกว่า ตัวเราสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์มหาป่าได้ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อศัตรูรู้ตำแหน่งของเราความสนุกของเกมนี้จะเริ่มต้นขึ้นค่ะ ศัตรูทั่วทั้งฉากจะบุกเข้ามารุมยำเราแบบเต็มที่ไม่ให้เราได้พักหายใจ หายคอกันเลย แต่จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า ‘พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ต่อกรซึ่ง ๆ หน้า’ ดังนั้นเราอาจจะเป็นฝ่ายวูบเองก็เป็นได้ค่ะ เกลวินตายบ่อยกับศัตรูระดับธรรมดามากกว่า แต่เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูระดับ Boss หลายต่อหลายครั้งที่รู้สึกว่า เพราะถ้าเราจับจุดการเคลื่อนไหว หรือ การโจมตีของบอสได้แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที ทำให้บางครั้งเราสามารถอัดบอสรัว ๆ จนพลังชีวิตของมันหมดหลอดโดยที่มันยังไม่ได้เตรียมตัวหรือตั้งหลักรอบใหม่เลย ทำให้การต่อสู้กับบอสหลายครั้งรู้สึกไม่ท้าทายเท่าศัตรูระดับธรรมดาที่โจมตีได้รุนแรงและบุกเข้ามาพร้อมกันมากกว่า ในด้านเชิงของเกมเพลย์จริง ๆ แล้วมัน ‘สนุก!’ แถมออกแนวเลือดสาด 18+ ด้วยซ้ำไป การโจมตีของเราจะมีทั้งการโจมตีหนัก, โจมตีเบา, โจมตีกลางอากาศ, การพุ่งเข้าชนเพื่อสร้างความเสียหาย หรือการใช้อาวุธบางชนิดในการปิดการสังหารศัตรู เป็นต้น ทั้งหมดนี้เราจะต้องมีการอัปสกิลต่าง ๆ เพื่อให้เกมเพลย์ดูลื่นไหลมากกว่าเดิม แม้จะว่าฟังดีแต่มันก็ขาดความลื่นไหลของเกมเพลย์ในบางช่วงเวลา เพราะตัวละครของเราไม่ได้เป็นแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องกลายร่างเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ ด้วย ทำให้รูปแบบการโจมตีจะมีทั้งเร็ว ช้า แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญเราจะต้องจำท่าการโจมตีเพื่อใช้ทำคอมโบให้ดีมันจะช่วยให้เราเล่นเกมนี้ได้สนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าถ้าเราอยากจะให้การโจมตีหลากหลายสิ่งที่ช่วยได้คือ ‘การอัปสกิล’ เกมนี้มีสกิลให้เลือกอัปเกรดเพียบเลยค่ะ เราจะต้องใช้แต้มในการอัปที่แต่ละสกิลก็จะใช้มากน้อยแตกต่างกันออกไป ความน่าสนใจของเกมนี้คือเราสามารถรีเซ็ตสกิลได้ตลอดเวลาเพื่อให้เราสามารถจัดสายที่ต้องการจะเล่นได้อย่างอิสระนั่นเอง ถือว่าเป็นข้อดีที่จะทำให้ผู้เล่นได้รู้ว่าตนเองควรจะเล่นสายไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด เพลงประกอบที่ช่วยเสริมให้การเล่นยังเพลินได้!? ฟังดูมันอาจจะตลกแต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เมื่อเข้าสู่ฉากต่อสู้เพลงประกอบจะกลายเป็นดนตรีร็อค ๆ ขึ้นมาในทันที ทำให้ผู้เล่นรู้สึกฮึกเหิมในการเล่นมากยิ่งขึ้น โดยรวมเพลงประกอบส่วนนี้มาช่วยทำให้เกมดูดีขึ้น เพราะพูดตรง ๆ ว่าเกมเพลย์มันล้าหลังไปนิดทำให้คนที่เล่นไปนาน ๆ อาจจะรู้สึกเบื่อขึ้นมาก็เป็นได้ค่ะ สรุปโดยรวม ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เป็นเกมแนว Action ที่ผสมผสานความเป็น RPG เล็กน้อย เนื้อหาการนำเสนอคือน่าสนใจนะที่เราจะได้สวมบทบาทเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ แต่น่าเสียดายที่เกมมันไปไม่สุดจริง ๆ ทั้งเกมเพลย์ที่ดูอาจจะสนุกแต่ระบบกลับล้าสมัยไปนิดมันทำให้นึกถึงเราเล่นเกมแอ็คชั่นสมัยยุคเครื่อง PlayStation รุ่นเก่า ๆ เลยนะคะ โชคดีที่ความลื่นไหลของเกมเพลย์มันไม่มีสะดุดตรงนี้ขอปรบมือดัง ๆ ให้เลยค่ะ ส่วนกราฟฟิกบนเครื่องเกมคอนโซลมันไม่ได้สวยแบบที่มันควรจะเป็นนี่อะสิ เอาเป็นว่ามันก็เล่นได้เพลิน ๆ นั่นแหละค่ะ คุณผู้อ่าน คุณผู้ชม! [penci_review id="79430"]
22 Feb 2021
[Review] Blue Archive สวมบทบาทอาจารย์กอบกู้โรงเรียนที่รัก
ช่วงเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่เราจะหมดสตินั้น ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กล่าวกับเราว่า เราอาจจะเป็นความหวังที่จะกอบกู้ระบบของสหพันธ์นักเรียนได้ เราคือผู้กอบกู้ที่จะทำทุกอย่างที่เคยพังทลายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะมืดลงและตื่นขึ้นมาบนตึกแห่งหนึ่ง...ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Kivotos อันสวยงามจากกลางเมือง แต่เขนชนบทกลับดูทรุดโทรมและพังทลายจากภัยพิบัติต่างๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะ 'อาจารย์' ของเราเอง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเรื่องราวบทนำของเกมมือถือที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ ณ ตอนนี้ และเป็นเกมที่ไต่อันดับความนิยมติด Top 10 ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันของ Store ญี่ปุ่น นั้นก็คือเกมที่ชื่อว่า Blue Archive นั้นเอง และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่ต้องลองเกมนี้แล้วมารีวิวเล่าสู่กันฟังสำหรับใครที่ยังลังเลว่าเกมนี้จะสนุกเหมือนคนญ๊่ปุ่นได้กล่าวถึงมากไหม ลองมาอ่านบทความนี้ดูได้เลย ================================================== แค่เข้าหน้าเกม ก็หลงรักโดยไร้เหตุผล สิ่งแรกที่ทำให้เกม Blue Archive ประสบความสำเร็จเลยก็คือ การสร้าง Impression หรือภาษาชาวบ้านว่า สร้างบรรยากาศ "รักแรกพบ" ได้ดีมากๆ ทั้งภาพและเสียง รวมถึงช่วงก่อนที่ตัวเกมจะเปิดก็ได้มีการโปรโมตเกี่ยวกับเพลงเปิดหรือเพลง OP ของเกมนี้ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า Clear Morning ขับร้องโดยคุณ Yui Ogura ซึ่งเป็นคนพากย์เสียงตัวละคร "Shiroko" ตัวละครเอกในเกมอีกด้วย เมื่อทุกอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันทำให้ทุกอย่างรู้สึกกล่มกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และช่วงแรกที่มองว่า เกมแนว Character Collect, Tactical RPG, Turn-Base มีธีมเป็นสาวปืน มันทำให้คิดว่าเกมนี้ต้องมีความดาร์คประดุจจักรวาล DC แน่ๆ...แต่ตรงกันข้าม เกมนี้กลับค่อนข้างสดใสซึ่งเป็นอะไรที่แปลกพอสมควร แต่ความใสนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่องจะเบาสมอง แต่มันกลับมีความหนักแน่น เนื้อเรื่องชวนติดตามและลำดับการเล่าเรื่องที่มีทั้งความสนุก, ความกาว, ความหนักของเนื้อเรื่องที่กำลังพอดีและปริศนาชวนติดตาม โดยเฉพาะการเล่าถึงบรรยากาศของเมือง Kivotos ที่กลางเมืองนั้นดูสวยงามสดใส แต่พอห่างจากตัวเมืองก็ได้เห็นตึกอาคารที่เสียหาย ทำให้รู้ว่าเมืองแห่งนี้ต้องมีอะไรที่มากกว่าความสดใส่ที่อยู่เห็นตรงหน้า ภาพประกอบ CG ต่างๆ ถือว่างามเป็นอันดับต้นๆ หนึ่งจุดเด่นหลักของเกม Blue Archive ก็คงจะไม่พ้นเรื่อง CG ภาพต่างๆ ที่ทีมงาน Yostar ลงทุนลงแรงมากๆ จากครั้งแรกที่เล่นเลยคืออย่างชอบและหลงกับภาพสวยๆ น่ารักอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะฉากการปรากฎตัวครั้งแรกของน้อง Alona หรือ AI สาวน้อยที่ปรากฎครั้งแรกบน Tablet ที่ส่งต่อมาจาก Rin ผู้แทนสหพันธ์นักเรียนให้กับเราไว้ใช้งาน ทำให้รู้ว่าภาพงาน CG แต่ละภาพ แทบไม่มีร่องรอยการเผา ( ลองทำงานเผาสิคนด่ายับแน่ ) และคงจะไม่พูดถึงน้อง Shiroko ก็คงไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งตัวละครเอกของ Blue Archive ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ทั้งจากนี้และอนาคต โดยปกติเกมอื่นๆ แล้วหากมีตัวเอก ส่วนใหญ่มักจะดูจืดจางไปบ้าง แต่ไม่ใช่กับ Shiroko ที่ปรากฎตัวครั้งแรกในเกมก็แทบได้รับความนิยมสูงจนมี Fanart มากมาย มันทำให้เห็นว่าทีมงานผู้พัฒนากำลังเดินมาถูกทางแล้ว เนื้อเรื่องสดใส แต่หนักแน่น เข้ากันอย่างกลมกลืน ในเนื้อเรื่องเกม Blue Archive เราจะรับบทเป็น "คนนอก" ที่ถูกรัฐบาลส่งตัวมายัง สหพันธ์นักเรียนของเมือง Kivotos ในฐานะ "อาจารย์" ซึ่งเมือง Kivotos นั้นปกครองด้วยระบอบสภานักเรียน เราจะตื่นขึ้นและพบว่าเราได้อยู่กับ Rin สาวหูเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้รักษาการประธานสหพันธ์นักเรียนและแนะนำเมือง Kivotos ให้เราเห็นว่าสภาพบ้านเมืองที่มีทั้งด้านสวยงามและทรุดโทรม โดยเราจะถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูจากภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเมืองนี้ พร้อมทั้งช่วยกันออกตามหาประธานนักเรียนของสหพันธ์ที่หายตัวไปด้วย แต่ด้วยที่ว่าเราคือ "คนนอก" ทำให้เราต้องมีชมรมเพื่อที่จะมีอำนาจในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทำให้อาจารย์ต้องเข้ายึดอาคาร S.C.H.A.L.E ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของอาจารย์คนเก่าก่อนหายสาปสูญและถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแกงค์หมวกกันน็อค ( ชื่อเท่ซะไม่มีเลย ) ซึ่งเราก็ทำการยึดมาได้และตั้งชมรม S.C.H.A.L.E ขึ้นมา โดยรินได้มอบ Tablet ให้กับเราซึ่งภายในบรรจุ A.I. สาวน้อยที่ชื่อ อโลน่า เอาไว้ซึ่งเราถูกสหพันธ์นักเรียนฝากฝังและใช้อำนาจได้เต็มที่ และจุดเริ่มต้นของอาจารย์ที่จะเป็นความหวังในการดูและรอบอบสภานักเรียนและฟื้นฟูเมือง Kivotos ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นแค่การเล่าเรื่องย่อเท่านั้นเนื้อหาอาจจะไม่ครบเท่าไหร่ ซึ่งเอาจริงๆ เนื้อเรื่องและรายละเอียดมีเยอะมาก และบอกได้เลยว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ขั้นกับดาร์คหนักๆ เหมือน Arknights, Azur Lane หรือ Girls' Frontline แต่ว่ามันก็เข้ากับ Blue Archive และหลายๆ คนที่อยากจะเสพเนื้อเรื่องที่ไม่ดาร์คแต่เนื้อเรื่องเข้มๆ บ้าง ทำให้เราอินกับมันได้โดยไม่ต้องรู้สึกเครียดแต่ก็มีเรื่องให้ลุ้นชวนติดตามเช่นกัน การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนคือลูกเล่นที่ดีงาม ลูกเล่นที่ดีงามสำหรับ Blue Archive คือระบบแชทกับนักเรียน ซึ่งจริงๆ มันคือการเล่าเรื่อง Story ของนักเรียนแต่ละคนผ่านทางการแชทมือถือ มันทำให้รู้สึกเป็นอะไรที่ใหม่และสมเหตุสมผลมากๆ สำหรับเด็กวันรุ่นสมัยนี้มีอะไรก็แชทส่งกัน โดยนักเรียนแต่ละคนจะแชทมาหาเราก็ขึ้นอยู่กับการสร้างค่าความสัมพันธ์ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์แต่ละระดับนอกจากจะทำให้นักเรียนสนิทสนมกับเรา แชทเข้าหาเราให้อบอุ่นหัวใจ ก็ยังจะมอบเพชรและค่า Status พิเศษที่จะเสริมพลังตอนต่อสู้อีกด้วย และที่สำคัญคือ หากเราปลดล็อคค่าความสัมพันธ์จนถึงระดับหนึ่ง ก็จะเป็นการปลดล็อคภาค CG แบบ Live 2D ของนักเรียนแต่ละคนอีกด้วย โดยในภาพ Live 2D นั้นจะมีการเล่าเรื่องของนักเรียนแฝงอยู่ ยกตัวอย่างกรณีของ "Takahashi Hoshino" นักเรียนชั้นปีสามของโรงเรียน Abydos ที่ทางนี้ได้ปั่นค่าความสัมพันธ์จนปลด Live 2D ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ก็แค่การที่ผู้เล่นพาเธอมาเดทไปเที่ยวอคาเรียม แต่ประโยคคำพูดของเธอเชิงตัดเพ้อทำให้รู้ว่า เธอเป็นหนึ่งในห้าคนของโรงเรียน Abydos ที่ยังเหลืออยู่และต้องแบกรับอะไรหนักหนามากกว่าเด็กอายุ 17 จะรับได้ แต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งในฐานะผู้อาวุโสที่สุดของโรงเรียนนี้เช่นกัน ( และมันทำให้คนเขียนหลงรักโฮชิโนะจนหมดหัวใจเช่นกัน ฮ่าๆ ) ระบบการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Blue Archive ระบบการต่อสู้ต่างๆ นั้น ไม่ว่างจะเป็นการต่อสู้ผ่านเนื้อเรื่อง, PvP หรือแม้กระทั่ง Raid Boss ก็ตาม ระบบการต่อสู้จะเหมือนๆ กันนั้นก็คือ เราจะเลือกนักเรียนลงสนามต่อสู้ได้ทั้งหมด 6 คนต่อหนึ่งทีม โดยแบ่งเป็น Striker หรือชุดจู่โจม 4 คน จะทำหน้าที่วิ่งเข้าต่อสู้และกวาดล้างศัตรูเป็นหลัก และ Special หรือทีมสนับสนุน 2 คน จะเน้นการสร้าง Buff ต่างๆ, สร้างเกราะ, Heal เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งช่วยการโจมตีได้ แต่จะอยู่แนวหลังไม่ได้ลงภาคสนามเหมือนชุดจู่โจม และนักเรียนทุกคนจะมีสกิลและค่าการใช้ Cost มากน้อยต่างกัน และเมื่อกดใช้ จะมีการเข้าคัตซีนการใช้ท่าเล็กน้อยให้ชม ซึ่งโยชิโนะนั้นท่าการใช้สกิลเท่บาดใจมากๆ เพราะเธอกางโล่แล้วเอาปืนลูกซองตั้งพาดไว้แล้วเดินทำลายแนวหน้าศัตรู ( เหมือนสกิลตั้งโล่อาวุธในเกม Division 2 เลย ) ที่สำคัญเลยเลยคือ ฉากภายในเกมมีความสำคัญมากๆ ที่กำบังและสิ่งก่อสร้างทุกอย่างสามารถถูกเราและศัตรูทำลายได้ ( คงได้แรงบัลดาลใจมาจากซีรี่ส์ Battlefield มาแน่ๆ ) ซึ่งดูเหมือนจะดีนะ แต่ใครที่มีมือถือสเปคไม่สูงก็อาจจะเจอปัญหากระตุกบ้าง อาจจะต้องปรับตั้งค่าลดกราฟิคลงเสียหน่อย และระบบการเล่นจะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทุกอย่างเป็นอนิเมชั่น 3D แบบ Chibi ดูไม่น่าเบื่อ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับตัวละครให้หลบเข้าที่กำบังตามใจต้องการไม่ได้ ซึ่งเป็นอะไรที่แย่แท้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก และอีกข้อที่ทำให้ระบบการเล่นนั้นดูน่าสนใจคือ นักเรียนทุกคนมีความสามารถทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัว 1 ดาว หรือ 3 ดาวก็ตาม เพราะทุกตัวนั้นจะมีความชำนาญพื้นที่และประเภทการโจมตีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตัวละครหนึ่งดาวชำนาญการสู้รบตัวเมืองและโจมตีเป็นประเภทสายสีแดง และเล่นอยู่บนพื้นที่ในตัวเมือง ก็ทำให้เธอโจมตีได้รุนแรงกว่าตัวนักเรียน 3 ดาวที่ไม่ได้ชำนาญการสู้รบในเมือง ทำให้อาจารย์ตั้งปั้นเหล่านักเรียนให้หลากหลาย ไม่มีปั้นตัวอวยเพื่อแบกทีมทั้งเกมอย่างแน่นอน ซึ่งมันดีที่ว่าทำให้เกิดความหลากหลายในการเล่น แต่อาจจะไม่ดีสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากเกินไป ================================================== โดยสรุปแล้ว Blue Archive นั้นเล่นสนุกและเนื้อเรื่องครบรส กราฟิคสวยงาม แม้ตอนต่อสู้จะเป็นแบบร่าง Chibi แต่ก็เป็น Chibi แบบสามมิติ ทำให้เราไม่อยากจะ Skip การต่อสู้ของเหล่านักเรียนเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่จุดข้อสังเกตุก็มีให้เห็นบ้างเช่นบัคประปรายหรือบัคตลกๆ ก็โผล่ให้เห็นบ้าง แม้จะไม่มีผลต่อตัวเกม แต่มันก็เป็นอะไรที่ไม่ดีนักซึ่งก็คาดหวังว่าจะแก้ให้เร็ววัน อีกทั้งตัวเกมกินสเปคค่อนข้างสูง หากใครมือถือไม่แรงก็แนะนำปรับกราฟฟิคระดับกลางๆ ต่ำๆ ก็เล่นสนุกได้เช่นกัน แต่ทางผู้เขียนเองใช้ Poco X3 ปรับสุด 60FPS ได้แต่เครื่องก็ร้อนเอาเรื่องหากไม่ใส่เคส...หากใครอยากลองเกมแนววางแผนที่มีเนื้อเรื่องครบเครื่องแต่ไม่เน้นเครียดหรือดาร์ค เกม Blue Archive เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องลองให้ได้สักครั้งเลยล่ะ! และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า "ลุงโฮชิโนะน่ารักที่สุดในสามโลก" [penci_review id="79269"]
22 Feb 2021
Monster Hunter: Rise - ทำความรู้จักน้องแย้และผีญี่ปุ่นต้นแบบของแต่ละตัว
แม้จะเป็นเกมสายเลือดปลาดิบแบบถึงขั้ว แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่เกมซีรีส์ Monster Hunter ไม่ได้ใช้ธีมญี่ปุ่น ตั้งแต่ภาค Monster Hunter Portable 3rd ที่วางจำหน่ายสำหรับเครื่อง PSP เฉพาะในญี่ปุ่น จนมาถึงเกมภาคล่าสุด Monster Hunter: Rise ที่ตัดสินใจออกแบบองค์ประกอบหลายๆ อย่างให้สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นอีกครั้ง ตั้งแต่หมู่บ้าน Kamura Village อันเป็นฐานทัพของเหล่านักล่าแย้ ไปจนถึงการออกแบบของอาวุธ ชุดเกราะ และท่าทางต่างๆ ของตัวละครด้วย แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือแม้แต่เหล่ามอนสเตอร์ใหม่ทั้งหมดในเกม Monster Hunter: Rise เองก็ออกแบบมาในธีมญี่ปุ่นเช่นกัน โดยแต่ละตัวจะอิงตาม "ภูติผี" (หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า "โยไค") ต่างๆ ของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยผู้กำกับเกมคุณ Yasunori Ichinose ก็ได้ออกมาอธิบายถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังจากออกแบบแต่ละตัวในบทสัมภาษณ์ของเว็บ IGN ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เราจึงอยากจะแปลเนื้อหาให้บทความมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน "เหตุการณ์ The Rampage (เหตุการณ์ในโลกของเกม เมื่อเหล่าแย้จำนวนมากได้บุกเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้าน Kamura Village) ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน Hyakki Yako (แปลไทยว่า "ขบวนร้อยอสูร") ที่มีเหล่าภูติผีโยไคนับร้อยๆ ตัวออกเดินขบวนในตอนกลางคืน ซึ่งผมก็อยากจะสร้างตำนานแบบเดียวกันขึ้นในโลกของ Monster Hunter: Rise ด้วย" คุณ Yasunori กล่าว ก่อนจะอธิบายถึงเบื้องหลังการออกแบบของมอนส์เตอร์ใหม่ทั้ง 7 ตัวในเกม Magnamalo สำหรับมอนส์เตอร์ Magnamalo ที่อยู่บนปกของเกมนั้น คุณ Yasunori เปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "เกราะซามูไร" ผสมเข้ากับรูปร่างของเสื้อโคร่งที่พบได้ทั่วไปในประเทศแถบเอเซีย ที่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นโยไคซะทีเดียว แต่เกราะซามูไรผีสิงก็นับเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในเรื่องราวสยองขวัญของญี่ปุ่น และมักจะมาพร้อมกับ "ผีลูกไฟ" (hitodama) ตัวน้อยที่ลอยอยู่รอบๆ เกราะผีสิงเหล่านี้ ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าคือวิญญาณของเหล่าคนตายที่สิงสู่ในเกราะ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Magnamalo จึงจะมีก๊าซที่หน้าตาคล้าย Onibi หรือไฟปีศาจอยู่รอบๆ ตัวตลอดเวลาด้วย (ตัวอย่างเกราะซามูไรพร้อมวิญญาณ Hitodama จากอนิเมะ Boruto) Aknosom มอนส์เตอร์ Aknosom ตัวนี้ เป็นการออกแบบโดยผสมผสานรูปร่างของ "นกกระเรียน" เข้ากับ "ผีร่ม" (Kasa-obake) ที่พบได้ในเกมอย่าง Nioh หรือ Yokai Watch นั่นเอง "ผมมองว่าเวลานกกระเรียนมันยืนขาเดียว มันก็จะมีรูปร่างค่อนข้างเหมือนร่มอยู่เหมือนกัน เราจึงรู้สึกว่าทั้งสองสิ่ง (นกกระเรียนและผีร่ม) มันมีความเข้ากันอยู่แล้ว แถมถ้าลองสังเกติเวลา Aknosom มันหุบปีกแล้วยืนขาเดียว มันจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับร่มที่มีลิ้นยาวๆ ยื่นออกมา ซึ่งก็คือลักษณะของผี Kasa-obake ที่เห็นได้ทั่วไปอีกด้วย" (ผีร่ม 'ํYasa-Obake' ของญี่ปุ่น) Tetranadon สำหรับเจ้า Tetranadon นั้นจะมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายเป็ดมีกระดอง ซึ่งแน่นอนจะเป็นโยไคตัวไหนไปไม่ได้นอกจากกัปปะนั่นเอง โดยคุณ Yasunori เปิดเผยว่าพวกเขาใช้ตัวกัปปะเป็นพื้นฐานในการออกแบบ (สังเกติดีๆ จะเห็นว่าบนหัวของมันจะมีส่วนโล้นๆ เหมือนหัวกัปปะด้วย) และค่อยๆ เพิ่มองค์ประกอบของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดอื่นๆ อย่าง เต่า, จระเข้, หรือกระทั่งตุ่นปากเป็ดเข้าไปด้วย "ตามเรื่องเล่าแล้ว พวกกัปปะจะชอบเล่นซูโม่กัน พวกเราเลยทำให้เจ้า Tetranadon ใช้ท่าซูโม่อย่างการใช้ฝ่ามือกระแทกได้ด้วย" คุณ Yasunori กล่าว Great Izuchi ในส่วนของแร๊ปเตอร์ Great Izuchi คุณ Yasunori เปิดเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัว Kamaitachi (คาไมทาจิ) หรือภูติลมในตำนานญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเป็นเหมือนตัวพังพอนที่มีขาหน้าและหางเป็นใบมีด โดยจะจู่โจมผู้คนพร้อมกับพายุหมุนอย่างรวดเร็ว "ตามตำนานแล้ว พวกภูติคาไมทาจิมักจะจับกลุ่มกัน 3 ตัวเพื่อจู่โจมเหยื่อ เราจึงให้เจ้า Great Izuchi มีลูกน้องสองตัวคอยติดตามตลอดเวลา แต่เปลี่ยนจากตัวนากมาเป็นแร๊ปเตอร์ให้เข้ากับจักรวาล Monster Hunter เท่านั้นเอง" ภูติ Kamaitachi จากเกม Nioh 2 Somnacanth เจ้าแย้น้ำ Somnacanth แท้จริงแล้วได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "เงือก" ในตำนานของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเป็นครึ่งปีศาจครึ่งปลา แตกต่างจากในเทพนิยายตะวันตกมักจะให้คำนิยามของเงือกเป็นสาวงามที่ครึ่งล่างเป็นปลา โดยพวกเขายังอิงท่าทางการว่ายน้ำของมันมาจากตัวนากญี่ปุ่นอีกด้วย ทั้งนี้ Somnacanth ก็ยังมีองค์ประกอบของเงือกตะวันตกอยู่ด้วย จากความสามารถของมันที่สามารถใช้เสียงร้องกล่อมผู้เล่นให้หลับได้ คล้ายกับเงือกตะวันตกที่ใช้เสียงร้องเพลงอันไพเราะในการหลอกมนุษย์ให้หลงกลและจมน้ำในที่สุด Bishaten แม้จะมีหน้าตาละม้ายคล้ายลิงอยู่ไม่น้อย แถมยังชอบปาผลไม้เพื่อโจมตีผู้เล่นเหมือนลิงอีกต่างหาก แต่แท้จริงแล้วเจ้าแย้ Bishaten นี้ได้ออกแบบโดยอิงจากภูติ "Karasu Tengu" (เทนงุนกกา) ที่มีจงอยปากเหมือนนก โดยคุณ Yasunori กล่าวว่าหางของเจ้า Bishaten นั้นถูกออกแบบมาให้เหมือนกับพัดที่เหล่าเทงงุชอบถือกัน คาราสุเทงงุ (ซ้าย) และเทงงุธรรมดา (ขวา)  Goss Harag สำหรับแย้หน้าใหม่ตัวสุดท้ายเจ้า Goss Harag ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล่ายักษ์ Namahage (นามาฮาเงะ) ซึ่งเป็นตำนานของจังหวัดอากิตะของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยในเทศกาลปีใหม่ของจังหวัด เหล่าผู้คนในจังหวัดมีประเพณีในการแต่งกายเป้นยักษ์นามาฮาเงะด้วยการใส่ชุดคลุมที่ทำจากฟาง พร้อมกับถือมีดปลอมเพื่อหลอกเด็กๆ ที่ทำตัวขี้เกียจหรือดื้อรั้นให้ปรับปรุงตัวเอง โดยเจ้า Goss Harag นี้ก็จะมีขนฟูๆ ตรงแผงคอคล้ายกับชุดคลุมฟาง และมีแขนข้างนึงเป็นใบมีดอีกด้วย "ในตอนที่เราเริ่มออกแบบมอนส์เตอร์สำหรับแผนที่เกาะน้ำแข็ง Frost Islands เราก็คิดถึงยักษ์นามาฮาเงะเป็นอย่างแรกๆ เลย เพราะจังหวัดอากิตะก็ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็นเหมือนกันเพราะอยู่ในบริเวณตอนเหนือของประเทศ" ตัวอย่างชุดยักษ์นามาฮาเงะ Monster Hunter: Rise จะวางจำหน่ายในวันที่ 26 มีนาคมนี้สำหรับ Nintendo Switch โดยเฉพาะ Credit: IGN
18 Feb 2021
10 เกม Nintendo Switch น่าเล่นประจำปี 2021
ในวงการเกมตอนนี้หลาย ๆ คนอาจจะกำลังสนใจเครื่องเกม Console รุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 หรือการ์ดจอสุดโหดอย่าง RTX 3080 TI , RX 6800 XT แต่หากเป็นเครื่องเกมพกพาคงหนีไม่พ้น Nintendo Switch ที่ในปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมไม่แพ้เครื่องเกมรุ่นใหม่ ๆ เลยทีเดียว สำหรับใครที่มีเครื่องหรือกำลังจะซื้อเครื่องในปีนี้ นี่คือเกมที่คุ้มค่าแก่การหามาลอง Super Mario 3D World and Bowser's Fury เกมนี้หลาย ๆ คนน่าจะเล่นไปแล้ว แต่ว่าหากยังไม่เคยเล่นแนะนำหามาเล่นโดยด่วนกับเกม Super Mario 3D World and Bowser's Fury ที่ได้นำเอาเกมชวัญใจชาว Nintendo Will มาให้เหล่าเกมเมอร์ได้สัมผัสกันอีกครั้งพร้อมกับ Bowser's Fury ที่นำเสนอเรื่องราวสุดสนุกจากจักรวาลของลุงมาริโอ โดยเกมนี้เป็นเกมแนว Action Adventurer ที่มีระบบการเล่นที่สนุก กราฟิกที่สวยงาม เล่นง่าย เล่นเพลิน อีกทั้งยังเล่นได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าหามาเล่นได้ก็แนะนำให้หามาลองเล่นกันครั้บผม Apex Legends ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ที่ชอบบุ่นว่า Nintendo Switch ไม่มีเกมยิงกันมันส์ ๆ เล่นเลย นี่คือเกมที่คุณต้องลองกับ Apex Legends เกม FPS ขวัญใจมหาชนเจ้าของผลงานเดียวกันกับเกม TITAN FALL ที่ตัวเกมจะเสนอความเป็น Battle Royale ที่มีความรวดเร็ว สะใจ วัดฝีมือกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พร้อมกับตัวละครที่มีทักษะหลากหลาย โดยตัวเกมจะเปิดตัวใน Nintendo Switch 9 มีนาคมนี้ Persona 5 Strikers เหล่า Phantom Thieves กลับมาอีกครั้งพร้อมกับการฝีกตัวเองออกไปจากเกมเดิม ๆ กับการเน้นความเป็น Action มากขึ้น ตัวเกมมีกราฟิกที่สวยงาม ระบบการเล่นที่เป็นการผสมกันระหว่าง Action - RPG ที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม พร้อมเนื้อเรื่องใหม่ และบรรยายกาศแบบญี่ปุ่นที่คุณเล่นอีก 10 เกม ก็หาไม่ได้เกมเหมือนซีรีส์นี้ไม่ได้ Pillars of Eternity II: Deadfire ต่อกันกับเกม RPG น้ำดีที่ไม่มีใครพูดถึงแต่ได้รับการพอร์ทลงในหลายแพลตฟอร์มมาก ๆ กับ Pillars of Eternity II: Deadfire ที่จะนำเสนอเรื่องราวของ The Watcher ที่สามารถติดต่อกับเหล่าคนตายได้ ทำให้พวกเขาต้องไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อพวกเขาไปอีกนาน ตัวเกมมีระบบการเล่นที่เป็น RPG แบบตะวันตกแท้ ๆ พร้อมเนื้อเรื่องสุดล้ำที่ซื้อหนึ่งครั้งเล่นได้นาน Subnautica Subnautica เป็นเกมแนว Adventure ที่จะให้เราผจญภัยในท้องทะเลที่แสนกว้างใหญ่ ในดินแดนต่างดาวโดย Concept ของเกมคือ Scavenge, Craft, และ Survive ที่เราจะต้องเริ่มจากยานลำเล็กและพัฒนาตัวเราไปเรื่อย ๆ ผ่านการสะสมทรัพยากร คราฟท์ไอเทมและออกไปผจญภัยในพื้นที่ ๆ อันตรายขึ้น นับว่าเป็นเกมที่น่าเล่นมากเลยทีเดียว Bravely Default II หากใครที่กำลังตามหาเกม JRPG แบบคลาสิคในแบบฉบับที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ผู้เขียนก็ขอแนะนำเกม Bravely Default II เกมที่ได้ Tomoya Asano โปรดิวเซอร์เดียวกันกับ Octopath Traveler ตัวเกมยังคงสไตล์ความเป็นเกมคลาสิคอย่างที่กล่าวมาด้านต้น พร้อมกับสานต่อเรื่องราวของ Bravely Default ภาคแรกกับนักรบแห่งแสง ใครที่คิดถึงเกมเก่า ๆ ก็ลองเล่นเกมนี้ดูได้ Monster Hunter Rise (วางจำหน่าย 26 มีนาคม) หลังจากที่รอคอยกันมานานในที่สุดเกมล่ามังกรในตำนานก็มาสู่เครื่อง Nintendo Swith อีกเกมกับ Monster Hunter Rise ที่จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับ Kamura Village 50 ปีหลังจากเหตุการณ์หายนะ Gameplay ของภาคนี้ยังคงเน้นหลังไปที่การร่วมมือกันของเหล่า Hunter ในการล้มสัตว์ยักษ์สุดแกร่ง พร้อมระบบใหม่ ๆ มากมายรวมถึงคู่หูใหม่อย่างน้องหมา Palamute ใครอยากล่าแย้กันแบบ Party เกมนี้ใช่เลย Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin (วางจำหน่ายช่วงครึ่งปีหลัง 2021) ต่อกันกับอีกหนึ่งแฟรนไชน์ร่างแยกของจักรวาลล่าแย้กับ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ที่เปลี่ยนความ Action / RPG สุดเร้าใจในภาคแรก สู่การเป็นเกม RPG แบบเต็มตัวพร้อมกราฟิกน่ารักสดใจ โดยแนวเกมจะเปลี่ยนการล่าเป็นการเลี้ยงดูผู้ล่าให้เก่งขึ้นมีสกิลมากขึ้นและทางทีมงานเองสัญญาว่า เนื้อเรื่องของเกมนี้จะเต็มไปด้วยอามรณ์ที่หลากหลายคุ้มค่าที่จะเล่นแน่นอน STORY OF SEASONS: Pioneers of Olive Town (วางจำหน่ายเดือนมีนาคม 2021) เปลี่ยนบรรยากาศจากเกม RPG สู่เกมเล่นชิว ๆ แบบ Slow Life กับเกมปลูกผักภาคใหม่อย่าง STORY OF SEASONS: Pioneers of Olive Town ที่นำเสนอเรื่องราวใหม่ ๆ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชาวเมืองที่มากขึ้นและความ Creative ในการออกแบบฟาร์มมากขึ้น ใครที่เป็นสาวกก็ควรหามาเล่น New Pokémon Snap (วางจำหน่าย 30 เมษายน 2021) ปิดท้ายกันกับเกมคู่บุญของเหล่าสาวก Nintendo กับเกม Pokemon ภาคใหม่ในชื่อ Snap ที่จะให้เราสวมบทเป็นช่างภาพในการออกไปถ่ายรูปเหล่า Pokemon พร้อมผจภัยไปในดินแดนต่าง ๆ มากมาย เพื่อค้นพบ Pokemon ใหม่ ๆ และเรียนรู้พฤติกรรมของพวกมัน ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเทรนด์เนอร์ที่ปกป้องโลกจากวายร้าย มาเป็นช่างภาพชิว ๆ ก็เกมนี้เลย
17 Feb 2021
8 ปียังหวานอยู่ Path of Exile เกมดังที่กาลเวลาเอาไม่ลง
การที่เกม ๆ หนึ่งจะมีอายุยืนยาวนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการดูแลจากทีมพัฒนา การอัปเดท Content รวมถึงเรื่องของ Community ของเกม อีกทั้งยังต้องแข่งกับเกมใหม่ๆ ที่ออกมาเกือบทุกๆ เดือน ซึ่งมันก็มีไม่กี่เกมที่สามารถจะทำแบบนั้นได้จริงๆ และส่วนใหญ่เชื่อว่าเพื่อนๆ ก็น่าจะรู้จักเกมเหล่านั้นดี แต่มักมีหนึ่งชื่อที่หลายคนอาจยังไม่รู้จักนั้นก็คือ Path of Exile จากทาง Grinding Gear Games ในยุคที่เกมแนว Hack and Slash ผสม Rogue Like ไม่ค้อยได้รับความนิยมเท่าไหร่เช่นนี้ PoE ยังคงเป็นเกมที่ได้รับเสียงตอบรับ รวมถึงมีจำนวนผู้เล่นที่สูงอยู่ตลอดเวลาจน 8 ปีผ่านไป ตัวเกมได้พัฒนาไปไกลจากจุดเริ่มต้นมาก และวันนี้เราจะมีดู 6 เหตุผลที่เกมนี้ยังคงได้รับความนิยมอยู่กันครับ 1. อัปเดตแพตช์ใหญ่ทุกๆ 3 เดือน จุดเด่นแรกของเกม PoE คือการที่ทีมงานอัปเดต Content ใหม่ๆ ทุกสามเดือน โดยในการอัปเดตแต่ละครั้งจะเป็นการเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ ให้แบบฟรี ซึ่งในเกมจะมีระบบที่เรียก "League" ( ทำงานแบบเดียวกับระบบ Seasonal ของ Diablo 3 ) ที่จะมีระบบใหม่, แมคคานิคในการเล่น, รวมถึง Challenge ให้เราได้ท้ายทายตัวเอง (แน่นอนว่ามีของรางวัลให้ด้วย) ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเล่นเกมนี้ตลอดทุกวันหรือนานๆ กลับมาเล่นที คุณก็จุรู้สึกว่าเกมนี้สดใหม่อยู่เสมอ 2. Content แน่นมากๆ แต่ละ League เล่น 300 ชั่วโมงยังน้อยไป อาจกล่าวได้ว่าจุดแข็งที่สุดของเกม PoE คือในเรื่องของ Content ที่แน่นตั้งแต่ต้นเกมไปจนถึงท้ายเกม ซึ่งจะมีคอนเทนต์ ให้คุณทำมากมาย (เยอะแบบ เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ) ไม่ว่าจะเป็นการฟาร์มหาไอเทมระดับ Unique เพื่ออัพเกรดตัวละครของเราให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ การล่าบอสที่หาแรร์ไอเทมไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น พร้อมกับทำ Event ที่เกมมีในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์, การพัฒนาองค์, การปลูกผัก, ตามหาพีระมิด หรือการสำรวจเหมือง เรียกได้ว่ามันเป็นเกมที่ถ้าคิดจะเล่นแล้ว ได้เล่นแบบลืมเวลาแน่นอน 3. จังหวะ Action ที่สนุก แม้ว่า Path of Exile จะมีพื้นฐาน และรูปแบบการเล่นมาจากเกมรุ่นพี่อย่าง Diablo แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา GGG ได้มีการพัฒนาระบบต่อสู้ของเกมพวกเขาให้มีความเป็นเอกลักษณ์สูงขึ้นเรื่อยๆ (จนตอนนี้อาจพูดได้ว่าหลากหลายกว่า Diablo ที่เป็นรุ่นพี่ไปไกเลย) มีทั้งการผสมไอเดียจากทั้งเกมของตัวเอง และเกมอื่มๆ เข้าด้วยกัน มีทั้งไอเดียที่เป็นแบบฉบับของตัวเองที่เล่นง่ายแต่ลึก เข้าถึงได้ทุกคน ต่อให้คุณไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อนก็ตาม 4. รับฟังเหล่าผู้เล่นเสมอ https://twitter.com/pathofexile/status/1347276650862448640?s=20 หลายทีมพัฒนามักที่จะพัฒนาเกมโดยอิงแนวทางของตัวเองมากเกินไป จนละเลยความคิดเห็นของผู้เล่น แต่ไม่ใช่สำหรับ เกมนี้ที่ GGG ผู้พัฒนาเกม รับฟังเสียงของเหล่าเกมเมอร์ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องสำคัญ และไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Meta ที่แข็งแกร่งเกินไป หรือสายสกิลไหนที่อ่อนแอเกินไป (รวมถึงปัญหาคนโกงด้วย) โดยมีครั้งหนึ่งที่พวกเขายอมเลื่อนวันอัปเดต Patch ใหม่ของตัวเกมเพื่อให้แฟนเกมได้เล่นเกม Cyberpunk 2077 อีกด้วย 5. Community สุดแกร่ง หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เกมนี้อยู่มาอย่างยาวนานคือ Community ของเกมที่ทั้งเป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่ และแข็งแกร่งทั้งในไทย / ต่างประเทศ ถ้าหากคุณเพิ่งจะเริ่มเล่นเกมนี้แล้วไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ลองหากิลล์หรือกลุ่มต่างๆ ใน Facebook ของผู้เล่นชาวไทยดู รับรองเลยว่าพวกเขาจะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแน่นอน แต่ถ้าหากลำบากจริงๆ ก็สามารถพิมถามพูดคุยใน Global Chat ของเกมได้เลย! 6. Free to Play แต่ถ้าไม่ Pay ก็ลำบากนิดหน่อย ปิดท้ายด้วยการที่เกมนี้เป็นเกมแบบ Free to Play ที่คุณสามารถที่จะหาไอเทมต่างๆ ได้จากในเกมโดยที่ไม่ต้องเติมจากนอกเกม แต่หากคุณอยากที่จะเล่นเกมนี้ให้สบายขึ้นสักเล็กน้อย (มีช่องเก็บของมากขึ้น) หรืออยากให้ตัวละครของคุณหล่อเท่ราวกับเทพเจ้ากลับชาติมาเกิด ก็อาจจะต้องเติ่มกันนิดหน่อยครับ สรุป Path of Exile ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็พร้อมที่จะปรับตัว รับฟังความคิดเห็นจากผู้เล่น จนทำให้เกมของพวกเขามีอายุยาวนานมากกว่า 8 ปีแล้ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เห็นว่าจะมีการออกเวอร์ชันมือถือมาให้สนุกกัน รวมถึง Path of Exile 2.0 ที่เป็นเกมยกเครื่องระบบเกมทั้งหมดใหม่ก็มีกำหนดจะมาในปี 2022 เช่นกัน หากใครอยากสัมผัสตำนานของเกมนี้ ก็ลองเล่นได้เลยผ่าน PC , Xbox One , PS4 ครับ  
17 Feb 2021
รีวิว Home Sweet Home: Survive [ Closed Beta ] ไอเดียดีแต่ต้องปรับอีกหน่อย
เปิดให้ทดสอบ Closed Beta ไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับ Home Sweet Home: Survive เกม Multiplayer ของซีรีส์เกมสยองขวัญจากผู้พัฒนาไทย ที่จะให้เราได้ไปสัมผัสความสยองขวัญของผีไทยแบบผู้เล่นหลายคน กับการโยนผู้เล่นลงไปทั้งหมด 5 คนแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจำนวน 4 คน ที่จะต้องเข้าไปทำภารกิจให้สำเร็จภายในแผนที่ (หรือหนีออกมาให้ได้ถ้าเหลือคนสุดท้าย) และอีกฝ่ายคือเหล่าผี Spector ผู้เล่น 1 คน ที่จะต้องกำจัดทุกคนให้หมด ซึ่งในวันนี้ทาง GameFever TH ได้เข้าไปสัมผัสตัวเกมมาแล้ว และก็จะมารีวิวเกี่ยวกับการเล่น Closed Beta ครั้งนี้ทั้งสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ เผื่อเป็นหนึ่งในคำวิจารณ์ที่สามารถให้ทางผู้พัฒนานำไปปรับปรุงตัวเกมให้ดีขึ้นในวันที่เกมออกได้ครับ บทความนี้อ้างอิงมาจากการเล่นเกมช่วง Closed Beta เท่านั้น การวิจารณ์บางอย่างมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้พัฒนาได้รู้ถึง Feed Back และนำเกมกลับไปแก้ไขครับ ขอพูดถึงระบบการเล่นของเกมคร่าวๆ ก่อนนะครับ อย่างที่กล่าวไปว่าเกมนี้จะแบ่งออกมาเป็นสองฝั่งนั่นก็คือ ฝั่ง Survivor (ผู้รอดชีวิต) - ที่ภายในทีมจะมีทั้งหมด 4 คนที่เราจะต้องทำภารกิจในการปลดปล่อยผีตามจุดต่างๆ ให้ครบ 3 พิธี (โดยต้องเอาธูปไปสวด และก็เอาตะปูสังขวานรไปปักเพื่อปลดปล่อย ) หรือถ้าเราเหลือเป็นคนสุดท้ายก็สามารถที่จะหนีออกผ่านประตูมิติได้ รวมถึงเรายังสามารถฆ่าผีโดยตรงได้แต่ต้องใช้ทีมเวิร์คสูง ฝั่ง Spector (ผู้ล่า) - ฝ่ายผู้ล่าจะต้องยับยั้งเหล่าผู้รอดชีวิตไม่ให้ทำพิธีให้ครบ ต้องฆ่าให้หมดหรือยื้อถ่วงให้เวลาหมดก็ได้ จากที่เกริ่นมาในช่วงแรก หลายๆ คนก็คงจะคิดว่าเกมนี้น่าจะมีกลื่นอายที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเกมอย่าง Dead by Daylight หรือ Identity V อยู่พอสมควร ซึ่งมันก็ใช่ครับ แต่มันก็อาจจะไม่ได้เหมือนซะทีเดียว เพราะอารมณ์การเล่นบวกกับแผนที่ของเกมค่อนข้างที่จะแตกต่างพอสมควร เพราะว่าแผนที่ของเกม Home Sweet Home: Survive ที่เปิดให้เล่นนั้นเราจะได้อยู่ในโรงพยาบาล ที่แผนที่ค่อนข้างมีความคับแคบ อึดอัด และเล็กกว่าเกมก่อนหน้าเป็นอย่างมาก ทำให้เวลาการเล่นนั้นจะให้ความแตกต่างพอสมควร ภายในเกมนี้เหล่าผู้รอดชีวิตก็มีโอกาสที่จะแอบและหนีรอดยากกว่ามาก แต่มันก็แลกมากับการที่ตัวเกมนี้ให้สิ่งอำนวยความสะดวกและอาวุธจำนวนมากมาใช้แทน ไม่ว่าจะเป็นไม้เสกคถาเอาไว้ตีและสตั๊น ยาวิ่งเร็ว หรือกระทั่งสายศิลป์เอาไว้ป้องกันเหล่า Spector  ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงจุดที่ชอบนั่นก็คือความแปลกใหม่ของเกมที่ค่อนข้างแตกต่างจากเพลงรุ่นพี่ มันทำให้เกมนี้กลายเป็นที่พูดถึงได้ง่ายเนื่องจากความแตกต่างของมันนี่แหละ แต่การที่ผู้พัฒนาเลือกทำอะไรใหม่ ไม่ได้ยึดติดสิ่งเดิมๆ ที่เคยมีในเกมรุ่นพี่ ทำให้เราเหล่าผู้เล่นจะต้องเรียนรู้พื้นฐานจากเกมนี้ใหม่เกือบทั้งหมด และปัญหามันอาจจะอยู่ตรงนี้ พื้นฐานในการเล่นเป็นผู้รอดชีวิตในเกมนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดที่เยอะมากกว่าเกมอื่นๆ ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ในเวลาประมาณหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะต้องศึกษาเกี่ยวกับทางหนีทีไร่กับด่านที่ค่อนข้างเล็ก ศัตรูหาเราเจอง่ายมาก บวกกับไอเท็มมากมายให้ใช้ ไหนจะเป็นสกิลของแต่ละตัวละครอีกซึ่งถ้ามองโดยรวมแล้ว มันค่อนข้างยุ่งยากสำหรับเหล่าผู้เล่นใหม่ไปซักนิด ผู้เล่นจะต้องเข้าใจแผนที่ เข้าใจองค์ประกอบของเกมให้ถ่องแท้ บวกกับทีมเวิร์คสูง ถึงจะสามารถเล่นเกมนี้ผ่านได้ ซึ่งพอมันมีอะไรที่มากเกินไปในการเรียนรู้ มันอาจจะทำให้คนติดพันน้อยลงก็ได้ เพราะมือใหม่เองแรกๆ ก็คงไม่รู้ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีให้ชนะยังไง และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เหล่าผู้รอดชีวิตเล่นเกมนี้ได้ยากขึ้นมันก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้ล่าอย่าง Spector ด้วย ซึ่งจากคำวิจารณ์ของผู้เล่นบางคนให้ความเห็นว่าฝ่ายผีนั้นค่อนข้างที่จะโกงเกินไปหน่อย จริงๆ ส่วนตัวมองว่ามันก็มีทั้งถูก และไม่ถูกนะครับ จริงที่ว่าเหล่าผีเนี่ยสกิลคูล์ดาวน์ค่อนข้างไว ไล่ตีคนได้ค่อนข้างง่าย แต่ถ้าหากคนมีทีมเวิร์คกันจริงๆ พวกเขาก็สามารถที่จะใช้ทรัพยากรตามฉากในการหนีได้ เพียงแต่ว่าอย่างที่กล่าวไป การเรียนรู้ที่จะเล่นเป็นผีในช่วงต้นนั้น มันง่ายดายกว่าการเรียนรู้ที่จะเล่นเป็นฝ่ายผู้ชีวิตนั่นเอง มันทำให้เกมการการไม่สมดุลย์เพราะรายละเอียดที่ต้องศึกษาในการเล่นมันค่อนข้างต่างกันเยอะ อารมณ์เหมือนถ้าคุณอยากเล่นเป็นผู้รอดชีวิตคุณต้องศึกษาเกมระดับเกมวางแผนการรบเลยประมาณนี้ แต่ถ้าอยากเล่นเป็นฝ่ายผี เหมือนคุณแค่ต้องศึกษาเกมแนวฟันๆ ทั่วไปเท่านั้น ทำให้ในการเล่นแต่ละครั้ง ผู้เขียนไม่เคยชนะเลยสักครั้งในการเล่นเป็นผู้รอดชีวิต (เต็มที่คือหนีได้คนเดียว) ส่วนการเล่นเป็นผีนั้น ไม่มีครั้งไหนที่จะแพ้เลย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเจอฝ่ายผู้รอดชีวิตที่มีทีมเวิร์คที่ดีอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผู้เขียนก็ยังมีความรู้สึกว่าทางผู้ล่ายังได้เปรียบอยู่ดี ส่วนถ้าใครท้วงว่าเหล่าผู้รอดชีวิตอาจจะต้องเก็บเลเวลให้สูงขึ้นกว่านี้เพื่อให้มี Perk และเล่นง่ายขึ้น ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยนะครับ ตัวเกมอาจจะต้องทำให้ผู้รอดชีวิตสามารถได้โดยไม่ต้องพึ่งสกิลก่อน เพราะอย่าลืมว่าเหล่าผีก็จะเก่งขึ้นจาก Perk ด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าให้พูดถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากจะให้ Home Sweet Home: Survive นั้นปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง สิ่งแรกก็คือรายละเอียดของเหล่าผู้รอดชีวิตที่ค่อนข้างเยอะเกินไป เกี่ยวกับรายละเอียดการเล่น การใช้ไอเท็มที่เน้นทีมเวิร์คมากเกินไป (จริงๆ เน้นทีมเวิร์คก็ดี แต่อันนี้เยอะเกินไปหน่อย) ต่อมาก็คือแผนที่ซึ่งส่วนตัวอยากให้มันกว้างกว่านี้อีกนิด เพราะพื้นที่ค่อนข้างเล็ก และแคบ ฟิลการแอบในเกมนี้แทบไม่มี เพราะเหล่าผู้รอดชีวิตหาที่แอบยากมาก มันเหมือนเป็นเกมวิ่งไล่จับเสียมากกว่า อยากเช่นการทำให้เกมนั้นมีพื้นที่ 3-4 ชั้นไปเลย ส่วนเรื่อง Spector ที่หลายๆ คนอยากให้มันเป็นมุมมองแบบ FPS ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าการใช้สกิลล่องหนแล้วมันเห็นศัตรูแบบ 360 องศา บวกกับพื้นที่เล็กๆ แค่นี้ ซึ่งผู้รอดชีวิตนี่แทบไม่มีจุดได้หนีเลย ไหนจะเป็นเรื่องคูล์ดาวน์สกิลที่ไวเกินไปหน่อย จริงๆ ควรต้องนานกว่านี้ เพื่อมีโอกาสให้ผีเดินหาด้วยตัวเองบ้างไม่ต้องพึ่งสกิลตลอดเวลา เพราะส่วนตัวเวลาผู้เขียนเล่นเป็นผี แค่ผลัดกันใช้สกิลก็คูล์ดาวน์แทบจะไม่มีแล้ว จริงๆ การเขียนบทความนี้ขึ้นมาถ้าหากมันเป็นเชิงลบ ทางผมผู้เขียนเองก็ต้องขอโทษเหล่าทีมงาน Home Sweet Home ด้วยนะครับ แต่จุดประสงค์ในการเขียนบทความนี้ก็เพราะรัก และอยากสนับสนุนคนไทยให้เกมนี้ดังไปถึงระดับโลก ซึ่งผมเชื่อว่าทางผู้พัฒนานั้นจะนำคำวิจารณ์ต่างๆ จากเหล่าผู้เล่นไปแก้ไขอย่างแน่นอน ส่วนใครที่อ่านบทความนี้ก็อย่าพึ่งไปว่าอะไรมากนะครับ เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าเกมนี้เป็นแค่ Closed Beta เปิดทดสอบให้เล่นเท่านั้น เกมจริงน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้แน่นอน
17 Feb 2021
9 เรื่องเกี่ยวกับ Nintendo ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้
ถ้าพูดถึงคำว่า " Nintend " หลายๆ คนอาจจะนึกถึงเครื่องเกมพกพาอย่างเครื่อง Nintendo Switch แต่ในความจริงนั้นบริษัท Nintendo นั้นอยู่ในวงการเกมมาอย่างยาวนานและยังคงเป็นผู้ครองตลาดเกมในอันดับต้นๆ ของโลกอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าการที่บริษัท Nintendo เดินทางมาถึงจุดนี้ได้นั้นต้องผ่านเรื่องราวมามากมาย ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 9 เรื่องเกี่ยวกับ Nintendo ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.Nintendo คือผู้ที่ผลักดันคำว่า 'คอนโซล' เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเข้าใจสถานการณ์ที่มีแบรนด์ๆ หนึ่งทำสินค้าขึ้นมาและเมื่อแบรนด์นั้นๆ ได้รับความนิยมที่สุด สินค้าที่อยู่ในประเภทเดียวกันกับแบรนด์นั้นก็ถูกเรียกตามไปด้วย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ยุคหนึ่งเราเรียกทุกยี่ห้อว่า " มาม่า " ผงซักฟอกเราเรียกว่า " แฟบ " และแน่นอนว่าในช่วงยุคปี 80 Nintendo เคยเป็นบริษัทเกมที่มีชื่อเสียงที่สุด ทำให้บรรดาเกมเมอร์เรียกเครื่องเล่นวีดีโอเกมทุกเครื่องว่า Nintendo กันหมด ด้วยเหตุนั้นเองทาง Nintendo จึงได้ผลักดันคำว่า " Video Game Console " เพื่อแก้ปัญหานี้ และในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จทำให้เกมเมอร์เลิกเรียกเครื่องวีดีโอเกมทุกเครื่องว่า Nintendo ได้สำเร็จจนมาถึงปัจจุบันนี้   2.เครื่อง Sony PlayStation มีต้นเหตุมาจาก Nintendo ในความเป็นจริงนั้นเครื่อง PlayStation จะไม่เกิดขึ้นได้เลยถ้าหากครั้งหนึ่งทาง Nintendo ไม่ทาบทามขอความร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทเพื่อพัฒนาเครื่องเกม Nintendo Game Station เครื่องเกมที่จะสามารถใส่ทั้งตลับและแผ่นเกมได้ แต่แล้วจู่ๆ ในปี 1991 ณ งาน Consumer Electronics Show ทาง Nintendo ก็มาประกาศว่าเขาจะร่วมมือกับทาง Philips NV แทน ซึ่งในขณะนั้นบริษัทนี้คือคู่แข่งหลักของทาง Sony ด้วยเหตุนั้นเองทำให้ทาง Sony โกรธมากกับการถูกทรยศหักหน้าในครั้งนี้ และต้องขอบคุณบิดาแห่ง PlayStation อย่างคุณ Ken Kutaragi ที่ผลักดันโปรเจ็กเครื่อง PlayStion 1 เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกและผลิตเครื่องเกมรุ่นใหม่ๆ ออกมาจนเป็นคู่แข่งหลักของ Nintendo ถึงปัจจุบันนี้! 3.Mario ได้รับการตั้งชื่อตามนักธุรกิจในชีวิตจริง Mario นั้นเริ่มแรกเดิมทีมีชื่อว่า " Jumpman " สำหรับชื่อ Mario นี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่บริษัท Nintendo ในสหรัฐอเมริกากำลังพัฒนาเกี่ยวกับเกม Donkey Kong แต่ทางบริษัทเริ่มมาขาดรายได้ในช่วงเวลาหนึ่งจนเป็นเหตุให้จ่ายค่าเช่าที่ช้า ด้วยเหตุนั้นคุณ Mario Segale ผู้เป็นเจ้าของที่ต้องมาติดต่อเรียกเก็บค่าเช่า แต่ทั้งสองฝ่ายก็เจรจากันตกลงที่จะขยายระยะเวลาในการจ่ายค่าที่ออกไปอีก และด้วยการกระทำนี้ก็ทำให้ทีมงาน Nintendo พัฒนาเกมจนเสร็จ ดังนั้นทีมงานจึงตกลงกันที่จะนำชื่อของเขามาเป็นหนึ่งในตัวละครเกมเพื่อแสดงความซึ้งใจและยกย่องเขา และด้วยเหตุนั้นเองเราก็ได้รู้จักกับ " Mario " ตั้งแต่นั้นมา แต่ประเด็นคือตัวละครนี้ก็กลายมาเป็นมาสคอตหลักของ Nintendo อีกด้วย! 4.' GoldenEye 007 ' สร้างขึ้นโดยทีมงานเพียง 9 คน " GoldenEye 007 " คือหนึ่งในเกมแรกๆ ที่ปฏิวัติเกมแนว FPS ( Fist-Person Shooting ) แนวยิงมุมมองบุคคลที่ 1 ซึ่งรู้หรือไม่ว่าเกมสเกลขนาดใหญ่สำหรับยุคนั้น ถูกสร้างขึ้นมาด้วยทีมพัฒนาเพียง 9 คนเท่านั้น! ถ้าคิดว่าเท่านี้ก็ตะลึงมากพอแล้ว แต่ที่น่าตกใจกว่านั่นคือ 8 ใน 9 คนนั้นไม่เคยทำงานเกี่ยวกับวีดีโอเกมมาก่อนในชีวิตเลย แต่ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยทำงานเกี่ยวกับวีดีโอเกมมาก่อน จึงทำให้พวกเขามองเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่คนในวงการอาจจะไม่เห็นและสร้างเกมที่กลายมาเป็นหนึ่งในมาตฐานของเกม FPS มาจนถึงทุกวันนี้. 5.Nintendo เคยมีตำแหน่ง " ผู้ให้คำปรึกษาการเล่นเกมแก่ผู่เล่น " ! ก่อนที่โลกเราจะเข้าสู่ " ยุคดิจิตอล " ยุคที่อินเทอร์เน็ตสามารถพาเราเข้าถึงทุกเรื่องทุกอย่างที่เราอย่างรู้ได้รวมถึงเรื่องเกมด้วย แต่ก่อนจะถึงยุคนั้นรู้หรึอไม่ว่า Nintendo เคยมีตำแหน่ง " ผู้ให้คำปรีกษาการเล่นเกมแก่ผู้เล่น " โดยผู๋เล่นสามารถโทรไปหาพนักงานและถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเกม ซึ่งพนักงานเหล่านี้จะมีความรู้เรื่องของเกมต่างๆ วิธีผ่านด่านนั้นๆ และเรื่องทั้งหมด เพื่อคอยแนะนำและให้คำปรีกษาผู้เล่นได้อย่างช่ำชอง ซึ่งในช่วงปี 1987-2005 นั้นบริการนี้ได้รับความนิยมจากเกมเมอร์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่มเป็นที่นิยมจนก่อให้เกิดเว็บไซต์ไกด์และข้อมูลเกี่ยวกับเกมเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้ธุรกิจนี้ซบเซาและน่าเสียดายที่มันก็ปิดตัวลงไปในที่สุด. 6.ชื่อ " Kirby " ได้มาจากชื่อของบุคคลผู้ช่วยให้ชนะคดีฟ้องร้องเรื่อง Donkey kong ไม่ใช่แค่ " Mario " เท่านั้นที่ถูกตั้งชื่อมาจากบุคคลในโลกความเป็นจริง เพราะในปี 1982 นั้น Nintento เคยถูกสตูดิโอ Universal ฟ้องร้องเรื่องการก๊อปชื่อของเกม Donkey Kong  แต่กลายเป็นว่าในปี 1984 นั้นทาง Nintendo เป็นฝ่ายชนะคดีความ ซึ่งการชนะคดีนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ทนายความอย่าง John Joseph Kirby Jr. ผู้ที่ทำงานอย่างหนักและหาเหตุผล-หลักฐานมาปกป้องบริษัท Nintendo ด้วยเหตุนั้นเองทางทีมงานจึงยกย่องเขาด้วยการนำชื่อของเขามาเป็นชื่อของหนึ่งในตัวละครเกมที่ทุกคนรักและประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ อย่าง " Kirby " นั่นเอง. 7.Miyamoto Shigeru ถูกห้ามไม่ให้ใช้จักรยาน! Miyamoto Shigeru ผู้บริหาร Nintendo และผู้ให้กำเนิดเกมตำนานอย่าง Donkey Kong, Super Mario Bros . และ  The Legend of Zelda ด้วยผลงานเหล่านี้จึงทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่อิทธิพลที่สุดอันดับต้นๆ ของวงการเกมและในบริษัท Nintendo ด้วยเหตุนั้นเองการเดินทางไปทำงานด้วยจักรยานซึ่งเป็นเรื่องปกติของชาวญี่ปุ่นกลับเป็นข้อห้ามสำหร้บคุณ Miyamoto Shigeru! และเหตุผลที่ห้ามนั้นก็เพราะว่า " เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของทุกคนและ Nintendo " 8.Nintendo Switch เข้ามากู้หน้าความล้มเหลวของ Wii U Wii U ถือเป็นเครื่องเกมที่ทำให้บริษัท Nintendo ประสบกับปัญหาล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทางบริษัทต้องขาดทุนและสูญเสียเงินไปจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ล้มได้ไม่นาน เพราะทีมงานก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องเกมใหม่ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้อย่าง " Nintendo Switch " ออกมาได้สำเร็จ และขอบอกได้เลยว่ามันประสบความสำเร็จมหาศาลมากๆ ซึ่งถ้านับแค่ในปี 2020 เครื่อง Switch สามารถขายไปได้มากถึง 68.3 ล้านเครื่อง ในขณะที่เครื่อง Wii U สามารถทำยอดขาดได้เพียง 13.56 ล้านเครื่องนับรวมจากทุกรุ่นที่มีการวางขาย! 9.Nintendo มีเงินสำรองจำนวนมาก แน่นอนว่าถ้าบริษัทอื่นล้มเหลวจากการเดินหมากผิดพลาดครั้งใหญ่อาจจะถึงขั้นล้มละลายได้เลย แต่นั้นไม่ใช่กับ Nintendo บริษัทที่เคยล้มเหลวอย่างหนักกับเครื่อง Wii U เหตุผลเป็นเพราะว่า Nintendo นั้นมีเงินสำรองในจำนวนมหาศาลที่จะช่วยค้ำจุนบริษัทให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในปี 2012 มีรายงานว่า Nintendo ถือเงินสำรองในธนาคารสูงถึง 10.5 พันล้านดอลลาร์! Credit :  RANKER
16 Feb 2021
8 สิ่งที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลในเกม Hitman 3
ถ้าถามว่าเกมแนวลอบเร้นลอบสังหารในปี 2021 เกมไหนน่าสนใจ? แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นจะมีแฟรนไชส์เกม Hitman หรือ Hitman 3 แน่นอน เพราะตัวเกมมีความเป็น Sanbox ที่เปิดอิสระให้เราเลือกสังหารเป้าหมายได้ด้วยวิธีมากมาย แต่ในขณะเดียวกันนั้นบางสิ่งบางอย่างในเกมกลับมีความไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่! ในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 8 สิ่งที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลในเกม Hitman 3 ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลย! 1.วิธีการกำจัดเป้าหมาย สำหรับแฟรนไชส์เกม Hitman นั้น ความสนุกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นตอนและวิธีสำหรับจัดการเป้าหมาย ซึ่งตัวเกมจะมีความเป็น Sanbox มอบอิสระในการเลือกวิธีสังหารเป้าหมายให้กับผู้เล่น โดยบางวิธีนั้นก็ต้องวางแผนอย่างซับซ้อนแยบยลมีชั้นเชิงจนดูสมจริงมากๆ แต่ในขณะเดียวกันบางวิธีที่เราใช้จัดการนั้นมันก็ดูเวอร์ หรือดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เช่น การวางเปลือกกล้วยให้เป้าหมายลื่นล้มหัวฟาด ในความเป็นจริงเป้าหมายน่าจะสลบมากกว่าตาย แต่ในเกมก็แบบเป้าหมายล้มปุ๊บตายปั๊บ! 2.ความปลอดภัย สำหรับเป้าหมายส่วนใหญ่ที่ Agent47 ต้องจัดการนั้นล้วนเป็นบุคคลสำคัญหรือบุคคลที่มีอิทธิพลทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ในเรื่องของความปลอดภัยในเกมมันกลับดูง่ายเกินไปในบางจุด เช่น กรณีที่เราไต่กำแพงขึ้นไปตามท่อเหล็ก คนเฝ้ายามข้างล่างกลับไม่เห็น? หรือบางจุดที่ควรมีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลาเช่น หน้าประตูของเป้าหมายกลับไม่มีใครยืนเฝ้าอยู่เลย! 3. ไม่มีใครสงสัย Agent47 เลยหรือ? เคยสงสัยไหมว่า คนหัวโล้นมีบาร์โค้ดหลังหัว มาเดินในสถานที่ต่างๆ ทำไมไม่มีคนสงสัย ตัวเกมอาจจะมีเหตุผลให้กับเราว่าทุกครั้งที่ Agent47 ทำภารกิจนั้นเขาจะทำลายหลักฐานที่จะยืนยันตัวตนเสมอ ( ในเกมถ้าผู้เล่นถูกล้องพบและไม่ทำลายหลักฐานจะเสียคะแนนส่วนหนึ่งไปนะครับ ) ใช่! เรื่องนี้อาจจะดูสมเหตุสมผล แต่ลองคิดดูว่าคนหัวโล้นมีบาร์โค้ดอยู่ในที่ๆ ไม่ควรอยู่ และถึงแม้จะปลอมตัวได้แล้วเราเคยสังเกตมั้ยว่า Agent47 ก็ไม่เคยหาอะไรมาปิดบาร์โค้ดของเขาเลย! 4.Providence Providence คือองค์กรร้ายที่เป็นเป้าหมายหลักสำหรับ Hitman 3 ซึ่งแน่นอนว่าขนาดขององค์กรที่เกมนี้ได้กล่าวไว้มันทำให้เรารู้ว่า Providence นั้นมีเครือข่ายขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วโลก แต่ในทางกลับกันนั้นเราจะเห็นว่า Agent47 ทำการเดินทางไปยังมุมต่างๆ ของโลกเพื่อสังหาร "เพียงแค่บุคคลสำคัญตำแหน่งใหญ่ๆ เท่านั้น " แต่ถ้าลองคิดดูว่าถ้ามีหัวหน้าก็ต้องมีรองหัวหน้า เมื่อหัวหน้าหมดวาระคนที่เป็นรองก็ขึ้นมาเป็นแทนที่ แต่สำหรับ Hitman นั้นกลับกลายเป็นว่าพอบุคคลสูงๆ ตาย องค์กร Providence ก็ล่มไปด้วย ในขณะที่เกมอื่นๆ นั้นต้องบู๊ล้างผลาญสังหารยันรากเง้าถึงจะโค่นองค์กรนั้นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น Call of Duty หรือ Matal Gear Solid 5.โหมด  Instinct  ( โหมดสัญชาติญาณ ) แน่นอนว่านักฆ่าทุกคนจะถูกฝึกเรื่องการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยเงียบและมีการระวังตัวมากกว่าคนอื่นๆ แต่อย่าลืมว่าการที่ทำเกมให้เหมือนจริงนั้นมันอาจจะไม่เหมือนสนุกเพราะมีความเหมือนจริงเกินไป ซึ่งเกม Hitman นั้นผู้เล่นจะสามารถใช้ Instinct หรือโหมดสัญชาติญาณที่ช่วยให้ผู่เล่นสามารถเห็นศัตรู เห็นเป้าหมายหลักหริอเห็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้เล่นเกมง่ายขึ้นได้ แน่นอนว่ามันออกจะเว่อร์ไปหน่อย แต่เมื่อเราเล่นจริงๆ กับรู้สึกว่าโหมด Instinct นั้นกลับเป็นหนึ่งในสเน่ห์ของแฟรนไชส์เกม Hitman ไปแล้ว 6.ทุกอย่างเป็นใจให้กับ Agent47 ไปเสียหมด หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเกม Hitman นั้นคือหนึ่งในเกมแนวลอบสังหารที่สนุกที่สุด แต่ถ้าลองสังเกตดูๆ หลายๆ อย่างมันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างมันดูเหมือนจะเป็นใจให้ผู้เล่นไปตลอดเช่น เวลาที่เราโยนเหรียญไปในมุมอับ คิดดูว่าถ้าเป็นคนจริงๆ จะต้องหาว่าใครเป็นคนโยนเหรียญหรือไม่ก็อาจจะเรียกพรรคพวกเข้ามาช่วยดู กลายเป็นว่า Ai หรือศัตรูคนนั้นๆ กลับเข้าไปดูเป้าหมายเอง หรือในกรณีที่เราแฝงตัวเข้าไปในพื้นที่ส่วนบุคคลแล้วถูกจับได้แทนที่จะถูกเรียกไปสอบปากคำ เราเพียงถูกพาออกไปนอกเขตส่วนบุคคลเท่านั้น! 7.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ้าผู้เล่นได้สำรวจด่านต่างๆ ในแฟรนไชส์ Hitman เราจะพบกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยที่ยุคของเราไม่มี นอกจากนี้ช่วงเวลาในเกมสามารถที่จะสร้างร่างโคลนอย่างกลุ่มมือสังหารเช่น Agent47 ได้แล้ว และประเด็นอีกข้อคือเราเคยคิดไหมว่า Agent47 นั้นฉลาดเหนือคนเพราะเขาสามารถที่จะใช้เวลาไม่กี่วินาทีเพื่อแฮ็กเครื่องมือไฮเท็คต่างๆ หรือผสมยาพิษได้ แม้กระทั้งต่อสายไฟให้ลัดวงจร แต่พอลองคิดดูว่าในเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปขนาดนี้ทำไมระบบป้องกันความปลอดภัยกลับต่ำขนาดนี้ ผมหวังว่าในอนาคตตัวเกมอาจจะเพิ่มความท้าทายด้วยระบบความปลอดภัยที่น่าสนใจขึ้น และมีปริศนาให้เราต้องแก้เพื่อเข้าไปในจุดสำคัญต่างๆ ! 8.ไม่มีใครพูดถึง Agent47 เลยหรือ? สุดท้ายเราลองมาคิดดูว่าตัวเกมอาจจะบอกว่าทุกครั้งที่ Agent47 ทำงานนั้นเขาจะทำลายหลักฐานที่ยืนยันตัวตนของเขาเสมอ แต่ในทางกลับกันสิ่งที่เขาไม่สามารถปกปิดหรือปิดปากได้นั่นคือการพูดกันปากต่อปาก ดังนั้นอย่างน้อยต้องมีการพูดต่อๆ กันว่า " จะมีมือสังหารหัวโล้นหัวบาร์โค้ดมาล่าบุคคลสำคัญใน Providence "  ดังนั้นถ้าหาก Agent47 ลงพื้นที่ไปกำจัดเป้าหมายต่อๆ ไป กลับไม่มีใครรู้จักเขาและไม่มีใครรู้ถึงการมีตัวตนของเขาเลย! ( สมมติคนในองค์กรของเราค่อยๆ หายไปทีละคนเราก็ต้องสืบและระวังตัวมากขึ้น! ไม่ใช่ออกมาเป็นเป้าล่อให้ถูกฆ่าแบบนี้! ) Credit : THEGAMER 
12 Feb 2021
ล่าสุด ! รวมลิสต์เกมที่ Upgrade ให้ดีขึ้นบนเครื่อง PlayStation 5
ในตอนนี้เครื่องเกมเจ็นใหม่อย่าง Sony PS5 ก็ได้วางจำหน่ายและถึงมือเกมเมอร์หลายๆ คนแล้ว แต่ปัญหาบางอย่างที่ทำให้หลายๆ คนตัดสินใจซื้อเครื่องเกมคอนโซลใหม่เหล่านี้ไม่ได้ เพราะบ้างก็ยังไม่เจอเกมที่ถูกใจ / ไม่รู้ว่ามีเกมอะไรลงบนเครื่องเหล่านี้บ้าง หรือเพิ่งซื้อเกมใหม่บนเครื่อง PS4 / PS4 Pro มาแล้วยังเล่นไม่คุ้ม ด้วยเหตุนั้นเองทำให้หลายๆ ค่ายเข้าใจในจุดนี้จึงมอบสิทธิพิเศษสำหรับการอัพเกรดให้เล่นบนเครื่องเจ็นใหม่ทั้ง Sony PS5 ให้ฟรี! ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH ขอพาทุกคนมาพบกับเกมทั้งเก่าและใหม่ที่จะได้รับการอัพเกรดบนเครื่อง Sony PS5 ! มาดูกันเลย *เครื่องหมาย " - " (ขีด) หมายถึงข้อมูลที่ยังไม่ทราบหรือยังมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน และข้อมูลบางส่วนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งเรื่องของการอัพเดทแพทช์หรือปัจจัยอื่นๆ !
12 Feb 2021
แนะนำ 10 เกมน่าเล่นหลังจากซื้อเครื่อง PlayStation 5
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2021 เครื่องเกม Console ขวัญใจใครหลายๆ คนอย่าง PlayStation 5 ( PS5 ) ได้วางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เปิดให้ Pre- Order ในวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา สำหรับใครที่ได้เครื่องมาแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเล่นเกมอะไรดี วันนี้เรา GameFever TH มีเกมมาแนะนำให้ท่านเล่นเมื่อเครื่อง PlayStation 5 ถึงมือของท่าน FIFA 21 สำหรับคอเกม Football แล้วในปีนี้คงไม่มีเกมไหนจะดีไปกว่าเกม FIFA 21 จากทางฝั่งของ EA  ที่ได้มีการอัปเดตนักเตะให้เข้ากับตลาดปัจจุบัน พร้อมอัปเกรดระบบต่าง ๆ ให้ดีขึ้นกว่า ที่ทั้งสนุกและกราฟิกสวยขึ้น นอกจากนี้โหมดอย่าง FIFA Ultimate Team ยังปรับให้สมดุลมากขึ้นอีกด้วย จุดแข็งของการเล่นเกมนี้บนแพลตฟอร์ม PlayStation คือการที่ตัวเกมมีฐานผู้เล่นที่มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ และในเครื่อง PS5 ก็ได้มีการอัปเกรดในส่วนของกราฟิกให้ดีขึ้นชนิดที่ว่าห่างกับเวอร์ชัน PS4 Pro ไปอีกหลายขุม พร้อมเฟรมเรท 60 FPS แบบนิ่งๆ นี่เรียกได้ว่าเป็นเกมแรกๆ ที่คสรมีติดเครื่อง Call of Duty : Cold War หากพูดถึงเกม FPS ในเครื่อง PlayStation ของหนีไม่พ้นซีรีส์ Call of Duty ที่ในตอนนี้ได้ออกภาคล่าสุดอย่าง Cold War ที่นำเอาเรื่องราวในช่วงสงครามเย็นมาเล่าใหม่ พร้อมเนื้อหาที่เข้มข้นทั้งในโหมดเนื้อเรื่องและในโหมด Multiplayer ที่นำเสนอระบบการเล่นที่แตกต่างจากภาค Modern Warfare เป็นพิเศษ ทำให้นี่อาจจะเป็นเกม FPS ที่ขาดไม่ได้สำหรับชาว PlayStation ในส่วนของตัวเกมเวอร์ชัน PS5 นั้นเรียกได้ว่าเกม Call of Duty : Cold War เป็นเกมที่ต้องมีเลย ไม่ว่าจะเป็น Frame Rate ที่สูงกว่า ระบบ Ray Tracing และความเร็วในการโหลดฉาก ถ้าคุณเป็นสาย Multiplayer ด้วยก็ถือว่าคุ้ม Marvel's Spider-Man: Miles Morales เกมนี้น่าจะเป็นหนึ่งในหลายๆ เกมที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนหันมาซื้อเครื่อง PlayStation 5 กับเกม Marvel's Spider-Man: Miles Morales เกมภาค Spin off ของ Marvel's Spider-Man เกมขวัญใจหลายๆ คนที่ในภาคนี้ โดยตัวเกมภาคนี้ได้นำเสนอสไปเดอร์แมนคนใหม่อย่าง Mile Morales ทั้งการต่อสู้แบบใหม่ เนื้อเรื่องที่น่าติดตามและมหานครนิวยอร์คที่สวยงาม ยิ่งได้เล่นในเครื่อง PlayStation 5 เกมนี้จะยิ่งดีขึ้น ทั้งความสวยงามของตัวเกมรวมไปถึงเฟรมเรท ใครที่อยากได้เกม Action สนุกๆ ติดเครื่องก็ขอแนะนำเกมนี้เลย Demon's Souls หนึ่งในเกมคลาสิคที่เป็นต้นกำเนิดให้กับเกมในตำนานอย่าง Dark Soul กับเกม Demon's Soul ที่มาในฐานะของเกม Exclusive PlayStation 5 ในรูปแบบของการ Remake ตัวเกมยังคงเป็นเกม Action - RPG ที่เน้นในเรื่องของความยากเหมือนเดิม แต่เพิ่มอรรถรสเข้าไปด้วยกราฟิกแบบใหม่ที่สวยงามขึ้นและการตอบสนองผ่าน Dual Scene ทำให้การเล่นเกมนี้สนุกขึ้นไปอีกอย่างมาก Ghost of Tsushima เกมสร้างปรากฏการณ์ประจำปี 2020 ว่าด้วยเรื่องราวของซามูไรหนุ่มนามว่า Jin Sakai ที่ต้องปกป้องเกาะ Tsushima จากกองทัพมองโกลด้วยทุกอย่างที่มี หากว่าตัวเกมใน PlayStation 4 ว่าดีแล้ว ตัวเกมในเวอร์ชัน PlayStation 5 นั้นดีขึ้นยิ่งกว่า โดยตัวเกมได้รับการอัปเดตให้เล่นได้สูงกว่า 60 FPS บนความละเอียด 4K ทำให้งานกราฟิกในเกมดีอยู่แล้ว ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อคุณได้ลองแล้วคุณจะลืมตัวเกมในเวอร์ชัน PS4 ไปเลย God of War ในส่วนของเกมนี้ผู้เขียนเชื่อว่าแฟน ๆ ของค่ายนี้น่าจะได้ยินชื่อนี้มาจนบ่อยแล้ว กับหนึ่งในเกม Exclusive สุดเทพของเครื่อง PlayStation 4 ที่ในตอนนี้ได้รับการอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน คุณจะได้เห็น Kreatos กับลูกชายด้วยความละเอียด 4K แท้ๆ พร้อมเฟรมเรท 60 FPS ให้คุณออกสู้กับศัตรูได้ดีขึ้นกว่าเดิม นับว่าเป็นหนึ่งเกมที่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะลองเป็นเกมแรกๆ เมื่อซื้อเครื่อง PS5 หรือจะเล่นเพื่อรอภาคใหม่อย่าง God of War: Ragnarok ก็ได้เช่นกัน Days Gone หากคุณอยากได้เกมแนว Open World ในธีมซอมบี้คงในเครื่อง PlayStation 5 ผู้เขียนก็ขอแนะนำ Days Gone ที่ว่าด้วยเรื่องของพระเอกที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังสังคมมนุษย์ล่มสลายพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ตัวเกมดำเนินเรื่องด้วยเรื่องราวสุดเข้มข้นและฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาล โดยในเวอร์ชั่น Upgrade ของเครื่อง PlayStation 5 ตัวเกมจะเล่นสมูตชึ้นด้วยความละเอียด 4K และ FPS 60 นอกจากนี้ยังโอนเซฟเกมข้ามระหว่าง PS4 มา PS5 ได้อีกด้วย Assassin’s Creed Valhalla ภาคีนักฆ่าภาคล่าสุด Valhalla ที่ได้เปลี่ยนธีมจากเกม Assassin Creed ยุคก่อนๆ มาเป็นดินแดนไวกิ้งอันแสนกว้างใหญ่พร้อมกิจกรรมให้เราได้ทำมากมาย และแอคชั่นในเกมที่สุดมันที่หากคุณได้ลองสัมผัสมันในเวอร์ชัน PS5 นี่แทบจะเหมือนคนละเกมกับที่เราเล่นในเครื่อง PlayStation 5 ทั้งความละเอียดระดับ 4K แท้ๆ 60 FPS ลื่น ๆ และพร้อมการโหลดฉากระดับความเร็วสูง ดังนั้นหากงบเหลือเอามาลงเกมนี้ได้เลย Hitman 3 ปิดท้ายกันด้วยเกมที่เพิ่งออกไม่นานอย่าง Hitman 3 ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของยอดนักฆ่าอย่าง Agent 47 พร้อมกับ Replay value ในการเล่นที่สูงมาก ๆ เมื่อได้เล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 เพราะนอกจาก 4K 60 FPS แล้วยังมีของแถมเด็ดๆ อย่าง HDR Support อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเกมที่พลาดไม่ได้อย่างแน่นอน แถม - Sackboy: A Big Adventure แถมอีกหนึ่งปิดท้ายด้วยเกมดีที่เล่นทุกเพศทุกวัยด้วย Sackboy: A Big Adventure เกมแนวผจภัยที่นำเสนอกราฟิกที่สวยงาม Gameplay ที่สนุกและสร้างสรรค์ พร้อมอัดแน่นด้วยเนื้อหาของเกมแบบเต็มที่ ยิ่งได้เล่นบนเวอร์ชัน PS5 ตัวเกมนี้จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก  ใครที่อยากได้เกมเล่นได้ทั้งครอบครัวก็ขอแนะนำเกมนี้อย่างแรง สรุป จะเห็นได้การเปลี่ยนเกมต่างๆ ที่แนะนำมานั้นเป็นเกมที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ PlayStation 4 Pro ดังนั้นหากคุณเป็นเกมเมอร์สาย Console การลงทุนซื้อ PlayStation 5 นับว่าคุ้มค่ามาก แต่ถ้าซื้อในตอนนี้ก็ระวังการโดนชาร์ทราคาให้ดีครับผม
12 Feb 2021
[Review] Resident Evil Re:Verse การรวมดาวตัวดีและร้ายแห่งจักรวาลผีชีวะ เกมดีที่คนมองแค่เปลือก!
สวัสดีค่ะ ช่วงนี้เกวลินหายนานคิดถึงกันหรือเปล่าคะ >,.< วันนี้เกลวินเองได้มีโอกาสเข้าร่วมทดสอบตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” โหมดออนไลน์ตัวใหม่ล่าสุดที่จะเรียกว่าเป็นการรวมดาวตัวละครจากซีรีส์ Resident Evil ให้เราได้เล่นกันออนไลน์ต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ โดยตัวเกมจะแถมมาให้กับผู้เล่นที่ซื้อตัวเกม Resident Evil Village เท่านั้นนะคะ ไม่ได้เปิดให้บริการหรือขายแยกแต่อย่างใดค่ะ ซึ่งการทดสอบตัวเกมในช่วง Closed Beta ที่ผ่านมาก็ถือได้ว่า “ตัวเกมถูกจริตแฟนซีรีส์นี้ แล้วก็มีคนที่ไม่ชอบและเกลียดเกมนี้” พอตัวเลย เอาเป็นว่าการรีวิว [Review] นี้เป็นประสบการณ์จากการเล่นจริงจากตัวเกวลินเองค่ะ อธิบายก่อนว่าตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” คือโหมดออนไลน์ที่ทาง Capcom พัฒนาขึ้นมานี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 25 ปีของเกม Resident Evil ต้องยอมรับก่อนว่าตอนที่เปิดตัวทีเซอร์แรกเกมเมอร์ส่วนใหญ่ต่างไม่ชอบเท่าที่ควร ด้วยความที่ว่าในทีเซอร์ยิงกันก็ไม่โดน ตัดต่อก็เอ่อ...พูดตรงๆ ก็ “ห่วยแตกมั๊ก!” มันจึงไม่แปลกเลยที่ยอดกดดิสไลค์มันจะถล่มทลายได้ขนาดนั้น ในระหว่างนั้นก็มีการเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมทดสอบตัวเกมนี้ด้วย โชคดีมากที่เกวลินได้ Beta Key มา 2 ตัวด้วยกันค่ะ แล้วการทดสอบตัวเกมในช่วง Closed Beta มีเฉพาะเครื่องคอนโซล PlayStation 4 และ Xbox One เท่านั้นนะคะ ตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จะให้เราได้รับบทเป็นตัวละครต่างๆ จากซีรีส์ Resident Evil ทั้งตัวละครเอกที่เราคุ้นเคยกันดี ไปจนถึงเหล่าพวกอาวุธชีวภาพหลายประเภท สิ่งเหล่านี้คุณจะได้สัมผัสภายในเกมนี้อย่างแน่นอน ในด้านของระบบเกมเพลย์จะเป็นแนว Action Shooting แล้วโหมดการเล่นจะมีเพียงแค่เราจะต้องสังหารผู้เล่นคนอื่นๆ เพื่อเก็บคะแนนให้มากที่สุด ใครที่ทำคะแนนจากการสังหารมากที่สุดก็จะเป็นฝ่ายชนะไปค่ะ โดยเริ่มเกมเราจะต้องเลือกตัวละครว่าจะเล่นเป็นใคร ซึ่งเมื่อเลือกแล้วเราจะไม่สามารถเปลี่ยนตัวละครได้จนกว่าจะจบเกม แต่ละตัวละครก็จะมีอาวุธและสกิลที่แตกต่างกันออกไปไม่มีความเหมือนกันเลยค่ะ ตัวละครเอกที่มีให้เราได้เล่นในช่วง Closed Beta ประกอบไปด้วย Chris Redfield เลือกใช้โมเดลตัวละครมาจากภาค Resident Evil 7 Jill Valentine เลือกใช้โมเดลตัวละครมาจากภาค Resident Evil 3 Remake Leon S. Kenney เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Claire Redfield เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Ada Wong เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake Hunk เลือกใช้โมเดลตัวละครจากภาค Resident Evil 2 Remake สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้อย่างแรกเลยก็คือตัวละครเหล่านี้จะมีค่าสเตตัสที่ติดตัวไม่เหมือนกัน รวมไปถึงสกิลติดตัว 1 สกิลและสกิลเพื่อใช้งานคนละ 2 สกิลด้วยกัน ถ้าเราเลือกใช้งานสกิลอย่างเหมาะสมจะทำให้เกมเพลย์สนุกมากยิ่งขึ้นเลยค่ะ ในด้านของอาวุธก็เช่นเดียวกันแต่ละตัวละครจะมีอาวุธ 2 ชนิด ชนิดแรกคืออาวุธประจำตัวส่วนใหญ่จะเป็นปืนพกที่มีกระสุนให้ใช้ไม่จำกัด แต่เมื่อต้องรีโหลดกระสุนจะกินเวลาเล็กน้อยทำให้เราอาจจะถูกสังหารได้ ถ้าเราเลือกใช้อย่างถูกวิธีมันจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังและสังหารศัตรูได้อย่างดีเลยค่ะ ชนิดต่อมาคืออาวุธประจำกายที่จะมีความรุนแรงและมีกระสุนจำกัด เหมาะเอาไว้ใช้กระหน่ำโจมตีศัตรูเมื่ออยู่ในร่างของมนุษย์ได้ดี ทั้งนี้เราจะหากระสุนเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อเก็บกล่องกระสุนที่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ภายในฉากเท่านั้นค่ะ  นอกจากนี้ยังมีอาวุธพิเศษที่จะมีให้เราได้เก็บตามจุดต่างๆ มันจะมีพลังทำลายล้างที่สูงมาก แต่จะสามารถใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ผู้เล่นจะต้องเลือกใช้งานให้ถูกจังหวะก็จะปิดจ๊อบศัตรูได้ ในช่วง Closed Beta จะมีอาวุธพิเศษให้เลือกใช้ทั้ง ปืนยิงจรวด Rocket Launcher, ปืนยิงระเบิด Grenade Launcher ที่จะสุ่มกระสุนชนิดต่างๆ และปืนยิงกระสุนไฟฟ้า Spark Shot ซึ่งพวกปืนพิเศษเหล่านี้จะมีอนุภาพทำลายล้างที่สูงมากๆ สามารถนำไปปิดเกมกับผู้เล่นที่กลายร่างเป็นอาวุธชีวภาพได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เมื่อเราเลือกตัวละครแล้วเข้าไปอยู่ภายในเกม ถ้าเราถูกฆ่าหรือฆ่าผู้เล่นคนอื่น ผู้เล่นคนนั้นจะได้รับโอกาสที่ 2 ด้วยการกลายร่างเป็น “อาวุธชีวภาพ” ชนิดต่างๆ ต้องบอกก่อนว่าภายในเกมจะมีไอเทมที่เรียกว่า “หลอดไวรัส” ที่สีม่วงเด่นชัด แนะนำว่าให้พยายามเก็บเอาไว้ติดตัวจะดีมากค่ะ สามารถเก็บสะสมได้สูงสุด 2 หลอดพร้อมกัน ไอเทมชนิดนี้จะทำให้เราสามารถสุ่มกลายเป็นอาวุธชีวภาพระดับสูงได้ แต่ถ้าเราไม่ได้เก็บเอาไว้เลยจะกลายเป็นเพียงแค่มอนสเตอร์ระดับล่างที่มีชื่อว่า “Fat Molded” มอนสเตอร์จาก Resident Evil 7 โดยรายละเอียดการกลายร่างเป็นอาวุธชีวภาพมีดังต่อไปนี้ค่ะ Hunter γ จากภาค Resident Evil 3 Remake กับ Jack Baker จากภาค Resident Evil 7 จะสุ่มการกลายร่างเมื่อผู้เล่นเก็บหลอดไวรัสติดตัวเอาไว้ 1 หลอด Nemesis จากภาค Resident Evil 3 Remake กับ Super Tyrant Resident Evil 2 Remake จะสุ่มการกลายร่างเมื่อผู้เล่นเก็บหลอดไวรัสติดตัวเอาไว้ 2 หลอด เช่นเดียวกับตัวละครมนุษย์ อาวุธชีวภาพแต่ละตัวจะมีค่าสเตตัสติดตัวที่ไม่เหมือนกัน และสกิลโจมตีที่ให้มาตัวละ 2 สกิล ในการฝึกเล่นเป็นตัวละครอาวุธชีวภาพอาจจะดูยุ่งยากสักหน่อย แต่ถ้าเล่นแล้วฝึกดีๆ มันจะกลายเป็นตัวละครที่ทำให้เราสามารถสังหารศัตรูฝ่ายตรงข้ามแล้วเก็บคะแนนได้มากกว่าตอนเราเล่นเป็นฝ่ายมนุษย์เสียอีกค่ะ ส่วนตัวแล้วเกวลินมองว่า “ตัวละครอาวุธชีวภาพยังจะต้องปรับสมดุลอีกสักหน่อย” เพราะบางตัวก็รู้สึกว่ามีพลังที่ดู OP เกินไปอยู่ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ว่าเราฝึกฝนการใช้งานของตัวละครนั้นๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ต่อให้เป็น Fat Molded มอนสเตอร์ระดับล่างก็สามารถสังหารผู้เล่นหรือมอนสเตอร์ที่เก่งๆ ได้เหมือนกัน โดยรวมแล้วตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จากความรู้สึกที่เกวลินเล่นมาเกมเพลย์ของเกมนี้สนุกใช้ได้มาก ๆ เลยค่ะ ถ้าเทียบกับเกม Resident Evil Resistance ที่เป็นการต่อสู้ในรูปแบบ 4 Vs. 1 เอาจริงๆ มันก็สนุก...แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างทำให้เมื่อเล่นไปนานๆ กลับรู้สึกเบื่อได้ ตรงกันข้ามกับเกม Resident Evil Re:Verse ถ้าคุณเป็นคนชอบเกมแนว Action Shooting เกมนี้ดูจะเหมาะกับเพื่อนๆ มากที่สุดค่ะ เพราะเงื่อนไขในการเล่นไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมายเพียงแค่เราสามารถไต่ลำดับคะแนนจากการสังหารให้มากที่สุดเพื่อเป็นผู้ชนะ  ส่วนในเรื่องกราฟฟิกภายในเกมจะมีให้ปรับในโหมดการ์ตูนที่เราจะเห็นรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น และ โหมดปกติที่จะเหมือนกับเราเล่นเกมนี้เลย มืด ๆ มองอะไรไม่ค่อยเห็นชัดเท่าไหร่ แนะนำว่าถ้าจะเล่นเกมนี้เลือกใช้โหมดการ์ตูนจะดีกว่าค่ะ เพราะเราจะได้เห็นว่าศัตรูอยู่ตรงไหนชัดเจนมาก ที่สำคัญตัวเกม Resident Evil Re:Verse รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบเหมือนกับตัวเกมหลักอย่าง Resident Evil Village อีกด้วยค่ะ! แต่ก็น่าเสียดายที่ทาง Capcom เลือกใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่จะขึ้นอยู่กับ Host เป็นหลัก ทำให้เราถ้าไปเจอผู้เล่นที่อยู่ประเทศที่ไกลจากเรามันก็ส่งผลต่อการเล่นเป็นอย่างมากเลย คือเห็นได้ชัดเลยว่าโจมตีโดนเต็มๆ แต่ไม่ตาย หรือ การวาร์ปอันเป็นผลการอาการแล๊ค สิ่งเหล่านี้คือปัญหาของการใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ทาง Capcom เลือก ก็ได้แต่ลุ้นและหวังว่าเมื่อตัวเกมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ การเชื่อมต่อของระบบเซิร์ฟเวอร์จะมีความเสถียรมากกว่านี้นะ ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นปัญหาเดิมๆ แล้วคนก็จะเลิกเล่นเกมนี้ไปแม้ว่าเกมมันจะดีแค่ไหนก็ตาม ตัวเกม “Resident Evil Re:Verse” จะแถมให้กับผู้เล่นที่ซื้อเกม Resident Evil Village เท่านั้น โดยตัวเกมจะวางจำหน่ายในวันที่ 7 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ทั้งแพลตฟอร์ม PC, PlayStation 4, PlayStation 5, Xbox One และ Xbox Series X/S ถึงตอนนั้นอย่าลืมมาเล่นด้วยกันนะคะ เกวลินตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะซื้อเอาไว้เล่นบนเครื่อง PlayStation 5 เพราะคาดว่าคนน่าจะเล่นกันเยอะมากกว่า ตัวเกมสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,829 บาทสำหรับ PC [Steam] และ 1,822 บาท สำหรับ PlayStation 5 ค่ะ ใครสะดวกแพลตฟอร์มไหนก็จัดมาเก็บไว้ก่อนก็ได้นะคะ แล้วเจอกันใหม่กับบทความหน้าของเกวลินนะคะ สวัสดีค่ะ!  
10 Feb 2021
'ฆ่า Brand' เพื่อ 'RE Brand': กรณีศึกษาทิศทางที่เปลี่ยนไปของซีรีส์ Resident Evil
หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ ผู้เขียน เขียนโดยใช้ข้อมูลอ้างอิงของ Resident Evil ภาคแกนหลัก โดยไม่ได้แตะไปที่ภาคปลีกย่อย แต่ขอให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจโดยทั่วกันว่า กระบวนการที่ Capcom ได้ทำกับซีรีส์นั้น เกิดขึ้นในภาพกว้าง โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคใดภาคหนึ่ง หรือสื่อใดสื่อหนึ่งเป็นการเฉพาะ หมายเหตุ 2 : ในขณะที่ผู้เขียนเขียนงานชิ้นนี้ ก็เป็นช่วงเวลาดียวกับที่คุณ Jeanette Maus ผู้ให้เสียงและ Mo-Cap ‘ลูกสาวแวมไพร์’ ใน Resident Evil : VILLAGE ได้เสียชีวิตด้วยมะเร็งลำไส้ ในวัย 39 ปี ผู้เขียนขอแสดงความอาลัยต่อการจากไป และขอให้วิญญาณของเธอไปสู่ภพภูมิที่ดี เนื่องด้วยเธอได้ดำรงความเป็นอมตะในบทบาทอันสุดยอดเป็นที่จดจำได้ในทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดตัว บนชิ้นงานที่จะสืบทอดต่อไปอีกนานเท่านาน และในขณะนี้ ทางครอบครัว Maus ยังเปิดรับเงินบริจาคสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ลำบาก ซึ่งคุณสามารถร่วมบริจาคได้ ที่นี่ *********************************************************************************************************** ย้อนเวลากลับไปที่ปี 1998 หรือเมื่อประมาณ เกือบยี่สิบสามปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่เครื่อง Playstation รุ่นแรกยังคงเฟื่องฟู ผู้เขียนยังเป็นเพียงเด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์การเล่นเกมบนระบบดังกล่าวเช่นเดียวกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่นทั่วไป และเป็นเวลาเดียวกับที่ซีรีส์ ‘Resident Evil’ เกมผจญภัยสยองขวัญชื่อดังของ Capcom กำลังติดลมบน จากความสำเร็จของภาคแรก และตีเหล็กกำลังร้อนของภาคที่สอง ที่แทบจะเรียกว่าร้านเกมทุกแห่งจะต้องมี และแข่งกันเล่นกับเพื่อนฝูงว่าใครจะสามารถเล่นได้เร็วที่สุด เก่งที่สุด ปลดล็อคความลับที่ซ่อนอยู่ได้มากที่สุดกว่ากัน ในยุคที่ยังไม่มีประดิษฐกรรมที่เรียกว่า ‘Achievements’ นั้น นับเป็นความท้าทายที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองและเสียงเชียร์จากเพื่อนเป็นรางวัลล้วนๆ ไม่มีเป็นอื่นใด เห็นแบบนี้ แต่นี่สุดยอดกราฟิกระดับ Next-Gen ของปี 1998 ที่ทุกคนต้องสัมผัส สำหรับ Resident Evil 2 และด้วยความนิยมอันมหาศาลของ Resident Evil 2 นี้เอง ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ ‘อ่าน’ หนังสือการ์ตูนแบบ Pirate หรือแบบพิมพ์อย่างไม่ถูกลิขสิทธิ์ ที่เอาผลงานเขียนโดยนักเขียนสายไต้หวัน (ในชื่อ 'Manhua' [生化危機]) ที่เอาความเป็นซีรีส์ RE มาเป็นกรอบ เคลือบความเป็นการ์ตูนกำลังภายใน และเนื้อหาข้างในก็ถูกยำใส่สีตีไข่จนมั่วและแทบไม่เหลือเค้าเดิม ผู้เขียนได้แต่นั่งอ่านไปและถอนใจ ทั้งในความบรรเจิดของคนเขียน ความพยายามที่จะทำมาหากิน และความ ‘เพ้อเจ้อ’ ของการ์ตูนกำลังภายใน ที่ดูเหมือนจะหยิบจับอะไรก็ได้ มาบิดดัดให้กลายร่างเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะสามารถไปในแนวทางเหล่านั้น ให้กลายเป็นการปล่อยพลังวรยุทธ์ขั้นที่สาม สี่ และห้า ได้อย่างเข้าใจจะหาทำ... Leon ผู้สำเร็จเคล็ดวิชา G-Virus ขั้นที่ห้า ..... ก็คงมีแต่การ์ตูนจอมยุทธ์สายไต้หวันนี่ล่ะ ที่กล้าและบ้าพอจะหาทำ... แต่มาในวันนี้ ยี่สิบกว่าปีผ่านไป … กับซีรีส์ Resident Evil ที่เดินทางออกห่างจากภาค 2 มาไกลจนถึงภาค 7 และภาค VILLAGE ที่กำลังจะวางจำหน่าย แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่เท่ากับการที่ Leon ได้เคยเป็นยอดจอมยุทธ์แห่ง G-Virus ในหนังสือการ์ตูน แต่การได้เห็น Leon กลายเป็นสุดยอดสายลับ (และนักทำลายล้างยานยนต์ทุกชนิดที่ขับขี่…), Chris Redfield ต่อยหินลาวา, Jill Valentine เป็นสุดยอดอาวุธชีวภาพเดินได้, Albert Wesker กลายเป็นสุดยอดมนุษย์กลายพันธุ์ และการผจญภัยของ Ethan Winters ที่ต่อมือขาดด้วยไวรัสได้ง่ายเหมือนหยอดยาแดงเบตาดีน (และแน่นอน… ได้เห็น Joe Baker ต่อยเหล่า ‘Molded’ ตัวขาดด้วยหมัดเปล่าใน End of Zoe ภาคเสริมของ Resident Evil 7…) วินาทีที่ Chris Redfield ผลักหินลาวา ความเป็น Resident Evil ก็แบบดั้งเดิมก็จากลาในความรู้สึกของผู้เขียนไปเรียบร้อยแล้ว... ทั้งหมดนี้ ทำให้ผู้เขียนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า นักเขียนการ์ตูนไต้หวันเหล่านั้น มีญาณทิพย์เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ล่วงหน้าเป็นสิบกว่าปีหรือไม่ เพราะแม้จะไม่ได้เวอร์วังในสเกลเดียวกัน แต่ถ้าเทียบกับต้นกำเนิดหลักแล้ว ก็ต้องบอกว่าซีรีส์ RE นั้น ‘มาไกล’ จนเกือบเข้าข่าย ‘เพ้อเจ้อ’ อยู่ไม่น้อย และยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีกขั้น เมื่อมันกลายเป็นหนังอย่าง Texas Chainsaw Massacre หรือ The Hills have Eyes ในธีมตระกูล Baker ของภาค 7.... แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถ้ามองในแง่มุมการตลาดแล้ว เราจะพบว่า มันเป็น ‘กระบวนการ’ ที่ผ่านการคิดและการสร้างมาอย่างเป็นระบบ ด้วยความตั้งใจ และการใช้เวลา และเป็นการ ‘รีแบรนด์’ แบบเล่นใหญ่ในตลอดยี่สิบห้าปีในประวัติศาสตร์ของซีรีส์ที่ผ่านมา ถูกสะสม ลองผิดลองถูก และผ่านการ ‘ถูกฆ่า’ เพื่อหาสูตรสำเร็จในแต่ละช่วงเวลามาอย่างห้าวหาญมานับไม่ถ้วน ซึ่งน้อยซีรีส์นักที่จะมีความกล้าในการลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ จนนี่ น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อะไรคือการ ‘รีแบรนด์’ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ‘รีแบรนด์’ มาบ้างจากวิชาทางด้านการตลาดและเศรษฐศาสตร์ ถ้ากล่าวโดยสรุปนั้นคือ มันเป็นกลยุทธ์ที่สินค้าและบริการหนึ่งๆ ใช้ ในการปรับ ‘ภาพลักษณ์’ เพื่อเข้าถึงความต้องการและการจดจำของลูกค้า โดยมีเหตุผลและความจำเป็นสำหรับการ ‘รีแบรนด์’ ที่สามารถสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ -กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์นั้นๆ มีความเปลี่ยนแปลงไป -มีความต้องการที่จะขยายตลาดให้หลากหลาย และกว้างขวางมากขึ้น -มีสัญญาณของการ Disrupt หรือการเข้ามาของสิ่งใหม่ ที่จะทำให้รูปแบบการทำธุรกิจหรือสินค้าเดิมล้าสมัย -สัญญาณของการไม่ปรับตัวจะทำให้แบรนด์กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม ที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น ไปเป็นเพียงเหตุ ‘คร่าวๆ’ เพราะปัจจัยในการรีแบรนด์นั้นยังมีอีกมาก (และผู้เขียนก็คงไม่ขอยกมาทั้งหมด ไม่เช่นนั้นบทความนี้อาจจะกลายเป็นตำรา Marketing 101 ไปเสียก่อน…) แต่เชื่อหรือไม่ว่า การรีแบรนด์นั้น เกิดขึ้นมาโดยตลอด และไม่เฉพาะกับแบรนด์ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง แต่กับแบรนด์ขนาดใหญ่นั้น กลับเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่ผ่านขั้นตอนการ ‘รีแบรนด์’ อย่างหนักหน่วงมากที่สุด เช่น แบรนด์ Starbucks, Marvel Studios หรือของไทยอย่าง 'Bar-B-Q Plaza' ที่ปรับภาพลักษณ์ขององค์กรอายุ 30 ปีให้สดใส จนคนคุ้นเคยกับ 'พี่ก้อน' หรือ 'บาร์บีกอน' กันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การ 'รีแบรนด์' นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้สุ่มสี่สุ่มห้า เพราะภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป มีผลต่อความเชื่อใจของผู้บริโภคอย่างสูง ถ้าทำอย่างไม่ระวัง ผลเสียที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงกว่าการไม่ทำอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ นั่นทำให้การ 'รีแบรนด์' คือมาตรการสุดท้าย ในสภาวะที่แบรนด์ส่อเค้าว่าจะวิกฤติ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง ใครๆ ก็รักพี่ก้อน และพี่ก้อน ก็คือผลลัพธ์จากการ 'รีแบรนด์' ครั้งสำคัญของ Bar-B-Q Plaza ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด จำเป็นแค่ไหนที่ Resident Evil จะต้อง ‘รีแบรนด์’? อันที่จริง ในช่วงเวลาที่เป็นขาขึ้นที่สุดของซีรีส์ Resident Evil อย่างภาคสองนั้น มันแทบจะเป็นจุดที่ทาง Capcom เองไม่ต้องกังวลใดๆ กับการดำรงอยู่ของแบรนด์นี้ในสายการผลิตของตัวเองด้วยซ้ำ แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้ว เราจะพบว่า มันมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่จะนำซีรีส์นี้ไปสู่ ‘ทางตัน’ ได้ หากผู้พัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวิสัยทัศน์ของ Shinji Mikami ผู้เป็นโปรดิวเซอร์หลักของซีรีส์ได้มองเอาไว้ ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเสียแต่เนิ่นๆ -ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี : การเล่นในแบบมุมกล้อง CCTV Camera นั้น เป็นรูปแบบเก่าที่เกิดจากข้อจำกัดในการแสดงผล ซึ่งมันจะล้าสมัยไปในไม่ช้า -พื้นหลังเรื่องราว : วิกฤติซอมบี้ระบาดในพื้นที่จำกัด กับศัตรูรูปแบบเดิมเช่นนี้ จะเล่นได้อีกนานแค่ไหน? -การพัฒนาตัวละคร: บรรดาตัวละครทั้งหลายที่อยู่ในเนื้อหา จะสามารถเติบโตในทิศทางใด หากยังถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบเขตกีดกั้นของวิกฤติซอมบี้ระบาด? Resident Evil : Code: Veronica น่าจะเป็นจุด 'ถึงที่สุด' ที่ Capcom ได้เห็นว่า แนวทางแบบดั้งเดิม ควรจะต้องหยุด และเริ่ม Disrupt ตัวเองได้เสียที เอาเพียงแค่สามข้อ มันก็ดูจะเพียงพอแล้วที่เราจะเห็นว่า ปลายทางของ Resident Evil ในแบบ ‘ดั้งเดิม’ นั้น ไม่อาจฝ่าคลื่นนาวาของความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะถาโถมเข้ามาได้ (และดูเหมือนว่าจะยิ่งชัดเจนที่สุดกับภาค Code Veronica ที่น่าจะถึงที่สุดของการนำเสนอและการเล่นใน ‘แบบเก่า’ ไปแล้ว) นอกไปเสียจากทางตัน และยิ่งโดยตัวของ Shinji Mikami เองที่ได้มีโอกาสไปกำกับเกมอื่นๆ ของค่าย เขาก็ยิ่งเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้ซีรีส์ Resident Evil ‘ไปได้ไกล’ มากกว่าที่เป็น และเป็นเหตุผลที่เขาเริ่มทำ ‘Resident Evil 4’ และโลกของ RE ก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป …. ’ฆ่า Brand’ เพื่อ ‘RE : แบรนด์’ เป็นที่แน่นอนแล้วว่ากระบวนการ ‘รีแบรนด์’ นั้น คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนในฐานคิดของทีม Capcom ถ้าพวกเขาอยากจะก้าวต่อไปกับซีรีส์นี้ แต่กระนั้น ด้วยความที่ Resident Evil คือหนึ่งในเกมระดับแม่เหล็กของค่าย การเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างฉุกละหุก และโดยปัจจุบันทันด่วนนั้น อาจจะก่อให้เกิดผลเสียที่จะตามมา และนั่น ทำให้เกิดเป็นแผน ‘ระยะยาว’ ที่ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจหรือไม่ แต่พวกเขาก็ได้ดำเนินการ ‘ฆ่า’ สามเสาหลักที่สำคัญของแบรนด์ RE และดัดแปลงมันเพื่อขยายขอบเขตความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับซีรีส์อย่างเป็นระบบ ที่เรา ในฐานะผู้เล่น อาจจะรู้สึกว่า พวกเขากำลังเล่นบ้าอะไรอยู่ แต่เชื่อเถอะว่า นี่เป็นขั้นตอนที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมองในภาพกว้าง แล้วพวกเขาได้ ‘ฆ่า’ อะไรไปบ้าง? 1.ฆ่า ‘บทบาทตัวละคร’ นี่เป็นจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ เพราะบรรดาตัวละครทั้งหลาย ย่อมมีพัฒนาการและการเติบโตตามระยะเวลา การจะยังคงรูปแบบ แนวคิด และลักษณะดั้งเดิมเอาไว้ จะทำให้มันกลายเป็นตัวละครที่มีมิติที่แบนราบ ไม่น่าสนใจ และดูเหมือนว่าทีม Capcom เองก็เห็นด้วย และ ‘ไปสุดทาง’ อยู่ไม่น้อย เพราะการที่เหล่าตัวละครจากคนธรรมดา ที่อาจจะเป็นเพียง ‘ผู้พยายามรอดชีวิต’ จากวิกฤติไวรัสซอมบี้ระบาด จนกลายมาเป็นสุดยอดโคตรคนที่ต่อกรกับทุกอุปสรรคได้อย่างเหนือมนุษย์นั้น ก็ออกจะพิสดารอภินิหารไปบ้าง แต่ในเมื่อมันเป็นตัวละครของ ‘พวกเขา’ แล้ว พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะยำมันได้ในขอบเขตที่ยังไม่ล้ำเส้นความเป็นไปได้จนเกินไป ซึ่งนั่นจะตามมาด้วยการ ‘ฆ่า’ ในข้อที่สอง 2.ฆ่า ‘พื้นหลังเรื่องราว’ จากจุดเริ่มต้นเรื่องราวที่ Spencer Mansion นอกเขตเมือง Raccoon City ใน Resident Evil ภาคแรก มาสู่การเดินทางเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพของอดีตบริษัท Umbrella ที่ล่มสลาย และกระจายเข้าสู่ตลาดมืด จากวิกฤติไวรัสล้างเมือง สู่การใช้อาวุธชีวภาพตามพื้นที่ต่างๆ ก่อจนเกิดเป็นลัทธิวิปริตอย่าง Los Illuminados หรือบ้านตระกูล Baker ที่เหมือนหลุดมาจากหนัง Texas Chainsaw Massacre จากหน่วยสืบพิเศษ S.T.A.R.S. แห่งกรมตำรวจ Raccoon City สู่หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย Bioterrorism Security Assessment Alliance (BSAA) เหล่านี้ คือการเปลี่ยนพื้นหลังเรื่องราวหรือ Narrative เพื่อสอดรับกับการเติบโตและความเป็นไปของบรรดาตัวละครที่มีบทบาทที่แตกต่างออกไปจากเดิมของซีรีส์ Resident Evil นั่นเพราะถ้าหากยังคงบทบาทเก่า แนวคิดเก่า และ ‘ความสามารถ’ แบบเก่า มันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพวกเขาคงไม่สามารถรับมือกับวิกฤติการผีบ้าทั้งหลายที่ยกสเกลความพินาศขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวได้ Ada Wong คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ในด้านความ 'เหนือมนุษย์' ที่เปลี่ยนจาก Corporate Agent ธรรมดา ให้กลายเป็นโคตรสายลับสาวระดับพระกาฬที่เราคงไม่ต้องถามเรื่องความเวอร์วังอะไรจากเธออีก... และก็อีกเช่นเคย Capcom สนุกกับการเชือด Settings เก่าทิ้งอย่างเป็นระบบ ค่อยๆ สอดไส้ความเหนือมนุษย์ลงไปทีละหยดๆ จนมาถึงตอนนี้ เราคงไม่ค่อยแปลกใจกันนัก ถ้าหากจะเห็น Leon S. Kenedy เป็นยอดสายลับขับขี่ยานพาหนะเป็นพัง และเห็น Chris Redfield กลายเป็นโคตรทหารต่อยซอมบี้หัวขาดและฟาดหินลาวาด้วยหมัดเปล่า และเหล่าซอมบี้ง่อยๆ ก็กลายเป็นเหล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์และอีกหลายอันที่หลุดมาจากนรกขุมที่เท่าไรก็ไม่อยากจะนับ ก็เพราะพวกเขา ‘ชง’ ให้มันมาทางนี้ซะแล้ว ซึ่งการ ‘ตบ’ และ ‘ดื่ม’ ก็จะเกี่ยวข้องกับการ ‘ฆ่า’ ปัจจัยสุดท้าย 3.ฆ่า ‘เกมการเล่น’ นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผู้เขียนขอยกมาไว้ตอนท้าย เพราะดังที่กล่าวไปข้างต้น เกมการเล่นดั้งเดิมของ Resident Evil ในแบบแรกเริ่ม ที่กำหนดมุมกล้องแบบ CCTV นั้น เกิดขึ้นจากความจำเป็นในข้อจำกัดของเทคโนโลยี และเป็นสิ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมผจญภัยสยองขวัญโคตรปู่ผีอย่าง Alone in the Dark (ที่ตอนนี้ตายซากกลายเป็นเป็นผีไม่มีที่ฝังและถูกลืมหายไปจากความทรงจำแล้วอย่างน่าเศร้า…) แต่เมื่อเทคโนโลยีในการนำเสนอเปลี่ยนแปลงไป เมื่อความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้เดินทางเข้ามา ทีมพัฒนาของ Capcom ก็รู้แล้วว่า การ ‘Disrupt’ ครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง และถ้าพวกเขาไม่ขยับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลง ซีรีส์ RE ก็อาจจะกลายเป็นผีตามรุ่นพี่อย่าง Alone in the Dark ไปอีกเกม พวกเขานำร่องด้วยเกมอย่าง Resident Evil 4 ที่กลายมาเป็นเกม 3rd Person Shooter บนระบบ Gamecube ก่อนจะดำเนินตามแนวทางนี้มาจนถึงภาคที่ 6 และอย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ เพราะการเปลี่ยน Genre หรือประเภทแนวเกม นั่นหมายถึงผู้พัฒนาเกม จะต้องสร้างเกมบนฐานคิด มุมมอง และทัศนคติด้วยแนวทางใหม่ เพราะเกมแต่ละประเภทก็มีจังหวะ มีลูกล่อลูกชน และมีรูปแบบในการนำเสนอความน่าสนใจที่แตกต่างกัน มี 'Pace' ที่แตกต่างกัน แน่นอน Resident Evil ในแบบออริจินัลดั้งเดิม มุมกล้อง CCTV นั้นสามารถช้าได้ แต่เมื่อพวกเขาเปลี่ยนเป็น 3rd Person Shooter แล้ว รูปแบบการเล่น การวางศัตรู การแก้ปริศนา และการสร้างความท้าทายก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในทันที และเป็นไปในแบบที่เกมแนวเดิมไม่สามารถให้ได้ มันคือการ 'ฆ่า' เกมแนวเก่า เพื่อโอบรับ 'แนวคิดใหม่" โดยแท้ และพวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่ถึงสามภาคเต็มๆ ตั้งแต่ภาค 4 จนถึงภาคที่ 6 ในแบบสุดทาง และพวกเขาก็ Disrupt ตัวเองอีกครั้งในภาค 7 ที่พวกเขา ‘ทดลอง’ นำเอาความเป็น First Person Shooter มาใส่ความสยองขวัญแบบ RE ดั้งเดิมลงไป ซึ่งก็ให้ผลตอบรับในทางที่ดีอยู่ไม่น้อย จนกลายมาเป็นภาค VILLAGE ที่กำลังจะวางจำหน่าย ที่คิดว่าความเป็น First Person Shooter กึ่งสยองขวัญ น่าจะยังอยู่กับซีรีส์ RE ไปอีกสักระยะหนึ่งอย่างแน่นอน อนึ่ง แม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในระดับ ‘หักศอก’ เกิดขึ้นในรอบ 25 ปีของซีรีส์ Resident Evil แต่ทีม Capcom ก็ไม่ได้ทิ้ง Core Value ของซีรีส์ ทั้งในเรื่องของการเป็นเกมสยองขวัญ, เอกลักษณ์ของจุดเซฟ, การบริหาร Inventory, การสืบทอด Entity หรือองค์กรอย่าง Umbrella ที่ดูจะเป็นปิศาจที่หลอกหลอนในเรื่องราวเกือบทุกภาค (แม้ว่าในเนื้อหาหลัก ตัวบริษัทจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม…) เพราะสำหรับพวกเขา ทีมพัฒนาจาก Capcom ซีรีส์ Resident Evil ก็ยังคงเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘สิ่งเหนือธรรมชาติ’ ที่เกิดจากสิ่งที่ถูกสร้างโดยเทคโนโลยีในทางที่ผิด ส่วนผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีที่ว่านั้น จะออกมาในรูปแบบไหน คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำคัญอันใดอีกต่อไปแล้ว (โดยเฉพาะภาค VILLAGE ที่ดูจะยิ่งหลุดโลกหนักกว่าเดิม ที่คุณสามารถอ่านบทความสรุปเนื้อหาได้จาก ที่นี่) "และแน่นอน นั่นหมายรวมถึงขอบเขตที่ Resident Evil จะก้าวต่อไป ที่พวกเขาได้สลัดหลุดพ้น ‘กรอบกีดกั้น’ ของความเป็นเกมอาชีวิตรอดจากซอมบี้ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย…" จากวันแรกที่ Resident Evil ภาคแรกวางจำหน่ายในปี 1996 จนมาถึงปีนี้ 2021 ที่ภาค VILLAGE จะวางจำหน่าย จากวันที่ Tyrant กับมือกรงเล็บสร้างความสยองขวัญ สู่ Lady Dimitrescu สตรีสูงศักดิ์ร่างยักษ์กับลูกสาว ‘แวมไพร์’ ในปราสาทยุโรปตะวันออกคือภัยร้ายแรงระดับถึงตาย จากวันที่ Leon S. Kenedy ยังเป็นตำรวจหน้าใหม่ที่บังเอิญโชคดีมาถึงเมืองช้า สู่การเป็นสุดยอดสายลับที่ขับยานพาหนะเป็นต้องพัง และจากวันที่ Shinji Mikami ตัดสินใจสร้าง Resident Evil ให้กำเนิดขึ้นมาบนโลก จนถึงวันที่เขาวางมือและปล่อยให้ซีรีส์ดำเนินไปตามทางของมัน และยังคงอยู่ได้ แม้เขาไม่ได้กุมบังเหียนมันอีกต่อไปแล้วก็ตาม Lady Dimitrescu สตรีสูงศักดิ์ร่างยักษ์กับเหล่า 'ลูกสาวแวมไพร์' ตัวร้ายของภาค VIlLAGE ที่สร้างกระแสฮือฮาบนโลกอินเทอร์เนตอย่างไม่หยุดฉุดไม่อยู่ แน่นอน มันมีกาสร้างที่ผิดพลาด มันมีการ experiment หรือการทดลองแนวคิดที่ไม่ประสบผล (ไม่ว่าจะเป็นภาค Outbreak ที่แนวคิดดีแต่ติดที่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี หรือภาค Umbrella Corps แนว Multiplayer Shooter ที่อย่าไปพูดถึงมันเลยจะดีกว่า…) บางการ 'ทดลอง' ของ Capcom ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จ เช่น Resident Evil : Umbrella Corps ที่สมควรถูกลืมไปซะจะดีกว่า ... แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ซีรีส์ Resident Evil คือหนึ่งในตัวอย่างของการ ‘ปรับตัว’ หรือ ‘รีแบรนด์’ ที่กระทำอย่างต่อเนื่อง รับรู้ข้อจำกัดตัวเอง และรีบดำเนินการในทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมากระตุ้นเตือนหรือทำให้รับรู้ว่าตัวเอง ‘ตกเทรนด์’ เพราะพวกเขาเป็นคน ‘กำหนดเทรนด์’ ที่เกมแนวสยองขวัญจะก้าวไปข้างหน้า ที่จะยืนยาวต่อไป และน่าลุ้นอยู่ไม่น้อย ว่าพวกเขาจะสร้างสิ่งใด ภายใต้ความเปลี่ยนผ่านของแวดวงวิดีโอเกมในเวลาที่จะมาถึง “เพราะลงว่าได้ ‘ฆ่าแบรนด์’ เพื่อเกิดใหม่มาแล้วอย่างชำนาญ มันจะไม่จบแค่ครั้งที่สอง สาม หรือสี่แน่นอน และนั่น คือวิถีทางที่สิ่งใหม่ๆ จะถือถือกำเนิดขึ้น ในวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด และมันจะเป็นเช่นนั้น…เสมอ”
10 Feb 2021
9 เกมที่ Remake ที่แย่กว่าต้นฉบับ
ช่วงนี้อีกหนึ่งกระแสที่มาแรงนั่นคือ "การรีเมคเกม" ซึ่งหลายๆ เกมก็ประสบความสำเร็จเพราะทำออกมาได้ดีเทียบเท่าต้นฉบับหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็ใช่ว่าทุกเกมที่ถูกนำมารีเมคจะเป็นแบบนั้นบางเกมทำออกมากลับทีผลในแง่ลบจนแย่กว่าต้นฉบับ ในวันนี้ขอพาเราทุกคนมาดู 9 เกม Remake ที่ทำออกมาแล้วดันแย่กว่าต้นฉบับจะมีเกมอะไรบ้างมาดูกัน. 1.MediEvil: Resurrection (2005) MediEvil เป็นอีกหนึ่งเกมในยุค 90 ที่ถูกนำรีเมคเพื่อนำเสนอคุณสมบัติของเครื่อง PlayStation Portable หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อว่า PSP แต่ผลที่ได้นั้นน่าผิดหวังมากเพราะปัญหาของระบบกล้องและการควบคุมที่ชวนให้ผู้เล่นรู้สึกอึดอัดในภาคต้นฉบับ แทนที่การนำกลับมาสร้างใหม่จะดีกว่าเดิมกลายเป็นรูปแบบการเล่น ระบบกล้องต่างๆ ดูจะสาหัสกว่าเดิมมากและยังมีการตอบสนองเวลาต่อสู้ที่ดีเลย์ทำให้เกมน่าเบื่อไปอีก. 2.GoldenEye 007 (2010) เกมในตำนานสมัยของ Nintendo 64 อย่าง“ GoldenEye 007” มันเป็นเกมยิงที่ผู้คนในยุคนั้นชอบกันมาก และที่สำคัญหลังจากนั้น Nintendo เหมือนจะไว้วางใจสำหรับการรีเมคที่ผลิตโดย Activision เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าของเครื่อง Wii ให้มีมากขึ้น แต่แล้วก็ทำให้แฟนๆ ส่วนใหญ่รู้สึกผิดหวังเพราะภาครีเมคนี้ดูเหมือนจะหมกมุ่นอยู่กับระบบการลอบเร้นที่มากเกินไป มันไม่ได้เป็นไปแบบที่ใครหลายๆ คนคิดตรงที่ว่าจะต้องมีฉากแอ็คชั่นมากมายและความอลังการมากแน่ๆ สุดท้ายเราก็ต้องมากลายเป็ยสายลับนักย่องเบาแทนครับ. 3.Metal Gear Solid: The Twin Snakes (2004) สตูดิโอ Silicon Knights ได้รับความนิยมอย่างมากในการทำเกมสยองขวัญอย่าง “ Eternal Darkness: Sanity's Requiem” มันน่าประทับใจมากพอที่พวกเขาจะชวนไปร่วมงานในโปรเจ็กต์สำคัญอย่างการร่วมมือกับ Konami เพื่อรีเมคเกม Metal Gear Solid The Twin Snakes บนเครื่อง GameCube โดยพวกเขาประกาศอย่างภูมิใจว่าจะวางจำหน่ายในปี 2004 แต่แล้วเมื่อหัวเรือมี 2 คนมันก็นำมาสู่ความขัดแย้งกัน โดยหลายๆ อย่างส่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดนั่นคือฉากคัตซีนที่ออกแบบใหม่ซึ่งลงเอยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะแข็งกร้านและไม่มีอารมณ์เท่าที่ควร อีกทั้งยังถูกจับได้อีกว่าแอบนำหลายๆ อย่างมาจาก Metal Gear Solid 2 อีกด้วย.   4.Secret of Mana (2018) Secret of Mana ฉบับดั้งเดิมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นเกมที่ผสมผสานองค์ประกอบของเกม RPG เข้ากับการสร้างโลกสไตล์ Legend of Zelda ดังนั้นมันจึงควรค่าที่จะนำเกมนี้มารีเมคใหม่อีกรอบแต่แล้วผลงานที่ค่าย Square Enix ทำออกมามันยังคงมีปัญหาเดิมๆ จากเครื่อง SNES กลับมาเช่น เมนูจัดวางที่ดูไม่ดีเท่าทีควรและการเดินพล็อตเรื่องที่แปลกประหลาด ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกนั่นคือคุณภาพของภาพที่ไม่น่าประทับใจไปจนถึงเสียงซาวด์แทร็กที่ไม่น่าฟังเอาเสียเลย. 5.Teenage Mutant Ninja Turtles: Turtles in Time Re-Shelled (2009) มันเป็นเรื่องที่ดีครับที่เราจะนำเกมนินจากเต่า ( ขออนุญาตเรียกสั้นๆ ) กลับมาถ่ายทอดความสนุกให้กับเกมเมอร์ในยุคใหม่นี้ เพราะเกมนี้เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1991 โดยการรีเมคใหม่นั้นต้องมีแฟนๆ ดั้งเดิมที่ยินดีจ่ายเพื่อรำลึกถึงวัยวันวานของพวกเขาแน่นอนและคนยุคใหม่ก็สนใจเพราะมันคือเกมที่ทำให้คนรุ่นก่อนๆ หลงรัก แต่แล้วการรีเมคได้ทิ้งรูปแบบอนิเมชั่นการ์ตูนเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้นด้วยความเป็น 3D มันกลับดูแข็งๆ ทึบๆ หม่นๆ จนรู้สึกไม่น่าสนใจ ทั้งรูปแบบการต่อสู้ที่ซ้ำๆ ซากๆ และความยากที่ไม่รู้จะยากไปถึงไหนอีกด้วย. 6.Conker: Live and Reloaded (2005) Microsoft Rare วางแผนเกี่ยวกับการรีเมคเกม Conker's Bad Fur Day ที่เกมทำออกมาดีแต่กลับสวนทางกับรายได้พวกเขาจึงรีเมคมันใหม่ในปี 2005 โดยใช้ชื่อ Conker: Live & Reloaded บนเครื่อง Xbox แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างที่ออกมามันสวนทางออกนอกต้นฉบับไปไกลมากๆ ทั้งเรื่องเซ็นเซอร์คำสบถและการกระทำต่างๆ ที่เป็นเหมือนจุดขายของเกม และที่น่าหนักใจที่สุดก็คือโหมดการเล่นหลายคนซึ่งเป็นโหมดการต่อสู้ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครของต้นฉบับกลับถูกนำออกไปดื้อๆ ผลออกมา...แย่กว่าเดิมครับ   7.Silent Hill HD Collection (2012) จริงๆ แล้วเกมนี้ควรจะเรียกว่าถูกนำมารีมาสเตอร์มากกว่ารีเมคสร้างใหม่นะครับ แต่ปัญหาคือ Konami สูญเสียซอร์สโค้ดที่สมบูรณ์ของเกมไปทำให้ผู้พัฒนาอย่าง Hijinx Studios ตกที่นั่งลำบากพวกเขาต้องสร้าง HD Collection ที่ถูกปูด้วยรหัสที่ไม่สมบูรณ์นั้นจึงทำให้เกิดงานเสียงใหม่ที่ถูกมาแทนที่เสียงแบบต้นฉบับนั้นจึงทำให้เสนห์ส่วนหนึ่งของเกมหายไป อีกทั้งหมอกที่บดบังพื้นที่ทั้งหมดของ“ Silent Hill 2” ได้หายไปทำให้ฉากหลังที่มีความละเอียดต่ำซึ่งมันเคยมีหมอกช่วยสร้างความน่ากลัวและปิดจุดพกพร่องตรงนั้นให้ นี่ถือเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคที่น่าเห็นใจจริงๆ ครับ   8.Space Raiders (2002) ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีครับแต่สำหรับ Space Invaders ดั้งเดิมนั้นมีเนื้อหาที่เขาใจง่ายและทำให้เราอยากกลับไปเล่นซ้ำ แต่สำหรับภาครีเมคนั้นกลับมีตัวละครที่ดูธรรมดาและรูปแบบการเล่นที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากกว่าสนุก มันกลับกลายเป็นเกมที่ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมแค่เล็กน้อยและผู้เล่นเพียงแค่เล่นไปเรื่อยๆ และต้องพักเป็นระยะๆ เพราะรู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้.   9.Double Dragon II: Wander of the Dragons (2013) ถ้าพูดถึง Double Dragon II ภาครีเมคควรพูดได้ว่าเกมควรได้รับการรีเมคที่ดีกว่านี้โดยตัวเกมได้เนรมิตเมืองของต้นฉบับให้กลายเป็นด่านแบบ 3D แต่มันกลับดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา แถมเกมยังเต็มไปด้วยปัญหาแทบจะทุกช่วงเวลา เช่น การหลอดความแข็งแกร่งที่ลดลงเร็วเกินไป การโหลดด่านที่ใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น แม้แต่ฉากคัตซีนที่ทำออกมานั้นก็ดูเหมือนไม่ใช่มืออาชีพทำ ทั้งหมดนี้สร้างความเสื่อมเสียให้กับเกมต้นฉบับเป็นอย่างมาก! Credit : LINK
09 Feb 2021
10 ข่าวลือเกี่ยวกับเกม Elden Ring
หลายๆ คนอาจจะเฝ้ารอเกมใหม่ๆ จากค่าย From Software กันอยู่ ซึ่งค่ายนี้คือทีมงานที่พัฒนาเกมตระกูล Souls / Bloodborne หรือแม้แต่ Sekiro แต่คิดว่าหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้หรือลืมไปแล้วว่าทีมงานชุดนี้กำลังพัฒนาเกมใหม่อย่าง Elden Ring อยู่ ขอยอมรับเลยว่าทีมงานเก็บข้อมูลไว้มิดชิดมากจนทำให้หลายๆ สื่อยังมีข้อมูลไม่มากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อมูลเลย เพราะในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 10 ข่าวลือเกี่ยวกับเกม Elden Ring ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.วางจำหน่ายปี 2021? มีข่าวรั่วไหลออกมาว่าเกม Elden Ring จะออกวางจำหน่ายในปี 2021 ถ้าถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่นั้น? ขอตอบเลยว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะถ้าเราสังเกตกันดีๆ จะพบว่าค่ายนี้ชอบออกเกมใหม่หรือภาคใหม่โดยเว้นช่วงประมาณ 2-3 ปี ซึ่งเทียบได้จาก Demon's Souls ที่ออกมาในปี 2009 / เกม Dark Souls 1 ในปี 2011 / Dark Souls 2 ในปี 2014 และ Dark Souls 3 ก็ออกมาในปี 2016! ทีนี้ลองคิดดูว่า Sekiro : Shadow Die Twice ที่ออกมาในปี 2019 นั้น เมื่อลองคำนวณดูว่าในตอนนี้ปี 2021 ก็ผ่านมา 2 ปีแล้ว! ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ฟังข่าวดีจากเว็บไซต์ทางการเร็วๆ นี้ก็เป็นได้. 2.ยังคงเสนห์ของเกมตระกูล Souls ทีมพัฒนานั้นได้ให้คำมั่นว่า Elden Ring นั้นจะมีวิสัยทัศน์มุมมองใหม่ๆ และมีความทะเยอะทะยานมากขึ้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แค่คำอวยเฉยๆ เพราะพวกเขาได้ดีงตัวผู้ให้กำเนิดซีรีส์ Souls และ Bloodborne อย่างคุณ Hidetaka Miyazaki เพื่อช่วยในการพัฒนา กำกับ และเลือกทิศทางให้กับเกมนี้ ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่รู้ข้อมูลอะไรมากมาย แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่าทั้ง Dark Souls และ Bloodborne นั้นตัวเกมจะมีสเนห์ของความเป็นเกมยาก เกมปาจอย ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้น Elden Ring ก็ยังคงให้ความรู้สึกเหล่านี้กับผู้เล่นแน่นอน. 3.ตัวอย่างใหม่เร็ว ๆ นี้ แน่นอนว่าแฟนๆ เกมชาวญี่ปุ่นต่างกำลังเฝ้ารอตัวอย่างใหม่ของเกม Elden Ring ในช่วงหลังปีใหม่กัน เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเกมจากทางฝั่งญี่ปุ่นจะชอบเปิดตัวอย่างเกม เปิดตัวเกมใหม่ๆ ในช่วงวันที่ 1 มกราคมหรือช่วงต้นปีของทุกๆ เดือน แต่นี่ก็ผ่านมาถึงช่วงกุมภาพันธ์แล้ว แฟนเกมชาวญี่ปุ่นรวมถึงพวกเราก็ยังไม่เห็นวี่แววอะไรเลย แต่ถ้าสมมติฐานในหัวข้อแรกที่เกมจะออกวางจำหน่ายในปี 2021 นี้เป็นจริงนั้น ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นตัวอย่างใหม่เร็วๆ นี้! 4.นำเสนอความเป็น Open-World เต็มรูปแบบ ที่ผ่านมานั้นเกมซี่รี่ส์ Souls และเกมอื่นๆ ของ FromSofrware ที่เราเห็นกันจะเป็นเกมบนโลกแบบดันเจี้ยนกึ่งๆ  Open-World แต่ยอมรับเลยว่าแผนที่ที่ทีมงานทำมาตอนนี้มันทำให้เราสำรวจแนวเส้นตรงและแนวดิ่งได้กำลังดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถเล่นเกมแนว Souls ในโลก Opend-World ได้ มันจะให้ความรู้สึกแบบไหน? ก็ลองคิดดูว่าจากเกมที่แทบไม่บอกอะไรผู้เล่นอยู่แล้ว จะมีสเกลที่ใหญ่ขึ้น จะสามารถสำรวจได้มากขึ้น มันจะยิ่งทำให้เราต้องใช้เวลาเล่นนานขึ้นขนาดไหน! แต่มันเกิดขึ้นแล้วกับเกมของค่ายนี้ เพราะว่า Elden Ring นั้นจะถูกสร้างออกมาให้เป็นเกมแนว Open-World !   5.จะลงให้กับเครื่อง Gen ใหม่ด้วย! แน่นอนว่าในช่วงเปิดตัวนั้น เกม Elden Ring ประกาศว่าจะถูกลงให้กับเครื่องคอนโซลอย่าง PS4 และ Xbox One เท่านั้น แต่ล่าสุดมีข่าวลือออกมาว่าตัวเกมจะลงให้กับ PS5 และ Xbox Serie X ด้วย นั่นเพราะว่าทีมงานอยากจะแสดงศักยภาพของเกมให้ออกมาได้อย่างสูงสุด! ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วกับเกม Dark Souls 2 โดยในช่วงแรกนั้นตัวเกมได้ปล่อยให้กับเครื่อง PS3 และ Xbox360 และในภายหลังก็ลงให้กับเครื่อง PS4 และ Xbox One ด้วย. 6.ได้รับแรงบันดาลใจมากจากตำนานเทพนอร์ส ในช่วงที่ผ่านมานี้เราจะเห็นว่ามีหลายๆ เกมที่ได้หยิบยกนำเอาตำนานของเทพนิยายนอร์สมาเป็นธีมของเกม หรือหยิบนำศิลปะนอร์สมาใช้ ซึ่งล่าสุดก็มี 2 เกมดังอย่าง God of War 4 ในปี 2018 และ Assassin's Creed: Valhalla ในปี 2020 หยิบนำเรื่องราวของนอร์สมาใช้ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจเลย ถ้าหากเกม Elden Ring จะหยิบเอาเนื้อหาหรือศิลปะมาจากตำนานเทพนอร์ส ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ได้ยืนยัน แต่เราสามารถสังเกตได้จากซาวด์และภาพต่างๆ จากตัวอย่างที่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับตำนานเทพนอร์ส. 7.การพัฒนาหลักเสร็จสิ้นแล้ว! ทีมงานนั้นได้เผยว่าพวกเขาจะทำเกม Elden Ring ที่มีความซับซ้อนกว่าเกมอื่นๆ ที่ผ่านมามาก โดยตัวเกมจะมีความเป็นโลกแนวดิ่งที่ให้ผู้เล่นได้สำรวจมากขึ้น ซึ่งล่าสุดนั้นก็มีข่าวลือว่าการพัฒนาหลักๆ ของเกม Elden Ring นั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นจริง เราก็คงต้องรอตัวเกมเต็มไปอีกช่วงเวลาหนึ่งเพราะว่า ทีมงาน From Software จะต้องทำการทดสอบตรวจหาบั๊กหรือปัญหาอื่นๆ เสียก่อนซึ่งอาจจะกินระยะเวลาเกือบปีเลยก็เป็นได้! ( แฟนเกมก็ใจร่มๆ รอก่อนนะครับ เพราะถ้ารีบๆ เราอาจจะได้เกมที่มาพร้อมบั๊กแบบเกม.. ไม่พูดดีกว่า555 ) 8.สภาพอากาศแบบไดนามิก เกม Elden Ring นั้นจะมีระบบสภาพอากาศสุดเจ๋งแบบไดนามิกในเกมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเราอาจจะยังไม่มีข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับระบบนี้มากเท่าไหร่นัก แต่มันคงจะสนุกไม่ใช่น้อยเลย ถ้าหากว่าสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมไปจนถึงบรรดาศัตรูมากมายที่เราต้องเจอในเกมนี้ จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศตลอดเวลา! 9.มีกลางวันและกลางคืน ถ้าหัวข้อนี้เป็นจริงบอกได้เลยว่านี่คือการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่สุดของเกมจากค่าย From Software เลย นั่นเพราะว่าเกมส่วนใหญ่ของค่ายนี้จะเน้นไปที่ฉากเมฆหมอกหม่นๆ รวมถึงฉากกลางคืนมากกว่าที่จะเน้นฉากกลางวันสีสันสดใส ดังนั้นถ้าหากเกม Elden Ring นั้นมีระบบกลางวันและกลางคืนจริงๆ เราก็จะได้เห็นวิสัยทัศน์มุมมองใหม่ๆ จากทีมงานชุดนี้ และไม่แน่ว่าถ้าระบบนี้สามารถใช้กับระบบสภาพอากาศแบบไดนามิกด้วย รูปแบบการเล่นอาจจะให้ความแปลกใหม่ สนุก และหลากหลายขึ้นก็เป็นได้ Credit : THEGAMER
09 Feb 2021
10 เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ Agent 47 [ Hitman 3 ]
แฟรนไชส์ Hitman นี้เดินทางมาไกลมากๆ และในที่สุดเราก็ได้เล่นบทสรุปซีรี่ส์ไตรภาคอย่าง Hitman 3 ผ่านมุมมองการเล่นและการเล่าเรื่องของตัวละครนักฆ่าในตำนานอย่าง Agent 47 แต่เชื่อว่ายังมีหลายๆ เรื่องของ Agent 47 มากมายที่เรายังไม่รู้ เช่น Agent 47 เขาเป็นใครมาจากไหน? รอยสักบาร์โค้ดมีความหมายอะไรหรือเปล่า? ในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 10 เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ Agent 47 ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลย! 1.Agent 47 มีพ่อ 5 คน ดร.ออร์ท-เมเยอร์ ( Dr. Ort-Meyer ) มีเป้าหมายสูงสุดที่จะทำการทดลองตัดต่อพันธุกรรมเพื่อสร้างกองทัพมือสังหารที่ไร้ความรู้สึก ไร้ที่ติและไร้ซึ่งความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แน่นอนว่าการจะทำเรื่องป่าเถื่อนแบบนี้เขาไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปกู้เงินจากธนาคาร แต่ว่าสำหรับดร.ออร์ท-เมเยอร์ นั้นเขาเป็นที่ยอมรับและรู้จักของผู้คนมากมาย ดังนั้นเขาจึงติดต่อไปหาเพื่อนเก่าทั้ง 4 ได้แก่ Lee-Hong / Pablo Belisario Ochoa / Frantz Fuchs และ Arkadij Jegorov เพื่อขอเงินทุน แต่สิ่งที่ต้องแลกนั่นก็คือการเอารหัสพันธุกรรมของทั้ง 4 คนมาใส่ในตัวของร่างโคลนด้วย และนอกจากนี้ยังต้องส่งอวัยวะต่างๆ เพื่อมารักษาและยื้อชีวิตของพวกเขาทั้ง 4 ให้ยืนยาวอีกด้วย! 2.Agent 47 ก็ฆ่าล้างบางพ่อทั้ง 5 คน! หลังจากทั้ง 4 คนที่ทางดร.ออร์ทไปขอความช่วยเหลือได้รับผลประโยชน์คือการรับอวัยวะต่างๆ ทำให้พวกเขามีอายุที่ยืนยาวขึ้น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนในวัยเดียวกัน ดังนั้นจากเดิมที่พวกเขาทั้ง 4 คนมีฐานอำนาจอยู่แล้ว พวกเขาก็ได้ขยายฐานอำนาจเป็นผู้นำอาชญากรตามส่วนต่างๆ ของโลกได้มากขึ้น ...เมื่อมีอำนาจก็ยิ่งโลภและสรรหามากขึ้น ดังนั้นพวกเขาทั้ง 4 ก็ได้ลงความเห็นเพื่อขอส่วนแบ่งจากการทำงานของบรรดามือสังหารลูกๆ ของเขา ดังนั้นดร.ออร์ท จึงไม่ค่อยชอบใจนัก เขาจึงส่งมือสังหาร Agent 47 ออกไปจัดการกับพ่อทั้ง 4 ของเขา และปิดท้ายด้วยการที่ Agent 47 กลับไปหาดร.ออร์ทและทำหารสังหารพ่อคนสุดท้ายของเขา! 3.Agent 47 ถูกลบความทรงจำดีๆ แน่นอนว่า Agent 47 นั้นถูกฝึกเพื่อฆ่าเท่านั้น เขาจึงไม่มีความทรงจำดีๆ กับพ่อทั้ง 5 เลย แต่ในความจริง เขาก็มีความทรงจำดีๆ มีความผูกพันกับพี่น้องที่ร่วมชะตาเดียวกันนั่นคือ Agent6 แน่นอนว่าการทดลองตัดต่อพันธุกรรมมันก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เพราะพวกเขาทั้งสองยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ จึงได้ร่วมมือกันพยายามหลบหนีออกจากนรกบนดินหลายต่อหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ดร.ออร์ทเลือกที่จะพัฒนาเซรั่มลบความทรงจำและทำให้พวกเขาทั้งสองคน ( 6 และ 47 ) ไม่มีความทรงจำดีๆ เหลือให้กันอีกเลย! 4.รอยสักบาร์โค้ดซ่อนข้อมูลสำคัญไว้! บาร์โค้ดที่หลังหัวของ Agent 47 นั้นเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเขาที่ใครเห็นก็จำได้และมันยังเป็นหนึ่งในจุดขายที่สร้างบรรยากาศนักฆ่าของเขาไปแล้วด้วย แต่เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าตัวเลขแต่ละตัวนั้นมีความหมายสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่! เริ่มด้วยตัวเลข 6 หลักชุดแรก 640509 : การระบุว่า Agent 47 เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน ปี 1964 ส่วนตัวเลขชุดหลัง 040147 นั่นคือข้อมูลที่บ่งบอกลักษณะต่างๆ ได้แก่ 04 เขาอยู่ในฐานะของการทดลองร่างโคลนชุดที่ 4 01 เขาเป็นคนแรกในร่างโคลนชุดที่ 4 47 ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของเขาและยังบ่งบอกอีกว่าเขาเป็นร่างโคลนคนที่ 47 ของร่างโคลนทั้งหมดในโครงการ 5.Agent 47 สามารถขี่ปลาโลมา? นอกจาก Agent 47 จะสามารถแสดงศิลปะแห่งการเป็นมือสังหารในเงามืดเพื่อทำให้เป้าหมายของเขาหายไปตลอดกาลแล้ว เขายังมีความสามารถในการหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุโดยไม่ถูกตรวจพบได้ด้วย แน่นอนว่าตั้งแต่เกมแรกของแฟรนไชส์จนมาถึงภาคล่าสุดนี้ เราจะเห็นเขาหนีด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ เดินออกไปเฉยๆ แบบเนียนๆ  / ขับรถ / ลงเรือ หรือขึ้นเครื่องบิน นั่นอาจจะดูธรรมดาไปเพราะ Agent 47 ในด่านไมอามี่นั้นผู้เล่นยังสามารถเลือกให้เขาหลบหนีออกมาได้ด้วยการขี่ปลาโลมาหนีออกมาได้เช่นกัน! 6.Agent 47 ไม่ใช่คนเลี้ยงสัตว์ที่ดีนัก! แน่นอนว่า Agent 47 นั้นเคยเลี้ยงนกมาก่อน โดยเราสามารถเห็นได้จากในหลายๆ ภาค เช่น Hitman : Blood Money แต่บอกได้เลยว่าไม่ว่าใครหน้าไหนที่รู้จักกับ Agent 47 นั้นไม่เคยที่จะจบสวยๆ กันเลย เจ้านกสัตว์เลี้ยงของเขาก็หนีไม่พ้นเช่นกัน! เพราะเขาต้องพบกับเหตุการณ์จำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์เลี้ยงของเขา เพราะมันดันไปส่งเสียงดังในช่วงที่ไดอาน่ากำลังแอบอยู่ในที่ซ่อนของเขา นอกจากนี้เขายังเคยฆ่ากระต่ายของเขาที่โรงพยาบาลอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัตว์เลี้ยงเพียงชนิดเดียวที่เขาไม่เคยฆ่านั่นคือ หนูที่เลี้ยงไว้ในโรงพยาบาล! 7.Agent 47 เป็นคนที่มีศรัทธา? แม้ว่า Agent 47 จะได้รับการเลี้ยงดูมาเพื่อให้เป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่บางครั้งเราจะเห็นเขาแสดงถึงความเชื่อในพระเจ้าหลายต่อหลายครั้งในซิซิลี ในขณะเดียวกันนั้นเขายังเคยสนิทกับนักบวชคนหนึ่งด้วยถึงขั้นได้สารภาพบาปกันไว้เลย จากนั้นก็กลับมาทำงานมือสังหารต่ออีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันด้วยว่า Agent 47 นั้นนับถือศาสนาคริสต์หรือเปล่า? แต่สิ่งที่เราสามารถยืนยันได้เลยนั่นคือเขารู้เสมอว่าการกระทำของเขานั้นขัดแย้งกับคำสั่งสอนศาสนามาตลอด! 8.Silverballer ปืนเก็บเสียงสุดเท่ของเขามีพื้นฐานมาจากปืนจริง. ในช่วงที่เล่นเกม Hitman ครั้งแรกตั้งแต่ภาคก่อนๆ จำได้เลยว่าผมแทบไม่จับอาวุธชนิดอื่นเลยนอกจากปืนพกคู่เก็บเสียง Silverballer และไม่ว่าจะเล่นภาคไหนๆ ผมก็ยังคงเล่นอาวุธชนิดนี้อยู่ แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าอาวุธชนิดนี้มันมีพื้นฐานมาจากปืนจริง! โดย Siverballer นั้นมีไอเดียมาจากปืนพกปรับแต่ง AMT Hardballer ซึ่งผลิตโดย Arcadia Machine & Tool ระหว่างปี 1977 และ 2002 เป็นปืนที่ต่อยอดมาจาก Colt M1911 ปืนที่มีมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และนี่ก็ครบรอบปีที่ 110 ในการผลิตปืนนี้! 9.Agent 47 รับบทโดยนักแสดงมากถึง 4 คน ถึงแม้ว่า Agent 47 ชายหนุ่มหัวบาร์โค้ดคนนี้จะมีหน้าตาธรรมดาๆ จนบางคนอาจจะคิดว่าเขาเป็นแค่ตัวละครในวีดีโอเกมที่ถูกสร้างขึ้นมาตามความคิดตามไอเดียของพัฒนาแบบเกมอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นตัวละครนี้ มันมีต้นแบบมาจากคนจริงๆ โดยต้นแบบนั่นคือ David Bateson เท่านั้นยังไม่พอ! เขายังรับหน้าที่พากษ์เสียงตัวละครเองอีกด้วย! *ยังมี Hitman ฉบับภาพยนต์อีกด้วย แต่ในครั้งนี้คนที่มารับบทไม่ใช่ David Bateson แต่เป็น Timothy Olyphant มารับบท Hitman ในปี 2007 และ Rupert Friend / Jesse Hergt ( 47 ในวัยเด็ก ) ในภาพยนต์เรื่อง Hitman : Agent 47 ในปี 2015 10.Agent 47 เคยฆ่าตัวละครที่อ้างอิงจากบุคคลจริงๆ บนโลกด้วย! เพื่อทำให้ตัวเกมมีความอินและน่าสนใจมากขึ้นนั้น ทีมพัฒนาไม่ใช่แค่สร้างต้นแบบ Agent 47 จากคนจริงๆ เท่านั้น เคยมีการนำบุคคลดังๆ ที่มีชื่อเสียงในโลกจริงมาเป็นบุคคลเป็นเป้าหมายให้ Agent 47 สังหารมาแล้วเช่นกัน บุคคลเหล่านั้นคือ Gary Busey และ Gary Cole แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องถูกสังหารในภารกิจ World of Tomorrow แต่การจะทำแบบนี้ทีมงานก็ไม่ลืมที่จะขออนุญาตก่อน ด้วยเหตุนี้เองทั้ง Gary Busey และ Gary Cole ก็ยินยอมที่จะให้ใส่ชื่อพวกเขาในเกมและยังมาพากษ์เสียงเป็นตัวเองในเกมให้ด้วย! และนี่นับว่าเป็นเป้าหมายบุคคลแรกๆ ในแฟรนไชส์เกมนี้ที่อ้างอิงจากบุคคลดังในโลกจริง! Credit : GAMERANT
09 Feb 2021
แบ่งปันประสบการณ์ : เกมเมอร์วัยทำงานต้องเจออะไรบ้าง มาดูกัน
หลาย ๆ คนมักจะกล่าวว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขตัวเลขหนึ่งที่ค่อย ๆ หมุนไปตามกาลเวลา แต่ไม่อาจจะพรากสิ่งที่เรารักออกไปจากกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนเองก็ไม่เถียง แต่ในขณะเดียวกันเวลาก็นำพาเอาสิ่งต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตเราจนกระทั่งบางครั้งเราอาจจะรักหรือไม่รักสิ่งเดิมอีกต่อไป สิ่งที่ว่านั้นคือ "วิดีโอเกม" ที่ผู้เขียนผูกพันธ์กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เลขหลักเดียว จนปัจจุบันก็ปาเข้าไป 20 กลาง ๆ แล้วยังคงผูกพันธ์อยู่กับสิ่งนี้เสมอ สิ่งที่ขัดความเราอยู่ตอนนี้มิใช่เรื่องของความรักที่มีต่อเกม แต่เป็นเรื่องของการงานที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คนเลิกเล่นเกมไปเลย สำหรับน้อง ๆ ท่านไหนที่อยากรู้ว่าการเป็นเกมเมอร์ในวัยทำงานเป็นอย่างไร วันนี้พี่ ๆ จะมาเล่าให้ฟัง ความรับผิดชอบคือสิ่งที่วัยทำงานต้องแบกไว้เสมอ ในตอนเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นเราสามารถที่จะเล่นเกมได้แบบไม่แคร์ฟ้าดิน จะเล่นตั้งแต่เย็นไปถึงเช้าหรือว่าจะเล่นติดกัน 8-9 ชั่วโมงไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ไม่ยอมสนใจด้านอื่น ๆ ในชีวิต (อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง) โดยเสพติดแต่เพียงความก้าวหน้าที่มีแต่โลกในเกมและความสนุกเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่โลกของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะเก่งมากจากไหน ความรับผิดชอบถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับวัยทำงานทุกคน เราไม่สามารถที่จะนั่งเล่นเกมแบบโต้รุ่งแล้วไปทำงานได้ เพราะนอกจากความหล้าของสมองและร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อน อาจจะทำให้ความรับผิดชอบของคุณพังได้ ซึ่งครั้งเดียวก็ถือว่าหนักแล้ว อีกทั้งยังทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนี้เกมเมอร์วัยทำงานบางคนอาจจะต้องรับผิดชอบมากกว่าชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแฟน ครอบครัว หรือแม้แต่สมาชิกในทีมเอง ทำให้การเล่นเกมแต่ละครั้งจะอยู่ในพื้นฐานที่ว่า เล่นแต่พอดี เสมอครับผม การเล่นเกมแต่ละครั้งอาจจะต้องคิดมากขึ้น ตอนเป็นเด็กเรามักจะชอบเกม RPG หรือเกมแนวโลกเปิดอย่าง ซีรีส์ Assassin's Creed , ซีรีส์ Grand thef Auto หรือเกมที่มีเนื้อเรื่องยาว ๆ อย่าง Final Fantasy ภาคต่าง ๆ แต่ปัจจุบันเมื่อเข้าสู่วัยทำงานแล้วเรามักจะทองหาเกมที่เล่นได้จบไว ๆ ใช้เวลาในการเล่นไม่เยอะอย่าง FIFA หรือ ROV ที่สามารถเล่นจบโดยใช้เวลาไม่นาน เพราะว่าในวัยนี้เวลามากกว่าวันละ 8-10 ชั่วโมงไปกับการทำงานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานในระดับ C - Level ขึ้นไป วันทั้งวันของคุณอาจจะหมดไปกับการเพียงแค่ประชุมอย่างเดียว นี่ยังไม่นับกับงานอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากห้องประชุมอีกต่างหาก ทำให้การใช้เวลาแต่ละวันต้องวางแผนให้ดีกว่าเดิม การเล่นเกมที่ใช้เวลายาวนานอาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่ ทำให้เราอาจจะต้องคิดในการเกล่นเกมแต่ครั้งว่าใช้เวลานานไหม ยากเกินไปรึเปล่าเป็นต้น เก่าแต่เก๋า Vs คนหนุ่มพลังเยอะ สิ่งที่หลาย ๆ คนเมื่อมีอายุเยอะขึ้นการเล่นเกมที่ต้องใช้การตอบสนองไว ๆ หรือความคิดในการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว อาจจะประสบปัญหาได้ เพราะว่าเราไม่ฟิตเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เอาง่าย ๆ คือแก่ลงอะไร ๆ ก็ช้าตาม ยิ่งคุณเป็นมุษย์ที่ไม่ค่อยผิตร่างกายเป็นประจำยิ่งร้ายไปใหญ่ เพราะพลังงานของเราไม่เท่ากับตอนเมื่อยังเป็นหนุ่ม แต่ในทางกลับกันการที่เราเล่นเกมมาอย่างยาวนาน ทำให้เราสามารถที่จะคาดเดารวมถึงคาดคะเนทิศทางและแนวโน้มของเกมได้ อีกทั้งเรายังสามารถที่จะประยุกต์ประสบการณ์ที่ได้มาจากเกมอื่น ๆ ได้ดีอีกด้วย ทำให้การเป็นเกมเมอร์วัยทำงานมาพร้อมกับความเก๋าที่เป็นเหมือนสกิลติดตัว พลังของเงินมาพร้อมกับความสนุกรูปแบบใหม่ ๆ ตอนเป็นเด็กเรามักจะบนเวลาที่เราไปเล่นเกม Multiplayer เรามักจะบ่นปนสาปแช่งถึงเหล่าบรรดาเทพทรู ผู้ใช้พลังเงินในการเอาชนะผู้อื่น แต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งคุณอาจจะกลายเป็นเหล่าเทพทรูประจำเกมแทน โดยการเติมเงินเข้าไปเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดระยะเวลาในการ Gliding รวมไปถึงสร้างข้อได้เปรียบที่ทำให้เราสามารถเอาชนะผู้อื่น ๆ ได้ง่ายกว่าเดิม เกิดเป็นความสนุกรูปแบบใหม่ ชนิดที่ว่าไม่มีอะไรมาจำกัดความเก่งของคุณนอกจากเวลาในการเล่นและคนที่เติมเงินมากกว่า หากคุณเจอเกมประเภทนี้บ่อย ๆ คุณอาจจะติดความเป็นเทพทรู ยิ่งหากคุณเป็นสาย Analytic การเติมเงินของคุณจะยิ่งคุ้มค่ามากกว่าเดิม นอกจากนี้สำหรับบางคนอาจจะไม่ใช่เกมเมอร์สายเทพทรู แต่กลายเป็นเกมเมอร์สายสะสมแทน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเกม เครื่องเกมเก่า ๆ หรือการอัปเกรดคอมจนกลายแรงระดับเล่น 4K 60 FPS แม้ไม่มีเวลาเล่นแต่ก็มีความสุขที่ได้ยินเสียงพัดลม เป็นเหมือนกับการทวงคืนวัยเด็กที่เราไม่อาจจะย้อนกลับคืนมาได้ แต่เราสามารถซื้อบรรยากาศเก่า ๆ ได้ มิตรภาพคือสิ่งที่ยาวนานกว่าอายุของเกม สิ่งที่นอกเหนือจากความสนุกในการเล่นเกมแล้ว คือมิตรสหายผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง จากที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิล แคลนหรือปาร์ตี้ที่เล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความผูกพันธ์และทำให้เราสามารถอยู่กับเกมนั้นได้นานที่สุด ซึ่งหลาย ๆ คนในวัยทำงานอาจจะไม่อยากเล่นเกมแล้ว แต่ด้วยมิตรภาพที่มีอาจจะส่งผลให้บางคนกลับมาเล่นเกมอืกครั้ง สรุป การเป็นเกมเมอร์วัยทำงานอาจจะทำให้หลาย ๆ คนไม่สามารถเสพความสุขในการเล่นเกมได้เหมือนเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในเรื่องของวิดีโอเกมให้กับเรา ทั้งในเรื่องของความสนุก ความคุ้มค่าและมิตรภาพ สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้เล่นเกมทุกวัน แต่เรายังคงสนุกกับสิ่งที่เรียกว่า "วิดีโอเกม" เหมือนเดิม
04 Feb 2021
รวม 10 Easter Egg ในเกม Hitman 3
ในไตรภาค " Hitman " นั้นนอกจากผู้เล่นจะสนุกกับเกมเพลย์ / เนื้อเรื่อง หรือแม้แต่ไอเดียในการสังหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สนุกไม่แพ้กันั่นคือ Easter Egg ที่ทีมพัฒนาชอบใส่ไว้ในไตรภาคนี้ และแน่นอนว่าเกม Hitman 3 นั้นก็มี Easter Egg ซ่อนอยู่เช่นกัน ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะพาทุกคนมาพบกับ 10 Easter Egg ในเกม Hitman 3 ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.ภาพวาด Potato Jesus ภาพวาด "Potato Jesus" เป็นงานศิลปะภาพวาดของพระเยซูที่ไม่ได้รับอนุญาตจากคริสตจักรในการนำออกมาเผยแพร่หรือนำไปประดับตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งหลังจากที่มี่ผู้เล่นรายหนึ่งเห็นภาพวาดนี้ แฟนๆ เกมก็กล่าวถึงกันเยอะมากในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะภาพนี้มันเคยปรากฏออกมาครั้งแรกบนแฟรนไชส์นี้ ใน Hitman 2 ที่ด่าน Sapienza และกลับมาปรากฏอีกครั้งใน Hitman 3 ที่ด่านเบอร์ลิน! 2.ข้อความอ้างอิงจาก The Lord Of The Rings Easter Egg อันนี้นับว่าน่าแปลกใจมากๆ ที่มันมาอยู่ใน Hitman 3 นี้ แต่ถ้าท่านไม่ใช่คนช่างสังเกตและไม่ใช่แฟนตัวยงของ The Lord Of The Ring ฉบับนวนิยายหรือภาพยนตร์ จะไม่มีทางเห็น Easter Egg อันนี้แน่นอน โดยเราจะสามารถพบได้ที่บริเวณ The Fifth ในไร่องุ่น Mendoza ที่เป้าหมายคือผู้เล่นต้องแอบแฝงเข้าไปในงานเลี้ยงวัยเกษียณของทนายความชื่อดัง และแน่นอนว่าด้านหน้าทางเข้าจะมีป้ายที่เขียนว่า " no admittance, except on party business " ( ไม่อนุญาตให้เข้า , ยกเว้นมาปาร์ตี้สังสรรค์ ) ซึ่งคำนี้เป็นคำเดียวกันที่บิลโบแบ็กกินส์เขียนไว้หน้าประตูเช่นเดียวกันในงานเลี้ยงวันเกิด! 3.กลิ่นอายภาพยนตร์ Knives Out ด่าน Dartmoor นั้นถือเป็นอีกหนึ่งด่านที่ดีที่สุดของเกม Hitman3 เลยเพราะมันคือการนำธีมฉากฆาตรกรรมที่ชวนให้เรานึกถึงภาพยนต์เรื่อง Knives Out โดยใครที่ดูภาพยนต์เรื่องนี้มาก่อนและมาเล่นภาคนี้จะอินกับด่านนี้มากๆ นอกจากนี้มีพล็อตที่เหมือนมากๆ นั่นคือ " การถูกจ้างวานโดยบุคคลไม่ประสงค์จะเอ่ยนามเพื่อให้สืบคดีฆาตรกรรม " นอกจากนี้ยังมีลูกเบสบอลที่สามารถพบได้นอกคฤหาสถ์แบบเดียวกับฉาก Richard Drysdale รับบทโดย Don Johnson ที่เป็นผู้พบลูกเบสบอลที่ถูกโยนออกมานอกหน้าต่างเช่นกัน! 4.ภาพนักพัฒนาเกม QR Code นักพัฒนา IO Interactive นั้นนอกจะใส่ Easter Egg เพื่อเอาใจแฟนเกม หรือเอาใจตัวเองแล้ว พวกเขาก็ยังใส่สิ่งหนึ่งที่อาจแสดงถึงความเคารพต่อบรรดานักพัฒนา QR Code ด้วย ซึ่งเราสามารถพบ Easter Egg ได้ในระหว่างทำภารกิจฉงซิ่ง โดยเราจะพบกับชายคนหนึ่งที่หลังหัวมี QR code อยู่เหมือนกัน จากนั้นให้เราสแกนหัวเขาด้วยกล้อง และผ่านไปสักพักภาพของบรรดานักพัฒนา QR Code ก็จะปรากฏขึ้นมา ไม่รู้ว่าอันนี้ทำเพื่อเอาฮาหรือแสดงความเคารพพวกเขานะครับ แต่ขอบอกได้เลยว่าพวกเขาควรได้รับมัน เพราะพวกเขาได้สร้างหนึ่งในเกมไตรภาคที่ดีที่สุดในยุคนี้! 5.เกม Freedom Fighters เกมแนว Action มุมมองบุคคลที่ 3 อย่าง Freedom Fighters ปี 2003 เกมนี้ได้รับการพัฒนาโดย IO Interactive เช่นกัน ซึ่งเกมนี้เคยถูกนำไปเป็น Easter Egg ใน Hitman 2 เช่นกัน แต่ว่าใน Hitman 3 นั้นจะมีรายละเอียดที่มากกว่าเล็กน้อย โดยในระหว่างที่เรากำลังทำภารกิจเบอร์ลินและฉงซิ่งนั้นจะพบเครื่องเกมอาร์เคดชื่อว่า Freedom Fighters ซึ่งโลโก้และภาพตัวละครนั้นจะมีความเหมือนกับเกมในปี 2003 มาก! ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็น Freedom Fighters กลับมาเป็นภาค Remak / Reboot ใหม่ก็ได้นะครับ! 6.The X-Files แน่นอนว่า Easter Egg ในเกม Hitman 3 ผู้พัฒนา IO Interactive นั้นจะใส่ทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเกม / ตามใจพวกเขาและตามสถานการณ์ให้ผู้เล่นรู้สึกอินและดำดิ่งไปกับการเล่นเกมมากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ ภาพกราฟฟิตี้ของ UFO ที่ด้านล่างมีหมายเลข 1993 โดยสิ่งนี้นั้นจะสื่อถึงซีรี่ส์ระดับตำนานอย่าง The X-Files ในปี 1993 ที่เล่าถึงสิ่งต่างๆ โครงการต่างๆ ที่ถูกปิดบังโดยรัฐบาล ! 7.โรงรับจำนำลีหง สถานที่นี้บอกได้เลยว่าใครที่เป็นแฟนเกมยุคแรกๆ นั้นจะต้องขนลุกแน่นอนนั่นก็เพราะว่าชื่อของโรงรับจำนำลีหงนั้น มันคือชื่อของหนึ่งใน Five Fathers ( พ่อผู้ให้กำเนิดทั้ง 5 ) ของ Agent 47 บุคคลทั้ง 5 นั้นคือผู็ที่บริจาครหัสพันธุกรรมเพื่อสร้าง Agent 47 และร่างโคลนอีกคน ซึ่งลีหงถูกลอบสังหารไปแล้วในภาคก่อนๆ แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้นั่นคือรหัสพันธุกรรมที่ยังคงอยู่ในตัว Agent 47 โดยผู้เล่นสามารถพบสถานที่แห่งนี้ได้ในระหว่างที่ทำภารกิจฉงซิ่ง 8.The Swing King Hitman: Blood Money นับว่าเป็นหนึ่งในภาคของเกม Hitman ที่ดีที่สุด ซึ่งภารกิจแรกในเกมนั้นผู้เล่นจะต้องจัดการกับ " โจเซฟ คลาเรนซ์ " เจ้าของสวนสนุก " The Swing King " ซึ่งในความจริงฉากหลังของสวนสนุกแห่งนี้มีไว้ใช้สำหรับทำธุรกิจขนยาเสพติดผิดกฏหมาย และใน Hitman 3 ที่ด่านเบอร์ลินนั้นผู้เล่นจะพบภาพกราฟฟิตี้ที่รำลึกถึงสถานที่ในภาค Blood Money !     9.Spongebob งงไหมครับ? ผมก็งงว่ามันมาโผล่ในเกมนี้ได้ยังไง แต่จริงๆ แล้วในภารกิจไมอามี่ของ Hitman 2 นั้นผู้เล่นเคยเจอ Spongebob กับสับปะรดในตู้ปลาแล้วครั้งหนึ่ง และใน Hitman 3 นี้ผู้เล่นจะได้พบกับทั้งสองสิ่งนี้อีกครั้งในด่านภารกิจเบอร์ลิน ซึ่ง Easter Egg นี้จะอยู่ในอ่างน้ำขุ่น และผู้เล่นต้องสังเกตดีๆ เปิดไฟสว่างๆ ถึงจะมองเห็นมัน. 10.Untitled Goose Game Easter Egg อีกอันที่หลายๆ คนอาจจะงงว่ามันมาอยู่ในนี้ได้อย่างไร? นั่นคือภาพจากเกม  Untitled Goose Game เจ้าห่านสุดป่วน แต่ถ้าถามว่ามันมาปรากฏในเกม Hitman 3 นี้ที่ด่านเบอร์ลินได้อย่างไร? นั่นก็เพราะว่าผู้พัฒนาเกม Untitled Goose Game ได้เผยว่าพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจในความเป็น Sanbox ในการที่ผู้เล่นสามารถใช้สิ่งของหรือทำสิ่งต่างๆ ให้ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมและลักษณะนิสัยภายในเกมได้นั้น ก็มาจากแฟรนไชส์ Hitman พวกเขาก็เลยแสดงความขอบคุณด้วยการใส่มันเข้ามาในรูปแบบของภาพกราฟฟิตี้! Credit : GAMERANT
04 Feb 2021
เจาะลึกรายละเอียดสเปกเครื่อง Samsung Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra พร้อมราคาขายในบ้านเรา!
เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนตัวใหม่ของแบรนด์กิมจิอย่าง “Samsung” โดยรอบนี้จะเป็นตระกูล Galaxy S21 Series แถมบ้านเราเองก็เปิดให้สั่งจองพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว วันนี้เกวลินเองก็เลยตัดสินใจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของ Galaxy S21 Series ในแต่ละรุ่นมาอัปเดตให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกัน รวมไปถึงราคาในแต่ละรุ่นว่าในบ้านเราวางจำหน่ายอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วมีโปรโมชั่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง เผื่อใครที่อยากจะเปลี่ยนมือถือในช่วงเวลานี้ Samsung Galaxy S21 Series อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจก็เป็นได้ค่ะ ก่อนอื่นเราจะต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Samsung Galaxy S21 Series ที่เปิดตัวมีทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันประกอบไปด้วย Samsung Galaxy S21, Samsung Galaxy S21+ และ Samsung Galaxy S21 Ultra โดยแต่ละรุ่นก็จะมีสเปกภายในที่แตกต่างกันพอสมควรเริ่มจากขนาดหน้าจอกันก่อนเลยค่ะ เริ่มจาก Galaxy S21 จะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.2 นิ้วไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไปถือกำลังเหมาะมือเลยค่ะ ตามมาด้วย Galaxy S21+ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.7 นิ้วถือว่าใหญ่ใกล้เคียงกับรุ่นท็อปเลยนะคะ ทั้งสองรุ่นนี้ตัวหน้าจอจะไม่ได้เป็นจอโค้งนะคะ สุดท้าย S21 Ultra มีขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว เล็กกว่า Note 20 Ultra 1 นิ้วค่ะ แต่ความพิเศษของ S21 Ultra อยู่ตรงที่ความละเอียดของหน้าจอเป็นรูปแบบ WQHD+ ทำให้เราสามารถรับชมวีดีโอคอนเทนต์ที่มีความละเอียดสูงได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถขับรีเฟรชเรทได้สูงถึง 120Hz อีกด้วย หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่อง “รีเฟรชเรท” ว่าถ้ามือถือสมาร์ทโฟนยิ่งมีค่านี้สูงมันดียังไง!? มันจะดีตรงที่เวลาเราเลื่อนสไลด์หน้าจอมันจะดูลื่นไหลไม่ปวดตา แล้วถ้าเราดูพวกวีดีโอคอนเทนต์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์จากระบบสตรีมมิ่ง หรือ ดู Youtube ที่มีความละเอียดสูง ๆ จะเห็นความแตกต่างชัดเจนด้วย แต่ทั้งนี้การเปิดใช้งานรีเฟรชเรทสูงก็ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วด้วย ดังนั้นแนะนำให้ตั้งค่าปรับอัตโนมัติดีที่สุดค่ะ เกือบลืมบอกไปตัวท็อปอย่าง S21 Ultra สามารถตั้งค่ารีเฟรทเรชแบบต่ำสุด 10Hz ได้ด้วย เพื่อใช้งานกับการทำงานบางอย่างเพื่อลดการกินแบตเตอรี่ได้ดีในส่วนหนึ่งค่ะ แล้วด้วยตัวหน้าจอ Samsung Galaxy S21 Series ทุกรุ่นใช้หน้าจอ “Dynamic AMOLED 2X” จะมีความสว่างสูงทำให้เมื่อเราใช้งานกลางแดดก็สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดหน้าจอได้อย่างสบาย ๆ โดย Galaxy S21 และ S21+ จะมีค่าความสว่างที่ปรีับได้สูงสุดอยู่ที่ 1,300 nits ส่วนตัวท็อปสุด Galaxy S21 Ultra ค่าความสว่างก็ดันได้มากถึง 1,500 nits แล้วความพิเศษของรุ่นนี้ก็คือหน้าจอจะแบนไม่ได้มีวิถีจอโค้งเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ใครที่รู้สึกว่าจอโค้งใช้งานลำบากาฟิล์มติดก็ยาก หรือเคสที่บางทีติดฟิล์มกระจกแล้วมีการดันฟิล์มออก โอ๊ย...ปัญหาเยอะแบบนี้ก็ลองมาเล่นรุ่นนี้ดูกันได้ค่ะ แม้ว่า CPU ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะไม่ใช่ Snapdragon เหมือนกับประเทศเกาหลีใต้ก็ตาม แต่ชิปเซ็ตขุมพลังตัวใหม่อย่าง “Exynos 2100” ก็มีความแตกตางจากรุ่นก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เริ่มจากสายการผลิตเป็นสถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตร เล็กแบบนี้แต่ก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนเป็นอย่างมาก ภายในชิปเซ็ตมีโมเด็ม 5G ในทุก ๆ รุ่นของ Samsung Galaxy S21 Series ในด้านของ GPU หรือตัวประมวลผลกราฟฟิกรอบนี้มาแปลกนิดหน่อยค่ะ เพราะเขาเลือกใช้ “Mali-G78 MP14” จากปกติแล้วจะเป็นตระกูล Adreno ทำให้เมื่อนำมาทดสอบกับการเล่นเกมพบว่า  “เกมส่วนใหญ่สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล ยกเว้นเกมที่จะต้องปรับรายละเอียดกราฟฟิกหรือประมวลผลสูง ๆ อย่าง Genshin Impact ยังมีเฟรมเรตดรอปเป็นระยะ ๆ ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร”  ในด้านของความร้อนเมื่อเครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ สื่อที่ได้ลองเทสก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันรู้สึกอุ่น ๆ ไม่ได้ร้อนจนเกินไป แล้วถ้าปล่อยให้เครื่องทำงานปกติแบบไม่ต้องทำอะไรใช้ระยะเวลาไม่กี่นาทีเครื่องก็จะกลับสู่ในอุณหภูมิสภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม Samsung Galaxy S21 Series ไม่ได้ดูออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมอย่างเดียวนะคะ แต่หน้าที่หลัก ๆ ของมันก็คือ “สมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง” ดังนั้นเราจะต้องเข้าใจในส่วนนี้กันด้วยนะคะ ตามมาด้วยหน่วยความจำหรือ Ram กันหน่อยค่ะ Galaxy S21 และ S21+ ทาง Samsung จัดมาให้แค่ 8GB. เท่านั้น ส่วนตัวท็อปอย่าง Galaxy S21 Ultra จัดมาให้ทั้งหมด 2 รุ่นคือ 12GB. กับ 16GB. ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ ทำให้เราสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นหลาย ๆ ตัวได้อย่างสบาย ๆ เลยค่ะ ทั้งนี้เกวลินก็คิดว่า Ram แค่ 8GB. ก็เพียงพอในการใช้งานทั่วไปหรือในการเล่นเกมแล้วค่ะ แต่ถ้าใครอยากจะเอาไว้เยอะ ๆ ก่อนก็ได้เหมือนกันถ้างบเพื่อน ๆ ถึงนะคะ จุดต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่อง “เลนส์กล้องที่ใช้ในการถ่ายรูป” ก็ต้องบอกว่า Samsung Galaxy S21 Series ทำเอารุ่นพี่ที่อยู่ในมือของเกวลินอย่าง Galaxy Note 20 Ultra 5G สั่นไปหมดเลยค่ะ เพราะมีการพัฒนาก้าวกระโดดไปอีกขั้น ( ชิ! น้อยใจซะจริงเลย ) โดยมีการเปิดเผยออกมาแล้วนะคะว่า Galaxy S21 Ultra จัดไปเลยเรื่องเลนส์กล้องเหนือกว่า Galaxy S21 และ S21+ ชนิดที่ไม่เห็นฝุุ่นกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ติดอะไร ฉันมีงบเพียงแค่นี้จะเล่นรุ่นเล็ก รุ่นกลางก็ได้ทั้งนั้นค่ะ โดยทั้งสองรุ่นนี้ในเรื่องของสเปกเลนส์กล้องจะเหมือนกันนั้นก็คือเลนส์กล้องหลัก ( ด้านหลัง ) จะมีความละเอียดอยู่ที่ 12MP, เลนส์ Ultra-Wide ที่เก็บมุมกว้างได้ถึง 120 องศาความละเอียด 12MP และ เลนส์ Telephoto คุณพระ! จัดความละเอียดมาให้ 64MP เลยค๊าคุณผู้อ่าน! แถมยังสามารถซูม Hybrid Optic ได้ถึง 3 เท่าแล้วก็ยังมีระบบกันสั่นแบบ OIS ติดมาด้วย ส่วนตัวท็อปอย่าง Galaxy S21 Ultra สเปกเลนส์กล้องอัดมาให้เน้น ๆ เลนส์กล้องหลัก ( ด้านหลัง ) มีความละเอียด 108MP, เลนส์ Ultra-Wide ที่เก็บมุมกว้างได้ถึง 120 องศาความละเอียด 12MP และ เลนส์ Telephoto ที่จัดมาให้ถึง 2 ตัว โดยเราจะสามารถซูมแบบ Optical ได้ 3 กับ 10 เท่า แล้วก็ยังสามารถดันซูมในรูปแบบ Digital ได้ถึง 100 เท่ากันไปเลย ยังค่ะ ยังไม่หมดแค่นั้นมีระบบกันสั่นแบบ OIS ติดมาให้กับเลนส์ตัวนี้ทั้ง 2 ตัวเลยค่ะ สุดท้ายก็ยังมี Laser AF มาช่วยโฟกัสภาพที่แม่นยำและไวมากยิ่งขึ้น  ในส่วนของแบตเตอรี่ Samsung Galaxy S21 Series จะมีขนาดที่แตกต่างกันพอสมควรค่ะ เริ่มจากน้องเล็กสุด Galaxy S21 มีขนาดแบตเตอรี่ 4,000 mAh ตามมาด้วยพี่รอง Galaxy S21+ มีขนาดแบตเตอรี่ 4,800 mAh และ พี่ใหญ่ Galaxy S21 Ultra จัดมาให้ถึง 5,000 mAh ซึ่งทาง Samsung ก็ยังเครมเอาไว้ว่ามันสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเรียกว่าอยู่ได้เกือบทั้งวันเลยค่ะ แต่เราก็ต้องเข้าใจกันก่อนนะ ถ้าผู้ใช้งานเปิดการทำงานเต็มที่ของเครื่องไม่ว่าจะเป็นรีเฟรชเรท 120Hz แล้วก็ 5G ไปด้วยมันก็อาจจะซูมแบตเตอรี่เหมือนกัน แต่ในเมื่อเขาเครมมาแบบนี้ก็ต้องลองเทสด้วยตนเองแล้วค่ะ อย่างไรก็ตามพก Power Bank ดี ๆ สักตัวติดไว้หน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนะคะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องทราบกันก่อนก็คือ Samsung Galaxy S21 Series จะไม่แถมอะแดปเตอร์และหูฟังมาให้เราอีกแล้ว ซึ่งถ้าเราต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมแล้วก็สามารถใช้อะแดปเตอร์จากรุ่นก่อนหน้านี้ชาร์จได้ ซึ่งทั้ง 3 รุ่นในซีรีส์นี้รองรับการชาร์จเร็ว Fast Charging สูงสุด 25 วัตต์ ส่วนเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charging มีความเร็วในการชาร์จสูงสุด 15 วัตต์ แล้วถ้าเราเอาอุปกรณ์อื่น ๆ มาชาร์จกับตัวเครื่องของเราก็จะได้ความเร็วในการชาร์จอยู่ที่ 4.5 วัตต์ ฟังดูอาจจะน้อยแต่ทาง Samsung เข้ามาเพื่อใช้ในกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในเวลาที่จำเป็น นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดคร่าว ๆ ของ Samsung Galaxy S21 Series ทั้ง 3 รุ่น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Galaxy S21 Ultra มีปากกา S-Pen ที่สามารถใช้งานได้เหมือนกับของ Galaxy Note 20 Ultra 5G เพียงแต่ว่าปากกาเล่มดังกล่าวจะไม่มีที่เก็บเหมือนกับของ Note นะคะ ซึ่งทาง Samsung ก็ออกแบบเคสพิเศษสำหรับใช้ในการเก็บปากกาพร้อมกับป้องกันตัวของเราจากการกระแทกได้ดีซะด้วยค่ะ รวมไปถึงรุ่นนี้ยังมีมาตรฐานป้องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 มีระบบลำโพงคู่แบบสเตอริโอ แล้วการสแกนลายนิ้วมือก็เป็นแบบ Ultrasonic ตัวใหม่จากทาง Qualcomm อีกด้วย ท้ายสุดนี้เราไปดูราคาเครื่องของแต่ละที่กันหน่อยดีกว่าค่ะ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก AIS ( สำหรับลูกค้า Serenade ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 16,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 9,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 23,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 21,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 16,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 27,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 24,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 23,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 26,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 25,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 19,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 33,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 27,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 26,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 21,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 38,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 35,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 34,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,699 บาท - ราคา 30,900 บาท ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย AIS ได้ที่ คลิกที่นี่ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก DTAC ( สำหรับลูกค้า Platinum Blue Member ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 19,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 13,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 9,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 21,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 17,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 11,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 25,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 21,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 17,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 27,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 23,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 18,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 23,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 20,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 27,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 25,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 22,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 35,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,099 บาท - ราคา 31,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,499 บาท - ราคา 29,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 2,199 บาท - ราคา 26,900 บาท ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย DTAC ได้ที่ คลิกที่นี่ โปรโมชั่นในการสั่งซื้อ Samsung Galaxy S21 Series จาก TrueMove H ( สำหรับลูกค้าที่ใช้อยู่ปัจจุบัน, เปิดเบอร์ใหม่ และ ย้ายค่ายเบอร์เดิม ) Galaxy S21 ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 29,900 บาทแต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 23,900 บาท *20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 21,400 บาท *18,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 20,400 บาท * 15,400 บาท Galaxy S21 ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 18,900 บาท *13,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 25,900 บาท *22,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 23,900 บาท *20,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 22,900 บาท *17,900 บาท Galaxy S21 ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 21,400 บาท *16,400 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 33,900 และ ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 35,900 บาทแต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 29,400 บาท *26,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 26,900 บาท *26,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 24,900 บาท * 23,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 23,900 บาท *19,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 31,400 บาท *28,400 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 28,900 บาท *25,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 26,900 บาท *21,900 บาท Galaxy S21+ ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 25,900 บาท *20,900 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. ราคาปกติอยู่ที่ 39,900 ,ความจุ 256GB. ราคาปกติอยู่ที่ 41,900 บาท และ ความจุ 512GB. ราคาปกติอยู่ที่ 45,900 บาท แต่ถ้าซื้อราคาในแพ็คเกจก็จะได้รับส่วนลดดังต่อไปนี้ Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 34,400 บาท *31,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 31,900 บาท *28,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 29,900 บาท * 24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 128GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 27,900 บาท *22,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 36,400 บาท *33,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 33,900 บาท *30,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 31,900 บาท *26,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 256GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 29,900 บาท *24,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 699 บาท - ราคา 40,400 บาท *37,400 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,199 บาท - ราคา 37,900 บาท *34,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,399 บาท - ราคา 35,900 บาท *30,900 บาท Galaxy S21 Ultra ความจุ 512GB. แพ็คเกจ 1,599 บาท - ราคา 33,900 บาท *28,900 บาท หมายเหตุ: * คือเครื่องหมายราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่ย้ายค่ายมาแล้วใช้เบอร์เดิมค่ะ ดูรายละเอียดราคาจากแพ็คเกจอื่น ๆ ของค่าย TrueMove H ได้ที่ คลิกที่นี่
04 Feb 2021
ส่องกิจกรรมเกม Genshin Impact แพทช์ 1.3 ก่อนอัปเดตวันพรุ่งนี้!
ในวันพรุ่งนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2021) ผู้เล่นเกม Genshin Impact ก็จะได้พบกับอัปเดตเวอร์ชั่น 1.3 ของเกมกันแล้ว! โดยนอกจากจะนำพาตัวละครยักษาวายุยอดนิยมอย่าง Xiao มาไว้ในตู้เกลือ...เอ้ย กาชาให้ทุกคนได้เปิดหากันแล้ว ทางผู้พัฒนา Mihoyo ยังได้เปิดเผยตารางกิจกรรมพิเศษอีกมากมายที่ผู้เล่นจะสามารถพบได้ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีของรางวัลหลากหลายชนิดให้เก็บสะสมกันแบบเน้นๆ ไปเลย! เพื่อให้เพื่อนๆ ทุกคนไม่พลาดกิจกรรมต่างๆ เราจึงอยากสรุปรายชื่อกิจกรรม (พร้อมของรางวัล) มาให้ทุกคนได้ทบทวนกันอีกครั้ง ก่อนจะไปล่าของฟรีพร้อมกันได้ในเวลา 10.00 น. (เวลาไทย) วันพรุ่งนี้! ระยะเวลา: วันที่ 3 - 10 กุมภาพันธ์ (สามารถแลกของได้ถึงวันที่ 13 กุมภา) เงื่อนไข: แรงก์ผจญภัยอย่างต่ำ 20, ต้องผ่านเควสต์ "ภาพถ่ายพิเศษ" ของ Ji Tong มาแล้ว รายละเอียดกิจกรรม: ในแต่ละวัน ผู้เล่นจะได้รับมอบหมายโดย NPC Ji Tong ให้ถ่ายภาพที่กำหนด โดยเมื่อถ่ายได้แล้วจะได้รับ "ภาพถ่าย" สีต่างๆ จาก NPC แบบสุ่ม (มีทั้งหมด 5 สี สามารถแลกภาพถ่ายสีซ้ำกับเพื่อนได้) เมื่อสะสมได้ครบทั้ง 5 สีแล้วจะสามารถแลกของรางวัล "กล่องสมบัตินำโชค" ซึ่งภายในจะมีของรางวัลเช่น Primogem, สมุด EXP ตัวละคร, เพชรอัปเกรดอาวุธ และอื่นๆ สำหรับเทศกาลปล่อยโคม Lantern Rite จะแบ่งออกเป็นกิจกรรมย่อยๆ อีกมากมาย โดยมีเงื่อนไขและระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ระยะเวลากินกรรม: วันที่ 10 - 28 กุมภาพันธ์ (แลกของที่ Xiao Market ได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม) เงื่อนไข: ต้องมีแรงก์นักผจญภัยอย่างต่ำ 23  และต้องผ่านเควสต์เนื้อเรื่องหลัก บทที่ 1: ฉากที่ 1 "สรรพสิ่งแห่งดินแดนหิน" เสียก่อน, ต้องผ่านเควสต์เนื้อเรื่องของตัวละคร Xiao "บทแห่งราชาปีกทอง" โดยจะเปิดให้ทำได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์* *เควสเนื้อเรื่องนี้จะเปิดให้ทำได้ฟรีช่วงเทศกาล Lantern Rite เท่านั้น หากพ้นระยะเวลากิจกรรมไปจะต้องมีแรงก์นักผจญภัย 40 ขึ้นไป และต้องใช้ "กุญแจในตำนาน" เพื่อปลดล๊อค เควสเนื้อเรื่องประจำเทศกาล Lantern Rite: "แสงมาจากไหนกันนะ" (เปิดให้ทำได้วันที่ 10 กุมภาพันธ์) "น้ำอันเชี่ยวกรากใต้แสงไฟ" (เปิดให้ทำได้วันที่ 14 กุมภาพันธ์) "โคมไฟกับทะเลยามค่ำคืน" (เปิดให้ทำได้วันที่ 18 กุมภาพันธ์) เมื่อทำเควสเนื้อเรื่องประจำเทศกาล "แสงมาจากไหนกันนะ" สำเร็จ จะปลดล๊อคเควสเสริมชุด "เรื่องเล่า Lantern Rite" โดยสามารถทำเควสเหล่านี้เพื่อรับ Primogem และเพิ่มค่า "ความสนุกของเทศกาล" ได้* (เอาไว้ปลดล๊อคเควสเสริมชุดต่อๆ ไป) *หากพ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ไปแล้วจะไม่สามารถทำภารกิจเสริม "เรื่องเล่า Lantern Rite" ได้อีกต่อไป Theater Mechanicus เงื่อนไข: ผ่านเควส "แสงมาจากไหนกันนะ" และ "Liyue: Theater Mechanicus" เสียก่อน โดยจะต้องใช้ไอเทม 'Xiao Lantern' หนึ่งชิ้นต่อการเล่นหนึ่งครั้ง (หาได้จากการคราฟต์) ผู้เล่นสามารถปลดล๊อคแผนที่ใหม่ๆ ป้อมปืน Mechanici ใหม่ๆ และระดับความยากที่สูงขึ้นได้จากการเพิ่มระดับ "ความสนุกของเทศกาล" ยิ่ง "ความสนุกของเทศกาล" สูง ก็จะปลดล๊อค Challenge / ภารกิจท้าทายใหม่ๆ ที่จะให้ไอเทม Peace Talisman เป็นของรางวัลมากขึ้น Peace Talisman สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลชนิดต่างๆ ได้ที่ตลาด Xiao Market เช่น Hero's Wit, Mystic Enhancement Ore, วัสดุฝึกฝนตัวละคร, วัสดุยกระดับพรสวรรค์, Crown of Insight, นามบัตร "การฉลอง - แสงโคมไฟ" และอื่น ๆ กิจกรรมสามารถเล่นคนเดียวได้ หรือเล่นร่วมกับเพื่อนได้มากที่สุด 1 คน (คือเล่นได้เต็มที่ 2 คน) หกนามแห่งพลัง เมื่อเก็บค่า "ความสนุกของเทศกาล" ได้ถึงระดับ "แสงโคมไฟจากทั่วทุกบ้าน" จะสามารถนำไอเทม Peace Talisman หนึ่งพันชิ้นไปแลกเป็นตัวละคร 4 ดาวจากเขต Liyue ได้ฟรีหนึ่งตัว ตามภาพด้านบน กิจกรรมล๊อคอินอีกประจำวันที่เราๆ คุ้นเคยกันดี แต่คราวนี้จะแจกเหรียญกาชา Intertwined Fates รวมกันถึง 10 เม็ดเลยทีเดียว! ระยะเวลากิจกรรม: 11 - 26 กุมภา ล็อกอิน 1 วัน: Intertwined Fate x1 ล็อกอิน 2 วัน: Mora x80000 ล็อกอิน 3 วัน: Intertwined Fate x2 ล็อกอิน 4 วัน: Mystic Enhancement Ore x18 ล็อกอิน 5 วัน: Intertwined Fate x2 ล็อกอิน 6 วัน: Hero's Wit x8 ล็อกอิน 7 วัน: Intertwined Fate x5 กิจกรรมล๊อคอินรายวัน แตกต่างกันตรงที่ต้องล๊อคอินเข้าเกมในวันที่กำหนด (26 กุมภา - 2 มีนา) เพื่อรับของรางวัลประจำวันนั้นๆ (ถ้าพลาดวันนั้นไปก็จะพลาดไปเลย) โดยรายชื่อของรางวัลมีดังนี้: 2/26:Intertwined Fate ×1;Golden Crab ×5;Mystic Enhancement Ore ×10 2/27:Fragile Resin ×1;Tianshu Meat ×5;Hero's Wit ×5 2/28:Intertwined Fate ×1;Guide to Diligence ×3;Mora ×50,000 3/1:Fragile Resin ×1;Guide to Gold ×3;Mystic Enhancement Ore ×10 3/2:Intertwined Fate ×1;Guide to Prosperity ×3;Hero's Wit ×5 ระยะเวลากิจกรรม: 26 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคม รายละเอียดกิจกรรม: ตลอดระยะเวลากิจกรรมนี้ การท้าทาย "Ley Line Outcrop - ดอกไม้แห่งความมั่งคั่ง" หรือ "Ley Line Outcrop - ดอกไม้แห่งการชี้แนะ" (Leyline เงินและสมุด EXP) 3 ครั้งแรกต่อวันจะได้รับของรางวัล 2 เท่าจากปกติ Credit: Mihoyo
02 Feb 2021
เผยรายละเอียดงาน BlizzConline ทั้ง 2 วัน มีรายการจุใจกว่า 3 ชั่วโมง
Blizzard Entertainment ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับงาน BlizzConline แล้ว !! ซึ่งภายในงานจะมีพิธีเปิดในเช้าวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 5.00น. (ตามเวลาไทย) โดยหลังจากพิธีเปิดแล้ว ภายในงานจะมีรายการทั้งหมด 6 ตัวภายในเวลา 3 ชั่วโมง ++ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการอัพเดตรายละเอียดเกี่ยวกับเกม Diablo 4, Overwatch 2, World of Warcraft และอาจจะเป็นคอนเทนต์ใหม่ของเกม Heroes of the Storm และ Heartstone รวมถึงไม่แน่อาจจะมีข่าวดีในวันเปิดให้บริการของเกม Diablo Immortal ก็เป็นได้ และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 3.00น. (ตามเวลาไทย) จะมีการถามตอบ Q&A เพิ่มเติมกับทางผู้พัฒนา Blizzard โดยตรงเกี่ยวกับเกมต่างๆ ซึ่งเป็นประเพณีที่มีตลอดภายในงาน BlizzCon และอาจจะมีการแข่งขันบางรายการ โดยแฟนๆ สามารถรับชมงาน BlizzConline ได้ฟรีตาม LINK  Credit: Polygon
02 Feb 2021
Cookie Run: Kingdom ใจดีแจกฟรีอีก 2000 เพชร
กระแสฉุดไม่อยู่จริงๆ สำหรับ Cookie Run: Kingdom เกมแนว RPG จากซีรีส์ Cookie Run ที่ส่วนตัวผมเองต้องขอคารวะเลยว่าตัวเกมสนุกมากๆ แถมยังมีของแจกพวกเรามากมายอีก และล่าสุดตัวเกมนั้นก็ยังทำการแจก Item Code ให้เพชรกันฟรีๆ อีก 2000 เพชร เอาไปเป็นต้นทุนในการสุ่มหาตัวละครเล่นกันได้เลย **** เข้าไปรับเพชรฟรี 3500 เพชรชุดแรก กดที่ Link **** เข้าไปที่เว็บไซต์ https://game.devplay.com/coupon/ck/en ซึ่งพอเข้าไปจะเจอหน้าเว็บไซต์นี้ ในช่องแรกทำการกรอกชื่อ DevPlay Account ของคุณ ซึ่งถ้าหากไม่รู้ให้ทำตามรูปด้านล่าง ส่วนในช่องที่สองให้ใส่ Code ตามนี้ครับ KINGDOMSUNBA0128 - รับ 500 เพชร TK2PO5GA87DBJALQ - รับ 500 เพชร KiNGDOMYANGDDING - รับ 500 เพชร KINGDOMSWAMP0130 - รับ 500 เพชร **** New Code **** KINGDOMLILKA2021 - รับ 500 เพชร
01 Feb 2021
Resident Evil Village : 10 สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ Lady Dimitrescu และตัวละครร้ายอื่นๆ ในเกม!
หลังจากที่ทาง Capcom ได้ปล่อยทั้งภาพ / ตัวอย่างฟุตเทจ / ตัวอย่างเกมเพลย์ และเกม Demo ถือว่าได้สร้างกระแสตอบรับมากมายจากแฟนเกมได้ดีมากๆ นอกจากนี้มันยังทำให้เราเข้าใจในหลายๆ เรื่องที่เคยสงสัยกันอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันข้อมูลใหม่ๆ ที่ทีมงานเผยมานั้นนอกจากมันจะให้ข้อมูลแล้ว มันยังสร้างข้อสงสัย สร้างคำถามมากมายให้เราอีกรอบ! ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 10 สิ่งที่เรารู้และสงสัยเกี่ยวกับ Lady Dimitrescu และตัวละครร้ายอื่นๆ ในเกม Resident Evil Village ถ้าพร้อมกันแล้วมาดูกันเลย! 1.พวกเธอดื่มเลือด เกมฉบับ Demo ของ Resident Evil Village ในชื่อ Maidam ที่ทาง Capcom นั้นได้ปล่อยออกมาให้เห็นศักยภาพของตัวเกมทั้งในเรื่องของกราฟฟิค ซาวด์ประกอบและเรื่องราวปริศนาที่ทิ้งไว้ก่อนถึงวันเปิดเกมเต็ม ในช่วงแรกที่เราเดินผ่านห้องเก็บไวน์นั้นอาจจะสับสนว่าสิ่งที่เห็นคือไวน์หมักผลไม้ หรือเลือดกันแน่ ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงท้ายๆ ที่ผู้เล่นได้เดินลงไปที่ห้องโถงหลักของปราสาทนั้น เราจะพบกับถ้วยชาที่ตั้งอยู่และถ้ามองเข้าไปภายในจะพบคราบเลือดติดอยู่ ณ ก้นถ้วย. 2.พวกเธอเปิดโรงงานไวน์ อย่างที่ได้บอกไว้ในหัวข้อแรกในช่วงแรกๆ ที่ผู้เล่นกำลังหาทางหนีนั้นจะพบกับถังเก็บไวน์มากมายในระหว่างทาง และโรงงานนี้ก็ได้สร้างมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 แน่นอนว่าเมื่อเราสำรวจไปจนถึงช่วงที่พบถ้วยชาที่มีคราบเลือดแล้ว และทำการไขปริศนาเปิดห้องด้านบนโถงหลักที่ล็อคอยู่ช่วงแรกได้แล้ว เราจะพบกับหลักฐานความลับที่ทำให้ธุรกิจไวน์ของปราสาทนั้นรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ ความลับนั่นก็คือ " เลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์" ! 3.มีคนต้องการลูกสาวของอีธาน Ethan Winters ตัวเอกที่ปรากฏบน Residen Evill 7 : Biohazard ชายผู้เพิ่งจะพบกับเหตุการณ์สุดเลวร้ายจากครอบครัวหรรษาเมื่อภาคก่อน ซึ่งในครั้งนี้สาเหตุหลักที่เขาต้องเดินทางมายังหมู่บ้านและปราสาทที่สยดสยองนี้ ก็เพื่อมาช่วยเหลือลูกสาวที่ถูกลักพาตัวมา ยังมีข่าวลือว่าคนที่ลักพาตัวลูกของอีธานและสังหารมีอาร์นั้นก็คือ Chris Redfield ! แต่นั้นจะใช่สาเหตุที่แท้จริงหรือไม่เราก็ต้องไปดูกันอีกครั้งในเกมเต็ม! 4.ชื่อของหลายๆ ตัวละคร แวมไพร์ร่างยักษ์สุดเผ็ดร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลนั้นมีชื่อว่า Lady Dimitrescu นอกจากนี้ยังมีชื่อที่หลายๆ คนขนานนามให้เธออีกด้วยว่า " Mother Miranda " ซึ่งเธอมีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ Heisenberg มีต้นตระกูลนามว่า Dimitrescu โดยตระกูลของเธอนั้นอาศัยอยู่ในปราสาทมานานหลายศตวรรษ! 5.พวกเธอสังหารสาวใช้ สำหรับข้อนี้เรารู้เรื่องนี้ได้เพราะว่าในเกมฉบับ Demo เราจะเห็น Lady Dimitrescu และบรรดาลูกๆ ของเธอกักขังและสังหารคนในปราสาทด้วยวิธีต่างๆ มากมาย  หรือแม้กระทั่งหญิงสาวที่ผู้เล่นได้ควบคุมในฉบับ Demo กำลังจะมีโอกาสรอดชีวิตของเธอที่อยู่ตรงหน้าเพียงแค่เอื้อมไปเปิดประตู แต่กรรมซัดกรรมซ้อนดันเปิดมาพบกับ Lady และถูกเธอใช้กรงเล็บที่งอกยาวกระซวกไส้ตาย! 6.ทำไมไม่มีผู้ชาย? หลังจากที่ผู้เล่นได้ลองเล่นเกมฉบับ Demo หรือดูตัวอย่างเกมนั้นอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีผู้ชายในปราสาทเลย ดังนั้นมันไม่ผิดเลยที่เราจะสงสัยและนำไปสู่การสงสัยข้ออื่นๆ เช่น พวกเธอมีการสร้างครอบครัวอย่างไร? ผู้ชายเป็นสิ่งต้องห้ามของตระกูลนี้หรือเปล่า? หรือนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่พวกเธอลักพาตัวลูกสาวของคนอื่นและของอีธานมาก็ได้! 7.มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหรือไวรัส? ถ้าเราจำกันได้ใน RE 7 : Biohazard นั้นในช่วงแรกตัวเกมจะไม่บอกอะไรเราเลย! และทำเหมือนว่าทุกอย่างมันคือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติจนในตอนท้ายถึงมาเฉลยว่ามันคือ " ไวรัส " และในครั้งนี้ Resident Evil Village ได้เผยสภาพแวดล้อมเมืองที่เต็มไปด้วยหิมะอันขาวโพลนรวมถึงปราสาทที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับและเย็นชา นอกจากนี้มันยังชวนให้เรานึกถึงตำนานของ Dracula และมนุษย์หมาป่าอีกด้วย!  ดังนั้นมันจึงชวนให้เราอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าสรุปในภาคนี้ตัวเกมจะหลอกเราในช่วงแรกว่ามันคือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแล้วค่อยมาเฉลยภายหลังว่าเป็นเพราะไวรัสหรือปรสิตหรือเปล่า? แต่รับประกันว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอะไร? ความมันส์และความหลอนต้องมาเต็มแน่นอน! 8.ความสัมพันธ์ของพวกเธอกับอีธานคืออะไร? อีกหนึ่งการตั้งคำถามที่น่าสนใจมากๆ นั่นคือ ตัวอย่างล่าสุดที่เราเห็นนั้นดูเหมือนว่าตัวละครร้ายหลายๆ คน ( ไม่น่าจะใช่คนนะครับ 555 ) ทำตัวเหมือนจะรู้จักกับอีธานตัวเอกของเรื่องอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงสงสัยว่าเขาน่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว หรือไม่ก็อาจจะรู้จักเพราะพระเอกไปก่อความวินาสสันตโรไว้ในระหว่างทางก่อนถึงตัวบอสหลักก็เป็นได้ ซึ่งการตั้งข้อสงสัยนี้มันก็อาจจะพาไปสู่คำตอบที่ว่าอีธานอาจจะมีสายเลือดพิเศษ เช่น มนุษย์หมาป่าก็ได้นะครับ! 9.ทำไม Lady Dimitrescu ถึงตัวสูงมาก? ขอบอกได้เลยว่ายอมใจความเป็นนักสืบของชาวเน็ตมากๆ เพราะพวกเขาขุดคุ้ยวิเคราะห์ข้อมูลจนรู้ว่า Lady Dimitrescu นั้นมีความสูงอยู่ที่ 8 ฟุต! แล้วทำไมเธอถึงสูงขนาดนี้ ? เธอเกิดมาก็สูงแบบนี้หรือมีวิวัฒนาการในภายหลัง? หรือบางครั้งเธออาจจะไม่ได้เกิดมาจากครรภ์ก็ได้ อาจจะถูกสร้างมา หรือไม่ก็ในอดีตเธออาจจะเป็น Lady ผู้ใจดีและมีอารมณ์ขัน เหมือนกับครอบครัววายร้ายในภาคก่อนอย่าง The Bakers ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวที่ใจดีและอบอุ่นมากๆ ! 10. หรือจริงๆ แล้ว Lady Dimitrescu คือ Tyrant? จำได้ไหมว่าในฉากสุดท้ายนั้นเราจะเห็น Lady Dimitrescu ปลดกรงเล็บอันคมยาวและกระซวกไส้ตัวละครที่เราเล่น แน่นอนว่าเล็บเหล่านั้นจะทำให้เรานึกถึงพี่บึ้มที่คอยเล่าล่าเราแบบไม่หยุดพักอย่าง Tyrant แต่ในครั้งนี้อาจจะมาในรูปแบบของหญิงสาวรูปร่างใหญ่ยักษ์และพูดได้! แต่สิ่งที่ทำให้เราสงสัยเข้าไปอีกนั่นคือ Lady มีความคล้ายกับ Tyrant ในหลายๆ เรื่องมากๆ ดังนั้นไม่แน่ว่าเธออาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ T-Virus ก็เป็นได้! Credit : THEGAMER
29 Jan 2021
Hitman 3 วิธีปลดล็อคฉากจบลับในเกม ( Misson : Untouchable )
สำหรับบทสรุปไตรภาคอย่าง Hitman 3 ที่ล่าสุดออกมานั้น ตัวเกมได้มีภารกิจมีด่านมากมายให้ผู้เล่นได้ทำ โดยแต่ละด่านนั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและเนื้อเรื่องที่น่าสนใจมากมาย แต่ในขณะเดียวกันในตอนนี้มีผู้เล่นหลายคนได้พับกบ...พบกับ " ฉากจบลับในเกม " ! แต่ฉากลับนี้มันอยู่ที่ไหน? ต้องทำอย่างไรถึงจะปลดล็อคได้? และเราจะได้อะไรจากการค้นพบฉากจบลับนี้? ในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับไกด์วิธีปลดล็อคฉากจบในเกม Hitman 3 ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลย! ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น! สำหรับฉากลับนี้ ผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคได้ที่ภารกิจสุดท้ายในด่าน Untouchable ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของ Hitman 3 นี้ ขั้นตอนก็คือเราจะต้องหาทางเคลื่อนตัวไปยังด้านหน้าของรถไฟขบวนสายวนรอบโรมาเนีย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ผู้เล่นจะต้องพบกับบรรดาทหาร Providence ดังนั้นผู้เล่นต้องคอยจัดการหรือลอบเร้นด้วยวิธีไหนก็ได้ให้เราสามารถไปยังส่วนหน้าของขบวนรถไฟให้ได้! จากนั้นเราจะพบกับเป้าหมายหลักในภารกิจนี้ นั่นคือ Arthur Edwards และเมื่อผู้เล่นไปถึงจุดๆ นี้จะพบว่าเราสามารถเลือกให้ Agent47 ใช้อาวุธต่างๆ สังหารเขาได้ไม่ว่าจะเป็นลวดรัดคอ / แขนรัดคอ / ขวาน / อาวุธปืน และมีสิ่งหนึ่งที่ล่อตาล่อใจผู้เล่นหลายๆ คนนั่นคือ " เข็มฉีดยาเซรุ่มลบความจำ " ซึ่งแน่นอนว่าเราควรเลือกใช้อาวุธนี้ แต่อย่า..อย่าเพิ่งนำไปฉีดใส่ Arthur Edwards เด็ดขาด! รอคอยเพื่อฉากจบลับที่แฟนเกม Hitman จะต้องขนลุก! แน่นอนว่าในขณะที่เราพบเป้าหมายอย่าง Arthur Edwards เขาจะยืนรอรับชะตากรรมของตัวเองอย่างใจเย็น และช่วงที่ Agent47 กำลังเลือกวิธีสังหารเขา ณ ตอนนั้นเขาจะเสนอให้ผู้เล่นใช้ยาเซรุ่มลบความจำกับตัวเอง แน่นอนว่า Agent47 จะต้องทำการปฏิเสธแน่นอน แต่ผมขอแนะนำให้เราปล่อยเมาส์ ปล่อยคีย์บอร์ด ปล่อยจอยรอเวลาประมาณ 47 วินาที หรือ 1 นาที เขาจะยื่นข้อเสนอนี้อีกครั้ง ผมขอแนะนำให้ผู้เล่นฉีดยาเซรั่มลบความจำนี้ใส่ตัวท่านเองเพราะสิ่งที่จะได้รับนั้นคือ...Agent47 จะสลบและจะฟื้นขึ้นมาในชุดสูทสีดำ บนเตียงที่มีเบาะเล็กๆ  ณ ห้องเล็กๆ สีขาว โดย Edwards จะพูดประโยคปลุกผู้เล่น ว่า “ Wake up, my friend. It is the dawn of a new day and you have things to do. ”  ( ตื่นได้แล้วสหายของฉัน มันคือช่วงรุ่งอรุณของวันใหม่ และนายมีสิ่งที่ต้องกระทำ ) ซึ่งเขาจะลืมเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด และตกเป็นเครื่องมือขององค์กรร้ายอย่าง Providence อีกครั้ง แต่นี่มันคือฉากจบลับอย่างไร? ทำไมต้องเรียกว่าฉากจบลับ? คำตอบก็คือ.. ความเชื่อมโยงของ Hitman : Codename 47 เกมแรกของแฟรนไชส์! หลายๆ คนที่เริ่มเล่นไตรภาค Hitman นี้อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นแฟน Hitman ตั้งแต่ยุคแรกจะต้องขนลุกและจำได้แน่นอนเพราะนี่คือ " ฉากเปิดฉากแรกของเกม Hitman : Codename 47 ในปี 2000 "  เกมแรกของแฟรนไชส์ที่เล่าถึง Agent47 ผู้ตื่นขึ้นมาบนเตียงบนเบาะเล็กๆ ณ ห้องสีขาว พร้อมเสียงทักทายแบบเดียวกันกับฉากจบลับที่เราพบใน Hitman 3 นี้ ดังนั้นนี่จึงทำให้เราได้รู้ว่า IO Interactive ยังคงให้ความเคารพกับเกมภาคดั้งเดิมภาคต้นฉบับ และนี่อาจจะเป็นสัญญาณของภาคใหม่ๆ ในอนาคต หรืออาจจะเป็นสัญญาณของการทำการตลาดที่หลายๆ เกมในยุคนี้กำลังทำกันอยู่ นั่นก็คือการนำเกมเก่ากลับมาทำเป็นเกม Remake! ( นอกจากนี้ถ้าเราเลือกฉากจบลับนี้จะได้รับการปลดล็อค Achivment : Countdown from 47 ) แถม! คลิปไกด์ฉากจบลับ Credit : GAMESRADAR  
29 Jan 2021
Hitman 3 รวม 48 ถ้วยรางวัลและ 47 Achivement ทั้งหมดในเกม
หลังจากเปิดตัวกันมาก็บอกได้เลยว่า HITMAN 3 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ เพราะเป็นภาคที่คนแห่ซื้อแบบดิจิตัลกันเยอะมาก! และแน่นอนว่าตัวเกมยังมีเสนห์และให้ความรู้สึกแบบภาคก่อนๆ รวมถึงมีระบบใหม่ๆ ที่ทำให้น่าสนใจมากขึ้น เข้ามาด้วย ซึ่งตัวเกมยังคงมีระบบ Achivement ให้ผู้เล่นได้ท้าทายเพื่อรวบรวมถ้วยรางวัล โดยใน Hitman ภาคหลักนี้ " จะมีทั้งหมด 48 ถ้วย 47 Achivement " ...แต่ทั้งหมดนี้มีอะไรบ้าง? ในวันนี้พวกเรา GameFeverTH ได้รวบรวมรวมถ้วยรางวัลและ Achivement ทั้งหมดในภาคหลักของ Hitman 3 มาให้ทุกท่านแบบครบถ้วน ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลย! Platinum 1 ถ้วย 1.World of Assassination เงื่อนไข : รวบรวมถ้วยรางวัล Trophy ครบทั้งหมด 47 ถ้วย Bronze 30 ถ้วย 2.The Result of Previous Training เงื่อนไข : ทำการฝึกอิสระในช่วงอารัมภบทสำเร็จ 3.Cleared for Field Duty เงื่อนไข : ทำการทดสอบขั้นตอน The Final Test สำเร็จในช่วงอารัมภบท 4.Seizing the Opportunity เงื่อนไข : ทำภารกิจเนื้อเรื่องทั้งหมดสำเร็จใน The Final Test   5.The Creative Assassin เงื่อนไข : ฝึกช่วง Contract Creation ให้สำเร็จ 6.Top of the Class  เงื่อนไข : ทำคะแนนสูงสุดโดยวัดจากลีดเดอร์บอร์ดตารางคะแนนในโหมด Contract 7.A New Profile เงื่อนไข : ทำภารกิจ Featured Contract ให้สำเร็จ 8.Unseen Assassin เงื่อนไข : ลอบสังหารเป้าหมายโดยไม่ถูกพบเห็น 9.Stylish Assassin เงื่อนไข : ทำ Playstyles ต่างๆ ให้ครบ 10 อย่าง ( การทำเงื่อนไขต่างๆ ให้บรรลุ เช่น ฆ่าด้วยวิธีต่างๆ / ซ่อนศพ) 10.Death From Above เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจ On Top Of The World 11.Dune Raider เงื่อนไข : ค้นหาสถานที่ไม่เคยถูกค้นพบทั้งหมดในดูไบ 12.Treacherous Architecture เงื่อนไข :  สังหาร Ingram ด้วยโมเดลแท่นขุดเจาะน้ำนัน / ผลัก Stuyvesant ตรงระเบียงที่กำลังซ่อม 13.Keep Your Eyes Peeled เงื่อนไข :  ทำให้เป้าหมายลื่นล้มขณะที่กำลังหลบหนีในชุดกระโดดร่มชูชีพ 14.Master of the Household เงื่อนไข :  สำเร็จภารกิจ Death In The Family 15.No Stone Unturned เงื่อนไข : ค้นหาพื้นที่ที่ยังไม่ถูกค้นพบทั้งหมดใน Dartmoor 16.Upstairs, Downstairs เงื่อนไข : สังหาร Alexa ในห้อง Privat Room / ยิงเธอจากบนหลังจากและทำให้ตกไปในหลุมศพ 17.Family Feud  เงื่อนไข : ช่วย Emma สังหาร Alexa 18.Death of the Party เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจ Apex Predator 19.Followed the Trails เงื่อนไข :  ค้นหาพื้นที่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบทั้งหมดในเบอร์ลิน https://www.powerpyx.com/hitman-3-berlin-germany-all-undiscovered-areas-locations/ 20.Partied Out เงื่อนไข :  ทำสถานการณ์ให้ Tremain เหมือนประสบอุบัติเหตุจากปืนไรเฟิล / ทำเครนตกใส่ Thames และทำให้ Montgomery & Banner ถูกเผาจากไฟฟ้าลัดวงจรในคลับ 21.Bird Art เงื่อนไข :  ถ่ายรูปนกสีเหลืองทั้งหมด 22.NEXUS-47  เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจ End Of An Era 23.Surveillance Master เงื่อนไข : ค้นหาพื้นที่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบทั้งหมดในฉงซิ่ง [embed]https://www.powerpyx.com/hitman-3-chongqing-china-all-undiscovered-areas-locations/[/embed] 24.Future Shock เงื่อนไข : ฆ่า Hush บนเก้าอี้พักผ่อนของเขา / ฆ่า Royce ด้วยไฟฟ้า / ยิงพวกเขาทั้งสองด้วยกระสุนนัดเดียว 25.Console Cowboy เงื่อนไข :  เปิดใช้งานสถานี The Core ให้เผา Royce 26.The Last Tango เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจ The Fare Well 27.Master the Terroir เงื่อนไข : ค้นหาสถานที่ที่ไม่เคยถูกค้นพบทั้งหมดใน Mendoza [embed]https://www.powerpyx.com/hitman-3-mendoza-argentina-all-undiscovered-areas-locations/[/embed] 28.Ripe for the Picking เงื่อนไข : สังหาร Vidal ด้วยเครื่องบดองุ่น / สังหาร Yates ด้วยการวางยาพิษใน Grand Paladin  และฆ่า Both ด้วยแก๊ส. 29.Evil Wine Club เงื่อนไข : เข้าร่วมการประชุมลับของ Providence [embed]https://www.gamepur.com/guides/hitman-3-how-to-unlock-the-evil-wine-club-achievement[/embed] 30.Bullet Train เงื่อนไข : สังหารยามด้วยปืนพกเก็บเสียง / ลูกซอง และ SMG 31.Count Down From 47 เงื่อนไข : Agent 47 สลบและตื่นขึ้นมาบนเตียงในห้องลับพร้อมเสียงปริศนา ( ฉากจบลับ ) Silver  16 ถ้วย 32.Silent Assassin เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจในช่วง The Final Test โดยไม่ถูกพบเห็น และสังหารเพียง Jasper Knight เท่านั้น นอกจากนี้ยังซ่อนศพเพื่อไม่ให้ใครพบเห็นด้วย. 33.Training Escalated เงื่อนไข :  สำเร็จภารกิจ Level 5 ที่ถูกกำหนดไว้ใน Contract บนด่าน The ICA Facility 34.Tools of the Trade เงื่อนไข : ลอบสังหารเป้าหมายด้วยขีปนาวุธ อุบัติเหตุ และระเบิด 35.Shortcut Killer เงื่อนไข : ค้นหาและปลดล็อค 15 ทางลัด [embed]https://www.gamepur.com/guides/hitman-3-how-to-unlock-the-evil-wine-club-achievement[/embed] 36.Rise Up เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจเนื้อเรื่องทั้งหมดใน On Top Of The World 37.Stair Master เงื่อนไข : เข้าถึง Dubai Mastery Level 20 [embed]https://www.fanbyte.com/guides/hitman-3-mastery-rewards-level/[/embed] 38.Full House เงื่อนไข : ทำภารกิจเนื้อเรื่องทั้งหมดสำเร็จใน Death In The Family 39.The Great Outdoors เงื่อนไข : เข้าถึง Dartmoor Mastery Level 20 https://www.fanbyte.com/guides/hitman-3-mastery-rewards-level/ 40.Last Call เงื่อนไข :  ปลอมเป็นเจ้าของคลับและนั่งคุยกับ ICA 41.Warehouse Veteran เงื่อนไข : เข้าถึง Berlin Mastery Level 20 https://www.fanbyte.com/guides/hitman-3-mastery-rewards-level/ 42.Icebreaker เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจเนื้อเรื่องทั้งหมดใน End Of An Era https://www.pcinvasion.com/hitman-3-chongqing-guide-end-of-an-era-mission/ 43.Hack the Planet เงื่อนไข : เข้าถึง Chongqing Mastery Level 20 https://www.fanbyte.com/guides/hitman-3-mastery-rewards-level/ 44.Rich Harvest เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจเนื้อเรื่องทั้งหมดใน The Farewell https://www.pcinvasion.com/hitman-3-mendoza-farewell-challenges-guide/ 45.Vineyard Virtuoso เงื่อนไข : เข้าถึง Mendoza Mastery Level 20 https://www.fanbyte.com/guides/hitman-3-mastery-rewards-level/ 46.Train Surfing เงื่อนไข : สำเร็จภารกิจ Untouchable Challenges ทั้งหมด. 47.Last Stop เงื่อนไข : เข้าถึง The Carpathian Mountains Mastery Level 5 https://www.powerpyx.com/hitman-3-carpathian-mountains-romania-all-challenges-guide/ Gold 1 ถ้วย 48.Nightmare Fuel เงื่อนไข : จบภารกิจ Untouchable https://www.pcinvasion.com/hitman-3-carpathian-mountains-untouchable-mission-guide/ Credit : THENERDSTASH
29 Jan 2021
ชวนนั่งคิด Soudtrack และ BGM สำคัญมากน้อยขนาดไหนในวิดีโอเกม?
ทุกวันนี้ผลงานเกมที่ยอดเยี่ยมถูกวัดค่าจากสิ่งใด? เป็นความยอดเยี่ยมของเนื้อเรื่องที่แต่งมาได้ซึ้งกินใจจนห้ามน้ำตาของผู้เล่นไว้ไม่อยู่? บางครั้งอาจเป็นเกมเพลย์สุดมันส์ที่บังคับดึงอารมณ์ความสนุกของผู้เล่นออกมาได้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบชั่วโมง? บางคนอาจบอกว่าเป็นวิธีการนำเสนอที่ผู้พัฒนาสร้างสรรค์ได้แปลกตาไม่เหมือนใคร ความอลังการ / สวยงามของกราฟิกก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในนั้น หรือจริงๆ แล้วอาจเป็นการผสมผสานทั้ง 4 อย่างที่กล่าวมาเข้าด้วยกันอย่างลงตัวรึเปล่า เราถึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า "เกมนี้คือผลงานที่ยอดเยี่ยม" ? แม้ว่าทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกต้อง และอาจถูกใช้เป็นเกณฑ์ที่สื่อ หรือผู้เล่นจะมอบคะแนนให้กับเกมหนึ่งเกมจริง แต่จริงๆ เรากำลังมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป บางสิ่งที่คอยผลักดันให้ทั้ง 4 ได้อยู่ท่ามกลางสปอตไลท์ของเวทีแห่งการชื่นชม สิ่งที่ถูกเรียกว่า "Soudtrack และ BGM" งานวิจัยเรื่อง "Does Music Induce Emotion?" ของนักจิตวิทยาชาว Serbia คุณ Vladimir J. Konečni ในปี 1982 ได้แสดงให้เห็นว่า ท่วงทำนองที่ซับซ้อน และดังจะสร้างอารมณ์โกรธให้ผู้ชม ในขณะที่ดนตรีที่นุ่มนวล ผ่อนคลาย และเรียบง่าย จะมอบความสบายให้กับผู้ชม นอกจากนี้ในฉากเดียวกันหากเราเลือกใช้ดนตรีประกอบที่ต่างกันไป ก็จะทำให้ความรู้สึก ความสงสัย และอารมณ์ที่มีต่อฉากนั้นแตกต่างกันไป วิดีโอข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งผมอยากให้เพื่อนๆ สละเวลาเล็กน้อยสัก 2 นาทีเพื่อดูมันครับ (ไม่ต้องดูจนจบก็คิดว่าคงเห็นภาพกันแล้ว) มาถึงจุดนี้หลายคนคงตั้งคำถามว่า "แล้วมันเกี่ยวกับเกมตรงไหน" ผมจะอธิบายว่า ก่อนอื่นเลยคือทั้ง 2 เป็นมัลติมีเดียเหมือนกัน และเป็นสื่อที่ให้ความบันเทิงเช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีสร้างของทั้งสองจึงแตกต่างกันแค่กระบวนการผลิตเท่านั้น (ซึ่งจากคำพูดของผู้กำกับชื่อดัง Christopher Nolan แล้ว จริงๆ เกมอาจสร้างยากกว่าหนังด้วยซ้ำ) ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าองค์ประกอบ หรือวิธีการใดๆ ที่ทำให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นหนังที่ดีได้ วิธีการเหล่านั้นก็น่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการสร้างวิดีโอเกมให้ดีได้เช่นกัน แบบนั้นแล้ว เมื่อสำหรับหนังเพลงประกอบเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ฉันใด เกมเองก็ไม่สามารถขาดเพลงประกอบได้ฉันนั้น เนื่องจากการสร้างอารมณ์ร่วมเป็นสิ่งที่ทำได้ยากหากเพียงผ่านตัวหนังสือ หรือสีหน้าของตัวละครอย่างเดียว ยิ่งเป็นฉากที่ซับซ้อนซึ่งมีทั้งความหวัง และความสิ้นหวังอยู่ด้วยดังเพลง Answer ฉาก Realm Is Reborn จาก Final Fantasy XIV ด้วยแล้ว การไม่มีบทเพลงใดๆ ประกอบเลย ฉากนี้ก็คงไม่ทำให้ผู้เล่นหลายหมื่นคนนั่งร้องไห้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองหลังได้เห็นโลกของเกมที่พวกเขารัก NPC ที่พวกเขาชื่นชอบ ตายไปพร้อมกับโลกที่พังทลาย ดั่งคนบ้านในยามราตรี ในคืนที่ชมเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของบทเพลงแห่งความหวัง และความสิ้นหวัง คงจะไม่พ้น Weight of The World ในตอนที่ผู้เล่นกำลังพยายามจะเก็บฉากจบสุดท้ายที่ชื่อว่า The [E]nd of Yorha เราจะต้องพบกับการต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะได้ ตัวเกมจะถามทุกครั้งที่เราล้มเหลวว่า "จะยอมแพ้หรือไม่" ซึ่งในขณะเดียวกันเราจะต้องฟังบทเพลงที่มอบความสิ้นหวัง และความหวังให้ในเวลาเดียวกันไปด้วย โดยในทุกครั้งที่พ่ายแพ้ จะมีคำพูดให้กำลังใจจากผู้เล่นทั่วทุกมุมโลกค่อยๆ ขึ้นมาให้กำลังใจเรา พวกเขาจะบอกอยู่เสมอว่า "อย่ายอมแพ้", "นายทำได้", "เชื่อมันในตัวเองสิ" นำไปสู่ช่วงเวลาที่ตื้นตันจนไม่สามารถหาคำมาบรรยายได้ เมื่อได้ฉากจบสุดท้ายมา ตัวเกมจะถามว่า "คุณเอง ก็ต้องการส่งมอบความหวังให้กับคนอื่นรึเปล่า?" ถ้าหากใช่สิ่งที่ต้องแลกไปก็คือเซฟทั้งหมดของเกมที่เล่นมาจนถึงตอนนี้ ราวกับเป็นข้อความจากผู้พัฒนาว่า "ช่วงเวลาที่คุณเพิ่งได้สัมผัสไป จะมีได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น" บางครั้งดนตรีประกอบเบาๆ ที่มีเสียงร้องขับขานไม่เป็นภาษาในช่วง End Credit ก็อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนการจากลาจากผู้พัฒนา เหมือนดังเช่น The Nameless Song จาก Dark Souls เมื่อเพลงดังกล่าวถูกขับขานผู้เล่นจะได้รับรู้ว่า "อา.. การเดินทางที่แสนยาวนานใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว" ปลายทางที่ไขว่คว้ามานานอยู่ห่างเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ทั้งความสนุก, ความทรมาน, ความขื่นขม, ความเศร้า, ความตื่นเต้น ความรู้สึกทุกอย่างค่อยๆ จมหายไปพร้อมกับ ตัวอักษร End Credit ที่ขึ้นมาแทนที่ ในช่วงเวลานี้บางคนอาจรู้สึกเศร้า บางคนอาจร้องไห้อย่างเงียบๆ และบางคนอาจหลับตาเพื่อเงียบหูฟังบทเพลงแห่งการจากลานี้ด้วยรอบยิ้ม และความคิดที่จะไม่ลืมท่วงทํานองตราบนานเท่านาน บทเพลงที่น่าจดจำบางครั้งอาจเป็น BGM เล็กๆ สั้นๆ ที่เราฟังจนคุ้นเคยโดยที่ไม่รู้ตัวได้เช่นกัน ซึ่งถ้าหากให้ยกตัวอย่างเพลงที่คนไทยส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก และเมื่อฟังจะเกิดการคิดคำนึงถึง ก็คงไม่พ้นเพลง Theme หน้า Log In และเพลงบรรเลงของเมืองต่างๆ จากเกม Ragnarok ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ทุกครั้งที่ได้ยินก็ยังคงทำให้หวนรําลึกถึงความรู้สึกในวันวาน เมือง Prontera ที่มีผู้เล่นจำนวนมาก, เมือง Morroc ที่มีพ่อค้าอยู่มากมาย, บางครั้งเราอาจได้เห็นห้องสนทนาที่มีหัวข้อแสนสนุก บางที่หัวมุมถนนตรงหน้าอาจผู้เล่นจำนวนมากกำลังหนีเอาตัวรอดจากบอสที่ออกมาจากไม้ผีอยู่ เมื่อเดินทางมาถึงหน้าดันเจี้ยนอาจได้พบกับสมาชิกเพื่อนร่วมกิลที่นัดหมายกันไว้ เมื่อได้ฟังเพลงข้างล่างนี้ทุกคนคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นกันบ้างรึเปล่า? เพียงแค่เสียงจากกีตาร์โปร่งหนึ่งตัว กับถ้อยคำขับร้องที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพ ในสถานการณ์ และฉากที่ถูกต้อง บางครั้งอาจน่าจดจำยิ่งกว่าดนตรีที่ถูกบรรเลงมาอย่างประณีต ดังเช่น 'Future Days' ของ Joel ในช่วงเริ่มต้นของ The Last of Us Part 2 แม้เพลงนี้จะความยาวจะมีเพียงแค่ 3 นาที แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ เชื่อว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจได้เลยว่า Ellie มีความสำคัญต่อชายแก่คนนี้ยังไง ทำไมเขาถึงหวงแหนเธอขนาดนี้ และมันจึงทำให้เราเสียใจ รวมถึงโกรธมากเมื่อได้ทราบถึงโชคชะตาของเขาในเนื้อเรื่องของเกมหลังจากนี้ โดยที่หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตัวเองได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่อง รวมถึงเหตุการณ์ในเกมนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่านี้ไม่ใช้บทเพลงทั้งหมดที่ล่วนแล้วแต่งดงามในแบบของตัวเอง น่าจดจำในแบบของตัวเอง แต่หากจะให้ยกตัวอย่างทุกเพลงจากทุกเกมในโลกนี้แล้ว คิดว่าบทความนี้คงยาวแบบไม่มีวันจบสิ้นกันเลยทีเดียว ตัวอย่างที่ผ่านมาเพียงแค่อยากให้ทุกคนได้เห็นภาพถึงพลัง และความสำคัญของบทเพลง ที่มักไม่ค้อยถูกพูดถึง หรือได้รับความสนใจจากเหล่าผู้เล่นเท่าไหร่นัก และน่าเสียดายเหมือนกันที่มิอาจยกตัวอย่างเพลงที่ดี แต่ไม่ถูกจดจำในโลกวิดีโอเกมให้เพื่อนๆ ได้เห็นภาพได้ เนื่องจากตัวผมเองก็เพิ่งหันมาให้ความสนใจ บทเพลงที่สวยงามจากเกมเหล่านี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม "เกม" ก็ยังถือว่าเป็นมัลติมีเดียชนิดหนึ่ง ที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ตัวเองเป็นสิ่งที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ,การดำเนินของเนื้อเรื่อง, ภาษาที่ใช่, การเรียบเรียงคำพูดของตัวละคร, ฉาก, กราฟิก, ธีม, เกมเพลย์, ระบบ และปัจจัยสําคัญอีกมากมายที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมานั้นจะมีดนตรีที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน พรรณนาได้งดงามเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผลงานมีคุณค่า ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่จำเป็นต้องสร้างออกมาอย่างประณีตจนไม่จำเป็นต้องทำสิ่งอื่นได้ เช่นนั้นแล้วก็คงมิอาจเข้าถึงจิตใจของผู้เล่น หรือทำให้ถูกจดจำได้ หากขาดองค์ประกอบอื่นๆ ไป แม้จะเป็นบทเพลงที่สวยงาม และน่าฟังเพียงใด เมื่อไม่มีคุณค่าในการจดจำ เพลงนั้นก็คงถูกลืมเลื่อนหายไปตามกาลเวลา  
28 Jan 2021
สรุป 9 เนื้อหาสำคัญของ The Resident Evil Village Showcase
หลังจากที่ทาง Capcom ได้ทำการสตรีม The Resident Evil Village Showcase เพื่อเปิดเผยข้อมูลและเนื้อหาสำคัญหลายๆ อย่าง ซึ่งบอกได้ว่าอีเวนท์นี้ได้สร้างกระแสและเสียงฮือฮาในหมู่แฟนๆ และนักวิจารณ์อยู่พักหนึ่งเลย แต่เชื่อว่ายังมีหลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจข้อมูลบางส่วน หรือพลาดจุดสำคัญบางจุดไป ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFeverTH จะขอสรุปรายละเอียดและเนื้อหาสำคัญของ The Resident Evil Village Showcase มาให้ทุกคนได้เข้าใจกันถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.วันวางจำหน่าย ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆ นั้นมีทั้งข่าวรั่วไหลและข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องวันเปิดตัวของเกม Resident Evill Village บ้างก็ว่าเกมจะมาในช่วงเดือนเมษายนบ้าง ในช่วงกลางปีบ้าง แต่เราไม่ต้องสับสนแล้วว่าจะเชื่อใคร เพราะตอนนี้ทาง Official ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า " Resident Evill Village จะเปิดตัวในวันที่ 7 พฤษภาคม 2021 " !! นอกจากนี้ช่วง The Resident Evil Village Showcase ก็ยังได้ประกาศข้อมูลสำคัญอื่นๆ อีกด้วย แต่จะคืออะไรบ้างนั้นไปดูในหัวข้อต่อๆ ไปได้เลย. 2.มีให้เลือกระหว่าง Deluxe Edition และ Collector's Edition การสั่งจองล้วงหน้าและการสั่งซื้อนั้น ทาง Capcom ได้เปิดตัวเกม Resident Evill Village ให้เราได้เลือกกัน 2 แบบ ดังนี้ Deluxe Edition: Trauma Pack รุ่นที่จะมาพร้อมไอเท็มต่างๆ จาก Resident Evil 7: Biohazard เช่น Mr. Everywhere Bobblehead / เพลง Safe Room ( เพลงนี้ผมชอบมากมันทั้งติดหู หลอน และระทึกในเวลาเดียวกัน ) / เครื่องบันทึกเกม และอื่นๆ สามารถดูได้ในภาพประกอบ Collector's Edition รุ่นที่จะมาให้ทุกสิ่งจาก Deluxe Edition และมีสิ่งอื่นๆ เพิ่มมาได้แก่ โมเดล Chris Redfield / Steelbook / Artbook และอีกมากมายในภาพประกอบ รางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งซื้อล่วงหน้านั้นได้แก่ Mr.Raccoon Weapon Charm / อุปกรณ์ไอเทมช่วยชีวิต Survival Resource Pack 3.เกม Demo ที่เป็น Exculsive บน PS5 ในช่วง The Resident Evil Village Showcase ทาง Capcom ได้แสดงตัวอย่างเกมรวมถึงได้แสดงศักยภาพของเอนจิ้น / ภาพกราฟฟิคมากมาย และมีเกมฉบับ Demo ในชื่อ " Maiden " ที่ผู้เล่นจะสามารถลองไปโหลดเล่นกันได้ฟรี! แต่เล่นได้เฉพาะผู้ที่มี PS5 เท่านั้นนะครับ555 ซึ่งในเกมฉบับ Demo นั้นเราจะได้เห็นถึงเรื่องราวของหญิงปริศนาผู้กำลังหาทางเอาตัวรอดจากคุกใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และไปโผล่ในตัวปราสาทที่สวยตระการตา แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงได้ด้วยบรรยากาศที่อึดอัด ทำให้รู้สึกหวั่นๆ ขนลุกไปด้วยในเวลาเดียวกัน สำหรับเกมเพลย์คร่าวๆ ของเกมฉบับ Demo นั้นผู้เล่นจะทำได้แค่เพียงเดิน วิ่ง ก้ม ไขปริศนาเพื่อหาทางเอาตัวรอดออกจากปราสาทสยองขวัญนี้! ( ใน Demo เราจะไม่สามารถต่อสู้ใดๆ ได้เพราะทีมงานอยากนำเสนอเรื่องศักยภาพด้านกราฟฟิกและเกมเพลย์นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นครับ ) *ในช่วงนี้ยูทูปเบอร์ชาวไทยก็เริ่มนำเกมฉบับ Demo มาเล่นกันแล้ว อย่างผมก็ได้ไปดูพี่เอก HRK เล่นมาและเปิดดูแบบ 4K บอกเลยว่าภาพในเกมโค-ตะ-ระ-สวยยยย! เสียงเพลงและซาวด์ประกอบก็เข้ากับบรรยากาศและช่วงเวลานั้นๆ มาก บอกเลยว่ารอเกมเต็มแทบไม่ไหวแล้ว! 4.ไม่ทิ้งเครื่องเจ็นเก่าอย่าง PS4 และ Xbox One! ในช่วงแรกๆ นั้นมีข่าวลือมากมายที่บอกว่าทาง Capcom จะเปิดวางจำหน่ายบนเครื่องคอนโซลเจ็นใหม่อย่าง PS5 และ Xbox Series X เท่านั้น แต่มันไม่ใช่แบบนั้น! เพราะล่าสุดทีมงานประกาศแล้วว่าพวกเขาจะวางจำหน่ายเกม Resident Evil Village บนเครื่อง PlayStation 4 / PlayStation 5 / Xbox Series X / S / Xbox One และ PC! นอกจากนี้ Capcom ยังใจดีประกาศอีกว่า ใครที่ซื้อไปเล่นบน PS4 จะได้รับการอัพเกรดข้ามเจ็นฟรีสำหรับกรณีที่ท่านซื้อเครื่อง PS5 อีกด้วย! Xbox ก็เช่นกันครับ! 5.รูปแบบการต่อสู้ที่เราทราบ ณ ตอนนี้! ในส่วนของเกมเพลย์นั้นเราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก แต่กลิ่นอายที่รู้สึกหลังจากได้เห็นตัวอย่างและ Demo นั้นบอกเลยว่ามันรู้สึกว้าวจริงๆ ครับ เพราะตัวเกมนั้นยังคงในมุมมองบุคคลที่หนึ่งเช่นเดียวกับ Resident Evil 7: Biohazard แต่จะผสมความเป็น Action / Survival มากขึ้นเพราะทีมงานนั้นมีแรงบันดาลใจมาจากภาคแรกๆ เช่นเดิมและในครั้งนี้ยังได้รับอิทธิพลมาจากภาค 4 ด้วย! ดังนั้นเราจะได้เห็นอีธานในภาคนี้ที่สามารถหลบหลีกและป้องกันการโจมตีของศัตรูต่างๆ ในเกมนี้ได้คล่องตัวขึ้น ไม่ได้เป็นอีธานผู้วิ่งหนีลุง โดยทุบ โดนฟาด โดนสับขาขาดเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียวแล้ว555 นอกจากนี้ยังมีถังแดงถังน้ำมันที่ตั้งล่อตาล่อใจให้ผู้เล่นยิงมันเพื่อสร้างแรงระเบิดมหาศาลออกมาได้อีกด้วย บอกเลยว่าไม่ใช่แค่บรรยากาศที่ทำให้เรานึกถึงเกมภาคคลาสสิค แต่รวมถึงเกมเพลย์ด้วยเช่นกัน. 6.โหมด Multiplayer สำหรับ Resident Evil Resistance ที่เป็นโหมด Multiplayer ในครั้งก่อนของทาง Capcom นั้นอาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก แต่ทางทีมงาน Capcom ก็ยังไม่ยอมแพ้เพราะในครั้งนี้ มันจะไม่ใช่ข่าวลือสำหรับเกม Mutiplayer ของจักรวาล RE อีกต่อไป เพราะในอีเวนท์นี้พวกเขาได้เปิดตัวเกม RE: Verse Multiplayer ที่ผู้เล่นสู้กันเองได้ด้วยการนำตัวละครที่เราชื่นชอบจากทุกๆ ภาคในจักรวาล RE มาห้ำหั่นกันเอง บนแผนที่ต่างๆ ที่อยู่ในแฟรนไชส์เกมนี้ บอกเลยว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่ทำให้ผู้เล่นติดงอมแงมกันอยู่พักใหญ่แน่ๆ! 7.เป้าหมายของอีธาน นอกจากนี้ทาง Capcom ยังเปิดเผยให้เราหลายๆ คนหายสงสัยอีกด้วยว่าอีธานที่รอดจากเหตุการณ์นรกบนดินจากภาคที่แล้วนั้น จะเดินทางไปหมู่บ้านที่มีแต่ความตายอีกทำไม แต่เรื่องนี้จะเข้าใจได้ทันทีนั่นเพระว่าในครั้งนี้สาเหตุที่เขาจำเป็นต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านและปราสาทต้องสาปนี้ ก็เพราะว่าได้มีใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจเรียกว่าคน ทำการลักพาตัวลูกสาวของอีธานไป นี่จึงเป็นเป้าหมายหลักและแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อีธานต้องออกโรงอีกครั้งหนึ่ง! แต่ครั้งนี้เขาจะไม่ได้เจอครอบครัวตัวป่วนอีกแล้ว เขาจะเจออะไรที่น่ากลัวกว่า ดิบกว่าและยิ่งใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นแม่มด มนุษย์หมาป่า หรือสิ่งน่ากลัวอื่นๆ อดใจรอไม่ไหวที่จะเห็นเกมเต็มแล้วครับ! 8.การกระทำที่จะส่งผลต่อเหตุการณ์ในอนาคต? จำได้ไหมผมเคยบอกว่าตัวเกมภาคนี้จะให้กลิ่นอายของความเป็น Resident Evill 4 ด้วย ดังนั้นมันจะมีจุดหนึ่งที่เราน่าจะจำได้นั่นคือ การกระทำอันเล็กน้อยที่จะส่งผลต่อเหตุการณ์ครั้งสำคัญ เช่น การให้ลีออนช่วยเหลือเจ้าหมาที่ติดกับดับอยู่ในหมู่บ้านช่วงต้นเกม โดยในฉากสู้กับบอสยักษ์นั้น มันจะออกมาช่อยผู้เล่นด้วย! ( ถ้าเราไม่ช่วยมัน หรือฆ่ามันทิ้ง มันจะไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย ) ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกหนึ่งสเนห์ที่กลับมาให้เห็นและยังมีในช่วงท้ายของการเล่น Resident Evil 7 เช่นกัน นั่นคือช่วงที่ผู้เล่นต้องตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือใครในตอนท้ายในระหว่างสองตัวละคร ดังนั้น หวังว่า Resident Evil Village จะนำระบบนี้ใส่เข้ามาด้วยเพราะผมเองก็ชอบระบบนี้มาก! 9.พ่อค้าในตำนานจะกลับมา! เสื้อฮู้ด / สะพายกระเป๋า / หลังค่อม พูดเท่านี้ในจักรวาล RE หลายๆ คนคงจะนึกถึงพ่อค้าอาวุธในภาค Resident Evill 4 และแน่นอนว่าสำหรับ Resident Evil Village ก็จะมีพ่อค้าเช่นกัน แต่ในครั้งนี้พ่อค้าคนใหม่จะมาในร่างของชายผู้อวบอ้วนนามว่า The Duke แต่ในรอบนี้ไม่รู้ว่าเราจะเกรียนพ่อค้าด้วยการฆ่าได้อีกไหม ขอแนะนำว่าถ้าทำได้ก็อย่าหาทำนะครับ ถ้าไม่อยากให้เขาหายไปตลอดการเล่นเกมแบบใน Resident Evill 4 ฮ่าๆๆๆ Credit : TheGamer
27 Jan 2021
เปิดประวัติ *PlayStation* เครื่องคอนโซลที่ครองใจเกมเมอร์มานานถึง 27 ปี
PlayStaion5 หรือ PS5 นั้นกำลังจะมาถึงมือเกมเมอร์ชาวไทยกันแล้ว ซึ่งเครื่องคอนโซลของ Sony นั้นก็ได้เดินทางกันมาถึงเครื่องเจ็นรุ่นที่ 5 แล้ว แต่รุ่นก่อนๆ นั้นมันจะมีเรื่องราวและประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง? มีจุดเริ่มต้นจากเครื่อง PlayStation 1 อย่างที่เราหลายๆ คนรู้จริงๆ หรือ? ในวันนี้พวกเรา GameFeverTH จะขอพาทุกคนมาพบกับประวัติความเป็นมาและข้อมูลของเครื่อง PlayStation กันถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลย! ขอท้าวความก่อนว่านี่คือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของเครื่อง PlayStion ซึ่งเครื่องนี้มีชื่อว่า Super NES CD-ROM System หรือ Nintendo PlayStation โดยเครื่องคอนโซลนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกันระหว่าง Nintendo และ Sony ในปีค.ศ.1988 *ผู้เขียนยังไม่เกิดเลยนะครับ555 โดยพวกเขาได้ตกลงกันว่าจะให้เครื่องนี้ใส่ได้ทั้งตลับ SNES และแผ่น Super Disc ซึ่งเครื่องต้นแบบนั้นได้ถูกพัฒนาออกมาเป็นจำนวน 200 เครื่อง แต่..เครื่องนี้กลับไม่ได้ถูกวางจำหน่ายให้ถึงมือเกมเมอร์ เหตุผลเพราะว่าในตอนนั้น Nintendo ไม่ได้เพียงแค่คุยเจรจาร่วมมือกับทาง Sony อย่างเดียวเท่านั้น พวกเขายังได้เจรจาเรื่องเดียวกันนี้กับทางฝั่ง Philips ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของทาง Sony ในยุคนั้นอีกด้วย ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนเชื้อไฟกระตุ้นให้ Sony เลือกที่จะนำเทคโนโลยีของพวกเขามาพัฒนาเครื่องเล่นวีดีโอเกมแบบแผ่นที่เป็นของพวกเขาเอง และได้ประกาศเปิดตัวในงาน Consumer Electronics Show ในปี 1991 และนี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของตำนาน! " Nintendo PlayStation เครื่องต้นแบบ จุดเริ่มต้นของความแตกหักและกำเนิดตำนาน! " *เกร็ดควรรู้ : จริงๆ แล้วทาง Sony ไม่ได้มีความสนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมการตลาดวีดีโอเกมเลย แต่ผู้ที่ผลักดันให้โปรเจ็คเครื่องเกมและโน้มน้าวบรรดาบอร์ดบริหาร Sony ให้เดินหน้าโปรเจ็คต่อได้นั้น ก็คือ คุณ Ken Kutaragi ซึ่งด้วยเหตุนั้นเขาได้รับฉายาจนถึงทุกวันนี้ว่า " บิดาแห่งเพลย์สเตชั่น " Ken Kutaragi เครื่องคอนโซล PlayStation เครื่องแรกได้วางจำหน่ายในวันที่ 3 ธันวาคม ปี 1994 ณ ประเทศญี่ปุ่น และวางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 9 กันยายน ปี 1995 โดยเครื่อง PS1 นั้นคือหนึ่งในสิ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมครั้งยิ่งใหญ่เพราะเครื่องเกมนี้ประสบความสำเร็จทางการค้าโดยขายได้มากกว่า 102 ล้านเครื่องทั่วโลก! ซึ่งความสำเร็จของเครื่องนี้มีอยู่หลายปัจจัย โดยปัจจัยหลักๆ นั่นก็คือ แผ่น PS1 นั้นสามารถบรรจุข้อมูลได้มากถึง 660MB ที่มากกว่าเครื่องตลับ SNES ที่บรรจุข้อมูลได้เพียง 6MB เท่านั้น แม้แต่เครื่อง N64 ก็มีขีดจำกัดอยู่ที่ 64MB เช่นกัน นอกจากนี้ตลับเหล่านี้มันมีราคาต้นทุนที่สูงบวกกับข้อจำกัดของการบรรจุข้อมูล ด้วยเหตุนั้นเองทำให้ทาง Square ตัดสินใจครั้งสำคัญย้ายการพัฒนา Final Fantasy VII จาก N64 ไปยังเครื่อง PS1 จนทำให้กลายเป็นเกม PS1 ที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Gran Turismo " PlayStation ( PS1 / PSOne ) เปิดตำนานเครื่องเกมคอนโซล " *เกมยอดนิยมอื่น ๆ ที่วางจำหน่ายในรุ่น PS1 ได้แก่ Metal Gear Solid, Tekken 3, Crash Bandicoot, Tomb Raider, Resident Evil 2, Spyro The Dragon, Twisted Metal 2, Parasite Eve และ Siphon Filter หลังจากประสบความสำเร็จกับ PS1 ก็ต้องเดินหน้าพัฒนาต่อ ดังนั้นทาง Sony ได้ประกาศเปิดตัวเครื่อง PlayStation 2 ในปี 1999 โดยวางจำหน่ายภายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2000 และวันที่ 26 ตุลาคม ปีเดียวกัน ในโซนอเมริกาเหนือ และแน่นอนว่าเครื่อง PS2 ยังคงครองตลาดอุตสาหกรรมเกมโดยขายไปได้มากกว่า 155 ล้านเครื่องจนกลายเป็นผู้นำของเครื่องคอนโซลแทบทุกรุ่นในยุคนั้น ( N64 / Gamecube / Saturn / Dreamcast และเครื่องอื่นๆ อีกมากมาย )  ด้วยเหตุนี้ทำให้ทาง Microsoft เห็นถึงโอกาสทางการค้านี้ พวกเขาจึงได้เข้าร่วมสงครามการตลาดคอนโซลในยุคนั้นด้วยการเปิดตัว Xbox และกลายเป็นคู่แข่งหลักกับทาง Sony มาจนถึงถึงวันนี้. " PlayStation 2 ความสำเร็จที่ทำให้เกิดคู่แข่งสำคัญ ( Xbox Series ) มาจนถึงปัจจุบัน " *ในรอบนี้ PS2 ได้พัฒนาให้เครื่องคอนโซลสามารถใส่แผ่น DVD ที่มีความจุของข้อมูลมากยิ่งขึ้น / ปฏิวัติการเล่นเกมให้มีความน่าสนใจมากด้วยการใส่ระบบออนไลน์เข้าไปเพื่อสร้างสังคมเกมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และพวกเขายังทำให้เราสามารถรับชมภาพยนตร์ที่มีความคมชัด 480p ด้วยเครื่องเสียง Dolby อีกด้วย! **เกมยอดนิยมที่วางจำหน่ายบน PS2 ได้แก่ Grand Theft Auto: San Andreas, Gran Turismo 4, Final Fantasy X, Metal Gear Solid 2: Sons of Liberty, Kingdom Hearts, God of War และ Ratchet & Clank ทาง Sony ได้เปิดตัววางจำหน่ายเครื่อง PlayStation 3 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2006 ณ ประเทศญี่ปุ่น และ 17 พฤศจิกายน 2006 ณ โซนอเมริกาเหนือ ซึ่งแน่นอนว่านี้ยังเป็นเกมคอนโซลที่แพงที่สุดของ Sony ด้วยการเปิดตัวมาในราคา 499 เหรียญ ( ประมาณ 15,000 บาท ) สำหรับรุ่น 20 GB และ 599 เหรียญ ( ประมาณ 18,000 บาท ) สำหรับรุ่น 60 GB เหตุผลแรกๆ อาจจะเป็นเพราะว่าทีมงานได้ทำให้เครื่องเกมเปลี่ยนมารองรับแผ่น Blu-Ray ที่มีต้นทุนสูงขึ้น โดยในช่วงนั้นระบบได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากๆ ทั้งเรื่องของราคาเครื่อง ราคาจอย และเกมหลายๆ เกมที่พัฒนาออกมาได้ไม่ดีนัก นั่นก็เพราะว่าระบบภายในที่เป็นสถาปัตยกรรมเซลล์อันเป็นเอกลักษณ์ได้สร้างอุปสรรคให้กับนักพัฒนาในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังที่นักพัฒนาสามารถแก้ปัญหาและเข้าใจสถาปัตยกรรมมากของ PS3 มากขึ้น ก็ทำให้เครื่อง PS3 กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ อาจจะดูเหลว แต่หลังจากผ่านไปไม่นานเครื่อง PS3 ก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องคอนโซลที่มียอดขายสูดสุดในจำนวน 87.4 ล้านชุด! " PlayStation 3 บทเรียนที่แสนสาหัสของทาง Sony "  *ในครั้งนี้ทาง Sony ก็ยังคงทะเยอทะยายที่จะสร้างระบบออนไลน์เพื่อตีตลาดแข่งกับฝั่ง Xbox เช่นกัน โดยในครั้งนี้พวกเขาได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย เช่น PlayStation Store, PlayStation Home, PlayStation Network และบริการสมัครสมาชิก PlayStation Plus นอกจากนี้สิ่งที่เครื่อง PlayStation รุ่นก่อนไม่มีนั่นก็คือระบบถ้วยรางวัลหรือ Achievements ( ในช่วงแรกทาง Sony ไม่ได้บังคับนักพัฒนาเกม แต่ภายหลังได้บังคับให้ทุกเกมต้องมี! ) ซึ่งเกมแรกๆ ที่เปิดตัวพร้อมระบบนี้นั่นก็คือ PixelJunk Eden และ Uncharted: Drake's Fortune. **เกมยอดนิยมที่ได้รับการปล่อยตัวบน PS3 ได้แก่ The Last of Us, Uncharted 3: Drake’s Deception, Warhawk, MotorStorm, LittleBigPlanet, Resistance: Fall of Man, Killzone 2, Demon’s Souls และ Heavenly Sword. เครื่อง PlayStion 4 ถือเป็นอีกหนึ่งวิวัฒนาการสำคัญของเครื่องคอนโซลทางฝั่ง Sony เพราะในรอบนี้พวกเขาได้ปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้นจากบทเรียนที่น่าจดจำของเครื่อง PS3 ซึ่งเป็นเจ็นรุ่นก่อน โดย PS4 ยังเป็นคอนโซลเครื่องแรกของทาง Sony ที่วางจำหน่ายในโซนอเมริกาเหนือก่อนญี่ปุ่นในวันที่ 15 พฤศจิการยน 2013 นอกจากนี้ระบบออนไลน์ของเครื่องเจ็น PS4 ยังพัฒนาได้ดีขึ้นกว่าเดิมมากและสถาปัตยกรรมระบบดีขึ้นทำให้การพัฒนาเกมบนเครื่อง PS4  ให้ง่ายกว่ารุ่นก่อนๆ มาก เท่านั้นยังไม่พอเครื่องนี้ยังนำเสนอมิติการเล่นเกมแบบใหม่นั่นคือ Virtual Reality ( การจำลองภาพโลกเสมือนผ่านเลนส์กล้อง ) ผ่านชุด headset ชื่อว่า PSVR  ( แสดงผลด้วยจอ OLED ขนาด 5.7 ที่มาพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ PS Move ซี่งผู้เล่นนั้นสามารถเล่นได้ในความละเอียดสูงสุด 1080p มาพร้อมกับอัตราเฟรมเรท 120hz / 90hz นอกจากนี้ยังรองรับระบบเสียง 3D เพิ่มความสมจริงเข้าไปอีกเท่าตัว ) สำหรับการเล่นเกมแบบปกติบนเครื่อง PS4 นั้นจะสามารถแสดงความละเอียดภาพในระดับ Cinimetic 4K / HDR ทีนี้ถ้าเราพูดถึงความเร็วในการอ่านข้อมูลสำหรับ PS4 นั้นจะสามารถอ่านความค่าความเร็วในสูงสุด 27 MB / วินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มากกว่าประมาณ 3 เท่าของเครื่องเจ็นก่อนที่ทำได้เพียง 9 MB / วินาที นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกว่าเครื่อง PS4 นั้นมีความลื่นไหลกว่าเครื่องเจ็นก่อนๆ มาก  " PlayStation 4 ทะยายสู่ความสำเร็จแบบฉุดไม่อยู่! " *เครื่อง PS4 ยังรองรับ PlayStaion Now ซึ่งเป็นบริการพิเศษสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิคบนสตรีมมิ่งคลาวด์ให้เราสามารถเล่นเกมใหม่ๆ รวมถึงเกมคลาสสิคจากเครื่องเจ็นก่อนๆ ได้อีกด้วย และแน่นอนว่าจริงๆ แล้วเครื่องอื่นมันก็เคยทำได้ แต่ในปี 2017 นั้นทาง Sony ได้ยุติการให้บริการบนเครื่องเจ็นอื่นๆ อย่าง PS3, PS Vita และ PlayStation TV  ทำให้มีเพียงเครื่อง PS4 เท่านั้นที่สามารถใช้บริการ PlayStation Now ได้ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมานั้นมีเกมที่ให้บริการผ่านบริการนี้มากถึง 800 เกม! **เกมยอดนิยมที่วางจำหน่ายใน PS4 ได้แก่ Marvel's Spider-Man, God of War, Horizon Zero Dawn, Final Fantasy VII Remake, Persona 5, Ghost of Tsushima, Bloodborne, Driveclub, Killzone Shadow Fall และ Infamous Second Son และยังไม่จบสำหรับ PS4 ยังมีเกมอีกมากมาย เช่น Cyberpunk 2077 ( ขอเว้นไว้ในฐานะที่เข้าใจนะครับ555 ), Elden Ring, Dying Light 2, Immortals: Fenyx Rising, Assassin's Creed Valhalla และ Call of Duty: Black Ops Cold War   PlayStation 5 นั้นได้วางจำหน่ายที่โซนอเมริการเหนือและญี่ปุ่นในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2020 และทั่วโลกเริ่มต้นในวันที่ 19 พฤศจิการยน ( ของไทยก็มีการเปิดให้จองในวันที่ 22 มกราคม 2021 นี้ ) บอกเลยว่าความต้องการของชาวเกมเมอร์สำหรับเครื่อง PS5 นั้นมากมายมหาศาลโดยสามารถวัดได้จากการวางขาย ณ ร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์ทั่วทุกแห่งนั้นขายหมดภายในไม่กี่นาที ขนาดประเทศญี่ปุ่นนั้นวางขายในจำนวน 118,000 เครื่องก็ขายหมดภายในระยะเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น! ซึ่งในครั้งนี้เครื่อง PS5 นั้นได้รับการพัฒนาเข้าไปอีกด้วยโดยมาตัวเครื่องเจ็นใหม่นี้จะใช้ CPU AMD Zen 2 ขนาด 8 คอร์ ซึ่งสามารถโอเวอร์คล็อคได้สูงสุดที่ความเร็ว 3.5 GHz มาพร้อมกับ GPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA 2 ของ AMD หน่วยประมวลผล 36 หน่วย ซึ่งสามารถโอเวอร์คล็อกสูงสุดที่ 2.23GHz ที่ทำความเร็วได้ถึง 10.28 Teraflops  ( 1 Teraflops = 1 ล้านล้านชุดคำสั่ง ) นอกจากนี้ PS5 ยังประกอบด้วย RAM GDDR6 ขนาด 16GB / 256 บิตและ SSD 825GB ทำให้สามารถรันความเร็วได้ในระดับ 5.5GB / วินาที ( ไม่บีบอัด ) และ 9GB / วินาที ( บีบอัด ) ถ้าพูดแบบสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเครื่องเจ็นนี้จะมีความเร็วกว่าเครื่องเจ็นก่อนๆ เกือบ 100 เท่าตัว " PlayStation 5 คอนโซลเจ็นใหม่หนึ่งก้าวสำคัญของวงการเกมคอนโซล! " ยังไม่พอ PS5 ยังมาพร้อมชิปเสียงระบบ 3D ในชื่อว่า Tempest Engine ชิปที่กำหนดเองนี้ประมวลผลเสียง 3 มิติที่ไม่เหมือนใครซึ่งจะมี AI ในการคำนวณเพื่อปรับเสียงให้เข้ากับรูปทรงหูและศีรษะของผู้สวมใหญ่ โดยทีมงานอวยไว้ว่านี่คือการนำเสนอเสียงที่ไม่ท่านจะไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน พูดถึงระบบคอนโทรลเลอร์จอยไร้สาย DualSense ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการเล่นเกมไปอีกระดับหนึ่ง เช่น ความรู้สึกถึงการรัด / ชักดัง / กระแทก ( ขอนอกเรื่องขนาดพี่เอก HRK เล่นยังบอกเลยว่าระบบจอยของ PS5 มันเจ๋งมากๆ ) ทำให้เราอินไปอีกขั้นนอกเหนือจากการเห็นและการได้ยิน *นี่ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่อง PS5 แน่นอนว่าในอนาคตเราจะได้เห็นประสิทธิภาพของมันเต็มที่แน่นอนหลังจากถึงมือท่าน *ถ้าสั่งจองทันนะครับ555 และเรื่องระบบต่างๆ ที่ Sony ใส่มาให้แบบจัดเต็ม และยังมีเรื่องของเกม Remake และเกมใหม่ๆ ที่จะถูกนำมาลงบนเครื่อง PS5 อีก. *ดังนั้นรับประกันได้ว่าถ้าใครสั่งซื้อเครื่อง PS5 มาตอนนี้คุ้มค่าแน่นอน และสำหรับใครที่ยังหาเกมซื้อมาเล่นบนเครื่อง PS5 ไม่ได้ ทางเรามีเกมฟรีดีๆ บนเครื่อง PS5 มาแนะนำถ้าสนใจกดมาดูตรงนี้ได้เลย! : 10 เกมฟรีที่ดีที่สุดบน PS5 Credit: PSU
26 Jan 2021
วิวัฒนาการเกมล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า " Indiana Jones " ( 1987-2021 )
หลังจากที่มีกระแสฮือฮาในการกลับมาของ Lucasfilm Games ที่นอกจากพวกเขาจะกลับมาร่วมพัฒนาเกมแฟรนไชส์ Star Wars และในขณะเดียวกับพวกเขาก็ได้เปิดตัวโปรเจ็คใหม่อย่างเกม Indiana Jones ซึ่งได้ร่วมมือกับทางสตูดิโอ MachineGames แต่ในระหว่างที่เรารอฟังรายละเอียดใหม่ๆ ของเกม Indiana Jones นั้น เรามาดูกันก่อนว่าตัวเกมมีการวิวัฒนาการอย่างไรบ้าง? และกว่าจะถึงจุดนี้ต้องลองผิดลองถูกมากี่ครั้ง? ในวันนี้พวกเรา GameFeverTH จะขอพาทุกคนมาพบกับวิวัฒนาการเกมล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า Indiana Jones ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1982 - กำเนิดเกมแรกของแฟรนไชส์บนเครื่อง Atari 2600 : Raiders of the Lost Ark ในปี 1982 ถือเป็นต้นกำเนิดของแฟรนไชส์อินเดียน่า โจนส์ ซึ่งจะมาบนเครื่องเกมคอนโซลยุคแรกๆ อย่าง Atar 2600 โดยผู้เล่นนั้นจะได้รับบทเป็นอินเดียน่า โจนส์ที่ต้องทำภารกิจออกถามหาหีบพันธสัญญาที่หายไป และเป็นสิ่งที่ศัตรูต้องการด้วย รูปแบบเกมเพลย์นั้นจะเป็นแนว Action / Adventue ในรูปแบบภาค 2D ที่หนักไปทาง Pixel 8 บิดมากกว่า. 1985 - เกมบนเครื่องเกมเรโทร " C64 " : Indiana Jones in the Lost Kingdom ขอเสริมเกร็ดให้รู้ว่าเครื่อง C64 นั้นถือเป็นเครื่องเกม 8 บิต ที่มาในรูปทรงคล้ายๆ คีย์บอร์ด และนี่ยังเป็นเกมภาคแรกของแฟรนไชส์ที่ไม่ได้ทำออกมาโดยอืงเนื้อหาจากฉบับภาพยนตร์ ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวแรกก้าวสำคัญของแฟรนไชส์เกมนี้ที่จะให้เรารู้ว่า เกมนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนฉบับภาพยนตร์เสมอไปเพราะนอกจากเราจะไม่รู้ทิศทางของเกมแล้ว เกมก็จะมอบประสบการณ์ท้าทายที่คาดเดาไม่ได้ให้แก่ผู้เล่นอีกด้วย!   1984 - ตีตลาดเครื่องเกม Arcade : Indiana Jones and the Temple of Doom สำหรับยุค 80 นั้นถือเป็นยุคทองของเครื่องเกมยอดเหรียญต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเครื่องเกมหยอดเหรียญ Atari System 1 ซึ่งเกม Indiana Jones and the Temple of Doom ภาคนี้ก็เป็นหนึ่งในเกมที่ให้บริการบนเครื่องเกมนั้น และยังถือเป็นภาคที่เริ่มมีภาพ เสียง กราฟฟิคและเกมเพลย์ที่จับต้องได้มากขึ้นอีกด้วย! และเกมภาคนี้ยังได้รับการพล็อคลงบนเครื่องคอนโซลอย่าง NES และ C64 อีกด้วย.   1987 - ต้นกำเนิดแฟรนไชส์บน PC : Indiana Jones in Revenge of the Ancients ในความจริงนั้นแฟรนไชส์เกม Indiana Jones มีมาตั้งแต่สมัยช่วงปี 1936 บนเครื่องเกมยุคแรกๆ อย่าง Atari 2600 / NES และ Commodore 64  จนกระทั่งในปี 1987 ถือเป็นก้าวแรกของเกม Indiana Jones ที่เข้าสู่วงการเกม PC โดยทีมงาน Mindscape ซึ่งพัฒนาเปิดตัวมาแทนที่จะเป็นเกมแนว Advendture กลับเป็นเกมแนวอินดี้แนวนวนิยายอ่านเบาะแสและพิมพ์โต้ตอบ ( ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายครับ ) ซึ่งมีพล็อตเรื่องสั้นๆ ว่าโจนส์ต้องออกเดินทางไปแม็กซิโกเพื่อค้นหาสิ่งประดิษฐ์โบราณอันทรงพลังที่ซ่อนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในพีรามิด! 1989 - ถึงมือทีมงาน LucasArts / สู่ความเป็นเกมคลาสสิค : Indiana Jones and the Last Crusade | The Graphic Adventure หลังจากที่เกมมีความอินดี้เกินไป จนในปี 1989 ทางทีมงาน LucasArts หรือที่รู้จักกันในชื่อ Lucasfilm Games ได้รับช่วงต่อมาพัฒนาเป็นแนวเกม Point and Click / Adventure ซึ่งในภาคนี้จะอยู่ในความดูแลของ Ron Gilbert และ David Fox ( หนึ่งในพนักงาน 10 คนแรกของทาง Lucasfilm Games ) ตัวเกมนั้นจะมีพล็อตตั้งอยู่ในช่วงปี 1938 ณ ทวีปยุโรปเล่าถึงการเดินทางของอินเดียน่า โจนส์ที่ต้องหาทางรับมือกับฮิตเลอร์ที่ได้ครอบครองวัตถุโบราณอันตรายอย่าง " จอกศักดิ์สิทธิ์ "  ซึ่งแน่นอนว่าเกมจะมาในกราฟฟิคภาพ 2.5D แต่เต็มไปด้วยเสนห์มากมายทั้งสถานที่มากกว่า 10 แห่งที่ผู้เล่นไม่เคยเห็นมาก่อนในฉบับภาพยนตร์ / เอฟเฟกต์เสียงมากกว่า 100 ซาวด์ และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็มีเสียงเพลงประกอบฉบับภาพยนตร์เพิ่มความอินไปอีกขั้นเช่นกัน. นอกจากนี้ตัวเกมยังนำเสนอมิติใหม่ของการเล่นเกมนั่นคือระบบ " IQ " ( Indy Quotient ) - ระบบเพิ่มทางเลือกในการไขปริศนาให้ตัวเกมมีความท้าทายขึ้นและจะมอบคะแนนพิเศษในกรณีที่ผู้เล่นสามารถแก้ปริศนาในทางเลือกพิเศษนั้นๆ ได้ เช่น สามารถเลือกได้ว่าเราจะสู้กับยามหรือแอบเข้าไปโดยไม่ให้เขารู้ตัว ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ทำให้มีผลกับเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของเกมในอนาคตด้วย ( คุ้นๆ เหมือนเกมในช่วงนี้ไหมครับ เช่น Untill Down ) 1989 - เส้นทางการตัดสินใจที่ผิดพลาด : Indiana Jones and the Last Crusade | The Action Game ในปี 1989 ปีเดียวกันนั้นเองทางทีมงาน LucasArts ก็ได้ร่วมมือกับทีมงาน Tiertex Design Studios โดยพวกเขาต้องการสร้างเส้นทางใหม่ให้กับแฟรนไชส์เกม อยากให้มีความใกล้เคียงกับฉบับภาพยนตร์มากขึ้น จึงได้สร้างเกมนี้ให้เป็นแนว Action Adventure / 2D-Side Platform แต่ตัวเกมนั้นเหมือนจะเข้าถึงยากเพราะระบบเกมเพลย์นั้นไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้เล่นมากเท่าไหร่นัก และในขณะเดียวกับตัวเกมกับมีลูกเล่นน้อยกว่า Indiana Jones and the Last Crusade | The Graphic Adventure มาก! 1992 - พบกับอินเดียน่า โจนส์วัยหนุ่ม : The Young Indiana Jones Chronicles สำหรับภาคนี้ตัวเกมจะอิงตามซีรี่ส์ที่ฉายทางโทรทัศน์ในยุคนั้นที่มีชื่อคล้ายๆ กันว่า Young Indiana Jones And Curse of the Jackal ซึ่งรูปแบบการเล่นนั้นอาจจะคล้ายๆ กับ Indiana Jones and the Last Crusade | The Action Game แต่ขอบอกเลยว่าตัวเกมกลับมีความท้าทายและเกมเพลย์ที่สนุกกว่าอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่งเครื่องเกมนี้ได้ผลิตและวางจำหน่ายบนแค่บนเครื่องเกม NES เท่านั้นอีกด้วย! 1992 - จากความผิดพลาดสู่หนึ่งในภาคที่ประสบความสำเร็จ : Indiana Jones and the Fate of Atlantis     เมื่อพวกเขาเห็นว่าการทำแนว Platform นั้นไม่ค่อยจะตอบโจทย์บรรดาแฟนๆ เกมเสียเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันนั้นการทำเป็นแนว Point and Click / A dventure กลับได้รับกระแสตอบรับที่ดีกว่า ทำให้ทีมงานชุดเดิมอย่าง LucasArts จึงสร้าง Indiana Jones and the Fate of Atlantis ออกมาในปี 1992 แทน ซึ่งจะเล่าถึงเรื่องราวในปี 1939 เหตุการณ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อินดี้ต้องหาทางขวัดขวางเหล่าบรรดาทัพนาซีที่ได้รับอาวุธอันทรงพลังน่ากลัวและแน่นอนว่ามันคือความลับของเหตุการณ์ล่มสลายจมลงทะเลของอาณาจักรแอตแลนติส นอกจากนี้ตัวเกมยังมีสถานที่มากกว่าเดิมถึง 200 แห่งให้ผู้เล่นผจญภัย / มีระบบ iMUSE ระบบพิเศษของ LucasArts ที่ผู้เล่นจะสามารถสร้างโน๊ตเพลงเลือกเพลงได้ตลอดการเล่นเกม! ด้วยเหตุนี้เองทำให้ Indiana Jones and the Fate of Atlantis กลายเป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดของเกมแฟรนไชส์นี้!   แน่นอนว่าทีมงานยังคงนำระบบ IQ กลับมาอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้จะมีการตัดสินใจหลักๆ ได้ 3 ทางได้แก่   Fists - ทางเลือกในการฉายเดี่ยวเล่น Solo ที่เน้นฉากแอคชั่นต่อสู้และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า Wits - อีกทางเลือกในฉากเดี่ยวเช่นกัน แต่ทางเลือกนี้จะเน้นการไขปริศนามากกว่าการต่อสู้ ซึ่งถ้าผู้เล่นเลือกในส่วนนี้จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะสู้กับศัตรูหรือลอบเร้นหลบเลี่ยงการต่อสู้ Team - ในเส้นทางนี้จะเน้นการเดินทางร่วมกับนักโบราณคดีโซเฟียแฮปกู๊ด ซึ่งแน่นอนว่าตัวเกมจะมอบปริศนาที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันมากกว่าการฉายเดี่ยว. 1992 - ยังคงทะเยอะทะยานสู่...ความพัง! ( อีกรอบ ) : Indiana Jones and the Fate of Atlantis: The Action Game รอบก่อนเคยทำออกมาในรูปแบบ 2D SIDE Platform แล้วพังรอบนี้เลยเปลี่ยนมาเป็นเกมแนว Action 2.5D ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาคงคิดว่ามันจะทำให้เกมมันออกมาดี แต่ในทางกลับกันเกมนี้เป็นภาคสปินออฟที่ไม่มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจหรือส่วนสำคัญใดๆ เลย ระบบเกมเพลย์ที่ดูเหมือนจะหลากหลายขึ้นเพราะเราสามารถสลับตัวละครระหว่างอินดี้กับโซเฟียได้ แต่มันก็ไม่มีอะไรจริงๆ นั้นแหละครับ ( ถ้าต่างก็แค่เวลาต่อสู้อินดี้จะต่อย ส่วนโซเฟียจะเตะระหว่างขาของศัตรู ) นอกจากนี้ธีมเกมที่เป็นสีน้ำตาลบวกกับเสื้อของอินดี้ที่เป็นสีน้ำตาลด้วยยิ่งดูกลมกลืนเสียจนไม่มีจุดน่าสนใจอะไรให้โฟกัสเลย! เรียกได้ว่ามีแต่เบื่อ เบื่อและก็เบื่อครับ! 1994 - อินเดียน่า โจนส์บนเครื่อง Sega Genesis : Instruments of Chaos starring Young Indiana Jones เมื่อมีเครื่องคอนโซลใหม่ๆ มีหรือที่ทาง LucasArts จะพลาดดังนั้นพวกเขาก็ได้ผลิตเกมนี้ให้กับเครื่อง Sega Genesis หรืออีกชื่อก็คือ Mega Drive ซึ่งตัวเกมนั้นจะให้ฟิลเดียวกับเกมที่หลายๆ คนน่าจะรักและชอบมากๆ นั่นคือเกมทหารจิ๋ว ( Matal Slag ) นอกจากนี้งานภาพบอกได้เลยว่าสวยในระดับหนึ่งเลยถ้าเทียบกับเกมอื่นๆ ในยุคนั้นนะครับ! 1994 - ยังคงไปได้ดีกับเกมแนวเดินหน้ายิง : Indiana Jones' Greatest Adventures Indiana Jones 'Greatest Adventures ยังคงความเป็นเกมเดินหน้ายิงเช่นเดิมแต่จะอยู่ในไตรภาคดังเดิมของอินเดียน่า โจนส์ ( Raiders of the Lost Ark และ Temple of The Doom ) แต่ในครั้งนี้ตัวเกมจะมีภาพกราฟฟิคที่ดีกว่า เนื้อหาที่อัดแน่นกว่าที่มากถึง 26 ด่าน โดยตัวเกมนั้นได้รับการเผยแพร่บนเครื่องเกม Super Nintendo หรือเครื่อง SNES ในปี 1994 นั่นเอง. 1996 - ลองสิ่งใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่ดีพอ : Indiana Jones and his Desktop Adventures หลังจากที่พวกเขาทั้งประสบความสำเร็จและประสบกับความพังในปี 1992 ของเกมทั้ง 2 แบบนั้น ทาง LucasArts ก็ยังคงอยากหาแนวทางแปลกๆ มุมมองใหม่ๆ ให้แฟรนไชส์เกมนี้เสมอ ดังนั้นในปี 1996 พวกเขาจึงสร้างเกมแนว Adventure ที่มีขนาดหน้าจอแบบ Destop เพื่อลดปัญหาของข้อจำกัดต่างๆ ในเกมและพยายามใส่ลูกเล่นต่างๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองเป็นมุมสูง / ใช้การบังคับผ่านคีย์บอร์ดและเมาส์เพื่อเพิ่มเกมเพลย์ให้ไวขึ้น แต่พวกเขาก็ได้ตัดระบบจุดเด่นที่ผมเองก็ชอบ อย่าง "ระบบ IQ และระบบคำสั่งต่างๆ " ออกไป ยอมรับว่ามันมีความสดใหม่ในเรื่องของเกมเพลย์ นอกจากนี้ตัวเกมจะมีเหตุการณ์แบบสุ่มที่เกิดขึ้นสร้างความท้าทายความระทึกให้กับผู้เล่นตลอดเวลารวมถึงการไขปริศนาที่ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไป แต่ด้วยกราฟฟิคแบบนี้ ด้วยหน้าจอเกมขนาดย่อส่วนแบบนี้ เมื่อผู้เล่นทำการเล่นไปสักพักก็เกิดอาการเบื่อกับปัญหาเหตุการณ์สุ่มที่เกิดขึ้นบ่อยเกินไป และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเพราะในปี 1996 ปีเดียวกันนั้นถือเป็นปีที่กำเนิดเกมระดับตำนานที่มีกราฟฟิคและเกมเพลย์ที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดอย่าง Resident Evill อีกด้วย! 1999 - การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและนับเป็นก้าวที่ดี : Indiana Jones and the Infernal Machine หลังจากที่หลายๆ เกมทั้งบนคอนโซล และ PC เริ่มที่จะทำเกมเป็นภาพแบบ 3D กันแล้ว ดังนั้นทาง LucasArts ก็ไม่มีทางพลาดกระแสนิยมแบบนี้แน่นอน ดังนั้นทางทีมงานที่ชอบทำอะไรใหม่ๆ อะไรที่ท้าทายอยู่แล้วพวกเขาจึงทำเกมออกมาในรูปแบบ 3D เป็นแนว Action / Adventure มุมมองบุคคลที่ 3 ซึ่งแน่นอนว่าในรอบนี้มันไม่พังแบบเกมภาคก่อนๆ แล้ว เพราะตัวเกมถือว่าทำออกมาได้ครบรสทั้งรูปแบบของการต่อสู้ที่มีอนิเมชั่นหลากหลายขึ้น เช่น การยิงปืน การใช้แส้ ซึ่งผู้เล่นจะได้ไต่เขาโหนเชือกบู๊แหลกไปพร้อมๆ กับการไขปริศนาที่น่าพึงพอใจมากๆ ในยุคนั้น ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ตัวเกมยังมีเรื่องราวน่าสนใจมากถึง 17 บทให้ผู้เล่นแบบจัดเต็มจุใจ โดยมีเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ชม.! อาวุธที่ใช้ก็จะไม่ได้มีเพียงปืนลูกโม่และเชือกแส้อีกต่อไป เพราะอาวุธที่ผู้เล่นสามารถใช้ได้นั้นจัดเต็มมากๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนกลในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และปืนบาซูก้า! ที่ให้อาวุธแบบจัดเต็มมาขนาดนี้เพราะว่าอะไรน่ะเหรอ เพราะศัตรูที่ผู้เล่นเจอจะมีตั้งแต่สัตว์ร้าย พวกนาซี และหุ่นยนต์! ถ้าใครสงสัยว่าทำไมมันถึงมีหลายๆ อย่างที่น่าสนใจขนาดนี้นั่นก็เพราะว่าตัวเกมภาคนี้ได้รับการดูแลโดยนักเขียน / ผู้กำกับจากภาค Fate of Atlantis Hal Barwood นั่นเอง. ( สำหรับภาคนี้ข้อเสียอาจจะอยู่ที่ระบบเกมเพลย์ที่ควบคุมยากไปหน่อย มุมกล้องอาจจะหน่วงๆ และขัดใจอยู่บ้างในหลายจังหวะ ) 2003 - กำเนิดหนึ่งในภาคที่ดีที่สุด! : Indiana Jones and the Emperor's Tomb ถ้าถามว่าภาคไหนในแฟรนไชส์ของ Indiana Jones ที่ร่วมสมัยและดีที่สุด นั่นก็คงจะเป็นภาค Indiana Jones and the Emperor's Tomb นี้นี่แหละครับ โดยตัวเกมนั้นได้ลงให้กับคอนโซล PS2 / Xbox และบน PC  บอกได้เลยว่าภาคนี้มีการอัพเกรดเรื่องภาพกราฟฟิคที่สวยขึ้น ลื่นไหลขึ้นและเกมเพลย์ก็สุดยอดเช่นกัน ซึ่งตัวเกมนั้นจะนำเสนอการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับความอลังการตามแบบฉบับภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าภาคนี้จะมีพล็อตเรื่องที่หนักไปทางเริ่องราวที่เหนือธรรมชาติมากกว่าความเป็นจริง แต่แน่นอนว่าผู้เล่นมักชอบอะไรที่มันอลังการเสมอ สำหรับเนื้อเรื่องย่อของภาคนี้นั้นจะเล่าถึงการเดินทางของอินเดียน่า โจนส์ที่ต้องไปยังประเทศจีนในปี 1935 เพื่อขัดขวางไม่ให้วัตถุโบราณตกอยู่ในมือของวายร้าย โดยเราจะได้เจอทั้งศัตรูอย่างพวกนาซีและสิ่งเหนือธรรมชาติที่อยู่ใต้พิภพของทวีปเอเชีย ซึ่งในครั้งนี้เกมจะนำเสนอรูปแบบการเล่นใหม่ๆ ด้วย เช่น การต่อสู้แบบระยะประชิดที่มันส์มาก / การไขปริศนาที่สมจริงและท้าทายขึ้น / การว่ายน้ำ การวิ่งหนีสถานที่ถล่มและอีกมากมายที่ภาคอื่นๆ ไม่สามารถทำได้! นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถหยิบไม้ หยิบเก้าอี้ หรือขาโต๊ะมาฟาดศัตรูได้เหมือนกับที่เราเห็น กันในฉบับภาพยนตร์ทำให้ผู้เล่นอินไปอีกขั้นหนึ่งเลย! 2007 / 2008 - อินเดียน่า โจนส์กลายเป็นเกมเพื่อการศึกษา : The Adventures of Young Indiana Jones: Volume One / Two / Three , The Early Years สำหรับเกม The Adventures of Young Indiana Jones: Volume One / Two / Three , The Early Years นั้นจะเป็นวีดีโอเกมเพื่อการศึกษาที่ทำออกมาทั้งหมด 3 ชุด ได้แก่ The Adventures of Young Indiana Jones : Revolution / The Adventures of Young Indiana Jones: Special Delivery / The Adventures of Young Indiana Jones: Hunting for Treasure ซึ่งตัวเกมจะให้ผู้เล่นทำการคลิ๊กจุดต่างๆ ไขปริศนาเพื่อหาคำตอบและไปสู่ส่วนถัดๆ ไป โดยเป้าหมายหลักของเกมนั้นก็คือให้ผู้เล่นฝึกการไขปัญหาและเรียนรู้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ไปในตัวด้วย. 2008 - ตีตลาดเกม Mobile : Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull สำหรับ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull นั้นจะเป็นเกมที่อิงตามเนื้อหาฉบับภาพยนตร์ปี 2088 ในปีเดียวกัน และให้บริการบนเครื่องพกพามือถือแบบปุ่มกด ซึ่งยังใช้การพัฒนาผ่าน JAVA ในยุคนั้น แน่นอนว่าทุกการบังคับสามารถเล่นได้ผ่านปุ่มกดเรียกได้ว่าคลาสสิคมากๆ !555 2009 - กระแสและคุณภาพที่ลดลง : Indiana Jones and the Staff of Kings หลังจากที่เกม Indiana Jones and the Emperor's Tomb ทำออกมาได้ดีมากๆ ดังนั้นทาง LucasArts จึงได้ทำเกมนี้เผยลงบนอีกหลายๆ เครื่องเกมได้แก่ PSP / PS2 / Wii และ NintendoDS แต่ด้วยการที่ทำให้หลายๆ เครื่องนี่แหละครับตัวเกมจะใส่อะไรที่เยอะเกินไปไม่ได้ เพราะพวกเขาจะต้องทำให้มันสามารถเล่นได้บนเครื่องเกมพกพาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในภาคนี้อาจจะมีภาพที่ดร็อปลง ลูกเล่นบางอย่างที่ขาดหายไป แต่ปัญหาหลักๆ นั่นคือกระแสตอบรับในเรื่องยอดขายทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร. 2009 - เกมมือถือแนว Puzzle : Indiana Jones and the Lost Puzzles Indiana Jones ยังคงเป็นเกมมือถือที่หลายๆ คนอยากเล่นดังนั้นทาง THQ Wireless ก็ได้ผลิตเกมมือถือออกมาอีกครั้งในปี 2009 แต่ครั้งนี้จะไม่ได้มาในรูปแบบ Action / Adventure เพราะตัวเกมจะมาในรูปแบบ Puzzle ที่อิงฉากเดียวกันกับในฉบับภาพยนตร์ที่อินดี้ต้องไขปริศนาอักษรเพื่อข้ามไปอีกฟากฝั่ง. 2008 / 2009 - ทำเกมเลโก้ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ : LEGO Indiana Jones 1 | The Original Adventures : LEGO Indiana Jones 2 | The Adventure Continues แน่นอนว่าทาง LucasArts นั้นเห็นถึงผลประโยชน์ของการนำแฟรนไชส์นี้มาทำเป็นเกมเลโก้เพราะพวกเขาจะไม่ได้แค่รายได้จากเกมแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ร่วมมือกับทีมพัฒนาอื่นๆ ได้แก่ Traveller's Tales / TT Fusion และ Feral Interactive สร้างเกม LEGO Indiana Jones 1 | The Original Adventures  ในปี 2008 และ LEGO Indiana Jones 2 | The Adventure Continues ในปี 2009 แน่นอนว่าตัวเกมนั้นจะมีโมเดลที่ล่อตาล่อใจบรรดาเด็กๆ มาก นอกจากนี้ตัวเกมเลโก้นั้นจะมีเรื่องราวที่สนุกและผสมผสานความเฮฮาออกมาให้เห็นเป็นช่วงๆ แต่นั่นแหละครับมันสนุกแค่บางช่วงและขำเป็นบางครั้ง กระแสตอบรับจากแฟนๆ ที่ไม่ใช่เด็กและนักวิจารณ์จึงออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก โดยถึงแม้พวกเขาจะขอแก้ตัวด้วยการปล่อยภาค 2 ออกมา มันก็ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่ต่างอะไรกับภาคแรกเท่าไหร่นักตัวเกมมีความซ้ำซากจับเจเกินไป แต่แน่นอนว่ามันถือเป็นเกมเลโก้ที่ควรค่าแก่การเล่นระหว่างรอฟังข่าวดีรอฟังรายละเอียดใหม่ๆ ของเกม Indiana Jones ภาคใหม่ที่อาจจะออกมาให้เราได้เห็นกันเร็วๆ นี้!   2011 - ตีตลาดเกมบน Facebook : Indiana Jones Adventure World ในช่วงปี 2011 นั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กระแสเกมบนเฟซบุ๊คได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น แฮปปี้คนเลี้ยงหมุ และแน่นอนว่าเกมนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ให้บริการบนเฟซบุ๊คเช่นกัน ซึ่งตัวเกมจะทำออกมาเป็นแนว Building ที่ผู้เล่นจะได้เข้าถึงส่วนต่างๆ ฟาร์มสิ่งของและนำกลับมาสร้างเป็นสิ่งปลูกสร้างมากมาย แต่น่าเสียดายที่เกมนี้ได้ทำการปิดตัวลงในปี 2013 มีอายุเพียง 2 ปีเท่านั้นเอง. Credit : PCGAMER  Indianajones.Fandom
26 Jan 2021
5 เกมใหม่ใน Steam ที่คุณอาจพลาดในเดือนมกราคม 2021 ( อัพเดทล่าสุดวันที่ 18 มกราคม )
แน่นอนว่าในทุกๆ เดือนนั้นจะมีเกมใหม่ๆ ออกมาบน Steam เสมอ แต่ปัญหาคือเกมมันออกมาเยอะเสียเหลือเกินและแน่นอนว่าบางเกมนั้นอาจจะตกหล่นไปจากสายตาของเราได้ แต่ประเด็นก็คือเกมที่เราพลาดนั้นมันดันเป็นเกมที่น่าสนใจและน่าเล่นไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกราฟฟิค / เนื้อเรื่อง / เกมเพลย์ / เอกลักษณ์ หรือแม้แต่พล็อตไอเดียเจ๋งๆ ที่น่าสนใจ ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFeverTH จะขอพาทุกคนมารูจักกับ 5 เกมใหม่บน Steam ที่คุณอาจพลาดในเดือนมกราคม 2021 ( โดยอัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2021 และราคาอาจจะถูกลงตามเทศกาลหรือโปรโมชั่นในช่วงเวลานั้นๆ  ) ถ้าพร้อมแล้วเตรียมกระเป๋าตังค์และไปดูกันเลย! 1.Shot in the Dark ลิงค์ร้านค้า : https://store.steampowered.com/app/1204940/Shot_in_the_Dark/ วันวางจำหน่าย : 12 มกราคม 2021 ค่ายพัฒนา : Possum House Games ราคาเปิดตัว : 189 บาท เกมแนว : Indy / Action-Horror / Platfromer 2D Shot in the Dark จะเป็นเกมแนวบู๊เลือดสาดสยองขวัญที่จะนำเสนอผ่านภาพพิกเซลในธีมนิทางตะวันตกคลาสสิค ที่เน้นการเล่นแบบ Click To Shooting แต่จะคงเอกลักษณ์ด้วยสไตล์ศิลปะเกมย้อนยุคแบบเรโทรที่มีสเนห์ของภาพสีดำ / สีขาว และสีแดง เป็น 3 สีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ( สีดำ-สีขาวจะเน้นที่ฉากรวมถึงตัวละคร ส่วนสีแดงจะเน้นที่เอฟเฟคการยิงและเลือด ) โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็นโจรที่ต้องทำการล้างแค้นในดินแดนที่ไม่ได้มีเพียงเหล่าโจรศัตรูที่เป็นมนุษย์เท่านั้น เพราะเราจะต้องเจอกับศัตรูเหนือธรรมชาติอย่างปีศาจด้วย! บอกได้เลยว่าใครที่ชอบแนวยิงเลือดสาด ที่ยังคงเซฟความโหดอยู่ด้วยภาพพิกเซลไม่ควรพลาดเด็ดขาด! 2.Down in Bermuda ลิงค์ร้านค้า : https://store.steampowered.com/app/1107300/Down_in_Bermuda/ วันวางจำหน่าย : 14 มกราคม 2021 ค่ายพัฒนา : Yak & Co ราคาเปิดตัว : 289 บาท เกมแนว : Indy / Adventure / Puzzle Down in Bermuda จะเป็นเกมอินดี้แนวผจญภัยไขปริศาที่มีภาพสีสันสดใส ซึ่งจะเล่าเรื่องราวผ่านตัวเอกผู้เป็นนักบินในชุดสีน้ำตาลแดงที่ต้องเดินทางในดินแดนลึกลับหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า " สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า " หนึ่งในเขตอันตรายของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่เต็มไปด้วยความลึกลับและปริศนาจนนำพาไปสู่เรื่องราวเล่าขานและทฤษฏีปริศนามากมาย แน่นอนว่า Down in Bermuda ก็ได้หยิบยกประเด็นนั้นขึ้นมา แต่จะไม่ได้มาในธีมที่มืดหม่นโดยมาในธีมที่สดใสสบายตาแทน สำหรับแผนที่สำรวจในเกมนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 6 เกาะให้ผู้เล่นทำการไขปริศนาเดินทางเพื่อหาทางหลบหนีออกจากวังวนลึกลับนี้ และนอกจากจะมีปริศนาที่มากมายแล้วยังมีสัตว์ที่ท่านไม่คาดคิดรออยู่อีกด้วย! 3.Sunlight ลิงค์ร้านค้า : https://store.steampowered.com/app/1451120/Sunlight/ วันวางจำหน่าย : 14 มกราคม 2021 ค่ายพัฒนา : ‌Krillbite Studio ราคาเปิดตัว : 85 บาท เกมแนว : Indy / Adventure / Walk Simulator สำหรับต้นปี 2021 นี้ใครที่กำลังมองหาเกมผ่อนคลายสบายสมองที่เน้นภาพกราฟฟิคแนวศิลปะสีน้ำมันสไตล์ Monet ขอแนะนำเกม Sunlight ( ไม่ใช่น้ำยาล้างจานนะครับ555 ) จากค่าย Krillbite Studio ผู้เคยพัฒนาเกมอินดี้อย่าง Among the Sleep และ Mosaic ซึ่งเกม Sunlight นี้จะให้ผู้เล่นทำการเดินสำรวจไปรอบๆ ป่าพูดคุยสนทนากับต้นไม้ต่างๆ เพื่อหาคำตอบของชีวิต ด้วยภาษาถิ่นที่แตกต่างกันมากมานและมีสำเนียงพูดพร้อมเพลงประกอบเสียงประสานที่ไพเราะเสนาะหูโดยตัวเกมจะย้ำชัดเจนว่ามีระยะเวลาในการเล่นทั้งหมดคือ 30 นาทีเท่านั้น! แต่ทางทีมงานรับประกันว่านี่จะเป็นเกมที่ผ่อนคลายควรค่าแก่การทำให้ผู้เล่นอยากกลับมาเล่นซ้ำแน่นอน! 4.Skellboy Refractured ลิงค์ร้านค้า : https://store.steampowered.com/app/1096100/Skellboy_Refractured/ วันวางจำหน่าย : 14 มกราคม 2021 ค่ายพัฒนา : UmaikiGames ราคาเปิดตัว : 289 บาท เกมแนว : Indy / Adventure / Action-RPG สำหรับเกม Skellboy Refractured นั้น จะไม่ใช่เกมใหม่เสียทีเดียวแต่เป็นเกมที่อยู่บนเครื่องเกมคอนโซลและถูกพอร์ตลงบนเครื่อง PC อีกที ซึ่งตัวเกมจะมีความเป็นเกมหลายแนวผสมผสานกันเช่น กลิ่นอายของเกม RPG  / เกมที่มีความเป็น Platfrom 2.5D และรวมถึงความศิลปะความเป็นบล็อคที่ทำให้ผู้เล่นนึกถึงเกมอย่าง Minecraft Dungeons โดยในเกมนี้ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Skellboy ( นักรบกระโหลก ) ที่ต้องต่อสู้กับเหล่าศัตรูในเกมนี่เราเรียกกันว่า Sqauruma ซึ่งการต่อสู้กับบรรดาศัตรูต่างๆ ในเกมนี้ ผู้เล่นจะสามารถนำสิ่งที่ดร็อปได้มาเสริมความแข็งแกร่งตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อรับความสามารถใหม่ๆ และในเกมนั้นมีชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมให้สำรวจมากกว่า 100 ชิ้น! ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถเล่นโหมด Co-op ชวนเพื่อนๆ มาลงดันเจี้ยนบุกตะลุยถล่มศัตรูกันได้อย่างเมามันส์อีกด้วย! 5.TurnTack ลิงค์ร้านค้า : https://store.steampowered.com/app/944710/TurnTack/ วันวางจำหน่าย : 15 มกราคม 2021 ค่ายพัฒนา : Jipang2Games ราคาเปิดตัว : 239 บาท เกมแนว : Indy / Adventure / Puzzle-Platformer TurnTack เป็นเกมแนวไขปริศนาในมุม 2.5D ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกม Limbo และ Inside ซึ่งตัวเกมนั้นจะอ้างอิงจากตำนานของ Aztec ( อีกชื่อเรียกหนึ่งคือชนเผ่าสามพันธมิตรในแถบหุบเขาของชาวแม็กซิกัน ) ซึ่งตัวเกมจะเล่าถึงคำทำนายถึงการที่โลกมนุษย์โคจรมาครบรอบ 4,000 ปี และจะเกิดภัยพิบัติ 5 ประการ  เช่น ฝนเลือด / ไฟไหม้ครั้งใหญ่ โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็นเด็กผมขาวแห่งคำทำนายที่ต้องหนีออกจากการถูกชาว Aztec จับตัวไปบูชายัญและแน่นอนว่าเราจะได้เห็นความลับและเรื่องราวต่างๆ ผ่านการเดินทางของเด็กผมสาวในคำทำนาย.
26 Jan 2021
9 อาวุธสุดพิสดารของซีรีส์ Hitman ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้จัดการคนได้
ในที่สุดเกมภาคบทสรุปของไตรภาคซีรี่ส์ล่าสุดอย่าง Hitman 3 ได้วางจำหน่ายและเปิดให้ผู้เล่นเข้าไปรับบทเป็นมือสังหารหัวติดบาร์โค้ดอย่าง " Agent 47 " โดยเราสามารถนำอาวุธต่างๆ มาใช้ในการสังหารศัตรูได้ แต่บางทีอาวุธที่เราเจอหรือในเกมมีมาให้นั้นมันไม่น่าจะเป็นอาวุธได้ อาวุธบางชิ้นถึงขั้นออกแนวพิลึกพิสดารไปเลย ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFeverTH ขอพาทุกคนมาพบกับ 9 อาวุธสุดพิสดารในแฟรนไชส์เกม Hitman ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูพร้อมๆ กันเลย! 1.ระเบิดเป็ดยาง Hitman / Hitman 2 ใครจะไปคิดว่าเป็ดยางชิ้นเล็กๆ น่ารักๆ จะสามารถฆ่าคนได้ แต่คำตอบคือ..ใช่! สำหรับแฟรนไชส์เกมนี้ ผู้เล่นนั้นสามารถใช้มันสำหรับฆ่าได้ด้วยการฝังชิประเบิดแบบควบคุมระยะไกล โดยผู้เล่นสามารถนำมันไปวางไว้ใกล้ๆ เป้าหมายจากนั้นมันจะส่งเสียงน่ารักๆ เป็นจุดสนใจให้เป้าหมายของเราเข้าใกล้จากนั้นเพียงแค่กดชนวนมันก็จะ...ตู้มมมมม ตายแบบงงๆ ตายเพราะความน่ารักของเจ้าเป็ดน้อย. 2.กระป๋องซอสสปาเกตตี้หมดอายุ Hitman / Hitman 2 ซอสสปาเกตตี้หมดอายุบรรจุกระป๋องนั้นนอกจากมันจะหนักแล้ว แน่นอนว่ามันยังแข็งมากๆ อีกด้วย ดังนั้นในเกมนี้ผู้เล่นสามารถที่จะนำมันไปปาใส่การ์ดหรือเป้าหมายให้สลบหรืออาจตายคาที่ด้วยการปาเพียงครั้งเดียว และอย่ามองข้ามมันเด็ดขาดนะครับ เพราะอีกเหตุผลที่กระป๋องซอสนี้นับเป็นหนึ่งในอาวุธที่ดีมากๆ นั่นคือ " เป็นอาวุธที่สังหารศัตรูแบบไม่มีเสียงไม่ทำให้ศัตรูรู้ตัวเลย " ! 3.ปลา Hitman 2 ปลา ! ใช่ปลานั่นแหละ ผู้เล่นสามารถถือปลาไล่ทุบไล่ฟาดศัตรูหรือเป้าหมายด้วยอาวุธชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียวในการจบ Mission ได้ แต่มันก็อาจจะมีความไม่สมเหตุสมผลที่ว่าตีตั้งนานทำไมปลามันไม่เละ? ทำไมหัวมันไม่หลุด? และอีกข้อหนึ่งที่ผมเห็นครั้งแรกก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมมันไม่ลื่นหลุดมือ! แต่ก็นั้นและครับมันเกิดขึ้นแล้วในเกมนี้! 555 4.ลูกมะพร้าว Hitman 2 สำหรับลูกมะพร้าวนั้นอาจจะไม่ใช่การหยิบลูกมะพร้าวในการปาหัวหรือทุบศัตรู แต่มันจะเป็นการฆ่าโดยอาศัยจังหวะและเวลา วิธีการก็คือ หลอกล่อให้ศัตรูเดินไปที่ต้นมะพร้าวหรือรอเวลา จากนั้นยิงปืนหรือปาสิ่งของใส่ลูกมะพร้าวบนต้นไม้ให้มันตกลงมาใส่หัว เรียกได้ว่าสิ่งที่ผมเคยคิดในตอนเด็กๆ ว่าถ้าลูกมะพร้าวมันตกลงใส่หัวคนจะเป็นยังไง? และในเกมนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า...ถึงตาย!     5.กล้วย Hitman: Absolution / HITMAN 2 อ่านไม่ผิดครับ กล้วยนี่แหละ ผู้เล่นสามารถนำมันมาเป็นอาวุธในการปาในการทุบศัตรูให้ตายคามือได้ ใช้ของไม่ถูกวิธีจริงๆ เลยนะเนี่ยกล้วยมันของกินนะ! นอกจากนี้เรายังสามารถนำมันไปวางตามขั้นบันไดเพื่อให้เป้าหมายลื่นล้มหัวกระแทกพื้นตายได้อีกด้วย ดังนั้นอาวุธชิ้นนี้คงเหมาะที่จะอยู่ในหัวข้ออาวุธสุดพิสดารของเกม Hitman แน่นอนเพราะครั้งแรกที่ผมเห็นถึงกับอุทาน WT** กันเลยเพราะไม่คิดจริงๆ ครับว่าอาวุธแบบนี้จะนำมาสังหารศัตรูได้! 6.บ้องดูดกัญชา! Hitman: Absolution อาวุธชิ้นสุดท้ายนี่น่าจะถูกใจผู้เล่นสายเขียวนะครับ เพราะมันคืออุปกรณ์สูบยาสมุนไพรสีเขียวนั่นเอง และนอกจากมันจะพาเราล่องลอยได้แล้ว ในเกมนี้มันยังสามารถทำให้ศัตรูมีวิญญาณล่องลอยออกจากร่างได้อีกด้วย! ผมเห็นครั้งแรกก็ยิ้มขำออกมามุมปากทันทีเลย ลองนึกภาพตามนะครับว่านักฆ่าหัวบาร์โค้ดถือบ้องกัญชามันจะมีฮาขนาดไหน! 555 7.ทองแท่ง Hitman 3 ถ้าเราพบเจอทองแท่งหนักตกอยู่จะทำอย่างไร? คงเก็บมันไว้เพราะนี่คือของมีค่าถูกไหมครับ แต่นี่ที่ไหนได้ พี่ Agent 47 ดันเอาไปทุบหัวคนซะงั้น! เรียกได้ว่านอกจากเป้าหมายแล้วนั้น ต่อให้เป็นทองกองโต เงินก้อนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เป้าหมายพี่หัวบาร์โค้ด 47 แกก็ไม่สนใจ นี่สิ! แบบนี้ควรได้รับตำแหน่งพนักงานนักฆ่าดีเด่นแห่งปี 2021 แล้วแหละครับ! 8.กระสุนปืนใหญ่ Hitman 3 กระสุนปืนใหญ่ ถ้าเราได้ยินคำนี้จะนึกถึงเกมแนวสงครามหรือโจรสลัด และไม่น่าจะมีในเกมแนวลอบเร้นลอบสังหารเพราะมันทั้งใหญ่ พกพาลำบากและเสียงดังมาก! แต่นั้นไม่ใช่สำหรับ Hitman 3 เพราะผู้เล่นสามารถที่จะบรรจุมันลงในปืนใหญ่เพื่อยิงเป้าหมายได้ สรุปเรากำลังเล่นเกมลอบเร้น Sanbox หรือเกมสงครามครับนี่555. 9.โคเคน Hitman 3 ยาเสพติดชนิดอันตรายที่ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไร? แต่เมื่อบังเอิญได้เห็นพัดลงก็เลยลองโยนมันอัดพัดลมดู ปรากฏว่ามันแตกและกระจายออกใส่ศัตรูทำให้พวกเขาสูดสารโคเคนเข้าไปและเกิดอาการเมาในขั้นรุนแรงที่หนักมากๆ จนถึงขั้นเสียสติดังนั้นใครที่เจอโคเคนก็อย่าลืมลองใช้วิธีแปลกๆ แต่สุดสร้างสรรค์นี้ดูนะครับ.
26 Jan 2021
Review: รีวิว Hitman 3 'การจากลาอย่างสมศักดิ์ศรี ของมือปืนโล้นซ่าเลขที่ 47'
เมื่อพูดถึงวลีภาษาอังกฤษที่ว่า 'If it ain't broke, don't fix it' (ถ้ามันไม่พังก็ไม่ต้องพยายามซ่อมมัน) ผ่านหูมาบ้าง คงไม่มีเกมไหนที่จะเป็นตัวแทนของวลีนี้ได้ดีไปกว่าเกมลอบเร้นซีรี่ส์ดัง Hitman 3 ของผู้พัฒนา IO Interactive ด้วยเกมเพลย์ กราฟฟิค และองค์ประกอบการนำเสนอที่คงรูปแบบเดิมแทบจะเป๊ะๆ มาตั้งแต่ที่ภาคแรกวางจำหน่ายไปในปี 2016 แต่ถึงอย่างนั้น เกม Hitman 3 ก็ยังถือเป็นเกมลอบเร้นที่สนุก ท้าทาย และน่าสนใจในแบบที่แตกต่างกับเกมลอบเร้นในตลาดส่วนใหญ่ ด้วยเกมเพลย์ที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และใจเย็นมากกว่าการต่อสู้แบบแอคชั่นอย่างที่เห็นในหลายๆ เกมทุกวันนี้ แน่นอนว่าในความจำเจของระบบต่างๆ อาจจะทำให้เกมรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเสริมของเกมภาคที่ผ่านๆ มามากกว่าจะเป็นภาคต่อเต็มตัวซะทีเดียว แต่สำหรับแฟนเกมที่อยากได้ประสบการณ์เกมลอบเร้นแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากในปัจจุบัน (หรือแค่อยากหาเกมดีๆ เล่นในช่วงต้นปีที่ยังมีเกมออกน้อย) เชื่อว่าเกม Hitman 3 จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกม Hitman 3 จะดำเนินต่อจากเนื้อเรื่องของภาคก่อนหน้าโดยตรง และจะติดตามพระเอก Agent 47 และเพื่อนเก่าของเขา Lucas Grey ในการตามล่า 'The Constant' ผู้ซึ่งเป็นตัวบงการหลักขององค์กร Providence ที่เป็นศัตรูคู่ปรับของตัวเอกมาช้านาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอดีตอันน่าเศร้าของเขาอีกด้วย โดยเช่นเดียวกับเกมภาคก่อนหน้า เนื้อเรื่องของเกม Hitman 3 จะติดตามตัวเอกและผองเพื่อนในการตามล่าสมาชิกที่หลงเหลืออยู่ขององค์กร Providence ไปทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับตั้งคำถามถึง "ตัวตน" ของ Agent 47 ในวันที่เขาไม่มีเป้าหมายหรือภารกิจให้ไล่ตามอีกต่อไป อย่างที่เคยกล่าวไปในรีวิวเกม Hitman 2 เมื่อปี 2018 เนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์ Hitman น่าจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อเกมน้อยที่สุดแล้ว ซึ่งในเกมภาค 3 นี้ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดเห็นนั้นเปลี่ยนไปแต่อย่างใด โดยเกมยังคงเลือกที่จะเล่าเนื้อเรื่องผ่านฉากคัตซีนสั้นๆ ก่อนและหลังภารกิจเป็นหลัก และสอดแทรกบทสนทนาหรือเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เข้ามาระหว่างการปฏิบัติภารกิจในแต่ละด่าน ซึ่งมีความพัฒนาขึ้นจากภาค 2 เล็กน้อยในแง่ของการเล่าเรื่องที่เน้นให้เห็นตัวละครและเหตุการณ์มากขึ้น ช่วยให้มีความเชื่อมโยงกันของฉากคัตซีนและเหตุการณ์ในภารกิจ ที่ให้ความรู้สึก "ต่อเนื่อง" กว่าในเกมภาค 2 แต่โดยรวมๆ แล้วก็ไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องชวนติดตามขึ้นเท่าไหร่ และเพราะการเล่าเรื่องที่ขาดตอนของภาคผ่านๆ มา ทำให้การปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดยังคงเป็นปัญหาสำหรับผู้เขียนในภาคนี้ แต่เช่นเดียวกับในเกม Hitman 2 การที่เนื้อเรื่องของเกมในภาพกว้างจะยังคงติดตามได้ยาก แต่เนื้อเรื่องเล็กๆ ที่มีอยู่ในแต่ละด่านก็ยังคงมีความน่าสนใจอยู่บ้าง เช่นเนื้อเรื่องของด่าน Thornbridge Manor ที่มีลักษณะเป็นปริศนาฆาตกรรมห้องปิดตายเป็นต้น ซึ่งก็ทำให้เกมยังคงมีเส้นเรื่องให้ติดตามอยู่ และทำให้การทำภารกิจรู้สึกมี "มิติ" ในแง่ของเนื้อเรื่องและให้เหตุผลในการกระทำของผู้เล่นในระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละด่าน ทำให้มองข้ามเนื้อเรื่องในภาพใหญ่ที่ไม่ค่อยน่าสนใจไปได้ไม่มากก็น้อย เกมเพลย์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เกม Hitman 3 มีพัฒนาการในด้านเกมเพลย์อยู่ค่อนข้างน้อยมากๆ จากเกมภาคก่อนหน้า พูดได้ว่านอกจากอุปกรณ์กล้องพกพาที่เอาไว้ใช้แฮ๊คอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ในด่านแล้ว ทุกองค์ประกอบของเกมเพลย์แทบจะยกมาจากเกมภาค 2 (และภาคแรก) โดยตรงเลยทีเดียว อาจจะฟังดูน่าเบื่อสำหรับบางคน แต่ในความเห็นของผู้เขียน จุดเด่นของซีรี่ส์ Hitman ไม่ใช่ระบบเกมเพลย์ที่ล้ำลึกอะไรนัก แต่เป็นการออกแบบด่านแต่ละด่านในเกม ที่บังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการสังหารเป้าหมายหรือทำภารกิจที่เกมกำหนดให้สำเร็จได้อย่างอิสระ เช่นการเลือกปลอมตัวเป็นตัวละครชนิดต่างๆ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่มีใครสังเกติ หรือการหาสิ่งของในฉากมาใช้ประโยชน์ โดยเกมยังมีความ "ตลกร้าย" อันเป็นเสน่ห์ของซีรี่ส์ ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถสังหารศัตรูในวิธีพิศดารต่างๆ ได้มากมาย เช่นในด่าน Dubai ผู้เขียนสังเกติว่าเป้าหมายมักจะชอบเดินไปยืนชมวิวตรงขอบตึกในจุดเดิมเสมอ จังลองเอาเปลือกกล้วยไปวางเอาไว้ในจุดที่เป้าหมายจะเดินมา ผลคือเป้าหมายลื่นเปลือกกล้วยจนตกตึกตายไปเองอย่าน่าอนาถ ซึ่งความอิสระนี้ทำให้การเล่นเกม Hitman ทุกภาคมีความลึกกว่าที่ตาเห็น และสามารถเล่นซ้ำๆ เพื่อหาวิธีกำจัดเป้าหมายที่แปลกใหม่หรือรวดเร็วขึ้นได้ แต่สำหรับคนที่โหยหาการเล่นแบบตามภารกิจเหมือนในเกมลอบเร้นอื่นๆ ก็ยังมีระบบ Mission Stories จากภาคก่อนๆ ให้คุณทำภารกิจที่เกมมอบให้ไปเรื่อยๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในด่าน Thornbridge Manor ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ภายในภารกิจจะมอบหมายให้เราต้องกำจัดเป้าหมายที่เป็นคุณนายหัวหน้าตระกูลผู้ดีอันเก่าแก่ แต่เมื่อเดินทางไปถึงเรากลับพบว่าได้เกิดการฆาตกรรมขึ้นในบ้านหลังนี้  และมีนักสืบคนหนึ่งถูกจ้างมาเพื่อสิบหาตัวคนร้าย โดยในการเล่นครั้งแรก ผู้เขียนเลือกที่จะปลอมตัวเป็นนักสืบคนดังกล่าวและแสร้งทำเป็นสืบหาตัวคนร้ายจนทำให้พบกับขวดยาพิษที่ใช้เป็นอาวุธสังหารในคดีฆาตกรรมนั้น ซึ่งผู้เขียนก็ใช้เพื่อสังหารเป้าหมายของเราอีกที ในขณะที่การเล่นรอบสอง ผู้เขียนเลือกปลอมตัวเป็นช่างภาพที่ถูกจ้างมาถ่ายภาพรวมญาติของเป้าหมายและแอบวางกับดักไฟฟ้าเอาไว้ในจุดถ่ายภาพ ก่อนที่จะเรียกรวมเป้าหมายและครอบครัวมาถ่ายภาพ (และโดนไฟช๊อตตาย) เป็นต้น แน่นอนว่ายังมีวิธีสังหารเป้าหมายอีกมากมายที่ผู้เขียนยังไม่ได้ลอง ทั้งที่เกมกำหนดมาและที่สามารถพลิกแพลงเอาเอง แถมเมื่อเล่นจบด่านครั้งหนึ่งแล้ว เราจะสามารถเริ่มเล่นใหม่โดยพกอุปกรณ์พิเศษหลายชนิดเข้าไปใช้ได้เพิ่มอีก เพื่อเปิดช่องทางในการสำเร็จภารกิจได้หลากหลายยิ่งขึ้นด้วย หากไม่มีตัวเลือกเหล่านี้ ผู้เล่นอาจจะสามารถเล่น Hitman 3 ได้จบภายใน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งความหลากหลายทั้งหมดที่กล่าวไปก็ช่วยยืดเวลาการเล่นออกไปได้อีกมาก พูดง่ายๆ ว่ายิ่งคุณใส่ใจและให้เวลากับเกมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอะไรให้คุณค้นพบได้มากขึ้นเท่านั้น กราฟฟิก/การนำเสนอ เช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่นๆ ในเกม กราฟฟิกและการนำเสนอของ Hitman 3 ไม่ได้แตกต่างไปจากที่เห็นใน Hitman 2 มากมายนัก โดยเฉพาะในส่วนของโมเดลตัวละครและอนิเมชั่นท่าทางการขยับตัวที่ยังคงเหมือนกันเปี๊ยบ อาจจะมีการพัฒนาขึ้นบ้างในแง่ของแสงเงา โดยเฉพาะในบางด่านของเกมเช่นด่าน Berlin ที่มีลักษณะเป็นไนท์คลับที่เปิดไฟสปอตไลท์สีสันต่างๆ ตามจังหวะเพลง หรือด่าน Chongqing ที่ชโลมไปด้วยแสงไฟนีออนท่ามกลางสายฝน รวมไปถึงหน้าตาท่าทางของตัวละครในฉากคัตซีนก่อน/หลังภารกิจที่แลดูมีความลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมาอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันในภาพรวม เกมยังคงมีปัญหาเรื่อง NPC หน้าซ้ำที่โผล่มาให้เห็นจนรำคาญตา และเรื่องของ U.I. / อินเตอร์เฟซหน้าเมนูต่างๆ ที่ยังมีลักษณะเป็นช่องๆ กล่องๆ แบบ Minimal ที่แม้จะสะอาดตา แต่ก็ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากภาค 2 เลย สรุป แม้ว่าจะยังคงมีข้อตำหนิใหญ่ๆ อยู่มาก แต่ Hitman 3 ก็ยังคงรักษามาตรฐานเกมเพลย์การลอบเร้นอันมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาเกมแบบสั้นๆ เล่นแปบเดียวจบ หรือเกมที่มีความลึกล้ำที่สามารถเล่นได้ยาวๆ เชื่อว่าเกม Hitman 3 น่าจะตอบโจทย์คุณได้อย่างน่าพอใจไม่แพ้กัน [penci_review id="77549"]
25 Jan 2021
10 เกม PC & Console น่าเล่นประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021
เผลอแปปเดียวเราก็จะเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์กันแล้ว เรียกได้ว่าวันเวลาผ่านกันไปไวจริง ๆ สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้พวกเรา GameFever TH ขอเป็นกำลังใจให้ครับ หากใครกำลังเครียดเรามีเกมดี ๆ มาแนะนำให้คุณเล่นตลอดเดือนนี้เลย Skyforge - 3 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch เปิดมาเกมแรกถือว่าน่าเล่นมาก ๆ สำหรับแฟน ๆ ของเครื่อง Nintendo Switch อย่าง Skyforge เกมแนว Sci-Fi MMO ที่เราจะได้รับบทเป็น Immortal ออกตะลุยในโลก Aelion อันแสนกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยความหลากหลาย จุดเด่นของเกมนี้คือกราฟิกที่สวยงามและระบบการเล่นที่หลากหลายมากถึง 18 คลาสเลยทีเดียว พร้อมระบบการต่อสู้ที่สนุก โดยผู้พัฒนากล่าวว่าเราสามารถอยู่กับเกมนี้ได้นานเป็น 100 ชั่วโมงเลยทีเดียว Werewolf: The Apocalypse - Earthblood - 4 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม PC , PS4, PS5, Xbox One, Xbox Series x Werewolf: The Apocalypse - Earthblood เป็นเกมสุดเดือดที่น่าสนใจประจำเดือนนี้ โดยเราจะได้รับบทเป็น Cahal ชาว Garou ผู้แข็งแกร่งที่ถูกเนรเทศหลังจากสูญเสียการควบคุมความโกรธแค้นอันรุนแรง ทำให้เขาต้องออกไปผจญภัยในโลกอีนแสนลึกลับและป่าเถื่อน โดยตัวเกมจะเป็นเกมแนว Stealth&Action  ที่ตัวเอกจะมีความสามารถในการแปลงร่างถึง 3 ร่างในการเอาชนะอีกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกันการแปลงร่างก็อาจจะทำให้คุณสูญเสียการควบคุมได้ ทำให้เราจะต้องเลือกเวลาในการแปลงร่างให้ดี นอกจากนี้ตัวเกมยังมีกราฟฟิกที่สวยอีกด้วย เรียกได้ว่าน่าเล่นมาก ๆ เลยสำหรับเกมนี้ Nioh 2 – The Complete Edition - 5 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม PC หลังจากที่ปล่อยให้ชาว Console เล่นล่วงหน้ามาก่อนเป็นเวลานานในที่สุดเกมสุดหัวร้อนอย่าง Nioh 2 ก็ได้เดินทางมาถึงเกมเมอร์ชาว PC โดยในภาคนี้ได้มีการปรับปรุงระบบหลาย ๆ อย่างให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกที่สวยงาม ระบบการเล่นที่เราสามารถสร้างตัวละครได้เอง กราฟิกที่สวยงามขึ้น ใครอยากลองเกมหัวร้อนแห่งยุคก็ลองได้ Super Mario 3D World + Bowser’s Fury - 12 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch หนึ่งในเกมที่สาวก Nintendo จะพลาดไม่ได้เลยสำหรับเดือนนี้กับ Super Mario 3D World + Bowser’s Fury  ที่รอบนี้ปู่ Nintendo  โดยเกม Super Mario 3D World คือเกมเก่าสมัยเครื่อง Will-U ที่ลุงมาริโอจะต้องออกผจญภัยในโลกที่แสนกว้างใหญ่พร้อมมุมมองแบบ 3D และกราฟิกที่สวยงามแม้ว่าจะเป็นเกมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว รอบนี้มาพร้อมกับ Bowser’s Fury  เนื้อเรื่องเสริมที่จะทำให้คุณอยู่กับเกมนี้ได้ยาว ๆ หากใครอยากหาเกมที่เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัยก็ขอแนะนำเกมนี้เลย Fallen Legion: Revenants - 12 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch , PS 4 หากคุณอยากจะหาเกมแนว RPG เล่นสนุก ๆ ลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ ผู้เขียนก็ขอแนะนำเกม Fallen Legion: Revenants  ที่จะให้คุณจัดทีมออกไปตะลุยกับโลกของเกม โดยจุดเด่นของเกมนี้คือตัวละครที่หลากหลายที่ตัวละครต่าง ๆ จะมีจุดเด่นจุดด้วยที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้อย่างหลากหลาย ใครเป็นสายเกม RPG ก็ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง Persona 5 Strikers - 23 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch , PS 4 , PC หนึ่งในเกมสุดน่าเล่นประจำเดือนนี้ที่หากไม่ซื้อนับว่าพลาดกับ Persona 5 Strikers ที่จะเป็นเรื่องราวของ Phantom Thief กับย่านชินชูกุอันเป็นเอกลักษณ์ โดยในภาคนี้จะเป็นการผสมกับระหว่างความเป็นเกมแนว RPG กับ Action แบบมุโช ที่ทำให้ระบบการเล่นสดใหม่ พร้อมเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นและเข้มข้น ใครที่ไม่เคยสัมผัสซีรีส์ Persona ก็ขอแนะนำว่าคุณกำลังพลาดของดีประจำวงการเกมญี่ปุ่นเสียแล้ว Riders Republic - 25 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม PC , PS4, PS5, Xbox One, Xbox Series x เอาใจสาย Racing กันบ้างกับเกม Riders Republic จากค่ายเกมขวัญใจมหาชนอย่าง Ubisoft ที่ได้เราฝึกฝนฝีมือกีฬา Extremes ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี เครื่องร่อน หรือปั่นจักรยาน เพื่อพัฒนาตัวละครของเราและผู้เล่นอื่น ๆ ทั่วทั้งโลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม หรือจะชวนเพื่อน ๆ มาปั่นจักรยานเล่นในโหมด Free Roam ก็ทำได้เช่นกัน Wrath: Aeon of Ruin - 25 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม PC , PS4, PS5, Xbox One, Xbox Series x Wrath: Aeon of Ruin คือเกม Action สุดมันส์ที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากเกมอย่าง Quake ที่ได้เอามาพัฒนาปรับปรุงในรูปแบบของตัวเอง ที่สนุกไม่แพ้กับต้นฉบับ ตัวเกมเต็มไปด้วยความลีกลับพร้อมดนตรีประกอบสุดมัน ผู้เขียนก็ขอแนะนำเกมนี้เลย Ghosts ‘n Goblins: Resurrection - 25 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch หนึ่งในเกม Classic สุดหัวร้อนในวัยเด็กได้กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันกราฟิกที่สวยงามกว่าเดิม Ghosts ‘n Goblins: Resurrection ที่จะให้เรารับบทเป็นอัศวินที่ต้องออกผจญภัย ในโลกที่แสนโหดร้ายพร้อมกดเล็กที่หากโดนโจมตีสามครั้งเราจะตายทันที ทำให้ตัวเกมมีความท้าทายสูงมากแต่ก็สนุกมาก ๆ เช่นกัน ใครที่สนใจเกมนี้เล่นได้บน Nintendo Switch อย่างเดียวเท่านั้นครับผม Bravely Default 2 - 26 กุมภาพันธ์ แพลตฟอร์ม Nintendo Switch ปิดท้ายกันด้วยเกม Bravely Default 2 ภาคต่อของเกมในตำนานของเครื่อง Nintendo  3DS จากทาง Square Enix ที่มีเนื้อเรื่องดีมาก ๆ พร้อมระบบการเล่นแบบ RPG สไตล์ดั่งเดิม โดยในภาคนี้จะเป็นการผจญภัยในโลกใบใหม่ ตัวละครใหม่ ๆ ที่ใครที่ติดตามซีรีส์นี้ไม่ควรพลาด
22 Jan 2021
7 เคล็ดลับและข้อมูลสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นเล่นเกม Monster Hunter Rise
หลายๆ คนอาจจะได้ยินข่าวคราวหรือได้ลองเล่นเกมล่าแย้...ล่ามอนสเตอร์อย่าง Monster Hunter Rise กันมาบ้างแล้ว แต่แค่เล่นนั้นมันอาจจะยังไม่พอเพราะเราควรรู้ข้อมูลและเคล็ดลับเบื้องต้นก่อนเริ่มเล่นด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอาการงงๆ กับระบบเกมและหัวร้อนจากการตายบ่อยๆ ได้ ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 7 เคล็ดลับและช้อมูลสำหรับผู้ต้องการเริ่มเล่นเกม Monster Hunter Rise กันถ้าพร้อมแล้วเรามาล่าแย้..ล่ามอนสเตอร์! กันเลย 1.Monster Hunter Rise คืออะไร? Monster Hunter Rise ถือเป็นซีรี่ส์เกมภาคล่าสุดของทาง Capcom ที่จะถูกวางจำหน่ายแบบ Exculsive บนเครื่องเกมพกพาอย่าง Nintendo Switch ( ในช่วงนี้ยังนับว่าเป็น Exculsive แต่ในอนาคตตัวเกมจะถูกวางจนหน่ายในเวอร์ชั่น PC ด้วย ) Monster Hunter Rise เป็นเกมแนว Hunting ล่าแย้...ล่ามอนสเตอร์! ในมุมองบุคคลที่ 3 ซึ่งมีระบบเกมเพลย์ ระบบต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น ระบบอาวุธ / ระบบคอมโบ โดยตัวเกมยังคงยึดหลักแนวคิดของภาคก่อนๆ ที่จะให้ผู้เล่นได้ออกผจญภัยลงดันเจี้ยนไปล่ามอนสเตอร์สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างใหญ่โต มีการเคลื่อนไหว / การโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสเน่ห์ของเกม โดยหนึ่งในเหตุผลที่เป็นแรงดึงดูงในการออกไปล่ามอนสเตอร์แต่ละครั้งนั้นนอกจากมันจะให้ค่าประสบการณ์กับอาวุธแล้ว เรายังสามารถที่จะนำชิ้นส่วนของพวกมันมาสร้างเป็นอาวุธและชุดเกราะที่มีความสามารถเฉพาะตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ผู้เล่นสามารถไปเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ พูดขนาดนี้ใครมีเครื่อง Nintendo Switch ก็อย่าลืมไปซื้อเกมนี้มาเล่นกันนะครับ   2.ประเภทอาวุธ สำหรับอาวุธในเกม Monster Hunter Rise นั้นจะแบ่งออกเป็น 14 ประเภท ( อาวุธระยะประชิด 11 ชิ้น และอาวุธระยะไกล 3 ชิ้น ) ขอแนะนำว่าผู้เล่นควรลองอาวุธทุกชิ้นก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเล่นอาวุธชิ้นไหนในระยะยาว เพราะในบางครั้งเราอาจจะชอบอาวุธ Insect Glaive ที่มีความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วพลิกแพลงง่าย แต่อีกแง่หนึ่งดาเมจที่สร้างได้มันจะเบากว่า Great Sword และด้านล่างนี้คือลิสต์รายการอาวุธทั้งหมดในเกม : อาวุธระยะประชิด Great Sword - ดาบใหญ่ Long Sword - ดาบยาว Sword and Shield - ดาบและโล่ Dual Blades - ดาบคู่ Hammer - ค้อน Hunting Horn -  อาวุธรูปทรงกีตาร์ Lance - หอกและโล่ Gunlance - โล่หอกที่สารมารถยิงพลังงานได้ Switch Axe - ขวานที่สามารถเปลี่ยนเป็นดาบได้ Charge Blade - ดาบชาร์จพลังงานที่เปลี่ยนเป็นขวานได้ Insect Glaive - ไม้เท้าทวนแมลง อาวุธระยะไกล Light Bowgun - ปืนโบว์แสง Heavy Bowgun- ปืนโบว์แบบหนัก Bow - ธนู   3.วิธีล็อคมุมกล้อง ในหัวข้อนี้ถือเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ต้องรู้นั่นคือ เราสามารถที่จะล็อคกล้องหันไปหามอนสเตอร์เป้าหมายโดยรวมของเราได้ แต่..จะไม่สามารถที่จะล็อคจุดที่ต้องการโจมตีอัตโนมัติได้ ซึ่งวิธีการล็อคมุมกล้องนั้นให้เรากดที่ปุ่ม Right Stick บนเครื่อง Nintendo Switch และสามารถหมุนและปรับมุมกล้องเพื่อเลือกตำแหน่งโจมตีหรือหลบได้ด้วยการกดปุ่ม Left Stick 4.วิธีการหลบ ถึงแม้ว่าเราจะสามารถทำดาเมจกับมอนสเตอร์ได้ แต่อย่าลืมว่าพวกมันก็สามารถโจมตีสวนกลับมาได้เช่นกันและประเด็นคือแรงมาก! แรงชนิดที่แบบบางทีตัวเราแตกแบบงงๆ หัวร้อนกันเลยก็มี แต่เกมนี้ก็ได้มอบความแฟร์ให้กับผู้เล่นด้วยการใส่ระบบพุ่งหลบ หรือ ระบบ Dodge มาให้ผู้เล่นด้วย ซึ่งวิธีในการพุ่งหลบนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เรากดปุ่ม B จากด้านขวาของเครื่อง Nintendo Swirch และเลือกทิศทางในการพุ่งหลบด้วยพุ่ม Left Stick ที่อยู่ด้านซ้าย แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเคล็ดลับที่สำคัญในการหลบนั่นก็คือการที่ผู้เล่นเรียนรู้สังเกตพฤติกรรมของมอนสเตอร์แต่ละตัวว่ามันมีการโจมตีในรูปแบบไหนและช่วงไหนบ้างโดยเราต้องกะจังหวะเวลาให้แม่นยำไม่เร็วหรือช้าเกินไป แต่กว่าจะถึงจุดนั้นเราก็อาจจะตายแล้วตายอีกหลายๆ รอบก็เป็นได้นะครับ555.  5.ระบบ Palamute อีกระบบที่น่าสนใจของ Monster Hunter Rise นั่นคือระบบ Palamutes ระบบสัตว์เลี้ยงที่นอกจากมันจะช่วยให้เราสามารถเดินทางภาคพื้นดินได้ไวขึ้น มันยังช่วยเราในการต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์อีกด้วย ซึ่งในหัวข้อนี้จะขอแนะนำวิธีการใช้งานระบบ Palamutes ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ : ไปยืนใกล้ๆ สัตว์เลี้ยงและกดปุ่ม " A " เพื่อขึ้นไปขี่มัน กด B ค้างเพื่อลง กด B ขณะที่กำลังเคลื่อนที่เพื่อพุ่งกระโดดออกจากสัตว์ที่เราขี่อยู๋ กด X เพื่อเข้าโจมตี กดปุ่ม R Stick เพื่อทำการพุ่งไปข้างหน้า กดปุ่ม ZR ที่อยู่ตรงมุมขวาของเครื่อง Nintendo Switch เพื่อกระโดด กดปุ่ม ZL ที่อยู่ตรงมุมซ้ายของเครื่อง Nintendo Switch เพื่อดริฟท์ขณะที่กำลังพุ่งอยู่ 6.มีมอนสเตอร์ให้ล่ากี่ตัว? ในตอนนี้นั้นมอนเตอร์ภายในเกม Monster Hunter Rise มีทั้งหมด 41 ตัว ( อาจจะมีมากกว่านี้หลังจากที่มีการอัพเดท ) โดยจะทำการแบ่งรายชื่อออกเป็น 2 ประเภทระหว่างมอนสเตอร์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ดังนี้ : มอนสเตอร์ขนาดเล็ก Altaroth Anteka Baggi Bnahabra Bombagy Bullfango Felyne Gajau Gargwa Izuchi Jagras Kelbi Melynx Popo Remobra Slagtoth Wroggi มอนสเตอร์ขนาดใหญ่ Aknosom Anjanath Arzuros Barioth Bishaten Goss Harag Great Baggi Great Izuchi Great Wroggi Jyuratodus Khezu Kulu-Ya-Ku Lagombi Magnamalo Mizutsune Pukei-Pukei Rathalos Rathian Royal Ludroth Somnacanth Tetranadon Tigrex Tobi-Kadachi Yatsukadaki *จำนวนมอนสเตอร์ในตอนนี้อาจจะน้อยไม่สู้ภาคอื่นๆ แต่ขอให้เราอย่าลืมว่านี้คือ Monster Hunter Rise บนเครื่องเกมพกพาอย่าง Nintendo Switch และยังไม่รวมถึงในอนาคตที่อาจจะมีการอัพเดทคอนเทนต์ใหม่ๆ มอนสเตอร์ใหม่ๆ เข้่ามาอีกด้วย! 7.เล่นได้สูงสุดกี่คน? แน่นอนว่าสำหรับเกมซีรี่ส์ Monster Hunter นั้นจะมีทั้งผู้เล่นสาย Solo และสาย Party แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการเล่นกับเพื่อนบนเกมแนวนี้ มันก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เราไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง โดยสำหรับเกม Monster Hunter Rise นั้นผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเล่นคนเดี่ยวลุยล่ามอนส์เตอร์แบบเท่ๆ เพิ่มความท้าทายให้กับตัวเราเอง หรือเล่นออนไลน์กับเพื่อนได้สูงสุดถึง 3 คน! โดยการเล่นออนไลน์นั้นจะให้ความสนุกที่เกิดจากการประสานงาน อาจจะเกิดความเฮฺฮาระหว่างการเล่น และแน่นอนว่าการกระทืบแย้กับเพื่อนเป็นอะไรที่มันส์มาก!  Credit : Gfinity  
21 Jan 2021
12 ข้อมูลและเคล็ดลับก่อนเล่น Hitman 3
Hitman 3 บทสรุปของไตรภาคกำลังจะมาถึงมือพวกเราแล้ว แน่นอนว่านอกจากจะมีผู้เล่นหน้าเก่าแล้ว จะต้องมีผู้เล่นหน้าใหม่มาเล่นเกมซีรี่ส์นี้แน่นอน ดังนั้นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาเล่นเกมนนี้ในช่วงแรกอาจจะมีอาการหัวร้อนในระดับหนึ่งแน่นอน ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะขอพาทุกคนมาพบกับ 10 ข้อมูลและเคล็ดลับก่อนเล่น Hitman 3 ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.เริ่มต้นเล่นแต่ละภารกิจในระดับ " Normal " ก่อนอื่นเลยคือไม่แนะนำให้ผู้เล่นท้าทายด้วยการเล่นครั้งแรกในระดับที่สูงกว่าระดับปกติ หรือ Normal เพราะว่าเกมนี้จะมีแผนที่ที่กว้างขวางมากๆ และมีภารกิจที่ซับซ้อนในระดับหนึ่ง โดยใน Hitman ภาคก่อนๆ นั้นระดับ Normal จะมีไกด์บอกตำแหน่งเป้าหมายภารกิจ / สามารถมาร์คศัตรูในพื้นที่นั้นๆ ได้ / มีการบอกตำแหน่งกับดับและกล้องวงจนปิด แต่ถ้าในระดับที่ยากไปกว่านี้ตัวเกมจะไม่มีการบอกข้อมูลภารกิจ ไม่มีการไฮไลต์ศัตรูใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นขอแนะนำว่าก่อนที่จะเพิ่มระดับความยากให้เราเล่นในโหมด Normal ประมาณ 2-3 ครั้งก่อน เพื่อให้เราเรียนรู้ตำแหน่งของแผนที่ ศัตรู กับดัก และกล้องวงจรปิดรวมถึงรู้พฤติกรรมของเป้าหมายด้วยว่าเวลานั้นๆ เขาทำอะไรบ้าง? และจะได้จำภารกิจหลักๆ ในด่านนั้นๆ ได้อีกด้วย 2.บันทึกเกมบ่อยๆ เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าผู้เล่นส่วนใหญ่จะทำบางเรื่องผิดพลาดในซี่รี่ส์เกม Hitman หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า" สเตลแตก " ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามเช่น ถูกศัตรูหรือกล้องวงจรปิดเจอตัว / เข้าไปในที่ส่วนบุคคลโดยไม่ได้ปลอมตัว หรือกำลังฆ่าแต่ดันมีคนมาเห็น ดังนั้นขอแนะนำเลยว่าวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดนั่นคือ "การเซฟหรือบันทึกเกมไว้บ่อยๆ " เราจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปเล่นไกลๆ ให้เสียเวลา โดยให้เราทำการเซฟแยกออกจาก " Auto Save "  ในช่วงเวลาสำคัญๆ เช่น ก่อนเข้าไปสังหารเป้าหมายหลัก / ก่อนเข้าไปในที่เสี่ยงๆ ท่องไว้ในใจนะครับเซฟๆๆๆๆๆ 555 3.เรียนรู้แผนที่ / พื้นที่ใหม่ๆ ทั้งหมดอย่างละเอียด แน่นอนเลยว่า Hitman 3 นั้นจะมีแผนที่ขนาดใหญ่มากๆ แบบเดียวกับภาคก่อนๆ ดังนั้นการเดินสำรวจทุกๆ ส่วนของแผนที่ในแต่ละด่าน แต่ละโซนเพื่อให้เกิดความคุ้นชินในทุกซอกรู้ทุกมุมนั้นจะดีมากๆ เพราะเราจะสามารถรู้ว่าช่องทางนี้สามารถไปโผล่ตรงจุดไหนได้บ้าง? เป็นเหมือนการหาช่องทางหนีทีไล่ไปในตัวด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราลองหาวิธีใหม่ๆ ในการแฝงตัวเข้าไปในโซนนั้นๆ ดังนั้นขอแนะนำเลยว่าถ้าเราเสียเวลาสำรวจแผนที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงจะทำให้ผู้เล่นกลายเป็นนักฆ่าฝีมือเยี่ยมแน่นอน!   4.พยายามทำสิ่งที่ท้าทายให้ได้มากที่สุด ในแต่ละด่าน แต่ละสถานที่นั้นจะมีความท้าทายหรือ Challenge มากมายให้ผู้เล่นได้ทำเช่น วางยาบอดี้การ์ด / หลอกให้เดินมาเยียบน้ำที่มีกระแสไฟฟ้า / วางกับดับและวิธีอื่นๆ อีกมากมาย บอกเลยว่ามันเป็นเหมือนเกม Sanbox ในรูปแบบของการหาวิธีสังหารศัตรูแบบสร้างสรรค์ ซึ่งการทำเช่นนี้ในระหว่างภารกิจหลักนั้นจะให้คะแนน XP กับผู้เล่น ซึ่งแน่นอนว่าจำนวน XP นั้นจะได้รับมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนและความยากของความท้าทายที่ผู้เล่นสามารถทำได้ นอกจากนี้ยิ่งเราได้ XP เยอะเราก็สามารถที่จะปลดล็อคอุปกรณ์ใหม่ๆ อาวุธใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าถึงพื้นที่บางส่วนที่ช่วงแรกเราไม่สามารถเข้าไปได้ หรือบางครั้งพอได้อาวุธใหม่ก็เป็นแรงจูงใจที่มากพอให้เราต้องกลับไปเล่นดjานนั้นซ้ำๆ อีกด้วย! 5.ฆ่าให้น้อย โฟกัสที่เป้าหมายหลัก ใน Hitman 3 หรือ Hitman ภาคอื่นๆ นั้นวิธีที่ไม่ควรทำเลยนั่นคือการบู๊แหลกแบบ John Wick เพราะการทำแบบนั้นนอกจากจะเรียกศัตรูให้แห่มารุมยิงเราเพิ่มภาระให้ผู้เล่นแล้วนั้น โดยสิ่งที่เราจะได้รับก็คือคะแนนในภารกิจนั้นจะลดลงเยอะมาก! เพราะเกมนี้ถ้าเราฆ่าโดยไม่จำเป็นจะมีการหักคะแนนด้วย ถ้าหนักมากๆ ก็จะถึงขั้นติดลบเลย ดังนั้นขอแนะนำว่าเราต้องรับบทเป็นมือลอบเร้นมือสังหารจริงๆ โดยเราสามารถใช้วิธีฆ่าแบบไม่ให้ศัตรูรู้ตัวด้วยปืนเก็บเสียงหรือย่องเบาไปฆ่าจากข้างหลังก็ได้. 6.อย่าลืมไปเก็บเทปบันทึกภาพในการทำภารกิจทุกครั้ง จริงๆ แล้วข้อนี้ไม่ได้บังคับให้ผู้เล่นทำทุกครั้ง แต่เรื่องนี้ก็ไม่ควรมองข้ามในกรณีที่ Agent 47 นั้นถูกกล้องวงจรปิดตัวใดตัวหนึ่งจับภาพได้ ถ้าเราไม่ไปทำลายหรือเก็บเทปนั้นก็จะทำให้เราได้คะแนนน้อยลง ซึ่งในแต่ละด่านแต่ละแผนที่นั้นจะมีห้องรักษาความปลอดภัยซ่อนอยู่ *นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกที่จะหลบหลีกออกจากระยะรัศมีการมองเห็นกล้อง / เลือกที่จะทำลายกล้องวงจรปิดด้วยการยิง หรือจะใช้อุปกรณ์สำหรับรบกวนสัญญาณกล้องแบบชั่วคราวก็ได้เช่นกัน. 7.การปลอมตัวไม่จำเป็นต้องฆ่าเพื่อขโมยชุดเสมอไป! สำหรับการฆ่าในเกม Hitman 3 นั้นและทุกๆ ภาคนั้นตัวเกมจะโฟกัสให้ผู้เล่นสังหารเป้าหมายหลักในแต่ละด่าน ซึ่งใน Hitman ภาคหลังๆ นั้นตัวเกมได้ใส่ระบบที่ผมชอบมากๆ นั่นคือการรัดคอที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะสังหารหรือแค่ทำให้สลบ เพราะในบางครั้งเราที่ต้องการเพียงเสื้อผ้าของ NPC คนนั้นๆ เพื่อจะปลอมตัวเข้าไปในพื้นที่ส่วนบุคคล แต่ภาคก่อนๆ เราต้องฆ่าเท่านั้นถึงจะสามารถเปลี่ยนเสื้อได้ แต่ในภาคหลังๆ ทำให้ผมรู้สึกอินไปอีกระดับเพราะระบบการรัดคอแบบใหม่นั้นเอง แต่อย่าไปทำให้สลบแล้วทิ้งเขาลงหน้าผาหรือเตาเผานะครับ เพราะนั่นคือการฆ่าเขาจริงๆ 555. 8.อย่าลืมใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในแต่ละภารกิจ สเนห์อีกอย่างหนึ่งของซีรี่ส์ Hitman นั้นคือการเตรียมตัว เตรียมอาวุธให้พร้อมในการลงมือสำหรับภารกิจต่างๆ มันจึงควรค่าแก่การเล่นซ้ำมากๆ ซึ่งเกมจะบังคับแค่อุปกรณ์บางส่วนที่ผู้เล่นต้องนำไป แต่นอกจากนั้นอุปกรณ์อื่นๆ เป็นอิสระของผู้เล่นที่จะเลือกว่าจะนำอะไรไป เช่น ถ้าเราคุ้นชินกับด่านนั้นๆ และรู้ว่าภารกิจนี้เป้าหมายจะอยู่ไกลหลายช่วงตึก ก็เอาปืนไรเฟิลสไนเปอร์ใส่กระเป่าไปด้วยก็ได้ / หรือรอบก่อนเล่นด่านนี้ประตูล็อคเยอะจนขัดใจ รอบนี้ก็เอาล็อคพิคตัวสะเดาะกุญแจไปด้วย ( ผมเอาไปทุกภารกิจ555 ) / หรือภารกิจนี้รายละเอียดบอกว่าเป้าหมายชอบกินหรือชอบจิบชาเราจะเอายาพิษเข้าไปด้วยก็ได้ เนี่ยมันสนุกตรงนี้แหละครับ! *นอกจากนี้ถึงแม้ว่า Agent 47 ตัวละครที่เราเล่นจะสามารถนำอาวุธหรืออุปกรณ์เข้าไปได้ในจำนวนจำกัด แต่เราก็สามารถจัดการปัญหานี้ได้ด้วยการ ลักลอบสั่งให้นำมันไปซ่อนไว้ตามสถานที่ต่างๆ ในส่วนต่างๆ ของแผนที่โดยผู้เล่นสามารถไปหามันได้เมื่อลงพื้นที่ในด่านนั้นๆ ( ยกเว้นพวกอาวุธขนาดใหญ่นะครับ)     9.พยายามใช้ Instinct ( โหมดสัญชาตญาณ ) ในการสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว ฟีเจอร์  Instinct ถือเป็นอีกหนึ่งระบบจุดขายของซีรี่ส์ Hitman นี้ โดยฟีเจอร์นี้มันจะพาเราเข้าสู่สถานะที่คล้ายๆ สิ่งที่เราน่าจะรู้จักและเคยเห็นในหลายๆ เกมนั่นคือ " การสแกน" ซึ่งความสามารถนี้มีประโยชน์มากๆ ในการทำภารกิจต่างๆ เช่น การไฮไลต์ทำเครื่องหมายศัตรู / ช่องทางหลบหนี / ทางลับ หรืออุปกรณ์ที่สำคัญต่างๆ โดยถ้าเราเล่นโหมด Normal ที่แนะนำไปจะสามารถใช้ความสามารถนี้ได้แบบไม่จำกัด ดังนั้นทุกครั้งที่เราเข้าสู่โซนใหม่ๆ ให้เราพยายามใช้ความสามารถนี้บ่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องพลาดสิ่งสำคัญ หรือพลาดตำแหน่งของศัตรูทำให้เกิดเหตุการณ์สเตลแตกได้555. 10.ใช้กล้องเพื่อแฮ็กอุปกรณ์จากระยะไกล กล้องแบบพกพาถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Gadget ใหม่ๆ ที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากๆ ใน Hitman 3 โดยมันจะมีประโยชน์มากมายหลายประการ ซึ่งนอกจากจุดประสงค์ของมันมีไว้สำหรับถ่ายรูป หรือเก็บภาพสิ่งสำคัญต่างๆ แล้วนั้น เรายังสามารถที่จะใช้กล้องในการแฮ็กสิ่งของจำพวกกล้องวงจรปิดจากระยะไกลได้ด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถใช้มันทำสิ่งสำคัญอื่นๆ ได้ เช่น ปลดอาวุธอิเล็คทรอนิกส์จากระยะไกลได้ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการเปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย ! 11.มองหาทางลัดและปลดล็อก หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจที่สุดของ Hitman 3 นั้นคือผู้เล่นสามารถที่จะปลดล็อคทางลัดซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงส่วนนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น โดยทางลัดดังกล่าวอาจจะเป็นบันไดที่จะช่วยให้เราขึ้นไปชั้นบนหรือบนหลังคาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้หลังจากที่ผู้เล่นปลดล็อคทางลัดได้แล้ว มันจะยังคงอยู่และใช้งานได้ตลอดการเล่นทั้งหมดของภารกิจ ทำให้ในการเล่นซ้ำครั้งต่อไปนั้น ผู้เล่นจะสามารถทำเวลาในการเล่นด่านเดิมได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงส่วนสำคัญได้ง่ายขึ้นเช่นกัน อดใจรอไม่ไหวแล้ว! 12.ไม่จำเป็นต้องใช้ทางออกเดียวเสมอไป สำหรับ Hitman 3 นั้นจะมีความเหมือนกันกับซีรี่ส์ไตรภาคภาคก่อนๆ โดยที่ผู้เล่นสามารถเลือกตำแหน่งสำหรับออกจากภารกิจเพื่อหลบหนีหลังจากทำการกำจัดเป้าหมายหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาสำเร็จ ซึ่งการที่เราหนีด้วยตำแหน่งทางออกใกล้ๆ นั้นก็เพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนพบตัวหรือโดนสงสัย แต่ในทางกลับกันถ้าเรากลับมาเล่นอีกและเปลี่ยนทางหลบหนี เช่น จากเดิมเคยออกทางประตูครัวรอบนี้ลองหากุญแจรถและขับรถหลบหนีออกไปดู นี่สิถึงจะควรค่าแก่การเล่นซ้ำเพื่อพบกับความท้าทายใหม่ๆ และปลดล็อคความสำเร็จใหม่ๆ อีกด้วย! Credit : Gamepressure
21 Jan 2021
Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 15 มหามลทินแห่งเหล่าทวยเทพ
            สวัสดีครับ! กระผมขอนำทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายเกม Dark Souls บทที่สิบห้า โดยเนื้อหาในบทนี้จะเน้นหนักไปยังแผนที่ Anor Londo ซึ่งจะมีเนื้อเรื่องเเยกย่อยมากมายให้กับตัวเอกของเราจะได้เผชิญหน้า อีกทั้งยังจะได้รับรู้ความจริงอันชั่วร้ายที่หมักหมมเอาไว้ใต้พรมโดยเหล่าเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo ณ สถานที่ซึ่งเรียกว่า Painted World of Ariamis โลกแห่งการจองจำ ณ อีกฟากของมิติ          พลังความศรัทธาของ Undead นิรนามจะถูกทดสอบด้วยคำถามที่จะสั่นคลอนคำทำนายแห่ง The First Flame เเละเปลี่ยนถึงมุมมองใหม่ต่อพลังความมืด... พลังซึ่งเดิมทีคือรากเหง้าของมนุษย์ เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กระผมก็ขอนำทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบห้า “มหามลทินแห่งเหล่าทวยเทพ” ( ภาพประกอบ : ที่ใดมีเเสงสว่างที่นั่นก็ย่อมมีเงา...เหล่าเทพเจ้าต่างตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ )  < ลิงค์บทความก่อนหน้า >  บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่ บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด บทที่เก้า l บทที่สิบ l บทที่สิบเอ็ด l บทที่สิบสอง บทที่สิบสาม l บทที่สิบสี่   คุกนรกเยือกแข็ง          Undead นิรนามสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนพื้นหิมะสีขาวที่หนาวเหน็บเเละกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เขาไม่ทราบเลยว่าตนเองมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จำได้ก็เพียงเเต่เขากำลังล่วงตกลงสู่พื้นภายในวิหารของ Anor Londo จากนั้นทุกอย่างก็มืดดับไป Undead นิรนามเดินเท้าลุยหิมะอย่างไร้จุดหมายต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้พบกับปราสาทสีดำทมิฬแห่งหนึ่งที่มีสภาพเก่าพุพังคล้ายกับเพิ่งผ่านสงครามมามาด ๆ สภาพทางด้านหน้าได้มีการปักป้ายเตือนสุดพิสดารด้วยการนำศพของมนุษย์มาตั้งเรียงรายปักเด่นเป็นสง่า คล้ายกับเป็นสัญญาณเตือนว่าอย่าได้ริอาจก้าวเท้าเข้ามาเชียว          แต่ทว่ามีหรือกลจิตวิทยาแค่นี้จะสั่นคลอนจิตใจของคนอย่าง Undead นิรนามได้ เขาเดินผ่านป้ายเตือนที่ทำจากซากศพราวกับว่ามันเป็นแค่ดอกไม้ริมทาง พระเอกของเราไม่ทราบหรอกว่าที่นี่มันจะอันตรายมากแค่ไหน แต่ถ้าหากยังยืนเก ๆ กัง ๆ อยู่ข้างนอกแบบนี้ละก็มีหวังคงได้กลายเป็นแท่งน้ำแข็งทั้งยืนกันพอดี ( ภาพประกอบ : ทางเข้าสู่ปราสาทเเห่งความสิ้นหวังใน Painted World of Ariamis )          บรรยากาศภายในปราสาทดูไม่แตกต่างอะไรจากเมืองของมนุษย์ซึ่งเกิดเหตุนองเลือดและล่มสลายเพราะ Curse of Undead โดยจะแปลกใหม่ก็เเค่ตรงที่มีกองหิมะสีขาวนวลคอยปกคลุมสุกซ่อนลอยเลือดสาดกับเศษภูเขาโครงกระดูกทั่วผืนดิน          ในระหว่างที่ Undead นิรนามกำลังเดินสำรวจพื้นที่อยู่นั้น เขาก็ได้พบกับบุรุษปริศนาคนหนึ่งที่สวมหมวกสีเหลืองทองรูปทรงประหลาด ยืนตัวนิ่งอยู่ท่ามกลางลานหิมะซึ่งเต็มไปด้วยไม้เสียบลูกชิ้น(ซากศพ)มากมายนับไม่ถ้วน… ด้วยว่ารูปลักษณ์หน้าตาที่ไม่เป็นมิตรผนวกกับสภาพแวดล้อมที่ได้พบเจอกัน พระเอกเราตัดสินใจทันทีว่านั่นต้องเป็นศัตรูอย่างแน่นอนเเละกระโจนเข้าห้ำหั่นอย่างไม่รีรอ ( ภาพประกอบ : Xanthous King, Jeremiah ในสภาพของ Red Phantom )          เจ้าบุรุษปริศนาเข้าต่อสู้กับพระเอกของเราด้วยการใช้เวทย์เพลิงขั้นสูง Pyromancy ซึ่งมันก็ค่อนข้างมีฝีมืออยู่พอตัวจนสามารถต่อกรกับพระเอกของเราได้อย่างสูสี พวกเขาประลองฝีมืออยู่นานเเต่ก็ไม่มีผู้เเพ้ผู้ชนะสักทีจน Undead นิรนามเริ่มเหนื่อยหน่าย จึงได้ลดอาวุธลงพร้อมกับเปลี่ยนมาใช้วาจาเพื่อคุยตอบโต้กับอีกฝ่าย          เจ้าพ่อมดแนะนำตนเองว่ามันคือราชันทองคำ Jeremiah ส่วนสถานที่แห่งนี้ก็คือ Painted World of Ariamis คุกต่างโลกอันหนาวเหน็บซึ่งเหล่าเทพเจ้าแห่ง Anor Londo ใช้กักขังสิ่งต่าง ๆ ที่พวกมันหวาดกลัว (สถานที่ซุกขยะใต้พรมดี ๆ นี่เอง)   ( ภาพประกอบ : เวทมนต์ Chaos Storm ที่เจ้า Jeremiah ใช้เป็นเวทมนต์ขั้นสูงซึ่งมีเเต่คนตระกูลของเเม่มด Izalith เท่านั้นที่รู้  ) หลังได้ยินเช่นนั้นพระเอกของเราก็ถึงกับสงสัย เพราะเขาไม่ทราบมาก่อนว่าเหล่าเทพเจ้าที่ทรงพลังนักทรงพลังหนา จะกวาดกลัวสิ่งใดเป็นด้วยน่ะเหรอ?... เจ้า Jeremiah หัวเราะเสียงดังลั่นใส่ Undead นิรนามถึงความไม่ประสีประสา จากนั้นก็เริ่มสาธยายวีรกรรมของเทพเจ้าให้กับพระเอกของเราได้รับฟัง… Gwyn คือเทพชั่วร้ายผู้หลงมัวเมาในอำนาจ เขายอมทำทุกอย่างเพื่อรักษามันเอาไว้โดยไม่เกียงวิธี ไม่ว่าจะเป็นการประพฤติผิดต่ออดีตพระชายา Velka และคนในครอบครัวของตนเอง, การอนุญาตให้เจ้ามังกรไร้เกล็ด Seath กระทำการทดลองอันโหดร้ายต่างต่างนานาต่อเหล่ามวลมนุษย์,  การอุปโลกน์ศาสนา Way of White เพื่อหลอกใช้ประโยชน์จาก Undead ให้มากทีสุด, ฯลฯ          Undead นิรนามไม่ยอมเชื่อในคำพูดของเจ้าพ่อมดตัวเหลือง เพราะเขาเติบโตมากับการถูกสอนว่าเทพเจ้าคือสิ่งดีงาม Jeremiah จึงได้ถามพระเอกของเราว่ารู้จักกบฏทมิฬหรือไม่ ( Occult Rebellion ) ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องส่ายหัว ( ภาพประกอบ : รูปปั้นของเทพี Velka ใน Painted World of Ariamis )          Jeremiah เล่าว่าในครั้งอดีตเมื่อตอนที่ Curse of Undead เพิ่งปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก ทั้งโลกต่างก็แตกตื่นหวาดกลัวและหันหน้าไปพึ่งเหล่าเทพเจ้าแห่ง Anor Londo... ทว่าพวกโง่เขลานั่นหารู้ไม่ว่าเทพเจ้าเองก็กำลังระส่ำระสายไม่เเพ้กัน กบฏทมิฬซึ่งตอนนั้นได้รับการถ่ายทอดวิชาเพลิงสีดำ Hexes โดยเทพี Velka ต่างก็ลงมติเห็นว่านี่นิมิตหมายอันดีที่จะโค่นล้ม Gwyn พวกเขาจึงเรียกรวบกำลังพลที่เคยส่งไปแทรกซึมตามองค์กรต่าง ๆ เพื่อวางเเผนรอวันรอบสังหารที่เหมาะสม ( ภาพประกอบ : Vow of Silence เป็นหนึ่งในเวทมนต์สาย Hex ของ Velka โดยมันจะทำการผิดผนึกเวทมนต์เอาไว้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งรวมไปถึงพลัง Miracle ของเหล่าเทพเจ้าด้วยเช่นกัน )          ทว่าก็โชคร้ายแผนการดังได้เกิดรั่วไหลขึ้นเสียก่อน เหล่ามนุษย์ผู้ต้องสงสัยมากมายต่างถูกจับกุมเเละสังหารทิ้ง ณ ตรงนั้นโดยเหล่า Silver Knight อย่างโหดเหี้ยม จนเหตุการณ์บานปลายเกิดเป็นเหตุจลาจลครั้งใหญ่ไปช่วงเวลาหนึ่ง          ผลลัพธ์จบลงด้วยการที่เหล่ากบฏทมิฬรังเเตก! พวกบรรดาสายลับเเละผู้มีส่วนเกี้ยวข้องกับ Velka ต่างถูกจับมาสืบสวนเพื่อสาวไส้หาต้นต่อ ซึ่งปรากฏว่ามีทั้งบุคคลในตำแหน่งระดับสูง ไปจนถึงวีรบุรุษผู้มีชื่อเสียงเรียงนามที่เป็นนับหน้าถือตาในสังคม  Gwyn จึงมิอาจตัดสินลงโทษคนเหล่านี้เเบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ และมันอาจจะกลายเป็นน้ำผึ่งหยดเดียวอันก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองก็เป็นได้          Gwyn จึงออกอุบายหลอกให้คนเหล่านั้นเข้ามาอาศัยอยู่ใน Painted World of Ariamis โดยอ้างว่าเป็นสถานกักบริเวณชั่วคราวเพื่อรอวันที่ทุกคนจะได้เเก่ต่างให้ตนเองในชั้นศาล **ต้องชี้แจงก่อนว่ามิใช่ทุกคนที่นับถือเทพี Velka แล้วจะเป็นพวกกบฏทมิฬไปซะหมด หลายคนเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่บูชา Velka แต่ก็ถูกจับตัวมาด้วย** ( ภาพประกอบ : The bloodshield หรือโล่โลหิต โดยมันเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ระดับตำนานที่สามารถพบเห็นได้เฉพาะใน  Painted World of Ariamis เท่านั้น ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเคยมีบุคคลระดับตำนานอยู่ในนี้จริง ๆ )          เเต่ทว่าคนบ้าอำนาจอย่าง Gwyn มีหรือจะเชื่อใจได้ สาวกของ Velka ถูกหลอกให้เฝ้ารอวันพิพากษาที่ไม่มีวันมาถึง เฝ้ารออย่างลม ๆ แล้ง ๆ จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน พวกเขาจึงได้พากันละทิ้งความหวังในการออกไปสู่โลกภายนอก และหันมาสร้างอารยธรรมใหม่ของตนเองขึ้นบนดินแดนอันหนาวเหน็บแห่งนี้          เหล่าผู้ถูกทิ้งเริ่มสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ที่สำคัญขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ทางร่วมจิตใจอย่างโบสถ์บูชาเทพี Velka, โรงตีเหล็กที่เอาไว้ใช้ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ซึกกร่อนเสียหาย, โรงเหล้าสำหรับดื่มย้อมใจเพื่อให้ลืมเรื่องราวแย่ ๆ ในความทรงจำ... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขได้บังเกิดขึ้นอีกครั้งเหนือผืนหิมะที่หนาวเหน็บ ( ภาพประกอบ : Black Set คือชุดเครื่องเเบบของนักบวชที่นับถือ Velka ซึ่งหาพบได้เฉพาะใน Painted World of Ariamis เท่านั้น ) ( ภาพประกอบ : Dark Ember เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการสร้างอาวุธธาตุมืด...เเละก็เช่นเคยมันอยู่ใน Painted World of Ariamis เท่านั้น )          เเต่ทว่าโปรดอย่าลืม!ว่านี่คือเกม Dark Soul ฉะนั้นตอนจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งจึงไม่มีอยู่จริง... หากโลกภายนอกมีความมืดที่คอยกัดกินแสงสว่างอยู่แล้วละก็ ในโลกของ Painted World of Ariamis ก็มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความเน่าเปื่อยซึ่งมันก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!          เหล่าผู้คนเริ่มก็สังเกตถึงเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยหลุดลอกจากร่างกาย บางก็มีตุ่มน้ำหนองน่าเกลียดน่ากลัวผุดขึ้นมาตามผิวหนัง มันเป็นโรคร้ายที่สร้างความทรมานให้แก่ร่างต้นพาหะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย เเต่โชคร้าย Curse of Undead ทำความตายมิอาจจะปลดปล่อยพวกเขาได้ เศษเสี้ยวของ Dark Soul ที่ยังคงหลงเหลือในวิญญาณ ได้บังคับให้พวกเขาเกิดและตายวนเวียนไปมาไม่รู้จบ โดยต้องทนทุกข์เป็นสองเท่าจากการกลายเป็น Hollow(เสียสติ) และการเน่าเปื่อยในเวลาเดียวกัน          สังคมสงบสุขที่อุตสาห์บากบันสร้างมาด้วยความฝัน บัดนี้กลับล้มครืนไม่เป็นท่าราวกับปราสาททรายที่ไม่เคยมีอยู่จริง ( ภาพประกอบ : Engorged Hollow หรือ Hollow ที่เน่าเปื่อย พวกนี้จะระเบิดร่างปล่อยควันพิษออกมาเมื่อตายลง )          พวกมนุษย์ที่สิ้นหวังเริ่มอ้อนวอนต่อเทพี Velka ทุกวี่ทุกวันขอนางให้ช่วยนำพาความทุกข์ทรมานออกไปจากร่างกายนี้เสียที แต่ด้วย Painted World of Ariamis คือโลกต่างมิติดังนั้นจึงมีเพียงเเค่เหล่าสาวกที่ศรัทธาพระนางอย่างบริสุทธ์ใจเท่านั้น จึงได้รับพรให้กลายพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ซึ่งเรียกว่า Crow Demon หรือปีศาจอีกา ครึ่งคนครึ่งที่สามารถโบยบินเพื่อหนีจากคำสาปเน่าเปื่อยบนพื้นดินได้ ( ภาพประกอบ : Concept Art ของพวก Crow Demon )          ปาฏิหาริย์พลังแห่ง Velka เป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนเชื่อว่าจะช่วยพวกเขาได้ ทว่ามันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คนไปเสียหมด พวกคนที่สวดอ้อนวอนแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ด้วยเพราะกลัวความตาย ร่างกายของคนพวกเขาก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กับความเน่าเปื่อยในเวลาเดียวกัน ทำให้กลายร่างเป็นก้อนเนื้อพิลึกพิลั่นที่ตามจำนวนพลังศรัทธา ( ภาพประกอบ : เหล่าสาวกของ Velka ที่ร่างกายกำลังเน่าเปื่อยจนกลายเป็นก้อนเนื้อ เเต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังคงปกป้องเเละภาวนาต่อนาง )         เมื่อสนทนามาจนถึงจุดนี้พระเอกของเราก็เริ่มสงสัยในตัวเจ้า Jeremiah ว่ามันอยู่ในช่วงเวลาไหนของเรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมด ซึ่งเจ้า Jeremiah ก็อ้างเเบบข้าง ๆ คู ๆว่าตัวเองเป็นคนจิตแข็งจึงมีภูมิต้านทานต่อคำสาป(โกหก) และมักจะใช้เวลาว่างในการสังหารพวก Hollow เพื่อสร้างสรรค์ป้ายบอกทางก่อนหน้านี้          Undead นิรนามเเกล้งพยักหน้ารับเหมือนกับว่าเชื่อลมปากดังกล่าว ทว่าความจริงเขาก็ทราบดีว่าใครก็ตามที่ใช้เวทมนตร์ Pyromancy จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับพวกจอมเวทย์เพลิงใน Great Swamp หรือไม่ก็อสูรแห่ง Izalith ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉะนั้นเขาจึงยังคงระวังตัวต่อไป... ( ภาพประกอบ : คนที่ทำเรื่องเเบบนี้ซ้ำเเล้วซ้ำเล่าได้ลงคอ คงจะต้องเป็นคนมีสันดานดิบเป็นเเน่เเท้ )          หลังได้แลกเปลี่ยนวาทะกันพอสมควร Undead นิรนามก็ถามถึงวิธีในการออกไปสู่โลกภายนอก เพราะว่าตนเองยังมีภารกิจที่ยังต้องไปสานต่อ เจ้า Jeremiah จึงบอกว่าวิธีจะออกไปน่ะมันไม่รู้หรอกเพราะตนเองก็ติดอยู่ที่นี้มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียวเพราะยังมีหอคอยแห่งหนึ่งซึ่งมันยังไม่เคยเข้าไปสำรวจ โดยทางเข้าจะถูกเเบ่งออกเป็นสองทางด้วยกัน คือทางด้านบนเเละทางด้านล่าง ( ภาพประกอบ : เส้นทางที่จะนำไปสู่หอคอยโดดเดี่ยว )          ทางด้านบน ได้ถูกปกปักรักษาไว้โดยมังกรยักษ์ตนหนึ่งที่ร่างกายกำลังเน่าเปื่อยยักษ์ ส่วนทางด้านล่างก็หินไม่แพ้กันเพราะต้องลงไปยังห้องใต้ดินซึ่งเต็มไปด้วยพวกผีดิบกรงล้อ Wheel Skeleton (แบบเดียวกับใน Catacomb) เพื่อกดสวิตช์เปิดประตูลับ          เจ้า Jeremiah หลงคิดว่าพระเอกของเรานั้นจะเป็นพวกสิ้นหวังเหมือนกับคนอื่น ๆ ทว่าหารู้ไม่ว่าพระเอกของเราเคยทำอะไรมาบ้าง(สังหารมังกรตัวเป็น ๆ ก็เคยทำมาแล้วฉะนั้นเรื่องแค่นี้ถือว่าง่ายมาก) Undead นิรนามได้พาเจ้า Jeremiah บุกไปสังหารมังกรเน่าเปื่อยจนสำเร็จ แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอเขายังได้สำแดงฝีมือด้วยการลงไปเปิดสวิตช์ประตูในชั้นใต้ดิน เเล้วกลับออกมาโดยไร้ซึ่งรอยขีดขวน ซึ่งวีรกรรมพวกนี้ก็ค่อย ๆ สร้างความเคารพนับถือภายในใจของมันทีละเล็กทีละน้อย ( ภาพประกอบ : ประตูลับที่จะเปิดก็ต่อเมื่อลงไปเสี่ยงยังใต้ดินอันสุดเเสนอันตราย ) ( ภาพประกอบ : มังกรผู้พิทักษ์ที่ร่างกายเน่าเปื่อยเเต่ก็ไม่สามารถตายได้สักที ) ( ภาพประกอบ : ลำตัวท่อนล่างที่ขาดลงชองมังกรเน่าเปื่อย )          เผลอเเป๊บเดียวจ้า Jeremiah ก็มายืนอยู่ต่อหน้าประตูหอคอยซึ่งมันไม่เคยมาถึง ทว่าส่วนหนึ่งในใจกลับรู้สึกระอายที่ปราศจากความกล้าในแบบ Undead นิรนามมี อันตัวมันที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงกษัตริย์ย่อมรู้สึกอับอายขายขี้หน้าอยู่ไม่น้อย          ผู้กล้าทั้งสองเดินเข้าไปในหอคอยโดดเดี่ยวและได้พบสาวน้อย(ร่างใหญ่)ปริศนาคนหนึ่ง นามว่า Priscilla เธอมีหน้าซะสวยประดุจเทพีนางฟ้า ทว่าร่างกายกลับมีขนสีขาวขึ้นตามตัวเหมือนกับสัตว์...ซึ่งดูร่วม ๆ ก็งดงามสะดุดตาดี... *เรื่องต้นกำเนิดของ Priscilla มันค่อนข้างจะยืดยาวและเป็นผลสืบเนื่องมาจากหลายเหตุการณ์ ตัวผมได้เคยอธิบายไว้แล้วในบทแรก ๆ แต่ถ้าหากจะให้สรุปง่าย ๆ นางก็คือลูกผสมข้ามสายพันธุ์ของเทพเจ้า Gwynevere และมังกรวิปลาส Seath * ( ภาพประกอบ : Priscilla สาวน้อยผู้ไร้เดียงเเละโดดเดี่ยวที่สุดในเกม Dark Souls )           Priscilla กล่าวทักทายผู้กล้าทั้งสองอย่างเป็นมิตร แต่ในมือของนางกลับง้างเคียวเล่มยักษ์ขึ้นเตรียมพร้อมจะฟาดฟันได้ทุกเมื่อ ( เพราะตอนเด็ก ๆ นางเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง ) Priscilla กล่าวว่าถ้าหากพวกเขาทั้งสองต้องการจะออกไปจากโลกอันหนาวเหน็บแห่งนี้ ก็เชิญกระโดดลงไปในเหวลึกที่อยู่ตรงหน้าได้เลย นางจะไม่ขัดขวางหรือทำอะไรทั้งสิ้น ( ภาพประกอบ : หน้าผาที่ Priscilla บอกให้กระโดดขึ้นไปเลย )          ในตอนแรก Undead นิรนามไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ Priscilla พูดเลยสักคำ เพราะนางเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้จู่ ๆ จะมาบอกให้เขากระโดดลงหน้าผาได้ยังไง? คง0tมีแต่พวกบ้าจี้ไม่ก็มือใหม่เท่านั้นแหละหลงกล... ซึ่งแตกต่างกับทางฝั่งของเจ้า Jeremiah มันคิดว่านางเป็นเพียงแค่เด็กสาว(ตัวใหญ่)ผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่ง คนแบบนี้ไม่มีทางโกหกใครได้หรอก          หลังได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ และหยิบยกเอาประเด็นข้อกังขาเรื่องเวทมนตร์ Pyromancy ออกมาซักถามเจ้าพ่อมดเหลือง เพราะ Pyromancy เป็นศาสตร์ที่ต้องหาเรียนจากผู้เท่านั้นซึ่งอาศัยอยู่ Great Swarm แถมเพลิงที่มันใช้ยังมีความคล้ายคลึงกับเหล่าอสูรนรกแห่ง Izalith อีกต่างหาก! Undead นิรนามจะไม่ยอมร่วมทางกับคนที่เขาไม่รู้ตัวตนที่เเท้จริงอีกเด็ดขาด... เพราะเขาอาจจะโดนหักหลังได้ทุกเมื่อ ( ภาพประกอบ : ในเเผนที่ Lost Izalith ได้มีศัตรูตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Daughter of Chaos ซึ่งใช้เวทมนต์เเบบเดียวกับ Jeremiah )          เมื่อหลักฐานเห็นตำตาเจ้า Jeremiah ก็ยอมจำนนในที่สุด มันรับสารภาพว่าตนเองเคยเป็นถึงอดีตพระสวามีของแม่มดแห่ง Izalith ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเพราะนางหมกมุ่นอยู่กับพลังของเพลิง Chaos จึงกลายเป็นบ้าในที่สุด ตัวเขากับลูก ๆ และประชาชนอีกบางส่วนได้หลบลี้หนีภัยออกมาจากนคร Izalith          อันตัวเขามิอาจยอมรับชีวิตที่ลำบากยากเข็ญได้ จึงไปขอพึ่งใบบุญของเทพเจ้าแห่ง Anor Londo ทว่าก็ถูกจับโยนเข้ามาในมิตินรกเยือกแข็งแห่งนี้แทน แต่กระนั้นในส่วนเรื่องที่มันอ้างว่าตนเองมีภูมิคุมกันต่อพลังเน่าเปื่อยนั้นเป็นจริงทุกถ้อยคำ          Jeremiah เตรียมใจเฝ้ารอให้ร่างกายของตนเองเน่าเปื่อยมานานแล้ว ทว่ามันกลับไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเสียที ซึ่งถ้าหากจะให้สันนิษฐานดูเหมือนว่าพลังเน่าเปื่อยใน Painted World of Ariamis อาจจะพ่ายแพ้ต่อความร้อนจากเพลิงเวทมนตร์ Pyromancy ของมัน (เหมือนกับ Curse of Undead ที่แพ้ต่อแสงของ The First Flame) ( ภาพประกอบ : Painted World of Ariamis ก็เหมือนกับโลกภายนอก มันสามารถถูกชุบชีวิตได้ด้วยไฟ... จะต่างกันก็เเค่ไม่คนคอยสืบทอดอำนาจเเบบ Gwyn ดังนั้นโลกใบนี้จึงถูกตั้งชื่อใหม่ทุก ๆ ครั้งที่มันเกิด )           เมื่อกล่าวความจริงออกมาหมดสิ้นเจ้า Jeremiah ก็เริ่มเอ่ยถามพระเอกของเราถึงโลกภายนอก ว่าเหล่าประชาชนแห่ง Izalith นั้นมีความเป็นอยู่เช่นไร? เเล้วพระชายาของเขา(แม่มดแห่ง Izalith)นางควบคุมเพลิง Chaos ได้ดั่งใจรึยัง?           พระเอกของเราลังเลนิดหน่อยที่จะตอบคำถาม(ก็เเน่ละ...พี่เเกเล่นฆ่าลูกสาวเจ้า Jeremiah ไปถึงสองคน) ทว่าสุดท้ายก็ยอมเล่าความจริงจนได้ ประชากรแห่งนคร Izalith ตอนนี้ได้กลายร่างเป็นอสูรน่าเกลียดน่ากลัวกันไปหมดแล้ว แถมลูกสาวสองคนของเเม่มดเเห่ง Izalith ยังเป็นปีศาจร้ายจับผู้คนไปทรมานเพื่อวางไข่ขยายพันธุ์อสูร ส่วนโลกภายนอกน่ะเหรอ? มันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากที่นี่นักหรอก Hollow เดินเตร่ ๆ เต็มท้องถนน, ซากศพมากมายที่กองทับกันเป็นภูเขา, มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวและฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิง Humanity… พูดง่าย ๆ ว่ากองหิมะคือสิ่งเดียวที่เเตกต่างจากตลกภายนอก ( ภาพประกอบ : Concept Art ของ Painted World of Ariamis / เดิมทีสถานนี้เคยถูกผู้พัฒนากำหนดให้เป็นสถานที่เริ่มต้นเกม เเต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนไปใช้ Northern Undead Asylum เเทน )           ความจริงเป็นสิ่งที่มิอาจจะวิ่งนี้ได้ Jeremiah เข้าใจถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ตัวเขาที่เคยสูญเสียบ้านเกิดเมืองนอนมาแล้วครั้งหนึ่ง(นคร Izalith) มาบัดนี้กลับต้องเห็นภาพเดิมเกิดขึ้นซ้ำกับ Painted World of Ariamis... พอแล้ว พอกันที บุรุษผู้นี้มิอาจจะยอมรับความปวดร้าวได้อีกต่อไป ความหวังเป็นเพียงเเค่ภาพหลวงตาบนอากาศเมื่อถูกลมพัดก็อันตรธานหายไปในบัดดล          Jeremiah เริ่มสำผัสได้ว่าสติของตนเองกำลังเลือนลางเเละตระหนักได้ว่านี่เป็นสัญญาณแรกสู่ภาวะ Hollow เจ้าพ่อมดเหลืองจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะยอมจบชีวิตตนเสียที่นี่ ดีกว่าจะกลายเป็น Hollow และต้องมีสภาพเฉกเช่นเดียวกับเหยื่อหลายคนที่มันฆ่า เพลิง Chaos ซึ่งร้อนดั่งไฟนรกถูกร่ายขึ้นมาล้อมรอบร่างกายของเจ้า Jeremiah เพื่อเผาเศษดวงวิญญาณชิ้นสุดท้ายในกายให้มอดไหม้ แต่ทว่าก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะดับลง Jeremiah ก็ได้หันกล่าวเตือนพระเอกของเราเอาไว้เรื่องหนึ่ง “เหล่าเทพเจ้านั้นปลิ้นปล้อน จงอย่าเชื่อใจพวกมัน” ( ภาพประกอบ : ศพของราชันทองคำ Jeremiah )          คำพูดสุดท้ายของคนตายมันมักจะออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเสมอ...  Undead นิรนามเริ่มเอะใจกับคำพูดดังกล่าวเเละค่อย ๆ ตั้งคำถามถึงบางสิ่งที่เขาเคยมองข้าม หากการต่ออายุของ The First Flame เป็นหน้าที่อันทรงเกียรติจริง ๆ ละก็ เหตุไฉนจึงใช้ให้มนุษย์ตัวจ้อยไปกระทำมันด้วยเล่า? ทำไมเทพเจ้าถึงไม่ทำมันซะเองละ Gwyn ก็เเสดงให้ดูเเล้วนี่ว่าทำได้? และถ้าหากว่ามาคิดดูดี ๆ ขนาดเทพเจ้า Gwyn ได้เผาตนเองตายไปแล้วหนึ่งครั้งแต่ไฟก็ยังคงดับอยู่ดี นี่ก็หมายความว่าวิธีนี่มันไม่ยั่งยืนน่ะสิ? หรือมันยังคงมีหนทางอื่นในการเอาชนะ Curse of Undead...หนทางที่มนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกับมืดได้อย่างสงบสุข ( ภาพประกอบ : ในอนาคตอันแสนไกลจะมีคนจำนวนหนึ่งที่เฟ้นหาการหลุดพ้นจากวงจรเเห่ง The First Flame พวกเขาจะเรียกตัวเองว่า Church of London )          Undead นิรนามนั่งขบคิดถึงคำถามมากมายที่อยู่ในหัวโดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่า Priscilla กำลังย่องเข้ามาจากข้างหลัง ซึ่งถ้าหากว่านางตัดสินใจฟาดเคียวลงใส่เขาลงตอนนี้ Undead นิรนามก็คงไม่รอดชีวิต เผลอ ๆ อาจจะถูกนางดูดกินวิญญาณเสียด้วยซ้ำ… แต่ทว่ารางสังหรของเจ้า Jeremiah นั้นแม่นยำ สาวน้อยในร่างใหญ่ทำเพียงแค่เขย่าหลังของ Undead นิรนามเบา ๆ ด้วยสงสัยตามประสาเด็ก ดวงตาอันใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอได้เตือนสติเขาถึง Bonfire อันโชติช่วงของ Anastacia          พระเอกของเราจึงได้หันไปถาม Priscilla อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าการกระโดดหน้าผาคือออกไปจาก Painted World of Ariamis จริง ๆ โดยนางก็ผงกหัวและส่งยิ้มตอบกลับมา(ประมาณว่ายืนยันคำพูด) เมื่อไม่มีอะไรจะเสียอีก Undead นิรนามก็กลั้นใจทำตามที่นางบอก เขากระโดดโถมร่างกายลงสู่ความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด ภาพทุกอย่างค่อย ๆ ถูกลบเลือนหายไปในความมืดอย่างช้า ๆ ( ภาพประกอบ : ภาพ Cutscene ในตอนที่ออกมาจาก Painted World of Ariamis  )   สหายผู้ทรยศ          Undead นิรนามข้ามมิติกลับมายังวิหารหลังใหญ่ใน Anor Londo วิหารซึ่งเดิมทีเขากับเจ้า Tarkus เคยล่วงตกลงมาพร้อมกันแต่ก็มีเพียงเขาที่รอดชีวิตมาได้ เกร็ดหิมะที่กำลังละลายบนชุดเกราะของเขาคือสิ่งที่คอยย้ำเตือนว่า Painted World of Ariamis นั้นไม่ใช่ความฝัน ไม่รู้ทำไมพระเอกของเรารู้สึกว่าเเสงสว่างอันอบอุ่นในเมืองหลวง Anor Londo มันไม่เหมือนเดิมอีกเเล้ว… สิ่งที่ได้รับรู้มามันได้สั่นคลอนความเชื่อในทุก ๆ ที่เขาเดินไปข้างหน้า  ( ภาพประกอบ : ศพของเจ้า Tarkus ที่ตกลงมาตาย ) Undead นิรนามมองดูเหล่า Silver Knight ที่ตั้งเเถวประจันหน้าเตรียมยิงมหาคันธนู(Great Bow) เข้ามาใส่ ชุดเกราะอันส่องสว่างดุจดวงดาวใต้พระอาทิตย์ของพวกมัน ไม่ได้มอบความรู้สึกภาคภูมิเเละเกียรติยศเเก่หัวใจของ Undead นิรนามอีกต่อไป เขาเริ่มค่อย ๆ คิดว่าเจ้าพวกนี้เป็นเพียงเเค่คนโง่เคราที่เต็มใจยอมทำตามคำสั่งราวกับเป็นหุ่นเชิดไร้วิญญาณ ( ภาพประกอบ : Silver Knight ภายใน Anor Londo ถือเป็นศัตรูที่น่ารำคาญมากที่สุดตัวหนึ่ง ด้วยเพราะว่ามันมักจะอยู่ในที่ ๆ เราสามารถพลาดพลังได้ง่าย )          ส่วนพวกยักษ์ Sentinel ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่หลอกด้วยคำสัญญากลวง ๆ พวกมันเชื่อมั่นว่าเทพเจ้าเป็นคนดีอย่างบริสุทธิ์ใจ ถึงขนาดสามารถร่ายเวทมนต์ Miracle ขั้นสูงอย่าง Wrath of the Gods และ Healing อันเป็นเวทมนตร์ที่ต้องใช้แรงศรัทธาได้ (Faith) เผลอ ๆ พวกมันอาจจะมีเเรงศรัทธามากกว่าเหล่า Silver Knight หรือนักบวชของ Way of White บางคนเสียอีก! ( ภาพประกอบ : Royal Sentinel ที่กำลังร่ายเวทมนตร์ Miracle )          นอกเหนือจากพวกที่กล่าวมาค้างต้นแล้ว ยังมียักษ์อีกตนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นช่างโลหะ(คนสุดท้าย)แห่งเมืองหลวง Anor Londo ทว่านามของเขาน่ะได้สูญหายไปเนิ่นนานแล้ว... อันที่จริงมันก็ไม่สำคัญเลยด้วยซ้ำเพราะเมื่อเผ่าพันธุ์ยักษาได้ปฏิญาณตนให้แก่ใคร มันก็เท่ากับขายวิญญาณให้กับคน ๆ นั้นไปตลอดชีวิตจนกว่าจะตาย          เจ้ายักษาตนนี้มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยสงครามมังกร โดยทำหน้าที่เป็นลูกมือให้กับเทพเจ้าเเห่งงานช่างโลหะ ทว่าปัจจุบันมันได้รับหน้าเป็นคนสร้างอาวุธเวทมนต์ตามคำสั่งของมังกรไร้เกล็ด Seath ( ภาพประกอบ : เจ้าช่างตีเหล็กยักษ์ตนนี้เคยเป็นเพื่อนสนิทของ Hawkeye Gough ผู้เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดขุนพลของ Gwyn ) ( ภาพประกอบ : หน้าที่แท้จริงของเจ้าช่างตีเหล็กยักษ์ )           Undead นิรนามต่อสู้บุกป่าฝ่าดง Silver Knight เข้ามาจนถึงส่วนเรือนรับรองของหวังหลวง ซึ่งมีไว้ใช้ต้อนรับแขกอาคันตุกะของเหล่าเทพเจ้า สถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยห้องประเภทต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างเช่นสวดภาวนาต่อเหล่าเทพเจ้า, ห้องจัดแสดงหัวมังกรที่ Gwyn และโอรสคนแรกเคยออกล่าเป็นงานอดิเรก, คลังเก็บสมบัติของมีค่าต่าง ๆ , ตลอดจนถึงห้องลับของพวกกบฏทมิฬซึ่งเอาไว้ใช้เก็บอาวุธลับที่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ ( ภาพประกอบ : ห้องภาวนาที่ถูกปกป้องด้วย Titannite Demon ) ( ภาพประกอบ : ห้องประดับหัวมังกรที่ส่วนมากเป็นพวก Drake ) ( ภาพประกอบ : ห้องลับของเหล่ากบฏทมิฬที่เต็มไปด้วยปีศาจ Mimic )          แต่ทว่าในบรรดาห้องที่กล่าวมาข้างต้น กลับมีอยู่บางห้องที่ดูจะเป็นประเด็นให้ถกเถียงอยู่มากพอสมควร นั่นก็คือห้องนอนขนาดใหญ่ปริศนาสองห้องซึ่งดันมีทางเข้าออกลับเชื่อมต่อไปมาหาสู่กัน... ในเว็บบอร์ดต่างประเทศได้มีการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับเจ้าสองห้องนี้ไว้มากมาย แต่ผมจะขอหยิบยกมาให้ชมแค่สามสมมุติฐานแล้วกัน ( ภาพประกอบ : ห้องนอนเจ้าปัญหา )          แนวคิดที่หนึ่งมันคือห้องนอนของสองพี่น้อง Gwynerve และ Gwyndolin เพราะว่าทั้งสองต่างก็เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมากอยู่แล้ว จึงไม่แปลกนักหากจะแอบมานั่งคุยจิบชาปรับทุกข์กันตามประสาผู้หญิง (Gwyndolin เป็นผู้ชายใจหญิง)          ส่วนข้อสองมันคือห้องของ Gwynerve และห้องของแขกอาคันตุกะ โดยเส้นทางลับอาจจะเป็นเส้นทางที่พระนางเอาไว้ใช้หาเสพหาเลยกับเหล่าแขกคนสำคัญอย่างลับ ๆ ก็เป็นได้ (Gwynerve เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเจริญพันธุ์ )          ส่วนข้อสามซึ่งตัวผมคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด มันคือห้องธรรมดา... เนื่องจากในห้องทั้งสองเต็มไปด้วยรูปภาพแขวนผนังที่เป็น Concept Art ของเกม มันจึงไม่แปลกนักที่ผู้พัฒนาอาจจะขี้เกียจ และหยิบเอารูปภาพต่าง ๆ มาใช้เป็นของตกแต่งห้องเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น! ( ภาพประกอบ : รูปภาพภายในห้องนอน )          หลังบุกเข้ามาภายในเรือนรับรอง Undead นินามก็ได้พบกับอัศวินผู้ซื่อสัตย์แห่งดวงตะวัน Solaire เพื่อนเก่าเพื่อนเเก่ที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันกันมา หลังพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันพอสมควร พระเอกของเราได้ปรับทุกข์ถึงเรื่องของเจ้าคนทรยศ Lautrec ผู้บังอาจสังหาร Fire Keeper เพียงคนเดียวใน Firelink Shrine อีกทั้งยังช่วงชิงดวงวิญญาณของนางไว้กับตนไม่ยอมให้ได้กลับมาเกิดใหม่          Solaire แถบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ Undead นิรนามเอ่ยปาก เพราะก่อนหน้านี้มันเพิ่งจะพูดคุยกับเจ้า Lautrec ไปหยก ๆ ซึ่งดูท่าทางเเล้วก็ไม่มีพิรุธอะไรเลย... นอกเสียจากมันได้พบกับสหายร่วมทางกลุ่มก็ใหม่ก็เท่านั้นเอง ฉะนั้นดูเหมือนว่าวิธีเดียวที่จะหาคำตอบได้ก็คือต้องติดตาม Undead นิรนามไปเผชิญหน้ากับเจ้า Lautrec ตรง ๆ และถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ( ภาพประกอบ : อัศวิน Solaire ที่กำลังนั่งพักผ่อนในอาคารรับรองของ Anor Londo )           คู่หูผู้กล้าได้เร่งฝีเท้าติดตามเจ้า Lautrec อย่างสุดกำลัง แต่ทว่าเส้นทางภายในเรือนรับรองกลับวกวนไปมาจนน่าปวดหัว แถมยังมีกองกำลัง Silver Knight และปีศาจ Mimic อยู่ยั้วเยี้ยตามรายทางเต็มไปหมด จึงทำให้การเดินทางค่อนข้างที่จะประจบปัญหาและล้าช้ามากพอสมควร มิหนำซ้ำพวกเขายังต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่ง ๆ ของเจ้า Siegmeyer ที่ดันทะเล่อทะล่าถูกพวก Silver Knight จับตัวเอาไว้ ร้อนถึงคนดีอย่าง Undead ต้องลำบากไปช่วยมันออกมา          เจ้า Siegmeyer กล่าวชมและขอบคุณนักรบทั้งสองที่ได้ช่วยเหลือตัวมันเอาไว้ แต่ว่าเขาคงจะไม่สามารถเดินทางลึกเข้าไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะการที่ถูกช่วยเหลือจากคนอื่นก็เท่ากับว่าตนเองไม่มีคุณสมบัติมากพอสำหรับที่นี่ ฉะนั้นตัวเขาจะเดินทางกลับไปยัง Firelink Shrine เพื่อวางแผนการผจญภัยครั้งใหม่ต่อไป ( ภาพประกอบ : แม้จะเป็นคนอัธยาศัยดี แต่ลึก ๆ Siegmeyer ก็ละอายเป็นอย่างมากที่จะรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น... )          หลังจบเรื่องวุ่น ๆ Undead นิรนามกับอัศวิน Solaire ก็บุกฝ่าเข้ามาถึงบริเวณโถงทางเดินของวังหลวงจนได้ พระเอกของเราสามารถรู้สึกได้เลยว่า Black Eye Orb ที่นำติดตัวมาด้วยนั้น กำลังสงเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดอันเป็นสัญญาณว่าเจ้า Lautrec กำลังอยู่ไม่ไกลนัก... ทั้งคู่รีบสาววิ่งลงมาตามบันไดจนได้พบกับเจ้า Lautrec และบรรดาเพื่อน ๆ ใหม่ของมันในที่สุด          Undead นิรนามเริ่มกล่าวถามเพื่อนเก่าถึงเหตุผลในการปลิดชีพ Anastacia แต่ทว่ามีหรือที่ฆาตกรต่อเนื่องจะสำหนึกได้ มันได้ก่นด่าสาปแช่งและใส่ความพระเอกของเราว่าเป็นโจรห้าร้อย แถมยังยุยงบอกให้เพื่อนใหม่ของมันคิดว่า Undead นิรนามเป็นตัวอันตรายที่ต้องกำจัด          ทางด้านอัศวิน Solaire ก็ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตกเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนทั้งสองที่เคยร่วมรบกันมา บัดนี้กลับแตกคอถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน... เเต่ทว่าครันจะให้ยืนดู Undead นิรนามถูกรุมประชาทันมันก็กระไรอยู่ เขาจึงเลือกที่จะช่วยฝั่งเสียเปรียบเข้าต่อสู้ ( ภาพประกอบ : Lautrec และก๊วนใหม่ของมัน ซึ่งหนึ่งคนเป็นนักเวทย์ฝึกหัดเเละอีกคนเป็นนักรบผู้อ่อนต่อโลก )          แม้นที่ผ่านมา Undead นิรนามจะเคยปราบสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นทั้งยักษ์, มังกร, หรือปีศาจ แต่ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายเป็นเป็นอดีตมิตรสหายร่วมรบและเป็นจอมเจ้าเล่ห์เพทุบาย ทำให้ Undead นิรนามเกิดความลังเลบางอย่างภายในจิตใจ เขาได้พยายามเกลี้ยกล่อม Lautrec อยู่หลายหนเเต่มันก็ไม่ยอมเชื่อฟังสักที จนกระทั่ง Solaire สามารถปราบเหล่าปลาซิวปลาสร้อยได้สำเร็จ จึงทำให้เจ้า Lautrec ยอมยกธงขาวรับความพ่ายเเพ้ในที่สุด เเละเเสดงความจริงใจด้วยการคุกเข้าก้มหัวขอขมาพระเอกของเรา...          ทว่าคนสับปลับก็คือคนสับปลับอยู่วันยังค่ำ มันอาศัยที่พระเอกเรากำลังเดินเข้ามาใกล้ คว้าดาบเคียวคู่กายเหวี่ยงเข้าใส่ Undead นิรนามหมายจะตัดศีรษะเขาให้ขาดสะบั้นภายในดาบเดียว ( ภาพประกอบ : อาวุธที่เจ้า Lautrec ใช้มีชื่อว่า Shotel โดยมันมีท่าโจมตีที่สามารถทะลุโล่ได้ )          เจ้า Lautrec ยิ้มเริงร่าเมื่อเห็นโลหิตสีแดงพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ ดาบเคียวในมือของมันได้ทำหน้าที่ตัดสิ่งสำคัญลงได้สำเร็จ! ทว่าสิ่งนั้นมิใช้ต้นคอของ Undead นิรนามหากแต่เป็นฟางเส้นสุดท้ายแห่งมิตรภาพ... Undead นิรนามสามารถปัดป้องการโจมตีจากอดีตสหายผู้ทรยศได้ทันเวลา และตอบแทนคำให้อภัยด้วยการปักคมดาบลงสู่กลางอกของเจ้า Lautrec ทำให้เลือดสาดกระเซ็นขึ้นไปบนอากาศ          พระเอกของเราทราบดีว่าเมื่อมนุษย์กลายเป็น Undead พวกเขาจะได้รับความสามารถตายแล้วเกิดใหม่ ซึ่งมองในแง่ดีนี่ก็คือการให้โอกาสคนเราได้เรียนรู้และปรับตัว ทว่าในทางกลับกันมันก็ทำให้คนชั่วบางส่วนเลิกคิดกลัวตาย พวกเขาจะไม่ยอมแก้ไขทัศนคติหรือพฤติกรรมแย่ ๆ ของตนเอง รังแต่จะดำดิ่งลงลึกสู่ความชั่วไปเรื่อย ๆ เฉกเช่นเจ้า Lautrec ( ภาพประกอบ : คุณมิยาซากิผู้สร้างเกม Dark Souls ได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงตัวละคร Lautrec ว่าเขาต้องการให้ผู้เล่นเชื่อใจตัวละครนี้มาก ๆ เพื่อที่จะได้สร้างปมขัดเเย้งให้กับผู้เล่น เเต่ด้วยกำหนดเวลาของการสร้างเกม เขาจึงไม่สามารถถ่ายทอดทุกอย่างลงไปในตัวละครนี้ได้หมด )          ฆาตกรต่อเนื่อง, สหายร่วมรบ, คนทรยศ, หรือ Lautrec พระเอกของเราไม่รู้ว่าจะเรียกขานชายผู้นี้ว่าอะไรดี เขาได้แต่มองมันนอนล้มลงจมกองเลือด ทว่านัยน์ตากลับยังเริงร่าอย่างมีความสุขราวกับเป็นคนเสียสติ มันได้ใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายกล่าวสาปแช่ง Undead นิรนาม และรำพึงรำพันว่าสักวันหนึ่งมันจะกลับมาเกิดใหม่ แล้วก็จะออกตามหาหญิงงามเพื่อฆ่าไปเรื่อย ๆ มันชอบเสียงกรีดร้อง ชอบจริงน้ำตา โดยเฉพาะกับกับสตรีที่เต็มไปด้วยแรงศรัทธา ยิ่งเห็นเท่าไรก็ยิ่งกระสันอยากจะสังหารจนควบคุมตัวเองไม่ได้          เมื่อได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามก็รู้สึกทั้งโกรธและเวทนาในเดียวกัน ทว่ายังไงเขาก็ต้องเอาวิญญาณของ Fire Keeper กลับมา พระเอกของเราปักดาบลงไปบนท้องของเจ้าคนทรยศเเล้วก็ใช้มือแหวกพุงผ่ากลางหน้าท้อง ล้วงมือเข้าไปเอาดวงวิญญาณของ Anastacia กลับออกมาทั้ง ๆ ที่เจ้า Lautrec ยังคงหัวเราะด้วยความดีใจราวกับเป็นผู้ชนะ... ก่อนที่เสียงนั่นจะค่อย ๆ เบาลง เบาลง จนไม่เหลือสิ่งใดเลยนอกจากเสียงหยดน้ำตา ( ภาพประกอบ : ผู้เล่นสามารถดูดกลืน Fire Keeper Soul ของ Anastacia ได้ เเต่ทว่า Bonfire ใน Firelink Shrine ก็จะดับไปตลอดการเล่นในรอบนั้น )     ผู้ปกป้องคนสุดท้ายแห่ง Anor Londo          ทั้ง Undead นิรนามและอัศวิน Solaire ต่างก็รู้สึกทุกข์ใจเเสนสาหัสที่ต้องสังหารอดีตสหายร่วมรบ แต่ทว่าเบื้องหน้ายังคงมีภารกิจสำคัญที่กำลังรอพวกเขาอยู่ นั่นก็คือการทดสอบประลองยุทธ์กับสองยอดฝีมือแห่งเมืองหลวง Anor Londo(เพราะทั้งเมืองเหลืออยู่แค่สองคน) ได้แก่อัศวินราชสีห์ Orenstein และมือเพชฌฆาต Smough ( ภาพประกอบ : Ornstein กับ Smough เคยกลายเป็นมุขตลกเสียดสีของต่างประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง โดยจะถูกเรียกว่าคู่หู Slam Jam หรือคู่หูนักบาส )          ภายใต้สังเวียนเลือดเหล่านักรบต่างก็รู้ดีว่าคำพูดเวิ่นเว้อนั้นช่างไร้ความหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคนใครต่างหากที่ชนะ... ไม่มีการเเนะนำตัวไม่การสรรเสริญเยินยอ เหล่านักรบต่างเหวี่ยงดาบเข้าห้ำหั่นกันจนกว่าอีกฝ่ายจะลุกไม่ขึ้นเป็นพอ!          การประลองเริ่มต้นด้วยฝ่าย Undead นิรนามกับเจ้า Solaire ใช้วิธีลองเชิงรบด้วยการหลบลี้หนีไปมารอบ ๆ วิหาร เพื่ออ่านกระบวนท่าการเคลื่อนไหวของศัตรูให้แตกฉาน... และหลังจากสังเวยชีวิตไปหลายหน พระเอกของเราก็สามารถสรุปได้ว่า Orenstein มีฝีเท้าและเพลงดาบที่เฉียบคมอย่างมาก โดยถ้าหากเผลอเปิดช่องโหว่เพียงแค่แวบเดียวตัวเขาก็อาจจะกลายเป็นลูกชิ้นเสียบไม้ได้ง่าย ๆ คนต่อมาก็คือทางด้าน Smough ที่แม้จะขยับได้เชื่องช้าแต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาล ทำให้ค้อนยักษ์ของมันอันตรายเสียจนสามารถสังหารมนุษย์ได้ภายในการเหวี่ยงค้อนแค่ครั้งเดียว ( ภาพประกอบ : Ornstein ที่เราเจอใน Anor Londo เป็นเพียงเเค่ร่างปลอมที่เกิดจากเวทมนตร์ของ Gwyndolin ส่วนตัวจริงได้ละทิ้งหน้าที่เเละออกเดินทางเพื่อตามหา Nameless King )           หากดูเผิน ๆ ฝ่าย Orenstein กับ Smough จะดูได้เปรียบไปเสียซะทุกทางไม่ว่าจะทั้งพลังและความเร็ว แต่มันก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ Undead นิรนามสังเกตเห็น นั่นก็คือในยามที่เจ้า Smough เหวี่ยงค้อนยักษ์เข้าโจมตี มันไม่เคยที่จะคำหนึ่งถึงความปลอดภัยของฝ่ายเดียวกันเลยแม้แต่น้อย Orenstein จะต้องเป็นคนหลบออกจากวิถีโจมตีเองทุกครั้ง          ด้วยเหตุนี้เองทั้ง Undead นิรนามและ Solaire จึงคิดเเผนทุบหม้อข้าวหม้อแกง ตัดสินใจเดินหมากครั้งสำคัญที่จะเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก... ( ภาพประกอบ : ภายในเกมผู้เล่นจะไม่มีทางได้ชุดเกราะของทั้งสองคนพร้อมกันในการเล่นหนึ่งรอบ ชุดเกราะที่ได้จะขึ้นอยู่กับว่าใครตายทีหลัง )          Undead นิรนามอาสาว่าจะรับหน้าที่เป็นตัวหลอกล่อเจ้า Smough ส่วนอัศวิน Solaire ก็คอยแบ่งรับแบ่งสู้ ร่ายเพลงดาบปะทะเพลงทวนกับ Orenstein การต่อสู้ได้ดำเนินจนกระทั่งถึงจังหวะที่เจ้าอัศวินราชสีห์พุ่งทวนหมายจะเเทงเข้าใส่ Solaire ทว่าเเทนที่ Solaire จะกลิ้งหลบมันกลับยืนอ้าแขนยอมให้หอกยาวแทงทะลุผ่านร่างมันไป          อัศวิน Solaire ซึ่งตอนนี้กำลังบาดเจ็บปางตาย รีบใช้พลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดคว้าข้อมือของ Orenstein เอาไว้แน่น... ส่งผลให้เจ้าอัศวินราชสีห์ยืนนิ่งฉงนไปเสี้ยววินาที ก่อนจะพลันนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นกับดัก! ใช่แล้วทั้งหมดมันคือแผนการของ Undead นิรนาม เขาได้อาศัยแค่ช่วงเสี้ยววินาทีที่ Orenstein เผลอ วิ่งพุ่งชนเข้าอัดก็อปปี้จากด้านหลังทำให้มันเสียหลักจนไม่สามารถวิ่งหนีได้ทัน… ถ้าหากยังจำกันได้ Undead นิรนามคือคนที่รับหน้าที่หลอกล่อเจ้า Smough ซึ่งนั่นก็หมายความว่าค้อนยักษ์ของเจ้า Smough ได้ลอยติดตามหลังเขามาด้วย!  ทั้งสามหน่อถูกการโจมตีของ Smough ฟาดเข้าเต็ม ๆ อย่างรุนแรง ทั้งพระเอกของเราและอัศวิน Solaire ต่างก็เสียชีวิตคาค้อนในทันที เเต่ทางฝั่ง Orenstein ค่อนข้างที่จะบาดเจ็บหนักมากพอสมควรแต่เขาก็ยังพอสู้ไหว     ( ภาพประกอบ : เนื่องจากการต่อสู้กับ Boss สองตัวที่มีการโจมตีระยะประชิดเหมือนกัน ระบบ AI จึงสั่งให้ Orenstein หลบออกจากวิถีโจมตีของ Smough เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้บังการโจมตีซึ่งกันเเละกัน  )          อ่านมาจนถึงจุดนี้ท่านผู้ชมคงพอจะจับสังเกตได้แล้วว่าทำไม Gwyn ถึงหวาดกลัวจนต้องกวาดล้างบางเหล่ากบฏทมิฬ(Occult Rebellion) ใช่แล้วครับ! สิ่งมีชีวิตใดที่ไม่ใช่มนุษย์ก็จะมิอาจต้องคำสาป Curse of Undead ได้… Orenstein มิอาจรักษาบาดแผลให้หายขาดได้ภายในระยะเวลาอันสั่น และไหนต้องทนรับการมาเยือนของสอง Undead ที่หมายจะเล่นงานทำให้เขาบาดเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด Orenstein ก็ล้มคุกเข่าลงจนได้ เมื่อร่างกายมิอาจจะตอบสนองความต้องการของจิตใจได้อีกต่อไป ทั้ง Undead นิรนามและอัศวิน Solaire ต่างก็รับรู้ว่านี่คือการขอยอมแพ้แบบอ้อม ๆ พวกเขาจึงไว้ชีวิตของเจ้าอัศวินราชสีห์ ทว่ายังไม่ทันที่ควันไฟจะมอดลงเจ้า Smough ก็ได้ทำในสิ่งที่พระเอกของเราไม่คาดคิด นั่นก็คือการสำเร็จโทษสหายร่วมรบผู้ไร้ประโยชน์ด้วยมือตนเอง  ( ภาพประกอบ : แม้นจะดูโหดร้ายและป่าเถื่อน แต่ว่าการกระทำนี้ถือเป็นประเพณีเสียสละเพื่อให้คนที่ยังรอดชีวิตแข็งแกร่งขึ้น ) พลังสายฟ้าของ Orenstein ถูกถ่ายทอดมายังค้อนยักษ์ของ Smough ทว่ามันก็ไม่ทำให้จุดด้อยเรื่องความเร็วนั้นหายไป กลับกันเเย่ขึ้นเสียด้วยซ้ำเมื่อไม่มีเพื่อนคอยระวังหลังให้… สายลมแห่งชัยชนะกำลังเริ่มเปลี่ยนทิศเเล้ว Smough ถูกอัศวินทั้งสองปั่นหัวด้วยลูกล่อลูกชนจนเกิดบ้าคลั่งดีเดือด วิ่งพุ่งชนเข้าใส่กำแพงอย่างรุนแรงจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น เจ้ายักษ์ใหญ่รู้สึกมึนงงเเละปวดศีรษะตุบ ๆ ดวงตาที่หันชี้ขึ้นฟ้าของมันมองไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากแสงสว่างอันอบอุ่น... ใช่แล้ว แสงสว่างนั้นคือแสงสว่างของเทพเจ้า Gwyn บุรุษที่มองข้ามรูปกายภายนอกอันอัปลักษณ์ และมอบจุดมุ่งหมายใหม่ในชีวิตให้แก่เขา  Smough ไม่เคยต้องการการยอมรับจากพวกคนกลับกรอกที่ละทิ้งเมืองหลวง Anor Londo ไx เพชฌฆาตโสมมผู้นี้คือคนเดียวที่ยังยืนยัดทำหน้าตามคำสั่งทุกกระเบียดนิ้ว เขาอยู่ปกปักรักษาเเละยอมพลีชีพเป็นทดสอบด้านสุดท้าย เคียงข้างกับร่างเงาของ Orenstein ซึ่งเกิดจากภาพลวงตา... จนกระทั่งบุคคลนั้นปรากฏตัวออกมา บุคคลที่ครั้งหนึ่งเทพเจ้า Gwyn เคยบอกกับเขาว่าจะช่วยเหลือยุคแห่งไฟเอาไว้... บัดนี้หน้าที่ได้เสร็จสมบูรณ์ลงแล้วคงถึงคราวต้องบอกลาและกลายเป็นอิสระเสียที ( ภาพประกอบ : ถ้า Smough ตายก่อน Ornstein ผลลัพธ์ก็จะกลับกัน ซึ่งจะกลายเป็นทำให้เจ้านักล่ามังกรตัวโตมากขึ้น )          Undead นิรนามและอัศวิน Solaire รีบใช้โอกาสที่มีอยู่อันน้อยนิด ปีนป่ายขึ้นไปบนร่างเจ้ายักษ์ใหญ่เตรียมตัวหมายจะใช้ดาบแทงเข้าลูกตามัน แต่กลับต้องยั้งมือเอาไว้หลังพบว่ามันได้ขาดลมหายใจลงเสียแล้ว เเม้จะเพิ่งฆ่ากันมาหยก ๆ เหล่าอัศวินก็มิได้รู้สึกแค้นเคืองหรือถือโทษโกรธอะไรกันแต่อย่างใด เพราะต่างก็รู้ดีว่านักรบคนไหนที่ยอมต่อสู้จนตัวตายเพื่ออะไรสักอย่าง พวกเขาก็ย่อมก็ได้รับเกียรติเเม้นจะอยู่ในสภาพที่ไร้วิญญาณ ( ภาพประกอบ : หัวที่ยืดสูงขึ้นไปของ Smough เเท้จริงเป็นเพียงเเค่ชุดเกราะเท่านั้น ดวงตาจริง ๆ จะอยู่ต่ำลงมาบริเวณต้นคอ )          เมื่อไม่มีสิ่งขีดขว้างอีกต่อไป ประตูบานสุดท้ายแห่ง Anor Londo ก็ได้ถูกเปิดออก เหล่าผู้กล้าทั้งสองได้เข้าเฝ้าเทพu Gwynevere ผู้มีรูปโฉมงดงามหยดย้อยดุจดวงตะวันค้างฟ้า ผิวกายภายนอกของนางช่างดูเรียบเนียนขาวราวผ้าไหมชั้นดีซึ่งถูกทักทออย่างประณีต สมแล้วกับที่เป็นเทพีแห่งการเจริญพันธุ์... จะเสียก็แต่เพียงอย่างเดียวคือนางตัวใหญ่มาก ๆ ตัวใหญ่ยิ่งกว่ายักษ์เสียอีก ( ภาพประกอบ : รูปลักษณ์อันทรงเสน่ห์ของ Gwynevere… ใครเห็นก็เป็นต้องตะลึง )          Gwynevere กล่าวชม Undead นิรนามที่บุกป่าฝ่าดงอุปสรรคมาจนถึงจุดนี้ เขาคงต้องลำบากที่จะกลายเป็นตัวแทนแห่งความหวังในการฟื้นคืนชีพของ The First Flame นางได้ประทาน Lordvessel อุปกรณ์ซึ่งเป็นเหมือนกุญแจปลดล็อกพลังของ Bonfire และเปิดเส้นทางอันจะนำไปสู่ Lord Soul ทั้งสาม ได้แก่เทพแห่งความตาย Nito, แม่มดแห่ง Izalith, และมังกรไร้เกร็ด Seath ( ภาพประกอบ : หากผู้เล่นเลือกที่จะฆ่า Gwynevere เเล้วละก็ เวทมนต์ภาพลวงตาทั้งหมดใน Anor Londo ก็จะคลายออก เเละพวก Darkmoon Blade ก็จะออกตามล่าผู้เล่น )           อัศวิน Solaire รู้ปลาบปลื้มจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเอาแต่ร้องไห้และก้มหัวคำนับ Gwynevere ราวกับว่านี่เป็นมงคลที่สุดในชีวิต ซึ่งแตกต่างกับพระเอกของเรา… ตัวเขาที่เพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจมาหลายอย่างในช่วงระยะเวลาอันสั่น ทำให้เริ่มคิดกระวนกระวายฟุ้งซานไปมาภายในหัว จนไม่ได้ยินเเม้เเต่เสียงของ Gwynevere ที่เอาแต่ยกยอปั้นคำพูดบอกให้เขาเสียสละตนเองลูกเดียว          การเดินทางตามคำทำนายอันศักดิ์สิทธิ์ มันควรจะชำระล้างและมอบความบริสุทธิ์ให้แก่ดวงวิญญาณของเขามิใช่หรือ? แต่เหตุไฉนเลยเมื่อยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้นเท่าไร หัวใจกลับยิ่งรู้สึกแปดเปื้อนมากขึ้นเท่านั้น... เทพเจ้ากำลังหลอกหลวงมนุษย์?          Undead นิรนามเริ่มตั้งคำถามดังกล่าวภายในใจอย่างจริงจัง พร้อมกับค่อย ๆ เเง่นมองประกายแสงที่อยู่เบื้องหลัง Gwynevere... ความอบอุ่นจากพระอาทิตย์ดวงนั้นมันเป็นของจริงรึเปล่ากันนะ? ( ภาพประกอบ : เมื่อเเสงสว่างมิใช่ความดีงามฉันใด เงามืดก็มิใช่ความชั่วร้ายเสมอไปฉันนั้น )   คุยกันหลังเรื่องเล่า          ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบห้า “มหามลทินแห่งเหล่าทวยเทพ” ในที่สุดบทความนี้ก็เดินมาถึงครึ่งทางของเกมภาคที่หนึ่งจนได้ ผมขอสารภาพตามตรงด้วยว่าปี 2020 เป็นปีที่เกิดเรื่องหลายอย่างขึ้น ผมจึงมิอาจจะใช้เวลาในการประพันธ์เนื้อหาได้มากพอสมควร ผนวกกับความที่บทนี้ค่อนข้างจะมีเนื้อหาหลายอย่างซึ่งคาบเกี้ยวกันไปมาระหว่าง NPC จากบทเก่า ๆ ผมจึงถือวิสาสะตัดข้อมูลที่เคยกล่าวถึงในอดีตออกไป เพื่อกระชับเนื้อหาให้สั่นลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้          เอาละครับ!ตอนนี้ก็ได้เวลาเหมาะสมแล้ว ผมขอให้ทุกท่านเจอแต่ดีนับจากนี้ ไว้เจอกันใหม่ในปี 2021 สวัสดีครับ    
20 Jan 2021
7 เกมธีมโลกเวทมนต์ หยิบเล่นก่อนไม่ต้องรอ Hogwart Lagacy
ในที่สุดเราก็จะได้เล่นเกมแนวโลกเวทมนต์ในจักวาลเดียวกับแฮรี่ พ็อตเตอร์ ที่จะเล่าเรื่องราวก่อน 100 ปีของจักรวาลนี้อย่างเกม " Hogwarts Legacy " ในปี 2021....กลายเป็น 2022 เพราะเลื่อนแล้ว555 แต่อย่าเพิ่งเศร้ากันไป เพราะถ้าเกมออกมาไวเกินไม่แน่มันอาจจะมาพร้อมบั๊คมหาศาลแบบบางเกมก็ได้นะครับ ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFeverTH  ขอแนะนำ 7 เกมที่คุณควรเล่นระหว่างรอเล่นเกม " Hogwarts Legacy " ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.Harry Potter Series เริ่มด้วยชุดวีดีโอเกม Harry Potter ที่มีภาคหลักทั้งหมด 7 ภาค ( ภาค 7 จะแบ่งเป็น 2 พาร์ทแบบเดียวกับฉบับภาพยนตร์ ) ซึ่งแน่นอนว่าตัวเกมนั้นจะอิงเนื้อหามาจากนวนิยายและภาพยนตร์ โดยตัวเกมจะให้เราเล่นผ่านมุมมองของตัวเอกอย่าง " แฮรี่ พ็อตเตอร์ " ที่จะทำเรื่องๆ ต่างๆ เกี่ยวกับโลกเวทมนต์ทั้งการไขปริศนา / ใช้คาถา / ขี่ไม้กวาด และถึงแม้ว่าชุดซีรี่ส์เหล่านี้จะไม่ค่อยได้รับประสบความสำเร็จมากนัก แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าตัวเกมจะพาเราเข้าสู่โลกเวทย์มนต์ เจอตัวละครที่เรารัก และได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนเวทย์อย่าง " ฮอกวอร์ต " . 2.Spellbreak อีกหนึ่งเกมเวทมนต์แนว Action RPG / Battle Royal ที่เปิดให้เล่นฟรีในหลายแพลตฟอร์ม โดยตัวเกมนั้นจะมีเป้าหมายเหมือนเกมแนว Battle Royal อื่นๆ นั่นคือการเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในสนามเท่านั้น! แต่ความแตกต่างมันจะอยู่ที่ว่าเกมส่วนใหญ่นั้นใช้ปืน ใช้ระเบิดในการต่อสู้กัน แต่เกมนี้ผู้เล่นต้องเปลี่ยนมาใช้เวทย์มนต์คาถาแทน และนอกจากนี้เรายังสามารถที่จะใช้พลังงานธาตุต่างๆ ได้มากมาย เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม มาคอมโบสร้างมหาเวทย์ถล่มศัตรูยับๆ ได้อีกด้วย บอกเลยว่าใครที่ชอบเกมแนวนี้ไม่ควรพลาดมาก! 3.Wizard of Legend อีกหนึ่งเกมอินดี้ภาพพิกเซล แนว Action-Rogue Like ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2018 บอกเลยว่าถึงแม้เกมจะไม่ได้มีภาพสวยอลังการ แต่อย่าดูถูกระบบเกมเพลย์ของเกมนี้เด็ดขาด! ตัวเกมนั้นจะมอบอิสระให้กับผู้เล่นในการเรียนรู้วิชาคาถาต่างๆ เพื่อหาแนวทางสไตล์ของตัวเองและนำมาใช้คอมโบในการต่อสู่ ซึ่งมันเพลินในชนิดที่ว่าเราอาจจะไม่สามารถหยุดเล่นได้ และยิ่งเราลงดันเจี้นยลึกเท่าไหร่ ศัตรูจะแข็งแกร่งและท้าทายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันนั้นผู้เล่นก็จะโหดขึ้นเยอะมากๆ บอกเลยว่าได้ฟิลจอมเวทย์มากๆ นอกจากนี้เรายังสามารถเล่น Co-op กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วยบอกเลยว่าเกมนี้อาจจะเป็นเกมหนึ่งที่เผาเวลาจนเกม Hogwarts Legacy วางจำหน่ายก็ได้นะครับ แต่ไม่แน่เกมนั้นอาจจะเลื่อนวันวางจำหน่ายอีกก็ได้555. 4.The Elder Scrolls Series เกมแนว RPG ระดับตำนานที่ยังคงมีภาคใหม่ๆ ให้เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ แล้วเกมนี้ก็ไม่ใช่แนวเวทมนต์ล้วนเสียทีเดียว แต่ไม่นำมาพูดถึงก็ไม่ได้ *แต่ก่อนอื่นขอโฟกัสไปที่ภาค 3 เป็นต้นไป เพราะภาคแรกๆ มันออกจะเข้าถึงยากไปหน่อย โดยตัวเกมนั้นยังคงเป็นเกมที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองบุคคลที่ 1 มาตลอดและใส่เนื้อหาน่าสนใจมากมายให้เราได้สัมผัส นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเกมเพลย์ที่มีลูกเล่นรวมถึงการอัพเกรดให้เลือกใช้จนลายตา แน่นอนว่าหนึ่งในตัวเลือกนั้นก็คือเวทย์มนต์ที่มีระบบลูกเล่นเยอะมากๆ และที่สำคัญเกมซีรี่ส์นี้กำลังมีภาค 6 ออกมาเรามารอลุ้นกันว่าระหว่างเกมนี้กับ Hogwarts Legacy เกมไหนจะวางจำหน่ายก่อนกัน. 5.In Verbis Virtus เกมแนว Action / Adventure ที่จะให้ผู้เล่นอย่างพวกเรารับบทเป็นพ่อมดผู้ออกมาหาพลังโบราณและโบราณสถานที่สาบสูญ ซึ่งต้องเดินทางผ่านสถานที่/ผ่านห้องมากมายที่เต็มไปด้วยปริศนาและการนองเลือด โดยเกมนี้กินขาดเรื่องภาพกราฟฟิคด้วยขุมพลัง Unreal Engine แน่นอนว่าพล็อตเรื่องมันอาจจะดูเดิมๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเพราะเกมนี้มีเกมเพลย์สุดสร้างสรรค์มากๆ โดยที่ผู้เล่นสามารถใช้ภาษา Maha'ki ภาษาเทพร่ายคาถาด้วยการใช้เสียงของผู้เล่นเองได้! บอกเลยว่าได้อินกับบทพ่อมดนักเวทย์ไปอีกขั้นแน่นอน! 6.Dishonored Series ชุดวีดีโอเกม Dishonored นั้นคือเกมแนว Action / Stealth / Adventure ผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่มีศิลปะงานภาพแนวสตรีมพังค์ บอกเลยว่านอกจากเนื้อเรื่องเกมก็เข้มข้น เกมเพลย์ก็สนุกมากๆ เช่นกันโดยเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นเลือกวิธีจัดการศัตรูในพื้นที่นั้นๆ ว่าจะบู๊ล้างผลาญหรือเน้นลอบสังหาร โดยการต่อสู้นั้นนอกจากจะมีอาวุธให้เราใช้สังหารศัตรูแล้ว เรายังสามารถใช้พลังได้อีกด้วย เช่น พลังเทเลพอร์ต / พลังกระโดด และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เราได้ความรู้สึกเหมือนเป็นมือสังหารสายเวทย์มากๆ 7.Lego Harry Potter อีกหนึ่งเกมเวทมนต์ระดับตำนานอย่างแฮรี่ พ็อตเตอร์ แต่ในรอบนี้จะขอนำเสนอในรูปแบบของตัวต่อเลโก้เล็กๆ สดใสที่ได้รับการเผยแพร่โดย Warner Bros. Pictures *ก็เป็นที่รู้ๆ กันนะครับว่าเลโก้เป็นวีดีโอเกมที่ไม่ได้ขายความเป็นเกมอย่างเดียว เพราะเขาทำออกมาเพื่อการตลาดขายสิ่งต่างๆ ในเกมด้วย ดังนั้นงานอาร์ท งานโมเดลต้องทำออกมาดีแน่นอน แต่ก็อย่ามองข้ามเนื้อเรื่อง / ระบบเกมเพลย์ของเกมฉบับเลโก้ เพราะตัวเกมทำออกมาได้ดีมากๆ ทำให้เกมแฮรี พ็อตเตอร์ในฉบับเลโก้แทบจะทุกภาคได้คะแนนและเสียงวิจารณ์ออกมาได้ดีอย่างสม่ำเสมอ.
19 Jan 2021
10 เกมเก่าแก่ที่ยังคงมีภาคใหม่ๆ ในปัจจุบัน
เป็นที่รู้กันดีว่ามีวีโดีโอเกมมากมายบนโลกนี้ให้เราเล่น ซึ่งมันก็มีทั้งเกมใหม่และเกมเก่า ในบางครั้งเกมเก่าๆ ก็หายไปไม่มีให้เห็นหรือมีการสานต่อใดๆ ในปัจจุบันนี้ แต่ว่ามันก็ยังมีเกมเก่าๆ ในยุค 80 / 90 ที่ยังคงผลิตเกมภาคใหม่ๆ ออกมาจนถึงปีนี้ ดังนั้นในวันนี้พวกเรา GameFever TH ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ 10 เกมเก่าแก่ที่ยังคงมีภาคใหม่ๆ ในปัจจุบันให้เราเห็นอยู่ จะมีเกมอะไรบ้างมาดูกันเลย! 1.Resident Evill ( 25 ปี ) ภาคแรก : Resident Evil ปี 1996 ภาคล่าสุด : Resident Evil 7 : Biohazard ปี 2017 อีกหนึ่งเกมตำนานผู้พลิกโฉมวงการเกมแนว Survial Horror /Action Horror อย่าง Resident Evill ของทาง Capcom ที่ได้ผู้กำกับในตำนานอย่างคุณชินจิ มิคามิ มาดูแล โดยถึงแม้ว่าเกมจะเดินทางมา 25 ปีแล้ว และมีการเปลี่ยนนักออกแบบเกมซีรี่ส์นี้ออกไป โดยตัวเกมก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน และล่าสุดก็เดินทางมาถึงภาค 8 ที่กำลังจะออกในปี 2021 นี้โดยตัวเกมนั้นจะมีเนื้อเรื่องต่อจากภาค 7 และยังคงใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งเช่นเดิม และทีมพัฒนายังเผยว่าในภาคนี้จะมีความหลอน ความโหดและความรุนแรงกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต้องวางจำหน่ายออกมาเป็น 2 เวอร์ชั่นกันเลยทีเดียว!   2.World of Warcraft ( 27 ปี ) ภาคแรก : Warcraft : Orcs & Humans ปี 1994 ภาคล่าสุด : World of Warcraft Shadowlands ปี 2020 เกมแนว RTS / MMORPG ยุคแรกๆ เนื้อเรื่องจะเล่าถึงสงครามระหว่างมนุษย์กับเหล่าออร์ค โดยตัวเกมนั้นจะมีเรื่องราวที่เข้มข้น รูปแบบเกมเพลย์ที่สดใหม่มากๆ ในยุคนั้น นอกจากนี้ในซีรี่ส์ชุด World of Warcraft III ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2003 ตัวเกมก็ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะสามารถเล่นกับเพื่อนๆ ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างแผนที่ต่างๆ โหมดต่างๆ มากมายและปล่อยให้ผู้อื่นดาวน์โหลดไปเล่นกันอย่างเมามัน ( ภาคนี้ยังถือเป็นต้นกำเนิดเกมตำนานอย่าง DotA อีกด้วยนะครับ ) และปัจจุบันนั้นตัวเกมก็ยังได้รับความนิยมและมีภาคใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ จนล่าสุดในปี 2020 ที่ผ่านมาซีรี่ส์ระดับตำนานก็ได้เดินทางมาถึงเกมชุดที่ 8 อย่าง World of Warcraft: Shadowlands ซึ่งเกมนี้ได้รับการจัดอันดับว่าขายดีที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2020 อีกด้วย! 3.Mario Series ( 36 ปี ) ภาคแรก : Warcraft : Super Mario Bros. ปี 1985 ภาคล่าสุด : Super Mario 3D All-Stars ปี 2020 ใครจะไปคิดว่า " เกมแนว Platfrom 2D SIDE ที่เริ่มต้นด้วยพล็อตเรื่องการเดินทางเพื่อไปช่วยเจ้าหญิงพีช ณ ดินแดนอาณาจักรเห็ด " จะเดินทางมาไกลเกือบ 40 ปี ซึ่งในครั้งแรกที่เกมออกมาในปี 1985 นั้น มีเพียง 8 ด่านหลัก 4 ด่านย่อย ทั้งหมด 32 ระดับเท่านั้น แต่ใครจะคิดว่าเกมถูกนำไปสร้างเป็นเกมหลายภาคมากมายทั้งที่ยังรักษาแนวเกมเดิม แนวใหม่ๆ เช่น แนวแข่งรถ / แนวต่อสู้ หรือแนวอื่นๆ อีกมากมาย และตัวละครมากมายของเกมนี้ยังถูกนำไปเผยแพร่ในสื่ออื่นๆ เช่น วงการของเล่น / อนิเมชั่น / ภาพยนตร์และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเกมนี้ถูกจัดให้เป็นแฟรนไชส์เกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลโดยขายไปมากกว่า 653 ล้านชุด และปัจจุบันก็ยังคงมีเกมภาคใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดในปี 2020 ก็มีภาคใหม่อย่าง Super Mario 3D All-Stars ออกมาและแน่นอนว่าซีรี่ส์แฟรนไชส์นี้ยังคงจะมีเกมใหม่ๆ ออกมาในอนาคตแน่นอน! 4.Mortal Kombat ( 29 ปี ) ภาคแรก : Mortal Kombat ปี 1992 ภาคล่าสุด : Mortal Kombat 11 ปี 2019 อีกหนึ่งเกมสำหรับสาย Fighter ที่เผยแพร่โดย Acclaim Entertainment บนเกือบทุกแฟลตฟอร์มในยุคนั้น แต่เกมนี้ได้สร้างความแตกต่างไปจากเกมแนว Figthing เกมอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของตัวละครที่มีหลากหลายในด้านของรูปลักษณ์จนถึงศิลปะการต่อสู้ / ในส่วนของเนื้อเรื่องที่น่าติดตามกว่าเกมแนวต่อสู้ในยุคนั้นมากๆ ซึ่งปัจจุบันเนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์นี้ก็ยังคงน่าติดตามอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนเกมนี้ไปตลอดกาลนั่นคือการที่แฟรนไชส์เกม Mortal Kombat เลือกที่จะเจาะกลุ่มเกมเมอร์เฉพาะกลุ่มโดยใส่ความรุนแรงของท่าไม้ตายเข้าไปให้ดุเดือด เลือดสาดกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งแน่นอนว่าแรกๆ หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผลสรุปออกมานั่นคือเกมยังคงยึดแนวทางนี้และมีอายุรวมๆ กว่า 29 ปีแล้ว! *นอกจากนี้เกมยังตีตลาดด้วยการนำตัวละครจากจักรวาลอื่นๆ เข้ามาใส่ในเกมด้วย เช่น คนเหล็ก / เอเลี่ยน หรือโจ๊กเกอร์! 5.DOOM ( 28 ปี ) ภาคแรก : DOOM ปี 1993 ภาคล่าสุด : DOOM : Eternal ปี 2020 ขอพูดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในเกมตำนาน FPS ( Fist Person Shooting ) ที่ได้พลิกโฉมวงการเกมในยุค 90 อีกเกมหนึ่ง! เพราะตัวเกมนั้นถือเป็นอีกหนึ่งรากฐานให้กับเกมแนวเดินหน้ายิงมากมายในยุคปัจจุบัน โดยตัวเกมนั้นยังคงยึดตัวละครอย่าง DOOM เป็นศูนย์กลางในการถล่มนรกเช่นเดิม แต่เกมจะมีการพัฒนาในเรื่องของกราฟฟิค / เกมเพลย์ให้มีความสดใหม่ตามยุคสมัยนั้นๆ เสมอ และล่าสุดตัวเกมภาคหลักก็ได้เดินทางมาถึงภาคหลักที่ 5 แล้ว โดยในอนาคตไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นเกมซีรี่ส์ DOOM ออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้แฟนๆ ไปบู๊ถ่ลมนรกกันเรื่อยๆ ก็เป็นได้! 6.FIFA ( 28 ปี ) ภาคแรก : FIFA International Soccer ปี 1993 ภาคล่าสุด : FIFA 21 ปี 2020 ถ้าถามหลายๆ คนว่า รู้จักเกมแนวกีฬาฟุตบอลเกมไหนบ้าง? หนึ่งในนั้นและเสียงส่วนใหญ่จะตอบกันเป็นเสียงเดียวกันนั่นคือเกม FIFA ของทาง EA ซึ่งเกม FIFA นั้นจะเป็นเกมแนวกีฬาฟุตบอลที่มีการอัพเดทเรื่องราวข้อมูลต่างๆ เช่น นักเตะ / ลีค และทีมตามสถานการณ์ปัจจุบันทุกปีจนเดินทางมาถึง FIFA 21 แล้ว ซึ่งเกมนั้นค่อยๆ พัฒนามาจนปัจจุบันมีโหมดมากมาย เช่น โหมดลีคต่างๆ ไปจนถึงระดับโลก ในเรื่องของงานภาพกราฟฟิคที่นับวันก็ยิ่งสวยขึ้น / มีระบบเกมเพลย์ที่ลื่นไหนและมีความสมจริงมากขึ้น ในปัจจุบันนั้นเกมนี้ก็ได้เดินทางมามากว่า 28 ปี มีการแปลภาษาไปกว่า 18 ภาษาและเปิดให้บริการไปมากถึง 51 ประเทศ และในปี 2019 เกมนี้ถูกนับให้เป็นหนึ่งในเกมแนวกีฬาที่ขายดีที่สุดในโลกอีกด้วย!   7.Star Wars ( 39 ปี ) ภาคแรก : Star Wars: The Empire Strikes Back  ( Video Game ) ปี 1982 ภาคล่าสุด : Star Wars: Squadrons ปี 2020 " Star Wars " นั้นถือเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ระดับตำนานทั้งในวงการภาพยนตร์และวงการเกม ซึ่งเราจะมาพูดถึงวงการเกมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 40 ปี แฟรนไชส์เกมสตาร์วอร์สนั้นหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าแฟรนไชส์เกมนี้ผ่านยุคการพัฒนามาทั้งหมด 3 ยุค ได้แก่ เกมลิขสิทธิ์ยุคแรก ช่วงคศ.1979-1993 / ยุคที่เกมพัฒนาโดย LucasArts ช่วงคศ.1997-20013 และยุคเกมที่สร้างหลังจากค่าย LucasArts ช่วงปี 2014-ปัจจุบัน ซึ่งในช่วงหลังๆ ตัวเกมก็ทำออกมาดีบ้าง ไม่ถูกใจแฟนๆ บ้าง แต่ที่แน่นอนเลยนั่นคือแฟรนไชส์นี้ยังคงผลิตผลงานเกมออกมาเรื่อยๆ ให้แฟนๆ เกมได้ออกไปท่องโลกจักรวาลตามดวงดาวต่างๆ แน่นอน!   8.Lego Video Game ( 26 ปี ) ภาคแรก : Lego Fun to Build ปี 1995 ภาคล่าสุด : The Lego Movie 2 Videogame ปี 2019 แฟรนไชส์แนวการตลาดเชิงพาณิชย์ที่โฆษณาไปแทบทุกสื่อไม่ว่าจะเป็นวงการภาพยนตร์ / การ์ตูน / คอมมิค และวงการวีดีโอเกมด้วย โดยเกมแรกของแฟรนไชส์นี้ในปี 1995 นั้นถูกสร้างมาเป็นเกมแนวสร้างตัวต่อเลโก้ และจากนั้นก็มีภาคใหม่ออกมาเรื่อยๆ โดยปัจจุบันนั้นถูกซื้อไปโดย Warner Bros. ซึ่งแฟรนไชส์เกมนี้นั้นนอกจากจะมีจักรวาลเป็นของตัวเองแล้ว ยังมีการนำจักรวาลเกมอื่นๆ มาทำเป็นเกมรูปแบบโลกเลโก้ด้วย เช่น แบทแมน / สตร์วอร์ส และจักรวาลดังๆ อื่นๆ อีกมากมาย. 9.Sonic Series ( 30 ปี) ภาคแรก : Sonic the Hedgehog ปี 1991 ภาคล่าสุด : Sonic Forces ปี 2017 เม่นขนสีฟ้าวิ่งด้วยความไวดุจสายฟ้า คำนี้แค่พูดขึ้นมาเกมเมอร์ยุคเก่าๆ หรือยุคปัจจุบันจะนีกถึงตัวละคนอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก " โซนิค " ซึ่งต้นกำเนิดของตัวละครนี้มาจากการที่ค่าย SEGA ต้องการที่จะหาจุดขายให้กับค่ายเพื่อไปแข่งขันทางการตลาดกับ Mario ของทางฝั่ง Nintendo ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ เพราะตัวเกมนอกจากจะออกมาเป็นเกมแนวเนื้อเรื่อง Platfrom 2D SIDE ก็ยังมีเกมแนวอื่นๆ เช่น แนวต่อสู่ / แข่งรถ และแนวอื่นๆ อีกมากมายจนเข้าสู่ปีที่ 30 แล้ว.   10.Elder Scrolls Siries ( 27 ปี ) ภาคแรก : Elder Scrolls : Arena ปี 1994 ภาคล่าสุด : Elder Scrolls : Blades  ปี 2020 อีกหนึ่งเกมตำนานที่มีความเป็นเกม RPG สูงมากๆ ในยุคนั้น แต่มีความยากในระดับหินมากมายเช่น ตัวเกมจะไม่บอกอะไรเราเลย ผู้เล่นต้องหาข้อมูลเอง ต้องคอยอ่านจดหมาย หรือการที่ผู้เล่นปล่อยปะละเลยให้วันเวลาผ่านไปในเกมทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เข้าถึงกลุ่มแฟนเกมได้แค่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ในช่วงหลังๆ นั้นนักพัฒนาได้ปรับปรุงเกมให้มีความเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังคงมีความหลายหลายและกลิ่นอายของความเป็นเกม RPG อยู่ซึ่งหนึ่งในภาคที่หลายๆ คนรู้จักกันมากที่สุดนั่นคือ Skyrim ที่สำคัญคือภาค 6 กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ เตรียมพร้อมที่จะผจญภัยในโลกกว้างกันให้ดี!
19 Jan 2021
8 เกมสำหรับเด็กที่จะช่วยเพิ่มทักษะในด้านต่างๆ
ปัจจุบันมีเกมมากมายที่ถูกสร้างขี้นเพื่อเจาะกลุ่มเกมเมอร์หลายประเภทเช่น กลุ่มผู้ใหญ่ / กลุ่มนักแข่งเกม / กลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมันก็มีหลายๆ เกมที่ทำมาเพื่อให้เด็กเล่นได้ด้วย โดยแต่ละเกมนั้นจะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆ โดยนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียใหม่ๆ หรือบางครั้งเด็กๆ นำทักษะที่ได้ไปต่อยอดในอนาคตได้ ในวันนี้พวกเรา GameFever TH ขอพาทุกคนมาพบกับ 8 เกมสำหรับเด็กที่จะช่วยเพิ่มทักษะในด้านต่างๆ ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.Overcooked : 2 เหมาะสำหรับเด็กอายุ  3 ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านความร่วมมือ-ความสามัคคี เกมภาคต่อแนว Couch Co-op ที่ผู้เล่นต้องร่วมมือกันทำอาหารผ่านมุมมองภาพน่ารักสดใสจากค่ายพัฒนา Team17 Digital และ Ghost Town Games ซึ่งเด็กๆ สามารถเล่นกับเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวพร้อมกันได้สูงสุดถึง 4 คน โดยตัวเกมจะให้เราทำหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับครัวเช่น หั่นผัก / หุงข้าว / ล้างจาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถแบ่งหน้าที่ให้น้องๆ หนูๆ ทำตำแหน่งง่ายๆ และคอยแนะนำ-คอยร่วมมือผสานงานกัน นี่จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าการร่วมมือกันนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง!     2.Minecraft ( 2009 ) เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8  ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านความคิดสร้างสรรค์ เกมแนว Sanbox / Open-World และมีโหมดอื่นๆ ด้วย เช่น Surrival / Story ด้วย แต่ขอเน้นที่โหมด Sanbox เพราะโหมดนี้เหมาะสำหรับเด็กๆ มากกว่าโดยตัวเกมนั้นจะจำลองโลกที่ทุกอย่างแทบจะเป็นทรงสีเหลี่ยมมันจึงง่ายต่อการบริหารจัดการสร้างสิ่งต่างๆ ให้มีรูปแบบตามความคิดความชอบของผู้สร้าง และหลายๆ คนอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่าเกมนี้เราสามารถที่จะสร้างอาวุธ สร้างชุดเกราะ สร้างบ้าน อาคาร เลี้ยงสัตว์ ตีมอนสเตอร์ได้ทุกอย่างเหมือนมีโลกอีกใบ เพียงเท่านี้ก็เป็นการสร้างโลกใบใหม่ให้กับเด็กคนนึงได้แล้ว ยิ่งถ้ามีผู้ใหญ่หรือรุ่นพี่แนะนำพาเล่นเกมไปในทิศทางที่ดีเด็กๆ เหล่านั้นจะได้ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพหรือประกายความฝันในอนาคตได้เลย! 3.Scribblenauts Unlimited เหมาะสำหรับเด็กอายุ 10  ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านคำศัพท์ / ความคิดสร้างสรรค์ เกมแนว IQ / Puzzle Sanbox ที่ได้รับการพัฒนาโดย 5th Cell ในปี 2015 ซึ่งตัวเกมนั้นมีไอเดียเกมเพลย์ที่น่าสนใจมากๆ โดยที่ตัวเกมจะให้เราสร้างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะคน / สัตว์ / สิ่งของ ผ่านการพิมพ์ศัพท์นั้นๆ ออกมา เช่น เจอเส้นทางขาดเราจะสร้างสะพานออกมาหรือถ้ามีไอเดียเจ๋งๆ ก็สามารถสร้างสิ่งอื่นออกมาได้ อย่างผมเคยเรียกเครื่องบินออกมาบินข้ามมันไปเลย555 ดังนั้นนอกจากเกมนี้จะเหมาะกับเด็กๆ แล้วผู้เล่นทุกเพศทุกวัยก็สามารถเล่นได้เช่นกัน.   4.Portal 2 เหมาะสำหรับเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านการไขปริศนา / ร่วมมือ / ออกความเห็น เกมแนวไขปริศนามุมมองบุคคลที่ 1 ที่จะให้ผู้เล่นใช้ปืนสร้างมิติเพื่อไขปริศนาในส่วนพื้นที่ต่างๆ และมาพร้อมภาพฉากสวยๆ ตลอดเกม ซึ่งขอแนะนำว่าให้พี่ๆ หรือผู้ปกครองนั่นเล่นโหมด Co-op แนะนำน้องๆ ในระหว่างการเล่นเกมด้วยเพราะน้องๆ อาจจะหัวร้อนกับการไขปริศนาที่ไม่ได้ยากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ง่ายเกินไปเช่นกัน และเราสามารถถามน้องๆ ได้ตลอดเวลาว่าควรทำอะไรก่อน? ควรเปิดประตูมิติตรงไหน? ขอรับประกันเลยว่าเด็กคนไหนที่ชอบในความท้าทายและการคิดวิเคราะห์จะติดเกมนี้แน่นอน   5.Roblox เหมาะสำหรับเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป ( อายุต่ำกว่านี้สามารถเล่นได้แต่ต้องให้ผู้ปกครองใส่อีเมลรับรองด้วย ) ทักษะ : ด้ารการเข้าสังคม / เสริมสร้างจินตนาการ เกมแนว Sanbox ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่น ( การสำรวจพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุ 6 -12 ปี ) สามารถเข้าไปสร้างและออกแบบเกมเป็นของตัวเองได้ โดยเกมนี้มีโหมดหรือรูปแบบเกมต่างๆ มากมายเช่น เกมจำลองใช้ชีวิตในเมือง / เกมที่มี Story ต่างๆ เช่น เกมผี เกมเอาชีวิตรอด / เกมที่สร้างโดยอิงจากอนิเมะ เช่น One-Piece ซึ่งในปัจจุบันยิ่งช่วงโควิด-19 เด็กๆ ก็ได้เข้ามาเล่นเกมแนวนี้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเข้าสังคมอีกช่องทางหนึ่งและยังทำให้เด็กๆ ได้รู้จักผู้คนมากมายผ่านการดูแลของผู้ปกครองพร้อมๆ กับได้เข้าสู่โลกเหนือจินตนาการมากมายอีกด้วย!   6.Animal Crossing: New Horizons เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3  ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านการเรียนรู้ / การผจญภัย / การออกแบบ เกมแนว Life Simulation ของทางฝั่ง Nintendo ซึ่งเกมนี้เหมาะสำหรับให้เด็กๆ และเหมาะสำหรับทุกคน ตัวเกมจะให้เราใช้ชีวิตบนเกาะเล็กๆ และค่อยๆ สร้างสถานที่ต่างๆ ค่อยๆ ชวน NPC มาเป็นเพื่อมบ้านอยู่ร่วมกันบนเกาะ และออกผจญภัยทำสิ่งต่างๆ มากมายแบบไม่น่าเบื่อเช่น ตกปลา จับแมงมุม จับแมลง เก็บดอกไม้หรือทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้น้องๆ หนูๆ อาจเกิดความสงสัยว่าสัตว์ตัวนั้นตัวนี้ ดอกไม้ชนิดนั้นชนิดนี้คืออะไร นอกจากนี้น้องๆ หนูๆ ยังสามารถสร้างสิ่งต่างๆ มาแต่งเติมบ้าน แต่งเติมเกาะของตัวเองได้อีกด้วย!   7.Mario Forever KIDS เหมาะสำหรับเด็กอายุ  2 ปีขึ้นไป ทักษะ : ด้านไหวพริบกะปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหุตการณ์ต่างๆ เกมแนว Platfrom 2D SIDE ที่จะให้เรารับบทเป็นช่างปะปา Mario ผู้ต้องเดินทางไปช่วยเหลือเจ้าหญิง ซึ่งระหว่างทางจะต้องเจอกับศัตรูและอันตรายมากมายให้เราจัดการเช่น เหยียบหัว / มุดท่อ / กระโดนหลบลูกไฟ / กระโดดข้ามหลุม  แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นตัวเกมมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่จะให้ความรู้สึกสุดแสนจะหัวร้อนมากๆ มากเกินกว่าที่จะให้เด็กๆ ได้เล่น แต่สำหรับ Mario Forever KIDS นั้นจะมีการปรับเปลี่ยนให้ตัวเกมนั้นสามารถเล่นง่ายขึ้นกว่าเดิม ศัตรูจะไม่ได้ชวนหัวร้อนแบบเก่าและแน่นอนว่าน้องๆ หนูๆ สามารถเอาชนะได้แน่นอน! 8.TETRIS  เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ทักษะ : ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เกมแนวตัดสินใจจัดเรียงบล็อคที่ร่วงหล่นลงมาซึ่งจะต้องเรียงสีให้ตรงตามจำนวนที่กำหนด แต่ประเด็นคือบล็อคมันจะหล่นลงมาเรื่อยๆ และสีจะสลับไป-มา ทำให้น้องๆ ต้องรีบตัดสินใจว่าจะต้องวางบล็อคสีต่างๆ เหล่านั้นไว้ตรงไหน และนั่นจะช่วยให้น้องๆ ได้ฝึกฝนในเรื่องของการตัดสินใจและเล่นได้เรื่อยๆ สนุกไม่มีเบื่อ.
19 Jan 2021
10 ตัวละครเอกในเกมที่ สร้างความพินาศมากกว่าตัวร้าย
มีเกมมากมายที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวละครหลักในการสังหารศัตรูเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นหรือเพื่อทำภารกิจ โดยลองคิดดูว่าจำนวนศัตรูทั้งมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามที่ตัวละครหลักในเกมนั้นๆ สังหารไปจะมากแค่ไหน! แล้วยิ่งถ้าเขาไปโผล่ในหลายๆ ภาคนะบอกเลยว่ามันคือมหากาฬการล้างบางเผ่าพันธุ์ได้เลย ในวันนี้พวกเรา GameFeverTH จะพาทุกคนมารู้จักกับ 10 ตัวละครเอกในเกมที่สร้างความพินาศมากที่สุดถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.Alex Mercer : ซีรีส์ “ Prototype ”  Action / Open-World  ( 2009 - 2012 ) ตัวละครเอกจากในภาคแรกของเกม Prototype ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นหัวหน้าทีมวิจัยผู้อยู่เบื้องหลังไวรัสแบล็กไลท์ แต่ได้เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดที่โชคร้ายจนทำให้เขาติดเชื้อจนเปลี่ยนไปเป็นมนุษย์กลายพันธ์ Prototype ที่มีความสามารถขีดจำกัดที่เหนือมนุษย์หลายเท่า เช่น เปลี่ยนแขนให้เป็นใบมีด / พลังพาวเวอร์จัมพ์  โดยในเกมนั้นเราจะถูกศัตรูตามล่าอยู่ตลอดเวลาและทุกครั้งที่มีการต่อสู้นองเลือด มักจะมีผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลงเสมอ เท่านั้นยังไม่พอในภาค 2 เขากลับมาในฐานะบอสใหญ่ของเกมที่ได้แพร่พันธุ์ไวรัสจนทำให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ถ้านับรวมๆ ก็ราวๆ หนึ่งแสนถึงสองล้านคน! 2.Cole MacGrath : ซีรี่ส์ “ Infamous ” Action / Open-World ( 2009-2014 ) Cole MacGrath เริ่มต้นจากการเป็นคนส่งพัสดุธรรมดาที่ดันไปพบกับอุบัติเหตุจนทำให้ตัวเองได้รับพลังไฟฟ้าสถิตที่มีพลังทำลายล้างสูงและมันสามารถใช้ฆ่าคนได้อย่างง่ายดาย พอๆ กับการใช้ช่วยเหลือผู้คน โดยทั้งใน Infamous และ Infamous 2 เวลาเขาสู้กับศัตรูมักจะมีบุคคลอื่นโดนลูกหลงจากพลังของเขาแน่นอน เท่านั้นยังไม่พอเพราะในภาค 2 หลังจากที่เขาได้รับพลังมาจนถูกอำนาจครอบงำ เขาก็เริ่มทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าและเขายังสามารถใช้พลังของเขาดูดเอาพลังชีวิตผู้อื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้อีกด้วย! 3.Master Chief : ซีรี่สฺ “ Halo ” FPS / Action / Sci-Fi ( 2001-2021 ) Master Chief หรืออีกชื่อที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้นั่นคือ John-117 ซึ่งเขาเป็นทหารหนึ่งในสมาชิกหน่วยคอมมานโดของ UNSC เรือสงครามพิเศษ ผู้ได้รับมอบหมายให้กำจัดสปีชีส์ปรสิตต่างดาว ซึ่งแน่นอนว่าจะมีหลายภาคที่เขารับบทเป็นหัวหน้าหน่วย โดยเขาได้ส่งลูกน้องในสังกัดไปพลีชีพบนสนามารบมากมายหลายร้อยพันชีวิต นอกจากนี้เขายังเคยสังหารสมาชิกของเผ่าเอลี่ยนต่างดาวในกลุ่มต่างๆ เช่น Forerunners และ the Covenant เท่านั้นยังไม่พอเขาเลยอนุมัติคำสั่งและบุกทำลายสถานที่มากมายบนดาว บนจักรวาลมากมาย! ถ้านับจำนวนคนที่เขาสังหารอาจจะมีมากถึงหลักหมื่นล้านกันเลยทีเดียว! 4.The Prince : ซีรี่ส์ “ Katamari ”   ( 2004-2018 ) หลังจากที่ราชาแห่งจักรวาลได้เผลอไปกวาดล้างดวงดาวมากมายเกือบหมดจักรวาล เขาจึงได้ส่งบุตรชาย ผู้เป็นตัวละครเอกอย่างเจ้าชาย ( The Prince ) จาก Katamari เกมน่ารักสดใส ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างประเทศญี่ปุ่น ตัวเกมจะเล่าถึงเจ้าชายผู้มีอำนาจของลูกบอลวิเศษที่สามารถม้วนดูดซับทุกสิ่งจากขนาดเล็กๆ จนขยายเรื่อยๆ และเปลี่ยนเป็นลูกบอลที่ดูดวัตถุเล็กๆ จากนั้นค่อยๆ ดูดสัตว์เล็ก จนขยายใหญ่ชนิดที่ว่าสามารถดูดมนุษย์ได้! ซึ่งลองคิดดูว่าเป้าหมายหลักของเจ้าชายคือการสร้างดวงจันทร์ดวงใหม่ ดังนั้นเขาต้องกวาดล้างสิ่งมีชิวตและมนุษย์ไปมากเท่าไหร่? เพื่อให้มันมีขนาดเท่าดวงจันทร์ เท่านั้นยังไม่พอเมื่อขนาดมันใหญ่มากพอเขาจะโยนลูกบอลออกไปนอกโลกนั่นเท่ากับว่าคนที่รอดชีวิตก็ต้องขาดอากาศหายใจตายอยู่ดี! 5.Joel Miller : ซีรี่ส์ “ The Last of Us ” Action / Horror  ( 2013-2020 ) หนึ่งในตัวละครที่หลายๆ คนยังคงจดจำและรักเขามาจนถึงปัจจุบันนี้ นั่นคือ " โจเอล " เขาเป็นตัวละครเอกของเกม The Last Of Us พ่อผู้สูญเสียลูกสาวไปในช่วงเวลาการระบาดของเชื้อ Cordyceps Brain Infection ทำให้เขาฝึกฝนและพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักล่าที่เย็นชา หลังจากนั้นเขาได้พบเจอกับเด็กสาวที่มีชื่อว่าเอลลี่ และด้วยความสัมพันธ์ต่างๆ ที่พวกเขาได้ร่วมฝ่าฟันกันมา และใช้เวลาร่วมกันจนเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ฉันท์พ่อ-ลูก *พวกเขาผ่านอะไรกันมาบ้างนั้นแนะนำให้ไปเป็นเล่นตัวเต็มนะครับ! * สปอยละนะ! *...กลับมาเล่าต่อในช่วงท้ายเกมหลังจากที่โจเอลรู้ว่าเอลลีจะต้องสละชีวิตตัวเองเพื่อทำการผลิตยารักษา ซึ่งเราคิดว่าเขาจะยอมไหม? คำตอบคือไม่! ด้วยเหตุนั้นมันทำให้เขาต้องบุกโรงพยาลไปล้างบางสังหารสมาชิกของหน่วยอาสาสมัคร Fireflies และบรรดาหน่วยแพทย์ในนั้น บอกเลยว่าฉากนี้เป็นฉากนองเลือดที่น่าสลดใจมากๆ อีกฉากหนึ่งเลย! 6.Lara Croft : ซีรี่ส์ “Tomb Raider” Action / Adventure   ( 1996-2018 ) Lara Croft ถือเป็นตัวละครระดับตำนานสำหรับคอเกมแนวผจญภัยล่าสมบัติ โดยตลอดระยะเวลา 22 ปีนั้นเธอได้ทำการบู๊และลอบสังหารผู้คนไปจำนวนมาก! เท่านั้นยังไม่พอในช่วงหนีตายนั้นเธอมักจะทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังอยู่บ่อยครั้ง นอกจากการสังหารผู้คนแล้วนั้น เธอยังสังหารเหล่าสัตว์มากมายเช่น สัตว์ป่า สัตว์ในตำนาน และเธอยังเคยสังหารไดโนเสาร์อีกด้วย! 7.Nathan Drake : ซีรี่ส์ “ Uncharted ” Action / Adventure ( 2007-2017 ) Nathan Drake นั้นเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ชอบในการผจญภัยออกล่าสมบัติลับและอารยธรรมโบราณ เช่น El Dorado และ Shambhala ซึ่งในระหว่างที่เขาเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกนั้นเขาได้สร้างอริสร้างศัตรูไว้มากมาย และแน่นอนว่าเขานั้นสามารถสังหารมนุษย์ไปจนถึงมนุษย์กลายพันธ์ุมากมาย โดยมีคนเคยคาดการณ์ว่าเขาได้สังหารคนมากกว่า 1,800 คน มันอาจจะไม่ได้มากเหมือนหัวข้ออื่นๆ แต่ลองคิดดูว่าคนๆ นึงจะฆ่าคนได้มากขนาดนี้ก็น่ากลัวใช่ย่อย! 8.Agent 47 : ซีรี่ส์ “ Hitman ”  Action Stealth Adventure Sandbox ( 2000-2021 ) ถ้าคิดว่ามนุษย์ธรรมดาอย่าง Nathan Drake น่ากลัวแล้วใช่ไหม?  แสดงว่าเรายังไม่รู้จักกับพ่อหนุ่มหัวโล้นหลังหัวติดบาร์โค้ด อย่าง Agent 47 ซึ่งเขาเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุ์กรรมและฝึกฝนให้เติบโตมาเป็นเครื่องจักรสังหารสมบูรณ์แบบไร้สามัญสำนึก ไร้ความเมตตา โดยตั้งแต่ภาคแรกจนถึงปัจจุบันที่เขาลงมือทำภารกิจสังหารผู้คนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฆ่าด้วยปืนแบบปกติ / ฆ่าแบบวางยา / ฆ่าด้วยการช็อตไฟฟ้า / ฆ่าด้วยการแอบในก้อนเค้ก ซึ่งแน่นอนว่าเขานั้นจะฆ่าทั้งเป้าหมายหลักและศัตรูในระหว่างทางมากมายนับไม่ถ้วนเลย! 9.Mario : ซีรี่ส์ “ Super Mario ” ( 1985-2021 ) Mario นั้นถือกำเนิดตั้งแต่ช่วงยุค 80 โดยช่างปะปาแบบเขานั้นถือว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่สังหารผู้คนไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์เกมเลย! การสังหารแบบแรกที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือการฆ่าศัตรูมากมายตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี แต่อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้นั่นคือ มีตำนานเล่าว่าชาวเมืองในเกมนั้นถูกสาปให้เป็นสิ่งต่างๆ ในฉากเช่น อิฐ / ก้อนเมฆ หรือต้นไม้ ทีนี้เราลองคิดดูว่า Mario นั้นสังหารชาวเมืองไปมากแค่ไหน! รู้แบบนี้แล้วทุกคนยังกล้าที่จะทำลายอิฐกันอีกหรือไม่! 10.Kratos : ซีรีส์ “ God of War ” Action / RPG ( 2005-2021 ) ตัวละครตำนานที่จะไม่หยิบมาเอ่ยถึงคงไม่ได้! เพราะเขาถือเป็นหนึ่งในแอนตี้ฮีโร่ที่สังหารผู้คนมามาย ตั้งแต่ช่วงแรกที่เขายังเป็นมนุษย์นักรบสปาตัน ซึ่งเขาได้สังหารทั้งพลทหารและพลเรือนมากมาย! จนกระทั่งเขากลายเป็นผู้รับใช้ของ Ares เขาก็ทำการไล่ล่าฆ่าฟันนองเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ จากฆ่ามนุษย์ ก็ไปฆ่าอสูร จากอสูรก็เป็นไททัน และจากไททันก็เล่นใหญ่ไปสังหารเทพ!   *ยังมีตัวละครอีกมากมายที่ผมอาจจะไม่ได้หยิบยกมาและตกหล่นทุกคนก็สามารถแนะนำกันมาได้นะครับ โดยอีกหนึ่งตัวในใจที่ผมชอบมากๆ นั่นก็คือ Deadpool!!! Credit : Watchmojo
19 Jan 2021
ไกด์เกม Godfall อธิบายเครื่องประดับที่มีอยู่ทั้งหมดภายในเกม
หายไปพักใหญ่เลยนะคะ กราบขออภัยกันด้วยสำหรับไกด์ของเกม “Godfall” เกมแนว Action Hack and Slash ผลงานจาก Counterplay Games หนึ่งในทีมผู้พัฒนาเกมที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Gearbox Software ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงรายละเอียดค่าสเตตัสต่าง ๆ, เหล่าชุดเกราะแห่งทวยเทพ และ อาวุธภายในเกมกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงเครื่องประดับแต่ละชนิดภายในเกมนี้กันว่ามีรูปแบบไหนบ้าง มีออฟชั่นอะไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวละครแข็งแกร่งมากกว่าเดิม เมื่อพร้อมกันแล้วไปติดตามกันเลยค่ะ   สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเป็นอันดับแรก! เครื่องประดับภายในเกม Godfall ก็มีความคล้ายคลึงกับอาวุธของเกมนี้ที่แบ่งออกไปทั้งหมด 5 ระดับด้วยกันประกอบไปด้วย Common [สีขาว], Uncommon [สีเขียว], Rare [สีฟ้า], Epic [สีม่วง] และ Legendary [สีทอง] ในแต่ละระดับก็จะมีออฟชั่นติดมาให้ด้วย ซึ่งจะแบ่งออกไปทั้งหมด 2 แบบด้วยกันประกอบไปด้วย “Primary Effect” คือสิ่งที่ติดมากับเครื่องประดับชิ้นนั้น ๆ เลย และ “Secondary Effect” จะเป็นคุณสมบัติพิเศษที่จะทำการสุ่มขึ้นมาใครที่อยากได้ให้เข้ากับตัวละครของตนเองก็ต้องอาศัยความสามารถในการค้นหาพอตัวเลยค่ะ นอกจากนี้เรายังสามารถอัปเกรดเพื่อเพิ่มระดับของไอเทมให้สูงขึ้นอีกทั้งมันจะช่วยในการปลดล็อคคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วยนะคะ เครื่องประดับประเภทสร้อยคอ [Amulets] Mark of the Chosen - เป็นสร้อยคอระดับ Common [สีขาว] - ไม่มี Effect ออฟชั่นใด ๆ Mistwalker's Amulet - เป็นสร้อยคอระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายแบบ Soulshatter Buildup ( ลดหลอดเลือดแบบสีขาว ) คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าจะได้มาเท่าไหร่ Dawn's Eye Amulet - เป็นสร้อยคอระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเร็วให้กับสกิล Archon Fury Whiterbone Pendant - เป็นสร้อยคอระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิตให้ตัวละคร Moonshield Amulet - เป็นสร้อยคอระดับ Rare [สีฟ้า] - ได้รับพลังชีวิตพิเศษ [Overhealth] ตามจำนวนที่ระบุเอาไว้ทุกครั้งเมื่อเราทำลายศัตรูด้วยสถานะ Breach Dreamstar Amulet - เป็นสร้อยคอระดับ Rare [สีฟ้า] - เพิ่มการชาร์จของสกิล Archon Fury ทุกครั้งที่เราโจมตีศัตรูด้วย Soulshatter Mark of the Duelist - เป็นสร้อยคอระดับ Rare [สีฟ้า] - ได้รับพลังชีวิตตามจำนวนที่ระบุเอาไว้ทุกครั้งเมื่อโจมตีศัตรูติดคริติคอล [Critical Hit] Pendant of the Servant - เป็นสร้อยคอระดับ Rare [สีฟ้า] - การฟื้นฟูพลังของ Life Stone จะถูกเปลี่ยนมาเป็น Overhealth แทนการเพิ่มพลังชีวิตโดยตรง Grandmaster's Station - เป็นสร้อยคอระดับ Epic [สีม่วง] - ได้รับตราสัญลักษณ์ “Mark of Weakness” ทุกครั้งที่โจมตีติดสถานะธาตุ Chill Heartsong Amulet - เป็นสร้อยคอระดับ Epic [สีม่วง] - เพิ่มความเสียหายแบบ Soulshatter Buildup ( ลดหลอดเลือดแบบสีขาว ) ทุกครั้งที่โจมตีในรูปแบบ Rampage Pendant of the Four Winds - เป็นสร้อยคอระดับ Epic [สีม่วง] - โจมตีใส่ศัตรูที่มีพลังชีวิตเต็มอยู่อย่างรุนแรงเมื่อจู่โจมตีในรูปแบบสถานะ Breach โดยความแรงจะนำเป็นเปอร์เซ็นต์ ( มีระยะคูลดาวน์ 30 วินาที ) Amulet of the Betrayer - เป็นสร้อยคอระดับ Legendary [สีทอง] - หากผู้เล่นพลังชีวิตลดลงเหลือ 0 เราจะได้รับสถานะพิเศษทำให้มีพลังชีวิตคงที่ 1 แต้มทำให้เป็นอมตะ 5 วินาที ( มีระยะคูลดาวน์ 30 วินาที ) เครื่องประดับประเภทเครื่องราง [Charms] Lunar Token - เป็นเครื่องรางระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มโอกาสโจมตีติดคริติคอล [Critical Hit] Token of Harmony - เป็นเครื่องรางระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเร็วในการใช้แบนเนอร์ [Banner ] Hawk Charm - เป็นเครื่องรางระดับ Rare [สีฟ้า] - เมื่อเราโจมตีติดสถานะ Ignite จะทำให้ได้รับบัฟ Blessing of Power ( เพิ่มโจมตี ) หรือ เมื่อเราโจมตีติดสถานะ Chill จะทำให้ได้รับบัฟ Blessing of Luck ( เพิ่มอัตราการโจมตีติดคริติคอล ) Moth Charm - เป็นเครื่องรางระดับ Rare [สีฟ้า] - เพิ่มความเร็วในการชาร์จ Archon Fury ทุกครั้งที่เราเอาชนะศัตรูด้วยการปาโล่โจมตีใส่ศัตรู Peacock Charm - เป็นเครื่องรางระดับ Rare [สีฟ้า] - เมื่อเราใช้งาน Life Stone จะทำให้ศัตรูที่อยู่ใกล้ ๆ ติดสถานะผิดปกติตาบอดทุกครั้ง Phoenix Talisman - เป็นเครื่องรางระดับ Epic [สีม่วง] - ได้รับตราสัญลักษณ์ “Mark of Weakness” ทุกครั้งที่โจมตีติดสถานะธาตุ Poison  War Talisman - เป็นเครื่องรางระดับ Epic [สีม่วง] - เมื่อไหร่ก็ตามที่เราโจมตีจุดอ่อนของศัตรูจะคืนค่าพลังชีวิตจำนวนหนึ่งให้กับผู้เล่นและสมาชิกในทีมที่อยู่ใกล้เคียง Ash Meteorite - เป็นเครื่องรางระดับ Legendary [สีทอง] - เมื่อไหร่ก็ตามที่เราโจมตีจุดอ่อนของศัตรูจะมีการปล่อยกระสุนออกไปโจมตีสร้างความเสียหายในรูปแบบกายภาพ เครื่องประดับประเภทหินแห่งการฟื้นคืนพลัง [Life Stones] Bead of Hardened Aetherium - เป็นหินแห่งการฟื้นคืนพลังระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มโอกาสสร้างความเสียหายในรูปแบบ Ailments Spirit Pumice - เป็นหินแห่งการฟื้นคืนพลังระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายกับศัตรูที่ถูกโจมตีด้วย “Breach” ที่จะส่งผลต่อค่าเกราะป้องกัน ( หลอดสีเหลือง ) ที่อยู่ใต้พลังชีวิตของศัตรู Obsidian Star - เป็นหินแห่งการฟื้นคืนพลังระดับ Rare [สีฟ้า] - เพิ่มพลังโจมตีทางกายภาพสูงสุด 43% Vitriolic Kravenstone - เป็นหินแห่งการฟื้นคืนพลังระดับ Rare [สีฟ้า] - เพิ่มพลังโจมตีทางกายภาพสูงสุด 43% Restorative Sundrop - เป็นหินแห่งการฟื้นคืนพลังระดับ Rare [สีฟ้า] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีด้วยธาตุไฟ เครื่องประดับประเภทแบนเนอร์ [Banners] Valorian Herald's Flag - เป็นแบนเนอร์ระดับ Common [สีขาว] - ไม่มี Effect ออฟชั่นใด ๆ Carapace Banner - เป็นแบนเนอร์ระดับ Uncommon [สีเขียว] - ได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีลดลง Wolfshead Banner - เป็นแบนเนอร์ระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายในการโจมตีให้รุนแรงมากกว่าเดิม Vampiric Pennant - เป็นแบนเนอร์ระดับ Rare [สีฟ้า] - พื้นฟูพลังชีวิตจำนวนหนึ่งเมื่อคุณถูกศัตรูโจมตี Mesa's Banderole - เป็นแบนเนอร์ระดับ Epic [สีม่วง] - เพิ่มโอกาสโจมตีติดคริติคอล [Critical Hit] และ เพิ่มพลังโจมตีเมื่อติดสถานะคริติคอล [Critical Hit]  Standard of the Golden Lion - เป็นแบนเนอร์ระดับ Legendary [สีทอง] - เพิ่มความเร็วในการใช้ท่าพิเศษ [Weapon Technique], เพิ่มความเร็วในการใช้โล่ และ เพิ่มความเร็วในการใช้สกิล Archon Fury เครื่องประดับประเภทแหวน [Rings] Knight's Ring - เป็นแหวนระดับ Common [สีขาว] - ไม่มี Effect ออฟชั่นใด ๆ True Strike Ring - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มพลังโจมตีทางกายภาพ Sparking Circuit - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มโอกาสโจมตีติดสถานะ Shock Ring of Embers - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มโอกาสโจมตีติดสถานะ Ignite Sanguine Ring - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มโอกาสโจมตีติดสถานะ Bleed Brute Rings - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีศัตรูด้วยการจับทุ่ม [Takedown] Journeyman's Mark - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีศัตรูด้วยท่าพิเศษ [Weapon Technique] Fiona's Ring - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีศัตรูเข้าบริเวณจุดอ่อน Alabaster Ring - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีด้วยธาตุน้ำ Lifebond Ring - เป็นแหวนระดับ Uncommon [สีเขียว] - เพิ่มความเสียหายเมื่อโจมตีด้วยธาตุไฟ Ring of Noxious Power - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - ได้รับตราสัญลักษณ์ “Mark of Weakness” ทุกครั้งที่โจมตีด้วยการปาโล่ [Shield Throw] Ring of the First Sword - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - จะได้รับพลังชีวิตพิเศษ [Overhealth] ทุกครั้งที่โจมตีเข้าบริเวณจุดอ่อนของศัตรู Vermillion Band - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - ฟื้นฟูพลังชีวิตให้กับตัวเองทุกครั้งที่สังหารศัตรูด้วยการจับทุ่ม [Takedown] Gilden Rose Band - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - ได้รับตราสัญลักษณ์ “Mark of Weakness” ทุกครั้งที่โจมตีด้วยรูปแบบ Polarity Attack หรือการเก็บหลอดพลังแล้วสลับอาวุธ Furium - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - จะได้รับ Archon Fury มากยิ่งขึ้นในทุก ๆ ครั้งที่โจมตีเข้าบริเวณจุดอ่อนของศัตรู Guardian Ring - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - พลังของโล่จะเพิ่มให้ทุกครั้งที่เราป้องกันการโจมตีจากศัตรูแบบ Parry ได้สำเร็จ Enigmatic Circle - เป็นแหวนระดับ Rare [สีฟ้า] - พลังของ Polarity Attack จะถูกเพิ่มทุกครั้งเมื่อเราเอาชนะศัตรูที่ถูกสาปได้ Adamantite Band - เป็นแหวนระดับ Epic [สีม่วง] - เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถป้องกันการโจมตีจากศัตรูแบบ Parry ได้สำเร็จจะเพิ่มความเร็วในการชาร์จหลอด Weapon Technique เป็นระยะเวลา 10 วินาที แล้วการโจมตีด้วยรูปแบบ Polarity Attack หรือการเก็บหลอดพลังแล้วสลับอาวุธจะสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้น Emerald Band - เป็นแหวนระดับ Epic [สีม่วง] - ถ้าผู้เล่นมีค่าสเตตัส Vitality มากกว่าสเตตัสอื่น ๆ จะทำให้การฟื้นฟูพลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาจำนวนหนึ่งทุกครั้งที่เราโจมตีด้วยรูปแบบ Soulshatter Godsmith's Ring - เป็นแหวนระดับ Epic [สีม่วง] - ทำให้ศัตรูที่อยู่ใกล้ ๆ ติดสถานะผิดปกติตาบอดทุกครั้งที่โจมตีด้วยการปาโล่ จบไปอีกหนึ่งไกด์สำหรับเกม Godfall ก็ได้แต่คาดหวังว่ามันจะช่วยเพื่อน ๆ ทั้งผู้เล่นหน้าเก่า หรือ ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ซื้อเกมนี้มาเล่นไม่มากกน้อยนะคะ สำหรับใครที่หาเพื่อนเล่นเกมนี้อยู่ก็มีกลุ่มคนไทยที่เล่นเกมนี้เหมือนกันนะคะ เข้าไปพูดคุยหาเพื่อนเล่นออนไลน์กันได้ค่ะ คลิกที่นี่ สุดท้ายใครที่สนใจอยากจะเล่นเกมนี้แพลตฟอร์ม PC สั่งซื้อได้แล้วที่ Epic Games ส่วนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ก็วางจำหน่ายบน PlayStation Store ได้แล้ววันนี้ค่ะ ไกด์เกม Godfall อธิบายรายละเอียดค่าสเตตัสต่าง ๆ และ สกิลตัวละครทั้งหมด ไกด์เกม Godfall อธิบายชุดเกราะนักรบแห่งทวยเทพ Valorplate ทั้ง 12 จักรราศี ไกด์เกม Godfall อธิบายอาวุธภายในเกมทั้งหมดพร้อมลูกเล่นของแต่ละชนิด อ่านรีวิวตัวเต็ม Godfall ได้ที่นี่ - https://gamefever.co/review-godfall-by-kaelyn
19 Jan 2021
[Guide] รวมข้อมูล Boss ทั้ง 12 ด่านใน Digivice รุ่น 2020
หลังจากที่ได้เคยทำบทความ Unbox และ Review เครื่องเล่น Digivice รุ่น 2020 จากอนิเมชั่นเรื่อง Digimon Adventure: Reboot กันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงช่วงบทความที่มีคนอยากให้ทำเพิ่มอีกสักนิดนั้นก็คือ Guide บอสประจำด่านต่างๆ ให้เป็นข้อมูลกัน คำเตือน: หากใครดูอนิเมชั่น Digimon Adventure: Reboot อยู่แล้วล่ะก็ เนื้อหาเกี่ยวข้อมูล Boss ทั้งสิบสองด่าน อาจจะมีการ Spoil เนื้อหา หากใครยังไม่อยากโดน Spoil หรือยังเล่น Digivice เครื่องนี้ไม่จบแล้วอยากลุ้นเอาเอง แนะนำให้เก็บบทความนี้ไว้แล้วสามารถไปอ่านทีหลังได้ตามต้องการเลยจ้า ================================================== 1st Stage Boss: Argomon (Mega Form) ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสุดยอด ( Mega ) ประเภท Digimon: ประเภทกลายพันธุ์ ( Mutant ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Jungle Troopers, Nightmare Soldiers พัฒนาร่างมาจาก: Argomon ร่างสมบูรณ์ ( Ultimate ) ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 1 จำนวนพลังชีวิต: 15 HP พลังการโจมตี: 2 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก เป็น Boss ประจำด่านแรกที่เปิดตัวมาก็อลังการแล้ว และในอนิเมะเปิดตัวมาก็เอาซะไทจิกับยามาโตะแทบจะย่ำแย่ โชคดีที่พลังแห่งปาฎิหาริย์ได้ทำให้ Agumon และ Gabumon ทำการรวมร่าง Jogress กลายเป็น Omegamon และปราบศัตรูลงไปได้ชั่วพริบตา 2nd Stage Boss: Gesomon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างโตเต็มวัย ( Champion ) ประเภท Digimon: ประเภทกหอย ( Mullusk ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Deep Savers พัฒนาร่างมาจาก: Syakomon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 7 จำนวนพลังชีวิต: 10 HP พลังการโจมตี: 2 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก เป็นบอสที่หน้าตาจะเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว เพราะเจอกันตั้งแต่สมัยอนิเมะเวอร์ชั่นปี 1999 และในอนิเมะภาค Reboot นี้ก็จะได้เจอมันในตอนที่ 7 ที่ Gomamon ได้เตือนสติโจ คู่หูของเขาจนสามารถก้าวข้ามความกลัว และพัฒนาร่างจนกลายเป็น Ikkakumon จนสามารถปราบ Gesomon ได้ในที่สุด 3rd Stage Boss: MetalTyrannomon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสมบูรณ์ ( Ultimate ) ประเภท Digimon: ประเภทกจักรกล ( Cyborg ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Metal Empire, Dragon's Roar พัฒนาร่างมาจาก: Tyrannomon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 9 จำนวนพลังชีวิต: 11 HP พลังการโจมตี: 2 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก MetalTyrannomon ปรากฎตัวในอนิเมะตอนที่ 9 ที่ทำให้พวกเด็กที่ถูกเลือกสะบัดสะบอมกันไป แต่ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งของไทจิ และความที่เขาไม่ยอมแพ้เพื่อสิ่งที่ต้องปกป้อง ทำให้ Greymon ได้พัฒนาร่างเป็น MetalGreymon ในตอนที่ 10 จนสามารถเอาชนะได้ด้วยท่าไม้ตายในตำนาน Giga Destroyer 4th Stage Boss: Mammothmon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสมบูรณ์ ( Ultimate ) ประเภท Digimon: ประเภทกสัตว์ดึกดำบรรพ์ ( Acient Animal ) คุณลักษณะ Digimon: แบบวัคซีน ( Vaccine ) สายพันธุ์ Digimon: Nature Spirits, Nightmare Soldiers พัฒนาร่างมาจาก: Boarmon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 15 จำนวนพลังชีวิต: 12 HP พลังการโจมตี: 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก ในอนิเมะ เราจะได้เจอ Mammothmon ในตอนที่ 15 เป็นฉากที่โจวได้ตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นตัวล่อ ดึงความสนใจตามแผนการที่พาโซระซึ่งกำลังบาดเจ็บจากสภาวะถูกน้ำแข็งกัด และเป็นการซื้อเวลาให้หลบหนีได้ง่ายขึ้น แต่พวกมันตามอย่างไม่ลดละ และด้วยความแน่วแน่ของโจว ด้วยสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างเขากับ Gomamon ที่กำลังแปลงร่างเป็น Ikkakumon ในขณะนั้น ได้พัฒนาร่างเป็น Zudomon ซึ่งเป็นร่างสมบูรณ์และสามารถหยุด Mammothmon ได้ในที่สุด 5th Stage Boss: Nidhoggmon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสุดยอด ( Mega ) ประเภท Digimon: ประเภทกมังกรปีศาจ ( Demon Dragon ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Nature Spirits พัฒนาร่างมาจาก: Orichimon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 18 จำนวนพลังชีวิต: 13 HP พลังการโจมตี: 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก นับได้ว่าเป็น Digimon ตัวใหม่ที่ไม่เคยปรากฎภาคไหนมาก่อนนอกจากในเครื่อง Digivice รุ่น 2020 และอนิเมะภาค Reboot ซึ่งปรากฎตัวครั้งแรกในตอนที่ 18 ช่วงที่พวกไทจิถูกจับอยู่ในเมืองโตเกียวจำลองและ Nidhoggmon ได้ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับนับถอยหลังเวลาที่โลกอีกฝั่งกำลังจะพิศาจ พวกเด็กที่ถูกเลือกกำลังตกอยู่ในความสิ้นหวัง แต่ก็ยังมีไทจิและยามาโตะที่ไม่ยอมแพ้ ได้มอบพลังให้ Agumon และ Gabumon ทำการ Jogress กลายเป็น Omegamon อีกครั้ง จนในที่สุดก็สามารถปราบ Nidhoggmon ได้ก่อนเมืองโตเกียวจริงๆ จะระเบิดด้วยผลกระทบจากพลังแห่งความมืดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด 6th Stage Boss: SkullKnightmon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างโตเต็มวัย ( Champion ) ประเภท Digimon: ประเภทกอมรณา ( Undead ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Nightmare Soldier พัฒนาร่างมาจาก: ไม่มี ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 21 จำนวนพลังชีวิต: 12 HP พลังการโจมตี: 2 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก เป็นอีกหนึ่ง Digimon ที่น่าจดจำทั้งในฐานะบอสด่านที่ 6 ของ Digivice 2020 และเป็น Digimon ที่โหดเอาเรื่องในอนิเมะภาค Reboot ปรากฎตัวครั้งแรกในตอนที่ 21 แต่ก็ยังไม่มีบทอะไรจนกระทั่งตอนที่ 22 ที่สามารถต่อสู้กับ Greymon และ Garurumon ตบซะยับอย่างง่ายดายจนไทจิและยามาโตะต้องให้ Digimon คู่หูแปลงร่างเป็นร่างสมบูรณ์ถึงสามารถโต้กลับได้ จนทำให้ SkullKnightmon ต้องแปลงร่างเป็น DarkKnightmon เข้าสู้ แต่สุดท้ายก็ยังเพลี้ยพล้ำกับพลังมิตรภาพของเด็กที่ถูกเลือกอยู่ดีและล่าถอยในที่สุด 7th Stage Boss: DoneDevimon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสุดยอด ( Mega ) ประเภท Digimon: ประเภททูตตกสวรรค์ ( Fallen Angel ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Nightmare Soldier พัฒนาร่างมาจาก: NeoDevimon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 24 จำนวนพลังชีวิต: 13 HP พลังการโจมตี: 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก DoneDevimon จัดได้ว่าเป็น Digimon ร่างใหม่ให้กับ Devimon ผู้ชั่วร้าย ปรากฎอยู่ในตอนที่ 24 ที่บอกเลยว่าเป็น Digimon วายร้ายที่ประทับใจมาก มันมีทั้งความบ้า และความสามารถจัดได้ว่าโหดสุดๆ เล่นเอาซะทำให้ MetalGreymon สติแตกเพราะเห็นไทจิโดน DoneDevimon กลืนเข้าปากไปจนคุ้มคลั่งกลายร่างเป็น Mugendramon แม้จะสู้ได้แต่ก็คุ้มคลั่งทำร้ายพวกเดียวกันด้วยแบบไม่เลือกหน้า แต่ได้ทาเครุและดิจิมอนศักดิ์สิทธิ์อย่าง Patamon ใช้ม่านแห่งแสงและพลังแห่งแสงสว่างเรียกสติกลับมาได้จนสามารถพลิกกำจัด DoneDevimon ได้ในที่สุด 8th Stage Boss: WaruSeadramon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสมบูรณ์ ( Ultimate ) ประเภท Digimon: ประเภทสัตว์น้ำ ( Aquatic ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Deep Savers, Dragon's Roar พัฒนาร่างมาจาก: Seadramon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 26 จำนวนพลังชีวิต: 12 HP พลังการโจมตี: 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก WaruSeadramon เป็น Digimon สัตว์ป่าที่เป็นนักล่าอยู่รวมกันเป็นฝูง กินข้อมูล Digimon ตัวอื่นๆ เป็นอาหาร บอกเลยว่าถึงจะเป็นร่างสมบูรณ์แต่เมื่อทำงานล่ากันเป็นทีม ทำให้ไทจิ ยามาโตะและทาเครุทีเพิ่งจะหนีตายตั้งแต่ Mamemon ก็ถึงกับหืดขึ้นคอเมื่ออยู่กลางทะเลกับพวก Seadramon แต่ยังโชคดีที่ โซระ มีมี่ โจและโคจิโร่ พร้อมกับ Digimon คู่หูเข้ามาช่วยได้ทันเวลาและสามารถปราบ WaruSeadramon ลงได้ในที่สุด 9th Stage Boss: Parrotmon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสมบูรณ์ ( Ultimate ) ประเภท Digimon: ประเภทสัตว์ปีก ( Bird ) คุณลักษณะ Digimon: แบบวัคซีน ( Vaccine ) สายพันธุ์ Digimon: Wing Guardians พัฒนาร่างมาจาก: Tokomon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 30 จำนวนพลังชีวิต: 12 HP พลังการโจมตี: 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก จัดได้ว่า Parrotmon เป็นสัญลักษณ์ของซีรี่ส์ Digimon อีกหนึ่งตัว และในเวอร์ชั่น Reboot ก็ปรากฎตัวชัดๆ ครั้งแรกในตอนที่ 30 ซึ่งได้ทำการโจมตี WarGreymon จนอ่วมหนักมาก อีกทั้งแปลงร่างเป็น Crossmon จนเกือบสิ้นสภาพ แต่ด้วยความพลังแห่งความกล้าและได้ใช้ตัวเองซื้อเวลาให้โซระและพวก Woodmon หนีจากการต่อสู้นี้ ด้วยพลังแห่งความกล้านั้นทำให้พลังตราสัญลักษณ์ตอบรับเขา จนสามารถพัฒนาร่างสุดยอดกลายเป็น WarGreymon และเอาชนะอย่างง่ายดาย 10th Stage Boss: Moon=Millenniummon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสุดยอด ( Mega ) ประเภท Digimon: ประเภทเทพปีศาจ ( Evil God ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Dark Area, Nightmare Soldiers พัฒนาร่างมาจาก: Millenniummon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: Episode ที่ 30 จำนวนพลังชีวิต: 14 HP พลังการโจมตี: 3 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก เป็น Digimon ลึกลับที่ปรากฎตัวในอนิเมะตอนที่ 30 ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจบตอน ปัจจุบันอนิเมะภาค Reboot ยังไม่เปิดเผยตัวตนเต็มๆ ว่าพวกเด็กที่ถูกเลือกจะได้เจอกันตอนไหน 11th Stage Boss: Millenniummon ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ร่างสุดยอด ( Mega ) ประเภท Digimon: ประเภทหลากหลาย ( Composition ) คุณลักษณะ Digimon: แบบไวรัส ( Virus ) สายพันธุ์ Digimon: Dark Area, Nightmare Soldiers พัฒนาร่างมาจาก: Kimeramon ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: ยังไม่ปรากฎแน่ชัด จำนวนพลังชีวิต: 15 HP พลังการโจมตี: 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก ที่จริงแล้ว Milleniummon จะต้องเป็นร่างที่ต่อยอดไปยัง Moon=Milleniummon แต่ทำไม Digivice 2020 เรียงลำดับบอสแปลกๆ แต่ถึงอย่างนั้นกลับโหดกว่ามากๆ ยิงนัดเดียวสร้างความเสียหายสูง แม้ว่าในอนิเมะภาค Reboot จะยังไม่ปรากฎตัวก็ตาม ก็ต้องรอดูกันต่อไป Final Stage Boss: Unknows ข้อมูลของ Boss: ระดับร่าง Digimon: ไม่ระบุ ( Unknow ) ประเภท Digimon: ไม่ระบุ ( Unknow ) คุณลักษณะ Digimon: แบบอิสระ ( Free ) สายพันธุ์ Digimon: Dark Area พัฒนาร่างมาจาก: ไม่ระบุ ( Unknow ) ช่วงปรากฎตัวในอนิเมะครั้งแรก: ยังไม่ปรากฎแน่ชัด จำนวนพลังชีวิต: 15 HP พลังการโจมตี: 4 AP ต่อการปล่อยพลัง 1 ลูก / 5 AP ต่อการปล่อยพลัง 2 ลูก [ เงื่อไขการปลดล็อคด่านสุดท้าย ]: เอาชนะ Boss ด่าน 11 ให้ครบ 10 รอบ และบอสตัวสุดท้ายในเครื่องเล่น Digivice รุ่น 2020 ซึ่งบอกเลยว่าเป็นบอสที่ยากและหัวร้อนที่สุดแล้ว เมื่อทำการปลดเงื่อนไขตบบอสด่าน 11 ครบ 10 ครั้งแล้ว จะปรากฎด่านลับซึ่งเป็นด่านที่ 12 ออกมา โดยในอนิเมะยังไม่ปรากฎตัวให้เห็น แต่คาดว่าน่าจะท้ายๆ ของเรื่อง หากเราเอาชนะบอสตัวนี้แล้วก็ถือว่าคุณได้เคลียร์เกม Digivice รุ่น 2020 อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับปลดล็อค Omegamon Alter S อีกด้วย ================================================== เป็นอย่างไรกันบ้างกับ Guide ข้อมูลบอสทั้ง 12 ด่านของ Digivice รุ่น 2020 ซึ่งบอกเลยว่าเห็นแบบนี้ด่านไม่ใช่น้อยๆ และทางนี้เองใช้เวลาเล่นมากกว่า 1 อาทิตย์ถึงจะสามารถเคลียร์เกมได้สำเร็จ และที่หัวร้อนเพราะการใช้ระบบวัดดวงเข้ามาต่อสู้ ต่างจากเครื่องรุ่นเก่าๆ ที่ใช้ทั้งการเขย่าและการกดซึ่งโอเคกว่า แต่อย่างไรก็ตามถือได้ว่าเล่นสนุกและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปสำหรับแฟนๆ Digimon หวังว่าคงจะได้ทำบทความเกี่ยวกับ V-Pet และ Digivice ในโอกาสต่อไปน้า
19 Jan 2021
ส่องลูกเล่นใหม่ ๆ ของ One UI 3.0 และ Android 11 ที่อัปเดตให้กับ Samsung A I S I Note I Z Series
อัปเดตมาได้ราว ๆ เกือบจะ 1 เดือนเห็นจะได้แล้วค่ะ สำหรับ Android 11 และ One UI 3.0 ของแบรนด์ Samsung ที่มาการทยอยอัปเดตให้ในแต่ละรุ่น โดยทางเกวลินเองได้ใช้ Samsung Galaxy Note 20 Ultra ก็เลยทำการอัปเดตแล้วทดลองใช้งานดูตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วันนี้เลยจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมกันบ้างค่ะ ส่วนใครที่ใครแบรนด์นี้อยู่แล้วแต่เป็นรุ่นที่รองท็อปลงมาก็จะมีการอัปเดตให้ในแต่ละเดือน ( ส่วนนี้เดี๋ยวจะมาอธิบายให้ทราบในช่วงท้ายบทความนะคะ ) เอาละเมื่อพร้อมกันแล้วไปดูกันเลยค่ะ ต้องเข้าใจ “การอัปเดตในครั้งนี้ก่อน!” สำหรับ “One UI 3.0” คือระบบปฏิบัติการที่มาพร้อมกับ Android 11 เพื่อที่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนถึงตอนนี้ทาง Samsung ก็ได้ไล่อัปเดตมาตั้งแต่ Series A, Series M, Galaxy Note 20 Series, Galaxy S20 Series, Galaxy Z Fold 2, Galaxy Z Fold 2, Galaxy Z Flip, Galaxy Note 10 Series, Galaxy Fold และ Galaxy S10 Series ทั้งนี้ก็ต้องแจ้งให้ทราบกันก่อนว่ามันคือการไล่อัปเดตในแต่ละรุ่นตามลำดับนะคะ แล้ว “One UI 3.0” มันมีอะไรที่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมก่อนหน้านี้บ้าง!? อันดับแรกที่ต้องพูดถึงก่อนก็คือพวกไอคอนต่าง ๆ ที่เราใช้งานจะไม่แตกต่างจาก One UI 2.5 เลยค่ะ ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้ในส่วนนี้ใหม่แต่อย่างใดนะคะ แต่ที่จะต้องมาศึกษาอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อยก็คือ “ระบบการแจ้งเตือน” ที่ตรงนี้ทาง Samsung ได้มีการดีไซน์ใหม่คือบอกระบุชัดเจนว่าการแจ้งเตือนนั้นมาจากของอะไร จากเดิมเวอร์ชั่นก่อนที่ไม่มีการแบ่งหมวดหมู่ในเวอร์ชั่นนี้ก็จะทำให้เราทราบแล้วว่าที่เด้ง ๆ แจ้งเตือนนั้นมาจากแอพพลิเคชั่นอะไรค่ะ รวมไปถึงมีการปรับโทนสีของโซนแสดงผลจากเดิมที่เป็นแบบสีขาวทึบแต่เมื่ออัปเดตเป็น One UI 3.0 ในส่วนนี้จะทำให้ดูโปร่งแสงมากขึ้น ความรู้สึกส่วนตัวก็คือมันดูสบายตามากกว่าเวอร์ชั่นก่อนเยอะเลย ตามมาด้วยเหล่าไอคอนด้านบนพวกนี้ก็มีการออกแบบไอคอนบางส่วนใหม่รวมไปถึงปรับปรุงระบบการใช้งานบางส่วนให้ดีมากขึ้น นอกจากนี้พวกรายละเอียดเวลา, วัน และ เดือนก็จะมีการขยับมาให้เราได้เห็นชัดเจน โดยย้ายมาอยู่ตรงกลางแทนจากเดิมที่อยู่บริเวณมุมซ้ายบนของหน้าจอ แล้วพวกปุ่มเปิดปิดหรือค้นหาก็จะย้ายไปอยู่ด้านมุมขวาบนสุดของเครื่องก็เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบที่ดูสวยงามไม่ใช่น้อยค่ะ ต่อมาก็คือ “ระบบ Reset แอพพลิเคชั่น” ปกติแล้วเรากดไอคอนที่เป็น “III” เมื่อกดแล้วตอนเราเลื่อนมันจะดูไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ แต่พออัปเดตเป็น One UI 3.0 ก็มีการปรับให้เวลาเราเลื่อนหน้าต่างส่วนพวกนี้ดูเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ส่วนถ้าต้องการอยากจะปิดแอพพลิเคชั่นนั้นก็ทำเหมือนเดิมคือปัดขึ้นหรือกดปุ่มปิดทั้งหมดเลยก็ได้ แล้วระบบที่ถูกปรับปรุงอีกส่วนหนึ่งก็คือ “ระบบเพิ่ม-ลดเสียง” ที่ออกแบบมาใหม่ เมื่อเรากดปุ่มเพิ่มหรือลดเสียงมันจะมีแถบสีขาวขึ้นมาที่หน้าจอ ซึ่งเราสามารถเลื่อนขึ้น เลื่อนลงเพื่อปรับระดับเสียงตามที่ต้องการหรือจะแตะที่ไอคอนลำโพงเพื่อเปิดปิดโหมดใช้เสียงหรือโหมดสั่นได้ด้วย แล้วไอคอน “...” เมื่อกดเข้ามาก็ยังสามารถตั้งค่าในการปรับแต่งการใช้เสียงหรือสั่นในโหมดการใช้งานที่ต้องการได้ตลอดเวลาค่ะ แล้วเมื่อเรากดเข้ามาที่ตั้งค่า “เหล่าไอคอนต่าง ๆ” ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่นกันค่ะ แต่เรื่องการใช้งานต่าง ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าเปลี่ยนแปลงไอคอนไปแล้วระบบการทำงานจะเปลี่ยนไปด้วย นอกจากนี้ในส่วนของโปรไฟล์ของเราใน One UI 2.5 จะมีขนาดเล็กแต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ก็มีการปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นแล้วเมื่อเรากดเข้ามาจะเห็นรายละเอียดในการเชื่อมต่อกับ “Samsung Account” ตรงนี้เราสามารถตั้งค่ารายละเอียดเชิงลึกของบัญชีโปรไฟล์ตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ เรามาพูดถึงลูกเล่นต่าง ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาใน One UI 3.0 กันบ้างดีกว่าค่ะ อันดับแรกเลยก็คือ “Dynamic Lock Screen” ที่มีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ เข้ามาจากเดิมมีเพียงไม่กี่อันเท่านั้น บางคนอาจจะไม่เข้าใจมันคืออะไร เมื่อเราตั้งค่าเรียบร้อยแล้วจะทำให้ทุก ๆ ครั้งที่เราเปิดปิดหน้าจอภาพที่แสดงผลจะเปลี่ยนแปลงไปตามธีมที่เราได้ตั้งค่าเอาไว้ น่าเสียดายที่เราไม่สามารถตั้งรูปวอลเปเปอร์ในแบบที่เราต้องการได้ ตามมาด้วยฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ “การปิดหน้าจอด้วยการแตะเพียงแค่ 2 ครั้ง” ใน One UI 2.5 และ Android 10 ถ้าเราจะต้องการเปิดหน้าจอเพียงแค่เราแตะที่หน้าจอ 2 ครั้งมันจะทำการเปิดหน้าจอขึ้นมาทันที แต่เมื่ออัปเดตเป็น One UI 3.0 และ Android 11 ได้เพิ่มลูกเล่นการปิดหน้าจอเข้ามาด้วยการแตะที่หน้าจอ 2 ครั้งตัวเครื่องก็จะปิดหน้าจอให้ทันทีเลยค่ะ แอบแปลกใจว่าทำไมไม่ทำมาตั้งแต่แรกนะเนี่ย จุดต่อมาที่ปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ “ตัวสแกนลายนิ้วมือ” ที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น ตัวเกวลินเองเป็นคนที่จะใช้นิ้วที่ใหญ่ก็จะใช้นิ้วโป้งในการสแกนเพื่อเปิดเครื่อง ผลที่ได้ก็คือมันก็ช่วยให้การสแกนง่ายขึ้นเร็วขึ้นจากเดิมพอสมควรเลยค่ะ แต่ถ้าเราติดพวกกระจกหรือฟิล์มกันรอยที่มีความหนาก็อาจจะสแกนยากเล็กน้อย ดังนั้นเมื่ออัปเดตแล้วขอแนะนำให้ไปตั้งค่าในการสแกนลายนิ้วมือใหม่อีกครั้งจะดีมากเลยค่ะ ตามมาด้วยเพิ่มลูกเล่น “พื้นหลังการโทร” ที่เราสามารถปรับแต่งได้จะเปลี่ยนพื้นหลังเป็นรูปหรือวีดีโอที่ต้องการได้ แถมเรายังกำหนดให้เสียงจากวีดีโอที่เก็บเอาไว้มาเป็นเสียงเรียกเข้าได้อีกด้วย ใครที่อยากได้เสียงพี่เอก HRK เป็นเสียงเรียกเข้าก็ทำได้นะ แล้วสิ่งที่หลายคนชื่นชอบคงหนีไม่พ้นเรื่อง “การถ่ายรูปหรือวีดีโอ” ตัวแพทช์ One UI 3.0 และ Android 11 ก็มีการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ให้กับการถ่ายรูปด้วยนั้นก็คือระบบที่เรียกว่า “Lock Focus” ปกติแล้วถ้าเราแตะเบา ๆ 1 ครั้งมันจะเป็นการ Focus ภาพแม้ว่าจะเคลื่อนจอไปทางไหนมันก็จะตามจุดที่เราต้องการเอาไว้ แต่บางครั้งแสงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการแถมจะมีแถบให้เลื่อนปรับแต่ง แต่สักพักมันก็จะเปลี่ยนแสงกลับไปสภาพเดิมทำให้ระบบใหม่นี้จะมาช่วยแก้ไขในส่วนนี้ค่ะ เมื่อเราแตะค้างเอาไว้มันจะขึ้นเป็นวงกลมมีลูกแม่กุญแจเราสามารถลากเพื่อปรับแสงในแบบที่เราต้องการได้จากนั้นกดล็อค ก็เป็นระบบที่จะช่วยให้การถ่ายภาพของเราสนุกขึ้นไปอีกขั้นเลยค่ะ แล้วฟังก์ชั่นที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ยังมีลูกเล่นที่เรียกว่า “AR Emoji” ที่ทำให้เราสามารถสร้างตัวละคร AR ของตัวเองขึ้นมาได้ โดยตัวละครพวกนี้มีความสามารถในการแสดงสีหน้า ท่าทางต่าง ๆ ของเราได้แบบเรียล์ไทม์เลยนะคะ แถมยังเปลี่ยนชุดของพวกเขาในแบบที่เราต้องการอีกด้วย แล้วตัวละครที่เราสร้างขึ้นมายังสามารถนำไปใช้เป็น AR Sticker ได้อีกด้วย สรุปหลังจากการใช้งานจริงร่วม 1 เดือน! จริง ๆ แล้วรายละเอียดของการอัปเดต One UI 3.0 และ Android 11 ยังมีมากกว่านี้มาก แต่เกวลินขอหยิบที่น่าสนใจมาพูดก็แล้วกันนะคะ หลังจากนี้จะเป็นสิ่งที่เห็นว่ามันเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra เป็นอย่างมากเลยค่ะ ซึ่งรุ่นที่ใช้เป็น CPU “Samsung Exynos 990 Octa Core” ที่บางคนอาจจะบอกว่าใช้ไปนาน ๆ แล้วร้อน ส่วนตัวเมื่อมีการอัปเดตเรื่องความร้อนดีขึ้นถูกแก้ไขให้ดีขึ้นเยอะ ก่อนอัปเดตเวลาถ่ายรูปนาน ๆ ตัวกล้องจะร้อนเร็วมาก แต่พออัปเดตปัญหานี้ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่งค่ะ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่อง “สแกนคิวอาร์โค้ด” ต่าง ๆ ที่ดูแม่นยำและเที่ยงตรงกว่าเดิมมาก ๆ แค่เปิดกล้องขึ้นมายังอ่านคิวอาร์โค้ดนั้นไม่เต็มจอก็เข้าสู่รหัสนั้นอย่างรวดเร็วเลยค่ะ  นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการใช้งาน One UI 3.0 และ Android 11 ใครที่ใช้มือถือแบรนด์ Samsung รุ่นไหนอยู่เตรียมตัวรอการอัปเดตได้เลย รายละเอียดดังต่อไปนี้ ( แต่ละรุ่นอาจจะมีการอัปเดตอาจจะเลื่อนมาเร็วขึ้นหรือช้าขึ้นอยู่กับทาง Samsung อีกทีค่ะ ) มกราคม Galaxy S10 Lite Galaxy S20 FE Galaxy S20 FE 5G Galaxy Note 10 Galaxy Note 10+ Galaxy Z Flip Galaxy Z Flop 2 5G กุมภาพันธ์ Galaxy S10e Galaxy S10 Galaxy S10+ Galaxy Fold มีนาคม Galaxy M30s Galaxy XCover Pro Galaxy A51 Galaxy Note 10 Lite Galaxy M31 Galaxy M31 Galaxy A71 5G Galaxy Tab S7 Galaxy Tab S7+ เมษายน Galaxy A50 Galaxy A50s Galaxy M51 พฤภาคม Galaxy A70 Galaxy A80 Galaxy Tab S6 Galaxy A71 Galaxy A31 Galaxy A21s Galaxy A42 5G Galaxy Tab S6 Lite มิถุนายน Galaxy A01 Galaxy A11 Galaxy A12 Galaxy M11 Galaxy Tab A Galaxy Tab Active 3 Galaxy A02s กรกฎาคม Galaxy A10 Galaxy A10s Galaxy A20 Galaxy A30 Galaxy XCover 4s Galaxy Tab S5e สิงหาคม Galaxy A20s Galaxy A30s Galaxy Tab A8 Plus (2019) Galaxy Tab A8 (2019) Galaxy Tab A10.1 (2019) Galaxy Tab Active Pro Galaxy A01 Core
19 Jan 2021
ไขข้อของใจ จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร?
ในปัจจุบันการเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ หรือทีวีดีๆ หนึ่งตัวมาใช้เล่นเกม เป็นสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยการที่จอหนึ่งตัวจะถูกพิจารณาซื้อมาใช้งานก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด, สี, ดีไซน์, ราคา หรือพอร์ตการเชื่อมต่อที่รองรับ ซึ่งในยุคหลังๆ Refresh Rate กับ Response Time ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เหล่าเกมเมอร์นำมาใช้พิจารณาด้วย Refresh Rate ที่สูง กับ Response Time ที่ต่ำ ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรค่าแก่การหามาใช้หากชอบเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้อื่น แต่เพื่อนๆ เข้าใจกันจริงๆ หรือไม่ว่าค่าทั้ง 2 ช่วยให้เราเล่นเกมได้ดีขึ้นอย่างไร? ถ้านั้นคือสิ่งที่สงสัยอยู่ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ครับ Refresh Rate กับ Response Time คืออะไร? ทำงานยังไง? จริงๆ แล้วทั้ง 2 ค่า ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อยู่แค่ในจอ Monitor ครับ หากแต่มีอยู่ในอุปกรณ์ส่งภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น จอคอม, ทีวี, หรือว่าหน้าจอโทรศัพท์ โดย Refresh Rate คือจำนวนภาพต่อวินาทีที่จอสามารถแสดงผลได้ ส่วน Response Time คือความเร็วที่จอใช้ ในการเปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่งครับ ซึ่งผมจะขออธิบายขยายความเพิ่มเติมต่อไปข้างล่างนี้ Refresh Rate   หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจอ Monitor, LCD, LED หรือจออะไรก็ตามในโลกนี้ มันแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้เราเห็นด้วยการกะพริบที่เร็วมากๆ ครับ ยิ่งจอดังกล่าวแสดงผลภาพต่อวินาทีได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอัตราการแสดงผลขั้นต่ำจะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อวินาที และเราเรียกจอเหล่านี้ว่า "จอที่มี Refresh Rate 60Hz " ดังนั้นจอที่มี  Refresh Rate 144Hz จึงหมายถึงจอที่สามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 144 ภาพต่อวินาที, จอที่มี Refresh Rate 240Hz ก็จะสามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 240 ภาพต่อวินาที ซึ่งความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวที่เราได้เห็นจากจอทั้ง 3 แบบ (60Hz, 144Hz และ 240Hz) จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งมีความสามารถแสดงผลต่อวินาทีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้นครับ ชมวิดีเปรียบเทียบได้ข้างล่างนี้ โดยสามารถสังเกตได้ว่า การเคลื่อนไหวของตัวละครที่เราเห็นจะมีความ "วาร์ป" น้อยกว่า ดังนั้นการจะเล็งยิงในเกมแนว FPS จึงสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก หากใช้จอที่มีค่า Refresh Rate สูงๆ ในเกมประเภทอื่นอย่าง Fighting กับ MOBA เองก็จะช่วยทำให้เราสามารถกะจังหวะป้องกัน, หลบการโจมตี, ออกท่าโจมตี หรือตอบสนองกับสิ่งรอบข้างได้ง่ายกว่าเช่นกันครับ Response Time  ถ้าเพื่อนๆ กำลังเข้าใจว่า "มันหมายถึงการที่เราคลิกเมาส์แล้ว ตัวละครในเกมขยับตามเร็วขนาดไหน" อันนี้เพื่อนเข้าใจผิดครับ (อันนั้นเรียก Input Lag) ความหมายจริงๆ ของ Response Time หมายถึงเวลา Pixel จำเป็นต้องใช้เพื่อนเปลี่ยนสีจาก 1 สีไปเป็นอีก 1 สีในช่องของตัวเอง ซึ่งยิ่งมันต่ำเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เกิด Motion Blur กับ Ghosting น้อยลงเท่านั้น เนื่องจากจอสามารถเปลี่ยนสีได้ทัน บางคนอาจสับสนว่า "แล้วมันต่างจาก Refresh Rate ยังไง" ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Response Time คือค่าที่ช่วยให้สีที่เราได้ของแต่ละภาพที่กะพริบอยู่บนหน้าจอมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น หมายความว่ายิ่งค่านี้ต่ำเท่าไหร่ สีของภาพที่เราเห็นเวลาเคลื่อนเร็วๆ ก็จะผิดเพี้ยนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจะแทบไม่เห็น Motion Blur หรือ Ghosting เลยในจอที่มี Response Time 1 ms ครับ (ดูภาพประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ข้างล่าง) จะสังเกตได้ว่าภาพที่เราเห็นเวลาวัตถุเคลื่อนที่เร็วๆ ในจอที่มี Response Time ต่ำกว่าจะเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนกว่า ซึ่งมันจึงทำให้การเอาจอที่มี RT ต่ำๆ มาเล่นเกมแล้ว เราจึงสามารถเล่นได้ดีกว่า เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแนวที่ให้ผู้เล่นแข่งขันกันเอง) มักจะมีการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง หรือตัวละครที่เร็วมากๆ การเห็นภาพทุกอย่างได้ชัดเจนกว่า ก็จะทำให้เพื่อนๆ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่าครับ ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า "จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร? " คำตอบขอบมันก็คือ "เพื่อนๆ จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น มี Motion Blur ที่น้อยลง จนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วจะส่งผลมากน้อยขนาดไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเล่นเกมนั้นๆ ของตัวเพื่อนๆ เองอยู่ดีครับ" แบบนี้เวลาซื้อจอ TV มาเล่นเกมคอนโซล ควรดูเรื่องพวกนี้ด้วยรึเปล่า? เนื่องจากพอร์ต HDMI ของเครื่อง PS5 รองรับ Refresh Rate ได้สูงสุดถึง 120 Hz ถ้าเพื่อนอยากได้ประสบการณ์เกมที่ยอดเยี่ยมการหา TV ซึ่งมี Refresh Rate ที่สูงเท่ากันมาเตรียมถือเป็นเรื่องที่เข้าใจถูกต้อง (ป.ล TV ปกติมักจะมี Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz ดังนั้น TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงมีราคาแพงมาก) แต่อย่าลืมว่าการที่จอแบบนั้นจะได้ผลดีที่สุดคือการที่ตัวเกมสามรถรันได้ถึง 120 FPS ด้วยในเวลาเดียว (ถ้าหากจอ 120 Hz แต่เกมรันได้แค่ 60 FPS ก็คือไม่มีประโยชน์อะไรเลยนั่นเอง) แต่เกมส่วนใหญ่ที่เล่นบนเครื่อง PS5 รวมถึง Xbox Series X ได้ในตอนนี้ สามารถทำได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น ดังนั้นการซื้อ TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงเป็นสิ่งที่เปลืองเงิน และไม่รู้เอามาทำไมในความคิดผมครับ ถ้าถามว่า "แล้วควรซื้อ TV แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด? " ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นจอ 4K / 60 Hz ที่มีสีสวยๆ คือตอบโจทย์มากที่สุดครับ เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ที่เราเล่นบนคอนโซล มักไม่ใช่เกมที่ต้องแขนขันกับใคร ดังนั้นหา TV สีสวยๆ เอามาดื่มด่ำไปกับกราฟิกที่สวยงามของเกม จะเป็นอะไรที่ดีต่อประสบการณ์ของเพื่อนๆ มากกว่าครับ และนี้ก็ตอบคำถามในเรื่องของว่า "จำเป็นต้องมี Response Time ต่ำๆ ด้วยรึเปล่า? " ในเวลาเดียวกันครับ (ก็คือไม่จำเป็นต้องเอามาคิดเลยครับ) ข้อควรระวังที่หลายคนอาจมองข้ามไป เป็นยังไงบ้างครับ บทความตัวนี้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเพื่อนๆ ได้รึเปล่า? แต่ก่อนจะออกไปหาซื้อจอที่มี Refresh Rate สูง กับ Response Time ต่ำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า "ได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้จอแบบนี้รึเปล่า? เราได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันเยอะหรือไม่? " และอย่าลืมว่าการจะใช้ประโยชน์จากจอเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เครื่อง PC หรือคอนโซลของเพื่อนๆ จำเป็นต้องสามารถดัน FPS ได้สูงเทียบเท่ากันด้วย (ถ้าซื้อจอ 144 Hz เกมต้องรันได้ 144 FPS ถ้าซื้อจอ 240 Hz เกมก็ต้องรันได้ 240 FPS) ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ได้มี PC แรงมากๆ สิ่งแรกที่เพื่อนๆ ควรเริ่มคือการอัพเกรดเครื่องของตัวเองให้แสดงผลภาพต่อวินาทีได้สูงๆ เสียก่อน ส่วนทางฝั่งคอนโซล ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ปัจจุบันเครื่องคอนโซลสามารถรันได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น บวกกับเกมส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร ดังนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องหา TV ซึ่งมี Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ มาใช้ เอาเงินไปซื้อตัวที่มีสีสวย และฟังก์ชันโดนๆ ตอบสนองการใช้งานของเพื่อนๆ ได้จะดีกว่าครับ
18 Jan 2021
10 เกมเอาตัวรอด จากสิ่งที่ไม่ใช่ซอมบี้
ส่วนใหญ่นั้นหลายคนอาจคิดกันว่าเกมเอาชีวิตรอดจะต้องมีองค์ประกอบจากซอมบี้เท่านั้น!  แต่จริงๆ แล้วมีหลายสิ่งมากๆ ที่ผู้พัฒนานำมันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจในเกมแนว Survival Horror เช่น ผี ปีศาจ สัตว์ประหลาด หรือฆาตกร ในวันนี้พวกเรา GameFever TH ขอพาทุกคนมาพบกับ 10 เกมเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่ไม่ใช่ซอมบี้ ถ้าพร้อมไปหลอนกันแล้วมาดูกันเลย! 1.Alien: Isolation ( Xenomorph ) Xenomorph เป็นหนึ่งในเอเลี่ยนสปีชีส์จากภาพยนตร์ไซไฟ / สยองขวัญในช่วงยุค 1979 โดยเจ้าเอเลี่ยนตัวนี้เป็นสายพันธ์ุปรสิตที่จะฝังตัวอ่อนไว้ในสิ่งมีชีวิต ซึ่งมันมีรูปลักษณ์ที่น่ากลัว เสียงที่น่ากลัว และสร้างคำนิยามที่จะให้เรารู้ว่า อวกาศนั้นยังมีสิ่งที่เราไม่รู้และความน่ากลัวรออยู่! ดังนั้นในปี 2014 ทางสตูดิโอ Creative Assembly ได้พัฒนาเกม Alien: Isolation แนว Survival Horror ออกมาโดยจะเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ 25 ปีก่อนฉบับภาพยนต์ในปี 1979 ซึ่งบอกเลยว่าบรรยากาศของเกมนั้นทำออกมาดีมากๆ แต่ยิ่งกว่านั้นคือเอเลี่ยน Xenomorph มีระบบ AI ที่สุดยอดมากเพราะมันมักจะรู้ทันผู้เล่น และฉลาดในระดับที่ทำให้บางคนหัวร้อน บางคนเล่นไม่จบเลยก็มี! 2.Fatal Frame II: Crimson Butterfly ( Ghosts ) Fatal Fal Frame II เป็นเกมแนว Survival Horror ที่วางจำหน่ายในปี 2003 บนเครื่อง PlayStation 2 โดยค่ายพัฒนา Tecmo ซึ่งตัวเกมนั้นทำบรรยากาศความหลอนออกมาได้ดีมาก โดยเซ็ตเรื่องในหมู่บ้านอาถรรย์ที่ฝาแฝดมิโอะและมายุเข้าไปสำรวจ ซึ่งเกมนี้มีระบบการสู้กับผีที่ไม่เหมือนเกมอื่นๆ นั่นคือการใช้กล้องถ่ายรูปในการจัดการไล่ผีต่างๆ โดยผู้เล่นจะต้องพบเจอและเอาตัวรอดจากผีมากมายในเกมนี้ ซึ่งบอกเลยว่าทางทีมงานออกแบบผีแต่ละตนออกมาได้น่ากลัวมาก! 3.Dino Crisis ( ไดโนเสาร์ ) อีกหนึ่งเกมในยุค 90 ของคุณ Shinji Mikami ซึ่งต้องบอกก่อนว่าในยุคนั้นเป็นเหมือนยุคทองวงการเกมและของทาง Capcom  ซึ่งนอกจากจะมีเกม Resident Evill เกมสยองขวัญเอาตัวรอดแนวซอมบี้แล้ว คุณชินจิก็ยังสร้างอีกเกมแนว Survival Horror ออกมาอีกเกมหนึ่ง โดยรอบนี้ความสยองมันไม่ได้เกิดจากผีดิบซอมบี้ เพราะความสยองมันจะมาในรูปแบบของสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่าง " ไดโนเสาร์ " ซึ่งบอกเลยว่าในยุคนั้นยังไม่มีใครคิดแบบนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่จะโฟกัสกันไปที่พวกภูติผีปีศาจซอมบี้กัน ดังนั้นเกมนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ปฏิวัติวงการ 4.Silent Hill 2 ( มอนสเตอร์ ) ในช่วงยุคปลาย 90 ถ้าทาง Capcom มีเกม Residen Evil ทางฝั่ง Konami ก็คงจะมีเกม Siline Hill ! ซึ่งขอบอกเลยว่าเกม Silent Hill นั้นถือเป็นเกมแนว Survival Horror อีกหนึ่งเกมที่ผมขอแนะนำเลย โดยตัวเกมจะมีความแตกต่างมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนเกมอื่นๆ อยู่หลายจุด เริ่มจากบรรยากาศตอนกลางวันที่มีหมอกบดบังวิสัยทัศน์ของผู้เล่น ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลาว่าข้างหน้านั้นจะพบเจอกับอันตรายอะไรบ้าง? ส่วนความน่ากลัวอีกรูปแบบหนึ่งมันก็คือมอนสเตอร์สัตว์ประหลาดในเกมที่มีมากมายหลากหลายชนิด แต่ละตัวก็น่ากลัวมากกกกกก! ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก เสียงคำรามและเพลงประกอบเวลาเจอพวกมัน!   5.The Evil Within ( The Haunted : ผีในโลกจินตนาการ ) หลังจากที่คุณ Shinji Mikami ได้ออกจากทาง Capcom และก่อตั้งสตูดิโอ Tango Gameworks ออกมาในปี 2010 ซึ่งในครั้งนี้ทางคุณชินจิได้ออกตัวแรงเลยว่าเขาจะทำเกมให้มีกลิ่นอายของเกม Residen Evill ที่แตกต่างออกไปในส่วนของศัตรูที่ผู้เล่นจะพบเจอ / ในส่วนของความสยองที่เลือดสาดกว่าเดิมหลายเท่าตัว! และที่สำคัญมันให้ความรู้สึกถึงความเป็น Survival Horror มากๆ ในช่วงแรก ผมขอยืนยันเลยว่าช่วงแรกที่เล่นนี้มันน่ากลัวจริงๆ เพราะเรามีกระสุนที่น้อยสุดๆ แต่พวก The Haunted ที่ออกมาไล่เรานั้นมากันเยอะเหลือเกิน ตอนนั้นคือใจตกไปตาตุ่มอยู่หลายฉากเลย!     6.Dead Space ( Necromorphs ) Dead Space นั้นถือเป็นหนึ่งในเกมที่ผมเฝ้ารอว่าสักวันมันจะมีภาคต่อออกมาให้เราเล่นอีก เพราะนี่คือเกม Sci-fi/ Survival Horrorr บนอวกาศที่ดีอันดับต้นๆ ในปี 2008  โดยศัตรูหลักที่ผู้เล่นจะพบนั่นคือ เหล่า Necromorphs สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากบรรดาซากศพที่ถูกสร้างขึ้นจากกระแสพลังงานแม่เหล็กที่ถูกปล่อยออกมาจากแท่นหินประหลาดรูปทรงเกรียว โดยเป้าหมายหลักคือแพร่พันธุ์และทำให้ทุกคนกลายเป็นศพ สำหรับ Necromorphs นั้นจะมีความหลากหลายกว่าซอมบี้ในเกมอื่นๆ เพราะมันสามารถปรับแต่งรูปลักษณ์ให้น่ากลัวและโหดมาก จนทำให้บรรดาผู้เล่นหลายคนพากันเล่นเกมนี้ไม่จบกันมานักต่อนักแล้ว ถ้าอยากลองของก็ไปสอยมาเล่นกันเลย และยังมีข่าวลือแว่วๆ มาว่าในเร็วๆ นี้ทาง EA อาจจะปล่อยภาคใหม่ออกมาให้เราเห็นก็ได้! 7.Amnesia: The Dark Descent ( Gatherers ) ในปี 2010 Amnesia นั้น ถือเป็นเกมแนว Puzzle Survival Horror มุมมองบุคคลที่ 1 ที่ทาง IGN ยกให้เป็นเกมที่หลอนที่สุดปีนั้น ซึ่งผู้เล่นจะต้องพบกับบรรยากาศสุดหลอนและปริศนามากมายในปราสาทเก่าแก่ โดยส่วนผสมที่ทำให้เกมนี้น่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่านั่นคือบรรดา Gatherers สมุนรับใช้ของ Alexander Brennenburg ผู้ซ่อนตัวอยู่ในปราสาท โดยพวกมันจะมีลูกลักษณ์ที่ผิดมนุษย์มนาผิวหนังที่แห้งเผือก ปากที่ฉีกกว้าง และยิ่งเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 เวลาวิ่งที่พวกมันนะโคตรหลอนเพราะเราไม่รู้ว่ามันจี้ตูดเรามาถึงไหนแล้ว! 8.Eternal Darkness: Sanity’s Requiem ( Monsters ) อีกครั้งกับหนึ่งในเกมสุดหลอนในยุค 90 แนว Survival Horror แนวจิตวิทยาที่เล่นกับจิตใจผู้เล่นได้หลอนมาก ในเกมนี้นั้นจะมีสิ่งลี้ลับมากมายที่คอยหลอกหลอนผู้เล่นตลอดเวลา และยังเป็นเกมแรกๆ ที่เริ่มทำลายกำแพงบุคคลที่ 4 โดยมีการแกล้งผู้เล่น หลอกผู้เล่นเป็นช่วงๆ อีกด้วย ซึ่งเกมนี้พัฒนาโดย Silicon Knights ค่ายเกมมากฝีมือที่สามารถทำให้นายทุนต้องเรียกมาจับเซ็นสัญญาจ้างทำเกมมากมาย 9.Until Dawn ( Wendigos ) เกม Until Dawn เป็นเกมแนว Suvivor / Horror แบบเน้นการเล่าเรื่องและการตัดสินใจของผู้เล่นจะมีผลกับเนื้อเรื่องที่ได้รับการพัฒนาโดยค่าย Supermassive Games ที่ออกมาในปี 2015 ซึ่งปัจจุบันนั้นพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมแนวเดียวกันอย่าง The Dark Pictures ในปัจจุบันอีกด้วย สำหรับ Until Dawn นั้นจะเล่าถึงกลุ่มเด็กในยุค 80 / 90 ที่กลับมายังบ้านบนเขาเพื่อรำลึกถึงเพื่อนที่หายไปในครั้งก่อน แต่หารู้ไม่ว่าในครั้งนี้พวกเขาจะต้องพบเจอและเอาชีวิตรอดจากสิ่งลี้ลับที่น่ากลัวนั่นคือ Wendigos มันคือมนุษย์ที่กลายพันธุ์เป็นอสูรกายเพราะดันไปกินเนื่อมนุษย์จนถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง ผมขอยืนยันเลยว่าตอนที่ดูยูทูปเบอร์ท่านหนึ่งเล่นนั้นตัวเกมมันหลอนและชวนให้ติดตามตลอดเวลาชนิดที่ว่าลุ้นตัวโกร่งกันเลยทีเดียว! 10.Clock Tower ( Scissorman Serial Killer ) อีกหนึ่งเกมแนว Survival Horror ในยุค 90 ที่ได้รับการพัฒนาโดย Human Entertainment บนเครื่อง Super Famicom ซึ่งตัวเกมนั้นจะมีเนื้อเรื่อง บรรยากาศที่น่าสนใจมากๆ นอกจากนี้เราจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากนักฆ่าที่ถือกรรไกรยักษ์ไล่ฆ่าเราอยู่แทบจะตลอดเวลา ชนิดที่ว่าเราไม่สามารถหยุดพักอยู่กับที่นานเกินไป เพราะตัวเกมจะไม่ปล่อยให้เราทำแบบนั้นมันจะส่งเจ้านักฆ่ากรรไกรคู่มาไล่สังหารเราแบบต่อเนื่อง ถ้ามีโอกาสผมอยากเห็นเกมนี้ถูกนำกลับมารีเมคและลองเล่นดูสักครั้ง! Credit :  GAMERANT
13 Jan 2021
5 เทรนด์วงการเกมน่าจับตามองประจำปี 2021
2020 ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่น่าสนใจสำหรับวงการเกม ที่การมาถึงของ COVID - 19 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในด้านดีและด้านร้าย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งโอกาสสำหรับหลาย ๆ คนและปีของฝันร้ายของหลาย ๆ คนเช่นกัน แล้วปี 2021 ล่ะ แนวโน้มของวงการเกมจะออกมาทางไหน เรามาดูกัน มือถือยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มือถือนับว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดของวงการเกม ด้วยจุดเด่นในเรื่องความสะดวกพกพาง่าย อีกทั้งผู้ผลิตมือถือค่ายต่าง ๆ เร่งพัฒนานวัตกรรมมากมาย เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดส่งผลมายังเหล่าเกมเมอร์โดยตรง ที่เราจะได้มือถือสเปกแรงแต่มีราคาถูกลง เล่นเกมได้ดีขึ้น ส่งผลให้มือถือยังคงเป็นแพลตฟอร์มเนื้อหอม  ที่ดึงดูดผู้พัฒนาเกมและนายทุนอย่างไม่ขาดสาย  ดังนั้นสายมือถือไม่ต้องห่วงยังไงก็มีเกมให้เล่นยาว ๆ ตลอดทั้งปี วงการ Streamer เชิดฉายอย่างเต็มที่ การระบาดของเชื้อ COVID-19 ทำให้หลาย ๆ คนต้องเข้าสู่การ WFH (Work Form Home) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นำไปสู่การให้สื่อต่าง ๆ ในโลกออนไลน์มากขึ้น ทำให้เหล่า Streamer มากมายสามารถแจ้งเกิดได้ หรือใครที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะผู้คนต่างมีเวลาในการเสพสื่อเหล่านี้มากขึ้นจากการทำงานที่บ้านนั่นเอง ไม่ใช่เฉพาะ Steamer เหล่า Content Creator หลาย ๆ คนก็ได้ผลประโยชน์เต็ม ๆ จากเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกดดันอย่างมหาศาลให้กับเหล่า Content Creator และ Streamer หน้าใหม่ที่จะเข้ามาสู่ในวงการนี้ เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นจนทำให้ต้องมีการงัดเอาทุกสกิลทุกอย่างมาใช้อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาสุดเดือดสำหรับสายอาชีพนี้ นอกจากนี้ยังส่งผลไปยังเหล่าผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการ Stream และการเล่นเกมที่ได้รับอนิสงค์ไปอย่างเต็ม ๆ โดยเฉพาะในส่วนของยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การมาถึงของ Console รุ่นใหม่ ในที่สุดวงการเกมก็เข้ามาถึงยุคของเครื่อง Console รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ทั้งเครื่อง PlayStation 5 และเครื่อง Xbox Serise X ที่จะยกระดับวงการเกมให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้ทรู ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบกราฟิกที่สวยขึ้นอย่างมาก Gameplay ที่สามารถเพิ่มความหลากหลายได้มากขึ้น ตามกำลังของเครื่องเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ว่าเกมที่ถูกออกแบบมาเพื่อ Console ยุคใหม่จะน่าตื่นเต้นขนาดไหน รวมไปถึง Exclusive Game จะอยู่กับเหล่าไปอีกหลายปี เพราะปัจจัยที่อยากให้ใครหลาย ๆ คนอยากซื้อ Console หนึ่งในนั้นคือ Exclusive Game ที่ยิ่งน่าสนใจก็จะดันยอดขายของเครื่องอีกทาง ทัวร์นาเมนต์ออนไลน์คือทางรอดไม่กี่ทางของเหล่า Esport การมาถึงของ COVID - 19 ทำให้วงการ Esport ต้องสั่นสะเทือนเพราะงานแข่งแบบ Lan เกือบทั้งหมดต้องยกเลิก ส่งผลให้ Organize ของวงการนี้ไม่มีทางเลือกที่จะต้องจัดแบบ Online เป็นหลัก แทนการจัดงานแบบเก่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องนี้ส่งผลอย่างหนักต่อทีมต่าง ๆ ที่ไม่อาจจะหางานแข่งมารองรับได้ ทำให้พวกเขาจะต้องหาทางเลือกอื่นไม่ว่าจะเป็น การให้นักกีฬาในสังกัดเป็น Streamer หนึ่งทางออกของทีมต่าง ๆ ที่เรามักจะได้เห็นบ่อย ๆ ในช่วงนี้กับการที่นักกีฬา Esports กลายเป็น Steamer ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทีมเล็กทีมใหญ่ ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วยรายได้ที่ลดลงจากปัญหาเศรษฐกิจที่หลาย ๆ ประเทศพบเจอ ทำให้ทีมต่าง ๆ ต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก รวมไปถึงการไม่ต่อสัญญาและการยุบทีมเลยทีเดียว ซึ่งผู้เขียนทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ Brand Royalty คือสิ่งที่ล้ำค่ามากกว่ารายได้จากเกม ปิดท้ายกันด้วยปีเรื่องของ Brand Royalty เมื่อในปีที่ผ่านมาแบรนด์หรือค่ายเกมต่าง ๆ ล้วนแต่เจอบททดสอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวเนื้อเรื่องของเกม จนทำให้แฟนพันธ์แม้ต้องเดือดดาล ไปจนถึงค่ายเกมที่ไม่รักษาคำพูด ทำให้เกิดดราม่าอย่างยิ่งใหญ่ จนไปถึงขั้นฟ้องร้องก็มี  ส่งผลให้ในปีนี้หลาย ๆ ค่ายเกมต่างระวังในการพูดเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เพราะว่าบทเรียนที่ผ่านมาล้วนแต่ล้วนแต่สอนให้รู้ว่า การทรยศต่อแฟนเกมนั้นเป็นอย่างไร สรุป จะเห็นได้ว่าเทรนด์ของวงการเกมนั้นจะเน้นไปยังมือถือและเกมที่สามารถเข้าถึงผู้เล่นทุกกลุ่ม ควบคู่ไปกับการสร้าง Player Centric หรือผู้เล่นเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเกมและฐานแฟนเกม ซึ่งผลประโยชน์ไม่ได้ตกไปที่ใครเลย นอกจากเหล่าเกมเมอร์อย่างเรา ๆ นี่แหละ
13 Jan 2021
10 ตัวละครจากภาพยนตร์สยองขวัญ ที่มาอยู่ในโลกของเกม
ถ้าหากตัวละครสยองขวัญจากโลกของภาพยนตร์และโลกเกมสามารถเชื่อมถึงกันได้ล่ะ? มันจะสุดยอดขนาดไหน ยิ่งถ้าเป็นภาพยนตร์ที่เราชอบ หรือภาพยนตร์ระดับตำนานก็จะทำให้เรารู้สึกอยากเล่น และน่าตื่นตาตื่นใจกับเกมนั้นมากแน่นอน! ในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะพาทุกคนมาพบกับ 10 ตัวละครจากภาพยนตร์สยองขวัญที่เข้าสู่โลกของเกม ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย! 1.Spawn ( Soul Calibur 2 ) Spawn : ตัวละครจากนรกที่เป็น Anti-Hero ซึ่งเขามีความโหดมาตั้งแต่ในฉบับคอมมิคแล้ว และเมื่อนำมาทำเป็นภาพยนตร์ในช่วงยุค 1997 ที่มีความแอคชั่นผสมกับความผสมผสาน ทำให้เขาดูน่าเกรงขามไปอีกขั้นจนหลายๆ เกมต้องนำมาเป็นตัวละครรับเชิญ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำก่อนว่าแฟรนไซส์เกม Soul Calibur นั้นเป็นเกมแนว Fighting ที่ปัจจุบันนั้นเดินทางมาถึงเกมลำดับที่ 7 แล้ว ซึ่งเกมนี้เป็นหนึ่งในเกมแรกๆ ที่เริ่มนำเทรนการหยิบยกเอาตัวละครจากภาพยนตร์หรือจากเกมอื่นๆ มาร่วมแจมด้วย ซึ่งมันได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ โดยตัวละคร Anti-Hero อย่าง Spawn ได้มาปรากฏตัวครั้งแรกบน Soul Calibur 2 ในเวอร์ชั่นถือขวาน หลังจากนั้นก็มีเกมต่างๆ เช่น เกม Mortal Kombat นำเขาเข้าไปเป็นตัวละครรับเชิญทีหลัง. *ตรงนี้ต้องบอกให้รู้นะครับไม่งั้นจะมีคนเข้าใจผิดว่าตัวละครอย่าง Spawn มันอยู่ในเกม Mortal Kombat แต่จริงๆ มันไม่ใช่เพราะมีเกมค่ายอื่นนำมาก่อนแล้ว 2.Predator ( Tom Clancy's Ghost Recon Wildlands ) Predator : เอเลี่ยนนักล่าเผ่าพันธุ์ที่มีความโหดและแข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของจักรวาลที่ชอบจับมนุษย์มาล่าฆ่าถลกหนัง! ซึ่ง Predator นอกจากจะมีเอกลักษณ์ที่ดูใหญ่โตน่าเกรงขามแล้ว พวกเขายังมีเทคโนโลยีและอาวุธที่ล้ำสมัยกว่ามนุษย์มากๆ ดังนั้นมันจึงได้รับความสนใจจากวงการภาพยนตร์และวงการเกมอีกด้วย! สำหรับเกม Tom Clancy's Ghost Recon Wildlands นั้นถือเป็นเกมแรกของแฟรนไชส์ที่เปลี่ยนจากเกม FPS แนวสำรวจแบบเส้นตรง เป็น Open-World โลกเปิดให้ผู้เล่นสามารถสำรวจแบบแนวดิ่งได้มากขึ้น ดังนั้นด้วยความที่เกมมีสเกลที่ใหญ่ ทางทีมงานจึงใช้ประโยชน์จากจุดต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อมแบบป่า / โหมด Co-op ที่น่าสนใจ พวกเขาจึงได้จัด Event กิจกรรมแบบจำกัดเวลาให้ผู้เล่นต้องเจอกับนักล่าอย่าง Predator ! ถึงจะเป็นแค่อีเวนท์ชั่วคราวแต่ก็ทำให้หลายๆ คนตื่นตาตื่นใจกันมากพอแล้ว! 3.CHUD ( Tony Hawk's Underground ) CHUD : ภาพยนตร์สยองขวัญในยุค 1984 หนึ่งในมนุษย์กลายพันธุ์ที่น่ากลัวมากๆ ในยุคนั้นเลย โดยครั้งหนึ่งมันเคยเป็นมนุษย์ แต่ก็ดันกลายพันธุ์เพราะโดนกากกัมมันตภาพรังสีสารเคมีที่เป็นพิษ ทำให้มันมีรูปลักษณ์ที่ผิดมนุษ์จนต้องหลบซ่อนตัวอยู่ที่ท่อระบายน้ำ และคอยไล่สังหารผู้คน แต่รู้หรือไม่ว่าเกมที่เจ้า CHUD นั้นเข้ามาเป็นตัวละครรับเชิญนั้นมันคือเกม.... Tony Hawk's Underground เป็นเกมแนวสเก็ตบอร์ดลำดับที่ 5 ของซีรี่ส์ Tony Hawk's ที่พัฒนาโดย Neversoft และเผยแพร่โดย Activision ในปี 2003 บนเครื่อง GameCube, PlayStation 2, Xbox / Game Boy Advance และ PC ซึ่งเกมแนวกีฬาในช่วงนั้น ชอบที่จะนำตัวละครจากภาพยนตร์ต่างๆ มาเป็นตัวละครพิเศษในเกมของพวกเขา และสำหรับซีรี่ส์ Tony Hawk's นี้พี่แกก็ชอบเอาตัวละครจากภาพยนตร์ต่างๆ เช่น Spider-Man / Shrek มาใส่ไว้ให้ผู้เล่นด้วย แต่ที่ไม่มีใครคาดคิดคือการนำตัวละครจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง CHUD เข้ามาโชว์ฝีไม้ลายมือสเก็ตบอร์ด เอิ่ม...มันก็ดูแปลกๆ แหวกๆ ดีนะครับ5555 4.Ghostface ( Dead By Daylight ) Ghostface : ถือเป็นฆาตกรสวมหน้ากากชุดดำที่เป็นระดับตำนานโด่งดังมากๆ จากภาพยนตร์เรื่อง Scream ในยุค 90 ที่เต็มไปด้วยความสยอง ปมปริศนา และความฮาที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวมากๆ โดยภาคต้นฉบับนั้นได้ครองแชมป์ติดชาร์จเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย! สำหรับเกม Dead By Daylight นั้น เป็นเกมแนว Survivor-Horror Multiplayer ที่จะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายผู้รอดชีวิตนั้นจะรับบทโดยผู้เล่น 4 คนที่ต้องหาทางร่วมมือกันออกจากพื้นที่นั้นๆ และผู้เล่นอีกคนหนึ่งจะเป็นฝ่ายนักล่าที่ต้องคอยขัดขวาง ไล่ฆ่า ไล่ฟันไม่ให้ทั้ง 4 คนหนีออกไปได้ และแน่นอนว่าเกมดบดลนั้น ปัจจุบันเกมนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เพราะทีมงานพัฒนาเกมนี้มีความใส่ใจในคอนเทนต์ใหม่ๆ คอยอัพเดทเพิ่มตัวละครจากซีรี่ส์ จากภาพยนตร์ หรือจากที่ไหนก็ตามที่พวกเขาเห็นว่าน่าสนใจ และ Ghostface ก็เป็นหนึ่งในนั้น! 5.Freddy Krueger ( Mortal Kombat 2011 ) Freddy Krueger : หนึ่งในตัวละครผีในภาพยนตร์สยองขวัญในยุคปี 1984 ที่มาสานต่อความน่ากลัวด้วยพล็อตที่น่าสนใจสั้นว่า ห้ามหลับ! เพราะเจ้าผีตัวนี้มันจะเข้าไปตามฆ่าเราถึงในฝัน โดยจะมาในชุดลายดำแดงและหมวกอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นยังมีกรงเล็บที่สุดแสนจะยาวพร้อมจะขย้ำเหยือตลอดเวลาอีกด้วย! สำหรับแฟรนไชส์เกม Mortal Kombat เป็นที่รู้จักกันดีในเกมที่มีการต่อสู้ที่มันส์มาก และรุนแรงจนติดเรท R อยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาเน้นจุดขายไปที่ผู้ใหญ่ โดยเกมจะมีฉากเลือดสาด ฉากสังหารเฉพาะตัวของตัวละครต่างๆ ชนิดที่ว่าโคตรโหด! ดังนั้น เกมนี้จึงมักจะนำตัวละครจากภาพยนตร์สยองขวัญ หรือตัวละครโหดๆ เข้ามาอยู่ในเกม จนกระทั้งในภาค Mortal Kombat 2011 ทีมงานก็ได้ตีตลาดอย่างเฉียบขาด และสามารถเอาใจแฟนๆ ได้อยู่หมัดเพราะพวกเขาได้เพิ่ม Freddy Krueger เข้ามาสู่สนามประลองนองเลือดนี้ด้วย! 6.Jason Voorhees ( Mortal Kombat X ) Jason Voorhees : สำหรับฆาตกรโรคจิตในหน้ากากฮ็อกกี้นี้ เขามาจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Friday the 13th ซึ่งประสบความสำเร็จอีกเรื่องหนึ่งในยุค 1980 แต่มันมีความน่ากลัวตรงที่เขาเป็นฆาตกรสุดโหดที่ไม่ต้องพูดพร้ำพรรณนาใดๆ ทั้งสิ้น ขอแค่มันเจอใครสักคนมันจะฆ่า และก็ฆ่า ลูกเดียว! กลับมาอีกครั้งกับเกม Mortal Kombat X ที่วางจำหน่ายในปี 2015 บนเครื่อง PC / PlayStation 4 / Xbox One โดยจะเล่าเรื่องราวหลังจากภาค 9 ประมาณ 25 ปี ที่เล่าถึงเทพโบราณผู้หลบหนีออกจากที่คุมขังและออกมาประกาศสงครามกับโลกอีกครั้ง โดยในภาคนี้เราจะได้เห็นเนื้อเรื่องอันเข้มข้นเช่นภาคก่อน แต่จะมีตัวละครใหม่ๆ เข้ามาทั้งตัวละครตามเนื้อเรื่อง และตัวละครรับเชิญมากมาย เช่น พรีเดเตอร์ / เอเลี่ยน และแน่นอนมีเจสันอยู่ด้วย! แต่สิ่งที่ทำให้ภาคนี้น่าสนใจขึ้นไปอีกนั้นคือตัวเกมมี Move Set ของตัวละครมากขึ้นจนทำให้เกมมีลูกเล่นที่สนุกและสะใจกว่าเดิมหลายเท่า! 7.Michael Myers ( Call Of Duty: Ghosts ) Michael Myers : ฮาโลวีนถือเป็นเทศกาลที่ต่างประเทศนิยมกันมากๆ โดยจะมีการคอสเพลย์แต่งตัวเป็นผีต่างๆ จากทั่วโลก ซึ่งจุดนี้เองทำให้ John Carpenter ชายผู้มากฝีมือในเรื่องต่างๆ ทั้งงานเขียนบท งานกำกับผลงานมากมาย เขาได้เนรมิตคืนฮาโลวีนเปลี่ยนเป็นคืนสยองนองเลือด ที่ไม่สนุกอย่างที่ใครหลายๆ คนคิดอีกต่อไป เพราะมันจะมี Michael Myers ชายผู้สวมหน้ากากหนังมนุษย์มาไล่ฆ่าคุณแทน! มาถึงจุดนี้แล้ว Michael มันเกี่ยวอะไรกับแฟรนไชส์เกมอย่าง Call of Duty หนึ่งในเกม FPS ที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ในยุคนี้ล่ะ! ผมขอตอบให้แทนว่า ในเมื่อ COD พาเราไปยิงซอมบี้ได้ พาเราไปนอกโลก หรือแม้แต่พาไปในโลกยุคอนาคตได้ ทำไมมันจะพาเรามาเจอกับตัวละครสยองขวัญจากโลกภาพยนตร์ไม่ได้เล่า! ดังนั้น Onslaught DLC ใน Call of Duty: Ghosts ได้เพิ่มด่านพิเศษที่ต้องเล่นผ่านโหมด Multiplayer โดยผู้เล่นจะสามารถรับบทเป็น Michael Myers ถือขวานไล่ฟันผู้เล่นคนอื่นๆ แบบสะใจ โดยคนที่รับบทเป็นเขานั้นจะเคลื่อนไหวได้เร็วมาก! และจะฟื้นฟู HP ทุกครั้งที่สามารถฆ่าได้ สะใจสุดๆ ! 8.Leatherface ( Mortal Kombat X ) Leatherface : อีกครั้งที่ในปี 1974 ได้ให้กำเนิดตัวละครสุดโหดจิตใจสุดวิปริตอย่าง Leatherface ซึ่งเขามักจะมีเอกลักษณ์อยู่ที่การออกล่าพร้อมกับครอบครัวที่มีจิตใจไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก และมักจะใส่หน้ากากจากหนังมนุษย์พร้อมกับถือเลื่อยคู่ใจ วิ่งไล่หั่นร่างของเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ ! สำหรับ Motal Kombat X นั้นผมได้อธิบายไปในระดับนึงแล้วในหัวข้อของ Jason Voorhees แต่ก็ขอเสริมให้ว่า เกมนี้ยังคงเหมาะกับใครก็ตามที่กำลังมองหาเกมต่อสู้แบบเอามันส์ ภาพสวย แถมยังมีเนื้อเรื่องดีๆ โดยสำหรับเกม Mortal Kombat X นั้นยังคงชอบนำตัวละครจากภาพยนตร์สยองขวัญเข้ามาใส่ไว้ในเกมอยู่เสมอ และหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า Leatherface นี้ถือเป็นตัวละครแรกที่ใช้เลื่อยเป็นอาวุธในซีรี่ส์นี้! 9.Gremlins ( Lego Dimensions ) Gremlins : ถือเป็นตัวละครสุดน่ารักจากภาพยนตร์สยองขวัญในปี 1984 หลายๆ คนคงสงสัยว่าในเมื่อมันน่ารัก แต่ทำไมไปโผล่ในหนังสยองขวัญได้ล่ะ? นั่นเพราะว่ามันจะน่ารักถ้าเราไม่ไปทำผิดกฏการเลี้ยงมัน เช่น ห้ามโดนน้ำ ห้ามโดนแสง หรือห้ามให้อาหารหลังเที่ยงคืน เพราะถ้าทำผิดกฏเมื่อไหร่มันจะแพร่พันธุ์ไวมาก! นอกจากนั้นตัวที่แพร่พันธุ์จะมีนิสัยสุดแสนจะซน มีความดุร้ายที่พร้อมจะขย้ำ และทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า! หนึ่งในเกมจากแฟรนไซส์ Lego ที่ออกวางจำหน่ายในปี 2015 ซึ่งเกมสำหรับผู้เล่นทุกเพศทุกวัยแบบนี้ไม่น่าจะมีตัวละครสยองขวัญเข้ามาอยู่ในเกมจนทำให้เด็กๆ กลัวได้ แต่ก็อย่าลืมครับว่า ถ้ามันยังอยู่ในร่างปกติก็ยังคงความเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ารัก ดังนั้นทีมงาน Warner Bros. เล็งเห็นในจุดนี้จึงนำมันเข้ามาใส่ไว้ในเกม และแน่นอนว่าสามารถนำมาตีตลาดต่อ ยอดสร้างกำไรได้แน่นอน! 10.Terminator ( Mortal Kombat 11 ) Terminator : แค่เอ่ยคำว่า คนเหล็กหลายๆ คนก็นึกเป็นอย่างเดียวกันนั่นคือ เทอมิเนเตอร์ โดยแฟรนไชส์นี้ถูกสร้างขึ้นใน้ปี 1984 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แนว Sci-fi / Horror ที่สร้างรายได้มหาศาลมากๆ แฟรนไชส์หนึ่งของโลก ซึ่งเทอร์มิเนเตอร์ที่ได้รับความนิยมที่สุดนั่นก็คือ หุ่น T-800 นั่นเอง! Mortal Kombat 11 ในปี 2020 ก็ยังคงได้รับกระแสนิยมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ภาค X โดยในภาคนี้บอกเลยว่าทีมงานพัฒนา ก็ยังคงขนทัพตัวละครจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาเยอะมาก! เช่น โจ๊กเกอร์ / Spawn แต่ที่เด็ดสุดไม่แพ้กันและมันก็ถูกกล่าวถึงในโซเชียลมีเดียอยู่พักใหญ่ๆ นั่นก็คือคือ ลุงอาร์โนลด์ ที่จะมาเป็นตัวละครอย่างหุ่น T-800 ให้เราได้เล่นด้วย! บอกเลยว่าสุดยอดมากๆ ! Credit : GAMERANT
13 Jan 2021
รวม 6 เพลงสุดปัง !! ที่ Free Fire ร่วมงานกับศิลปินชื่อดัง
สำหรับเกม Garena Free Fire ในตอนนี้นั้นได้รับความนิยมจากเหล่าเกมเมอร์มากมาย นั่นเป็นเพราะผู้พัฒนาได้ใส่ใจลงไปในงานเหล่านั้น และพวกเขาไม่ได้พัฒนาแค่เกมนะครับ พวกเขายังสร้างคอนเทนต์ส่งกำลังใจผ่านบทเพลงด้วยการไปร่วมงานกับศิลปินดังๆ มากมาย จะมีเพลงไหนที่เราชอบกันบ้างมาดูกันครับ 1.ไม่เข้าท่า - bodyslam หนึ่งในวงที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอย่าง bodyslam ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ MV เพลง " ไม่เข้าท่า " ที่ส่งกำลังใจให้กับทุกคนที่ล้มจากการวิ่งตามความฝัน และถูกสารพัดคำถูกพูด โดยใน MV จะถ่ายทอดให้เห็นความพยายามเด็กๆ ที่กำลังฝึกฝนเพื่อทำฝันให้เป็นจริงและในที่สุดก็เด็กเหล่านั้นจะสามารถคว้าความฝันของตนมาได้หรือไม่! มารับฟังและรับชมพร้อมกันได้เลย. 2.Garena Free Fire - "Vale Vale" BY Alok X Free Fire อีกหนึ่งศิลปินชื่อดังในระดับโลกอีกคนนั่นคือ Alok (Alok Achkar Peres Petrillo) ชาวบราซิลผู้เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และดีเจที่ทำผลงออกมานับไม่ถ้วนทั้งยังเคยร่วมงานกับศิลปินดังๆ มาแล้วมากมายดังนั้นการที่ Garena Free Fire สามารถทาบทามชวนให้ Alok เข้ามาร่วมทำผลงานเพลงและสร้างตัวเขาเป็นหนึ่งในตัวละครได้นั้นถือว่าไม่ธรรมดาเลย. 3.Free Fire FACT4 โปรเจ็ค FACT4 ที่นำเหล่า Rappers ชื่อดังที่มีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานำเสนอผลงานเพลง 4 รูปแบบ 4 เรื่องราว โดยทั้ง 4 คนนั้นคือ LAZYLOXY x MAIYARAP x OG-ANIC x URBOYTJ ส่วน MV เพลงด้านล่างนี้เป็นโปรเจ็คร่วมของทั้ง 4 คนที่พวกเขานำสกิลการแร็ปออกมาแบบครบเครื่องจัดเต็มสุดๆ ไปเลย. 4.Garena Free Fire - [MV] เปิดป่ะ❗ นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก TangBadVoice ช่างภาพที่ได้สร้างผลงานเพลงอินดีติดกระแสอยู่พักหนึ่งอย่างเพลง " เปรตป่ะ " และล่าสุดเขาได้ไปฟีทเจอริ่งเพลง Melbourne ให้กับMorvasu ที่ล่าสุดมียอดวิว 6 ล้านกว่าไปแล้ว และเขาก็ได้ร่วมสร้างสรรค์เพลงสไตล์ของตั้งด้วยการใช่ชื่อว่า " เปิดป่ะ " เรามาฟังกันว่าเพลงนี้จะฮาและสนุกขนาดไหน. 5.[Official MV] Pink Killer Kapella - Feat.NOEY & JAM JNP อีกหนึ่งเพลงที่ได้สองสาวสุดสวยอย่างเนยและแจมมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานเพลงและเต้นด้วยชุดคอสเพลย์ที่เหมือนหลุดมาจากโลกของเกม Free Fire เลยทีเดียวครับ และผลงานเพลงนี้ถึงจะสั้นเพียงแค่ 1 นาทีนิดๆ แต่ขอบอกเลยว่ายอดวิวนั้นพุ่งสูงถึง 3 ล้านกว่าวิวเลยทีเดียว! 6.Garena Free Fire x WonderFrame MV เพลงคนตายโลกไม่จำ แร็ปเปอร์สาวสุดฮ็อตอย่างยูนิคอร์น WonderFrame ที่ร่วมทำเพลงโปรโมทให้กับ Garena Free Fire ตัวเพลงจะพยายามสื่อถึงเรื่องของเกมและเรื่องของชีวิต อีกทั้งยังมีการให้กำลังใจสำหรับคนที่กำลังท้ออยู่ในเนื้อเพลงด้วย ซึ่งใน MV เราจะได้เห็นงานวีดีโอที่เป็นเอกลักษณ์ของ WonderFrame อยู่ช่วงหนึ่ง อยากรู้ว่าเพลงมันจะทำให้เราโยกหัวตามขนาดไหนตามมาฟังกันเลย.  เป็นไงกันบ้างกับผลงานเพลงต่างๆ ที่ได้ศิลปินมาร่วมงานกับ Garena Free Fire และยังมีผลงานอีกมากมายที่ทางผู้พัฒนานำมามอบให้กับแฟนๆ ทั้งตัวเกม เพลง การ์ตูน เรื่องสั้น ซึ่งใครที่ยังไม่โหลดในจังหวะนี้รีบหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเข้าไปโหลดกันได้เลยนะครับ.
13 Jan 2021
พรีวิว Monster Hunter: Rise บอกเล่าความรู้สึกจากการเล่นในเดโม
มาถึงจุดนี้ เชื่อว่าคงไม่มีเกมเมอร์คนไหนที่ไม่รู้จักกับซีรี่ส์ล่าแย้ในตำนานอย่าง Monster Hunter อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของเกม Monster Hunter: World (และภาคเสริม Iceborne) ไปจนถึงภาพยนตร์ที่เพิ่งจะออกฉายในโรง อาจจะพูดได้ว่าไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่เกม Monster Hunter จะมีตัวตนอยู่ในกระแสหลักมากกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยประการฉะนี้ คงไม่น่าแปลกใจที่เกมภาคใหม่อย่าง Monster Hunter: Rise จะได้รับความสนใจมากเช่นเดียวกัน โดยหลังจากที่ทาง Nintendo ได้เปิดให้ผู้เล่นดาวน์โหลดตัวเดโมเกมมาทดลองเล่นกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ร้านค้าของค่ายก็ถึงกับล่มไปเลยจากจำนวนผู้เล่นที่พยายามเข้าไปโหลดเกมพร้อมๆ กัน ทางทีมงาน GameFever เองก็ได้เข้าไปทดลองเล่นเกมมาแล้วตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงอยากจะลองนำเสนอความคิดเห็นของเราต่อเกม โดยจะเน้นพูดถึงระบบใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามา รวมถึงความเปลี่ยนแปลงรวมๆ จากเกมภาค World *ผู้เขียนเล่นเกม Monster Hunter: World ไปกว่า 250+ ชั่วโมง แต่ไม่เคยเล่นภาค Iceborne เลย จึงอาจจะไม่สามารถพูดถึงสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน Iceborne ไม่ได้ (รูป) อาวุธและคอมโบ สิ่งแรกที่ผู้เล่นเก่าๆ น่าจะสังเกติคือวิธีการเล่นอาวุธที่เปลี่ยนไปจากภาคก่อนหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าท่วงท่าการโจมตีส่วนใหญ่จะไม่ต่างกันนัก แต่อาวุธแต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งานจริงรวมไปถึงคอมโบและท่าพิเศษมากมายที่เปลี่ยนไป จนพูดได้ว่าน่าจะต้องใช้เวลาเรียนรู้กันใหม่พอสมควร ยกตัวอย่างเช่นอาวุธดาบใหญ่ (Greatsword) อันเป็นเอกลักษณ์ของเกม ซึ่งมีท่าพิเศษและคอมโบใหม่ๆ ที่ช่วยให้ลัดเข้าสู่ท่า True Charged Slash (ท่าชาร์จฟันระดับสุดยอด) ได้มากกว่าที่ผ่านมาเป็นต้น ทำให้ต้องเรียนรู้คอมโบที่ "สมบูรณ์" หรือให้ผลสูงสุดกันใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับเกมภาค World โดยแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะยังไม่ได้ทดลองความแตกต่างของอาวุธทุกชนิด (เพราะเอาเข้าจริงก็เล่นเป็นอยู่แค่ไม่กี่อย่าง) แต่ในหมู่อาวุธที่ได้ลองเล่น ก็พอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับที่น่าจะทำให้จังหวะของการต่อสู้กับแย้ทั้งหลายแตกต่างกับในภาค World อย่างรู้สึกได้ ถ้าให้พูดโดยรวมๆ รู้สึกว่าการใช้อาวุธระยะประชิดส่วนใหญ่ดูจะเล่นง่ายกว่าในภาค World พอสมควร เช่นอาวุธดาบยาว (Longsword) ที่ไม่จำเป็นต้องสลับปุ่มไปมาเพื่อทำคอมโบอีกต่อไป แถมยังมีลูกเล่นเพื่อเก็บเกจ Spirit มากกว่าเดิม หรืออาวุธ Gunlance ที่สามารถพลิกแพลงคอมโบเพื่อผสมผสานระหว่างการฟาดฟันและการใช้กระสุนระเบิดได้หลากหลายมากกว่าในภาค World อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เกมรู้สึก "ง่าย" ขึ้นประมาณหนึ่งในระดับเบื้องต้น เพราะไม่จำเป็นต้องจำคอมโบหรือปุ่มกดซับซ้อนเท่าเดิม ในทางกลับกัน อาจจะด้วยรูปลักษณ์ของจอย Nintendo Switch เองด้วย (ผู้เขียนไม่ได้ใช้จอย Pro Controller ในการเล่น) ทำให้การเล่นอาวุธสายโจมตีระยะไกลทั้งหลายรู้สึกลำบากกว่าในภาค World เล็กน้อย แถมกระสุนตัวเก่งอย่าง Slicing Ammo ก็ไม่มั่นใจว่าจะกลับมาให้ใช้กันอีกไหม หรือจะถูกแทนด้วยกระสุนชนิด Piercing Ammo หลากหลายธาตุแทน แต่ถ้าไม่มี Slicing Ammo ก็อาจจะทำให้อาวุธระยะไกลทั้งหลายมีประโยชน์ในการหั่นชิ้นส่วนแย้น้อยลงกว่าภาค World และทำให้อาวุธเหล่านี้เล่นแบบฉายเดี่ยวได้ไม่มากเท่าอีกด้วย คงต้องรอดูกันต่อไปว่าในเกมตัวเต็มจะมีกระสุน Slicing Ammo ออกมาให้ใช้กันอีกไหม Wire Bug และการเคลื่อนที่ ระบบ Wire Bug ที่เพิ่มเข้ามาแทนเครื่อง Slinger ในภาค World อาจจะเป็นระบบที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด และทำให้เกมภาค Rise มีความแตกต่างจากเกมในซีรี่ส์ Monster Hunter ทุกภาคที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ผู้เขียนรู้สึกว่าอาจจะ "เปลี่ยนแนวทาง" ของซีรี่ส์ไปได้เลย เพราะความคล่องแคล่วที่ผู้เล่นจะได้รับจากระบบใหม่นี้แทบจะทำให้ Rise รู้สึกใกล้เคียงกับเกมแอคชั่นจ๋าๆ อย่าง Devil May Cry เลยในความรู้สึกของผู้เขียน (ไม่ได้บอกว่าเหมือนซะทีเดียว แต่ดูจะขยับเข้าหาแนวนั้นมากขึ้น) ในเบื้องต้นนั้น ผู้เล่นทุกคนจะมีเจ้าแมลง Wire Bug ติดตัวอยู่คนละ 2-3 ตัว ซึ่งสามารถใช้เพื่อดึงตัวเองให้พุ่งขึ้นไปบนอากาศ หรือกระทั่งห้อยโหนกลางอากาศได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการหลบหลีกการโจมตีของเหล่าแย้ได้มากขึ้น แถมอาวุธแต่ละชนิดก็ดูจะมีท่าโจมตีกลางอากาศเพิ่มเข้ามาใหม่หลายท่า ทำให้ผู้เล่นสามารถเปิดช่องในการโจมตีของตัวเองได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในเกม Monster Hunter ที่ผ่านๆ มา ที่เน้นการรอให้เหล่าแย้เปิดช่องเสียเองมากกว่า ยังไม่นับรวมเหล่าความสามารถ Silk Bind ทั้งหลายทั้งแหล่ที่ใช้ควบคู่กับ Wire Bug ที่มักจะเพิ่มความคล่องแคล่วขึ้นไปอีกระดับ ทำให้กระทั่งอาวุธที่ปกติมักจะอืดอาดอย่าง หอก + โล่ห์ หรือ Heavy Bowgun สามารถเคลื่อนที่และหลบหลีกได้ไม่ต่างจากอาวุธอื่นๆ เลย ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือน Monster Hunter: Rise พยายามจะผลักดันซีรี่ส์ไปในทางที่เน้น "แอคชั่น" มากขึ้นกว่าทุกภาค โดยในเดโมจะมีท่า Silk Bind ให้ใช้เพียงแค่สองท่าต่ออาวุธแต่ละชนิด แต่ในเกมเต็มๆ จะมีท่าพิเศษเหล่านี้ให้เลือกใช้มากขึ้นกว่าเดิมอีก ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะยิ่งเพิ่มความคล่องแคล่วขึ้นไปอีกแค่ไหน ถ้าให้พูดกันตามตรง ความคล่องแคล่วที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาค Rise รู้สึก "ง่าย" ขึ้นกว่าภาค World พอสมควร อย่างน้อยก็ในเดโมที่ได้ทดลองเล่นนี้ อาจจะด้วยชนิดของแย้ที่มีมาให้ล่าในเดโมที่ยังไม่ค่อยท้าทายนัก เลยยังไม่มั่นใจว่าเกมจะสามารถปรับสมดุลเพื่อรองรับความสามารถที่เพิ่มขึ้นของฝั่งนักล่าอย่างไร แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Monster Hunter อาจจะรู้สึกไม่ค่อยประทับใจกับเดโมมากนัก ในขณะที่ผู้เล่นใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสเกมมาก่อนน่าจะเข้าถึงตัวเกมได้ง่ายกว่าที่ผ่านมา ยังมีระบบมากมายในเกมที่ยังไม่เปิดให้ลองในเดโม ไม่ว่าจะเป็นระบบการเก็บเกี่ยวทรัพยากรณ์หรือระบบคราฟติ้ง (มีนิดหน่อย) รวมไปถึงระบบสกิลที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แต่ถ้าให้กล่าวโดยสรุป Monster Hunter: Rise น่าจะเป็นเกมภาคที่เป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่ๆ มากกว่าที่ผ่านมา และน่าจะถูกใจคนที่ไม่ชอบความรู้สึกหน่วงๆ ของเกมมอนฮันทั่วไปมากขึ้น แต่สำหรับแฟนๆ ที่อยากได้ประสบการณ์ล่าแย้แบบลุ้นระทึกเหมือนสมัยก่อนอาจต้องรอลุ้นกับแย้ระดับสูงในเกมตัวเต็ม ว่าพวกมันจะมีลูกเล่นอะไรมาท้าทายความว่องไวดุจนินจาของผู้เล่นในภาคใหม่นี้ Monster Hunter: Rise จะวางจำหน่ายสำหรับเครื่อง Nintendo Switch ในวันที่ 26 มีนาคม 2021
12 Jan 2021
The Pathless Review: สู่โลกกว้างเพื่อค้นหา ‘ทาง’ แห่งชีวิต
หมายเหตุ : บทความรีวิวนี้ เขียนขึ้นจากการเล่นบนระบบ Playstation 4 เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เก็บรายละเอียดพอประมาณแต่ไม่ทั้งหมด หมายเหตุ 2 : The Pathless วางจำหน่ายทั้งในระบบ PC บน Epic Games Store, macOS, iOS, Apple Arcade, Playstation 4 และ Playstation 5 อันที่จริง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก ถ้าหากเราจะพบว่าในบรรดาเกมยุคสมัยปัจจุบัน มันจะทำให้เรารู้สึก ‘สะกิดใจ’ ขึ้นมา ว่ามีความคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ นั่นเพราะในผลงานที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด มันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากไอเดียจะถูกหยิบมาปรับ ประยุกต์ และเสริมแต่งให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกเกมที่สามารถทำได้ แต่ก็มีอยู่มากมายที่อยู่ในระดับที่ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ The Pathless ผลงานชิ้นที่สองของ Giant Squid ทีมพัฒนาสายเลือดอินดี้จาก Santa Monica ผู้เคยฝากผลงานที่น่าประทับใจอย่าง Abzu ที่มาในครั้งนี้ แม้จะมีความขลุกขลักและส่วนที่ยังไม่ลงตัวไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็น ‘ย่างก้าว’ ที่สำคัญอย่างมากสำหรับพวกเขา และบ่งบอกถึงฝีมือในการพัฒนาเกมที่ไม่ธรรมดาที่ทำให้นักเล่นเกมต้องจับตามอง และควรหาเกมนี้มาลองดูสักครั้ง โลกกว้างที่ถูกย้อมด้วยความมืด The Pathless เปิดเกมมาอย่างไม่ต้องมากพิธีรีตองอะไรนัก คุณในฐานะผู้เล่นรับบทเป็น ‘นักล่าหญิง (Huntress)’ ผู้มีภารกิจสำคัญในการนำแสงสว่างกลับมาสู่ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืด โดยมี ‘เหยี่ยว’ ปริศนาเป็นเพื่อนคู่ใจที่จะร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งการผจญภัยครั้งนี้ แน่นอนว่าตัวเกมโดยภาพกว้างนั้น งดงามด้วยกราฟิกแบบ Cel-Shade และเป็น Open World ที่ติดความเป็น Minimal ไว้อย่างถึงที่สุด ไม่มีแผนที่ Mini-Map หรือจุด Checkpoint ไม่มีแม้กระทั่งระบบ Fast Travel และโลกของเกมนั้นก็ ‘กว้าง’ เอามากๆ การเดินด้วยเท้าเปล่าปกติจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งสามารถกินเวลาได้หลายนาทีจนน่าเหนื่อยใจ แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทีม Giant Squid ได้ใส่ระบบการ ‘Dashing’ เข้ามา มันคือระบบที่เราทำการวิ่ง และจะ ‘เล็ง’ เครื่องรางหรือเป้าหมายบางจุดเอาไว้โดยอัตโนมัติ หน้าที่ของเราคือการกดยิงให้ตรงจังหวะ เพื่อสร้าง Momentum ของการเคลื่อนไหวให้ต่อเนื่อง ที่จะรวดเร็วขึ้นอีกหลายๆ เท่า มันเป็นระบบที่ค่อนข้างเข้าใจคิด และประยุกต์ออกมาอย่างได้ผล การ Dash จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ให้ความรู้สึกราวกับวิ่งฝ่าสายลม และสร้างภูมิทัศน์ที่แปลกตาออกไปจากเดิม และแน่นอน นี่เป็นระบบหลักที่ผู้เล่นจะใช้ในการเคลื่อนที่ไปเกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะทั้งเกม มันอาจจะดูเข้าใจได้ยากในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อใช้จนอยู่มือแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เล่นได้สนุกและเพลินตาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว คืนแสงสู่แผ่นดิน แต่การเดินทางในแผ่นดินอันกว้างใหญ่เหล่านี้ หน้าที่ของผู้เล่นในฐานะนักล่าหญิงคือการ ‘คืนแสงสว่าง’ และกำจัดความมืดที่กลืนกินพื้นที่ นั่นคือการเดินทางไป ‘จุดไฟประภาคาร’ ทั้งหมดสามจุด ก่อนที่จะตรงดิ่งไปที่ Boss ประจำโซนนั้นๆ และเข้าสู่ Sequence ของการต่อสู้ ซึ่งแน่นอนว่า การจุดไฟประภาคาร มันตามมาด้วยลูกเล่นของการแก้ปริศนาและ Puzzle อย่างง่ายๆ เช่นการยิงลูกธนูเข้าเครื่องรางให้ถูกลำดับ หรือการใช้นกเหยี่ยวเพื่อเอื้อมไปถ่วงน้ำหนัก ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากหรือซับซ้อน ราวกับว่าผู้พัฒนาต้องการให้ส่วนนี้สร้างความปวดหัวให้น้อยที่สุด และไม่ทำลาย Flow ของการเล่นโดยภาพรวม แต่ในโลกกว้างแห่งนี้ คุณสามารถที่จะเถลไถลออกนอกเส้นทางได้ และตัวเกมก็เชื้อเชิญให้คุณทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยระบบ Eagle Vision ที่เปลี่ยนมุมมองส่องให้เห็นจุดที่น่าสนใจ, Puzzle นอกเส้นทางที่จะตอบแทนเป็นค่าประสบการณ์หรือความสามารถใหม่ของเหยี่ยวคู่หู หรือไม่ก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่จะเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนแห่งนี้ ที่จะขยายความเข้าใจ แล