GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
ผลการค้นหา : "monitor"
ไขข้อของใจ จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร?
ในปัจจุบันการเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ หรือทีวีดีๆ หนึ่งตัวมาใช้เล่นเกม เป็นสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยการที่จอหนึ่งตัวจะถูกพิจารณาซื้อมาใช้งานก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด, สี, ดีไซน์, ราคา หรือพอร์ตการเชื่อมต่อที่รองรับ ซึ่งในยุคหลังๆ Refresh Rate กับ Response Time ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เหล่าเกมเมอร์นำมาใช้พิจารณาด้วย Refresh Rate ที่สูง กับ Response Time ที่ต่ำ ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรค่าแก่การหามาใช้หากชอบเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้อื่น แต่เพื่อนๆ เข้าใจกันจริงๆ หรือไม่ว่าค่าทั้ง 2 ช่วยให้เราเล่นเกมได้ดีขึ้นอย่างไร? ถ้านั้นคือสิ่งที่สงสัยอยู่ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ครับ Refresh Rate กับ Response Time คืออะไร? ทำงานยังไง? จริงๆ แล้วทั้ง 2 ค่า ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อยู่แค่ในจอ Monitor ครับ หากแต่มีอยู่ในอุปกรณ์ส่งภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น จอคอม, ทีวี, หรือว่าหน้าจอโทรศัพท์ โดย Refresh Rate คือจำนวนภาพต่อวินาทีที่จอสามารถแสดงผลได้ ส่วน Response Time คือความเร็วที่จอใช้ ในการเปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่งครับ ซึ่งผมจะขออธิบายขยายความเพิ่มเติมต่อไปข้างล่างนี้ Refresh Rate   หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจอ Monitor, LCD, LED หรือจออะไรก็ตามในโลกนี้ มันแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้เราเห็นด้วยการกะพริบที่เร็วมากๆ ครับ ยิ่งจอดังกล่าวแสดงผลภาพต่อวินาทีได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอัตราการแสดงผลขั้นต่ำจะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อวินาที และเราเรียกจอเหล่านี้ว่า "จอที่มี Refresh Rate 60Hz " ดังนั้นจอที่มี  Refresh Rate 144Hz จึงหมายถึงจอที่สามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 144 ภาพต่อวินาที, จอที่มี Refresh Rate 240Hz ก็จะสามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 240 ภาพต่อวินาที ซึ่งความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวที่เราได้เห็นจากจอทั้ง 3 แบบ (60Hz, 144Hz และ 240Hz) จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งมีความสามารถแสดงผลต่อวินาทีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้นครับ ชมวิดีเปรียบเทียบได้ข้างล่างนี้ โดยสามารถสังเกตได้ว่า การเคลื่อนไหวของตัวละครที่เราเห็นจะมีความ "วาร์ป" น้อยกว่า ดังนั้นการจะเล็งยิงในเกมแนว FPS จึงสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก หากใช้จอที่มีค่า Refresh Rate สูงๆ ในเกมประเภทอื่นอย่าง Fighting กับ MOBA เองก็จะช่วยทำให้เราสามารถกะจังหวะป้องกัน, หลบการโจมตี, ออกท่าโจมตี หรือตอบสนองกับสิ่งรอบข้างได้ง่ายกว่าเช่นกันครับ Response Time  ถ้าเพื่อนๆ กำลังเข้าใจว่า "มันหมายถึงการที่เราคลิกเมาส์แล้ว ตัวละครในเกมขยับตามเร็วขนาดไหน" อันนี้เพื่อนเข้าใจผิดครับ (อันนั้นเรียก Input Lag) ความหมายจริงๆ ของ Response Time หมายถึงเวลา Pixel จำเป็นต้องใช้เพื่อนเปลี่ยนสีจาก 1 สีไปเป็นอีก 1 สีในช่องของตัวเอง ซึ่งยิ่งมันต่ำเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เกิด Motion Blur กับ Ghosting น้อยลงเท่านั้น เนื่องจากจอสามารถเปลี่ยนสีได้ทัน บางคนอาจสับสนว่า "แล้วมันต่างจาก Refresh Rate ยังไง" ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Response Time คือค่าที่ช่วยให้สีที่เราได้ของแต่ละภาพที่กะพริบอยู่บนหน้าจอมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น หมายความว่ายิ่งค่านี้ต่ำเท่าไหร่ สีของภาพที่เราเห็นเวลาเคลื่อนเร็วๆ ก็จะผิดเพี้ยนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจะแทบไม่เห็น Motion Blur หรือ Ghosting เลยในจอที่มี Response Time 1 ms ครับ (ดูภาพประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ข้างล่าง) จะสังเกตได้ว่าภาพที่เราเห็นเวลาวัตถุเคลื่อนที่เร็วๆ ในจอที่มี Response Time ต่ำกว่าจะเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนกว่า ซึ่งมันจึงทำให้การเอาจอที่มี RT ต่ำๆ มาเล่นเกมแล้ว เราจึงสามารถเล่นได้ดีกว่า เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแนวที่ให้ผู้เล่นแข่งขันกันเอง) มักจะมีการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง หรือตัวละครที่เร็วมากๆ การเห็นภาพทุกอย่างได้ชัดเจนกว่า ก็จะทำให้เพื่อนๆ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่าครับ ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า "จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร? " คำตอบขอบมันก็คือ "เพื่อนๆ จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น มี Motion Blur ที่น้อยลง จนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วจะส่งผลมากน้อยขนาดไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเล่นเกมนั้นๆ ของตัวเพื่อนๆ เองอยู่ดีครับ" แบบนี้เวลาซื้อจอ TV มาเล่นเกมคอนโซล ควรดูเรื่องพวกนี้ด้วยรึเปล่า? เนื่องจากพอร์ต HDMI ของเครื่อง PS5 รองรับ Refresh Rate ได้สูงสุดถึง 120 Hz ถ้าเพื่อนอยากได้ประสบการณ์เกมที่ยอดเยี่ยมการหา TV ซึ่งมี Refresh Rate ที่สูงเท่ากันมาเตรียมถือเป็นเรื่องที่เข้าใจถูกต้อง (ป.ล TV ปกติมักจะมี Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz ดังนั้น TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงมีราคาแพงมาก) แต่อย่าลืมว่าการที่จอแบบนั้นจะได้ผลดีที่สุดคือการที่ตัวเกมสามรถรันได้ถึง 120 FPS ด้วยในเวลาเดียว (ถ้าหากจอ 120 Hz แต่เกมรันได้แค่ 60 FPS ก็คือไม่มีประโยชน์อะไรเลยนั่นเอง) แต่เกมส่วนใหญ่ที่เล่นบนเครื่อง PS5 รวมถึง Xbox Series X ได้ในตอนนี้ สามารถทำได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น ดังนั้นการซื้อ TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงเป็นสิ่งที่เปลืองเงิน และไม่รู้เอามาทำไมในความคิดผมครับ ถ้าถามว่า "แล้วควรซื้อ TV แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด? " ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นจอ 4K / 60 Hz ที่มีสีสวยๆ คือตอบโจทย์มากที่สุดครับ เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ที่เราเล่นบนคอนโซล มักไม่ใช่เกมที่ต้องแขนขันกับใคร ดังนั้นหา TV สีสวยๆ เอามาดื่มด่ำไปกับกราฟิกที่สวยงามของเกม จะเป็นอะไรที่ดีต่อประสบการณ์ของเพื่อนๆ มากกว่าครับ และนี้ก็ตอบคำถามในเรื่องของว่า "จำเป็นต้องมี Response Time ต่ำๆ ด้วยรึเปล่า? " ในเวลาเดียวกันครับ (ก็คือไม่จำเป็นต้องเอามาคิดเลยครับ) ข้อควรระวังที่หลายคนอาจมองข้ามไป เป็นยังไงบ้างครับ บทความตัวนี้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเพื่อนๆ ได้รึเปล่า? แต่ก่อนจะออกไปหาซื้อจอที่มี Refresh Rate สูง กับ Response Time ต่ำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า "ได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้จอแบบนี้รึเปล่า? เราได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันเยอะหรือไม่? " และอย่าลืมว่าการจะใช้ประโยชน์จากจอเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เครื่อง PC หรือคอนโซลของเพื่อนๆ จำเป็นต้องสามารถดัน FPS ได้สูงเทียบเท่ากันด้วย (ถ้าซื้อจอ 144 Hz เกมต้องรันได้ 144 FPS ถ้าซื้อจอ 240 Hz เกมก็ต้องรันได้ 240 FPS) ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ได้มี PC แรงมากๆ สิ่งแรกที่เพื่อนๆ ควรเริ่มคือการอัพเกรดเครื่องของตัวเองให้แสดงผลภาพต่อวินาทีได้สูงๆ เสียก่อน ส่วนทางฝั่งคอนโซล ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ปัจจุบันเครื่องคอนโซลสามารถรันได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น บวกกับเกมส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร ดังนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องหา TV ซึ่งมี Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ มาใช้ เอาเงินไปซื้อตัวที่มีสีสวย และฟังก์ชันโดนๆ ตอบสนองการใช้งานของเพื่อนๆ ได้จะดีกว่าครับ
18 Jan 2021
ก่อนจะมีเครื่อง PlayStation 5 ไปส่องหา TV หรือ Monitor รุ่นไหนเหมาะใช้ในการเล่นเกมที่สุดกันบ้าง!
ถ้าพูดถึงเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง “PlayStation 5” บอกตรงๆ ว่าเกมเมอร์ชาวไทยหลายคนแอบหงุดหงิดมากว่าสรุปแล้ว “ประเทศไทยจะวางจำหน่ายตอนไหนกันแน่!?” ในวันที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ทาง Sony Interactive Entertainment หรือ PlayStation Asia ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหลใด ๆ เลย แม้จะมีข่าวลือหลุดออกมาว่ามีความเป็นไปได้ที่ PlayStation 5 ศูนย์ไทยจะวางจำหน่ายช่วงต้นเดือนมกราคมก็ตาม ซึ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างประเทศมาเลเซียกับฟิลิปปินส์ได้วางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยประเทศอินโดนีเซียจะวางจำหน่ายในวันที่ 22 มกราคมที่จะถึงนี้   แล้วถ้าเพื่อน ๆ ที่เล็งเอาไว้แล้วว่า “ฉันจะซื้อ PlayStation 5 มาเล่นอย่างแน่นอน!” แล้วถ้าอยากจะสัมผัสกราฟฟิกสวย ๆ แบบจัดเต็มของเกมบนเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ สิ่งที่จะต้องมีก็คือ “ทีวี หรือ จอมอนิเตอร์” ที่เหมาะเพื่อใช้ในการเล่นเกมด้วยค่ะ เพราะด้วยตัวเครื่อง PlayStation 5 เขาเครมเอาไว้เลยว่าสามารถรันกราฟฟิกออกมาในความละเอียดสูงสุดถึง 4K/60fps ( แต่ตัวกล่องมีโลโก้ 8K ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเกมอะไรรองรับบ้างด้วย ) ได้อย่างสบาย ๆ วันนี้เกวลินเองก็เลยขอคัดเลือกทีวีหรือไม่ก็จอมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมจากเครื่อง PlayStation 5 ได้รู้จักกันค่ะ   Sony BRAVIA X90H/XH90 Series สำหรับ “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” ถือว่าเป็นทีวี Full Array LED ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 4K แถมยังพัฒนาออกมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 โดยเฉพาะเลยค่ะ ก็มีการผลิตออกมาหลากหลายขนาดเริ่มจาก 55 นิ้ว, 65 นิ้ว, 75 นิ้ว และ 85 นิ้ว จากข้อมูลของ Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA X90H มีทั้งหมด 2 ขนาดประกอบไปด้วยคือ 65 นิ้วราคาอยู่ที่ 39,990 บาท และ ขนาด 85 นิ้วราคาอยู่ที่ 89,990 บาท โดยดีไซน์ตัวเครื่องอาจจะดูไม่สวยถูกใจบางคนเท่าไหร่ แต่บอกไว้ก่อนว่าประสิทธิภาพของทีวีตัวนี้ไม่ธรรมดานะคะ โดยขุมพลังชิปเซ็ตภายในตัวนี้เลือกใช้ “Sony X1 4K HDR Processor” ที่เป็นตัวประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ในความละเอียด 4K ที่ดีเยี่ยมาก ๆ แถมยังรองรับ HDR ที่มันจะทำให้ภาพปรากฎบนจอดูสมจริงและคมชัดมากยิ่งขึ้น พร้อมเผยว่าสีและคอนทราสต่าง ๆ จะดูสมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชิปเซ็ตตัวนี้ยังทำให้ภาพที่มีความละเอียด 1080p [Full HD] หรือ 1440p [2K] ก็สามารถอัปสเกลให้ใกล้เคียงความละเอียด 4K ได้อย่างสบาย ๆ ด้วยระบบที่มีชื่อว่า “4K X-Reality PRO” แล้วที่พิเศษสุดก็คือมันเป็นทีวีในรูปแบบ Android TV แล้วก็ยังสามารถขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz แล้วก็ยังแสดงผล Respond Time อยู่ที่ 7.2 ms ที่เรียกว่าน้อยพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ ซึ่งต้องบอกว่า “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายในบ้านเรามาได้พักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ ซึ่งก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่ซื้อทีวีตัวนี้ไปล่วงหน้ากันแล้วค่ะ ส่วนตัวมองว่าทีวีขนาด 65 นิ้วแสดงผลในความละเอียด 4K/60fps ได้อย่างสบาย ๆ แถมยังทำค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 120Hz แล้ว Respond Time ก็น้อยอีก ในราคา 39,990 บาทถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาเป็นอย่างมากเลยนะคะ เพราะเราสามารถนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ใครที่มีคอมสเปกสูง ๆ รันเกมความละเอียด 4K ได้สบาย ๆ จอตัวนี้นอกจากเอาไว้ใช้กับการเล่นเกมคอนโซลแล้วก็ยังเอาไว้ รวมไปถึงทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode, Full Array Local Dimming, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ด้วยค่ะ   Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series นอกเหนือจาก “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายแล้วทาง Sony ก็ได้เปิดตัวทีวี Full Array LED ตัวท็อปออกมาอีก 1 รุ่นที่มีชื่อว่า “Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series” ทาง Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA Z8H มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 85 นิ้วสนนราคาอยู่ที่ 299,990 บาท เห็นราคาแบบนี้ก็เกิดคำถามมากมายว่าทำไมมันถึงมีราคาแพงขนาดนี้ อย่างแรงเพื่อน ๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าทีวีรุ่นนี้มีความละเอียดสูงถึง 8K ที่สามารถรันเฟรมเรทได้สูงสุด 60fps แล้วถ้าเลือกรันความละเอียด 4K ก็จะขับเฟรมเรตได้สูงสุด 120fps เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ว่าขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz ดังนั้นถ้าใช้เล่นเกมแนะนำว่าเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Game Mode ด้วยนะคะ โดยทีวีตัวนี้เลือกใช้ชิปเซ็ตที่มีชื่อว่า “Sony X1 Ultimate” ชิปเซ็ตประมวลผลภาพตัวนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปสุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ค่ะ มันมีประสิทธิภาพในการแสดงสีและคอนทราสในความละเอียดสูงที่ยอดเยี่ยม แล้วยังเพิ่มความละเอียดที่เหนือชั้นเข้าไปอีกเพื่อให้เราสามารถรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้มีความใกล้เคียง 8K แท้ ๆ ได้เลย โดยชิปเซ็ตตัวนี้ยังวิเคราะห์และประมวลผลที่แม่นยำมาก ๆ ทั้งในเรื่องฉากที่มีความลึก, พื้นผิว และ รายละเอียดต่าง ๆ ก็ดูสมบูรณ์แบบมาก ๆ แม้ว่าภาพที่ถ่ายทอดออกมาจะมีความละเอียดอยู่ที่ 1440p [2K] หรือ 4K ก็ตาม ซึ่งเราสามารถเพิ่มสเกลของภาพให้มีระดับ 8K ด้วยเทคโนโลยี “8K X-Reality PRO”  แล้วด้วยความที่ทีวีในรูปแบบ Android TV ทำให้เราเสพย์คอนเทนต์ต่าง ๆ ในความละเอียด 4K ไปจนถึง 8K ได้อย่างสบาย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Netflix, Apple TV, YouTube หรือ Prime Video เป็นต้น นอกจากนี้ระบบเสียงของ Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series จะขับเคลื่อนในรูปแบบ Dolby Atmos เสียงที่ออกมาจะรู้สึกเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ที่ปรากฎตัวอยู่บนหน้าจอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น S-Force Front Surround ที่เสียงจะมารอบ ๆ ทิศทางเสมือนเรามีลำโพงเซอร์ราวด์รอบทิศทางภายในทีวีของเราเลยค่ะ เช่นเดียวกันค่ะ ทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode และ Full Array Local Dimming   LG 48CX เราพูดถึงแบรนด์ Sony ผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 กันไปแล้ว มาพูดถึงแบรนด์คู่แข่งที่ประสิทธิภาพภายในน่าสนใจไม่ใช่น้อยด้วยค่ะ แล้วที่เกวลินเลือกมาก็คือ “LG 48CX” ซึ่งมันคือทีวีในรูปแบบ OLED ที่ถูกจับตามองจากผู้ใช้งานทั่วโลกเป็นอย่างมาก มันเป็นทีวี OLED ที่รองรับความละเอียด 4K เต็มรูปแบบมาก ๆ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ประมาณ 48 นิ้วแถมราคาที่วางจำหน่ายในบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทขึ้นไป ความน่าสนใจของทีวีรุ่นนี้ก็คือมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ออกแบบมาให้กับเกมเมอร์สายพีซีอีกด้วยค่ะ โดย “LG 48CX” มาพร้อมกับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่เกมเมอร์ฝั่งพีซีที่ใช้การ์ดจอของค่ายเขียวเมื่อนำมาเชื่อมต่อแล้วเปิดใช้งานจะทำให้เมื่อเวลาเล่นเกมเฟรมเรทมีกราฟฟิกสูงสุดด้วย อ่ะ ๆ แต่คนที่ใช้การ์ดจอค่ายแดง AMD ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ก็รองรับด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้กับตัวเครื่องก่อนค่ะ เท่านั้นยังไม่พอทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ Dolby Vision หรือที่เรารู้จักในชื่อ “HDR10” ด้วยนะ แล้ว LG ยังใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทีวีรุ่นนี้มีความหนาแน่นของพิกเซลพอ ๆ กับทีวีที่มีความละเอียด 8K ขนาด 96 นิ้วได้เลย ส่วนถ้าเล่นจริง ๆ จะแสดงผลในความละเอียด 4K/120fps ใครที่เป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ทีวีรุ่นนี้ไม่ควรพลาดเลยค่ะ สุดท้าย “LG 48CX” เป็นทีวี OLED ที่ออกแบบมาให้เกมเมอร์โดยเฉพาะจริง ๆ รองรับการแสดงผลของ HDMI 2.1 แล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Dolby Atmos, Dolby Vision IQ, Filmmaker Mode และ ยังมีโหมดที่จะช่วยลดความหน่วงของการแสดงผลให้เองแบบอัตโนมัติอีกด้วย รวมไปถึงมีระบบรีเฟรชเรตแบบแปรผัน [VRR] ที่จะทำให้เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น PlayStation 5 หรือ Xbox Series X มีการแสดงผลได้ดีพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ตัวท็อปเลยค่ะ   Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7 เราพูดถึงทีวีกันไป 3 รุ่นแล้วรุ่นต่อมาจะเป็น “จอมอนิเตอร์” กันบ้างค่ะ ปกติแล้วจอพวกนี้จะใช้ในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่รุ่นที่เกวลินหยิบมาแนะนำสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่นี้ได้เหมือนกันนั้นก็คือ “Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7” สำหรับหน้าจอมอนิเตอร์ถูกจัดเป็นประเภท QLED ทาง Samsung เครมเลยว่าหน้าจอตัวนี้จะแสดงผลเรื่องแสง, สี, เงาคอนทราสต์ที่เป็นธรรมชาติ แล้วสีดำก็จะแสดงผลแบบดำสนิทอีกด้วยค่ะ  โดยเกวลินจะแนะนำรุ่น Samsung Odyssey G9 กันก่อนค่ะ สนนราคารุ่นนี้อยู่ที่ 45,990 บาท มันคือจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทาง Samsung ผลิตออกมาเลยค่ะ มีขนาดอยู่ที่ 49 นิ้ว แล้วดีไซน์ของเขาก็เก๋ไก๋มาก ๆ สวยงามมาก ๆ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า Samsung เขาออกแบบหน้าจอมอนิเตอร์ที่มีดีไซน์โค้งมาแล้วหลายตัว โดยรุ่นนี้ความโค้งของตัวหน้าจอจะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R ซึ่งสูงที่สุดในโลกณ.ตอนนี้แล้วค่ะ อ่ะ...มีคำถามใช่ไหมคะว่าทำไมมันต้องโค้งอะไรขนาดนั้น!? คำตอบก็คือระยะการโค้งของหน้าจอมันจะเข้ากับระยะสายตาของมนุษย์ ทำให้เราได้รับประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบเต็มตาที่สุดเท่าที่จอมอนิเตอร์เคยมีมาบนโลกนี้เลยค่ะ โดย Samsung Odyssey G9 มีอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 32:9 ซึ่งตรงนี้เกมเมอร์ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกมที่รองรับอัตราส่วนของหน้าจอในเวลานี้ยังมีน้อยเกมนะคะ แต่ถ้าพูดถึงการทำงานมันสามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้ทำงานได้สูงสุด 6 จอเลยค่ะ ส่วนใครที่กังวลเรื่องความหน่วงของหน้าจอ Respond Time ต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 1 ms หรือ 0.001 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และยังรองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่จะช่วยปลดล็อคให้แสดงเฟรมเรตได้สูงสุด ลดอาการภาพสั่น หรือ ภาพแตก แต่ถ้าเพื่อน ๆ คิดว่ารุ่นนี้ขนาดหน้าจออาจจะใหญ่เกินไปพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอ ทาง Samsung ก็ได้ผลิตอีกหนึ่งรุ่นออกมาที่สเปกเท่ากับรุ่น Samsung Odyssey G9 นั้นก็คือ “Samsung Odyssey G7” ที่มีขนาดให้เลือก 27 นิ้วราคาอยู่ที่ 18,900 บาท และ 32 นิ้วราคาจะอยู่ที่ 20,900 บาท เป็นขนาดหน้าจอความละเอียด 1440p [2K] แล้วอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 16:9 ส่วนสเปกของเครื่องนี้หลายส่วนมีความคล้ายกับตัวท็อปเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวหน้าจอที่เป็น QLED, จะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R, รองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA, ความหน่วงของหน้าจอ Respond Time อยู่ที่ 1 ms หรือ 0.001 วินาที, ปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และ รองรับเทคโนโลยี HDR600    BenQ EW3280U มาถึงรุ่นสุดท้ายที่เกวลินเลือกมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้เอาไปตัดสินใจกันนั้นก็คือ “BenQ EW3280U” จอมอนิเตอร์จากแบรนด์คุณภาพที่ถึงแม้ว่าตัวหน้าจอจะเป็น IPS ก็เถอะนะ แต่มันก็ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อเพื่อเล่นเกมบนพีซีและเครื่องเกมคอนโซลได้เต็มประสิทธิภาพเลยค่ะ ขนาดหน้าจอตัวนี้อยู่ที่ 32 นิ้วเป็นความละเอียดแบบ 4K ที่จะมอบรายละเอียดที่จะปรากฎบนจออย่างคมชัดเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะเอามาดูภาพยนตร์ หรือ เล่นเกมกราฟฟิกสวย ๆ แล้วปรับสุดภาพที่ปรากฎบนจอก็จะสวยงามไร้ที่ติกันเลยค่ะ ตัว “BenQ EW3280U” ยังได้เพิ่มเทคโนโลยี Dolby Vision หรือ HDR10 เข้ามาด้วย ทำให้โทนสีที่แสดงผลออกมาแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน แล้วถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายพีซีที่ใช้การ์ดจอของ AMD ยิ้มได้เลยค่ะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ด้วย แถมการเชื่อมต่อก็รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 ที่จะช่วยปล่อยสัญญาณภาพในความละเอียด 4K/60Hz ถ้าพูดถึงการนำมาเชื่อมต่อเพื่อเล่นเครื่องเกมคอนโซลผลทดสอบออกมาเป็นยังไง จากสื่อที่ได้ลองนำมาเยี่ยมต่อดูพบว่าระยะการมองเห็นที่ไม่ต้องใหญ่มากมันทำให้เราเห็นรายละเอียดภายในเกมที่ปรากฎได้อย่างชัดเจน ทำให้เราสามารถที่จะบังคับตัวละครได้ถูกต้องมากกว่าที่จะเล่นเกมบนจอใหญ่ ๆ ข้อดีอีกอย่างของ “BenQ EW3280U” คงเป็นเรื่องเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus จากของ BenQ ที่มันจะช่วยปรับโทนแสงและภาพให้เองอัตโนมัติ สิ่งที่ได้คือแสงที่ปรากฎผ่านหน้าจอจะไม่มีแสงที่สว่างจนเกินไปใครที่เล่นเกมนาน ๆ แล้วเกิดอาการปวดตาหรือเมื่อยล้าบริเวณรอบ ๆ ดวงตา เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราสามารถเล่นเกมได้นานขึ้น เพราะมันจะลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาลง สุดท้ายในเรื่องของราคาอยู่ที่ 27,900 บาท ถ้าถามถึงความคุ้มค่าส่วนตัวมองว่ามันดันค่ารีเฟรชเรตได้เพียงแค่ 60Hz มันเลยดูน้อยไปหน่อยถ้าใครที่ใช้สเปกคอมพิวเตอร์ที่สเปกสูง ๆ ค่ะ จอนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าใครที่จะเอามาใช้ในการเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยค่ะ จบกันไปแล้วค่ะ กับบทความแนะนำทีวีหรือจอมอนิเตอร์ที่ใช้สำหรับเล่นเกมจากเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ทั้ง PlayStation 5 หรือ Xbox Series XIS รวมไปถึงถ้าเพื่อน ๆ เป็นเกมเมอร์กระเป๋าหนักจะเอามาใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเราก็ทำได้เหมือนกัน เพราะแต่ละรุ่นที่แนะนำไปไม่ใช่แค่นำมาใช้กับเครื่องเกมคอนโซลอย่างเดียวนะคะ บางคนก็อาจจะถามว่าพี่แล้วแบบนี้จอของผมที่เป็นรุ่นเก่าที่รันความละเอียด 1080p หรือ 1440p สามารถใช้งานได้ไหม!? ก็ตอบเลยว่าได้ค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ที่อยากจะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เพราะไหน ๆ เขาก็ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมความละเอียด 4K แล้วมันก็ต้องจัดเต็มกันหน่อยเนอะ ส่วนเกวลินขอเก็บเงินอีกสักนิดแล้วรอโปรลดราคาก็คงจะจัดสักเครื่องมาเอาไว้เล่นเกมเหมือนกันค่ะ
23 Dec 2020
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
ผลการค้นหา : "monitor"
ไขข้อของใจ จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร?
ในปัจจุบันการเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ หรือทีวีดีๆ หนึ่งตัวมาใช้เล่นเกม เป็นสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยการที่จอหนึ่งตัวจะถูกพิจารณาซื้อมาใช้งานก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด, สี, ดีไซน์, ราคา หรือพอร์ตการเชื่อมต่อที่รองรับ ซึ่งในยุคหลังๆ Refresh Rate กับ Response Time ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เหล่าเกมเมอร์นำมาใช้พิจารณาด้วย Refresh Rate ที่สูง กับ Response Time ที่ต่ำ ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรค่าแก่การหามาใช้หากชอบเล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้อื่น แต่เพื่อนๆ เข้าใจกันจริงๆ หรือไม่ว่าค่าทั้ง 2 ช่วยให้เราเล่นเกมได้ดีขึ้นอย่างไร? ถ้านั้นคือสิ่งที่สงสัยอยู่ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ครับ Refresh Rate กับ Response Time คืออะไร? ทำงานยังไง? จริงๆ แล้วทั้ง 2 ค่า ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อยู่แค่ในจอ Monitor ครับ หากแต่มีอยู่ในอุปกรณ์ส่งภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น จอคอม, ทีวี, หรือว่าหน้าจอโทรศัพท์ โดย Refresh Rate คือจำนวนภาพต่อวินาทีที่จอสามารถแสดงผลได้ ส่วน Response Time คือความเร็วที่จอใช้ ในการเปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่งครับ ซึ่งผมจะขออธิบายขยายความเพิ่มเติมต่อไปข้างล่างนี้ Refresh Rate   หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจอ Monitor, LCD, LED หรือจออะไรก็ตามในโลกนี้ มันแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้เราเห็นด้วยการกะพริบที่เร็วมากๆ ครับ ยิ่งจอดังกล่าวแสดงผลภาพต่อวินาทีได้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอัตราการแสดงผลขั้นต่ำจะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อวินาที และเราเรียกจอเหล่านี้ว่า "จอที่มี Refresh Rate 60Hz " ดังนั้นจอที่มี  Refresh Rate 144Hz จึงหมายถึงจอที่สามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 144 ภาพต่อวินาที, จอที่มี Refresh Rate 240Hz ก็จะสามารถแสดงผลภาพได้สูงสุด 240 ภาพต่อวินาที ซึ่งความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวที่เราได้เห็นจากจอทั้ง 3 แบบ (60Hz, 144Hz และ 240Hz) จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งมีความสามารถแสดงผลต่อวินาทีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลื่นไหลมากขึ้นเท่านั้นครับ ชมวิดีเปรียบเทียบได้ข้างล่างนี้ โดยสามารถสังเกตได้ว่า การเคลื่อนไหวของตัวละครที่เราเห็นจะมีความ "วาร์ป" น้อยกว่า ดังนั้นการจะเล็งยิงในเกมแนว FPS จึงสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก หากใช้จอที่มีค่า Refresh Rate สูงๆ ในเกมประเภทอื่นอย่าง Fighting กับ MOBA เองก็จะช่วยทำให้เราสามารถกะจังหวะป้องกัน, หลบการโจมตี, ออกท่าโจมตี หรือตอบสนองกับสิ่งรอบข้างได้ง่ายกว่าเช่นกันครับ Response Time  ถ้าเพื่อนๆ กำลังเข้าใจว่า "มันหมายถึงการที่เราคลิกเมาส์แล้ว ตัวละครในเกมขยับตามเร็วขนาดไหน" อันนี้เพื่อนเข้าใจผิดครับ (อันนั้นเรียก Input Lag) ความหมายจริงๆ ของ Response Time หมายถึงเวลา Pixel จำเป็นต้องใช้เพื่อนเปลี่ยนสีจาก 1 สีไปเป็นอีก 1 สีในช่องของตัวเอง ซึ่งยิ่งมันต่ำเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เกิด Motion Blur กับ Ghosting น้อยลงเท่านั้น เนื่องจากจอสามารถเปลี่ยนสีได้ทัน บางคนอาจสับสนว่า "แล้วมันต่างจาก Refresh Rate ยังไง" ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Response Time คือค่าที่ช่วยให้สีที่เราได้ของแต่ละภาพที่กะพริบอยู่บนหน้าจอมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น หมายความว่ายิ่งค่านี้ต่ำเท่าไหร่ สีของภาพที่เราเห็นเวลาเคลื่อนเร็วๆ ก็จะผิดเพี้ยนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจะแทบไม่เห็น Motion Blur หรือ Ghosting เลยในจอที่มี Response Time 1 ms ครับ (ดูภาพประกอบให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ข้างล่าง) จะสังเกตได้ว่าภาพที่เราเห็นเวลาวัตถุเคลื่อนที่เร็วๆ ในจอที่มี Response Time ต่ำกว่าจะเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนกว่า ซึ่งมันจึงทำให้การเอาจอที่มี RT ต่ำๆ มาเล่นเกมแล้ว เราจึงสามารถเล่นได้ดีกว่า เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะแนวที่ให้ผู้เล่นแข่งขันกันเอง) มักจะมีการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง หรือตัวละครที่เร็วมากๆ การเห็นภาพทุกอย่างได้ชัดเจนกว่า ก็จะทำให้เพื่อนๆ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่าครับ ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า "จอ Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ ช่วยให้เล่นเกมดีขึ้นอย่างไร? " คำตอบขอบมันก็คือ "เพื่อนๆ จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น มี Motion Blur ที่น้อยลง จนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วจะส่งผลมากน้อยขนาดไหน ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเล่นเกมนั้นๆ ของตัวเพื่อนๆ เองอยู่ดีครับ" แบบนี้เวลาซื้อจอ TV มาเล่นเกมคอนโซล ควรดูเรื่องพวกนี้ด้วยรึเปล่า? เนื่องจากพอร์ต HDMI ของเครื่อง PS5 รองรับ Refresh Rate ได้สูงสุดถึง 120 Hz ถ้าเพื่อนอยากได้ประสบการณ์เกมที่ยอดเยี่ยมการหา TV ซึ่งมี Refresh Rate ที่สูงเท่ากันมาเตรียมถือเป็นเรื่องที่เข้าใจถูกต้อง (ป.ล TV ปกติมักจะมี Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz ดังนั้น TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงมีราคาแพงมาก) แต่อย่าลืมว่าการที่จอแบบนั้นจะได้ผลดีที่สุดคือการที่ตัวเกมสามรถรันได้ถึง 120 FPS ด้วยในเวลาเดียว (ถ้าหากจอ 120 Hz แต่เกมรันได้แค่ 60 FPS ก็คือไม่มีประโยชน์อะไรเลยนั่นเอง) แต่เกมส่วนใหญ่ที่เล่นบนเครื่อง PS5 รวมถึง Xbox Series X ได้ในตอนนี้ สามารถทำได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น ดังนั้นการซื้อ TV ที่มี Refresh Rate 120 Hz จึงเป็นสิ่งที่เปลืองเงิน และไม่รู้เอามาทำไมในความคิดผมครับ ถ้าถามว่า "แล้วควรซื้อ TV แบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด? " ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นจอ 4K / 60 Hz ที่มีสีสวยๆ คือตอบโจทย์มากที่สุดครับ เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ที่เราเล่นบนคอนโซล มักไม่ใช่เกมที่ต้องแขนขันกับใคร ดังนั้นหา TV สีสวยๆ เอามาดื่มด่ำไปกับกราฟิกที่สวยงามของเกม จะเป็นอะไรที่ดีต่อประสบการณ์ของเพื่อนๆ มากกว่าครับ และนี้ก็ตอบคำถามในเรื่องของว่า "จำเป็นต้องมี Response Time ต่ำๆ ด้วยรึเปล่า? " ในเวลาเดียวกันครับ (ก็คือไม่จำเป็นต้องเอามาคิดเลยครับ) ข้อควรระวังที่หลายคนอาจมองข้ามไป เป็นยังไงบ้างครับ บทความตัวนี้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเพื่อนๆ ได้รึเปล่า? แต่ก่อนจะออกไปหาซื้อจอที่มี Refresh Rate สูง กับ Response Time ต่ำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า "ได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องใช้จอแบบนี้รึเปล่า? เราได้เล่นเกมที่จำเป็นต้องแข่งขันเยอะหรือไม่? " และอย่าลืมว่าการจะใช้ประโยชน์จากจอเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เครื่อง PC หรือคอนโซลของเพื่อนๆ จำเป็นต้องสามารถดัน FPS ได้สูงเทียบเท่ากันด้วย (ถ้าซื้อจอ 144 Hz เกมต้องรันได้ 144 FPS ถ้าซื้อจอ 240 Hz เกมก็ต้องรันได้ 240 FPS) ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ได้มี PC แรงมากๆ สิ่งแรกที่เพื่อนๆ ควรเริ่มคือการอัพเกรดเครื่องของตัวเองให้แสดงผลภาพต่อวินาทีได้สูงๆ เสียก่อน ส่วนทางฝั่งคอนโซล ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ปัจจุบันเครื่องคอนโซลสามารถรันได้แค่ 4K / 60 FPS เท่านั้น บวกกับเกมส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร ดังนั้นไม่จำเป็นเลยที่จะต้องหา TV ซึ่งมี Refresh Rate สูง และ Response Time ต่ำ มาใช้ เอาเงินไปซื้อตัวที่มีสีสวย และฟังก์ชันโดนๆ ตอบสนองการใช้งานของเพื่อนๆ ได้จะดีกว่าครับ
18 Jan 2021
ก่อนจะมีเครื่อง PlayStation 5 ไปส่องหา TV หรือ Monitor รุ่นไหนเหมาะใช้ในการเล่นเกมที่สุดกันบ้าง!
ถ้าพูดถึงเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง “PlayStation 5” บอกตรงๆ ว่าเกมเมอร์ชาวไทยหลายคนแอบหงุดหงิดมากว่าสรุปแล้ว “ประเทศไทยจะวางจำหน่ายตอนไหนกันแน่!?” ในวันที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ทาง Sony Interactive Entertainment หรือ PlayStation Asia ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหลใด ๆ เลย แม้จะมีข่าวลือหลุดออกมาว่ามีความเป็นไปได้ที่ PlayStation 5 ศูนย์ไทยจะวางจำหน่ายช่วงต้นเดือนมกราคมก็ตาม ซึ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างประเทศมาเลเซียกับฟิลิปปินส์ได้วางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยประเทศอินโดนีเซียจะวางจำหน่ายในวันที่ 22 มกราคมที่จะถึงนี้   แล้วถ้าเพื่อน ๆ ที่เล็งเอาไว้แล้วว่า “ฉันจะซื้อ PlayStation 5 มาเล่นอย่างแน่นอน!” แล้วถ้าอยากจะสัมผัสกราฟฟิกสวย ๆ แบบจัดเต็มของเกมบนเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ สิ่งที่จะต้องมีก็คือ “ทีวี หรือ จอมอนิเตอร์” ที่เหมาะเพื่อใช้ในการเล่นเกมด้วยค่ะ เพราะด้วยตัวเครื่อง PlayStation 5 เขาเครมเอาไว้เลยว่าสามารถรันกราฟฟิกออกมาในความละเอียดสูงสุดถึง 4K/60fps ( แต่ตัวกล่องมีโลโก้ 8K ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเกมอะไรรองรับบ้างด้วย ) ได้อย่างสบาย ๆ วันนี้เกวลินเองก็เลยขอคัดเลือกทีวีหรือไม่ก็จอมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมจากเครื่อง PlayStation 5 ได้รู้จักกันค่ะ   Sony BRAVIA X90H/XH90 Series สำหรับ “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” ถือว่าเป็นทีวี Full Array LED ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 4K แถมยังพัฒนาออกมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 โดยเฉพาะเลยค่ะ ก็มีการผลิตออกมาหลากหลายขนาดเริ่มจาก 55 นิ้ว, 65 นิ้ว, 75 นิ้ว และ 85 นิ้ว จากข้อมูลของ Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA X90H มีทั้งหมด 2 ขนาดประกอบไปด้วยคือ 65 นิ้วราคาอยู่ที่ 39,990 บาท และ ขนาด 85 นิ้วราคาอยู่ที่ 89,990 บาท โดยดีไซน์ตัวเครื่องอาจจะดูไม่สวยถูกใจบางคนเท่าไหร่ แต่บอกไว้ก่อนว่าประสิทธิภาพของทีวีตัวนี้ไม่ธรรมดานะคะ โดยขุมพลังชิปเซ็ตภายในตัวนี้เลือกใช้ “Sony X1 4K HDR Processor” ที่เป็นตัวประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์ในความละเอียด 4K ที่ดีเยี่ยมาก ๆ แถมยังรองรับ HDR ที่มันจะทำให้ภาพปรากฎบนจอดูสมจริงและคมชัดมากยิ่งขึ้น พร้อมเผยว่าสีและคอนทราสต่าง ๆ จะดูสมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชิปเซ็ตตัวนี้ยังทำให้ภาพที่มีความละเอียด 1080p [Full HD] หรือ 1440p [2K] ก็สามารถอัปสเกลให้ใกล้เคียงความละเอียด 4K ได้อย่างสบาย ๆ ด้วยระบบที่มีชื่อว่า “4K X-Reality PRO” แล้วที่พิเศษสุดก็คือมันเป็นทีวีในรูปแบบ Android TV แล้วก็ยังสามารถขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz แล้วก็ยังแสดงผล Respond Time อยู่ที่ 7.2 ms ที่เรียกว่าน้อยพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ ซึ่งต้องบอกว่า “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายในบ้านเรามาได้พักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ ซึ่งก็มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่ซื้อทีวีตัวนี้ไปล่วงหน้ากันแล้วค่ะ ส่วนตัวมองว่าทีวีขนาด 65 นิ้วแสดงผลในความละเอียด 4K/60fps ได้อย่างสบาย ๆ แถมยังทำค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 120Hz แล้ว Respond Time ก็น้อยอีก ในราคา 39,990 บาทถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาเป็นอย่างมากเลยนะคะ เพราะเราสามารถนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ใครที่มีคอมสเปกสูง ๆ รันเกมความละเอียด 4K ได้สบาย ๆ จอตัวนี้นอกจากเอาไว้ใช้กับการเล่นเกมคอนโซลแล้วก็ยังเอาไว้ รวมไปถึงทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode, Full Array Local Dimming, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ด้วยค่ะ   Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series นอกเหนือจาก “Sony BRAVIA X90H/XH90 Series” วางจำหน่ายแล้วทาง Sony ก็ได้เปิดตัวทีวี Full Array LED ตัวท็อปออกมาอีก 1 รุ่นที่มีชื่อว่า “Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series” ทาง Sony Thailand เผยว่าในบ้านเราวางจำหน่ายรุ่น Sony BRAVIA Z8H มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 85 นิ้วสนนราคาอยู่ที่ 299,990 บาท เห็นราคาแบบนี้ก็เกิดคำถามมากมายว่าทำไมมันถึงมีราคาแพงขนาดนี้ อย่างแรงเพื่อน ๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าทีวีรุ่นนี้มีความละเอียดสูงถึง 8K ที่สามารถรันเฟรมเรทได้สูงสุด 60fps แล้วถ้าเลือกรันความละเอียด 4K ก็จะขับเฟรมเรตได้สูงสุด 120fps เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ว่าขับ Refresh Rate ได้สูงสุด 120Hz ดังนั้นถ้าใช้เล่นเกมแนะนำว่าเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Game Mode ด้วยนะคะ โดยทีวีตัวนี้เลือกใช้ชิปเซ็ตที่มีชื่อว่า “Sony X1 Ultimate” ชิปเซ็ตประมวลผลภาพตัวนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปสุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ค่ะ มันมีประสิทธิภาพในการแสดงสีและคอนทราสในความละเอียดสูงที่ยอดเยี่ยม แล้วยังเพิ่มความละเอียดที่เหนือชั้นเข้าไปอีกเพื่อให้เราสามารถรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้มีความใกล้เคียง 8K แท้ ๆ ได้เลย โดยชิปเซ็ตตัวนี้ยังวิเคราะห์และประมวลผลที่แม่นยำมาก ๆ ทั้งในเรื่องฉากที่มีความลึก, พื้นผิว และ รายละเอียดต่าง ๆ ก็ดูสมบูรณ์แบบมาก ๆ แม้ว่าภาพที่ถ่ายทอดออกมาจะมีความละเอียดอยู่ที่ 1440p [2K] หรือ 4K ก็ตาม ซึ่งเราสามารถเพิ่มสเกลของภาพให้มีระดับ 8K ด้วยเทคโนโลยี “8K X-Reality PRO”  แล้วด้วยความที่ทีวีในรูปแบบ Android TV ทำให้เราเสพย์คอนเทนต์ต่าง ๆ ในความละเอียด 4K ไปจนถึง 8K ได้อย่างสบาย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Netflix, Apple TV, YouTube หรือ Prime Video เป็นต้น นอกจากนี้ระบบเสียงของ Sony BRAVIA Z8H/ZH8 Series จะขับเคลื่อนในรูปแบบ Dolby Atmos เสียงที่ออกมาจะรู้สึกเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ที่ปรากฎตัวอยู่บนหน้าจอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น S-Force Front Surround ที่เสียงจะมารอบ ๆ ทิศทางเสมือนเรามีลำโพงเซอร์ราวด์รอบทิศทางภายในทีวีของเราเลยค่ะ เช่นเดียวกันค่ะ ทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ HDMI 2.1 ด้วยนะคะ ใครที่อยากจะเข้าถึงฟังก์ชั่น Variable Refresh Rate, Auto Low Latency Mode และ Full Array Local Dimming   LG 48CX เราพูดถึงแบรนด์ Sony ผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 กันไปแล้ว มาพูดถึงแบรนด์คู่แข่งที่ประสิทธิภาพภายในน่าสนใจไม่ใช่น้อยด้วยค่ะ แล้วที่เกวลินเลือกมาก็คือ “LG 48CX” ซึ่งมันคือทีวีในรูปแบบ OLED ที่ถูกจับตามองจากผู้ใช้งานทั่วโลกเป็นอย่างมาก มันเป็นทีวี OLED ที่รองรับความละเอียด 4K เต็มรูปแบบมาก ๆ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ประมาณ 48 นิ้วแถมราคาที่วางจำหน่ายในบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาทขึ้นไป ความน่าสนใจของทีวีรุ่นนี้ก็คือมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ออกแบบมาให้กับเกมเมอร์สายพีซีอีกด้วยค่ะ โดย “LG 48CX” มาพร้อมกับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่เกมเมอร์ฝั่งพีซีที่ใช้การ์ดจอของค่ายเขียวเมื่อนำมาเชื่อมต่อแล้วเปิดใช้งานจะทำให้เมื่อเวลาเล่นเกมเฟรมเรทมีกราฟฟิกสูงสุดด้วย อ่ะ ๆ แต่คนที่ใช้การ์ดจอค่ายแดง AMD ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ก็รองรับด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้กับตัวเครื่องก่อนค่ะ เท่านั้นยังไม่พอทีวีรุ่นนี้ยังรองรับ Dolby Vision หรือที่เรารู้จักในชื่อ “HDR10” ด้วยนะ แล้ว LG ยังใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ทีวีรุ่นนี้มีความหนาแน่นของพิกเซลพอ ๆ กับทีวีที่มีความละเอียด 8K ขนาด 96 นิ้วได้เลย ส่วนถ้าเล่นจริง ๆ จะแสดงผลในความละเอียด 4K/120fps ใครที่เป็นเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ทีวีรุ่นนี้ไม่ควรพลาดเลยค่ะ สุดท้าย “LG 48CX” เป็นทีวี OLED ที่ออกแบบมาให้เกมเมอร์โดยเฉพาะจริง ๆ รองรับการแสดงผลของ HDMI 2.1 แล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Dolby Atmos, Dolby Vision IQ, Filmmaker Mode และ ยังมีโหมดที่จะช่วยลดความหน่วงของการแสดงผลให้เองแบบอัตโนมัติอีกด้วย รวมไปถึงมีระบบรีเฟรชเรตแบบแปรผัน [VRR] ที่จะทำให้เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น PlayStation 5 หรือ Xbox Series X มีการแสดงผลได้ดีพอ ๆ กับจอมอนิเตอร์ตัวท็อปเลยค่ะ   Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7 เราพูดถึงทีวีกันไป 3 รุ่นแล้วรุ่นต่อมาจะเป็น “จอมอนิเตอร์” กันบ้างค่ะ ปกติแล้วจอพวกนี้จะใช้ในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่รุ่นที่เกวลินหยิบมาแนะนำสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่นี้ได้เหมือนกันนั้นก็คือ “Samsung Odyssey G9 และ Samsung Odyssey G7” สำหรับหน้าจอมอนิเตอร์ถูกจัดเป็นประเภท QLED ทาง Samsung เครมเลยว่าหน้าจอตัวนี้จะแสดงผลเรื่องแสง, สี, เงาคอนทราสต์ที่เป็นธรรมชาติ แล้วสีดำก็จะแสดงผลแบบดำสนิทอีกด้วยค่ะ  โดยเกวลินจะแนะนำรุ่น Samsung Odyssey G9 กันก่อนค่ะ สนนราคารุ่นนี้อยู่ที่ 45,990 บาท มันคือจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทาง Samsung ผลิตออกมาเลยค่ะ มีขนาดอยู่ที่ 49 นิ้ว แล้วดีไซน์ของเขาก็เก๋ไก๋มาก ๆ สวยงามมาก ๆ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า Samsung เขาออกแบบหน้าจอมอนิเตอร์ที่มีดีไซน์โค้งมาแล้วหลายตัว โดยรุ่นนี้ความโค้งของตัวหน้าจอจะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R ซึ่งสูงที่สุดในโลกณ.ตอนนี้แล้วค่ะ อ่ะ...มีคำถามใช่ไหมคะว่าทำไมมันต้องโค้งอะไรขนาดนั้น!? คำตอบก็คือระยะการโค้งของหน้าจอมันจะเข้ากับระยะสายตาของมนุษย์ ทำให้เราได้รับประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบเต็มตาที่สุดเท่าที่จอมอนิเตอร์เคยมีมาบนโลกนี้เลยค่ะ โดย Samsung Odyssey G9 มีอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 32:9 ซึ่งตรงนี้เกมเมอร์ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเกมที่รองรับอัตราส่วนของหน้าจอในเวลานี้ยังมีน้อยเกมนะคะ แต่ถ้าพูดถึงการทำงานมันสามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้ทำงานได้สูงสุด 6 จอเลยค่ะ ส่วนใครที่กังวลเรื่องความหน่วงของหน้าจอ Respond Time ต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 1 ms หรือ 0.001 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และยังรองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA ที่จะช่วยปลดล็อคให้แสดงเฟรมเรตได้สูงสุด ลดอาการภาพสั่น หรือ ภาพแตก แต่ถ้าเพื่อน ๆ คิดว่ารุ่นนี้ขนาดหน้าจออาจจะใหญ่เกินไปพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอ ทาง Samsung ก็ได้ผลิตอีกหนึ่งรุ่นออกมาที่สเปกเท่ากับรุ่น Samsung Odyssey G9 นั้นก็คือ “Samsung Odyssey G7” ที่มีขนาดให้เลือก 27 นิ้วราคาอยู่ที่ 18,900 บาท และ 32 นิ้วราคาจะอยู่ที่ 20,900 บาท เป็นขนาดหน้าจอความละเอียด 1440p [2K] แล้วอัตราส่วนของหน้าจอเป็น 16:9 ส่วนสเปกของเครื่องนี้หลายส่วนมีความคล้ายกับตัวท็อปเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวหน้าจอที่เป็น QLED, จะมีค่า R อยู่ที่ 1,000R, รองรับเทคโนโลยี G-Sync ของการ์ดจอค่ายเขียว NVIDIA, ความหน่วงของหน้าจอ Respond Time อยู่ที่ 1 ms หรือ 0.001 วินาที, ปลดล็อคค่ารีเฟรชเรตได้สูงสุด 240Hz และ รองรับเทคโนโลยี HDR600    BenQ EW3280U มาถึงรุ่นสุดท้ายที่เกวลินเลือกมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้เอาไปตัดสินใจกันนั้นก็คือ “BenQ EW3280U” จอมอนิเตอร์จากแบรนด์คุณภาพที่ถึงแม้ว่าตัวหน้าจอจะเป็น IPS ก็เถอะนะ แต่มันก็ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อเพื่อเล่นเกมบนพีซีและเครื่องเกมคอนโซลได้เต็มประสิทธิภาพเลยค่ะ ขนาดหน้าจอตัวนี้อยู่ที่ 32 นิ้วเป็นความละเอียดแบบ 4K ที่จะมอบรายละเอียดที่จะปรากฎบนจออย่างคมชัดเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะเอามาดูภาพยนตร์ หรือ เล่นเกมกราฟฟิกสวย ๆ แล้วปรับสุดภาพที่ปรากฎบนจอก็จะสวยงามไร้ที่ติกันเลยค่ะ ตัว “BenQ EW3280U” ยังได้เพิ่มเทคโนโลยี Dolby Vision หรือ HDR10 เข้ามาด้วย ทำให้โทนสีที่แสดงผลออกมาแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน แล้วถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายพีซีที่ใช้การ์ดจอของ AMD ยิ้มได้เลยค่ะ เพราะว่าเทคโนโลยี FreeSync ด้วย แถมการเชื่อมต่อก็รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 ที่จะช่วยปล่อยสัญญาณภาพในความละเอียด 4K/60Hz ถ้าพูดถึงการนำมาเชื่อมต่อเพื่อเล่นเครื่องเกมคอนโซลผลทดสอบออกมาเป็นยังไง จากสื่อที่ได้ลองนำมาเยี่ยมต่อดูพบว่าระยะการมองเห็นที่ไม่ต้องใหญ่มากมันทำให้เราเห็นรายละเอียดภายในเกมที่ปรากฎได้อย่างชัดเจน ทำให้เราสามารถที่จะบังคับตัวละครได้ถูกต้องมากกว่าที่จะเล่นเกมบนจอใหญ่ ๆ ข้อดีอีกอย่างของ “BenQ EW3280U” คงเป็นเรื่องเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus จากของ BenQ ที่มันจะช่วยปรับโทนแสงและภาพให้เองอัตโนมัติ สิ่งที่ได้คือแสงที่ปรากฎผ่านหน้าจอจะไม่มีแสงที่สว่างจนเกินไปใครที่เล่นเกมนาน ๆ แล้วเกิดอาการปวดตาหรือเมื่อยล้าบริเวณรอบ ๆ ดวงตา เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราสามารถเล่นเกมได้นานขึ้น เพราะมันจะลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาลง สุดท้ายในเรื่องของราคาอยู่ที่ 27,900 บาท ถ้าถามถึงความคุ้มค่าส่วนตัวมองว่ามันดันค่ารีเฟรชเรตได้เพียงแค่ 60Hz มันเลยดูน้อยไปหน่อยถ้าใครที่ใช้สเปกคอมพิวเตอร์ที่สเปกสูง ๆ ค่ะ จอนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าใครที่จะเอามาใช้ในการเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยค่ะ จบกันไปแล้วค่ะ กับบทความแนะนำทีวีหรือจอมอนิเตอร์ที่ใช้สำหรับเล่นเกมจากเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ทั้ง PlayStation 5 หรือ Xbox Series XIS รวมไปถึงถ้าเพื่อน ๆ เป็นเกมเมอร์กระเป๋าหนักจะเอามาใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเราก็ทำได้เหมือนกัน เพราะแต่ละรุ่นที่แนะนำไปไม่ใช่แค่นำมาใช้กับเครื่องเกมคอนโซลอย่างเดียวนะคะ บางคนก็อาจจะถามว่าพี่แล้วแบบนี้จอของผมที่เป็นรุ่นเก่าที่รันความละเอียด 1080p หรือ 1440p สามารถใช้งานได้ไหม!? ก็ตอบเลยว่าได้ค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ที่อยากจะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เพราะไหน ๆ เขาก็ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมความละเอียด 4K แล้วมันก็ต้องจัดเต็มกันหน่อยเนอะ ส่วนเกวลินขอเก็บเงินอีกสักนิดแล้วรอโปรลดราคาก็คงจะจัดสักเครื่องมาเอาไว้เล่นเกมเหมือนกันค่ะ
23 Dec 2020