GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
ผลการค้นหา : "topfeature"
Cyberpunk 2077: สรุปความเห็นจากสื่อต่างประเทศที่ได้ทดลองเล่นเกม!
เมื่อคืนนี้ (11/20/2020) ทางผู้พัฒนา CD PROJEKT RED ได้ทำการออกอากาศรายการ Night City Wire #5 ตอนสุดท้ายไปแล้ว ซึ่งนอกจากจะเน้นการพูดถึงหนึ่งในตัวละครหลักในเกมอย่าง Johnny Silverhand แล้ว ยังมีการแสดงตัวอย่างเกมเพลย์ใหม่จากเกม ที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมมากมายที่ผู้เล่นจะสามารถทำได้ในเมือง Night City ของเกม นอกจากนี้ หลังจากที่รายการจบลง ก็ได้มีสื่อต่างชาติหลายสำนักที่เปิดเผยว่าพวกเขาได้ทดลองเล่นเกม Cyberpunk 2077 มาแล้วกว่า 16 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับปล่อยบทความที่บรรยายถึงประสบการณ์และความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเกมอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมความเห็นหลักๆ ของสื่อแต่ละสำนักมาไว้ให้แล้ว เพื่อให้ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถรับรู้ถึงสภาพของเกมในปัจจุบัน IGN: พรีวิวโดยคุณ Tom Marks ใช้เวลาเล่นราว 6 ชั่วโมงก่อนจะจบส่วน Tutorial ของเกม (เริ่มสาย Corpo) เวลา 16 ชั่วโมงที่ใช้ไป รู้สึกเหมือนยังเข้าถึงเกมแค่ระดับพื้นผิวเท่านั้น ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมหาศาล เนื้อเรื่องเปิดมาค่อนข้างเนิบ แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ยิ่งเข้มข้น แผนที่ของเกมไม่ใหญ่มาก และไม่สามารถเดินเข้าอาคารอะไรก็ได้อย่างอิสระ แต่อัดรายละเอียดเอาไว้ทุกกระเบียดนิ้ว คุณ Tom บอกว่าสิ่งที่เขาชอบที่สุดคือการขับรถวนในเมือง Night City ไปเรื่อยๆ เพราะฉากของเกมออกแบบมาให้น่าค้นหามากๆ มีรายละเอียดสนุกๆ ให้มองหาตลอด คุณสามารถสำรวจแผนที่ทั้งหมดได้ตั้งแต่เริ่มเกม แต่ศัตรูในเขตบางเขตอาจจะเลเวลสูงเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนแรก เมื่อเข้าสู่เขตใหม่ของเมือง จะมี NPC โทรมาบอกจุดสนใจทั้งหมดในเขตนั้น นอกจากภารกิจเสริมและภารกิจหลัก ยังมีกิจกรรมเล็กน้อยให้ทำอีกเยอะมากๆ ในแต่ละเขต คนที่คาดหวังเกมเพลย์แบบแอคชั่นดุเดือดเลือดพล่านอาจจะผิดหวัง เพราะระบบต่อสู้มีความช้าๆ เหมือนเกม RPG อย่าง Fallout 4 มากกว่า ระบบต่อสู้ช่วงแรกจำกัดมากๆ แต่เมื่อเริ่มปลดล๊อคอาวุธและความสามารถเพิ่มขึ้นก็พบว่าเกมมอบทางเลือกให้เยอะมากๆ เทียบกับเกมแนวเดียวกัน คุณ Tom ยกตัวอย่างว่าเขาได้พบกับปืนไรเฟิลระดับสูงกระบอกหนึ่งที่สามารถยิงทะลุกำแพงได้ เขาจึงใช้คู่กับ cyberware ที่สามารถมาร์คตำแหน่งศัตรูได้ และเน้นยิงศัตรูจากห้องข้างๆ แทน ด้วยความที่เป็นเมือง ทำให้เราไม่ค่อยเจอศัตรูยืนโดดๆ อยู่ใน Open World เท่าไหร่ โดยคุณ Tom กล่าวว่าเขาสามารถเล่นเกมเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่ได้ต่อสู้กับใครเลย และหลายๆ ครั้งต้องตั้งใจเดินหาศัตรูเมื่ออยากต่อสู้ คุณ Tom ได้ทดลองเล่นเกมเวอร์ชั่นที่อยู่ระหว่างพัฒนา ซึ่งเขาบอกว่ามีบั๊คอยู่เยอะมากๆ และเขาพบกับบั๊คที่ทำให้ดำเนินเนื้อเรื่องต่อไม่ได้ด้วย หนึ่งในข้อติใหญ่ๆ ที่คุณ Tom พูดถึงคือการที่หน้าเมนูภารกิจของเกมจะเพิ่มภารกิจเข้ามาเองโดยอัตโนมัติทีละเยอะมากๆ แต่ไม่ค่อยให้ข้อมูลอะไรเลย เช่นว่าภารกิจนี้จะให้รางวัลอะไรบ้าง หรือภารกิจนี้เหมาะกับช่วงเลเวลเท่าไหร่ (มีบอกแค่ระดับความยาก) ทำให้คุณ Tom รู้สึกว่าตัดสินใจไม่ถูกว่าควรไปทำอะไรก่อน-หลังดี แต่แม้จะเจอบั๊คมากมาย คุณ Tom ก็ยังบอกว่าการได้ลองเล่นเกมด้วยตัวเองครั้งนี้ยิ่งทำให้เขาอยากเล่นเกมเต็มๆ มากขึ้นไปอีก Gamespot: พรีวิวโดยคุณ Phil Hornshaw *บทความเต็มมีสปอยเนื้อหาของภารกิจเสริมเยอะพอสมควร จึงขอสรุปมาเป็นความเห็นย่อๆ เพื่อกันสปอย บทความของคุณ Phil เน้นพูดถึงตัวละครเสริมในเกม และการพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละครเหล่านี้ เกมให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมาก จากตัวอย่างที่เขายกมา คุณ Phil กล่าวว่าเขาได้สานสัมพันธ์อันดีเอาไว้กับ NPC ตัวหนึ่ง ทำให้ NPC ตัวนั้นคอยเมสเสจมาถามไถ่เขาเกี่ยวกับเกมอยู่เรื่อยๆ (บางคนถึงกับมอบภารกิจเสริมเพิ่มเติมให้ด้วย) ซึ่งถ้าเราไม่ตอบแชตของ NPC ไปเรื่อยๆ หรือถ้าพูดจากับเขาไม่ดี พวกเขาก็อาจจะตัดสัมพันธ์กับเราไปเลยได้เหมือนกัน ซึ่งก็จะทำให้พลาดภารกิจของพวกเขาไปด้วย คุณ Phil พูดถึงทางเลือกต่างๆ ในเกม ที่สามารถส่งผลต่อโลกของเกมอย่างใหญ่หลวง โดยเขาอธิบายว่าเขาได้ลองเล่นภารกิจเนื้อเรื่องหนึ่งที่เคยเล่นมาตอนทีไ่ด้พรีวิว 4 ชั่วโมงรอบก่อนหน้านี้ แต่เปลี่ยนทางเลือกของตัวเองทั้งหมด ซึ่งจุดจบของภารกิจก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเกมในหลายๆ แง่ ความสัมพันธ์ระหว่าง Johnny Silverhand และ V จะมีความสำคัญอย่างมากต่อเกม ผู้เล่นจะสามารถเลือกที่จะคุยกับเขาดีๆ เพื่อสานสัมพันธ์ก็ได้ หรือจะชวนทะเลาะกับเขาไปเลยก็ได้ โดยคุณ Phil สันนิษฐานว่าสภาพความสัมพันธ์นี้จะส่งผลสำคัญต่อทิศทางของเนื้อเรื่องและตอนจบแน่นอน  คุณ Phil ได้มีโอกาสทดลองเล่นฉากเซ๊กส์ในเกมด้วย โดยเขาอธิบายว่าฉากเซ๊กส์ในเกมนี้จะแสดงในมุมมองบุคคลที่ 1 ทั้งหมด และเขายังบอกว่าฉากเหล่านี้มีความ "ล่อแหลม" กว่าฉากในเกม The Witcher 3 ซะอีก แต่กระทั่งในแง่ของเซ๊กส์ก็ยังมีพื้นที่ให้เกมสอดใส้ประเด็นเรื่อง "ความเป็นมนุษย์" เข้ามา เช่นฉากหนึ่งที่ V เข้าไปในซ่องระดับไฮโซที่สามารถแสกนหา "ความต้องการ" ของเหล่าลูกค้าและเลือกโสเภณีที่เหมาะสมให้ โดยเมื่อคุณ Phil เข้าไปในห้อง เขากลับพบว่าไม่มีฉากเซ๊กส์ แต่กลับเป็นฉากที่ V และโสเภณีนอนจับมือกันเฉยๆ และพูดคุยถึงชีวิตในเมือง Night City ซึ่งคุณ Phil มองว่ามีความลึกซึ้งกินใจในระดับที่เขาไม่คาดคิดเลยทีเดียว PCGamer: พรีวิวโดยคุณ Andy Kelly คุณ Andy เปิดบทความด้วยการพูดถึงดาบคาตะนะระดับสูงที่เขาพบในเกม และพูดถึงความสนุกของการใช้ดาบในการต่อสู้ โดยเขาถึงกับบอกว่าทันทีที่เริ่มใช้ดาบคล่อง เขาก็ไม่อยากกลับไปจับปืนอีกเลย เกมจะมีสกิลเฉพาะสำหรับอาวุธแต่ละชนิดเยอะมากๆ ทำให้คุณสามารถเลือกใช้อาวุธที่อยากใช้ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะสู้อาวุธชนิดอื่นไม่ได้ ต่อให้ใช้ดาบก็เคลียร์ฐานศัตรูที่ใช้ปืนได้ตราบใดที่อัปสกิลมาดี คุณ Andy เปรียบเกม Cyberpunk 2077 กับเกมตระกูล Deus Ex ของค่าย Eidos Montreal ที่เปิดช่องทางให้ผู้เล่นทำภารกิจได้อย่างหลากหลายมาก ในตัวอย่างที่เขายกมา เขาได้รับมอบหมายให้ลักลอบเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างที่เขากำลังสำรวจอาคารดังกล่าวจากภายนอก เขาค้นพบว่าจะมีรถบรรทุกขับเข้า-ออกอาคารอย่างสม่ำเสมอ เขาจึงตัดสินใจใช้วิธีปล้นรถบรรทุกคันหนึ่งและขับมันเข้าไปในอาคารตรงๆ เลย แถมรปภ.หน้าอาคารยังโบกมือทักทายเขาด้วย นอกจากวิธีปล้นรถแล้ว คุณ Andy ยังบอกด้วยว่าเขาพบเส้นทางที่จะลอบเข้าไปในตึกอีกอย่างน้อยสองทาง โดยคุณ Andy กล่าวว่าเขารู้สึกได้จริงๆ ว่าเกมต้องการให้ผู้เล่นสามารถคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาอย่างอิสระจริงๆ คุณ Andy เล่าว่าเขาเลือกเล่น Lifepath Corpo ต่างจากครั้งที่เขาได้ทดลองเล่นเกม 4 ชั่วโมงเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ที่เขาเลือกเล่นเป็น Nomad โดยเขากล่าวชื่นชมความแตกต่างระหว่าง Lifepath ทั้งสอง ที่ทำให้ตัวละคร V รู้สึกมีตัวตนต่างกันไปเลย ภารกิจเสริมและเนื้อเรื่องหลักคุณภาพสูงมาก ทัดเทียบกับเควสระดับท๊อปในเกม The Witcher 3 ได้สบาย คุณ Andy กล่าวถึงข้อตำหนิของเกมเอาไว้ด้วย โดยเขากล่าวว่าในเดโมที่เขาเล่น เขาต้องพบกับฉากที่เป็น on-rail shooting (การยิงปืนแบบวิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดเรื่อยๆ) ซึ่งมักจะให้ V ยื่นตัวออกไปนอกกระจกรถที่คนอื่นขับเพื่อโจมตีศัตรูหรือหุ่นโดรนที่ตามไล่ล่าเรา โดยเขาบอกว่าระบบแบบนี้มันเก่าและเชยไปแล้ว และไม่น่าใส่มาให้เจอบ่อยเท่านี้ เช่นเดียวกับคุณ Tom Marks จาก IGN คุณ Andy เองก็กล่าวตำหนิหน้าเมนูเลือกภารกิจของเกม ที่จะคอยเพิ่มภารกิจเข้ามาเองเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด ซึ่งเขามองว่าอาจจะทำให้ผู้เล่นบางคนรู้สึกท้อได้ โดยเฉพาะคนอย่างคุณ Andy เองที่ชอบเก็บเควสทั้งหมด สิ่งสุดท้ายที่เขาตำหนิคือเรื่องของเสียงรบกวนมากมาย จาก NPC ที่มักจะชอบส่งเมสเสจหรือโทรมาหาเราอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งจากข้อมูลที่คุณ Tom Marks เปิดเผยมา จะไม่สนใจก็ไม่ได้) จนเขารู้สึกว่าตัวเองโดนรบกวนสมาธิเวลาเล่น คุณ Andy กล่าวว่าเขาไม่คิดว่า Cyberpunk 2077 เป็นเกมที่เป็น 'Next-Gen' แต่เป็นเกมที่นำสิ่งที่เกมอื่นๆ ใน Gen ที่ผ่านมาเคยทำมาก่อนแล้ว และขัดเกลามันจนเหมือนใหม่มากกว่า GamesRadar: พรีวิวโดยคุณ Sam Loveridge คุณ Sam เริ่มกล่าวชมตั้งแต่ระบบการสร้างตัวละคร ที่ให้ผู้เล่นสามารถ "สร้าง" V ได้ดั่งใจ ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงขนาดของหัวนม ทำให้ V ของผู้เล่นแต่ละคนกลายเป็นตัวละครของพวกเขาโดยเฉพาะ ทางเลือกในเกมหลายๆ อย่างมักมีผลกระทบที่คาดไม่ถึง โดยระบบทางเลือกในเกมนี้มีความลึกซึ้งกว่าเกมอื่นๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด และคำตอบในบทสนทนาคำตอบหนึ่งอาจจะส่งผลถึงขั้นเปลี่ยนเป้าหมายของภารกิจที่ทำอยู่ไปได้เลย กระทั่งบทสนทนาที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร (เช่นบทสนทนาทางเมสเสจกับ NPC) ก็อาจจะส่งผลใหญ่หลวงต่อเกมได้ แต่ทางเลือกที่ว่าไม่ใช่เพียงตัวเลือกบทสนทนาที่กดเลือกปุ่มเดียวเท่านั้น แต่นับรวมการกระทำน้อยใหญ่ทั้งหมดของ V ตั้งแต่เริ่มเกมเลย แค่คุณทำอะไรที่ธรรมดามากๆ ในเกมอื่นเช่นเดินหนี NPC ระหว่างที่เขากำลังพูดอยู่ก็อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ ลำดับที่คุณกระทำบางอย่างก็มีผลต่อเกมเช่นกัน คุณ Sam ยกตัวอย่างว่าในช่วงหนึ่งของเกมเขาได้รับภารกิจเสริมให้ไปทวงหนี้จากตัวละครตัวหนึ่ง แต่เขากลับเลือกที่จะไม่สนใจภารกิจนั้นและทำเนื้อเรื่องต่อ โดยเขาพบว่าเขาสามารถเลือกตัวเลือกบทสนทนาที่พูดถึง "เงินที่ยังไม่ได้รับ" จากภารกิจเสริมที่ว่านี้ได้ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซะทีเดียว ทำให้เห็นว่าเกมสามารถปรับตัวให้เข้ากับการกระทำ (หรือไม่กระทำ) ของ V ได้ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้เจอบั๊คที่รุนแรงเท่าผู้ทดสอบคนอื่นๆ แต่คุณ Sam ก็บอกว่าเขาสังเกติเห็นบั๊คด้านกราฟิกเยอะมาก โดยแม้ว่าผู้พัฒนา CDPR จะยืนยันว่าพวกเขารับทราบถึงการมีอยู่ของบั๊คเหล่านี้ แต่ด้วยขนาดและความลึกซึ้งของเกม คงจะคาดหวังให้บั๊คที่ว่าทั้งหมดถูกแก้ทันวันวางจำหน่ายยากเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น คุณ Sam ก็บอกว่าเขายังคงเชื่อมั่นในความสุดยอดของเกมนี้เต็มเปี่ยม และเขามั่นใจว่าผู้เล่นหลายๆ คนจะต้องหลงเกมนี้หัวปักหัวปำทันทีที่เริ่มเล่นแน่นอน Cyberpunk 2077 จะวางจำหน่ายสำหรับเครื่อง PS4, Xbox One, PC ในวันที่ 10 ธันวาคม โดยเกมจะสามารถทำงานได้บนเครื่อง PS5, Xbox Series X เช่นเดียวกัน และจะมีเวอร์ชั่นปรับปรุงที่สร้างมาสำหรับคอนโซล Gen ใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งจะมอบให้ผู้ที่ซื้อเกมเวอร์ชั่น PS4, Xbox One แบบฟรีๆ ในปี 2021 Credit: Reddit
20 Nov 2020
Genshin Impact: แนวทางเล่นตัวละคร Venti
Venti: Support, Tier S เทพลมขี้เมาแห่งนคร Monstadt ผู้ซึ่งปรากฏกายในคราบวณิพกหนุ่มน้อยหน้าหวาน ที่รับตำแหน่งตัวละครแบบ Limited ตัวแรกของเกม แน่นอนว่าด้วยความเป็นตัวละคร 5 ดาวของเขา ทำให้ Venti มีท่าไม้ตายที่ดีที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของเกมที่ทำความเสียหายได้สูงลิบ แถมยังสามารถล๊อคศัตรูทั้งกลุ่มเอาไว้กับที่ ซึ่งเป็นความสามารถที่มีตัวละครน้อยตัวจะทำได้ และความเป็นตัวละครธาตุลมของเขายังทำให้เราสามารถเสริมคอมโบธาตุของตัวละครอื่นๆ ในปาร์ตี้ได้ด้วย จุดเด่น สกิลไม้ตายที่รุนแรง แถมยังสามารถล๊อคศัตรูให้อยู่กับที่ทั้งกลุ่มได้ สกิล Elemental Skill และความสามารถติดตัวมีประโยชน์มากในการสำรวจโลก เป็นธาตุลมทำให้สามารถเสริมตัวละครอื่นได้ทุกธาตุ จัดลงทีมได้หลากหลาย สกิล Elemental Skill [E / R2]: Skyward Sonnet ถ้ากดใช้: จะเรียกกระแสลมออกมาข้างใต้ศัตรู สร้างความเสียหายธาตุลมเป็นรัศมี ถ้ากดค้าง: สร้างกระแสลมขึ้นรอบตัว Venti พร้อมกับลอยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อปลดล๊อค Ascension ได้จะทิ้งกระแสลมไว้ใช้บินขึ้นไปบนฟ้าได้ (เหมือนกระแสลมที่พบได้ตามแผนที่) แม้จะไม่ได้ทำความเสียหายได้รุนแรงเป็นพิเศษ แต่ข้อดีของสกิลนี้ (อย่างน้อยเมื่อกดใช้ธรรมดา) คือคูลดาวน์ที่รวดเร็วเพียง 6 วินาทีเท่านั้น ทำให้เราสามารถกดสกิลนี้ได้บ่อยมากๆ และยิ่งถ้าใช้ตัวละครในปาร์ตี้ติดธาตุใส่ศัตรูก่อน ยิ่งทำให้สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ประโยชน์อันดับ 1 ที่หลายคนน่าจะคิดถึงมากกว่า คือความสามารถในการสร้างกระแสลมเพื่อพาเราบินขึ้นไปบนฟ้า ซึ่งมีประโยชน์สารพัดในการสำรวจโลกของเกม แถมยังสามารถใช้หลบการโจมตีของบอสหลายๆ ตัวได้อีก โดย Venti เป็นตัวละครเดียวที่มีความสามารถนี้ Elemental Burst [Q / สามเหลี่ยม]: Wind's Grand Ode สร้างพายุลมหมุนขนาดใหญ่ ที่จะดึงดูดศัตรูในรัศมีกว้างๆ เข้าหาตัวเอง พร้อมสร้างความเสียหายธาตุลมใส่ศัตรูในรัศมี โดยพายุยังสามารถดูดพลังธาตุอื่นๆ เข้ามาเสริมกำลังเพื่อเพิ่มความเสียหายได้อีก และจะลดความต้านทานธาตุที่ดูดเข้ามาอีกด้วย สกิลไม้ตายที่เก่งอันดับต้นๆ ของเกมเลยทีเดียว จากรัศมีการแสดงผลที่กว้างมากๆ แถมยังสามารถดูดศัตรูจากระยะไกลเข้ามาหาตัวเองได้อีก ซึ่งนอกจากจะทำความเสียหายได้เยอะแล้ว ยังทำให้เราสามารถสลับตัว DPS เข้ามาโจมตีศัตรูทีเดียวทั้งกลุ่มได้ฟรีๆ ตลอดระยะเวลาแสดงผลของไม้ตายอีกด้วย แถมถ้าสามารถผสมธาตุของ DPS เข้าไปในพายุได้ ยังสามารถทำให้ DPS เก่งขึ้นไปอีก เพราะศัตรูจะโดนลดพลังป้องกันธาตุที่ดูดเข้าไป ทำให้ DPS ของเราทำความเสียหายได้มากขึ้นไปด้วย แน่นอนว่าในการใช้จริงมันต้องมีข้อจำกัดกันบ้าง อย่างแรกคือการที่เราเล็งตำแหน่งของไม้ตายค่อนข้างลำบากเพราะไม่สามารถกดค้างเอาไว้เพื่อเล็งเหมือนสกิลของตัวละครอื่นๆ ได้ (เช่นท่าเรียกนกของ Fischl) โดย Venti จะทำการยิงพายุใส่ศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน และบางครั้งก็อาจจะไม่ใช่ศัตรูที่เราอยากเล็งใส่ หรือไม่ใช่ตำแหน่งที่เราอยากปล่อยพายุ ทำให้เราอาจจะต้องใส่ใจในตำแหน่งยืนของ Venti เองเพื่อให้สามารถควบคุมตำแหน่งของพายุได้บ้าง ข้อจำกัดอีกอย่างคือการที่พายุมักจะพัดให้ศัตรูที่อยู่ตรงกลางลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ตัวละครสายประชิดหลายๆ ตัวตีไม่ถึงศัตรู แต่ถ้ามีตัวละครที่เป็นนักเวทย์หรือธนู (เช่น Klee / Ningguang / Fischl เป็นต้น) จะสามารถกลบจุดอ่อนตรงนี้ไปได้ทั้งหมดเลย Ascension Level 1: Embrace of Winds สกิล Skyward Sonnet แบบกดค้างจะทิ้งกระแสลมเอาไว้บนพื้น 20 นาที (สามารถใช้เพื่อลอยตัวขึ้นบนอากาศได้) อย่างที่อธิบายไปแล้วด้านบน ทำให้ Venti กลายเป็นตัวละครที่ช่วยในการสำรวจได้อย่างดีเยี่ยม Ascension Level 4: Stormeye เมื่อผลของสกิล Wind's Grand Ode สิ้นสุดลง จะเพิ่ม Elemental Energy ให้กับ Venti 15 หน่วย และถ้าพายุดูดธาตุอื่นเข้าไปผสมด้วย จะมอบ Elemental Energy ธาตุนั้นให้เพิ่มอีก 15 หน่วย ทำให้ Venti สามารถปล่อยไม้ตายได้รัวๆ จนเรียกว่าแทบจะใช้ได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว แถมผลการเพิ่มพลังงานธาตุที่ผสมเข้าไปด้วยยังทำให้สกิลนี้มีประโยชน์ในการซัพพอร์ตตัวละครอื่นๆ ในทีมได้อีกทางด้วย ความสามารถติดตัว: Windrider ทำให้การร่อนใช้พลังงาน Stamina น้อยลง -20% เมื่อ Venti อยู่ในปาร์ตี้ เหมือนกับสกิลของ Amber เป๊ะๆ และเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ Venti เป็นตัวละครทีมสำรวจระดับท๊อป โบนัสกลุ่มดาว Splitting Gale: ทำให้ Venti ปล่อยลูกธนูออกไปพร้อมกัน 3 ดอกเมื่อใช้ท่าเล็งโจมตี สร้างความเสียหาย 33% ของลูกศรหลัก Breeze of Reminiscence: ศัตรูที่ได้รับความเสียหายจากสกิล Skyward Sonnet จะลดแรงต้านทานธาตุลม -12% นาน 10 วินาที และถ้าศัตรูถูกพัดจนลอยขึ้น จะโดนลดแรงต้านทานธาตุลมและกายภาพเพิ่มขึ้นอีก -12% ตราบใดที่ลอยอยู่ในอากาศ Ode to Thousand Winds: เพิ่มเลเวลของสกิล Wind's Grand Ode ขึ้น +3 (เต็ม +15) Hurricane of Freedom: เมื่อ Venti ได้รับ Elemental Orb หรือ Elemental Particle เขาจะได้รับโบนัสความเสียหายธาตุลม +25% เป็นเวลา 10 วินาที Conceirto dal Cielo: เพิ่มเลเวลของสกิล Skyward Sonnet ขึ้น +3 (เต็ม +15) Storm of Defiance: ศัตรูที่ได้รับความเสียหายจากสกิล Wind's Grand Ode จะสูญเสียพลังต้านทานธาตุลม -20% และถ้าสามารถผสมธาตุอื่นเข้าไปได้ จะลดพลังต้านทานธาตุนั้นๆ ลง -20% ด้วยเช่นกัน วิเคราะห์ความสามารถ + การจัดทีม อย่างที่น่าจะพอเดาได้ ความเก่งหลักๆ ของ Venti ในการต่อสู้จะมาจากท่าไม้ตายของเขาซะเกือบทั้งหมดเลย ซึ่งอาจจะฟังดูจำกัดไปซะหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้วสกิลนี้มีคูลดาวน์ค่อนข้างต่ำ และยังใช้ Energy น้อยมากๆ จนแทบจะสามารถใช้ได้ตลอดเวลาเลย คนที่เคยเล่น Venti หรือเคยลงโดเมนแล้วเจอ Venti น่าจะยืนยันได้ว่าแค่ในระยะเวลา 2-3 นาทีที่ใช้เคลียร์ดันแต่ละครั้ง เขาสามารถปล่อยไม้ตายได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบเลยทีเดียว ด้วยความเป็นธาตุลมของเขา ทำให้ Venti สามารถสนับสนุนการทำคอมโบธาตุได้ทุกแบบเท่าๆ กัน เพราะธาตุลมของเขาจะส่งผลกระจายสถานะธาตุไปยังศัตรูรอบๆ ได้ง่าย แต่ในทางกลับกัน ความเป็นธาตุลมของเขาก็ทำให้ในการต่อสู้เขาจะมีสถานะเป็นเหมือน "ตัวแถม" ในทีมมากกว่าจะเป็นตัวซัพพอร์ตหลัก (เพราะทำคอมโบธาตุได้แค่ Swirl) และทำให้บางครั้งก็หาที่ลงยากเพราะจะไปขัดโบนัสการสั่นพ้องของธาตุได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นคนที่มีตัว DPS และซัพพอร์ตคู่หลักอยู่แล้ว Venti เป็นทางเลือกที่ดีในการดันความเสียหายของคอมโบหลักของเราขึ้นไปอีกขั้น ในการออกของสำหรับ Venti อาจจะรู้สึกว่าควรเน้นไปที่ค่า "ความชำนาญธาตุ" เพื่อเพิ่มพลังโจมตีของปฏิกิริยา Swirl แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว พลังโจมตีที่เพิ่มมาจากค่าความชำนาญธาตุนั้นยังเทียบไม่ได้กับการเพิ่มค่า ATK โดยตรงเพื่อเพิ่มพลังโจมตีตั้งต้นของสกิล หรือการเพิ่มโอกาส +ความแรงคริติคอล แต่ด้วยความที่ความเสียหายเกือบทั้งหมดของเขาจะมาจากสกิลและไม้ตาย ทำให้จำเป็นต้องมีของเพิ่มความเสียหายธาตุลมด้วย การออกของให้ Venti จึงมีความแปลกๆ เมื่อเทียบกับตัวละครส่วนใหญ่ เพราะต้องใช้ Stat หลายอย่างรวมกันถึงจะเก่ง ในเบื้องต้นนั้น แนะนำว่าควรเน้น Artifact ที่ให้ค่า ATK% / Crit% หรือ Crit DMG ขึ้นอยู่กับอาวุธและออพชั่นรอง / Anemo DMG Bonus (โบนัสความเสียหายธาตุลม) เป็นหลัก แนะนำอาวุธ / เซ็ต Artifact ในการเลือกอาวุธ ธนูที่น่าจะดีที่สุดสำหรับ Venti (เอาจริงๆ น่าจะดีที่สุดในเกมแล้ว) ก็คือธนู 5 ดาว Skyward Harp นั่นเอง จากความสามารถในการเพิ่มทั้ง Crit Rate และ DMG พร้อมกัน แต่ถ้าไม่มีธนูนี้ เราก็ควรคำนึงถึงหน้าที่ที่เราอยากจะให้ Venti ทำเสียก่อน ถ้าหากอยากจะให้เป็นซัพพอร์ตเต็มตัว เน้นใช้ไม้ตายไว้ล๊อคศัตรูเฉยๆ โดยไม่ได้คาดหวังความเสียหาย อาจจะสามารถใช้ธนู Favonius Warbow เพื่อให้สามารถฟื้นฟูพลังงานไม้ตายได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าต้องการให้เขาเป็นตัวซัพพอร์ตที่ยังสามารถทำความเสียหายมากพอจะแบกทีมได้ ก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้ธนูอย่าง The Stringless หรือ Blackcliff Warbow ก็ได้เช่นกัน Skyward Harp (5 ดาว): เพิ่ม Crit DMG สูงสุด +40% การโจมตีธรรมดาทุกครั้งจะมีโอกาสสูงสุด 100% ที่จะสร้างความเสียหายกายภาพเทียบเท่ากับ 100% ของค่า ATK เป็นวงกว้าง (มีคูลดาวน์ 4 วินาที) The Stringless (4 ดาว): เพิ่มความเสียหายของสกิล Elemental Skill และ Elemental Burst สูงสุด +48% Favonius Warbow (4 ดาว): เมื่อโจมตีติดคริติคอล จะมีโอกาสสูงสุด 100% ที่จะมอบพลังงานไม้ตายให้ตัวละคร 6 หน่วย ดูลดาวน์ต่ำสุด (เมื่อขัดเกลาเต็ม) 6 วินาที เซ็ต Artifact ที่แนะนำ Viridescent Venerer: (2) เพิ่มพลังโจมตีธาตุลม (Anemo) ขึ้น +15% (4) เพิ่มความเสียหายของ Reaction Swirl ขึ้น 60% และลดพลังป้องกันธาตุที่ถูก Swirl ลง 40% เป็นเวลา 10 วินาที Noblesse Oblige: (2) เพิ่มความเสียหายจากสกิล Elemental Burst +20% (4) เมื่อใช้สกิล Elemental Burst จะเพิ่มค่า ATK ของตัวละครในปาร์ตี้ +20% (ไม่สามารถซ้อนทับกันได้) อ้างอิงข้อมูล: Genshin.gg Game8 GachaGamer
11 Nov 2020
Assassin’s Creed Valhalla จุดเริ่มต้นของตำนานไวกิงผู้พิชิต
ย้อนกลับไปปี 2017 เกม Assassin’s Creed ได้เปิดตัวภาค Origin ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จุดเริ่มต้นของเรื่องราวองค์กรนักฆ่า ต่อมาในปี 2018 ภาคต่อของ Odyssey ที่เป็นเรื่องราวหลังจากนั้นในยุคของ กรีก - โรมัน ได้วางจำหน่ายครั้งแรก ครั้งนี้ Assassin’s Creed กลับมาอีกครั้งในภาค Valhalla โดยมีเซ็ตติ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 793 - ค.ศ. 1066 ซึ่งเกมให้เรารับบทเป็นชาวไวกิงสุดแข็งแกร่งจากประเทศ Norway ครับ จากข่าวก่อนหน้านี้ เราได้ทราบว่า Assassin’s Creed Valhalla จะเป็นภาคที่เชื่อมช่องว่างระหว่างเกมภาคแรกๆ กับ 3 ภาคล่าสุดเข้าด้วยกัน มันจึงทำให้เนื้อเรื่องของภาคนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ และต้องขอบคุณทาง Ubisoft ที่ให้โอกาสเราได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้ก่อนในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ดังนั้นวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่า Assassin’s Creed Valhalla มีดีอะไร และยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แอบบอกก่อนเลยว่า เกมนี้ทำได้เหนือความคาดหมายของผมไปหลายส่วนมาก ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของ Assassin’s Creed Valhalla จะเริ่มในปี ค.ศ. 854 (ยุคของเหล่าไวกิง) ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Eivor ชาวไวกิงคนหนึ่งของชนเผ่า Raven ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของ นอร์เวย์ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะเริ่มเล่าตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ในคืนหนึ่งที่เหล่า Raven กำลังกินดื่มเพื่อฉลองเนื่องในวโรกาสบางอย่างอยู่ จู่ๆ พวกเขาก็ถูกโจมตีจากเผ่า Kjotve ในค่ำคืนนั้น เพื่อที่จะให้ Eivor สามารถหนีรอดจากการโจมตีครั้งนี้ได้ พ่อ กับ แม่ ของเขาได้สละชีวิตของตนเพื่อเปิดโอกาสนั้น และเป็น Siguard พี่ชายต่างสายเลือดที่เป็นคนควบม้าพา Eivor หนีออกมาได้ ภาพจะตัดมาอีกครั้งหลังจากนั้น 18 ปี Eivor ได้พลาดท่าให้กับคนของเผ่า Kjotve อีกครั้ง และกำลังจะถูกจับไปขายเป็นทาส แต่เขาก็ได้ใช้กุญแจมือเหล็กที่ถูกใส่อยู่ให้เป็นประโยชน์ สามารถสู้จนชนะพร้อมทั้งหนีออกมาได้ ในจุดนี้เรื่องราวการล้างแค้นให้พ่อ กับแม่รวมไปจนถึงการพิชิตเกาะอังกฤษของเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น (ผู้เล่นสามารถบังคับตัวละครได้อย่างอิสระจริงๆ ครั้งแรกตรงนี้) อย่างที่ผู้พัฒนาได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่าเนื้อเรื่องของภาค Valhalla จะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างภาคแรกๆ กับ 3 ภาคหลังที่หายไป ในเนื้อเรื่องหลักของเกม Eivor จะได้พบกับสมาชิก 2 คน จากกลุ่ม Brotherhood (กลุ่มนักฆ่าเดียวกันกับพระเอก Assassin’s Creed ภาคแรกสังกัดอยู่) ที่ชื่อว่า Basin กับ Hytham โดยพวกเขามีเป้าหมายในการสังหารสมาชิกของ Order of The Ancients ที่อยู่ใน นอร์เวย์ ซึ่งพวกเขายังเป็นคนสอนวิธีใช้ Hidden Blade รวมไปจนถึงเทคนิคการลอบสังหารให้กับ Eivor ด้วย โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องหลักของภาคนี้จะไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย และค่อนข้างเป็นเส้นตรง ตัวละครต่างๆ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ดังนั้นทุกคนน่าจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องของเกมได้ไม่ยาก แน่นอนว่าภาคนี้ยังคงมีระบบ Choice Matter ที่รายละเอียดของเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ตัวเลือกของผู้เล่นเหมือนภาค Odyssey แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงของเนื้อเรื่องหลักอะไรมากมายครับ ส่วนตัวแล้วผมมองจุดนี้เป็นข้อดี เพราะมันทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความสนุก พร้อมทั้งเข้าใจเนื้อเรื่องเกมได้ง่าย และช่วยเสริมอรรถรสในการเล่นได้เป็นอย่างดี ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ ในเรื่องของกราฟิก คงต้องบอกว่า Assassin’s Creed Valhalla ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะในเรื่องของรายละเอียดพื้นผิว (ผมเล่นบน PC ที่เซ็ตติ้ง Very High ครับ) ในเรื่องของแสง กับเงาเองก็ทำออกมาได้ดีมากเช่นกัน แม้ว่าตัวเกมจะยังไม่สามารถเปิด Ray Tracing ได้ในตอนนี้ แต่กราฟิกที่เกมสามารถทำได้ในตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมากแล้ว คงต้องบอกว่า "ไม่ผิดหวังที่เป็นเกมซึ่งจะลงให้กับ PS5 กับ Xbox Series X / S ด้วยเลย" ครับ มาพูดถึงการนำเสนอกันบ้าง จุดแรกเลยที่อยากขอชมผู้พัฒนาคือการที่ศึกษาวัฒนธรรมของไวกิงมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าตาของสิ่งปลูกสร้าง, การใช้เขาสัตว์เป็นแก้วเหล้า, ลักษณะสีผิว กับสีผมของตัวละคร, การแต่งกาย, การเคลื่อนไหวของ NPC ในขณะล่องเรือ ท่าทางในการวิ่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกเก็บรายละเอียดอย่างดี ทำให้ตอนเล่นเราแทบไม่รู้สึกถึงความผิดแผกไปจากความเป็นจริงเลย มุมกล้องในขณะเดินทางด้วยเรือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมอยากจะขอชมผู้พัฒนาเกมนี้ครับ Assassin’s Creed Valhalla จะมีระบบที่ให้ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนมุมมองของกล้องไปใช้แบบ Panorama View ได้เวลาที่เรากด Auto Travel ซึ่งมันช่วยทำให้เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจขณะล่องเรือไปตามแม่นำของอังกฤษครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยครับ หนึ่งจุดที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย คือความซ้ำซากของอาคารบ้านเรือนที่เจอในเกม โดยสามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นโมเดลที่ถูกเอามาใช้ซ้ำๆ หลายครั้ง ไม่ว่าเราไปที่เมืองไหนอาคารเหล่านี้ก็จะโผล่มาให้เราเห็นแล้ว เห็นอีก ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่พอเห็นอาคารเดิมๆ บ่อยครั้ง มันก็คงช่วยไม่ได้ที่ผู้เล่นจะรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับอยู่ในโลก Deja Vu ตลอดเวลา (บ้านที่พบใน นอร์เวย์ กับ อังกฤษ ที่ใช้โมเดลเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว Longhouse ไม่จำเป็นต้องเป็นทรงนี้ก็ได้ครับ) อีกหนึ่งข้อเสียที่พบได้ในขณะที่เล่น คือเรื่องสีหน้าของตัวละครครับ ในฉากแบบ Close up ที่เป็นการพูดคุยระหว่างตัวละครตรงนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ แต่พอเป็นฉากมุมกว้าง อย่างเวลาล่องเรือ หรือพูดคุยกันลอยๆ การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครถือว่าเลวร้ายมาก ชนิดที่เสียงพากย์กับสีหน้าดูไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกันเลย เล่นบางครั้งก็ปรับอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันครับ สุดท้ายคือในเรื่องของอนิเมชั่น ที่ดูจะยังทำออกมาได้ไม่ดีครับ เนื่องจากหลายครั้งที่การขยับของตัวละครจะแข็งกว่าที่มนุษย์ควรจะเป็น การยกแก้วที่ไม่น่าจะทำให้กินน้ำได้ บางครั้งหนักถึงขนาดที่แขน หรือขาของตัวละครสามารถวาร์ปตำแหน่งได้เลยทีเดียว ซึ่งตรงจุดนี้รวมถึงอนิเมชั่นที่ศัตรูแสดงออกมาหลังจากโดนโจมตีด้วย แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลในตอนเล่นอะไรมากมายนัก แต่ก็อดขัดใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นครับ [caption id="attachment_72254" align="aligncenter" width="1024"] การยกแก้วเหล้าที่ไม่สมจริง[/caption]   ◊ เกมเพลย์ ◊ Assassin’s Creed Valhalla จะใช้ระบบหลักของเกมเป็นแบบ RPG ดาเมจที่เราสามารถทำได้จะขึ้นอยู่กับค่าสเตตัสทั้งหมด นั้นจึงหมายความว่าถ้าหากค่าสถานะต่างกันมากๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่าอีกฝ่ายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว (รวมถึง Stealth Attack ด้วย) ระบบนี้จะมีข้อดีคือทำให้การต่อสู้สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อสู้จะท้าทายมากขึ้นถ้าหาก ศัตรูมีค่าสถานะที่สูงกว่า ยิ่งเซ็ตติ้งที่ตัวละครเราเป็นชาวไวกิงซึ่งชอบความท้าทายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ได้รับความสนุกที่มากขึ้นตามไปด้วยครับ เชื่อว่า Hidden Blade Instant Kill ที่กลับมาในภาคนี้ น่าจะสร้างความสนใจให้กับแฟนเกมหลายคน ผมบอกก่อนเลยว่ามันไม่ได้ Instant Kill ได้ตลอดหรอกครับ ถ้าหากว่าสเตตัสของเรากับอีกฝ่ายต่างกันมากๆ  จริง (แบบเรา 20 อีกฝ่าย 80) มันจะกลายเป็นการโจมตีที่ไม่ใช้ครั้งเดียวตายไป แต่ทำจะดาเมจให้กับอีกฝ่ายเยอะมากๆ แทน (เกือบๆ ครึ่งหลอด) โดยถ้าหากใช้กับตัวที่มีเลเวลใกล้ๆ กันยังไงก็ทีเดียวตายแน่นอนครับ ซึ่งก็มันไม่ได้ทำยากอะไรมากมายด้วย เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วเนื้อเรื่องของเกมจะให้เราวิ่งเข้าไปสู้กับอีกฝ่ายตรงๆ มากกว่าเท่านั้นเอง ต่อมาคือในเรื่องของความยาก ผมชอบภาคนี้ตรงที่เราสามารถเลือกความยากในระบบเกมเพลย์ต่างๆ ได้อย่างละเอียด โดยความยากที่ผู้เล่นเลือกได้จะมี 3 อย่างด้วยกันคือ ความยากในการสำรวจ ความยากในการต่อสู้ ความสามารถในการตรวจจับของศัตรู (ข้อนี้ส่งผลต่อการ Stealth โดยตรง) การมีระบบแบบนี้ ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกระดับความยากที่เหมาะสมกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้เราสามารถได้รับความสนุกจากตัวเกมได้อย่างเต็มที่ และไม่ยากเกินไปสำหรับบางคน ในจุดนี้ต้องยอมรับเลยว่าคิดเพื่อมาได้ดีจริงๆ ครับ ในเรื่องของเกมเพลย์การสำรวจ ภาคนี้ยังคงเป็นแบบ Open World เหมือนกันภาคก่อนๆ แต่เนื่องด้วยการเดินทางเข้าตีเมืองต่างๆ ของอังกฤษชาวไวกิงมักจะทำกันเป็นกลุ่ม ซึ่งมันเลยทำให้เกมเพลย์ส่วนใหญ่ของภาคนี้ให้ความรู้สึกที่เหงาน้อยกว่าภาคที่ผ่านๆ มา เนื่องจากไม่ว่าเราจะไปโจมตีเมืองไหน ก็จะมีเพื่อน NPC ที่เป็นชาวไวกิงเช่นกันไปตีเมืองเหล่านั้นกับเราด้วย ยิ่งตอนที่กู่ร้องตะโกน เวลาจะเข้าตีเมืองพร้อมๆ กันนั้น ยิ่งเป็นอะไรที่สร้างความคึกได้เป็นอย่างดีเลยครับ ได้ชื่อว่าเป็น Assassin's Creed หนึ่งในระบบที่ผมไม่ชอบเลย และมันยังคงมีอยู่ในภาคนี้ คือในเรื่องของการที่บังคับให้เราปืนขึ้นไปที่สูงๆ เพื่อปลดล็อกจุด Fast Travel ครับ คือไม่ว่าคิดยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย หลายๆ ครั้งรู้สึกว่าน่ารำคาญมากกว่าสนุกด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าจุดที่ต้องไปปีนอยู่นอกเส้นทางของเควสมากๆ และมันไม่มีจุดให้เรา Fast Travel อื่นๆ เลยในละแวกนั้นด้วยแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากการโดนบอก "อยากกลับมาตรงนี้ก็ไปปีนเสาดังกล่าวเสียสิ" เลยครับ มาพูดถึงระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง หนึ่งในระบบที่ผมคิดว่าทำออกมาได้น่าสนใจดี คือการให้เราไปหาทรัพยากร มาสร้างบ้านในค้ายที่ตั้งรกรากอยู่ครับ โดยทรัพยากรดังกล่าวสามารถหาได้จากการล่องเรือไปยังเมืองต่างๆ แล้วปล้นมา มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เป็นไวกิงในยุคบุกอังกฤษจริง เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว เหล่าไวกิงก็ทำแบบนี้จริงๆ ตอนตีเกาะอังกฤษครับ การสร้างบ้านต่างๆ ในเมืองของเรายังเป็นตัวช่วยปลดล็อก ระบบอื่นๆ ของเกมด้วย เช่นถ้าสร้างท่าเรือ เราจะสามารถตกแต่งเรือยาวของตัวเองได้, ถ้าสร้างกระท่อมล่าสัตว์จะปลดล็อกเควสล่าสัตว์ในตำนานได้, ถ้าสร้างค่ายทหารจะช่วยให้เราสามารถจ้างชาวไวกิงคนอื่นๆ ที่บุกมายังอังกฤษได้เป็นต้น ระบบเหล่านี้มันช่วยเพิ่มเป้าหมายในการเล่นเควสอื่นๆ ของเกมไปในตัวด้วยครับ สุดท้ายคือในเรื่องของสกิล ซึ่งในภาคนี้สกิลจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ Passive กับ Active โดยสกิล Active นั้นผู้เล่นจะไม่สามารถได้รับมาจากการอัพเลเวล แต่ต้องออกตามหาหนังสือสกิลเหล่านี้ตามส่วนต่างๆ ของโลกในเกม มันจึงส่งผลให้การสำรวจโลกมีความหมายมากขึ้นในภาคนี้ ในส่วนของสกิล Passive ผู้เล่นจำเป็นต้องอัพไปตามแผนที่ดวงดาวของเกมเองเพื่อให้ได้มา ดังนั้นความเป็นไปได้ในการอัพสกิลของภาคนี้จึงหลากหลายกว่าที่ภาคที่ผ่านๆ มาเป็นอย่างมาก โดยจากจุดเริ่มต้นจะมี 3 เส้นทางให้เราเลือก คือ Passive ที่เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิด Passive ที่เกียวกับการโจมตีระยะไกล Passive ที่เกี่ยวกับการลอบฆ่า ◊ สรุป ◊ แม้จะไม่ใช้เกมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมาพร้อมกับระบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจ แต่ Assassin’s Creed Valhalla คงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับเกมที่ต้องการผสม RPG กับเกมแนว Stealth เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งจุดขายเลยคือการที่ระบบต่างๆ ของเกมต่างช่วยสนับสนุนกันเอง ให้สามารถโชว์ความโดดเด่นได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ตอนที่เล่นเกมนี้ผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นชาวไวกิงจริงๆ คงต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาประสบความสำเร็จในการสร้างเกมนี้จริงๆ ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีข้อเสียอีกหลายจุดที่ทำให้จำเป็นต้องหักคะแนนเกมนี้ไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของบัคที่มีค่อนข้างเยอะ และตัวเกมยังกินสเปคสูงมากๆ จนทำให้อาจเล่นได้ลำบากในเครื่องที่ไม่ได้มีสเปคสูงอะไรมากมายด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ผมคิดว่าเกมนี้ควรมีคะแนนอยู่ที่ 8 เต็ม 10 ครับ แม้ไม่ใช่เกมยอดเยี่ยมที่ต้องหามาเล่นสักครั้งในชีวิตให้ได้ แต่ Assassin’s Creed Valhalla ก็ถือได้ว่าเป็นเกมที่ดีมากๆ เกมหนึ่ง ซึ่งควรค่าแก่การหามาเล่นครับ [penci_review id="72200"]
09 Nov 2020
Genshin Impact: ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับแพทช์ 1.1 จากผู้พัฒนา
มีข่าวหลุดออกมาให้ติดตามกันอยู่เรื่อยๆ เลยกับการอัปเดทแพทช์ 1.1 ของเกม Genshin Impact ที่จะเพิ่มเนื้อหาและตัวละครและเนื้อหาใหม่ๆ หลากหลายชนิดเข้าไปในเกมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่วางจำหน่าย โดยแม้ว่าในเวลานี้เราจะพอรับรู้ถึงสิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาเกือบหมดแล้ว แต่ล่าสุดผู้พัฒนา miHoYo ก็ได้ออกมายืนยันเนื้อหาภายในอัปเดทอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แถมยังประกาศกิจกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยหลุดออกมาอีกมากมาย! อัปเดท 1.1 - "ดาราใหม่ฉายแสง" จะเพิ่มเข้ามาเมื่อไหร่? สำหรับการอัปเดทแพทช์ 1.1 จะเกิดขึ้นในวันที่ 11 พฤษจิกายนนี้เวลา 5.00 น. (ตีห้า) ของประเทศไทย โดยผู้พัฒนาจะทำการปิดเซิฟเวอร์เพื่ออัปเดทเกมเป็นเวลา 5 ชั่วโมง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเวลาราว 10.00 น. เพื่อชดเชยเวลาปิดเซิฟเวอร์ ผู้พัฒนาจะทำการแจกเพชร Primogem ให้กับผู้เล่นทุกคนจำนวน 300 เม็ด (60 เม็ดต่อการปิดเซิฟเวอร์ 1 ชั่วโมง) โดยของชดเชยนี้จะเพิ่มขึ้อีกทุกชั่วโมงที่เซิฟปิดเกินเวลา และจะทำการส่งเข้าไปยังกล่องจดหมายของผู้เล่น (ต้องกดรับภายใน 30 วัน) ทั้งนี้ การจะรับของชดเชยจะมีเงื่อนไขเล็กน้อย โดยผู้เล่นที่จะรับของชดเชยจะต้องเป็นไอดีที่มีเลเวลนักผจญภัย (Adventure Rank) อย่างน้อยเลเวล 5 ขึ้นไป ตัวละครใหม่ 2 ตัว พร้อมกับเควส "ทดลองพรสววรค์" ใหม่ การอัปเดท 1.1 ในวันที่ 11 นี้ จะเพิ่มตัวละครใหม่เข้าสู่เกมอีก 2 ตัว ประกอบไปด้วย: Childe / Tartaglia (5*) Diona (4*) (ตัวละครจะถูกเพิ่มเข้าตู้กาชาถาวรในแพทช์ 1.2 เดือนธันวาคมนี้) เช่นเดียวกับตัวละครใหม่ที่ผ่านมาทั้ง Venti และ Klee ตัวละครทั้งสองจะมาพร้อมกับตู้กาชาพิเศษของตัวเอง โดยนอกจากตัวละครสองตัวข้างต้นแล้ว ยังมีตัวละคร 4 ดาวที่จะได้รับการเรทอัปอีกคือ Beidou (4*) Ningguang (4*) นอกจากนี้ จะมีเควส "ทดลองพรสววรค์" (เควสลองเล่นตัวละคร) ใหม่อีก 2 เควส "ผู้พเนจรแห่งแดนมนุษย์ - Zhongli (หิน)" (5 ดาว) "เมโลดี้อันร้อนแรง - Xinyan (ไฟ)" (4 ดาว) โดยตัวละครใหม่ทั้ง 2 (Zhongli และ Xinyan) จะเข้ามาในตู้กาชาพิเศษถัดจากตู้ของ Childe / Tartaglia อาวุธสุดเท่ชุดใหม่ นอกจากตู้ตัวละครพิเศษแล้ว แน่นอนว่าเรายังจะมีตู้กาชาอาวุธพิเศษอีกด้วย สำหรับตู้แรกจะมีไอเทม 5* เรทอัปดังนี้: "สื่อเวทย์ - Memory of Dust" (5 ดาว) "ธนู - Skyward Harp" (5 ดาว) ภายในบทความอัปเดทของผู้พัฒนา ยังมีการกล่าวถึงอาวุธใหม่ๆ ชนิดอื่นที่จะมาในแพทช์ 1.1 นี้อีกในอนาคต ประกอบไปด้วย: "หอก - Vortex Vanquisher" (5 ดาว) "ดาบใหญ่ - The Unforged" (5 ดาว) *อาวุธ "หอก - Vortex Vanquisher" และ "ดาบใหญ่ - The Unforged" จะปรากฎในกิจกรรมอธิษฐานต่อไป "หอก - Royal Spear" (4 ดาว) *อาวุธ "หอก - Royal Spear" สามารถใช้ Starglitter แลกได้ที่ร้านค้า เควสเนื้อเรื่อง / เควสตัวละครใหม่ หลังการอัปเดตเวอร์ชัน 1.1 จะเปิดเควสต์เทพเจ้า — บทที่ 1: ฉากที่ 3 ดาราใหม่ฉายแสง ทำเควสต์ให้สำเร็จเพื่อรับ Primogem, วัสดุเสริมพลังอาวุธ, วัสดุประสบการณ์ตัวละคร เป็นต้น! นอกจากนี้ จะมีเควสตัวละครใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ประกอบไปด้วย: บทแห่งวาฬ: ฉากที่ 1 การชุมนุมของเจ้าตาเดียว (Childe / Tartaglia) บทแห่งอดีตกาล: ฉากที่ 1 บทแห่งดอกเกลือ (ยังไม่ทราบตัวละคร จะตามมาภายหลังการอัปเดท) เควสโลกใหม่ เพิ่มเควสต์โลกใหม่: งานทั้งหลายของกิลด์นักผจญภัย, ขั้นตอนที่จำเป็น, หนังสือมีค่ากว่าทอง, เพื่อนตัวน้อยของ Changchang, ปริศนาแห่ง Nantianmen, บทกวีอุทิศแด่เมืองนี้ และการวิจัยที่ไม่สิ้นสุด กิจกรรมใหม่เพียบ! กิจกรรมประจำเวอร์ชัน: ดาราดับแสงที่รอวันกลับ ช่วงเวลากิจกรรม: 2020-11-16 10:00:00 - 2020-11-30 03:59:59 ในช่วงเวลากิจกรรม ทำเควสต์กิจกรรมที่กำหนดและทำการท้าทาย "ดวงดาวแห่งชะตาลิขิต" ให้สำเร็จ เพื่อรับ Fading Star's Might และ Fading Star's Essence! ใช้ Fading Star's Might และ Fading Star's Essence แลกรับรางวัลในร้านค้ากิจกรรม เช่น วัสดุเลื่อนขั้นตัวละคร, Hero's Wit, Mystic Enhancement Ore, วัสดุยกระดับพรสวรรค์, มงกุฎแห่งความรู้ เป็นต้น! ทำ "สัญญาของเจ้าหญิง" ให้สำเร็จเพื่อรับ "เจ้าหญิงแห่งการลงทัณฑ์!! - Fischl (ไฟฟ้า)"! "การแข่งขันร่อนเวหา" และ "อาหารร้อน ๆ" (ตามมาทีหลัง) เควสล๊อคอินประจำวัน (เหมือนเดิม) กิจกรรม "ประสานเสียงเพลง" - ผู้เล่นที่มีแรงค์ผจญภัย 18 ขึ้นไป และทำเควส "เพื่อเงาสีฟ้านั่น" สำเร็จ จะได้รับตัวละคร Barbara ไปเลยฟรีๆ (คนที่เคยรับตัวละครจากกิจกรรมแพทช์ 1.0 มาแล้วสามารถรับซ้ำได้) การกลับมาของ Battle Pass คาดว่าของรางวัลทั้งหมดน่าจะเหมือนเดิม ระบบชื่อเสียงประจำเมือง เก็บแรงก์ผจญภัยถึงเลเวล 25 และทำเควสต์ที่เกี่ยวข้องให้สำเร็จ เพื่อปลดล็อกระบบชื่อเสียงประจำเมือง ชื่อเสียงประจำเมืองแบ่งออกเป็น ชื่อเสียงประจำเมือง Mondstadt และ ชื่อเสียงประจำเมือง Liyue เงื่อนไขการปลดล็อกชื่อเสียงประจำเมือง Mondstadt: ทำเควสต์เทพเจ้า "คนแปลกหน้าผู้มากับสายลม" อารัมภบท: ฉากที่ 1 ให้สำเร็จ เงื่อนไขการปลดล็อกชื่อเสียงประจำเมือง Liyue: ทำเควสต์เทพเจ้า "ลาก่อน เทพโบราณ" บทที่ 1: ฉากที่ 2 ให้สำเร็จ นักเดินทางสามารถรับเควสต์ "ปราบปรามเป้าหมาย" และ "คำขอของชาวเมือง" ได้จาก Hertha ผู้รับผิดชอบด้านโลจิสติกส์ของ "กองอัศวินแห่ง Favonius" และ คุณ Yu เลขาธิการของ "ฝ่ายกิจการทั่วไปแห่ง Liyue" และยังสามารถรับรางวัล "ออกสำรวจโลกกว้าง", "เควสต์ Mondstadt" หรือ "เควสต์ Liyue" เพื่อเพิ่มชื่อเสียงประจำเมืองได้อีกด้วย หลังจากที่ระดับชื่อเสียงเพิ่มขึ้นแล้ว จะสามารถปลดล็อกของรางวัลจำพวกฟังก์ชันพิเศษของเมือง, สูตรอาหาร, แบบแปลนไอเทมชื่อเสียง, นามบัตร, เครื่องร่อนเวหา เป็นต้น ...และอื่นๆ อีกเพียบ! สามารถอ่านรายละเอียดเต็มๆ ทั้งหมดได้ที่ ลิงค์
09 Nov 2020
Review: Marvel's Spider-man: Miles Morales "ภาคต่ออันใหญ่ยิ่ง ของเกมฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่"
แม้ว่าภาคก่อนหน้าจะเพิ่งวางจำหน่ายไปได้ไม่นาน แค่ราวๆ สองปีที่แล้วนี่เอง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดผู้พัฒนา Insomniac Games ในการพัฒนาภาคต่อ Marvel's Spider-man: Miles Morales ออกมาต้อนรับการมาถึงของคอนโซล PlayStation 5 อีกครั้ง ซึ่งจากความนิยมและคะแนนรีวิวอันสูงลิบลิ่วของเกมภาคแรก ทำให้เกมภาคต่อจำเป็นต้องทำงานหนักแน่นอน เพื่อให้สามารถรับไม้ต่อจากภาคแรกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผู้เขียนได้มีโอกาสเล่นเกม Marvel's Spider-man: Miles Morales เวอร์ชั่น PS4 (ขอขอบคุณ Sony Thai สำหรับโค้ดเกม) และต้องบอกเลยว่าเกมนี้ถือเป็นทายาทที่คู่ควรของตำนานไอ้แมงมุม ที่แม้จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ "ใหม่" ซะทีเดียว แต่ก็สามารถรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมของภาคแรกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเกมเพลย์ที่รวดเร็วและลื่นไหล ระบบการโหนใยอันยอดเยี่ยม และกราฟิกที่สวยงามแม้กระทั่งในเครื่อง PS4 Pro ก็ตาม แม้ว่าเนื้อเรื่องของตัวละครหลัก Miles Morales อาจจะไม่ได้เข้มข้นเท่าเนื้อเรื่องของ Peter Parker ในภาคแรก แต่โดยรวมก็ยังต้องบอกว่า Marvel's Spider-man: Miles Morales ถือเป็นเกมระดับแนวหน้าที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ติดใจเกมภาคแรก [penci_review id="71902"] เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องของเกม Spider-man: Miles Morales จะดำเนินต่อจากเกม Marvel's Spider-man โดยตรง หลังจากที่ตัวละครหลัก Miles Morales ได้เปิดเผยพลังแมงมุมของเขาต่อ Peter Parker โดย Peter ก็ไม่รอช้ารีบรับ Miles เข้ามาเป็นลูกศิษย์ และฝึกสอนทักษะไอ้แมงมุมของเขาไปพร้อมๆ กับการปกป้องนคร New York อันเป็นที่รัก แต่หลังจากเริ่มฝึกไปได้ไม่ทันไร Peter ก็เกิดมีความจำเป็นต้องบินไปยุโรปเพื่อทำงานในฐานะช่างภาพของหนังสือพิมพ์ Daily Bugle เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ทำให้ Miles กลายเป็นไอ้แมงมุมเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ใน New York โดยหลังจากที่ Peter ออกเดินทางได้ไม่ทันไร Miles ก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างบริษัทพลังงาน Roxxon และกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Underground ที่นำโดยวายร้ายหน้าใหม่ชื่อ The Tinkerer อีกด้วย ในแง่ของคุณภาพ ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องของ Miles Morales ให้ความรู้สึกขาด "น้ำหนัก" ทางอารมณ์ไปบ้างเมื่อเทียบกับภาคแรก ซึ่งปัญหาดูจะมาจาก "Pacing" หรือจังหวะในการเล่ามากกว่าคุณภาพของบทหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเนื้อเรื่อง โดยถ้าเทียบกับเกมภาคแรกที่ให้เวลากับการพัฒนาตัวละครที่รายล้อม Peter Parker ค่อนข้างเยอะ เนื้อเรื่องของ Miles Morales แม้จะมีตัวละครเสริมหลายตัวที่ใกล้ชิดกับ Miles แต่เกมค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอก Miles เป็นหลักมากกว่า ซึ่งแม้จะไม่ได้แย่หรือทำให้เกมไม่สนุก เพราะเนื้อเรื่องของ Miles เองก็ยังมีจุดที่น่าสนใจของตัวเองอยู่ แต่ก็ขาดความ "อิน" ในแบบที่รู้สึกกับเนื้อเรื่องของเกมภาคแรก ยิ่งไปกว่านั้น การที่ Miles ไม่ได้ต่อกรกับกลุ่มวายร้ายหลายๆ ตัวเหมือน Peter แต่มีวายร้ายหลักเพียงคนหรือสองคน ก็ทำให้สเกลของเหตุการณ์รู้สึก "เล็ก" เมื่อเทียบกับเกมภาคแรก ซึ่งอาจจะเหมาะสมกับ Miles ในฐานะไอ้แมงมุมฝึกหัด แต่ก็ทำให้รู้สึกด้อยลงกว่าภาคแรกอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อเรื่องไม่ได้แย่เลย แต่เพราะภาคแรกตั้งมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง บวกกับสถานะของ Miles ที่เป็นเพียงไอ้แมงมุมฝึกหัด อาจจะทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาคนี้รู้สึกเหมือนการก้าวถอยหลังจากภาคแรกไปซะหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้น่าเกลียดเลย และสามารถทำหน้าที่สร้างแรงขับให้ผู้เล่นได้เรื่อยๆ แน่นอน เกมเพลย์ สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Marvel's Spider-man อยู่แล้ว น่าจะสามารถเข้าถึงเกมภาค Miles Morales ได้ไม่ยาก เพราะแทบจะเหมือนกันทุกอย่างไม่ต่ำกว่า 90% เลยทีเดียว เกมยังคงใช้ระบบต่อสู้แบบแอคชั่นที่ว่องไว เน้นการหลบหลีกการโจมตีของศัตรูไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและอุปกรณ์หลากหลายชนิด โดย Miles จะได้รับความสามารถหลักๆ ของ Peter มาทั้งหมดเลยเช่นกัน องค์ประกอบหลักที่ทำให้ Miles แตกต่างจาก Peter ไปเลยก็คือความสามารถพิเศษในการสร้างกระแสไฟฟ้าที่เกมเรียกว่า "Venom" นั่นเอง โดยแทนที่จะได้รับอุปกรณ์ยิงใยหลายชนิดเหมือน Peter (Miles จะมีอุปกรณ์ให้ใช้เพียง 4 ชนิด) ลูกเล่นส่วนใหญ่ในการต่อสู้ของ Miles จะอยู่ที่ระบบ Venom แทน โดยเมื่อเราโจมตีศัตรูด้วยท่าโจมตี Venom ต่างๆ จะทำให้ศัตรูติดกระแสไฟฟ้า และทำให้ศัตรูได้รับความเสียหายจากการโจมตีของเราแรงขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเมื่อเราเล่นเกมไปเรื่อยๆ ก็จะได้รับความสามารถในการติด Venom ใส่ศัตรูได้หลากหลายวิธีมากขึ้น ทำให้เกมเน้นหนักไปที่ด้านการทำคอมโบด้วยทักษะต่างๆ เหมือนเกมแอคชั่นเต็มตัวมากขึ้น และก็จะมีศัตรูบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้ Venom เพื่อแก้ทางโดยเฉพาะด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่านี่คือจุดแตกต่างหลักระหว่างเกมเพลย์ของทั้งสองภาคนั่นเอง ความสามารถอีกอย่างของ Miles ที่เพิ่มขึ้นมา คือความสามารถในการล่องหนได้ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในการลอบเร้นและการต่อสู้ โดยแม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นเกมมากเท่าระบบ Venom แต่ก็เป็นความน่าสนใจที่เพิ่มเข้ามา และทำให้เกมเพลย์ของ Miles และ Peter มีความแตกต่างกันมากกว่าเดิม นอกเหนือไปจากภารกิจเนื้อเรื่อง เกมก็ยังมีภารกิจ/กิจกรรมเสริมอื่นๆ ไม่ต่างจากภาคแรก บางกิจกรรมก็เป็นเพียงการเข้าไปเก็บทรัพยากรณ์เพื่อใช้ในการปลดล๊อคชุดหรือ Mod อัปเกรดตัวละคร ซึ่งตัวกิจกรรมที่มีก็ยกมาจากภาคแรกเกือบทั้งหมดอีกเช่นกัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ใหม่ แต่ก็ทำให้เรามีอะไรทำเพลินๆ ตลอดเวลาที่เล่นเกม แต่ด้วยการที่เกมเปลี่ยนจากการมีไม้ตายประจำชุดที่แตกต่างกัน มาเป็นการมี Mod เฉพาะชุดที่ให้เอฟเฟกต์ติดตัวมากกว่า ก็ทำให้ความตื่นเต้นของการพยายามปลดล๊อคชุดใหม่น้อยลงไปบ้าง เพราะไม่ได้ส่งผลแตกต่างต่อการเล่นเกมเท่าในภาคแรก ในภาพรวม Marvel's Spider-man: Miles Morales สามารถรักษามาตรฐานเกมเพลย์จากภาคแรกไว้ได้ครบถ้วน โดยแม้ว่าระบบต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง Venom หรือการล่องหนจะไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าใหม่หรือเป็นการพัฒนา แต่แค่เป็นความ "แตกต่าง" ระหว่างความสามารถของฮีโร่ทั้งสองมากกว่า ใครที่ชื่นชอบเกมเพลย์จากภาคแรก มั่นใจได้ว่าเกมนี้จะมอบประสบการณ์ระดับเดียวกันให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย กราฟิก/การนำเสนอ เช่นเดียวกับเกมเพลย์นั้น กราฟิกของ Miles Morales (เวอร์ชั่น PS4) ก็ไม่ได้ต่างจากเกมภาคแรกเท่าไหร่ และยังคงใช้มาตรฐานเดียวกันเกือบทั้งหมดเลย ตั้งแต่กราฟิกของเมือง New York ไปจนถึงหน้าตาตัวละคร อาจจะพัฒนาขึ้นนิดหน่อยในแง่ของแสงสี โดยเฉพาะในฉากคัตซีนสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นอีกเช่นกัน อาจจะเพราะเกมยังคงพัฒนามาจากเอนจิ้นเดียวกันกับภาคก่อนหน้าด้วย ทำให้เกมยังโหลดเร็วพอสมควรบนเครื่อง PS4 Pro แตกต่างกับเกมคร่อม Gen บางเกม (เช่น Watch Dogs: Legion) ที่พอเอามาเล่นบนคอนโซลรุ่นเก่าแล้วกลับทำงานได้ช้ามากๆ ทั้งนี้ แน่นอนว่าภาพในเกมเวอร์ชั่น PS4 ย่อมต้องถูกลดคุณภาพลงจากที่เราเห็นในคลิปตัวอย่างของเกมแน่นอน เพราะภาพที่เอามาใช้น่าจะเก็บมาจาก PS5 มากกว่า ที่สำคัญคือเรื่องของ Ray Tracing ที่ทำให้แสงสีในบางพื้นที่ (เช่นเมื่อโหนใยในเมือง) ดูแบนๆ ไปบ้างเมื่อเทียบกับในวิดีโอตัวอย่างทั้งหลายของเกม แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นเกมเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เล่นภาคเก่ามาแล้ว (เพราะน่าจะปรับความคาดหวังได้ไม่ยาก) แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงสำหรับคนที่วางแผนจะเล่นเกมใน PS4 แทนที่จะรอเล่นใน PS5 จะได้ไม่ตกใจที่ภาพในเกมไม่ตรงปก สรุปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าต้องพูดถึงมาก เพราะส่วนใหญ่ๆ ก็แทบจะไม่ต่างจากเกมภาคก่อนหน้าเลย สรุป ในภาพรวม เกม Marvel's Spider-man: Miles Morales ถือเป็นภาคต่อที่น่าพอใจสำหรับเกม Marvel's Spider-man ที่รักษามาตรฐานหลายๆ อย่างเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการนำเสนอระบบใหม่ๆ ที่แม้จะไม่ได้น่าทึ่งหรือตื่นตาตื่นใจอะไรนัก แต่ก็แตกต่างจากภาคเก่ามากพอที่จะทำให้เกมรู้สึกมีตัวตนของตัวเองอยู่ด้วย สำหรับแฟนๆ ของเกม Marvel's Spider-man ภาคแรก มั่นใจได้เลยว่า Miles Morales จะทำให้คุณหายคิดถึงเกมภาคแรกไปได้เยอะ และเป็นเกมที่เหมาะเอาไว้เล่นระหว่างรอ PS5 ได้โดยที่ไม่รู้สึกเหมือนเสียอะไรไป   [penci_review id="71902"]
06 Nov 2020
Genshin Impact: แนวทางเล่นตัวละคร Keqing
Keqing: DPS, Rank S ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลพ่อค้าใหญ่ (หรือที่รู้จักกันในนามน้องหูแมว) Keqing ถือเป็นตัว 5 ดาวระลอกแรกที่อยู่ในเกม Genshin Impact และเป็น DPS ตัวจี๊ดที่มีความสามารถโดดเด่นในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำความเสียหายกายภาพไปจนถึงความเสียหายธาตุไฟฟ้า หรือกระทั่งการทำคอมโบธาตุติดๆ กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอสามารถปั้นให้เก่งได้หลากหลายแบบ สามารถแบกทีมผ่านเนื้อหาทุกชนิดได้สบายๆ จุดเด่น เป็นตัวละครที่ตีเร็วที่สุดในเกม (ไม่นับการบัฟ) ทำให้ใช้เอฟเฟกต์พิเศษจากอาวุธหลายๆ ชนิดง่ายเพราะเก็บ Stack บัฟเร็ว สกิลทั้งหมดคูลดาวน์เร็วมาก สามารถทำคอมโบธาตุได้อย่างต่อเนื่อง สกิล Elemental Skill สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายทั้งในการต่อสู้และการสำรวจ สกิล Elemental Skill [E / R2]: Stellar Restoration ขว้างมีดสั้นไฟฟ้าออกไปโจมตีศัตรู โดยเราสามารถกดใช้สกิลอีกครั้งเพื่อวาร์ปไปยังตำแหน่งของมีดและโจมตีศัตรูเป็นธาตุไฟฟ้า หรือสามารถกดปุ่มโจมตีธรรมดาค้างเอาไว้เพื่อสร้างคลื่นดาบออกมาโจมตีตรงตำแหน่งของมีดได้ เป็นสกิลสารพัดประโยชน์ที่สามารถพลิกแพลงใช้ได้หลายสถานการณ์ ช่วยเราได้ทั้งในแง่ของการต่อสู้และการสำรวจเลยทีเดียว ในการต่อสู้นั้น สกิลนี้มีข้อดีหลักๆ ที่คูลดาวน์ค่อนข้างต่ำ แถมด้วยผลพิเศษจากการ Ascension ทำให้เราสามารถเปลีย่นธาตุการโจมตีธรรมดาของตัวละครเป็นธาตุไฟฟ้าได้ด้วยเมื่อใช้ท่าวาร์ปฟัน (กดใช้สกิลซ้ำ) หมายความว่าเราจะสามารถทำคอมโบธาตุได้ง่ายๆ ด้วยเพียงการโจมตีธรรมดา หรือเราสามารถกดโจมตีค้างเพื่อระเบิดคลื่นดาบออกมาแทนได้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน เราอาจจะเลือกใช้สกิลซ้ำในกรณีที่ต้องการทำคอมโบธาตุต่อเนื่อง หรือกดปล่อยคลื่นดาบแทนเมื่อจำเป็นต้องทำความเสียหายเยอะๆ ในระยะเวลาสั้นๆ โดยเมื่อกดสกิลครั้งแรก เรายังสามารถกดค้างเอาไว้เพื่อเล็งตำแหน่งของมีดสั้นได้ (เหมือนสกิลเรียกหินของตัวเอกดิน) และสามารถใช้โจมตีศัตรูที่อยู่ที่สูงหรือใช้โจมตีจุดอ่อนของศัตรู (เช่นตาของ Ruin Guard) ได้ด้วย ในการสำรวจ เราสามารถกดใช้สกิลค้างเอาไว้เพื่อเล็งตำแหน่งของมีด และกดใช้สกิลซ้ำเพื่อกระโดดไปยังตำแหน่งมีดได้ ซึ่งก็สามารถใช้ในการสำรวจเมื่อเราจำต้องการขึ้นที่สูง หรือต้องการข้ามเหวเป็นต้น Elemental Burst [Q / สามเหลี่ยม]: Starward Sword ระเบิดพลังสายฟ้าออกมารอบตัว ก่อนจะกระโดดฟันศัตรูทุกตัวในรัศมีสกิลอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสกิลไม้ตายที่สมกับเป็นไม้ตายมาก นอกจากจะทำความเสียหายรุนแรงแล้ว สกิลยังมีรัศมีที่กว้างมากๆ และสามารถโจมตีศัตรูที่บินอยู่ได้ด้วย ตราบใดที่มันอยู่ในรัศมีของสกิล ที่สำคัญที่สุดคือสกิลนี้มีความต้องการพลังงาน (Elemental Energy) ในการใช้น้อยมากๆ เมื่อรวมกับความสามารถในการสร้าง Elemental Particle ให้ตัวเองได้อย่างต่อเนื่องของ Keqing ทำให้เราสามารถกดใช้สกิลนี้แทบจะตลอดเวลา แถมเมื่ออัปเกรดตัวละครถึง Ascension Level 4 แล้ว จะทำให้ได้รับอัตราโจมตีติดคริติคอลอีก +15% ทำให้สกิลนี้มีประโยชน์ทวีคูณขึ้นไปอีกด้วย อีกหนึ่งประโยชน์ที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึง คือการที่ตัว Keqing จะเป็นอมตะตลอดระยะเวลาที่เธอกระโดดฟันศัตรูอยู่ เราจึงสามารถใช้สกิลนี้เพื่อหลบหลีกการโจมตีของศัตรูหรือบอสบางตัวไปพร้อมกับการทำความเสียหายต่อไปได้ด้วย Ascension Level 1: Thundering Penance เมื่อกดใช้สกิล Stellar Restoration ซ้ำ จะเปลี่ยนการโจมตีธรรมดาทั้งหมดเป็นธาตุไฟฟ้านาน 5 วินาที อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การที่เราสามารถเปลี่ยนการโจมตีธรรมดาของเราให้เป็นความเสียหายธาตุได้ หมายความว่า Keqing จะมีความสามารถในการทำคอมโบธาตุได้บ่อยและต่อเนื่องมาก โดยเฉพาะถ้านำมาคู่กับตัวละครที่สามารถติดสถานะธาตุใส่ศัตรูได้เรื่อยๆ เช่น Xiangling หรือ Xingqiu ได้เป็นอย่างดี Ascension Level 4: Aristocratic Dignity หลังจากที่ใช้สกิล Starward Sword จะทำให้ Keqing ได้รับอัตราคริติคอลและอัตราฟื้นฟูพลังงาน (Energy Recharge) เพิ่มขึ้น +15% เป็นเวลา 8 วินาที การได้อัตราคริเพิ่มขึ้นย่อมเป็นเรื่องดีแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ผลที่ได้อัตราฟื้นฟูเพิ่มก็หมายความว่าเราจะใช้สกิลนี้ได้บ่อยขึ้น เรียกว่าสกิลยังคูลดาวน์ไม่เสร็จก็เก็บ Energy เต็มใหม่อีกรอบแล้ว ความสามารถติดตัว: Land's Overseer เมื่อส่ง Keqing ออกไปทำภารกิจ Expedition ในเขตทวีป Liyue จะใช้เวลาน้อยลง 25% เอาจริงๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะไม่ได้ใช้ Keqing ในทีมหลัก โบนัสกลุ่มดาว Thundering Might: เมื่อกดใช้สกิล Stellar Restoration ซ้ำเพื่อวาร์ปไปหามีดสั้น Keqing จะสร้างความเสียหายธาตุไฟฟ้าเท่ากับ 50% ของค่า ATK ใส่ศัตรูทั้งในบริเวณจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการวาร์ป Keen Extraction: เมื่อโจมตีธรรมดาใส่ศัตรูที่ติดสถานะไฟฟ้า (Electro) จะมีโอกาส 50% ที่จะได้รับ Elemental Particle (มีคูลดาวน์ 5 วินาที) Foreseen Reformation: เพิ่มเลเวลของสกิล Starward Sword ขึ้น +3 (เต็ม +15) Attunement: เมื่อ Keqing ทำคอมโบธาตุไฟฟ้าได้ จะได้รับ ATK +25% เป็นเวลา 10 วินาที Beckoning Stars: เพิ่มเลเวลของสกิล Stellar Restoration ขึ้น +3 (เต็ม +15) Tenacious Star: ทุกครั้งที่โจมตีธรรมดา ชาร์จโจมตี ใช้สกิล Elemental Skill หรือ Elemental Burst จะทำให้ได้รับโบนัสความเสียหายธาตุไฟฟ้า +6% เป็นเวลา 8 วินาที โดยบัฟที่ได้จากการโจมตีธรรมดา ชาร์จโจมตี ใช้สกิล Elemental Skill หรือ Elemental Burst จะนับแยกกัน (กล่าวคือสามารถซ้อนกันได้ 4 ครั้ง) วิเคราะห์ความสามารถ + การจัดทีม ด้วยความเป็นตัว 5 ดาวของเธอ ทำให้ Keqing มีความเก่งในตัวเองมากกว่าตัวละครหลายๆ ตัวอยู่แล้วจากค่าสถานะตั้งต้นที่สูงกว่า แถมยังมีชุดความสามารถที่ยืดหยุ่น คูลดาวน์เร็ว และใช้ง่ายอีกด้วย โดยสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบอีกคือท่าชาร์จโจมตีธรรมดาของ Keqing จะออกเร็วกว่าตัวละครสายดาบมือเดียวทุกตัวในเกม (แต่ก็ใช้ Stamina สูงที่สุดด้วยเช่นกัน) และสามารถปล่อยได้ต่อเนื่องมากๆ ในการออกของสำหรับ Keqing ควรเน้นหนักไปที่การเพิ่มพลังของการโจมตีปกติ เช่นโบนัสจากเซ็ต Gladiator's Finale แบบ 4 ชิ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากการโจมตีธรรมดาอันรวดเร็วของเธอ รวมไปถึงการชาร์จโจมตีด้วย เพราะสกิล Stellar Restoration ของเราจะทำให้การโจมตีธรรมดากลายเป็นธาตุสายฟ้าจะได้รับผลเพิ่มพลังโจมตีนี้ด้วย โดยแม้ว่าการใส่เซ็ต Thundering Fury โดยตรงจะได้ผลเพิ่มพลังไม่ต่างกัน แต่การใช้เซ็ตนี้ก็มีข้อเสีย เพราะหากเราไม่ได้บัฟธาตุสายฟ้าจากสกิล Stellar Restoration เมื่อไหร่ก็จะทำให้ความเสียหายลดลงทันที จึงเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนว่าเซ็ต Gladiator's Finale เป็นเซ็ตที่ทำให้ "เล่นง่าย" ที่สุด สำหรับการจัดทีม Keqing จะสามารถใช้ประโยชน์จากผลลดพลังป้องกันการโจมตีกายภาพของ Reaction Super-conductor ได้เป็นอย่างดี จึงควรมีตัวละครน้ำแข็งมาร่วมทีมซักตัว (ยกเว้น Chongyun เพราะสกิลของเขาจะเปลี่ยนธาตุการโจมตีของเราเป็นน้ำแข็ง ทำให้ไม่ได้รับผลจาก Super-conductor) นอกจากนั้นแล้ว ด้วยความที่ความสามารถต่างๆ ของเธอสามารถติดสถานะธาตุใส่ศัตรูได้บ่อยและต่อเนื่อง เธอจึงควรคอมโบกับตัวละครที่มีความสามารถลักษณะเดียวกันเช่น Xiangling ที่สามารถใช้หมีติดสถานะไฟใส่ศัตรูได้เรื่อยๆ หรือ Xingqiu ที่ทำให้ติดสถานะเปียกน้ำ (Wet) ได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องสลับตัวบ่อย เป็นต้น แนะนำอาวุธ / เซ็ต Artifact ในส่วนของอาวุธ เอาเข้าจริง Keqing มีอาวุธที่ใช้เข้ามือหลายชิ้น แน่นอนว่าเหล่าอาวุธ 5 ดาวทั้งหลายย่อมน่าใช้อยู่แล้ว แต่ในหมู่อาวุธ 4 ดาวก็ใช้ได้หลายชิ้น ตราบใดที่อาวุธเหล่านั้นมอบค่า Stats ที่จำเป็นเช่น ATK%, Crit Rate, Crit DMG เช่นอาวุธดาบดำ The Black Sword ที่นอกจากจะให้ค่า Crit Rate แล้ว ยังเพิ่มพลังโจมตีธรรมดา และมีผลเพิ่มเลือดให้เราเป็นของแถมด้วย หรือจะใช้ The Flute ที่ทำให้เราระเบิดพลังออกมาสร้างความเสียหายรุนแรงเมื่อโจมตีธรรมดาต่อกัน 5 ครั้ง หรือถ้ายากเน้นพลังโจมตีเพียวๆ (และความเท่) จะไปดาบ Lion's Roar ก็ได้เช่นกัน The Black Sword (4 ดาว): เพิ่มพลังโจมตีจากการโจมตีธรรมดา (รวมการชาร์จโจมตีด้วย) เพิ่มขึ้น +20% และฟื้นฟูพลังชีวิตเท่ากับ 60% ของค่า ATK เมื่อโจมตีติดคริติคอล (มีคูลดาวน์ 5 วินาที) The Flute (4 ดาว): เมื่อโจมตีธรรมดา (รวมทั้งชาร์จโจมตี) จะได้รับบัฟ Harmonics 1 Stack เมื่อเก็บครบ 5 Stack จะปล่อยคลื่นเสียงออกมาโจมตีศัตรูรอบตัว สร้างความเสียหายสูงสุด 200% ของค่า ATK ตัวละคร (บัฟ Harmonics จะติดตัวละครเป็นเวลา 30 วินาที และสามารถเก็บได้ 1 Stack ต่อ 0.5 วินาที) Lion's Roar (4 ดาว): เมื่อโจมตีศัตรูที่ติดสถานะ Electro (ไฟฟ้า) หรือ Pyro (ไฟ) จะสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นสูงสุด +36% เซ็ต Artifact ที่แนะนำ Gladiator's Finale: (2) เพิ่มค่า ATK +18% (4) ถ้าตัวละครใช้อาวุธ ดาบ / ดาบใหญ่ / หอก จะเพิ่มความเสียหายจากการโจมตีธรรมดา +35% Thundering Fury: (2) เพิ่มความเสียหายธาตุไฟฟ้า +15% (4) เพิ่มความเสียหายจากปฏิกิริยาธาตุ Super-conduct, Electroshock, Overload +40% และลดคูลดาวน์สกิล Elemental Skill ลง 1 วินาทีทุกครั้งที่ทำปฏิกิริยา (มีคูลดาวน์ 0.8 วินาที) Resolution of the Sojourner: (2) เพิ่มพลังโจมตี +18% (4) เพิ่มอัตราคริติคอลของการชาร์จโจมตี +30%
05 Nov 2020
Fall Guys: Ultimate Knockout เพิ่มชุด Godzilla เขามาให้ผู้เล่นเลือกซื้อแล้ววันนี้!
ทุกคนรู้ไหมครับว่า 3 พฤศจิกายน 2020 เป็นวัน Godzilla Day ซึ่งดูเหมือนว่าเกม Fall Guys: Ultimate Knockout  จะได้นำชุดคอสตูม Godzilla ของเจ้าถั่วเข้ามาให้เราซื้อกันครับ โดยชุดนี้ทั้งตัวมีราคาเพียงแค่ 10 มงกุฎเท่านั้น และเปิดขายแค่ช่วงนี้เท่านั้น สามารถรับชมเกมเพลย์เวลาใส่ชุดนี้ได้ข้างล่างนี้เลย จุดที่ผมชอบที่สุดของชุด Godzilla คือการที่เจ้าถั่วจะถือรถยนต์ของเล่นไว้ตลอดเวลาด้วย แถมเจ้าชุดนี้ยังมาแบบแยกส่วนกัน ดังนั้นมันจึงหมายความว่าผู้เล่นสามารถเอาแค่ส่วนบน หรือส่วนล่างไปตกแต่งกับชุดอื่นๆ เองได้ด้วย งานนี้บอกได้คำเดียวว่าใครเป็นสายสะสมชุดห้ามพลาดครับ Fall Guys: Ultimate Knockout วางจำหน่ายแล้ววันนี้บนเครื่อง PC เท่านั้นครับ Credit: Siliconera
04 Nov 2020
ส่อง 7 สถานที่ ซึ่งเราควรเรียกมันว่า "Dungeon ในโลกความจริง"
Dungeon (ดันเจี้ยน) คุกใต้ดินขนาดใหญ่ใต้ปราสาท แต่สำหรับเหล่าเกมเมอร์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เล่นเกม RPG แล้ว อาจเข้าใจคำนี้แตกต่างไปเล็กน้อย เนื่องจากผู้พัฒนาส่วนใหญ่นิยมเอาคำนี้ไปใช้เรียกสถานที่พิเศษ ซึ่งมีมอนสเตอร์พิเศษ กับบอสสุดโหดที่จะดรอปไอเทมดีๆ มาให้เราใช้เมื่อสามารถเคลียร์ได้ แรกเริ่มเดิมที่ Dungeon แทบทั้งหมดที่พบได้ในเกม ก็เป็นพื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่ ที่ใกล้เคียงกับความหมายดั้งเดิมของมัน แต่เมื่อการเวลาได้ล่วงเลยมา ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปการตีความหมายก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ปัจจุบัน Dungeon ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ใต้ดินอย่างเดียว แต่อาจเป็นวิหาร, คฤหาสน์, ปราสาท, ป่า, เกาะ หรือที่ไหนก็ได้ขอแค่มีมอนสเตอร์พิเศษ หรือบอสสุดโหดอาศัยอยู่ แต่แม้จะต่างกันขนาดไหน Dungeon ของเกมยุคเก่ากับใหม่นั้น ก็ยังมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกันคือ "สถานที่ปริศนาที่ไม่มีทางรู้ว่ามีอะไรรออยู่ข่างใน จนกว่าจะได้เข้าไปเจอด้วยตัวเอง" ครับ ถ้าหากอ้างอิงตามนี้แล้ว ในโลกความจริงเอง ก็คงมีสถานที่มากมายเลยที่สามารถเรียกว่า Dungeon เช่นกัน ซึ่งมีใครเคยคิดไหมครับว่า "ถ้าหากสถานที่ลึกลับเหล่านั้นมีมอนสเตอร์ กับบอสสุดโหด หมือนกับในเกมอยู่อาศัยอยู่จริงๆ แต่ละสถานที่จะมีตัวแบบไหนอยู่" วันนี้ผมจึงได้เอา 7 สถานที่ลึกลับที่เราควรเรียกมันว่า "Dungeon ในโลกความจริง" มาให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน พร้อมกับช่วยกันจินตนาการให้ว่า "ถ้าหากสถานที่เหล่านี้คือ Dungeon มอนสเตอร์แบบไหนจะรอเราอยู่ข้างในกันแน่?" ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ! ก่อนที่จะเริ่มรูัจักกับสถานที่ต่างๆ ผมอยากให้ผู้อ่านทุกคนเข้าใจก่อนว่า บทความนี้ผู้เขียนต้องการนำเสนอมุมมองแปลกใหม่ให้เพื่อนๆ ได้สนุกกันเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะ "ลบหลู่" หรือ "มุ่งร้าย" ต่อใครครับ  Poveglia Island (อิตาลี) แม้ว่าเมือง เวนิส ของ อิตาลี จะได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งสายน้ำแสนสวย แต่เชื่อไหมครับว่าทางตอนใต้ของเมืองนี้ จะมีเกาะผีสิงที่ชื่อว่า Poveglia อยู่ด้วย โดยเกาะนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่กักกันกาฬโรคในช่วง ศตวรรษที่ 18 กล่าวกันว่าสถานที่แห่งนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวสูงถึง 160,000 คน เลยทีเดียว ต่อมาในปี 1922 เกาะแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตแทน ซึ่งก็มีข่าวลือว่าวิธีการรักษาผู้ป่วยที่นี่ โหดร้ายเป็นอย่างมาก เพราะมีพบทั้งสว่าน, ค้อน และเครื่องมืออื่นๆ ที่คิดไม่ออกว่ามันจะเอามาใช้รักษาผู้ป่วยทางจิตได้อย่างไรครับ ความน่ากลัวของ Poveglia ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ มีข่าวลือว่าหมอคนหนึ่งของโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ใช้วิธีการรักษาสุดโหดร้าย เกินกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการในการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาล จนมันไปกระตุ้นความโกรธแค้นของวิญญาณบนเกาะ จนส่งผลให้หมอคนดังกล่าวถูกฆ่าตายโดยวิญญาณที่อยู่บนเกาะ Poveglia  สุดท้ายโรงพยาบาลแห่งนี้ก็ปิดตัวลงในปี 1968 และไม่มีใครไปที่เกาะแห่งนี้อีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีเรื่องเล่าว่า ทุกวันนี้ยังคงมีคนได้ยินเสียงกรีดร้อง กับเสียงระฆังออกมาจากเกาะนี้ ทั้งที่ในช่วงเวลานั้นไม่น่าจะมีใครอยู่บนเกาะ Poveglia ครับ คิดว่าไม่ต้องพูดอะไรมากมาย ทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมจะเรียกว่า Dungeon มากขนาดไหน เพราะเรียกได้ว่ามีองค์ประกอบครบเลยทีเดียว ถ้าให้จินตนาการแล้ว ที่นี่คงไม่เป็น Dungeon รูปแบบอาคารผีสิงขนาดใหญ่ ที่มีเหล่าวิญญาณอาฆาต และซอมบี้พ้นพิษได้เดินไปมา ส่วนบอสของที่นี่คงไม่มีใครเหมาะไปกว่าหมอโรคจิต ที่อยู่ในเรื่องเล่าอีกแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจยังคงทดลองวิธีรักษาคนไข้ด้วยวิธีสุดโหดร้ายอยู่ก็เป็นได้ครับ Snake Island (บราซิล) ทุกคนรู้ว่าบราซิลเป็นประเทศที่มีป่าอเมซอนสุดกว้างใหญ่ไพศาล แน่นอนว่าในป่าแห่งนี้มีสิ่งมีชิวิตสุดอันตรายอยู่มากมาย แต่ถ้าจะมีสถานที่ซึ่งอันตรายกว่า เกาะที่ได้ฉายาว่า Snake Island คือสถานที่นั้นครับ เพราะเกาะแห่งคือที่อยู่อาศัยของงูพิษจำนวนมาก (เยอะชนิดที่ว่าทุกๆ 1 ตารางเมตร จะมีงูอยู่ 5 ตัว เลยทีเดียว) แถมงูที่อยู่บนเกาะนี้ยังดุร้ายสุดๆ จนมีคนตั้งชื่อเล่นของเกาะนี้ว่า "เกาะงูคลั่ง" เลยทีเดียว มาคิดกันดูเล่นๆ นะครับ โดยปกติแล้วถ้าหากมีการอาศัยร่วมกันเป็นสังคมขนาดใหญ่แล้ว สังคมนั้นมักจะมีผู้นำอยู่เสมอ ยิ่งเป็นเกาะที่มีสัตว์กินเนื้อเป็นจำนวนมากอย่างเกาะนี้แล้ว มันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่อาหารจะเพียงพอต่อความต้องการของงูทุกตัว แต่ถ้าหากมีผู้นำที่คุมกฎในเกาะนี้อย่างเด็ดขาดอยู่ละก็มันจะเป็นอีกเรื่องครับ ไม่แน่ว่าในเกาะแห่งนี้อาจมีการจัดสันปันส่วนอาหารอย่างดีเยี่ยมโดยผู้นำดังกล่าวก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เกาะแห่งนี้ไม่ต่างอะไรจาก Dungeon ที่มีลักษณะเป็นป่า มีงูพิษต่างๆ เป็นมอนสเตอร์ทั่วไป โดยงูพิษทั้งหมดอยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าอสรพิษ ที่อาจจะเป็นงูขนาดยักษ์ หรือบางทีแล้วเกาะของ Medusa ปีศาจในตำนานของกรีกเองอาจจะเป็นเกาะนี้ในโลกความจริงก็เป็นได้ครับ Catacombs of Paris (ฝรั่งเศส) ถ้าหากว่าคุณเคยเห็น Dungeon ใต้ดินที่มี กองทัพกระดูกเดินหน้าออกมาต้อนรับในเกม RPG ไหนสักเกมแล้วละก็ ขอให้คิดว่า ผู้พัฒนาอาจได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Catacombs of Paris ครับ เพราะสถานที่แห่งนี้คือสุสานขนาดใหญ่ที่มีกระดูกของมนุษย์จำนวนมากตกแต่งอยู่ในโลกความจริง โดยในปัจจุบันบางส่วนของสุสานแห่งนี้ถูกเปิดให้เข้าชมได้ ซึ่งบางส่วนที่ว่า ก็มีขนาดใหญ่ชนิดที่ต้องเดินเป็นชั่วโมงแล้ว ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสถานที่แห่งนี้จริงๆ ใหญ่ขนาดไหน ไม่แน่วาใต้ถนนของเมือง ปารีส ทั้งเมือง อาจเป็นสุสานกระดูดทั้งหมดเลยก็ได้ครับ เอาจริงๆ คิดว่าคงไม่มีสถานที่แห่งไหนในโลก เหมาะจะเรียกว่า "Dungeon ในโลกความจริง" มากกว่าที่นี้อีกแล้วครับ ไม่แน่ว่าถ้าหากเข้าไปยังส่วนลึกของสุสานแห่งนี้ เราอาจได้พบกับกองทัพกระดูกถือดาบ กับโล่ออกมาต้อนรับเหมือนในเกมจริงๆ ก็เป็นได้ และปลายทางสุดของสุสานแห่งนี้ อาจมีปีศาจ Ancient Lich หรือ Necromancer สุดโหด ที่เป็นผู้สร้างสุสานขนาดใหญ่นี้ขึ้นมา รออยู่ก็เป็นได้ครับ Chernobyl Exclusion Zone (ยูเครน) ในปี 1986 การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บริเวณนิคมเชียร์โนบีลทางตอนเหนือของ ยูเครน ได้ถูกระบุว่าเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ขั้นร้ายแรงระดับ 7 (ระดับสูงสุด) ครั้งแรกของโลก จากการระเบิดครั้งนี้ทำให้ขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศมากมาย จนต้องอพยพประชากรมากกว่า 336,431 คน ออกจากพื้นที่ทางตะวันตกของ สหภาพโซเวียต, ยุโรปตะวันออก, ยุโรปตะวันตก, ยุโรปเหนือ, ยูเครน, เบลารุส อย่างฉุกเฉิน และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่า บริเวณจุดศูนย์กลางของการระเบิดครั้งนั้นเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้ครับ ถ้าหากว่ากัมมันตภาพรังสี ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เหมือนที่เราเห็นในหนัง หรือการ์ตูนได้จริง ไม่แน่ว่าบริเวณที่เกิดการระเบิดขึ้นอาจมี สิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ และดุร้ายมากๆ อาศัยอยู่ก็เป็นได้ (เช่นหนูยักษ์, แมลงสาบที่ตัวใหญ่เท่าขา หรือมนุษย์ที่หนีออกมาไม่ทันแล้วกลายพันธุ์ไป) ซึ่งถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นจริง บริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว ที่มีกัมมันตภาพรังสีเข้มข้นสุดๆ คงไม่ต่างอะไรกับ "Dungeon ขนาดใหญ่ ที่มีมอนสเตอร์กลายกลายพันธุ์อาศัยอยู่เลยครับ ส่วนบอสประจำที่นี้อาจจะเป็นปีศาจกลายพันธุ์ขนาดใหญ่เหมือน Nemesis ที่เราเห็นในเกม Resident Evil ก็เป็นได้ครับ Winchester Mystery House (อเมริกา) วินเชสเตอร์คือคฤหาสน์เขาวงกตขนาดใหญ่ที่เมืองแซนโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันวินเชสเตอร์คือ มรดกทางประวัติศาสตร์ที่เปิดให้สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่เดิมบ้านหลังนี้เป็นของ ซาร่า วินเชสเตอร์ โดยสามีของเธอได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอาวุธปืน ว่ากันว่ามีผู้คนที่ตายด้วยปืนของเขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมันทำให้ ซาร่า เชื่อว่าเธอกำลังโดนวิญญาณของคนที่ตายเหล่านั้นตามหลอกหลอนอยู่ เธอจึงได้สร้างบ้านขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนนี้ขึ้นมาเพื่อจะใช้หลอกเหล่าวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ ว่ากันว่าเธอยังคงหมกมุ่น อยู่กับการต่อเติมคฤหาสน์หลังนี้จนวันถึงวันที่เธอเสียชีวิตเลยทีเดียว แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานแล้ว และคฤหาสน์วินเชสเตอร์กลายเป็นสถานที่ซึ่งเราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้แล้ว แต่ความเฮี้ยนของที่นี่ยังไม่หมดไป มีเรื่องเล่าจากทั้งไกด์นำทัวร์ในคฤหาสน์หลังนี้ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวมากมายว่า พวกเขาได้ยินเสียงคนเดินชั้นบนของบ้าน ทั้งที่ไม่น่าจะมีใครอยู่, เห็นสตรีในวัยชราที่แต่งตัวเหมือนสมัยวิคตอเรียเดินไปมาอยู่ในบ้าน กระทั่งภาพถ่ายจากกล่องของนักท่องเที่ยวเอง ก็มีหลายครั้งที่ถ่ายติดลูกไฟกลมเหมือนวิญญาณ หรือไม่ก็เงาร่างของใครบางคนในบ้านหลังนี้ครับ จากเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คฤหาสน์วินเชสเตอร์คงเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง Dungeon ได้เช่นกัน ไม้แน่ว่าวิญญาณอาฆาตเหล่านั้น ยังคงออกตามหา ซาร่า อยู่ในบ้านหลังนี้อยู่ก็เป็นได้ และพวกเขาคงไม่ได้หวังดีกับเหล่านักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ถ้าเพื่อที่จะได้ล้างแค้นคนของตระกูล วินเชสเตอร์ แล้วใครจะรู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรบ้าง และบอสใหญ่สุดของ Dungeon แห่งนี้ ก็คงเป็นวิญญาณที่มีความแค้นกับตระกูลวินเชสเตอร์มากที่สุดนั้นแหละ Island of the Dead Dolls (เม็กซิโก) Island of the Dead Dolls คือเกาะของเหล่าตุ๊กตาแห่งความตาย ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Don Julian Santana เพื่อบูชาวิญญาณเด็กหญิงที่จมน้ำคลองตายในละแวกนั้น แต่ความหลอนของเกาะนี้ เห็นจะเริ่มตั้งแต่ปี 2001 หลังจากที่ตัวของ Don ได้ถูกพบเป็นศพในคลองเดียวกับที่เด็กผู้หญิงตาย การที่เขาตายแบบเดียวกับเด็กผู้หญิงที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเกาะแห่งนี้ขึ้นมา มันเลยทำให้เกาะแห่งนี้ดูน่ากลัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพียงแค่ 1 ก่าวที่เหยียบลงบนเกาะนี้ จะรู้สึกได้ถึงสายตามากมายที่กำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของคุณจากเหลาตุ๊กตานับร้อยบนเกาะแห่งนี้ มาลองคิดกันดูเล่นๆ ครับ ถ้าหาว่าสายตาที่จ้องมองอยู่ไม่ใช้ แค่ความรู้สึกคิดไปเอง แต่เป็นของจริงล่ะ? ถ้าหากว่าตุ๊กตาเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ล่ะ? แค่คิดก็ขนหัวลุกแล้วครับ ถ้าหากว่าสถานที่แห่งนี้คือ "Dungeon ในโลกความจริง" แล้วละก็ คิดไม่ออกเหมือนกันว่าเราจะรับมือกับตุ๊กตานับร้อยนี้พร้อมๆ กันได้อย่างไร แน่นอนว่าบอสใหญ่สุดของที่นี้ ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก วิญญาณของ Don Julian Santana ที่กำลังควบคุมตุ๊กตาเหล่านี้อยู่ครับ Aokigahara Forest (ญี่ปุ่น) Aokigahara Forest คือป่าอาถรรพ์ที่อยู่บริเวณ ภูเขาไฟฟูจิ ป่าแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของการฆ่าตัวตาย กล่าวกันว่าในแต่ละปีมีคนพบศพของช่าวญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 100 คนเลยทีเดียว โดยร่างไร้ลมหายใจที่พบส่วนมากจะเป็นการผูกคอตัวเองไว้บนต้นไม้ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าทำไมหลายคนถึงตัดสินใจที่จะมาฆ่าตัวตายที่นี้จนถึงปัจจุบันครับ ตามตำนานของญี่ปุ่นแล้ว ได้มีการกล่าวว่าเทพเจ้า กับปีศาจนั้นเป็นของที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก และยังมีอีกเรื่องเล่าที่บอกว่า "เท่าเจ้านั่นมีร้อยแปดพันเก้า" แล้วมันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ "ป่าแห่งนี้จะมีปีศาจที่คอยล่อลวงให้คนเข้าไปฆ่าตัวตายอยู่ เหมือนที่เห็นในหนังญี่ปุ่นบ่อยๆ ?" โดยถ้าหากว่าเรื่องที่ว่ามาถูกต้องแล้วละก็ ป่าแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ Dungeon ที่มีธีมเป็นป่าขนาดใหญ่เลยครับ แน่นอนว่าบอสที่อยู่ใน Dungeon แห่งนี้ก็คือเจ้าปีศาจที่คอยล่อลวงนั่นแหละ! คุยกันท้ายบทความ เป็นยังไงบ้างครับกับ ส่อง 7 สถานที่ ซึ่งเราควรเรียกมันว่า "Dungeon ในโลกความจริง" เอาจริงๆ ถ้าจะให้พูดถึงสถานที่ลึกลับในโลกใบนี้ซึ่งสามารถเอามาเรียกว่า Dungeon ได้คิดว่าคงมีอีกเยอะมากเลยไม่ว่าจะเป็น Pyramid, Great Wall of China, Bermuda Triangle ฯลฯ  คือเยอะชนิดที่ให้ผมเขียนทั้งปี ก็คงยังไม่หมด ดังนั้นหน้าที่ในการจินตนาการว่า สถานที่ลึกลับอื่นๆ จะมีมอนสเตอร์แบบไหนรออยู่ ผมยกให้เป็นของเพื่อนๆ แล้วกันครับ ถ้าคิดแล้วก็มาแชร์แบ่งกันอ่านด้วยจะดีใจมากเลยครับ
02 Nov 2020
Genshin Impact: แนวทางเล่นตัวละคร Ningguang
Ningguang: DPS, Tier C เจ้าแม่ใหญ่แห่งท่าเรือ Liyue คนนี้ แม้จะมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเน้นการป้องกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว Ningguang เป็นตัวละครที่มีความสามารถในการสร้างความเสียหายได้รุนแรงและต่อเนื่องไม่แพ้ตัว DPS ระดับแนวหน้าหลายๆ ตัวเลยทีเดียว ตราบใดที่ทำความเข้าใจความสามารถต่างๆ ของเธอได้ ข้อเสียหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอไม่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่สูงกว่านี้มาจากธาตุดินของเธอ ที่ทำให้เธอมีความสามารถในการทำคอบโบธาตุต่ำ จุดเด่น ถ้าเล่นให้ถูกวิธี (ซึ่งเอาจริงไม่ยากเลย) จะโจมตีแรงมากๆ เป็น DPS ระดับแนวหน้าได้เลย สกิลเรียกโล่ห์ป้องกันมีประโยชน์หลายอย่าง นอกจากจะใช้ป้องกันการโจมตีระยะไกลได้ ยังใช้แก้พัซเซิ่ลบางชนิดได้ด้วย ความสามารถเฉพาะตัวทำให้สามารถหาแร่ชนิดต่างๆ ได้ง่าย สกิล Normal Attack / ท่าโจมตีธรรมดา: Sparkling Scatter ยิงลูกพลังธาตุดินเพื่อโจมตีศัตรู มีคุณสมบัติพิเศษดังนี้: ทุกครั้งที่โจมตีธรรมดา Ningguang จะได้รับหิน Star Jade ติดตัวไว้ 1 Stack (เห็นได้จากหินก้อนเล็กๆ ที่ลอยอยู่รอบตัว เก็บได้เต็มที่ 3 ก้อน) เมื่อกดโจมตีค้าง Ningguang จะปล่อยลูกพลังก้อนใหญ่ที่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น พร้อมปล่อย Star Jade ทั้งหมดออกไปโจมตีศัตรู การโจมตีธรรมดาของ Ningguang ถือเป็นเครื่องมือหลักในการทำความเสียหายของเธอ ยิ่งกว่าทั้งสกิล Elemental Skill และ Elemental Burst ของเธอเสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่คาดคิดในตอนแรกที่เห็นตัวละคร เหตุผลเป็นเพราะว่าก้อน Star Jade แต่ละก้อนจะทำความเสียหายเพิ่มอีกเกือบ 50% ของพลังโจมตีต่อก้อน หมายความว่าถ้าเราสามารถเก็บได้ครบ 3 ก้อนก่อนปล่อยท่าชาร์จโจมตี จะทำให้ได้ความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 150% เลยทีเดียว แถมยิ่งอัปเกรด Talent / พรสวรรค์ไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งแรงขึ้นไปอีก ที่สำคัญที่สุด ความเสียหายจาก Star Jade เหล่านี้สามารถติดคริติคอลได้อีกด้วย ทำให้ Ningguang สาย Crit DMG กลายเป็น DPS ที่น่ากลัวอีกตัวหนึ่งในเกมแพทช์ปัจจุบัน สเต๊ปง่ายๆ ในการเล่น Ningguang จึงเป็นการโจมตีธรรมดา 3 ครั้งเพื่อเก็บ Star Jade > กดชาร์จโจมตีเพื่อปล่อย Star Jade ออกไปทำความเสียหาย > วนไปเรื่อยๆ Elemental Skill [E / R2]: Jade Screen สร้างม่านพลังธาตุดินขึ้นมาตรงหน้า สร้างความเสียหายธาตุดินใส่ศัตรูในระยะ และป้องกันการโจมตีระยะไกลของศัตรูได้ คงไม่แปลกถ้าหลายคนจะเห็นสกิลนี้แล้วคิดว่า Ningguang เป็นตัวละครที่เน้นป้องกันมากกว่า แต่ความเป็นจริงก็คือสกิลนี้สามารถใช้เสมือนเป็นสกิลทำความเสียหายแบบ AoE ทั่วไปได้เลย แถมความสามารถในการป้องกันการโจมตีระยะไกลยังช่วยทำให้การต่อสู้กับบอสหลายๆ ตัวง่ายขึ้นมาก เพราะเราสามารถเรียกม่านพลังออกมาป้องกันการโจมตีตรงๆ ได้แทนการวิ่งหลบ ในการเล่น Ningguang เราควรพยายามใช้สกิล Jade Screen ทุกโอกาสที่ใช้ได้ และควรมีม่าน Jade Screen อยู่บนสนามเสมอ เพื่อคอมโบกับสกิล Elemental Burst ของเธออีกที Elemental Burst [Q / สามเหลี่ยม]: Starshatter เรียกก้อนหินจำนวนมากออกมาโจมตีศัตรูรอบๆ ตัว หากใช้สกิลนี้ในขณะที่มีม่าน Jade Screen อยู่ด้วย จะเพิ่มจำนวนก้อนหินที่เรียกออกมาด้วย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรมีม่าน Jade Screen ตั้งอยู่เสมอ เพราะแม้สกิลนี้จะทำความเสียหายได้มหาศาลในตัวของมันเอง แต่เมื่อใช้คู่กับ Jade Screen จะทำให้สกิลนี้น่ากลัวขึ้นไปอีก และสามารถกำจัดศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ พร้อมกันได้สบายเลย แถมการที่สกิลนี้ใช้พลังงาน Energy น้อยเพียง 40 หน่วยเท่านั้น ทำให้เราสามารถกดสกิลนี้ได้หลายครั้งในการต่อสู้ และทำให้ Ningguang สามารถทำความเสียหายได้อย่างต่อเนื่องมากๆ Ascension Level 1: Backup Plan [ติดตัว] เมื่อ Ningguang มี Star Jades ติดตัวอยู่ จะทำให้การชาร์จโจมตีไม่เสีย Stamina ด้วยสเต็ปการเล่นของ Ningguang ที่อธิบายไปด้านบน คงเข้าใจไม่ยากว่าสกิลนี้มีประโยชน์มากแค่ไหน เพราะทำให้เราไม่ต้องเสีย Stamina ในการใช้ท่าโจมตีใหญ่อีกต่อไป ก็หมายความว่าเราจะสามารถทำคอมโบการโจมตีธรรมดาของเราไปได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด โดยไม่ต้องกลัวว่า Stamina จะหมดเลย Ascension Level 4: Strategic Reserve [ติดตัว] เมื่อตัวละครในปาร์ตี้เดินผ่านม่านพลัง Jade Screen จะทำให้ได้รับโบนัสความเสียหายธาตุดินเพิ่มขึ้น +12% เป็นระยะเวลา 10 วินาที เอาเข้าจริงไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่สำหรับการเล่นเป็นทีม (นอกจากจะใช้คู่กับธาตุดินตัวอื่นๆ เช่น Noelle) แต่ก็สามารถใช้เพื่อช่วยเพิ่มความเสียหายให้กับการโจมตีของ Ningguang เองได้บ้าง ความสามารถประจำตัว: Trove of Marvelous Treasure ทำให้เรามองเห็นตำแหน่งของที่ขุดแร่ (Iron Ore, White Iron Ore, Crystal Ore, Magical Crystal Ore เท่านั้น) แม้จะไม่ได้แสดงตำแหน่งของแร่บางชนิดอย่าง Cor Lapis หรือ Noctilucous Jade แต่ก็ยังมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการจะฟาร์มหาแร่ Crystal สำหรับการคราฟอาวุธหรือเพชรอัปเกรดอาวุธ ซึ่งได้ใช้แน่ๆ ในระยะยาว โบนัสกลุ่มดาว Piercing Fragments: ทำให้การโจมตีธรรมดาของ Ningguang ทำความเสียหายเป็น AoE Shock Effect: เมื่อม่านพลัง Jade Screen ถูกทำลาย จะรีเซ็ตคูลดาวน์ของสกิลทันที (แสดงผลทุก 6 วินาที) Majesty be the Array of Stars: เพิ่มเลเวลของสกิล Starshatter ขึ้น +3 (เต็ม +15) Exquisite be the Jade, Outshining All Beneath: ม่านพลัง Jade Screen จะเพิ่มพลังป้องกันธาตุต่างๆ ให้กับตัวละครใกล้เคียง +10% Invincible be the Jade Screen: เพิ่มเลเวลของสกิล Jade Screen ขึ้น +3 (เต็ม +15) Grandeur be the Seven Stars: เมื่อกดใช้ Starshatter จะได้รับหิน Star Jade ติดตัวทันที 7 ก้อน วิเคราะห์ความสามารถ + การจัดทีม อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Ningguang มีความสามารถในการสร้างความเสียหายได้ค่อนข้างสูงและต่อเนื่อง จากท่าโจมตีธรรมดาที่รุนแรง (เพระการใช้ Star Jade) แถมถ้าปลดล๊อคกลุ่มดาวได้ขั้นหนึ่งจะทำให้การตีธรรมดาโดนศัตรูเป็นกลุ่มได้ด้วย ยังไม่นับรวมสกิลทั้งสองที่สามารถกดใช้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเสียหายได้ไม่แพ้ตัว DPS ท๊อปตารางหน้าไหนเลย จุดอ่อนของ Ningguang มาจากการที่เธอเป็นธาตุดิน เธอจึงไม่สามารถทำคอมโบธาตุได้ (นอกจาก Crystalize) และในดันเจี้ยน Domain หรือ Spiral Abyss ระดับสูงที่ต้องอาศัยคอมโบธาตุเยอะๆ อาจจะทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยเก่งขึ้นมาได้ถ้าของไม่สุดจริง และทำให้เธอเป็นตัวละครที่จัดทีมมารองรับยาก เพราะสไตล์การเล่นของเธอไม่ค่อยเอื้อให้สลับตัวละครตัวอื่นเข้ามาบ่อยๆ ด้วย ในการจัดทีม Ningguang จะได้รับประโยชน์จากตัวละครอะไรก็ตามที่สามารถซัพพอร์ตพลังโจมตีของเธอได้ หรือตัวละครที่มีสกิลแบบเปิดทิ้งไว้แล้วเปลี่ยนตัว เช่น Chongyun หรือ Bennett เป็นต้น และเธอจะสามารถเกื้อหนุนกันเองกับตัวละครธาตุดินอย่าง Noelle เพื่อเอาโบนัสการสั่นพ้องของธาตุมาเพิ่มพลังโจมตีให้ตัวเองและเพิ่มพลังโจมตีให้เพื่อนไปพร้อมกัน ในส่วนของการออกของ Ningguang เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยมีเซ็ต Artifact ที่เข้าทางเต็มๆ ซะทีเดียว แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้เธอสามารถใช้ประโยชน์จาก Artifact ได้หลายเซ็ตมากๆ ตัวอย่างเซ็ตที่เหมาะอาจจะเป็น Archaic Petra 2 ชิ้นเพื่อเพิ่มความเสียหายธาตุดิน (โบนัส 4 ชิ้นไม่ค่อยน่าใช้) และใส่ Artifact เซ็ตที่ให้ผล +ATK% (เช่น Gladiator's Finale, Resolution of the Sojourner, ฯลฯ) หรือจะใส่ Berserker สองชิ้นเพื่อเอา Crit Rate ก็ได้เช่นกัน แนะนำอาวุธ / เซ็ต Artifact ในส่วนของอาวุธ ถ้าโชคดีได้อาวุธ 5 ดาว Skyward Atlas ก็จะเหมาะกับเธอมาก เพราะจะเพิ่มพลังโจมตีโดยตรงจากการอัปเกรดอยู่แล้ว แถมความสามารถของอาวุธยังเพิ่มการโจมตีธาตุ และทำให้มีโอกาสทำความเสียหายเพิ่มเติมอีกขั้นต่ำ 160% อีกด้วย หรือถ้าไม่มี สามารถใส่ Eye of Perception (4 ดาว) ที่ให้ผลคล้ายๆ กัน หรือจะใช้อาวุธ BP Solar Pearl เพื่อเอา Crit Rate ก็ใช้ได้เหมือนกัน Skyward Atlas (5 ดาว): เพิ่มความเสียหายธาตุทั้งหมด +12% (ถ้าขัดเกลาได้สูงสุด 24%) และทำให้การโจมตีธรรมดามีโอกาส 50% ที่จะสร้างวิญญาณเมฆขึ้นมา โดยวิญญาณจะสร้างความเสียหายเพิ่มอีกขั้นต่ำ 160% (สูงสุด 320%) ต่อครั้งเป็นระยะเวลา 15 วินาที โดยสามารถแสดงผลได้หนึ่งครั้งต่อ 30 วินาที Eye of Perception (4 ดาว): การโจมตีธรรมดาและการชาร์จโจมตีจะมีโอกาส 50% ที่จะปล่อยคลื่นพลังออกไปสร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกขั้นต่ำ 240% ซึ่งคลื่นพลังจะสามารถชิ่งสร้างความเสียหายใส่ศัตรูใกล้เคียงได้สูงสุด 4 ตัว สามารถแสดงผลได้หนึ่งครั้งทุก 12 วินาที (สามารถขัดเกลาให้เหลือ 8 วินาทีได้) Solar Pearl (4 ดาว): การโจมตีธรรมดาจะเพิ่มความเสียหายของสกิลทั้งหมด +20% (สูงสุด +40%) ในขณะที่การใช้สกิลอะไรก็ตาม จะเพิ่มความเสียหายของการโจมตีธรรมดาขึ้น +20% (สูงสุด +40%) โดยบัฟทั้งสองจะมีระยะเวลาแสดงผล 6 วินาที เซ็ต Artifact ที่แนะนำ Archaic Petra: (2) เพิ่มความเสียหายธาตุดิน +15% (4) เมื่อเก็บผลึกธาตุที่เกิดจาก Reaction Crystalize ได้ จะทำให้ตัวละครในทีมทั้งหมดได้รับพลังป้องกันธาตุนั้นๆ +35% เป็นระยะเวลา 10 วินาที (สามารถเพิ่มพลังป้องกันได้ทีละธาตุเท่านั้น) Noblesse Oblige: (2) เพิ่มความเสียหายจากสกิล Elemental Burst +20% (4) เมื่อใช้สกิล Elemental Burst จะเพิ่มค่า ATK ของตัวละครในปาร์ตี้ +20% (ไม่สามารถซ้อนทับกันได้) Resolution of Sojourner: (2) เพิ่มพลังโจมตี +18% (4) การชาร์จโจมตีจะได้รับอัตราติดคริติคอล +30% อ้างอิงข้อมูล: Genshin.gg Game8 GachaGamer
30 Oct 2020
รีวิว Watch Dogs: Legion "ก้าวแรกสู่ Next Gen ของ Ubisoft"
หลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกม Watch Dogs: Legion บนเครื่อง PS4 และ PC รวมๆ กันราว 20 ชั่วโมง ทำให้นึกย้อนกลับไปถึงการเล่นเกมคร่อม Gen อย่าง Assassin's Creed IV: Black Flag ในเครื่อง PS3 เมื่อหลายปีมาแล้ว โดยแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่ได้ต่างกันกับเวอร์ชั่น PS4 ที่ถือเป็น "Next-Gen" ในสมัยนั้น แต่ประสบการณ์ที่ได้จากเกมทั้งสองเวอร์ชั่นช่างต่างกันเหลือเกิน จากองค์ประกอบที่พัฒนาขึ้นจาก Gen หนึ่งไปอีก Gen หนึ่ง เกม Watch Dogs: Legion (เช่นเดียวกับเกม ACIV: Black Flag ที่กล่าวไป) อาจจะไม่ใช่เกมที่แปลกใหม่หรือหวือหวามากในแง่ของเกมเพลย์พื้นฐาน เช่นระบบต่อสู้ ระบบขับรถ หรือแม้กระทั่งระบบการแฮ๊คกิ้งของเกม ที่แม้จะดีขึ้นจากภาค 2 พอสมควร แต่ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าเกมอื่นๆ ที่ผ่านมาของค่าย Ubisoft เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้เกมมีความรู้สึกเป็น "Next-Gen" คือเรื่องของกราฟิกและเวลาโหลด ที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมบน PS4 และ PC แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมีอิทธิพลต่อประสบการณ์การเล่นเกมอย่างมีนัยยะสำคัญเลย (ขอขอบคุณ Ubisoft สำหรับโค้ดเกมเวอร์ชั่น PS4 และ NVIDIA สำหรับเวอร์ชั่น PC) เนื้อเรื่อง Watch Dogs: Legion จะเกิดขึ้นหลังจากเกม Watch Dogs 2 ประมาณหนึ่ง โดยจะติดตามกลุ่มแฮ๊คเกอร์ DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องต่อกรกับองค์กรทหารรับจ้าง Albion ที่ถูกรัฐบาลลอนดอนว่าจ้างให้รักษาความสงบในเมือง หลังจากเหตุการณ์วางระเบิดครั้งใหญ่ของผู้ก่อการร้าย Zero Day แต่บริษัท Albion กลับฉวยโอกาสนี้ในการเข้ายึดครองเมืองลอนดอนอย่างเต็มตัวด้วยการป้ายสีความผิดให้กับ DedSec พร้อมกับจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อต้านพวกเขาไปคุมขังอย่างกว้างขวาง ผู้เล่นจะรับบทเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กร DedSec สาขาลอนดอน ผู้ซึ่งต้องชักชวนเหล่าประชากรผู้เหลืออดกับอำนาจเผด็จการของ Albion ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้กดขี่ และทำให้ลอนดอนเป็นอิสระจากกลุ่มทหารรับจ้างที่ว่านี้อีกครั้ง   ถ้าให้เปรียบเทียบกับเนื้อเรื่องของเกมภาคที่ผ่านมา Watch Dogs: Legion เปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างความซีเรียสอึมครึมของเกมภาคแรก และความอารมณ์ดีติดตลกของเกมภาค 2 ซึ่งเป็นสมดุลที่กลมกล่อมกว่าทั้งสองภาคที่ผ่านมามากๆ โดยแม้ว่าเราจะยังมีตัวละครอย่างเจ้า A.I. ฝีปากร้ายประจำกลุ่ม DedSec อย่าง Bagley ที่จะคอบปล่อยมุกแซวผู้เล่นตลอดเวลา แต่เนื้อเรื่องก็ยังพูดถึงเหตุการณ์หนักๆ อย่างการค้าอวัยวะมนุษย์หรือการค้าแรงงานผิดกฏหมายได้พร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เรื่องราวของเกมไม่รู้สึกจริงจังหรือมืดมนมากจนเกินพอดี ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าชมไม่แพ้กันก็คือการที่เกมสามารถผูกโยงเรื่องราวของเหล่า NPC นิรนามในโลกเข้ากับเนื้อเรื่องของเกมได้ และทำให้ NPC เหล่านี้รู้สึกเหมือนมีความเป็นมนุษย์มาก จากบทสนทนาที่มีเสียงพากย์สำหรับตัวละครทุกตัว ไปจนถึงอุปนิสัยของตัวละครที่แสดงออกมาผ่านบทสนทนากันเองในทีมอย่างเป็นธรรมชาติ หรือการพูดบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียน NPC ในเกมนี้มีอุปนิสัย หน้าตา และภูมิหลังที่หลากหลายมากๆ (ยังไม่เคยเจอตัวที่หน้าตาซ้ำกันเลย) และความหลากหลายนี้เองก็ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันกว่าเดิมด้วย ยิ่งเราเชิญชวน NPC เข้ามาร่วมทีมได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้บทสนทนาระหว่างสมาชิกทีม DedSec ของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นไปด้วย นอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว WD: L ยังมีเนื้อเรื่องเล็กๆ ของ NPC แต่ละตัว รวมไปถึงเนื้อเรื่องประจำเขต (Boroughs) ต่างๆ ของเมืองลอนดอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนพูดถึงความพยายามของเหล่าประชาชนคนเดินดินในการต่อต้านอำนาจของ Albion ซึ่งก็ช่วยเสริมให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนตัวเองและการกระทำของเรามีผลต่อโลกในแบบที่เป็นธรรมชาติมาก แม้ว่าผู้เขียนจะยังไม่ได้เล่นจนจบเนื้อเรื่อง (เนื่องจากได้โค้ดเกมมาค่อนข้างช้า) ทำให้ยังไม่สามารถออกความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องโดยรวมๆ ได้ แต่เท่าที่ผู้เขียนเล่นมา ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องและบทพูดของ Watch Dogs: Legion เป็นการพัฒนาขึ้นจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน และเป็นเกม Watch Dogs เกมแรกที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจเนื้อเรื่องขึ้นมาจริงๆ เกมเพลย์ ในขั้นพื้นฐานนั้น เกม Watch Dogs: Legion ก็ไม่ได้แตกต่างจากเกมโลกเปิดสูตร Ubisoft อื่นๆ นัก ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปบนแผนที่อันกว้างใหญ่ของเมืองลอนดอนเพื่อทำภารกิจหลากหลายชนิด เพื่อดำเนินเนื้อเรื่องและ/หรือเก็บทรัพยากรณ์หรือของตกแต่งไว้สำหรับพัฒนาตัวละครไปเรื่อยๆ โดยระบบการควบคุมเบื้องต้นก็ไม่ได้ต่างจากเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 ทั่วไปนัก ระบบที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดอาจจะมีเพียงระบบต่อสู้มือเปล่า ที่ใส่ความเป็นเกมแอคชั่นแบบเดียวกับ The Witcher เข้าไป โดยผู้เล่นจะต้องคอยหลบหลีกและหาจังหวะสวนกลับการโจมตีของศัตรูตลอดเวลา ทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้นประมาณหนึ่ง แถมตัวละครแต่ละชนิดยังมีท่าทางแอคชั่นที่ต่างกัน ทำให้มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของเกมเพลย์และอนิเมชั่นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะพูดได้เต็มปากว่า WD: L ถือเป็นเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นเกมที่ “ดี” ในภาพรวมได้แค่ไหน จากเกมเพลย์อีกหลายๆ ส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยนัก อย่างแรกคือระบบการแฮ๊คกิ้ง ที่ยังคงติดๆ ขัดๆ อยู่ไม่ต่างจากเกมภาคเก่า แม้จะมีลูกเล่นใหม่ๆ อย่างการบังคับโดรนก่อสร้างเพื่อบินไปไหนมาไหน แต่โดยรวมก็ไม่ได้ต่างไปจากที่ผ่านมานัก ผู้เล่นจะต้องกระโดดจากกล้องวงจรปิดเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอมุมที่ต้องการในการแฮ๊คเข้าสู่ระบบที่ต้องแฮ๊ค โดยแม้ว่าในบางกรณีที่ต้องทำการแฮ๊คกิ้งในพื้นที่จำกัดจะไม่ได้มีปัญหานัก และยังมีพื้นที่ให้เราใช้การแฮ๊คกิ้งในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ แต่เมื่อเราต้องบุกเข้าไปในอาคารหรือฐานทัพขนาดใหญ่ ก็อดหงุดหงิดไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเราเลือกไม่ถูกว่ากล้องวงจรปิดกล้องไหนกันแน่ที่จะมองเห็นมุมที่เราต้องการ และการโดดไปโดดมาอย่างไร้จุดหมายก็ไม่ใช่เกมเพลย์ที่สนุกเท่าไหร่นัก และทำให้การเล่นเกมเหมือนเป็นเกมลอบเร้นบุคคลที่ 3 ธรรมดาๆ กลับรู้สึกสนุกกว่าการแฮ๊คกิ้งจริงๆ อย่างต่อมาคือระบบขับรถของเกม ที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเอาซะเลย และเผลอๆ อาจจะแย่กว่าที่เคยมีในเกม Watch Dogs ภาคก่อนๆ ด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพถนนของกรุงลอนดินที่ค่อนข้างแคบ ทำให้เราไม่สามารถขับซอกแซกผ่านรถอันอืดอาดของ NPC ได้คล่องแคล่วเท่าเกมอย่าง GTA เมื่อนำมาผนวกกับการที่เกมมักจะบังคับให้เราต้องเดินทางข้ามแผนที่ไปมาเพื่อทำภารกิจ ทำให้ประสบการณ์การเดินทางในเกม Watch Dogs: Legion รู้สึกน่าหงุดหงิดรำคาญใจมากๆ แต่ครั้นจะไปใช้ระบบ Fast Travel ที่อ้างอิงจากรถไฟใต้ดินของลอนดอน ก็ยังหนีไม่พ้นความอืดอาดของจราจรในเกม เพราะผู้เล่นจะต้องเดินเท้าเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อปลดล๊อคสถานีรถไฟในเขตเหล่านั้นเสียก่อนถึงจะสามารถ Fast Travel ไปได้ ทำให้ผู้เล่นเหมือนโดนบังคับให้ต้องใช้การสัญจรทางถนนเป็นวิธีการหลักในการเดินทางอยู่ดี ซึ่งสำหรับผู้เขียนถือเป็นจุดอ่อนมากๆ ของเกมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใช้ระบบ Fast Travel ก็ยังหนีไม่พ้นความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะเราจะต้องพบกับหน้าจอโหลดเกมทุกครั้งที่เดินทาง หรือกระทั่งทุกครั้งที่เข้า/ออกคัตซีนหรืออาคารบางแห่ง โดยใน PS4 จะต้องเผชิญกับปัญหานี้บ่อยมากๆ จนเรียกได้ว่าทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมแย่ลงไปเลยเหมือนกัน ปัญหาที่กล่าวมาเกี่ยวกับหน้าจอโหลดเกม ทำให้การเล่นเกมบน PC ที่มี SSD (หรือคอนโซล Next Gen ทั้งหลาย) ช่วยทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมดีขึ้นอย่างมาก เพราะความเร็วในการโหลดทำให้ผู้เขียนสามารถใช้ระบบ Fast Travel ได้โดยไม่ต้องรอเกมโหลดเป็นนาทีและทำให้เล่นเกมได้ลื่นไหลมากขึ้น เรียกว่าเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เขียนไปได้เลย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้พัฒนาตั้งใจออกแบบระบบเกมเพื่อให้เล่นบนเครื่องที่มี SSD แต่แรกเลยหรือเปล่า เพราะมันส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมอย่างใหญ่หลวงมาก อีกหนึ่งข้อตำหนิใหญ่ๆ คือเรื่องของภารกิจเสริม เช่นภารกิจการดึง NPC มาเป็นพวก ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ประเภทเท่านั้น และมักจะวนมาให้เล่นซ้ำๆ กันบ่อยมาก ซึ่งการซ้ำในรูปแบบเฉยๆ อาจจะยังไม่แย่มาก แต่บางครั้งก็ซ้ำไปจนถึงฉากที่จะต้องเข้าไปทำภารกิจเลยด้วย เช่นภารกิจหนึ่งบอกให้เข้าไปขโมยคลิปวิดีโอจากสถานีตำรวจ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งให้ไปแฮ๊คระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีตำรวจแห่งเดียวกัน โดยการที่เราต้องวนเวียนทำภารกิจเดิมๆ ในสถานที่เดิมๆ ก็ทำให้เบื่อหน่ายไปได้เร็วเหมือนกัน นอกเหนือไปจากนั้นก็มีเพียงข้อตำหนิเล็กๆ อย่างการที่เราไม่สามารถเปิดโหมดแสกนค้างเอาไว้เพื่อมองหา NPC ที่น่าชวนมาร่วมทีม (ต้องกดแสกนทีละคน ซึ่งเสียเวลามาก) หรือการที่เราไม่สามารถหยิบอาวุธในฉากหรืออาวุธที่ศัตรูทำหล่นมาใช้ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจเล็กน้อยมากกว่าจะส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมของเกม  กราฟิก/การนำเสนอ อย่างที่อาจจะพอเดาได้จากหัวข้ออื่นๆ การเล่นเกม WD: L ใน PS4 และใน PC เป็นประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างมาก และคงไม่มีจุดไหนที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชั่นได้ชัดเจนเท่ากับในส่วนของกราฟิก จากวิดีโอตัวอย่างรวมไปถึงการสื่อสารของผู้พัฒนาที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าระบบ Ray Tracing จะมีความสำคัญมากต่อเกม WD: L ซึ่งในจุดนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าต้องเห็นด้วยกับเขาจริงๆ เพราะการเล่นเกมใน PS4 โดยไม่มีระบบ Ray Tracing ทำให้ภาพในเกมรู้สึก “แบน” และจืดชืดไปซะหน่อยเมื่อเทียบกับการเล่นใน PC ที่สามารถแสดงถึงแสงสีของเมืองได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยสภาพอากาศของลอนดอนที่มักจะมีฝนตกอยู่บ่อยๆ ยิ่งทำให้เทคโนโลยี Ray Tracing มีความสำคัญต่อประสบการณ์โดยรวมมากกว่าหลายๆ เกมที่ผู้เขียนเคยเล่นมาเลยก็ว่าได้ (เพราะมีพื้นผิวที่สะท้อนแสงเยอะ) นอกจากนี้ เทคโนโลยี NVIDIA DLSS ที่ผู้พัฒนาเลือกใช้ยังทำให้เกมสามารถรันได้อย่างลื่นไหลมากๆ แม้จะเปิด Ray Tracing แถมยังสามารถปรับแต่งสมดุลย์ระหว่างความละเอียดและเฟรมเรตได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดทำให้ประสบการณ์เกมบน PC ดีกว่าบน PS4 อย่างก้าวกระโดด และเชื่อว่าในเครื่อง Xbox Series X / PS5 ก็คงไม่ต่างกัน นอกเหนือไปจากนั้น ต้องบอกว่า WD: L ได้พัฒนากราฟิกในด้านหน้าตาตัวละครและความสมจริงโดยรวมขึ้นจากเกมอย่าง Assassin’s Creed: Odyssey หรือ Ghost Recon: Breakpoint เสียอีก โดยแม้ว่าสุดท้ายคงจะไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับเกมอย่าง Call of Duty หรือ Cyberpunk 2077 แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ชัดเจน และทำให้ตัวละครในเกมมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เหมือนกัน ถ้าจะมีข้อเสีย คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ตัวละครในเกมมักจะพูดกันด้วยสำเนียงอังกฤษแบบเน้นๆ ซึ่งแค่นี้ก็หลากหลายและฟังยากมากอยู๋แล้ว ยังมีสำเนียงของเหล่าผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ที่ก็มีสำเนียงของตัวเองอีกที แถมการพูดจาของชาวอังกฤษยังเต็มไปด้วยศัพท์แสลงมากมายที่อาจจะต้องตีความกันหน่อยกว่าจะเข้าใจ นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกมไม่มีบทบรรยายภาษาไทย เพราะคนที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ถนัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน่าจะยิ่งงงเข้าไปอีก และไม่มั่นใจว่าจะติดตามเนื้อเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีแค่ไหน สรุป กล่าวโดยสรุป แม้ว่า WD: L จะมีพัฒนาการที่ทำให้เกมมีความน่าสนใจมากกว่าเกมภาคก่อนๆ ในซีรี่ส์ โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่โดยรวมก็ยังไม่ได้มอบอะไรที่ใหม่หรือพิเศษไปกว่าที่เราๆ น่าจะเคยได้เล่นกันมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเกมไม่ดี แต่อาจจะเรียกได้ว่า “เฉยๆ” เสียมากกว่า แฟนๆ ของซีรี่ส์นี้น่าจะชอบเกมนี้ในฐานะเกม Watch Dogs ที่ดีที่สุด แต่สำหรับคนทั่วไป Watch Dogs: Legion อาจจะไม่ได้มีอะไรให้พวกคุณมากไปกว่าเกมแอคชั่นบุคคลที่ 3 เกมอื่นๆ นัก โดยเฉพาะเกมร่วมค่าย Ubisoft ด้วยกัน [penci_review id="71206"]
28 Oct 2020
Genshin Impact: แนวทางเล่นตัวละคร Xiangling
Xiangling: Support / DPS, Tier A แม่ครัวเลือดร้อนในตำนานแห่ง Liyue และผู้ใช้อาวุธหอกเพียงหนึ่งเดียวในเกมขณะนี้ ทำให้ Xiangling มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ ในเกมประมาณหนึ่ง เธอมีความสามารถมากมายที่ทำให้เธอเหมาะจะเป็นทั้ง DPS และ Support ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้เล่น แถมด้วยความที่เป็นตัวละคร Rate Up ในตู้กาชาตู้แรก และเป็นตัวละครที่แจกฟรีตามกิจกรรม ทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนมีเธออยู่ในทีมอยู่แล้วอีกด้วย จุดเด่น สกิลใช้งานง่าย ทำความเสียหายสูง และสามารถเซ็ตธาตุให้เพื่อนได้อย่างต่อเนื่อง ปลดล๊อคหมู่ดาวง่ายเพราะเป็นตัวแจกตามกิยกรรม + ตัวเรทอัพ (กระทั่งในตู้น้อง Klee ที่มาใหม่เธอก็ยังเรทอัพอยู่) ความสามารถติดตัวทำให้ประหยัดวัตถุดิบทำอาหาร สกิล Elemental Skill [E / R2]: Guoba Attack เรียกตุ๊กตาหมีออกมา โดยตุ๊กตาจะทำการพ่นไฟโจมตีศัตรูในระยะสกิลโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับน้อง Fischl ที่สามารถเรียกนกกามาช่วยโจมตี Xiangling ก็มีตุ๊กตาคู่ใจของเธอ ที่สามารถเรียกออกมาช่วยโจมตีด้วยเช่นกัน โดยการที่สกิลนี้จะทำการโจมตีหลายครั้งต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลาสกิล ทำให้ Xiangling สามารถเรียกหมีออกมาทำความเสียหายในระหว่างที่กำลังหลบหนีการโจมตีของศัตรูก็ได้ หรือจะเปลี่ยนตัวละครเพื่อมาทำคอมโบกับเจ้าหมีก็ได้ ทำให้เธอสามารถรับตำแหน่ง Support ได้ไม่แย่ไปกว่าการเป็น DPS แถมเจ้าหมียังสามารถพ่นไฟเพื่อจุดคบเพลิงหรือเผาเถาวัลย์ หรือกระทั่งจุดไฟเพื่อทำอาหารก็ได้ ถือเป็นสกิลสารพัดประโยชน์เลย จุดสังเกติอย่างหนึ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นข้อเสียของสกิลก็ได้ คือการที่เจ้าตุ๊กตาหมีดูจะสามารถใช้เพื่อแก้พัซเซิ่ลที่ต้องขึ้นไปยืนบนแท่นได้ ต่างกับตุ๊กตากระต่ายของ Amber ฉะนั้นในแง่ของการสำรวจ Amber อาจจะยังใช้ง่ายกว่าในหลายกรณี Elemental Burst [Q / สามเหลี่ยม]: Pyronado เรียกหอกไฟออกมาลอยวนรอบตัว คอยโจมตีศัตรูทุกตัวในรัศมีสกิล เช่นเดียวกับสกิลตุ๊กตาหมี นอกจากจะสร้างความเสียหายได้ค่อนข้างสูงแล้ว สกิลไม้ตายของ Xiangling ยังสามารถทำให้ศัตรูรอบตัวในรัศมีค่อนข้างกว้าง ติดสถานะไฟเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แถมสกิลนี้จะยังคงแสดงผลอยู่แม้เราสลับตัว Xiangling ออกด้วย ทำให้เราสามารถใช้สกิลนี้ในการซัพพอร์ตตัว DPS หลักได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อจับเธอมาคอมโบกับตัว DPS ไฟอีกตัว เพราะเธอจะได้รับความสามารถที่ช่วยเสริมความเสียหายธาตุไฟมากมายเมื่อปลดกลุ่มดาวได้ (แนะนำทริคเล็กๆ สำหรับคนที่ต่อสู้กับบอสลูกบาศก์ธาตุไฟฟ้า ที่ให้เราต้องทำลายเพชรสายฟ้าทั้งสามเพื่อฆ่าบอส เราสามารถทำลายเพชรทั้งสามได้อย่างรวดเร็วด้วยการกดสกิลนี้เพียงสกิลเดียวได้เลย) Ascension Level 1: Crossfire [ติดตัว] เพิ่มระยะการโจมตีของ Guoba ขึ้น 20% ค่อนข้างตรงตัวกับสกิลนี้ ไม่น่าจะต้องอธิบายอะไรมาก ระยะไกลขึ้นก็โจมตีศัตรูได้ดีขึ้น และทำให้มีโอกาสพ่นไฟใส่ศัตรูได้ทีละหลายตัวมากขึ้นด้วย Ascension Level 4: Beware, It's Super Hot! [ติดตัว] เมื่อสกิล Guoba Attack แสดงผลจนหมดระยะเวลา จะทิ้งพริกขี้หนูเอาไว้ตรงตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ โดยเมื่อเก็บพริกจะทำให้ตัวละครได้รับ ATK +10% เป็นเวลา 10 วินาที การบัฟพลังโจมตีย่อมมีประโยชน์แน่นอนอยู่แล้ว โดยแม้ว่าการที่สกิลมีลักษณะเป็นการทิ้งไอเทมไว้ให้เก็บจะทำให้เราพลาดไปได้เหมือนกัน แต่ในอีกแง่เราก็สามารถเลือกได้เองประมาณหนึ่งว่าจะเลือกเปิดบัฟนี้เมื่อไหร่ เช่นในขณะที่สู้บอส เราอาจจะทิ้งพริกไว้ก่อนเพื่อรอจังหวะที่จะสามารถตีบอสได้ (เช่นบอสลูกบาศก์ทั้งหลาย หรือบอสมังกร) จะได้ใช้เวลาของบัฟได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความสามารถประจำตัว: Chef de Cuisine เมื่อทำอาหารที่ให้ผลเพิ่มพลังโจมตี จะมีโอกาส 12% ที่จะได้รับอาหารเป็นสองเท่า (คือทำชิ้นเดียวได้สองชิ้น) เช่นเดียวกับความสามารถติดตัวแนวทำอาหารทั้งหมด สกิลนี้จะช่วยให้เราสามารถประหยัดวัตถุดิบได้ในระยะยาว ยิ่งในช่วงท้ายเกมที่อาหารเริ่มใช้วัตถุดิบเยอะขึ้นกว่าเดิมมากๆ และอาหารก็มีความสำคัญมากขึ้นไปด้วย โบนัสกลุ่มดาว Crispy Outside, Tender Inside: ศัตรูที่โดน Guoba พ่นไฟใส่จะโดนลดพลังต้านทานธาตุไฟ (Pyro) ลง -15% เป็นเวลา 6 วินาที Oil Meets Fire: ทำให้การโจมตีครั้งสุดท้ายในคอมโบโจมตีธรรมดามอบสถานะ "Implode" ให้กับศัตรู ซึ่งจะทำให้เกิดระเบิดเป็นความเสียหายธาตุไฟขึ้นเท่ากับ 75% -ของค่า ATK หลังจากที่เวลาผ่านไป 2 วินาที Deepfry: เพิ่มเลเวลของสกิล Pyronado ขึ้น +3 (เต็ม +15) Slowbake: เพิ่มระยะเวลาแสดงผลของสกิล Pyronado ขึ้น +40% Guoba Mad: เพิ่มเลเวลของสกิล Guoba Attack ขึ้น +3 (เต็ม +15) Condensed Pyronado: เมื่อกดใช้สกิล Pyronado จะมอบโบนัสความเสียหายธาตุไฟให้กับตัวละครทั้งหมดในปาร์ตี้ +15% ตลอดระยะเวลาของสกิล วิเคราะห์ความสามารถ + การจัดทีม อย่างที่กล่าวไปบ้างแล้ว ด้วยลักษณะสกิลของเธอที่สามารถทำความเสียหายธาตุไฟได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าตัวเธอเองจะไม่ได้ยืนอยู่บนสนาม ทำให้ Xiangling สามารถรับหน้าที่ซัพพอร์ตธาตุไฟได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการที่สกิล Guoba Attack จะแอบยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ถ้าใช้คู่กับตัวละครที่มีความสามารถในการดึงรวบศัตรูมาไว้ในจุดเดียว (เช่นตัวเอกลม / Venti / Jean / Sucrose) ก็จะสามารถกลบจุดอ่อนนี้ไปได้ และถ้าสามารถตรึงศัตรูให้โดนหมีพ่นไฟได้หลายครั้งจะทำความเสียหายได้เยอะมากๆ แถมการที่สกิลทั้งหลายของเธอเพิ่มความรุนแรงโดยอ้างอิงจากค่าพลังโจมตี ทำให้เธอมักจะมีพลังโจมตีสูงพอจะรับบท DPS จำเป็นขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ ด้วยความที่ความเสียหายของสกิล (รวมไปถึงความเสียหายจาก Reaction ของธาตุไฟเกือบทั้งหมด) จะคำนวนความเสียหายจากค่า ATK ของตัวละครเป็นหลัก เราจึงควรเน้นปั้น Xiangling ให้มีค่า ATK สูงๆ ไว้ก่อน โดยอาจจะพยายามเล็งใช้อาติแฟก ATK% สองชิ้นกับ Pyro DMG Bonus อีกชิ้นในกรณีที่จะใช้เป็นซัพพอร์ตเต็มตัว (สามารถแทน ATK% ด้วย Elemental Recharge ได้ในกรณีที่อยากปั๊มไม้ตายบ่อยๆ) แต่ถ้าจะใช้เธอเป็น DPS อาจจะเปลี่ยนจาก Pyro เป็น Physical DMG แทน ควบคู่กับ Crit Chance และ Crit DMG ตามสูตร ในแง่ของการจัดทีม Xiangling มีความสามารถติดตัวหลายอย่างที่จะช่วยเพิ่มความเสียหายธาตุไฟให้กับเพื่อนในปาร์ตี้ หมายความว่าเธออาจจะสามารถรับหน้าที่เป็นซัพพอร์ตตัวรองให้กับทีมธาตุไฟได้เป็นอย่างดี หรือถ้าอยากเล่นเธอเป็น DPS ควรพิจารณาหาซัพพอร์ตที่มีความสามารถในการรวบศัตรูเอาไว้กับที่อย่างที่กล่าวไป แค่ท่า Elemental Skill ของตัวเอกลมก็ใช้คู่กับ Guoba ได้เป็นอย่างดีแล้ว แนะนำอาวุธ / เซ็ต Artifact ในส่วนของอาวุธ เราสามารถเลือกใช้อาวุธจากช่างตีเหล็กได้ทั้งสองชิ้น โดย Prototype Grudge จะมอบค่าสถานะ Energy Recharge ให้เราเมื่ออัปเกรดไปเรื่อยๆ ในขณะที่ Crescent Pike จะช่วยเพิ่มความเสียหายจากการโจมตีธรรมดา แถมยังให้ค่าสถานะ Bonus Physical DMG มาด้วย ทำให้พลังโจมตีของ Xiangling สามารถเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว ในกรณีที่ไม่อยากคราฟของหรือยังไม่มีวัตถุดิบ สามารถใช้หอกสามดาวที่มอบค่าสถานะเดียวกันกับหอกทั้งสองด้านบนแทนไปก่อนได้เลยตามสายที่ต้องการ Prototype Grudge (4 ดาว): เมื่อใช้สกิล Elemental Skill จะทำให้การโจมตีธรรมดาได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น 8% เป็นระยะเวลา 12 วินาที โดยสามารถซ้อนทับกันได้ 2 Stack (รวมเป็น 16%) Crescent Pike (4 ดาว): เมื่อเก็บลูกแก้ว Elemental Particle ได้ จะทำให้การโจมตีธรรมดาและการชาร์จโจมตีสร้างความเสียหายเพิ่มเติมเป็น 20% ของค่า ATK เซ็ต Artifact ที่แนะนำ Gladiator's Finale: (2) ได้รับ ATK +18% (4) ถ้าตัวละครที่สวมใส่ใช้อาวุธดาบ ดาบใหญ่ หรือหอก จะทำให้การโจมตีธรรมดาทำความเสียหายเพิ่มขึ้น 35% Crimson Witch of Flames: (2) เพิ่มความเสียหายธาตุไฟ +15% (4) เพิ่มความเสียหายจาก Reaction Overload, Burning +40% และ Reaction Vaporize และ Melt +15% และเมื่อใช้ Elemental Skill จะทำให้โบนัสความเสียหายธาตุไฟที่ได้รับจากการใส่เซ็ต 2 ชิ้นเพิ่มขึ้นอีก +50% โดยสามารถซ้อนทับกันได้ 3 ครั้ง (รวมทั้งหมดเป็น +165%) Noblesse Oblige: (2) เพิ่มความเสียหายจากสกิล Elemental Burst +20% (4) เมื่อใช้สกิล Elemental Burst จะเพิ่มค่า ATK ของตัวละครในปาร์ตี้ +20% (ไม่สามารถซ้อนทับกันได้) อ้างอิงข้อมูล: Genshin.gg Game8 GachaGamer
21 Oct 2020
"สแลมดังก์ SLAM DUNK" ปล่อยโควต้า 15,000 ID!! eSport บาสเก็ตบอล 3v3 เริ่ม CBT วันนี้!
“สแลมดังก์ SLAM DUNK” เป็นเกมบาสเก็ตบอลแบบเรียลไทม์ 3V3 ที่สร้างจากการ์ตูนมังงะสุดคลาสสิกที่มีชื่อว่าสแลมดังก์ ตัวเกมควบคุมการผลิตโดย Toei Animation และจัดจำหน่ายโดย DeNA ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ชื่นชอบจากการ์ตูนสแลมดังก์ เช่น ซากุรางิ ฮานามิจิ, รุคาว่า คาเอเดะ และมิสึอิ ฮิซาชิ รวมทั้งใช้สกิลเฉพาะตัวของพวกเขาเหล่านั้น พร้อมสัมผัสพลังอันแข็งแกร่งของผู้เล่นจากทีมโชโฮคุที่พยายามไขว่คว้าเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นแชมป์ประเทศ หรือค้นพบความสามารถที่แตกต่างออกไปของผู้เล่นจากทีมโรงเรียนอื่น ๆ   ทำภารกิจต่าง ๆ หรือเข้าร่วมการแข่งขันหลากหลายประเภท และสนุกกับความน่าหลงใหลและช่วงเวลาที่น่าประทับใจจากการแข่งขัน เฉกเช่นเดียวกับที่เคยได้รับจากการ์ตูนสแลมดังก์นั่นเอง 《ทดสอบระบบวันนี้ จำกัดโควต้าผู้เล่น》 DeNA ประกาศเริ่มช่วงทดสอบระบบของเกมสแลมดังก์ SLAM DUNK ในวันนี้ (21) โดยระยะเวลาทดสอบระบบจะเริ่มขึ้นในระหว่างวันที่ 21-30 ตุลาคม 2563  และจำกัดโควต้าทั้งสิ้น 15,000 ID ผู้เล่นที่ใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สามารถเข้าร่วมทดสอบระบบได้โดยดาวน์โหลดและติดตั้งเกมผ่าน Google Play Store และสามารถทดลองเล่นฟังก์ชันต่าง ๆ พร้อมเนื้อหาของเกมส่วนใหญ่ได้ รวมถึงมีโอกาสได้ทดลองสวมบทบาทเป็นซากุรางิ ฮานามิจิ, รุคาว่า คาเอเดะ, เซนโด อากิระ และตัวละครอื่น ๆ อีกมากมาย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือภายในเกมยังมีกิจกรรมพร้อมของรางวัลอีกมากมายรออยู่ มาสนุกกับเสน่ห์ของเกมสแลมดังก์ SLAM DUNK ด้วยกันได้แล้ววันนี้ 《พรีวิวเกมเพลย์》 ตัวเกมนำเสนอระบบการเล่นบาสเก็ตบอลแบบเรียลไทม์ 3V3 ผ่านวิดีโอโปรโมต ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทเป็นซากุรางิ ฮานามิจิ และสนุกกับการแข่งบาสเก็ตบอลกับเพื่อน ๆ โดยมีภาพกราฟฟิกแบบ 3D ที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถคอนโทรลตัวละคร รวมถึงใช้ท่าทางต่าง ๆ เช่น สกรีน, เร่งสปีด และแอลลี่อุปส์ เสมือนกำลังท้าดวลเกมบาสเก็ตบอลกับเพื่อนในสนามจริงได้อีกด้วย 《แข่งขันแบบเรียลไทม์ และเส้นทางการพัฒนาทักษะกีฬาที่หลากหลาย!》 นอกจากการเล่นแบบ 3v3 ครึ่งสนามแล้ว ผู้เล่นยังสามารถสนุกกับการเล่นเกมในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น 1v1 ตัวต่อตัว, 2v2 แข่งแบบคู่, 3v3 เต็มสนาม, 5v5 เต็มสนาม ฯลฯ ฟอร์มทีมกับผองเพื่อน แล้วมาสนุกด้วยกัน 《ทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศเริ่มขึ้นแล้ว! ชวนผองเพื่อนบุกเบิกเส้นทางแห่งแชมป์เปี้ยน!!》 รวมทีมกับเพื่อนค้นหาสไตล์การเล่น รวมถึงรูปแบบการใช้สกิลเฉพาะตัวด้วยตัวเอง เริ่มต้นเส้นทางเกียรติยศของแชมป์เปี้ยนด้วยการแข่งแบบ 3v3 ครึ่งสนาม ท้าดวลกับยอดนักบาสทั่วประเทศ เฟ้นหาผู้เป็นหนึ่งภายใน 3 นาที 《กิจกรรมสุดพิเศษสำหรับช่วง CBT》 【กิจกรรม 1】เด็กใหม่รายงานตัว พบกับการเปิดตัวครั้งแรกของกัปตันทีม #อาคางิ_ทาเคโนริ  รับ 「ข้อมูลอาคางิ ทาเคโนริ」เมื่อสะสมล็อกอินครบ 2 วัน 【กิจกรรม 2】ฝึกซ้อมเด็กใหม่ ทำภารกิจเพื่อรับซุปตาร์นักบาส #รุคาว่า_คาเอเดะ ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จเพื่อรับไอเทมพัฒนาตัวละครมากมาย พร้อมรับรุคาว่า คาเอเดะ เมื่อสะสมคะแนนภารกิจครบ 120 แต้ม 【กิจกรรม 3】CBT ฟรีเพลย์ ทดลองเล่นฟรี นักบาสจากทีมโชโฮคุและเรียวนัน สัมผัสยอดนักบาสจากหลากหลายทีม รวมทั้งมิสึอิ ฮิซาชิ, รุคาว่า คาเอเดะ, เซนโด อากิระ และอื่น ๆ อีกมากมาย คว้าโอกาสนี้เพื่อค้นหาตัวละคนที่ใช่ของคุณกันเถอะ! 【กิจกรรม 4】รางวัลอีกมากมายจาก「แพ็คเลเวล」และ「เด็กใหม่พุ่งแรง」 ร่วมการแข่งประเภทใดก็ได้เพื่อรับเพชร, บัตรฝึกซ้อมสกิล และไอเทมพัฒนาตัวละครอื่น ๆ อีกมากมาย 【กิจกรรม 5】พบกับไพ่ตายทีมเรียวนัน — เซนโด อากิระ ช่วงชิงการเป็นผู้เล่นคนแรกที่ชนะรางวัลใหญ่จากวงล้อ —「ข้อมูลเซนโด อากิระ」 【กิจกรรม 6】ศึกไพ่ตาย! ศึกดวลดังก์ เล่นเกมโดยเลือกใช้เท็ตสึยะ นาอิโตะ, รุคาว่า คาเอเดะ, มิสึอิ ฮิซาชิ หรือโคชิโนะ ฮิโรอากิ เพื่อพิชิตศึกไพ่ตายและรับเพชร พร้อมทั้งรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย 《สแลมดังก์ SLAM DUNK》 เป็นเกมที่จะนำพาทุกคนไปสัมผัสกับเนื้อเรื่องและตัวละครดั้งเดิม ซึ่งนอกเหนือจากคัตซีนสวย ๆ แล้ว ผู้เล่นยังมีโอกาสได้เห็นท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละครตำแหน่งต่าง ๆ ทั้ง PF, C SG ที่วาดลวดลายในสนาม รวมถึงเทคนิค สกิล ตลอดจนท่าหลอก ๆ เชื่อว่าองค์ประกอบที่ครบเครื่องเหล่านี้สามารถให้ช่วงเวลาแห่งความสนุกกับผู้เล่นได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแฟนตัวยงของสแลมดังก์ หรือผู้ที่รักการเล่นบาสเก็ตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ขณะนี้ตัวเกมกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ ซึ่งทางฝ่ายพัฒนาเกมจะทยอยปล่อยข่าวคราวรวมทั้งอัปเดตใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถหยิบโทรศัพท์ของคุณและดาวน์โหลดเกมจาก Google Play Store เพื่อร่วมสนุกในช่วงทดสอบระบบได้ทันที และอย่าลืมไปกดไลก์กดแชร์ Facebook Fan Page กันด้วยนะ CBT Game Download :- LINK Facebook Official Fan Page: https://www.facebook.com/SLAMDUNKGLOBAL  Pre-registration Website of SLAM DUNK: https://global.slamdunkmobile.com/event/WarmUp  Pre-register Link on App Store: https://apps.apple.com/app/id1501672902  Pre-register Link on Google Play Store: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.denachina.g63002013.android
21 Oct 2020
Watch Dogs: Legion ปล่อยตัวอย่างพากย์ไทยใหม่ ชวนคุณไปทวงอนาคตคืน!
เมื่อ 3 เดือนก่อน Watch Dogs: Legion ได้ทำการปล่อย Trailer อย่างเป็นทางการครั้งแรก สิ่งที่น่าตกใจคือ Trailer ดังกล่าวนั้นมีเวอร์ชันพากย์ไทยให้เราได้ชมด้วย นับเป็นเกมระดับ AAA เกมแรกๆ เลยที่มีพากย์ไทยใน Trailer ให้เราดู และวันนี้อีกหนึ่งวิดีโอตัวอย่างของเกมที่มีการใช้เสียงพากย์ไทยเพิ่งจะปล่อยออกมาครับ ตัวอย่างใหม่นี้มีชื่อว่า "Watch Dogs: Legion - ตัวอย่างทวงคืนอนาคตของคุณ" โดยวิดีโอนี้ไม่ได้มีการโชว์ Footage เกมเพลย์อะไรมากมายนัก แต่เป็นการบอกเล่าให้เราได้รู้ว่ากลุ่มต่อต้านนี้ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ซึ่งไม่รู้ทำไมเหมือนกันเวลาที่ดูวิดีโอตัวนี้ ตัวผมเองมีความรู้สึกอยากเล่นเกมนี้มากขึ้น แล้วเพื่อนๆ รู้สึกเหมือนกันหรือไม่ครับ? รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ Watch Dogs: Legion จะวางจำหน่ายในวันที่ 29 ตุลาคม 2020 นี้บนเครื่อง PS4, Xbox One และ PC
15 Oct 2020
ดำลึกดูเนื้อเรื่อง และระบบต่างๆ ของ Assassin’s Creed Valhalla ในวิดีโอตัวใหม่!
เรื่องราวของ Eivor นักฆ่าสายเลือดไวกิงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วในเกม Assassin’s Creed Valhalla โดยจากข่าวก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าในภาคนี้เราจะได้ไปยังดินแดงของเทพที่มีอยู่ในตำนานของชาวนอร์สด้วย เพื่อที่เพิ่มความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ขึ้นไปอีก ล่าสุด Ubisoft จึงได้ปล่อยอีกหนึ่งวิดีโอที่จะพาเราไปรู้จักกับเกมแบบถึงแก่นออกมาครับ ในวิดีโอตัวใหม่ที่ปล่อยออกมานั้น เราจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว การเดินทางของ Eivor และตัวละครต่างๆ ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ นอกจากนี้ยังมีการโชว์ระบบสกิล, เกมเพลย์, เควสต่างๆ รวมไปจนถึงของสวมใส่สวยงามที่พบได้ในเกม รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ Assassin’s Creed Valhalla จะวางจำหน่ายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2020 นี้บนเครื่อง PS5, Xbox Series X / S, PS4, Xbox One, Google Stadia และ PC ครับ Credit: VG247
15 Oct 2020
เปิดตัว IPhone 12 พร้อมกับชิป A14 Bionic ที่จะช่วยให้เราเล่นเกมได้ลื่นขึ้น!
เปิดตัวกันไปแล้วเมื่อคืนนี้กับ IPhone 12 มือถือเรือธงตัวใหม่จากทาง Apple ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมกับหน้าจอสุดยอดเยี่ยม, กล่องโคตรเทพ และดีไซน์สวยล้ำแล้ว เจ้ามือถือตัวใหม่นี้ยังมาพร้อมกับชิป A14 Bionic ที่เหมาะกับการเล่นเกมมากกว่ามือถืออื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ด้วยครับ! ข่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก Daniel Ahmad ในโพสต์ใหม่ของเขาบน Twitter ซึ่งเกมที่ถูกเอามา Highlight ในครั้งนี้คือ LOL Wild Rift เกม MOBA ชื่อดังที่กำลังจะเปิดให้เล่นบนมือถือเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ IPhone 12 ยังมาพร้อมกับระบบอินเทอร์เน็ต 5G ที่จะทำให้เชื่อมต่อได้ดีมากยิ่งขึ้น งานนี้บอกเลยว่าใครกำลังจะเปลี่ยนมือถือต้องจัดตัวนี้เลยครับ iPhone 12 จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม 2020 นี้ครับ The big gaming focus at the Apple event today was 5G and League of Legends coming to mobile. In addition to throwing some shade at Fortnite, the key messaging was about iPhone 12 offering better performance than any other smartphone platform for gaming, including LoL. pic.twitter.com/Jgdc95CeZJ — Daniel Ahmad (@ZhugeEX) October 13, 2020 Credit: GameSpot
14 Oct 2020
ลุ้นรับเครื่อง PS5 ฟรี เพียงซื้ออาหารจาก Burger King มากกว่า $5 วันที่ 15-22 นี้!
PlayStation 5 เป็นสินค้าที่เหล่าเกมเมอร์ต้องการมากๆ ในตอนนี้นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ชนิดที่ว่าสินค้าไม่พอต่อความต้องการของตลาดมากๆ ซึ่งถ้าหากใครที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องในตอนนี้ คุณมีโอกาสที่จะได้มาฟรีๆ เพียงแค่ซื้อของกินจาก Burger King ให้ครบ $5 ในวันที่ 15 - 22 ตุลาคม ครับ ข่าวนี้ถูกประกาศออกมาผ่านทางเว็บไซต์ของ Burger King เองเลย ซึ่งเงื่อนไขก็ไม่ยากครับ เพียงแค่ซื้อของกินเป็นเงินมากกว่า $5 เท่านั้น แต่ก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ เราจำเป็นต้องสมัครใช้งานแอป BK หรือ สมัครสมาชิกเว็บไซต์ของ BKเสียก่อน ซึ่งนอกจากเครื่อง PS5 แล้ว ยังมีรางวัลเป็นเกม PS5 อื่นๆ มากมายเลยด้วย น่าเสียดายที่ไม่รู้เหมือนกันว่าในประเทศของเราสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยหรือไม่ แต่ผมว่าเข้าไปสมัครไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรครับ PlayStation 5 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้ในบ้านเราครับ The Burger King/PS5 thing is a promotion for a chance to win a PlayStation 5. Purchase a two for $5 meal between Oct 15-Nov22 for a chance to win a PS5, game codes, or coupons https://t.co/AUSa07zzeh I feel like they should also offer a chance to see the PS5 UI pic.twitter.com/AYLNsOgjm3 — Wario64 (@Wario64) October 13, 2020 Credit GameRant
14 Oct 2020
Ghost of Tsushima เตรียมอัปเดต 1.1 เพิ่มคอนเทนต์ และโหมด Multiplayer !
Ghost of Tsushima อย่างไม่ต้องสงสัย คือหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมที่มากๆ ของปี 2020 โดยในงาน The Game Award 2020 นี้ คิดว่าน่าจะได้รางวัลสักสาขาหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นดูเหมือนว่าเร็วๆ นี้ตัวเกมจะเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ ให้เราผู้เล่นได้ออกเดินทางผจญภัยอีกครั้งเสียก่อนครับ! ได้มีวิดีโอใหม่ของถูกอัปโหลดโดย PlayStation เมื่อวานนี้ ซึ่งในวิดีโอที่ปล่อยออกมานั้นใช้ชื่อว่า "Ghost of Tsushima – Version 1.1 Update Trailer" โดยในอัปเดตนี้จะมาพร้อมกับชุดเกราะใหม่, สีสำหรับตกแต่งชุดเกราะ, ม้าใหม่, โหมด  Multiplayer และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าอัปเดตครั้งนี้ฟรี พร้อมทั้งจะมาในวันที่ 16 ตุลาคม 2020 นี้ รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้เลย Ghost of Tsushima วางจำหน่ายแล้ววันนี้บนเครื่อง PS4 เท่านั้น Credit: GamingBolt 
06 Oct 2020
Call of Duty: Black Ops Cold War เผยโหมดที่จะเปิดให้เล่นในช่วงทดสอบแล้ว
หลังจากมีข่าวออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า Call of Duty: Black Ops Cold War จะเปิดให้เข้าไปทดลองเล่นก่อนทั้งในรอบ Early Access กับ Open Beta ในช่วงกลางเดือนนี้ วันนี้ทางผู้พัฒนาก็ได้ปล่อยวิดีโอยืนยันว่า รอบทดสอบดังกล่าวจะมาจริงๆ พร้อมทั้งเปิดเผยถึงโหมดที่เราจะสามารถเข้าไปทดลองเล่นได้ออกมาครับ! Team Deathmatch, Domination, VIP Escort, Kill Confirmed, และ Combined Arms คือโหมดทั้งหมดที่จะเปิดให้เล่นในช่วงทดสอบที่กำลังจะมานี้ ซึ่งในอาทิตย์นี้จะเป็นทางฝั่งเครื่อง PS4 ที่มีโอกาสได้เข้าไปทดสอบก่อนเพื่อน จากนั้นในอาทิตย์ต่อๆ ไปจะเป็นคิวของเครื่องอื่นๆ ครับ รับชมวิดีโอดังกล่าวได้ข้างล่างนี้ Call of Duty: Black Ops Cold War จะวางจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2020 นี้บนเครื่อง PS5, PS4, Xbox Series X, Xbox One และ PC Credit: GamingBolt
06 Oct 2020
Genshin Impact: เทคนิคการจัดทีม 4 ตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในเกม Genshin Impact นั้น แม้ว่าความสามารถเฉพาะตัวและอาวุธของตัวละครจะมีผลต่อประสิทธิภาพของตัวละครเหล่านั้น แต่สิ่งที่จะกำหนดความสำเร็จของผู้เล่นจริงๆ ก็คือความสามารถในการใช้ตัวละครทั้ง 4 ตัวในทีมให้เกื้อหนุนกันและกัน โดยเฉพาะในแง่ของการทำคอมโบธาตุ (Elemental Reaction) ที่ช่วยสร้างความเสียหายได้เร็วกว่าการโจมตีธรรมดามากๆ นอกจากนี้ เกม Genshin Impact ยังให้ความสำคัญมากๆ กับการสำรวจและการแก้ปริศนามากมายหลายชนิด ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาระดับ Adventurer Rank / เลเวลนักผจญภัยอีกด้วย โดยตัวละครหลายตัวก็มักจะมาพร้อมกับคุณสมบัติหรือความสามารถที่ช่วยเหลือเราในด้านนี้ได้อีกด้วย เพื่อให้ทุกคนสามารถจัดทีมที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งกาต่อสู้และการสำรวจ เราจึงอยากแบ่งปันข้อแนะนำเล็กๆ บางประการ ที่เราคิดว่าควรคำนึงถึงในการสร้างทีม จัดทีมเพื่อต่อสู้ การจัดทีมเพื่อต่อสู้ในเกม Genshin Impact จะมีเรื่องสำคัญๆ ให้ต้องคำนึงถึงอยู่บางประการ คือ: Elemental Reaction / คอมโบธาตุ: ระบบที่สำคัญมากๆ ในการต่อสู้ (อาจจะสำคัญที่สุดแล้วก็ได้) ก็คือการทำคอมโบธาตุหรือที่เรียกว่า Elemental Reactions นั่นเอง โดยนอกจากจะทำความเสียหายเพิ่มเติมใส่ศัตรูได้แล้ว คอมโบธาตุหลายประเภทยังมีโบนัสพิเศษเพิ่มเติมด้วย เช่น Reaction Superconductor ที่ทำให้ศัตรูสูญเสียการป้องกันถึง 50% ซึ่งจะขาดไม่ได้เลยในการเล่นดันเจี้ยนระดับสูง โบนัส "การสั่นพ้องของธาตุ" / Elemental Resonance: สิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นเกม Genshin Impact หลายๆ คนอาจจะพลาดไปก็คือโบนัสจากการที่มีตัวละครธาตุเดียวกันอยู่ในทีมเดียวกัน หรือที่เกมเรียกว่า Elemental Resonance นั่นเอง โดยโบนัสที่ได้ก็จะแตกต่างไปตามธาตุที่เราเลือก เช่นถ้ามีตัวธาตุไฟสองตัวจะเพิ่มพลังโจมตีของทีมขึ้น 25% เป็นต้น ซึ่งจะมีความสำคัญในการเลือกตัวละครที่จะเหมาะกับทีมเรามากที่สุด ตำแหน่งหน้าที่: แม้จะไม่ได้กำหนดเอาไว้ตายตัวในเกม แต่ตัวละครใน Genshin Impact ทุกตัวก็จะมาพร้อมกับความสามารถที่เอื้อต่อการทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่นในหนึ่งทีมควรมีตัวละครที่ทำหน้าที่ DPS หรือการสร้างความเสียหายใส่ศัตรูให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ควรมีตัว Healer เอาไว้เพิ่มเลือกด้วยเป็นต้น ขั้นตอนในการจัดทีม: เมื่อเข้าใจองค์ประกอบสำคัญที่ควรคำนึงถึงแล้ว เรามาเข้าเรื่องจั้นตอนการจัดทีมจริงๆ กันเลยดีกว่า เลือก DPS ที่ใช่มาหนึ่งตัว สิ่งแรกที่เราควรทำในการจัดทีมคือการเลือก DPS ที่ชอบมาก่อนซักตัว เพราะตัวละคร DPS จะถือว่าเป็นตัวทำเกมของเรา เป็นตัวที่จะใช้ต่อสู้จริงๆ บ่อยที่สุด จึงควรเลือกจากตัวที่เราชอบเป็นหลัก แม้จะมีการจัดอันดับ Tier List มา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวละครท้ายตารางจะใช้ไม่ได้ เพราะตัวละครในเกมนี้ทุกตัวสามารถเฉิดฉายได้ไม่ต่างกันตราบใดที่มีทีมที่จัดมาเพื่อใช้ประโยชน์จากตัวละครนั้นอย่างเต็มที่ เลือกซัพพอร์ตที่เข้ากัน ตัวละครสาย Support ในเกม Genshin Impact จะไม่ได้เน้นการแจกบัฟซะทีเดียว แต่จะเป็นตัวละครที่สามารถทำให้ศัตรูจำนวนมากติดสถานะ Elemental ต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตัว DPS สามารถกระโดดออกมาปล่อยของได้เต็มที่ แน่นอนว่าเราควรเลือก Support ที่จะเข้ากับ DPS ของเราเป็นหลัก โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับหนึ่งคือธาตุของตัวละคร Support เพราะควรเลือกให้เข้ากับ DPS ได้ และไม่ควรเป็นธาตุเดียวกับ DPS ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เช่นถ้า DPS ของเราเป็น Razor ที่เป็นตัวละครธาตุสายฟ้าเน้นการโจมตีกายภาพ เราอาจจะเลือกตัว Support ที่เป็นธาตุน้ำแข็งเพื่อให้เกิดคอมโบ Superconductor ทำให้ศัตรูพลังป้องกันลดลง และทำให้ Razor ตีพวกมันแรงขึ้นเป็นต้น สองตัวสุดท้ายไว้กลบจุดอ่อน ในส่วนของตัวละครสองตัวสุดท้าย สามารถเลือกได้ว่าจะเลือกตัวมาเกื้อหนุนคู่ DPS / Support หลักของเราด้วยการเลือกอิงจากโบนัสจากการมีสมาชิกในทีมเป็นธาตุเดียวกัน หรืออาจจะเลือกคู่ DPS / Support อีกคู่ก็ได้ถ้าต้องการความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ตัวอย่างการจัดทีม ทีม DPS ธาตุไฟ ในทีมตัวอย่างด้านบน เห็นได้ว่าเราจะเลือกตัวละคร Diluc เป็น DPS หลัก โดยมี Fischl เป็น Support ตัวหลักเพื่อให้สามารถทำคอมโบ Overload (ธาตุไฟ+สายฟ้า) โดยมีธาตุไฟตัวที่สอง Xiangling เพื่อรับโบนัสการสั่นพ้อง Passion of Pyro (ลดระยะเวลาติดสถานะแช่แข็ง 40% และเพิ่มพลังโจมตี 25%) ส่วน Venti สามารถเพิ่มความเสียหายด้วย Reaction Swirl ได้ แต่จริงๆ จะเปลี่ยนเป็นตัวอื่นก็ได้เหมือนกัน ไม่ได้สำคัญต่อจุดประสงค์หลักของทีมนี้เท่าไหร่นัก จัดทีมเพื่อสำรวจ ในการสำรวจโลกของเกม Genshin Impact มีเรื่องให้ต้องคำนึงถึงมากมาย ตั้งแต่การแก้ไขปริศนาทั้งหลายไปจนถึงการเก็บทรัพยากรณ์ชนิดต่างๆ ที่ต้องใช้ตัวละครบางประเภทในการถึงจะทำได้ โดยการจัดทีมเอาไว้ใช้สำหรับการสำรวจโดยเฉพาะจะทำให้เราสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ระหว่างการสำรวจโลกของเกม สำหรับองค์ประกอบที่เราแนะนำในการจัดทีมสำรวจ มีดังนี้: ตัวละครธาตุไฟ ในระหว่างการเดินทาง เรามักจะพบกับเถาวัลย์หนามหน้าตาน่ากลัว ซึ่งหลายๆ ครั้งมักจะขวางทางเข้าไปเก็บกล่องสมบัติอยู่เสมอ โดยแม้ว่าเราจะสามารถโจมตีเถาวัลย์ไปเรื่อยๆ เพื่อทำลายมันได้ แต่การใช้การโจมตีธาตุไฟจะทำให้สามารถเผาเถาวัลย์ทิ้งได้อย่างรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังมีปริศนาพัซเซิ่ลหลายอันที่ให้ผู้เล่นต้องจดคบเพลิงจำนวนหนึ่งเพื่อแก้ปริศนา ซึ่งในจุดนี้จำเป็นต้องใช้ตัวธาตุไฟเท่านั้นจึงจะจุดได้ แถมอีกนิด ตัวธาตุไฟยังสามารถใช้จุดเตาทำอาหารที่ดับไปได้ด้วย เผื่อว่าจำเป็นต้องทำอาหารขึ้นมาจะได้ทำได้ ตัวละครธาตุลม ตัวธาตุลมมักจะมีประโยชน์ที่สุดเฉพาะเวลาที่เจอ Anemo Fly หรือเหล่าแมลงลมตัวเล็กๆ ที่เรามักเจอได้บนแมพ ซึ่งสามารถสร้างกระแสลม Wind Current ให้เรากระโดดขึ้นที่สูงได้ ตามปกติแล้วเราจำเป็นต้องตามเก็บเจ้าแมลงเหล่านี้ให้ได้สามตัวเพื่อสร้างกระแสลมในจุดที่เราเก็บตัวที่สาม หมายความว่าเราจะควบคุมตำแหน่งของกระแสลมได้ยาก แต่ถ้าเรามีตัวธาตุลม เราจะสามารถเก็บแมลงเพียงตัวเดียว และสร้างกระแสลมได้ด้วยการกดสกิลธาตุลมของเรา ทำให้เราสามารถสร้างกระแสลมตรงไหนก็ได้ที่ต้องการ มีประโยชน์มากในการเดินทางไปไหนมาไหน หรือการแก้ปริศนาชนิดต่างๆ นักธนู การมีนักธนูในทีมจะทำให้เราสามารถแก้พัซเซิ่ลชนิดเสาธาตุได้ง่าย เพราะสามารถโจมตีออกมาเป็นธาตุด้วยการชาร์จยิงเอาแทนการใช้สกิลทำให้จุดเสาธาตุได้เร็วกว่า เพราะเสาธาตุเหล่านี้มักจะมีกำหนดเวลาให้เราต้องจุดเสาทั้งหมดในระยะเวลาสั้นๆ ด้วย การมีนักธนู (ถ้าเป็นธาตุไฟด้วยจะยิ่งดี) จึงแทบจะจำเป็นเลยในการผ่านพัซเซิ่ลเหล่านี้ นอกจากนี้ ตัวละครนักธนูยังช่วยให้เราสามารถล่าสัตว์มาเป็นเสบียงได้ง่ายกว่าอาวุธชนิดอื่นๆ อีกด้วย เพราะจะสามารถฆ่าสัตว์ได้จากระยะไกล (มันจะได้ไม่หนี) และสามารถล่านกได้ด้วย นักดาบใหญ่ / นักเวทย์ธาตุดิน สั่งที่ต้องคำนึงสุดท้ายคือตัวดาบใหญ่และ/หรือนักเวทย์ธาตุดิน ที่มีประโยชน์ในการทุบก้อนแร่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถพังกำแพงหินหลายๆ จุดเพื่อหาสมบัติหรือแก้พัซเซิ่ลได้อีกด้วย ตัวอย่างการจัดทีม สำหรับทีมการสำรวจนั้น เอาเข้าจริงสามารถใช้ตัวละครแจกฟรีมาจัดทีมได้สบายมาก ตามตัวอย่างด้านล่าง: Noelle: รับตำแหน่งตัวดาบใหญ่ Amber: เป็นนักธนูและเป็นธาตุไฟ ตัวเอก: เป็นตัวธาตุลม Kaeya: ตัวแถม เอาไว้แช่แข็งน้ำเพื่อสร้างทางเดินในยามจำเป็น  
01 Oct 2020
Genshin Impact จัดอันดับ Tier List ตัวละคร (อัปเดท 11/11/2020)
เช่นเดียวกับเกมประเภทกาชาทั่วไป หนึ่งในเสน่ห์ของเกม Genshin Impact ก็คือการเก็บสะสมตัวละครอันมากหน้าหลายตาในเกม ซึ่งแม้ว่าใน Genshin Impact จะยังมีตัวละครไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับเกมกาชาทั่วไป (ราว 20 กว่าตัว) แต่ตัวละครแต่ละตัวก็มีความสามารถและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของตัวเอง ที่ทำให้การเล่นตัวละครแต่ละตัวไม่เหมือนกันไปเลย แต่ด้วยทรัพยากรณ์ที่ใช้ในการอีปเกรดตัวละครที่มีอยู่จำกัด ทำให้การเลือกเล่นตัวละครทุกตัวเท่าๆ กันกลายเป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ยาก และอาจจะทำให้การเล่นเกมลำบากมากกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถเลือกปั้นตัวละครได้ถูกตัว เราเลยได้นำการจัดอันดับ Tier List (อ้างอิงจากเว็บ genshin.gg) มาให้รับชมกัน โดยจะทำการอัปเดทบทความนี้ทุกครั้งที่มีการอัปเดทเกมจากผู้พัฒนา เพื่อให้ข้อมูลสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ประเภทตัวละคร แม้จะไม่ได้แบ่งประเภทไว้ตายตัวในเกม แต่ด้วยความสามารถของตัวละคร รวมไปถึงค่าสถานะส่วนตัว ทำให้ตัวละครแต่ละตัวเหมาะสมกับตำแหน่งแตกต่างกันไปในการต่อสู้ โดยตำแหน่งที่เราใช้จำแนกจะมีอยู่ 3 ประเภทดังนี้: DPS: มีหน้าที่สร้างความเสียหายต่อศัตรูให้มากที่สุดที่จะทำได้ หรือสามารถโจมตีศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ ได้พร้อมกัน Support: ตำแหน่งซัพพอร์ตในเกมนี้อาจจะไม่ได้หมายถึงตัวแจกบัฟเหมือนในเกมอื่นๆ แต่หมายถึงตัวละครที่สามารถทำให้ศัตรูจำนวนมากติดสถานะธาตุต่างๆ ได้ง่าย เพื่อให้ตัวละคร DPS สามารถกระโดดเข้ามาใช้ประโยชน์จากการทำ Reaction Healer: แม้ว่าตัวละครตำแหน่ง Healer หลายตัวจะสามารถรับตำแหน่งอื่นๆ ได้ด้วยพร้อมๆ กัน (เช่น DPS) แต่จะมีความสามารถบางอย่างที่ช่วยในการฟื้นฟูพลังชีวิตของตัวเองและเพื่อนในปาร์ตี้ โดย Tier List นี้จะจัดตามความเก่งของตัวละครนั้นๆ ในประเภทนั้นๆ หมายความว่า ตัวละครอย่าง Qiqi ที่เป็น Healer Rank S ก็อาจจะเป็นเพียง Rank A หรือ B เมื่ออยู่ในตำแหน่ง DPS เป็นต้น โดย Tier List นี้เป็นเพียงการจัดอันดับจากความเห็นและความนิยมของผู้เล่นเท่านั้น ที่สำคัญ ต่อให้เป็นตัวละครระดับ S แต่ถ้าทีมที่เหลือไม่ได้จัดมาให้เกื้อหนุนกัน ก็ยังไม่สามารถแสดงความสามารถได้เต็มที่ โดยสามารถอ่านไกด์ "วิธีการจัดทีมตัวละคร 4 ตัว" ได้ตามลิงค์ Tier List การต่อสู้   Tier List จำแนกตามกิจกรรม สำหรับ Tier List นี้จะให้คะแนนตัวละครตามความเหมาะสมในการทำคอนเทนต์ประเภทต่างๆ เช่นการสำรวจ การสู้บอส หรือการลุยดันเป็นต้น สังเกติว่าตัวละครบางตัวที่เก่งในด้านการต่อสู้อย่าง Diluc ก็ไม่ค่อยโดดเด่นนักในแง่ของ Exploration หรือการสำรวจ ในขณะที่ตัวละครอย่าง Kaeya ที่ต่อสู้เก่งระดับกลางๆ กลับได้คะแนนด้านการสำรวจระดับ S เป็นต้น ซึ่งในเกม Genshin Impact การสำรวจถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ ในการพัฒนาตัวละคร ฉะนั้นแม้จะสู้ไม่เก่ง ก็ใช่ว่าตัวละครตัวนั้นๆ จะไม่มีประโยชน์ซะทีเดียว
29 Sep 2020
Sega เตรียมพัฒนาหนังอิงจากเนื้อเรื่องเกม Yakuza !!
มีข่าวออกมาว่าทีมผู้พัฒนา Sega กำลังเตรียมสร้างหนังแนว Live-action ซึ่งดูเหมือนว่าจะอิงเนื้อเรื่องจากเกมที่มีชื่อว่า Yakuza มาดำเนินเนื้อเรื่อง โดยได้ร่วมมือกับ 1212 Entertainment และ Wild Sheep Conten เพื่อดัดแปลงรายละเอียดของภาพยนตร์ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมีผู้อำนวยการสร้างคือ คุณ Erik Barmack, Roberto Grande และ คุณ Joshua Long ช่วยสนับสนุนเงินในการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีรายชื่อของผู้เขียนบทเปิดเผยออกมา ทาง 1212 Entertainment ได้ให้สัมภาษณ์ว่า โจทย์ในการสร้างภาพยนตร์ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่านเพราะรายละเอียดของตัวเกมที่มีความแตกต่างในการสร้างหนัง ซึ่งถือเป็นความท้าทายของทีมพวกเขาเช่นกัน ภาพยนตร์ Yakuza ที่ประกาศออกมานี้ยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงเนื้อหาให้เข้ากับภาพยนตร์แต่ยังคงความเป็นเกมไว้อยู่นั้น กำลังเตรียมทีมงาน Production เพื่อสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้อยู่ อย่างไรก็ตามคงต้องรอติดตามรายละเอียดกันอีกครั้งค่ะ Credit: IGN
25 Sep 2020
Elden Ring เผยข้อมูลเซ็ตติ่งของเกม และยืนยันว่าเกมนี้จะเป็น Open World!
ยังจำเกมที่ชื่อว่า Elden Ring กันได้หรือไม่ครับ? สำหรับใครที่ลืมไปแล้วเกมนี้สามารถจำกัดความสั้นๆ ได้ว่า "เป็นเกมใหม่จาก From Sofware (ผู้สร้าง Dark Souls, Sekiro และ Bloodborne) ที่ได้ผู้แต่ง Game of Thrones มามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย" เปิดตัวครั้งแรกไปในงาน E3 ปี 2019 โดยหลังจากเงียบหายไปนาน ในที่สุดก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเกมใหม่ ถูกอัปเดตจากผู้พัฒนาแล้วครับ! ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้มาจากคำพูดของคุณ Hidetaka Miyazaki ผู้เป็นไดเร็กเตอร์ของเกม ในงาน Japan Media Arts Festival วันที่ 23 กันยายน ซึ่งในข้อความนี้มีการพูดถึง 2 เรื่องด้วยกัน โดย 1 คือข้อมูลเกี่ยวกับเซ็ตติ่งของเกม และอีกหนึ่งคือการยืนยันว่าเกมนี้จะเป็นแบบ Open World เช่นเดียวกับที่ผ่านมาๆ ครับ โดยข้อมูลเซ็ตติ่งของเกมผมจะขอกล่าวแบบสรุปต่อไปข้างล่างนี้! Elden Ring จะเป็นเกมที่ให้ผู้เล่นรับบทเป็นมนุญย์ ไม่ใช่ Undead หรือยอดมนุษย์เหมือนเกมที่ผ่านๆ มา ซึ่งเกมเพลย์ทั้งหมดที่ผู้เล่นจะได้สัมผัสในเกมนี้จะทำให้รู้สึกว่า "นี้แหละมนุษย์" นอกจากนี้อาจะกล่าวได้ว่า Elden Ring คือเกมที่ใหญ่กว่า และลึกกว่า ทุกเกมที่ผ่านมาของเรา มันใหญ่ขนาดที่ผู้เล่นจะต้องใช้ม้าในการเดินทางไปไหนที่ต่างๆ เลย นอกจากนี้คุณ Miyazaki ยังบอกอีกด้วยว่าเกมนี้จะมีการผสมผสานระหว่างเทวตํานาน กับประวัติศาสตร์ไว้ด้วยกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีการพูดถึงวันวางจำหน่าย หรือโชว์วิดีโอเกมเพลย์ใหม่ๆ ออกมา เป็นไปได้ว่าในงาน The Game Awards 2020 ที่จะมาในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นเวทีซึ่งเราได้เห็น Footage ของเกม Elden Ring มากขึ้นก็เป็นได้ คงต้องติดตามกันต่อไปครับ Credit: Gamingbolt
25 Sep 2020
ข่าวลือ - Final Fantasy 16 อาจจะวางจำหน่ายเร็วกว่าที่ใครๆ คิด!!
เมื่อ Final Fantasy 16 ได้เปิดตัวในงาน PS5 Showcase ของ Sony ทำให้แฟนๆ หลายคนต่างตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น ไม่ใช่เพียงเพราะจากการประกาศเปิดตัวหรือเรื่องของ Exclusive บน PlayStation 5 แต่เป็นเพราะมันดูเป็นเกมที่ 'สมบูรณ์' กว่าที่คิด Jason Schreier จาก Bloomberg ได้พูดคุยกับบุคคลต่างๆ และมีการเปิดเผยใน Triple Click Podcast ว่า Final Fantasy 16 ได้รับการพัฒนามาสี่ปีแล้ว นอกจากนี้ Schreier ยังกล่าวอีกว่า มันจะวางจำหน่ายเร็วกว่าที่คาดไว้ และจะไม่ยาวนานเป็น 10 ปี เหมือนกับภาค Final Fantasy 15  Final Fantasy 16 จะวางจำหน่ายให้กับเครื่อง PlayStation 5 เท่านั้น และผู้กำกับภาคนี้ก็คือคุณ Naoki Yoshida ซึ่งผลงานของเขาที่เรารู้จักกันดีก็คือ Final Fantasy 14 นอกจากนี้ยังมีการกล่าวว่าข้อมูลสำคัญจะเปิดเผยออกมาอีกครั้งในปี 2021 ครับ Credit: Gamingbolt
25 Sep 2020
ตูจะไม่ยอมเห็นภาพนี้คนเดียว: ผู้พัฒนาเผยภาพเอ็กซ์เรย์สุดหลอนของตัว Fall Guy
ด้วยความนิยมที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วของเกม Fall Guys: Ultimate Knockout ทำให้ในปัจจุบัน เจ้าพวกตัวละครมนุษย์ถั่ว Fall Guy กลายเป็นหนึ่งในมาสคอตอันเป็นที่รู้จักและรักใคร่ของเกมเมอร์ทั่วทุกมุมโลก และทำให้ทุกคนต่างอยากรู้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับเจ้าตัว Fall Guy มากมาย ตั้งแต่ส่วนสูงและน้ำหนัก ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาเมื่อไม่ได้กำลังแข่งวิ่งวิบากอยู่ หนึ่งในคำถามที่มีผู้เล่นถามมากที่สุดจำนวนหนึ่ง ก็คือเรื่องร่างกายของตัว Fall Guy ที่ผู้เล่นสงสัยกันว่ามีโครงสร้างอย่างไร? เป็นเม็ดถั่วเต็มตัวเลยไหม? หรือว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้ชุดสีสันสดใสที่พวกเขาใส่กันในระหว่างวิ่งแข่ง? สำหรับคนที่เคยถามคำถามนี้ ล่าสุดทางผู้พัฒนา Mediatonic ก็ได้เปิดเผยคำตอบให้ได้รู้กันแล้ว ผ่านทางทวิตเตอร์หลักของเกม ซึ่งเมื่อเห็นแล้วได้แต่บอกว่า "ไม่น่าถามเล้ยยยยยยย" [caption id="attachment_68456" align="aligncenter" width="1601"] ตูจะไม่ยอมเห็นภาพนี้คนเดียว...[/caption] อย่างที่เห็นในภาพเอ๊กซ์เรย์ร่างกายของตัว Fall Guy ด้านบน ซึ่งเป็นผลงานของหัวหน้าฝ่าย Concept Art ของค่ายคุณ Tudor Morris ดูเหมือนว่าแท้จริงแล้วเหล่า Fall Guy จะไม่ได้เป็นถั่วทั้งตัว แต่พวกเขาดูจะมีกระดูกและอวัยวะภายในอยู่ด้วย (มีหัวนมด้วยนะ) แม้ว่าสัดส่วนรูปลักษณ์โดยรวมจะชวนฝันร้ายไปหน่อยก็เถอะ... เอาเป็นว่าอย่างน้อยผู้เล่นอย่างเราๆ ก็ได้รับคำตอบสำหรับคำถามคาใจกันไปอีกหนึงข้อละกันน่า... Credit: PCGamer
24 Sep 2020
Ubisoft Forward: บอกเล่าประสบการณ์ลองเล่นเกม Immortals Fenyx Rising
ในภาษาอังกฤษ มีวลียอดฮิตเกี่ยวกับการเลียนแบบผลงานผู้อื่นว่า "Imitation is the sincerest form of flattery" หรือแปลได้ว่า "การเลียนแบบถือเป็นการกล่าวชมที่จริงใจที่สุด" ซึ่งวลีนี้สามารถบรรยายเกมเพลย์ของ Immortals Fenyx Rising เกมแอคชั่นผจญภัย RPG ใหม่ล่าสุดจาก Ubisoft ได้เป็นอย่างดี ด้วยระบบเกมเพลย์และองค์ประกอบด้านการนำเสนอหลายๆ อย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายกมาจากเกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild อันเป็นแรงบันดาลใจของเหล่าผู้พัฒนาแทบจะตรงๆ ตัวเลย การที่เกม "หยิบยืม" เอาองค์ประกอบหลายๆ อย่างมาจาก BotW นั้นอาจจะฟังดูไม่ค่อยดีสำหรับผู้เล่นหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยไม่พอใจเกมอย่าง Genshin Impact (อีกหนึ่งเกมที่ "ก๊อป BotW" มาเช่นกัน) มาก่อน แต่จากการที่ได้ทดลองเล่นเกม Immortals Fenyx Rising เป็นเวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง ผู้เขียนสามารถบอกได้เลยว่าเกมมีดีกว่าแค่การเป็นแค่เกม "ก๊อป BotW" แน่นอน ด้วยระบบเกมเพลย์ที่เน้นแอคชั่นที่รวดเร็ว ผสานเข้ากับเนื้อเรื่องออกแนวกวนๆ ติดตลก ที่ทำให้เกมให้ "ความรู้สึก" ต่างจากเกม BotW เป็นอย่างมาก สำหรับแฟนๆ ของเกม BotW หรือคนที่อาจจะชอบเกมเพลย์แนวแอคชั่นผจญภัยโลกเปิด บอกได้เลยว่า Immortals Fenyx Rising น่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่คุณควรจับตามองมากๆ ในช่วงปลายปีนี้ กำเนิดลูกเทพองค์ใหม่ เนื้อเรื่องของเกม Immortals Fenyx Rising จะตั้งอยู่ในยุคกรีกโบราณ เมื่อปีศาจร้าย Typhon ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ และเพื่อแก้แค้นเหล่าทวยเทพกรีกที่จับมันไปกักขังไว้ในแดนนรกแต่แรก มันจึงจัดการกับเหล่าทวยเทพตัวหลักเกือบหมดทุกองค์ ก่อนที่จะเชื่อมต่อแดนนรกกับแดนคนเป็นเข้าด้วยกัน และปลดปล่อยปีศาจชั่วร้ายเข้าสู้โลกมนุษย์มากมาย ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Fenyx ลูกเทพ (Demigod) คนหนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายภารกิจจากเทพ Zeus และ Prometheus ในการออกเดินทางไปยังเขตแดนทั้ง 7 ของโอลิมเปีย (ดินแดนแห่งเทพของชาวกรีก) และปลดปล่อยเหล่าเทพประจำเขตเหล่านั้นออกมาจากการจองจำ ระหว่างการเดินทาง ผู้เล่นจะได้รับอาวุธและสิ่งของพิเศษจากเหล่าทวยเทพเพื่อช่วยเหลือ Fenyx ในการต่อสู้กับศัตรู ยกตัวอย่างเช่นดาบของ Achilles หรือโล่ห์ของ Athena เป็นต้น [caption id="attachment_66741" align="aligncenter" width="1920"] เวลา Typhon โกรธจะทำให้ศัตรูดุร้ายขึ้น และทำให้มีหนวดปลาหมึกงอกจากพื้นมาโจมตีเราเรื่อยๆ (พูดจริง)[/caption] จากที่เล่นภารกิจเนื้อเรื่องมาเล็กน้อยในเดโม คงยังออกความเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องโดยรวมของเกมได้ไม่เต็มปากนัก แต่ความพิเศษอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบคือ Mood & Tone หรืออารมณ์และบรรยากาศของเกม ที่จะเน้นไปทางสดใสและเกรียนๆ ติดตลก ซึ่งเป็นอะไรที่ผู้เขียนไม่ได้คาดหวังเอาไว้เลย ตลอดการเดินทางของ Fenyx จะมีบทบรรยายโดยทั้ง Zeus และ Prometheus คลอไปด้วยตลอดเวลา ซึ่งทั้งสองก็มักจะแซวกันไปกันมา หรือยิงมุขที่เกี่ยวกับการกระทำของ Fenyx (หรือกระทั่งมุขแบบ Break the 4th Wall ที่แซวตัวผู้เล่นโดยตรง) ที่ออกมาเป็นระยะ แถมบางครั้ง Fenyx เองก็ยังผสมโรงตบมุขกับเขาด้วย ทำให้การเดินทางในเกม Fenyx Rising มีความเพลิน ไม่รู้สึกเหงาเหมือนเกมโลกเปิดหลายๆ เกม [caption id="attachment_66743" align="aligncenter" width="1920"] Zeus: เออน่ะ ฉันเห็นภาพแล้ว เธอคือฮีโร่ของเรา จะข้ามไปข้างหน้าได้ยัง?[/caption] แอคชั่นสูตร Ubisoft ที่เราคุ้นเคย อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เราคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการพูดถึงเกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild ได้เลยจริงๆ เมื่อพูดถึงเกม Fenyx Rising เพราะมันมีความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่มุมกล้องและระบบเบื้องต้นหลายๆ อย่าง เช่นระบบ Stamina ระบบการปีนป่ายหน้าผาอะไรก็ตาม ไปจนถึงระบบการร่อนจากที่สูงได้ (ใช้ปีกแทนเครื่องร่อน) ขนาดการแก้พัซเซิ่ลยังมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก (ถึงขนาดที่มีความสามารถที่เหมือน "พลังแม่เหล็ก" ใน BotW เลย) เพราะต้องคอยตามหา "Vault of Tartarus" หรือช่องทางที่เชื่อมไปยังแดนนรก เหมือนกันการตามหา Shrine อีกเช่นกัน มีกระทั่งระบบที่คล้ายกับ 'Blood Moon' ใน BotW (เกมนี้เรียกว่า Typhon's Wrath) ที่ทำให้ศัตรูออกมามากขึ้นระยะหนึ่ง แต่อาจจะยุ่งยากน้อยกว่าหน่อยตรงที่จุดสนใจทั้งหมด (อย่างน้อยในเดโม) ก็แสดงอยู่บนแผนที่ตลอดเวลา ไม่ต้องไปควานหาเอาเองตามสูตรเกมอื่นๆ ของ Ubisoft นั่นเอง [caption id="attachment_66745" align="aligncenter" width="1920"] เหินเพลินไม่เสื่อมคลาย[/caption] สิ่งที่ทำให้เกม Fenyx Rising แตกต่างกับ BotW อย่างชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นระบบการต่อสู้ทั้งหมด ที่มีความใกล้เคียงกับเกมแอคชั่น RPG อย่าง Assassin's Creed: Odyssey มากกว่า ผู้เล่นจะสามารถโจมตีเบา (ด้วยดาบ) และโจมตีหนัก (ด้วยขวาน) สลับๆ กันไปเป็นคอมโบ สามารถเสยศัตรูให้ลอยขึ้นไปและทำคอมโบบนอากาศได้ และก็มีสกิลพิเศษหลากหลายชนิดที่เซ็ตไว้ และต้องกด R2 + ปุ่มสัญลักษณ์เพื่อใช้ นอกจากนี้ การเคลื่อนที่ระหว่างการต่อสู้ ตั้งแต่การเดิน การกระโดด การโยกหลบ หรือการป้องกัน/ปัดป้องการโจมตี ล้วนแล้วแต่ถูกทำให้รวดเร็วกว่าใน BotW มากๆ น่าจะเข้าทางคอเกมแอคชั่น หรือใครก็ตามที่ไม่ชอบระบบต่อสู้ของ BotW ที่ค่อนข้างช้า [caption id="attachment_66734" align="aligncenter" width="1920"] ให้ทายว่ารอดไหม[/caption] แม้จะไม่ได้เห็นในเดโม แต่ผู้พัฒนาก็บอกว่าเกมจะมีระบบการพัฒนาความสามารถของตัวละครแบบ Skill Tree เข้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะข้อติใหญ่อย่างเดียวที่ผู้เขียนมีเกี่ยวกับการต่อสู้ในขณะนี้คือมันค่อนข้างเรียบง่ายไปซะหน่อย  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่สนุก แต่ก็มีความจำกัด เช่นการต่อคอมโบที่พลิกแพลงได้ไม่กี่แบบ ทำให้เมื่อต้องต่อสู้กับศัตรูตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้ท้าทายอะไรบ่อยๆ เข้าก็แอบเบื่อท่าคอมโบเดิมๆ ขึ้นมาเหมือนกัน ถ้ามีสกิลให้เลือกสลับใช้ หรือมีความสามารถที่ทำให้พลิกแพลงคอมโบได้มากกว่านี้ น่าจะทำให้การต่อสู้ของเกมสนุกขึ้น [caption id="attachment_66738" align="aligncenter" width="1920"] ท่าพิเศษหอกแห่ง Ares หนึ่งใน 5 ท่าพิเศษที่ได้ลองในเดโม[/caption] นอกเหนือจากการทำภารกิจตามเนื้อเรื่องแล้ว เกม Fenyx Rising ยังมีจุดกิจกรรมต่างๆ ให้ทำ เช่นการแก้พัซเซิ่ลใน Vault of Tartarus (ซึ่งจะมอบไอเทม "สายฟ้าของซุส" เอาไว้อัปเกรดหลอด Stamina) หรือพัซเซิ่ล Challenge หรือกระทั่งการท้าสู้กับบอสในแผนที่ ซึ่งเท่าที่เล่นมาในเดโม ต้องบอกว่าพัซเซิ่ลของเกมนี้ทำออกมาได้ดีมากๆ โดย Fenyx จะมีความสามรถคล้ายๆ กับพลังแม่เหล็กของ Link ทำให้เขาสามารถหยิบจับสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปได้ และสามารถใช้เพื่อยกกล่องมาวางไว้บนสวิตช์ หรือยกมาบังแสงเลเซอร์ที่ยิงออกมาจากกำแพงได้เป็นต้น อาจจะไม่ได้อิสระมากเท่ากับใน BotW ในแง่ของการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังถือว่าท้าทายในระดับที่กำลังสนุก และถือเป็นกิจกรรมคั่นเวลาระหว่างการต่อสู้ได้อย่างพอเหมาะ [caption id="attachment_66744" align="aligncenter" width="1920"] ยากแค่พอหอมปากหอมคอ ไม่ถึงกับหัวร้อน[/caption] ดินแดนแห่งทวยเทพ ในแง่ของกราฟิก ผู้เขียนยอมรับตามตรงว่าแม้จะไม่ได้ติดขัดอะไรกับกราฟิกแนวการ์ตูนสดใสที่เกมทำมาคู่กับบทพูดอารมณ์ดีของตัวเอง แต่อาจเพราะเดโมที่ได้ลองเล่นนั้นตั้งอยู่ในเขต The Forgelands ของเทพแห่งการตีเหล็ก Hephaestus ที่มีลักษณะเป็นหุบเขาทะเลทรายอันแห้งแล้ง มองไปทางไหนก็มีแต่สีทรายแดงๆ น้ำตาลๆ เลยไม่ค่อยรู้สึกประทับใจกับกราฟิกฉากในเกมเท่าไหร่นัก [caption id="attachment_66737" align="aligncenter" width="1920"] แดงเหมือนใส่ฟิลเตอร์[/caption] แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ต้องชมคือเรื่องของ Draw Distance หรือระยะในการมองเห็นในเกม ที่กว้างสุดลูกหูลูกตาชนิดที่มองลงมาจากหน้าผาแล้วไม่เห็น Fog of War บดบังแผนที่เลย ซึ่งก็มีผลทำให้โลกของเกมรู้สึกกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นมามากๆอ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ผู้เขียนเล่นเดโมแบบ Streaming ผ่านเน็ต ที่ยิงภาพมาจากคอมของฝั่งผู้พัฒนา เลยอาจจะทำให้ได้เล่นเกมในคอมที่สเป๊กสูงกว่าของตัวเอง น่าจะเป็นอนิสงค์มาจากกราฟิกแนวการ์ตูนด้วย แต่อีกสิ่งที่ผู้เขียนชอบคือแสงสีเอฟเฟกต์ต่างๆ ในเกม ที่แม้จะมีเยอะแยะมากมายตลอดเวลา ทั้งการโจมตีศัตรู การใช้ท่าพิเศษ การกางปีก (เมื่อกระโดดหรือร่อน) หรือกระทั่งเอฟเฟกต์การสลายเป็นผุยผงของศัตรูเมื่อตาย แต่กลับไม่รู้สึกรกหรือรู้สึกว่าโดนรบกวนการเล่นเลย และกลับทำให้แอคชั่นในเกมรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมามากกว่าด้วยซ้ำ [caption id="attachment_66746" align="aligncenter" width="1920"] จ้าซะเหลือเกิน[/caption] สรุป: น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง! นอกจากระบบที่พูดถึงในบทความแล้ว ผู้พัฒนายังบอกอีกด้วยว่าเกม Fenyx Rising จะยังมีการเพิ่มระบบต่างๆ เข้าไปอีกมากมาย ทั้งระบบการอัปเกรดตัวละคร ระบบการคราฟติ้ง หรือกระทั่งระบบการสร้างตัวละคร ซึ่งแม้ว่าอาจจะยังมีข้อเป็นห่วงอยู่บ้างจากเดโมที่ได้เล่น แต่ผู้เขียนก็ยอมรับว่า Fenyx Rising ถือเป็นหนึ่งในเกมที่น่าสนใจกว่าที่ผู้เขียนคิดเอาไว้ โดยยังมีอะไรอีกมากที่ทางผู้พัฒนา Ubisoft ยังคงกั๊กเอาไว้ให้ไปเจอด้วยตัวเอง และมั่นใจได้ว่าผู้เขียนจะรอติดตามข่าวคราวของเกมนี้อย่างใกล้ชิดแน่นอน Immortals Fenyx Rising มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ สำหรับ PS4, Xbox One, PC, Nintendo Switch
11 Sep 2020
Call of Duty: Black Ops Cold War ทุกสิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้
สำหรับ Call of Duty ภาคล่าสุดที่จะมีกำหนดวางจำหน่ายปล่ายปีนี้บอกเลยว่ามีหลายเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เลยครับเพราะมันจะทำให้เราได้เห็นรอยต่อที่ขาดหายไปของภาคก่อนๆ โดยในภาคล่าสุดนี้จะใช้ชื่อว่า Black Ops Cold War ในวันนี้ผมได้นำข้อมูลล่าสุดของเกมเท่าที่จะหาได้มาให้ทุกคนรู้กันครับ มาดูกันเลยครับว่ามีอะไรจะทำให้เงินในกระเป๋าสั่นพร้อมที่จะสอยเกมนี้กันหรือไม่! 1.ตัวละครที่เล่นได้สามารถปรับแต่งได้ Treyarch ค่ายพัฒนาเกมนี้พวกเขาได้ยืนยันแล้วว่าจะเพิ่มความหลากหลายให้กับตัวละครในเกมและมันจะเหมือนกับ Black Ops III นั่นคือตัวละครที่เราเล่นจะสามารถปรับแต่งได้ แต่ที่รู้แน่นอนสำหรับตอนนี้คือผู้เล่นสามารถเลือก สัญชาติ เชื้อชาติ และองกรค์ว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับฝ่ายไหนระหว่าง KGB หริอ MI6 ซึ่งมันหมายความว่าเราสามารถนำตัวละครที่สร้างขึ้นไปเล่นในโหมดเนื้อเรื่องได้!   2.นำประธานาธิบดีในชีวิตจริงอีกคนมาในเกม ภาคนี้จะเหมือนกับ Black Ops 1 ที่จะมีประธานาธิบดีในชีวิตจริงอีกคนหนึ่ง นั่นคือ โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ที่ปรากฏตัวให้เราเห็นตอนเขากำลังพูดคุยกับวูดส์และเมสัน เขาได้มอบหมายให้ตัวละครอย่างเราไปตามหาสายลับโซเวียตนามว่า 'เพอร์ซีอุส' ที่ะยายามล้มล้างการปกครองของสหรัฐ เรายังไม่รู้ว่าเขาจะมีบทบาทสำหรับภาคล่าสุดนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ผมก็แอบหวังว่าเขาจะไปโผล่เป็นตัวละครในโหมดซอมบี้นะครับ555.   3.เมืองเบอร์ลิน ในระว่างโหมดแคมเปญในตัวอย่างผู้เล่นจะเห็นร่างลึกลับที่เห็นเพียงเงาอยู่ในมุมมืดเหนือกำแพงเมืองเบอร์ลินซึ่งมันดูเหมือนเป็นการแอบลักลอบเข้าไปในเมือง อีกเรื่องที่เรายังไม่ทราบรายละเอียดนั่นคือ เมืองเบอร์ลินในตัวอย่างนั้นเป็นฝั่งของโซเวียตหรือของสหรัฐ แต่มันก็จะเป็นเรื่องที่สนุกแน่นอนครับ เพราะในช่วงสงครามเย็นนั้นเจ้าของเมืองเบอร์ทั้งสองมีความตีงเครียดสูงมาก ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมาอาจก่อให้เกิดสงครามนองเลือดอีกรอบแน่นอน. 4.ส่วนหนึ่งของเกมเกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม โหมดเนื้อเรื่องในภาคนี้จะมีการเล่าเรื่องที่กระโดดไปมาของช่วงเวลาเหมือนใน Black Ops II ซึ่งจะมีบางภารกิจที่จะย้อนเราไปยังช่วงของสงครามเวียดนาม มันน่าสนใจมากนะครับที่เราจะได้กลับไปรบในสงครามเวียดนามอีกครั้งเหมือนใน Black Ops 1 ที่เคยได้ทำภารกิจล้อม Khe Sahn และ Tet Offensive เรามาดูกันครับว่าในภาคนี้ผู้สร้างจะพาเราไปร่วมปฏิบัติการไหน.   5.ส่วนอื่น ๆ เกิดขึ้นในปี 1980 สำหรับ Black Ops Cold War นี้จะพาผู้เล่นไปสู้จุดเริ่มต้นของยุค 80 ในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโรนัลด์เรแกน มันจะเป็นยุคที่น่าสนใจเพราะในช่วงทศวรรษที่ 1980 สงครามเย็นนั้นเกิดเหตุที่ทำให้มันทวีคูณมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น และอีกข้อที่ผมอยากนำเสนอนั่นคือในภาคนี้มีเพลงของ Pat Benatar เพลงยุคเก่าที่จะพาเหล่าเกมเมอร์รู้สึกเหมือนกลับไปยังยุค 80 แน่นอนครับ.   6.สามตัวละครประจำซีรี่ส์จะกลับมาอีกครั้ง สำหรับภาคนี้ฮัดสัน / วูดส์และเมสัน ( Hudson, Woods, and Mason ) ได้ถูกนำกลับมาสู่สงครามเย็นในฐานะพันธมิตรของผู้เล่น แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาทั้ง 3 คนจะได้ทำภารกิจร่วมกันทั้งหมดพร้อมกันเลยหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้เล่นโหมดเนื้อเรื่องกับตัวละครที่คุ้นเคย แฟนเซอร์วิสที่ดีเลยนะครับ555 ส่วนที่แน่นอนนั่นคือผู้เล่นจะเห็นพวกเขาตอนที่ผ่านพ้นช่วงสิ้นสุดสงครามเวียดนาม.   7.ต้นกำเนิด 'Perseus' มาจากสายลับตัวจริง 'Perseus' จะเป็นสายลับของโซเวียตและศัตรูตัวฉกาจของ Cold War และเราสามารถคาดเดาได้ว่าภารกิจส่วนใหญ่ในเกมนั้นคือ การตามล่าหาสายลับลึกลับผู้นี้ แต่สิ่งที่ผู้เล่นหลายคนอาจจะยังไม่รู้นั่นคือ 'Perseus' มีพื้นฐานและแรงบันดาลใจมากจากสายลับจริงๆ ในชีวิตจริงๆ ที่ถูกคาดการณ์ไว้ว่าเป็นชื่อของสายลับโซเวียตที่แอบแทรกซีมเข้าไปในโครงการแมนฮัตตัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://en.wikipedia.org/wiki/Perseus_(spy)   8.จะมี Warzone สำหรับภาคนี้ด้วย Cold War ควรจะมี Warzone ที่จะเป็นอีกโหมดหนึ่งของเกม มันจะคล้ายๆ เกม Warzone ของ Modern Warfare มาก แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแผนที่จะถูกเซ็ตให้อยู่ตรงไหน โดยผู้เล่ยจะยังสามารถเล่น Modern Warfare และ  Cold War's แบบ Warzone ได้ฟรีเหมือนที่เคยเปิดตัวไว้ ลองคิดภาพนะครับถ้าเราสามารถเล่น Warzone ที่มีกลิ่นอายของยุค 80 จะเป็นอะไรที่ดูคลาสสิคและสนุกแน่นอนครับ.   9.จะวางจำหน่ายบนคอนโซล Next-Gen ในขณะที่ตัวเกมกำลังจะวางจำหน่ายบนเครื่อง PS4 และ Xbox One แต่ Cold War นั้นก็จะวางจำหน่ายให้กับคอนโซลรุ่นต่อไปเช่นกันและมีการยืนยันแล้วว่าผู้เล่นจะสามารถเจอกันข้ามเจ็นและข้ามแพลตฟอร์มได้แน่นอน มันอาจจะดูน่าสนใจนะครับและเรื่องนี้ก็ยังมี 2 เสียงที่บางคนบอกว่าเจ็นเก่ากับเจ็นใหม่มันก็ไม่ต่างกันมาก อีกเสียงก็บอกว่ามันต่างมาก ดังนั้นผมหวังว่าตัวเกมจะมีตัวเลือกในการปิดระบบจับคู่ข้ามรุ่นข้ามแพลตฟอร์มมาให้เหมือนกับภาค Modern Warfare นะครับ.   10.วางจำหน่ายวันที่ 13 พฤศจิกายน Call of Duty : Black Ops Cold War จะมีกำหนดวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน โดยเนื้อหาในตัวอย่างได้เผยว่าตัวอย่างสำหรับโหมด Multiplayer จะออกมาในวันที่ 9 กันยายนนี้อีกด้วย และสำหรับภาค Cold War นี้จะพาเราทุกคนไปพบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นรอยต่อระหว่าง Black Ops 1 และ  Black Ops II นั่นเองครับ.   Credit : Gamerant
10 Sep 2020
Call of Duty: Black Ops Cold War เปิดเผยรายละเอียดของโหมด Multiplayer แบบจัดเต็ม!!
แคมเปญโหมดเนื้อเรื่องสำหรับโหมดผู้เล่นเดี่ยวของ Call of Duty: Black Ops Cold War นั้นได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สำหรับหลายๆ คนโหมด Multiplayer ต่างหากที่เป็นโหมดที่พวกเขาชอบที่สุดในแฟรนไชส์นี้ เร็วๆ นี้ Activision ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดทุกอย่างที่เราควรรู้แบบจัดเต็มของโหมด Multiplayer ออกมาแล้วครับ ซึ่งสำหรับช่วงแรกที่เปิดให้บริการจะมีการเปิดแผนที่ใหม่ทั้งหมดห้าแผนที่ ทาง Treyarch กล่าวว่าแต่ละแผนที่นั้นได้รับการออกแบบโดยอิงตามสถานที่จริง โดยทางผู้พัฒนาได้ลงทุนไปเยี่ยมชมสถานที่จริงเพื่อสแกนและถ่ายภาพหลายพันรูปเพื่อเก็บรายละเอียดของภูมิประเทศรวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสถานที่นั้นๆ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของโหมดต่างๆ อีกมากมายใน Multiplayer ซึ่งเราสามารถคาดหวังให้มันมีโหมดที่เราคุ้นเคยอย่าง Team Deathmatch, Domination, Search and Destroy และ Kill Confirmed ได้ อีกทั้งเรายังจะได้สัมผัสโหมดใหม่ๆ อีกมากมายด้วย อีกทั้งยังเคยมีข้อมูลของโหมด VIP Escort ซึ่งเป็นโหมด 6v6 หลุดออกมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยโหมดนี้จะมีทีมป้องกันและทีมบุก ซึ่งตัวเกมจะสุ่มให้ผู้เล่นคนหนึ่งกลายเป็น VIP และสมาชิกอีก 5 คนที่เหลือจะต้องปกป้องเขาและพาไปยังจุดที่กำหนด ในขณะที่ทีมบุกจะต้องกำจัดผู้เล่น VIP ก่อนที่เขาจะหลบหนีไปได้ ที่น่าสนใจคือไม่มีการเกิดใหม่สำหรับผู้เล่นที่ไม่ใช่ VIP แต่เพื่อให้เป็นการไม่เอาเปรียบผู้เล่นคนอื่น ผู้เล่นที่เป็น VIP จึงจะมีเพียงปืนพกและระเบิดควันเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น ในโหมด Combined Arms แบบ 12v12 จะมีทั้งทหารราบและยานพาหนะซึ่งสำหรับโหมดนี้จะเป็นโหมดที่มีขนาดใหญ่และเปลี่ยนแปลงไปตามแผนที่ที่เราเล่น ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแต่ละแผนที่ว่าในแผนที่นั้นจะมียานพาหนะแบบไหน แต่นอกจากยานพาหนะแล้วการดวลปืนระหว่างผู้เล่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนครับ ต่อไปคือโหมดผู้เล่น 40 คน หรือ Fireteam ซึ่งจะแบ่งผู้เล่นเป็น 10 ทีม แล้วให้ผู้เล่นทั้ง 10 ทีมนี้สู้กันเอง โดยเกมแรกของโหมด Fireteam มีชื่อว่า Dirty Bomb ซึ่งทาง Treyarch กล่าวว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลของโหมดนี้เพิ่มเติมในวันใกล้วางจำหน่าย Treyarch ยังได้เปิดเผยรายละเอียดเกมเพลย์เบื้องต้นอย่างการต่อสู้ภาคพื้นดินซึ่งมันให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยทั้งการเคลื่อนไหวและการยิงปืนของภาค Black Ops มากทีเดียว อีกทั้งมันยังมีระบบเสียงอาวุธใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถแยกเสียงปืนของศัตรูกับของเพื่อนเราได้ และยังสามารถทำให้ผู้เล่นสามารถแยกแยะทิศทางของเสียงได้ดีขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันระบบ Create-a-Class ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างโดยตอนนี้เจ้าหน้าที่แต่ละคนจะมีช่องสำหรับอาวุธหลัก อาวุธรอง อุปกรณ์ยุทธวิธีกับอุปกรณ์อันตรายถึงตาย(พวกระเบิด) ช่องเซ็ตของ Perk และ ช่องสำหรับ Field Upgrade หากใครสงสัยว่าเจ้าช่อง Field Upgrade นี้คืออะไร ผู้พัฒนาก็ได้อธิบายไว้ว่ามันคือ 'ไอเท็มในเกมที่จะช่วยเหลือทีมของคุณหรือขัดขวางศัตรูของคุณ' นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถสวม Wildcards ให้กับ Loadouts ของผู้เล่นได้ด้วยซึ่งมันจะช่วยให้ผู้เล่นได้รับหนึ่งในสี่สิทธิพิเศษที่ไม่เหมือนใครอย่างการเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ยุทธวิธีกับอุปกรณ์ถึงตายที่ผู้เล่นจะได้รับเมื่อเกิดเป็นสองเท่า และสามารถพก Perk ได้สาม Perk แทนที่จะเป็นหนึ่งจากหมวดหมู่ใดก็ได้ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถนำอาวุธหลักของเราไปที่ Gunsmith และปรับแต่งมันได้มากถึง 54 ชิ้นส่วนจากจุดที่สามารถปรับแต่งได้ทั้งหมด 8 จุด โดยแต่ละจุดมีตัวเลือกให้คุณอย่างน้อยหกแบบ Scorestreaks ยังให้ผลตอบแทนและมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเช่นการรักษาคะแนนที่เราได้รับถึงแม้เราจะตาย แต่ว่า Scorestreaks นั้นมีคูลดาวน์ด้วยนะ ในด้านการเคลื่อนไหวก็มีการปรับปรุงบางอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างการ Sprint ที่ให้ความเร็วเริ่มต้นโดยอัตโนมัติเมื่อผู้เล่นเริ่มวิ่ง การกระโดดที่มีระดับความสูงที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นและมันจะทำให้คุณช้าลงในช่วงสั้นๆ เมื่อผู้เล่นแตะพื้นอีกครั้ง ในขณะที่เสียงรบกวนที่ผู้เล่นทำนั้นจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการเคลื่อนที่ของผู้เล่น คุณสามารถดูวิดีโอที่เปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ของโหมด Multiplayer ได้ด้านล่างโดยมันมีความยาวอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 16 นาทีครับ นอกจากนี้ผู้พัฒนายังมีการเปิดเผยช่วงเวลาทดสอบเบต้าออกมาแล้วซึ่งมันนานกว่า 10 วัน สำหรับผู้เล่นที่สั่งซื้อล่วงหน้าบน PlayStation 4 จะสามารถเข้าทดสอบได้ในวันที่ 8 ตุลาคม และจะเปิดให้ผู้เล่นทุกคนบน PlayStation 4 เข้าทดสอบเบต้าในวันที่ 10 ตุลาคม สำหรับผู้เล่น Xbox One กับ PC ที่สั่งซื้อล่วงหน้าจะสามารถเข้าทดสอบเบต้าได้ในวันที่ 15 ตุลาคม แล้วจะเปิดทดสอบเบต้าให้ผู้เล่นทุกคนทุกแพลตฟอร์มในวันที่ 17 ตุลาคม และจะสิ้นสุดในวันที่ 19 ตุลาคม สามาดูรูปประกาศได้ที่ด้านล่างครับ Call of Duty: Black Ops Cold War จะวางจำหน่ายสำหรับเครื่อง PlayStation 4, Xbox One และ PC ในวันที่ 13 พฤศจิกายน แล้วยังจะให้บริการบนเครื่อง Xbox Series X กับ PlayStation 5 อีกด้วย [gallery type="grid" ids="66608,66609,66610,66611,66612,66613,66614,66615,66616"] Credit: Gamingbolt
10 Sep 2020
No Straight Roads Review : จังหวะร็อคปลดแอก กระแทกเข้าที่หัวใจ!
หมายเหตุ : รีวิว No Straight Roads ชิ้นนี้ อ้างอิงจากเกมเวอร์ชั่น PlayStation 4 ซึ่งตัวเกม มีวางจำหน่ายบน Nintendo Switch และ PC (ที่ร้าน Epic Game Store) ด้วย หมายเหตุ 2 : รีวิวนี้ ได้รับการสนับสนุนเกมโดยบริษัท Maxsoft ถ้าจะพูดกันถึงเกมแนว ‘Musical’ แล้วนั้น แม้ว่าจะมีชิ้นงานอยู่มากมายในท้องตลาด แต่ก็เป็นแนวเกมที่มีความเฉพาะตัวอย่างมาก (ไม่ว่าจะทั้ง Dance Dance Revolution ก็ดี Beat Mania ก็ดี ไปจนถึง Guitar Heroes หรือ Rocksmith) แต่การ ‘ผสมผสาน’ เกมแนวดนตรีเข้ากับเกมแนวอื่นนั้น กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง อาจจะด้วยความแตกต่างและความเฉพาะตัวอย่างมาก ซึ่งในแวดวงวิดีโอเกมที่ผ่านมา ก็เห็นจะมีเพียง Brutal Legend จากปี 2009 เท่านั้น ที่ดูจะเข้าข่ายและอาจจะกลายเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็น ‘Musical Action Games’ ได้อย่างเต็มปาก แต่น่าเสียดาย ที่ยอดขายมันสวนทางกับคำชม เพราะแม้จะได้ Jack Black มาให้เสียงพากย์ จนถึงเหล่าเมทัลสตาร์รุ่นเก๋ามาร่วมแจมแบบขนกันมาหมดแวดวง แต่วี่แววของภาคต่อก็ยังคงเงียบกริบแม้เวลาจะผ่านไปเกือบทศวรรษก็ตาม [caption id="attachment_66451" align="aligncenter" width="616"] Brutal Legend เกม 'Musical Action Game' ชั้นเยี่ยม ที่...ไม่ได้ไปต่อ[/caption] และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ ‘No Straight Roads’ ผลงานเดบิวของ Metronomik Production ทีมพัฒนาเกมสัญชาติมาเลเซีย กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจขึ้นทันตาเห็น เพราะไม่ว่าจะเป็นการกระโดดจากทีม Outsources สร้างงานอาร์ตให้กับเกมอย่าง Final Fantasy 15 ก็ดี หรือการที่พวกเขาเลือกที่จะเปิดตัวด้วยเกมแนว ‘Musical Action Games’ ก็ดี เหล่านี้ ทำให้สายตาต่างจับจ้องมองมา ว่าทีมพัฒนาอินดี้กลุ่มนี้ จะไปได้ไกลแค่ไหน (ซึ่งทาง GameFever ได้นำเสนอพรีวิวไปแล้วก่อนหน้านั้นในบทความนี้) กล่าวโดยสรุป พวกเขายังคงความฉมังในด้านการสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะทั้งงานอาร์ตไปจนถึงดนตรี รวมถึงเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่กระนั้น ในส่วนของเกมการเล่น มันยังคงปรากฏความ ‘ไม่อยู่มือ’ ที่พวกเขาต้องเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับชิ้นงานถัดไป อย่างไม่อาจจะมองข้ามได้ Rock ปลดแอก กับทางแยกสาย EDM [caption id="attachment_66453" align="aligncenter" width="696"] Mayday และ Zuke สองนักดนตรี 'พันธุ์ร็อค' แห่ง Bunk Bed Junction กับภารกิจคว่ำ NSR[/caption] No Straight Roads บอกกล่าวถึงเรื่องราวของสองคู่หู Mayday และ Zuke นักดนตรี ‘พันธุ์ร็อค’ วง Bunk Bed Junction แห่งเมือง Vinyl City ที่ถูกปฏิเสธจาก NSR (No Straight Roads) บริษัทดนตรียักษ์ใหญ่ของเมือง ที่มองว่า เพลงร็อคนั้น ‘ขายไม่ได้ และตายไปแล้ว' และดนตรี EDM คืออนาคตแห่งดนตรี แต่แล้วเมื่อกระแสไฟฟ้าพลังงานที่หล่อเลี้ยงเมืองถูกตัดขาด และสงวนเอาไว้ให้กับเหล่า ‘ศิลปิน’ สังกัด NSR สำหรับงานปาร์ตี้ที่ไม่รู้จบ ทั้งสองจึงเริ่มกระบวนการ ‘ปลดแอกทางดนตรี’ โดยมีเป้าหมายเพื่อคว่ำบริษัท NSR นี้ลงให้จงได้ ในแง่งานศิลป์นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ No Straight Roads เลยก็ว่าได้ เพราะมันถูกนำเสนอในรูปแบบสุดโฉบเฉี่ยว ประหนึ่งงานอนิเมชันจากช่องอย่าง Cartoon Network ติดกลิ่นของเกมอย่าง Psychonauts อยู่บางๆ รวมถึงบทสนทนาของทั้ง Mayday และ Zuke นั้นก็มีลูกรับส่งหยอดมุกได้อย่างพอเหมาะ ช่วยให้ทั้งสองเป็นตัวละครที่ผู้เล่นสามารถรักและติดตามได้อย่างไม่ยากเย็น งานศิลป์ดังกล่าวยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น เพราะมันควบรวมไปกับเหล่า ‘ศิลปิน’ ใต้สังกัด NSR ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวภายใต้ดนตรีสาย EDM ไม่ว่าจะทั้ง DJ Subatomic Supernova ผู้คลั่งไคล้ดนตรีแห่งจักรวาล, 1010 กับกองทัพดนตรีบอยแบนด์, DK West กับดนตรีสาย Street Rap ชวนติดหู เหล่านี้ บ่งบอกถึงความสร้างสรรค์ของทีม Metronomik ในด้านการนำเสนอได้อย่างเหนือชั้น สมกับที่เป็นสตูดิโอที่ทำงานด้านอาร์ตมาเป็นเวลานานแรมปี หลากหลายดนตรี ที่มีเกมเพลย์อันแตกต่าง ในส่วนของเกมเพลย์ของ No Straight Roads นั้น จะเป็นไปในรูปแบบกึ่ง Open-World ที่ทั้ง Mayday และ Zuke จะต้องทำการ ‘ปลดแอก’ แต่ละย่านที่ถูกปกครองโดยศิลปินแห่ง NSR ด้วยการเล่นแบบ Beat-em-up ที่สามารถสลับตัวเล่นได้โดยอิสระ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน Mayday กับกีตาร์ไฟฟ้าที่โจมตีช้าและหนักหน่วง หรือท่ารัวกลองของ Zuke ที่หนักน้อยกว่า แต่ต่อคอมโบได้มากกว่า ที่จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ (แน่นอนว่า เกมนี้ สามารถเล่นพร้อมกันได้สองคน แต่การสลับสับเปลี่ยนตัวละครแม้จะเล่นคนเดียวก็เป็นไปอย่างลื่นไหลไร้รอยติดขัด) การปะทะกับเหล่าศิลปินหรือบอสในแต่ละพื้นที่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยไอเดียที่สร้างสรรค์อย่างมาก มันไม่ได้มีแค่เพียงการฟาดแบบ Beat-em-up แต่ยังมาพร้อมมินิเกมและเมคานิคแปลกๆ ที่ชวนให้รู้สึกสนุกเวลาเล่น ไม่ว่าจะการปะทะกับ Sayu ‘ไอดอลเวอร์ชวล’ ที่ต้องจัดการกับเหล่าโปรแกรมเมอร์และนัก MoCap ที่อยู่เบื้องหลัง, การหลบตัวโน้ตแบบเกมสาย Guitar Heroes ของ DK West ไปจนถึงการ ‘ไล่จัดการ’ กับกองทัพบอยแบนด์ของ 1010 ท่ามกลางเสียงดนตรี EDM ซึ่งทั้งหมด ถูกผสานเข้ากับดนตรีประกอบพื้นหลังได้อย่างกลมกล่อม ควบรวมไปกับการใช้สกิลพิเศษของ Mayday และ Zuke ที่เพิ่มความได้เปรียบ ไม่ว่าจะการรัวกีตาร์ปล่อยพลัง หรือการรัวไม้กลองเพื่อเพิ่มพลังการโจมตี ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่แปลก และเล่นได้สนุกมากๆ ด้วยงานภาพ ผสานเกมการเล่นที่ลงตัวพอเหมาะ และผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีไม่น้อย นอกเหนือจากการปะทะบอสแล้ว ภารกิจของ Bunk Bed Junction ในการฟื้นฟูเมือง Vinyl City ในพื้นที่แบบกึ่ง Open-World ก็จัดเป็นช่วงให้พักหายใจได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะการฟื้นฟู ‘กระแสไฟฟ้า’ ตามจุดต่างๆ ของเมือง การเปิดพื้นที่ใหม่ และการ ‘อัพเกรดความสามารถ’ ของทั้ง Mayday และ Zuke ที่ใช้แต้ม ‘ความคลั่งไคล้ของแฟนๆ’ ทั้งจากการสู้ชนะบอส ไปจนถึงการฟื้นฟูย่านต่างๆ ให้กลับมาอีกครั้ง นอกเหนือจากนั้น สิ่งของหรือ Collectible ก็มีให้เก็บทั้งในแผนที่กึ่งเปิด และการสู้ชนะบอสในแต่ละจุด ทำให้เกมไม่เป็นเส้นตรงจนเกินไป (แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะค่อนข้างจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าเปิดกว้างแต่ร้างซึ่ง Content อย่างที่หลายเกมได้เป็นมา) เมื่อบวกรวมกับเนื้อหาที่น่าสนใจ เข้มข้นเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ดำเนินไป ก็ทำให้เกมนี้เล่นได้สนุกติดพันได้อย่างไม่ยากเย็น เล่นดนตรี ต้องมีผิดคีย์กันบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า No Straight Roads จะเต็มเปี่ยมไปด้วยโปรดัคชันขั้นเยี่ยม ดนตรีสุดติดหู เนื้อหาและมุกตลกที่ชงตบได้อย่างพอเหมาะ และเกมการเล่นที่น่าสนใจ แต่ดูเหมือนว่าทีม Metronomik จะยังคงติดความเป็น ‘สตูดิโอสายโปรดัคชัน’ อยู่ค่อนข้างมาก เพราะเมคานิคของเกมการเล่น หลายครั้งมันถูกนำหน้าด้วยงานศิลป์ ทุกอย่างดูสับสนและ ‘ไม่เคลียร์’ ชัดเจน ว่าต้องทำอะไร หรือต้องจัดการ ‘แบบไหน’ เหล่านี้ ก่อให้เกิดการสะดุดระหว่างที่เล่น เพราะเมื่อทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอนั้นลายตาไปด้วยสีสันและดนตรีที่ก้องกังวานอยู่ในหู มันก็ยากที่จะแยกโสตประสาทออกจากกัน หลายครั้งผู้เขียนต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับการต่อสู้กับบอสแต่ละตัวค่อนข้างนาน (และเป็นไปในแบบที่งงๆ อยู่ไม่น้อย) ซึ่งถ้ามองในแง่ของการสร้างเกม ความชัดเจนและความง่ายในการเข้าถึงของเกมนี้ยังจัดว่าไม่ผ่าน (ยิ่งเมื่อเทียบกับ Brutal Legend จากปี 2009 ที่เป็นเกมแนวเดียวกันแล้ว ก็ดูเหมือนว่า No Straight Roads จะมีความ ‘สวยแต่รูป จูปไม่หอม’ จนเกินพอดีไปนิดหนึ่ง) อีกประการที่สำคัญ คือเกมนี้ ‘สั้นมาก’ ในระดับที่ถ้าคุณไม่คิดจะเก็บหรือสำรวจ หรือเป็นพวก Perfectionist ที่ต้องเก็บทุกอย่างให้ครบ คุณสามารถเล่นมันจนจบได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะหัวใจหลักของเกมมันคือ ‘Boss Rush’ ที่เข้าปะทะบอส ไม่มีด่านหรืออุปสรรคอื่นใดมาคั่นกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงเนื้อหาว่า บริษัท NSR นั้น ‘คุมทุกซอย’ ของ Vinyl City และนั่นทำให้อายุการเล่นและการน่ากลับมาเล่นซ้ำน้อยลงอย่างน่าใจหาย จังหวะร็อคปลดแอกกระแทกหัวใจ ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าเราจะเห็นความ ‘ไม่อยู่มือ’ ในด้านการออกแบบเกมเพลย์ของทีม Metronomik แต่สำหรับผลงาน ‘เดบิว’ ชิ้นแรกของทีมพัฒนาสัญชาติมาเลเซียกลุ่มนี้ ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ยากจะมองข้าม มันมีงานอาร์ตสุดงาม ดนตรีที่สนุก เนื้อหาที่น่าสนใจ และตัวละครที่ชวนให้เรารักและหลงใหล อาจจะน่าเสียดายไปบ้างที่ส่วนของเกมการเล่นยังเหมือน ‘ปรุงไม่สุก’ และต้องการการปรับปรุงเพิ่มเติมในโอกาสชิ้นงานถัดไป (ถึงขั้นที่สำนักรีวิวบางเจ้าบอกว่า เกมนี้มันควรจะเป็น 'อนิเมชัน' อย่างเดียวเลยด้วยซ้ำ...) แต่ก็อาจจะเช่นเดียวกับเพลงร็อค ไม่ว่าจะสาย Mainstream หรือ Indy ที่อาการ ‘เพี้ยนคีย์’ ก็อาจจะจัดได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง มันคือความเป็นธรรมชาติ มันคือเอกลักษณ์ที่ยากจะมองข้าม และมันเป็นสิ่งที่สะท้อนถึง ‘หัวใจ’ ของผู้เล่นที่อยู่บนเวทีและแสงไฟ ผู้เขียนไม่อาจรู้ได้ว่าหลังจาก No Straight Roads ชิ้นนี้ ทีม Metronomik จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใดตามมา และจะออกมาเป็นแนวใด แต่ถ้าเปรียบพวกเขาเป็นวงร็อคแล้วนั้น…. “นี่คือวงร็อค Indy ที่น่าจับตามอง และ No Straight Roads ก็มีศักยภาพสูงพอที่จะพาพวกเขาก้าวเข้าสู่แถวหน้าของแวดวงได้อย่างมั่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว” [penci_review id="66450"]
09 Sep 2020
GameFever Review: Marvel's Avengers "ประสบการณ์ฮีโร่ที่แฟนๆ Marvel คู่ควร"
นับตั้งแต่ที่ภาพยนตร์ Iron Man ออกฉายครั้งแรกในปี 2008 ก็นับเป็นเวลามากกว่าหนึ่งทศวรรตมาแล้วที่เหล่าตัวละครจากทีมฮีโร่อันดับหนึ่งของค่าย Marvel อย่าง The Avengers ได้ออกมาโลดแล่นอยู่บนจอภาพยนตร์ทั่วโลก จนกลายเป็นปรากฏการณ์ และทำให้มีแฟนๆ นับล้านชีวิตทั่วโลกได้เติบโตมาพร้อมกับเหล่าฮีโร่ในดวงใจเหล่านี้ สำหรับคนที่เคยเป็นแฟนของภาพยนตร์ในจักรวาล Marvel มาก่อน เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยจินตนาการถึงความรู้สึกของการได้ก้าวเข้าสู่บทบาทของฮีโร่เหล่านั้นเสียเอง และกระโจนเข้าไปต่อสู้กับวายร้ายกลุ่มใหญ่ เคียงบ่าเคียงไหล่ไปพร้อมกับเหล่าสหายฮีโร่ เฉกเช่นฉากสงครามในหนัง Avengers: Endgame อย่างไรอย่างนั้น เกม Marvel's Avengers ถือเป็นเกมที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ว่านี้ให้คุณได้ดีในระดับหนึ่ง ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่น RPG ที่สนุกและท้าทายกว่าที่หลายคนอาจจะคิด รวมไปถึงเนื้อเรื่องและบทพูด ที่เรียกได้ว่าแทบจะถอดสูตรมาจากภาพยนตร์จักรวาล MCU เลยทีเดียว แม้เกมจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ จากองค์ประกอบด้านการนำเสนอบางประการ รวมไปถึงระบบ Live Service ที่เพิ่มความยุ่งยากหลายๆ อย่างเข้าไปในเกม แต่สำหรับคนที่โหยหาฉากแอคชั่นดุเดือดอลังการแบบเดียวกับในภาพยนตร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นเกมที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คุณโดยเฉพาะ แอคชั่นระดับซุปเปอร์ฮีโร่ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง ถ้ามองในขั้นพื้นฐาน เกมเพลย์แนวแอคชั่น RPG ของ Marvel's Avengers ก็อาจจะไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก ตัวละครฮีโร่แต่ละตัวจะมีความสามารถพื้นฐานคล้ายๆ กัน เช่นการโจมตีหนัก-เบาผสมกันเป็นคอมโบ หรือการใช้สกิลพิเศษประจำตัว ซึ่งบอกกันตามตรงว่าในตอนที่เล่นใหม่ๆ ผู้เขียนก็แอบรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าไหร่ แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว ระบบแอคชั่นของ Marvel's Avengers กลับมีมิติที่ลึกกว่าตาเห็นพอสมควร แถมยังมีความท้าทายกว่าที่คาดเอาไว้มาก จนเรียกว่ามีจังหวะหัวร้อนขึ้นมาได้อยู่เหมือนกันในบางภารกิจ มิติขั้นที่หนึ่ง มาจากเหล่าศัตรูในเกมนั่นเอง โดยแม้จะไม่ได้มีความหลากหลายมากนัก ส่วนใหญ่เป็นหุ่นยนตร์หน้าเดิมๆ ทั้งเกม แต่ศัตรูชนิดพิเศษแต่ละแบบก็บังคับให้ผู้เล่นต้องใช้กลวิธีในการรับมือต่างกัน เช่นเหล่าหุ่นยนตร์ Riotbot ที่ถือโล่ห์ ทำให้ผู้เล่นต้องใช้ท่าชาร์จโจมตีหนักเพื่อทำลายโล่ห์ซะก่อน หรือศัตรูชนิด Adaptoid ที่ต้องรอจังหวะปีดป้อง (Parry) ก่อนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเกมส่งศัตรูหลายๆ ชนิดเข้าใส่ผู้เล่นพร้อมกันเป็นปริมาณมากๆ ก็ทำให้ตึงมือขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะต้องคอยหลบหลีก ป้องกัน และพยายามโจมตีจุดอ่อนของศัตรูรอบตัวไปด้วย ยิ่งบางทียังอาจจะมีภารกิจย่อยให้ต้องทำไปด้วย เช่นการทำลายสิ่งของในฉาก หรือการป้องกันพื้นที่ต่างๆ ยิ่งทำให้ผู้เล่นต้องตั้งใจฝึกทักษะพื้นฐานของเกมให้ดีๆ มิติขั้นที่สองที่ช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้กับเกมเพลย์ของเกม ก็คือความสามารถที่แตกต่างกันของฮีโร่แต่ละตัว ที่นอกจากจะทำให้การต่อสู้เปลี่ยนไปแล้ว ยังทำให้ความสามารถในการเดินทางในฉาก หรือกระทั่งความสามารถในการแก้ไขพัซเซิ่ลต่างๆ ไม่เหมือนกันอีกด้วย ตัวละครแต่ละตัวจะมีวิธีปัดป้อง (Parry) การโจมตีของศัตรูที่ต่างกัน รวมไปถึงความสามารถติดตัวต่างๆ ที่ทำให้การเล่นฮีโร่แต่ละตัวมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นตัวละคร The Hulk จะมีความสามารถที่เรียกว่า RAGE ทำให้เมื่อกดเปิดสกิลค้างไว้ จะได้รับพลังโจมตีเพิ่มขึ้น พร้อมกับดูดความเสียหายที่สร้างต่อศัตรูกลับมาเพิ่มเลือดตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง หมายความว่ายิ่งสู้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมี RAGE ไว้ดูดเลือดมากเท่านั้น Hulk จึงเป็นตัวละครที่เหมาะกับผู้ที่ชอบการต่อสู้แบบมุทะลุ แลกหมัดกับศัตรูแบบเน้นๆ ในทางกลับกัน ตัวละคร Iron Man จะไม่สามารถเพิ่มเลือดด้วยตัวเองได้ แต่จะแลกมาด้วยความสามารถในการบิน แถมยังมีอาวุธระยะไกลหลากหลายชนิด ทำให้ Iron Man เหมาะจะรับหน้าที่ในการเก็บศัตรูจากระยะไกลในแนวหลัง ซึ่งการเล่นตัวละครทั้งสองก็ทำให้เกมเพลย์ของ Marvel's Avengers แตกต่างกันพอสมควรแล้ว และยิ่งเก็บเลเวลและอัพเกรดตัวละครมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งปลดล๊อคความสามารถที่ทำให้แนวทางของแต่ละตัวชัดเจนมากขึ้นไปอีก มิติขั้นสุดท้ายของเกมเพลย์ ก็คือระบบของสวมใส่ในเกมนั่นเอง นอกจากค่า Gear Score ที่ติดมากับไอเทมทุกชิ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานของเกมแนว Live Service นั้น ของสวมใส่ในเกม Marvel's Avengers ยังมีค่าสถานะต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มขัดจำกัดของตัวละครเข้าไปตามความต้องการของผู้เล่น บางคนอาจจะชอบการเตะต่อยทำคอมโบระยะประชิด ก็อาจจะหาไอเทมที่เพิ่มค่า Might มาใส่เยอะๆ ในขณะที่อีกคนชอบโจมตีระยะไกล ก็อาจจะใช้ค่า Precision แทนเป็นต้น เมื่อรวมกับ Perk มากมายที่สามารถสุ่มติดมาพร้อมอาวุธ (เช่นต่อยศัตรูแล้วติดแช่แข็ง หรือโดน Pym Particle ย่อขนาด) ก็ทำให้สามารถเลือกสร้างสายตัวละครที่เหมาะกับแนวทางส่วนตัวได้อีกด้วย ข้อเสียของระบบนี้คือแอบยุ่งยากไปซักนิด และแทบจะไม่ได้เห็นผลเท่าไหร่ตลอดการเล่นเนื้อเรื่อง รวมไปถึงการเล่นโหมด Multiplayer ช่วงแรกๆ อีกด้วย จึงเป็นระบบที่มีความยุ่งยากประมาณหนึ่ง จนกว่าจะถึงช่วงท้ายเกมที่สามารถเล่นภารกิจระดับสูงๆ ได้นั่นเอง หนัง Marvel ที่คุณ "เล่นเองได้" ในภาพยนตร์ Marvel อันเป็นแรงบันดาลใจหลักของเกม มักจะมีฉากบู๊แบบดุเดือดเลือดพล่านที่มีลายเซ็นแบบ "หนัง Marvel" อยู่ชัดเจน อาจจะเป็นฉากที่เหล่าฮีโร่ Avengers ต้องรับมือกับฝูงหุ่นยนตร์ของ Ultron หรือฉากสงครามใน Avengers: Endgame โดยมักจะเป็นฉากที่เหล่าฮีโร่ทั้งกลุ่มต้องต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ พร้อมกัน ในขณะที่กล้องก็ขยับตามเพื่อรับท่วงท่าสุดเท่ของฮีโร่แต่ละคนไปด้วย อย่างที่ผู้เขียนเคยกล่าวไปในบทความ "3 จุดแข็ง (และ 3 จุดอ่อน) ของเกมในช่วงเบต้า" ก่อนหน้านี้ อาจจะถือเป็นเรื่องที่น่าชมมากที่สุด ที่เกม Marvel's Avengers สามารถยกเอา "ประสบการณ์" แบบนั้นของภาพยนตร์ และนำมาใส่เอาไว้ในเกมได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในฉากภารกิจเนื้อเรื่องแบบ Singleplayer ทั้งหลายของเกม ที่มักจะออกแบบมาแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้สามารถมีจังหวะลุ้นๆ เหมือนในหนัง เช่นฉากที่ Tony Stark ต้องพยายามหาเก็บเศษส่วนชุดเกราะมาใส่ในขณะที่กองทัพหุ่นยนตร์กำลังโจมตี หรือตอนที่ต้องหลบหนีการจับกุมของ AIM ในฐานะตัวละครใหม่ Kamala Khan (หรือ Ms. Marvel) ซึ่งน่าจะเติมเต็มความฝันวัยเด็กของผู้เล่นหลายๆ คนไปได้สบายๆ เนื้อเรื่องของเกม Marvel's Avengers จะติเริ่มต้นขึ้นที่การสลายตัวของกลุ่ม Avengers หลังโศกนาฏกรรม 'A-Day' เมื่อยานรบ Helicarrier ลำใหม่ล่าสุดของกลุ่มระเบิดขึ้นกลางเมือง San Francisco นำไปสู่การเสียชีวิตของกัปตันอเมรีกา และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเมือง นอกจากนี้ สาร Terrigen ที่ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงของยานยังถูกแผ่กระจายออกไปทั่ว ทำให้ผู้คนธรรมดาหลายคนที่สูดดมสารเข้าไปได้รับพลังพิเศษขึ้นมาอย่างปริศนา โดยเหล่าผู้ที่ได้รับพลังพิเศษเหล่านี้ถูกเรียกว่า 'Inhuman' (อมนุษย์) ภายในช่วงเวลาอันโกลาหลนั้น องค์กรวิทยาศาสตร์ปริศนาที่เรียกตัวเองว่า AIM ก็ได้เสนอตัวขึ้นเพื่อดูแลความเรียบร้อย พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะกำจัด "โรค Inhuman" ให้สิ้นซาก แน่นอนว่าเจตนาของ AIM ไม่ได้สวยหรูเท่ากับที่กล่าวมาทั้งหมด โดยเด็กสาว Inhuman ที่ชื่อว่า Kamala Khan ได้รับทราบถึงความจริงเบื้องหลังองค์กร ทำให้เธอตัดสินใจออกเดินทางเพื่อรวบรวมกลุ่ม Avengers กลับมาอีกครั้ง และหยุดยั้งแผนการอันน่ากลัวของ AIM พูดกันตามตรงว่าเนื้อเรื่องของเกม Marvel's Avengers ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะแค่จากที่เล่ามาก็เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะพอเดาได้แล้วว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร และจบอย่างไร ซึ่งสำหรับผู้เขียนก็ไม่ได้มองว่าเป็นจุดอ่อนซะทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องของเกมก็ถือว่าสร้างมาเพื่อตอบโจทย์แฟนๆ ของจักรวาล Marvel เต็มที่ และก็ยังสนุกชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบไม่เสื่อมคลาย (บอกเลยว่ามี Easter Egg จากหนัง Marvel ให้ควานหากันมากมาย) ต้องกล่าวชมทีมเขียนบทและนักแสดง/นักพากย์เสียงทุกคน ที่ช่วยทำให้โลกและตัวละครของเกมมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากในภาพยนตร์ โดยเฉพาะตัวละคร Kamala และ Bruce Banner (ให้เสียงโดย Troy Baker) ตัวเอกหลักสองตัวของเรื่อง ที่ช่วยทำให้เนื้อเรื่องมี "น้ำหนักทางอารมณ์" ในระดับที่ผู้เขียนเองยังคาดไม่ถึงเลย ไม่มีฮีโร่คนไหนที่ไร้เทียมทาน พูดถึงข้อดีกันไปซะเยอะ มาพูดถึงสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเกมกันบ้างดีกว่า (เดี๋ยวจะหาว่าไม่แฟร์) อย่างแรก แม้ว่าระบบต่อสู้โดยรวมของเกมจะทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก แต่ในหลายๆ จังหวะ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เล่นกับผู้เล่นคนอื่นเต็มทีม 4 คน ความสนุกของเกมก็ถูกบดบังโดยแสงสีเอฟเฟกต์มากมายของเกมเองเช่นกัน ทั้งเอฟเฟกต์การโจมตีของผู้เล่นแต่ละคนและของศัตรูนับสิบๆ ชีวิตในด่าน ไปจนถึงเศษซากของสิ่งของในฉากที่ปลิวว่อนไปมาพร้อมๆ กับการโจมตีเหล่านั้น ที่แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสริมอารมณ์ "ฮอลลีวู้ด" ของเกมได้ดี แต่บางครั้งก็มากเกินงามไปซะหน่อยจนทำให้เล่นเกมไม่ค่อยรู้เรื่องได้เหมือนกัน ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เกมเปิดให้ทดลองเล่นเบต้าครั้งแรก ก็ต้องถือว่าผู้พัฒนาได้ปรับปรุงเรื่องเอฟเฟกต์ไปแล้วพอสมควรเมื่อเทียบกับช่วงเบต้า ทำให้รู้สึกว่ายังพอมีหวังว่าผู้พัฒนาอาจจะสามารถออกอัพเดทมาแก้จนได้ในอนาคต ต่อมาคือเรื่องการนำเสนอของเกม ที่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ทั้งการออกแบบตัวละครที่ออกจะธรรมดาๆ เมื่อเทียบกับเกมในจักรวาล Marvel ก่อนหน้านี้อย่าง Marvel's Spider-man หรือกับเกมในจักรวาล DC ทั้ง Arkham และ Injustice แถมแม้ว่าจะมีระบบ RPG ให้สวมใส่ไอเทมได้ แต่ไอเทมเหล่านี้กลับไม่ได้ส่งผลต่อหน้าตาของตัวละครเลย โดยหน้าตาของตัวละครจะต้องเปลี่ยนทั้งตัวแบบเป็น Skin เท่านั้นอีกด้วย แม้ว่าสกินหลายอันจะสามารถหาได้จากการทำภารกิจในเกม แต่ส่วนใหญ่ๆ (แน่นอนว่ารวมไปถึงสกินระดับสูงๆ ที่มักจะเท่ที่สุด) จะต้องใช้เงินในเกมจำนวนเยอะมากๆ ซื้อเอา หรือไม่ก็เติมเงินเอา ทำให้เกมขาดความสนุกของการ "ตกแต่งตัวละคร" ที่มีอยู่ในเกม RPG แนวเดียวกันเกมอื่นๆ ไปซะอย่างนั้น อาจไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบในขณะนี้ แต่ Marvel's Avengers ก็ถือเป็นเกมที่นำเสนอประสบการณ์ของการเป็นฮีโร่ Marvel ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังมีเกมเพลย์ที่สนุกและท้าทายกว่าที่หลายคนน่าจะคาดเดาเอาไว้ สำหรับคนที่ใฝ่หาความรู้สึกของการได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาล Marvel นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คุณได้ในขณะนี้ ยิ่งถ้าหาเพื่อนมาเล่นด้วยกันได้ บอกเลยว่าโคตรมันส์! [penci_review id="65357"]
03 Sep 2020
Ubisoft Forward ครั้งต่อไป จะมาในวันที่ 10 กันยายน 2020 นี้!
เรียกได้ว่าเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยครับ จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เคยมีข้าวออกมาว่าตัวงาน Ubisoft Forward ครั้งที่ 2 ของปีนี้จะมาในช่วงเดือนกันยายน โดยล่าสุดได้มีการประกาศออกมาแล้วว่า ตัวงานครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 10 กันยายน 2020 นี้เวลา 12.00 PM PT หรือ 2.00 AM ของวันที่ 11 กันยายน 2020 ตามเวลาบ้านเราครับ! ทาง Ubisoft ได้มีการปล่อยวิดีโอใหม่บอกใบ้สั้นๆ ว่าเราจะได้เห็นอะไรบ้างในงานครั้งนี้ ซึ่งเท่าที่ดูจากวิดีโอแล้ว งานในครั้งนี้น่าจะโฟกัสไปที่ Watch Dogs: Legion, Hyper Scape, กับ Rainbow Six Siege แน่นอนว่าน่าจะมีการพูดถึงเกมอื่นๆ ที่กำลังจะมีอัปเดต หรือวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ด้วย หนึ่งในนั้นคือ Far Cry 6 ที่ต้องยอมรับเลยว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับเกมนี้น้อยมากตอนนี้ครับ Ubisoft Forward ครั้งต่อไปจะมาในวันที่ 11 กันยายน 2020 ตอน 2.00 AM ตามเวลาบ้านเราครับ Credit: VG247
03 Sep 2020
Beta Review: 3 จุดแข็ง (และ 3 จุดอ่อน) จากเบต้าเกม Marvel's Avengers
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 21-23 สิงหาคม) ทางผู้พัฒนา Crystal Dynamics และผู้จัดจำหน่าย Square Enix ก็ได้เปิดให้แฟนเกมทั่วโลกได้มีโอกาสเข้าไปทดลองเล่นเกมแอคชั่น RPG จากแฟรนไชส์ดัง Marvel's Avengers กันเรียบร้อยแล้ว โดยภายในเดโมได้มีการเปิดให้เล่นกันทั้งภารกิจเนื้อเรื่องของเกมมากมาย ที่จะเล่นได้เพียงคนเดียว ไปจนถึงภารกิจ Co-op ขนาดใหญ่ที่ให้ผู้เล่นร่วมมือกันเองเพื่อพิชิตศัตรูด้วยกันหลายด่าน ทางทีมงาน GameFever เองได้มีโอกาสเข้าไปทดลองเล่นเกมมาแล้วในเบต้าทั้ง 3 ครั้ง และก็มีความเห็นมากมายเกี่ยวกับเกม ที่อยากจะเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน แต่เพราะบทความนี้ไม่ใช่การรีวิวเกมเต็มๆ เราจึงจะเน้นไปที่ข้อดี-ข้อเสียที่เรามองเห็นเฉพาะในเบต้ามาไล่ให้อ่านกันเป็นข้อๆ ไปเลย ให้ทุกคนสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่าเกมนี้จะเหมาะกับคุณหรือไม่ ว่าแล้วก็อย่ามัวพูดมากกันอยู่เลย เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า! Marvel's Avengers เป็นเกมแบบไหนกันแน่? เกม Marvel's Avengers เป็นเกมแนวแอคชั่น RPG ที่เปิดให้บริการแบบ 'Live Service' ที่มีโครงสร้างคล้ายกับเกมอย่าง Destiny / The Division / Anthem ที่หลักๆ แล้วจะเน้นการให้ผู้เล่นเลือกเล่นภารกิจหลากหลายชนิดจากฐานทัพกลาง ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปยังแผนที่นั้นๆ มากกว่าจะเป็นเกม Open World ที่สามารถเดินทางไปมาระหว่างพื้นที่ต่างๆ ในเกมได้ เมื่อเลือกภารกิจได้แล้ว ผู้เล่นก็จะต้องเลือกตัวละครฮีโร่ที่อยากเล่น โดยในเบต้าจะเปิดให้เลือกเล่นได้เพียง 4 ตัวเท่านั้น ประกอบไปด้วย The Hulk, Black Widow, Ms. Marvel, และ Iron Man ซึ่งแต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์และวิธีเล่นที่แตกต่างกันพอสมควร และในเกมเต็มๆ ยังจะมีฮีโร่จากจักรวาล Marvel เพิ่มเข้ามาอีกเรื่อยๆ ด้วย ในระหว่างทำภารกิจ ผู้เล่นก็จะได้รับไอเทมของสวมใส่ชนิดต่างๆ ที่สามารถสวมใส่เพื่อเพิ่มความสามารถของตัวละครฮีโร่ได้ ซึ่งไอเทมเหล่านี้ก็จะมีระดับพลัง Power Level ติดมาด้วยในลักษณะเดียวกับเกม Live Service อื่นๆ ที่เห็นอยู่ทั่วไป ที่เน้นให้ผู้เล่นออกไปทำภารกิจเดิม ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มค่า Power Level ของฮีโร่ และทำให้สามารถเข้าถึงภารกิจที่ยากขึ้นไปได้เรื่อยๆ เอาล่ะ ในเมื่อเราเริ่มเห็นภาพตรงกันแล้วว่าเกม Marvel's Avengers เป็นเกมแบบไหน คราวนี้มาไล่ดูสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นข้อดี-ข้อเสียของเกม (อย่างน้อยเท่าที่เห็นในเบต้า) กันเลยดีกว่า จุดแข็ง: ประสบการณ์ "ฮีโร่ Marvel" ที่ใฝ่ฝัน ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ Marvel ตลอดมากกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนเติบโตมากับภาพวีรกรรมสุดเท่ของเหล่าฮีโร่ Marvel ทำให้เกม Marvel's Avengers ต้องทำงานหนักเพื่อมอบ "ประสบการณ์" เหล่านั้นให้กับผู้เล่น ให้แต่ละคนรู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้าไปรับบทเป็นฮีโร่เหล่านั้นจริงๆ ซึ่งในจุดนี้ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เกม Marvel's Avengers สามารถมอบให้กับผู้เล่นได้จริงๆ (แม้อาจจะไม่ใช่ตลอดเวลาที่เล่นเกมอยู่) ผ่านกราฟิกและการออกแบบเอฟเฟกต์พิเศษและท่าโจมตีของฮีโร่แต่ละตัวด้วย ในระหว่างการเล่น โดยเฉพาะการเล่นโหมด Co-op รูปแบบต่างๆ กับเพื่อนฝูง มักจะพบกับจังหวะเท่ๆ เหมือนในหนังได้ไม่ยาก ผู้เขียนในฐานะ The Hulk อาจจะเริ่มฉากต่อสู้ด้วยการกระโจนเข้าใส่กลุ่มศัตรู ก่อนที่เพื่อนที่เล่นเป็น Iron Man จะเหินฟ้าข้ามหัวไปยิงเลเซอร์ใส่ศัตรูระลอกสองที่กำลังวิ่งมาสมทบ พร้อมกับเห็นเพื่อนอีกคนที่เล่น Black Widow อยู่ตรงมุมจอ กำลังปลิดชีพศัตรูอีกตัวด้วยท่า Takedown สุดเท่ราวกับหลุดมาจากในหนัง มันให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่ Avengers ที่กำลังร่วมแรงกันต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ ราวกับฉากในภาพยนตร์อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับแฟนๆ ที่ต้องการจะสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกัน บอกเลยว่าคุณกับเพื่อนๆ จะไม่ผิดหวังแน่นอน ความหลากหลายของฮีโร่ แม้ในเบต้าจะมีตัวละครให้ทดลองเล่นอยู่แค่ 4 ตัวเท่านั้น แต่ตัวละครแต่ละตัวก็มีความสามารถและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไปพอสมควร ตั้งแต่ท่วงท่าการโจมตี วิธีการเคลื่อนที่ หรือความสามารถติดตัว และทำให้การสลับเล่นฮีโร่ไปเรื่อยๆ ช่วยทำให้เกมมีความหลากหลายมากขึ้นพอสมควรด้วย ยกตัวอย่างเช่นตัวละคร The Hulk เป็นต้น ตัวละครตัวนี้จะเน้นการเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเป็นหลัก และตัวละครจะสามารถเกาะพื้นผิวหรือกำแพงตามฉากเพื่อดีดตัวเองให้กระโดดสูงและไกลกว่าเดิมได้ ต่างจาก Iron Man ที่จะใช้วิธีบินเอา หรือ Ms. Marvel ที่จะยืดแขนไปจับพื้นผิวต่างๆ และเหวี่ยงตัวไปข้างหน้า (คล้ายๆ Spider-man) และในขณะที่ตัวละครบางตัวจะมีความสามารถในการหลบหลีกหรือป้องกัน แต่ The Hulk จะเน้นการบู๊แหลก และเพิ่มเลือดด้วยการสร้างความเสียหายใส่ศัตรูเป็นหลักแทน ซึ่งก็จะต่างจากตัวละครอย่าง Black Widow มากๆ ที่ดูจะเน้นการโจมตีจากระยะไกลด้วยอาวุธปืนของเธอ และใช้ความคล่องแคล่วว่องไวในการเอาตัวรอดแทนการแลกหมัดกับศัตรูตรงๆ เหมือน The Hulk  เป็นต้น ความแตกต่างระหว่างฮีโร่แต่ละตัว อาจจะเรียกว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นกับเกมนี้มากที่สุดแล้วก็ว่าได้ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าฮีโร่ตัวอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เปิดให้เล่นจะแตกต่างกันแค่ไหน แต่ถ้าผู้พัฒนาสามารถทำให้ฮีโร่แต่ะละตัวรู้สึกแตกต่างกันได้จริงๆ ก็คงจะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มอายุขัยของเกมได้อีกมากทีเดียว เนื้อหาหลากหลาย ให้เกมเมอร์ทุกสายมีอะไรทำ จากสองข้อที่กล่าวมา และด้วยรูปแบบของเกมที่มีลักษณะเป็น 'Live Service' กึ่งๆ เกมออนไลน์ด้วยนั้น อาจจะทำให้หลายคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวคราวของเกม คิดกันไปว่าเกมอาจจะจำเป็นต้องเล่นกันหลายคนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เกม Marvel's Avengers ก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่อาจจะชอบการเล่นคนเดียวมากกว่า สามารถสนุกไปกับเกมได้ ผ่านภารกิจเนื้อเรื่องหลักและเนื้อเรื่องเสริมประจำตัวละครนั่นเอง ข้อดีของภารกิจเนื้อเรื่อง (หรือเนื้อเรื่องเสริมประจำตัวละคร) เหล่านี้ มักจะบังคับให้เรารับบทเป็นฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่งเพื่อผ่านด่านด้วยตัวคนเดียว โดยในแต่ละภารกิจมักจะมีฉากที่ออกแบบมาเพื่อให้ฮีโร่ตัวนั้นๆ สามารถแสดงออกถึงศักยภาพประจำตัวได้อย่างเต็มที่ อย่างในเบต้า ผู้เล่นจะได้พบกับภารกิจเนื้อเรื่องที่ได้รับบทเป็น The Hulk หลายฉาก ซึ่งในฉากเหล่านี้มักจะปล่อยศัตรูตัวเล็กๆ ออกมาเป็นปริมาณมาก ต่างจากในภารกิจที่เล่นหลายคน ที่เกมมักจะปล่อยศัตรูคละชนิดกันออกมา เพื่อให้เราสามารถกระโดดเข้าไปอาละวาดให้สมกับเป็น The Hulk จริงๆ เป็นต้น แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าภารกิจทั้งหมดในเกมจะออกแบบมาได้ดีเท่ากันหมดหรือไม่ แต่ถ้าใช้ภารกิจที่เล่นในเบต้าเป็นตัววัดแล้วล่ะก็ ภารกิจเนื้อเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นหนึ่งในจุดเด่นของเกมได้เลยสบายๆ จุดอ่อน: *หมายเหตุ: ก่อนจะเริ่มพูดถึงจุดอ่อนของเกมกัน อยากจะย้ำกันอีกซักครั้งว่าทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนที่อ้างอิงจากการเล่นช่วงเบต้าเท่านั้น และอาจจะไม่ได้เป็นประเด็นเลยก็ได้เมื่ออยู่ในเกมจริง* ระบบการพัฒนาตัวละครแยกตามฮีโร่ อย่างที่อธิบา่ยไปข้างต้น เกม Marvel's Avengers จะใช้ระบบการพัฒนาตัวละครสองแบบหลักๆ ก็คือเลเวลของตัวละคร ที่จะสามารถปลดล๊อคแต้มสกิลเพื่อพัฒนาความสามารถ และระบบ Power Level ของตัวละคร ที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการสวมใส่ไอเทมที่มีค่าพลังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ (ก็คือระบบ Gear Score นั่นแหละ) ซึ่งว่ากันตามตรงก็เป็นระบบที่ค่อนข้างจะมาตรฐานสำหรับเกมแนวเดียวกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เกม Marvel's Avengers เป็นปัญหาขึ้นมาคือเกมทำให้การพัฒนาตัวละครแต่ละคัวจำเป็นต้องทำแยกกัน หมายความว่าถ้าหากผู้เล่นคนหนึ่งเริ่มเล่นตัวละคร Iron Man มาตั้งแต่ต้นเกม และนึกอยากจะเปลี่ยนไปเล่นเป็น The Hulk บ้าง ก็ต้องเริ่มเก็บเลเวลและไอเทมทั้งหมดใหม่ตั้งแต่เลเวล 1 ทันที ในขณะที่เกมอย่าง Destiny หรือ The Division จะเปิดให้ผู้เล่นสามารถส่งต่ออาวุธและชุดเกราะจากตัวละครหลัก ไปยังตัวละครตัวอื่นๆ ในไอดีได้ทันที เพื่อให้ตัวละครนั้นๆ สามารถกระโดดเข้าไปเล่นคอนเทนต์ระดับสูงได้เลย แต่ระบบดังกล่าวกลับไม่มีอยู่ในเกม Marvel's Avengers และทำให้การเปลี่ยนตัวละครแต่ละครั้งในเกมกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะหมายความว่าจะต้องย้อนกลับไปทำภารกิจระดับเริ่มต้นใหม่หมดอีกครั้ง เพื่อค่อยๆ เก็บเลเวลและ Power Level ของฮีโร่ใหม่ให้ทันฮีโร่ตัวเดิม ทำให้ผู้เล่นบางคนอาจจะไม่ค่อยรู้สึกอยากจะเปลี่ยนเล่นฮีโร่หลายๆ ตัว เพราะขี้เกียจไล่เก็บเลเวลใหม่ แต่การจะยึดใช้ตัวละครตัวเดียวทั้งเกมก็เป็นไปได้ยาก เพราะเกม Marvel's Avengers จะไม่อนุญาติให้ผู้เล่นในห้องเดียวกันเลือกใช้ฮีโร่ตัวเดียวกันด้วย (เช่นถ้ามีคนเลือก Iron Man ไปแล้ว คนอื่นๆ ก็จะเลือกไม่ได้) ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายๆ เมื่อผู้เล่นไม่สามารถเลือกเล่นฮีโร่ที่เขาถนัดหรือเก็บเลเวลมาแล้วได้เพราะคนอื่นเลือกไปแล้ว ปัญหานี้อาจจะผ่อนคลายลงไปบ้างในเกมเต็มเมื่อมีฮีโร่ให้เลือกเล่นหลายตัว หรือสำหรับคนที่มีกลุ่มเพื่อนคอยเล่นด้วยกันประจำ แต่สำหรับคนที่เล่นคนเดียวผ่านระบบ Matchmaking อาจจะต้องลุ้นหน่อยว่าคนอื่นๆ จะเล่นฮีโร่ตัวเดียวกับเราไหม แสง สี เกินพอดี ทำให้มองไม่ค่อยเห็นอะไรในจอ แม้ว่าผู้เขียนจะกล่าวชมการออกแบบเอฟเฟกต์พิเศษของเกมไปในข้างต้น ว่ามีส่วนทำให้เกมสามารถสร้างประสบการณ์อันดุเดือดร้าวใจราวกับหลุดมาจากหนัง Marvel ก็ไม่ปาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าก็มีอีกหลายๆ จังหวะเหมือนกัน ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเอฟเฟกต์อันอลังการของเกม ตั้งแต่แรงระเบิด หรือคลื่นพลังต่างๆ นาๆ ทั้งของฮีโร่และของศัตรู ในบางจังหวะก็อาจจะเกินพอดีไปซะหน่อย ทำให้มองอะไรไม่ค่อยเห็นเลย ผลที่ตามมา แน่นอนว่าองค์ประกอบด้านการนำเสนอของเกมย่อมได้รับผลกระทบ อย่างเช่นท่าทางการปลิดชีพศัตรูเท่ๆ ที่อาจจะไม่ได้เห็นไป แต่ในส่วนของเกมเพลย์ก็มีผลเช่นกัน เพราะหมายความว่าเราจะไม่สามารถป้องกันหรือหลบหลีกการโจมตีของศัตรูได้เพราะมองไม่เห็นไปด้วย ทำให้ในบางจังหวะการเล่นเกมทำได้แค่กดโจมตีย้ำๆ รัวๆ ไปแทนเพราะมองอะไรไม่เห็น แถมเมื่อกราฟิกเต็มจอ เกมยังมักจะเกิดอาการกระตุกหรือแล๊คขึ้นมาได้อีกด้วย ซึ่งก็ส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นโดยตรงเลย ยิ่งเมื่อเล่นกับเพื่อนเต็มทีม 4 คน บอกเลยว่าตาลายเลยทีเดียว ทำให้ผู้เขียนและเพื่อนๆ มักจะแยกกันไปสู้กับศัตรูคนละมุมเพราะสู้กันรู้เรื่องกว่า แต่ก็ทำให้ไม่ค่อยได้อารมณ์การเล่น Co-op ร่วมกันเท่าไหร่ และทำให้ไม่ได้เห็นจังหวะรวมทีมเท่ๆ เหมือนในหนังด้วย ภารกิจไม่น่าสนใจ เสี่ยงเบื่อเร็ว แม้จะกล่าวไปข้างต้นว่าเกม Marvel's Avengers จะมีภารกิจให้ทำหลายแบบ ตั้งแต่ภารกิจเล่นคนเดียวที่เน้นเนื้อเรื่อง ไปจนถึงภารกิจ Multiplayer อันหลากหลาย ตั้งแต่การฝึกซ้อมการต่อสู้ขนาดเล็กในห้อง HARM Room ไปจนถึงการทำภารกิจยาวๆ อย่าง Drop Zone หรือ War Zone ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีจริงๆ ที่เกมสามารถรองรับแนวทางการเล่นที่หลากหลายได้ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเนื้อหาภายในภารกิจแต่ละประเภท ดูจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่เลย แม้จะพอเข้าใจได้ถ้าภารกิจสั้นๆ อย่าง HARM Room จะไม่ได้มีลูกเล่นอะไร แต่กับภารกิจอย่าง War Zone ที่มีความยาวกว่าภารกิจทั่วไป กลับมีความตรงไปตรงมามากๆ นอกเหนือจากการต่อสู้กับศัตรูเป็นกลุ่มๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีภารกิจย่อยๆ หรือพัซเซิ่ลระหว่างด่าน ต่างจากภารกิจแบบ Raid ในเกมอย่าง Destiny ที่มักจะมีลูกเล่นแปลกๆ หรือมีฉากกระโดด Platforming ให้ทำเพื่อขั้นระหว่างฉากต่อสู้ แม้ในภารกิจ War Zone จะมีการแทรกภารกิจเล็กๆ อย่างการกดสวิตช์เพื่อเปิดประตู แต่ก็ไม่ได้น่าสนใจหรือท้าทายอะไรเลย ทำให้การเล่น War Zone วนๆ ซ้ำๆ อาจจะน่าเบื่อไปได้เหมือนกัน ที่สำคัญ แม้การเปลี่ยนแปลงตัวฮีโร่จะทำให้การต่อสู้แตกต่างกันไปบ้าง แต่ภารกิจย่อยในด่านก็จะยังเหมือนเดิม อาจจะทำให้ผู้เล่นบางส่วนรู้สึกเบื่อกับภารกิจซ้ำซากของเกมไปซะก่อนจะได้ลองเล่นฮีโร่ทุกตัว ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการทดลองเล่นกับเอกลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัว อาจจะเป็นองค์ประกอบที่ผู้เขียนชอบเป็นอันดับต้นๆ ในเกมนี้ กล่าวโดยสรุป ในตอนนี้ก็คงได้แต่บอกว่าเกม Marvel's Avengers ถือเป็นเกมที่น่าจับตามองแน่นอน ทั้งในแง่ของแฟรนไชส์ที่นำมาสร้าง รวมไปถึงระบบเกมเพลย์ ที่แม้ว่าอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็สร้างมาได้อย่างใส่ใจ และมีระบบการเล่นที่รองรับผู้เล่นหลากหลายแบบอีกด้วย คงต้องรอดูกันต่อไปว่าพอเกมตัวเต็มวางจำหน่ายในวันที่ 4 กันยายนนี้ จะเป็นอย่างไรจ้า!
24 Aug 2020
ย้อนประวัติศาสตร์เกมแนว MOBA สังเวียน Battle Arena ที่ได้รับความนิยมไม่เคยเสื่อมคลาย
Multiplayer Online Battle Arena หรือเรียกชื่อย่อว่า MOBA หนึ่งในแนวเกมที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าหลายๆ คนอาจจะมองว่ามันเป็นแนวเกมที่ใหม่กว่าเกมอย่าง FPS หรือ RTS ก็ตาม แต่อายุอานามของมันก็มากกว่า 30 ปีมาแล้วไม่แพ้เกมแนวอื่นๆ เลยทีเดียว แต่มันอาจจะพึ่งได้รับความนิยมและให้นิยามเรียกมันว่า MOBA เมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง จุดเริ่มต้นของเกมแนวนี้ก็ต้องขอย้อนกลับไปในปี 1989 เลยทีเดียว โดยในประวัติศาสตร์ได้มีวิดีโอเกมตัวหนึ่งที่มีแนวการเล่นคล้ายๆ กับสิ่งที่เรียกว่า MOBA นั่นก็คือเกม Herzog Zwei บนเครื่อง Mega Drive ที่เป็นเกมแนวยานยิงที่เราจะได้บังคับยูนิตหนึ่งตัวโจมตีฝ่ายตรงข้าม จนเวลาผ่านไปถึงปี 1998 ก็ได้มีเกมต่อสู้มุมมอง Third Person Shooting อย่าง Future Cop: LAPD ก็ได้มีโหมดหนึ่งที่ชื่อว่า Precinct Assault ที่เกมเพลย์จะเป็นการที่ผู้เล่นจะเริ่มต้นจากฐานแรกและค่อยๆ ยึดป้อมปราการให้ได้ทั่วแผนที่เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม รวมถึงยังมีการซื้อและปล่อยสมุนออกมาโจมตี รวมถึงเกมนี้ยังรองรับการเล่นแบบ Multiplayer อีกด้วย แต่ทว่า Future Cop: LAPD ถึงแม้ว่าจะได้คำวิจารณ์ไปในทางที่ค่อนข้างดี แต่เนื่องจากยอดขายของเกมนี้ไม่ได้มียอดที่สูงนักราวๆ 2 แสนชุด ทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่ได้รู้จักเกมนี้มากเท่าไร แต่สิ่งที่ทำให้หลายๆ คนพูดถึงเกมแนวนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องราวของเกม StarCraft หนึ่งในเกม RTS ชื่อดังของทางค่าย Blizzard Entertainment ที่วางจำหน่ายในปีเดียวกัน ซึ่งตัวเกมนี้ได้มีระบบหนึ่งที่เรียกว่า StarEdit ที่จะให้ผู้เล่นนั้นสร้างแผนที่และกำหนดกฏการเล่นด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ โดยมีพื้นฐานการบังคับอ้างอิงจากเกมหลัก และมีผู้สร้างคนหนึ่ง (Modder) นามว่า Aeon64 ได้ทำการสร้างแผนที่ที่ชื่อว่า Aeon of Strife (AoS) โดยพยายามสร้างเกมเพลย์ที่คล้าคลึงกับโหมด Precinct Assault จากเกม Future Cop: LAPD โดยการที่เรานั้นจะได้บังคับฮีโร่สุดแกร่งต่อสู้ในกันใน 3 เลน ซึ่งตัวแผนที่นี้ก็ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก "จุดเริ่มต้นสู่ความยิ่งใหญ่" ในปี 2002 ทาง Blizzard Entertainment ได้ทำการปล่อยเกม RTS ตัวใหม่อย่าง Warcraft III: Reign of Chaos ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในระบบที่ได้รับความนิยมอย่างระบบสร้างแผนที่ด้วยตัวเองก็ยังนำเข้ามาสู่ในเกมนี้เช่นกันโดยใช้ชื่อว่า Warcraft III: World Editor จนมี Modder คนหนึ่งนามว่า Eul ก็ได้นำเอาโหมด Aeon of Strife มาดัดแปลงลงให้กับเกม  Warcraft III: Reign of Chaos พร้อมทั้งยังเปลี่ยนชื่อโหมดนี้ให้กลายเป็นเกม Defense of the Ancients หรือเรียกย่อๆ ว่า DotA อย่างที่เรารู้จักกัน โดยทาง Eul นั้นได้ลดความซับซ้อนในการเล่นจากเกม Aeon of Strife เป็นอย่างมาก แต่พอสร้างไปได้ซักพักตัวเขาเองก็ถอนตัวจากโปรเจกต์นี้และไม่ได้มีใครมาเป็นผู้สืบทอดแบบชัดเจน ทำให้แผนที่ DotA ถูกสร้างออกมาหลากหลายมาก แต่เมื่อเกม Warcraft III ได้เข้ามาสู่ในบท Warcraft III: The Frozen Throne ก็ได้มี Modder รายหนึ่งนามว่า Meian ได้สร้างแผนที่ DotA ตัวหนึ่งโดยเอาฮีโร่ของเกมนี้หลายๆ เวอร์ชั่นมารวมกัน และตั้งชื่อภาคว่า DotA: Allstar นั่นเอง และในเวลาอีกไม่กี่เดือนคนที่สืบทอดโปรเจกต์นี้ต่อก็คือ Steve "Guinsoo" Feak และชายคนนี้ก็ทำให้เกม DotA นั้นโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวของ Guinsoo นั้นได้ดูแลโปรเจกต์ DotA: Allstar อยู่ราวๆ 1 ปีเขาเองนั้นก็ได้ลาออกและทิ้งโปรเจกต์ส่งต่อให้กับทาง Modder ที่ชื่อว่า Neichus เพียงแต่เขานั้นไม่มีความรู้ในการสร้างโหมดนี้มากพอจึงได้ไปดึงคนๆ หนึ่งมาทำแทน ซึ่งคนๆ นี้ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญต่อเกมแนวนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็คือ Icefrog หลังจาก Icefrog เข้ามาตัวเขานั้นได้ทำการเปลี่ยนแปลงโหมดนี้ครั้งใหญ่ เพิ่มกลไกของเกมให้ซับซ้อนและเกมเพลย์ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่ง DotA: Allstar ถือว่าเป็นแผนที่ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยใน Forum ของแผนที่นี้มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนและโหมดนี้ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับเกม MOBA แนวอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย รวมถึงในปี 2009 ทางบริษัทเจ้าของร้านค้า Steam อย่าง Valve เองก็ได้ดึงทาง Ice Frog เข้ามาร่วมงานโปรเจกต์ Dota 2 และปล่อย Beta ออกมาให้เล่นในช่วงปี 2010 และโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากความสำเร็จของเกม DotA: Allstar ก็ได้มีเกมแนว Multiplayer Online Battle Arena ออกมาให้เห็นกันมากมาย อย่างเช่น Minions เกม Flash ของทางบริษัท The Casual Collective ที่เราจะสามารถบังคับรถถังตะลุยฝ่าศัตรูเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือจะเป็นเกมที่ดังอยู่ชั่ววูปและหายไปแบบว่องไวอย่าง Demigod(2009) ที่จัดว่าเป็นเกม MOBA ภาพสวยมากๆ ในตอนนั้น แต่เนื่องจากเกมเพลย์ที่ซ้ำๆ บวกกับตัวฮีโร่ให้เล่นน้อย มันก็ทำให้เกมนี้ถูกลืมได้ง่าย ต้องบอกเลยในช่วงนั้นมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการจะหาเกม MOBA ตัวอื่นๆ มางัดให้ทัดเทียมพระเจ้าอย่าง DotA ได้ แต่สุดท้ายแล้วต่อให้เป็นพระเจ้าก็เถอะ ท่านก็สามารถสั่นคลอนและโดนตอกหน้าได้เหมือนกัน เพราะในปีเดียวกันกับที่เกม Demigod ออกนั้น มีเกม MOBA ตัวหนึ่งที่มีเกมการเล่นที่ฉีกเกม DotA ไปอย่างสิ้นเชิง อะไรที่เกมต้นแบบไม่เน้น พวกเขาเน้นเป็นพิเศษอย่างเช่นเกมเพลย์ที่เน้นการใช้สกิลเป็นหลักแม้ว่าจะเล่นตำแหน่งใดๆ ต่างจาก DotA ที่เน้นการโจมตีกายภาพเยอะ หรือจะเป็นระบบพุ่มไม้ล่องหนที่สร้างความยึดหยุ่นให้ผู้เล่น ใช่แล้วครับเกมที่ผมว่านั่นก็คือ League of Legends (LoL) โดยผู้ที่สร้างเกม League of Legends เองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือหนึ่งในบุคลากรที่เคยร่วมโปรเจกต์ DotA ในอดีตอย่าง Steve "Guinsoo" Feak นั่นเอง ซึ่งเกมนี้ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะตัวเกมนั้นมีความเข้าถึงง่ายและด้วย Artwork ของเกมก็ค่อนข้างถูกจริตกับคนทุกเพศทุกวัย โดยในปี 2011 เกม League of Legends สะสมยอดผู้เล่นมากถึง 32.5 ล้านคน และมีผู้เล่น 11 ล้านคนต่อเดือน มีผู้เล่น 4 ล้านคนต่อวัน มันเลยทำให้ LoL กลายเป็นเกมที่มีผู้เล่นมากที่สุดในโลกโดยปริยาย  ในทุกวันนี้เกม MOBA ถือว่าเป็นเกมที่ผู้คนให้ความนิยมที่สุดทั่วโลก มีการจัดการแข่งขันของเกมยักษ์ใหญ่ทั้งสองอย่าง Dota 2 และ League of Legends หรือจะมีเกม MOBA ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาและดับลงไปมากมายอาทิ Heroes of Newerth (HON), Smite หรือจะเป็นเกม Paragon (ทั้งสามเกมดับไปหมดแล้ว) รวมถึงยังมีการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มในการเล่นให้กลายเป็นเกมมือถืออย่างที่ฮิตๆ กันทุกวันนี้ก็คือ Arena of Valor (RoV), Mobile Legends Bang Bang หรือเกมดังอย่าง League of Legends ก็ยังจะลงมาสู้ในตลาดนี้อีกด้วยเกม League of Legends: Wild Rift  MOBA คือหนึ่งแนวเกมที่ส่วนตัวมองว่ามันค่อนข้างขลังค์และอาจจะไม่มีวันตายเลยก็ว่าได้ เพราะลองมองดีๆ เกมแนวนี้มันได้รับความนิยมมามากกว่า 20 ปี และยังมิวายว่าจะหยุดความนิยมไปแต่อย่างใด เพียงแต่มันอาจจะมีเกมเก่าที่ดับไป และมีเกม MOBA ตัวใหม่ การเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจเข้ามาแทนนั่นเอง
14 Aug 2020
10 กลยุทธ์เพื่อชัยชนะในเกม Fall Guys: Ultimate Knockout
เกมใหม่มาแรงไม่ใช่น้อยเลยครับอย่างเกม Fall Guys: Ultimate Knockout เกมที่เน้นเล่นกับผู้เล่นคนอื่นๆ โดยจะมีโหมดต่างๆ มากมายให้เราเอาชนะ ซึ่งต้องแข่งขันกับผู้เล่นมากสูงสุดถึง 60 คน! แล้วเราจะเอาชนะยังไง? อุปสรรคยากแค่ไหน? วันนี้ผมมี 10 เคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถเอาชนะผู้เล่นคนอื่นๆ และคว้าอันดับที่ 1 มาครองครับจะมีวิธีอะไรบ้างมาดูกัน. 1.ช้าๆ แต่ชนะแน่นอน ถึงแม้ว่าผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกจะได้รับรางวัลในการอัพเลเวลได้เร็วขี้น แต่ในระหว่างที่เราอยู่ในการแข่งขันนั้นควรมุ่งเน้นไปที่การหาทางเอาตัวรอดจากอุปสรรคต่างๆ อย่างมีสติ เช่น ต้องไม่รีบร้อนเกินไปบางครั้งพอเรารีบแข่งกับคนอื่นอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นไม่ว่าจะจากการกะเวลากระโดดที่ผิดพลาด การถูกผู้เล่นคนอื่นจับโยน ดังนั้นตราบใดที่เราไปเรื่อยๆ ไม่ผิดพลาด และเล่นอย่างปลอดภัยก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านเข้ารอบแน่นอนครับ. 2.ชำนาญเกมแนวนี้ ใครก็ตามที่เคยเล่นจนมีความชำนาญในเกม Super Mario Bros.หรือ Crash Bandicoot เมื่อได้มากเจอเกมนี้จะมีความคุ้นชินและรู้จังหวะในการเล่นทำให้เพิ่มโอกาสในการเอาชนะผู้เล่นคนอื่นๆ ได้มากขึ้น โดยในข้อนี้ผมถือว่าเป็นข้อดีแค่ในช่วงแรกๆ เท่านั้น เพราะผู้เล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาเล่นหรือเปิดประสบการณ์เกมแนวนี้อีกไม่นานพวกเขาก็จะฝึกฝนจนเก่งได้เช่นกันครับ. 3.เล่นกับเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าเป้าหมายในตอนสุดท้ายคือการเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ ก็สามารถร่วมมือกันได้เพื่อพาในทีมของเราไปให้ไกลที่สุดหรือให้ได้แชมป์ไปเลย โดยเราสามารถเล่นแบบประสานงาน คอยวางกลยุทธ์ในโหมดต่างๆ ร่วมได้ และเมื่อเข้ารอบท้ายๆ ถ้าเหลือกันแค่กลุ่มเพื่อนก็จะเป็นการแข่งขันที่สนุกขึ้นไปอีกขั้นเลยครับ 4.สวมจิตวิญญาณขโมยและเจ้าเลห์ จะมีโหมดหนึ่งในเกมที่จะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 3 ทีมโดยแต่ละทีมต้องเก็บไข่ และนำไปวางในหลุมของแต่ละทีมเพื่อทำแต้ม การปกป้องไข่ในหลุมนั้นถือเป็นอีกสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้นถ้าอีก 2 ทีมยังหมกมุ่นอยู่กับการนำไข่มาวางในหลุมโดยไม่มีคนคอยป้องกันหลุม ในช่วงนั้นเราสามารถไปขโมยไข่ในหลุมของพวกเขาได้เลยครับ เพื่อชัยชนะเราต้องทำทุกวิถึทางให้เข้ารอบ! 5.ให้คนอื่นไปก่อนสักหน่อย การเล่นแบบช้าๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายเพราะมันจะทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดน้อยและสามารถหลบหลีกได้ง่ายไม่ลนลาน ในข้อนี้ผมจะยกตัวอย่างโหมด Door Dash ที่จะมีบานประตูหลายบานให้ผู้เล่นสุ่มเลือกเพราะมีเพียงไม่กี่บานเท่านั้นที่สามารถทะลุให้มันแตกหักลงมาได้ โหมดนี้เราจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่จะพุ่งเข้าใส่ประตูเสมอก็ได้ครับให้คนอื่นไปก่อน แต่เราเข้าได้ชัวๆ ถือว่าดีเลยนะครับ เพราะในขณะที่คนหนึ่งเจอทางเข้า ก็อาจจะมีผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่งล้มเพราะเข้าผิดประตูอยู่แน่นอน! 6.พุ่งและจับอย่างมีกลยุทธ์ การพุ่งและการจับนั้นเป็นเพียงหนึ่งในชุดการเคลื่อนไหวที่เราสามารถทำได้ไม่กี่อย่างนอกเหนือจากการกระโดดในเกมนี้ โดย จริงๆ แล้วการจับเราก็สามารถจับคนอื่นแล้วยื้อๆ ให้เพื่อนเราเข้าเส้นชันก่อนก็ทำได้ หรือจะพุ่งหลบพวกชอบจับก็ได้ครับ แต่ในข้อนี้จะแนะนำโหมดลูกบอลที่เราต้องหัดพุ่งชนใส่มันเพื่อยิงมันไปข้างหน้า โดยถ้าเรากับเพื่อนฝึกฝนจนรู้จักหวะการพุ่งจะสามารถใช้งานทักษะนี้ได้ทั้งรับและรุกเลยครับ. 7.หลบผู้เล่นไม่เหมาะสม ในหนึ่งเกมนั้นจะมีผู้เล่น 60 คนจะต้องแย่งชิงความเป็นที่ 1 กันโดยผู้เล่นทุกคนต้องต่อสู้กันในทุกรูปแบบที่เกมนำมาให้ โดยเราจะเจอผู้เล่นที่คิดแค่จะเข้าเส้นชัยเอาตัวรอดไปจนถึงพวกผู้เล่นที่ชอบปั่นจับเราดึง โยน เบียด สารพัดวิธี ขอยกตัวอย่าง สตรีมเมอร์คนนึงกำลังถึงเส้นชัยจู่ๆ ก็มีผู้เล่นคนนึงดึงเขาไว้ไม่ให้เข้าจนคนที่มาหลังๆ เข้าไปกันจนหมดทั้งเขาและผู้เล่นสายปั่นคนนั้นก็ตกรอบ ขอเตือนว่า อย่าหาทำนะครับ555. 8.ในโหมดที่มีลูกบอลจงเป็นผู้รักษาประตูถ้าไม่มีใคร ข้อนี้จำเป็นมากๆ ในโหมด Fall Ball โดยกฏก็เหมือนฟุตบอลเลยครับนั่นคือใครสามารถพาบอลเข้าประตูอีกฝั่งก็จะได้รับ 1 แต้ม แต่ผมขอแนะนำอีกตำแหน่งสำคัญนั่นคือ ให้เพื่อนร่วมทีมของเราสักคนเป็นผู้รักษาประตูคอยกันไม่ให้อีกฝ่ายยิงเข้า จำนวนไม่สำคัญมากเท่าไหร่นะครับ สำคัญที่การร่วมมือของเพื่อนร่วมทีมและกลยุทธ์ด้วย ถ้าอยากรู้ว่าทำไมผมกล้าพูดแบบนี้ให้เราไปดูคลิปพี่เอก HRK ได้เลยครับเพราะตอนนั้น พี่เข้าโดนรุม 4-5 และที่ซวยไปอีกนั่นคือเพื่อนในทีมดันหลุดไปอีกคนจนกลายเป็น 3-5 แต่พี่แกก็ชนะกันมาได้แบบคะแนนห่างๆ ด้วย! 9.พยายามอย่าไปเบียดกับผู้เล่นคนอื่น ถึงแม้ในข้อนี้จะพูดง่าย แต่มันก็ทำยากในบางโหมดนะครับเพราะเราต้องผ่านการเบียดกับผู้เล่นคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผมแนะนำเพราะว่าถ้าเราอยู่ในกลุ่มก้อนผู้เล่นสิ่งที่จะโดนคือการควบคุมที่ยากขึ้น ล้มง่าย โดนคนอื่นจับและผลก็คือจะทำให้เราถูกรั้งท้ายๆ ตกรอบได้ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ขอแนะนำให้อยู่บริเวณข้างๆ / นำหน้า หรือไม่ก็รั้งท้ายไปเลย เพราะต้องมีคนล้มแน่นอนครับอาศัยจังหวะนั้นวิ่งแซงไปได้เลย!   10.อ่านกฏ! ข้อนี้ฟังดูง่ายและอย่าประมาทกันด้วยนะครับ โดยทั่วๆ ไปแล้วมีผู้เล่นหลายท่านที่ไม่ค่อยสนใจที่จะอ่านเงื่อนไขในแต่ละด่าน และผลของการไม่อ่านนี้จะนำเราไปสู้หายนะแน่นอนครับ เช่น จะมีโหมดที่เราต้องคว้ามงกฏถือไว้ แต่ก็มีผู้เล่นหลายคนแพ้เพราะคิดว่าพวกเขาเพียงแค่ไปแตะมงกุฏและไม่ได้หยิบมันมา ขอเตือนอีกรอบว่า จงอ่านกฏเพื่อเข้าใจเงื่อนไขในแต่ละด่าน ลดความสับสนและความพ่ายแพ้ที่น่าเขินอายครับ.
14 Aug 2020
ด้วยรสชาติและวงจรแห่ง 'อำนาจ' : วิเคราะห์ความเป็น 'เผด็จการ' ในซีรีส์ Far Cry
หมายเหตุ : บทความนี้ จะวิเคราะห์เกมในซีรีส์ Far Cry ภาคหลัก ตั้งแต่ภาคสอง จนถึงภาคหกที่เปิดตัวไปไม่นาน และผู้เขียนขออนุญาตตัดภาค Spin-Off ที่ไม่เกี่ยวข้อง (Blood Dragon, New Dawn) ออก เพื่อคงไว้ซึ่งธีมและสิ่งที่อยากนำเสนอ  หมายเหตุ 2 : บทความนี้เป็นความคิดเห็นและการวิเคราะห์ส่วนตัวของผู้เขียนที่มีต่อระบบ 'เผด็จการ' เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งชี้ขาด หรือข้อเขียนทางวิชาการใดๆ ... ในห้วงเวลาปัจจุบัน ที่องศาทางการเมืองในทุกภูมิภาคของโลกกำลังอยู่ในสภาวะร้อนแรง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุเริ่มปรากฏให้เห็นในเชิงปฏิบัติ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรากำลังอยู่ในหัวโค้งที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้ความเข้าใจแบบเดิมๆ ของเราที่มีต่อรูปแบบการปกครองต้องถูกฉีกทึ้ง และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ที่จะผลิดอกออกผลในเวลาถัดมา (เช่น การเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษาของประเทศไทย ที่เริ่มแพร่หลายกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม) และเช่นเดียวกัน สื่อ ‘วิดีโอเกม’ ก็มีพรรษามากพอที่จะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผ่านการนำเสนอในชิ้นงานต่างๆ ทั้งทางด้านภาพ เสียง จนถึงนัยที่แฝงเข้ามา และคงไม่มีเกมไหน ที่พูดถึงการดำรงอยู่ของระบอบ ‘เผด็จการ’ ได้ชัดเจนได้เท่ากับซีรีส์ Far Cry จากค่าย Ubisoft ที่ใช้ตัวร้ายเป็นแกนหลักในการเปิดตัวมานับตั้งแต่ภาคที่ 3 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ความเป็น ‘เผด็จการ’ ในซีรีส์ Far Cry นั้น สัมพันธ์กับหลักของโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่? มันได้นำเสนอครบถ้วนในทุกแง่มุมและธรรมชาติของเผด็จการอย่างไร? เหล่านี้ เป็นคำถามที่น่าสงสัย และน่าหาคำตอบร่วมไปพร้อมกัน ในขณะที่วิดีโอเกมนั้น ยากที่จะออกห่างจาก 'การเมือง' ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพราะบางที ด้วยธรรมชาติของสื่อวิดีโอเกม และการเป็นเกมแนว First Person Shooter ของมัน อาจจะมีสิ่งที่ตกหล่นหายไประหว่างทาง และเมื่อการเปิดตัวภาค 6 ที่ได้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง Giancarlo Esposito จากซีรีส์ Breaking Bad มาเป็น ‘เผด็จการ’ คนล่าสุด ก็อาจจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของระบอบเหล่านี้ และผลลัพธ์ที่ตามมาได้ดียิ่งขึ้น [caption id="attachment_63139" align="aligncenter" width="1024"] งานนี้ เขาไม่ได้มาขายไก่ผสมยาไอซ์ แต่มาในบทบาทใหม่ของ 'จอมเผด็จการ' แห่ง Far Cry 6[/caption] เพราะในโลกที่ห่างไกลออกไป จน ‘เสียงตะโกน’ นั้นไม่อาจได้ยิน มันกำลังบ่งบอก และสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ และคงความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่เราจะทำความเข้าใจกับมัน แม้สักนิด ก็น่าจะเพียงพอ ความหมาย และธรรมชาติของ ‘เผด็จการ’ ถ้ากล่าวกันถึงการปกครองในแบบ ‘เผด็จการ’ แล้วนั้น ภาพจำที่เรามักจะนึกออกโดยสามัญ ก็มักจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนคณะปกครองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม (ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กับกลุ่มคณะนักศึกษาที่ออกไปเดินขบวนในเวลานี้…) กระนั้นแล้ว ความเป็น ‘เผด็จการ’ ก็อาจจะต้องแยกย่อยออกไปสองกลุ่ม สองความหมายด้วยกัน -Despotism หรือรูปแบบการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด ที่อำนาจสั่งการ ดำเนินการ และการปกครอง อยู่ภายใต้คนหรือคณะเพียงกลุ่มเดียว มีความชัดเจน ไม่เหลือที่ว่างไว้ให้กับความเห็นต่างใดๆ และมีการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด เช่นการปกครองของอาณาจักรโรมันก่อนคริสตกาล หรือเกาหลีเหนือ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลคิม ที่สืบทอดระบบจูเชมาตั้งแต่รุ่นปู่จากช่วงสงครามเย็น หรือการปกครองระบอบทหารของอีดี อาร์มิน ‘นักเชือดแห่งอูกันดา’ ที่ปกครองประเทศใต้ความกลัวมาอย่างยาวนานถึงแปดปี ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1979 ก่อนจะถูกโค่นล้มอำนาจลงโดยประชาชน -Dictatorship หรือ Autocracy อำนาจนิยม ระบบนี้จะมีความใกล้เคียงกับ Despotism เพียงแต่จะมีลักษณะที่ซับซ้อนในการถือกำเนิดขึ้นมาของมัน เพราะมันอาจจะเริ่มต้นจากการปฏิวัติโดยประชาชน การเลือกตัวแทนเพียงหนึ่งเดียว และกลายสภาพมาสู่รูปแบบการปกครองอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับเหล่าชนชั้นสูงหรือ Technocrat ที่ได้ประโยชน์และเอื้อให้ระบอบการปกครองนี้ยังคงดำเนินต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ คิวบาในสมัยของฟุลเจนชิโอ บาติสตา (ก่อนถูกปฏิวัติโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์ของฟิเดล คาสโตรและเช เกวารา...) หรือการขึ้นสู่อำนาจของลัทธินาซีของเยอรมนีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าจะมีต้นสายธารที่แตกต่างกัน แต่ความเป็น ‘เผด็จการ’ นั้นก็มีจุดร่วมที่เหมือนกัน นั่นคือการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การกำราบผู้เห็นต่างด้วยกำลังและการโฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงการปลูกฝังความคิดและการ ‘ปิดประเทศ’ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไปจนถึงการวางรากฐานของกลุ่มผู้ร่วมก่อการ สืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ และวางตัวเองไว้บนเวทีโลกภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยังคงปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ แต่โอบรับแนวคิดแบบเสรีทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือ เป็นต้น) กล่าวโดยสรุป เราอาจจะสามารถจำแนก ‘วงจรชีวิต’ ของระบอบเผด็จการเอาไว้ได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ -เกิดความไม่พอใจของประชาชนต่อระบอบการปกครองและผู้ปกครองดั้งเดิม -กลุ่มอำนาจใหม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือให้คำสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม -กลุ่มอำนาจใหม่ โค่นล้มอำนาจเก่า และตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง -กลุ่มอำนาจใหม่ เริ่มออกกฎระเบียบที่กีดกั้นเสรีภาพของประชาชนในทุกมิติ ก่อนจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวงจรอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ น่าจะพอช่วยให้เราเห็นภาพและความแตกต่างของระบอบ ‘เผด็จการ’ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้โดยสังเขปอย่างหยาบๆ แต่พอเห็นภาพได้ (แม้ว่าในความเป็นจริง มันจะมีหลากหลายปัจจัยและมิติที่ส่งผลให้เกิดสภาวะแห่งการก่อกำเกิดเผด็จการ...) กระนั้นแล้ว ในเกมซีรีส์ Far Cry มันกำลังเดินอยู่ในเส้นทางของความเป็น ‘เผด็จการ’ แบบใด? นี่คือสิ่งที่น่านำมาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง  ดินแดนไกลตะโกน ที่ความเป็นเผด็จการเริ่ม ‘สุกงอม’ ถ้าเราหยิบยกเอาแนวคิดของความเป็น ‘เผด็จการ’ เข้ามาจับในความเป็นไปของซีรีส์ Far Cry ตั้งแต่ภาคสองเป็นต้นมานั้น เราอาจจะพบว่า มันกำลังนำเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย ชัดเจน และอยู่ในช่วง ‘ท้าย’ ของวงจรชีวิตเผด็จการ ซึ่งมันเอื้อต่อการประสานเข้ากับเกมการเล่นในแบบโลกเปิดของ First Person Shooter ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพราะแม้จะแตกต่างทางอุดมการณ์เบื้องต้น ไม่ว่าจะตั้งแต่ The Jackal พ่อค้าอาวุธใน Far Cry 2 ที่เป็นนักอนาธิปไตย (Anarchism), กลุ่มกองโจรของ Vaas Montenegro ที่มีลักษณะของ ‘ชนเผ่า’ ใน Far Cry 3 (Tribalism), การเป็นนัก ‘ฉวยโอกาส’ ของ Pagan Min ที่พาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดของ Kyrat ใน Far Cry 4 (Opportunism) และการเป็นศาสดาคนคลั่งของหลวงพ่อ Joseph Seed ใน Far Cry 5 (Evangelism) เหล่านี้ ถูกวางเอาไว้ให้เป็นความสุดโต่งในสเปคตรัมของวงจรชีวิตแห่งความเป็นเผด็จการด้วยกันแทบทั้งสิ้น มันผ่านวงจรของการเรียกร้อง มันผ่านการกำราบความเห็นต่างด้วยพละกำลัง มันมีเป้าหมายของการเป็นอำนาจเชิงเดี่ยวหรือ Despotism โดยเนื้อใน ที่ที่การใช้ ‘กำลัง’ จากฝ่ายต่อต้าน คือทางออกสุดท้าย อันเป็นการกลั่นถึงจุดสูงสุดและ ‘สุกงอม’ ตัดทอนวงจรในขั้นตอนอื่นของความเป็นเผด็จการออกไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Far Cry 6 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นานนั้น อยู่ที่มันเป็นครั้งแรก ที่ซีรีส์ Far Cry มีตัวร้าย (Antagonist) อยู่สองคน นั่นคือ Anton Castillo และลูกชายวัยรุ่น Diego Castillo และทาง Ubisoft ก็ได้ออกตัวว่า นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการบอกเล่าเชิงเนื้อหาครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงการ ‘ส่งมอบอำนาจ’ ของความเป็นเผด็จการ ภายใต้ฉากหลังอย่างประเทศ Yara ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศอย่างคิวบา และอยู่ในจุดที่ ‘สุกงอม’ ของการต่อต้านและการสู้รบแบบกองโจร แต่มีตัวแปรสำคัญอย่าง Diego Castillo ที่จะขยายมิติของการต่อสู้ครั้งนี้ให้กว้างออกไป ก้าวต่อไปอันลุ่มลึก และการนำเสนอมิติแห่ง ‘เผด็จการ’ ใน Far Cry 6 ‘สิ่งที่เราพอจะบอกได้ในครั้งนี้ (Far Cry 6) คือการเจาะลึกลงไปในส่วนของเนื้อหา ที่ๆ Anton, Diego และ Danny Rojas จะเป็นสามเสาหลักที่ฉายให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคนสามคนที่มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในช่วงท้าย’ Navid Khavari ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Far Cry 6 กล่าวให้สัมภาษณ์แก่สื่อ ถึงการเลือกใช้ตัวละคร ‘สามเสาหลัก’ และการเพิ่มมิติทางเนื้อหาที่มากยิ่งกว่า Far Cry เกมอื่นๆ ในซีรีส์ที่ผ่านมา เราอาจจะต้องมาคอยติดตามกันต่อไป ว่าเมื่อถึงวันที่ Far Cry 6 ออกวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 นั้น ทีมออกแบบและเนื้อหาของเกม จะสามารถสร้างมิติที่ลุ่มลึกในวงจรและอำนาจของความเป็น ‘เผด็จการ’ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับ Trailer เปิดตัวในงาน Ubisoft Forward นั้น ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พวกเขาค่อนข้างที่จะเข้าใจและ ‘จับอยู่มือ’ ในธีมของความเป็นเผด็จการมากน้อยแค่ไหน และให้ 'มุมมอง' เกี่ยวกับความเป็น 'เผด็จการ' ที่พวกเขาอยากจะนำเสนอที่กว้างกว่าเดิมเพียงใด ‘ประเทศของเรามันก็เหมือนระเบิดมือลูกนี้ เพียงแต่มันประกอบด้วยสองส่วนนั่นคือ ตัวลูก และประชาชน’ Anton Castillo กล่าวกับ Diego Castillo ในขณะที่กลุ่มประชาชนกำลังลุกฮืออยู่หน้าจวนประธานาธิบดี ‘และถ้าลูกไม่จับมันไว้ให้อยู่มือ มันก็เพียงแค่รอเวลา “ระเบิด” เพียงเท่านั้น ลูกเข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?’ ประโยคสั้นๆ ของ 'ปรัชญาระเบิดมือ' ใน Trailer ของ Far Cry 6 นั้นมีความนัยแฝงเกี่ยวกับหลักของเผด็จการอยู่ในที นั่นเพราะความเป็นเผด็จการ จะไม่มองส่วนประกอบและความหลากหลายอื่นอันใด จะมีเพียง ‘ตัวเอง’ และประชาชน และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทำตามและอยู่ในระเบียบอย่างไม่มีคำถามหรือข้อสงสัย เคลื่อนไหวเป็นองคาพยพเดียวกัน และแม้ว่าซีรีส์ Far Cry จะนำเสนอเพียง ‘ปลายทาง’ ของวงจรแห่งอำนาจเผด็จการ แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจถึงความจริงข้อหนึ่ง ที่ยังคงเป็นสากล ไม่ว่าจะในเวลาไหน หรือภูมิภาคใด … “เพราะอำนาจเผด็จการนั้นไม่เคยคงทน เปราะบาง และจำต้องถูกสลายไปตามระยะเวลา ไม่ว่าจะมีแรงผลักหนุนเสริมหรือการกระทำใดๆ จากภายนอกหรือไม่ก็ตาม…”
10 Aug 2020
รวมข้อมูลทุกอย่างของ Gang ในโลก Cyberpunk 2077 ที่ได้เปิดเผยออกมาแล้ว
ในโลกของ Cyberpunk 2077 นอกจากเหล่าบริษัทที่เข้ามาควบคุมเมือง Night City แทนรัฐบาลแล้ว ก็ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่สามารถคานอำนาจกับบริษัทเหล่านั้นได้ ก็คือแก๊งขนาดใหญ่หลายๆ แก๊งที่อาศัยอยู่ในเมืองนั่นเอง แม้ว่าคำว่า "แก๊ง" อาจจะทำให้นึกถึงกลุ่มอันธพาลหรืออาชญากรเป็นหลัก แต่ความจริงแล้ว แก๊งแต่ละแก๊งก็มีจุดยืนที่แตกต่างกัน บางแก๊งอาจคงอยู่เพื่อปกป้องประชาชน บางแก๊งอาจคงอยู่เพื่อตัวพวกเขาเอง ในแง่หนึ่ง แก๊งเหล่านี้ก็เหมือนกับบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาต่อต้าน มีอาณาเขต มีลูกค้า และมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป ในเกม Cyberpunk 2077 ผู้เล่นสามารถทำภารกิจร่วมกับพวกเขา หรือต่อสู้ร่วมกันได้ โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นและแก๊งต่างๆ ในเมืองก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเล่นเกมด้วย เพื่อให้ผู้เล่นสามารถทำความรู้จักกับแก๊งต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในเมือง Night City เราจึงรวบรวมข้อมูลของแก๊งมาให้ได้ทำความรู้จักกันก่อนที่จะได้ไปเจอพวกเขาในเกม ซึ่งเราเคยได้รวมข้อมูลของแก๊งมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้เราจะมาเล่าทุกอย่างของแก๊งที่เกมได้เปิดเผยออกมาให้ได้อ่านกัน แน่นอนว่ามีข้อมูลเพิ่มเติมด้วย! MOX จำนวนสมาชิก : 200 - 250 คน สมาชิกเด่น : Susie "Q," Dollie "Doll" Radcliffe, James Morran สถานที่ตั้ง : Kabuki, Lizzie's Bar ระดับความอันตราย : ต่ำ Cyberware : อุปกรณ์พลางตัวด้วยแสง, ระบบระบายความร้อน, อวัยวะจักรกลที่ปรับแต่งได้ The Moxes (ชื่อแก๊งจริงๆ คือ Mox แต่สมาชิกแก๊งจะเรียกตัวเองว่า "The Moxes") เป็นหนึ่งในแก๊งที่อาศัยอยู่ในเมือง Night City ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2076 โดยหัวหน้ากลุ่ม Judy Alvarez หลังจากการเสียชีวิตของ Elizabeth "Lizzie" Borden เจ้าของคลับเปลื้องผ้า และอดีตโสเภณีที่ทำงานของเธออย่างซื่อสัตย์ และปกป้องเด็กๆ ของเธอจากความรุนแรงของลูกค้า Mox มีสมาชิกในสังกัดราวๆ 200-250 คน และอ้างตัวเองว่าเป็น "กลุ่มคนที่ปกป้องสตรี กับบุรุษกลางคืน" จากความรุนแรงและการเอาเปรียบ ฐานของพวกเขาอยู่ที่บาร์เหล้า Lizzie's Bar ที่ตั้งชื่อตามอดีตโสเภณีผู้เป็นต้นแบบ หัวหน้าของแก๊งนี้คือ Judy Alvarez โดยจากเทรลเลอร์เกม 'The Gig' ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังให้บริการ Braindance ที่สำนักงานใหญ่ของพวกเขาเองด้วย [gallery type="masonry" columns="2" ids="61353,61356"] Maelstrom จำนวนสมาชิก : 1,300 คน สมาชิกเด่น : Declan "The Brick" Griffin, Simon "Royce" Randall, "Dum Dum," Brandon Frost สถานที่ตั้ง : Watson District, Northern Kabuki ระดับความอันตราย : สูงสุด Cyberware : อุปกรณ์ลบความเจ็บปวด, ดวงตาจักรกล, อุปกรณ์เสริมปฏิกริยาตอบสนอง กลุ่มนักสู้ที่เหลือรอดจากแก๊ง Metal Warriors ซึ่งเป็นแก๊งค์ที่ถูกกวาดล้างไปเกือบหมดโดย The Inquisitors แก๊งที่เกลียด Cyberware (อวัยวะจักรกล) ทุกประเภท จนทำสงครามกับทุกแก๊งในเมือง Night City เพราะพวกเขาเชื่อว่า Cyberware เป็นสิ่งชั่วร้ายและ เป็นการดูหมิ่นเผ่าพันธ์มนุษย์ ดังนั้นเขาจึงไม่ให้อภัยกับทุกคนที่ใช้ Cyberware และหนึ่งในแก๊งที่ทำสงคราม และถูกกวาดล้างโดยพวกเขาก็คือ Metal Warriors นั่นเอง ในส่วนของสมาชิกแก๊ง Maelstrom ในปี 2077 จะมีอยู่ถึง 1,300 คน โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม Red Chrome Legion ที่เป็นแก๊งของวัยรุ่นที่มารวมตัวเพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน และกลุ่ม Iron Sights แก๊งต่อสู้เล็กๆ ที่มีความโกรธแค้นกับ The Inquisitors เช่นกันทั้งสองแก๊ง ถึงแม้ The Inquisitor จะถูกเล็งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของแก๊ง แต่ Maelstorm ก็ยังมักจะปะทะกับแก๊งอื่นๆ ด้วยเช่นกัน สมาชิกของแก๊งนี้มักจะแต่งตัวด้วยชุดหนัง ร่างกายของพวกเขาดัดแปลงตัดแต่งเสริมด้วย Chromium และจุดเด่นของพวกเขาคือการเน้นการต่อสู้โดยใช้อาวุธหนัก รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเล็งยิงบริเวณดวงตาของพวกเขา อีกทั้งพวกเขายังหลงใหล Cyberware เกรดสูงอย่างเห็นได้ชัด โดยทั่วไปพวกเขามักจะถูกมองว่าเป็นพวกตกยุค และอันตราย [caption id="" align="aligncenter" width="1005"] สมาชิก MaleStorm มักจะดัดแปลงร่างกายตัวเองเยอะมากๆ[/caption] ด้วยความคลั่งไคล้ในการปรับแต่งร่างกายด้วย Cyberware ทำให้สมาชิกถึงหนึ่งในสามของแก๊งมีอาการ Cyberpsychosis (อาการทางจิตที่เกิดจากการดัดแปลงร่างกายจนสมองรับไม่ไหว) และอีกหนึ่งในสามก็ก้ำกึ่งว่าจะเป็นเช่นกัน ในยุคที่พวกเขายังคงเป็นแก๊ง Metal Warriors พวกเขานั้นยึดมั่นในเกียรติ แต่เมื่อ Hammer หัวหน้าของพวกเขาจากไป เกียรติของพวกเขาก็ถูกโยนทิ้งไปทันที หลังจากนั้นพวกเขาก็รุกรานโจมตีผู้อื่นแบบไม่เลือกหน้า ถ้าเกิดว่าเราโดนพวก Inquisitors ไล่ล่าอยู่ มีโอกาสที่พวกเขาจะปล่อยเราไป และหันไปโจมตีเหล่า The Inquisitors แทน แต่ในเวลาอื่น เราก็เป็นเป้าหมายของพวกเขาเช่นกัน Maelstorm มีอาณาเขตอยู่ที่ท่าเรือ และมีฐานอยู่ในอาคารร้างแถวๆ นั้น ในพื้นที่นี้ แหล่งรายได้หลักของพวกเขามักจะมาจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้ามาขาย รวมไปถึงการรับจ้างฆ่าเป้าหมาย ไปจนถึงการดักปล้นรถขนสินค้าของเหล่าบริษัทใหญ่ โดยพวกเขามักจะสังหารเป้าหมายที่ถูกจ้างวานให้กำจัดด้วยวิธีที่รุนแรงและโหดร้าย เช่นโดนตัดอวัยวะทั่วร่างกายทิ้ง โดนถลกหนังทั้งเป็น หรือโดนฝังในคอนกรีตเปียกเป็นต้น นอกจากนี้ แก๊งยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตเทป Braindance ผิดกฏหมาย ที่มักจะมีเนื้อหาที่แปลกหรือน่าสยดสยองเป็นพิเศษอีกด้วย [gallery columns="2" type="masonry" ids="61372,61373"] Voodoo Boys จำนวนสมาชิก : ยังไม่แน่ชัด ประมาณ 50 - 250 คน สมาชิกเด่น : Ti Neptune, Philippe "Agve" Oreste, Placide, Brigitte สถานที่ตั้ง : Pacifica ระดับความอันตราย : ต่ำ แต่ "สูงสุด" ในโลก Cyberspace Cyberware : กล่องอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อกับชิปและอุปกรณ์อื่นๆ, อุปกรณ์เชื่อมประสาท นี่คือแก๊งก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด อีกทั้งพวกเขามีส่วนร่วมในเรื่องของไสยศาสตร์ด้วย และยังชอบทำการค้าขายยาเสพติดให้กับนักศีกษาในเขตมหาวิทยาลัยใกล้ๆ พวกเขามีความซาดิสต์และไร้ความปราณี พวกเขาฆ่า ทรมาณ ข่มขืนอย่างไร้เหตุผล บางครั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจะถูกเตือนก่อนด้วยเลือดและขนไก่ที่หน้าบ้าน แรงจูงใจ และการลงมือของแก๊งนี้ไม่มีความแน่นอน การทำร้ายทรมาณเหยื่อถือเป็นเรื่องปกติของพวกเขา เช่นเดียวกับการผ่าส่วนต่างๆ ของร่างกายเหยื่อเพื่อประกอบพิธีกรรม หรือสร้างความน่าเกรงขามให้กับแก๊งตัวเอง เรื่องการทำลาย และยาเสพติดของแก๊งนี้ได้ดึงดูดความสนใจของนักศึกษามหาวิทยาลัย พวกเขาบางส่วนจะถูกชวนเข้าแก๊งด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นสมาชิกที่แท้จริง และพวกเขาจะใช้นักศึกษาพวกนี้ในการก่อการร้ายระดับต่ำ ไม่ก็ไถเงินจากครอบครัวของพวกเขาเอง ไม่เคยมีคนนอกคนไหนที่บุกรุกเข้าแก๊งนี้ได้สำเร็จ เพราะพวกเขาไม่มีฐานที่มั่นเป็นของตัวเอง สถานที่และเวลาในการนัดรวมตัวจะเปลี่ยนทุกครั้งหลังจากที่ประชุมกันเสร็จ มีสื่อมวลชนระดับสูงได้เคยลองทำข่าวเกี่ยวกับแก๊งนี้ แต่มันก็จบไม่สวยซักเท่าไหร่ เพราะพวกเขาถือมีความสำคัญสำหรับ NCPD (ตำรวจ Night City) ความรุนแรง ความอันตราย และความหวาดกลัวที่พวกเขาสั่งสมมาถือว่าทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะในเรื่องการทำให้พ่อค้าในเขตท้องถิ่นไม่กล้าทำอะไรอีก นอกจากนี้ยังส่งผลไปทางตำรวจจนไม่กล้ายุ่งเกี่ยวด้วยเช่นกัน [caption id="" align="aligncenter" width="1191"] สมาชิกของ Voodoo Boy ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย[/caption] สมาชิกแก๊งนี้ส่วนใหญ่จะถูกพบได้บ่อยใน Hababas บาร์ของแก๊งมอเตอร์ไซต์เก่า พวกเขามีชื่อเสียงมากที่นั่น และจากการใช้ความรุนแรงในการคุกคามทำให้เจ้าของร้าน และผู้อุปถัมภ์อื่นๆ ไม่กล้าทำอะไรพวกเขา บาร์แห่งนี่ยังถูกใช้เป็นที่ค้ายาเสพติดด้วย ถ้าคุณเป็นนักศึกษาผิวขาวมีฐานะในระดับกลางที่สามารถผ่านการข่มขู่ รวมถึงการคุกคามของบาร์นี้ได้ ก็เตรียมตัวรับราคาพิเศษได้เลย แต่อย่าลืมทิ้งแฟนของคุณไว้ที่บ้านนะ ลักษณะเด่นของสมาชิกในแก๊งนี้จะมีการทาสีเล็บ มีรอยสัก การปลูกขน และการใช้กระดูกสอดหู กับจมูก โดยปกติแล้วการดัดแปลงอุปกรณ์ Cyberware ของพวกเขาจะเป็นของระดับต่ำ คนในแก๊งส่วนใหญ่เริ่มจากการเป็นคนขาวธรรมดาๆ สมาชิกส่วนใหญ่ในแก๊งเป็นผู้ชาย แต่สมาชิกผู้หญิงก็มีเช่นกัน สำหรับผู้หญิงนั้นก็แย่หน่อย เพราะการพิสูจน์ตัวเองนั้นจะมากกว่าสมาชิกผู้ชายเป็น 2 เท่า Voodoo Boys ไม่ได้เป็นเพียง Netrunner ที่ทุ่มเทให้กับการเปิดเผยความลับของ Old Net และเบื้องหลังของ Blackwall เท่านั้น พวกเขายังเป็น Edgerunner ผู้ทำลายทุกกฏเพื่อหยุดยั้ง Neural Networks ด้วย Voodoo Boys ดูเหมือนว่าจะเป็นแก๊งชาวเฮติที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเฮติขนาดใหญ่ในเขต Pacifica ที่ตั้งรกรากในเขตนั้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2060 หลังจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ทำลายบ้านเกิดของพวกเขาไป ตอนนี้พวกเขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้ดูแลความสงบในพื้นที่อีกด้วย คู่อริของแก๊งนี้คือ Animals และมีการคาดเดาว่าแก๊ง Bozos อาจจะต้องการขยายอาณาเขตของพวกเขาในย่านมหาวิทยาลัย ซึ่งมันจะนำสู่การปะทะกันของสองแก๊งนี้เช่นกัน [gallery type="masonry" columns="2" ids="61380,61379"] Tyger Claws จำนวนสมาชิก : 5,500 คน สมาชิกเด่น : Hiromi Sato, Ishin Obata, Hiyame Miyagawa, Jotaro Shobo, Xiu Lian, Wu Dong สถานที่ตั้ง : Westbrook, Kabuki, Japantown ระดับความอันตราย : ปานกลางถึงสูง Cyberware : อุปกรณ์เสริมปฏิกริยาตอบสนอง, อวัยวะจักรกลที่ปรับแต่งได้, อุปกรณ์ลบความเจ็บปวด, ระบบก่อกวนสัญญาณ (อำพรางในรูปแบบของรอยสัก) Tiger Claws (虎釣衆) เป็นแก๊งชาวญี่ปุ่นที่ถนัดการต่อสู้อาศัยอยู่ในเมือง Night City ย่าน Japantown พวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องของความรุนแรง และไร้ความปราณี พวกเขาจะไม่ค่อยใช้ Cyberware แต่จะพึ่งศิลปะการต่อสู้แทน มักพกดาบ Katana พร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปยังที่ต่างๆ ลักษณะเด่นของพวกเขาคือชาวแก๊งทุกคนจะมีรอยสัก Luminous ที่เรืองแสงได้ และมีข่าวลือว่าพวกเขามีส่วนช่วย Arasaka ในเรื่องการเงินด้วย ในปี 2077 Tyger's Claw เปลี่ยนชื่อเป็น Tyger Claws มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เล็กมาก แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งคือตอนนี้พวกเขาหันมาใช้ Cyberware กันแล้ว และมีข่าวลือว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับ Steel Dragons แก๊งที่มาจากโตเกียว ประเทศเดียวกัน [gallery type="masonry" columns="2" ids="61384,61387"] Valentino's จำนวนสมาชิก : 6,000 คน สมาชิกเด่น : Jose Luis, Gustavo Orta, Camila Martinez, Julio Palacio สถานที่ตั้ง : Heywood, Well Springs ระดับความอันตราย : ปานกลางถึงสูง Cyberware : อุปกรณ์เสริมปฏิกริยาตอบสนอง, อุปกรณ์ช่วยบรรจุกระสุนอัตโนมัติ, อวัยวะจักรกลที่ปรับแต่งได้ Valentino's เป็นแก๊งที่มีเป้าหมายในการจีบสาวที่ดูน่าดึงดูดที่สุดในเมือง Night City ยิ่งมีความยากในการที่จะได้มามากแค่ไหน เธอคนนั้นก็จะตกเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น แก๊งนี้ไม่ได้สนใจควบคุมพื้นที่ และไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากจีบผู้หญิง พวกเขานั้นไม่ทำอันตรายต่อใครเว้นแต่กลุ่มสามี และแฟนของผู้หญิงที่พวกเขาสนใจ พวกเขาจะนัดรวมตัวกันปีละ 4 ครั้ง เพื่อเปรียบเทียบแต้ม (ผู้หญิง) ของพวกเขา ในปี 2077 พวกเขาถือว่าเป็นหนึ่งในแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Night City ที่ยึดติดในเรื่องศีลธรรม และประเพณีอันเก่าแก่ พวกเขามีอิทธิพลในเขต Heywood ซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ที่มีเชื้อสายละตินอาศัยอยู่ พวกเขาให้คุณค่ากับพวกพ้องและเกียรติยศเหนืออื่นใด แม้ว่าสมาชิกในแก๊งส่วนใหญ่จะเป็นชาวละติน แต่พวกเขาก็เปิดใจยอมรับสมาชิกเชื้อสายอื่นๆ เช่นกัน [gallery type="masonry" columns="2" ids="61396,61397"] 6th Street จำนวนสมาชิก : 2,300 คน สมาชิกเด่น : Will Gunner, Rick Morton, Wyatt Alken, Lucius Thoran, Matt dodges, Patricia Gerville สถานที่ตั้ง : Santo Domingo ระดับความอันตราย : ปานกลาง Cyberware : ดวงตาจักรกล, อุปกรณ์ลบความเจ็บปวด, เครื่องวัดสมรรถภาพทางกาย เป็นหนึ่งในแก๊งของเมือง Night City สัญลักษณ์ของพวกเขาเป็นรูปหัวกะโหลกสีฟ้าและมีรูปดาว พร้อมกับเลข 6 อันเป็นเอกลักษณ์ ก่อตั้งโดยเหล่าทหารผ่านศึกจากสงคราม Fourth Corporate War ที่เบื่อหน่ายในการทำงานของกรมตำรวจใน Night City เดิมที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องชุมชน Vista del Rey แต่ภายหลังพวกเขาได้ขยายอาณาเขตไปยังบริเวณต่างๆ ทั่วเมือง คำขวัญประจำแก๊งนี้คือ “นำความยุติธรรมคืนสู่เมือง Night City” แต่เมื่อเวลาผ่านไป การตีความกฎหมายของพวกเขา รวมไปจนถึงการนำความยุติธรรมมาสู่เมือง เริ่มกลายเป็นเรื่องที่เหมือนกับการทำตามใจตนเองมากกว่า ด้วยความที่แก๊งนี้ก่อตั้งโดยเหล่า หารผ่านศึกจากสงคราม Fourth Corporate War ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในแก๊งที่น่ากลัว ของเมือง Night City เลยก็ว่าได้ [gallery type="single-slider" columns="1" size="large" ids="61404"] Animals จำนวนสมาชิก : 2,500 - 3,000 คน สมาชิกเด่น : Sasquatch, Valdemar “the Bully," Marta "Abomination" Ling สถานที่ตั้ง : Night City, South Pacifica ระดับความอันตราย : สูง Cyberware : อุปกรณ์ลบความเจ็บปวด, เครื่องฉีดสารสำหรับใช้ต่อสู้ Animals เป็นหนึ่งในแก๊งของเมือง Night City ที่มี Sasquatch เป็นผู้นำ พวกเขาสนใจในการพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด จากนิสัย และพละกำลังนับได้ว่าพวกเขาคือผู้แข็งแกร่งแห่งยุค พวกเขาคือแก๊งอันธพาลประจำเขต West Pacifia ว่ากันว่าคนกลุ่มนี้มีหัวใจดั่งสัตว์ป่า และสิ่งนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของแก๊งพวกเขา Animals เป็นแก๊งนักสู้ข้างถนนที่เชื่อมั่นพลังทางกายภาพเหนือสิ่งอื่นใด สมาชิกแก๊งมักจะหลีกเลี่ยง Cyberware แบบธรรมดา พวกเขายกระดับตนเองด้วย Cyberware ที่เน้นเสริมการต่อสู้ระยะประชิดและใช้ Testosterone, Animal Supplements และ ยาสเตียรอยด์ที่รู้จักกันดีในชื่อ "The Juice" ที่จะเพิ่มความเร็วและความแข็งแกร่งของผู้ใช้ พวกเขามีการค้าสารผิดกฏหมาย และยังมีการต่อสู้ใต้ดินที่เดิมพันด้วยชีวิตเป็นธุรกิจหลัก เมื่อแก๊งนี้มารวมตัวอยู่ที่เดียวกันนั่นหมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่สำคัญเกิดขึ้น เมื่อเกิดกรณีแบบนี้พวกเขาจะเลือกคนที่แข็งแกร่งและรวดเร็วที่สุดขึ้นเป็นหัวหน้าเฉพาะกิจ อีกทั้งแก๊ง Animals มีลักษณะคล้ายกับกองกำลังต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ NetWatch ด้วย [gallery type="masonry" columns="2" ids="61411,61412"] Steel Dragons จำนวนสมาชิก : ยังไม่แน่ชัด สมาชิกเด่น : Yorinobu Arasaka สถานที่ตั้ง : Night City ระดับความอันตราย : ไม่มีการเปิดเผย Cyberware : อุปกรณ์ที่เน้นการป้องกัน Steel Dragons (鋼鉄の竜) คือแก๊งชาวญี่ปุ่นที่ก่อตั้งโดย Yorinobu Arasaka เกิดจากการรวมตัวของคนเร่ร่อนในโตเกียว พวกเขาคอยต่อต้าน Arasaka ในการทำธุรกิจที่ต่ำช้า แก๊ง Steel Dragons เป็นกลุ่ม Bōsōzoku (กลุ่มแก๊งซิ่งแห่งแดนอาทิตย์อุทัย) ที่เติบโตและแพร่กระจายไปยัง Night City สมาชิกแก๊งจะใช้จักรยานยนต์เดินทางไปตามเมือง และทางหลวงของญี่ปุ่น สมาชิกส่วนใหญ่จะสวมเสื้อหนังสีดำ บวกกับชุดจั๊มสูทที่รู้จักในชื่อ Tokko-fuku ปักลายตัวอักษร คำโปรย คำปลุกใจแนวดุดันอย่างประณีต และมีลักษณะคล้ายกับเครื่องแบบนักบินรบที่ปฏิบัติการ Kamikaze ในสงครามโลกครั้งที่สอง หรือเครื่องแบบของกลุ่มคนที่ทำงานใช้แรงงาน Steel Dragons มีจุดประสงค์เดียวในชีวิตของพวกเขาคือการทำลายบริษัท Arasaka บ่อยครั้งที่จะเห็นแก๊งดังกล่าวตามท้องถนนในกรุงโตเกียว พวกเขาเน้นไปที่การใช้อาวุธอย่าง คาตะนะ, มีด, และอาวุธไร้คมอย่างจำพวกกระบอง ส่วน Cyberware ที่ใช้จะเป็นของประเภทเน้นการป้องกัน ผู้ก่อตั้งแก๊ง Steel Dragons คือ Yorinobu Arasaka ลูกชายคนที่สองของ Saburo Arasaka ผู้เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Arasaka ในวันเกิดปีที่ 21 ของ Yorinobu พ่อของเขาได้บอกเกี่ยวกับความลับ และเป้าหมายของบริษัท Arasaka ซึ่งทำให้ Yorinobu ตกตะลึงกับความปรารถนาของผู้เป็นพ่อ เขาต้องการหยุดยั้งการเติบโตของบริษัทที่น่ารังเกียจนี้ เขาจึงออกจากบ้านไปเพื่อหนีจากการควบคุมของผู้เป็นพ่อ หลายเดือนผ่านไป Yorinobu ได้รวมกลุ่มคนเร่ร่อนในโตเกียวจำนวนมากมาเป็นแก๊งที่ชื่อว่า Kotetsu no Ryu หรือ Steel Dragons มังกรเหล็กผู้สาบานว่าจะเปิดโปงและทำลาย Arasaka ในยามค่ำคืนพวกเขาจะเดินทางไปตามท้องถนนเมืองโตเกียว คอยรังควานคนของบริษัท Arasaka และเปิดโปงความดำมืดของบริษัทนี้ ด้วยความรู้ความเข้าใจของ Yorinobu เกี่ยวกับบริษัทและการปฏิบัติงานของ Arasaka ทำให้ Steel Dragons มีข้อได้เปรียบบางอย่าง แต่พวกเขาก็ไม่มีอำนาจหรือข้อมูลที่จะทำลาย Arasaka ได้อย่างจริงจัง ในปี 2020 Yorinobu สามารถพาแก๊งก้าวสู่ระดับเดียวกับพวกบริษัทได้อย่างเท่าเทียม เขาไม่ได้ใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์กับสมาชิกในแก๊ง เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบกับเหล่าศัตรูของ Arasaka เพื่อหาเงินทุนและอุปกรณ์ ถึงจะใช้เวลานานแต่เขาก็เติบโตอย่างมั่นคง และในที่สุด Steel Dragons ก็ได้เติบโตขึ้นเป็นองค์กรอันทรงพลัง และมีพันธมิตรอยู่ทั่วโลก แน่นอนว่าทั้งหมดคือกลุ่มที่ต่อต้านบริษัท Arasaka [gallery type="masonry" columns="2" ids="61425,61426"] Lizzies จำนวนสมาชิก : ยังไม่แน่ชัด สมาชิกเด่น : ไม่มีการเปิดเผย สถานที่ตั้ง : Night City ระดับความอันตราย : อันตรายมากเมื่อมีคนดูหมิ่นพวกของตนเองหรือไอดอลของพวกเขา Cyberware : ไม่มีการเปิดเผย Lizzies เป็นชื่อแก๊งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักร้องชื่อดังของเมือง Night City ที่ชื่อว่า Lizzy Wizzy โดยจุดประสงค์ของแก๊งนี้คือการปกป้องศิลปินที่รักด้วยชีวิต และเป็นศัตรูกับทุกคนที่ดูหมิ่น Lizzy หรือแฟนคลับกลุ่มนี้ Lizzy Wizzy นักร้องชื่อดังของเมือง Night City เคยฆ่าตัวตายขณะที่อยู่บนเวที เธอได้เสียชีวิตไปเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง แต่กลุ่ม Trauma Team ได้ฟื้นคืนชีพเธอขึ้นมาด้วยการแทนที่ร่างกายเธอด้วย Cyberware จากนั้นเธอก็จบคอนเสิร์ตของเธอในร่างใหม่ สิ่งนี้ทำให้การแสดงดังกล่าวถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Lizzy Wizzy มีขากรรไกร Cybernetic ที่สามารถถอดออกได้ และเธอได้แทนที่ร่างกายทั้งหมดให้เป็นร่าง Chrome (โครเมียม) อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ด้วยความสำเร็จของเธอทำให้เกิดกลุ่มแฟนคลับที่ไม่เป็นมิตรต่อใคร เกิดเป็นแก๊งที่อุทิศชีวิตให้กับเธอที่รู้จักกันในชื่อว่า Lizzies [gallery type="grid" columns="2" ids="61430,61601"] Wraiths จำนวนสมาชิก : ไม่แน่ชัด ประมาณ 300 - 1,200 คน สมาชิกเด่น : Nash (ยังรอการยืนยัน) สถานที่ตั้ง : ไม่มีที่ตั้งถาวร อยู่นอก Night City ระดับความอันตราย : สูง Cyberware : อุปกรณ์เสริมปฏิกริยาตอบสนอง, อุปกรณ์ลบความเจ็บปวด, ยานพาหนะดัดแปลงแบบเต็มรูปแบบ, อาวุธยุธโปกรที่ใช้โดยกองทัพ Wraiths คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของ Raffen Shiv เป็นกลุ่มอันธพาลและคนเร่ร่อน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเดินทางตอนกลางคืน ผู้นำของพวกเขาชื่อว่า Dogkiller มีข่าวลือว่าเขาสวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังมนุษย์ด้วย Wraiths เป็นหนึ่งในสองแก๊งของคนเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ใน Badlands พวกเขามีประวัติการขัดแย้งและสงครามกับกลุ่มคนเร่ร่อนกลุ่มอื่นๆ อย่าง Aldecaldos มาอย่างยาวนาน ในส่วนของยานพาหนะพวกเขายังปรับแต่งรถยนต์ให้มีกำลังเครื่องใกล้เคียงกับ 1,000 แรงม้า ใช้มันตระเวนไปทั่ว Badlands ในชื่อว่า Reaver [gallery type="single-slider" columns="1" size="medium" ids="61435"] Scavenger จำนวนสมาชิก : ไม่แน่ชัด สมาชิกเด่น : ยังไม่เปิดเผย สถานที่ตั้ง :  Night City ระดับความอันตราย : สูงสุด Cyberware : ใช้ Cyberware ของฝั่งโซเวียต Scavenger เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการลักพาตัวผู้คนและใช้กำลังบังคับเอา Cyberware ของพวกเขา จากในเกมเพลย์พวกเขามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับ V และ Jackie Welles อีกทั้งในระหว่างเกมเพลย์ Cyberpunk 2077  48 นาที กลุ่ม Scavenger ได้ปรากฏขึ้นในภารกิจทำลายล้าง ที่ V ต้องไปช่วยเหลือ Sandra Dorsett หนึ่งในเหยื่อของ Scavenger และตัวเกมเพลย์ยังเปิดเผยอีกว่าแก๊ง Scavenger นั้นพูดภาษารัสเซีย นอกจากนี้ตัวหัวหน้าของพวกเขาก็ใช้ Cyberware ของโซเวียตอีกด้วย ข้อมูลของแก๊งเหล่านี้แต่ละกลุ่มนั้นนับว่าน่าสนใจมากครับ พวกเขามีอุดมการณ์ ความเชื่อ และจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งบางกลุ่มคงอยู่เพื่อผู้คน และบางกลุ่มนั้นคงอยู่เพื่อตนเอง แทบจะทนรอได้เจอกับพวกเขาในโลกของ Cyberpunk 2077 ไม่ไหวแล้วครับ โดยเกมนี้จะเปิดให้เราได้เล่นกันในวันที่ 19 พฤศจิกายน นี้ สามารถอ่านข่าวสารและบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Cyberpunk 2077 ได้ที่ Gamefever เลยครับ Credit: Cyberpunk Wiki
07 Aug 2020
Marvel's Avengers บน PS4 มียอดขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งหลังจากมีข่าวเรื่อง Spider-Man!
เมื่อมีข่าวออกมาว่า Marvel's Avengers จะมี Spider-Man เป็นตัวละครพิเศษที่สามารถเล่นได้เฉพาะบนเครื่อง PlayStation ทำให้มีหลายๆ คนไม่พอใจเพราะชาว PC, Xbox และ Google Stadia รู้สึกว่าพวกเขาถูกกีดกันออกจากฮีโร่ที่มีความยอดนิยมที่สุดในโลก ถึงแม้จะมีคนมากมายที่ไม่พอใจแต่ดูเหมือนว่าข่าวนี้จะส่งผลให้ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าของเกม Marvel's Avengers ของเครื่อง PlayStation 4 มียอดขายดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ใน Amazon แน่นอนว่าชาว PS4 มีความสุขกับข่าวเรื่อง Spider-Man มาก และบางคนก็ตัดสินใจซื้อเกมนี้เพราะเรื่องนี้ด้วย นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีของ Square Enix กับ Crystal Dynamics เป็นไปได้ว่ายอดขายของเวอร์ชั่น Xbox One, PC และ Google Stadia อาจได้รับผลกระทบ แต่การสั่งซื้อล่วงหน้าของเวอร์ชั่น Xbox One ยังค่อนข้างสูงโดยมันอยู่ในอันดับที่ 6 ในรายการที่ขายดีที่สุดสำหรับ Xbox One บนหน้าร้านค้า Amazon Marvel's Avengers จะให้บริการบนเครื่อง PC, PlayStation 4, Google Stadia และ Xbox One ในวันที่ 4 กันยายน โดยเวอร์ชั่น PlayStation 5 กับ Xbox Series X จะตามมาในภายหลัง Looks like this week has given a boost to #MarvelsAvengers. The game is now the #1 best seller on PS4 on Amazon. https://t.co/NhC2MCJHbf pic.twitter.com/MdZXKMq7my — Shinobi602 (@shinobi602) August 5, 2020 Credit: Gamerant
06 Aug 2020
Horizon Zero Dawn เผยเกมเพลย์บางส่วนจากเครื่อง PC ให้รับชมแล้ว !!
หลังจากการรอคอยการเปิดตัวของเกมสุดอลังการอย่าง The Horizon Zero Dawn ที่เพิ่งมีการเปิดเผยเกมเพลย์บางส่วนของเกมให้แฟนๆ ได้รับชมซึ่งถือว่าภาพภายในเกมรวมไปถึงระบบหลายอย่างในเกมทำออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว จากเว็บไซต์ ResetEra ได้รวบรวมวิดีเกมเพลย์ Horizon Dawn จากเครื่อง PC มาโพสไว้ให้แฟนๆ ต่างได้เข้าไปรับ ซึ่งมีคนมากมายต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งชื่นชมในการปรับปรุง และพัฒนาภาพของตัวเกมจากเดิมบนเครื่อง PS4 ให้ออกมาได้ดีขึ้น สามารถรับชมเกมเกลย์ได้ที่ข้างล่างนี้เลย ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาทำตัวเกมออกมาได้ดีมากเลยทีเดียวเหมาะสมกับเกมแห่งอนาคตจริงๆ สำหรับใครที่กังวลว่า PC ของตัวเกมจะลองรับไหวไหมก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผยเสปคที่สามารถเล่นได้ออกมาแล้ว Horizon Zero Dawn Complete Edition จะพร้อมให้ทุกคนได้เล่นบน Steam และ Epic Games Store ในวันที่ 7 สิงหาคม 2020 นี้ !! Credit: VG247
06 Aug 2020
สุดปัง !! Fall Guys: Ultimate Knockout มียอดผู้เล่นสูงเกิน 1.5 ล้านคน แล้วหลังเปิดให้เล่นเพียงวันเดียว
เกมอินดี้สุดหรรษาให้ทุกคนได้ตะลุยเพื่อผ่าน Object ภายในด่านต่างๆ ที่ทุกคนต้องหัวหมุนอย่างแน่นอนในเกม Fall Guys: Ultimate Knockout ที่ล่าสุดยอดผู้เล่นสูงทะลุ 1.5 ล้านคนเข้าไปแล้ว !! หลังจากเปิดตัวมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีผู้เล่นให้ความสนใจอย่างมาจนตัวเกมต้องทำการปิดเซิฟเวอร์เพื่อปรับปรุงให้รองรับผู้เล่นจำนวนมากได้ ซึ่งตอนนี้ทางเซิฟเวอร์ของเกมก็ถือว่ามีเสถียรมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมให้ทุกคนได้เข้าไปตะลุยความวุ่นวายในเกมได้แล้ว หลังจากที่ตัวเกมตกเป็นกระแสทางผู้พัฒนา Mediatonic ได้ออกมาโพสขอบคุณเหล่าแฟนเกมที่ให้ความสนใจกับตัวเกมเกินความคาดหวังของพวกเขา พร้อมทั้งได้กล่าวเพิ่มอีกด้วยว่านี้ถือเป็นครั้งแรกในการพัฒนาเกมของพวกเขา หากผู้เล่นต้องการติชมอะไร หรือต้องการเสนอเกี่ยวกับเกมเพิ่มเติม พวกเขาพร้อมที่จะรับฟัง และนำไปปรับปรุงเพื่อให้ตัวเกมออกมาดีที่สุดสำหรับทุกคนอีกด้วย When we say Fall Guys is experiencing a lot of traffic... We had over 1.5 million new players in the first 24 hours! ? We're working on our first patch for the game, listening to ALL of your feedback and ideas, and are super grateful to everyone who's supported so far! ❤️ pic.twitter.com/OpD714xu26 — Fall Guys ? (@FallGuysGame) August 5, 2020 Fall Guys: Ultimate Knockout พร้อมให้ทุกคนไปพบกับความวายป่วงในเกมแล้ววันนี้บนเครื่อง PS4 และ PC Credit: Gamingbolt  
06 Aug 2020
เขตทั้ง 6 ของเมือง Night City
เมือง Night City ที่ผู้เล่นจะได้สำรวจในโลก Cyberpunk 2077 นั้นมีขนาดใหญ่ และมีความลึกลับน่าค้นหาอย่างมากครับ  ในเมืองมีหลายเขต และในหนึ่งเขตนั้นจะมีการแบ่งออกเป็นหลายๆ ย่าน ซึ่งในแต่ละย่านนั้นก็จะมีผู้ปกครองคอยควบคุมย่านนั้นๆ อยู่ บางย่านนั้นกลุ่มที่ควบคุมอยู่อาจเป็นพวกแก๊งหรือบริษัท แต่บางย่านอาจจะมีผู้มีอิทธิพลกลุ่มอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักปกครองอยู่ก็ได้เช่นกัน และในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักเขตทั้งหกของเมือง Night City และบอกเล่าเรื่องราวที่หลายๆ คนอาจไม่เคยได้รู้มาก่อนกันครับ City Center "City Center คือสถานที่โชว์สินค้าของเหล่าบริษัทในเมือง Night City มีตึกระฟ้ามากมายดุจป้อมปราการที่แสดงให้เห็นถึงพลังและความเย่อหยิ่งของบริษัท นับตั้งแต่ในปี 2020 เขต City Center ได้กลายเป็นโซนปลอดภัยที่สุดของเมือง Night City" City Center เป็นจุดศูนย์กลางธุรกิจของเมือง Night City ที่นี้มีทั้งศูนย์การค้า และสถานที่ราชการสำคัญมากมาย นายกเทศมนตรีเองก็อาศัยอยู่ในย่านนี้เช่นกัน นอกจากนี้บริษัทในเมืองส่วนใหญ่ก็มักจะสำนักงานใหญ่ในพื้นที่ของ City Center และครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสนามรบของสงครามองค์กรครั้งที่ 4 ในช่วงปี 2021 หลังจากจบสงครามนั้น ก็เริ่มมีการฟื้นฟูเขตนี้โดยมันต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โครงการฟื้นฟูเริ่มตั้งแต่ปี 2030 และเสร็จสิ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อ Arasaka Tower ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 2070 ปัจจุบัน ที่นี้คือเขตที่มีการป้องกันแน่นหนาที่สุดของเมือง Night City  ตึกต่างๆ ในเขตนี้มักใช้สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยในการสร้าง เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ และเย่อหยิ่งของเหล่าบริษัท นี่คือสถานที่สำหรับคนรวย และคนที่ทำงานหนักแบบแลกชีวิตถึงจะอาศัยอยู่ได้ เขตนี้ได้มีการแบ่งออกเป็นสองส่วน คือย่าน Corpo Plaza และย่าน Downtown  ย่าน Corpo Plaza นั้นมีตึกระฟ้าที่สูงเกือบถึงเมฆ หากมองจากข้างบนสุดลงมา คงมองไม่เห็นแสงไฟบนพื้นถนน ที่นี่คือหัวใจหลักของเขต City Center และเป็นที่ตั้งของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Arasaka, Militech, Biotechnica, Petrochem และ Kang Tao ข้างๆ กันคือย่าน Downtown ที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยแคบๆ ที่นี่มีไนท์คลับมากมาย และสามารถพบผู้มีชื่อเสียงได้ทั่วไป ในย่านนี้คุณจะได้พบกับอาคารสำนักงานจำนวนมาก จุดเด่นของย่านนี้คือสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างแปลกประหลาด อพาร์ตเมน, โรงแรม, และร้านอาหาร มีอยู่เพื่อให้คนที่มีเงินจริงๆ เท่านั้นสามารใช้งานได้ ในย่านนี้ไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์, คอนเสิร์ต, หรือดารา สามารถพบได้ทุกหัวมุมถนน แม้ว่าที่แห่งนี้จะมีความงดงาม และดูมีพลัง แต่มันก็ไม่ได้ปลอดภัยเท่าที่ควร หากเข้าไปผิดตรอกคุณจะพบว่าตัวเองกำลังเดินไปยัง Love Hotel, หรือไม่ก็บาร์ลับ บางครั้งในเงามืดของหัวมุมคุณอาจได้รับข้อเสนอสุดพิเสษในการซื้อยาเสพติด และมันอาจจะมีเรื่องที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้มันถือเป็นเรื่องปกติของ Downtown Westbrook “Westbrook นับเป็นเขตดีที่สุดในการใช้ชีวิต และสนุกสนานไปกับเมือง Night City หากคุณมีเงินคุณก็ควรมาที่นี่เพื่อถลุงมัน และถ้าคุณไม่มีเงินน่ะเหรอ? ก็ไปกู้เงินมาแล้วแสร้งทำเป็นว่ารวยในโลกนี้ซักคืนเสียสิ” เขต Westbrook ของเมือง Night City เป็นที่อยู่ของเหล่าคนชั้นสูง คนดัง และคนสำคัญในบริษัทเอกชนมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Japantown ที่เป็นหนึ่งในย่านสำคัญของเมือง Night City ภายในเขต Westbrook นั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง และสมาชิกผู้มีอิทธิพลของเมือง อย่างไรก็ตามในปี 2023 หลังจากมีการระเบิดนิวเคลียร์ในตึก Arasaka ส่วนหนึ่งของ Westbrook ที่อยู่ใกล้กับ City Center ได้รับความเสียหายรุนแรง เปลี่ยนจากตึกระฟ้าให้กลายเป็นเศษซากปรักหักพัง หลังจากการฟื้นฟูครั้งใหญ่ของเมือง Night City เศษซากจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยบริษัทอื่นๆ ที่เข้ามาก่อตั้งแทน จากนั้นเขตสงครามที่อันตราย ก็ได้รับการฟื้นฟูใหม่เป็นเขตพิเศษที่มีความปลอดภัยแทน โดยในเขตนี้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ย่าน ฝั่งทิศตะวันตกจะเป็นย่าน Japantown ส่วนตะวันออกของเขตนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ North Oaks ที่อยู่ด้านบน และ ฺCharter Hills ที่อยู่ด้านล่าง North Oak เคยเป็นย่านที่มีอาชญากรรมสูงกว่าย่านอื่นๆ แต่ด้วยความช่วยเหลือของทหารรับจ้างทำให้สามารถฟื้นฟูกฏระเบียบได้อย่างแท้จริง ในปี 2077 ย่าน North Oak เป็นที่ตั้งของบ้านชนชั้นสูงที่ไม่มีใครมาแตะต้องในเมือง Night City ทั้งผู้มีอำนวยการของบริษัทระดับภูมิภาค, ผู้จัดการ, นายธนาคาร, หรือเหล่าผู้บริหารต่างก็อยู่ที่นี่ เพราะมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยเอกชนอยู่ทั่วทุกหัวมุมในย่านนี้ ทำให้ไม่มีชาวแก๊งอาศัยอยู่ที่นี่เลย หากเดินไปตามท้องถนนจะเห็นต้นไม้เรียงรายสวยงามไปทุกย่างก้าว รถยนตร์หรูหรามากมาย บ้านพักส่วนตัว และสนามเทนนิส ปัจจุบันที่นี่ถือเป็นโซนสวยที่สุดในเมือง Night City Charter Hill ย่านนี้มีที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นตึกระฟ้าและอาคารสูงเหมือนแมนชั่น อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่จะถูกโจมตีได้ตลอดเวลา เพราะเหล่าผู้มั่งคั่งจาก North Oak ล้วนต้องการบอดี้การ์ด รวมถึงการใช้รถหุ้มเกราะเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ดังนั้นคุณจะเห็นคนติดอาวุธ กับรถสงครามแบบนี้ได้บ่อยๆ ในแต่ละวัน สำหรับเงินที่ต้องเสียไปกับบอดี้การ์ด และอาวุธสงครามนั้นพวกเขาถือว่าเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อชิมรสชาติชีวิตหรูหราที่ไม่ใช่ใครๆ ก็สามารถสัมผัสได้ หากคุณมีเงินคุณต้องมาที่ Japantown และหากคุณมีเงินไม่พอก็ไปกู้มาเสีย แล้วแกล้งทำเป็นว่าคุณเป็นมหาเศรษฐีซักค่ำคืนหนึ่ง แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็จะเป็นค่ำคืนที่คุณจะจดจำมันไปตลอด ที่นี่เต็มไปด้วยร้านเกม บาร์ลับ แผงขายอาหารริมถนน และโรงแรมแคปซูล เรียกได้ว่าเป็นสรวงสวรรค์ของนักเที่ยวกลางคืนอย่างแท้จริง นอกจากนี้สาเหตุที่ Japantown ได้เป็นหนึ่งในย่านสำคัญของเมือง Night City ก็มาจากเหตุผลสองประการ อย่างแรกคือที่นี่เป็นศูนย์วัฒนธรรมสำหรับชุมชนชาวญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ อย่างที่สองคือ Japantown เป็นฐานของครอบครัวยากูซ่าที่กระจายอำนาจไปทั่วรัฐอิสระทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียนั่นเอง Watson “วันนี้ Watson คือสถานที่ที่น่าเศร้าและสิ้นหวังที่สุด มันเป็นหนึ่งในย่านที่ยากจนที่สุดของเมือง Night City และมันยังเป็นสนามรบระหว่างแก๊ง Malestrom กับ Tyger Claws อีกด้วย” เขต Watson เป็นหนึ่งในหกเขตของเมือง Night City ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเขตที่เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมากมายท่องเที่ยวไปตามไนท์คลับต่างๆ ที่นี่เคยมีตึกระฟ้าที่สวยงามมากมาย รวมถึงมีออฟฟิศของหลายๆ บริษัท และมีแม้แต่ตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Night City บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเคยลงทุนมูลค่ากว่าหลายพันล้านยูโร แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปหลังจาก ‘สงครามสามัคคี’ ที่เป็นสงครามระหว่าง New United States กับหลายๆ ประเทศ สงครามนี้ทำให้เมือง Night City แยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระ และมันทำให้บริษัทต่างล้มละลาย ทั้งยังทำให้ Watson เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เมื่อไม่มีเงินสนับสนุนที่มั่นคง วันวานแห่งความรุ่งโรจน์ของ Watson ก็ได้สิ้นสุดลง เขตอุตสาหกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสวนแห่งเทคโนโลยีก็ไม่สามารถจัดหางานได้อีกต่อไป Arasaka ใช้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจของเขตนี้พังทลายทำการยึดส่วนหนึ่งของเขตนี้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และในที่สุดบริษัท Arasaka ก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ พวกเขาเปลี่ยนชื่อบริเวณที่พวกเขายึดครองเป็น Arasaka Waterfront สถานที่นี้เปิดให้เฉพาะพนักงานของบริษัทเท่านั้นที่เข้าไปได้ ในปี 2077 เขต Watson กลายเป็นสถานที่น่าเศร้าและสิ้นหวัง มันเป็นเขตที่รู้จักกันดีว่ายากจนที่สุดของเมือง มีโรงงานอุตสาหกรรม และโรงงานอื่นๆ มากมายที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง อีกทั้งเขตนี้ยังเป็นสนามรบระหว่างแก๊ง Maelstrom กับ Tyger Claws เนื่องจากแก๊ง Maelstrom ตั้งรกรากอยู่ในย่าน Northside Industrial District (NID) ที่เป็นส่วนหนึ่งของเขต Watson อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือข้างๆ Arasaka Waterfront ที่นี่เต็มไปด้วยโรงงานที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง กับตึกอพาร์ตเมนต์ราคาถูก  Tyger Claws นั้นได้ทำการขยายอาณาเขตมาจาก Little China และ Kabuki โดย Little China นั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของเขต Downtown มันเป็นเขตเมืองที่มีตึกระฟ้าหนาแน่น ในช่วงปลายยุค 2040 มีผู้อพยพชาวเอเชียจำนวนมากย้ายเข้ามาอย่างล้นหลาม ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นย่านดีที่สุดในเมือง Night City ที่คุณจะมาใช้จ่ายเงินของคุณอย่างถูกกฏหมาย แต่มันกลับถูกบุกรุกโดยตลาดของ Kabuki  Kabuki เป็นตรอกซอยแคบๆ สลับซับซ้อนที่ตั้งอยู่ติดกับ Little China ในเวลากลางคืนที่นี่จะกลายเป็นตลาดสำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม, ค้าขายอวัยวะ, สเตียรอยด์, และอื่นๆ อีกมากมาย พูดได้ว่าอะไรก็ตามที่คนปรารถนาสามารถพบได้ในตลาด Kabuki ทำให้เขต Watson กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของ Scavenger ที่เป็นกลุ่มคนสุดโหดเหี้ยมชอบลักพาตัวและนำเอาอวัยวะกับ Cyberware ของเหยื่อไปขายต่อในตลาดมืด โดยทั้ง Little China และ Kabuki นั้นอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขต Watson ตามลำดับ Pacifica ถ้าให้จำกีดความง่ายๆ คงต้องบอกว่า “Pacifica คือเขตไร้กฏหมายของเมือง Night City” เขตนี้ควรเป็นจุดท่องเที่ยวที่ฮิตที่สุดของเมือง Night City แต่หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก บริษัทและนักลงทุนต่างก็ถอนตัวออกจากโครงการพัฒนาเมือง ทำให้โครงการท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดชะงักไป ปัจจุบันเขตนี้ถูกปกครองโดยแก๊ง Voodoo Boys สงครามแก๊งเกิดขึ้นได้ทุกวันในเขตนี้จนมันถึงจุดที่เรียกว่า ที่นี่คือเขตอันตรายอย่างยิ่ง คือถ้าให้จัดอันดับความอันตรายของแต่ละพื้นที่ใน Night City ชื่อของเขตนี้น่าจะอยู่อันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ที่นี่มีประชากรอยู่ค่อนข้างน้อย ด้วยความที่เขตนี้มีความรุนแรงที่สูงกว่าเขตอื่น มันเลยทำให้ Pacifica เป็นเหมือนสวรรค์ของเหล่าอาชญากร ที่ต้องการทำธุรกิจผิดกฏหมายด้วยนเช่นกัน ตั้งแต่การลักลอบขนสินค้า Cyberware ผิดกฏหมาย, การค้าขายยาเสพติด, ร่วมไปจนถึงการจัดหาอาวุธปืน เขต Pacifica ยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ชื่อ Grand Imperial Mall ที่ควรเป็นอีกจุดท่องเที่ยวหนึ่งของเขตนี้ แต่ด้วยการระดมทุนที่หยุดชะงักทำให้ที่นี่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และตอนนี้แก๊ง Animals ก็ได้เข้าไปตั้งรกรากอยู่ในห้างนั้นเรียบร้อยแล้ว Santo Domingo “Santo Domingo เป็นหนึ่งในเขตเก่าแก่ที่สุดของ Night City เหล่าบริษัทใช้โซนนี่เป็นพื้นที่ทดสอบสำหรับโครงการด้านอุตสาหกรรมต่างๆ พวกเขาทำลายโรงงานเก่าๆ เพียงเพื่อสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมาแทนที่ ในขณะที่ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังในอาคารที่แออัด เหล่าชาวบ้านหวังเพียงแค่จะได้อะไรบางอย่างที่ดีกว่านี้” Santo Domingo เป็นหนึ่งในหกเขตของ Night City ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมของเมือง มันเป็นหนึ่งในเขตที่เก่าแก่ที่สุด และเนื่องจากที่ตั้งของเขตนี้อยู่ห่างจากสนามรบของสงครามองค์กรครั้งที่ 4 ที่นี่จึงไม่ได้รับความเสียหายที่รุนแรง จากสงครามดังกล่าว เขตนี้เคยเป็นค่ายอพยพชั่วคราวสำหรับประชาชนหลายพันคนที่ต้องการที่พักอาศัย ต่อมาในปี 2077 ถิ่นฐานของกลุ่มคนอพยพได้หายไป จากนั้น Santo Domingo ก็ได้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบสำหรับโครงการอุตสาหกรรมของบริษัทต่างๆ ในเวลาเดียวกันชาวบ้านที่ยังคงอาซัยอยู่ในเขตนี้ ต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังในอาคารที่แออัด จากนั้นไม่นานทหารผ่านศึกสองกลุ่มก็รวมตัวกัน และนำเขตนี้มาอยู่ใต้การปกครองของพวกเขาเอง หลังจากนั้นที่นี่ก็ได้กลายเป็นบ้านของแก๊ง 6th Street แน่นอนว่าในเขตนี้มีการแบ่งออกเป็นสองย่านคือ Arroyo กับ Rancho Coronado ที่อยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันออกของเขต Santo Domingo ตามลำดับ ย่าน Arroyo เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของเขต Santo Domingo ในบริเวณนี้จะมีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เก่าแก่ และโรงเก็บขยะที่อยู่ถัดจากโรงงานที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงที่สร้างขึ้นใหม่ของบริษัท โรงงานต่างต้องมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยของตนเองเนื่องจากหากอาคารถูกทิ้งร้างไว่มันก็จะถูกยึดครองโดยพวกแก๊งอย่างรวดเร็ว และหลังเวลาเลิกงานคนงานจากย่าน Arroyo ก็จะกลับไปที่ย่าน Rancho Coronado ซึ่งเป็นย่านพักอาศัยราคาถูกที่มีบ้านเหมือนกันหลายสิบหลัง ตั้งอยู่ติดๆ กันอย่างหนาแน่น Heywood “Heywood เป็นเขตแห่งความแตกต่างที่แบ่งได้ง่ายๆ จากตึกระฟ้า และสวนสาธารณะที่สวยงามในทิศเหนือไปจนถึงสลัมที่อันตราย ที่ไม่มีความสะดวกสบายในทิศใต้ เขตนี้คือ ‘ห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Night City’ ที่แก๊งอย่าง Valentinos และ 6th Street ลงมาทำธุรกิจทั้งถูกกฏหมาย และผิดกฏหมาย” Heywood เป็นเขตที่มีความแตกต่างกันอย่างสมบูรณ์ ทางทิศเหนือที่ติดกับ City Center เป็นที่ที่คุณจะได้พบกับสวนสาธารณะเขียวชอุ่ม ตึกระฟ้าสูงตระหง่าน แต่ในทางตรงข้ามทิศใต้ของเมืองกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นสลัมที่อันตราย และไม่รู้ว่าผู้มีอิทธิพลคนใดเป็นคนคุมที่นี่ ถึงอย่างนั้น Heywood ก็ไม่ได้เลวร้ายนักถึงแม้ เราจะเห็นคนของ Valentinos กับ 6th Street คอยเดินไปมาตามท้องถนนก็ตาม ผู้คนในเมือง Night City รู้จักเมืองนี้ในชื่อ “ห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดใน Night City” เนื่องจากคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนที่สวยงามของ Heywood ส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยบริษัท สำหรับที่นี่ทุกกฏหมายนั้นจะมีข้อยกเว้นเสมอ ในเขต Heywood นั้นมีการแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ Wellsprings, Glen และ Vista Del Rey Wellsprings เป็นย่านที่ปลอดภัยที่สุดตั้งอยู่ทางซ้ายสุดของเขต Heywood มันเต็มไปด้วยพนักงานที่ทำงานหนักแต่ก็ยังได้รับค่าจ้างต่ำ เหมือนกับเมืองอเมริกาอื่นๆ ในปี 2077 หลังจาก Night City ถูกบริษัทเข้ายึดครอง รัฐบาลก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ย่าน Glen ที่ปัจจุบันเป็นเขตของรัฐที่มีศาลาว่าการ สำนักงานนายกเทศมนตรี ศาล และสถานี NCPD ขนาดใหญ่ ย่านนี้ตั้งอยู่ตรงกลางของเขต Heywood อยู่ข้างๆ กับย่าน Wellsprings Vista Del Rey เป็นย่านที่ยากจนที่สุด มันเป็นโซนที่มีอาชญากรรมจำนวนมากและค่อยๆ เข้าสู่ความวุ่นวายอย่างช้าๆ ชาวบ้านจำนวนมากได้ย้ายหนีไปยังเขตอื่นๆ แต่ก็มีสมาชิกแก๊งย้ายเข้ามาในส่วนที่ว่างไปแทน ย่านนี้ตั้งอยู่ทางขวาของเขต Heywood นี่คือเขตทั้งหมดในเมือง Night City ที่ผู้เล่นจะได้ไปสำรวจครับ แต่ในโลก Cyberpunk 2077 นั้น ผู้เล่นไม่ได้อยู่แค่เพียงเมือง Night City เท่านั้น แต่ยังมีโลกภายนอกเมืองอย่าง Badlands ที่กว้างขวางอีกด้วย สำหรับพื้นที่ดังกล่าวนั้นเราจะมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมันในภายหลังครับ แต่ขอบอกว่าเมืองนี้มีความโหด และดิบเถื่อนกว่า Night City อย่างมาก คอยติดตามเรื่องราวของ Badsland และเนื้อหาข่าวสารและข้อมูลของ Cyberpunk 2077 ได้ที่ Game Fever
05 Aug 2020
STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town รายละเอียดเควสเทพธิดา Harvest Goddess
เปิดเกมกันไปแล้วบน Steam ในวันที่ 15 กรกฏาคม เป็นกระแสรุนแรงและคึกคักกันมากสำหรับเกมเอาใจสายปลูกผักอย่าง STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town ทำให้เราย้อนวัยถึงวัยเด็กกันอย่างอบอุ่นจากเครื่อง Game Boy Advance ในปี 2003 ที่มีกระแสตอบรับดีมาก และหนึ่งในเอกลักษณ์ของเกมซีรีส์ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของการทำเควสเทพธิดา Harvest Goddess ที่จะให้เราสามารถเอาของไปบูชาเพื่อได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีได้ด้วย ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH จะมาแนะนำเควสนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ ทำความรู้จักกับท่านเทพธิดา / Harvest Goddess   วันเกิด : ฤดูใบไม้ผลิ 8 (ถ้าเราตั้งวันเกิดตัวเราเป็นวันนี้ จะขยับไปเป็น วันที่ 9 แทน) จุดที่สามารถพบได้ : ทุกวันที่น้ำตก เป็นเทพเจ้าจากโลกอื่น สำหรับดินแดนแห่งนี้นอกจากเธอจะเป็นเทพธิดาแล้วเธอยังเป็นเหมือนผู้พิทักษ์ประจำเมืองมิเนรัล เธอจะปรากฏตัวให้เราเห็นเมื่อเราโยนของให้เธอลงในบริเวณน้ำตก ของที่เธอชอบมากๆแบบรักเลย : Strawberry, Pineapple เพิ่ม +9 Friend Point +500 Love Point ของที่เธอชอบ : Blue magic red, Red magic red, Red Beans, Good quality Egg, Strawberry Milk , Strawberry Cake, Earring, X Egg, Egg benedict, Oden, Orange Venus, Pretty Good Quality Egg, Turnip, Pumpkin, Pumpkin potage, Quiche, Cabbage, Milk , Cucumber, Golden egg, Chestnut, Chestnut rice, Spicy Sandwich, Spicy Pepper Steak, Spicy Margherita Pizza, Spicy Fried Vegetables, Spicy Ramen, Coffee Milk , Sweet potato, Potato, Onion, Tinjaolose, Toy Flower, Red Pepper, Corn, Tomato, Dorayaki, Eggplant, Carrot, Eight-Treasure Vegetables, Green Pepper, Pink Cat, Normal Quality Egg, Platinum Egg, Fruit Milk , Vegetable Pizza, Spinach, Pot-au-feu, Mashed potatoes, Moon drop grass, Mont Blanc, Roasted chestnuts, Relax tea leaves เพิ่ม +3 Friend Point +300 Love Point ของเธอที่เธอไม่ชอบ : Aquamarine, Adamantite, Amethyst, Alexandrite, Stone, Branch/Twig, Emerald, Orichalcum, Garnet, fodder, Gold, Silver, Scrap Ore, Lotion, Philosopher's Stone, Perfume, Weed, Sapphire, Sandrose, Material stone, Turquoise, Diamonds, Lettered Pin, Copper, Poison Mushroom, Topaz, Dress, The mysterious slate, Chicken/Rabbit Feed, Necklace, Jade, Sun Block, Pink Diamond, Face Mask, Bracelet, Brooch, Period, Ball, Fluorite, Mythril, Moonstone, Agate, wood, Ruby ลบ -3 Friend Point -500 Love Point ของเธอที่เธอเกลียด : Empty can, Golden Material, Pirate Treasure, Ancient fish fossil, Fish bone, Boots ลบ -9 Friend Point -800 Love Point ถ้าไปพูดคุยกับเธอ : +1 Friend Point +100 Love Point ทราบข้อมูลของเธอกันแล้ว ถ้าอวยเธอก็แนะนำให้เอาของที่เธอรักไปให้เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ครับ แต่ของเธอรักอาจจะต้องใช้เวลาหาและสะสมกันหน่อย ช่วยแรกๆสามารถหาของที่เธอชอบมาให้ต่อวันแก้ขัดไปก่อนได้ครับและค่อยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเช่น ไข่ต้ม การพบท่านเทพธิดาและเก็บ FP LP การพบท่านเทพธิดาเราสามารถพบเธอได้ทุกวันโดยการเอาของไปถวายให้กับเธอตรงน้ำตกแถวปากทางเข้าเหมือง ส่วนการทำให้ค่า Friend Point และ Love Point ขึ้นก็แค่โยนของที่เธอชอบลงไปครับ 1 วันโยนแล้วจะเพิ่มได้ 1 ครั้งครับ คิดอะไรไม่ออกก็เอาองุ่นฟรีที่ได้ในช่วงต้นเกมไปโยนถวายก่อนได้ครับพอมีเงินซื้อไก่ค่อยเอาไข่ไปถวายเมื่อเราโยนของที่เธอชอบตามจำนวนครั้งที่กำหนดเราจะได้เจอกับเหตุการณ์จากเทพธิดา เหตุการณ์ที่ 1 - A Heavenly Introduction การแนะนำตัวของท่านเทพธิดา เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่เรา โยนของลงไปในน้ำตกครั้งแรกครับ เหมือนการแนะนำตัวของท่านเทพธิดาก็ว่าได้ครับจำนวนการโยนของที่เธอชอบเพิ้อทำให้เกิดเหตุการณ์ 1 เหตุการณ์ที่ 2 - An Investment's Return เหตุการณ์นี้ท่านเทพธิดาอยากให้ของตอบแทนเราสำหรับการถวายของที่เธอชอบ (โยนลงน้ำนั่นแหละ) รางวัลสำหรับคนใจดีแบบเรา อิอิ ไม่หวังผลอะไรเลยแม้แต่น้อย รางวัลไอเทมที่เราได้รับ: Power Berry  1 ผล (ผลไม้เพิ่มเกจพลังด้านบน) จำนวนการโยนของที่เธอชอบเพิ้อทำให้เกิดเหตุการณ์ 10 ครั้ง เหตุการณ์ที่ 3 - Who do You Like? เหตุการณ์นี้ต้องระวังให้ดีในการทำนะครับ เธอจะให้เราเลือกคนที่ชอบจากรายชื่อทั้งหมดสำหรับคนที่อยากแต่งงานกับท่านเทพธิดาก็ต้องเลือกเธอเท่านั้นจะได้คะแนนความรักมาเล็กน้อยและได้รับไอเทม Relaxing Tea Leaves รางวัลไอเทมที่เราได้รับ: ถ้าเราเลือกท่านเทพธิดา จะได้รับ Relaxing Tea Leaves  ถ้ากรณีเราเลือกคนอื่นก็จะเพิ่มค่า Friend Point และ Love Point ให้กับคนที่เราเลือกแทนครับ จำนวนการโยนของที่เธอชอบเพิ้อทำให้เกิดเหตุการณ์ 20 ครั้ง เหตุการณ์ที่ 4 - A Rare Gift เหตุกาณ์นี้จะเป็นก็จะเหมือนกับเหตุการณ์ที่ 2 คือการได้รับรางวัลต่อจากนี้ทุกๆ การโยนของ 10 ครั้ง รางวัลไอเทมที่เราได้รับ : White Grass ปกติหญ้านี้จะขึ้นมาในป่าในฤดูหนาว แต่มันมีประโยชน์มากครับใช้ในการทำอาหาร Turbojolt ที่ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า สำหรับใครจะแต่งงานกับท่านเทพธิดาเก็บไอเทมนี้ไว้ทำอาหารให้ดีเพราะได้ใช้แน่นอน จำนวนการโยนของที่เธอชอบเพื่อทำให้เกิดเหตุการณ์ 30 ครั้ง The Goddess's Collection ถ้าเราโยนอาหารที่ไม่ซ้ำกันใน 27 ครั้ง เทพธิดาจะให้รางวัล Relaxing Tea Leaves แก่เรา ซึ่งเราสามารถทำซ้ำได้ทั้งหมด 4 ครั้ง (รวมกัน 108 ครั้ง) ตารางสรุปรายการ การโยนของหลัง 30 ครั้งขึ้นไป เราจะได้รับไอเทมทุกๆการโยน 10 ครั้งมันจะเริ่มวนลูบให้ไอเทมหญ้าสีขาวกับเราและไอเทมที่เอาไปใช้งาน รวมถึงปลดล็อคบ้านริมทะเล สามารถแอบไปนอนเวลากลับบ้านไม่ทันได้ครับ จำนวนการให้ ของขวัญที่เราได้รับ คำอธิบายไอเทม 30 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 30 Van มาถึงเมือง หลังจากรายการที่ 30 แวนจะมาถึงในวันพุธที่มีแดด 40 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 50 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 50 หนังสือที่น่าสนใจ หนังสือที่คุณสามารถอ่านได้ที่บ้านเพื่อฆ่าเวลาใช้ผ่านเวลาไป 1 ชั่วโมง 60 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 70 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 75 หนังสือที่น่าสนใจจริงๆ หนังสือที่คุณสามารถอ่านได้ที่บ้านเพื่อฆ่าเวลาใช้ผ่านเวลาไป 2 ชั่วโมง 75 Lou มาถึงเมือง Lou เข้าเยี่ยมชม Inn ทุกวันอาทิตย์และคุณสามารถเรียนรู้สูตรอาหารใหม่ ๆ ได้จากเธอ 80 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 90 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 100 หนังสือที่น่าสนใจมาก หนังสือที่คุณสามารถอ่านได้ที่บ้านเพื่อฆ่าเวลาใช้ผ่านเวลาไป 3 ชั่วโมง 100 ลิฟต์ใช้ในเหมือง สามารถนำไปในตั้งเหมืองปกติและเหมืองในทะเลสาบ 100 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 110 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 120 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 130 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 140 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 150 กระท่อมริมทะเล บ้านริมทะเลพร้อมเตียงและปฏิทิน 150 หญ้าสีขาว สมุนไพรปกติจะมีเฉพาะในป่าตอนฤดูหนาว 150 ครั้งก็ 150 วันในการทำ ยังไงก็บริหารเวลาและทรัพยากรให้ดีครับ ถ้าไม่คิดจีบเทพธิดาก็โยนแค่ปลดล็อคบ้านริมทะเลก็ได้ครับ สำหรับใครที่อยากจีบเทพธิดาสามารถไปดูเงื่อนไขในการแต่งงานกับเธอได้ตามลิงค์นี้เลยครับ >> เงื่อนไขในการจีบเทพธิดา <<
20 Jul 2020
STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town รายละเอียดราคาพืชผลแต่ละฤดูกาล
แน่นอนว่าการทำฟาร์มนั้นเป็นหนึ่งในวิธีที่สร้างความผ่อนคลายสำหรับใครหลายๆ คน สิ่งที่เราต้องทำนั้นง่ายๆ คือการขุดดิน หว่านเมล็ดพันธุ์ต่างๆ รดน้ำรอผลพืชงอกเงย และนำพืชที่ได้ไปขายสร้างกำไรให้กับผู้เล่น วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีที่ดีที่สุดในการปลูกพืชแต่ละชนิดให้ได้กำไรมากที่สุด โดยจะเปรียบเทียบพืชพันธุ์ต่างๆ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดจากการหารายได้ในการปลูกพืชต่างๆ ในทุกฤดูกาลครับ *กฏข้อแรกง่ายๆ ในการปลูกพืชนั้นคือ เราจะไม่ปลูกดอกไม้ เพราะมันไม่ได้เพิ่มกำไรให้กับเราเลย Spring ฤดูนี้อาจจะเป็นฤดูกาลที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจทำฟาร์มสำหรับผู้เล่นในช่วงแรกๆ ครับ ซึ่งผู้เล่นใหม่นั้นจะได้รับคำแนะนำให้ไปหาเมล็ดพันธุ์แตงกวา และมันฝรั่ง แต่ 2 เมล็ดพันธุ์นี้ไม่ใช่พืชที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ เรามาดูตารางข้างล่างกันครับว่าควรปลูกอะไรในฤดูกาลนี้เพื่อสร้างกำไรให้ได้เยอะที่สุด ชื่อ ระยะเวลาในการเติบโต เติบโตได้อีกหลังจากเก็บเกี่ยว ราคาเมล็ดพันธุ์ ราคาต่อหนึ่งพืชผล (1ดาว) Turnip 4 วัน ไม่ได้ 120 G 60 G (รวม 540 G) Potato 7 วัน ไม่ได้ 150 G 80 G (รวม 720 G) Cucumber 9 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 5 วัน 200 G 60 G (รวม 540 G) Strawberries 9 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 3 วัน 150 G 65 G (รวม 585 G) Cabbage 14 วัน ไม่ได้ 500 G 250 G (รวม 2250G) Moondrop Flower 6 วัน ไม่ได้ 500 G 10 G (รวม 90 G) Toy Flower 12 วัน ไม่ได้ 400 G 10 G (รวม 90 G) ในตารางทำให้เราเห็นว่าสตอเบอรี่นั้นเป็นพืชพันธุ์ที่ทำรายได้ ได้มากที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ รองลงมาก็เป็นกะหล่ำปลี แต่..เมล็ดพันธุ์สตอเบอรี่นั้นเป็นหนึ่งในเมล็ดที่ซ่อนอยู่ ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถนำมันมาปลูกได้จนกว่าจะทำการปลดล็อคเงื่อนไขบางอย่าง ( เดี๋ยวบอกตอนท้ายๆ นะครับผม) ส่วนกะหล่ำปลีนั้นจะเป็นรายได้รองลงมาเป็นอันดับสอง โดยหาซื้อได้จาก Huang ถึงแม้จะขายดีเป็นอันดับสองแต่ราคาเมล็ดพันธุ์ก็สูงเช่นกัน อีกทั้งระยะเวลาในการปลูกก็นานในระดับนึงเลยครับ ทำให้ผู้เล่นใหม่ๆ หลายๆ คนเกิดอาการเบื่อในการทำฟาร์ม ดังนั้นขอแนะนำเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดก็คือ หัวผักกาดครับ. Summer ไม่รู้จะแนะนำให้ปลูกอะไรในฤดูกาลนี้นอกจากสับปะรดจริงๆ นะครับ ถ้าใครถามว่าควรปลูกอะไรบ้าง ผมคงจะบอกว่าควรปลูกสับปะรดและสับปะรดครับ555 ในการแนะนำนี้จะเป็นการแนะนำที่เหมาะกับทุกคน ยกเว้นว่าผู้เล่นจะปลูกเมล็ดพันธุ์อื่นเพื่อทำการปลดล็อคเมล็ดพันธุ์ลับตามเงื่อนไข และสำหรับผู้เล่น SoS ตั้งแต่ยุคแรกๆ อาจจะสังเกตเห็นได้ว่าราคาเมล็ดพันธุ์บางอย่างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ( มะเขือเทศและข้าวโพดราคาลดลง ส่วนฟักทองราคาเพิ่มขึ้น ) เรามาดูตารางเมล็ดพันธุ์ของพีชที่ควรปลูกในฤดูร้อนกันครับ. ชื่อ ระยะเวลาในการเติบโต เติบโตได้อีกหลังจากเก็บเกี่ยว ราคาเมล็ดพันธุ์ ราคาต่อหนึ่งพืชผล (1ดาว) Tomato 9 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 3 วัน 200 G 55G (รวม 495 G) Corn 14 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 3 วัน 300 G 85 G (รวม 765 G) Onion 7 วัน ไม่ได้ 150 G 80 G (รวม 720 G) Pumpkin 14 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 5 วัน 500 G 280 G (รวม 2520G) Pineapple 20 วัน ไม่ได้ 1000 G 500 G (รวม 4500G) Pink Cat Flower 6 วัน ไม่ได้ 300 G 10 G (รวม 90 G) จากตารางทำให้เห็นว่าสับปะรดยังคงเป็นพืชพันธุ์ที่ครองแชมป์ในฤดูร้อน เพราะมันให้กำไรสูง และรองลงมานั้นก็คือ ข้าวโพด ขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับข้าวโพดนั้นยังเป็นพืชพันธุ์ที่มีประโยชน์มากๆ ที่เราควรจะมีเพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงไก่และกระต่ายได้ด้วยเช่นกัน แถมเรายังสามารถทำข้าวโพดเป็นป็อคอร์นแล้วนำไปเอาใจของ Karen ได้อีกด้วย. Autumn พืชพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในฤดูใบไม้ร่วงนั้นคือ พริกและถั่วแดง ซึ่งรวมๆ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่เราสามารถเลือกปลูกได้ในฤดูกาลนี้มีถึง 7 ชนิดเลยนะครับ! ชื่อ ระยะเวลาในการเติบโต เติบโตได้อีกหลังจากเก็บเกี่ยว ราคาเมล็ดพันธุ์ ราคาต่อหนึ่งพืชผล (1ดาว) Eggplant 9  วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 3 วัน 120 G 60 G (รวม 540 G) Carrot 7  วัน ไม่ได้ 300 G 120 G (รวม 1080G) Yam 6  วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 3 วัน 300 G 55 G (รวม 495 G) Spinach 5  วัน ไม่ได้ 200 G 110 G (รวม 990 G) Green Pepper 7   วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 2 วัน 150 G 40 G (รวม 360G) Adzuki Beans 10 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 4 วัน 300 G 80 G (รวม 720 G) Chili Peppers 12 วัน เก็บเกี่ยวได้อีก 5 วัน 300 G 100 G (รวม 900 G) Blue Magic Red Flower 10 วัน ไม่ได้ 600 G 10 G (รวม 90 G) True Magic Red Flower 10 วัน ไม่ได้ 600 G 200 G (รวม 1800G) Sunsweet Flower 10 วัน ไม่ได้ 1000 G 10 G (รวม 900G) น่าแปลกใจที่พริกหยวกนั้นมีราคาดีกว่ามันเทศ ( ในสมัยเกมฉบับเดิมนั้นมันเทศเคยทำกำไรได้สูงกว่าสับปะรดอีกนะครับ ) หลังจากที่เห็นตารางคุณจะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดนั้นมีเวลาในการปลูกและเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน วิธีที่ดีที่สุดที่ผมจะแนะนำคือควรบริหารจัดการวันเก็บเกี่ยวให้ดีนะครับ ไม่เช่นนั้นบอกเลยว่าวุ่นวายแน่นอน5555 ( ลองปลูกแล้วนับวันให้พืชพันธุ์ทุกชนิดผลผลิตออกมาในวันเดียวกันดูครับลดความวุ่นวายในการเก็บเกี่ยวได้แน่นอนครับ ) How to ปลดล็อกเมล็ดพันธุ์ที่ซ่อนอยู่. เกมนี้จะมีเมล็ดพันธุ์ลับที่ซ่อนอยู่ในเกมอยู่ 3 ชนิดครับ ได้แก่ สตอเบอร์รี่ในฤดูใบไม้ผลิ / ฟักทองในฤดูร้อน และผักขมในฤดูใบไม้ร่วง วิธีปลดล็อคนั้นง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความขยันครับ นั่นคือเราจะต้องทำการส่งพืชพันธุ์ของแต่ละฤดูกาลชนิดละ 100 ผลไปขายให้กับซูเปอร์มาเก็ตเท่านี้เราก็จะสามารถปลดล็อคเมล็ดพันธุ์ลับในแต่ละฤดูกาลได้ครับ. Credit: Vynil
20 Jul 2020
Review: รีวิวเกม Ghost of Tsushima "Assassin ก็ไม่ใช่ Jedi ก็ไม่เชิง"
ถ้าให้พูดกันตามตรง เกม Ghost of Tsushima / ‘นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ’ ถือเป็นเกมที่ “สนุก” มากๆ เกมหนึ่ง ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นโลกเปิดอันดุเดือด ที่ผสมผสานการต่อสู้อันท้าทายของเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order เข้ากับการลอบเร้นและโครงสร้างของเกม Assassin’s Creed จนทำให้ในหลายๆ จังหวะ เกมรู้สึกเหมือนเป็น “เกม Assassin’s Creed สไตล์ญี่ปุ่น” ที่แฟนๆ เรียกร้องจะได้เล่นมาตลอดเลยก็ว่าได้ ยังไม่นับรวมองค์ประกอบด้านการนำเสนออย่างกราฟิกและเพลง ที่ล้วนสร้างบรรยากาศให้การสำรวจโลกไม่น่าเบื่อตลอดระยะเวลาที่เล่น แต่ Ghost of Tsushima ก็ยังประสบปัญหาหลายๆ อย่างที่มักพบในเกม Open World โดยเฉพาะในแง่ของเนื้อเรื่อง รวมไปถึงปัญหาด้านการนำเสนอบางประการ ที่ทำให้เกมมีความรู้สึก “เก่า” ไปซะหน่อย เมื่อเทียบกับเกมฟอร์มใหญ่อื่นๆ ทุกวันนี้ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกมวางจำหน่ายเร็วกว่านี้ซักปีสองปี คงทำให้สามารถมองข้ามสิ่งที่เกมขาดไปได้ง่ายกว่านี้ ◊ เนื้อเรื่อง ◊ เนื้อเรื่องของเกม Ghost of Tsushima จะอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ปี ค.ศ. 1274 เมื่อกองทัพจากจักรวรรดิ์มองโกลได้เริ่มต้นการรุกรานญี่ปุ่น โดยกองเรือมองโกลได้เทียบท่าที่เกาะสึชิมะ (Tsushima) เป็นอันดับแรก ผู้เล่นจะรับบทเป็นซามูไรหนุ่ม Jin Sakai (จิน ซาไค) ผู้รอดชีวิตไม่กี่คนจากการโจมตีระลอกแรกของกองทัพมองโกล ผู้ซึ่งตัดสินใจหันหลังให้กับวิถีนักรบอันทรงเกียรติ์ เพื่อต่อสู้กับเหล่าผู้รุกรานโดยไม่เลือกวิธีในฐานะ “นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ” (The Ghost) พร้อมกับเหล่าเพื่อนพ้องนักรบ ที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของพวกเขา เนื้อเรื่องเส้นหลัก หรือที่เกมเรียกว่า “Tale of Jin” (บันทึกของจิน) จะถูกแบ่งออกเป็นสาม “องค์” เกี่ยวกับความพยายามในการปลดแอกเกาะสึชิมะจากการปกครองของเหล่าผู้รุกราน ซึ่งในมิตินี้ เนื้อเรื่องหลักของเกม Ghost of Tsushima ค่อนข้างจะตามสูตรเรื่องราวแนวเดียวกันค่อนข้างจะเป๊ะๆ เลย จินก็คือนักรบผู้ถูกเลือก ทีต้องออกเดินทางอย่างโดดเดี่ยวเพื่อรวบรวมผู้กล้ากลุ่มเล็กๆ และปลุกใจชาวบ้านที่ถูกกดขี่ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านเหล่าวายร้ายที่มีจำนวนมากกว่า ซึ่งก็ทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ แม้จะไม่ได้แย่ แต่ก็รู้สึก “เฉยๆ” มาก อีกอย่างก็คือ เนื้อเรื่องหลักของเกมพยายามจะนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในใจของจิน เขาต้องทำในสิ่งที่ขัดกับคำสอนและความเชื่อทั้งหมดที่เขาเติบโตมา เพื่อปรับตัวเข้ากับศัตรูกลุ่มใหม่ ที่ไม่มีปัญหากับการ “เล่นสกปรก” เพื่อชัยชนะ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกมใช้เป็นแก่นทางอารมณ์ (Emotional Core) ของเนื้อเรื่อง ปัญหามันเกิดตรงที่ว่าเกมนำเสนอชัดเจนเหลือเกินว่ามันมีทางเลือกที่ “ถูกและผิด” อยู่ในสถานการณ์นี้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งในช่วงต้นๆ เกม เมื่อจินจำเป็นต้องช่วยชีวิตชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากเหล่าผู้รุกราน โดยตัวเขารู้ดีว่าถ้าเขาบุกเข้าไปโจมตีทหารมองโกลตรงๆ จะทำให้ชีวิตของชาวบ้านอยู่ในอันตราย เขาจึงต้องจำใจขัดวิถีซามูไร และลอบสังหารศัตรูทั้งหมดแบบเงียบๆ เพื่อให้สามารถรักษาชีวิตของชาวบ้านได้ ในสถานการณ์ที่ยกมา ผู้เขียนรู้สึกว่ามันช่างชัดเจนเหลือเกินว่าทางเลือกที่ถูกต้องคืออะไร หากจุดประสงค์ของจินคือการช่วยชีวิตชาวบ้าน งั้นทางเลือกที่จินเลือกก็น่าจะถูกต้องแล้ว ดีกว่าการรักษาเกียรติ์ของตนเองแต่ต้องแลกมากับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ แต่จินก็ยังดูจะเป็นทุกข์กับการตัดสินใจของเขาอยู่ดี ทำให้ผู้เขียนรู้สึกไม่ค่อยอินกับประเด็นนี้เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งก็เหมือนตัวละคร "คิดมาก" ไปเอง ในอีกมุมหนึ่ง อาจจะมองได้ว่าเกมพยายามจะนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกระหว่างแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป และคนรุ่นเก่าที่พยายามจะคงไว้ซึ่ง “วัฒนธรรมและค่านิยมอันดีงาม” ที่พวกเขาถูกเสี้ยมสอนมาตลอดชีวิต และความลำบากใจของคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านและล้มล้างความคิดเหล่านั้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า แม้จะต้องปะทะกับเหล่าคนรุ่นเก่า ที่ในหลายครั้งก็เป็นคนที่เรารักและเคารพอยู่ แม้ว่าเราจะไม่สามารถยอมรับความคิดของพวกเขาได้อีกต่อไป ซึ่งก็ถือเป็นมิติที่น่าสนใจในเนื้อเรื่อง แต่สุดท้ายแล้ว เกมก็ยังคงนำเสนอประเด็นดังกล่าวออกมาได้ไม่ดีนัก เพราะสุดท้ายก็นำเสนอ “ฝั่งที่ถูกต้อง” อย่างชัดเจนอยู่ดี ในทางกลับกัน เนื้อเรื่องส่วนที่เป็นเควสเสริมประจำตัวละครเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งหมด กลับมีความน่าสนใจมากกว่าเนื้อเรื่องของจินเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการตามล่าลูกศิษย์ผู้ทรยศของ Sensei Ishikawa ไปจนถึงการตามล้างแค้นเพื่อครอบครัวของ Lady Masako ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นน่าติดตาม ในระดับที่ทัดเทียมกับเนื้อเรื่องของเควสเกมอย่าง The Witcher 3 เลยทีเดียว เนื้อเรื่องเหล่านี้ยังมักจะปลดล๊อคบทใหม่ๆ ตามเนื้อเรื่องหลักไปเรื่อยๆ และมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง “ซามูไร” และ “ปีศาจ” (หรือความขัดแย้งระหว่างคนสองรุ่น) ในใจของจินได้ดีกว่าในเนื้อเรื่องหลักเสียอีก ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องเสริมของตัวละครเหล่านี้ ย้อนกลับไปทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องหลักน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย แม้สุดท้าย เควสเสริมส่วนใหญ่ที่มีให้เล่นในเกมจะค่อนข้างสั้น และมีเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่ด้วยเนื้อเรื่องหลักที่ “พอใช้” บวกกับเควสเสริมประจำตัวละครที่เขียนบทมาได้อย่างดี และนักแสดงและนักพากย์เสียงที่ยอดเยี่ยม (กล่าวถึงเพิ่มเติมในส่วนการนำเสนอ) ก็เพียงพอจะทำให้ผู้เขียนใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินไปกับเกมไม่ต่ำกว่า 30-40 ชั่วโมงก่อนจะจบเนื้อเรื่อง ◊ เกมเพลย์ ◊ อย่างที่กล่าวไปในหัวเรื่อง เกมเพลย์ของ Ghost of Tsushima อาจจะบรรยายได้แบบกว้างๆ ว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างการต่อสู้ของเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order ที่เน้นการปัดป้อง (Parry) และหลบหลีกการโจมตีของศัตรู และปลิดชีพศัตรูอย่างรวดเร็วในการโจมตีไม่กี่ครั้ง เข้ากับการลอบเร้นและโครงสร้างของเกม Assassin’s Creed ที่ให้ผู้เล่นเดินทางไปรอบๆ แผนที่เพื่อทำเควสเนื้อเรื่อง เควสเสริม รวมไปถึงกิจกรรมยิบย่อยอีกมากมาย พร้อมกับการพัฒนาความสามารถและอุปกรณ์ของตัวละครไปด้วย ในระหว่างการต่อสู้อย่างซามูไร เกมเพลย์ของ Ghost of Tsushima อาจจะเปรียบได้กับเกมอย่าง Star Wars Jedi: Fallen Order ที่เน้นการหลบหลีกและปัดป้อง (Parry) การโจมตีของศัตรู เพื่อหาช่องว่างในการสวนกลับด้วยการโจมตีหนัก/เบา ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนท่าถือดาบให้ตรงตามชนิดของศัตรูเพื่อสร้างความได้เปรียบด้วย เกมมักจะแบ่งชัดเจนว่าการโจมตีแบบไหนที่ควรหลบหลีก และแบบไหนควรปัดป้อง โดยท่าที่ตั้งใจให้ปัดป้องทั้งหลายมักจะออกมาเป็นชุด และมักจะติดตามการหลบหลีกของผู้เล่นได้ตลอด จึงอาจจะพูดได้ว่าในขณะที่เกมอย่าง Jedi: Fallen Order หรือกระทั่ง Sekiro: Shadows Die Twice ยังเปิดให้ผู้เล่นที่อาจไม่ถนัดการกะจังหวะเพื่อปัดป้องสามารถใช้ความคล่องแคล่วมาทดแทนกันได้ ใน Ghost of Tsushima เกมแทบจะบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องฝึกฝนการปัดป้องให้ชำนาญระดับหนึ่งเลย แม้กระทั่งในการต่อสู้กับศัตรูระดับต่ำ เพราะความสมจริงของเกมหมายความว่าทั้งศัตรูและผู้เล่นจะสามารถรับการโจมตีได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นก่อนจะตาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะบอกว่า Ghost of Tsushima มีความยากกว่า Jedi: Fallen Order หรือ Sekiro: Shadows Die Twice แต่อาจจะพูดได้ว่าเกม “คาดหวัง” ให้ผู้เล่นทุกคนสามารถใช้เครื่องมือทุกอย่างที่เกมมอบให้ให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐานอย่างการหลบหลีกและป้องกัน ไปจนถึงระบบ Stance หรือท่าถือดาบ ที่มักจะเปลี่ยนท่วงท่าการโจมตีของผู้เล่นเพื่อรับมือกับศัตรูชนิดต่างๆ เช่นท่าหนึ่งเอาไว้รับมือกับศัตรูที่ถือดาบ ในขณะที่อีกท่าเอาไว้รับมือกับศัตรูที่ถือหอก เป็นต้น แม้จะไม่ค่อยเห็นผลในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงท้ายๆ เกมศัตรูจะเริ่มใส่เกราะหนักที่ทำให้รับการโจมตีได้มากขึ้น ทำให้การพยายาม Stagger ศัตรูผ่านท่าโจมตีเฉพาะของแต่ละ Stance มีความจำเป็นขึ้นมา และทำให้ยิ่งเกมดำเนินไปเท่าไหร่ การต่อสู้ในเกมก็จะมีมิติมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย เกมมักจะทดสอบฝีมือของผู้เล่นอยู่เป็นระยะผ่านการต่อสู้แบบ Duel หรือการดวลดาบแบบตัวต่อตัวในพื้นที่จำกัด ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นเกมเพลย์ส่วนที่หินที่สุดในเกมเลย เพราะศัตรูในการดวลมักจะมีท่วงท่าและจังหวะการโจมตีที่ซับซ้อนกว่าศัตรูทั่วไป ที่จะบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ฝีมือในการต่อสู้ของตัวเองเพียวๆ 100% มีการดวลหลายครั้งที่ผู้เขียนตายแล้วตายอีกนับสิบๆ รอบกว่าจะผ่านไปได้ แต่ทุกครั้งที่เอาชนะศัตรูเหล่านี้ลงได้ ผู้เขียนก็สังเกติได้ถึงพัฒนาการในการเล่นของตัวเองเช่นเดียวกัน จึงทำให้การดวลเหล่านี้ยังคงสนุกทุกครั้ง และทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซามูไรยอดฝีมือขึ้นมาจริงๆ เลย ในทางกลับกัน ต้องยอมรับว่าเกมเพลย์การลอบเร้นใน Ghost of Tsushima นั้นอาจจะเรียกได้ว่า “เบสิก” มากๆ ผู้เล่นจะสามารถกดปุ่มอนาล๊อคขวา (R3) เพื่อย่อตัวลงและหลบซ่อนในพงหญ้าได้ หรือจะปีนป่ายภูเขา/อาคาร/ต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเพื่อหาจังหวะลอบสังหารศัตรูจากด้านบนก็ได้ ผู้เล่นจะมีเครื่องมือเช่นกระดิ่งและประทัดที่สามารถใช้ปาไปดึงดูดความสนใจของศัตรูได้ หรือลูกดอกพิษที่ทำให้ศัตรูเห็นภาพหลอนและโจมตีศัตรูด้วยกันเป็นต้น มีธนูไว้ใช้สังหารศัตรูเงียบๆ จากระยะไกล หรือจะเข้าไปปาดคอในระยะใกล้ก็ได้ เมื่อถูกเจอ ผู้เล่นก็สามารถปาระเบิดควันลงพื้นเพื่อหลบซ่อนจากศัตรูอีกครั้งได้ คือขาดไปแค่รถเข็นใส่กองฟางก็จะเป็น Assassin’s Creed แล้วจริงๆ แต่อาจจะจำกัดมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเกมไม่ได้เปิดให้ปีนป่ายได้อย่างอิสระเท่า AC แถมองค์ประกอบอย่างการเคลื่อนย้ายศพศัตรูก็ไม่มี ที่สำคัญ A.I. ศัตรูในเกมนี้ก็ไม่ค่อยจะฉลาดนัก โดยเฉพาะในระดับความยาก Normal นี่แทบจะเรียกว่าหูหนวกตาบอดกันหมดเลยทีเดียว ผู้เขียนสามารถกระโดดจากตึกสองชั้นลงมายืนข้างหลังศัตรูได้โดยที่พวกมันไม่รู้ตัวอะไรเลย แม้จะตกลงมาเสียงดังแค่ไหน หรือตัวเอกจะโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่สองวิเต็มๆ (เพราะโดดลงมาสูงเกินแล้วโดน Fall Damage) แต่ผู้เขียนก็ยังสามารถปาดคอพวกมันได้โดยที่ไม่มีใครรู้ แม้การปรับระดับความยากขึ้นมาเป็น Hard จะทำให้ศัตรูหูตาไวขึ้นพอสมควร และทำให้การลอบเร้นมีความท้าทายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นรูปแบบการลอบเร้นแบบพื้นๆ ที่ค่อนข้างง่าย และอาจไม่ค่อยสนุกสำหรับคนที่โหยหาความท้าทายระดับเดียวกับการต่อสู้ในเกม ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่เกมพยายามจะปลดล๊อคความสามารถฝั่งลอบเร้น (เช่นมีดบิน ระเบิดควัน ประทัด)ไปตามเนื้อเรื่อง เพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวเอก กว่าจะปลดล๊อคเครื่องมือทั้งหมดในการลอบเร้น ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งเกมแล้ว (20-25 ชั่วโมง) ทำให้การลอบเร้นในช่วงองค์แรกของเกม (5-10 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความขยันในการเก็บเควส) ค่อนข้างจำกัดมากๆ ซึ่งแม้จะมีเหตุผลสนับสนุนในเนื้อเรื่อง แต่ก็ทำให้การลอบเร้นของเกมในครึ่งแรกทั้งหมดรู้สึกน่าเบื่อไปซะหน่อยสำหรับผู้เขียน ที่มักจะเลือกเดินเข้าไปท้าศัตรูซึ่งๆ หน้าเลยเพราะสนุกกว่า การลอบเร้นจะเริ่มรู้สึกมีความจำเป็นขึ้นมาจริงๆ ในช่วงท้ายเกม ที่เริ่มมีเครื่องมือและเงื่อนไขในภารกิจที่เน้นการลอบเร้นมากขึ้น แถมศัตรูระดับสูงยังมักจะมีชุดเกราะและอาวุธที่ทนทานกว่าช่วงต้นเกมหลายเท่า การลอบเร้นเข้าไปตัดกำลังกองทัพศัตรูอย่างเงียบๆ ก่อนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้เขียนทำเพราะรู้สึกจำเป็น (ไม่งั้นโดนรุมตาย) มากกว่าเป็นทางเลือกจาก “ความสนุก” และมักจะเหลือศัตรูไว้ในค่ายจำนวนหนึ่งเพื่อต่อสู้ตรงๆ เสมอ (แต่ยอมรับว่าคนที่อยากได้อารมณ์ Assassin’s Creed แบบคลาสสิคในยุคญี่ปุ่นโบราณ น่าจะอินได้ไม่ยาก ในส่วนของการสำรวจ Ghost of Tsushima จะมีลักษณะคล้ายๆ กับเกมโลกเปิดส่วนใหญ่ในแง่ของโครงสร้าง ที่จะมีภารกิจหลักและเสริม รวมไปถึงกิจกรรมย่อยๆ อย่างการแช่บ่อน้ำแร่เพื่อเพิ่ม Max HP หรือการสำรวจศาลเจ้าเพื่อรับเครื่องราง กระจัดกระจายให้ทำอยู่เต็มแผนที่ ซึ่งแน่นอนว่าบางกิจกรรมก็สนุก เช่นการสำรวจศาลเจ้า ที่มักจะมาในรูปแบบของพัซเซิ่ลการปีนป่าย (Platforming Puzzle) แบบเบาๆ หรือการเคลียร์ค่ายทหารมองโกล ที่ทำให้ได้รับแต้มความสามารถเพิ่ม ในขณะที่บางกิจกรรมก็ไม่ค่อยสนุก เช่นการแต่งกลอนไฮกุ หรือการวิ่งไล่หมาจิ้งจอก อาจจะแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่อย่างน้อยระบบ Fast Travel ของเกมก็ทำให้ผู้เล่นสามารถเดินทางไปยังตำแหน่งของกิจกรรมที่พบในแผนที่ได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นการจะทิ้งกิจกรรมที่ไม่อยากทำไว้จนถึงเวลาที่จำเป็นจริงๆ ค่อยมาทำก็ยังง่ายดาย เพราะสามารถวาร์ปกลับไปยังตำแหน่งนั้นๆ ได้ทันที การสำรวจจะผูกเข้ากับระบบการพัฒนาตัวละครด้วย เพราะกิจกรรมแทบทุกอย่างที่ทำได้บนแผนที่จะมอบประโยชน์ให้กับตัวละครแตกต่างกันไป เช่นการแช่บ่อน้ำร้อนเพื่อเพิ่ม Max HP หรือการฝึกฟันไม้ไผ่เพื่อเพิ่มเกจ Resolve ที่เอาไว้ใช้ปล่อยท่าพิเศษและฟื้นฟูพลังชีวิตของผู้เล่นขณะต่อสู้ นอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถเลือกใส่ชุดเกราะ (ต้องเลือกเปลี่ยนทั้งชุด ยกเว้นหมวกกับหน้ากากสามารถผสมกันได้) และเครื่องรางชนิดต่างๆ ได้ เช่นเกราะซามูไรที่ใส่แล้วได้พลังโจมตีและพลังชีวิตเพิ่ม หรือเครื่องรางที่ทำให้ปามีดสั้นได้เพิ่มขึ้น 2 เล่มเป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมอบความสามารถพิเศษต่างกัน และทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกสับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์การเล่นหรือสถานการณ์ได้ เราอาจจะเลือกใส่เกราะหนักและใส่เครื่องรางที่เพิ่มพลังป้องกันเมื่อต้องดวลเดี่ยวกับบอส แต่เปลี่ยนมาใส่เกราะโรนินที่ทำให้ศัตรูมองเห็นเราช้าลงเมื่อต้องการลอบเร้นเป็นต้น ทำให้ชุดเกราะทุกชุดมีประโยชน์ และทำให้ผู้เล่นสามารถเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้อย่างหลากหลาย แม้จะไม่ได้ลึกเท่าระบบชุดเกราะในเกม RPG ก็ตาม ซึ่งก้อาจไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับหลายคนที่เบื่อหน่ายระบบ RPG ในเกมแอคชั่น ในการเดินทาง ผู้เล่นจะต้องพึ่งพา “สายลม” ในการนำทางไปสู่จุดหมายในลักษณะเดียวกับการปักหมุดหรือการตั้ง Way Point ในเกมอื่นๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้การเล่น Ghost of Tsushima ส่วนใหญ่มี HUD เช่นหลอดเลือดหรือมินิแมพขึ้นมากวนใจน้อยมาก และทำให้ผู้เล่นสามารถรับบรรยากาศของเกมได้ในระหว่างที่เดินทางไกลด้วยการขี่ม้า กลับกันคือระบบนกนำทาง ที่มักจะส่งนกสีเหลืองๆ มาพาผู้เล่นไปยังตำแหน่งของกิจกรรมเสริมที่ใกล้ที่สุด ซึ่งมักจะโผล่มาแบบสุ่ม แถมเจ้านกยังมักจะบินติดฉาก หรือไม่ก็บินหายไปเฉยๆ (ไม่รู้ว่าเป็นบั๊คหรือหาไม่เจอเอง) แต่ที่แน่ๆ คือผู้เขียนพบว่านกเหล่านี้มักจะพาเราหลงและเสียเวลาไป มากกว่าที่จะพาไปเจออะไรที่มีประโยชน์จริงๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นยังมีสิทธิจะพบกับหน่วยลาดตระเวน หรือกระทั่งค่ายทหารของพวกมองโกล ที่เมื่อกำจัดแล้วก็จะได้รับทรัพยากรมาใช้พัฒนาอาวุธชุดเกราะของเรา หรือกระทั่งได้รับ Technique Point มาใช้อัพความสามารถ เช่นการปัดลูกธนู ซึ่งการทำให้กิจกรรมเล็กน้อยทั้งหมดในแผนที่มีประโยชน์ในแบบของตัวเอง ก็ช่วยทำให้การสำรวจในเกม Ghost of Tsushima ไม่รู้สึกเสียเวลา เพราะต่อให้เป็นกิจกรรมเล็กน้อยแค่ไหนก็มีผลในการพัฒนาตัวละครไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กล่าวโดยสรุป การต่อสู้ในเกม Ghost of Tsushima ถือเป็นจุดแข็งที่สุดของเกม และทำออกมาได้ค่อนข้างสนุกและท้าทายโดยที่ไม่ได้ยากจนเกินความสามารถ และสามารถปรับระดับความยากได้ตลอดเวลาในจังหวะที่รู้สึกว่าเล่นไม่ผ่าน นอกจากนี้ เกมยังมีแผนที่โลกที่กว้างใหญ่ ที่มีกิจกรรมให้ทำมากมาย และทุกกิจกรรมก็ล้วนช่วยพัฒนาตัวละครของผู้เล่นในวิธีที่ต่างกัน ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นจุดอ่อน คงจะเป็นระบบการลอบเร้น ที่ค่อนข้างจะธรรมดาๆ และไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากจะได้เล่นเกม Assassin’s Creed ฉบับญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบเกมเพลย์ของ Assassin’s Creed ยุคแรกๆ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของพวกคุณได้ดีที่สุดแล้วในขณะนี้ ◊ กราฟิก/การนำเสนอ ◊ จากภาพที่เปิดเผยออกมา ทั้งในเทรลเลอร์และในสกรีนช๊อตมากมายของเกม เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเห็นด้วยกับผู้เชียนว่า Ghost of Tsushima เป็นเกมที่ “สวย” มากๆ ด้วยสภาพแวดล้อมสีฉูดฉาดของเกม ไปจนถึงเอฟเฟกต์ใบไม้ใบหญ้าที่ปลิวไหวไปตามลมตลอดเวลา ที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่มีมนต์ขลังบางอย่างให้กับเกม แม้ว่าตัวเกมเองจะไม่ได้มีความแฟนตาซีก็ตาม ซึ่งก็ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับโลกของเกม ให้เป็นมากกว่าแค่อ้างอิงจากญี่ปุ่นยุคโบราณมาตรงๆ ที่อาจจะไม่ได้น่าสนใจเท่า ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องของเพลงในเกม ที่ช่วยสร้างบรรยากศให้กับการเดินทางได้เป็นอย่างดี และย้อนกลับไปเสริมบรรยากาศของเกม และสร้างความรู้สึกน่าพิศวงให้กับการสำรวจเกาะสึชิมะอย่างน่าประหลาด แน่นอนว่าทั้งหมดทำให้การเดินทางไปมาในเกาะสึชิมะของเกมเป็นประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินแทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว แถมผู้เล่นยังสามารถปลดล๊อคเพลงต่างๆ ให้ตัวละครจินสามารถเป่าขลุ่ยตามได้ ซึ่งการเป่าขลุ่ยยังเป็นวิธีการที่เกมเปิดให้ผู้เล่นควบคุมสภาพอากาศของเกมด้วย (เช่นเพลงหนึ่งอาจทำให้ฟ้าใส แต่อีกเพลงทำให้ฝนตก เป็นต้น) แม้ว่าสภาพแวดล้อมมักจะไม่ได้มีผลอะไรกับการเล่นเกมจริงๆ เท่าไหร่ก็ตาม อีกสิ่งที่น่าชมคือคุณภาพของการพากย์เสียง และการแสกนหน้านักแสดง ที่บอกเลยว่ามีหลายฉากที่ผู้เขียนเกิดความอินตามเนื้อเรื่องได้เพียงเพราะจากสีหน้าและน้ำเสียงของนักแสดงเลย โดยเฉพาะท่านลุงชิมูระ พ่อบุญธรรมและอาจารย์ของตัวเอก ที่อาจจะเป็นผลงานการแสดงและพากย์เสียงตัวละครที่ผู้เขียนชอบที่สุดชิ้นหนึ่งได้เลย (อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนเล่น) ซึ่งคุณภาพของเสียงพากย์และการแสดง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำชูเนื้อเรื่องของเกมเอาไว้อยู่ เพราะถ้าไม่ได้กลุ่มนักแสดงและนักพากย์นี้มา เชื่อว่าผู้เขียนคงหักคะแนนส่วนเนื้อเรื่องไปมากกว่านี้แน่นอน แต่ในความสวยงามของเกม ก็รู้สึกถึงความ ”ปรุงแต่ง” มากกว่าเกม Open World คู่แข่งหลายๆ เกมเช่นเดียวกัน จากการที่รายละเอียดหลายๆ อย่างในโลกขาดชีวิตชีวาไปอย่างชัดเจน เช่นเหล่า NPC ชาวบ้าน ที่ส่วนใหญ่มักจะยืนอยู่ที่เดิมเฉยๆ ทั้งเกม หรืออนิเมชั่นของน้ำและโคลนเมื่อวิ่งผ่าน ที่บ้างครั้งก็กระเซ็นแบบสมจริง แต่บางครั้งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนผู้พัฒนาพยายามทำให้เกมสวยที่สุดเมื่อมองในภาพใหญ่ (ต้องยอมรับว่ามันสวยจริงๆ) แทนที่จะปั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างที่ผู้พัฒนาหลายๆ สำนักพยายามทำในปัจจุบัน ซึ่งว่ากันตามตรงก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมเพลย์เท่าไหร่นัก แต่เพราะเกมอื่นๆ หลายเกมดูจะแก้ไขปัญหานี้ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย เลยทำให้กลายเป็นข้อบกพร่องที่สังเกติง่ายในเกมนี้ ◊ ซับไทยและ Kurosawa Mode ◊ อย่างที่หลายคนอาจจะทราบกันดี เกม Ghost of Tsushima สนับสนุนบทบรรยายและเมนูภาษาไทยด้วย เช่นเดียวกับเกม PlayStation 4 Exclusive เกมก่อนหน้าอย่าง The Last of Us Part II ซึ่งเกม TLoU2 เป็นหนึ่งในเกมที่หลายๆ คน (รวมไปถึงทีมงาน GameFever ด้วย) ต่างชื่นชมว่าทำบทบรรยายไทยออกมาได้ดีมากๆ สำหรับเกม Ghost of Tsushima นั้น อาจจะด้วยความที่ผู้แปลพยายามจะรักษาความเป็นสมัยโบราณของเกมด้วย แต่บทบรรยายไทยของเกมมีความแข็งๆ ต่างจากเกม TLoU2 อย่างมาก และมีหลายคำที่แปลออกมาแปลกๆ สังเกติง่ายๆ แค่จากคำว่า “Continue” ในเมนูหลักของเกม ที่ถูกแปลออกมาเป็น “ทำต่อ” แทนที่จะเป็น “เล่นต่อ” เป็นต้น ผู้เขียนยอมรับตามตรงว่าทนเล่นซับไทยอยู่ได้ประมาณสองภารกิจ ก่อนที่จะทนไม่ไหวเปลี่ยนกลับไปเล่นซับอังกฤษ เพราะมันทำให้เสียอรรถรสและสมาธิขณะเล่นจริงๆ ในส่วนของโหมดพิเศษ Kurosawa Mode ของเกม หรือที่น่าจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “โหมดขาวดำ” นั้น จะทำให้ภาพในเกมทั้งหมดกลายเป็นสีขาวดำ เช่นเดียวกับเหล่าหนังซามูไรในยุค 1950-60 ของผู้กำกับภาพยนตร์ในตำนาน คุโรซาวะ อาคิระ ที่ผลิตผลงานภาพยนตร์ซามูไรอันโด่งดังอย่าง Seven Samurai (1954) และ Yojimbo (1961) อันเป็นแรงบันดาลใจของเหล่าผู้พัฒนานั่นเอง โหมดจะใส่เอฟเฟกต์ Film Grain เข้าไปเพื่อจำลองความรู้สึกของภาพยนตร์ในยุคนั้น และจะทำให้ลมในเกมพัดแรงขึ้นมากๆ เพื่อเสริมอารมณ์ของเกม ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ สำหรับผู้เขียนไม่ได้รู้สึกมันช่วยทำให้เกมสนุกขึ้นหรืออะไร แต่ก็คงมีคอหนังตัวยงที่อาจจะชื่นชอบความรู้สึกของการได้ “เล่นหนังซามูไร” ก็เป็นได้  ◊ สรุป ◊ เกม Ghost of Tsushima อาจไม่ใช่เกมที่พยายามนำเสนออะไรที่ใหม่กว่าคนอื่น และก็ต้องยอมรับว่ามีหลายองค์ประกอบที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ Ghost of Tsushima ก็ยังเป็นเกมที่สนุกในตัวของมันเอง ที่น่าจะมอบประสบการณ์นินจาซามูไรที่หลายคนต้องการมาตลอดได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่บทบรรยายไทยของเกมไม่สามารถคงมาตรฐานที่ The Last of Us Part II ตั้งมาได้ แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) จริงๆ ก็ยังถือว่าดีกว่าไม่มีอะไรเลยล่ะนะ [penci_review id="61128"]
20 Jul 2020
ผู้พัฒนา Cyberpunk 2077 เผย "เกมนี้เคลียร์ได้โดยไม่ต้องเล่นเนื้อเรื่องหลักจนจบ"
โดยปกติแล้ว เราจะสามารถเคลียร์เกมได้ ก็ต่อเมื่อเล่นเนื้อเรื่องของเกมนั้นจนจบ แต่มันก็มีบ้างเหมือนกันที่ ผู้เล่นสามารถจบเกมได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่นเนื้อเรื่องหลักของเกมให้สมบูรณ์ ซึ่งล่าสุดจากบทสัมภาษณ์ Pawel Sasko หัวหน้าทีมผู้ออกแบบเควสเกม Cyberpunk 2077 ดูเหมือนว่าเกมนี้เองก็ไม่จำเป็นต้องทำเควสเนื้อเรื่องทั้งหมด ผู้เล่นก็สามารถจบเกมนี้ได้ครับ!     Pawel Sasko ได้กล่าวว่า "ผู้เล่นจะสามารถเข้าถึงเควสย่อยต่างๆ ในเกมได้ เมื้อเล่นเนื้อเรื่องหลัก หลายเควสจะปลดล็อคระบบใหม่ๆ หรือไม่ก็พื้นที่ใหม่ให้สามารถเข้าไปได้ ซึ่งเควสย่อยเหล่านั้นจะส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และมันจะส่งผลถึงขนาดที่ว่า สามารถจบเกมได้โดยไม่จำเป็นต้อง เล่นเนื้อเรื่องของเกมให้จบได้เลย" นับเป็นอะไรที่ดูน่าสนใจมากครับ แบบนี้แปลว่าฉากจบของเกมจะต้องมีหลายแบบมากๆ ครับ     Cyberpunk 2077 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน นี้บนเครื่อง PS4, Xbox One และ PC     Credit: altchar
19 Jul 2020
STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town วิธีปลดล็อกร้านขายสัตว์เลี้ยง
ผู้เล่นที่กลับมาเล่นเกม STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town อาจจะตกใจในทันทีที่จู่ๆ เราไม่มีเพื่อนคู่หูคู่ทางอย่างเจ้าหมาตั้งแต่ช่วงเริ่มเกม แต่อย่ารีบตกใจไปครับพวกมันไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่มีเงื่อนไขในการปลดล็อคนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ และถึงแม้ว่าวิธีการรับสัตว์เลี้ยงนั้นจะไม่ได้ยากอะไร แต่ก็เป็นเรื่องที่เราควรใส่ใจกับมันในระดับนึงเลยครับ วันนี้ผมได้นำวิธีการปลดล็อคสัตว์เลี้ยงมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้กันครับ. 1. เราจะต้องปลดล็อกตัวละคร Van ผู้ขายสัตว์เลี้ยงก่อน ขั้นแรกเลยคือเราต้องรอให้ Van ( หนึ่งในตัวละครในเกม ) ปรากฏตัวออกมาในเกมก่อนเพื่อปลดล็อกฟีเจอร์สัตว์เลี้ยงให้แก่เรา สำหรับวิธีการปลดล็อค Van นั้นคือ ผู้เล่นต้องให้ของขวัญกับเทพธิดาโดยการโยนของบูชาลงไปในแม่น้ำเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้น Van จะทำการขายสัตว์เลี้ยงในวันที่ 15 ของทุกฤดูกาล ซึ่งวันที่เราจะสามารถได้รับสัตว์เลี้ยงตัวแรกได้ไวที่สุดก็คงจะเป็นวันที่ 15 ในช่วงฤดูร้อนครับ แต่ขอบอกให้รู้ไว้ว่า Van จะเปิดร้านในวันที่สภาพอากาศสดใจแดดดีๆ เท่านั้น ถ้าวันที่ 15 ตอนนั้นมีฝน หรือหิมะตก เขาจะไม่ปรากฏตัวออกมาและต้องรออีกทีนานถึงฤดูกาลหน้าเลยครับ *ขอแนะนำว่าถ้าเราไม่อยากรอฤดูกาลหน้า ให้ใช้วิธี Save / Load แล้วย้อนกลับไปในวันที่ 13 เพราะสภาพอากาศในวันที่ 15 จะเกิดแบบสุ่ม โดยเราสามารถรู้สภาพอากาศได้ทันทีหลังจากตื่นนอนครับ ถ้าตื่นมาแล้วฝนหรือหิมะตกก็ให้เราใช้วิธีเดิมนี้ครับแล้วถ้าวันที่ 15 แดดออกวันนั้น Van จะมาแน่นอน! ลืมบอก! ผู้เล่นสามารถหาร้านขายสัตว์เลี้ยงของเขาไปบริเวณด้านซ้ายล่างของจตุรัสกลางเมืองนะครับ โดยเขาจะขายสัตว์เลี้ยงตั้งแต่เวลา 12.30 น. - 17.50 น. และ...สัตว์เลี้ยงที่เขาขายในแต่ละฤดูกาลจะไม่เหมือนกันอีกด้วยครับ! แต่ละฤดูกาลจะมีสัตว์อะไรขายบ้างมาดูกันครับ 2.สัตว์เลี้ยงแต่ละฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิ - แมว Van จะขายแมว 3 ตัวนั่นคือ American / Shorthair Bengal / Tortie                                                     ฤดูร้อน - เพนกวิน Van จะขายเพนกวินสีน้ำเงินและเพนกวินดำ ฤดูใบไม้ร่วง - สุนัข Default Doggo สุนัขเริ่มต้นจะขายที่ราคา 10,000 G ในขณะอีก 2 Shiba Papillon ตัวราคาจะอยู่ที่ 20,000 G                                                     ฤดูหนาว - คาปิบารา จะมีคาปิบาราพันธุ์ปกติ และคาปิบาราเผือก 3.การเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงในแต่ละฤดูกาล วิธีการดูแลสัตวฺเลี้ยงแต่ละตัวนั้น สามารถดูได้ที่ด้านล่างของรายการต่างๆ เวลาเราได้เข้าไปพูดคุยกับ Van ผู้เล่นสามารถซึ้อสิ่งต่างๆ รวมถึงอาหารแล้วนำมาให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา เพื่อเพิ่มความรักได้เร็วขึ้นได้เช่นกัน. ขอแนะนำนิดนึงนะครับว่า หลังจากที่เราซื้อสัตว์เลี้ยงตัวแรกมาแล้วเราจะสามารถซื้อสัตว์เลี้ยงมาเพิ่มไปเมื่อเข้าถึงหัวใจประมาณ 8 ดวง โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 ฤดูกาลครับ ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อสัตว์เลี้ยงต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเลือกสัตวเลี้ยงส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์หลักๆ เลยก็คือเพื่อความสวยงาม ความน่ารัก และความชอบของเราเอง ไม่จำเป็นต้องเลือกสุนัขเป็นตัวแรกเพื่อใช้ป้องกันสัตว์หรือไว้ไล่ต้อนก็ได้นะครับ . 4.ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Van หลังจากที่ Van ปรากฏตัวออกมาแล้ว เราจะพบว่าเขาก็ตั้งร้านอยู่อีกที่นึงเช่นกัน โดยร้านจะตั้งอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรมทุกวันพุธ เขาจะตั้งร้านอยู่ที่มุมไกลๆ สุดทางเดิน แต่ในส่วนนี้เขาจะไม่ได้ขายสัตว์เลี้ยงนะครับจะขายเป็นพวกแร่ต่างๆ รวมถึงเครื่องเล่นเพลงด้วย และถ้าหากเรามีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เราสามารถเข้าถึง “Van’s favorite item” ( รายการโปรดของ Van ) ได้นะครับโดยเราจะสามารถรับของได้ทางกล่องจดหมาย ของที่เราได้นั้นจะเป็นสินค้าที่สุ่มออกมาให้เราซื้อ และขอฟีเจอร์นี้จะสามารถเข้าถึงได้ในตอนที่เรามีเงินถึง 1,000,000 G เท่านั้นนะครับ.
16 Jul 2020
STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town รวมไอเท็มสิ่งที่ NPC หนุ่ม/สาว ชอบเพื่อเพิ่มหัวใจ
หนึ่งในเป้าหมายของการเล่นเกม STORY OF SEASONS: Friends of Mineral Town ก็คงหนีไม่พ้นการจีบสาวหรือจีบหนุ่มทั้งหลาย รวมถึงในภาคนี้เรายังสามารถจีบเพศเดียวกันได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องทำแต่ละวันคือการเอาไอเท็มต่างๆ ไปให้ NPC นั้นทุกๆ วันเพื่อเพิ่มหัวใจ แถมแต่ละตัวละครยังมีความชอบแตกต่างกันอีก ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH ได้รวบรวมของที่ชอบแต่ละ NPC ให้ทุกท่านได้เลือกจีบคนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นครับ < NPC ผู้หญิง > Ran (หรือ Ann) วันเกิด - Summer 17 สิ่งที่ชอบมาก - Cheese Pot สิ่งที่ชอบรองลงมา - Hot Boiled Egg, Chocolate, Sandwich, Fried Rice Elli วันเกิด - Spring 16 สิ่งที่ชอบมาก - Moon Dumpling, Almond Tofu, Orange Venus สิ่งที่ชอบรองลงมา - Milk, Dumpling Powder, Toyflower, Pink Cat Flower, Magic Grass Karen วันเกิด - Autumn 15 สิ่งที่ชอบมาก - Popcorn, Magarita Pizza, French Fries สิ่งที่ชอบรองลงมา - Bamboo Shoot, Cheese, Wine, Sashimi Popuri วันเกิด - Summer 3 สิ่งที่ชอบมาก - Tamago Yaki, Omelette Rice, Indonesia Fried Rice, Beef Bowl สิ่งที่ชอบรองลงมา - Egg, Strawberry, Boiled Egg, Soft Biscuit, Chocolate, Apple Jennifer วันเกิด - Winter 20 สิ่งที่ชอบมาก - Roasted Chestnut, Chestnut Rice, Mont Blanc สิ่งที่ชอบรองลงมา - Sweet Potato, Chocolate, Soft Biscuit, Honey, Egg Mary วันเกิด - Winter 20 สิ่งที่ชอบมาก - Vegetable Juice, Relaxation Tea สิ่งที่ชอบรองลงมา - Bamboo Shoot, Raisin Bread, Chocolate, Dumpling Powder < NPC ผู้ชาย > Gray วันเกิด - Winter 6 สิ่งที่ชอบมาก - Roasted Corn สิ่งที่ชอบรองลงมา - Chocolate, Curry Rice, Ores, Egg, Bread Cliff วันเกิด - Summer 6 สิ่งที่ชอบมาก - Curry Rice สิ่งที่ชอบรองลงมา - Fried Rice, Sandwich, Miso Soup, Chocolate, Tomato, Grape Doctor วันเกิด - Autumn 19 สิ่งที่ชอบมาก - Milk สิ่งที่ชอบรองลงมา - Honey, Bamboo Shoot, Poisonous Mushroom, Herbs Rick วันเกิด - Autumn 27 สิ่งที่ชอบมาก - Hot Boiled Egg สิ่งที่ชอบรองลงมา - Honey, Egg, Mayonnaise, Wine, Chicken Feed, Chocolate Kai วันเกิด - Summer 22 สิ่งที่ชอบมาก - Pineapple สิ่งที่ชอบรองลงมา - Egg, Tomato, Corn, Chocolate, Flour Brandon วันเกิด - Autumn 7 สิ่งที่ชอบมาก - Truffle, Dorayaki สิ่งที่ชอบรองลงมา - Flour, Butter, Sweet Potato, Cucumber, Egg, Honey Credit: Vynil
15 Jul 2020
ผู้กำกับ Neil Druckmann เปิดหมดเปลือกกับธีมและตอนจบของเกม The Last of Us Part II
***บทความนี้จะสปอยเนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II เยอะมาก รวมถึงตอนจบด้วย*** เกม The Last of Us Part II อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกมยอดเยี่ยมที่มีคนเกลียดมากที่สุดเกมหนึ่งในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านเนื้อเรื่องของเกม ที่ทำลายความคาดหวังของผู้เล่นหลายๆ คนไปอย่างเลือดเย็น หรือประเด็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา หรือกระทั่งเพศสภาพของตัวละคร ที่หลายคนมองว่าเป็นการผลักใสประเด็นทางการเมืองของผู้พัฒนาใส่ผู้เล่น จนเกิดเป็นการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ที่ข้อมูลเนื้อเรื่องหลุดออกมาก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย จนถึงปัจจุบันที่เกมวางจำหน่ายไปแล้วเกือบ 3 สัปดาห์ด้วยกัน ในช่วงก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย (แต่หลังจากที่ข้อมูลด้านเนื้อเรื่องหลุดออกมาแล้ว) ทางเว็บไซต์ Eurogamer ได้มีโอกาสในการสัมภาษณ์คุณ Neil Druckmann ผู้กำกับและผู้เขียนบทเกม The Last of Us Part II เกี่ยวกับสิ่งที่เกมต้องการจะสื่อผ่านเนื้อเรื่อง ไปจนถึงประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับตัวละครใหม่ๆ อย่างแอ๊บบี้และเลฟ ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก เราจึงอยากจะแปลบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันจ้า! ในช่วงครึ่งหลังของเกม (ที่คุณรับบทเป็นแอ๊บบี้) มันน่าเศร้ามากที่คุณได้พบกับผู้คนและสุนัขที่คุณฆ่าตายไปก่อนหน้านี้ในฐานะเอลลี่ และมันทำให้ผมรู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างไรไม่รู้ ผมรู้สึกผิดต่อพวกเขา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยพบในวิดีโอเกมเท่าไหร่ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย ND: คุณพูดถึงประเด็นเรื่องความละอายและความรู้สึกผิด ทั้งสองอย่างนี่มันช่างเป็นอะไรที่มีความเป็นเกมสูงเนอะว่าไหม เพราะเกมเท่านั้นที่ให้ผู้เล่นได้ลงมือกระทำอะไรซักอย่างด้วยการตัดสินใจของตัวเอง และทำให้พวกเขาได้เห็นผลของการกระทำนั้นๆ และสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อตัวละครอื่นๆ เอาเข้าจริง ในการโฆษณาเกม เรามักจะบอกว่าเกม Part II นี้มันเกี่ยวกับความแค้นและความเกลียดชัง ซึ่งมันไม่จริงเลย เกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจ เกี่ยวกับการให้อภัยต่างหาก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถสร้างความรู้สึกเกลียดชังสุดขีดในใจของผู้เล่นได้ เพื่อให้พวกเขาอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นต้องชดใช้ต่อการกระทำ และมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ตอนนี้ คุณเห็นวิธีที่พวกเขาพูดถึงข้อมูลหลุด วิธีที่พวกเขาพูดจาและกระทำต่อแอ๊บบี้ราวกับเธอไม่ใช่มนุษย์ มันน่ากลัวมาก แต่มันก็คือธรรมชาติของมนุษย์ ที่เราทุกคนล้วนเคยกระทำ เราเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราได้เห็นบทสัมภาษณ์ของคนที่สูญเสียคนรักหรือบุตรให้กับความรุนแรง พวกเขามักจะพูดทำนองว่า 'ถ้าชั้นจับไอ้คนกระทำมาอยู่ตรงหน้าได้ ชั้นคงถลกหนังมันทั้งเป็น' และผมเชื่อพวกเขานะ ผมเชื่อว่าในสถานการณ์ที่ถูกต้อง มนุษย์ธรรมดาอย่างเราล้วนกระทำอะไรแบบนั้นได้ทุกคน ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะทดลองในเกมนี้ก็คือ เราจะสามารถนำพาผู้เล่นไปอยู่ในจุดนั้น ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และทำให้พวกเขาต้องหยุดคิดและสำรวจจิตใจของตัวเองได้อย่างไร และบางทีมันอาจจะทำให้เมื่อมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้นนอกเกม คุณอาจจะมีสติและความเห็นอกเห็นใจมากพอที่จะหยุดและตั้งคำถามกับตัวเองถึงมุมมองที่ต่างจากคุณ ฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเอลลี่และแอ๊บบี้มันช่างให้ความรู้สึกกระเสือกกระสนและว่างเปล่าเหลือเกิน เหมือนว่ามันไม่สามารถมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะได้เลย ผมรู้สึกโกรธเอลลี่มาก และผมก็พร้อมจะเกลียดแอ๊บบี้มาตั้งแต่ต้นเกม แต่ในจุดนั้นมุมมองของผมมันพลิกกลับด้านไปหมดเลย คุณพยายามจะสื่อว่าเอลลี่คือตัวร้ายอยู่ใช่ไหมในฉากนั้น ND: สำหรับผม การจำกัดความตัวละครว่าเป็น "ตัวดี" หรือ "ตัวร้าย" มันเป็นการตัดสินตัวละครมากไปหน่อย สิ่งที่เราต้องการจะสื่อมากกว่าก็คือ นี่คือกลุ่มคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ที่เลือกทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นผลของทางเลือกเหล่านั้น ก่อนที่จะตั้งคำถามว่า "มันคุ้มค่าสำหรับคุณแล้วใช่ไหม" การเดินทางของเอลลี่มันคือการออกตามหาอะไรก็ตามเพื่ออุดรูในใจที่การตายของโจเอลทิ้งเอาไว้ และความเชื่อของเธอที่ว่า 'ชั้นอาจจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าได้เห็นคนพวกนี้ต้องเจ็บปวดเหมือนกับโจเอล' มันเลยทำให้การฆ่าทุกครั้งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งกัดกร่อนความเป็นมนุษย์ของเธอลงเรื่อยๆ มันเป็นความพยายามที่สูญเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เราอ้างอิงจากการสัมภาษณ์บุคคลในโลกจริง บางคนเป็นลูกหลานหรือพ่อแม่ของเหยื่อการฆาตกรรม ที่ได้นั่งดูคนที่ฆ่าคนรักของพวกเขาถูกประหารชีวิตต่อหน้า พวกเขาทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องการให้คนที่เขารักกลับมาต่างหาก และการฆ่าคนที่พรากพวกเขาไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในขณะเดียวกัน การเดินทางของแอ๊บบี้มันคือการพยายามลบล้างความรู้สึกผิดของตัวเอง เธอได้ทุ่มเวลา 5 ปีไปกับการตามล่าตัวโจเอล เธอเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นอาวุธ เพราะเธอจินตนาการไปเองว่าโจเอลเปรียบเสมือนปีศาจในใจเธอ ถ้าคุณสังเกติดีๆ ในฉากที่โจเอลโดนยิงขา เพื่อนๆ ของแอ๊บบี้ยังมีท่าทีเกรงๆ เขาอยู่ด้วยซ้ำ และการตายของโจเอลก็เป็นอะไรที่น่าสมเพชมาก มันไม่ได้น่าพอใจหรือ "สมเกียรติ์" แต่อย่างใด มันแค่น่าเศร้าเท่านั้นเอง และเนื้อเรื่องของเธอมันก็คือการที่เธอพยายามจะหาทางไถ่บาปให้ตัวเอง ด้วยการช่วยเหลือเด็กสองคนจากกลุ่มที่เป็นศัตรูของเธอมาตลอด และภารกิจนั้นเองที่ทำให้เธอรู้สึกมีคุณค่าอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี กลับไปสู่ประเด็นที่คุณยกมา เกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั่น ผมคงได้แต่หวัง แม้ว่าจะรู้ว่าผู้เล่นจะตีความตอนจบไปหลากหลายทางก็ตาม แต่เราหวังว่าคุณจะรู้สึกเห็นใจตัวละครทั้งเอลลี่และแอ๊บบี้ เอลลี่ในตอนจบของเกม อาจจะถือว่าอยู่ในจุดเดียวกับแอ๊บบี้ในตอนต้นของเกม ที่เข้าใจแล้วว่าการต่อสู้นี้มันช่างไร้ค่าและน่าสมเพชเหลือเกิน แอ๊บบี้ไม่ใช่คนเดียวกับแอ๊บบี้ที่ฆ่าโจเอลอีกต่อไป แต่เธอคือมนุษย์คนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์อันหฤโหดมาแล้ว และได้ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดของตัวเองไปแล้ว และผู้เล่นก็เข้าใจว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั้นมันช่างไม่มีความหมาย เพราะได้เห็นเรื่องราวของตัวละครทั้งสองคนมาแล้ว ตัวละครเลฟเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เพราะเขาดูเหมือนจะเป็น "ผู้บริสุทธิ์" คนเดียวในเหตุการณ์ทั้งหมด พวกคุณได้ปรึกษาหรือพูดคุยกับกลุ่มคนข้ามเพศหรือ LGBTQ ถึงวิธีการนำเสนอตัวละครตัวนี้บ้างหรือไม่ ND: ใช่ครับ เราได้ว่าจ้างที่ปรึกษาด้านศาสนามาเลยนะ เพราะเราตั้งใจว่าเราจะสร้างศาสนาหรือชุดความเชื่อหนึ่งขึ้นมาจริงๆ ฉะนั้นเราก็อยากจะพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งจิตใจของใคร คือทีมงานทุกคนเข้าใจตรงกันว่า การจะสร้างศิลปะที่ท้าทายผู้รับมากขนาดนี้ขึ้นมาซักชิ้นหนึ่ง มันย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่รู้สึกไม่ชอบ แต่ถ้าเราจะทำอะไรที่มันจะไปกระทบใจใคร อย่างน้อยก็ขอทำในวิธีที่มันไตร่ตรองมาแล้ว เพื่อไม่ให้ประเด็นเหล่านี้มากำหนดเนื้อเรื่อง แต่เพื่อให้เสริมเนื้อเรื่องแทน เรามีสมาชิกในทีมพัฒนาหลายคนที่เป็นบุคคลข้ามเพศ และเราก็ได้ปรึกษากับพวกเขาตลอดการพัฒนา เราอ่านหนังสือและรับฟังบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้มากมาย เราได้เชิญที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อช่วยอธิบายประเด็นต่างๆ ให้เราเข้าใจ และเมื่อเราทำความเข้าใจประเด็นเหล่านั้นแล้ว เราก็ต้องพยายามลืมมันไป และสร้างตัวละครให้เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกนั้น เราไม่ได้อยากจะสร้างความหลากหลายไปอย่างนั้นเอง เราไม่ได้ใส่ตัวละครข้ามเพศเข้าไปแค่เพื่อให้มีตัวละครข้ามเพศในเรื่อง แต่เรารู้สึกว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจที่สามารถพูดถึงใด้ในบริบทของศาสนา มันคือการนำเสนอตัวละครตัวหนึ่งที่ถูกล่าโดยกลุ่มคนที่เชื่อศาสนาเดียวกับเขา แถมตัวเองก็ยังเชื่อในศาสนานั้นซะเอง แค่ตีความเนื้อหาของความเชื่อนั้นไปในทิศทางที่ต่างกับคนอื่น และนั่นแหละคือประโยชน์ของความหลากหลาย คือมุมมองที่เพิ่มขึ้น ให้เราได้มองเนื้อเรื่องในมุมที่ใหม่กว่าเดิม คุณคาดหวังให้ผู้เล่นได้อะไรจากตัวละครแอ๊บบี้มากที่สุด ND: อย่างที่ผมอธิบายไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ผมต้องการคือให้ผู้เล่นรู้สึกเกลียดชังเธอแบบเข้าใส้ เกลียดจนอยากจะจับเธอมาทรมานอย่างโหดร้ายไปเลย ในตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น อายุประมาณเท่าเอลลี่ในเกมนี่แหละ ผมได้ดูข่าวเรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงภาพคนผิวดำที่ถูกจับแขวนคอจนตาย และมันส่งผลกระทบต่อจิตใจของผมมาก ทั้งความรุนแรงที่ได้เห็น และเสียงร้องแห่งความยินดีที่ออกมาจากผู้คนที่กระทำความรุนแรงนั้น มันทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงมากๆ และในหัวของผมตอนนั้น ผมคิดจริงๆ ว่าผมอยากจะฆ่าไอ้คนพวกนั้นให้หมด ถ้าผมสามารถกดปุ่มปุ่มหนึ่ง ที่ทำให้คนพวกนี้ตายไปพร้อมๆ กัน ผมคงกดไปแล้ว ถ้ามีคนในกลุ่มนั้นถูกจับมัดติดกับเก้าอี้อยู่ตรงหน้า ผมเชื่อว่าผมคงจับพวกเขาทรมานจนตายไปแล้ว มันคือสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ ในตอนนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอผมมองย้อนกลับไปที่ความคิดของตัวเองในขณะนั้น แน่นอนว่ามันเป็นความคิดที่เลวร้ายมาก ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เติบโตมาในสังคมธรรมดาๆ ตลอดชีวิตของผมมีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นถึงขั้นลงไม้ลงมือแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้นสมัยที่อยู่โรงเรียน แต่ผมก็ยังสามารถมีความคิดที่ชั่วร้ายแบบนั้นได้ แค่จากการนั่งดูคนอื่นกระทำอะไรบางอย่าง แล้วลองคิดต่อไปว่า ถ้ามันเป็นคนที่ผมรักล่ะ ขนาดคนถูกกระทำเป็นคนแปลกหน้าผมยังรู้สึกได้ขนาดนั้น ผมไม่ได้รู้จักใครในสถานการณ์นั้นเป็นการส่วนตัวเลยซักนิด ทั้งคนที่กระทำและถูกกระทำ มันเลยกลายเป็นข้อถกเถียงทางปรัชญาในหัวของผม ที่ผมเถียงกับตัวเองมาหลายปีแล้ว จนวันหนึ่งผมตัดสินใจว่าอยากจะสร้างความรู้สึกแบบเดียวกันนั้นในวิดีโอเกม และเราก็มีตัวละครอันเป็นที่รักมากๆ อยู่แล้ว ที่หลายคนดูจะรักเสมือนเป็นคนในครอบครัวตัวเองเลย นั่นก็คือโจเอล และถ้าตัดสินจากปฏิกิริยาของคนต่อข้อมูลที่หลุดออกมา ดูเหมือนว่าเราก็ทำให้คุณรู้สึกอย่างนั้นได้จริงๆ ความท้าทายมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าคนไม่สามารถเห็นใจหรือเข้าใจตัวละครแอ๊บบี้ได้ ก็ถือว่าเนื้อเรื่องของเกมมันล้มเหลวไปแล้ว ถ้าคุณเล่นเกมจนจบ และยังรู้สึกอยากแก้แค้นเธอหรือไม่สามารถเข้าใจเธอได้ เกมทั้งหมดก็จะพังทลายลง และนั่นคือสิ่งที่ทีมพัฒนาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือการทำให้แอ๊บบี้เป็นตัวละครที่...อาจจะไม่ใช่ "คนดี" ซะทีเดียว เพราะนั่นเป็นหลุมพรางที่นักเขียนบทหลายคนมักจะติดกับ คือเมื่อเรามีโจทย์ว่าอยากให้คนชอบแอ๊บบี้ให้ได้ งั้นทำให้เธอเป็นคนสมบูรณ์แบบไปเลยละกัน แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้เกิดการเห็นอกเห็นใจกันอย่างแท้จริง เพราะความเห็นอกเห็นใจมันเกิดก็เมื่อคนเราทำผิดพลาด และพยายามจะแก้ไขความผิดนั้นๆ แม้จะทำไม่สำเร็จทุกครั้งก็ตาม สรุปสั้นๆ ก็คือผมหวังว่าผู้เล่นจะสามารถมองเห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความซับซ้อนไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นๆ ในโลกจริง ระหว่างที่เล่นเกมนี้ คุณรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ว่าอยากจะเข่นฆ่าผู้คนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง คุณก็ค้นพบว่าการฆ่าคนอย่างเลือดเย็นมันยากกว่าที่คุณคิดไว้มาก แต่มันก็ควรจะยากอยู่แล้วใช่ไหม ND: ผมไม่รู้ว่าคุณเคยดูหนังเรื่อง Saving Private Ryan หรือเปล่า แต่มันเป็นหนังที่มีอิทธิพลต่อผมมาก เพราะมันเป็นหนังที่สนุกมากๆ คุณได้ติดตามการเดินทางของกลุ่มตัวละคร ที่ล้วนมีความน่าดึงดูดและน่าสนใจมาก แต่ภาพยนตร์ก็มีความน่ากลัว มีความท้าทายคนดูพอสมควร เพราะมันเป็นหนังที่พยายามเล่นกับความคาดหวังของคนดูว่า "หนังแอคชั่น" มันควรเป็นอย่างไร หนังนำเหตุการณ์ที่เรามักเห็นในหนังแอคชั่นมาไว้ในสถานการณ์ที่อิงความเป็นจริง ซึ่งมันทำให้คุณมองเห็น "ความบิดเบี้ยว" ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น และนั่นก็คือความหวังของเรา เราไม่ได้ทำให้เกมมันรุนแรงมากๆ เพียงเพื่อสร้างความรู้สึกสะอิดสะเอียนให้คนเล่นจนเขาปิดเกมหนีไปเลย แต่เราหวังว่าเนื้อเรื่องของเกมจะเป็นแรงขับที่เพียงพอให้คุณเล่นเกมต่อไปเรื่อยๆ เพราะ TLoU2 เป็นเกมที่ออกแบบมาให้คุณรู้สึกถึงน้ำหนักของการกระทำในแบบที่ต่างจากเกมแอคชั่นอื่นๆ ความท้าทายของการทำอะไรใหม่ๆ สำหรับเรา คือการที่คุณไม่รู้ว่าคนจะคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนั้น และคุณก็ได้เห็นผลของความเสี่ยงนั้นอยู่ตอนนี้เลย ผมคิดว่าวิดีโอเกมที่ผ่านมา อาจจะทำให้ผู้เล่นมีความคาดหวังบางอย่างต่อเกมภาคต่อ เช่นคาดหวังว่าจะได้เล่นเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง หรือคาดหวังว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปแบบหนึ่ง และทีมงานของเราอยากจะท้าทายความคิดนั้นมากๆ ถ้าให้นึกตอนนี้อาจจะนึกไม่ออก แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีตัวอย่างของเกมที่ฆ่าตัวเอกทิ้งในภาคต่อ ซึ่งมันสำคัญต่อเรามากที่จะไม่ให้โจเอลตายอย่างวีรบุรุษ แต่ต้องตายอย่างโหดเหี้ยม ศพไม่สวยอย่างแน่นอน ตอนที่เราเขียนบทฉากนั้น มันมีผลกระทบต่อจิตใจของพวกเราทุกคน เราเลยมั่นใจว่ามันต้องกระทบจิตใจผู้เล่นด้วยแน่นอน ผมเข้าใจได้นะถ้าแฟนของเกมภาคแรกจะเกลียดสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคนี้ แต่ถ้าคุณได้ลองเข้าไปสัมผัสเกมจริงๆ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจว่าโจเอลก็ยังเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าตากันจริงๆ แต่จิตวิญญาณของโจเอลก็ยังแทรกอยู่ในทุกอณูของเกม ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเอลลี่ และคุณก็ได้เห็นในฉากย้อนอดีตทั้งหลายในเกม และในฉากท้ายเรื่อง ที่เอลลี่ได้ครุ่นคิดถึงการให้อภัยจริงๆ และในบทสนทนาสุดท้ายระหว่างพวกเขาทั้งสอง ที่เธอรู้สึกว่าเขาทำผิดต่อเธออย่างร้ายแรงจนเธอพร้อมจะตัดขาดกับเขาไปเลย แต่สุดท้ายเธอก็สามารถวางมือลงจนได้ ซึ่งผมมองว่านั่นแหละคือแก่นของความเป็นมนุษย์ในตัวเอลลี่ ที่ยังงดงามอยู่ แม้ว่าเธอจะต้องตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายมากมายก็ตาม Troy Baker (นักแสดงบทโจเอล) และ Ashley Johnson (นักแสดงบทเอลลี่) คิดอย่างไรกับเรื่องราวของตัวละครของพวกเขาในเกมนี้ ND: เอ่อ...ฮ่าๆ (หัวเราะ) ตอนที่ผมเล่าเนื้อเรื่องให้ Ashley ฟังครั้งแรก มันคือหลังจากที่ผมเล่าเรื่อง DLC Left Behind ของภาคแรกให้เธอฟังพอดี ตอนนั้นพวกเรานั่งคุยกันอยู่ในร้านอาหาร และเธอก็ชอบบทนั้นมากๆ และหลังจากนั้นช่วงที่เรากำลังจะเริ่มถ่ายทำเกมกัน ผมก็บอกเธอว่า เออ ผมมีไอเดียอีกแบบในหัวว่าเกมภาคต่อจะเป็นอย่างไร ซึ่ง Ashley ร้องไห้แบบสะอึกสะอื้นเลยทีเดียวเมื่อได้ฟังเรื่องที่ผมวาดไว้ในหัว แต่เธอก็คิดว่ามันยอดมากๆ เช่นกัน ในส่วนของ Troy ผมว่า... คือต้องเข้าใจว่าบทที่พวกเขาได้รับมันท้าทายสำหรับพวกเขามากๆ ผมเห็นที่คนพูดๆ กันในเน็ตว่าพวกเรา (ทีมพัฒนา) กำลังไม่ให้เกียรติ์ตัวละครของโจเอล ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่า ไอ้ห่าเอ๊ย มันไม่มีใครรักตัวละครพวกนี้มากกว่าพวกเรา (ทีมพัฒนา) อีกแล้วโว้ย ยกเว้นแค่ Troy คนเดียว ไม่มีใครรักโจเอลมากเท่า Troy Baker อีกแล้ว Credit: Eurogamer
09 Jul 2020
เปิดประวัติตัวละคร Cyberpunk 2077: Adam Smasher ไซบอร์กบ้าเลือด อาวุธลับของ Arasaka
หนึ่งในตัวละครที่ปรากฏตัวในตัวอย่างใหม่ล่าสุดของเกม Cyberpunk 2077 และเป็นที่กล่าวถึงในหมู่ผู้เล่น ก็คือตัวละครจักรกลน่าเกรงขามตัวหนึ่ง ที่ดูแล้วคงหนีไม่พ้นเป็นบอสในเกมซักตัวแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว ตัวละครตัวนี้มีบทบาทมาตั้งแต่สมัยบอร์ดเกม Cyberpunk 2020 อันเป็นต้นฉบับของเกม Cyberpunk 2077 อีกด้วย! ตัวละครดังกล่างมีชื่อว่า Adam Smasher ผู้ซึ่งเป็นมือสังหารมือฉมังขององค์กรยักษใหญ่ของ Arasaka ที่มีเรื่องราวภูมิหลัง และรายละเอียดของตัวละครที่น่าสนใจมากมาย ก่อนที่เราจะได้เข้าไปเจอเขาในเกม Cyberpunk 2077 นี้ บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับเขามากขึ้นกัน !! -ประวัติ Adam Smasher - ก่อนจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน Adam Smasher ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะนักเลงกระจอกทั่วไปในเมือง New York ที่ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพหลังจากที่แก๊งของเขาถูกกวาดล้างไป แต่ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพได้ไม่กี่ปี เขาก็ถูกปลดประจำการด้วยปัญหาด้านการประพฤติ ทำให้เขาหวนสู่วิถีชีวิตของอาชญากรในเมือง New York บ้านเกิดอีกครั้ง ชีวิตในฐานะนักเลงใหญ่ของ Adam ดูจะไปได้สวย ด้วยนิสัยเลือดเย็นและซาดิสต์ของเขา ที่ทำให้เขามีงานเข้ามาเยอะจนมีเงินพอจะปรนเปรอความเสพติดปืน ยาเสพติด เทคโนโลยี และเซ็กส์อันสุดเหวี่ยงของตัวเอง แต่ชะตากรรมของเขาก็พลิกผันไป เมื่อ Adam ถูกจรวดมิสไซล์จำนวนมากฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ ขณะออกทำงานวันหนึ่ง แต่โชคดีที่เหล่าเพื่อนพ้องของเขายังสามารถเก็บรักษาอวัยวะสำคัญของเขาเอาไว้ได้  หลังจากที่เพื่อนๆ ของ Adam พาเศษซากที่เหลืออยู่ของร่างกายเขากลับมาถึงเมือง New York ได้สำเร็จ ก็มีนายทุนปริศนาคนหนึ่ง ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนจากบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ยื่นข้อเสนอที่จะนำร่างกายของ Adam ไปติดตั้งไว้ในชุดจักรกลสังหาร แลกกับการที่เขาต้องรับใช้บริษัทนั้นไปตลอดชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า Adam ตอบตกลงทันที เพราะสำหรับเขา ความเป็นมนุษย์มันเป็นราคาที่ถูกแสนถูกเพื่อแลกกับพลังที่เขาจะได้รับ - การกลับมาพร้อมกับชื่อเสียงนักฆ่ายอดฝีมือ - เจ็ดปีหลังจากที่เขาได้รับร่างจักรกล Adam Smasher ก็กลายเป็นมือปืนไซบอร์กที่มีชื่อเสียงมาก และพร้อมจะรับงานอะไรก็ตามที่ถูกเสนอมาใหเขา โดยที่เขามีข้อแม้ข้อเดียวในการรับงาน นั่นก็คือเขาจะไม่สนใจและไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งของและผู้คนทั่วไปที่อาจโดนลูกหลงระหว่างที่เขาทำภารกิจ  Adam มีคู่แข่งคนสำคัญในวงการทหารรับจ้าง นั่นก็คือ Solo ในตำนานที่ชื่อว่า Morgan Blackhand ที่เขามองว่าเป็นตัวตนที่ขัดกับความเชื่อที่ว่า “จักรกลย่อมดีกว่าเลือดเนื้อ” ของเขาเอง (เพราะ Morgan เป็นคนที่ใช้ Cyberware ในร่างกายน้อยมาก) Adam พยายามท้าทาย Morgan ให้ออกมาดวลกับเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ Morgan ก็ไม่เคยสนใจคำท้าทายของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ Adam ยิ่งปักใจแค้น Morgan มากขึ้นเรื่อยๆ - ศึกล้างตาในสงคราม - ชีวิตในฐานะทหารรับจ้างของ Adam จบลงพร้อมกับสงคราม Corporate War ระหว่างบริษัท Arasaka (บริษัทที่มอบร่างกายจักรกลให้กับเขา) และ Militech ซึ่งจ้าง Morgan Blackhand มาช่วยรบกับ Arasaka พอดี ทำให้ Adam ตอบตกลงทันที เพื่อให้ได้มีโอกาสประมือกับ Morgan ดังที่เขาหวังมานาน Adam ยังมีความสำคัญในฐานะผู้ที่ลงมือสังหาร Johnny Silverhand (ตัวละครที่รับบทโดยนักแสดง Keanu Reeves ในเกม) ชะตากรรมของ Adam หลังจากจบสงคราม กลายเป็นปริศนาต่อคนส่วนใหญ่ โดยมีหลายคนที่เล่าว่าเห็นเขาต่อสู้กับ Morgan Blackhand อย่างดุเดือดท่ามกลางซากปรักหักพังของตึก Arasaka แต่ไม่มีใครรู้ว่าผลของการต่อสู้นั้นเป็นอย่างไร แต่จากการปรากฏตัวของ Adam ในเทรลเลอร์เกม Cyberpunk 2077 ตัวใหม่ล่าสุด ที่เปิดเผยออกมาในรายการ Night City Wire ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า Adam จะยังมีบทบาทอยู่แม้กระทั่งในปี 2077 หลายสิบปีหลังจากการต่อสู้กับ Morgan Blackhand - การอัพเกรดร่างกาย Adam Smasher - [caption id="attachment_60866" align="aligncenter" width="640"] ภาพ Adam Smasher จากเกม Cyberpunk 2020[/caption] ร่างกายจักรกลทั้งร่าง: ร่างจักรกลของ Adam ถูกดัดแปลงมาจากชุดดัดแปลงร่างกาย Samson ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อการสู้รบโดยเฉพาะ  ช่องใส่ชิป: ช่องสำหรับใส่ชิปข้อมูล (เหมือน SD card นั่นแหละ) Interface Plug สองชุด: ชุดอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมเครื่องจักรกล น่าจะหมายถึงสายไฟที่ตัวเอกดึงออกมาจากแขนในตัวอย่างเกม Cyberpunk 2077 อุปกรณ์ลบล้างความเจ็บปวด: อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบประสาทของ Adam โดยตรง เพื่อคอยกลบหรือบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดจากการต่อสู้ หรือจะปรับให้ทวีความเจ็บปวดขึ้นก็ได้เช่นกัน ชุด Link Set: ใช้เชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ส่วนตัวหลายชนิด ตั้งแต่ปืน Smart Gun ไปจนถึงยานพาหนะต่างๆ ชุดอุปกรณ์เสริมการมองเห็น: ชุดปรับแต่งสายตา ที่ทำให้ Adam สามารถมองเห็นได้ในที่มืด ป้องกันอาการมึนงงจากแสงจ้า และยังสามารถซูมเข้าหาเป้าหมายในระยะไกลได้ด้วย ชุดอุปกรณ์เสริมการรับฟัง: คล้ายกับอุปกรณ์เสริมการมองเห็น ทำให้ Adam สามารถได้ยินเสียงที่เบามากๆ หรือเสียงที่อยู่ไกลได้ แถมยังสามารถขัดขวางสัญญาณวิทยุรอบตัวได้ด้วย  ดาบ Wolver ในแขนทั้งสองข้าง: ดาบ Wolver เป็นอาวุธเสริมร่างกายที่แพร่หลาย มีลักษณะเป็นมีดดาบความยาว 30 ซม. ที่จะยื่นออกมาจากแขนของผู้ใช้ตรงๆ แตกต่างจากดาบ Mantis Blade ที่เห็นได้ในเทรลเลอร์บ่อยๆ ชุดเชื่อมต่อสำหรับสับเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างรวดเร็ว: หนึ่งในข้อได้เปรียบของร่างกายจักรกล ก็คือความสามารถในการสับเปลี่ยนชิ้นส่วนบนร่างกาย เพื่อให้ตอบสนองกับสถานการณ์หรือความต้องการที่แตกต่างกันไปของภารกิจ ชุดเกราะป้องกันกัมมันตรังสี: เพื่อให้สามารถปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของสงครามได้ ทำให้ชุด Samson ของ Adam มีความสามารถในการป้องกันผลกระทบจากกัมมันตรังสี นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Adam เอาชีวิตรอดจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ Militech ทิ้งใส่ตึก Arasaka ในตอนจบของสงคราม Corporate War ครั้งที่ 4 ชุดหล่อเลี้ยงอวัยวะ: แม้ว่าอวัยวะสำคัญในร่างกายของ Adam จะถูกแทนด้วยเครื่องจักรกลแทบทุกส่วนไปแล้ว แต่ก็ยังมีอวัยวะสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนด้วยเครื่องจักรได้ และอวัยวะเหล่านี้ก็จะถูกปกป้องเอาไว้โดยชุดหล่อเลี้ยงอวัยวะ ที่ประกอบไปด้วยเครื่องมือและสารเคมีที่ใช้รักษาสภาพของอวัยวะเอาไว้ เนื้อหาเกี่ยวกับตัวละคร Adam Smasher ทั้งหมด LINK
09 Jul 2020
Cyberpunk 2077 สรุปประวัติเมือง Night City กับสงครามแย่งอำนาจที่ไม่จบสิ้น
ก่อนหน้านี้เราได้เห็นเรื่องราวของเมือง Night City ช่วงก่อนปี 2013 ไปแล้ว ดังนั้นในบทความนี้ ทางเราจะขอพาทุกคนไปดูเนื้อเรื่องตั้งแต่ช่วงปี 2013 เป็นต้นไป ซึ่งต้องบอกเลยว่าในช่วงนี้ เนื้อเรื่องจะมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก มีทั้งสงครามครั้งที่ใหญ่กว่า การล่มสลายของ Night City รวมไปถึงการสร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ ยุคสงบสุขของเมือง Night City (2013) ในช่วงปีนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในช่วงที่เมือง Night City สงบที่สุดเลยก็ว่าได้ เหล่าคน หรือองค์กรที่เป็นภัยต่อความสงบสุขในเมือง ถูกกำจัดโดยเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหมด องค์กรตำรวจ นักดับเพลิง รวมไปจนถึงองค์กรสนุบสนุนชุมชนต่างๆ ถูกปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด จนเมือง Night City ใกล้เคียงกับคำว่า "เมืองในฝัน" มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแท้จริง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเหล่าบริษัทเหล่านี้จะกดขี่ประชากรเมืองอยู่พอสมควร แต่สำหรับชาวเมืองส่วนใหญ่ การอยู่ภายใต้การเอาเปรียบของเหล่าบริษัท ก็ยังดีกว่าการวิ่งหลบห่ากระสุนจากสงครามเหมือนที่ผ่านๆ มา Night City กลายเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว (2020) 7 ปีต่อมาเมือง Night City ยังคงมีการใช้ความรุนแรง รวมถึงก่ออาชญากรรมให้เห็นอยู่บ้างตามท้องถนน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นไปอย่างรวดเร็วมากๆ เช่นกัน จนทำให้เมืองนี้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของโลกเลยทีเดียว  ด้วยความที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้เมืองนี้ได้รับสถานะเขตพื้นที่ปกครองตนเองมา มันเลยทำให้เมืองนี้กลายเป็นสถานที่อันดีในการจะตั้งบริษัทขึ้นมาเช่นกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเจอข้อจำกัดทางกฏหมายของอเมริกา ซึ่งมันเป็นเรื่องดี เนื่องจากจะทำให้เมืองสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เมืองนี้เสื่อมโทรมลงด้วยในเวลาเดียวกัน จากการที่เมืองไม่มีรัฐบาลส่วนกลางที่คอยคุมกฏและความสงบ ในปีช่วงปลายปี 2021 สงครามระหว่างบริษัทครั้งที่ 4 ได้อุบัติขึ้น ระหว่าง CINO กับ OTEC ที่เป็นบริษัทขนส่งใต้น้ำของยุโรป และอเมริกา โดยจุดเริ่มต้นของสงครามเป็นเพราะ IHAG ที่เป็นหนึ่งในบริษัทขนส่งใต้น้ำยักษ์ใหญ่เกิดล้มละลาย ทำให้ CINO กับ OTEC แข่งกันเข้ายึดทรัพยากรต่างๆ ของ IHAG ในตอนแรกทั้ง 2 ก็สู้กันในตลาดหุ่นดีๆ แต่การต่อสู้ก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไปถึงขั้นมีการว่าจ่าง Arasaka กับ Militech ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เกี่ยวกับอาวุธ และการรักษาความปลอดภัย ให้เข้ามามีบทบาทในสงครามครั้งนี้ด้วย ด้วยความที่ Arasaka กับ Militech ต่างก็เป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย และการทหารเหมือนกัน ทำให้ทั้ง 2 เองก็เป็นคู่แข่งทางการตลาดมานานแล้ว แน่นอนว่าทั้ง 2 ต่างพยายามที่จะกำจัดอีกฝ่ายออกไปมาโดยตลอด ทำให้สงครามระหว่างบริษัทครั้งที่ 4 เป็นข้ออ้างอันดี ที่ทั้ง 2 จะใช้ เพื่อลดอำนาจของอีกฝ่ายลง เมือง Night City แตกเป็นเสี่ยงๆ (2022-2025) เนื่องจาก CINO จ้าง Arasaka ส่วน OTEC จ้าง Militech เลยทำให้สงครามครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นมากๆ ด้วยความที่ Arasaka และ Militech ต่างเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับอาวุธสงครามชั้นนำของโลก เลยทำให้ทั้งสองมีเทคโนโลยีทางการรบที่สูงมาก แค่กำลังรบอย่างเดียวอาจเทียบเท่ากับกองทัพของประเทศใหญ่ๆ ได้เลย มันจึงทำให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นแทบทุกจุดในโลกโดยเฉพาะเมืองหลักๆ อย่าง Tokyo, Yokohama, Washington, Chicago เรียกได้ว่ารุนแรงมากๆ แน่นอนว่า Night City ซึ่งเป็นเมืองที่มีบริษัททั้งสองตั้งอยู่ก็เช่นกัน จากสงครามดังกล่าวทำให้ในผู้คนในเมืองต่างหนีตายอลหม่าน เพราะไม่อยากโดนลูกหลงจากการรบระหว่าง บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าทางฝั่ง OTEC กับ Militech ที่เป็นบริษัทของอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าในสงครามครั้งนี้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำลายฐานที่มั่นทั้งหมดของ Arasaka ได้ เนื่องจากการระบุกตึกสาขาหลักของ Night City เป็นเรื่องที่ยากมากๆ มันเลยทำให้เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่หลวงขึ้นในเวลาต่อมาครับ ตึกของ Arasaka ในเมือง Night City เป็นตึกแฝดที่มีความสูงถึง 140 ชั้น เลยทำให้เป็นการยากมากที่จะหาที่อยู่ของห้อง Database (ฐานข้อมูล) หลักในตึกนี้ ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีและสินค้าของทางพวกเขาอยู่ Militech จึงได้ตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูขนาดเล็กในการทำลายตึกของ Arasaka เพื่อทำลายทิ้งไปทั้งตึกเลยแทน แน่นอนว่าพวกเขาทำสำเร็จ ถึงแม้ว่าระเบิดจะถูกจุดขึ้นบนชั้น 120 แต่มันก็ยังสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก การระเบิดดังกล่าวทำให้ตึกแฝดของ Arasaka แยกออกจากกัน และถล่มลงมา การถล่มของตึกที่มีความสูงขนาดนั้น ได้ทำให้จุดศูนย์กลางของเมืองกลายเป็นนรก มีผู้คนตายเป็นจำนวนมากในเหตุการณ์ครั้งนี้ เนื่องจากหลายส่วนของเมืองมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเล็กน้อยเท่านั้น การระเบิดบวกกับการถล่มได้ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม จนน้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในเมือง เกิดน้ำท่วมขึ้นในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้การระเบิดที่เกิดขึ้นบนชั้น 120 ยังทำให้คอนกรีต, หิน, เหล็กจำนวนมากกลายเป็นเศษฝุ่น กระจายตัวออกไปตามอากาศ ปกคลุมไปทั่วเมือง Night City เหตุการณ์นี้ทำให้สภาพอากาศของเมืองไม่สามารถหายใจตามปกติได้อีกต่อไป และไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้าจากภายในเมืองได้ บทสรุปของสงคราม (2023-2025) ถึงแม้ว่าการระเบิดดังกล่าวจะสร้างความเสียหายให้กับเมืองเป็นอย่างมาก แต่เพียงแค่ 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ผู้คนก็เริ่มกลับเข้าไปใน Night City อีกครั้ง เพราะส่วนใหญ่ร่างกายของคนในเมืองจะมีการติดตั้งระบบกรองกัมมันตรังสีอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่บริเวณส่วนกลางของเมือง รวมไปจนถึงเขตที่อยู่อาศัย อยู่ในสภาพที่เลวร้ายเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องออกไปจากเมืองนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขตตะวันออก เหนือ และใต้ ของเมือง NIght City ถูกทิ้งให้เป็นเขตรกร้างมาโดยตลอด แต่พอตัวเมืองไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ผู้คนจึงถูกบังคับให้ออกมาตั้งรกราก ในบริเวณดังกล่าว การหาอาหาร และน้ำสะอาดเป็นเรื่องสำคัญกว่าการที่ใครอยู่ฝ่ายใคร เป็นยุคที่ทุกคนช่วยกันเพื่อให้อยู่รอดอย่างแท้จริง การพยายามเข้ายึด Night City ของอเมริกา (2030) ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาคนใหม่ Elizabeth Kress ได้โทษว่าเหตุความไม่สงบในเมือง Night City ก่อนหน้านี้เป็นเพราะ Arasaka ได้ทำการใช้ระเบิดเพื่อโจมตี Militech ไม่ให้สามารถเขายึดตีกของ Arasaka ได้ อย่างไรก็ตามจริงๆ แล้วบริษัท Arasaka เองก็มีระเบิดปรมาณูขนาดใหญ่อยู่ใต้บริษัทเช่นกัน แต่เนื่องจากการถล่มของตึก ทำให้ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของระเบิดดังกล่าวอีกเลย ในส่วนข้อมูลของทีม Militech ที่เข้าไปโจมตี Arasaka ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่มีใครรู้ข้อมูลอะไรเลย โดยมีข่าวลือว่า Morgan Blackhand ซึ่งเป็นสุดยอดทหารได้ลักลอบเข้าไปทำภารกิจนี้เพียงคนเดียว อีกทั้งเขายังส่งข้อมูลการโจมตีครั้งนี้กลับไปให้ Elizabeth Kress เป็นการลับด้วย ทางฝั่งของ Kress ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ในการสร้างภาพว่าบริษัท Militech เป็นผู้เสียหาย พร้อมทั้งปลูกฝังความคิดให้กับคนในประเทศว่า "Arasaka เป็นบริษัทต่างชาติที่ชั่วร้าย" จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สมาชิกระดับสูงของ Arasaka ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วยในเวลาเดียวกัน ในส่วนของเมือง Night City ตัว Kress ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะช่วยฟื้นฟูเมืองเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอทำคือการยื่นข้อเสนอว่าจะมอบพื้นที่ภายในสหรัฐอเมริกาให้กับคนที่ยังมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น โดยจริงๆ แล้วเธอแค่ต้องการจะยึด Night City กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา และนำเทคโนโลยีทีสุดล้ำหน้าของเมืองมาใช้งานเพื่อผลประโยชต์ของประเทศอเมริกาใหม่เท่านั้น แน่นอนว่ารัฐบาลของ Night City รู้ทันเรื่องนี้ และปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว การบูรณะ และจุดเริ่มต้นของการแย่งชิงอำนาจอย่างไม่จบสิ้น (2040) ผู้คนกว่าสองล้านชีวิต กลายเป็นคนไร้บ้านจากเหตุการณ์ระเบิดของตึก Arasaka โดยทั้งสองล้านชีวิตได้กระจายตัวกันออกไปอาศัยอยู่แถบชานเมืองของ Night City ไม่ว่าจะเป็น North Oak, Westbrook, Pacifica, Heywood, หรือ South Night City อย่างไรก็ตาม คนที่อพยพออกมาจากเมืองนั้นไม่มีบ้านหรือทรัพย์สิน พวกเขาต้องนอนในเต็นท์เท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกว่า "ที่อยู่อาศัย" ได้เลย เพื่อที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รัฐบาลของ Night City ได้เริ่มยืมมือของคน และทรัพยากรจากภายนอก ซึ่งสุดท้ายก็ได้ Nomads จากบริษัท Aldecaldo และ บริษัท StormTech ซึ่งเคยมีประสบการณ์สร้างเมือง Chicago ใหม่มาแล้ว โดยสิ่งแรกที่ทั้งสองได้ทำก็คือการสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราวจากตู้คอนเทนเนอร์เรือให้กับผู้คนภายในเมือง อย่างไรก็ตามการสร้างเมือง Night City ขึ้นมาใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ยิ่งในส่วนใจกลางของเมืองบริเวณตึก Arasaka ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก หลุมที่เกิดจากแรงระเบิดนั้นกว้างมากๆ จนยากต่อการกลมฝัง เศษซากของรถถังจำนวนมากที่ถูกทิ้งเอาไว้ ด้วยสารกัมมันตรังสีที่มีอยู่ในอากาศยังทำให้เกิดโรคระบาดเป็นช่วงๆ ไหนจะการจราจลที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ อีก คือเรียกได้ว่าอุปสรรคมาเต็ม ในช่วงของการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่นี้ เมือง Night City มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น (เพราะต้องการความช่วยเหลือทั้งในเรื่องของทรัพยากรและคนงาน) มันจึงส่งผลให้ขั้วอำนาจอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มเข้ามามีบทบาทในเมืองที่เป็นเขตปกครองอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะอเมริกา ที่ดูจะอยากได้เมืองนี้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมากๆ ด้วยการแย่งชิงอำนาจในเมือง Night City อย่างไม่จบสิ้น สุดท้ายเมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นเมืองที่เลวร้ายที่สุดของโลกด้วยเช่นกัน คุยกันท้ายบทความ ก็จบไปแล้วกับประวัติของเมือง Night City เหตุการณ์หลังปี 2013 เชื่อว่าหลายคนคงจะมีข้อสงสัย เพิ่มเติมมากมายที่ถูกกล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อของบุคคล (ประธานาธิบดีของประเทศอเมริกาใหม่ Elizabeth Kress) หรือเหตุการณ์ต่าง (สงครามระหว่างบริษัทครั้งที่ 4) โดยเรื่องราวของบุคคล หรือเหตุการณ์ดังกล่าวทางเราจะขอทำออกมาเป็นบทความแยก เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่งงว่า "ตอนนี้กำลังอ่านเรื่องเกี่ยวกับอะไรอยู่กันแน่" แล้วรอติดตามชมได้เลยครับ Cyberpunk 2077 จะวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 นี้บนเครื่อง PS4, Xbox One และ PC Credit: ทีมาของเนื้อเรื่องทั้งหมด https://cyberpunk.fandom.com/wiki/Night_City
26 Jun 2020
รวมความเห็นจากสื่อที่ทดลองเล่น Cyberpunk 2077 ก่อนใคร จะสมราคาคุยไหม?!
Cyberpunk 2077 ได้จัดงานไลฟ์สตรีม Night City Wire ที่ทำการโชว์เกมเพลย์และรายละเอียดของเกมเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบใหม่ 'Braindance' อีกด้วย นอกจากนี้ หลังจากที่งานไลฟ์สตรีมได้จบลงไป เหล่าสื่อหลายสำนักที่ได้มีโอกาสทดลองเล่นเกมนี้ก่อนใคร ก็ได้มาบอกเล่าถึงความเห็นของพวกเขาหลังจากได้สัมผัสกับโลกแห่ง Cyberpunk 2077  แน่นอนว่านอกจากคำบอกเล่าถึงคุณภาพและความรู้สึกจากการเล่น ภายในบทความเหล่านี้ยังได้เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเกมอีกมากมายเลยด้วย! เพื่อให้ทุกคนไม่พลาดความรู้สึกนึกคิดของเหล่าสื่อที่ได้เล่นเกมไปแล้ว เราจึงรวบรวมความเห็นของสื่อสำนักต่างๆ แบบพอสังเขปมาให้ทุกคนได้อ่านกันจ้า! Ian Walker จาก Kotaku "Cyberpunk 2077 มันทั้งซับซ้อนและสุดโต่ง แต่มันยอดเยี่ยม" ตอนแรกนั้นเขา ไม่ได้รู้สึกว่า Cyberpunk 2077 นั้นมีความเป็น "Cyberpunk" จนกระทั่งเขาโต้ตอบสั้นๆ กับ Certo ที่เป็นนักสู้ในเขต Kabuki เขาก็ได้เห็นถึงสิ่งที่ผู้พัฒนาได้พยายามสร้างขึ้นมา Walker ได้เห็นหัวใจของมนุษย์ภายใต้ตัวละครในเกม และตัวละครของผู้เล่นที่เรารู้กันว่าสามารถเลือกภูมิหลังเองได้นั้น จะมีผลต่อวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อ NPC บางตัว กับตัวเลือกบทสนทนาบางอย่าง นอกจากนี้เขายังเล่าถึงเหตุการณ์ที่พบระหว่างเดินสำรวจเมือง เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งที่แสดงอาการ 'Cyberpsychosis' ที่บ้าคลั่งจากการปรับแต่งร่างกายตัวเองมากเกินไป ไล่ทำร้ายคนในเมือง (นึกถึงตัวอย่างแรกสุดของเกม) ทำให้เขาตัดสินใจพยายามหยุดผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะเธอมีความสามารถในการวาร์ปไปวาร์ปมา และ Walker ก็ถูกเธอพุ่งเข้ามาทำร้าย เขาสงสัยว่าตัวเองสามารถช่วยเธอที่เป็นโรคจิตที่น่าสงสารคนนี้ได้ไหม และเขาก็ได้คำตอบว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ด้วยการปราบเธอแบบไม่ให้ถึงตายหรือใช้วิธี Stealth Alex Donaldson จาก VG247  "วิดีโอเกมทุกเกมที่คุณเคยเล่น ถูกมัดรวมกันอยู่ในเกมเดียว" Night City คือเมืองน่าขยะแขยงแต่มันเป็นเมืองน่าขยะแขยงที่สวยงาม แสงสีนีออนส่องจากอาคารและป้ายโฆษณาทุกแห่ง ที่มาพร้อมกับร้านขายของผิดลิขสิทธิ์ หรือแพทย์ที่ไม่มีใบอนุญาติ ตามท้องถนนคุณจะเห็นอาชญากรและตำรวจปะทะกันได้เสมอ แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกยืนชมหรือช่วยเหลือก็ได้ นี่แหละคือธรรมชาติของ Cyberpunk   Russ Frushtick จาก Polygon "นี่แหล่ะคืออนาคต" Cyberpunk 2077 นั้นมีรายละเอียดการปรับแต่งตัวละครที่ตลกที่สุดที่ผมเคยเห็นในวิดีโอเกม คุณสามารถเลือกได้ว่าจะมีอวัยวะเพศแบบไหน หรือไม่มีก็ได้ และถ้ามีของเพศชายคุณก็เลือกได้ว่าจะ 'ขริบ' หนังหุ้มปลายหรือ 'ไม่ขริบ' อนาคตได้อยู่ที่นี่แล้ว และเราสามารถพัฒนาทักษะของตัวละครเราได้ด้วยการทำเรื่องนั้นบ่อยๆ อย่างการ Stealth ถ้าผมไปแอบอยู่ข้างหลังใครซักคนและจัดการเขาได้ ทักษะ Stealth ของผมก็จะดีขึ้น   Ryan McCaffrey จาก IGN "Night City ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีความเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง" ในตัวเกม Cyberpunk 2077 ผมได้เห็นรายละเอียดของแก๊งที่เราสามารถเปลี่ยนแก๊งพันธมิตรได้ตลอดเวลาในระหว่างภารกิจที่กำลังทำเช่น เราสามารถเข้าร่วมการสอบสวนในฝั่งของตำรวจได้ทั้งที่เราอาจจะเป็นแก๊งที่ถูกสืบสวนอยู่ แถมยังเดินเตร่ตามท้องถนนทั้งๆ ที่ยังทำภารกิจอยู่ก็ได้ ผมได้ใช้เวลาส่วนนึงดื่มด่ำกับความเป็น Night City และอัพเกรดเครื่องจักรต่างๆ เข้าร่างกาย และถ้าคุณทำเควสนึงไปยังอีกเควสนึงก็จะเห็นอย่างชัดเจนเลยว่า Night City มันใหญ่มาก Robert Purchese จาก EUROGAMER "Cyberpunk 2077 มีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากกว่า The Witcher 3 เมือง Night City เป็นสถานที่ที่มีผู้คนมากมายไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆ" ผมได้ยินเด็กผู้ชายพูดว่า 'คุณมีหน้าที่ดูโง่มาก ฮ่าฮ่า' นั่นทำให้ผมรู้ว่าด้านที่ผมรักใน The Witcher 3 มีอยู่ในเกมนี้ กำแพงเมืองไม่เคยว่างเปล่า มันมีกราฟิตี้อยู่แทบทุกที่ ผู้คนมีทั้งรอยสัก การปรับเปลี่ยนร่างกายและความพังก์ นี่คือเมืองที่สัมผัสได้ถึงมหานครแห่งวัตถุและความลึกลับ มันให้ความรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาจริงๆ   เมื่อดูจากความเห็นของสื่อแต่ละสำนักแล้วเรียกได้ว่าตัวเกมในตอนนี้ก็มีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งแล้ว และมันมีความลึกลับน่าค้นหามากจริงๆ Cyberpunk 2077 มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 19 พฤษจิกายน นี้สำหรับ PS4, Xbox One, PC โดยผู้พัฒนายืนยันว่าเกมจะสามารถเล่นบนเครื่อง PlayStation 5 และ Xbox Series X ได้อีกด้วย แถมคนที่ซื้อเกมในคอนโซลรุ่นเก่า จะได้รับเกม Cyberpunk 2077 รุ่นอัปเกรดสำหรับคอนโซล Next-Gen โดยเฉพาะแบบฟรีๆ ด้วยนะ! Credit : Kotaku , VG247 , Polygon , IGN , EUROGAMER
26 Jun 2020
Tips & Tricks: 10 ทริคเอาตัวรอดในเกม The Last of Us Part II
หลังจากที่รอมาแสนนาน ในที่สุดเกม PS4 Exclusive ที่ทุกคนรอคอยอย่าง The Last of Us Part II ก็ได้วางจำหน่ายให้ทุกคนได้เล่นกันแล้วในขณะนี้ ทางทีมงาน GameFever ได้มีโอกาสเล่นเกมจนจบแล้ว (อ่านรีวิวของเราได้ที่นี่) และแม้ว่าเกม The Last of Us Part II จะไม่ได้ซับซ้อนหรือยากมากเท่ากับเกมอีกหลายเกมในตลาด แต่เกมก็มีความตื้นลึกหนาบางของตัวเอง ที่ทำให้การต่อสู้ของเกมอาจจะท้าทายมากสำหรับผู้เล่นหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่อาจจะไม่เคยเล่นเกม The Last of Us ภาคแรกมาก่อนด้วย เพื่อช่วยให้ประสบการณ์เล่นเกมของเพื่อนๆ เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เราจึงได้รวบรวมข้อแนะนำจำนวนหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่าช่วยเราได้มากในขณะที่เล่นเกม ลองไปดูกันเลย! พกขวดหรือก้อนอิฐติดตัวไว้ตลอดเวลา ระหว่างที่เดินทางไปในเกม The Last of Us Part II จะมีขวดแก้วหรืออิฐบล๊อคให้เก็บได้ตามทาง ซึ่งหลายคนอาจจะมองข้ามไป แต่อยากจะบอกว่าพวกขวดและอิฐเหล่านี้นี่แหละ เป็นอุปกรณ์เอาตัวรอดชั้นเยี่ยม ที่สามารถช่วยให้เราเอาชนะศัตรูทั้งเหล่ามนุษย์และผู้ติดเชื้อได้ และมีวิธีใช้ที่หลากหลายด้วยกัน ข้อแรก ศัตรูในเกมนี้จะมีปริมาณเยอะมากๆ แถมฉากหลายฉากยังมีลักษณะเป็นที่โล่งกว้างที่ลอบเร้นผ่านลำบาก เพราะมีศัตรูเฝ้าดูอยู่แทบทุกทาง การใช้ขวดปาเพื่อหันเหความสนใจของศัตรูให้เราลอบเร้นผ่านไปได้ จึงเป็นทางเลือกที่ต้องใช้บ่อยกว่าที่หลายคนอาจจะคิดกัน อย่างที่สอง ศัตรูมนุษย์กลุ่ม W.L.F. จะมีลูกเล่นที่น่ากลัวอยู่ในฐานะสุนัขดมกลิ่น ที่ศัตรูมักใช้ในการตามหาตัว Ellie อย่างแม่นยำจากจุดไหนก็ได้ในแผนที่ แถมการจะฆ่าสุนัขแบบเงียบๆ ก็ทำได้ยากกว่าที่คิด เพราะสุนัขมักจะมีมนุษย์คอยเดินประกบด้วยตลอด ที่รู้ได้เสมอว่าเรายิงสุนัขของมันจากทิศทางไหนแม้จะใช้อาวุธไร้เสียงอย่างธนูก็ตาม แต่ถ้าเราปาขวดหรืออิฐเมื่อสุนัขอยู่ใกล้พอ จะทำให้สุนัขเลิกดมกลิ่นเราแล้วไปสนใจตำแหน่งที่เราปาขวดไปแทน ทำให้เรามีเวลาสร้างระยะห่างมากขึ้น อย่างสุดท้าย เกมภาค 2 จะมีระบบใหม่ ที่ทำให้เราสามารถปาขวดหรืออิฐใส่ศัตรูเพื่อให้มันชะงัก และวิ่งเข้าไปปลิดชีพในระยะประชิดได้ทันที ซึ่งทริคนี้ใช้ได้กับทั้งมนุษย์และผู้ติดเชื้อ และสามารถช่วยให้เราเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้เป็นอย่างดี จงมีอุปกรณ์ทุกชนิดติดตัวอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยเฉพาะระเบิดไฟ ในเกม The Last of Us Part II จะมีอุปกรณ์หลายชนิดที่ผู้เล่นสามารถสร้างขึ้นมาได้จากสิ่งของในฉาก เช่นระเบิดไฟ (Molotov Cocktail) ระเบิดควัน หรือกระทั่งกระบอกเก็บเสียงปืน ซึ่งแน่นอนว่าล้วนมีประโยชน์ในสถานการณ์ที่ต่างกันไป การมีไอเทมทุกชิ้นติดตัวเอาไว้อย่างละชิ้นจึงเป็นความคิดที่ดี เพราะเราจะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่เราอยากเน้นเป็นพิเศษคือระเบิดไฟ (Molotov Cocktail) ที่ผู้เขียนมีติดตัวเต็ม 3 ขวดแทบตลอดเวลา และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายสถานการณ์มาก อย่างแรกคือการที่เกมนับระเบิดไฟเหล่านี้เป็น “อาวุธเงียบ” หมายความว่าเราสามารถปาขวดใส่ศัตรูจากที่กำบังได้โดยที่ไม่ถูกเปิดเผยตำแหน่ง (ต่างกับการใช้ปืน) ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาต้องกำจัดสุนัขดมกลิ่น เพราะเราจะสามารถกำจัดทั้งสุนัขและคนจูงได้ด้วยระเบิดลูกเดียว (ถ้าทำใจฟังเสียงน้องหมาร้องโหยหวนได้นะ…) นอกจากนี้ ระเบิดขวดถือเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการต่อกรกับเหล่าผู้ติดเชื้อด้วย ด้วยจำนวนของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นมาก หมายความว่าการต่อสู้ด้วยปืนและการโจมตีระยะประชิดทำได้ยาก เพราะเสี่ยงกระสุนหมดหรือโดนรุมตายซะก่อน วิธีง่ายๆ ในการรับมือกับฝูงผู้ติดเชื้อจึงเป็นการใช้ระเบิดไฟในการกำจัดศัตรูทั้งกลุ่มพร้อมกัน โดยเมื่อศัตรูผู้ติดเชื้อโดนไฟ จะทำให้พวกมันหยุดอยู่กับที่ชั่วขณะนึงด้วย ทำให้เรามีเวลาค่อยๆ เล็งปืนมากขึ้น และประหยัดกระสุนได้มากขึ้นนั่นเอง สุดท้ายนี้ ระเบิดขวดยังมีคุณสมบัติในการสร้างเสียงล่อไม่ต่างจากขวดแก้วธรรมดา หมายความว่าถ้าเราปาระเบิดขวดลงไปยังจุดหนึ่ง จะทำให้ผู้ติดเชื้อในพื้นที่วิ่งตามเสียงแก้วแตกมาโดนไฟคลอกตายเองด้วย ซึ่งช่วยให้การลอบเร้นผ่านศัตรูผู้ติดเชื้อง่ายขึ้นมาก แม้จะต้องเผชิญศัตรูขนาดใหญ่อย่าง “แชมเบลอร์” ก็ยังใช้ทริคนี้ได้เช่นกัน (แต่อาจต้องใช้หลายขวดหน่อยนะ) การสำรวจในเกมนี้สำคัญมาก! อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าต้องบอก แต่ก็จะบอกไว้อยู่ดีเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ แน่นอนว่าการสำรวจจะทำให้เราสามารถเก็บทรัพยากรณ์หรือกระสุนได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น การสำรวจยังอาจจะทำให้เราพบกับตำราอัพเกรด หรือกระทั่งอาวุธและอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่อาจพลาดไปเลยได้ การสำรวจทุกซอกทุกมุมของฉากอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำทุกครั้งที่เข้าสู่พื้นที่เปิดที่เกมให้เราสำรวจได้อย่างอิสระ ยกตัวอย่างในช่วงต้นๆ เกม ในขณะที่กำลังสำรวจฉาก ผู้เขียนได้บังเอิญพบทางเข้าไปยังอาคารร้างแห่งหนึ่ง ที่มีผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่อยู่ข้างใน แต่เมื่อกำจัดผู้ติดเชื้อทั้งหมดได้ ผู้เขียนก็พบกับซองปืนยาว ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถใส่ปืนยาวพร้อมกันได้สองกระบอก ซึ่งเล่นจนจบเกมแล้วก็ยังไม่มีให้เก็บอีก จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้เก็บไอเทมชิ้นนี้ก็เป็น อีกกรณีคือปืนลูกซอง ที่ผู้เขียนพบในอาคารร้างใกล้ๆ กัน ซึ่งถ้าเล่นไปตามเนื้อเรื่องปกติ กว่าจะเก็บลูกซองได้ก็ปาไปกลางเกมเลยทีเดียว การสำรวจจึงช่วยทำให้การเล่นเกมโดยรวมง่ายขึ้นได้ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือตำราอัพเกรด ที่บางเล่มมักจะพบได้ในพื้นที่ลับเหล่านี้เท่านั้น โดยตำราแต่ละเล่มจะปลดล๊อคสายอัพเกรดตัวละครทั้งสายเลยทีเดียว การพลาดตำราไปซักเล่มจึงอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่น และทำให้เกมเล่นยากขึ้นมาก เช่นตำราเล่มหนึ่งที่ปลดล๊อคอัพเกรดสาย “ลอบเร้น” ที่ทำให้เราสร้างลูกธนูเพิ่มด้วยตัวเองได้เป็นต้น ทำให้ผู้เล่นควรให้ความสำคัญกับการสำรวจมากกว่าในเกมภาคแรกซะอีก อย่ากลัวที่จะใช้ปืน… สิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นเกม TLoU2 หรือเกมแนว Survival Horror หลายๆ เกมน่าจะเคยชินกัน คือการหลีกเลี่ยงการใช้ปืนให้มากที่สุด เพื่อรักษากระสุนอันล้ำค่าเอาไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็นจริงๆ ผู้เขียนเองในช่วงต้นๆ เกมก็ยังติดนิสัยนี้ และแทบจะไม่ใช้ปืนเลยในช่วงแรกๆ ของเกม ซึ่งก็ทำให้ผ่านช่วงต้นเกมไปอย่างยากลำบากกว่าที่จำเป็นมาก เพราะศัตรูในแต่ละฉากก็เยอะกว่าภาคแรก แถมยังหูตาไวกว่ากันมาก ทำให้การลอบเร้นอย่างเดียวเป็นอะไรที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย วิธีการเล่นที่ได้ผลที่สุดสำหรับผู้เขียน คือการเคลื่อนที่ตลอดเวลา และใช้ปืนในการสังหารศัตรูจากระยะไกลเมื่อมีโอกาส ก่อนที่จะย้ายตำแหน่งเพื่อเริ่มการลอบเร้นอีกครั้ง ซึ่งก็ทำให้ศัตรูมัวแต่ยุ่งกับการลาดตระเวนพื้นที่ที่ผู้เขียนยิงปืนไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ศัตรูในเกม TLoU2 ยังมักจะดรอปกระสุนปืนที่ถืออยู่ลงมาเมื่อตายด้วย ทำให้เราสามารถเก็บกระสุนที่ใช้ไปคืนมาได้ ตราบใดที่เราเลือกยิงอย่างระวังและแม่นยำพอ ...แต่อย่าใช้ลูกซองถ้าไม่จำเป็น ถ้าจะมีปืนซักกระบอกที่ควรเก็บเอาไว้ในยามจำเป็นจริงๆ ก็คือปืนลูกซองนั่นเอง เพราะปืนลูกซองเป็นปืนที่สามารถปลิดชีพศัตรูในกระสุนนัดเดียวได้อย่างสม่ำเสมอที่สุด และมีประโยชน์มากในจังหวะที่โดนรุม ที่เราจำเป็นต้องกำจัดศัตรูในบริเวณใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรเก็บลูกซองเอาไว้คือเหล่าศัตรูผู้ติดเชื้อ ที่มักจะพากันวิ่งเข้าหา Ellie ตรงๆ ทีละหลายตัว แถมบางครั้งยังอาจมีคลิ๊กเกอร์ ที่จะฆ่าเราทันทีที่จับตัวเราได้ผสมโรงมาด้วย การใช้ปืนลูกซองจึงทำให้เราสามารถกำจัดศัตรูเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากกว่าปืนชนิดอื่นๆ นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดเชื้อชนิดสตอล์คเกอร์ ที่มักจะซ่อนตัวเพื่อลอบโจมตีเรา พร้อมกับส่งเสียงเรียกเพื่อนมารุมอีก ซึ่งปืนลูกซองจะทำให้เราสามารถกำจัดศัตรูเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้มีเวลาหนีออกจากพื้นที่และหลบซ่อนใหม่อีกครั้งก่อนที่ผู้ติดเชื้อตัวอื่นๆ จะตามมาถึง ฟังสิ่งที่ศัตรูพูดให้ดี! อย่างที่หลายคนน่าจะทราบแล้ว ศัตรูมนุษย์ในเกม TLoU2 จะมีความฉลาดมากขึ้นพอสมควร แถมทุกตัวยังจะมีชื่อของตัวเอง ที่ศัตรูตัวอื่นๆ ใช้ขานเรียกกันตลอดเวลา นั่นหมายความว่าศัตรูจะรู้ได้ทันทีเมื่อเพื่อนของพวกมันหายไป และรู้ด้วยว่าคือเพื่อนคนไหน และเพื่อนคนนั้นควรลาดตระเวนอยู่แถวไหน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความ “สมจริง” และ “ความเป็นมนุษย์” ให้กับ NPC เหล่านี้ด้วย   วิธีหนึ่งในการลอบสังหารศัตรู โดยไม่ทำให้ศัตรูตัวอื่นๆ รู้ตัว ก็คือการรอให้ศัตรูตัวเป้าหมายขานตอบที่เพื่อนเรียกเสียก่อนจะลอบสังหารมัน ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ ของมันไม่รู้ว่ามันหายไป จนกว่าจะทำการขานเรียกอีกครั้ง หรือมีคนเข้ามาพบศพ ซึ่งป่านนั้นผู้เล่นก็สามารถย้ายตำแหน่งไปอยู่ที่อื่นแล้ว และยังสามารถรอกำจัดศัตรูที่มาตามหาเพื่อนจากที่ปลอดภัยได้ด้วย ใช้กระบอกเก็บเสียงอย่างระวัง กระบอกเก็บเสียงสำหรับปืนพก อาจจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในเกม ที่ช่วยให้การลอบเร้นในเกมง่ายขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งที่ผู้เล่นหลายคนอาจจะทำพลาด คือการลืมว่ากระบอกเก็บเสียงปืนนั้นมีจำนวนครั้งการใช้ที่จำกัด และถ้ายิงเพลินอาจจะพลาดท่าเผยตำแหน่งตัวเองให้ศัตรูรู้โดยไม่จำเป็นได้ สำหรับกระบอกเก็บเสียงเบื้องต้น จะสามารถเก็บเสียงปืนได้เพียง 3 นัดเท่านั้น (ถ้าอัพเกรดแล้วจะได้ถึง 5 นัด) สามารถสังเกติจำนวนครั้งที่ยังใช้ได้จากหลอดข้างใต้รูปกระบอกเก็บเสียง (มุมขวาล่าง) ที่สำคัญคือการะบอกเก็บเสียงจะไม่ได้เก็บเสียงได้ทั้งหมด และศัตรูที่อยู่ในระยะใกล้กับเรามากๆ ก็จะยังคงได้ยินเสียงปืนที่เก็บเสียงอยู่ดีเช่นกัน ซ่อนศพศัตรูอย่างถูกวิธี ในเกมลอบเร้นหลายๆ เกม การซ่อนศพของศัตรูที่ถูกลอบสังหารไปแล้ว ถือเป็นส่วนสำคัญของการลอบเร้น ซึ่งแม้ว่า The Last of Us Part II จะไม่มีระบบการเคลื่อนย้ายศพเสียทีเดียว แต่ผู้เล่นก็ยังพอมีวิธีในการเลือกตำแหน่งที่ต้องการปลิดชีพศัตรูได้บ้าง เพื่อลดโอกาสที่ศัตรูตัวอื่นๆ จะมาพบศพเข้า เช่นเดียวกับในเกมภาคแรก การจะลอบสังหารศัตรูในเกม TLoU2 จะมีสองจังหวะ คือการเข้าล๊อคศัตรูจากด้านหลัง ก่อนที่จะปลิดชีพศัตรูคนนั้นอีกที โดยในระหว่างที่ล๊อคคอนั้น ผู้เล่นจะมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่จะสามารถบังคับให้ศัตรูเดินไปยังตำแหน่งที่เราต้องการได้ ก่อนที่จะกดปุ่มเพื่อสังหารพวกเขาอีกที (ถ้าล๊อคไว้นานไปศัตรูจะสลัดเราทิ้งได้) โดยผู้เล่นควรพาศัตรูไปหลบหลังที่กำบัง หรือในพงหญ้าสูงเสียก่อนจะลงมือฆ่าพวกเขาถ้าเป็นไปได้ จะลดโอกาสที่ศัตรูตัวอื่นๆ จะเห็นศพเข้าจนกว่าจะเดินผ่านศพนั้นในระยะใกล้จริงๆ อีกทริคหนึ่งที่สามารถใช้ได้หลังจากล๊อคคอศัตรู คือในกรณีที่มีศัตรูมากกว่าหนึ่งตัวในพื้นที่นั้น เราสามารถล๊อคคอศัตรูเอาไว้ตัวหนึ่งเพื่อใช้เป็นโล่ห์กำบัง ก่อนที่จะปลิดชีพศัตรูอีกตัวด้วยปืนเก็บเสียง และปลิดชีพศัตรูตัวแรกด้วยมีดอีกที โดยตราบใดที่คุณสามารถปลิดชีพศัตรูที่ไม่ได้ล๊อคคอเอาไว้ได้เร็วพอ จะทำให้ศัตรูตัวอื่นๆ ไม่รู้ตัวได้ด้วย เมื่อเจอศัตรูมนุษย์ อย่าหยุดเคลื่อนที่… ด้วยความฉลาดมากขึ้นของ A.I. ศัตรู รวมไปถึงลูกเล่นอย่างสุนัขดมกลิ่น ทำให้การลอบเร้นในเกม The Last of Us Part II ตกต่างจากเกมลอบเร้นหลายๆ เกมในตลาด ตรงที่ผู้เล่นแทบจะไม่สามารถหยุดอยู่นิ่งๆ กับที่ได้เลย แถมศัตรูยังสามารถตอบสนองต่อการกระทำของผู้เล่นได้ เช่นถ้าพบว่ามีคนโดนลอบสังหารเยอะ ก็จะเริ่มสำรวจพื้นที่ต่างๆ เป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม 2-3 คนแทน เพื่อให้เราไม่สามารถลอบสังหารพวกมันเงียบๆ ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เล่นจึงควรจะพยายามเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เพื่อหามุมเหมาะๆ ในการลอบโจมตีศัตรูจากระยะไกล โดยการเปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้โจมตีศัตรูไปเรื่อยๆ จะทำให้พวกมันสับสนด้วยว่าควรตามหาเราตรงไหน ซึ่งก็ช่วยทำให้พวกมันแตกกลุ่มกัน และทำให้เราสามารถเก็บมันทีละตัวได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ...แต่เมื่อเจอผู้ติดเชื้อ อย่าเดินไปมามั่วซั่ว ในทางตรงกันข้าม เมื่อเจอศัตรูชนิดผู้ติดเชื้อ ผู้เล่นควรใช้เวลาใจเย็นๆ เพื่อศึกษาเส้นทางการเดินของศัตรูให้ดีเสียก่อน และควรเคลื่อนที่เฉพาะในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น เพราะศัตรูผู้ติดเชื้อในภาคนี้จะมีประสาทไวมาก และสามารถตรวบจับตำแหน่งผู้เล่นได้จากระยะไกลกว่าที่หลายคนอาจจะคาดเอาไว้ บางทีแค่เดินเร็วไปนิดเดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเราแล้ว ทางที่ดีที่สุดจึงควรขยับให้น้อยที่สุด และเปลี่ยนตำแหน่งเฉพาะเมื่อมั่นใจว่าศัตรูจะไม่เห็นเราเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อเล่นไปได้ซักพัก ผู้เล่นจะพบกับศัตรูชนิดสตอล์คเกอร์ ที่มีนิสัยตรงข้ามกับผู้ติดเชื้อชนิดอื่นๆ ตรงที่แทนที่จะวิ่งเข้าใส่ผู้เล่นตรงๆ เมื่อพบผู้เล่น พวกมันจะวิ่งหนีไปแอบซ่อนอยู่ตามฉาก เพื่อรอลอบโจมตีผู้เล่นที่เดินผ่านจุดซ่อนของมันแทน แถมยังไม่สามารถมองเห็นมันด้วย “โหมดการฟัง” เหมือนศัตรูทั่วไปได้ด้วย และในจังหวะที่ออกมาโจมตี ศัตรูเหล่านี้ยังมักจะส่งเสียงกรีดร้องออกมา ซึ่งจะเรียกเพื่อนผู้ติดเชื้อตัวอื่นๆ ในพื้นที่มาโจมตีเราด้วย ทำให้การเดินไม่ดูตาม้าตาเรือในบริเวณที่มีสตอล์คเกอร์อยู่เป็นความคิดที่ไม่ดีนัก เพราะเราอาจจะโดนมันลอบโจมตีจากที่ไหนก็ได้ แถมยังทำให้ศัตรูที่เหลือรู้ตำแหน่งเราอีก ทาเลือกที่ดีในการรับมือกับสตอล์คเกอร์คือการคอยสังเกติหาพวกมันเท่านั้น เพราะสตอล์คเกอร์มักจะหลบซ่อนด้วยการก้มลงหลังที่กำบัง ทำให้ถ้าสังเกติดีๆ ยังอาจจะพอเห็นส่วนหัวของมันโผล่ขึ้นมาเหนือที่กำบังได้ ทำให้เรารู้ล่วงหน้า และสามารถวนอ้อมไปโจมตีมันจากด้านหลังแทนได้ แต่สิ่งที่ควรระวังคือสตอล์คเกอร์ประสาทไวมากๆ การย่องเข้าไปเสียบจากด้านหลังจึงอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่พึ่งพาได้ตลอด ผู้เขียนจึงมักใช้ปืนเก็บเสียงหรือธนูในการเก็บศัตรูเหล่านี้เมื่อพบที่ซ่อน นอกจากนี้ ยังมีสตอล์คเกอร์บางตัว ที่จะพรางตัวไปกับเห็ดรา Cordyceps ที่เติบโตอยู่บนกำแพงตามฉากได้ด้วย ซึ่งเราทำได้แต่สังเกติให้ดีและกำจัดพวกมันจากระยะไกลอย่างเงียบๆ เพราะเราจะมองไม่เห็นมันในโหมดการฟัง และนี่คือ 10 ข้อแนะนำการเล่นเกม The Last of Us Part II จากประสบการณ์ของทีมงาน GameFever TH จ้าา เพื่อนๆ คนไหนมีเคล็ดลับอื่นๆ ที่อยากแบ่งปันให้เกมเมอร์คนอื่นได้รู้ด้วย อย่าลืมคอมเมนต์มาบอกกันบ้างนะ! สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
19 Jun 2020
รีวิว: The Last of Us Part II "ความยุติธรรมที่ไม่มีใครต้องการ"
ในหลายๆ จังหวะ การเล่นเกม The Last of Us Part II ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเกม PS4 Exclusive ชื่อดังอีกเกมอย่าง God of War (2018) ทั้งสองเกมมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ตั้งแต่มุมกล้องที่ติดตามตัวละครหลักของเกมอย่างใกล้ชิดแทบจะตลอดเวลา เพื่อให้ผู้เล่นได้เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในทุกช่วงเวลาตลอดการเดินทาง รวมไปถึงองค์ประกอบด้านภาพ เสียง และเกมเพลย์ระดับแนวหน้าของวงการ ที่ทำงานร่วมกันในการขับสาสน์และ “บรรยากาศ” ของเกมให้ถึงผู้เล่นอย่างชัดเจนตลอดระยะเวลาที่นั่งเล่น จนทำให้ “ประสบการณ์” โดยรวมของเกมน่าดึงดูดในระดับที่พูดได้เต็มปากว่า “วางจอยไม่ลง” เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า The Last of Us Part II เป็นผลงานวีดีโอเกมที่น่าทึ่งในหลายๆ ระดับ แต่ในความพยายามที่จะนำเสนอ “แง่มุม” อันหลากหลายมากขึ้นของผู้พัฒนา ทำให้เนื้อเรื่องของเกมขาดส่วนผสมบางอย่าง ที่ทำให้เกมอย่าง God of War (2018) หรือกระทั่งผลงานที่ผ่านมาของผู้พัฒนา Naughty Dog เองทั้ง Uncharted และ The Last of Us ภาคแรก กลายเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ในแง่ของเนื้อเรื่อง นั่นก็คือการที่เนื้อเรื่องของเกมเหล่านั้น “มุ่งเน้น” (Focused) ไปที่เรื่องราวของตัวละครเพียงไม่กี่ตัวตลอดการเดินทางของพวกเขา ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างความผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านั้น และติดตามการเจิรญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาได้อย่างเข้มข้น ทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมขาด “น้ำหนัก” เมื่อเทียบกับเกมอื่นๆ ที่กล่าวไปข้างต้น  แม้ว่าสุดท้ายแล้ว คงไม่สามารถบอกว่าเนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II นั้น “แย่” หรือ “ห่วย” ได้ เพราะเอาเข้าจริง เนื้อเรื่องของเกมถูกเขียนมาอย่างลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยสถานการณ์และตัวละครที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับ “ความถูกต้อง” ของทั้งตัวเองและตัวละครอยู่ตลอดเวลา แถมกราฟิกอันสุดยอดของเกมยังช่วยทำให้นักแสดงมากความสามารถทั้งหลายสามารถมอบ “ความเป็นมนุษย์” ให้กับตัวละครเหล่านี้ได้ในระดับที่ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นในเกมไหนมาก่อนเลย และทำให้คุณภาพของการแสดงและคัตซีนทั้งหมดเข้าใกล้คุณภาพระดับ “ฮอลลีวู้ด” มากกว่าเกมไหนๆ ที่ผ่านมาได้สบาย *หมายเหตุ: รีวิวฉบับนี้จะหลีกเลี่ยงการสปอยเนื้อเรื่องให้ได้มากที่สุด และจะกล่าวถึงเหตุการณ์และตัวละครในภาพกว้างเท่านั้น *หมายเหตุ 2: เนื่องจากทางผู้พัฒนากำชับมาให้ใช้ภาพประกอบที่พวกเขาส่งมาให้เท่านั้นในบทความรีวิวนี้ จึงไม่สามารถแสดงภาพบทบรรยายหรือเมนูภาษาไทยได้ ผู้ที่อยากเห็นว่าบทบรรยายของเกมหน้าตาเป็นอย่างไร สามารถรับชมได้ในวีดีโอรีวิวเกม The Last of Us Part II ของเราแทน ◊ เนื้อเรื่อง ◊ มาพูดถึงเนื้อเรื่องให้จบๆ กันไปก่อนดีกว่า สำหรับคนที่อาจจะไม่ทราบ เนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II จะเกิดขึ้น 4 ปีให้หลังจากตอนจบของเกมภาคแรก (ใครยังไม่เล่น แนะนำให้หามาเล่นเดี๋ยวนี้) โดยจะติดตามตัวละครเด็กสาว Ellie ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนผู้รอดชีวิตอันแสนสงบสุขในเมือง แจ๊คสัน รัฐไวโอมิ่ง แม้ว่าเธอและเหล่าชาวเมืองจะยังคงต้องเผชิญกับเหล่าผู้ติดเชื้อไวรัส Cordyceps ที่กระจายอยู่ทั่วไป และต้องคอยจัดหน่วยลาดตระเวนเพื่อดูแลความเรียบร้อยรอบๆ เมืองอยู่ตลอด แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ให้งานรื่นเริง หรือกระทั่งความรักและมิตรภาพ หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอดมาตลอด แต่ความสงบสุขของ Ellie ก็ถูกทำลายลง เมื่อเธอต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงในขณะที่ออกลาดตระเวนวันหนึ่ง และเพื่อทวงคืน “ความยุติธรรม” บางอย่างที่ถูกพรากไปจากเธอ Ellie จึงตัดสินใจออกเดินทางจากชุมชนอันอบอุ่นของเธอ ไปยังเมือง ซีแอตเทิล เพื่อชำระความแค้นที่สุมอยู่เต็มอกของเธอ อย่างที่ผู้พัฒนาเคยกล่าวไปในบทสัมภาษณ์มากมาย เนื้อเรื่องในเกม The Last of Us Part II จะเกี่ยวข้องกับ “วังวนแห่งความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ทั้งสองฝ่ายต่างเลือกที่จะแก้แค้นกันไปกันมา โดยไม่ได้หยุดคิดเสียก่อนเลยว่า “ความแค้น” ที่ต้องชำระนั้นยังคง “สำคัญ” หรือ “คุ้มค่า” แค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องแลกไป ซึ่งต้องบอกว่าผู้พัฒนา Naughty Dog ก็ยังคงแสดงออกถึงศักยภาพในฐานะผู้นำในด้านการเล่าเรื่อง จากบทพูดที่เขียนมาอย่างคมกริบ ไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในเนื้อเรื่องที่ล้วนแล้วแต่มีนัยยะ และตั้งคำถามเกี่ยวกับ “การกระทำ” ของ Ellie และตัวละครอื่นๆ ในโลกของเกมได้อย่างคมคาย ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง ที่ต้องการจะท้าทายความคิดของผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้พัฒนาตัดสินใจที่จะให้ตัวละครอื่นๆ มีส่วนร่วมในเนื้อเรื่องหลายตัว เพื่อช่วยกันเสริมทั้งโลกของเกมโดยรวม และเพื่อให้ผู้เล่นสามารถเข้าถึงมุมต่างๆ ของ Ellie ผ่านความสัมพันธ์ที่เธอมีกับตัวละครเหล่านั้น โดยปัญหาของเนื้อเรื่องเกิดขึ้นเมื่อผู้พัฒนาใช้เวลาของเกมส่วนหนึ่งในการนำเสนอแง่มุมหรือเส้นเรื่องของตัวละครอื่นบางตัวค่อนข้างเยอะ จนทำให้เนื้อเรื่องของ Ellie ที่ควรจะเป็นแก่นหลักของเกมรู้สึก “เจือจาง” ลงไปอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหามากขึ้นไปอีกเมื่อเกมพยายาม “ดึงดัน” ว่าเนื้อเรื่องนี้ทั้งหมดยังคงเป็นเรื่องของ Ellie แม้ว่าซีกใหญ่ๆ ของเกมจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรง แต่ในทางกลับกัน การที่เกมให้เวลาในการสำรวจชีวิตและความคิดของตัวละครอื่นๆ เหล่านี้ ก็เปิดช่องทางให้ผู้เล่นได้รับรู้ถึงแง่มุมของโลกที่อาจจะไม่ได้เห็นในฐานะ Ellie ซึ่งก็ช่วยทำให้โลกของเกมรู้สึกกว้างและสมจริงมากขึ้น จากการค่อยๆ เรียนรู้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของมนุษย์กลุ่มต่างๆ หลังจากที่อารยธรรมได้ล่มสลายไปแล้วมากกว่า 20 ปี จึงอาจจะไม่ได้มีแต่ด้านลบไปทั้งหมด แต่ก็กลับไปสู่คำถามที่ว่า แล้วมันควรจะเป็นเรื่องราวของใครกันแน่ ผู้เล่นจำเป็นต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้แค่ไหน และจะดีกว่าไหมถ้าเราใช้เวลาตรงนี้กับ Ellie และตัวละครรอบตัวเธอมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่าเนื้อเรื่องของ The Last of Us Part II นั้นแย่ไปเลยเช่นกัน และสุดท้ายอาจจะเป็นตัวผู้เขียนเองที่ตีความเนื้อเรื่องของเกมไม่ถูก หรือไม่ลึกพอก็เป็นได้ แต่ในตอนนี้ คงได้แต่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นเป็นส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดของเกม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเกม The Last of Us ภาคแรกยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะเกมที่ “ยกระดับ” มาตรฐานการเล่าเรื่องของสื่อวีดีโอเกมให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์ได้มากที่สุด จากการเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างตัวละครสองตัว ก็อดผิดหวังไม่ได้ที่เกมนี้ดูจะขาดเครื่องปรุงสำคัญที่เคยมีในภาคแรกไป ◊ เกมเพลย์ ◊ สำหรับผู้เขียน “เกม” มีข้อได้เปรียบประการหนึ่งในฐานะสื่อการเล่าเรื่อง ที่สื่ออื่นๆ ทั้งหนัง ทีวี หรือหนังสือนิยายไม่มี คือความสามารถในการเล่าเรื่องผ่าน “การกระทำ” ของผู้รับสื่อนั้น ซึ่งเกม The Last of Us Part II ถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งของการเล่าเรื่องผ่าน “การกระทำ” ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบเกมเพลย์ทั้งหมด ตั้งแต่การต่อสู้และลอบเร้น ไปจนถึงการสำรวจและการตามหาทรัพยากร ที่ออกมาให้ขับธีมของเนื้อเรื่อง โดยที่ยังมอบความสนุกท้าทายให้ผู้เล่นได้อย่างไม่ลดละ ตลอดระยะเวลากว่า 25 ชั่วโมงที่ผู้เขียนใช้ในการผ่านเนื้อเรื่อง แม้ว่าในภาพรวมแล้ว การเล่นเกม The Last of Us Part II จะให้ความรู้สึกคล้ายกับภาคแรกอยู่พอสมควร ด้วยการควบคุมและ “สัมผัส” ในการเล่นที่ใกล้เคียงกันมาก แต่เกมเพลย์ของ Part II โดยเฉพาะการต่อสู้ ก็ได้รับการเพิ่มเติมระบบเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปหลายข้อ ที่ทำให้การต่อสู้ในเกมมีความท้าทายและน่าตื่นเต้นกว่าที่พบในเกมแนวลอบเร้นสายเลือดแท้หลายเกมซะอีก ฉากต่อสู้ในเกม TLoU2 (The Last of Us Part II) มักจะดำเนินไปตามลำดับที่คล้ายกัน ในตอนเริ่มต้นฉากต่อสู้ส่วนใหญ่ในเกม ผู้เล่นจะสามารถใช้ความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นของ Ellie ในการหลบซ่อนจากศัตรู ที่มักจะยกโขยงกันมาเป็นกลุ่มใหญ่เสมอ ความสามารถสำคัญอย่างหนึ่งของ Ellie คือการที่เธอสามารถหมอบคลานลงไปกับพื้น เพื่อซ่อนตัวในพงหญ้าสูง หรือเพื่อหลบซ่อนใต้สิ่งของอย่างรถได้นั่นเอง โดยเมื่อใช้คู่กับความสามารถจากภาคแรกอย่าง “โหมดการฟัง” ที่ทำให้มองเห็นศัตรูผ่านกำแพงได้ ทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการลอบเร้นเพิ่มขึ้นจากภาคแรกพอสมควร แต่ถึงจะมีทางเลือกมากมายให้ผู้เล่น ความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของศัตรูทั้งที่เป็นมนุษย์ รวมไปถึงลูกเล่นที่เพิ่มมาอย่างสุนัขดมกลิ่นของกลุ่ม W.L.F. ก็ทำให้การลอบเร้นผ่านศัตรูแต่ละกลุ่มไปโดยที่ไม่ถูกเจอตัวอย่างน้อยซักครั้ง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในประสบการณ์ของผู้เขียน  อย่างที่ผู้พัฒนาเคยกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง ศัตรูมนุษย์ในเกม TLoU2 ทุกคนจะมีชื่อเป็นของตัวเอง ที่พวกมันจะใช้ขานเรียกกันเป็นระยะตลอดเวลา หมายความว่าต่อให้เราปลิดชีพศัตรูด้วยวิธีที่เงียบแค่ไหน ซ่อนศพไว้ในมุมที่เปลี่ยวแค่ไหน ไม่ช้าก็เร็วศัตรูที่เหลือก็จะรู้อยู่ดีว่าเพื่อนของพวกมันหายตัวไป แถมยังรู้ด้วยว่าเพื่อนควรจะลาดตระเวนอยู่ตรงไหน และจะยกโขยงกันมาตามหาเพื่อน (และตัวผู้เล่น) อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เล่นต้องคอยเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้โดนเจอตัว แต่การเคลื่อนที่ก็มีสิทธิ์จะโดนศัตรูตัวอื่นเห็นได้เหมือนกัน ทำให้การลอบเร้นในเกม TLoU2 ให้ความรู้สึกเหมือนกดดันมากๆ เพราะสถานการณ์สามารถพลิกจากการลอบเร้นเงียบๆ สู่การวิ่งหลบห่ากระสุนของศัตรูได้ตลอดเวลา การต่อสู้ในเกม TLoU2 ก็ทำออกมาได้น่าตื่นเต้นไม่แพ้การลอบเร้นในเกม จากการที่มักจะมีศัตรูปริมาณเยอะมากๆ ในแต่ละฉากต่อสู้ แถมศัตรูยังฉลาดพอที่จะใช้จำนวนที่มากกว่าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการตีโอบผู้เล่นเพื่อโจมตีจากหลายมุม หรือกระทั่งการส่งทหารที่มีอาวุธระยะประชิดเข้ามาไล่ต้อน Ellie ออกจากที่กำบังให้เพื่อนยิง ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องคอยเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองตลอดเวลาเช่นเดียวกับการลอบเร้น ซึ่งก็สื่อความรู้สึกกระเสือกกระสนร้อนรนเพื่อเอาชีวิตรอดของ Ellie ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การเล็งปืนในเกมที่มักจะแม่นยำน้อยกว่าเกมยิงปืนทั่วไป บวกกับการที่ Ellie สามารถพกกระสุนปืนติดตัวได้ที่ละน้อยมากๆ (เป็นองค์ประกอบเดียวในเกมที่ไม่สมจริง) ก็ทำให้การต่อสู้ในเกมยังคงท้าทายและสมจริง ไม่ว่าผู้เล่นจะเล่นเกมยิงปืนแม่นแค่ไหนก็ตาม  ในส่วนของผู้ติดเชื้อ จะได้รับการพัฒนาในเรื่องของปริมาณ ความดุร้าย และความสามารถในการตรวจจับผู้เล่น แลกกับการที่ Ellie จะสามารถลอบสังหารเหล่าผู้ติดเชื้อได้ด้วยมีดพกของเธอ แทนที่จะต้องหาทรัพยากรมาสร้างมีดสั้นแบบที่ Joel ต้องทำในภาคแรก ซึ่งแม้ว่าโดยรวมๆ ศัตรูรันเนอร์และคลิ๊กเกอร์ที่พบได้บ่อยที่สุดจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ (นอกจากวิ่งเร็วขึ้นพอสมควร) แต่เกมก็เพิ่มมิติเข้าไปผ่านผู้ติดเชื้อชนิดอื่นๆ อย่าง “แชมเบลอร์” ที่สามารถโยนระเบิดพิษใส่เรา หรือปล่อยควันพิษรอบตัวได้ และ “สตอล์คเกอร์” ผู้ติดเชื้อที่เจอเพียงประปรายในภาคแรก แต่กลับมาพร้อมความสามารถในการหลบซ่อน และจะคอยลอบโจมตี Ellie พร้อมกับเรียกเพื่อนๆ มาช่วยอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนเพิ่มมิติเข้าไปให้กับการต่อสู้ แม้จะไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่ากับศัตรูมนุษย์ก็ตาม ถ้าจะมีเรื่องให้ติ คงเป็นการที่เกมไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการที่มีศัตรูหลายๆ กลุ่มที่เป็นศัตรูกันเองในการต่อสู้ เช่นฉากหนึ่งในสถานีรถใต้ดิน ที่ให้ผู้เล่นสามารถหลอกให้ศัตรูมนุษย์และผู้ติดเชื้อในพื้นที่สู้กันเอง ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าสนใจมากๆ และสามารถให้ประสบการณ์การต่อสู้ที่แปลกใหม่ต่อผู้เล่นได้มากขึ้น แต่กลับมีฉากลักษณะนี้อยู่น้อยมากตลอดเกม ไหนๆ เนื้อเรื่องของเกมก็เกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างกลุ่มมนุษย์กันเองอยู่แล้ว น่าจะเพิ่มองค์ประกอบนี้ลงไปในเกมมากกว่านี้หน่อย ให้มันมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพของเกมในภาพรวม อีกมิติของเกมเพลย์ใน TLoU2 ก็คือการพัฒนาตัวละคร ที่ทำได้ผ่านการสำรวจโลกของเกมเพื่อเก็บวัตถุดิบหลากหลายชนิดมาสร้างอุปกรณ์เช่นยาหรือระเบิด หรือหาของอัพเกรด เช่นชิ้นส่วนปืนหรืออาหารเสริม เพื่อพัฒนาความสามารถของตัวละครโดยตรงด้วย ซึ่งนอกจากจะเสริมอรรถรสของการเป็นผู้รอดชีวิตในโลก Post-Apocalpyse แล้ว ยังเพิ่มเหตุผลให้ผู้เล่นเดินทางออกนอกเส้นทางหลักเพื่อสำรวจโลกของเกม เพื่อตามหาตำราที่จะปลดล๊อคสายการอัพเกรด และเพื่อปลดล๊อคเนื้อเรื่องเสริมที่มักพบได้ระหว่างทางด้วย แต่พื้นที่เสริมเหล่านี้ ก็มักจะมีศัตรูผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เล่นต้องชั่งน้ำหนักว่าอยากจะเผชิญหน้าศัตรูเพื่อโอกาสในการเก็บของเพิ่มหรือไม่ ซึ่งก็ย้อนกลับไปเสริม “บรรยากาศ” และ “อรรถรส” ของเกมอีกที ◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊ อย่างที่เคยบอกไปในบทความพรีวิวเกมก่อนหน้านี้ องค์ประกอบที่น่าจะได้รับคำชมมากที่สุด และเป็นสิ่งที่มัดรวมทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันก็คือ “บรรยากาศ” ของเกม TLoU2 อันเป็นส่วนผสมขององค์ประกอบด้านภาพและเสียงทั้งหมด ที่ทำให้การเดินทางของ Ellie เต็มไปด้วยความตึงเครียด จากความรู้สึก “อันตราย” ที่แผ่ซ่านออกมาจากสภาพแวดล้อมในเกม  องค์ประกอบที่ดูเหมือนมีไว้แค่ “ประดับฉาก” ในเกมอื่นๆ มักมีความหมายเสมอ ในเกม TLoU2 ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยคราบเลือดหรือซากศพจากการต่อสู้ ที่บ่งบอกว่าเพิ่งมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มมนุษย์สองกลุ่ม และกลุ่มที่ชนะอาจกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า ไปจนถึงเชื้อรา Cordyceps ที่คืบคลานไปบนกำแพง ที่บอกใบ้ถึงกลุ่มผู้ติดเชื้อขนาดใหญ่ที่อาจยังอยู่ในบริเวณ องค์ประกอบในฉากของเกม TLoU2 ถูกออกแบบมาให้สร้างความรู้สึกเหมือนมีอะไรรออยู่ข้างหน้าเสมอ เมื่อรวมกับการออกแบบเสียงของเกม ที่มักจะใส่เสียงเล็กๆ อย่างเสียงแก้วแตก เสียงสุนัขเห่า หรือแม้แต่เสียงร้องของผู้ติดเชื้อเข้ามาอยู่เนืองๆ ก็เพียงพอจะทำให้สะดุ้งเล็กๆ ได้ตลอดเวลา เหตุผลใหญ่ๆ ข้อหนึ่งที่ฉากของเกมสามารถสร้างความตึงเครียดได้ขนาดนี้ มาจากความน่าทึ่งของกราฟิกในเกม TLoU2 ที่บอกได้แค่ว่าเหนือว่าที่ผู้เขียนคาดเอาไว้เสียอีก ตั้งแต่ความคมชัดของพื้นผิวสิ่งของต่างๆ ที่เสริมความสมจริงให้สภาพแวดล้อม ไปจนถึงหน้าตาตัวละคร ที่สามารถถ่ายทอดหน้าตาของนักแสดงจริงได้เหนือกว่าเกมอื่นในตลาดอย่างชัดเจน โดยความสมจริงของหน้าตาตัวละครยังช่วยเสริมองค์ประกอบอื่นๆ ให้มีส่วนในการสร้างบรรยากาศของเกมได้อย่างคาดไม่ถึงด้วย ถ้าจะให้ลองยกตัวอย่าง รายละเอียดเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบในการต่อสู้ คือการที่หน้าตาของทั้ง Ellie และคู่ต่อสู้จะเปลี่ยนไปตลอดเวลาตามการกระทำของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความโกรธและเกลียดชังในขณะที่ยัดมีดใส่พุงศัตรู ไปจนถึงความเจ็บปวดเมื่อต้องดึกลูกธนูที่ปักอยู่ตามร่างกายทิ้ง สีหน้าที่เปลี่ยนไปของ Ellie และตัวละครอื่นๆ ในเกมระหว่างการต่อสู้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกได้ถึงความกระเสือกกระสนเอาตัวรอดของทั้ง Ellie และตัวละครศัตรู ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อฆ่าอีกฝ่ายและมีชีวิตรอดไปต่อไป ซึ่งก็ถูกเสริมด้วยการออกแบบเสียงของเกม เช่นเสียงโลหะกระทบเนื้อ หรือกระทั่งเสียงเลือดที่กระเซ็นไปติดกำแพง ที่มอบน้ำหนักให้กับการโจมตีของทั้งศัตรูและผู้เล่น จนในบางจังหวะก็อดรู้สึก “หวาดเสียว” แทนตัวละครในเกมไม่ได้จริงๆ นอกจากนี้ เกมยังสามารถใช้ประโยชน์ของความเป็นเกมในรูปแบบของกระดาษโน้ตทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ตามฉาก ที่มักจะเล่าเรื่องราวของเหล่า NPC ไร้หน้าในโลกของเกม เช่นจดหมายที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้รอดชีวิตที่บังเอิญหลบซ่อนอยู่ในห้องอพาร์ตเมนต์ข้างๆ กัน ไปจนถึงชายชราผู้น่าสงสาร ที่ถูกลูกชายทั้งสองทอดทิ้งไปเข้ากลุ่มเซราไฟต์ ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องหลักโดยตรง แต่ก็ช่วยกันทำให้เห็นภาพของวิถีชีวิตของมนุษย์ในโลกของเกม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของกลุ่มศัตรูทั้ง W.L.F. และเซราไฟต์ด้วย ถ้าจะให้สาธยายกันไปอีกแปดหน้าก็คงไม่จบ กับรายละเอียดด้านการนำเสนอเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด ที่ร่วมกันทำให้ระบบการเล่นทุกส่วนของ The Last of Us Part II กลายเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอเรื่องราวหรือ “ประสบการณ์” ของโลกและตัวละครในเกม และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับระบบทั้งหมด เพื่อให้ผู้เล่นได้เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร รวมไปสาสน์ที่ผู้พัฒนาต้องการสื่อผ่านเนื้อเรื่องอีกด้วย เอาเป็นว่าของแบบนี้ ถ้าไม่มาลองกับมือและรับองค์ประกอบทั้งหมดของเกมพร้อมกัน มันบอกไม่ถูกจริงๆ ต่อให้รู้แค่เนื้อเรื่อง หรือเล่นแคเกมเพลย์ ก็ไม่มีวันเข้าถึงประสบการณ์เต็มของเกมได้เลย ◊ ภาษาไทย / ตัวเลือกอื่นๆ ◊ อย่างที่กล่าวไปแล้วในพรีวิว ภาษาไทยในเกม The Last of Us Part II ถือเป็นงานแปลที่คุณภาพดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นในเกมมา แน่นอนว่าอาจจะมีคำแปลผิดหรือเสียอรรถรสไปบ้าง จากการที่คำแปลไม่สามารถมีคำหยาบได้ หรือแค่จากการสื่อความหมายที่ตกหล่นไปในขั้นตอนการแปลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือเป็นบทบรรยายไทยระดับเดียวกับที่เห็นได้ในภาพยนตร์หรือทางเว็บสตรีมมิ่งอย่าง Netflix สบายๆ  นอกจากนี้ เกมยังมีคำแปลภาษาไทยให้กับตัวหนังสือภาษาอังกฤษทั้งหมดในเกมเลย ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ตั้งแต่ป้ายบอกทางที่เอาไว้ประกอบฉาก ไปจนถึงเอกสารและจดหมายโน้ตทุกฉบับในเกม สามารถแปลไทยได้ในระดับเดียวกับบทบรรยาย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดเนื้อเรื่องใดๆ ในเกมเด็ดขาด นอกจากตัวเลือกด้านบทบรรยาย เกมยังเปิดให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งการควบคุมและระดับความยากแบบแยกหมวดอย่างละเอียด เช่นความแรงการโจมตีศัตรู พลังป้องกันศัตรู ปริมาณกระสุนที่เก็บได้ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะช่วยผู้เล่นได้หลายคน เพราะต้องบอกว่าเกมแอบยากเหมือนกัน ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชินกับเกมลอบเร้น ตัวเลือกเหล่านี้อาจจะช่วยให้คุณผ่านเกมไปได้โดยหัวไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ ผู้เขียนพบบั๊คที่ทำให้เกมไม่ยอมบันทึกการตั้งค่าปุ่มควบคุมใหม่ ส่งผลให้ผู้เขียนต้องคอยเข้าไปตั้งใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปเล่นเกม แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็หวังว่าผู้พัฒนาจะสามารถแก้ไขจุดนี้ได้เมื่อเกมวางจำหน่าย ◊ สรุป ◊ แม้จะเป๋ไปบ้างในส่วนของเนื้อเรื่อง เมื่อเทียบกับเกมที่ผ่านมา แต่ TLoU2 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเกมที่พัฒนามาได้อย่างปราณีตที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยได้เล่นมาเลย ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันอย่างพอดี และใช้ประโยชน์จาก “ความเป็นเกม” อย่างเต็มที่ คนที่ชื่นชอบ TLoU ภาคแรก โดยเฉพาะในส่วนของเกมเพลย์ ไม่ควรพลาดเกมนี้ด้วยประการทั้งปวง ต่อให้ไม่ชอบเนื้อเรื่อง แค่ซื้อมาเล่นเกมเพลย์ก็ยังคุ้ม บอกเลย! [penci_review id="55739"] สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
12 Jun 2020
เปิดตัว Marvel's Spider-man: Miles Morales วางจำหน่ายปลายปีนี้!
แม้เพิ่งจะวางจำหน่ายไปได้ไม่นานนี้เอง แต่ดูเหมือนว่า Sony ก็พร้อมจะขยายจักรวาลของเกม Marvel's Spider-man แล้วในปีนี้ เมื่อล่าสุดค่ายได้ประกาศเปิดตัวเกมใหม่ Marvel's Spider-man: Miles Morales ในงานไลฟ์สตรีม Future of Gaming ที่ผ่านมา อย่างที่เห็นในตัวอย่าง ดูเหมือนว่าเราจะได้รับบทเป็นไอ้แมงมุมคนใหม่อย่าง Miles Morales ซึ่งได้รับพลังแมงมุมแบบเดียวกับ Peter Parker ในเนื้อเรื่องของเกมภาคแรกนั่นเอง แต่ด้วยความที่เกมภาคดั้งเดิมเพิ่งจะวางจำหน่ายไปได้เพียงสองปีเท่านั้น จึงไม่แน่ชัดว่าภาคใหม่นี้จะเป็นภาคต่อเต็มตัว หรือจะเป็นเพียงส่วนเสริมสำหรับเกมภาคใหม่ที่แยกออกมาเป็นเกมของตัวเอง ในลักษณะเดียวกับที่เกม Uncharted: Lost Legacy ภายในตัวอย่างได้เปิดเผยว่าเกม Marvel's Spider-man: Miles Morales จะวางจำหน่ายช่วงปลายปี 2020 นี้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเครื่อง PlayStation 5 ที่เพิ่งจะเผยโฉมกันไปอีกด้วย รอลุ้นกันได้เลยว่าเกมจะวางจำหน่ายพร้อมเครื่องเลยหรือไม่ สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
12 Jun 2020
เผยโฉมเครื่อง PS5 อย่างเป็นทางการ!!!
หลังจากที่ปล่อยให้รอกันจนเหงือกแห้ง ในที่สุด Sony ก็ได้ออกมาเปิดเผยหน้าตาของเครื่องคอนโซลรุ่นล่าสุดอย่าง PlayStation 5 จนได้ ในงานไลฟ์สตรีม Future of Gaming ที่ผ่านมา!!! เครื่องเกม PlayStation 5 จะวางจำหน่ายพร้อมกันสองรุ่น โดยรุ่นหนึ่งจะเป็นรุ่น "Digital Edition" ที่จะไม่มีช่องใส่แผ่นบลูเรย์ สำหรับคนที่ต้องการเล่นเกมด้วยการซื้อแบบดิจิตอลเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีอึปกรณ์เสริมมากมายที่จะวางจำหน่ายพร้อมเครื่อง ตั้งแต่จอยเกม DualSense รุ่นใหม่ ฐานชาร์จจอย รีโมตควบคุม หูฟังแบบไร้สาย และกล้อง HD Camera นั่นเอง ในขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาของเครื่องทั้งสองรุ่น รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ ด้วย แต่จากข่าวที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ คาดว่าเครื่องน่าจะวางจำหน่ายในราคาประมาณ 23,000 บาทไทย (ราว 600 ปอนด์อังกฤษ) โดยเชื่อได้ว่ารุ่น "Digital Edition" น่าจะราคาถูกกว่ารุ่นปกติประมาณหนึ่ง สำหรับราคาที่แน่นอนของเครื่อง จะอัพเดทกันอีกทีเมื่อได้รับข้อมูลนะจ๊ะ แล้วรอติดตามข่าวทางหน้าเพจ GameFever ได้เลย! สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
12 Jun 2020
10 เกมที่ทำลายกำแพงระหว่างโลกเกมและผู้เล่น ( Break The 4th Wall )
Break The 4th Wall หรือกำแพงที่ 4 เป็นคำเปรียบเทียบของการแสดงละครเวทีที่เราจะเห็นนักแสดงต่างๆ พูดคุยกันเพียงแค่สามุมเท่านั้น นั่นคือมุมซ้าย มุมขวา และมุมด้านหลังเท่านั้น เพราะมุมด้านหน้าคือคนดูที่จะทำได้เพียงแค่รับชมเท่านั้น แต่มันก็มีบ้างการแสดงแต่ละครั้ง นักแสดงเลือกที่จะทำลายกำแพงด้านหน้าหรือกำแพงที่ 4 นี้เพื่อสร้างความประหลาดใจและความแปลกใหม่ให้กับคนดูด้วย เอาจริงๆ แล้วในโลกวิดีโอเกมก็ไม่ต่างกันครับ มีหลายเกมที่เลือกจะเล่าเรื่องและให้ตัวละครในเกมนั้นทำลายกำแพงที่ 4 พูดคุยกับเราเหล่าผู้เล่นนั่นเอง ซึ่งวันนี้เรา GameFever TH ได้รวบรวมเกมที่ได้ทำแบบนั้นมาให้ทุกคนถึง 10 เกมจะมีตัวละครไหน? และเกมอะไรบ้าง? เรามาดูกันได้ที่นี่เลยครับ! 1.Pony Island เกมที่มองเผินๆ อาจคิดว่าเป็นเกมน่ารักๆ แต่ไม่ใช่เกมนี้คือเกมที่ปีศาจไปกักขังวิญญาณของผู้คนไว้มากมาย หน้าที่ของเราคือหาทางเล่นเกม และคอยเขียน Code ซึ่งตัวเกมจะมาในรูปแบบ Mini-Game ซึ่งไม่ได้ยากเกินไป ที่สำคัญตัวละครในเกมนั้นรู้ตัวว่าตัวเองถูกปีศาจกักขังวัญญาณไว้ในเกม พวกเขาจึงพยายามหาทางสื่อสารกับผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา และปีศาจก็จะคอยวางบั๊คหรือปัญหาต่างๆ มาคอยรบกวนให้ผู้เล่น คือ "ตัวเรา" นี่แหละครับ! 2.Monkey Island 2: Lechuck’s Revenge เกมภาคต่อแนวผจญภัยแบบเมาส์คลิ๊กในยุค 1991 ภายในเกมมีการทำลายกำแพงที่ 4 อยู่หลายช่วง ยกตัวอย่างเช่น Guybrush Threepwood ตัวเอกของซีรี่ส์เกมนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะรู้อยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองนั้นอยู่ในวีดีโอเกม โดยสามารถสังเกตได้จากการที่เขาชอบมองดูค่าสเตตัสพารามิเตอร์ของตัวเองอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ค่าตรงนั้นมันมีไว้ให้คนที่เล่นเกมดู และยังมีช่วงหนึ่งที่เขาหลงป่าและได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อไปยังสายด่วน LucasArts ( ค่ายพัฒนาเกมของตัวเองนั่นแหละ555) เพื่อขอความช่วยเหลือ และป่วนพนักงานด้วยการถามคำถามสุดกวนไปหลาย ประโยค เรียกได้ว่าเกมแรกๆ เลยที่ทำลายกำแพงที่ 4 ครับ5555 3.The Stanley Parable มีไม่กี่เกมในวงการที่จะสร้างเกมมาเพื่อเล่นกับการทำลายกำแพงที่ 4 ซึ่งหนี่งในนั้นก็มีเกม “ The Stanley Parable ”  โดยเกมนี้สิ่งที่ผู้เล่นทำได้มีเพียงการเดินไปรอบๆ และต้องคอยฟังผู้บรรยายที่เป็นใครก็ไม่รู้คอยมาสั่งให้เราทำตามที่เขาสั่ง โดยจะเลือกไม่ทำตามที่เขาบอกก็ได้ เช่น เขาบอกให้เราไปซ้าย เราจะไปขวาก็ได้ หรือเขาบอกว่าให้เข้าประตูบานตรงกลาง เราก็เลือกบานบานอื่นก็ได้ แต่ถ้าสิ่งที่คุณเลือกนั้นทำให้คุณพลาด หรือเจอเหตุการณ์ไม่ดีเขา คุณผู้บรรยายนี่แหละครับ จะคอยมาพูดซ้ำเติมเราวิจารณ์การเลือกของเรา เอาง่ายๆ ครับมันด่าเราที่เล่นอยู่นี่แหละครับ555 4.Conker’s Bad Fur Day เกมหายากที่มีอยู่เฉพาะบนเครื่อง Nintendo 64 ตัวเกมจะเต็มไปด้วยตัวละครที่ชอบป่วนและรู้ตัวว่าอยู่ในเกม เกมนี้จะมีกระรอกสายมึนและไม่เคารพใครเลย ยังมีตัวละครอื่นๆ อีกเยอะที่มักจะพูดอยู่เสมอว่าพวกเขาอยู่ในเกม โดยการชอบสปอยล์พูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับผู้เล่น บางครั้งก็ถึงกับเคาะกระจกหน้าจอของผู้เล่น ที่หนักสุดคือพี่เขาถึงกลับขู่จะแบล็กเมลนักออกแบบเกมถ้าพวกเขาไม่ออกแบบอาวุธให้ ซึ่งผมว่ามันดูน่าสนในมากๆ ครับ555 5.Deadpool Deadpool ซูเปอร์ฮีโร่อมตะผู้โด่งดังคนนี้มีชื่อเสียงในด้านความเกรียนและเอกลักษณ์ที่น่าหลงรัก บางครั้งเขาก็ทำตัวเป็นฮีโร่ บางครั้งก็ดูเป็นวายร้ายเสียมากกว่า555 แต่ผมกล้ารับประกันว่าแฟนๆ ไม่เกลียดเขาแน่นอน โดยในฉบับเกมนั้น Deadpool จะคอยสื่อสารกับผู้เล่นอยู่ตลอดเวลาทั้งในขณะเล่น และฉากคัตซีน ซึ่งนอกจากจะมีการทำลายกำแพงที่ 4 ในฉบับเกมแล้ว แม้แต่ในฉบับภาพยนต์ก็จะมีฉากที่คุณ Deadpool ปัดกล้องของผู้ชมออกแล้วฆ่าศัตรูด้วย555 ความเถื่อน มันฮาผมยกให้พี่เขาเลยครับ. 6.Batman: Arkham Asylum เกมแนวซุปเปอร์ฮีโร่ทางฝั่ง DC ในความเป็นจริงแล้วเกมนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนหรือมีเรื่องของการทำลายกำแพงที่ 4 เยอะมากนัก แต่ที่ชัดเจนเลยคือ ฉากต่อสู้กับ Scarecrow ที่ใช้ก๊าซภาพหลอนใส่แบทแมน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันดันทะลุมาโดนผู้เล่นด้วย คือจู่ๆ เกมจะเหมือนค้างหน้าจอจะแบบเป็นเฉดสี และผู้เล่นก็ได้รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ที่สังหารแบทแมน และขึ้นภาพ Mission Failed พอเรากดรีสตาร์ทเริ่มเกมอีกครั้ง ก็จะไปโผลในอีกโลกที่มี Scarecrow ร่างยักษ์ที่มาป่วนเรา ทั้งยังมีคำแนะนำกวนๆ ที่จะทำให้ผู้เล่นงงอีกด้วย. 7.Doki Doki Literature Club! เกมหนึ่งในเกมที่มีสตรีมเมอร์หลายท่านหยิบมาเล่นมาสตรีมกันอยู๋ช่วงนึง ซึ่งขอนิยามว่าเป็นเกมที่น่ารักสดใจแต่ก็มีความมืดหม่นแฝงอยู่หน่อยๆ หนึ่งในนั้นคือนางเอกของเกมที่ชื่อว่า Monika เธอรู้ตัวว่าเป็นตัวละครในเกมและจะเริ่มทำการลบข้อมูลหรือเซฟข้อมูลของเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ เพื่อปกป้องความรักของผู้เล่นที่มีต่อเธอ หวงๆ 5555 8.Metal Gear Series แฟรนไชส์ที่ไม่เหมือนใครในฐานะ Metal Gear จริงๆ แล้วเกมนี้มีหลายเหตุการณ์มากๆ ที่ตัวละครจะอธิบายให้เรารู้ว่าพวกเขารู้ตัวว่าอยู่ในเกม และที่ทุกคนเห็นชัดเจนที่สุดคือฉากการต่อสู้กับ Psycho Mantis ที่สร้างเสียงฮือฮาอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ้าตัวดันเกรียนไปอ่านการ์ดหน่วยความจำของผู้เล่นและยังมีการอวยบริษัท Konami นิดๆ หน่อยๆ ด้วย555.   9.Undertale เกมนี้เป็นเกมแนว RPG ที่มีทั้งมุขเฮฮาตลกร้าย และยังมีการที่ตัวละครกล่าวถึงว่าพวกเขากำลังอยู่ในเกม Undertale อยู่หลายครั้ง แต่ที่มันดูแตกต่างคือบางทีพวกตัวละครถือวิสาสะเปลี่ยนองค์ประกอบของเกมเองซะเลย เช่น นึกจะเซฟเกมก็เซฟ ไม่อยากเซฟผู้เล่นก็จะเซฟไม่ได้ ซึ่งผู้เล่นสามารถแก้ไขบางอย่างที่เกิดขึ้นได้ด้วยการรีโหลดเซฟกลับไปยังจุดเดิมได้ หรือบางครั้งผู้เล่นฆ่าเพลินมอนส์เตอร์ตัวนั้นอาจจะงอนแล้วหายไปจากเกมตลอดการเลยก็มีนะครับ55. 10.Eternal Darkness: Sanity’s Requiem เกมสยองขวัญที่ปั่นและป่วนผู้เล่นด้วยการเล่นกับสติของผู้เล่นเพราะตัวเกมจะทำให้เราเกิดความหวาดระแวงตลอดเวลาเช่น นึกจะเปลี่ยนตัวละครก็เปลี่ยน อยากเปลี่ยนฉากก็เปลี่ยนไม่สนผู้เล่น บางครั้งก็แกล้งลบเซฟของผู้เล่นให้หายไป พอกดเริ่มเกมใหม่ก็กลับไปที่เซฟเดิม บางครั้งก็แกล้งทำให้ของในคลังหายไป ทำหน้าจอเกมให้เหมือนค้างหรือมีสีแปลกๆ เป็นเฉดๆ คือบอกเลยว่าจะนอกจากหลอกตัวละครในเกมแล้ว ยังมาหลอกผู้เล่นอีก!555 Credit: Watch Mojo
11 Jun 2020
8 ตัวละครลับ !! ที่ซ่อนอยู่ในวิดีโอเกม
ในเกมต่างๆ ทั้งในอดีตมาจนถึงปัจจุบันมักจะใส่ความพิเศษต่างๆ ไว้ในเกมเพื่อเซอร์ไพรส์ผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นด่านพิเศษ อาวุธแปลกๆ หรือแม้แต่ตัวละครลับ ซึ่งวันนี้ผมจะขอแนะนำ 8 ตัวละครลับที่น่าสนใจหรือคุณอาจจะยังไม่เคยรู้ในเกมต่างๆ มาให้ทุกคนได้ดูกันครับ เรามาดูกันว่ามีตัวละครไหนที่คุณคิดว่าน่าสนใจบ้างมาดูกันครับ. 1.Luigi ในเกม “ Super Mario Galaxy” (2007) เกมตำนานอย่าง Super Mario แต่ในที่นี้จะพูดถึงภาค Super Mario Galaxy ซึ่งตัวละคร Luigi นี้ไม่ค่อยจะเป็นจุดสนใจเท่าไหร่นักในซีรี่ส์เกมนี้ แต่ผู้พัฒนาก็เอาใจใส่ที่จะทำให้เขาได้รับความสนใจพอๆ กับพี่ชายของเขา วิธีปล็ดล็อคตัวละครลับที่ซ่อนอยู่นี้ก็ง่ายๆ ครับใครมีเกมนี้ก็ไปลองทำดูนะครับ ขั้นแรกคือให้ดูเล่นเก็บดาวให้ครบ 120 ดวงก้อน แล้วจากนั้นไปต่อสู้ให้ชนะบอสอย่าง Bowser เกมจะทำการรีสตาร์ท แต่จะแตกต่างจากครั้งอื่นๆ ตรงที่มีตัวเลือกให้เล่นเป็น Luigi แทนได้ ซึ่งเขาจะมีความสามารถที่แตกต่างจากพี่ชายหลายอย่างเช่น การกระโดดที่สูงมากๆ และมีความเร็วในการเคลื่อนที่ๆ ไวขึ้นกว่าเดิม 2.The Tofu Survivor ในเกม “Resident Evil 2” (1998/2019) ส่วนใหญ่แล้วทุกอย่างในเกมซีรี่ส์ดังอย่าง “ Resident Evil” นั้นค่อนข้างจะหนักไปที่ความรุนแรง และความสยองขวัญ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความขบขันและแปลกประหลาดที่สุดที่จะเคยมีในซีรี่ส์นี้เลย ก็คือ "Tofu เจ้าเต้าหู้" หนึ่งในตัวละครลับที่มีในเกม โดยผู้เล่นจะสามารถปลดล็อคได้ก็ต่อเมื่อทำการผ่านด่านหลักต่างๆ ในเกมทั้ง 6 ด่านให้ได้คะแนนอยู่ที่แรงค์ A เกมก็จะเปิดโหมด “ The Tofu Survivor” โหมดพิเศษที่จะให้ผู้เล่นควบคุมเจ้าเต้าหู้เดินได้ขนาดใหญ่พอๆ กับมนุษย์ ซึ่งครั้งแรกนั้นผู้เล่นจะมีเพียงมีด! เต้าหู้ + มีด + ซอมบี้ จะฮาหรือหลอนดีครับ555 3.Bayonetta ในเกม “The Wonderful 101” (2014) ทุกคนคงไม่คิดว่า หนึ่งในตัวละครที่มีเจ้าสเน่ห์สุดเซกซี่ในตำนานจะถูกนำมาใส่อยู่ในเกมแนวแอคชั่นปนความฮาอย่างเกม Wonderful 101 ทางเกมได้แอบใส่ตัวละครลับ คือ Bayonetta สาวโหดที่มารับงานเสริมในเกมอื่น ในเกมนี้เธอจะมาในรูปร่างตัวละครที่ถูกย่อลงให้คล้ายๆ Super Smash Bros. พร้อมด้วยปืนลายเซ็นของเธอ วิธีปลดล็อคคือการใส่รหัสโค้ดของเธอลงไปหลังจะเล่นโหมดหลักจนจบเท่านั้น 4.Dante ในเกม “Viewtiful Joe” (2003) Dante นอกจากจะเป็นตัวละครสุดเท่ในซี่รี่ส์ Devill May Cry แล้ว เจ้าตัวยังมาโลดแล่นในเกม Viewtiful Joe หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าการนำตัวละครจากเกมอื่นมาใส่ในอีกเกมนั้นจะมีปัญหาด้านลิขสิทธิ์หรือไม่? จริงๆ มันมีครับ แต่เกมนี้และหัวข้อด้านบนมันมีข้องยกเว้นเพราะทั้งเกม The Wonderful 101 /  Viewtiful Joe / Devil May Cry และ Bayonetta ล้วนแล้วแต่มีผู้พัฒนาเป็นคนเดียวกันนั่นคือ ฮิเดกิคามิยะนั่นเอง! 5.Cloud Strife ในเกม “Final Fantasy Tactics” (1997) สำหรับเกม“ Final Fantasy VII” ถือว่าเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแฟรนไชส์และยังคงได้รับความกระแสความนิยมมาเรื่อยๆ ซึ่งพระเอกอย่าง Cloud Strife นอกจากจะมาโผล่เป็นตัวละครลับในเกมนี้และเขายังไปอยู่ในเกมอื่นๆ อีกมากมายทั้งแนว RPG หรือแนว Action สำหรับในเกมนี้ผู้เล่นจะสามารถได้รับ Cloud Strife เช่นกันแต่จะอยู๋ในช่วงที่พลังยังไม่ได้โหดมากนัก ต้องค่อยๆ ดำเนินเรื่อยและพัฒนาจนมีเลเวลที่สูงก่อน แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าที่จะเสียเวลาในการพัฒนาให้เขาเทพเพราะพระเอกคนนี้ทั้งเท่ทั้งหล่อและเป็นขวัญใจแฟนๆ เกมซีรีส์นี้มากๆ 6. A T-Rex ในเกม “Need For Speed 2” (1997) เกมแนวแข่งรถที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ของโลกเกม ตัวเกมในภาค 2 นี่จะมีตัวละครซึ่งก็คือ รถต่างๆ แต่มีอย่างนึงที่เล่นเอาเกมเมอร์ทั้งแปลกใจ และกลั้นขำแทบไม่อยู่นั่นคือ รถ Tyrannosaurus Rex  หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าทีเร็กซ์ ถ้าฟังชื่อดูเหมือนจะเท่ใช่มั้ยครับ แต่ประเด็นคือขาของมันไม่ได้ขยับทำให้ตัวไดโนเสาร์นั้นเหมือนเป็นโมเดลรถแห่ขบวนตามงานเทศกาลต่างๆ มากกว่าไม่รู้ว่าผู้พัฒนาจะใส่เพื่อความเท่ หรือเอาฮาครับ555 7. Spider-Man ในเกม “Tony Hawk’s Pro Skater 2” (2000) แฟรนไชส์เกมแนวสเก็ตบอร์ดที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์รวมถึงตัวผมเองหลงใหลในเกมนี้ จนต้องไปหาซื้อสเก็ตบอร์ดมาเล่นๆ จนล้มเป็นสิบๆ รอบ ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีใครนำตัวละครจากเกมอื่นหรือพวกฮีโร่มาเป็นตัวละครลับกันมากนักซึ่งเกมนี้ทำครับ! ตัวละครที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือฮีโร่สุดกวนอย่าง Spider-Man นั่นเอง วิธีรับเขาก็ง่ายมากครับคือผู้เล่นต้องชนะโหมดอาชีพโดยใช้ตัวละครที่เราสร้างเองแบบสมบูรณ์ 100% ที่สำคัญเลยครับ ตัวละครอย่างไอ้แมงมุมไม่ได้มาแค่รูปร่างแต่มีลักษณะท่าทาง ลีลาการเล่นสเก็ตเฉพาะตัวด้วย เช่น กระโดดยิงใยดึงสเก็ตบอร์ดมาหาตน และท่าพิเศษอีกมากมาย! 8.Mr. Game & Watch ในเกม “Super Smash Bros. Melee” (2001) หนึ่งในตัวละครที่ปลดล็อคกว่าจะได้มาต้องใช้ความพยายามในการปลดตัวละครลับอย่างมนุษย์เงา Mr.Game & Watch วิธีการคือต้องให้ผู้เล่นชนะโหมด Classic /Adventure หรือ Target Test เอาง่ายๆ ครับเลือกโหมดใดโหมดหนึ่ง แล้วใช้ตัวละคร 24 ตัวทั้งหมดในเกมให้เคลียร์ทุกด่าน เพื่อปลดล็อคเขาบอกเลยว่าถ้าไม่ขยันจริงๆ ไม่มีทางที่เราจะได้เขามาเล่นแน่นอนครับ.    
10 Jun 2020
10 เกมทุนต่ำแต่สร้างรายได้มหาศาล
มีเกมมากมายที่ประสบความสำเร็จในการได้รับรายได้มหาศาล แต่พอนำมาหักลบกับต้นทุนการสร้างแล้วผลกำไรส่วนต่างก็มีไม่มากนัก แต่มีเกมประเภ่ทหนึ่งครับที่เลือกความแปลกใหม่ เนื้อหา หรือคอนเทนต์ที่ดีสู้กับความที่มีต้นทุนน้อย ซึ่งถ้าทำได้และประสบความสำเร็จจนได้กำไรมีรายได้ เมื่อนำมาหักลบดูผลต่างเราจะเข้าใจได้ทันทีว่าอะไรคุ้มกว่ากัน ซึ่งวันนี้เรา GameFever TH ได้นำ 10 เกมที่มีทุนในการสร้างน้อยแต่รายได้กำไรร้อยล้าน มีเกมอะไรที่คุณเคยเล่นหรือยังไม่รู้กันบ้างมาดูกันครับ. 1. Flappy Bird เกมมือถือยอดฮิตนี้ถูกสร้างขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ชาวเวียดนาม Dong Nguyen และที่สำคัญใช้เวลาไม่ถึง 1 อาทิตย์! เขาสร้างโดยการตั้งวัตถุประสงค์ของเกมง่ายๆ คือ ให้นกบินอยู่เหนือท่อที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันไป ส่วนผู้เล่นมีหน้าที่เพียงพยุงให้นกบินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ฟังดูง่ายๆ ซ้ำๆ วนไปวนมาไม่มีสิ้นสุดใช่มั้ยล่ะครับ แต่กลายเป็นว่าสิ่งนี้แหละทำให้ผู้เล่นเสพติดเกมนี้ไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยคุณ Dong Nguyen ได้รับเงินจากเกมนี้มากถึงหลักล้านเลยทีเดียวครับ (ได้จากการโฆษณาภายในตัวเกม) ล่าสุดตัวเกมได้มีการเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นใหม่โดยใช้ชื่อว่า"Flappy Bird Family" ลองไปเล่นกันดูนะ 2. Castle Crashers เกม 2 Scrolling Platform ฉากเลื่อนด้านข้างมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มอัศวินที่พยายามช่วยเจ้าหญิงจากพ่อมดร้าย เกม “ Castle Crashers ” เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องสไตล์ศิลปะที่โดดเด่นและอารมณ์ขันรวมถึงรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว สร้างโดย The Behemoth สตูดิโอพัฒนาเกมที่เริ่มต้นด้วยเกมแฟลช“ Castle Crashers” สร้างขึ้นโดยคนไม่ถึง 10 คน แต่ตัวเกมกลับมียอดขายหลายล้านจากการสั่งซื้อทั่วโลก! 3. The Stanley Parable เกมนี้คงเป็นหนึ่งในเกมที่น่างงงวยและกวนไม่ใช่ย่อยครับ ถึงแม้รูปแบบเกมเพลย์จะไม่มีอะไรพิเศษเลยเพราะส่วนใหญ่ตัวเกมจะให้ผู้เล่นเดินไปเรื่อยๆ เลือกเส้นทางที่ผู้เล่นเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งตัวเกมได้รับการพัฒนาโดย Davey Wreden และผู้ที่คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำอีกคนคือ William Pugh ใช่ครับเกมนี้ส่วนใหญ่หลักๆ แล้วถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของ 2 คนนี้เท่านั้น! ถึงแม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าเกมนี้ใช้งบประมาณในการสร้างเท่าไหร่ แต่ผมอยากให้ดูที่ผลลัพธ์ก่อนนะครับเพราะเกมขายได้หลายล้านคำสั่งซื้อในฉบับ PC และในปี 2020 ยังมีการวางจำหน่ายบนเครื่องคอนโซลอีก คุณลองคิดดูว่ายอดขายหลักล้าน แต่ใช้ผู้พัฒนา 2 คนกำไรจะขนาดไหนครับ. 4.Terraria ปัจจุบันมีเกมแนว Sandbox เกิดขึ้นมามากมาย แต่เกม "Terraria" ได้ใช้ไอเดียที่แปลกแหวกด้วยการนำเกมแนวนี้เข้าสู่เกมประเภท 2D ทั้งยังใส่ความเป็น RPG ให้มีบอสโซนและศัตรูต่างๆ มากมายอีกด้วย ทุกอย่างที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์หลงใหลในเกมนี้นั้นเกิดขึ้นได้เพราะสตูดิโอพัฒนาเล็กๆ เท่านั้น เกมนี้ถูกสร้างโดยนักพัฒนา Re-Logic ซึ่งมีพนักงานเพียง 13 คนเท่านั้นในปี 2562 ด้วยสเน่ห์ของของเกมที่สะกดเหล่าเกมเมอร์ได้นั้น ทำให้สตูดิโอได้รับผลกำไรที่มหาศาลเนื่องจากว่าปัจจุบันเกมนี้เป็น 1 ในเกม PC ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลโดยขายได้มากถึง 27 ล้านคำสั่งซื้อทั่วทุกแพลตฟอร์ม ทำให้หลังจากช่วงนั้นเราจะเห็นเกมแนวนี้เยอะมาก! 5.Cave Story อีกเกมแนว Platformer 2D Metroidvania พูดถึงหุ่นยนต์นักสำรวจที่ได้พบกับถ้ำลึกลับและเหล่าคนร้ายที่กำลังคุกคามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ครึ่งกระต่าย เกมนี้มีทั้งระบบอาวุธที่หลากหลายสามารถอัพเกรดได้หลายแบบ มีตัวละครที่ทรงสเนห์ และที่สำคัญมีซาวด์แทร็กดนตรีที่ฟังแล้วเข้าถึงจิตใจผู้เล่นได้ดีมากๆ เกมนี้ในช่วง 5 ปีแรกถูกพัฒนาโดนคนคนเดียวคือ Daisuke Amaya ตัวเกมเปิดตัวครั้งแรกให้โหลดเล่นกันฟรี หลังจากนั้นก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ทั้งมีส่วนเสริมต่างๆ ลงให้กับหลายแพลตฟอร์มและผลก็คือตัวเกมสร้างรายได้นับล้านชุดเลยทีเดียว 6.Undertale เกม RPG สายอินดี้ที่นำพาผู้เล่นไปพบเจอกับกลุ่มตัวละครแปลกๆ ระบบการต่อสู้แสนพิลึกและเนื้อเรื่องที่มีความแตกต่างกันไปจากการตัดสินใจของผู้เล่น ขอบอกเลยว่าเกมนี้ได้รับการพัฒนาโดยผู้สร้างนามว่า Toby Fox เขาเกือบจะทำคนเดียวทั้งหมด โดยในช่วงแรกๆ เขาได้รับเงินสนับสนุนจากงบการทำเกมเพียง 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นงบเท่านั้นถือว่าค่อนข้างน้อยมากสำหรับการจะสร้างเกมๆ หนึ่งขึ้นมา แต่ผลปรากฏว่าตัวเกมสามารถขายได้มากถึง 1 ล้านชุดในปีแรกที่ออกวางจำหน่ายและมากถึง 3.5 ล้านในปี 2018 ! และ Undertale กลายเป็นเกมที่ได้รับคำวิจารณ์ที่ดี รวมถึงเหล่าตัวละครที่มีเอกลักษณ์ทำให้พูดถึงจนทุกวันนี้ 7.Super Meat Boy ใครมันจะไปคิดกันครับว่าจะมีเกมที่ให้ผู้เล่นบังคับก้อนเนื้อเดินทางผ่านเครื่องมือสังหารต่างๆ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วครับ นั่นคือเกม “ Super Meat Boy” ตัวเกมถูกสร้างขึ้นมาพร้อมคำถามมากมายว่ามันคืออะไร? ที่สำคัญนักพัฒนาเกมนี้มีเพียง 2 คนซึ่งเขาอยู่ในสถานที่คนละที่ และเวลาไทม์โซนที่แตกต่างกันอีก555 แปลกตั้งแต่เกมยันผู้พัฒนา แต่ผลที่ได้คือเกมได้รับการตอบรับที่ดีอย่างกว้างขวางมาก โดยมียอดขายอยู่ที่หลายล้านชุดในปัจจุบัน! 8.Braid อีกหนึ่งเกมแนว Scrolling Platform  เป็นเกมอินดี้ที่ทำให้ผู้คนหลงรักมากที่สุด ตัวเกมนั้นมีเรื่องรายง่ายๆ ไม่ซับซ้อนแต่แสนโรแมนติก กล่าวถึงชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเจ้าหญิงจากสัตว์ประหลาด ผมรับประกันอย่างหนึ่งได้เลยว่าเพลงประกอบเกมนี้อินใจมากๆ เลยครับ ตัวเกมสร้างโดยนักพัฒนานามว่า Jonathan Blow เขาใช่้เวลามากกว่า 3 ปีในการสร้างเกมนี้ ทั้งยังใช้เงินของเขาเองเป็นถึงในการสร้างมากถึง 200,000 ดอลลาร์ และทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จากการขายผ่านหลายแพลตฟอร์มเลยทีเดียว. 9.Minecraft เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเกมนี้ Minecraft เป็นหนึ่งในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกมหนึ่งตลอดกาล และไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับสำหรับผู้เล่นลองเล่นแล้วคงจะรู้กันดี ตัวเกมใส่แนวคิดง่ายๆ ของการเก็บเกี่ยวและสร้างไอเทมเครื่องมือต่างๆ ถึงจะมีความเหมือนเกมอื่นๆ แต่ตัวเกมก็มีสเนห์และเอกลักษณ์ของโลกสีเหลี่ยมที่ไม่มีใครเหมือนนั่นเอง เกม Minecraft ถูกสร้างครั้งแรกโดยผู้พัฒนาคนหนึ่ง ซึ่งเขาได้รับเงินมากถึงหลักพันล้านดอลลาร์ และยังมีค่าลิขสิทธิ์ที่ทาง Microsoft มาขอซื้อไปอีก 2.5 พันล้านเหรียญบอกเลยว่า ไม่จำเป็นที่คุณต้องทำเกมให้ดูแพง หรือสวยหรูอย่างเดียว แต่ถ้าคุณมีไอเดียว แนวคิดที่แปลกใหม่ และน่าสนใจ เกมของคุณก็จะเป็นหนึ่งในเกมที่ประสบความสำเร็จแน่นอนครับ 10.Tetris สุดท้ายของหัวข้อนี้ คือเกมแนว Puzzle ง่ายๆ แต่เกมนี้กับเป็นเกมยอดนิยมที่ถึงกลับเปิดให้มีการแข่งขันกันเลยทีเดียว ตัวเกมถูกสร้างโดย Alexey Pajitnov ในมอสโกในช่วงสหภาพโซเวียต “ Tetris” เป็นเกมปริศนาบล็อกหมุนรอบตัว ด้วยยอดขายและการตรวจนับ 170 ล้านชุด เกมนี้ได้สร้างรายได้หลายพันล้ายจากเกมเพลย์ที่แสนเรียบง่าย และเพลงประกอบที่ติดหูมากๆ ทำใหเกมนี้ขึ้นแท่นเกมทุนต่ำแต่ทำรายได้ได้อย่างมหาศาล.
08 Jun 2020
บทสัมภาษณ์ผู้เขียนบทเกม The Last of Us Part II กับ "ราคาของความเกลียดชัง"
ในฐานะสิ่งมีชีวิตเลือดอุ่นที่รู้สึกรัก/โลภ/โกรธ/หลง สัญชาตญาณของมนุษย์ในการ "ปกป้อง" สิ่งที่ตนหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นดินแดน ทรัพย์สินเงินทอง หรือกระทั่งคนรัก ถือเป็นแก่นหลักอย่างหนึ่ง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราฝ่าฟันอุปสรรคอันมากล้นของ "ชีวิต" เพื่อลืมตาตื่นและก้าวเดินต่อไปในวันรุ่งขึ้น เมื่อมีอะไรก็ตามที่มาพลัดพรากเราไปจากสิ่งของหรือผู้คนอันเป็นที่รักเหล่านั้น ก็ย่อมไม่น่าแปลกถ้ามนุษย์คนหนึ่งจะรู้สึกโกรธแค้น และเรียกร้องความยุติธรรมจากโลก พระผู้เป็นเจ้า หรือบางคนอาจจะเลือกวิธีที่เถรตรง และไปทวงเอา "ความยุติธรรม" ที่ตนควรได้รับจากผู้ที่พลัดพรากไปเสียเอง แต่ความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เกี่ยวกับโลกอันโหดร้ายของเกม The Last of Us Part II คือไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ และแม้แต่ "ความยุติธรรม" ที่รู้สึกว่าเป็นสิทธิ์ของเรา บางครั้งก็มาพร้อมป้ายราคาที่ถูกปกปิด และกว่าจะรู้ถึงสิ่งที่ต้องแลกไปเพื่อให้ได้มา ก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว คำถามที่ตามมาคือ แล้วคุณพร้อมจะเสี่ยงกับ "ราคาที่มองไม่เห็น" นี้แค่ไหน เพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการ "เราอยากให้ผู้เล่นรู้สึกว่าทุกการตัดสินใจในฐานะ Ellie มันเป็นการตัดสินใจที่ท้าทาย และมีราคา เพราะทุกอย่างในโลกของเกมมันมีราคาที่ต้องแลกโดยไม่มีข้อยกเว้น" ผู้พัฒนาตำแหน่งผู้เขียนบทเกม The Last of Us Part II คุณ Halley Gross กล่าวในการสัมภาษณ์กับกลุ่มสื่อมวลชนชาวไทย ที่จัดขึ้นโดย Sony Thai เมื่อเร็วๆ นี้ "ตั้งแต่สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ที่บางครั้งก็เป็นอันตรายกับเราได้ ไปจนถึงพวก NPC ที่จะล่าสังหารคุณอย่างไม่ลดละ ทุกอย่างมันถูกสร้างมาเพื่อขัดขวาง Ellie ในระหว่างการเดินทางเพื่อตามหา “ความยุติธรรม” ที่เธอต้องการ และทุกอย่างยังถูกยกระดับอย่างรวดเร็วตามเนื้อเรื่อง มันเหมือนกับการโยนอุปสรรคทุกอย่างใส่ Ellie เพื่อที่จะถามเธอว่า 'เธอต้องการสิ่งนี้จริงๆ ใช่ไหม? เธอพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ใช่ไหม'" ด้วยผลงานเขียนบทในวงการภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์มากมาย รวมไปถึงประสบการณ์ในการสร้างซีรีส์ชื่อดังของ HBO อย่าง Westworld เกม The Last of Us Part II ถือเป็นก้าวแรกของคุณ Halley สู่วงการเกม แถมยังเป็นผลงานที่ฝากความคาดหวังของแฟนๆ ทั่วโลกเอาไว้ด้วย "มันก็ต้องรู้สึกเกร็งๆ บ้างเป็นธรรมดาแหละนะ ค่าย Naughty Dog เองก็มีชื่อเสียงมากอยู่แล้ว แถมตัวละครเหล่านี้ยังเป็นที่รักของแฟนๆ อีกด้วย" "ฉะนั้นฉันก็ย่อมรู้สึกถึงความกดดันในการสานต่อเรื่องราวของพวกเขา ในวิธีการที่ให้เกียรติ์ที่มาของพวกเขาด้วย ซึ่งก็น่ากลัวมาก แต่ฉันก็ตกหลุมรักตัวละคร Ellie ไปเรียบร้อยแล้ว และการที่ได้โอกาสในการพัฒนาตัวละครตัวนี้ในฐานะผู้ใหญ่ เป็นโอกาสที่ฉันปฏิเสธไม่ลงเลย" สำหรับคุณ Halley ความแตกต่างหลักระหว่างการทำงานภาพยนตร์และโทรทัศน์ เมื่อเทียบกับการทำงานเกม คือในขณะที่ "บท" ในงานภาพยนตร์และโทรทัศน์มักเป็นของตายตัว ที่ถูกส่งจากโต๊ะนักเขียนไปให้แผนกอื่นๆ เนรมิตขึ้นมาอย่างไม่หืออือ "บท" ของเกมกลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและเติบโตตลอดเวลา จากการเอาใจใส่ของทุกฝ่ายใน Naughty Dog ที่ทำงานร่วมกันในการขับ "เนื้อเรื่อง" ของเกมให้เข้าถึงผู้เล่นได้มากที่สุด "ที่ Naughty Dog เนื้อเรื่องเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโตเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าฉันและ Neil จะกำหนดทิศทางของเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ แต่ไม่นานเนื้อเรื่องก็ได้รับคำแนะนำจากทีมดีไซน์ หรือทีมออกแบบศิลป์ หรือใครก็ได้ในค่าย ที่ช่วยกันใส่ตัวตนของตัวเองลงไปในบท เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันขับธีมของเนื้อเรื่องไปให้ถึงผู้เล่น" "เกมจะเกิดขึ้น 4 ให้หลังจากตอนจบของภาคแรก และในสี่ปีนั้น ตัวละครที่เราคุ้นเคยก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่ปลอดภัยพอสมควร อาจจะต้องออกไปจัดการพวกผู้ติดเชื้อระหว่างลาดตระเวนบ้าง แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่พอให้เป็นกังวลกับความรักหรือมิตรภาพ มีเวลานัดกันดูหนัง มีเวลาที่จะพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเป็นที่รักและต้อนรับ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หรืออาจจะในชีวิตของเขาเลยก็ได้" "มันเลยเป็นโชคดีของฉันที่ได้เข้ามาในจังหวะนี้ และได้ทำงานกับตัวละครที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งเหล่านี้ เพื่อตั้งคำถามว่าพวกเขาจะเป็นคนแบบไหนหลังจากที่ใช้ชีวิตอย่าง “สงบ” มานานขนาดนี้ หรือเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังจากที่ต้องเผชิญกับเรื่องที่เจ็บปวด ตัวละครเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อาจจะเสียทุกอย่างที่รักไปได้ในพริบตา แล้วมันทำให้พวกเขามีทัศนคติต่อความรักหรือความปลอดภัย หรือแม่แต่ต่อชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้าง มันมีคำถามมากมายที่เราอยากหาคำตอบเกี่ยวกับโลกของเกม" อย่างที่หลายคนอาจจะทราบอยู่บ้าง เนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II จะติดตามตัวละคร Ellie วัย 19 ปี และการเดินทางเพื่อทวงคืน "ความยุติธรรม" บางอย่างของเธอ ที่จะพาเธอเข้าไปพัวพันกับ "วังวนแห่งความเกลียดชัง" ที่ผู้พัฒนายกให้เป็นแก่นหลักของทุกองค์ประกอบในเกม "ทุกอย่างที่เราทำในเกมนี้ ตั้งแต่การเล่าเรื่องผ่านองค์ประกอบแวดล้อม หรือการพัฒนาตัวละคร NPC และเนื้อเรื่อง ล้วนวนกลับไปสู่ธีมหลักของเกมที่เราตั้งไว้ ซึ่งก็คือธรรมชาติของความรุนแรง ที่มักจะดำเนินไปเป็นวังวนไม่สิ้นสุด และมักจะเพิ่มทวีตัวเองขึ้นเรื่อยๆ" "ในการออกแบบเมือง Seattle อันเป็นที่ตั้งของเกม เรามีจุดประสงค์หลักคือการส่งผ่านแก่นสาสน์ตรงนั้นไปยังผู้เล่น เพื่อการนั้น เราจึงสร้างกลุ่มศัตรูสองกลุ่มนี้ขึ้นมา เป็นกลุ่มคนสองฝ่ายที่ต่างห้ำหั่นกันด้วยความเกลียดชัง ที่หมักหมมมานานจนไม่มีใครบอกได้แล้วว่าเริ่มได้อย่างไร หรือใครเป็นคนเริ่มก่อน มีแต่เชื่อว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน จึงรบกันไม่รู้จบ" ศัตรูสองกลุ่มที่ผู้เล่นจะพบในเกม The Last of Us Part II จะประกอบไปด้วยกลุ่มทหารพลเรือน W.L.F. ที่มักจะใช้กลยุทธ์และอาวุธแบบทหาร แถมยังมีสุนัขตามกลิ่นที่สามารถตามตัว Ellie ได้อย่างแม่นยำ ส่วนอีกกลุ่มคือเหล่าเซราไฟต์ กลุ่มผู้คลั่งศาสนาที่มักโจมตีด้วยอาวุธไร้เสียงอย่างธนู ก่อนจะจับผู้ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูมาแขวนคอและคว้านท้องอย่างโหดเหี้ยม "สำหรับกลุ่ม W.L.F. เราอยากสร้างกลุ่มศัตรูที่ผู้เล่นมีความคุ้นเคยสักหน่อย จึงอาจจะสังเกติได้ว่าพวก W.L.F. จะมีความคล้ายคลึงกับกลุ่ม Hunters ในภาคแรกในแง่ของแนวทางการเล่น แต่แน่นอนว่ามาพร้อมกับการพัฒนามากมาย อย่างแรกคือการที่ตัวละครทุกตัวมีชื่อของตัวเอง หมายความว่าถ้ามีใครตายหรือหายตัวไป พวกที่เหลือก็จะแสดงปฏิกิริยาที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น" "ในขณะเดียวกัน ในส่วนของเซราไฟต์นั้น เราต้องการพูดถึงคนที่ถูกครอบงำโดยศาสนาหรือความเชื่อ จนสามารถกระทำความรุนแรงอย่างสุดโต่งได้โดยไม่รู้สึกอะไร พวกเซราไฟต์จะติดตาม “ศาสดา” คนหนึ่ง และกลุ่มก็ก่อตั้งในเมือง Seattle มานานพอๆ กับพวก W.L.F. ด้วย ซึ่งเรามองว่าพวกเขาเป็นเหมือนตัวแทนของประวัติศาสตร์อีกแง่ของเมือง Seattle" แต่แม้ว่ากลุ่มทั้งสองจะเป็นศัตรูที่จะไล่ล่าและสังหารผู้เล่นอย่างไร้ปราณี แต่ผู้พัฒนาก็ยังให้ความสำคัญกับ NPC ศัตรูเหล่านี้ในฐานะมนุษย์ ที่ล้วนมีความหวังและความฝัน หรือไปถึงความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ รอบข้างอีกด้วย ทำให้พวกเขามี "ตัวตน" มากกว่าแค่ศัตรูนิรนามในเกมทั่วๆ ไป และทำให้การต่อสู้มีน้ำหนักต่อจิตใจของผู้เล่นอย่างแท้จริง "เราต้องการสร้างสถานการณ์ที่บังคับให้ Ellie ในฐานะตัวละคร ต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่ไม่น่าเลือกทั้งสองทาง พร้อมกับตั้งคำถามว่าเธอจำเป็นต้องเลือกแต่แรกหรือไม่" "ความรุนแรงและความเกลียดชังอาจเป็นแก่นหลักของเนื้อเรื่อง แต่มันก็เกี่ยวกับความเข้มแข็งของมนุษย์เช่นกัน ไม่ว่าจะในตัว Ellie หรือในตัวละครอื่นๆ ที่สามารถยกตัวเองขึ้นมาเมื่อล้มลง และถูกท้าทายให้ตั้งคำถามกับการกระทำของตัวเองตลอดเวลาเกี่ยวกับทางเลือกที่ได้เลือกไป และการทำความเข้าใจถึงราคาที่จำเป็นต้องจ่ายไปเพราะการตัดสินใจเหล่านั้น การที่มนุษย์คนหนึ่งเลือกทางเลือกที่อาจจะนำไปสู่การทำลายล้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวตนของมนุษย์คนนั้น" แนวคิดนี้สะท้อนออกมาในเกมเพลย์ในรูปแบบของ "ทางเลือก" ที่เกมมอบให้ผู้เล่น ในประสบการณ์ของผู้เขียนเอง มีหลายครั้งที่รู้สึกเหมือนเกม "ผลัก" เราให้ต้องกระทำเรื่องที่โหดเหี้ยมในฐานะทางเลือกที่ง่ายที่สุด เช่นการฆ่าเจ้าของสุนัข เพื่อฉวยโอกาสลอบเร้นผ่านไปในขณะที่สุนัขตัวนั้นพยายามร้องเรียกร่างไร้วิญญาณของเจ้าของ โดยคุณ Halley กล่าวว่าผู้พัฒนาต้องการมอบอิสระให้ผู้เล่นสามารถตีความเนื้อเรื่องผ่านการกระทำของตัวเองได้ด้วย "เมื่อคุณเผชิญสุนัขของทหาร W.L.F. คุณมีทางเลือกว่าจะกำจัดมัน หรือจะลอบผ่านไปเฉยๆ ก็ได้ เป็นการตั้งคำถามว่าคุณจะยอมสละชีวิตของ “มนุษย์” หรือสุนัขสักตัว เพื่อเป้าหมายของคุณหรือไม่ เราอยากให้คุณจำเป็นต้องตอบคำถามยากๆ เหล่านี้ตลอดเวลา" "ยิ่งเกมดำเนินไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเปิดโอกาสให้คุณเข้าถึงตัวละครทั้งหลายนี้ในฐานะมนุษย์มากขึ้นด้วย เพราะเราไม่อยากให้ศัตรูในเกมเป็นแค่ศัตรูที่คุณต้องกำจัด แต่เป็นมนุษย์ที่มีตัวตน มีความสัมพันธ์ต่อมนุษย์คนอื่นๆ ที่อาจจะเสียใจจากการตายของพวกเขา เราไม่อยากให้อะไรรู้สึกง่าย เพื่อสื่อว่า Ellie ต้องการทำตามเป้าหมายของเธอแค่ไหน และให้ผู้เล่นเข้าใจถึงความมุ่งมั่นในการตามหา “ความยุติธรรม” ที่เธอต้องการ และความเกลียดชังที่เป็นแรงขับของเธอ" สุดท้ายนี้ คุณ Halley ฝากความหวังว่าผู้ที่เล่นเกมทุกคนจะตั้งคำถามกับตัวเอง เกี่ยวกับทั้งตัวพวกเขาเอง และเกี่ยวกับโลกรอบๆ ตัว รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่อยู่ในสังคมด้วย "เราออกแบบตอนจบของเกมนี้ด้วยความตั้งใจที่จะตั้งคำถามหรือข้อถกเถียงในหมู่ผู้เล่นอยู่แล้ว ไม่มีตัวละครตัวไหนในเกมที่เป็นขาวหรือดำ ดีหรือชั่วไปเลยทั้งหมด การตีความการกระทำของตัวละครเหล่านี้ก็ถือเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งที่เราตั้งใจใส่ไว้ในเกมเช่นกัน" แล้วพบกับบทความรีวิวเกม The Last of Us Part II ของ GameFever ได้ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ หรืออ่านความคิดเห็นเบื้องต้นจากการเล่นเกมได้ ที่นี่ สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
05 Jun 2020
อดีตผู้นำพัฒนา Resident Evil 4 กล่าว "ถ้าภาค Remake ออกมาดีก็ไม่มีปัญหา"!!
Resident Evil 4 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภาคที่สร้างชื่อเสียงให้กับซีรีส์เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า คุณ Shinji Mikami ที่เป็นผู้นำในการพัฒนาเกมครั้งนั้นทำได้ดีจริงๆ ดังนั้นข่าวลือที่บอกว่า Capcom กำลังพัฒนา Resident Evil 4 Remake อยู่ แถมคุณ Mikami ยังมาเป็นผู้ให้คำแนะนำในการพัฒนา่ตัวเกมเวอร์ชั่นนี้ด้วย! สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันจากทาง Official ว่าเกม Resident Evil 4 Remake กำลังถูกพัฒนาอยู่จริง แต่จากบทสัมภาษณ์ของ IGN ดูเหมือนว่าตัวเกมอาจอยู่ในระหว่างพัฒนาจริงๆ ครับ "คิดเห็นยังไง เกี่ยวกับข่าวลือที่บอกว่าทาง Capcom กำลังพัฒนา Resident EVil 4 Remake อยู่" คือหนึ่งในคำถามที่ IGN ได้ถามกับคุณ Mikami ซึ่งเขาก็ได้ตอบว่า "ถ้าทำออกมาได้ดี ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร" มันน่าสนใจตรงที่ว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธว่า "Resident Evil 4 Remake กำลังพัฒนาอยู่" เลยครับ ดังนั้นในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้เราอาจจะเล่นภาค 4 Remkake จริงๆ ก็ได้ครับ Credit: Nintendolife สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
05 Jun 2020
GTA Online กับ Red Dead Online ปิดเซิร์ฟเวอร์สนับสนุนประเด็น Black Lives Matter
ประเด็นเรื่อง Black Lives Matter นั้นกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วสหรัฐอเมริกาและในทุกๆวงการ รวมถึงวงการเกมเองเช่นกัน ในหลายๆ ค่ายเกมเองก็ได้ให้ความสนใจกับประเด็นนี้ และในวันที่ 4 มิถุนายน 2020 บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของ Rockstar Games เองก็ได้สนับสนุนประเด็นนี้โดยการปิดเซิร์ฟเวอร์เกมดังอย่าง GTA Online กับ Red Dead Online เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อเป็นการสนับสนุนประเด็นเรื่อง Black Lives Matter Black Lives Matter. To honor the legacy of George Floyd, today, 6/4/20, from 2:00-4:00 p.m. ET, we will be shutting down access to our online games, Grand Theft Auto Online and Red Dead Online. — Rockstar Games (@RockstarGames) June 4, 2020 Rockstar ยังสนับสนุนให้แฟนๆ ให้การสนับสนุนองค์กรสิทธิมนุษยชนรวมถึง NAACP Legal Defense and Educational Fund และ National Black Child Development Institute ผ่านทางเว็บไซต์ Charity Navigator และบริษัทแม่ของ Rockstar อย่าง 2K ก็ได้สนับสนุนแนวคิดนี้โดยจะทำการออฟไลน์เกมในเครืออย่าง NBA 2K, Dragon City และ Monster Legends และกล่าวว่าจะเพิ่มเงินทุนให้กับโครงการ 2K Foundations โดยเพิ่มเงินอีก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ "ขยายภารกิจเพื่อช่วยต่อสู้กับความอยุติธรรมทางเชื้อชาติและความไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มคนผิวสีทั่วโลก" pic.twitter.com/7tYrq6f292 — 2K (@2K) June 4, 2020 Credit: PCGAMER สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
05 Jun 2020
[บทความพิเศษ] ทำไมตัวละครถึงเป็นบ้าใบ้ ไม่พูดไม่จา ทำไมกันนะ?
เคยสังเกตุกันไหมล่ะว่า เวลาที่เราเล่นเกมน้ำดีระดับ AAA สักเกม ทุกอย่างดูดี ทั้งฉาก ทั้งแสง สี เสียง และเนื้อเรื่องที่ทำให้ผู้เล่น Hype หรือมีลูกเล่นที่ทำให้เราตราตรึงใจจดจำกับเกมที่เราเล่นได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนรวมถึงคนเขียนเองรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเกม นั้นก็คือ "ตัวละครเป็นใบ้" ใช่แล้วล่ะ เพราะตัวละครเป็นใบ้แบบนี้ บางทีก็อาจจะคิดว่า "เฮ้ย ทีมพัฒนาไม่มีค่าจ้างพากย์เสียงเหรอ?" แต่เปล่าเลย ทีมพัฒนาเขามีเหตุผลที่จะทำให้ตัวละครเป็นแบบนั้น เป็นจุดประสงค์ที่เขาอยากทำตั้งแต่ต้นมากกว่า ซึ่งเราจะมาลองตั้งทฤษฎี, สมมุติฐานและข้อเท็จจริงกันว่าทำไมตัวละครเหล่านี้ อาจจะเคยพูดหรือไม่เคยพูดไปเลยว่ามีใครที่น่าสนใจกันบ้าง ================================================== 1. Gordon Freeman: Half-Life Series ตำนานชายผู้ถือชะแลง ไล่แทงไล่หวดเหล่าเอเลี่ยนและ Combine ซึ่งตัวละครนี้เป็นตัวละครเอกจากเกม Half-Life ตั้งแต่ภาคแรก แน่นอนว่าพอพูดถึงเขาเราจะนึกถึงสามอย่างคือ ชะแลง, ชุด HEV Suit Mk.4 และความเป็นใบ้ของเขา ซึ่งหลายคนก็ทราบกันดีว่าตลอดทั้งเกมนั้น เขาไม่เคยพูดแม้จะปริปากกระซิบอะไรเลย แต่มันก็มีเหตุผลมาจากทีมพัฒนาเกม Half-Life ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่ Gordon Freeman ไม่พูดไม่จาเพราะอยากให้ผู้เล่นแสดงเป็นตัวตนของเขา หรือพูดง่ายๆ ก็คือให้เราคิดเอาเองว่า Gordon กำลังพูดโดยเป็นเสียงของผู้เล่นเอง...จะว่าไปมันก็เข้าท่านะ แต่หากผู้หญิงเล่นเกมนี้ล่ะ? เสียงที่จินตนาการมันจะเป็นยังไงกันนะ? 2. Chell: Portal Series สาวผู้ที่เปิดวาร์ปได้ทุกสรรสิ่ง ( ยกเว้นสื่อลามกอนาจาร ) พอพูดถึงแล้วคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก Chell ผู้ที่เคยเข้ารับการทดลองจากสถาบันวิจัย Aperture Laboratories พร้อมได้ทำการจำศิลเพื่อรอเรียกใช้งาน แต่พอตื่นขึ้นมาจากการปลุกของผู้ประกาศปริศนาก็พบว่า โลกใบนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว นอกจากตัวเราที่จะต้องใช้ Portal Gun ในการผ่านอุปสรรคต่างๆ อย่างสร้างสรรไม่เหมือนใครแล้ว ก็ต้องรับมือจาก AI ที่ชื่อว่า GLaDOS ที่จะค่อยฆ่าเราอีกด้วย แม้ว่าตัวเกมจะสั้นแต่ก็ทำใครหลายคนหัวร้อนและตราตรึงความสนุกมากๆ ทั้งสองภาค โดยเหตุผลที่เธอไม่พูดตลอดทั้งเกมนั้นเพราะทีมพัฒนาได้อยากให้เราจิตนาการถึงเสียงเธอนั้นเอง แต่ก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งจากผู้เล่นที่ว่ากันว่า ผลของการจำศีลนานเกินไป ส่งผลทำให้เธอสูญเสียความสามารถในการพูดถาวร แต่อย่างว่าแหละมันเป็นการทฤษฎีเท่านั้น 3. Doom Guy, Doom Slayer: DOOM Series ในช่วงนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา ชายผู้ที่ปีศาจต่างหวาดกลัว นรกยังต้องขอร้องชีวิต นั้นคือ Doom Guy หรือ Doom Slayer นั้นเอง! ซึ่งหากจะย้อนไปสมัยเกม Doom ภาคแรกๆ นั้นยังพอเข้าใจเหตุผลได้ว่าเหตุที่เขาไม่พูดเพราะตัวเกมนั้นเน้นยิงแหลก แหกนรกอยู่แล้ว บทพูดของเขาคงไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น แต่พอเริ่มมาเป็นเกม DOOM เวอร์ชั่นที่ออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 2016 จนถึงภาค Eternal ก็ได้เผยความลับว่า ก่อนที่ Doom Guy ได้รับฉายา Doom Slayer เขาเคยพูดได้ก่อนถูกเข้าเครื่องที่เสริมความแกร่งให้เขาสามารถฉีกกระชากเหล่าปีศาจได้เหมือนขนมปัง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทฤษฎีว่า หลังจากเขาได้เข้าเครื่องเสริมแกร่งแล้ว มันก็ทำให้เขาพูดไม่ได้ หรืออีกทฤษฎีคือ จิตใจในปัจจุบันของ Doom Slayer นั้นแข็งแกร่งมากพอจนไม่จำเป็นต้องพูดกับเหล่าปีศาจแล้ว เจอทีใส่เลย ไม่ต้องพูดให้เสียเวลา 4. Agents: Tom Clancy's The Division Series สำหรับเกม The Division ที่มีเนื้อหาของเกมชวนหม่นหมองและเข้มข้น ทั้งเบื้องหลังอันดำมืดของรัฐบาลอเมริกา การทรยศหักและและการถูกทอดทิ้งภายใต้แสงแห่งความหวังเพียงริบหรี่ อีกทั้งยังมีระบบการเล่นแบบ Grinding MMORPG คือเน้นฟาร์ม อัพเวล อัพสกิลบนโลก Open World ทำให้เกมนี้สามารถเล่นได้เพลินๆ กับภารกิจที่ถูกอัพเดตให้ทำในทุกวัน ส่วนตัวละครผู้เล่นหรือ Agent ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกเรียกตัวมาเพื่อกู้อเมริกากลับมาจากหายนะครั้งนี้ ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมไม่พูดไม่จากันเลย แต่มันก็มีเหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ ให้เราจินตนาการเรื่องเสียงพูดเอาเอง น่าจะอินกว่า ซึ่งมันก็จริง บางทีการไม่มีเสียงพากย์ให้กับตัวละครผู้เล่นมันก็ทำให้เราใช้จินตนาการเรื่องเสียงแล้วรู้สึกว่าอินกว่าจริงๆ 5. Commander: Command & Comquer Series "หมูมะนาว!" มันคือประโยคคุ้นหูที่ได้ยินในสมัยเด็กๆ ของเกม Command & Conquer: Red Alert 2 ( หากไม่รู้จักก็ขอบแสดงความยินดีด้วยที่ผู้อ่านนั้นอายุยังน้อย ) ที่จริงเกม Command & Conquer อดีตมันเคยเป็นเกมแนว RTS ที่สนุกมากๆเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แต่ภาคที่ผู้เล่นให้เสียงตอบรับมากที่สุดก็คงไม่พ้น Red Alert 2 จนมีวลีหมูมะนาวซึ่งยังคงได้ยินอยู่จากเกมเมอร์รุ่นเดอะ และปัจจุบันก็มี Youtuber หลายท่านกลับมาจุดกระแสเกมนี้อีกครั้ง ซึ่งเอาจริงๆ แม้ตัวเกมผ่านมานานมากแต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยังมีความทันสมัยในปัจจุบัน ส่วนในโหมด Campaign ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นผู้บัญชาการซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นผู้บัญชาการฝ่ายสัมพันธมิตรหรือฝ่ายโซเวียต แต่ไม่ว่าฝ่ายไหน เราจะไม่เคยเห็นหน้าตาของตัวเองและเสียงของตัวเองเลย มีแต่เหล่า Operator และเหล่านายพลพูดฉอดๆ ใส่เราอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนเหตุผลว่าทำไมผู้บัญชาการอย่างเรากลายเป็นคนบ้าใบ้ในเกมก็คงจะให้เราจินตนาการเสียงและหน้าตาว่าเป็นตัวเราเองก็เป็นได้ แต่ก็มีอีกทฤษฎีขำๆ เลยก็คือ เราอาจจะเป็นผู้บัญชาการหน้าใหม่ ยศน้อยกว่ามีหน้าที่รับฟังอย่างเดียวก็เป็นไปได้ 6. Pointman: F.E.A.R Series เกมเก่าแนว FPS Horror สุดสยองขวัญที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่ความน่ากลัวสยองขวัญก็ยังตราตึงในหัวของผู้ที่เคยเล่นเกมนี้มาแล้ว ยอมรับว่าสมัยที่เล่นภาคแรก กลัวจนนอนไม่หลับแถมเล่นไม่จบด้วย แต่เสียดายที่จบแค่ภาคสามแล้วไม่มีภาคต่ออีกเลย ซึ่งมองอีกแง่ ตำนานความสยองขวัญก็ควรจบแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ส่วนตัวละครที่ชื่อ Pointman นั้นเป็นรหัสเรียกขานของตัวเอง ไม่มีชื่อจริงและปฏิบัติการในหน่วย First Encounter Assualt Recon หรือหน่วย F.E.A.R ที่มีหน้าที่รับมือกับสิ่งเหนือทางธรรมชาติ ภายใต้กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งหลังจากเขารับงานไปกำจัด Fattel ผู้ที่มีพลังจิตและกำลังอาลวาดไล่ฆ่าคนในสมาบันวิจัยของ ATC เขาได้รู้ความจริงว่า เขาคือพี่ชายของ Fettel เป็นลูกชายคนโตของ Alma ผู้ที่เป็นต้นเหตุความสยองทุกอย่าง แต่เขานั้นไม่มีพลังจิตเหมือนแม่หรือ Fettel แต่เขากลับมีความสามารถทางกายภาพที่สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก และด้วยการถูกจับทดลองต่างๆ นานา อันแสนโหดร้ายในวัยเด็กก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำให้เขาไม่สามารถพูดได้ ก่อนจะจับ Pointman ล้างสมองและส่งให้กองทัพสหรัฐฯ ไปฝึกทหารต่อนั้นเอง 7. Sona: League of Legends หากจะมองหาตัวละคร Champion ที่เป็นใบ้โดยสมบูรณ์ในโลกของ League of Legends แล้วล่ะก็ ก็ต้องนึกถึงตัวละครสายซัพพอร์ตสุดแสนบอบบางของเกมอย่าง Sona อย่างแน่นอน ซึ่งประวัติของเธอนั้นก็ถูกทิ้งไว้ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพร้อมกับพิณวิเศษติดตัวตั้งแต่จำความได้ แม้ในเกมจะไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงไม่พูด อาจจะเกิดสภาวะจิตใจหรือโดนอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอเปล่งเสียงจากปากไม่ได้ แต่เธอสามารถส่งเสียงของเธอได้ผ่านคลื่นเสียงที่เธอเล่นและผ่านทางจิตได้โดยตรง ซึ่งแม้เธอจะสามารถส่งเสียงของเธอโดนไม่ปริปากได้ แต่ก็นับว่าเธอเป็นใบในรายนี้แล้วกัน ================================================== ดูเหมือนว่าบทความนี้จะสั้นเกินไปหรือเปล่า ที่จริงมันยังมีอีกหลายตัวละครที่ไม่พูดไม่จา แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นใบ้โดยสมบูรณ์ ฉะนั้นทางเราจะขอแถมอีกเสียเล็กน้อย Aphelios: League of Legends หนึ่งในตัวละคร Champion สายอ๊ปป้าหล่อลาก กระชากใจสาวๆ แต่กลับมีอัตราโดน Ban มากที่สุดใน Pro League ของเกาหลีใต้อย่าง Aphelios จากเกม League of Legends นั้นเอง ซึ่งประวัติของเขานั้น เขาเป็นชาว Lunari เหมือนกับ Diana และเขาต้องการติดต่อกับ Alume ซึ่งเป็นพี่สาวของเธอที่อยู่ในอีกโลกที่เขาสัมผัสหรือติดต่อไม่ได้ ด้วยความทรัศธาจึงดื่มยาพิษที่ทำให้เขาไม่สามารถพูดได้อีก แลกกับการได้อาวุธพิเศษห้าชิ้นและได้ติดต่อกับพี่สาวผ่านทางจิตสมใจตั้งแต่นั้นมา...แต่ว่าในเกม เขายังร้องเจ็บ ยังหัวเราะสั้นๆ ได้ ยังหอบเหนื่อยเป็นเสียงได้ ก็ไม่รู้ว่าควรนับเขาว่าเป็นใบ้อย่างสมบูรณ์ได้หรือไม่ Dragonborn: Elder Scroll V - Slyrim ตัวละครอีกตัวที่ขอยกยอดว่า ( เกือบจะเป็นใบ้ ) อีกตัวละครหนึ่งแล้วกัน ซึ่งถือว่ากลายเป็นมีมที่คนทั่วโลกจดจำนั้นก็คือ Dovakin หรือ Dragonborn หรือผู้ที่สามารถเปล่งภาษามังกรได้ โดยผู้เล่นนั้นจะสามารถแต่งหน้าทาผม เลือกเผ่าเลือกเพศได้ แต่เราจะไม่สามารถพูดอะไรได้ดุจคนใบ้จนกระทั่งได้เรียนรู้ภาษามังกร "FUS-RO-DAH!!!" เท่านั้นแหละพูดได้เลย แต่ก็พูดได้แค่ภาษามังกรเท่านั้น ก็เลยนับว่าตัวละครนี้ไม่ได้เป็นใบ้กับเหล่ามังกร แต่เป็นใบ้กับพวกมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยกันก็แล้วกันนะ ================================================== ทั้งหมดนี้คือคัวละครจากในเกมที่เป็นบ้าใบ้ ไม่พูดไม่จ้า เจอกันทีก็ใส่หน้าก่อนโดยไม่ถาม ซึ่งเอาจริงๆ อาจจะมีตัวลครอื่นๆ ที่เราอาจจะไม่รู้จักแล้วเป็นใบ้อยู่ก็ได้ ยังไงหากเจอใครที่น่าสนใจนอกเหนือจากบทความนี้ก็สามารถเข้ามาพูดคุยและแชร์ตัวละครมาให้พวกเรารับทราบกันด้วยล่ะ จะได้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ผู้อ่านทุกคนได้รับทราบกันจ้า ติดตามข่าวสารเกมต่างๆ ได้ที่      
05 Jun 2020
Nintendo ประกาศแสดงจุดยืนต่อประเด็นเรื่อง Black Lives Matter
ในตอนนี้ประเด็นเรื่อง Black Lives Matter ที่มีการประท้วงในสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการเหยียดสีผิวได้เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากทุกวงการ รวมถึงวงการเกมด้วย ซึ่งเมื่อวานนี้ Nintendo ได้ออกมาแสดงจุดยืน เกี่ยวกับประเด็นนี้ผ่าน Twitter ในวันที่ 3 มิถุนายน 2020 เช่นกันครับ pic.twitter.com/AtDyFQsmsX — Nintendo of America (@NintendoAmerica) June 3, 2020 จุดที่น่าสนใจคือ คู่แข่งของ Nintendo อย่าง Microsoft กับ Sony ก็ได้มีการแชร์ข้อความนี้ไปยังโซเชียลมีเดียของตัวเองด้วยเช่นกัน เป็นหลักฐานว่าทั้งสองแพลตฟอร์มก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของ Nintendo เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ทาง Infinity Ward ก็ได้ออกนโยบายใหม่เพื่อลดการเหยียดสีผิวในเกมของตัวเองด้วย เรียกได้ว่าตอนนี้ทั้งโลกกำลังเคลื่อนไหว่ เพราะประเด็น Black Lives Matter เลยก็ว่าได้ครับ Credit: Nintendolife สำหรับข่าวสารเกมที่น่าสนใจ คลิ๊ก!
05 Jun 2020
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
League of Legends: Wild Rift
Riot Games, Inc
Coin Master
Moon Active
Garena Free Fire
GARENA INTERNATIONAL I PRIVATE LIMITED
Banker
Rooster Games
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
Assassin's Creed Valhalla
Ubisoft
Watch Dogs: Legion
Ubisoft
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
ผลการค้นหา : "topfeature"
Cyberpunk 2077: สรุปความเห็นจากสื่อต่างประเทศที่ได้ทดลองเล่นเกม!
เมื่อคืนนี้ (11/20/2020) ทางผู้พัฒนา CD PROJEKT RED ได้ทำการออกอากาศรายการ Night City Wire #5 ตอนสุดท้ายไปแล้ว ซึ่งนอกจากจะเน้นการพูดถึงหนึ่งในตัวละครหลักในเกมอย่าง Johnny Silverhand แล้ว ยังมีการแสดงตัวอย่างเกมเพลย์ใหม่จากเกม ที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมมากมายที่ผู้เล่นจะสามารถทำได้ในเมือง Night City ของเกม นอกจากนี้ หลังจากที่รายการจบลง ก็ได้มีสื่อต่างชาติหลายสำนักที่เปิดเผยว่าพวกเขาได้ทดลองเล่นเกม Cyberpunk 2077 มาแล้วกว่า 16 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับปล่อยบทความที่บรรยายถึงประสบการณ์และความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเกมอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมความเห็นหลักๆ ของสื่อแต่ละสำนักมาไว้ให้แล้ว เพื่อให้ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถรับรู้ถึงสภาพของเกมในปัจจุบัน IGN: พรีวิวโดยคุณ Tom Marks ใช้เวลาเล่นราว 6 ชั่วโมงก่อนจะจบส่วน Tutorial ของเกม (เริ่มสาย Corpo) เวลา 16 ชั่วโมงที่ใช้ไป รู้สึกเหมือนยังเข้าถึงเกมแค่ระดับพื้นผิวเท่านั้น ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมหาศาล