GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
ผลการค้นหา : "รีวิว"
[ไกด์เกม] Apex Legends Mobile แนะนำตัวละครทั้งหมด ความสามารถ และจุดเด่น จุดด้อย
Apex Legend Mobile เกมมือถือแนว Battle Royal ฟอร์มยักษ์ที่ใกล้จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ถูกพัฒนาโดย Respawn Entertainment และจัดจำหน่ายโดย EA (Electronic arts) หลังจากได้เปิดรอบ  Closed Beta ที่ผ่านมากระแสตอบรับของเกมนี้ค่อนข้างไปในทางที่ดีเยี่ยม มียอดคนลงทะเบียนล่วงหน้าไว้แล้วกว่า 14 ล้านคน รูปแบบการเล่นและความสามารถของตัวละครแถบจะไม่ต่างจากตัวใน Pc เลยก็ว่าได้ ใครที่เป็นแฟนเกม Apex Legend (Pc) จะต้องหลงรัก Apex Legend Mobile อย่างแน่นอน และเซอร์ไพส์ของ Apex Legend Mobile ที่เราคาดไม่ถึงนั่นก็คือ มีตัวละครใหม่ที่มีแค่ใน Mobile ที่เดียวซึ่งมีชื่อว่า FADE จะมีความสามารถอะไรบ้าง โดยวันนี้พวกเรา GameFever TH จะพามาดูรายละเอียดข้อมูลความสามารถของตัวละคร ว่าแต่ละตัวที่เปิดให้เล่นมีอะไรบ้างไปดูกันเลย !ปล. รายละเอียดข้อมูลของตัวละครทั้งหมดอยู่ในช่วง closed Beta ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจนกว่าตัวเกมจริงๆ จะถูกปล่อยออกมาข้อมูลตัวละคร Apex Legend Mobile1. BLOODHOUNDPassive Ability: Tracker: สามารถมองเห็นรอยเท้าของศัตรูทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากการเปิด-ปิดประตูอาคาร หรือทิศทางที่วิ่งผ่าน โดยจะเห็นเป็นสัญลักษณ์บนหน้าจอ สามารถปิง (Ping) บอกเพื่อนในทีมให้รู้ได้ และรู้ด้วยว่าศัตรูวิ่งผ่านทาง หรือทำอะไรไปแล้วบ้าง ในกี่วินาทีที่ผ่านมา (passive นี้มีผลกับรอยเท้าที่มีระยะเวลาคร่าวๆ ไม่เกิน 1 นาทีครึ่ง)Tactical Ability: Eye of the Allfather: สแกนพื้นที่ด้านหน้าโดยรอบหรือจะสแกนลงมาข้างล่างข้างบนก็ทำได้ เพื่อหาตำแหน่งของศัตรูและกับดักของศัตรู เช่น ถังแก๊ซของ Caustic ถ้ามีศัตรูจะมีการระบุตำแหน่งให้เห็นเป็นไฮไลท์สีแดง และจะทำการบอกเราว่ามีศัตรูจำนวนกี่คนUltimate Ability: Beast of the Hunt: เมื่อกดใช้จะปลุกสัญชาติญาณนักล่าของตัวละครเราขึ้นมา 30 วินาที จะทำการเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นเป็นอย่างมาก และหน้าจอของเราจะเป็นสีเทาเพื่อให้มองเห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น โดยศัตรูจะเป็นไฮไลท์สีแดงเมื่ออยู่ในระยะเวลาสกิล หากเราโดนยิงจนล้มจะอยู่ได้นานขึ้นด้วยแนวทางการเล่นเบื้องต้นของ Bloodhoundตัวละครนี้เล่นไม่ยากมากถ้าเทียบกับตัวละครอื่นที่เป็นสายเดียวกัน โดยเราเล่นเป็นตัวสแกนหาตำแหน่งศัตรูให้เพื่อนร่วมทีมของเราทำการเข้าปะทะหรือเช็คจุดที่ศัตรูแอบอยู่ ใน passive ability สามารถมองเห็นรอยเท้าของศัตรูได้ เราสามารถคอลกับเพื่อนร่วมทีมได้อีกว่าในทางข้างหน้าที่เรากำลังไปอาจจะมีศัตตรูดักรออยู่ก็เป็นไปได้ การมี Bloodhound อยู่ในทีมก็จะทำให้เราวางแผนการเล่นและไม่ต้องกลัวพวกที่ดักรอเราเลย แต่ควรเก็บ tactical ability ไว้ใช้ในนจังหวะที่ดีๆ หรือเช็คสถานที่ที่เรากำลังไป ในส่วนของอัลติเมท จะทำให้เราวิ่งไวขึ้นและรีสกิลสแกนได้ไวขึ้นจะเอาไว้ใช้หนีหรือล่าศัตรูก็ได้เหมือนกันจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นความสามารถในการสแกนค้นหาตำแหน่งศัตรูสูงสามารถสแกนหา Safe Zone วงต่อไปได้เห็นรอยเท้าของศัตรูในตอนที่ใช้ Tactical Ability โดนศัตรูจะแจ้งบนหน้าจอว่ามีทั้งหมดกี่คนUltimate Ability จะทำให้เราวิ่งเร็วขึ้นและรี Tactical Ability ได้เร็วขึ้น หากถูกยิงล้มขณะที่ใช้อัลติเมทอยู่จะล้มได้นานมากขึ้นUltimate Ability จะเปลี่ยนรูปแบบการมองเห็นของเราเป็นภาพสีเทา และสามารมองเห็นตัวศัตรูเป็นไฮไลท์สีแดงจุดด้อยศัตรูสังเกตเห็นรัศมีของวงสแกนได้ง่ายการใช้สกิลสแกนหาศัตรูจะทำให้เผยตำแหน่งที่เราอยู่ได้2. BANGALOREPassive Ability: Double Time: เมื่อโดนศัตรูยิงหรือกระสุนเฉี่ยวตัว จะทำให้พาสสิฟนี้จะทำงาน ทำให้เราเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นคนวิ่งขึ้นตรงหน้าจอTactical Ability: Smoke Launcher: บังกาลอร์สามารถยิงระเบิดควันขนาดกลางลงพื้นได้ แต่ระยะจะไม่ไกลมากนัก และยังสามารถทำดาเมจใส่เกราะศัตรูได้อีกด้วย (ดาเมจน้อยมากๆ)Ultimate Ability: Rolling Thunder: เรียก Artillery Strike มาใส่พื้นที่ที่กำหนด จรวดทั้งหมดจะลงมาปักบนพื้นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะระเบิดออก ทำความเสียหาย และสโลว์เป้าหมายที่โดนระเบิดแนวทางการเล่นเบื้องต้นของ BANGALOREตัวละครนี้ก็เล่นง่ายเหมือนกันโดยการใช้ Smoke ปิดการมองเห็นของศัตรูทำให้ไม่ทันตั้งตัวว่าตัวเองจะโดนโจมตีตอนไหน หรือจะเอาไว้ใช้หนีศัตรูก็ได้เหมือนกัน ในส่วนของอัลติเมท เราสามารถเอาไว้ใช้กดดันศัตรูได้หากศัตรูอยู่ในที่โล่งแล้วหนีไม่ทันบอกได้เลยว่ารับดาเมจหนักแน่นอนจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นPassive Ability ของตัวนี้จะทำให้ตัวเองวิ่งไวขึ้นUltimate Ability มีระยะที่กว้างและจำนวนขีปนาวุธเยอะใช้ Smoke ปิดการมองเห็นของศัตรูได้ (ถ้าในทีมศัตรูไม่มี Blood Hound )กดดันฝั่งตรงข้ามได้ดีจุดด้อยสกิล Smoke จะแพ้ทางตัวละคร Blood hound Ultimate Ability จะดีเลย์เล็กน้อยหากใช้ Smoke ผิดจังหวะจะกลายเป็นทำให้ฝั่งศัตรูได้เปรียบแทน3. OCTANEPassive Ability: Swift Mend: ระหว่างที่ตัวละครตัวนี้ไม่ได้ทำการต่อสู้หรือรับดาเมจ จะทำการฟื้นพลังชีวิตตัวเองอย่างต่อเนื่องช้า ๆTactical Ability: Stim: เมื่อกดใช้ความสามารถนี้จะเพิ่มความเร็วเคลื่อนที่ให้ตัวเอง 40% 6 วินาที และจะเสียพลังชีวิต 1/5 ของตัวเองทันที Ultimate Ability: Launch Pad: วางแท่นกระโดดให้เราและเพื่อนใช้งาน (ฝั่งศัตรูก็สามารถใช้ได้ด้วยนะ) เมื่อเหยียบแท่นกระโดด เราจะลอยขึ้นไปบนอากาศพร้อมพุ่งไปข้างหน้าในระยะหนึ่ง ถ้าอยากพุ่งเร็วแรงก็ต้องวิ่งแล้วสไลด์จะพุ่งไปไกลมาก ถ้าเดินไปชนเฉยๆ ก็จะลอยไปไม่ไกลมากแนวทางการเล่นเบื้องต้นของ OCTANEการเล่นตัวละครนี้ก็ไม่ได้ยากมาก เราสามารถใช้ Tactical Ability: Stim ในการเปิดไฟท์ให้กับเพื่อน หรือจะโยน Launch Pad ให้เพื่อนก็ได้เหมือนกัน โดยตัวละครนี้จะมีความสามารถที่จะฮีลเลือดตัวเองได้เรื่อยๆ หากไม่ได้ต่อสู้ และเป็นตัวละครที่เติมไฟท์หรือไปสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมได้เร็วมากๆ ไม่ว่าจะเข้าปะทะหรือเป็นตัวเปิดให้เพื่อนๆ แม้กระทั่งตอนหนีต้องบอกเลยว่าจับตัวได้ยากมากจริงๆจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นมี Passive Ability ที่ฮีลเลือดตัวเองได้หากไม่ได้ทำการต่อสู้ โดยจะฮีลอย่างต่อเนื่องช้าๆTactical Ability จะเพิ่มความเร็วให้ตัวเองมีความคล่องแคล่วสูงเป็นตัวที่เติมไฟท์ได้ไวหรือแม้กระทั่งตอนหนีสามารถพาเพื่อนร่วมทีมเปลี่ยนตำแหน่งได้เร็ว โดยการใช้ Ultimate Ability: Launch padเป็นตัวที่ Solo เก่งจุดด้อยทุกครั้งที่ใช้ Tactical Ability จะทำให้เสียเลือดLaunch Pad ที่วางไว้ถูกทำลายได้ง่ายและศัตรูสามารถใช้ได้เหมือนกัน4. GIBRALTARPassive Ability: Gun Shield: เมื่อคลิกขวาเข้าศูนย์เล็งยิง จะมีโล่ช่วยรับดาเมจเพิ่มเติมด้วย ซึ่งดาเมจที่ป้องกันได้นั้นอาจจะไม่ได้เยอะมากTactical Ability: Dome of Protection: โยนแท่นกางโล่พลังงานสีฟ้าขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่เอาไว้ ศัตรูจะไม่สามารถยิงทะลุเข้ามาได้และระเบิดก็ไม่สามารถเข้ามาได้เหมือนกัน ตัวเราที่อยู่ในโดมของความสามารถนี้ก็ไม่สามารถยิงออกไปข้างนอกได้เหมือนกัน แต่สามารถเดินออกได้อีกฝ่ายก็สามารถเข้า-ออกได้เหมือนกัน ผู้ที่อยู่ในโดมโล่พลังงานนี้จะใช้ไอเทมฟื้นฟูพลังได้เร็วขึ้น 25%Ultimate Ability: Defensive Bombardment: เรียก Mortar Strike ถล่มจู่โจมพื้นที่ที่เลือก โดยความสามารถนี้จะคล้ายๆ กับของตัวละคร BANGALORE แต่จะเร็วกว่าและขอบเขตของความาสามารถนี้จะเล็กกว่าFortified: ตัวละครที่มีอันนี้จะได้รับความเสียหายเบาลง 15 %แนวทางการเล่นเบื้องต้นของ GIBRALTARเป็นตัวละครที่เล่นไม่ยากมากสำหรับคนที่เคยเล่น โดยหน้าที่ของตัวนี้จะเป็นการวัพพอร์ตเพื่อนส่วนใหญ่เพราะว่า Tactical Ability ของตัวนี้มีประโยชน์มากในการไฟท์ หากเพื่อนในทีมเรากำลังหนีหรือหาทางหนีไม่ได้เราสามารถใช้สกิลนี้ในการช่วยเหลือเพื่อนได้ และจะทำให้เพื่อนใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ในสกิลอัลติเมท เราสามารถใช้เพื่อกดดันศัตรูระหว่างการเข้าปะทะ หรือเอาไว้ใช้ถ่วงเวลาสำหรับใช้หนีศัตรูก็ได้เช่นกันจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นได้รับดาเมจลดลง 15 %เป็นตัวที่มีความสามารถในการซัพพอร์ตและป้องกันสูงTactical Ability จะสามารถป้องกันดาเมจและการยิงทะลุเข้ายังข้างในได้ ระเบิดก็ไม่สามารถปาเข้ามาได้หากอยู่ใน Tactical Ability จะใช้ไอเทมฟื้นฟูได้เร็วขึ้น 25 %Ultimate Ability ของตัวนี้มีความรุนแรงอย่างมากเมื่อตัวละครนี้ใช้ปืนซูมยิง ไม่ว่าจะใช้สโครปคูณเท่าไหร่ จะมีโล่สีขาวขนาดเล็กขึ้นมาคอยกันดาเมจได้อีกด้วยจุดด้อยตัวละครรูปร่างใหญ่ ซึ่งจะตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายหากเราอยู่ในโดมฝั่งเราจะไม่สามารถยิงทะลุโดมออกไปได้เหมือนกันอนิเมชันการเดินและวิ่งจะช้า (แต่ที่จริงแล้วเท่ากัน)Ultimate Ability ไม่ทำความเสียหายต่อเพื่อนร่วมทีมแต่จะสโลว์หากเข้าไปโดน5. LIFE LINEPassive Ability: Combat Revive: ปล่อยโดรนทำหน้าที่ชุบชีวิตเพื่อนที่ถูกยิงล้,แทนตัวเองได้และจะมีโล่มากันให้ซึ่งศัตรูจะไม่สามารถยิงเข้ามาได้ แต่เพื่อนจะไม่สามารถกดใช้ Knockdown Shield ได้Tactical Ability: D.O.C Heal Drone: ปล่อยโดรนที่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตให้กับตัวเองและเพื่อนร่วมทีม แต่ศัตรูก็สามารถมาใช้งานได้ด้วยUltimate Ability: Care Package: ทำการเรียก Care Package ลงมาในจุดที่กำหนดเพื่อสุ่มไอเทมให้เรา 3 ชิ้น โอกาสได้ไอเทมคำนวณจากประสิทธิภาพไอเทมที่สมาชิกในทีมมีอยู่โดยรวมใน Passive Ability ตัวนี้จะมีความแตกต่างจากในเวอร์ชัน Pc ในเวอร์ชัน Mobile จะมีโล่โฮโลแกรมกางออกมาในขณะที่ทำการชุบเพื่อน แต่ใน Pc ได้ถูกเนิฟไปแล้วเหลือแค่โดรนที่ชุบอย่างเดียวไม่มีโล่ ในตัวละครทั้ง 5 ตัวที่กล่าวมาข้างต้น มีเพียง Life line ตัวเดียวที่สกิลนั้นแตกต่างไปจากเวอร์ชัน Pc แต่ไม่ได้แตกต่างทั้งหมดเพียงแค่ Passive Ability เท่านั้นแนวทางการเล่นเบื้องต้นของ Life Lineเป็นตัวละครที่ไม่ต้องใช้สกิลเพย์สูงมาก หน้าที่หลักของตัวละครนี้คือการซัพพอร์ตเพื่อนและอยู่ข้างหลัง สกิลฮีลของตัวนี้จะปล่อยโดรนออกมาทำการฮีลเลือดให้กับเพื่อนร่วมทีมเอาไว้ใช้ตอนรีเซ็ตไฟท์ก็ได้หรือจะใช้ตอนอยู่ในเซฟโซนก็ดีเหมือนกัน ในส่วนของพาสสิฟสกิลอันนี้ก็สำคัญมาก เราสามารถทำการชุบเพื่อนได้โดยตัวเองไม่ต้องชุบเองแต่ให้โดรนทำแทน ช่วงเวลานี้เราก็จะสามารถยืนเช็คศัตรูให้เพื่อนได้ จุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นPassive Ability ทำให้ Life Line ไม่ต้องชุบเพื่อนเองโดรนที่ชุบเพื่อนจะมีโล่โฮโลแกรมออกมาป้องกันมีความสามารถในการซัพพอร์ตเพื่อนสูงสามารถฮีลเลือดให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ โดยใช้ Tactical Abilityเรียก Care Package ลงมาเพื่ออัปเกรดของให้เพื่อนร่วมทีมได้ไม่ต้องกลัวการเล่นนอก Safe Zone เพราะมีสกิลที่สามารถฮีลเลือดได้จุดด้อยโดรนที่ Life Line ใช้ฮีลเลือด ฝั่งศัตรูก็สามารถใช้ได้เหมือนกันการเรียก Care Package ลงมาจะทำให้เป็นจุดสนใจของศัตรูในขณะที่โดรนกำลังชุบ เพื่อนร่วมทีมจะไม่สามารถใช้ Knock Down Shield ได้6. PATHFINDERPassive Ability : Insider Knowledge: ในแผนที่จะมีเสาอากาศ Survey Beacon อยู่ Pathfinder สามารถไปเชื่อมต่อกับเสาอากาศเพื่อเห็น Safe Zone วงต่อไปได้ทันที่ทำให้เรามีโอกาสวางแผนการเล่นได้เพิ่มขึ้นTactical Ability: Grappling Hook: ยิงแกรปปลิงฮุคออกไปยึดติดกับวัตถุและศัตรูได้ เพื่อดึงตัวเองไปข้างหน้าได้ ถ้าหากเป็นศัตรูก็จะดึงได้เหมือนกันแต่อาจจะไม่มาก หากใช้คล่อง ๆ จะสามารถเหวี่ยงตัวเองให้ไปไกลๆ หรือเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วยนะUltimate Ability: Zipline Gun: ยิงสลิงโหนระยะไกลไปยังจุดที่กำหนด เพื่อนในทีมหรือศัตรูที่มาเจอ จะสามารถใช้งานได้ด้วยRecon: ตัวละครที่มีสัญลักษณ์นี้ จะสามารถทำการสแกนเสาอากาศเพื่อหา Safe Zone วงต่อไปได้แนวทางการเล่นเบื้องต้น PATHFINDERตัวละครตัวนี้เล่นค่อนข้างจะยากนิดนึงหากจะใช้สกิลของมันให้คล่อง ซึ่งตัวนี้เปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองได้ค่อนข้างดีเยี่ยมในสถานะการณ์ที่เรากำลังไฟท์หรือหนี เราสามารถใช้สกิล tactical ดึงตัวเองขึ้นไปในที่สูงได้เพื่อมองหาศัตรูให้กับเพื่อนรวมทีม หรือใช้สกิลอัลติเมทเพื่อพาเพื่อนร่วมทีมของเราไปยังตำแหน่งที่เลือกก็ได้ จุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นมีความคล่องแคล่วที่สูงด้วย Tactical Abilityเปลี่ยนตำแหน่งการไฟท์หรือหนีได้ง่ายและเร็วสแกนเสาอากาศเพื่อหา Safe Zone วงต่อไปได้Ultimate Ability สามารถพาเพื่อนไปยังตำแหน่งที่สูงและศัตรูมองไม่เห็นได้สามารถใช้แกรปปิ้งอุคดึงศัตรูเข้ามาหาหรือทำให้ศัตรูตกหน้าผาก้ได้ เช่น ดึงตอนที่อีกฝ่ายกำลังสไลด์สลิงมาทางเราจุดด้อยการใช้ Tactical Ability หากกะจังหวะหรือองศาในการดึงตัวพลาดจะทำให้เปลี่ยนทิศทางได้Ultimate Ability อีกฝ่ายสามารถใช้ได้ด้วย จึงต้องควรระวังข้างหลังไว้ด้วยนะ7. WRAITHPassive Ability: Voices from the Void: หากเราถูกซุ่มโจมตีหรือศัตรูหันกระบอกปืนเล็งมาที่เราตัวละครตัวนี้จะพูดเสียงเตือนเพื่อนรวมทีมTactical Ability: Into the Void: เมื่อกดใช้เราจะทะลุไปอีกมิติหนึ่ง ระหว่างนี้จะไม่เป็นเป้าหมาย และไม่ได้รับดาเมจจากอะไรเลย แต่จะเห็นร่องรอยการใช้สกิลที่ชัดเจนไว้ให้ศัตรูเห็นด้วย Ultimate Ability: Dimensional Rift: เปิดประตูวาร์ปที่มีระยะทาง สำหรับเทเลพอร์ทในระยะหนึ่ง เพื่อนร่วมทีมสามารถใช้ประตูวาร์ปนี้และศัตรูก็ใช้ได้เช่นเดียวกันแนวทางการเล่นเบื้องต้น WRAITHเป็นตัวละครที่เล่นโซโล่ได้เก่งมากทีเดียวสำหรับ  Wraith แต่ความยากในการเล่นของตัวนี้จะเป็นเรื่องของ Ability ซะมากกว่า เพราะเราต้องจับจังหวะการใช้สกิลให้ดีๆ มันจะมีดีเลย์ 1-2 วินาที และการคอมโบระหว่าง Ultimate กับ Tactical Ability ซึ่งจะทำให้ Wraith ใช้ Into the void โดยไม่ต้องทำท่าร่ายสกิลได้ การเล่นของตัวนี้ก็ไม่มีอะไรที่ยากมาก Dimensional Rift เอาไว้สร้างโอกาสสำหรับหนีหรือเพื่อเข้าไปใกล้ฝั่งศัตรูและศัตรูก็ยังสามารถใช้ประตูวาร์ปของเราได้อีกด้วย เราสามารถดักยิงศัตรูที่เข้าวาร์ปตามเรามาได้ โดยตอนที่ศัตรูออกจากประตูจะไม่สามารถสังเกตุด้านข้างได้แว๊บเดียว เแต่ระวังด้วยละเพราะศัตรูก็ยังสามารถเห็นได้ขณะที่เราใช้สกิล เป็นตัวที่อยู่แนวหน้าคอยนำทีมให้เพื่อนในการเข้าปะทะไฟท์ และหากถูกเล็งจากที่อื่นอยู่ตัวละครนี้จะพูดเตือนออกมาจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นเป็นตัวที่เล่นโซโล่ได้เก่งมากๆ ตัวหนึ่งPassive Ability ที่แจ้งเตือนเพื่อนร่วมทีมหากตัวเองถูกเล็งเป็นเป้าหมายTactical Ability ที่เมื่อใช้แล้วเราจะเข้าไปอีกมิติ ทำให้ไม่โดนดาเมจUltimate Ability ที่สามารถพาเราหรือเพื่อนร่วมทีม ไปยังยังตำแหน่งที่เปิดประตูวาร์ปได้เป็นตัวละครที่มีความสามารถที่จะเข้าปะทะก็ได้หรือจะหนีก็ดีจุดด้อยการใช้ Tactical Ability จะมีดีเลย์อยู่ 1-2 วินาทีเป็นตัวที่สังเกตการใช้งาน Ability ได้ง่ายเพราะจะเห็นเป็นเส้นแสงสีขาวๆต้องกะจังหวะการใช้สกิลให้ดีๆUltimate Ability ฝั่งศัตรูก็สามารถเข้ามาในประตูวาร์ปได้เหมือนกัน8. CAUSTICPassive Ability: Nox Vision: เมื่อศัตรูวิ่งผ่านควันพิษจากถังแก๊สหรือสกิลไม้ตายของคุณ คุณจะมองเห็นศัตรูอย่างชัดเจน (เป็นตัวไฮไลท์สีแดง)Tactical Ability: Nox Gas Trap: วางกับดักเป็นถังแก๊สพิษเอาไว้ วางได้มากสุด 6 ถังพร้อมกัน และยังสามารถเก็บถังที่วางไว้แล้วได้ ศัตรูที่เข้าใกล้ถังแก๊ส หรือยิงถังแก๊สเรา ตัวเราหรือเพื่อนร่วมทีมก็สามารถยิงได้เหมือนกัน จะระเบิดพิษออกมา ทำให้เป้าหมายสโลว์และสร้างความเสียหายทะลุเกราะอย่างต่อเนื่อง ถังแก๊สพิษสามารถถูกทำลายได้หากยิงที่ส่วนฐานของถังUltimate Ability: Nox Gas Grenade: ปาระเบิดพิษไปยังพื้นที่ที่กำหนด สร้างกลุ่มควันพิษขนาดใหญ่ขึ้นมายังจุดที่เราปาไป พิษจากระเบิดจะแสดงผลแบบเดียวกันกับถังแก๊สพิษ ซึ่งจะแรงมากๆ หากอยู่ในแก๊สนานๆแนวทางการเล่นเบื้องต้น CAUSTICเป็นตัวละครที่ไม่เหมาะกับการเล่นที่โล่งๆ ซะเท่าไหร่สำหรับเจ้า Caustic ด้วยความสามารถที่ตัวละคนี้มีเหมาะแก่การแคมป์มากกว่าหรือดักรอศัตรู การเล่นของตัวนี้เราสามารถวางถังแก๊สได้ 6 ทั้งทั้งหมดหากอยากเปลี่ยนตำแหน่งที่ว่างก็สามารถเก็บคืนมาได้ หากเราเล่นในสิ่งก่อสร้างหรือในบ้าน ควรวางถังแก๊สดักศัตรูไว้หากศัตรูเข้ามาใกล้ถังแก๊สจะปล่อยควันพิษออกมาทันทีและทำให้อีกฝ่ายเดินสโลว์ จังหวะนั้นแหละเราสามารถยิงศัตรูได้และถ้าหากศัตรูยังยืนแช่อยู่ในบริเวณควันพิษก็จะเสียเลือดไปเรื่อยๆ อีกด้วย Tactical Ability ของตัวนี้จะทำดาเมจทะลุเกราะ ซึ่งถ้าหากแช่อยู่นานรับรองเลยว่ามีล้มกันแน่ๆ ในส่วนของ Ultimate Ability นั้นถ้าหากใช้ในสิ่งก่อสร้างหรือที่แคบๆ ที่มีทางออกไม่เยอะพูดได้เลยว่าศัตรูเจองานยากแน่นอน เพราะจะทำให้โดนหนืดและเลือดลดเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งสามารถใช้เพื่อกดดันศัตรูให้ออกจากตำแหน่งนั้นได้หรือถ่วงเวลาไว้ให้ทีมเราหรีก้ได้ จุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นมี Tactical Ability, Ultimate Ability ที่สามารถทำดาเมจทะลุเกราะของศัตรูและหนืดอีกด้วยPassive Ability จะทำให้เห็นตัวของศัตรูเป็นแบบไฮไลท์สีแดงแก๊สพิษจะไม่ทำดาเมจเพื่อนร่วมทีมเป็นตัวที่ตั้งรับเก่งมากๆ ตัวหนึ่งดาเมจที่ตัวละครนี้ได้รับจะลด 15 %สามารถกดดันศัตรูได้ดีเยี่ยมจุดด้อยถังแก๊สถูกทำลายได้ง่ายหากเพื่อนร่วมทีมอยู่ในควันพิษอาจจะทำให้มองเห็นศัตรูไม่ชัดมากนักตัวค่อนข้างที่จะใหญ่ ทำให้ตกเป็นเป้าหมายได้ไงเป็นตัวที่ไม่ค่อยเก่งในที่โล่งๆ9. MIRAGEPassive Ability: Now You See Me: จะพรางตัวตอนที่ชุบเพื่อนร่วมทีม (แต่สามารถได้ยินเสียงตอนชุบเหมือนเดิม) หากตัวละครนี้ล้มจะทำการส่งร่างปลอมออกไป 1 ร่างและตัวเองจะล่องหนชั่วขณะTactical Ability: Psyche Out: ส่งร่างปลอมโฮโลแกรมออกไปเพื่อสร้างความสับสนแก่ศัตรู เมื่อทำการกดใช้สกิลอีกครั้ง ร่างปลอมจะเลียนแบบการเคลื่อนที่ของคุณ เช่น ถ้าคุณสไลด์ กระโดด วิ่ง หรือย่อ ร่างปลอมก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน Ultimate Ability: Life of the Party: สร้างร่างปลอมขึ้นมา 6 ตัว โดยจะเลียนแบบการเคลื่อนไหวของตัวเรา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรูขณะที่คุณอำพรางตัวเองชั่วขณะ และเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นแนวทางการเล่นเบื้องต้น MIRAGEเป็นตัวที่เล่นไม่อยาก มีสกิลไม่ซับซ้อน จะเน้นการป่วนและทำให้ศัตรูสับสนสำหรับ Mirage โดยเราสามารถส่งร่างปลอมไปยังตำแหน่งที่เราต้องการได้ และถ้าหากศัตรูคิดว่าเป็นเราตัวจริงแล้วยิงร่างปลอมตัวละครเราจะพูดบอกเรา เพื่อนร่วมทีมและเราจะสามารถรู้ตำแหน่งของศัตรูได้ถ้าหากศัตรูยิง สกิลอัลติเมตเป็นความสามารถที่ปั่นป่วนศัตรูได้อย่างมาก หากเราใช้ในจังหวะไฟท์ถ้าศัตรูไม่รู้ว่าเราคือตัวไหนกันแน่ เรามีโอกาศเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นของเราเพื่อจัดการกับศัตรูได้อย่างง่ายดาย และหากเพื่อนร่วมทีมล้มเราสามารถชุบเพื่อนได้โดยที่ศัตรูไม่เห็นจุดเด่นจุดด้อยจุดเด่นมี Passive Ability ที่ล้มแล้วสามารถพรางตัวและส่งร่างปลอมออกไปได้สามารถสร้างความสับสนแก่ศัตรูได้เป็นอย่างดีในขณะที่ชุบเพื่อนสามารถทำให้ตัวเราและเพื่อนล่องหนได้เอาตัวรอดได้ดีด้วยการใช้ร่างปลอมจุดด้อยสังเกตร่างปลอมได้ง่าย10. FADEPassive Ability: Slipstream: ตัวละคร FADE จะเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากสไลด์เสร็จTactical Ability: Flash Back: ย้อนกลับไปยังตำแหน่งที่ตัวละครนี้อยู่เมื่อสักครู่จากมิติว่างเปล่าได้Ultimate Ability: Phase Chamber: ปล่อยม่านพลังสถานะเฟสเพื่อส่ง ตัวละครที่อยู่ในระยะสกิลทั้งหมดเข้าสู่มิติว่างเปล่า (เราจะมองเห็นศัตรูเป็นไฮไลด์สีแดงรอบ ๆ ตัว และไม่สามารถยิงศัตรูขณะที่เข้าสู่มิติว่างเปล่าได้)แนวทางการเล่นเบื้องต้น FADEFade เป็นตัวละครที่เล่นไม่ยากความสามารถไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนมาก ซึ่งการเล่นตัวนี้เราสามารถเล่นเป็นตัวสร้างจังหวะให้เพื่อนร่วมทีมได้ดีเลยทีเดียว ด้วย Tactical Ability: Flash Back ที่สามารถเข้าไปสอดแนมศัตรูหรือสร้างความสนใจให้กับศัตรูได้เพื่อล่อให้เกิดความสับสน และ Ultimate Ability: Phase Chamber ที่ทำให้ศัตรูเข้าสู่มิติว่างเปล่า โดยจะทำให้ศัตรูเสียจังหวะในการไฟท์ไปสักครู่หนึ่ง ทีมเราสามารถใช้ช่วงเวลานี้ทำการจัดการศัตรูหรือจะเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นใหม่ก็ได้ แต่ระยะเวลาที่ศัตรูอยู่ในมิติว่างเปล่านั้นไม่นานมากนักจึงควรรีบรับมือให้ดี ๆ หลังจากศัตรูออกมาจากมิติว่างเปล่าของ Fadeจุดเด่นและจุดด้อยจุดเด่นPassive Ability ที่เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ให้ตัวละครนี้สามารถย้อนกลับมายังตำแหน่งเดิมเมื่อสักครู่ได้ (ย้อนได้สั้น ๆ)Ultimate Ability ที่จะทำให้ศัตรูเข้าสู่มิติว่างเปล่า และไม่สามารถทำการยิงได้จนกว่าจะออกจากมิติว่างเปล่าสามารถใช้ตัวเองไปสอดแนมศัตรูได้ โดยการใช้ Flash Backจุดด้อยการใช้สกิล Flash Back สามารถโดนศัตรูดักยิงในจุดที่เราย้อนกลับมาได้การใช้สกิล Flash Back ต้องกะระยะการใช้งานให้ดี ๆ ไม่งั้นจะย้อนกลับมาในจุดที่ผิดคาดได้* แนะนำแนวทางการเล่นเบื้องต้นนั้นผู้เล่นสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกสถานะการณ์ไม่มีผิดและถูก เพราะว่าสไตล์การเล่นของแต่ละคนไม่เหมือนกันลิงก์ลงทะเบียนล่วงหน้า Apex Legend Mobile ทั้ง Android และ iOS : Apex Legends Mobile (ea.com)วิดีโอตัวอย่างของ Apex Legend Mobileวิดีโอ Gameplay จากทางช่อง Lyncer Gamingความต้องการขั้นต่ำในการเล่น Apex Legends Mobile บนอุปกรณ์ AndroidSoC: Snapdragon 435/ Hisilicon Kirin 650/ Mediatek Helio P20/ Exynos 7420Android 6.0Open GL 3.1 หรือสูงกว่าพื้นที่ว่าง 4 GBRAM อย่างน้อย 2 GBความต้องการขั้นต่ำในการเล่น Apex Legends Mobile บนอุปกรณ์ AppleiPhone 6S หรือใหม่กว่าเวอร์ชันระบบปฏิบัติการ: 11.0 หรือใหม่กว่าซีพียู: A9พื้นที่ว่าง 4 GBRAM อย่างน้อย 2 GB
18 May 2022
[Review] รีวิวเกม Evil Dead: The Game "เกมผีอมตะแนว PvP รสชาติใหม่สุดดุเดือด เลือดสาด สมใจแฟนภาพยนตร์"
ถือว่าเป็นเกมที่มาถูกช่วง ถูกเวลามาก ๆ ในขณะที่ผลงานใหม่ของ Sam Raimi อย่าง Doctor Strange in the Multiverse of Madness กำลังกวาดรายได้อย่างถล่มทลายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก ผลงานอมตะของผู้กำกับคนนี้ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่าง Evil Dead หรือชื่อภาษาไทยว่า ผีอมตะ ก็ถูกปลุกชีพกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งในรูปแบบเกม Multiplayer ที่ขนเอาตัวละครต่าง ๆ ในแฟรนไชส์มาดัดแปลงให้เป็นเกม PvP ต่อสู้กันแบบ 4vs1 สไตล์ Dead by Daylight แต่เป็นถึงซีรีส์ Evil Dead ทั้งที จะทำเหมือนแค่โคลนเกมอื่นมามันก็ไม่ได้ นี่จึงเป็นเกม PvP ที่ดุเดือด เลือดสาดถึงใจแน่นอน แต่จะสนุกคุ้มค่ากับการซื้อมาเล่นไหม วันนี้เราจะมารีวิวให้ได้ดูกันโหมดออนไลน์เป็นหลัก โหมด Mission เดี่ยว เป็นรองก่อนอื่นเลย ฟีเจอร์หลักของเกมนี้คือระบบออนไลน์ที่เราจะต้องแบ่งฝ่ายออกเป็นฝั่ง Survivor หรือผู้เอาชีวิตรอด 4 คน และอีกฝั่งคือฝั่ง Kanbarion Demon ทั้งสองฝั่งนี้จะมี Objective หรือภารกิจให้ทำแตกต่างกัน ฝั่ง Survivor จำเป็นจะต้องร่วมมือกันรวบรวมชิ้นส่วนแผนที่ให้ครบ จากนั้นไปปลุกเสกมีดและคัมภีร์ ก่อนจะไปต่อสู้กับราชาปีศาจให้ชนะ เป็นอันจบเกม ในขณะที่ฝั่ง Kanbarion Demon จะเล่นแบบวางแผนกึ่งแอ็คชั่น ผู้เล่นฝั่งนี้จะต้องบริหารค่า Infernal Energy ที่ใช้ในการควบคุมแทบจะทุกอย่างของฝั่งปีศาจ ทั้ง Summon กองทัพขึ้นมา เข้าสิงศัตรู หรือแม้แต่อัญเชิญบอสลงไปสู้ การฆ่า Survivor จนหมดจะถือว่าเราชนะ หรือถ้าฝั่ง Survivor หยุดแผนการปลุกชีพปีศาจของเราไม่ทันเราก็ชนะเช่นกันสิ่งแรกที่อยากจะแนะนำผู้เล่นทุกคนก่อนเลย ก็คือการเล่นโหมดฝึกสอนหรือ Tutorial เพราะเกมนี้มีระบบและความซับซ้อนมากกว่าเกมแนวเดียวกัน ผู้เล่นต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง Survivor หรือ Kandarion Demon ก็ตาม พยายามเล่นโหมดฝึกและเข้าใจทุกสิ่งอย่างของการเล่น จากนั้นค่อยไปเล่นจริง เพราะถ้าคุณเข้าไปลุยแบบคลำทาง นั่งศึกษาเอาเองในเกมจริง รับรองว่าจะเป็นตัวถ่วงเพื่อนและแพ้เอาได้ง่าย ๆ ในขณะที่โหมด Mission หรือโหมดเอาไว้เล่นคนเดียวนั้นก็มีเช่นกัน โดยจะเป็นเกมที่มีเนื้อหาภาพรวมแบบกระชับ เล่นพอให้เราเข้าใจระบบเกม แนะนำว่าถ้ามาเล่นครั้งแรก อยากเข้าใจระบบเกม หรือการควบคุมต่าง ๆ ก็ลองเล่นโหมด Mission เนื้อเรื่องนี้ดูก่อนได้ โดยเนื้อเรื่องจะอ้างอิงมาจากหนัง Evil Dead ในแต่ละภาค และยังมีความสยองขวัญตามต้นตำรับภาพยนตร์ดังนั้นคอนเทนต์หลักของเกมนี้จึงเน้นหนักไปที่โหมดออนไลน์ล้วน ๆ ถ้าจะซื้อมาเล่นอย่างอื่น หรือเล่นแค่ Mission เนื้อเรื่อง บอกเลยว่าไม่คุ้มแน่นอน ก่อนซื้อก็ลองพิจารณาดูว่า เราเหมาะกับการเล่นเกมออนไลน์ระยะยาวหรือไม่ ถ้าไม่ ยังคงมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้เกมเพลย์การเล่น 2 ฝั่ง 2 สไตล์อย่างที่บอกไปว่า เกมเพลย์ของ Evil Dead: The Game จะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่ง Survivor และ Kanbarion Demon ด้วยรูปแบบการเล่นที่ต่างกัน เราจะเริ่มกันที่ฝั่ง Survivor ก่อนฝั่ง Survivor จะมีทั้งหมด 4 คน แต่ละคนจะมีบทบาทที่ต่างกันออกไปตาม Role ที่เราเลือก แบ่งเป็น Leader / Hunter / Warrior / Support แต่ละบทบาทจะมีตำแหน่งและความสามารถที่ไม่เหมือนกัน ที่น่าตลกหน่อย ๆ คือ ด้วยความที่เกมนี้อิงจากภาพยนตร์ Evil Dead ที่ตัวละครก็ไม่ได้เยอะอะไรเท่าไรนัก ทำให้แต่ละบทบาทมีตัวละครที่ซ้ำกันแน่นอน นั่นคือ Ash Williams ตัวเอกของจักรวาลนี้นั่นเอง โดยจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบทบาท อิงจากหนังแต่ละภาคแทนหน้าที่ของ Survivor ทั้ง 4 คน คือการร่วมมือกันทำภารกิจที่ระบบกำหนด เริ่มจากการหาเศษชิ้นส่วนแผนที่ 3 ชิ้น จากนั้นไปเก็บมีดและหน้าคัมภีร์ ก่อนจะไปจัดการเทพปีศาจและคอยคุ้มครองคัมภีร์สะกดวิญญาณเป็นอันจบเกม ในขณะที่เกมอื่น เราจะต้องหาทางหลบหนี เกมนี้ต้องหาทางไม่ให้ปีศาจทรงพลังนันเอง และเกมการเล่นของฝั่ง Survivor จะเป็นการเล่นแบบกึ่ง Open World ที่เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ นอกจากภารกิจหลักในการตามหาสิ่งของแล้ว ระหว่างการเดินทางเราจะพบเจอกับไอเทมสนับสนุน เช่นโคล่าเติมพลังชีวิต ยาเพิ่มเกราะ กระสุนปืน อาวุธและอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึง Pink F น้ำยาเพิ่มพลังที่ใช้เพิ่มพลังของตัวละครได้สิ่งที่เหล่า Survivor ต้องระวังตลอดเวลาคือ Fear หรือค่าความกลัวที่อยู่ใต้หลอดพลังชีวิตของเรา หากค่านี้เต็ม เราจะสามารถถูกฝั่ง Demon เข้าสิงร่างได้ วิธีการลดค่านี้คือใช้ไม้ขีดไฟจุดไฟขึ้นมาในที่ที่จุดไฟได้ หรือไปอยู๋ใกล้แสงสว่าง ซึ่งวิธีหลังจะใช้เวลาลดความกลัวนานกว่าพอสมควร และภายในแผนที่ขนาดใหญ่นี้จะมีรถให้ขับ มีกล่องไอเทมให้เปิดหา และบ้าน หรือกระท่อมต่าง ๆ ในฉากจะสามารถเข้าไปสำรวจ ค้นหาไอเทมช่วยเหลือได้ แต่หลัก ๆ แล้วเราต้องไม่ลืมว่าภารกิจของเราคือตามหาชิน้ส่วนแผนที่ เก็บมีดและหน้าคัมภีร์ ดังนั้นอย่าเอ้อระเหยลอยชายจนลืมเวลา และที่สำคัญคืออย่าแยกอยู่คนเดียว ไม่อย่างนั้นฝั่ง Demon จะค่อนข้างได้เปรียบพอสมควรฝั่ง Kandarion Demon จะมีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างกันออกไป เราจะไม่มีร่างหลักเป็นของตัวเอง เป็นเหมือนวิญญาณเท่านั้น และในฉากเราจะไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ โดยรอบ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Infernal Energy ที่เป็นลูกพลังงานสีแดง ๆ ลอยอยู่รอบฉาก เจ้า Infernal Energy เนี่ยแหละที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเล่นฝั่ง Demon เพราะแทบจะทุกอย่าง จะต้องใช้ Infernal Energy ในการจัดการ และเหมือนฝั่งมนุษย์ Kandarion Demon จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 ตัวในตอนแรกเริ่ม กองทัพลูกน้องของเราจะขึ้นอยู่กับตัวบอสที่เป็นตัวหลักDemon จะสามารถติดตั้งกับดักไว้ในที่ต่าง ๆ ได้ และสามารถ Summon เหล่ากองทัพลูกน้องออกมาได้ด้วย โดยเราสามารถเข้าไปสิงกองทัพลูกน้องได้ เพื่อโจมตีด้วยตัวเอง แต่ระหว่างอยู่ในการเข้าสิง ค่า Infernal Energy จะลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมด และจะถูกบังคับออกจากร่าง นอกจากนั้นค่า Infernal Energy ยังใช้ในการสิงยานพาหนะ สิงต้นไม้ และทำแทบจะทุกอย่างในการขัดขวางมนุษย์ ดังนั้นฝั่ง Demon นอกจากจะต้องแข่งกับเวลาแล้ว ยังต้องชำนาญเส้นทางแผนที่ และดักทางเหล่าผู้รอดชีวิตให้ได้ และต้องใช้ความสามารถของเหล่า Demon ออกมาให้ได้เต็มที่ที่สุดเมื่อจบเกมแต่ละรอบ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เราจะได้ค่า Spirit Point ที่ใช้ในการอัปเลเวลของบทบาทและฝ่ายนั้น ๆ กล่าวง่าย ๆ คือ เราอยากให้บทบาทไหนเก่ง อยากให้ฝ่ายไหนเก่ง ก็นำแต้มไปใช้กับตัวนั้น ดังนั้นถ้าอยากปั้นให้โหดทุกตัวละคร ทุกฝ่าย ทุกสาย ก็ต้องขยันเล่นเยอะ ๆ นั่นเองข้อดีของเกมนี้เลยก็คือ หากคุณเป็นแฟนภาพยนตร์ Evil Dead คุณจะสาสมใจกับสิ่งที่เกมนำเสนอออกมาเป็นอย่างมาก ซึ่งนับว่าเป็นข้อดี และจุดแข็งของ Saber Interactive ที่เป็นผู้พัฒนาเกมนี้เลยก็ว่าได้ ความโหด เลือดสาด จัดเต็ม ในแบบฉบับของ Evil Dead นั้น ถูกนำเสนอออกมาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบฉาก ความดุเดือดระหว่างเล่น หรือแม้กระทั่งตัวละคร และเกมนี้ถือเป็นอีกเกมที่หากสองฝ่ายมีความสามารถและ Skill Play ที่ใกล้เคียงกันแล้ว มันจัดว่าเป็นเกม PvP ที่สนุกมาก ๆ เกมหนึ่งเลยทีเดียวสนุกจริง แต่มากมายไปด้วยปัญหาต้องยอมรับว่าในการเล่นกว่า 10 ชั่วโมงนั้น ไม่ว่าจะฝ่าย Survivor หรือ Demon ล้วนมีความสนุก ระทึก และตื่นเต้นตลอดเวลา เพราะรูปแบบการนำเสนอการเล่นที่ต่างจากเกมอื่น ๆ ทำให้แม้แต่คนที่ไม่ได้สนใจหรือติดตาม Evil Dead มาก่อน ก็สามารถสนุกไปกับเกมนี้ได้ แต่ในระหว่างเล่น ผู้เขียนเองก็รู้สึกว่าต้องเจอกับนานาอุปสรรค และปัญหาที่ไม่อาจจะมองข้ามได้ในการเล่นอย่างแรกเลยคือ การออกแบบแผนที่ แม้จะยอมรับในเรื่องบรรยากาศ ความหลอน และเหมือนกับหลุดเข้าไปในโลก Evil Dead จริง ๆ แต่การออกแบบแผนที่บางส่วนกลับมีปัญหาอยู่มาก อย่างแรกเลยที่ไม่เข้าใจสุด ๆ ก็คือ เหตุใดเกมไม่ทำให้ตัวละครต่าง ๆ "กระโดด" ได้ นี่คือปัญหาที่น่าตัดคะแนนของเกมนี้มากที่สุดแล้ว ด้วยสภาพภูมิประเทศของแผนที่ ที่มีทั้งทางลาดชัน ขึ้นสูง ลงต่ำ ต่างระดับกันเต็มไปหมด แต่ตัวเกมกลับไม่สามารถกระโดดได้ ทำได้เพียงกระโดดข้าม หรือ Vault เท่านั้น แถมบางทีพื้นที่ต่ำแบบในชีวิตจริงสามารถก้าวขาเดินขึ้นได้ ก็ไม่สามารถขึ้นได้ซะอย่างนั้น แถม Vault ก็ไม่ได้ ต้องเดินอ้อมเอา ทำให้การเล่นฝั่ง Survivor ที่ต้องแข่งกับเวลานั้น น่าหงุดหงิดอย่างที่สุดต่อมาคือระบบขับรถ ด้วยความใหญ่ของแผนที่ และการสุ่มสิ่งของบางอย่างที่อยู่ไกลเกินกว่าจะเดินเท้า เกมจึงใส่ยานพาหนะเข้ามาให้ขับขี่ แต่มันก็โยงกลับไปที่ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมอยู่ดี ด้วยพื้นที่ที่ต่างระดับ เส้นทางที่ไม่ค่อยชัดเจน เพราะบางทีก็มืด มืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น ทำให้บางที การเดินเท้าอาจจะเร็วกว่าขับรถแล้วต้องไปชนโน่น ชนนี่ หรือพลิกคว่ำ ใครที่คิดจะขับรถฝ่าทางโล่งไป อาจจะเสียเวลากว่าเดิม เพราะในพื้นที่โล่งในแผนที่ จะเต็มไปด้วยต้นไม้และโขดหิน ขับยังไงก็ชนแน่นอน แถมระบบการควบคุมรถเองก็ยังขับยากเอาเรื่อง ติดโน่น ติดนี่บ่อยมากและปัญหาใหญ่หลวงตอนนี้คือความรู้สึกในการเล่นที่แม้ว่าจะสนุกแค่ไหน แต่เห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่แฟร์อย่างยิ่ง ฝั่งที่ดูจะได้เปรียบจะกลายเป็นฝั่ง Survivor เพราะในช่วงแรกเริ่มที่ทำการรวมแผนที่ นอกจากฝั่ง Survivor จะมีคำใบ้สถานที่ชัดเจนแล้ว ฝั่ง Demon เอง ยังไม่สามารถเสกกองทัพมาโจมตีได้ ต้องไปไล่ฟาร์ม Infernal Energy อยู่สักพักถึงจะทำได้ ซึ่งบางที กว่าจะเริ่มเสกได้ พวก Survivor ก็เข้าขั้นตอนเก็บมีด เก็บหน้าคัมภีร์แล้ว และคูลดาวน์ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างนานพอสมควร หากฝั่ง Survivor มีตัวละครสายฮีลมาด้วย และเล่นกันเป็นทีม ก็แทบจะปิดประตูแพ้กันไปแล้ว ฝั่ง Demon จึงได้แต่หวังว่า ต้องเจอคนไม่เป็นงาน หรือเล่นหลุดทีมเวิร์คเท่านั้นถึงจะพอเอาชนะได้ นอกจากนั้นบั๊กของเกมก็ยังพอมีให้เห็น แต่โชคดีที่บั๊กของเกมนี้ ไม่ได้เป็นบั๊กที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเล่นโดยตรง แต่จะเป็นบั๊กแสดงผล เช่นเส้นผมของตัวละคร หัวเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา บางทีเอาซะน่ากลัวกว่าผีอีก แต่ก็ไม่ได้เห็นบ่อย ๆ นัก และหนักที่สุดเลยคือ Performance ของตัวเกมที่มีปัญหาหนักมาก ด้วยความที่เกมนี้ มีระยะเวลาการเล่นต่อรอบนานถึง 30 นาที เครื่องต้องประมวลผลกราฟิกและเกมการเล่นที่เต็มไปด้วยซีจี เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ที่ถาโถมใส่เกมแบบไม่หยุดหย่อน ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอนคือเรื่องของเฟรมเรทดรอป ที่เกิดขึ้นบ่อยมากโดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่ต่างฝ่ายต่างกดสกิล ประชันขันแข่งกัน ใครคอมไม่แรงนี่เตรียมตัวกระตุกจนเวียนหัวกันได้เลยและท้ายที่สุดกับปัญหาของเกมออนไลน์แบบ Multiplayer ก็คือ หากขาดผู้เล่นขึ้นมาในอนาคต ก็ไม่รู้ว่าเกมนี้จะไปได้อีกไกลแค่ไหน และที่สำคัญคือในแง่ของเกมเพลย์การเล่น เกมนี้ค่อนข้างจำเป็นจะต้องใช้การสื่อสารระหว่างทีมกันพอสมควร ถ้าไม่มีเพื่อนเล่น การสุ่มไปเจอคนเล่นใน Public Match ก็ถือว่าวัดดวงกันมาก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะยอมไปเล่นฝั่ง Kandarion Demon อันนี้ก็แบกตัวเองได้สบาย ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วต้องรอดูกันว่า เกมนี้จะไปได้ไกลแค่ไหนสรุปแล้ว Evil Dead: The Game คือเกมที่แม้คุณจะไม่ใ่ชแฟน Evil Dead ก็สามารถเล่นได้ สนุกด้วย แต่มันอาจจะมีปัญหาขัดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ และบาลานซ์ที่ต้องปรับแก้กันอีกพอสมควร ก็ได้แต่หวังว่าทีมงานจะสามารถปรับแก้ และประคองให้ตัวเกมอยู่ไปได้อีกยาว ๆ เพราะเกมนี้ถือว่าสนุกมาก ในหมวดหมู่ของเกม PvP แบบ 4v1 Style
14 May 2022
[Review] รีวิวเกม Vampire Masquerade: Bloodhunt "สมรภูมิเลือดสุดเดือดสไตล์ Battle Royale"
ด้วยคู่แข่งระดับยักษ์ใหญ่แห่งวงการทั้งหลายอย่าง Call of Duty: Warzone, Fortnite, และ Apex Legends ทำให้เกม Battle Royale หน้าใหม่ต้องต่อสู้เพื่อหาพื้นที่และขยันโปรโมทเกมของตัวเองกันอย่างขันแข็ง การจะทำเกมแนวนี้ออกมาซักเกม ถ้าไม่มีจุดขายที่ชัดเจนก็คงดึงดูดความสนใจของผู้เล่นยากหน่อย แต่วันนี้ยังมีผู้หาญกล้า เปิดตัวเกมแนว BR น้องใหม่ล่าสุดออกมาเพิ่ม ซึ่งอาศัยบารมีชื่อแฟรนไชส์อมตะอย่าง Vampire: The Masquerade มาใช้ด้วย กับ Bloodhunt สงคราม Battle Royale ของเหล่าแวมไพร์กระหายเลือด ที่เปิดให้เล่นฟรีแล้ววันนี้ทาง PC และคอนโซล ซึ่งมาพร้อมกับองค์ประกอบและระบบการเล่นเฉพาะตัวอันน่าสนใจมากมาย แต่จะพอฟัดพอเหวี่ยงกับตัวท๊อปของวงการได้หรือไม่?เรื่องราวเบื้องหลังของตัวเกมกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่ามนุษย์ทั่วไปแล้ว ภายใต้เงามืดและตรอกซอกซอยยามค่ำคืน เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ชุมนุมของเหล่าแวมไพร์กระหายเลือดกลุ่มต่าง ๆ ที่ก่อสงครามกันเพื่อครอบครองเมืองนี้  โดยการต่อสู้ของเหล่าแวมไพร์ก็ส่งผลให้ทางรัฐบาลส่งหน่วยล่าแวมไพร์ฝีมือดีเข้ามาปิดตายตัวเมืองนี้ด้วย ในขณะที่พวกแวมไพร์ต่อสู้กันเองเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่ง หน่วยล่าแวมไพร์ก็ออกล่าพวกเขาไปด้วย ส่งผลให้กรุงปรากไม่ใช่พื้นที่สงบสุขอีกต่อไป กลายเป็นที่มาของสมรภูมิ Battle Royale ท่ามกลางค่ำคืนสุดสะพรึงต่อยอดจักรวาลของ Vampire: The Masqueradeแม้ว่าเกมนี้จะเป็นเกมออนไลน์แบบ Battle Royale แต่เนื้อหาและเรื่องราวในโลกของเกมนี้ถือว่าเยอะและละเอียดเอาซะมาก ๆ ทีเดียว สำหรับผู้เล่นทั่วไปอาจจะไม่ได้อินเท่าไร แต่หากคุณเป็นแฟนเกมซีรีส์ Vampire: The Masquerade อยู่แล้ว เกมนี้ถือว่าซ่อนอะไรไว้มากมายให้คุณได้ค้นหา แต่เชื่อว่าสำหรับแฟนเกมทั่วไปแล้ว ก็คงจะเข้ามาเล่นเพราะมันเป็นเกม Battle Royale มากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือพลาดอะไรไปหากคุณจะเมินส่วนของเนื้อเรื่องของเกมนี้ไปเลยHero Shooter ในแบบฉบับของเหล่าแวมไพร์จุดเด่นอย่างแรกของ Bloodhunt คือเรื่องของตัวละคร หรือ Archetype เกมนี้จะมีรูปแบบการเล่นเป็น Hero Shooter คล้าย ๆ กับ Apex Legends นั่นคือ ตัวละครแต่ละตัวจะมีหลากหลายรูปแบบ และมีสกิลกับความสามารถที่ต่างกันออกไป สำหรับ Bloodhunt จะมีทั้งหมด 4 เผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ละ 2 ตัว (ยกเว้นเผ่าพันธุ์ใหม่ Ventrue ที่จะมีเพียงตัวละครเดียว) ในแต่ละตัวละครนั้นจะมีสกิลทั้งหมด 3 สกิลด้วยกัน นั่นคือสกิลประจำเผ่าพันธุ์ 1 สกิล สกิลกดใช้งานอีก 2 สกิลที่แบ่งเป็น Passive Power และ Archetype Power ด้วยตัวละครและสกิลความสามารถที่ต่างกันหลายแบบ ทำให้การเลือกตัวละครแต่ละตัวมาเล่นจะส่งผลต่อเกมการเล่นนั้น ๆ อย่างชัดเจน และไม่ต้องกลัวว่าการมีเผ่าพันธุ์แบบล็อคตายตัวแบบนี้จะทำให้เจอแต่ตัวละครหน้าซ้ำกันไปมา เพราะเกมนี้มีระบบปรับแต่งตัวละครที่ค่อนข้างละเอียด ตั้งแต่ร่างกาย ทรงผม ดวงตา ไปจนถึงเครื่องสำอางและรอยสัก แถมยังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายได้ด้วย ซึ่งเครื่องแต่งกายจะได้มาจากการนำเงินในเกมไปซื้อหรือเติมเงิน และได้จากของจำพวก Battle Pass ยิ่งเกรดสีเครื่องแต่งกายสูง มันก็ยิ่งเปลี่ยนรูปลักษณ์เราให้แปลก แหวกแนวมากขึ้นเกมเพลย์ที่ไม่ว่าจะมาจากเกมไหน คุณก็ต้อง "เรียนรู้"มาเริ่มในส่วนของเกมเพลย์กันเลย สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจและรู้ไว้ก่อนจะเล่น คือนี่ถือเป็นเกม Battle Royale ที่มีระบบการควบคุมและการยิงที่ 'ยาก' มาก ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือโปร มือเก๋ามาจากเกมไหน มาเจอเกมนี้เข้าไป ถ้าไม่คิดจะเรียนรู้ หรือ ข้ามโหมดฝึกสอนโดยหวังจะไปศึกษาเอาจากเกมจริง รับประกันได้ว่าคุณอาจจะตายรัว ๆ ต้องเริ่มเกมใหม่จนเบื่อไปก่อนที่จะได้สนุกกับตัวเกมซะอีก เพราะ Bloodhunt ถือเป็นเกม Battle Royale ที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และทำความเข้าใจสูงมากเลยทีเดียว เริ่มกันที่ระบบการกระโดดลงพื้น ตามปกติแล้วเกม Battle Royale เกมอื่น ๆ จะต้องโดดร่มลงมาจากบนอากาศ และหาพื้นที่ลง่ที่เหมาะสมในการเล่นแต่ละรอบ จากนั้นเริ่มต้นหาอาวุธ ยา ชุดเกราะ แต่กับ Bloodhunt ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องโดดร่มแบบเกมอื่น เพราะเราสามารถเลือกจุดเกิดเองได้เลยตั้งแต่ช่วงเริ่มเกมแต่ละรอบ เราจะได้เห็นแผนที่ในการเล่นทั้งเกมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และเห็นด้วยว่าจุดไหนเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการเก็บของ การเล่นในรอบนั้น ๆ จึงสามารถเริ่มต้นคิดกันได้ตั้งแต่ช่วงแรกเลยว่าจะเล่นแบบไหน ส่วนของการเก็บไอเทมที่ต้องรู้และสำคัญมากคือเกมนี้จะมีระบบ "ตาทิพย์" ที่เมื่อกดใช้งานแล้ว ระบบจะทำการสแกนสิ่งของรอบตัวและเผยตำแหน่งจุดที่ไอเทมอยู่ให้เป็นแสงสีฟ้า ๆ (แบบในรูปด้านล่าง) นั่นหมายถึงตรงนั้นมีไอเทมให้เราไปเก็บ อาจจะเป็นอาวุธ ชุดเกราะ ยา หรือถ้าเป็นสีทองก็อาจจะเป็นกล่องอาวุธ หรือกล่องอุปกรณ์ระดับสูง นอกจากนั้นยังสามารถใช้ระบุตำแหน่งศัตรูได้ (หากเข้าเงื่อนไข) ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราไม่ต้องวิ่งไปหาของมั่ว ๆ แต่อย่าลืมว่าทุกคน รวมไปถึงทีมศัตรูก็ใช้ความสามารถนี้ได้ ทำให้ระบบนี้เอื้อให้เราเจอกับศัตรูและเน้นปะทะกันมากขึ้น ดีไม่ดีก็อาจจะเป็นตั้งแต่ช่วงต้นเกมเลยก็ได้ ซึ่งก็ช่วยร่นระยะเวลาในการเดินตามหาศัตรู ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดในเกม BR เกมไหนก็ตามกรุงปราก และค่ำคืนแห่งการไล่ล่าสำหรับพื้นที่ในการเล่น เราเกริ่นไปแล้วในช่วงเนื้อเรื่องว่านี่คือกรุงปราก สนามต่อสู้ในเกมนี้จะเป็นเมืองหลวงที่รายล้อมไปด้วยตึกสูง ทำให้เราต้องรับมือกับการต่อสู้ทั้งภาคพื้นดินและบนอาคารสูง ส่งผลให้ระบบเกมเพลย์การต่อสู้คลับคล้ายคลับคลาเกม Battle Royale ของ Ubisoft อย่าง Hyper Scape ซึ่งให้อารมณ์และความรู้สึกที่ใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากตัวละครที่เราใช้เล่นในเกมนี้จะเป็นเหล่าแวมไพร์ที่มีพลังเหนือมนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถกระโดดสูง ปีนตึก ไต่กำแพงได้อย่างอิสระ ยิ่งมีสกิลให้กดใช้ ยิ่งทำให้เกมการเล่นมีสีสันมากยิ่งขึ้นพื้นที่การต่อสู้ภายในเกมนี้ก็จะมีของดรอปให้เหมือนกับเกม Battle Royale เกมอื่น ๆ ทั่วไป อาวุธก็จะมีการแบ่งเกรดสี เหมือนกันกับเกม Battle Royale เกมอื่น ๆ แต่สิ่งที่ระบบของเกมนี้แตกต่างจากคนอื่น คือการที่เราเป็นแวมไพร์ แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องทำคือการดื่มเลือด เกมเลยหยิบเอาจุดนี้เข้ามาเป็นระบบภายในเกมซะเลย ในเกมการเล่นแต่ละรอบนั้น เราจะพบกับชาวเมืองในเกมที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แบบแรกคือพวกชาวเมืองที่เราเข้าไปกัด ดูดเลือดแล้วจะได้อัปเกรดสกิลติดตัวที่มีอยู่ คนพวกนี้เวลากดสแกนเราจะเห็นเป็นสีเลย ส่วนอีกพวกคือประชาชนธรรมดา ที่วิ่งหนีไปมา หรืออยู่เฉย ๆ หากเราไปยิงปืนใส่ หรือฆ่าคนธรรมดา เราอาจจะโดนหมายหัวเอาได้ และเป็นการเปิดเผยตำแหน่งให้กับทีมอื่น ๆ รู้ อันนี้ต้องระวังเป็นอย่างมาก ถ้าเล่นคนเดียวก็เตรียมหนีตาย แต่ถ้าเล่นกับเพื่อนอาจจะซวย ต้องช่วยกันแบก เพราะการโดนไล่ล่าของเกมนี้ จะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็วมาก เราต้องไม่ลืมเด็ดขาดว่านี่คือโลกของแวมไพร์นักล่าความสำคัญของการดูดเลือดคือการอัปเลเวลสกิล ที่จะเพิ่มความสามารถของสกิลในตัวละครนั้น ๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่นอัปเกรดให้ตีระยะประชิดแรงขึ้น ฟื้นพลังชีวิตได้มากขึ้น แต่ใช่ว่าเราจะไล่ดูดเลือดอัปเกรดสกิลจนเป้นระดับสูงสุดได้ง่าย ๆ เพราะในระดับสูงสุด เราจะไม่สามารถอัปเกรดสกิลด้วยวิธีดูดเลือดคนได้ แต่ต้องไปทำการจับผู้เล่นจริง ๆ ที่เรายิงล้มเพื่อดูดเลือด หรือก็คือระบบ Finisher หรือท่าปลิดชีพของเกมนี้แทน ยากไม่ใช่เล่นเลยทีเดียวกับการอัปเกรดสกิลขั้นสูงสุดในเกมจะมีไอเทมต่าง ๆ ให้เราได้เก็บหรือกดใช้ หลัก ๆ จะเป็นยาและเกราะ และไอเทมช่วยเหลืออื่น ๆ แม้ว่าอาวุธ กระสุนทั่วไป อาจดรอปได้ตามฉากแบบสุ่ม แต่หากคุณอยากได้ไอเทมตายตัวก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย สำหรับเกมนี้จะมีร้านค้าอยู่สองอย่าง คือร้านขายยาและร้านขายอุปกรณ์ โดยมันจะระบุอยู่ในแผนที่อย่างชัดเจน เมื่อเราไปถึง เราสามารถกดเปิดประตูเข้าไปในร้านได้ แต่มันจะเป็นการเปิดระบบเตือนภัย ซึ่งอาจจะเป็นการล่อให้ทีมอื่นหันมารุมทึ้งคุณได้ แต่ข้อดีของการเข้าร้านพวกนี้ คือไปร้านยาก็เจอยาเพียบ ไปร้านอุปกรณ์ ก็เจออาวุธ ชุดเกราะ เพียบ มันเป็นการการันตีว่าคุณจะได้ไอเทมประเภทนั้นแน่นอน แต่ก็เสี่ยงเหมือนกัน เพราะในเกมนี้มีเหล่าทหารนักล่าอยู่ด้วย มันจะเป็นพวก A.I. ที่พร้อมเปิดฉากยิงเราทันที ถ้าเราเฉียดกรายเข้าไปใกล้ แต่ A.I. เหล่านี้มักจะอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ถ้าเรารู้ตำแหน่งของมันก็อย่าไปยุ่งจะดีกว่าทีนี้มาดูส่วนของเกมเพลย์การต่อสู้กันอย่างจริง ๆ จัง ๆ บาง เกมนี้มีความเป็น Hero Shooter และมีการไต่ตึก ปีนกำแพง เหาะเหินเดินอากาศกัน ทำให้เกมเพลย์ของเกมนี้ "ยาก" มาก อย่างที่บอกไปว่าไม่ว่าคุณจะเป็นโปรเพลเยอร์มาจากเกมอะไร มาเกมนี้ ถ้ายังปรับตัวไม่ทัน มีแต่ตายกับตายแน่นอน จังหวะเวลาในการฆ่ากันของเกมนี้นั้น ช้ามาก ๆ ด้วยตัวละครที่มีพลังชีวิตสูงถึง 200 หน่วย แถมใส่เกราะได้อีก และความเร็วของเกมที่สูงในระดับนึง ตัวละครสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ปีนตึกได้ หรือสกิลของบางตัวละครก็วาร์ปไปวาร์ปมาได้อีก การจะยิงปิดจ๊อบศัตรูให้ได้ด้วยกระสุนแม็กเดียว ถ้าไม่แม่นจริงก็แทบจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไปดังนั้นมันจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า โดนแจม บ่อยมาก เพราะเมื่อเปิดฉากยิงแล้ว ไม่รีบปิดจ๊อบให้ทัน หรืออีกฝ่ายสับขาหลอกเก่ง โดนยิงก็วิ่งหนี กระโดดหนี สไลด์หนี ไล่ล่ากันไปมา Third Party หรือปาร์ตี้อื่น ๆ ก็อาจจะเข้ามาเสริมทัพได้ง่าย ๆ กลายเป็น Battle Royale ที่ชุลมุนที่สุดแล้ว มันไม่ใช่เกมที่ยิงตายกันไว ทำให้ถ้าไม่รีบจัดการให้จบ หรือใช้วิธีเล็งยิงใส่ตัวเดียวกัน ก็แทบจะทำให้เกมนี้ใช้เวลาในการฆ่ากันนานพอสมควรเลยทีเดียว ปัญหาของ Balance และ Content ในอนาคตและในเรื่องของควาสมดุลนั้น ก็ต้องบอกว่ามีบ้างที่หลายอย่างดูยังไม่สมดุลนัก อย่างเช่นสาย Melee ที่มีการอัปเกรดให้การโจมตีระยะประชิดแรงขึ้นได้ แต่ฝั่งปืนไม่ค่อยมี (อาจจะเพราะว่ามันเน้นระยะไกลอยู่แล้ว) แต่มันกลับมีตัวละครที่มีความสามารถในการล่องหนได้ และหากเราโดนล่องหนเข้ามาตีประชิดพร้อมสกิลที่อัปเกรดมาแล้ว นอกจากปล่อยเมาส์รอเพื่อนมาชุบก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย หรือปืนบางประเภทก็ยังไม่สมดุลดีนัก อาจจะต้องมีการปรับอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ไม่ได้หนักถึงขั้นเล่นไม่ได้ส่วนของคอนเทนต์ตัวเกมนั้น ก็ถือว่ามีครบเครื่องทุกอย่างที่เกมออนไลน์เกมนึงจะมีได้ เริ่มตั้งแต่ระบบยอดนิยมอย่าง Battle Pass ที่ตอนนี้ตัวเกมเข้าสู่ช่วง Season 1 แล้ว ของรางวัลภายในเกมก็จะเป็นพวกสกินแต่งสวยแต่งหล่อที่หาได้จากระบบนี้เท่านั้น และพิเศษกว่าเกมอื่นคือ การปลดล็อค Battle Pass จะให้โบนัส XP 10% กับเราด้วย ทำให้อัปเลเวลได้ไวขึ้น มีระบบ Daily Challenge และ Seasonal Challenge ให้ทำ หากจะมีข้อเสียนิดหน่อยก็ตรงที่ คอนเทนต์เกมคือ Battle Royale แบบเพียว ๆ เท่านั้น ไม่มีโหมดอื่นเพิ่มเสริมแต่อย่างใด หรือแม้แต่ห้องฝึก เอาไว้ลองสกิลที่ควรจะมีก็ไม่มี ใครใจร้อน ข้ามโหมดฝึก ไปตายเอาดาบหน้าก็ต้องไปเรียนรู้กันเอาภายในเกมล้วน ๆ ซึ่งไม่เวิร์คเอาซะเลยภาพรวมของ Bloodhunt คือเป็นเกม Battle Royale ที่ระทึก ตื่นเต้นตลอดเวลา บรรยากาศของโลกแวมไพร์ที่ไล่ล่ากันก็ทำออกมาได้ดี แม้จะแฟนตาซีหลุดโลก แต่เราก็ยังระทึกทุกครั้งที่รู้ว่าจะต้องรับมือกับผู้เล่นอื่นที่ไม่รู้จะว่าคอมโบสกิลหรือมาไม้ไหนกันบ้าง เป็นประสบการณ์เกม Battle Royale ที่แปลกใหม่กว่าเกมอื่น ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วปัญหาเดียวของเกมแนวนี้คือ จะรักษามาตรฐานผู้เล่นเอาไว้ยังไงให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อาจจะมีจุดจบเหมือนกับเกมอื่น ๆ ที่มาทีหลัง และไม่สามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่ได้ Bloodhunt ถือเป็นเกมที่มีความเป็นตัวเองสูงมาก แต่มันจะชนะใจผู้เล่นได้หรือไม่ ต้องให้เหล่าเกมเมอร์เป็นคนตัดสิน และเราขอแนะนำให้คุณไปลองเล่นดูสักครั้งนึง จะได้ตัดสินใจได้ว่า มันดีหรือไม่ดี 
29 Apr 2022
[Review] รีวิวเกม LEGO Star Wars: The Skywalker Saga ยกเครื่องเกมเพลย์ใหม่ ดึ่มด่ำจักรวาลอันไกลโพ้นได้มากขึ้น
ถ้าให้พูดถึง LEGO Star Wars เชื่อว่าเกมเมอร์หลาย ๆ คนก็น่าจะเคยสัมผัสเกมนี้มาตั้งแต่สมัยเครื่อง PlayStation 2 ซึ่งตัวเกมก็มีภาคต่อออกมาเรื่อย ๆ เป็นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีซีรีส์นี้ บวกกับการส่งท้ายหลังจากที่เรื่องราวภาพยนตร์ Episode 9 จบลงไปเมื่อปี 2019 ทาง LEGO จึงได้สร้างเกมภาคใหม่ออกมาเพื่อส่งท้ายกับเกม LEGO Star Wars: The Skywalker Saga ที่เป็นการยกเครื่องเกมเพลย์ โครงสร้างซีรีส์นี้ใหม่ทั้งหมด ซึ่งทางเรา GameFever TH ได้เข้าไปสัมผัสเกมนี้จนจบแล้วและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบว่าตัวเกมนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากภาคก่อน ๆ มากขนาดไหน กราฟิก / การนำเสนอแน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงเกม LEGO งานในด้านกราฟิกของเกมก็จะยังเป็น Concept ความน่ารักสบายตาตามสไตล์ของเล่นตัวต่อ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คงเป็นงานด้านแสงเงาของเกมที่ทำออกมาได้ดีมาก ๆ (ผู้เขียนเล่นเกมนี้บนเครื่อง PS5) แสงแดดสะท้อน เงาของน้ำ มองดี ๆ มันค่อนข้างสมจริงพอสมควร เอาจริง ๆ ถ้าตัดองค์ประกอบความเป็นการ์ตูนออกไปและลองเอาโมเดลตัวละครจริงเข้ามา มันก็แทบจะวางทับกันได้แบบไม่มีความสงสัยใด ๆ ส่วนในเรื่องมุมกล้องของเกมภาคนี้ทางผู้พัฒนาก็ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นแนวมุมมองข้ามไหล่เต็มตัว ต่างจากทุกภาคที่มุมมองจะค่อนข้างสูงและไกลหน่อย ทำให้เราได้เห็นทิวทัศน์หรือบรรยากาศโลกในเกมนี้ได้ชัดเจนมากกว่ารวมถึงตัวเกมยังมีองค์ประกอบกึ่ง ๆ Open World ที่จะให้เราได้เดินสำรวจดวงดาวต่าง ๆ ได้มากขึ้นได้สัมผัสและดึ่มด่ำกับบรรยากาศโลกของ Star Wars ได้มากขึ้นด้วยเนื้อเรื่องภายในเกม LEGO Star Wars: The Skywalker Saga ก็จะยังอ้างอิงเนื้อเรื่องตามภาพยนตร์ Episode 1 - Episode 9 ที่จะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตระกูล Skywalker (ไม่รวมภาค Spin-off ต่าง ๆ) แต่สำหรับใครที่กลัวว่าการที่ตัวเกมจะเล่าเรื่องราวทั้ง 9 ภาคจะทำให้ระยะเวลาในการเล่นจะนานเกินไปก็อย่ากังวล เพราะการดำเนินเรื่องราวนั้นก็ค่อนข้างฉับไว มีการตัดเนื้อหาหรือบทสนทนาออกเยอะ เน้นเนื้อหาสำคัญเป็นหลัก ซึ่งแต่ละ Episode จะใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมงในการเล่น (ถ้ามุ่งแต่เนื้อเรื่องอย่างเดียว) โดยจะเน้นการเล่าเรื่องที่ฉับไวและเน้นเกมเพลย์เป็นหลัก นอกจากนี้ถึงแม้เรื่องราวของภาพยนตร์จะดูซีเรียสหรือลึกล้ำยังไง สไตล์การเล่าเรื่องของ LEGO ก็จะสอดแทรกมุขตลกและอารมณ์ขันเข้ามาภายในเกมอยู่ตลอด และยิ่งถ้าหากใครเคยดูภาพยนตร์ครบทั้ง 9 ภาคมาแล้ว ท่านเองก็จะสนุกสนานกับมุขล้อเลียนของเกมนี้ตลอดทั้งเรื่อง ถึงแม้เรื่องราวจะเดิม ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่เราเองก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเพราะความตลกของมันนี่แหละ แต่จุดสังเกตุเดียวก็คงจะเป็นการเล่าเรื่องนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังทั้ง 9 ภาคมาก่อน นอกจากเรื่องราวที่เดินไวเกินจนจับต้นชนปลายไม่ถูก มุขตลกบางอย่างท่านก็อาจจะไม่เข้าใจถึงมัน จึงทำให้ LEGO Star Wars: The Skywalker Saga เหมาะเป็นเกมที่ทำมาเฉพาะแฟน ๆ ภาพยนตร์เท่านั้นเกมเพลย์ในด้านของเกมเพลย์ตัวเกมก็จะยังคงการเล่นแบบในภาคก่อน ๆ ที่จะเน้นการต่อสู้ผจญภัย ไล่ยิง ไล่ฟันเหล่าศัตรูที่ดาหน้าเข้ามา มีปริศนาบางอย่างที่ให้เราต้องแก้ไข โดยลูกเล่นในเกมภาคนี้ก็ค่อนข้างเยอะกว่าเดิมอย่างการปัด Dash หลบการโจมตีของศัตรู การกดป้องกันการโจมตีต่าง ๆ หรือเวลาเป็น Jedi เราสามารถใช้พลังสะกดจิตเหล่าศัตรูให้บังคับตามใจที่ต้องการ ก่อกวน หรือบังคับให้ต่อสู้กันเองก็ได้ในด้านของการต่อสู้บนอวกาศก็มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ เพราะตัวเกมจะให้อิสระเราในการโบยบินได้มากขึ้น ต่างจากภาคก่อน ๆ ที่การต่อสู้จะเป็นเส้นตรง เราสามารถโบยบินได้อย่างอิสระ บินดูยานที่เราจะโจมตีได้ทุกซอกทุกมุมต่อให้เกมเพลย์การต่อสู้จะไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนักซึ่งถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีระบบให้เล่นหลากหลายขึ้น แต่เป้าหมายกลุ่มผู้เล่นของเกมนี้ก็ยังเป็นคนทุกเพศทุกวัย เป็นเกมเบาสมองที่ควรมีไว้ติดบ้าน ทำให้ตัวเกมค่อนข้างเล่นง่ายในระดับหนึ่ง เหล่าบอสค่อนข้างโจมตีเป็นแพทเทิร์น หรือแม้กระทั่งเวลาเราแพ้ก็เกิดมาสู้ใหม่ได้ สำหรับคนที่ชอบเกมที่มีความท้าทายก็อาจจะไม่ชอบนัก แต่ส่วนตัวเข้าใจได้เพราะนี่คือจุดประสงค์ของเกมแนว LEGO ตั้งแต่แรกอยู่แล้วแต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้พิเศษและได้รับความนิยมล้นหลามก็คงจะเป็นในด้านโลกของเกมที่แต่ละฉากแต่ละดาว ตัวเกมจะเปิดพื้นที่ให้เราได้ Free Roam ในระดับหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจพื้นที่ต่าง ๆ และได้เห็นโลกของ Star Wars มากยิ่งขึ้น ซึ่งในการสำรวจจะมีให้เราได้ค้นหาแต้มอัพสกิลที่กระจายอยู่ทั่วเมือง หรือการทำเควสย่อยที่จะได้รับของรางวัลมากมาย ซึ่งเราสามารถกลับมายังดวงดาวเก่า ๆ ที่ผ่านมาแล้วได้ตลอดเวลา ในโหมดภารกิจเนื้อเรื่องเราจะสามารถเล่นได้แค่ตัวละครตามเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณเล่นด่านนี้จบคุณเองสามารถเข้าไปยัง Free Mode และเอาตัวละครอื่น ๆ ที่ปลดล็อคมาเล่นในด่านนั้นได้ โดยตัวละครที่มีให้เลือกเล่นก็มากเป็นหลักร้อยตัว รวมถึงแต่ละตัวยังมีสกินที่แตกต่างกันโดยจะได้มาจากการปลดล็อคเนื้อเรื่องต่าง ๆ หรือใช้แต้มที่เก็บตามฉากซื้อมาก็ได้นอกจากนี้ตัวละครที่มีให้เลือกเล่นก็แบ่งออกไปหลายคลาสทั้งสาย Jedi สายฮีโร่ สาย Scavenger หรืออื่น ๆ ที่จะมีความสามารถที่แตกต่างกัน หรือบางสายก็สามารถไปในจุดที่สายอื่นไปไม่ได้เพื่อเก็บไอเท็ม รวมถึงเรายังสามารถอัพเกรดความสามารถของตัวละครแต่ละสายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ อย่างเช่นการอัพสกิลของสาย Jedi ที่จะสามารถเพิ่มดาเมจจากการโจมตีระยะไกล หรือการโจมตีระยะใกล้ได้เป็นต้นสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คงจะเป็นเกมเพลย์ในแต่ละภาคที่จะมีลูกเล่นต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปบ้างทำให้เรารู้สึกไม่จำเจต่อการเล่น อย่างเช่นในภาคแรกเราจะได้บังคับกองทัพของเหล่ากันแกนต่อสู้กับเหล่าหุ่นยนต์ของจักรวรรดิ หรือจะในภาค 7-9 ที่ตัวเอกจะเป็น Ray ซึ่งเธอในช่วงแรกนั้นจะมีคลาสเป็น Scavenger ที่จะสามารถประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างเช่นปืนยิงตะข่าย เครื่องร่อน หรือปืนยิงหินเป็นต้นสรุปถือว่าเป็นภาคที่ยกระดับเกมซีรีส์ LEGO Star Wars ให้ทันสมัย ดีงามและน่าเล่นมากขึ้น รวมถึงยังยกระดับเกมจากซีรีส์ตัวต่อนี้ในอนาคตด้วย แน่นอนว่าด้วยความง่ายของเกมเกินไปที่อาจจะทำให้บางคนรู้สึกขาดความท้าทาย และจุดประสงค์หลักของเกมซีรีส์นี้คือการที่มันนั้นทำหน้าที่เป็นเกมของครอบครัว เกมเบาสมองเหมาะกับการมีไว้ติดบ้าน ชวนลูก ชวนหลาน มาเล่นมาสำรวจดวงดาวและซึมซับบรรยากาศในโลกภาพยนตร์ Star Wars ให้ใกล้ชิดมากขึ้นและละเอียดมากขึ้น เป็นเกมแรกที่ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มากที่สุดแต่ข้อสังเกตุเดียวก็คงจะเป็นเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างเล่าเร็วเกินไป จนบางครั้งเราแทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูก เข้าใจว่าตัวเกมทำออกมาสำหรับแฟน ๆ ที่เคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว และถ้าเล่าเยอะแต่ละภาคก็จะใช้เวลานานเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นส่วนตัวก็อยากให้เขาเก็บรายละเอียดมากขึ้นกว่านี้อย่างน้อยก็อาจจะทำให้คนที่ไม่เคยดู อินกับเนื้อเรื่องมากขึ้นบ้าง
18 Apr 2022
[Review] รีวิวเกม Nobody Saves the World "เพราะความเป็นผู้กล้ามันอยู่ที่ใจใช่รูปลักษณ์!"
นับตั้งแต่เปิดปี 2022 มาได้ราว ๆ 4 เดือนเต็ม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเดือนกุมภาพันธ์คือเดือนที่มีเกมฟอร์มยักษ์ออกมามากมาย แต่ย้อนไปเมื่อช่วงเดือนมกราคม มีอยู่ 1 เกมที่เปิดตัวอย่างเงียบ ๆ แต่แล้วกระแสปากต่อปากและการรีวิวของมันก็ทำให้เห็นว่า นี่คืออีกหนึ่ง Hidden Gem อย่างแท้จริงในปี 2022 มันจะดีงามขนาดไหน ลองมาดูกันใน Nobody Saves the Worldคนธรรมดาที่มีชะตากรรมไม่ธรรมดาในเกมนี้ เราจะได้รับบทเป็น 'Nobody' สมชื่อเกม เป็นคนที่ไม่มีรูปลักษณ์โดดเด่นอะไรเลย เหมือนกับคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเตะตาใคร เขาตื่นขึ้นมาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมื่อจอมเวทแห่งหมู่บ้านได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงไม้กายสิทธิ์วิเศษที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตัวเอง แต่คนในหมู่บ้านกลับไม่มีใครสามารถใช้ไม้กายสิทธิ์นั้นได้เลย ไม่เว้นแม้แต่ลูกศิษย์ของจอมเวทคนนั้น แต่ตัวเรากลับสามารถใช้มันได้อย่างน่าประหลาดใจ งานนี้ชะตากรรมของบุคคลแสนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจึงได้เริ่มต้นขึ้น จริง ๆ แล้วพล็อตเรื่องของเกมนี้ จะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ก็คงต้องบอกว่า มันเหมือนกับการ์ตูนช่วงเช้าวันหยุดที่เด็ก ๆ จะตื่นมาดู ไร้ซึ่งความรุนแรงใด ๆ สอดแทรกมุกตลกและเรื่องราวขำ ๆ เข้ามาเป็นระยะเสมอ โดยการเล่าเรื่องราวของเกมนี้จะไม่ค่อยมีเสียงบรรยายสักเท่าไร จะมีแต่ซับบรรยายเท่านั้น ดังนั้นหากคุณอยากจะอินกับเกมนี้ การอ่านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าเล่นแบบข้ามเนื้อเรื่องรัว ๆ รับประกันได้ว่าอรรถรสความสนุกของเกมนี้จะดรอปลงไปพอสมควรเลยทีเดียว และแม้ว่าเนื้อเรื่องเกมนี้จะเข้าใจได้ง่ายมาก มีคนทำสรุปเนื้อเรื่องเอาไว้พอสมควรแล้ว แต่การจะลุยเล่นเกมอย่างเดียว โดยไปตามเนื้อเรื่องย้อนหลังก็ยังไม่ได้อารมณ์เท่ากับเล่นเอง ดังนั้นหากคุณอยากสัมผัสเกมนี้แบบเต็มอิ่ม ภาษาอังกฤษอาจจะต้องได้ในระดับหนึ่งด้วยรูปแบบเกม Dungeon Crawler + RPG Open Worldความสนุกของ Nobody Saves the World เราได้เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเนื้อเรื่องด้านบนแล้ว นั่นคือเราจะได้รับไอเทมไม้เท้ากายสิทธิ์ของจอมเวทแห่งอาณาจักร ทำให้เรามีความสามารถในการแปลงกายเป็นใครก็ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้เลยตั้งแต่เริ่มเกม เพราะเราจำเป็นจะต้องเก็บเลเวล ปลดล็อคคลาสนั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน เราถึงจะสลับไปแปลงร่างเป็นร่างนั้นได้แต่ก่อนจะไปลงลึกในระบบแปลงร่างของเกม ขอบอกก่อนว่านิยามของเกมนี้จริง ๆ แล้วคือเกมแนว Dungeon Crawler ที่มีองค์ประกอบของเกมโลกเปิดอยู่ในตัว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเริ่มต้นของเกมแล้ว ผู้เล่นจะมีอิสระในการไปไหนมาไหนก็ได้ในโลกอันกว้างใหญ่นี้ ขนาดแผนที่ของเกมนี้ก็ถือว่าใหญ่พอสมควรเลย อาจเพราะด้วยการนำเสนอแบบมุมมองเหนือหัว เลยทำให้เราคิดไปแบบนั้น แต่หากเทียบกับเกมแนวเดียวกันนี้ ขนาดแผนที่ก็ถือว่าใหญ่เกินกว่าเกมอื่น ๆ พอสมควรโลกภายในเกมจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนของ Open Field หรือแผนที่ทั่วไป ในแผนที่ทั่วไปนี้ ผู้เล่นจะได้พบกับชุมชน หมู่บ้าน ที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่า NPC ให้เราเข้าไปพูดคุย สอบถามข้อมูลต่าง ๆ การพูดคุยสอบถามนี้จะทำให้เราได้ข้อมูลสถานที่ตั้งดันเจี้ยนที่อยู่ในแผนที่ด้วย แม้ว่าเราจะยังไม่ไปเจอด้วยตัวเองก็ตาม ดังนั้นการสืบเสาะ หาข้อมูล พูดคุยกับคนนั้นคนนี้ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพบเจอดันเจี้ยนแล้ว ใช่ว่าเราจะเข้าไปลุยเลยได้ เพราะเกมต้องการสองอย่าง นั่นคือ เลเวลที่เหมาะสม และจำนวนดวงดาวของไม้เท้าเวทมนตร์ ซึ่งได้จากการเอาชนะดันเจี้ยนและทำภารกิจต่าง ๆ และอีกเงื่อนไขหนึ่งคือเลเวลของตัวละคร ทำให้การเก็บสะสมดวงดาวไม้เท้าเวทมนตร์ เปรียบเสมือนกับข้อจำกัดของตัวเกม ที่เรา้ตองไปเล่น เพื่อปลดล็อคมันมาให้ได้ซึ่งภายในดันเจี้ยน จะมีลักษณะแบบพื้นที่ปิด แต่มีเส้นทางที่หลากหลาย และเต็มไปด้วยกับดักและศัตรู รวมไปถึงหีบสมบัติมากมายให้เราได้ตามล่าและเงินที่เอามาใช้ซื้อไอเทมด้วย รูปแบบการเล่นภายในดันเจี้ยนก็จะเป็นเกมแอคชั่น RPG ทั่วไปเลย แต่จะมีกลิ่นอายของความเป็น Hack & Slash อยู่ด้วย นั่นคือเน้นลุยแหลก ต่อสู้ สแปมสกิล และหลบหลีก แล้วถ้ามันเหมือนเกมทั่วไป มันจะไปสนุกตรงไหน คำตอบอยู่ที่หัวข้อถัดไป นั่นคือ ระบบการแปลงร่างแปลงร่าง ทำภารกิจ ปลดล็อคร่างใหม่ ฟีเจอร์สำคัญของ Nobody Saves the World คือฟีเจอร์การที่เราจะแปลงร่างเป็นร่างต่าง ๆ ที่มีความสามารถอันหลากหลาย ย้ำว่า "สิ่งต่าง ๆ" เพราะร่างแปลงของเราจะไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่จะเป็นทั้งสิ่งของ สัตว์ หรือแม้กระทั่งอสูรกายไปเลยก็มี ในช่วงแรกที่เราเป็น Nobody หลังจากได้ไม้เท้ากายสิทธิ์มาตามเนื้อเรื่อง เราจะได้เรียนรู้ที่จะแปลงร่างเป็นหนู จากนั้นก็จะเรียนรู้ที่จะแปลงร่างเป็นตัวละครที่มีความสามารถต่าง ๆ เช่น Warrior (นักรบ) Ranger (นักล่า) และปลดล็อคต่อไปอีกเรื่อย ๆ อีกมากมาย โดยแต่ละร่างแปลงของเรานั้น จะมีเควสท์ให้ทำ โยดเควสท์เหล่านี้จะเป็นการให้เราโจมตีศัตรูด้วยร่างนั้น ๆ ตามเงื่อนไขต่าง ๆ เมื่อทำสำเร็จแล้วก็จะปลดล็อครางวัลเป็นค่าประสบการณ์และดวงดาวไม้เท้าเวทมนตร์ ทำให้ร่างนั้น ๆ มีความสามารถในการต่อสู้สูงขึ้น และแต่ละร่างจะมี Ranking ของตัวเองด้วย การจะปลดล็อคร่างแปลงใหม่ ๆ ก็จำเป็นจะต้องมีระดับ Ranking ที่สูงมากพอยกตัวอย่างตามภาพนี้ กับเควสท์ของร่าง Magician (นักมายากล) โดยเควสท์จะให้เราเสกสัตว์มาช่วยต่อสู้และทำดาเมจตามจำนวนครั้ง ถ้าทำเสร็จเควสท์ก็จะสำเร็๗และรับรางวัลได้ รางวัลจะเป็น FP ที่ทำให้ร่างแปลงนั้น ๆ มี Ranking ที่สูงขึ้น ส่วน XP จะทำให้เลเวลตัวละครของเราเยอะขึ้น ซึ่งแยกจากกัน ร่างแปลงแต่ละร่างจะสามารถติดตั้ง Passive และ Active Skills ได้ โดย Active จะเป็นการกดใช้งาน ติดตั้งได้ 4 สกิล ส่วน Passive จะเป็นสกิลติดตัว ไม่จำเป็นต้องกดใช้ ติดตั้งได้ 4 สกิลเช่นกัน แต่ถ้าจะติดตั้งให้ได้ครบ 4 ช่อง ต้องปลดล็อคที่เลเวล 30 ก่อน จึงจะสามารถทำได้ และสกิลทั้งหลายยังสามารถอัปเกรดได้จากการซื้อหรือได้มาซึ่ง Upgrade Token ที่เราหาได้จากภารกิจต่าง ๆ รวมไปถึงร้านค้าด้วยไม่เพียงเท่านั้น เพราะแต่ละสกิลจะมีสัญลักษณ์บอกไว้ที่มุมซ้ายบนอย่างชัดเจน สัญลักษณ์พวกนี้จะเป็นเหมือนกับระบบแพ้ทาง-ชนะทางกัน หากเราใช้สกิลโจมตีศัตรูผิดประเภทก็อาจจะถึงขั้นตีศัตรูไม่เข้ากันเลยทีเดียว ดังนั้นก่อนจะจัด Set Skill ก็ต้องเอาให้แน่ใจว่าเราจะพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และศัตรูทุกรูปแบบ ความสนุกของเกมนี้เลยอยู่ที่การต่อสู้ ทำภารกิจ ปลดล็อคร่างใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ ยิ่งมีร่างเยอะ เกมเพลย์การเล่นของเราก็สามารถพลิกแพลงได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ฟังดูเหมือนไอเดียจะดี และเป็นเกมที่เล่นสนุกมาก แต่ข้อเสียของมันก็กลับเป็นการนำเสนอของมันนั่นเอง นั่นคือในช่วงหลัง ๆ ที่เราจะต้องเจอกับศัตรูหลากหลายประเภท เราจะต้องทำการเปลี่ยนร่างไปมาแทบจะตลอดเวลา โชคดีที่เกมออกแบบระบบการควบคุมมาให้สามารถเปลี่ยนร่างได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว แต่มันก็?ำให้เกมการเล่นติดขัดไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะตอน Boss Fight ที่ลำพังบอสนั้น ไม่ยากเท่าไร แต่ลูกสมุนที่มันปล่อยออกมา บางตัวจะมีหลากหลายประเภท การโจมตีจากร่างเดียว ไม่สามารถเก็บกวาดได้หมด ทำให้ต้องสลับฟอร์มไปมาระหว่างสู้บอสก็ถือว่าทำให้มือเป็นระวิงได้ไม่ใช่น้อยเลยนอกจากนั้นคือเรื่องของการดำเนินเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล เพราะหลายคนอาจไม่ได้ชอบเกมที่ต้องมานั่งอ่านหรือตีความกันเอาเอง และ Nobody Saves the World ใช้วิธีนี้ในการเล่าเรื่องแทบจะทั้งเกม แม้ตัวเกมโดยรวมแล้วจะกินเวลาไม่นานนัก 9-10 ชั่วโมงก็น่าจะจบได้แล้ว แต่ถ้าเล่นจนจบโดยที่เราไม่รู้อะไรเลย มันอาจจะกลายเป็นเกมน่าเบื่อไปอีกเกมก็เป็นได้ส่วนของ Performance หรือประสิทธิภาพตัวเกม ด้วยการนำเสนอภาพแบบการ์ตูน แถมแทบจะเป็น 2D อยู่แล้ว ดังนั้นคอมพิวเตอร์สมัยนี้ ก็เล่นได้แบบสบาย ๆ ถ้ามันไม่เก่าจนเกินไป และตัวเกมยังมีฟังก์ชั่นแบบ Anti-Aliasing หรือลบรอยหยัก ความคมชัดภาพมาให้ปรับกันอีกมากมาย และส่งท้ายด้วยข้อเสียที่ไม่รู้ว่าจะนับเป็นข้อเสียได้หรือไม่ นั่นคือการควบคุม เพราะเกมนี้แนะนำให้ผู้เล่นใช้จอยคอนโทรลเลอร์มากกว่าที่จะใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ทำให้คนที่ไม่อยากจะต่อพ่วงอุปกรณ์หลายอย่างก็อาจจะขัดใจซะหน่อย แต่หลังจากได้ลองใช้งาน ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เกมนี้ใช้จอยคอนโทรลเลอร์ควบคุมได้สะดวกกว่ามากจริง ๆ ท้ายที่สุดแล้ว หากคุณกำลังมองหาเกมสนุก ๆ เนื้อเรื่องใช้ได้ แต่เกมเพลย์มีความแปลกใหม่พอสมควร Nobody Saves the World คืออีกหนึ่งเกมน้ำดีที่หลายคนมองข้ามไปในปีนี้ และสามารถหามาเล่นกันได้แล้ววันนี้บน PC และคอนโซล รวมไปถึงบนบริหาร Xbox Game Pass ด้วย
16 Apr 2022
[Review] สานฝันเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองใน Cafe Owner Simulator
อาชีพในฝันของใครหลายคน คงไม่พ้นการมีธุรกิจเล็ก ๆ อย่าง 'คาเฟ่' เป็นของตัวเอง แต่การทำธุรกิจใช่ว่าใครจะลองผิดลองถูกได้ (ถ้าไม่มีเงินสำรอง) แล้วก็ไม่รู้ว่าคอนเซปต์ร้านเราจะถูกใจลูกค้ามากน้อยแค่ไหนถ้าอย่างนั้นเรามาจำลองการเปิดคาเฟ่ของตัวเองดูกันหน่อยไหมล่ะ? กับเกม Cafe Owner Simulator ที่จะให้เราได้ลองสร้างร้านของเราเองตั้งแต่ 0 จนขายดีกันได้เลยคาเฟ่ในความเข้าใจของเรา Café คงหมายถึงร้านกาแฟ แต่อ้างอิงตาม Cambridge Dictionary แล้ว ในภาษาอังกฤษ คำนี้จะมีความหมายว่า 'ร้านอาหารขนาดเล็ก ที่เสิร์ฟเมนูง่าย ๆ ในราคาย่อมเยา' นั่นหมายความว่า ในเกมนี้เราจะได้สร้าง 'ร้านอาหาร' นะจ๊ะ ไม่ใช่ร้านกาแฟส่วนความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น คาดว่าน่าจะมาจากการพ้องเสียงกับคำว่า Caffé ในภาษาอิตาลี ที่มีความหมายว่า 'กาแฟ' เลยทำให้เราเรียกรวมการออกเสียงนี้เป็น ร้าน+กาแฟ เสียเลย!Cafe Owner Simulatorสำหรับเรื่องรางของเกมนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเล่าอดีตของตัวละครที่เราสวมบทบาท ว่าพ่อของเขาเคยเป็นเจ้าของคาเฟ่ท้องถิ่นที่ขายดี แต่แล้วก็ต้องมาล้มละลายไป และตัวละครของเราที่โตขึ้น ก็ได้มีความฝันว่าจะกอบกู้ร้านของครอบครัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นก่อนที่เราจะมาสร้างเนื้อสร้างตัวกับร้านแห่งใหม่ของเราเริ่มต้นเกม เราจะมายืนอยู่หน้าอาคารร้างแห่งหนึ่ง ภารกิจของเราคือต้องเข้าไปเก็บกวาด ซ่อมบำรุง ตกแต่ง และเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็นในการเปิดคาเฟ่ให้พร้อม ก่อนที่จะเปิดต้อนรับลูกค้าซึ่งสิ่งที่เราจะต้องทำนั้น จะขึ้นเป็นเควสอยู่ด้านขวาบนของหน้าจอ เราเพียงแค่ควบคุมตัวละครและหมุนมุมกล้องไปตามทิศทางที่ต้องการ ซึ่งเป็นการควบคุมแบบเรียบง่ายสุด ๆ เลย โดยเควสจะคอยบอกว่าเราต้องทำอะไรก่อน แน่นอนว่าต้องเก็บขยะให้หมดร้าน เมื่อทำเสร็จก็จะขึ้น Check List ให้พร้อมขึ้นภารกิจถัดไปเรื่อย ๆในระหว่างที่เรากำลังจัดเก็บร้าน จะได้เห็นพัฒนาการขององค์ประกอบฉาก จากอาคารที่ทั้งรก เก่า และมืด เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พร้อมฉากธรรมชาติรอบ ๆ ร้าน บอกเลยว่าสวยงามสบายตามาก พร้อมเสียงบรรยากาศคลอเบา ๆ สไตล์ป่าเขา ซึ่งใครชอบก็นับว่าช่วยฮีลใจได้ดี แต่ใครไม่ชอบก็อาจจะหลอนหรือรำคาญไปเลยก็ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าทำแบบนี้มาก็เข้ากับฉากดีนะ และทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ที่นั่นจริง ๆ ด้วย แถมเรายังได้เห็นกวางมูสมาเดินเล่นริวรั้วเราด้วยนะ เจ๋งใช่ไหมล่ะ และนอกจากนี้เรายังมีโอกาสเจอขอทานแวะเวียนมาขอเงินที่ร้านด้วย ก็ลองฟังคำขอเขาดู ส่วนจะให้เงินไหมก็ตามใจเลยส่วนหลังจากเก็บกวาดและซ่อมแซมแล้วร้านจะออกมาแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของผู้เล่นเลย โดยหนึ่งในภารกิจก่อนเริ่มกิจการของเรา จะมีให้ตกแต่งร้าน ซึ่งสามารถเลือกสีและลายได้จากแท็บเล็ตของเรา ที่มีหลากสีหลายรูปแบบให้เลือก ผสมผสานกันได้ตามชอบ เมื่อร้านสวยแล้วก็ถึงเวลาซื้อของเข้าร้าน แน่นอนว่าในเควสจะมี Check List ของจำเป็นที่เราต้องมีมาให้ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว และวัตถุดิบที่ใช้ทำเมนูที่เราจะเสิร์ฟในร้าน แน่นอนว่าทั้งหมดเราสามารถสั่งซื้อได้ผ่านแท็บเล็ตเช่นเคยเมนูที่ระบบให้มา ก็ถือว่าเยอะและน่าสนใจใช้ได้เลย เพราะมีทั้งพิซซ่า พาสต้า ซูชิ สลัด ของว่าง ไปจนถึงของหวาน ให้เลือกมาเสิร์ฟรวมประมาณ 20 เมนูเลย จะเลือกเมนูหลากหลายหรือเจาะจงว่าจะเสิร์ฟแค่บางประเภทก็ทำได้ทั้งนั้น เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ก็จ้างเชฟมาช่วยปรุงอาหาร แค่นี้ก็พร้อมรับลูกค้าแล้ว!!ในระบบภาพรวมนั้นถือว่าเข้าใจไม่ยากมาก เพราะแทบทุกอย่างจะอยู่ในแท็บเล็ตซึ่งทั้งสะดวกและสร้างความวุ่นวายให้พอตัว เพราะหากแค่ซื้อของก็ไม่เท่าไหร่ แต่หลังเปิดร้านแล้วนี่สิ ได้หยิบขึ้นมาเป็นว่าเล่นเลย ตัวเควสในเกมเองก็ไม่ได้ไกด์สิ่งที่ต้องทำให้มากเท่าไหร่ ใครอ่านภาษาอังกฤษแล้วสับสนก็อาจจะต้องใช้เวลาหาระบบในแท็บเล็ตกันนานหน่อย กว่าเควสจะยอมเช็คให้อย่างไรก็ดี ทั้งหมดที่เราแนะนำมานี้ยังเป็นเวอร์ชั่นเดโมอยู่ ทำให้อนิเมชั่นบางอย่างก็ดูขัดตาไปบ้าง รวมถึงสิ่งของบางชิ้นก็บั๊คไปบ้าง อย่างเช่นหนูวิ่งทะลุบางส่วนของฉากได้แต่เราวิ่งแล้วติด เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถแจ้งผู้พัฒนาได้ผ่านเมนูในหน้าล๊อบบี้เลย สะดวกสุด ๆ เอาจริง ๆ ในภาพรวมเกมก็ถือว่าทำออกมาไม่ผิดหวังเลย คงเพราะเป็นแฟรนไชน์จาก RockGame S.A. ผู้ผลิตเกม Simulator ชั้นเยี่ยมหลายชิ้น จึงมั่นใจได้ในคุณภาพ แล้วคิดดูว่าตัวทดลองยังดีขนาดนี้ เปิดจริงน่าจะสนุกไม่น้อยเลย ใครสนใจก็สามารถไปโหลดมาเล่นได้ ฟรี! ใน Steam เล่นเสร็จก็อย่าลืมทำแบบสำรวจเพื่อลุ้นรับคีย์เกมในวันเปิดจริงด้วยล่ะ 
30 Mar 2022
[Review] Kirby and the Forgotten Land อีกหนึ่งร่างสมบูรณ์ของ 'เกมที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ตามสไตล์ Nintendo'
Kirby เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่อยู่กับทาง Nintendo มาอย่างยาวนาน โดยภาคแรกนั้นได้เปิดตัวออกมาภายในปี 1992 ในชื่อภาค Kirby's Dream Land ซึ่งตัวเกมก็ได้รับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างดี ไปจนถึงยอดขายที่ยอดเยี่ยม จึงส่งผลให้ชื่อของ Kirby ได้รับการสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้นี่เองซึ่งในปี 2022 นี้ ก็เป็นโอกาสครบรอบ 30 ปี ของตัวเกม Kirby แบบพอดิบพอดี แน่นอนว่าทาง Nintendo และ HAL Laboratory ไม่พลาดที่จะนำโอกาสอันดีเช่นนี้ ปล่อยเกมภาคใหม่ของเจ้าก้อนกลมสีชมพู ในชื่อภาค Kirby and the Forgotten Land ที่เป็นการนำตัวของ Kirby เข้าไปสู่โลก 3 มิติแบบจริง ๆ กันเสียทีซึ่งตัวเกมจะยอดเยี่ยมมากขนาดไหนนั้น รีวิวนี้มีคำตอบครับเนื้อเรื่องย่อยง่าย แต่ก็ไม่ถึงขั้นกลวงเปล่าแฟน ๆ ของ Kirby น่าจะรู้กันดีว่า เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ภายในเกม Kirby ภาคหลักทุกภาคนั้น จะเป็นเหมือนกับของแถมเสียมากกว่า ด้วยพล็อตสไตล์โบราณที่ว่าด้วยตัวร้ายออกมาก่อความวุ่นวาย และมีพระเอกอย่าง Kirby ที่ต้องเข้าไปคลี่คลายปัญหาให้ลุล่วง มันก็ถูกทำซ้ำมากว่า 30 ปีแล้วซึ่งตัวเกมในภาค Kirby and the Forgotten Land ได้พยายามที่จะฉีกตัวเองออกจากกรอบเดิม ๆ อยู่บ้าง ด้วยการเริ่มเรื่องที่ให้ Kirby และเหล่า Waddle Dee ต้องหลุดในต่างดินแดนผ่านรอยแยกของมิติ แต่สุดท้ายแล้ว แก่นหลักของเนื้อเรื่องมันก็ยังเป็นการต้องไปปราบตัวร้ายที่หวังจะทำเรื่องชั่ว ๆ อยู่ดีนั่นแหละโดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Kirby ที่หลุดเข้าไปใน Forgotten Land ดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งในช่วงคลี่คลายปมของเรื่องราวก็ยังได้มีการเฉลยอีกด้วยว่า ทำไมดินแดนนี้ถึงถูกทิ้งร้างกันนะ และช่วยทำให้ตัวร้ายภายในเกมดูมีมิติมากขึ้น แทนที่จะเป็นการทำชั่วแบบไร้เหตุไร้ผลแบบในภาคก่อน ๆ ทั้งนี้ ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครที่มาเล่น Kirby เพราะหวังจะติดตามเนื้อเรื่องกันหรอก (หรือถ้ามี มันก็คงเป็นอัตราส่วนที่น้อยมากจริง ๆ) และยังเชื่ออีกว่า ทางผู้พัฒนาอย่าง HAL Laboratory ก็คงรู้ตัวเองดีเช่นกัน ถึงไม่ได้เน้นหนักไปที่การเล่าเรื่องมากขนาดนั้น และไปมุ่งเน้นที่เกมเพลย์เสียมากกว่าระบบการเล่นที่ยังคงสนุก แถมเสริมด้วยความสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์หากมองผิวเผินในครั้งแรก หลายคนคงน่าจะคิดเหมือนกันว่า นี่มันคือ Super Mario Odyssey เวอร์ชัน Kirby ชัด ๆ เลยเพราะไม่ว่าจะเป็น มุมกล้อง ฉาก 3 มิติเต็มรูปแบบครั้งแรกของซีรีส์ ไปจนถึงระบบ Mouthful Mode ที่คล้ายกับการ Capturing (โยนหมวก) ของ Mario เพื่อเข้าควบคุมสิ่งต่าง ๆ ก็ยังดูคล้ายกันราวยังกับแกะทว่าเมื่อได้ลองสัมผัสเกมเพลย์เองแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่า ทาง Kirby ค่อนข้างจะทำได้เหนือกว่า Mario ระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพราะด้วยไอเดียดั้งเดิมของตัว Kirby ที่สามารถลอกแบบพลังของศัตรูได้นั้น ถูกผสานเข้ากับไอเดียใหม่ในภาคนี้อย่างระบบอัปเกรดพลัง ไปจนถึง Mouthful Mode ที่ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ องค์ประกอบเหล่านี้นี่เองที่ช่วยทำให้เกมการเล่นของ Kirby ดูมีมิติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อยแถมระบบอัปเกรดนี้ ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนเล่นออกตามหาวัสดุที่ใช้ในการอัปเกรดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุดลับที่ซ่อนอยู่ตามด่านหลัก หรือจะเป็นด่านรองที่มาในรูปแบบของ Challenge ให้ผู้เล่นได้ท้าทาย แม้กระทั่ง Mini Game อย่าง Colosseum ก็ยังมีของรางวัลตอบแทนเช่นกันด้วยการออกแบบเกมที่ให้รางวัลกับผู้เล่นในทุกกิจกรรม นี่จึงทำให้คนเล่นแทบจะไม่อยากพลาดความลับหรือ Mini Game ไปแม้แต่อันเดียวเลยซึ่งต่างจาก  Super Mario Odyssey ที่การเก็บพวกไอเทมต่าง ๆ จะใช้แค่ในปลดล็อกด่านถัดไป และ Skin สวมใส่สำหรับ Mario เท่านั้นเองการออกแบบฉากที่ยอดเยี่ยม ทำให้การผจญภัยดูสดใหม่อยู่เสมอถึงตัวเกมจะถูกนำเสนอในรูปแบบของ 3 มิติ แต่มุมกล้องภายในเกมก็ยังมีความ Fix อยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นหมุนกล้องได้ตามใจชอบเหมือนเกมที่มีมุมมอง Third Person ทั่ว ๆ ไปทว่าทางผู้พัฒนากลับทำให้สิ่งที่ควรเป็นข้อเสียตรงนี้ กลายเป็นจุดแข็งของเกมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการวางไอเทม ไปจนถึงทางลับตามจุดต่าง ๆ ก็ได้มีการซ่อนเอาไว้อย่างแยบยล หลบมุมกล้องไปเพียงนิดเดียว เป็นการออกแบบสไตล์ที่มอบรางวัลให้กับคนช่างสังเกต ปนกับการแอบบอกใบ้นิด ๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจูงมือชี้ทางตรงไปหาไอเทมเลยอีกทั้งการใช้มุมกล้องกึ่ง Fix ยังช่วยในเรื่องของการสร้างอารมณ์ให้กับผู้เล่นได้อีกด้วย เช่น ในฉากที่ต้องการให้ผู้เล่นสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่หรือความน่าเกรงขามของแผนที่ ตัวเกมจะปรับมุมกล้องไปกลายเป็นมุมเสย ทำให้ผู้เล่นรู้สึกกดดันจากสิ่งที่ใหญ่กว่า หรือในบางฉากที่ต้องการให้แก้ปริศนา มุมกล้องก็จะถูกดันให้กลายเป็นแบบ Bird Eye View มองลงมา ช่วยอำนวยความสะดวกในการมองภาพรวมของปริศนามากยิ่งขึ้นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องขอชื่นชมก็คือ การออกแบบฉากภายในเกม ที่ไต่ระดับความยากได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทั้งการวางจุดเกิดของศัตรู ไปจนถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีระหว่างทาง ช่วยให้การเล่นตลอดเกมยังคงรู้สึกท้าทาย แม้จะการอัปเกรดพลังของ Kirby เข้ามาช่วยแล้วก็ตามและทางผู้พัฒนายังได้นำเสนอการผจญภัยในด่านต่าง ๆ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย เพราะตลอดการเล่น ตัว Kirby จะได้เผชิญกับการแก้ปริศนาที่ต้องใช้การพลิกแพลงมากขึ้น และยังต้องอาศัยความแม่นยำในการควบคุมของผู้เล่นมากขึ้นอีกด้วยช่วยให้ผู้เล่นไม่รู้สึกเบื่อเลย แม้จะเล่นเพลินยาวตั้งแต่ต้นเกมยันจบเกมเลยก็ตามMouthful Mode ระบบใหม่ที่ภายนอกอาจจะดูพื้น ๆ แต่ก็ช่วยขยายความเป็นไปได้อย่างมากมายหากใครได้ตามข่าวสารของตัวเกมมาบ้าง ก็น่าจะเคยเห็น Trailer ที่แสดงให้เห็นถึง Mouthful Mode ระบบใหม่ในภาคนี้ โดยตัว Kirby จะทำการดูดกลืนสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปในร่างกาย และควบคุมสิ่งเหล่านั้นอีกที เช่น รถ กรวย น้ำ ไปจนถึงเครื่องร่อน ซึ่งภายในตัวเกมนั้นได้นำเสนอ Mouthful Mode อีกมากมายให้ผู้เล่นรอได้สัมผัสกันแถม Mouthful Mode นี้ ยังช่วยเข้ามาทำให้เกมเพลย์หลากหลายขึ้นอีกด้วย ทั้งฉากที่ต้องอาศัยความเร็ว ก็ต้องใช้รถยนต์เข้าช่วย  ฉากไต่พื้นที่ต่างระดับต้องใช้แท่นยกพลิกแพลง ฉากที่ต้องทลายพื้นดินต้องใช้กรวยทิ่มลงไป ฉากที่มืดต้องใช้หลอดไฟส่องสว่าง ไปจนถึงฉากบนอากาศก็ต้องใช้เครื่องร่อนนำพา Kirby ไปให้ถึงจุดหมาย ถึงแรกเริ่ม Mouthful Mode อาจจะดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับพลัง Copy abiblity ของตัว Kirby ก็จริง แต่มันก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเล่นสนุกกับเกมได้ตั้งแต่ต้นจนจบไม่แพ้กับระบบอื่น ๆ เลยเช่นกันประสิทธิภาพดี เฟรมไม่มีตกถึงเครื่อง Nintendo Switch จะมีอายุปาเข้าไป 5 ขวบแล้ว แถมตัวสเป็กของเครื่องก็อาจจะไม่ได้มีความแรงมากนัก หากเทียบกับ Console จากค่ายอื่น ๆ แต่ Kirby and the Forgotten Land ก็ยังสามารถทำประสิทธิภาพบนเครื่องพกพาสีน้ำเงินแดงนี้ได้อย่างน่าประทับใจทุกฉากจะรันอยู่บนความลื่น 30 FPS ตลอดเวลา อาจจะมีบางจังหวะที่กระตุกบ้าง แต่ก็แค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น อีกทั้งฉากโหลดระหว่างแผนที่ต่าง ๆ ก็ยังทำได้รวดเร็วอีกด้วย ต้องยอมซูฮกให้กับทีมพัฒนาจริง ๆ ที่สามารถรีดประสิทธิภาพของเครื่องออกมาได้แบบสุดลิ่มทิ่มประตูเสียขนาดนี้และถึงตัวเกมอาจจะไม่ได้มีกราฟิกที่สมจริงหรือล้ำยุคแบบเกม Next Gen แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฉากต่าง ๆ ที่ตัวเกมนำเสนออกมานั้น ยังคงสวยงามตามแบบฉบับลายเส้นการ์ตูนเช่นนี้อยู่ ซึ่งภาพแบบนี้นี่แหละ ที่อยู่กับ Kirby มาทุกยุคทุกสมัย และสามารถครองใจเด็ก ๆ มาได้กว่า 30 ปีควรค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม ?แม้ภายนอก Kirby and the Forgotten Land อาจจะดูเป็นเกมที่ลอกแบบ Super Mario Odyssey มาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่เนื้อในนั้น มันกลับพัฒนา และไปได้ไกลยิ่งกว่าที่้เคยเป็นทั้งระบบที่เชื้อชวนให้ผู้เล่นตามเก็บไอเทมภายในเกมเพื่อนำไปอัปเกรด มุมกล้องที่ถูกประยุกต์ใช้กับตัวเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ความท้าทายที่วางมาในระดับที่เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี ไปจนถึงประสิทธิภาพที่ตัวเกมสามารถรีดเค้นพลังของเครื่องเกมมาได้ทุกหยดหากมีคนถามว่า มีเครื่อง Nintendo Switch แล้ว ควรมีเกมอะไรติดเครื่องเอาไว้บ้าง?เชื่อว่า Kirby and the Forgotten Land จะต้องขึ้นไปติดอันดับรายชื่อเกมที่ต้องมีเอาไว้ในครอบครองประจำเครื่อง Switch อีกหนึ่งเกมอย่างแน่นอนมีลูก มีหลาน ก็ซื้อเลยอย่ารีรอ และต่อให้อยู่คนเดียว แต่ถ้าคุณมีเครื่อง Switch คุณก็ควรจะหามันมาเล่นเช่นกัน!
29 Mar 2022
[Review] Tiny Tina's Wonderlands เกมถอดสมองเดินหน้ายิง ที่พกความกาวและเกรียนมาเต็มรังเพลิง
แฟรนไชส์ Borderlands เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยเอกลักษณ์หลาย ๆ อย่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นภาพกราฟิกในลักษณะการ์ตูนคอมิก ระบบของ Loot Shooter ที่น้อยเกมจะทำตาม ไปจนถึงเนื้อเรื่องสุดเกรียนที่พร้อมเสิร์ฟความฮาให้คนเล่น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวซีรีส์มักถูกนำไปสร้างเป็นภาคต่อ รวมไปถึงสร้างเกม Spin-off แยกออกมามากมายซึ่ง Tiny Tina ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน จากแต่เดิมที่เคยปรากฎตัวแบบ DLC ในชื่อ Tiny Tina's Assault on Dragon Keep มาในคราวนี้ Tiny Tina ได้รับเกมแยกของตัวเองอย่างเป็นทางการในชื่อ Tiny Tina's Wonderlands กันเลยทีเดียวส่วนเรื่องความสนุก ความเกรียน ความฮา และความมันส์ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่? รีวิวนี้มีคำตอบ!เนื้อเรื่องสุดจืด แต่ชดเชยด้วยบทพูดสุดปั่นเนื้อเรื่องของ Tiny Tina's Wonderlands นั้น จะเป็นการนำพาผู้เล่นให้รับบทเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมโต๊ะ นั่งเล่นบอร์ดเกมกับบรรดาตัวละครคุ้นหน้าคุ้นตาจากแฟรนไชส์ Borderlands ไม่ว่าจะเป็น Tiny Tina, Valentine ไปจนถึง Frette ตัวผู้เล่นจะเข้าร่วมเกมในฐานะตัวละครที่เรียกขานกันว่า Fatemaker ซึ่งเป้าหมายนั้นก็ง่ายมาก นั่นคือจัดการตัวร้าย Dragon Lord ลงให้จงได้หากพูดกันตามตรง เนื้อเรื่องของ Tiny Tina's Wonderlands ค่อนข้างจะน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ พล็อตตัวร้ายอยากจะยึดครองโลก และมีพระเอกมาจัดการยับยั้งแผนชั่วเนี่ย มันเชยจนไม่รู้จะเชยยังไงแล้ว แต่จุดแข็งของซีรีส์ Borderlands มันไม่ได้อยู่ที่พล็อตหลักอยู่แล้วน่ะสิเพราะตลอดทั้งการเล่น พวกบทสนทนาระหว่างตัวละครที่มีการจิกกัดกันอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงปมดราม่าที่ช่วยเปิดเผยความรู้สึกเบื้องลึกเบื้องหลังของบรรดาตัวละคร ทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้การติดตามอ่านเนื้อเรื่องในเกม สามารถทำได้จนตลอดรอดฝั่ง แม้ตัวแนวคิดหลักของเรื่องอาจจะจืดชืดก็ตามและอย่างที่กล่าวไปข้างต้น นี่คือโลกภายในบอร์ดเกม ดังนั้นผู้เล่นภายนอกอย่าง Tina จะเสริมเติมแต่งกฎแบบไหนเข้าไปก็ได้ นี่จึงช่วยทำให้เนื้อเรื่องภายใน Wonderlands แห่งนี้ ยิ่งทวีความบ้าบอเข้าไปอีกขั้น จนถึงขนาดที่ไม่ต้องไปหาเหตุผลมารองรับกันให้เมื่อยเลย เพราะฉะนั้นคำแนะนำในการเล่นเกมนี้ก็คือ ถอดสมองทิ้งเอาไว้ก่อน และเพลิดเพลินกับระบบการยิงสุดมันส์ของตัวเกมกันได้เลยระบบคลาส และการเล่นที่ออกแบบมาขัดกันเองความเป็น RPG ผสมผสานกับความเป็น First Person Shooter เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของซีรีส์ Borderlands ซึ่งแน่นอนว่า Tiny Tina's Wonderlands ก็ได้รับสืบทอดมันมาเช่นกัน แต่ช่างน่าเสียดายที่เสน่ห์ที่สืบทอดกันมานี้ กลับกลายเป็นตัวปิดกั้นแนวทางใหม่ ๆ ที่ซีรีส์ควรจะบุกเบิกไปได้ซะอย่างนั้นภายในเกมจะเริ่มต้นให้ผู้เล่นเลือกคลาสได้มากถึง 6 สาย ได้แก่ ได้แก่ Brr-Zerker, Clawbringer, Graveborn, Spellshot, Spore Warden และ Stabbomancerแถมตัวเกมยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถเลือกคลาสรองได้เมื่อเลเวลถึงจุดที่กำหนดอีกด้วย ซึ่งหากอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงคิดว่ามันก็ดูดีนี่นา แนวทางการเล่นก็น่าจะหลากหลายเพิ่มขึ้นไม่ใช่เหรอ?ทว่าทุกอย่างที่เกมทำมานั้น กลับต้องกลายเป็นหมันทันทีเมื่อเข้าสู่เกมเพลย์จริง ๆ เพราะสายอาวุธระยะประชิดอย่าง Brr-Zerker หรือ Stabbomancer นั้น กลับทำดาเมจได้ค่อนข้างช้าหากคิดจะใช้อาวุธ Melee ฟาดเพียว ๆ เรียกได้ว่า เอาปืนยิงตามปกติ ศัตรูยังตายไวกว่าแถมความเสี่ยงในการควงอาวุธตีใกล้เข้าไปฟาดหน้าศัตรูท่ามกลางวงล้อม มันก็มีมากเสียจนทำให้ตัวละครที่ผู้เล่นควบคุมอยู่ เกิดอาการวูบกันง่าย ๆ เลยทีเดียวด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงทำให้คลาสของเกมที่อุตส่าห์ทำมาให้เลือกถึง 6 สาย แถมยังเลือกคลาสรองมาผสมได้อีก 5 สายในภายหลัง ช่างดูไร้ความหมายเสียเหลือเกิน เมื่อต้องมาเจอกับระบบปืนที่ยังคงทรงพลังมากกว่าอาวุธระยะใกล้ในแบบที่ตัวเกมเลือกนำเสนอการรัวปืนที่ยังคงสนุก รวดเร็ว และเล่นเพลินจนติดพันถึงทางผู้เขียนจะติในเรื่องการออกแบบคลาสที่ขัดกันกับเกมเพลย์หลักเอาไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ระบบต่อสู้ของเกมนี้จะไม่สนุกเพราะ Tiny Tina's Wonderlands นั้น ยังคงรักษามาตรฐาน Gun Play ของซีรีส์ Borderlands เอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม อันที่จริงมันสามารถก้าวล้ำ นำหน้าตัวเกมหลักไปเสียด้วยซ้ำเนื่องจากภายในเกมนี้ ลูกระเบิดที่ผู้เล่นพกพาได้ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นช่องใส่ Spell แทน ซึ่งแต่ละ Spell ก็มีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ดาเมจที่กระทำ รูปแบบ ไปจนถึงการแพ้ทางและชนะทางศัตรูในประเภทต่าง ๆ ช่วยให้ฉากการต่อสู้ภายในเกมนี้ยิ่งทวีความบ้าคลั่งขึ้นไปอีก แถมความรู้สึกในการใช้ Spell มันก็ดูดีกว่าการขว้างลูกระเบิดโง่ ๆ ออกไปตรงหน้าเป็นไหน ๆ ทำเอาอยากเชียร์ให้ทางผู้พัฒนาอย่าง Gearbox นำระบบนี้ ไปใส่แทนระบบปาระเบิดในซีรีส์หลักแทนเลยทีเดียวและในส่วนของศัตรู ไปจนถึงความท้าทายนั้น Tiny Tina's Wonderlands ก็ให้รสชาติในแบบที่กำลังพอดี เกมไม่ได้ง่ายจนน่าเบื่อ และก็ไม่ได้ยากจนชวนหัวร้อนคุณสามารถเล่นได้ทั้งแบบใจเย็น ที่ค่อย ๆ หลบหลังกำบัง พร้อมกับโผล่หัวขึ้นมาสอยศัตรูทีละตัว หรือจะเล่นแบบ Run & Gun ควงปืนเต้นรำท่ามกลางดงกระสุนก็ได้ทั้งนั้น เพราะต่อให้ผู้เล่นพลาดท่าจนพลังชีวิตหมด Tiny Tina's Wonderlands ก็ได้ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ผู้เล่น โดยในช่วงที่ผู้กำลังอยู่ในสถานะ Down นั้น หากผู้เล่นสังหารศัตรูได้ทัน ก็จะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตกลับคืนมาจำนวนหนึ่งนั่นเองในส่วนของการออกแบบฉากต่อสู้กับบอส ก็ต้องยอมรับว่าสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นขึ้นหิ้งจนน่าจดจำ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การประเคนยัดกระสุนใส่หน้าบอสให้แหกกันไปข้าง ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดีโลกเปิดกว้างครั้งแรกของซีรีส์ถึงจะไม่ได้เป็นโลกเปิดแบบ 100% แต่ตัวเกม Tiny Tina’s Wonderlands ก็มีบางพื้นที่ที่ให้ผู้เล่นได้เลือกว่าควรจะไปตรงไหนก่อน โดยพื้นที่นั้นจะมีชื่อเรียกว่า Wonderlands Overworld สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมก็คือ การออกแบบที่คงสไตล์บอร์ดเกมเอาไว้ แถมยังกลมกลืนกับเนื้อเรื่องพื้นหลังอีกด้วยเราจะได้เห็นบรรดาซากของกิน ของใช้ ไปจนถึงขยะต่าง ๆ ตามประสาเด็กของตัวละคร Tina เช่น ฝาขวดน้ำอัดลม กระป๋องน้ำ ไปจนถึงเศษขนมที่กินหกขวางทางผู้เล่นเอาไว้อยู่ ซึ่งในการจะเคลียร์เส้นทางได้นั้น ผู้เล่นจำเป็นที่จะต้องไปดำเนินการเควสต์ให้สำเร็จเสียก่อน ตัวเกมถึงจะมาปลดล็อกให้ในภายหลัง การออกแบบฉากที่เพิ่มลูกเล่นให้กลับมาสำรวจซ้ำได้ค่อนข้างน่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว และถึงตัวเกมจะมีระบบเลเวลแบบเกม RPG เข้ามา คนเล่นก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะตลอดการเล่น (ยกเว้นเนื้อเรื่อง) ศัตรูจะทำการปรับเลเวลตามตัวของผู้เล่นอยู่เสมอ ช่วยให้ความท้าทายไม่ได้ถดถอยลงเลย แม้ผู้เล่นจะแอบไปฟาร์มมาจนเลเวลเยอะแล้วก็ตามการออกแบบเควสต์ที่รีดเค้นจุดเด่นของเกมออกมาจากสุดตัวแม้ตัวเกมจะมีส่วนที่เป็น Open World เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สำรวจได้ตามใจชอบ แต่การออกแบบเควสต์กลับซ้ำซากจนเหลือเชื่อ ทั้งนี้ เชื่อว่าทางผู้พัฒนาน่าจะตั้งใจให้มันออกมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก เพราะไม่ว่าผู้เล่นจะทำเควสต์อะไรก็ตาม บทสรุปสุดท้ายก็คือการสาดกระสุน และจัดการศัตรูทุกตัวให้หมอบอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น เควสต์ง้อแฟนสาว เควสต์ตามหาสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงเควสต์ช่วยนักโบราณคดีเจรจากับชนเผ่าพื้นถิ่นต้องยอมรับในความใจกล้าของทีมงานเลยจริง ๆ ที่เลือกนำเสนอจุดเด่นของเกมกันแบบสุดโต่ง แทนที่จะเลือกใส่เควสต์น่าเบื่ออย่างการคุ้มกัน NPC หรือการเดินคุยไปมาระหว่างเมือง เพื่อช่วยเพิ่มความหลากหลายเข้ามาแทนที่สำหรับคนที่ชอบยิงแหลก ไม่สน 4 สน 8 ก็น่าจะถูกใจกับการออกแบบเควสต์สไตล์นี้ไม่น้อยเลยล่ะครับ เพราะนอกจากจะได้ทันเพลินกับเกมเพลย์แล้ว ยังได้ฟาร์มไปในตัวอีกด้วยงานภาพที่ยังคงเอกลักษณ์ไว้ แถมไม่กินแรงเครื่องหากจะบอกว่า ภาพกราฟิกสไตล์คอมิก เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Borderlands ก็คงไม่ผิดนักซึ่งงานภาพลวดลายแบบนี้ มันยิ่งช่วยขับความเกรียนและความกาวของตัวเกมออกมาได้ดียิ่งขึ้นเข้าไปอีก แถมยังไม่ค่อนกินแรงเครื่องมากอีกด้วย แม้จะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือคอนโซลรุ่นเก่า ก็น่าจะเล่นเกมนี้ด้วย 60 FPS ได้แบบไร้ปัญหา ด้านประสิทธิภาพที่ตัวเกมทำออกมาได้นั้น ก็ค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียว เพราะขนาดฉากต่อสู้กับบอสตัวสุดท้ายที่เอฟเฟกต์สกิล แสง สี จัดเต็ม ตัวเกมก็ไม่มีอาการเฟรมตกให้เห็นแม้แต่วินาทีเดียว ทำให้คนเล่นสามารถเพลิดเพลินกับฉากการต่อสู้สุดนัว ในความเร็วสูงได้กันแบบฟิน ๆ ซับไทยแปลได้ตามมาตรฐานหากใครได้พอติดตามข่าวสารมาบ้าง น่าจะทราบว่าตัวเกม Tiny Tina’s Wonderlands นั้นมีตัวเลือกซับไตเติ้ลภาษาไทย เอาใจเกมเมอร์ชาวไทยกันอีกด้วยซึ่งสำหรับคำแปลที่ตัวเกมได้แปลออกมานั้นก็นับว่าอยู่ในมาตรฐานที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียวแม้จะมีบางช่วงที่แอบติดขัดเล็กน้อย อย่างเช่น ซับไตเติ้ลไม่ขึ้นบ้าง หรือมีจุดที่แปลงง ๆ บ้าง ไปจนถึงการใช้ชื่อคนหรือสถานที่แบบเขียนด้วยภาษาอังกฤษไปเลย แทนที่จะเลือกใช้คำทับศัพท์แบบเวลาเกมอื่น ๆ แปลกัน แต่มันก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อการรับรู้เนื้อเรื่องภาพรวมแต่อย่างใดและทั้งนี้ ต้องแจ้งไว้ก่อนว่า ตัวเกมที่ทางทีมงานได้มานั้นยังเป็นเวอร์ชัน Preview อีกด้วย ดังนั้นคงจะมีบางส่วนที่ยังแปลไม่เสร็จสมบูรณ์ดีก็เป็นได้คุ้มค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?แม้ Tiny Tina’s Wonderlands อาจจะมีเนื้อเรื่องที่อ่อนแอ พล็อตที่น่าเบื่อ ไปจนถึงการออกแบบเควสต์ที่ซ้ำซาก แต่เสน่ห์ของเกมแฟรนไชส์ Borderlands ยังคงอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยมไม่ว่าจะด้วยฉากเปิดตัวแบบเท่ ๆ ฉากยิงปืนสุดมันส์ที่ศัตรูดาหน้าเข้ามาแบบไม่กลัวตาย ไปจนถึงระบบ Loot ของจากศัตรู และรางวัลผ่านฉากที่มีความ RNG อยู่เต็มเปี่ยม จนเกมอื่นยากที่จะเลียนแบบด้วยเสน่ห์เดิม ๆ ของ Borderlands บวกกับการนำเสนอเรื่องราวที่ทวีความกาวเข้าไปอีกขั้น เพราะเป็นโลกในจินตนาการของสาวน้อย Tiny Tinaแค่สองอย่างนี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้แฟนเกมแนว Loot Shooter พร้อมที่จะเสียเงินในกระเป๋าให้กับเกม Tiny Tina’s Wonderlands แล้วล่ะครับสำหรับใครที่อยากหาเกมเบา ๆ ผ่อนคลายสมอง นอนเอนหลังเล่นในวันพักผ่อนจากวันทำงานหนัก เกมนี้นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่เลวเลยแฟน Borderlands ห้ามพลาด! แฟน Loot Shooter ห้ามพลาด! แฟนเกม FPS ที่ชื่นชอบฉากปะทะนัว ๆ ห้ามพลาด! และคนที่อยากถอดสมองเล่นเกมยิงแบบไม่ต้องคิดอะไรให้หนักหัว ก็ห้ามพลาดเช่นกัน!
22 Mar 2022
[แนะนำเกมมือถือ] เจาะเวลาท่องยุทธภพไปใน MMORPG "หวงอี้ Mobile"
อีกหนึ่งเกมมือถือที่พัฒนาจากเกม PC สุดเจ๋ง ภายใต้ค่ายเกมระดับแนวหน้าของไทยอย่าง Playpark กับ หวงอี้ เกม MMORPG ที่ได้รับอิทธิพลจากนิยายจีนกำลังภายในทั้ง เจาะเวลาหาจิ๋นซี, มังกรคู่สู้สิบทิศ, เทพมารสะท้านภพ และเทพทลายนภาเนื้อหาของเกมเองก็ได้ผสานทั้งความ Sci-Fi แบบวิทยาศาสตร์และความคลาสสิคของยุคจีนโบราณ โดยเราจะได้รับบทเป็นผู้ช่วยของ ดร.หม่า ผู้สร้างเครื่องทะลุมิติที่ทำให้เราสามารถย้อนเวลาไปในอดีตได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นการผจญภัยของเรา!ระบบการเล่นก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะเราสามารถกดที่เควสเพื่อให้ตัวละครวิ่งไปทำภารกิจโดยอัตโนมัติ ตามสไตล์ MMORPG บนมือถือ ทำให้แม้จะเป็นมือใหม่ก็เข้าใจการเล่นได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่สิ่งที่พิเศษกว่าเกมอื่นในแนวเดียวกันก็คือ หวงอี้ จะผสานแนว choice-base ลงไปในเควสด้วย โดยทุกการตอบโต้กับ NPC ของเรา จะส่งผลต่อสภาวะจิต ซึ่งประกอบด้วยค่าสถานะต่าง ๆ ที่เราจะได้รับด้วยล่ะ! สภาวะจิตจะแบ่งออกเป็น 3 สำนัก ก็คือ...สำนักพุทธ - สายป้องกัน สำนักเต๋า - สายสนับสนุนสำนักมาร - สายโจมตียิ่งเรามีค่าสภาวะจิตสูง เราก็จะสามารถเรียนรู้สกิลของสำนักนั้นได้มากขึ้น ซึ่งสามารถดูสัญลักษณ์ท้ายคำตอบได้ ว่าคำตอบแบบไหนจะส่งผลต่อสภาวะใดนั่นเองนอกจากเราจะเลือกแนวทางการเล่นได้แล้ว อาวุธที่จะใช้เรายังสามารถเลือกและเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอีกด้วย! หมดปัญหาเรื่องเลือกอาชีพที่ถนัดไปได้เลย เพราะเราสามารถผสมผสานการเล่นได้อย่างหลากหลายตามสถานการณ์ โดยหลัก ๆ จะเป็นการตั้งค่า AI ว่าจะออกสกิลอะไรบ้างและอยากให้คอมโบออกมาเป็นอย่างไร นับเป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและน่าจะถูกใจผู้เล่นที่ต้องการความยืดหยุ่นรวมถึงสไตล์การเล่นแบบ No Limit เลยแหละความสะดวกของระบบ AI ยังมีความเจ๋งอย่างการตั้งค่าการใช้ยา กลยุทธในสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าจะทำอย่างไร หนีเมื่อไหร่ หรือตายแล้วไปไหนก็ได้หมด แม้แต่ตั้งค่าการเก็บไอเท็มที่ต้องการก็ตั้งค่าในนี้ที่เดียวจบไม่ได้มีเพียงสกิลภายในเกมเท่านั้นที่ Unique แต่เรายังปรับแต่งใบหน้าตัวละครให้มีความเฉพาะตัวได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า ตา จมูก ปาก ถือว่าสามารถปรับได้ละเอียดพอสมควร รวมถึงปรับแต่งทรงและสีผมที่มีโทนสีหลากหลายได้ด้วย แอบน่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มีให้ปรับรูปร่าง แต่แค่นี้ก็ได้ตัวละครตามแบบที่ถูกใจมากแล้วทางด้านภารกิจเนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการช่วยเหลือชาวเมืองไปพร้อมกับการฝึกวรยุทธ ซึ่งเราสามารถเช็คได้จากตารางเควสที่มาเป็นแผนภูมิให้เห็นเลยว่าตอนนี้มีเควสอะไรที่สามารถทำได้แล้วบ้างและต่อเนื่องมาจากเควสใด ซึ่งในภาพรวมขอบอกเลยว่าเหมือนเราได้สวมบทบาทในนิยายกำลังภายในจริง ๆ เพราะองค์ประกอบภายในฉากนั้นถือว่าทำออกมาดี ทั้งภูมิศาสตร์ สถาปัตยกรรม จนถึงเครื่องแต่งกาย ยิ่งประกอบกับดนตรีที่แต่งขึ้นด้วยเมโลดี้จีน เรียกได้ว่ากลมกล่อมลงตัวสมคอนเซปต์เลยส่วนระบบต่าง ๆ ภายในเกมก็มีเยอะเลยล่ะ โดยระบบเด่นที่ช่วยพัฒนาตัวละครเราได้มากเลย ไม่ว่าจะเป็น...ตู้เสื้อผ้า – ที่มีคอสตูมที่ช่วยเพิ่มค่าสถานะให้เรา แถมหากจับเข้าเซ็ทเอฟเฟคก็ยิ่งเพิ่มขึ้นยุทธภพ - ดันเจี้ยนพิเศษที่เราสามารถพิชิตร่วมกับเพื่อน ทั้งการผ่านด่าน ฟาร์มทรัพยากร ไปจนถึงลงเพื่อประลอง ก็รวมอยู่ในโหมดนี้ พร้อมรับไอเท็มมากมายหลังจบภารกิจสัตว์เลี้ยง – ที่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีและสถานะต่าง ๆ พร้อมพรสวรรค์เฉพาะตัวที่จะช่วยให้การทำกิจกรรมภายในเกมของเราราบรื่นยิ่งขึ้นรวมถึงระบบคราฟต์ของและตีบวกสุดคลาสสิค ที่จะช่วยให้เรามีอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นในการใช้วรยุทธ และอยากเตือนว่าเกมนี้มีค่าความทนทานอุปกรณ์ที่ลดลงเมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ จึงต้องคอยเช็คและซ่อมให้ดี หรือจะเซ็ทระบบไว้ในตั้งค่าเพื่อความสะดวกก็ได้เช่นกันสำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของหวงอี้โมบาย และดาวน์โหลดผ่าน Google Play และ App Store ได้แล้ววันนี้ เอาล่ะ! ขอให้สนุกกับการท่องยุทธภพล่ะทุกท่าน
22 Mar 2022
[Review] รีวิวเกม Ghostwire: Tokyo ปราบผีทั่วชิบูย่าด้วยกราฟิกล้ำยุค แต่รู้สึกเหมือนไม่ได้มีอะไรใหม่?
หลังจากสร้างความสยองขวัญเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนสำหรับซีรีส์เกม The Evil Within จากทางผู้พัฒนา Tango GameWorks ก่อตั้งโดยบิดาผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์เกม Resident Evil อย่างคุณ Shinji Mikami และในปี 2022 พวกเขาก็กลับมาอีกครั้งกับเกมใหม่ Ghostwire: Tokyo ที่เกมนี้ได้เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าเกมเมอร์อย่างมาก เพราะตัวเกมมีธีมที่แตกต่างไปจากเดิมที่เราจะได้เผชิญหน้าฟาดฟันกับเหล่าภูติผีปีศาจของประเทศญี่ปุ่นด้วยพลังวิเศษต่างๆ ซึ่งทางเรา GameFever TH เองก็ได้มีโอกาสเล่นเกมนี้จนจบและจะมารีวิวเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัสมา ว่าตัวเกมจะยอดเยี่ยมและสร้างความสยองขวัญและความสนุกเหมือนกับเกมก่อนหน้าที่เคยสร้างหรือไม่ ?กราฟิกและการนำเสนอในด้านภาพของเกมนี้ Ghostwire: Tokyo ได้ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ในการพัฒนามาเป็น Unreal Engine 4 แน่นอนว่าเราสามารถการันตรีได้ถึงความสวยงานในด้านของฉากต่างๆ โดยตัวเกมนั้นได้ทำการจำลองย่านชิบูย่าของเมืองโตเกียวออกมาได้สมจริงมากๆ ทั้งแลนด์มาร์คต่างๆ ก็ทำออกมาได้ไม่ผิดเพี๊ยนอย่างเช่น 5 แยกชิบูย่าหรือสถานที่ดังอื่นๆ ในย่านนี้ ให้คุณได้เดินเล่นอย่างอิสระใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นมานานเกมนี้ก็น่าจะทำให้คุณหายคิดถึงประมาณหนึ่ง ในด้านของเอฟเฟกต์สกิลต่างๆ ก็ใส่รายละเอียดมาแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก ฉากแสงเงาต่างๆ ที่สวยงามให้ความรู้สึกถึงความเป็นเกม Next Gen ในระดับหนึ่งและถึงแม้โลกนี้จะมีความเป็นญี่ปุ่นอยู่หนักมากๆ แต่กลิ่นอายของเกมก็จะยังมีความเป็นเอกลักษณ์ของ Tango GameWorks อยู่อย่างเช่นบรรยากาศความเป็น Psychological คล้ายๆ กับเกม The Evil Within บรรยากาศชวนขนลุกด้วยโลกหรือห้องที่บิดเบี้ยวไปมา บรรยากาศเสียงอันน่าขนลุก ความหลอนของสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นที่มีให้เห็นตลอดทั้งเกมโดยผู้เขียนได้เล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 ตัวเกมมีตัวเลือกด้านภาพให้เล่นสองแบบคือ Quality Mode ที่จะเน้นภาพสวยแต่รันเฟรมเรทที่ 30 FPS กับอีกโหมดคือ Performance ที่ภาพจะดรอปลงมาหน่อยแต่จะรันเฟรมเรทได้ที่ 60 FPS ซึ่งตัวภาพก็ค่อนข้างต่างกันอยู่แต่ก็ไม่มาก (ส่วนตัวเลยเลือกที่จะเล่นแบบ Performance แทนเพื่อความลื่นไหล) และสิ่งที่น่ากังวลมากๆ ก็คือถึงแม้ตัวเกมจะมีความเป็นกึ่งโลกเปิด ให้เราได้สำรวจย่านชิบูย่าทุกซอกทุกมุม แต่ภายในการทำเกือบๆ ทุกภารกิจ (ทั้งหลัก ทั้งเสริม) ตัวเกมก็จะบังคับให้เราเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ เช่นบ้านคน หรือโรงพยาบาล ที่ส่วนใหญ่เราจะต้องโหลดฉากใหม่เพื่อเข้าไปข้างใน ซึ่งคนที่เล่นเกมบนเครื่อง Console เจนใหม่หรือเครื่อง PC ที่มี SSD ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร (ตัวเกมแนะนำให้ใช้ SSD ในการเล่นเกมนี้อยู่แล้ว) ซึ่งการโหลดฉากหนึ่งใช้เวลาราวๆ 1-2 วินาทีเท่านั้น แต่เครื่อง Console เจนเก่าอย่าง PS4 และ Xbox One ตัวผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่ามันส่งผลต่อการเล่นไหมถ้าหากคุณจะต้องโหลดฉากที่นานขึ้นกว่าเดิมเนื้อเรื่องโดยเรื่องราวของเกมจะพูดถึงเมืองชิบูย่าที่อยู่ดีๆ ก็โดนเหล่าวิญญานที่ถูกควบคุมโดยเหล่าคนสวมหน้ากากเข้าโจมตีจนคนในเมืองหายไปหมด ซึ่งเราจะได้รับบทเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่า Akito ที่ในระหว่างการบุกเมือง เขานั้นบังเอิญถูกวิญญานนักสืบสิ่งเหนือธรรมชาติอย่าง KK เข้าสิงทำให้เขานั้นมีพลังวิเศษในการต่อสู้กับเหล่าผีสางพวกนั้น รวมถึงเหล่าชายสวมหน้ากากก็ได้ลักพาตัวน้องสาวของเขาไป และเขานั้นก็จะต้องตามช่วยเหลือเธอให้ได้ซึ่งการดำเนินเรื่องตัวเกมจะไม่ได้ดำเนินเรื่องราวอะไรให้เรารู้มาตั้งแต่แรก แต่ตัวเกมจะค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวออกมาเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ความจริง ตัวเกมจะเล่าทั้งเรื่องราวทั้งความสัมพันธ์ของเพื่อนๆ กลุ่มสืบสวนสิ่งเหนือธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของตัวเอกและน้องสาวที่มีปัญหากัน บวกกับการค่อยๆ เปิดจุดประสงค์ของศัตรู แต่ก็ต้องพูดตามตรงว่าในด้านเนื้อเรื่องของเกมนี้ค่อนข้างอ่อนพอสมควร เพราะตัวเกมมีเรื่องราวหลายประเด็นให้เราบวกกับเวลาในการเล่าเรื่องที่น้อยเพียงแค่ 15 ชั่วโมงเท่านั้นสำหรับเกมที่มีความเป็นกึ่ง Open World ทำให้หลายๆ อย่างทางผู้พัฒนาดันเล่าห้วนๆ และบางเบา อย่างเช่นเรื่องราวของกลุ่มสืบสวนสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ถ้าหากเราอยากรู้จักพวกเขาดีพอเราอาจจะต้องไปเล่นเกมแยกอย่าง Ghostwire: Tokyo - Prelude เสียก่อน ถึงจะรู้สึกอินกับเหล่าตัวละครพวกนี้มากขึ้น เรื่องราวของพระเอกและน้องสาวที่เปิดตัวมาได้น่าสนใจบางอย่างก็เล่ามาเป็นเพียงแค่คำพูด ถึงแม้ว่าจะไปเน้นอธิบายในตอนสุดท้ายแต่มันก็ยังไม่มากพอ และประเด็นสุดท้ายที่รับไม่ได้เลยก็คงเป็นเรื่องราวของเหล่าตัวร้ายที่พล็อตมันค่อนข้างโบราณและขาดมิติเอามากๆ (แต่ไม่ขอสปอยส์นะว่าเป็นเรื่องอะไร) หรือเรื่องราวหักมุมก็ไม่มีเลยเกมเพลย์ในเกม Ghostwire: Tokyo อาวุธที่เราได้ใช่ต่อสู้นั้นก็คือพลังความสามารถที่จะแบ่งเป็นธาตุต่างๆ ซึ่งจะมีความสามารถและจุดเด่นที่ต่างกันเช่นพลังลมจะเป็นการโจมตีเดี่ยวที่รวดเร็ว พลังธาตุน้ำจะโจมตีได้กว้างกว่าสามารถทำลายการป้องกันของศัตรูได้ หรือพลังธาตุไฟที่จะสามารถโจมตีได้อย่างรุนแรงแต่กระสุนน้อย รวมถึงพลังเหล่านี้เรายังสามารถกดโจมตีค้างเพื่อชาร์จพลังโจมตีให้รุนแรงขึ้นด้วยเช่นพลังธาตุลมจะโจมตีได้หลายตีพร้อมกัน พลังน้ำจะทำให้สกิลแรงขึ้นและทำลายป้องกันได้ หรือพลังไฟจะระเบิดเป็นวงกว้างและรุนแรง นอกจากนี้ตัวเกมก็ยังมีอาวุธอย่างอื่นเช่นธนู หรือยันต์อาคมที่จะมีลูกเล่นให้เอาไว้ต่อสู้กับศัตรูอย่างเช่นยันต์ Decoil ที่จะดึงดูดศัตรูให้เราสามารถลอบเร้นและจัดการศัตรูด้านหลังได้ ยันต์ระเบิดไฟเอาไว้โจมตี หรือยันต์ไฟฟ้าเอาไว้สตั๊นศัตรู นอกจากนี้เวลาฆ่าศัตรูได้เราจะสามารถใช้พลังในการดูดวิญญานศัตรู ซึ่งนอกจากการประหยัดกระสุนพลังแล้วนั้น มันจะช่วยให้เรานั้นได้เลือดเพิ่มจากการต่อสู้จำนวนหนึ่ง และมันก็ทำให้เรามีความรู้สึกเป็นนักปราบผีสุดเท่ได้ดีทีเดียวในด้านของเควสนอกจากเควสหลักแล้วนั้นตัวเกมก็จะมีเควสเสริมให้เราได้ทำมากมาย ซึ่งในภารกิจไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการช่วยเหลือเหล่าวิญญานหรือเหล่าโยไคต่างๆ เช่นการหาสิ่งเร้นลับในบ้าน การตามหาวิญญานคนรักเป็นต้น โดยทำเสร็จคุณก็จะได้ EXP เงินรวมถึงของที่เอาไว้ใช้อัพเกรดสกิลเป็นการตอบแทนโดยตามเนื้อเรื่องภายในพื้นที่ย่านชิบูย่าจะเต็มไปด้วยหมอกพิษที่ถ้าหากคุณเข้าไปก็อาจจะตายได้ ซึ่งเราจะต้องทำการไปเคลียร์ศาลเจ้าที่รอบๆ จะมีเหล่าศัตรูยืนอยู่ ซึ่งถ้าหากเคลียร์ศาลเจ้าได้สำเร็จตัวหมอกในบริเวณรอบๆ ก็จะหายไป รวมถึงยังมีการเปิดจุดเควสรองใหม่ๆ หรือตำแหน่งร้านค้าต่างๆ ได้ นอกจากนี้ภายในศาลเจ้ายังมีไอเท็มสวมใส่พิเศษอย่างกำไลประคำที่จะเพิ่มสเตตัสความสามารถให้เราได้เช่นเพิ่มดาเมจอาวุธธนูมากขึ้น 40% เพิ่มพลังโจมตีธาตุต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะสามารถเลือกใช้ตามสไตล์อาวุธของคุณได้ในด้านของการอัปสกิลถ้าหากคุณเก็บ Exp จนเลเวลอัพเมื่อไร คุณก็จะได้แต้มสกิลจำนวน 10 แต้มมาใช้อัพ โดยการเก็บ Exp ก็จะได้จากการทำเควสหลัก เควสรอง การฆ่าศัตรูตามแผนที่ หรือแม้แต่การเก็บวิญญานที่อยู่ตามถนน ซึ่งการอัพสกิลก็จะมีหลากหลายสายให้เลือกทั้งการอัพสกิลเน้นธาตุต่างๆ หรืออัพความสามารถของธนูเช่นเพิ่มจำนวนลูกดอก หรือความสามารถในการใช้พลังอื่นๆ ซึ่งคุณสามารถไล่ทำเควสรอง หรือเดินหาเก็บ Exp ไปเรื่อยๆ คุณก็จะสามารถอัพสกิลพวกนี้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นสายเน้นแต่เนื้อเรื่องหลักคุณก็อาจจะต้องเลือกว่าจะเล่นสายไหนแต่จากที่ได้ลองสัมผัสมา ต้องยอมรับว่าด้วยอาวุธที่มีให้เล่นแค่นี้ตลอดทั้งเกม มันอาจจะยังไม่สามารถสร้างสีสันได้เพียงพอ เพราะถึงแม้ว่า Ghostwire: Tokyo จะมีธีมการใช้วิชาพลังต่างๆ ในการปราบผี ต่างจากเกม The Evil Within ที่จะเป็นการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดกึ่งซอมบี้ แต่ถึงอย่างนั้นเกมการเล่นก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร ถ้าให้เปรียบเทียบพลังต่างๆ ที่เราได้ใช้ เอาจริงๆ ความรู้สึกมันก็มีความคล้ายคลึงกับอาวุธปืนต่างๆ ไม่มีผิด พลังลมเหมือนปืนพกยิงทีละนัดแต่กระสุนเยอะ พลังน้ำเหมือนลูกซองที่เบาหน่อย ส่วนพลังไฟเหมือนปืนระเบิด ซึ่งมันกลับไม่ได้ช่วยสร้างความหวือหวาให้กับเราเลยแม้แต่น้อย และถึงแม้ว่าเราจะอัพสกิลสายนั้นให้เลเวลสูงขึ้น มันก็ไม่ได้เปลี่ยนดีไซน์ใดๆ เลยนอกจากความกว้างในการโจมตี หรือความแรงแค่นั้นและการที่ตัวเกมมีมุมมองแบบ First Person ส่วนตัวมองว่ามันทำให้เกมมีข้อจำกัดเยอะมากๆ เพราะศัตรูแต่ละตัวที่เราเจอก็จะมีท่าทางโจมตีต่างๆ ที่หลากหลาย แต่การป้องกันศัตรูของเราทำได้แค่ Block การโจมตีเท่านั้น ไม่มีการ Dash หรือหลีกเลี่ยงการโจมตีด้วยวิธีอื่นๆ เลย แน่นอนว่ามันจะทำให้เรารู้สึกอันตรายมากขึ้น เพราะความสามารถของตัวเอกที่ไม่ได้เยอะ แถมเวลาถูกโจมตีแต่ละครั้งก็เกือบตาย แต่ด้วยองค์ประกอบความเป็นแอ็คชันที่มากขึ้น แต่ความโลดโผนให้เล่นที่น้อยไปหน่อย ความสามารถสกิลที่มีลูกเล่นไม่เยอะ เล่นไปสักพักก็รู้สึกจำเจแล้วส่วนเรื่องของศัตรูที่พบเจอจริงๆ ภายในเกมเราก็ได้ต่อสู้กับศัตรูหลากหลายแบบ และมีวิธีที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ขัดใจก็คือดีไซน์ตัวละครที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนักเลย ทุกตัวเหมือนเป็นผีพนักงานออฟฟิศเกือบทั้งหมด โอเคมันก็จะมีผีมินิบอสบางตัวที่อาจจะดีไซน์แตกต่างและน่าสนใจ แต่มันก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น และบอสภายในเกมที่ถึงแม้ว่าจะดีไซน์ออกมาน่าสนใจ แต่ความหลากหลายในการต่อสู้ก็กลับไม่ได้แตกต่างและมีธีมที่คล้ายๆ กันเกือบทั้งหมด คือการใช้พลังโจมตียัดใส่ศัตรูให้ตายๆ ไป รวมถึงทรัพยากรที่มีให้เก็บก็เยอะมากด้วยโดยไม่ต้องพะวงเรื่องกระสุนจะหมดเลย จากที่เล่นมาเหมือนจะเห็นแค่บอสตัวเดียวที่เราจะต้องลอบเร้นและโจมตีศัตรูตัวนี้จากข้างหลังเท่านั้นที่รู้สึกน่าสนใจสรุปในด้านของเนื้อเรื่องที่มีเวลาในการเล่าน้อยมากทำให้เรารู้สึกไม่ได้อินกับเนื้อเรื่องของมันเสียเท่าไร สำหรับบางคนอาจจะคิดว่าเวลาราวๆ 15 ชั่วโมงก็น่าจะเล่าเรื่องราวมากเพียงพอแล้ว แต่ตัวเกมนี้มีองค์ประกอบความเป็นกึ่ง Open World ที่บางครั้งเนื้อเรื่องก็จะหยุดชะงักเพราะเราจะต้องเดินทางไปปลดศาลเจ้าต่างๆ เพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินไปต่อได้ หรือบางทีเราจะต้องเจอกับการทำเควสหาของต่างๆ ที่มันไม่ได้มีอิมแพคกับเนื้อเรื่องขนาดนั้นเยอะจริงๆ ส่วนตัวไม่ค่อยมีปัญหากับเนื้อเรื่องถ้าหากว่าเกมเพลย์ทำออกมาได้ดี แต่ Ghostwire: Tokyo ต่อให้มันจะมีธีมที่น่าสนใจ กับการไล่ล่าปราบผีไปทั่วเมือง พร้อมทั้งยังสามารถใช้พลังวิเศษต่างๆ หรือเครื่องรางในการต่อสู้ แต่พอเกมเพลย์ออกมาจริงๆ เรากลับไม่ได้เห็นอะไรที่รู้สึกใหม่ในการเล่นเลย พลังต่างๆ ถึงแม้ว่าจะมีให้เราเลือกเล่นหลายแบบ แต่ดีไซน์ของพลังกลับไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไรนักทำให้เวลาเล่นรู้สึกจำเจไปจนจบเกม ส่วนตัวผู้เขียนเองอยากให้เกมมีลูกเล่นมากกว่านี้อย่างเช่นการ Dash อาวุธพวกดาบ หรือพลังพิเศษที่สามารถเปลี่ยนดีไซน์และสไตล์ของพลังชนิดนั้นได้ ซึ่งมันก็ได้แต่คิดนะครับเพราะภายในเกมไม่มีเลยแต่ถามว่าโดยรวม Ghostwire: Tokyo มันเป็นเกมที่สนุกไหม เอาจริงๆ มันก็เป็นเกมที่ไม่ได้แย่ครับ ในระยะเวลาราวๆ 15 ชั่วโมงก็เป็นประสบการณ์ที่กำลังพอเหมาะในการเล่นเกมตัวนี้แล้ว เพราะถ้าหากระยะเวลามันมากไป มันก็อาจจะน่าเบื่อเกินเพราะความจำเจ หรือถ้ามันน้อยไปมันก็แทบจะไม่มีเวลาในการเล่าเรื่องอะไรแล้ว และสิ่งที่อยากจะชมสำหรับเกมนี้ก็คงเป็นเรื่องของงานด้านภาพที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คนทั้งธีมความเป็นกลิ่นอายญี่ปุ่นสมัยใหม่ การสร้างเมืองย่านชิบูย่าที่ทำออกมาได้สวยงาม (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้มีชีวิตชีวามากนัก) สำหรับคนที่กำลังคิดถึงประเทศญี่ปุ่นเกมนี้น่าจะทำให้ท่านรู้สึกฟินมิใช่น้อย
21 Mar 2022
[แนะนำเกมมือถือ] Gladiators: Survival in Rome | เกมผจญภัยในยุคโรมัน บนมือถือ
ใครเป็นแฟนเกม RPG กับการสวมบทบาทเป็นตัวละครจากยุคประวัติศาสตร์ วันนี้ Game Fever ขอแนะนำเกมผจญภัยไปในยุคโรมัน กับ Gladiators: Survival in Rome ที่เราจะไปท่องไปตามหมู่บ้าน ทำภารกิจ และอยู่รอดให้ได้ในจักรวรรดิโรมันอันโหดร้าย โดยเกมนี้สามารถเล่นได้บนมือถือทั้งระบบ Android และ IOS แล้ว แนะนำให้ลองหามาเล่นฆ่าเวลากันดู ขอบอกเลยว่าเพลินและมีอะไรให้ทำเยอะมากเลยล่ะ!Gladiators: Survival in Rome เป็นเกม Action-RPG แบบผู้เล่นเดี่ยว ที่ผสานกลไกการเอาตัวรอดและระบบการสร้างเมืองไว้ในเกมเดียวกัน! ซึ่งผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นชาวบ้านผู้กำลังหลบหนีจากกองทัพของ Julius Caesar เข้ามาในป่าลึกของยุโรปในยุคโบราณและร่วมกันสร้างหมู่บ้านของพวกเขาขึ้นมาตัวเกมจะเป็น 2D ที่เดินได้ทุกทิศทางผ่านการ control ด้วย joystick ทางซ้ายมือ ส่วนทางขวาจะเป็นระบบ action ต่าง ๆ ที่ให้เรา interact กับวัตถุภายในเกมแม้งานกราฟฟิคอาจจะไม่ได้สร้างมาอลังการระดับ AAA แต่ถ้าปรับคุณภาพสูงสุด อยากบอกว่างานสีและเอฟเฟคสวยมาก!! อีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะสำคัญกว่า Artwork เวอร์ ๆ อย่าง Mechanic ของการกระทำในเกม ซึ่งเกมนี้ถือว่าทำออกมาได้ดี ไหลลื่น และให้ความสมจริงในระดับที่น่าพอใจ ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นคนเข้าไปวิ่งในนั้นจริง ๆ บวกกับฉากที่มีธรรมชาติแบบป่าทางยุโรปคลอเสียงเพลงพื้นบ้านเพราะ ๆ ที่จะเปลี่ยนไปตามพื้นที่ที่เราเดินไป ทำให้เราเข้าถึงเนื้อเรื่องของเกมได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเสียงเอฟเฟคก็ทำออกมาได้เข้ากันแถม Gain ของเสียงยังไม่โดดเกินไปจนทำให้ตกใจหรือรำคาญ นับว่าทีมงานทำ Element ทุกส่วนของเกมได้ Balance และลงตัวมาก ๆ เลยเกือบลืมบอกไป! เกมนี้มีโหมดภาษาไทยด้วยนะ ซึ่งแปลออกมาได้ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ในการทำเควส ทุกภารกิจ จะมีลูกศรขึ้นใต้เท้าตัวละครของเรา เพื่อบอกทิศทางที่เราต้องไปหา NPC หรือสิ่งของที่ต้องใช้ รับรองว่าไม่มีหลงแน่นอน แถมเรายังสามารถปิดเกมกลางคันได้ตลอดเวลา ตัวเกมจะเซฟการกระทำและตำแหน่งล่าสุดไว้ให้เรา ทำให้มีความยืดหยุ่นในการเล่นมาก เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะจะมีติดเครื่องไว้ที่สุดเลยจ้าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Gladiatorหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม Gladiator ต้องเอาตัวรอดจากโรม นั่นเพราะว่านักรบผู้กล้าที่เรารู้จักนั้น โดยภูมิหลังแล้วพวกเขาคือทาสในกรุงโรม ที่ถูกจับตัวมาลงสนามแข่งเพื่อให้ความบันเทิงแก่ชาวเมืองและชนชั้นสูง โดยมีทั้งการสู้กันเองและสู้กับสัตว์ร้าย นอกจากพวกทาสแล้ว ยังมีนักโทษที่ถูกพิพากษา รวมถึงเหล่าผู้ที่ต้องการสร้างชื่อให้ตัวเองและสมัครใจลงแข่งก็มี ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่สร้างผลงานในสนามได้ดีก็จะพลิกจากคนไร้ค่าเป็นผู้ทรงเกียรติได้ในชั่วพริบตาเลย เพราะพวกเขาจะถือว่านักรบคนนี้คือวัตถุที่มีค่าของจักรวรรดินั่นเองเนื้อเรื่องเริ่มเกมมาเราจะพบว่าหมู่บ้านโดนถล่มและได้พบเพื่อนคนหนึ่งที่ยังรอดอยู่ ก็พบว่าทหารโรมันได้มากวาดต้อนชาวบ้านไปเป็นทาส เราจึงไล่ตามไปและแม้จะช่วยชีวิตเพื่อน ๆ ไว้ได้ แต่หมู่บ้านก็เละเทะหมดแล้ว ทำให้เราต้องตามหาทรัพยากรต่าง ๆ มาฟื้นฟูหมู่บ้านไปพร้อมกับพัฒนาทักษะตัวเองเพื่อต่อกรกับทหารโรมที่อาจอยู่ใกล้ ๆนอกจากนี้ เควสภายในเกมจะพาเราไปยังสถานที่ใหม่ ๆ อย่างการสำรวจถ้ำ การออกไปยังหมู่บ้านอื่น หรือการหาความช่วยเหลือจากผู้คนที่เราพบระหว่างทาง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจสภาพสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของกษัตริย์ซีซาร์ได้เป็นอย่างดีระบบอื่น ๆ ภายในเกมFarming – เราสามารถหาทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยในการเอาชีวิตรอดและสร้างหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นไม้ หิน ดินเหนียว น้ำ เห็ด หรือแม้แต่ฆ่ากระต่ายเพื่อเอาเนื้อก็ยังได้Craft - ทรัพยากรที่หามาได้ เราสามารถต่อยอดในการนำไปสร้างเป็นงานฝีมือต่าง ๆ เช่น นำไม้มาสร้างเป็นแผ่นไม้หรือไม้สลัก บล็อกอิฐ ไปจนถึงสร้างเครื่องปั้นดินเผา ซ่อมแซมอุปกรณ์ - ไม่เพียงเท่านั้น ทรัพยากรที่หามาได้ ยังมีความสำคัญในการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานจำกัดได้ด้วย หากเราใช้จนครบจำนวนความทนทาน เกมจะขึ้นเตือนว่าอุปกรณ์ของเราพัง ให้วิ่งไปที่โต๊ะสำหรับซ่อม ยิ่งอุปกรณ์อัปเกรดสูง วัตถุดิบที่ใช้ก็จะมากตามไปด้วยสำรวจถ้ำ – เราสามารถเข้าไปสำรวจถ้ำด้านนอกหมู่บ้านเพื่อหาสมบัติไปจนถึงทรัพยากร ที่เรียกได้ว่ามีครบทุกชิ้น แต่ระวัง Energy หมดก่อนสำรวจเสร็จด้วยล่ะซุ่มโจมตี – อีกหนึ่งระบบพิเศษที่จะปลดล็อคเมื่อเราเล่นไปสักระยะ โดยจะมีขบวนของทหารโรมัน เราสามารถโจมตีพวกเขาเพื่อแย่งชิงทรัพยากร รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ดีขึ้นได้จากโหมดนี้ด้วยPuzzle Game - อีกระบบที่เจ๋งมาก ก็คือเกมลับสมอง ที่จะให้เราเลื่อนสิ่งของบนกระดาน เพื่อผสมเป็นอาหารเมนูต่าง ๆ ตามชั้นของการรวมวัตถุดิบ หากเราเลื่อนจนครบ move ระบบจะคำนวณเมนูทั้งหมดเพื่อมาเป็น Energy ให้กับเรา สามารดูตัวอย่างได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยที่จริงหากเล่นไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าจะมีระบบที่น่าสนใจอีกมากมาย นี่ขนาดเล่นเปิดแมพไปแค่ที่เดียวยังมีอะไรให้ทำเยอะไม่รู้เบื่อ แล้วถ้าเปิดไปที่อื่น ๆ อีก คงมีภารกิจเยอะจนตาลายแน่เลย เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ก็ลองโหลดมาเล่นกันได้ ส่วนทางนี้ขอตัวไปผจญภัยต่อละจ้า ~
19 Mar 2022
[Review] รีวิวเกม Gran Turismo 7 "สวยงาม ทรงคุณค่า" พลาดไม่ได้ถ้าคุณเป็นคนรักในการแข่งรถ
Gran Turismo เป็นซีรีส์เกมแข่งรถ Exclusive สำหรับเครื่อง PlayStation ที่อยู่คู่กับเรามานานกว่า 25 ปีแล้ว โดยสิ่งที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมแนวแข่งรถอื่นๆ ก็คือความสมจริงของเกมที่มีความละเอียดสูงด้วยสโลแกน The Real Driving Simulator กับเกมจำลองการขับรถที่เปรียบดั่งคุณได้ขับรถในสนามแข่งจริงๆ แน่นอนว่าคงมีเกมเมอร์หลายๆ คนถึงแม้ว่าจะรู้จักเกมซีรีส์นี้ แต่คุณเองก็อาจจะไม่ได้เคยสัมผัสหรือรับรู้ว่าเกมนี้สนุกยังไง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเกมแข่งรถทั่วไปนั้นจะเน้นความดุดัน บ้าระห่ำ หรือเน้นความสะใจเป็นหลัก ซึ่งจากที่ตัวผู้เขียนได้เข้าไปสัมผัสเกมนี้มาเพราะว่าล่าสุดทางผู้พัฒนาก็พึ่งปล่อยเกมภาคใหม่อย่าง Gran Turismo 7 ซึ่งมันทำให้ผู้เขียนเข้าใจถึงบางอ้อเลยว่า จริงๆ แล้วความสนุกของเกมแข่งรถนั้น มันมีหลากหลายรูปแบบ เกมนี้สามารถสร้างความประทับใจ ทั้งในและนอกสนามเลยทีเดียว โดยวันนี้พวกเรา GameFever TH จะมาอธิบายเกมนี้ให้คุณได้ทราบกัน ว่าถ้าหากคุณเป็นคนที่รักรถ คลั่งไคล้รถ ทำไมคุณถึงต้องซื้อเกมนี้มาเล่นโดยไม่ควรมีข้อกังขาใดๆ กราฟิกก็ต้องพูดตามตรงว่า Gran Turismo 7 ในด้านกราฟิกเหมือนเป็นการต่อยอดความงดงามจาก Gran Turismo Sport เกมภาคก่อนหน้าที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2017 ทั้งรถ หน้า Interface หรือแผนที่เองจะมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร แต่สิ่งที่เห็นความต่างในชัดเจนคือความสวยงามในฉากที่ Gran Turismo 7 ทำได้ดีกว่า ทั้งฝุ่น ฝน หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นมากขึ้น รวมถึงถ้าหากใครเล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 ตัวเกมจะมีโหมดกราฟิกให้เราได้ปรับ 2 โหมดคือ Performance ที่จะเน้นเพิ่มเฟรมเรทในการเล่น หรือโหมด Ray Tracing ที่จะเน้นกราฟิกสวยงาม แต่แนะนำใครที่เล่นเกมนี้ในความละเอียดแค่ 1080p ก็ให้ปรับแบบภาพสวยไปเลย เพราะจากที่ส่วนตัวลองเล่นมาไม่มีอาการเฟรมดรอปแต่อย่างใด โดยใครที่เล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 4 จะอยู่ในโหมด Performance อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองโหมดที่เห็นได้ชัดก็คือความสมจริงและความสวยของรถที่เราจะได้เห็นความเงางาม และแสงสะท้อนที่มากกว่าเดิม และจะค่อนข้างเห็นได้ชัดในตอนที่อยู่ในโหมดดูรีเพลย์และโหมดถ่ายภาพแต่ส่วนตัวคิดว่าเนื่องจากที่เกมนี้ยังจะต้องทำเผื่อเครื่อง PlayStation 4 ด้วย กราฟิกที่เราเห็นถึงแม้ว่าจะทำได้ดีกว่าภาคที่แล้ว ถ้าหากคุณยังเล่นด้วยเครื่องคอนโซลเจนเก่าอยู่ มันก็อาจจะเทียบความต่างไม่ได้ถ้าหากไม่มานั่งจับผิดแบบช็อตต่อช็อต การเล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 ด้วยโหมด Ray Tracing อาจจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า แถมตัวเกมยังโหลดหน้าจอเร็วกว่าเป็นสิบเท่าด้วยเกมเพลย์อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าจุดเด่นของ Gran Turismo คือการจำลองแข่งรถแบบสมจริงในสนาม ที่ตัวเกมนั้นจะมีรายละเอียดในการขับเยอะมากๆ ทั้งการกะจังหวะเบรกในขณะที่เลี้ยว คุณจะต้องเบรกให้มีความเร็วที่เหมาะสมเพื่อผ่านจุดนั้นให้ได้ การเลี้ยงคันเร่งหรือเลี้ยงพวงมาลัยที่แต่ละจุดโค้งก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปอีก ซึ่งตัวคุณจะต้องฝึกฝน เข้าใจในโค้งต่างๆ ในระดับหนึ่ง ความสนุกของเกมนี้สำหรับมือใหม่นอกจากที่คุณจะต้องแข่งกับรถคนอื่นแล้วนั้น ตัวคุณจะต้องแข่งกับตัวเองที่จะต้องมีสติและสมาธิตลอดเวลา แน่นอนว่าถึงแม้ว่าการขับรถจะมีรายละเอียดที่มากพอสมควร แต่ตัว Controller ก็สามารถตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม กดปุ่มเหยียบคันเร่งก็จะเหมือนจริงที่ถ้าหากคุณกดเบาๆ รถก็จะวิ่งในสปีดที่เบาตามคุณกด หรือถ้าหักเลี้ยวพวงมาลัยเบาๆ รถก็จะเลี้ยวไม่สุด ซึ่งมันถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ในการเล่นเกมนี้ เพราะแต่ละโค้งก็ต้องการคันเร่งหรือการหักเลี้ยวที่ไม่เหมือนกัน (ในกรณีที่จะเล่นแบบ Perfect) ส่วนตัวผู้เขียนเองเล่นเกมนี้บนจอย DualSense ยังรู้สึกว่าตัวเกมตอบสนองได้ดีเลย ลองคิดถ้าหากว่ามีจอยพวงมาลัยจริงๆ คงจะรู้สึกฟินมากกว่าเดิมแน่ๆ ส่วนใครที่เล่นเกมแข่งรถไม่เป็นและถ้าคิดว่ามันยุ่งยากเกินไป จริงๆ แล้วเกมนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นนะครับ เพราะตัวเกมมีตัวช่วยให้ผู้เล่นใหม่เยอะมาก อย่างเช่นระบบสัญลักษณ์การเบรคหรือสัญลักษณ์มุมเข้าโค้งที่จะทำให้มือใหม่รู้ว่าโค้งนี้ควรจะเบรคถึงระดับไหน หรือสัญลักษณ์การเลี้ยวที่จะนำทางให้คุณว่าควรจะเลี้ยวในระดับไหนเพื่อยังคงความเร็วของรถไว้ได้มากที่สุดและไม่หลุดโค้ง ส่วนใครที่เป็นสายแคชชวลจริงๆ ตัวเกมก็ยังมีระบบช่วยเหลือที่ตัวเกมจะทำการเบรคให้คุณอัตโนมัติทันทีถ้าหากถึงทางเลี้ยว แต่ส่วนตัวไม่ค่อยแนะนำเท่าไร เพราะมันจะหมดความท้าทาย เปิดสัญลักษณ์ช่วยก็น่าจะช่วยมากพอแล้วโดยเกม Gran Turismo 7 ในภาคนี้มีรถให้เลือกเล่นมากกว่า 420 คัน ซึ่งเรานั้นสามารถแข่งรถเพื่อหาเงินมาซื้อรถที่ชอบได้ แน่นอนว่ารถแต่ละคันก็จะมีราคาที่สูงพอสมควร แต่ในช่วงเริ่มต้นตัวเกมก็จะมีร้านค้ารถมือสองที่ให้คุณสามารถซื้อรถบางคันด้วยเงินที่ถูกกว่าโชว์รูมปกติ นอกจากนี้ในโหมดเนื้อเรื่องเองก็ยังมีการแจกรถบางคันให้คุณได้เล่นอยู่แล้วด้วยนอกจากนี้ระบบการแต่งรถของเกมนั้นก็ทำออกมาได้ค่อนข้างละเอียดมาก ถึงตัวเกมนี้จะไม่มีระบบจูนรถที่ละเอียดเท่ากับ Forza ที่เคยทำไว้ แต่เราก็สามารถสนุกกับการหาอุปกรณ์แต่งรถที่จะมาสอดคล้องกับสไตล์ที่เราอยากเล่น หรือเหมาะสมกับด่านที่เจออย่างเช่นถ้าเจอด่านที่มีทางไกลเยอะๆ การใช้ของแต่งรถที่เร่งสปีดปลายก็อาจจะเหมาะสม รวมถึงเราเองจะต้องดูสมดุลย์ของรถที่จะแต่งด้วยว่าเหมาะสมในการแต่งแบบไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่ได้เข้าใจระบบนี้แบบลึกซึ้งเท่าไร เพราะมันค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆ และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมซีรีส์นี้ก็คือโหมดถ่ายภาพที่คุณจะสามารถ Capture หน้าจอในระหว่างการดูรีเพลย์ของเกมได้ หาช็อตสวยๆ ในการแข่งของคุณและถ่ายรูปออกมา ที่สำคัญคือเรายังสามารถแต่งภาพได้ค่อนข้างละเอียดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับมุมกล้องได้อย่างอิสระว่าคุณอยากจะถ่ายมุมไหน ปรับรูรับแสง ปรับความสว่าง ได้คล้ายๆ กับกล้องจริงๆ จะทำหน้าชัดหลังเบลอก็ได้ หรือแม้กระทั่งการใส่ฟิลเตอร์ที่จะสามารถปรับโทนของภาพได้อย่างสะดวก นอกจากนี้มันยังสามารถปรับได้แบบละเอียดยกตัวอย่างเช่นการปรับพื้นหลังให้เป็นขาวดำแต่ตัวรถยังมีสีอยู่ก็ทำได้หรือสำหรับใครที่เป็นสายถ่ายภาพอย่างเดียว ตัวเกมก็จะยังมีระบบ Scapes ที่คุณสามารถไปยังจุดต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีมากกว่า 2,500 แห่ง เลือกรถอะไรก็ได้ตามใจชอบ เลือกคนขับมายืนข้างๆ ก็ได้เพื่อถ่ายรูปในฝันของคุณได้อย่างอิสระ ซึ่งรูปที่เราถ่ายในโหมดการแข่งปกติ หรือจะเป็นในโหมด Scapes เราสามารถเอารูปนั้นไปจัดแสดงโชว์ให้คนอื่นดูได้ด้วยในศูนย์จัดแสดง ถ้ารูปถูกใจก็อาจจะมีผู้เล่นทั่วโลกมาคอมเมนต์ชมงานของคุณได้ บอกเลยว่ามีรูปสวยๆ จากคนทั่วโลกเพียบ !!และจากที่กล่าวไปข้างต้นว่าทำไมคนที่ชอบรถจะต้องห้ามพลาดที่จะเล่นเกมนี้ อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเกมนี้มีรถใส่เข้ามามากถึง 420 คัน รวมถึงตัวเกมยังมีการเล่าถึงประวัติศาสตร์ของรถคันนั้นๆ หรือรุ่นนั้นๆ ด้วย หรือนอกจากนี้ใครที่เป็นแฟนยี่ห้อรถต่างๆ ตัวเกมจะมีการอธิบายประวัติความเป็นมาตั้งแต่การก่อตั้ง เล่าถึงประวัติศาสตร์ความสำเร็จในแต่ละปีสำหรับรถยี่ห้อนั้นๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงในโหมดเนื้อเรื่องเองตัวเกมก็จะพาคุณไปรู้จักกับรถตระกูลต่างๆ ที่จะทำให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับจุดกำเนิดของรถด้วยนั้นอีกด้วยส่วนโหมดที่ขาดไม่ได้ของเกมนี้เลยก็คือโหมด Sport ที่เราจะสามารถแข่งกับผู้เล่นทั่วโลกได้ นอกจากนี้ตัวโหมดค่อนข้างแคร์เรื่องการเหลื่อมล้ำพอสมควร เพราะแต่ละด่านทางตัวเกมจะมีเกณฑ์ในการอนุญาตให้ใช้รถในสเตตัสที่กำหนดมาเท่านั้น อย่างเช่นรถห้ามมีแรงม้าเกิน 250 น้ำหนักไม่เกิน 1,200 และต้องเป็นรถ Sport เท่านั้น ซึ่งคุณก็จะต้องหารถที่คุณมีไปทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถแข่งในสนามนั้นได้นั่นเอง นอกจากนี้ตัวเกมยังมีหลักการแฟร์เพลย์เน้นการเล่นที่ขาวสะอาด ถ้าหากคุณขับรถชนผู้เล่นคนอื่น คุณก็จะเสียคะแนนมารยาทด้วย ความรู้สึกหลังเล่นGran Turismo 7 ก็ยังเป็นเกมที่รักษามาตรฐานของซีรีส์นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ความละเอียดคือปัจจัยหลักที่ทำให้เกมซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จ พูดตามตรงก่อนที่ผู้เขียนจะได้เล่นเกมซีรีส์นี้ ส่วนตัวเองก็คิดว่าตัวเกมน่าจะค่อนข้างเข้าถึงยากเกินไปและกลัวว่ามันอาจจะไม่เร้าใจมากพอ แน่นอนว่าถ้าหากคุณมองด้วยตาเปล่ามันก็อาจจะดูธรรมดาไป แต่พอได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเอง มันเหมือนคุณกำลังได้กินเนื้อสเต๊กพรีเมี่ยมชั้นดีอยู่เลยทีเดียวและที่ชอบอีกอย่างคือนอกจากการแข่งขันบนสนามแล้วนั้น ทางผู้พัฒนาเองก็ใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับโหมดย่อยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปที่มีให้เราปรับภาพได้หลากหลาย หรือจะเป็นการเล่าถึงประวัติศาสตร์ของรถต่างๆ ที่จะทำให้เราอินในการขับรถนั้นๆ มากยิ่งขึ้น โดยมันเหมาะกับคนที่อยากพักผ่อนซักแปปโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปนั่งแข่งรถอย่างเดียว แต่แน่นอนมันก็อาจจะมีบางสิ่งที่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันธรรมดาไปก็คงจะเป็นในด้านของกราฟิกที่ถึงแม้ว่าจะมีระบบ Ray Tracing ออกมาให้ภาพมีความเงางามและสมจริงมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายๆ อย่างทั้ง Interface หรือโมเดลรถก็ยังเอามาจากเกมภาคก่อนหน้า ถึงแม้ว่ารายละเอียดพื้นผิวบางอย่างของเกมนี้จะทำได้ดีขึ้น แต่ในระหว่างการเล่นจริงเราก็มองเผินๆ เราก็อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความต่างจากภาคก่อนหน้ามากนักจน อาจจะเป็นเพราะทางผู้พัฒนาจะยังต้องทำเกมนี้เผื่อให้กับคอนโซลเจนเก่าด้วย ก็เลยยังอัดได้ไม่สุด แต่ให้ลองคิดว่าถ้าในอนาคตอีก 3-4 ปีทาง Sony ออกเกมภาคใหม่ที่สร้างมาเฉพาะเครื่อง PlayStation 5 โดยตรง ภาพมันจะสวยขึ้นกว่าเดิมขนาดไหนประโยคเดียวที่อยากจะยกให้กับ Gran Turismo 7 ก็คือคำว่า "ทรงคุณค่า"
03 Mar 2022
[Review] รีวิวเกม Dying Light 2 Stay Human "ภาคต่อเกมวิ่งฟัดผีที่อิสระมากกว่าเดิม"
หลังจากที่ Techland ได้ให้กำเนิดเกมซอมบี้สุดแปลกใหม่อย่าง Dead Island ที่มาพร้อมกับความสำเร็จมากมาย ตัวผู้พัฒนาเองก็เลือกที่จะสร้างเกมซีรีส์ใหม่อย่าง Dying Light ที่วางจำหน่ายออกมาเมื่อปี 2015 ซึ่งในเกมนี้พวกเขาได้อิสระในการคิดมากมาย และได้ใส่สิ่งต่างๆ มากกว่าเดิมหลายเท่าอย่างเช่นการใส่ระบบ Parkour ที่เราสามารถปีนป่ายหนีซอมบี้ได้อย่างอิสระ ใส่ซอมบี้ที่ทั้งโหด เร็วและดุในตอนกลางคืน ทำให้ตัวเกมมีไดนามิกมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเกมภาคแรกเองมียอดผู้เล่นสูงถึง 17 ล้านคนเลยทีเดียวและในปี 2022 ทาง Techland เองได้เขนภาคต่อของเกมนี้มาอีกครั้งใน Dying Light 2 Stay Human กับการอัพสเกลของเกมให้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมเช่นแผนที่ใหญ่โตกว่าเดิมถึง 4 เท่า แอนิเมชันการปีนป่ายที่มากกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งชุดและอาวุธก็จะมีหลากหลายมากขึ้น ซึ่งในบทความนี้เราจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกัน ว่าตัวเกมมีอะไรที่แปลกใหม่ไปจากเดิมบ้าง และควรค่าแก่การซื้อหรือไม่เนื้อเรื่องโดยเนื้อเรื่องของเกมจะเล่าเรื่องราวหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรกนานกว่า 20 ปี โดยเราจะได้รับบทเป็น Aiden Caldwel ชายหนุ่มคนนอกเมืองผู้ที่ต้องเดินทางมายัง The City (หรือที่เรียกว่าเมือง Villedor) เพื่อตามหาน้องสาวที่พลัดพรากกันในวัยเด็ก โดยเนื้อเรื่องจุดประสงค์หลักของตัวเอกนั้นมีเพียงแค่นี้เท่านั้น แต่เรื่องเล่าทั้งหมดของเราจะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างผู้คนสองฝ่ายอย่างเหล่า Survivor (ผู้รอดชีวิต) และ Peacekeeper (ผู้รักษาสันติภาพ) โดยเราจะมีโอกาสได้ช่วยเหลืองานของทั้งสองฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นตัวเกมก็จะให้เราเลือกช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะส่งผลต่อเนื้อเรื่องบางอย่างของเกมแต่จากที่ได้เล่นมานั้นต้องยอมรับว่าตัวเนื้อเรื่องของ Dying Light 2 Stay Human ค่อนข้างอ่อนในระดับหนึ่งเลย เพราะตัวเกมพยายามจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งของแต่ละฝ่ายมากจนเกินไป ทำให้จุดประสงค์แรกในการที่เราอยากมาช่วยเหลือน้องสาวนั้นเบาบางลงอย่างมากถึงแม้ว่าตัวเนื้อเรื่องจะบอกว่าการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ พวกเขานั้นจะให้สิ่งที่เราต้องการในการตามหาน้องสาวก็เถอะ !! แต่กว่าจะถึงจุดนั้นเราก็ต้องใช้เวลาเล่นมากกว่า 15-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าประเด็นที่พวกเขาเล่านั้นค่อนข้างน่าสนใจที่แต่ละคนนั้นมีเหตุผลของตัวเองอยู่ที่ว่าคุณชอบใครเท่านั้น ซึ่งการเลือกช่วยเหลืออีกฝ่าย โดยภายในเนื้อเรื่องจะมีตัวเลือกตัดสินใต ก็อาจจะส่งผลเสียต่ออีกฝ่าย โดยการเล่นของเนื้อเรื่องอย่างเดียวจะอยู่ราวๆ 30 ชั่วโมงอีกหนึ่งสิ่งที่น่าผิดหวังในด้านเนื้อเรื่องก็คงจะเป็นคำถามเลือกตอบ ถึงแม้ว่าเรื่องราวของมันจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่โครงเรื่องหลักโดยรวมเองก็ยังตรงไปในทางเดียวกัน สุดท้ายตัวเกมก็จะจบเรื่องราวเหมือนกัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดหรือตัวละครที่ไม่มีบทหรือผ่านเนื้อเรื่องไปแล้ว พวกเขาก็แทบไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อเส้นเรื่องหลัก หรือเส้นเรื่องรองอีกเลยกราฟิก / การนำเสนอสำหรับเมือง Villedor จะมีความแตกต่างจากเมือง Harran ของเกมภาคแรกเกือบจะทั้งหมด โดยตัวเกมจะให้กลิ่นอายความเป็นยุโรป ตัวบ้านเมืองเองมีสีสันมากขึ้นกว่าภาคแรกที่จะอยู่ในสลัม และเนื่องจากเรื่องราวจะดำเนินหลังที่โลกล่มสลายมากว่า 20 ปี ทำให้เราได้เห็นต้นไม้ที่เลื่อยเกาะตามบ้านให้ความรู้สึกสบายตาและเขียวชอุ่มกขึ้น นอกจากนี้ตัวเกมยังมีโซนตึกสูงเสียดฟ้ามากมาย ให้ความรู้สึกว่าเรานั้นอยู่ในใจกลางเมืองหลวงมากยิ่งขึ้นนั่นเองโดยผู้เขียนได้เล่นเกมนี้บนเวอร์ชัน PC ซึ่งต้องยอมรับว่าตัวเกม Dying Light 2 Stay Human ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับผู้คนคอมพิวเตอร์ระดับต่ำ หรือกลางเสียเท่าไร เพราะผู้เขียนใช้คอมพิวเตอร์ CPU I5 8400 กับการ์ดจอ GTX 1060 6GB ซึ่งก็สามารถรันเกมในความละเอียด 1080p ได้เพียงแค่ 40-50 FPS เท่านั้น อาจจะเพราะรายละเอียดของเกมที่เยอะขึ้น ตึกราบ้านช่องที่มีรายละเอียดและเข้าถึงได้ลึกขึ้นทั้งในแนวนอนและแนวดิ่ง บวกกับแผนที่อันใหญ่โตมากขึ้น มันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถามว่าเฟรมเรทราวๆ นี้ประสบปัญหาในการเล่นไหมก็ต้องบอกว่าไม่ประสบปัญหาใดๆ เลย อาจจะไม่ลื่นไหลอย่างที่คิดแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เพราะจังหวะการเล่นของเกมนี้ก็ไม่ได้เร็วมากนักอยู่แล้วเกมเพลย์ต้องยอมรับว่าระบบเกมคือจุดเด่นหลักของ Dying Light 2 Stay Human เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากระบบเดิมที่เคยมีในภาคแรกยังอยู่เกือบครบแล้วนั้น ตัวเกมยังยกระดับเกมเพลย์ในมีความแปลกใหม่กว่าเดิม โดยระบบการต่อสู้ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาได้ทำการตัดระบบปืนออกไป เพื่อเน้นให้เราได้สู้ในระยะประชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางผู้พัฒนาก็ได้เพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ ให้เรามากมายอย่างเช่นตัวเรานั้นสามารถทั้ง Block, Parry, กดกระโดดหลบ และทำการสวนศัตรูได้ ซึ่งมันทำให้การต่อสู้จะมีมิติมากขึ้น แต่กลับกันตัว AI เองเวลาโจมตีก็จะมีลูกเล่นมากขึ้น อย่างเช่นการหลอกตี (เพราะเราจะต้องกดป้องกันให้พอกับที่ศัตรูตีมาจึงจะสามารถ Parry และสวนได้)ระบบอาวุธของเกมนั้นจะค่อนข้างแตกต่างจากภาคแรก ที่ในภาคนี้เราสามารถซ่อมอาวุธได้แล้ว ซึ่งมันตัดปัญหาคนใช้อาวุธเดียวยันจบเกมเราไม่จำเป็นต้องไปนั่งหาของซ่อมอาวุธเหมือนภาคก่อน แต่มันก็แลกมากับการที่ตัวเกมมีอาวุธมากมายให้เราเก็บ (หรือให้เราซื้อ) เต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากคุณไม่เถลไถลไปไหนไกล กว่าอาวุธคุณจะพังหมด เราก็มักจะได้อาวุธดีๆ มาใหม่แล้ว รวมถึงการใส่ MOD ความสามารถต่างๆ (เช่นช็อตไฟฟ้า ติดพิษ เพิ่มดาเมจ หรือติดไฟ) มันก็ยังช่วยเพิ่มค่าความทนทานให้เราด้วย เลิกกังวลในจุดนี้ได้เลยระบบที่ถูกเพิ่มเข้ามาในเกมนี้ก็คือระบบสวมใส่ ที่เราสามารถปรับแต่งสไตล์ของชุดได้อย่างตามใจชอบ ซึ่งชุดก็จะแบ่งออกเป็น 4 สายด้วยกันก็คือ Brawler (เน้นโจมตีระยะใกล้), Medic (เน้นฟื้นฟู), Tank (เน้นป้องกันสูงๆ), Ranger (เน้นอาวุธโจมตีระยะไกล) รวมถึงชุดแต่ละชิ้นก็จะมีระดับ (ตั้งแต่ 1-5) แถมยังมีความแรร์ที่เพิ่มสเตตัสมากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากว่าเราใส่ชุดเซ็ตที่สอดคล้องกันหมด มันจะทำให้ตัวคุณเก่งขึ้นเยอะมากๆแน่นอนว่าระบบเกมค่อนข้างที่จะมีความแปลกใหม่พอสมควร ตัวเกมใส่ระบบความเป็น RPG มากขึ้น การตีศัตรูจะมีตัวเลขขึ้นบ่งบอกดาเมจ แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเลยก็คือถ้าหากว่าเราตั้งใจฟาร์มหรือใส่เซ็ตสวมใส่ดีๆ ตัวเรานั้นจะค่อนข้างเก่งพอสมควร เก่งขนาดที่ศัตรูในโหมดเนื้อเรื่องไม่มีความท้าทายใดๆ เลย ยกตัวอย่างถึงแม้ว่าเกมนี้จะนำระบบปืนออกไป แต่การใช้ธนูและใส่เซ็ต Ranger ที่เพิ่มดาเมจอาวุธระยะไกล มันก็ทำให้ตัวเราโกงพอสมควร (ยิงศัตรูระดับบอสในฉากไม่กี่ตีตาย โดยเราไม่ต้องเข้าไปหาเลย)ซึ่งตัวเกมจะรู้สึกท้าทายมากๆ ในช่วงราวๆ 5-10 ชั่วโมงแรก ซึ่งสาวนตัวคิดว่าการเข้าไปที่กบดานซอมบี้ หรือเล่นเควสรองบางอันอาจจะรู้สึกน่ากลัวและท้าทายมากกว่า เพราะบางทีเราาอาจจะไปเจอบอสแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอมาแบบไม่รู้ตัวและโดนมันฆ่าในชุดเดียว เอาจริงๆ ในภารกิจหลักบางตัวก็ทำให้รู้สึกท้าทายนะอย่างเช่นเควสหลักที่จะให้เราต้องหนีอย่างเดียว ซึ่งมันตื่นเต้นมากๆ แต่การพบเจอความรู้สึกแบบนี้มันก็น้อยจนเกินไป ซึ่งเหล่าซอมบี้ส่วนใหญ่ที่เจอนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกที่กลัวอีกต่อไป ส่วนตัวมองว่าต่อสู้กับเหล่ามนุษย์ด้วยกันเองยังรู้สึกสนุกมากกว่าอีกหนึ่งระบบที่ไม่พูดไม่ได้ของเกมนี้นั่นก็คือระบบ Parkour ที่ต้องบอกเลยว่าตัวเกมทำออกมาได้ดีมากๆ และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของเกมเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าระบบเรื่องการปีนป่ายนั้นทางผู้พัฒนานั้นทำได้ดีมากๆ อยู่แล้วในภาคแรก ซึ่งภาคสองเองก็ถูกยกเอามาทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าสนใจในภาคนี้คือลูกเล่นต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นที่ร่อน Paraglider ที่ให้เราสามารถบินโลดแล่นบนฟ้าได้, จุดวิ่งไต่กำแพงที่มากขึ้นหรือการปรับเปลี่ยนระบบ Graphling Hook ที่ในภาคนี้มันอาจจะไม่ได้พาเราพุ่งไปง่ายๆ เหมือนก่อน แต่จะเน้นความสมจริงที่จะเน้นให้เราโหนไปข้างหน้ามากกว่า (เปรียบเทียบ Graphling Hook ภาคแรกจะคล้ายๆ กับ Spider-Man แต่ภาคสองจะเหมือน Tarzan มากกว่า) ซึ่งมันก็สร้างความแปลกใหม่ และอิสระในอีกรูปแบบหนึ่งแต่ข้อเสียของระบบก็คือการปลดล็อคแต่ละอุปกรณ์ของเกมที่ค่อนข้างได้มาช้ามากๆ อย่างเช่นตัว Paraglider ที่เราจะได้มาตอน Act 2 ส่วน Graphling Hook จะได้มาตอน Act 4 ซึ่งใกล้จบเกมแล้ว แน่นอนว่าผู้พัฒนาจงใจ เพราะถ้าหากจะดีไซน์เควสที่มันเหมาะสมกับอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มันก็จะต้องค่อยๆ สอนและค่อยๆ ไปทีละก้าว แต่ลองคิดดูว่าถ้าหากเรามีอุปกรณ์พวกนี้ใช้ตั้งแต่แรก มันอาจจะทำให้เรามีอิสระมากกว่าเดิมอีก แต่ก็ขอแก้ตัวว่าจริงๆ ระบบที่มีอยู่ก็สนุกมากพอแล้วส่วนระบบ Skill Trees ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาก็ตัดความยุ่งยากของภาคแรกที่มีให้เลือกหลายสายออกไป และปรับสายความสามารถให้เหลือเพียงแค่ 2 แบบเท่านั้นก็คือสาย Combat (เพิ่มเลือด)  ที่จะเพิ่มท่าโจมตีใหม่ๆ ให้กับเรา และสาย Parkour (เพิ่ม Stamina) ที่นอกจากการเพิ่มสเตตัวแล้วนั้น เรายังสามารถอัพท่าต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งแต้มที่ใช้อัพเกรดนั้นจะสามารถหาได้จากการค้นหา Inhibitor ให้ครบสามอัน คุณก็จะได้รับหนึ่งแต้มมาใช้ ซึ่งตัวคุณเองก็ต้องเลือกว่าจะเลือกอัพฝั่งไหน แน่นอนว่าตัวเกมสามารถให้คุณอัพทั้งสองสายเต็มได้ เพียงแต่ว่าการเล่นในเนื้อเรื่องปกติ ตัว Inhibitor อาจจะไม่เพียงพอให้คุณอัพได้ทั้งหมด ซึ่งตัวคุณเองจะต้องใช้เวลาเพิ่มในการหาสิ่งๆ นี้ทั่วแผนที่ รวมถึงการอัพสกิลแต่ละอย่างตัวคุณเองก็จะต้องใช้เลเวลในการอัพอีกด้วย ซึ่ง XP ต่างๆ ก็จะได้มาจากการที่คุณทำสิ่งนั้นๆ บ่อยๆ เช่นปีนป่ายบ่อยๆ หรือสู้กับศัตรูบ่อย หรืออีกหนึ่งวิธีคือการทำ Side Quest, เข้าไปเคลียร์ที่กบดานศัตรู เปิดพลังงานกังหันลม (และสามารถเปิดจุดภารกิจใหม่ๆ ได้ด้วย) หรือทำชาเลนซ์ Parkour ซึ่งมันก็จะทำให้คุณได้ XP ต่างๆ มากขึ้น แต่มันก็จะแลกมากับเวลาที่มากโขพอสมควร ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้พัฒนาบอกจริงๆ ว่ากว่าถ้าจะเคลียร์หลายๆ อย่างให้หมด อาจจะใช้เวลามากกว่า 100 ชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนี้ในระบบตัวเลือกตอบของเกมจะมีให้เราเลือกยกถิ่นฐานทรัพยากรให้ระหว่าง Survivor และ Peacekeeper ด้วย ซึ่งมันก็จะส่งผลให้คุณสามารถปลดล็อคของใหม่ๆ ตามด่านได้ อย่างเช่นการเลือกให้ทรัพยากรกับ Survivor คุณก็จะปลดล็อคของใหม่ๆ ในการเดินทางเช่นจุดกระโดดสูง หรือถ้าหากเลือกช่วย Peacekeeper คุณก็อาจจะได้รับกับดักต่างๆ ในการสู้กับซอมบี้เป็นต้นแต่ข้อติเดียวที่รู้สึกก็คือสกิลต่างๆ ที่มีให้อัพเกรดนั้น ส่วนตัวมองว่าสกิลบางอันมันเป็นสกิลพื้นฐานที่ควรจะมีตั้งแต่แรก อย่างเช่นสกิลวิ่งไต่กำแพงของฝ่าย Parkour หรือสกิล Perfect Dodge ที่ส่วนตัวมองว่ามันควรอยู่ในสกิลติดตัวของเราตั้งแต่เริ่มสรุปต้องพูดตามตรงว่าในด้านของเนื้อเรื่องนั้นอาจจะดูด้อยไปกว่าภาคแรกพอสมควร รู้สึกว่าตัวเกมเล่นหลายประเด็นเกินไปจนลืมโฟกัสจุดประสงค์แรกที่ดำเนินมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในด้านของเกมเพลย์ ทางผู้พัฒนาได้ยกระดับความยอดเยี่ยมของภาคเก่าให้ดี และสนุกมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าความน่ากลัวอาจจะลดลงไปบ้าง แต่โดยรวมก็ยังรู้สึกสนุกเช่นเดิมใครที่กำลังมองหาเกมเพลย์สนุกๆ มีความยืดหยุ่นในการเล่นมากมาย Dying Light 2 Stay Human เป็นเกมที่เหมาะกับท่านแน่นอน ส่วนใครที่มองหาเกมเนื้อเรื่อง หรือคาดหวังเนื้อเรื่องให้สนุกเท่ากับภาคแรก เกมนี้อาจจะไม่ใช่ทางของท่านครับ และถ้าใครที่กำลังกลัวว่าเล่นเกมนี้จะเกิดอาการ Motion Sickness (มึนหัวเพราะภาพในเกมเหวี่ยงมาก) ก็ต้องบอกว่าเกมนี้ส่วนตัวรู้สึกมันเบากว่าภาคแรก อาจจะเป็นเพราะภาพและสีสันของเกมที่ดูสบายตามากขึ้น ไม่เหมือนภาคแรกที่อาจจะมีควันและ Motion Blur เยอะเกินไป มันอาจจะบรรเทาได้ (แต่ก็มีบางคนที่ยังรู้สึกมีอาการอยู่ในภาคนี้)โดยเกม Dying Light 2 Stay Human วางจำหน่ายแล้วบนเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox One X สนนราคา 1899 บาท ส่วน Nintendo Switch จะวางจำหน่ายหลังจากที่เกมปล่อยราวๆ 6 เดือน
14 Feb 2022
[Review] รีวิวเกม: Sifu “กังฟูที่ก้าวล้ำความตาย และท้าทายเหนือทุกความคาดหมาย”
“เจ้าฆ่าพ่อข้า ดังนั้นข้าจะฆ่าเจ้า” นี่เป็นหนึ่งในพล็อตที่เรามักจะเห็นกันตามภาพยนตร์จีนแนวกำลังภายใน หรือวิทยายุทธ์อยู่เสมอ เรื่องรางของการล้างแค้น ห้ำหั่นกัน ระหว่างคนสองคน หรืออาจจะเป็นตัวละครเอกกับแก๊งวายร้ายทั้งแก๊ง ซึ่งว่ากันตามตรงเนื้อเรื่องมันแทบไม่ใช่ส่วนสำคัญสักเท่าไรในภาพยตร์ประเภทนี้ มันเป็นเหมือนแค่การหาเหตุผลมารองรับให้พระเอกได้โชว์สกิลการอัดคนเพียงเท่านั้นเองเกม Sifu ใช้แกนหลักของเรื่องในแบบเดียวกัน อาจจะเพราะทางผู้สร้างต้องการถ่ายทอดเรื่องราวให้เหมือนกับผู้เล่นกำลังรับชมภาพยนตร์จากแดนมังกรอยู่ก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นเพราะพวกเขาต้องการเน้นไปที่เกมการเล่นแบบสุดโต่ง และไม่อยากให้เนื้อเรื่องมาเป็นตัวฉุดรั้งเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งที่ตัวเกมนี้นำเสนอออกมา มันได้พาเกมแนว Beat-em-ups หรือเกมแนวซัดแม่งเลยกลับมาคืนชีพในยุคปัจจุบันได้อีกครั้ง หลังจากที่แฟนเกมแนวนี้ไม่ได้สัมผัสถึงเกมดี ๆ มานานนม ส่วนความยอดเยี่ยมของ Sifu จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น รีวิวนี้มีคำตอบ!เนื้อเรื่องที่ธรรมดา แต่ก็แฝงไปด้วยปรัชญาลึกซึ้งอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แกนหลักเนื้อเรื่องของ Sifu มันไม่มีอะไรมากเลย เรื่องราวเริ่มมาจากอดีตลูกศิษย์ของปรมมาจารย์กังฟูสำนักหนึ่งต้องการล้างแค้นอาจารย์ของตัวเอง อดีตลูกศิษย์คนนั้นจึงพากันยกพวก นำยอดฝีมือทั้ง 5 คน บุกถล่มสำนักกังฟูที่เคยชุบเลี้ยงตัวเองมา และไล่ฆ่าเหี้ยนยกสำนัก ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเอกที่เป็นเด็กอายุเพียง 12 ปีทว่าด้วยเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูล จึงทำให้ตัวเอกของเราสามารถโกงความตายมาได้ ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝนยาวนานถึง 8 ปี เพื่อชำระบัญชีแค้นที่แก๊งตัวร้ายก่อเอาไว้และถึงแม้ตัวเกมจะจั่วหัวให้เราจัดการล้างแค้นก็จริง แต่ภายในเกมนั้นจะมีตัวเลือก Spare หรือไว้ชีวิตกับเหล่าบอสประจำด่านทั้ง 5 อีกด้วย ซึ่งการจะไว้ชีวิตได้นั้น ผู้เล่นจะต้องทำการจัดการบอสจนมีโอกาสสังหารมาแล้วก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นต้องรอจนกว่าบอสจะฟื้นตัว แล้วจัดการบอสลงอีกที เป็นเหมือนกับการบอกว่า “ข้าจะฆ่าเจ้าตรงนี้เสียก็ได้ แต่ข้าเลือกที่จะไว้ชีวิตเจ้านะ” ซึ่งระบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ก็ดูใส่ใจได้ดี ไม่ได้มีขึ้นมาให้กดทื่อ ๆ แบบเกมทั่ว ๆ ไป ช่วยเพิ่มความอินกับเนื้อเรื่องของผู้เล่นได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียวระบบต่อสู้สุดลื่นไหล จุดชูโรงหลักของตัวเกมสิ่งที่โดดเด่น และเตะตาตั้งแต่เห็นตัวอย่างของเกมสำหรับใครหลาย ๆ คนก็คือ ภาพของการต่อสู้ด้วยหมัด เท้า กระบอง ไปจนถึงการใช้สิ่งของประกอบฉากต่าง ๆ มาร่วมในการปะทะด้วย ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานั้นมันลื่นไหลมาก ต่อให้ผู้เล่นทำการรัวปุ่มมั่ว ๆ ท่าทางที่ออกมาในเกมก็ยังดูต่อเนื่อง จนเหมือนกับหลุดออกมาจากหนังกังฟูอยู่ดีมีทั้งการปลดอาวุธ ใช้เท้าเกี่ยวอาวุธขึ้นมาถือ ไปจนถึงการคว้าขวดแก้วหรืออิฐบล็อกที่ปามากลางอากาศ ก็ทำได้เท่และเนียนตาเป็นอย่างมาก ช่วยทำให้คนเล่นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นปรมมาจารย์กังฟูแบบจริง ๆ ได้เลย หากชำนาญมากพออีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยส่งเสริมระบบการต่อสู้อย่างเป็นธรรมชาตินี้ก็คงหนีไม่พ้นมุมกล้อง ที่คอยปรับเปลี่ยน สั่นไหว และตามหลังผู้เล่นให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าตัวเอกของเรากดใช้ท่า Takedown การที่มุมกล้องปรับให้รับการท่า Takedown นั้น ๆ ก็ช่างเท่เสียไม่มีนี่ยังไม่รวมไปถึงอนิเมชันของตัวละครที่ทำออกมาได้สมจริง ไม่มีจุดที่ดูเวอร์จนเกินไป แถมยังถ่ายทอดความเป็นกังฟูออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ต้องยอมรับเลยว่า Sifu เป็นอีกหนึ่งเกมที่พัฒนาระบบการต่อสู้ออกมาได้ไร้ที่ติจริง ๆเมื่อความตายไม่ใช่จุดจบอีกหนึ่งจุดขายของเกม Sifu ก็คือระบบการตายที่ไม่เหมือนใคร ปกติแล้วเมื่อผู้เล่นตายในเกมทั่วไป ผู้เล่นจะถือว่า Game Over ซึ่งจะต้องเริ่มเล่นในฉากนั้น ๆ ใหม่ จนกว่าจะสามารถผ่านเข้าไปได้ ทว่าในเกม Sifu นั้น ทางผู้พัฒนากลับเลือกใช้ระบบที่สร้างสรรค์และยึดโยงกับเนื้อเรื่องภายในเกมได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อผู้เล่นเสียชีวิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้เล่นจะยังไม่ Game Over ในทันที แต่จะมีตัวเลือกให้สามารถฟื้นคืนชีพได้ ซึ่งการคืนชีพนั้นจะสามารถคืนชีพได้เรื่อย ๆ จนกว่าอายุจะเกิน 70 ปีขึ้นไป หากอายุเกินตัวเลขดังกล่าว การตายหลังจากนั้นจะเป็น Game Over ของจริงแน่นอนว่า Sifu ไม่ใช่เกมที่ง่าย และการตายจึงมีบทลงโทษตามมา โดยทุกครั้งที่ผู้เล่นอายุ 30 40 50 60 และ 70 ปี หลอดพลังชีวิตของผู้เล่นจะลดลง แต่ก็แลกมาด้วยพลังโจมตีของตัวละครหลักที่เพิ่มขึ้น เป็นเหมือนกับการได้อย่างเสียอย่าง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเล่นแบบ High Risk High Return อีกด้วยซึ่งระบบนี้เป็นเหมือนการเปรียบเปรย การเรียนรู้และความชำนาญในกังฟู ที่เมื่อฝึกฝนมานานมากขึ้น การเข้าถึงแก่นหลักของวิชาก็จะยิ่งแก่กล้าขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยสังขารที่ร่วงโรยไปเช่นกันต้องยอมรับเลยว่า ตรงจุดนี้ทางผู้พัฒนาอย่าง Slocap ออกแบบมาได้สร้างสรรค์ มีเนื้อเรื่องรองรับ แถมยังเพิ่มความท้าทายและยุติธรรมดีอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งข้อดีของเกมนี้เลยล่ะครับความท้าทายและความยากที่ไม่ด้อยไปกว่าเกมตระกูล Soulsหากใครที่กำลังมองหาเกมยาก ๆ หรือเกมที่ต้องอาศัยปฏิกิริยาตอบสนองไว ๆ เกม Sifu คือเกมที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ตัวเกมจะอัดทุกอย่างมาให้คุณอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ตั้งแต่ลูกกระจ๊อกตามฉาก มินิบอส ไปจนถึงบอสใหญ่ทั้ง 5 ซึ่งแต่ละตัวก็นำเสนอมาได้ออกมามีเอกลักษณ์ ช่วยให้สำรวจพื้นที่บนฉากหลัง 5 แบบ ไม่รู้สึกน่าเบื่อเลย แม้จะต้องจมอยู่กับด่านเดิม ๆ หลายรอบก็ตาม นอกจากนี้ หากผู้เล่นช่างสำรวจ คุณจะพบเข้ากับไอเทมบางอย่างที่จะช่วยปลดล็อกทางลัด ทำให้การเล่นในครั้งต่อไปง่ายขึ้นอีกด้วย นับว่าเป็นการออกแบบระบบที่ไม่เลวเลยทีเดียวอีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจของเกมนี้คือ การไต่ระดับความยากที่เหมาะมือ แต่ก็ยังมีความท้าทายให้ผู้เล่นได้สัมผัสเมื่อเล่นไปสักพัก คุณจะเริ่มจับทางตัวเกมได้ ทว่าตัวเกมก็จะโยนบอสใหม่ที่บีบให้คุณต้องเรียนรู้เทคนิกใหม่เพื่อมาใช้สู้กับมันอีก เหมือนดังคำกล่าว ‘เหนือฟ้ายังมีฟ้า’ ผู้เล่นอาจจะคิดว่าตัวเองช่ำชองแล้ว เจอบอสตัวไหนก็สู้ไหว แต่พอเอาเข้าจริง ๆ มันก็ตึงมือเสียจนต้องเริ่มด่านใหม่กันไปหลายรอบนอกจากนี้ การที่ตัวเกมแบ่งออกเป็น 5 ด่าน ก็ไม่ได้หมายความว่า ตัวเกมจะใจดี ลดอายุของเราให้ทุกครั้งที่ผ่านด่าน ผู้เล่นจะต้องลุยต่อไปทั้งที่อายุเท่านั้น จนกว่าจะกลับไปเล่นด่านเดิมให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นหากใครที่เอาชนะบอสตัวแรกโดยที่มีอายุ 50 ปี หมายความว่าบอสอีก 4 ตัวที่เหลือ คุณจะต้องเอาชนะมันด้วยอายุสำรองอีก 20 ปีเท่านั้น ซึ่งนี่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่เล่นครั้งแรก ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนการบีบให้ผู้เล่นต้องย้อนกลับไปเล่นด่านเดิมให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ถึงจะควรไปลุยในด่านใหม่ได้อย่างหายห่วงส่วนสิ่งที่แอบโหดร้ายสำหรับเกมนี้ก็คือ ระบบสกิลที่ Game Over แล้ว ทุกอย่างจะหายหมด ทุกสกิลที่คุณปลดล็อกมาจะหายไปกับชีวิตของคุณ โชคยังดีที่ตัวเกมอนุญาตให้ผู้เล่นสามารถปลดล็อกแบบถาวรได้ แต่มันก็ต้องใช้ EXP ในการปลดล็อกมากกว่าเดิมถึง 5 เท่าเลยทีเดียวดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจปลดล็อกสกิลถาวรล่ะก็ ควรตัดสินใจให้ดี มิฉะนั้นจะเป็นการเปลืองเวลาแล EXP โดยใช่เหตุกราฟิกที่เลือกใช้เหมาะสมกับสไตล์เกมงานภาพของเกมจะใช้รูปแบบการ์ตูน ไม่เน้นไปที่ความสมจริงเท่าไรนัก ซึ่งการเลือกใช้ภาพสไตล์นี้ก็ดูเข้ากับธีมกังฟูของตัวเกมเป็นอย่างดี มันให้อารมณ์เหมือนดูมู่หลานฉบับหมัดมวยตามล้างแค้นทั้งโคตรเลยล่ะและแน่นอนว่าในเกมที่มีความยากแบบโหดหิน ช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาทีก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาล เฟรมเรตจึงแทบเป็นทุกอย่างภายในเกมนี้ ซึ่งทางผู้พัฒนาก็ทำออกมาได้น่าประทับใจ จังหวะต่อสู้ หรือจังหวะปะทะ ต่อให้มีศัตรูจำนวนมากแค่ไหน หรือจะมีเอฟเฟกต์จากการสู้บอสมากขนาดไหน ตัวเกมก็ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นเลยแม้แต่น้อย จุดที่เกมกระตุกมีเพียงจังหวะเดียวนั้นก็คือ การข้ามฉากใหม่ ซึ่งในการข้ามฉากจะไม่มีศัตรูโถมเข้ามา ข้อเสียตรงนี้จึงไม่ได้ไปขัดอารมณ์ในการเล่นแต่อย่างใดทั้งนี้ ด้วยกราฟิกที่ไม่ได้มีรายละเอียดเยอะมาก จึงทำให้เครื่อง PC อายุเก่า ๆ ก็สามารถเล่นได้อย่างหายห่วง ตัวเกมมีความต้องการขั้นต่ำอยู่ที่ RAM: 8GB, CPU: AMD FX-4350 หรือ Intel Core i5-3470 หรือเทียบเท่า และ GPU: Radeon R7 250 หรือ GeForce GT 640 หรือเทียบเท่า ด้วยสเป็กที่ต่ำมาก เชื่อว่าเกมเมอร์แทบทุกคนน่าจะเข้าถึงได้อย่างแน่นอนควรค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?ถึง Sifu จะยอดเยี่ยมมากขนาดไหน แต่มันก็ยังไปไม่ถึงขั้นที่สมบูรณ์แบบ มุมกล้องของตัวเกมยังมีบางครั้งที่เมื่อถูกบีบเข้ามุมอับ จะส่งผลให้ผู้เล่นไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย เนื่องจากตัวเกมไม่ได้ใช้มุมมองแบบข้ามหัวไหล่ นั่นจึงทำให้จุดนี้อาจกลายเป็นเพิ่มความหัวร้อนให้กับผู้เล่นก็เป็นได้อีกทั้งเนื้อเรื่องภายในเกมก็ยังนับว่าค่อนข้างธรรมดามาก แม้จะมีฉากจบสองแบบขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้เล่น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้แก่นของเรื่องเข้มข้นขึ้นเลยแต่ด้วยระบบการต่อสู้ ความสร้างสรรค์ของการออกแบบด่าน ไปจนถึงการนำเสนอบอสที่ติดตาตรึงใจ ข้อเสียต่าง ๆ ที่เป็นเพียงเรื่องยิบ ๆ ย่อย ๆ ก็สามารถถูกกลบเอาไว้ใต้พรมแห่งความสนุกของแนว Beat-em-ups ได้อย่างหมดจดถึง Sifu อาจจะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย และเล่นได้กันทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่จะต้องเป็นหนึ่งในเกมที่ได้เข้าชิงรางวัลเกมแอ็กชันยอดเยี่ยมแห่งปีอย่างแน่นอน ดังนั้นหากใครอยากจะลองสัมผัสความทรมาน ที่สนุกจนหยุดเล่นไม่ได้ ก็แนะนำว่ากดซื้อมาลองเล่นกันสักตั้งดูเถอะครับ
14 Feb 2022
[Review] รีวิวเกม Horizon Forbidden West "สู่แดนปัจฉิมเร้นลับ: เกมโลกเปิดชั้นครูที่ทุกค่ายควรหาทำ"
สำหรับคนที่เป็นแฟนเกมโลกเปิด โดยเฉพาะเกมเมอร์ฝั่ง PlayStation ทั้งหลาย น่าจะรู้จักกับเกม Horizon Zero Dawn กันดี เกมแอคชั่น RPG โลกเปิด IP ใหม่จากผู้พัฒนา Guerilla Games ที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน แต่ด้วยเนื้อเรื่อง เกมเพลย์ และโลกอันงดงามของเกมนั้น ทำให้เกมได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งจากผู้เล่น PlayStation 4 และผู้เล่น PC ที่ได้สัมผัสเกมในภายหลังด้วยด้วยความนิยมของเกมภาคแรก แน่นอนว่าเกมภาคต่ออย่าง Horizon Forbidden West ย่อมแบกรับความคาดหวังเอาไว้สูงมาก ทั้งในฐานะเกมที่จะมาสานต่อตำนานของซีรีส์ และในฐานะเกมคร่อมรุ่นคอนโซลที่เกมเมอร์อีกหลายคนคาดหวังให้สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่คู่ควรกับเครื่อง PlayStation 5 ได้หลังจากที่ใช้เวลาเล่นเกมมามากกว่า 70 ชั่วโมง ผู้เขียนมีความยินดีจะรายงานว่า Horizon Forbidden West ถือเป็นเกมโลกเปิดอันน่าทึ่งซึ่งพัฒนาขึ้นจากเกมแภาคแรกในทุก ๆ ด้าน ด้วยเกมเพลย์อันหลากหลายและน่าตื่นเต้นซึ่งมีอะไรใหม่ ๆ มาเซอร์ไพรส์และท้าทายเราอยู่เสมอ ไปจนถึงเนื้อเรื่องที่นำเสนอได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านบทพูดและการแสดงระดับชั้นนำ ที่ทำให้เกม Horizon Forbidden West เป็นเกมที่ชาว PlayStation ทั้ง 4 และ 5 ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง***ขอขอบคุณ Sony Interactive Entertainment Singapore และ PC & Associates Consulting สำหรับโค้ดรีวิวเกมล่วงหน้า******บทความนี้อาจสปอยเนื้อเรื่องของเกมภาคแรก (Horizon Zero Dawn)***เนื้อเรื่องเนื้อเรื่องของเกม Horizon Forbidden West จะเกิดขึ้น 6 เดือนหลังจากที่ Aloy และเพื่อนพ้องสามารถยับยั้งการทำลายล้างโลกโดย A.I. HADES ได้สำเร็จในตอนจบของเกมภาคแรก เมื่อจู่ ๆ ดินแดนบ้านเกิดของ Aloy ถูกรุกรานโดยโรคระบาดปริศนาที่เข่นฆ่าชีวิตของทั้งสัตว์และพืชที่ติดเชื้อ ส่งผลให้ Aloy จำเป็นต้องออกเดินทางเพื่อตามหาต้นตอของโรคระบาดนี้ และยับยั้งมันให้ได้ก่อนที่มันจะแพร่ระบาดไปทุกที่และทำให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดสูญพันธุ์ไปอย่างช้า ๆในระหว่างที่กำลังสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับโรคระบาดในพื้นที่ Aloy ค้นพบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโรคระบาดดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาณของการล่มสลายของโลกทั้งหมดเท่านั้น และเธอจะต้องออกเดินทางไปยังดินแดนต้องห้ามทางตะวันตกเพื่อตามหา A.I. ตัวหนึ่งที่จะสามารถหยุดการทำงานของพวกเครื่องจักรได้ โดยการเดินทางของเธอก็พาเธอเข้าไปพัวพันกับสงครามกลางเมืองระหว่างเผ่านักรบ Tenakth ที่ปกครองดินแดนตะวันตกอยู่ พร้อมกับศัตรูกลุ่มใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดเนื้อเรื่องของ Horizon Forbidden West สามารถคงมาตรฐานอันยอดเยี่ยมจากเกมภาคแรกได้อย่างครบถ้วน ทั้งในส่วนของตัวละครอันมีเสน่ห์ ไปจนถึงเหตุการณ์หักมุมต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึงในเนื้อเรื่องที่สามารถทำให้ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเกมสามารถผูกเหตุการณ์ต่าง ๆ จากภาคแรกเข้าสู่เหตุการณ์ใหม่อย่างลื่นไหล และทำให้รู้สึกเหมือนทั้งสองเกมเป็น 'เนื้อเรื่องยาว ๆ เรื่องเดียวกัน' ซึ่งน่าจะถูกใจแฟนตัวยงของเกมภาคแรกเป็นอย่างมากจุดปรับปรุงอีกอย่างจากภาคแรกคือการที่เกมดูจะให้เวลากับตัวละครเสริมรอบ ๆ ตัว Aloy มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้โลกของเกมรู้สึก 'เต็ม' ขึ้นจากเรื่องราวชีวิต มุมมอง และข้อมูลใหม่ ๆ ที่ตัวละครแต่ละตัวนำเสนอ ยังช่วยทำให้เกมสามารถลงลึกไปถึงแก่นของตัวละคร Aloy ได้มากกว่าเดิมผ่านการสนทนาระหว่างเธอและเพื่อน ๆ ในแบบที่น่าจะถูกใจแฟนของเกมภาคแรกเช่นเดียวกัน เพราะช่วยขยายเหตุการณ์และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ปูมาก่อนหน้านี้ได้อย่างครบถ้วนทั้งนี้ จะสังเกตได้ว่าผู้เขียนใช้คำว่า 'ถูกใจแฟนของเกมภาคแรก' ถึงสองครั้ง นั่นก็เพราะว่าเกม Horizon Forbidden West เป็นเกมที่ไม่เป็นมิตรกับผู้ที่ไม่เคยเล่นภาคแรกเท่าไหร่ เพราะเกมจะใช้เวลาอธิบายตัวละครหรือเหตุการณ์ในเกมภาคแรกน้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระยะเวลาระหว่างเหตุการณ์ในเกมทั้งสองนั้นเกิดขึ้นค่อนข้างใกล้กัน (ห่างกัน 6 เดือนเท่านั้น ในขณะที่เกมสองภาคห่างกัน 6 ปี) และอีกส่วนหนึ่งคือการที่เกมดูจะเน้นหนักไปที่ความเป็น 'ไซไฟ' ของตัวเองมากขึ้น ทำให้มีศัพท์เฉพาะทั้งใหม่และเก่ามากมายที่คนไม่เคยเล่นมาก่อนอาจงงว่ากำลังพูดถึงอะไรกันแน่ข้อตำหนิอีกอย่างที่ผู้เขียนรู้สึกคือช่วงต้น ๆ ของเนื้อเรื่องนั้นดำเนินไปค่อนข้างช้า โดยสำหรับผู้เขียนรู้สึกว่ากว่าจะถึงจุดสนุกก็ปาเข้าไปเกือบ 15 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเวลาดังกล่าวนี้อาจผกผันได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นจะอยากเก็บเนื้อหาเสริมระหว่างทางมากน้อยแค่ไหนด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นเนื้อเรื่องที่เปิดมาค่อนข้างช้าอยู่ดี แม้ว่าเมื่อจุดเครื่องติดแล้วจะสนุกจนติดหนึบเลยก็ตามเกมเพลย์อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Horizon Forbidden West ประสบความสำเร็จมาก ๆ ในการยกระดับสูตรเกมเพลย์จากภาคดั้งเดิมขึ้นในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การต่อสู้ การแก้พัซเซิ่ล ไปจนถึงการสัญจรไปมาในโลกของเกม ล้วนถูกปรับปรุงให้มีความท้าทาย หลากหลาย และ 'สนุก' ขึ้นกว่าในภาคแรกพอสมควรเรื่องแรกที่อยากพูดถึงคือตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นในการเคลื่อนที่ อันเป็นผลมาจากอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ Aloy ได้รับในช่วงต้นเกมเช่นปืนยิงเชือก Pullcaster ที่สามารถปล่อยเชือกไปผูกกับจุดต่าง ๆ ตามแผนที่เพื่อดึงตัว Aloy ขึ้นไป และเครื่องร่อน Shield-Glider ซึ่งทำให้สามารถเดินทางลงจากที่สูงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยทั้งสองอย่างนี้นอกจากจะเพิ่มทางเลือกในการเดินทางไปตามแผนที่อันกว้างใหญ่ของเกมแล้ว ยังเปิดทางเลือกใหม่ ๆ ในการต่อสู้และการแก้พัซเซิ่ลขึ้นอีกต่างหากสำหรับการต่อสู้ในเกม Horizon นั้นสามารถแบ่งออกเป็นสองหมวดหลัก ๆ คือการต่อสู้กับเครื่องจักร และการต่อสู้กับมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์การต่อสู้กับเหล่าเครื่องจักรน้อยใหญ่หลากหลายชนิด ข้อปรับปรุงหลัก ๆ ของการต่อสู้กับเครื่องจักรคือ 'ความหลากหลาย' ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ของชนิดของเครื่องจักรที่มีมากกว่า 40 ประเภท (จากเดิม 26) ไปจนถึงอาวุธหลากหลายชนิดของ Aloy และสถานะธาตุชนิดใหม่ ๆ ซึ่งล้วนเพิ่มมิติให้กับการต่อสู้ โดยผู้เล่นมักจะต้องแสกนเพื่อศึกษาจุดอ่อนทั้งหลายของเครื่องจักรชนิดหนึ่งก่อนการต่อสู้เสมอ คล้ายกับการออกล่าสัตว์ร้าย โดยผู้เล่นสามารถเล็งโจมตีอวัยวะหรือชิ้นส่วนบนร่างกายของพวกมันเพื่อ 'ตัด' ทิ้งได้ ซึ่งจะทำให้ได้รับไอเทมทรัพยากรณ์คราฟติ้งพิเศษ (คล้ายกับใน Monster Hunter) หรือกระทั่งเอาอาวุธของศัตรูมาใช้ในการต่อสู้ซะเองชั่วขณะหนึ่งในขณะเดียวกัน ระบบการต่อสู้กับศัตรูที่เป็นมนุษย์นั้นถูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยผู้ที่เล่นเกมภาคแรกอาจจำได้ว่าระบบการต่อสู้ระบะประชิดในเกมภาคแรกนั้นค่อนข้างตื้น ซึ่งก็ส่งผลให้การต่อสู้กับศัตรูชนิดมนุษย์มีความน่าเบื่อไปซะหน่อยเพราะทำได้แค่กดตีเบา/หนักสลับ ๆ กันไปอย่างงั้น แต่ในเกมภาคใหม่นี้ได้เพิ่มท่าโจมตีใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก พร้อมเพิ่มระบบการทำคอมโบระยะประชิดเข้ามา ซึ่งมีความคล้ายกับระบบการควบคุมของ God of War (PS4) อยู่ประมาณหนึ่ง โดยการเพิ่มความสามารถให้กับ Aloy ทำให้เกมสามารถใส่ศัตรูชนิดมนุษย์มาให้สู้ได้บ่อยขึ้น และทำให้ศัตรูเหล่านี้หลากหลายขึ้นได้ด้วย ซึ่งก็ทำให้การต่อสู้โดยรวมมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าภาคแรกที่แทบไม่ค่อยมีมนุษย์ให้สู้ด้วย ราวกับเป็นการเพิ่มศัตรูชนิดใหม่ไปในเกมเลยทีเดียวอีกองค์ประกอบหนึ่งที่พัฒนาขึ้นคือเรื่องของการแก้พัซเซิ่ลที่มีอยู่มากมายในแผนที่ ซึ่งทุกจุดถูกออกแบบมาให้มีวิธีแก้ของตัวเองแตกต่างกันไป มากกว่าจะเป็นกิจกรรมโลกเปิดดาษ ๆ ที่เหมือนกันหมด โดยจุดนี้ก็ช่วยทำให้โลกของเกมมีความน่าค้นหา ราวกับว่ามีความลับรอท้าทายเราอยู่แทบทุกที่ในเกมกล่าวง่าย ๆ ว่า Horizon Forbidden West อาจไม่ใช่เกมโลกเปิดที่พยายามนำเสนออะไรใหม่ ไปกว่าภาคแรก หรือเกมโลกเปิดอื่น ๆ นัก หากแต่เกมคือผลลัพธ์ของการที่ผู้พัฒนารู้ดีถึงจุดแข็งต่าง ๆ ในเกมของตัวเอง และขัดเกลาจุดเด่นเหล่านั้นให้เฉียบคมยิ่งขึ้นไปอีก ออกมาเป็นเกมโลกเปิดที่มีอะไรให้ทำตลอดเวลาจริง ๆ จนแทบไม่มีจังหวะอยากวางจอยเลยทีเดียวการนำเสนอในการรีวิวเกม Horizon Forbidden West ผู้เขียนเล่นเกมบนเครื่อง PlayStation 5 ซึ่งมีโหมดกราฟฟิคให้เลือกสองโหมดด้วยกันคือ Performance และ Fidelity เช่นเดียวกับเกมคร่อมเจน PS4/5 ส่วนใหญ่ โดยการเล่นเกมบนโหมด Performance จะลดความละเอียดของภาพลงเพื่อให้เกมสามารถรันได้ที่ 60FPS ในขณะที่ Fidelity จะดันคุณภาพของกราฟฟิคและความละเอียดขึ้นไปถึงระดับ 4K แท้ แต่จะสามารถเล่นได้ที่ 30FPS เท่านั้น ซึ่งแลดูจะเป็นการตั้งค่าแบบมาตรฐานของเกมในยุคคอนโซลนี้แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นที่โหมด Performance หรือ Fidelity มั่นใจได้เลยว่าเกม Horizon Forbidden West น่าจะเป็นเกมโลกเปิดที่ภาพสวยที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา โดยดินแดนตะวันตกที่ Aloy ไปเยือนนั้นมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ทะเลทราย หุบเขาหิมะ หนองบึง ไปจนถึงวิวชายหาดริมทะเล และใต้ทะเล เรียกว่ามีวิวให้ดูทุกแบบทุกสไตล์ไม่มีเบื่อเลยทีเดียวองค์ประกอบด้านเสียงของเกมก็มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศในเกม ซึ่งดนตรีในเกมนี้ก็สามารถทำออกมาได้ไพเราะเพลินหูเป็นอย่างมาก โดยเครื่อง PlayStation 5 ยังสามารถใช้ลูกเล่นทั้งหลายของเครื่อง เช่นความรู้สึกหน่วงในปุ่ม R2 เมื่อง้างคันธนู หรือเสียงของเครื่องจักรที่กระโจนข้ามหัวเราไปที่ดังออกมาผ่านจอย เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ ส่วนของกราฟฟิคในเกมแลดูจะเป็นส่วนที่มีปรับปรุงได้มากที่สุดเช่นกัน โดยผู้เขียนพบกับบั๊คกราฟฟิคหลากหลายรูปแบบอยู่บ่อยครั้ง เช่นสิ่งของในฉากโหลดไม่ทันหรือระบบแสงและเงาทำงานไม่ถูกต้องเป็นต้น โดยแม้ว่าจะไม่ได้หนักหนาหรือส่งผลเสียต่อเกมในภาพรวมนัก (ส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการปิด-เปิดเกมใหม่) แต่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ผู้พัฒนา Guerilla Games อาจจะสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เพื่อประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคุณภาพภาษาไทยสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยเรา เกม Horizon Forbidden West เองก็สนับสนุนบทบรรยายและเมนูภาษาไทยให้เราด้วย ซึ่งในจุดนี้ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงเนื้อหาของเกม Horizon Forbidden West เองที่มีความเป็นไซไฟโลกอนาคต และมักจะมีการพูดถึงปรัชญาหรือแนวคิดลึกซึ้งอยู่บ่อย ๆ แน่นอนว่ายังมีจุดบกพร่องให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในแง่ของอรรถรสและการสื่อความหมายต่าง ๆ ก็ต้องบอกว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของ Sony เขา ซึ่งน่าจะช่วยให้หลาย ๆ คนสามารถติดตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นมากโขเลยทีเดียวสรุปในหลาย ๆ แง่ Horizon Forbidden West ไม่ใช่เกมที่ต้องการจะตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับเกมโลกเปิด หรือต้องการจะนำเสนอไอเดียที่แปลกใหม่พิศดารกว่าใคร หากแต่เป็นเกมที่เข้าใจถึงเสน่ห์ของเกมโลกเปิดและตัวตนของซีรีส์ของตัวเองอย่างถ่องแท้ และสามารถพัฒนาทั้งสองจุดนี้ได้จนอยู่ในระดับแนวนหน้าของวงการทั้งคู่เกมอาจจะเข้าถึงยากซะหน่อยสำหรับคนที่ไม่ค่อยแม่นเหตุการณ์และตัวละครในภาคแรก แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเกม Horizon อยู่่แล้วล่ะก็ บอกเลยว่านี่เป็นหนึ่งเกมที่คุณไม่อยากพลาดแน่ ๆ ในปีนี้
14 Feb 2022
[Review] รีวิวเกม Pokémon Legends: Arceus "การโยนโปเกบอลถามทาง ที่โยนถูกจุดเต็ม ๆ"
ในปี 2022 นี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 25 ปีพอดี นับตั้งแต่ตัวเกมโปเกมอนภาค Red และ Blue ออกวางจำหน่ายสู่ท้องตลาด ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกมโปเกมอนก็ได้ออกภาคเสริม Spin off ไปจนถึงนำไปทำอนิเมชันและภาพยนตร์ขึ้นฉายบนจอเงินมากมายแต่ทว่าท่ามกลางเกมภาคแยกและภาคหลักมากมายเหล่านั้น กลับไม่มีสักเกมที่สามารถนำเสนอโลกของ Pokémon ในแบบที่แฟนเกมต้องการเห็นได้จริง ๆ จนกระทั่งการมาถึงของ Pokémon Legends: Arceus ที่ตัวเกมจั่วหัวว่าจะเป็นเกมโปเกมอนแบบ Open World ซึ่งเพียงแค่นี้ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับชาวเกมเมอร์ได้ระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งตัวเกมยังนำเสนอระบบที่โปเกมอนป่าดุร้าย เข้าโจมตีผู้เล่นกันแบบถึงลูกถึงคนอีกด้วยเรียกว่าเพียงแค่ได้เห็น Trailer บรรดาแฟนเกมทั่วโลกต่างพร้อมใจกันขึ้นรถไฟ Hype Train กันโดยไม่ได้นัดหมายแล้ว Pokémon Legends: Arceus นั้นจะดีพอที่ตอบรับความคาดหวังของเหล่าเกมเมอร์ได้ไหม รีวิวนี้มีคำตอบ!เนื้อเรื่องสูตรสำเร็จสไตล์ Pokémonเนื้อเรื่องของแฟรนไชส์ Pokémon เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชวนให้ติดตามตลอดการเล่น ถึงแม้แก่นหลักของแต่ละภาคจะเหมือนกัน นั่นก็คือ การรวบรวม Pokédex ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่ด้านฉากหลังและตัวละครที่เราจะได้พบเจอนั้น จะช่วยทำให้ตามแต่ละภาคมีเอกลักษณ์ที่เข้มข้น และรู้สึกสดใหม่อยู่เสมอบางภาคจะเป็นเพียงแค่การผจญภัยเล็ก ๆ ปะทะกับเหล่าร้ายที่คิดจะทำเรื่องชั่ว บางภาคอาจจะเป็นแค่การทำตามสัญญากับเพื่อน พร้อมผจญอุปสรรคระหว่างทาง และในบางภาคนั้นอาจจะเล่นใหญ่จนถึงขั้นสร้างความเสียหายให้กับโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากที่ตัวเกมพาเราเผชิญกับภยันตรายต่าง ๆ มานักต่อนักแล้ว ใน Pokémon Legends: Arceus นั้น ทางผู้พัฒนาจึงเลือกที่จะนำเสนอแนวคิดแบบใหม่ ด้วยการพาตัวเอกย้อนเวลากลับไปในอดีต ย้อนกลับไปในยุคที่มนุษย์ยังคงไม่รู้จักโปเกมอนดีพอถือว่าเป็นการกำหนดฉากหลังที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะโดยปกติแล้วเกม Pokémon มักจะนำเสนอโลกที่มนุษย์อยู่ร่วมกับโปเกมอนเสมอ ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงหรือปศุสัตว์เท่าไรนัก กลับกันในตัวเกมภาคนี้ โปเกมอนกลับถูกมองเป็นเหมือนตัวตนที่มีพลังยิ่งใหญ่ ซึ่งบางตัวยังถึงขั้นต้องบูชา พร้อมกับยกให้เป็นผู้พิทักษ์ประจำดินแดนเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงหากว่ากันตามความสามารถของโปเกมอนบางตัวแล้ว ตามตรรกะมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นน่ะแหละนอกจากนี้ การที่ทางผู้พัฒนาเลือกใช้เส้นเวลาในช่วงอดีต ยังช่วยทำให้ผู้เล่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสัมผัสกับซีรีส์ Pocket Monster เป็นครั้งแรก สามารถดื่มด่ำกับเนื้อเรื่องได้ในปริมาณที่เท่า ๆ กับแฟนเกมเดนตายที่ติดตามมานานนมอีกด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวไปเลยการจับโปเกมอนที่ส่งผลยิ่งกว่าภาคไหน ๆอย่างที่กล่าวไปตอนต้น เป้าหมายหลักของเกม Pokémon นั้น คือการรวบรวมสมุดภาพโปเกมอนให้เสร็จสมบูรณ์ แต่ผมเชื่อว่า หากคิดตามอัตราส่วนจริง ๆ แล้ว คงมีน้อยคนนักที่จะสามารถจับโปเกมอนทุกตัวมาไว้ในครอบครองได้สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะทั้งโปเกมอนที่เงื่อนไขในการได้มาแบบพิเศษ ไปจนถึงโปเกมอนที่ต้องใช้ความอดทนในการตามหา นี่ยังไม่รวมโปเกมอนที่ต้องทำการแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่นอีก ด้วยความยุ่งยากเหล่านี้นี่เอง ผู้เล่นส่วนใหญ่ของ Pokémon จึงมักเลือกที่จะเล่นคอนเทนต์เพียงแค่ เอาชนะผู้นำโรงยิม > จัดการ 4 จตุรเทพ > จัดการแชมป์เปี้ยน > ไล่ตามเก็บโปเกมอนในตำนาน เมื่อทำทั้งหมดครบแล้วก้จะถือว่าจบเกมในภาคนั้น ๆ ส่วนใครที่ยังไฟแรงหน่อย ก็อาจจะไปดวลกับผู้เล่นคนอื่นผ่านระบบออนไลน์ ไม่ก็เข้าไปเล่นในส่วนของ Frontier แก้เซ็งไปวัน ๆทว่าในตัวเกม Pokémon Legends: Arceus นั้น การจับโปเกมอนจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางผ่านอีกต่อไปแล้ว เพราะมันจะไปยึดโยงถึงการก้าวหน้าของตัวเกมอีกด้วยยิ่งคุณจับโปเกมอนได้มาก คุณก็จะได้แต้มวิจัยเพิ่มมากขึ้น โดยแต้มวิจัยนั้นจะถูกใช้ในการอัปเกรดลำดับขั้นภายในเกม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นปลดล็อก Pokéball ใหม่ ๆ อุปกรณ์ใหม่ ไปจนถึงช่วยในการดำเนินเนื้อเรื่องอีกด้วย ดังนั้นหากใครที่คิดจะเมินโปเกมอนริมทางแบบภาคก่อน ๆ คุณลืมความคิดนั้นไปได้เลย เพราะถ้าคุณไม่ขยันจับโปเกมอนเข้าล่ะก็ คุณจะไม่สามารถเล่นเนื้อเรื่องหลักภายในเกมต่อไปได้ด้วยซ้ำความ Action แบบใหม่ ที่ผสมผสานกับความเป็น RPG ดั้งเดิมได้อย่างลงตัวเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่อ่านอยู่ตอนนี้ น่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ Pokémon Legends: Arceus ไม่มากก็น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนน่าจะรับทราบเหมือนกันนั่นก็คือ ตัวเกมในภาคนี้จะมีความเป็น Action มากยิ่งกว่าภาคไหน ๆ ที่เคยออกมาซึ่งสิ่งที่ภาคนี้นำเสนอ มันเหมือนกับเป็นสิ่งที่แฟนเกมเคยตามหาและหลงใหลในครั้งเยาว์วัย ภาพของมนุษย์ที่เดินไปตามพงหญ้า โขดหิน เข้าป่า และค้นพบโปเกมอนราวกับหลุดออกมาจากในการ์ตูนได้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมภายในเกมภาคนี้ หากจะบอกว่านี่คือสิ่งที่หลายคนคาดหวังให้ Pokémon Go เป็น และเป็นสิ่งที่ Pokémon Sword and Shield ควรจะเป็นตั้งแต่แรกก็คงไม่ผิดนัก แต่ดูท่าทางทีมพัฒนา จะยังไม่อยากเอาตัวเกมภาคหลักมาเสี่ยงง่าย ๆ พวกเขาจึงเลือกที่จะจั่วหัวตัวเกมราวกับเป็นภาคเสริมไปแบบนี้ก่อน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดใช้ได้ เพราะการทำแบบนี้เป็นทั้งการแบ่งฐานแฟนออกไปเป็นอีกกลุ่ม และยังมีหลักประกันหากเกิดความผิดพลาดจนไม่โดนใจฐานแฟนเกมเดิมอีกด้วยและถึงใน Pokémon Legends: Arceus จะมีความแอ็กชันเพิ่มเข้ามา แต่ตัวเกมก็ยังคงระบบ RPG ที่มีมาตั้งแต่ภาคดั้งเดิมไว้อยู่ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงฉากการต่อสู้ระหว่างโปเกมอน ความเป็น RPG ที่ต้องอาศัยการแพ้ชนะทางกันของ Type (ประเภท) จากโปเกมอนก็จะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนดังภาคเก่า ๆ เช่น ประเภทปกติแพ้ต่อสู้ ประเภทต่อสู้แพ้พลังจิต ประเภทพลังจิตแพ้ความมืด เป็นต้นทว่าภาคนี้ทางทีมพัฒนาได้ใส่ไอเดียแปลกใหม่เข้ามาเพิ่มให้กับระบบ RPG นั่นก็คือ ระบบ Style ที่จะแบ่งออกเป็น Strong และ Agile โดยการเลือกใช้ Strong Style นั้นจะทำให้ท่าโจมตีของโปเกมอนรุนแรงขึ้น แลกกับการมาถึงของรอบโจมตีตัวเองที่ช้าลง ส่วนการใช้ Agile จะทำให้การโจมตีเบาลง แต่แลกมากับการมาถึงของรอบตีตัวเองที่เพิ่มขึ้นซึ่งระบบนี้จะช่วยทำให้การต่อสู้ภายในเกมที่ชั้นเชิงมากยิ่งกว่าเดิม จากปกติที่ต้องคอยสลับกันตี โปเกมอนที่ว่องไวกว่าจะได้ตีก่อน แต่การมาถึงของ Style นี้ จะช่วยทำให้ผู้เล่นวางแผน และเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในบางครั้งเราอยากจะลดพลังชีวิตของโปเกมอนป่าเพื่อจับเข้ามาเป็นหนึ่งในสมุดภาพ แต่ท่าโจมตีที่มีอยู่มันรุนแรงเกินไป ดังนั้นผู้เล่นจึงสามารถเลือกใช้ Agile Style เพื่อลดทอนความรุนแรงของท่าโจมตีได้ เรียกได้ว่าประยุกต์ใช้กับระบบการจับโปเกมอนที่เป็นหัวใจหลักของภาคนี้ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียวระบบกึ่งโลกเปิด ดีไซน์เกมยอดนิยมในยุคนี้ระบบ Open World ถือว่าเป็นอีกหนึ่งระบบยอดนิยม ที่ช่วยเพิ่มคอนเทนต์ให้กับตัวเกมให้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เล่นสามารถเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางแปลก ๆ ได้แล้ว ทางผู้พัฒนายังสามารถใส่เควสต์เสริม ไอเทมลับสำหรับคนชอบสำรวจ ไปจนถึงการฟาร์มวัตถุดิบมาใช้สร้างของต่าง ๆ อีกด้วยซึ่งในตัวเกม Pokémon Legends: Arceus นั้น เลือกที่จะใช้ระบบกึ่งโลกเปิดคล้ายกับดีไซน์จากเกม Monster Hunter โดยตัวผู้เล่นจะมีหมู่บ้าน Jubilife Village ทำหน้าคล้ายกับ Hub ที่รวบรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ตัวอัปเดตแรงก์ ที่พัก ร้านเสื้อผ้า ร้านทำผม ไปจนถึงโปเกมอนที่ผู้เล่นเก็บสะสมไว้ และเมื่อผู้เล่นพร้อมที่จะออกไปเดินทางในโลกกว้าง ตัวเกมก็แบ่งพื้นที่ออกเป็นทั้งหมด 5 เขตใหญ่ ๆ ให้ผู้เล่นได้เลือกสำรวจ โดยในเขตใหญ่นั้นก็จะมีพื้นที่ย่อย ๆ ที่ภูมิประเทศแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ตัวเกมยังมีระบบโปเกมอนช่วยสำรวจเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ทั้งโปเกมอนที่ทำให้เดินทางในพื้นราบได้เร็วขึ้น โปเกมอนที่พาผู้เล่นบินขึ้นไปบนท้องฟ้า โปเกมอนที่ทำให้สามารถข้ามผืนน้ำระยะทางไกลได้ ไปจนถึงโปเกมอนที่ช่วยให้ไต่หน้าผาชัน ๆ ได้ก็ยังมีซึ่งทางผู้พัฒนาได้ใช้ระบบโปเกมอนช่วยสำรวจนี้มาร่วมกับการออกแบบแผนที่อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเขตแรกของเกม คุณอาจจะมีพื้นที่บางจุดไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่เมื่อคุณมีโปเกมอนช่วยสำรวจแล้ว จุดนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งสำรวจใหม่ในแผนที่เดิม ด้วยการออกแบบแผนที่เช่นนี้ จึงทำให้ผู้เล่นสามารถสำรวจแผนที่ซ้ำ ๆ ได้ถึง 3-4 รอบเลยทีเดียวนอกจากนี้ ทางตัวเกมยังได้นำเสนอระบบการฟาร์มหาของตามธรรมชาติ ที่มีความสำคัญมากกว่าเดิม โดยหากใครเคยเล่ยโปเกมอนมาในภาคก่อน ๆ คุณจะรู้สึกไอเทมตามทางมันไม่ค่อยมีประโยชน์เอาเสียเลย สู้เก็บเงินไปซื้อของจากร้านค้าจะดีกว่าแต่ใน Pokémon Legends: Arceus นั้น ทุกไอเทมแทบจะมีความสำคัญหมด ตั้งแต่โพชั่นเพิ่มเลือด ไปจนถึงวัตถุดิบสร้างโปเกบอล เนื่องจากตัวเกมภาคนี้นั้นไม่มี Pokémon Center ที่คอยรักษาโปเกมอนให้เราตลอดแบบฟรี ๆ ผู้เล่นจะต้องกลับมาพักผ่อนที่แคมป์เท่านั้น หากไม่อยากเสียทรัพยากรโพชั่น แต่การเดินทางไปมาระหว่างการสำรวจกับแคมป์มันก็ค่อนข้างเสียเวลา ตรงจุดนี้นี่เองที่ทำให้ไอเทมต่าง ๆ ที่ใช้ในการคราฟต์โพชั่น ไปจนถึงคราฟต์โปเกบอลมความสำคัญมากขึ้นนั่นเองเข้าถึงง่าย แต่ยังไม่ทิ้งความท้าทายดูท่าว่าเป้าหมายของ Pokémon Legends: Arceus คือการดึงผู้เล่นใหม่ให้เข้ามามากยิ่งกว่าภาคไหน ๆ เพื่อช่วยขยายฐานแฟนเกม เพราะสิ่งน่ารำคาญที่ผู้เล่นเดนตายเคยเจอจากภาคเก่า ๆ ได้ถูกปรับปรุงในตัวเกมภาคนี้กันเสียยกใหญ่ทั้งระบบท่าของโปเกมอน (Moves) ที่ในภาคก่อนหากลบท่านั้นทิ้งแล้ว ท่านั้นจะหายไปเลย หากอยากจะเรียนใหม่ต้องไปตามหา NPC เฉพาะทาง แต่ในภาคนี้ตัวเกมกับอนุญาตให้ผู้เล่นสามารถเรียนและลบท่าของโปเกมอนได้ตามใจ ที่หน้ากระเป๋าของตัวเอง ไม่ต้องเดินทางให้ยุ่งยาก รวมไปถึงระบบการพัฒนาร่าง (Evolve) ที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะให้โปเกมอนพัฒนาร่างตอนไหน ต่างจากสมัยก่อน ที่หากยังไม่อยากพัฒนาร่าง ผู้เล่นจะต้องคอยมากดห้ามพัฒนาทุกครั้งที่เลเวลอัป ทำให้แอบน่าหงุดหงิดอยู่บ้างนอกจากนี้ระบบการหนีโปเกมอนป่า (Flee) ก็ยังปรับให้สมเหตุสมผลมากขึ้น และเหมาะกับการเล่นในภาคนี้มากขึ้นอีกด้วย โดยหากใครเล่นโปเกมอนในภาคเก่า ๆ มา คุณน่าจะพอรู้ว่าการหนีโปเกมอนป่านั้น ไม่ได้มีโอกาสเกิดได้ 100% เพราะว่าในบางครั้ง หากโปเกมอนของผู้เล่นมีเลเวลต่ำกว่าโปเกมอนป่า หรือมีความเร็วที่น้อยกว่าโปเกมอนป่า ผู้เล่นจะไม่สามารถหนีได้ จึงทำให้ถูกบีบต้องสู้ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากแต่ในภาค Pokémon Legends: Arceus นั้น ทางผู้พัฒนากลับเลือกเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหนีได้แบบชัวร์ ๆ โดยสิ่งที่ต้องแลกมานั้นก็คือ โปเกมอนป่าจะหันมาจู่โจมผู้เล่นแทน ซึ่งถ้าหากผู้เล่นโดนโจมตีมากจนเกินไป ตัวผู้เล่นจะหมดสติ และกลับไปฟื้นที่แคมป์ ทำให้เสียเวลาในการเดินทางการนั่นเองโปเกมอนจ่าฝูงและโปเกมอนชั้นสูงอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจ และไม่พูดถึงไม่ได้ในภาคนี้คือ Alpha Pokémon (โปเกมอนจ่าฝูง) และ Noble Pokémon (โปเกมอนชั้นสูง)โดยโปเกมอนจ่าฝูงนั้น จะสามารถพบได้ทั่วไปตามแผนที่ Alpha Pokémon จะมีขนาดที่ใหญ่โต และเลเวลาที่มากกว่าโปเกมอนในแถบเดียวกัน นอกจากนี้เพียงแค่มันคำรามก็สามารถสร้างความเสียหายให้ผู้เล่นได้อีกด้วย ผู้เล่นสามารถสังเกต Alpha Pokémon ได้ง่าย ๆ เพียงแค่มองดวงตาที่เปล่งประกายสีแดงของพวกมันส่วน Noble Pokémon จะมีลักษณะสีเหลืองทองเปล่งประกายทั่วทั้งตัว และยังเป็นบอสประจำเขตทั้ง 5 ตามเนื้อเรื่องผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์ในการกลิ้งแบบเกมตระกูล Souls ที่ต้องคอยสังเกต หลบหลีก และโจมตีสวนไปจนกว่าบอสจะเหนื่อย ถึงจะสามารถใช้โปเกมอนเข้าโจมตีโดยตรงได้ ซึ่งตรงจุดนี้ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างสร้างสรรค์ และมีระดับความยากที่กำลังพอดี ทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่น่าจะเล่นจบได้ไม่ยากเย็นนักโดยเจ้าโปเกมอนทั้งสองประเภทนี้แหละที่คอยช่วยทำให้ Pokémon Legends: Arceus มีความตื่นเต้น เร้าใจ และรู้สึกว่า โปเกมอนในภาคนี้มันทรงพลังมากเสียจริง ๆ ในแบบที่โปเกมอนควรจะเป็นงานภาพที่ย้อนหลังด้วยขีดจำกัดของตัวเครื่องถือว่าผู้พัฒนาอย่าง Game Freak ค่อนข้างจะจริงใจเอาเรื่องเลยทีเดียว ที่ตัดภาพจากภายในเกมมาอวดลง Trailer ให้เห็นกันตั้งแต่แรก ไม่ได้ย้อมแมวโดยการใช้ฉาก Cutscence สวย ๆ มาหลอกล่อผู้เล่น ซึ่งนับตั้งแต่ที่เกมนี้โชว์กราฟิกออกมา ก็มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่บ่นถึงเรื่องคุณภาพของกราฟิกที่ตกยุค ซ้ำร้ายแม้ภาคนี้จะออกมาทีหลัง Pokémon Sword and Shield ก็จริง แต่ตัวเกมกับมีภาพที่ให้แสงเงา สีสัน รวมไปถึงเอฟเฟกต์ต่าง ๆ สู้กับ Pokémon Sword and Shield ไม่ได้เลย เรียกได้ว่าเป็นการถอยหลังภาพกลับไปเสียมากกว่าแต่ตรงจุดนี้ถือว่าพอเข้าใจได้ เนื่องจากตัวเกม Pokémon Legends: Arceus นั้นมีความเป็นโลกเปิดที่ใหญ่กว่าภาค Sword and Shield แถมตัวเกมยังเข้าฉากการต่อสู้ที่ค่อนข้างเร็วอีกด้วย จึงทำให้ทางผู้พัฒนาเลือกที่จะใช้ลดความสวยงามของภาพลง เพื่อให้รักษาประสิทธิภาพที่ลื่นไหลเอาไว้ได้แทนแอบน่าเสียดายเหมือนกัน ที่ตัวเกมดันต้องมาถูกจำกัดด้านประสิทธิภาพของตัวเครื่อง แต่นี่จึงทำให้ทางผู้เขียนตั้งตารอเลยว่า หากตัวเกมภาคต่อไป ทำลงให้เครื่อง Nintendo ยุคใหม่ ภาพที่ออกมานั้นจะสวยงามเพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียวนะคุ้มค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?Pokémon Legends: Arceus คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของแฟรนไชส์พ็อกเก็ตมอนสเตอร์ชื่อดังนี้ แม้อาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน ทั้งภาพกราฟิกที่ตกยุค ระบบสอนเล่นที่ยืดจนเกินจำเป็น ทำให้ช่วงต้นเกมน่าเบื่อ ไปจนถึงระบบ Multi-Player ที่ยังไม่รองรับการต่อสู้ระหว่างผู้เล่นด้วยกัน (ทั้ง ๆ ที่ภาคนี้มีชั้นเชิงในการต่อสู้เพิ่มมากขึ้นแท้ ๆ) แต่ถ้าหากว่าคุณสามารถมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้ สิ่งที่รอคุณอยู่คือความสนุก ติดพัน และวางไม่ลงระดับเดียวกันกับเกมอย่าง Monster Hunter หรือ The Legend of Zelda: Breath of the Wild เลยทีเดียวด้วยคอนเทนต์ที่อัดแน่น การไต่ระดับที่ทำมาได้น่าสนุกยิ่งกว่าภาคไหน ๆ โลกกว้างที่รอคอยให้ผู้เล่นเข้าไปสำรวจซ้ำ นี่จึงทำให้ Pokémon Legends: Arceus เป็นเกมที่แฟนโปเกมอนต้องเล่น และต่อให้คุณไม่ใช่แฟนโปเกมอน คุณก็ยังควรจะหามาเล่นอยู่ดี
01 Feb 2022
[Review] รีวิวเกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection (PS5) "งดงามดุจภาพในความทรงจำ"
สำหรับเกมเมอร์หลายคน โดยเฉพาะคนที่พอมีอายุหน่อย มักจะเคยมีประสบการณ์ที่พอกลับไปเล่นเกมเก่า ๆ ที่เคยชอบจากสมัย PlayStation 1-2 แล้วรู้สึกเหมือนว่า “ภาพในความทรงจำ” เมื่อเรานึกถึงเกมเหล่านี้ มักจะสวยกว่าในความเป็นจริงเสมอ ราวกับว่าสมองของเราเลือกที่จะจดจำ “ห้วงความรู้สึก” ที่เกมสร้างให้เราในช่วงเวลานั้น ๆ มากกว่าจะจดจำสภาพที่แท้จริงของเกมนั่นคือความรู้สึกของผู้เขียนตลอดการเล่นเกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection ในเครื่อง PlayStation 5 แม้จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกมได้รับการปรับปรุงจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของคุณภาพกราฟฟิค ไปจนถึงเฟรมเรต 60 FPS อันลื่นไหลของเกม แต่เกมกลับรู้สึกไม่ต่างจาก “ภาพในความทรงจำ” ของเกม Uncharted 4 ภาคดั้งเดิม (วางจำหน่ายปี 2016) ในหัวผู้เขียนเท่าไหร่นัก ซึ่งไม่ได้จะบอกว่าเกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection นั้นทำออกมาได้ไม่ดี แต่เป็นการกล่าวชมเกมภาคดั้งเดิมมากกว่า ที่ทำออกมาได้ดีมากอยู่แล้วจนทำให้ข้อปรับปรุงทั้งหมด “เป็นส่วนหนึ่งของเกมมาแต่ต้น”แต่แม้ว่าคุณภาพของเกม Uncharted 4 (และ Uncharted: The Lost Legacy) จะยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอดตั้งคำถามไม่ได้คือความคุ้มค่าของเกม ที่แม้จะแถมเกมภาคเสริมมาด้วย แต่กลับไม่มีโหมดออนไลนยอดนิยมของเกมดั้งเดิม แถมเกมยังมีตัวเลือกกราฟฟิคให้เลือกค่อนข้างจำกัด และใช้ประโยชน์จากลูกเล่นของ PS5 อย่างปุ่ม Adaptive Trigger ได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเกม PlayStation Exclusive ฉบับรีมาสเตอร์อื่น ๆ ที่ผ่านมาเกมเพลย์ที่ไม่หวือหวา แต่ไม่ธรรมดาสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกม Uncharted มาก่อน เกมในซีรีส์นี้สามารถบรรยายได้ง่าย ๆ ว่าเป็น “เกมยิงปืนมุมมองบุคคลที่ 3 ที่เน้นการใช้ที่กำบัง (Cover-based Third-Person Shooter) ที่เบสิกที่สุด” ซึ่งผู้ที่เคยเล่นเกมแนวนี้มาก่อน (เช่น The Division, Ghost Recon, Days Gone, etc.) น่าจะเข้าใจได้ทันที โครงสร้างของเกม Uncharted จะดำเนินไปเป็นเส้นตรง โดยในแต่ละด่านจะมีฉากการยิงปืนและแอคชั่นแบบระเบิดถูเขาเผากระท่อม ผสมเข้ากับการปีนป่ายไปตามถ้ำโบราณและภูเขา และการแก้ไขปริศนาต่างๆ ในฉาก ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีความหวือหวาเหนือธรรมชาติ (นอกจากความถึกทนของตา Nathan Drake ตัวเอก) หรือระบบพิศดารอะไรให้ต้องคิดมาก เป็นเพียงเกมแอคชั่นผจญภัยอันดุเดือด ที่มีเกมเพลย์การต่อสู้และลอบเร้นตามมาตรฐานของเกมแนวเดียวกัน แต่ทั้งหมดกลับผสมผสานกันได้อย่างลงตัวด้วยกราฟฟิคและการแสดง/พากย์เสียงระดับท๊อปของวงการ (ตามสไตล์ผู้พัฒนา Naughty Dog) ทำให้เกม Uncharted เป็นเกมย่อยง่าย เหมือนการดูหนังแอคชั่นมันส์ ๆ ซักเรื่องหากให้พูดอีกแบบ เกม Uncharted เปรียบเสมือนการหวนสู่ยุคทองของเกม ที่ไม่ได้จำเป็นต้องมีกราฟฟิคสุดจินตนาการ ไม่ต้องมีเนื้อเรื่องที่แฝงไปด้วยนัยหรือแนวคิดซับซ้อน ไม่ต้องมีเกมเพลย์ที่ล้ำลึก คราบใดที่เกมเหล่านั้น “สนุก” ก็เพียงพอแล้วพอร์ตนี้เพื่อใคร?ด้วยราคากว่า 1,690 บาท เชื่อว่าแฟนเกมหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกว่า “คุ้มค่า” แล้วโดยวัดจากคุณภาพของเกมทั้งสองเพียงอย่างเดียว แต่ในอีกแง่หนึ่ง เกม Uncharted 4 และ Uncharted: The Lost Legacy ก็แทบจะไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นัก จากการที่สร้างขึ้นมาจากโครงเดียวกันทั้งหมด (จะเรียกว่าเป็นเกมเดียวกันแต่เปลี่ยนสกินตัวละครก็ยังได้) และยิ่งเกมไม่มีโหมดออนไลน์ขวัญใจแฟน ๆ ด้วยยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลือกกราฟฟิคที่เกมมีให้เลือกสองโหมดคือ Fidelity (4K, 30FPS) และ Performance (60FPS) ยังรู้สึกจำกัดกว่าที่มีในเกมรีมาสเตอร์อื่น ๆ ของ PlayStation เช่น Marvel’s Spider-man ที่มีโหมดอย่าง Performance RT ซึ่งใช้เทคโนโลยี Ray Tracing ด้วย โดยผู้เขียนไม่มั่นใจว่าเกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection ใช้ Ray Tracing ด้วยหรือไม่ (แต่ไม่สามารถหาข้อมูลที่ยืนยันแน่ชัดได้ว่าใช้ จึงชวนคิดไปว่าคงจะไม่ได้ใช้มากกว่า)ไม่ได้จะบอกว่าเกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection กราฟฟิคไม่สวยแต่อย่างใด แต่ก็แลดูมีตัวเลือกจำกัดกว่าเกมหลายเกมที่ผ่านมาเช่นกันทั้งนี้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับเกม PlayStation Exclusive ฉบับรีมาสเตอร์ทั้งหมดที่ผ่านมา เกม Uncharted: Legacy of Thieves Collection ถือเป็นโอกาสอันดีให้คุณได้สัมผัสกับเกมเรือธงหลักเกมหนึ่งของ PlayStation 4 ในฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเครื่อง PlayStation 5 แต่ไม่เคยเล่น Uncharted มาก่อน รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน(คะแนนนี้สะท้อนถึงคุณภาพของการพอร์ตเกม ไม่ใช่คุณภาพของเกมโดยตรง)
26 Jan 2022
[บทความ] แนะนำเกม Dine Together เกม Play-to-Earn ที่ทุกคนพร้อม PAY!
เบื่อกันไหมกับเกม Play-to-Earn ที่ออกแบบมาให้หาเงินได้ก็จริง แต่นอกนั้นคือไม่มีอะไรจูงใจให้เล่นเลย ถ้าอย่างนั้นมาทำความรู้จักกับเกม Play-to-Earn แนวใหม่ ที่เราสามารถสร้างรายได้นานร่วมชั่วโมงได้อย่างไม่มีเบื่อ กับ DINE TOGETHERDine Together เกม Cafe Simulator บน chain ของ Factory เจ้าเดียวกับเกม NFT ในยุคเริ่มฮิตอย่าง Plant vs. Undead ที่เราจะได้สวมบทบาทเป็นเจ้าของร้านอาหารในเมืองที่มีเหล่าสัตว์น่ารักอาศัยอยู่ เปิดให้เล่นบน Web Browser และ Android ส่วน IOS คงต้องรอพัฒนาระบบไปก่อนจ้า (แต่สามารถเล่นบน Safari แทนได้นะ)โดยหน้าที่ของเราคือการสรรหาเชฟและจัดการร้านเพื่อต้อนรับลูกค้าที่จะเข้ามานั่งรับประทานอาหาร (ซึ่งก็เป็นพวกตัวน้อนเช่นกัน) ซึ่งเชฟแต่ละคนจะมีความสามารถในการทำเมนูที่แตกต่างกัน บางตัวถ้ามีทักษะสูงก็สามารถทำได้สูงสุดถึง 4 เมนูเลยนะยิ่งเมนูในร้านมีมาก สิ่งที่เราต้องเตรียมต่อมาคือจำนวนเตาและโต๊ะวางอาหารที่ต้องรองรับเพียงพอนั่นเอง อ้อ! แล้วอย่าลืมจัดซื้อโต๊ะ-เก้าอี้ไว้ด้วย เผื่อวันไหนลูกค้าเยอะจะได้มีที่นั่งกันทุกตัวขอบอกไว้ก่อนนะว่าเกมนี้ ไม่ Free to play เด้อ~ เพราะสิ่งที่เราจะได้มาตอนเริ่มเกมคือพื้นที่ร้าน 1 ห้อง เตา โต๊ะวางอาหาร ชุดโต๊ะและเก้าอี้ อย่างละ 1 ชิ้นเท่านั้น แน่นอนว่าลูกค้าสามารถเข้ามานั่งในร้านของเราได้ แต่จะไม่มีอะไรให้กินจนกว่าเราจะจ้างเชฟอย่างน้อย 1 ตัว!แนะนำว่าใครมี Metamask ให้เตรียมเงิน BUSD ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อแลกเป็นสกุล FUSD สำหรับใช้ซื้อเหรียญ DINE และนำไปซื้อเชฟรวมถึงของตกแต่งร้านใน Marketplace และอย่าลืมเหลือ FUSD ไว้ด้วยล่ะ เพราะต้องใช้เป็นค่าแก๊ส >>วิธีซื้อเหรียญ โดยคุณ SK Tum จากกลุ่ม DINE TOGETHER [TH] [NFT GAME]
18 Jan 2022
[รีวิว] Far Cry 6 DLC - Episode 2: Control "เบื้องหลังจอมเผด็จการสุดโหด กับความอ่อนโยนสุดหยั่ง"
ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่า ซีรีส์เกม Far Cry มักจะมีตัวร้ายที่โดดเด่นและน่าจดจำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Vass โจรสลัดสุดเถื่อนจากภาค 3 หรือจะเป็น Pagan Min จอมเผด็จการเจ้าสำอางจากภาค 4 แม้กระทั่ง Joseph Seed เจ้าลัทธิประหลาดจากภาค 5 ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ช่วยให้รสชาติของการผจญภัยในโลกของ Far Cry มีสีสันมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวร้ายเหล่านี้เป็นเป้าหมายและล่าสุดทาง Far Cry 6 ได้ชุบชีวิตตัวร้ายระดับตำนานขึ้นมาอีกครั้ง ด้วย DLC ส่วนเสริมของเกม ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เล่นเป็นตัวร้ายเสียเอง โดย DLC ตัวล่าสุดนั้นจะเป็นของ Pagan Min ภายใต้ชื่อ Control ที่จะพาผู้เล่นเข้าไปสำรวจภายในจิตใจของจอมเผด็จการแห่งดินแดนหลังคาโลก Kyrat กันแบบถึงเลือดถึงเนื้อDLC ตัวนี้จะคุ้มค่า คุ้มราคาหรือไม่ รีวิวนี้มีคำตอบ!!เผด็จการที่รักครอบครัวอย่างสุดหัวใจเมื่อเริ่มเข้าไปส่วนเสริม ตัวผู้เล่นจะอยู่ในมุมมองของ Pagan พร้อมกับครอบครัวอยู่ที่กันพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารสุดหรู ทั้ง Ishwari (แม่ของ Ajay) Lakshmana (น้องสาวของ Ajay) และ Ajay (ตัวเอกหลักของภาค 4) ก่อนที่จะมีตัว Pagan อีกคนเข้ามายิง Laksmana ทิ้ง โดย Pagan อีกคนจะใช้ชื่อว่า The Tyrant หรือจอมทรราชตามที่เกมได้แปลไทยเอาไว้เพียงแค่ฉากแรก เราก็จะพอรับรู้ได้ในทันทีว่า Pagan รัก Ishwari จริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข เขารักแม้กระทั่ง Ajay ที่เป็นลูกระหว่าง Ishwari กับผู้นำกลุ่มต่อต้าน Golden path อย่าง Mohan ถึงแม้กลุ่มต่อต้านจะสร้างเรื่องราวชวนปวดหัวให้กับเขามากมาย แต่ลูกของ Ishwari ก็เหมือนกับลูกของตัว Pagan เอง ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเปิดรับ Ajay เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวภายใต้จิตใจของตัวเองด้วยหลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ในความวุ่นวาย ตัวเราจะถูกยิงและตื่นขึ้นมาเหลือเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหาร พร้อมกันได้ยินเสียงของครอบครัวอยู่ตลอดการเล่น เป้าหมายของส่วนเสริมนี้คือ ตามหาหน้ากากทั้ง 3 ชิ้นของ Pagan เพื่อปลดล็อกประตูพระราชวังและเข้าไปช่วยครอบครัวของตัวเองให้ได้ระหว่างทาง ผู้เล่นจะได้เจอสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ช่วยบ่งบอกตัวตนของ Pagan ได้เป็นอย่างดี ทั้งบุคลิกที่หลงตัวเอง เอาแต่ใจ ติดนิสัยสร้างภาพ และค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์จะถูกแสดงออกมาให้เห็นทั้งหมด ช่วยทำให้คนเล่นรู้จักความเป็นมนุษย์ของจอมเผด็จการคนนี้มากยิ่งขึ้นแต่หากว่ากันตามตรง ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือน่าตื่นเต้นสักเท่าไร เพราะซีรีส์ Far Cry ไม่ใช่เกมที่เน้นเนื้อเรื่องหนักอยู่แล้ว จุดเด่นของซีรีส์ไกลตะโกนจะเน้นไปที่ระบบการเล่นและการออกแบบเกมที่ช่วยให้คนเล่นติดพันเสียมากกว่า ดังนั้นหากใครที่หวังจะมาเสพเนื้อเรื่องเข้มข้นก็อาจจะต้องผิดหวังกันไประดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า คนที่เป็นแฟนเกมซีรีส์นี้ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่องอยู่แล้วล่ะครับเกิด ตาย วนเวียน และแข็งแกร่งขึ้นตัวเกมจะนำเสนอระบบเหมือนกับ DLC ตัวแรกของ Vass นั่นคือเป็นเกมเดินยิงแบบ Roguelike ที่ความตายจะทำให้ความคืบหน้าทุกอย่างหายไป ต้องกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรก แต่ถึงกระนั้น ความคืบหน้าบางอย่างจะยังคงหลงเหลืออยู่ เพื่อให้ตัวเกมเข้าถึงได้ง่าย และไม่ยากจนชวนหัวร้อนมากเกินไปภายในตัวเกมจะมีค่าเงินอยู่เพียงอย่างเดียวที่เรียกว่า “ค่าความเคารพ” ซึ่งค่าเงินนี้จะใช้ทั้ง ปลดล็อกสกิล อัปเกรดของตกแต่งอาวุธ ไปจนถึงปลดล็อกช่องใส่พลังใหม่ ๆ อีกด้วยหากผู้เล่นเกิดตายขึ้นมาระหว่างการท่องโลกกว้าง หรือระหว่างการทำภารกิจ ความคืบหน้าต่าง ๆ รวมไปถึงค่าความเคารพที่สะสมมาจะสลายหายไปราวกับฝุ่นผงในอากาศ ทำให้ผู้เล่นได้ตระหนักถึงความจริงจังของเกมที่มอบให้ และความซีเรียสที่มากกว่าตัวเกมในภาคหลักเสียอีกด้วยเดิมพันที่สูง จึงทำให้ตัวเกมมีความตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าตัวเกมกลับทำระบบความยากออกมาเพียงสองแบบเท่านั้น นั้นคือโหมดเนื้อเรื่อง (ง่าย) และโหมดแอ็กชัน (ยาก) ซึ่งทางตัวผู้เขียนได้ลองเล่นในโหมดเนื้อเรื่องก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพบว่าตัวเกมนั้นง่ายจนน่าเหลือเชื่อผู้เล่นสามารถยืนรับกระสุนท่ามกลางศัตรูนับสิบได้สบาย โดยที่พลังชีวิตยังเหลือเกินครึ่งเสียด้วยซ้ำ นี่จึงทำให้ความเป็น Roguelike ของตัวเกมกลายเป็นระบบที่ไม่ถูกใช้งานเลย หากคุณเล่นในโหมดนี้เพราะฉะนั้น หากใครที่ต้องการสัมผัสกับประสบการณ์ของ DLC กันแบบเต็ม ๆ แนะนำให้กดโหมดแอ็กชันมากกว่าครับเพราะนอกจากจะได้รับรู้ถึงความรากเลือดที่ตัวเกมนำเสนอคู่กับระบบ Roguelike แล้ว คุณยังจะได้ดึงฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาใช้เต็มที่อีกด้วย ทุกการปะทะ ทุกภารกิจจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สมองต้องคิดตลอดเวลา ควรจะยิงตัวไหนก่อน ควรจะถอยไปเติมพลังไหม ถ้าฝืนสู้ไป ตายแล้วค่าความเคารพหายหมดจะคุ้มไหม ทำให้ตัวเกมแทบจะกลายเป็นคนละเกมเลยทีเดียวนอกจากโหมดสองแบบแล้ว ตัวเกมยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ระดับจิตใจ” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย โดยการเล่นในแต่ละรอบที่สำเร็จ จะทำให้ผู้เล่นสามารถปลดล็อกระดับจิตใจขั้นต่อไปได้ มีไล่ไปตั้งแต่ระดับ 1-5  และระดับจิตใจที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ศัตรูแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ให้ค่าความเคารพเพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วยให้ผู้เล่นสามารถฟาร์มแต้มไปอัปเกรดตัวละครได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ระบบอัปเกรดที่ล้นเหลือด้านระบบอัปเกรดตัวละครก็ยังคงพื้นฐานของความเป็น Far Cry เอาไว้ได้ดี ผู้เล่นจะต้องใช้ค่าความเคารพในการอัปเกรดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสกิลที่แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่:อัตตา เพิ่มพลังชีวิต ทำให้สามารถรับดาเมจได้เพิ่มขึ้นโลภะ เก็บค่าความเคารพบางส่วนเอาไว้หลังตัวละครเสียชีวิตโทสะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธสังหารเกียจคร้าน การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูป ตะขอเกี่ยว ชุดร่อนเวหาริษยา เก็บอาวุธได้เพิ่มมากขึ้นแม้ระบบสายสกิลอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่ากับตัวเกมหลัก แต่ก็นับว่าเพียงพอต่อการเล่นในส่วนเสริมนี้อย่างเหลือล้นแล้ว เบื้องต้น ทางผู้เขียนได้อัปเกรดสกิลไปประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็สามารถจบเกมได้แบบสบาย ๆ ในระดับจิตใจขั้นที่ 1 นอกจากระบบสกิลแล้ว ตัวเกมยังนำเสนอระบบ “พลัง” ที่จะมาในรูปแบบของหัวใจดรอปเอาไว้อยู่บนพื้น โดยพลังเหล่านี้จะถูกสุ่มออกมา ไม่มีอะไรที่แน่นอน ทำให้ในแต่ละชีวิตของผู้เล่นจะมีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันไปทุกครั้ง ช่วยลดความน่าเบื่อของการทำอะไรซ้ำ ๆ สไตล์ Roguelike ได้เป็นอย่างดีและระบบสุดท้ายก็คือระบบอัปเกรดตัวปืน ซึ่งแอบค่อนข้างมักง่ายอยู่เหมือนกัน ผู้เล่นจะไม่สามารถตกแต่งความสามารถของปืนเองได้ ทำได้เพียงแค่กดอัปเกรดเท่านั้น ส่งผลให้การอัปเกรดปืนขาดความยืดหยุ่นไปอย่างเห็นได้ชัด ถึงตัวเกมจะนำเสนอระบบพัฒนาตัวละครมาถึงสามรูปแบบ แต่สิ่งที่ได้ใช้มากที่สุดกลับเป็นระบบสกิลอย่างเดียวเพียงเท่านั้น ระบบพลังที่ควรจะช่วยให้ตัวเกมมีสันสันขึ้น กลับแสดงผลน้อยเกินจนน่าใจหาย หากไม่นับพลังชุบชีวิตได้หนึ่งครั้ง ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะไม่เห็นผลต่างในการเลือกใช้พลังสักเท่าไรเลยด้านระบบอัปเกรดปืนก็ยังคงขาดความหลากหลาย การอัปเกรดจะไม่ได้ช่วยเพิ่มดาเมจ แต่เป็นเพียงการเพิ่มลำกล้อง และที่เก็บเสียง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่ามันใช้งานได้ดีสำหรับคนที่ต้องเล่นแบบลอบเร้น แต่เชื่อเถอะครับว่า บุกเข้าไปยิงซึ่ง ๆ หน้า มียังมีโอกาสจบภารกิจไวกว่านั่งย่องไล่เชือดทีละคนเสียอีกงานภาพสวยงาม สมกับเป็น Far Cryชื่อของ Far Cry มักจะมาพร้อมกับภาพกราฟิกที่สวยล้ำยุค แต่ไม่ได้กินแรงเครื่องอยู่เสมอ ต้องยอมซูฮกกับทีมผู้พัฒนาจริง ๆ ว่า พวกเขายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทางผู้เขียนได้ใช้ Laptop ระดับกลาง ๆ (CPU Intel i7-9750H และ GPU Nvdia RTX 2060) ในการเล่น DLC ตัวนี้ ซึ่งการตั้งค่าที่ตัวเครื่องเลือกมาให้นั้นอยู่ในระดับ High ด้านเฟรมเรตก็ทำได้ก็อยู่ในระดับ 60 แทบจะตลอดทั้งเกม มีเพียงฉากต่อสู้ที่ชุลมุนหนัก ๆ เท่านั้น อาจจะมีจังหวะร่วงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสในการเล่นแต่อย่างใดอีกทั้งตลอดการเล่นทั้งสองรอบ ตัวผู้เขียนไม่ได้มีการพบเจอบั๊กแม้แต่ครั้งเดียว เรียกได้ว่าทางทีมผู้พัฒนาเก็บงานมาค่อนข้างเนี้ยบเลยควรค่าแก่การเล่นไหม?แม้เนื้อเรื่องของ DLC Control นี้จะไม่ได้เป็นจุดเด่น แต่ด้วยตัวละครหลักอย่าง Pagan Min ที่มีเอกลักษณ์อันล้นเหลือ จึงทำให้เรารู้สึกสนใจติดตามความเป็นไปของเขาในโลกของเกมต่อได้อย่างไม่ยากเลยด้วยจังหวะหยอกเย้ากับตัวเอง การพูดที่แฝงไปด้วยมุกตลกร้าย รวมไปถึงเรื่องราวเบื้องหลังอันดำมืดที่แสดงให้เห็นว่า จอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ก็มีด้านที่เป็นมนุษย์และอ่อนโยนกับเขาอยู่เหมือนกันนอกจากนี้หากใครได้ไปลองสำรวจพื้นที่อื่น ๆ นอกจากภารกิจหลัก คุณยังจะได้รับรู้เนื้อเรื่องบางส่วนที่ขาดหายไปใน Far Cry 4 เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำเอาอยากกลับไปเล่นภาค 4 อีกรอบเลยทีเดียวแหละครับและสำหรับใครที่ไม่ได้สนใจอยากจะเติมเต็มจักรวาลของซีรีส์นี้สักเท่าไร แต่อยากเพียงจะเข้าไปยิงแหลก ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ตัว DLC นี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้เช่นกัน ด้วยจำนวนศัตรูที่มากันแบบมืดฟ้ามัวดินในแต่ละภารกิจ รับรองได้เลยว่า คุณจะยิงกันจนเอียนกันไปข้างเลยจุดให้ติ ก็คงหนีไม่พ้นการออกแบบระบบเกมที่ยกมาจาก DLC Insanity ตัวก่อนหน้าแทบทั้งดุ้น ทั้งระบบอัปเกรด ภารกิจหลักทั้งสามแห่ง ไปจนถึงฉากจบที่ต้องสู้กับศัตรูเป็นรอบ ๆ และฉากจบดันมีแบบเดียวซะอย่างนั้น ทั้งที่ตัวเกมมีทางเลือกในตอนท้ายสองแบบ ทำให้แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าผู้พัฒนาแกจะใส่มาทำไมFar Cry ยังคงทดลองสิ่งใหม่ ๆ กับตัวเองอยู่เสมอ และในครั้งนี้ทีมพัฒนาได้ก้าวเท้าเหยียบเข้าไปในโลกของ Roguelike นำระบบสุดคลาสสิกที่ชวนให้หัวร้อน ผสมผสานกับระบบอัปเกรดถาวรที่ช่วยให้เกมไม่ยากจนเกินไป พ่วงมาด้วยการปรับความยากสองระดับให้ผู้เล่นได้เลือกสรรตามใจชอบ ทำให้ตัว DLC นี้ สามารถเข้าถึงได้ทั้งกลุ่มผู้เล่น Hardcore และกลุ่มผู้เล่น Casual เชื่อว่าคนที่คิดจะลอง DLC นี้ คุณจะต้องเป็นคนที่เคยสัมผัสกับ Far Cry มาก่อนอย่างแน่นอน (อย่างน้อยก็ต้องเล่นภาค 6 มาก่อน) ซึ่งตัว DLC ยังคงเอกลักษณ์ ระบบการต่อสู้ของ Far Cry เอาไว้ครบถ้วน ด้วยราคาแค่ประมาณ 500 บาท (14.99 $) กับการเล่นซ้ำที่อย่างน้อยน่าจะจัดไป 3-4 รอบแน่ ๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้ทาง รอบแรกน่าจะจบเกมประมาณ 2:30 ชั่วโมง ถ้ารู้ทางแล้วน่าจะจบภายใน 1 ชั่วโมงได้) แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วล่ะครับ
11 Jan 2022
[Review] Halo Infinite (Single Player) "หวนคืนสู่รากเหง้า เพื่อเตรียมตัวไปให้ไกลกว่าเดิม"
Halo เป็นแฟรนไชส์เกม Shooting ของฝั่ง Xbox จากทางผู้พัฒนา 343 Industries ที่มีออกมาด้วยกันถึง 5 ภาคแล้ว แต่ว่าภายในเกม Halo Infinite ที่พึ่งวางจำหน่ายออกมาทางผู้พัฒนาได้ประกาศลงให้กับเครื่อง PC ได้เล่นกันด้วย รวมถึงก่อนหน้านี้ทางผู้พัฒนาเองก็ได้ปล่อยโหมด Multiplayer ออกมาให้เราเล่นฟรี เพื่อหวังที่จะให้คนส่วนมากได้เข้าถึงเกมนี้มากขึ้นด้วย (อ่านรีวิวเวอร์ชัน Multiplayer) และในวันที่ 8 ธันวาคม 2021 ที่ผ่านมาทางผู้พัฒนาก็ได้ปล่อยโหมด Single Player ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นหลักของเกมนี้ด้วย และเรา GameFever ก็ได้เข้าไปสัมผัสเกมนี้มาเรียบร้อยและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบเกี่ยวกับโหมดนี้ทั้งหมดให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าเกมนี้ควรค่าแก่การซื้อมาเล่นหรือไม่กราฟิกส่วนมาพูดถึงเรื่องงานด้านภาพทางหน้า Interface ของเกมจะยังมีความคล้ายคลึงกับทาง Halo 5 อยู่ แต่ในด้านกราฟิกนั้นจะมีความสมจริงและสวยงามมากกว่า รวมถึงในเกม Halo Infinite เป็นภาคแรกที่ทางผู้พัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเกมให้กลายเป็นแนว Open World ครั้งแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลิ่นอายความเป็นโลกเปิดของเกมนั้นก็ยังไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากขนาดนั้น นอกจากการมีจุดทำภารกิจที่จะมีแคมป์ต่างๆ ของเหล่าศัตรู ซึ่งบรรยากาศส่วนใหญ่เรามักจะเห็นแต่ดินหญ้าและก็ก้อนหินเท่านั้น ซึ่งมันอาจจะดูน่าเบื่อไปนิดแต่มันก็เข้าใจได้ที่ Setup ของโลกนี้จะอยู่บนดวงดาวรกร้างซึ่งมันก็พอเข้าใจได้แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจในเกมนี้เสียเท่าไรก็คงจะเป็นการ Optimise ของเกมที่ยังทำได้ไม่ดีพอสำหรับเครื่อง PC ที่สเปกไม่ได้สูงมากนัก โดยผู้เขียนได้ใช้คอมพิวเตอร์สเปก i5 8400 กับการ์ดจอ GTX 1060 6GB ซึ่งพูดตามตรงว่ามันก็ไม่ได้เป็นคอมพิวเตอร์ที่แย่นัก แต่ตัวเกมตอนที่อยู่ในโลกเปิดสามารถรันได้แค่ราวๆ 60FPS เท่านั้น และตัวเกมก็ชอบ Error และแคชเด้งออกจากเกมค่อนข้างบ่อยมากๆ จนเสียอารมณ์เลยทีเดียว แต่ปัญหานี้อาจจะหมดไปถ้าหากคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นมีสเปกเครื่องที่แรงมากพอ ปัญหานี้ก็อาจจะหมดไปเนื้อเรื่องพูดถึงเรื่องราวของเกมภาคนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับกองบัญชาการอวกาศแห่งสหประชาชาติ UNSC (องค์กรของเหล่ามนุษย์) ที่ถูกโจมตีโดยมนุษย์ต่างดาว Atriox และสามารถชนะตัวเอกอย่าง Master Chief (ตัวละครเอกที่เราบังคับ) ลงได้ ซึ่งพอหลังจากได้รับการช่วยเหลือทางตัวเราเองจะต้อง กอบกู้องค์กรกลับคืนมาต้องขอพูดตามตรงว่าส่วนตัวผู้เขียนเองไม่เคยเล่นเกม Halo ภาคไหนๆ มาก่อน (เพราะไม่ใช่แฟนเกม Xbox) แต่จากที่ได้เล่นเกม Halo Infinite มาตัวเนื้อเรื่องในภาคนี้ตัวโครงเรื่องจะไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนมากนัก คนที่ไม่เคยเล่นเกมจากซีรีส์นี้มาก่อนก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณอาจจะต้องเรียนรู้ว่า Master Chief เป็นใคร และภารกิจต่างๆ ก็จะเน้นการผจญภัยไปที่จะสเต็ป แต่ใครที่เคยเล่นภาคเก่าๆ มาก็อาจจะทำให้คุณอินกับเรื่องราวมากขึ้น เพราะมันจะมีพวกเรื่องราวบางอย่างที่ตัวเกมจะไม่ได้อธิบายความเป็นมา และถึงแม้ว่าโครงเรื่องของเกมอาจจะดูธรรมดา แต่รายละเอียดภายในค่อนข้างมีความซับซ้อนในเรื่องของรายละเอียดคำศัพท์แนว Sci-fi และบทดราม่าที่ใส่เข้ามาเรื่อยๆ โดยเนื้อเรื่องหลักรวมการเดินทางประปรายจะใช้เวลาเล่นอยู่ราวๆ 15 ชั่วโมงเกมเพลย์ในด้านของเกมเพลย์ ตัวเกมก็จะยังคงกลิ่นอายความเป็น Gun Play เหมือนเดิม โดยการเล่นก็ไม่ได้มีระบบอะไรมากนอกจากการหาปืนต่างๆ มาจัดการศัตรูให้หมดในพื้นที่นั้น แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ Halo มีความสนุกก็คือการที่ตัว Master Chief มีลูกเล่นให้เล่นเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดหลากหลายแบบ (ระเบิดตูม ระเบิดช็อต) หรือจะเป็นความสามารถต่างๆ เช่นการใช้ Grapling Hook, โล่ห์กันกระสุน หรือแม้กระทั่งเครื่องสแกนส่วนอาวุธของเกมนี้ก็มีให้เลือกใช้มากมายด้วยเพื่อให้เราไม่รู้สึกเบื่อในการเล่นเลย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเลเซอร์ ปืนกล ปืนพกแม็กนั่ม หรือจะเป็นอาวุธระยะประชิดด้วย ซึ่งมีให้ใช้หลายสิบอันเลยทีเดียว และไม่มีทางที่คุณนั้นจะได้เลือกใช้อาวุธปืนเดียวตลอดทั้งเกม เพราะกระสุนแต่ละปืนมีให้น้อยมากๆ ใช้แปปเดียวก็หมดและคุณก็จะต้องหาปืนใหม่ไปเรื่อยๆ แก้ไขสถานการณ์ไปเรื่อยๆ บางทีคุณจะต้องคิดให้รอบคอบด้วยและศัตรูที่อยู่ในฉากนั้นก็มีให้พบเจอค่อนข้างหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นศัตรูที่มีโล่ห์พลังงานป้องกัน ศัตรูที่บินได้ ศัตรูที่ล่องหนได้และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงศัตรูที่อยู่ในฉากนั้นก็แห่กันเข้ามาหลายสิบตัว ทำให้เราจำเป็นต้องทั้งยิงศัตรู ใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์เช่นการใช้ Grapling Hook โหนไปยังจุดต่างๆ เพื่อหลบกระสุนเป็นต้น หรือโหนไปหาศัตรูเพื่อโจมตีระยะประชิด ตัวเกมเป็นสไตล์ Gun and Run ไปเรื่อยๆ ซึ่งมันคือความสนุกหลักๆ ของเกมนี้ ธรรมดาแต่ดีงามมากๆ และอย่างที่ทราบว่าตัวเกมนี้มีองค์ประกอบความเป็น RPG ตัวเกมจะมีแคมป์ของศัตรูต่างๆ ให้เราไปพิชิต ซึ่งนอกจากเควสหลักและเควสรองที่ให้เราทำ ตัวเกมยังมีจุด Tower ฐานที่มั่นศัตรูที่จะให้เราได้เข้าไปยึด ซึ่งมันก็จะปลดล็อคจุด Fast Travel หรือเป็นจุดที่ให้เรานั้นได้เบิกรถได้นอกจากนี้ตัวเกมยังใส่ระบบการอัพเกรดเข้ามาด้วย โดยเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ต่างๆ ของเราได้ไม่เวลาจะเป็นพลังลดคูลดาวน์ของ Grapling Hook หรือจะสามารถอัพเกรดชุดเกราะให้มีความถึกมากขึ้นด้วย เพียงแต่ว่าการเก็บของอัพเกรดนั้นมันจะไม่ได้มาจากการฆ่าศัตรู แต่คุณจะต้องไปสำรวจพื้นที่เพื่อเก็บแต้มอัพเกรดตามจุดต่างๆ ไปด้วย ซึ่งถ้าหากคุณอยากผ่านภารกิจแบบสบายๆ คุณก็อาจจะต้องเก็บสิ่งพวกนี้มาอัปเกรดเยอะๆ ความรู้สึกจากที่ได้เล่นมาก็ต้องยอมรับเลยว่า ถึงแม้ระบบต่างๆ ของ Halo มันจะไม่ได้ดูใหม่เหมือนเกมซีรีส์อื่นๆ ก็ต้องยอมรับว่าทางผู้พัฒนาก็ได้ไปสุดในทางของตัวเอง และยังคงความคลาสสิคของมันได้อย่างดี ความธรรมดาของมัน แต่กลับสนุกจนหยุดเล่นไม่ได้เลย เป็นหนึ่งในเกม Run and Gun ที่ยอดเยี่ยมในดวงใจอีกหนึ่งเกม ในด้านเนื้อเรื่องผู้พัฒนาเองก็อาจจะต้องการเปิดรับฐานแฟนเกมใหม่ๆ ผู้พัฒนาเลยอาจจะวางตัวโครงเนื้อเรื่องที่สามารถเสพได้ทั้งแฟนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอยู่ดี เข้าใจหลักเบื้องต้นได้ง่ายไม่ได้รู้สึกงงแต่อย่างใด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าน่าจดจำขนาดนั้นส่วนข้อเสียที่รู้สึกอย่างเดียวเลยก็คือการ Optimise ของเกมที่ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีนัก ตัวเกมมีการแคชหลุดออกจากเกมบ่อย หรือเฟรมเรทที่รีดออกมาได้ไม่สูงนัก คงเป็นเพราะความเป็น Open World ของมันนั่นเอง ซึ่งบางทีมันก็แอบรู้สึกน่ารำคาญอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ส่วนตัวจึงแนะนำว่าถ้าหากคุณมีสเปกคอมระดับกลางๆ บางทีซื้อเกมนี้บนเครื่อง Xbox อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก แต่ถ้าหากคุณมีมีคอมพิวเตอร์ที่แรงมากๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหานี้
20 Dec 2021
[Preview] พรีวิวเกม KartRider: Drift Closed Beta "เกมฟรี เล่นง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย"
เกมแข่งรถสุดน่ารักที่อยู่คู่กับบริษัทสัญชาติเกาหลีอย่าง Nexon มานานอย่าง KartRider กำลังจะเปิดให้บริการภาคใหม่ภายใต้ชื่อ KartRider: Drift ซึ่งทางผู้เขียนก็ได้เข้าไปสัมผัสกับตัวเกมเวอร์ชัน Closed Beta มาด้วยตัวเอง วันนี้เลยมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังตัวเกมยังคงใช้งานภาพสไตล์สดใส น่ารัก ที่เป็นจุดเด่นของเกม KartRider เอาไว้เหมือนเช่นเคย ซึ่งใน KartRider: Drift นี้ได้ใช้ Unreal Engine 4 ในการพัฒนาอีกด้วย เพราะฉะนั้นรับรองเรื่องความสวยงามรวมไปถึงเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้เลย ในขณะเดียวกัน คงไม่ต้องบอกว่าหากใครที่ชอบภาพแนวสมจริง เกม KartRider: Drift คงไม่เหมาะกับคุณสักเท่าไร เพราะตัวเกมไม่ได้มีการให้แสงเงาที่สมจริงหรือโดดเด่นขนาดนั้น แต่ก็แลกกลับมาด้วยการกินแรงเครื่องที่น้อยลงเช่นกัน โดยตัวเกมต้องการ RAM เพียง 8 GB และการ์ดจอรุ่นเก่าอย่าง GTX 780 ti หรือ RX 5500 XT เท่านั้นเองการควบคุมที่ไม่ซับซ้อนการควบคุมในเกม KartRider: Drift นั้นใช้ปุ่มเพียงแค่ 7 ปุ่ม นั่นคือปุ่มลูกศร ขึ้น ลง ซ้าย ขวา ทั้ง 4 ปุ่มในการควบคุมทิศทาง ไปจนถึงการเร่งความเร็วและการเบรก ปุ่ม Shift ใช้ในการดริฟต์ ปุ่ม Ctrl ใช้ในการกดใช้ไอเทม และปุ่ม Alt ใช้ในการสับเปลี่ยนไอเทม แม้การควบคุมอาจจะฟังดูง่าย แต่พอได้ลองจับเองแล้ว จะรู้สึกว่ามันยากกว่าที่คิดทันที ทั้งนี้ไม่แน่ใจว่าด้วยเพราะ Ping จากการเชื่อมต่อกับผู้เล่นอื่นๆ ที่มาจากทางไกล หรือว่าเพราะตัวเกมตั้งใจให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แต่จังหวะในการขับรถมักจะรู้สึกถึงอาการหน่วงๆ อยู่เสมอ จึงทำให้บังคับตัวรถไม่ได้ดั่งใจนึกเท่าไรนักและตัวเกมยังได้ใส่ระบบช่วยมองข้างหลังมาด้วย ซึ่งช่วยเอาไว้ให้ผู้เล่นรับรู้สถานการณ์ แถมยังช่วยให้สามารถขัดขวางเส้นทางของคู่แข่งที่พยายามแซงเราได้ด้วยโหมดต่างๆ ของตัวเกมสิ่งที่ทำให้ KartRider: Drift นั้นโดดเด่นจากเกมแข่งรถทั่วไปนั่นคือการใช้ไอเทม ที่ช่วยส่งเสริมให้เกมนี้เข้าถึงผู้คนง่ายมากยิ่งขึ้น และ Item Mode ยังเป็นระบบการเล่นหลักของตัวเกมอีกด้วย โดย Item Mode นี้จะมีทั้ง Solo 1 คน, Duo 2 คน ไปจนถึง Squad 4 คนเลย ซึ่งภายในหนึ่งห้อง จะมีผู้เล่นทั้งหมดรวมกัน 8 คนด้วยกันไอเทมต่างๆ จะสามารถเก็บได้จากการขับชนกล่องไอเทมตามฉาก โดยตัวไอเทมจะมีหลากหลายประเภทแตกต่างกันไปตามลำดับของผู้เล่นที่เก็บได้ ณ ตอนนั้น เช่น หากผู้เล่นอยู่ในลำดับท้ายๆ ตัวผู้เล่นมักจะได้ไอเทมประเภทเร่งความเร็วที่ช่วยให้สามารถไล่กวดผู้เล่นอันดับต้นๆ ได้ทันถ้าผู้เล่นอยู่ในอันดับกลางๆ ก็มักจะได้ไอเทมประเภทที่ใช้ปั่นป่วนคู่ต่อสู้ และถ้าอยู่อันดับต้นๆ ก็มักจะได้ไอเทมที่ช่วยป้องกัน ทำให้เกมการเล่นมีจังหวะชิงไหวชิงพริบระหว่างผู้เล่นอยู่เสมอ อีกทั้งตัวผู้เล่นยังสามารถเก็บไอเทมได้ 2 ช่อง ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ไอเทมนี้ในช่วงเวลาไหนโดยไอเทมต่างๆ มีรายชื่อดังนี้ (ไอเทมบางชนิดจะมีในเฉพาะโหมดทีมอีกด้วย)Water Wisp: ภูติน้ำที่ช่วยล็อกเป้าผู้เล่นคนอื่นที่อยู่อันดับเหนือกว่าผู้ใช้หนึ่งคน และขังอยู่ในลูกโป่งน้ำระยะเวลาหนึ่งWater Bomb: ระเบิดน้ำที่จะสร้างกับดักเป็นพื้นที่กว้าง หากใครขับไปชนมันระหว่างที่แสดงผลอยู่ ะทำให้ติดอยู่ในลูกโป่งน้ำระยะเวลาหนึ่งเช่นกันMagnet: แม่เหล็กที่สามารถเลือกเป้าหมายด้านหน้าได้ ตัวผู้ใช้กับเป้าหมาย จะถูกดึงดูดเข้าหากัน (หากผู้ใช้ดูดจนแซงหน้าเป้าหมายไปแล้ว ผู้ใช้จะถูกชลอความเร็วลงแทน)Missile: ยิงจรวดใส่เป้าหมาย ต้องเลือกเป้าหมายเอง หากเล็งไม่ดีอาจจะพลาดเป้าได้ Seeker Missile: จรวดติดตามเป้าหมาย ไม่มีทางพลาดเป้า เพียงแค่กดยิง ก็จะพุ่งไปหาเป้าที่ใกล้ที่สุดโดยทันทีUFO: ทำให้อันดับที่ 1 ลอยขึ้นบนฟ้าชั่วครู่ ช่วยชลอความเร็วShield: ป้องกันไอเทมจากผู้เล่นคนอื่นได้ 1 ครั้งAngel Armour: ป้องกันไอเทมจากผู้เล่นทีมอื่นได้ 1 ครั้ง แสดงผลทั้งทีมBanana: วางเปลือกกล้วยเอาไว้บนทาง คนที่เหยียบจะทำให้รถหมุน เสียการควบคุมBarricade: วางสิ่งกีดขวางเอาไว้ด้านหน้าสามจุด คนที่ขับไปชน จะถูกลดความเร็วลงLighting: สร้างเมฆสายฟ้าขึ้นมาในบริเวณใกล้เคียง และผ่าผู้เล่นทุกคน ทำให้ความเร็วลดลงLock: ทำให้ผู้เล่นคนอื่นไม่สามารถใช้ไอเทมได้ชั่วคราวBoost: เพิ่มความเร็วในชั่วระยะเวลาหนึ่งนอกจาก Item Mode แล้ว สำหรับคนที่อยากจะประลองฝีมือแบบจริงจังก็ยังมี Speed Mode ที่จะปลดล็อกหลังจากผู้เล่นสอบ License ระดับ Intermediate ผ่าน โดยโหมดนี้จะไม่มีไอเทม จะเป็นการวัดฝีมือในการขับขี่ ลัดเลาะทางโค้ง รวมถึงใช้ฝีมือในการดริตฟ์เพื่อเก็บเกจบูสแข่งกันเท่านั้นและสำหรับใครที่อยากจะท้าทายตัวเองก็ยังมีโหมด Time Attack ที่จะเป็นการเล่นคนเดียว จับเวลาว่าผู้เล่นจะสามารถทำเวลาที่ดีที่สุดได้เท่าไร โหมดนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยทำความคุ้นเคยกับสนามแข่งได้ดี โดยหากใครอยากเทียบสถิติกับผู้เล่นคนอื่นในเซิร์ฟเวอร์ ตัวเกมก็มี Time Attack แบบ Ranked Challenge ที่จะเก็บสถิติเวลาของคนทั้งเซิร์ฟเวอร์เอาไว้ และเอามาเทียบกันได้อีกด้วยส่วนใครที่อยากจะสร้างห้องเล่นเกมขำๆ กับเพื่อน ตัวเกมก็ยังรองรับด้วย Custom Race ที่ให้สร้างห้อง เลือกด่าน ได้ตามใจชอบ เหมาะสำหรับคนที่อยากเฮฮากับเพื่อนๆ เฉพาะกลุ่ม ไม่ต้องไปสุ่มเจอกับคนอื่นในตัวเกมให้เสียอารมณ์เปล่าๆต้องยอมรับว่า หากเกม KartRider ตัดระบบการใช้ไอเทมออกไป มันจะกลายเป็นเหมือนกับเกมแข่งรถดาดๆ ที่มีดีแค่ภาพน่ารัก ดึงดูดสาย Casual เท่านั้นเอง ซึ่งหากว่ากันตามตรง ระบบการใช้ไอเทมก็พอจะให้ความบันเทิงกับผู้เล่นได้อยู่บ้าง มีบ่อยครั้งที่ผู้เล่นสามารถพลิกกลับมาจากอันดับสุดท้าย กลายเป็นอันดับที่ 1 ได้ หากวางแผนใช้ไอเทมที่เก็บมาอย่างชาญฉลาด ซึ่งตรงจุดนี้ตัวเกมก็นำเสมอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ตัวเกมอาจจะมีการควบคุม และเกมการเล่นที่ไม่ซับซ้อน แต่การเล่นให้ชำนาญก็ถือว่ายากเอาเรื่องเช่นกัน เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “เล่นให้เป็นง่าย แต่เล่นให้เก่งยาก”สนามแข่งที่มีให้เลือกมากมายถึง 33 รูปแบบในตัวเกมเวอร์ชัน Closed Beta นั้น มาพร้อมกับสนามแข่งทั้งหมด 33 แห่ง โดยแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ และความยากที่แตกต่างกันไป โดยสนามที่ง่ายๆ นั้นเส้นทางจะไม่ซับซ้อน มีการหักโค้งไม่เยอะเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางตรงเสียมากกว่า และสำหรับในด่านที่ยากขึ้นนั้น เส้นทางจะค่อนข้างซับซ้อนและคดเคี้ยวมากกว่าเดิม ทำให้การควบคุมรถจะต้องใช้ฝีมือของผู้เล่นมากยิ่งขึ้น ความยากง่ายของแต่ละสนามจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ซึ่งแน่นอนว่า สนามระดับ 1 ที่ง่ายสุด มีจำนวนให้เล่นเยอะที่สุดเช่นกัน การออกแบบสนามแข่งของเกม KartRider: Drift นั้นก็มีความหลากหลาย บางสนามจะมีรถรางมาคอยวิ่งตัดหน้าผู้เล่น บางสนามก็จะมีเนินเล็กๆ ให้ผู้เล่นเร่งความเร็วเพื่อดีดตัวขึ้นไปกลางอากาศได้ ซึ่งหากผู้เล่นคนไหนสามารถดึงจุดเด่นของแต่ละสนามออกมาใช้ได้ดี ผู้เล่นคนนั้นย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งอย่างแน่นอนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การออกแบบสนามแข่งทำออกมาค่อนข้างสร้างสรรค์ ผู้เล่นจะได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ต่อให้สุ่มไปเจอสนามเดิม แต่การขับรถก็จะเปลี่ยนไป เพราะไอเทมที่เจอ ผู้เล่นคนอื่น มันเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน นี่จึงช่วยทำให้ KartRider: Drift สามารถดึงผู้เล่นที่ชื่นชอบความเร็วให้ติดหนึบอยู่กับหน้าจอได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียวความหลากหลายของยานพาหนะในตอน Closed Beta อาจจะยังมีรถให้เลือกไม่มากนัก แต่รถที่มีระดับต่างกัน ก็ให้สเตตัสที่ต่างกันอีกด้วยโดยสเตตัสของตัวรถจะถูกแบ่งออกเป็น 7 อย่าง ได้แก่ความเร็งสูงสุดอัตราเร่งประสิทธิภาพในการดริฟต์ความแรงในการออกตัวระยะเวลาบูสต์พลังของบูสเตอร์การควบคุมเท่าที่เห็นในตอนนี้ รถที่อยู่ในระดับเดียวกัน จะมีสเตตัสที่เหมือนกัน ถึงจะเป็นรถคนละแบบก็ตาม นี่จึงกลายเป็นคำถามว่า ‘แล้วจะทำรถคันอื่นๆ มาทำไมถ้ามันให้ค่าพลังที่เหมือนกัน’ หากจะอ้างว่ามันเป็นแฟชั่นก็คงพูดไม่ได้เต็มปากเท่าไรนัก เพราะตัวเกมก็มีระบบแต่งรถมาให้อยู่แล้ว โดยปรับได้ตั้งแต่ล้อ ยันไฟจากเกจบูสต์ ดังนั้นตัวเกมในเวอร์ชัน Open Beta อาจจะมีอะไรที่้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ก็เป็นได้ไร้วี่แววของระบบร้านค้าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าแปลกใจที่ภายในเกม KartRider: Drift ไม่มีระบบร้านค้าเข้ามา โดยทางผู้พัฒนาได้เขียนอธิบายตัวเกมใน Steam เอาไว้ว่า “ท้าทายกับเพื่อนของคุณข้ามผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยที่ไม่มีพรมแดน และไม่มีกำแพงของการจ่ายเงินเพื่อเก่งกว่า (Pay to Win) ทำให้ทุกคนสามารถมีช่วงเวลาที่สนุกกับเกมนี้ได้ แม้กำลังแข่งขันกับเพื่อตำแหน่งอันดับต้นๆ ของเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม ”ซึ่งนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเกมตัดระบบร้านค้าออกไป ส่วนไอเทมต่างๆ ที่จะมาใช้แต่งรถนั้นจะได้มาจากการทำเควส หรือการเติม Racing Pass ที่ยิ่งเล่น ก็จะยิ่งปลดล็อก โดยไอเทมที่ได้มานั้นจะไม่มีผลใดๆ ต่อตัวค่าพลังของรถเลย งานนี้ต้องมาดูกันว่า ระบบเกมที่ไร้ร้านค้าแบบนี้จะรุ่งหรือจะร่วงกันแน่เล่นฟรีทุกแพลตฟอร์มเป็นอีกหนึ่งเกม Cross Platform ที่น่าจะค่อนข้างยุติธรรม เพราะไม่มีแพลตฟอร์มไหนได้เปรียบพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นเกม FPS แบบข้ามแพลตฟอร์ม ผู้เล่นที่ใช้จอยมักจะเล็งเป้าละเอียดสู้ผู้เล่นที่ใช้เมาส์ไม่ได้ และถ้าทางผู้พัฒนาใส่ระบบช่วยเล็งมาให้ผู้เล่นที่ใช้จอย บางทีก็จะแม่นจนเกินไป ทำให้ผู้เล่นที่ใช้เมาส์หัวร้อนได้เช่นกัน แต่เหตุการณ์แบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับ KartRider: Drift อย่างแน่นอน เนื่องจากตัวเกมทำออกมาในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ควบคุมง่าย ทำให้ทุกแพลตฟอร์มสามารถเล่นเกมนี้ได้อย่างสนุกสนาน เท่าเทียมกันควรค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?KartRider: Drift เป็นเกมที่มีระบบเข้าถึงง่าย ทั้งการควบคุมที่ไม่ซับซ้อน ประกอบกับภาพที่น่ารักสดใส เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถึงกระนั้นตัวเกมก็ไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือแตกต่างไปจากเกมในประเภทเดียวกัน ไอเทมที่เป็นจุดชูโรงของตัวเกม ล้วนเคยถูกนำเสนอในเกมแข่งรถสายแคชชวลมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Mario Kart หรือ Speed Drifter ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เกมพวกนี้ล้วนหยิบยืมไอเดียกันไปมาอยู่เสมอๆ ด้านภาพกราฟิกนั้นก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา อาจจะเพราะต้องการทำให้ทุกคนและทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงง่าย ทางทีมพัฒนาเลยไม่ได้ใส่ทุกอย่างแบบจัดเต็ม และเลือกนำเสนอในรูปแบบที่พื้นๆ แต่ยังคงความน่ารักของแฟรนไชส์เอาไว้แทนที่ ซึ่งก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรนัก แต่ถ้าคนที่ชอบภาพแนวสมจริง คงจะต้องขอโบกมือลาเกมนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเกมก็คงหนีไม่พ้น การเล่นข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างลื่นไหล ตลอดการเล่นช่วง Closed Beta ตัวผู้เขียนมักจะเห็นผู้เล่นจากแพลตฟอร์มอื่นอยู่เสมอ โดยตัวเกมได้ขึ้นบอกเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องคอนโซลนั้นๆ ที่มุมซ้ายบนของจอ ทั้งนี้อาจจะเพราะยังเป็นช่วง Closed Beta อยู่ จึงทำให้เราไม่ค่อยได้เห็นผู้เล่นจากเครื่องคอนโซลเยอะขนาดนั้นก็เป็นได้สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมสนุกๆ ภาพน่ารัก เอาไว้เล่นกับเพื่อน เล่นกับแฟน หรือเอาไว้เล่นฆ่าเวลา KartRider: Drift ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่เลวเลย ด้วยองค์ประกอบของเกมฟรี เข้าถึงง่าย เล่นเป็นง่าย โหมดที่รองรับคนหลากหลายประเภท ทั้ง Speed Mode ที่วัดฝีมือการขับรถกันเพียวๆ หรือ Time Attack ที่เน้นความท้าทายกับผู้เล่นแถมยังตัวเกมยังรองรับหลายแพลตฟอร์ม และไร้ระบบ Pay To Win เกมแข่งรถสายแคชชวลเกมนี้ก็น่าจับตามอง และเชื่อว่าในเกมเวอร์ชั่นเต็มน่าจะปรับแก้ข้อบกพร่องต่างๆ ได้ไม่มากก็น้อย
17 Dec 2021
[Review] รีวิวเกม Thunder Tier One "คืนสู่เหย้า รากเหง้าเกม Tactical Shooter"
เกมยิงเชิงกลยุทธ์หรือ Tactical Shooter เป็นหนึ่งในแนวเกมที่ปัจจุบัน บรรดาผู้พัฒนาเกมซึ่งเคยทำเกมแนวนี้จนเป็นกลายเป็นแม่แบบให้กับวงการ กลับหลงทาง ออกทะเล จนกู่ไม่กลับ แค่เรากล่าวประโยคเดียว เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึง Ubisoft เป็นรายชื่อต้นๆ กับ Ghost Recon และ Rainbow Six ยิ่งพูดก็ยิ่งเหนื่อยใจ กับสถานะของเกมทั้งสอง อีกเกมก็จะโดดร่ม อีกเกมก็จะยิงเอเลี่ยน (ถอนหายใจเฮือกใหญ่) จึงเป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นทีมพัฒนาทั้งค่ายเล็กหรือค่ายกลาง พยายามพัฒนาเกม tactical shooter ให้ย้อนกลับไปสู่จุดที่ทำให้เกมแนวดังกล่าว รุ่งเรืองและเป็นที่จดจำ ทั้ง Insurgency, Zero Hour, GROUND BRANCH, Ready Or Not และเกมที่เรากำลังจะกล่าวถึงอย่าง Thunder Tier OneThunder Tier One เป็นเกมแนว Realistic Top-down Shooter แตกต่างจากเกมอื่นที่กล่าวข้างต้น ซึ่งล้วนเป็นเกมแนว First-Person Shooter ความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้กลายเป็นจุดสนใจ เพราะเกม Top-down Shooter (มุมมองตาสวรรค์จากด้านบน) แบบกึ่งสมจริงมีจำนวนไม่มากสักเท่าไรเมื่อเทียบกับ First-Person Shooter ยกตัวอย่างเช่นเกม Police Stories, Foxhole และ Intravenous เป็นต้น นอกจากนั้น ชื่อเสียงของทีมพัฒนาก็เป็นอีกจุดสนใจ สำหรับทีม KRAFTON, Inc. ผู้พัฒนาเกมซึ่งสร้างกระแสนิยมในแนว battle royale อย่าง PUBG: BATTLEGROUNDSเรื่องราวเบื้องต้นเรื่องราวในเกม Thunder Tier One อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เป็นเรื่องของหน่วยกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย Thunder ต้องลงพื้นที่ทำภารกิจเด็ดหัวผู้นำองค์กรก่อการร้ายที่ผันตัวมาจากกองกำลังกึ่งทหาร SBR ซึ่งกำลังก่อการอุกอาจในประเทศ Salobia เนื้อเรื่องในเกมเป็นเพียงเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เราออกไปเด็ดหัวผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่จุดขายและจุดมุ่งหมายสำคัญของเกม ฉะนั้น หัวใจหลักของ Thunder Tier One จริงๆ คือระบบการเล่นที่ทำมาเพื่อสร้างความประทับใจและตอบแทนคอเกมยิงเชิงกลยุทธ์จนสาแก่ใจระบบการเล่นระบบการเล่นของ Thunder Tier One นำผู้เล่นย้อนไปสู่จุดสูงสุดของเกมแนวดังกล่าว หากเปรียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Thunder Tier One คือ Ghost Recon และ Rainbow Six ในยุคแรก ทั้งระบบเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ช่วงปฏิบัติภารกิจ (off-battle) และระบบการเล่นตอนปฏิบัติภารกิจช่วงเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ช่วงปฏิบัติภารกิจ (off-battle)ช่วงเตรียมตัว เกมมีระบบการปรับแต่งเจ้าหน้าที่แบบละเอียดในระดับหนึ่ง ตั้งแต่หัวจรดเท้า เกมแบ่งเป็นสองหมวดคือ 1. เครื่องแต่งกาย 2. อาวุธและอุปกรณ์ ในด้านเครื่องแต่งกาย แบ่งเป็นเครื่องแต่งกายหลัก กับเครื่องแต่งกายรอง จำพวกไม่ส่งผลต่อค่าสถานะอย่างมีนัย การสวมใส่จะส่งผลต่อค่าสถิติของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด มากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทข้างต้น โดยค่าสถานะประกอบด้วยHead Protection ส่งผลกับการป้องกันศีรษะBody Protection ส่งผลกับการป้องกันลำตัวMobility ส่งผลกับความเร็วเคลื่อนที่, การฟื้นตัวจากอาการเหนื่อยหอบ และการปีนป่ายสิ่งกีดขวางDexterity ส่งผลกับการสลับอาวุธและรีโหลด, ความนิ่งการเล็งเป้า, หยิบของจากพื้น และปีนบันไดEncumbrance ส่งผลกับค่าความเหนื่อยโดยรวมและการส่งเสียงจากตัวเจ้าหน้าที่ส่วนอาวุธแต่ละชิ้นก็มีค่าสถานะเฉพาะตัวตามเอกลักษณ์ของปืนแต่ละกระบอก เกมไม่มีจำกัดการเข้าถึงปืน ปืนทุกกระบอกเราสามารถหยิบใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขตั้งแต่เริ่มเล่นเกมครั้งแรก รวมถึงอุปกรณ์เสริมก็เช่นกัน ทั้งอาวุธและอุปกรณ์จะมีแต้มกำหนดไว้แต่ละชิ้น (ในเกมเรียกว่า budget) การเลือกใช้อาวุธและอุปกรณ์ดังกล่าวจะบริโภคแต้มตามที่เกมกำหนดไว้ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละชิ้น โดยปกติเกมกำหนดให้ผู้เล่นสามารถใส่ได้สูงสุดที่ 24 แต้ม (แต่ผู้เล่นสามารถปรับแต่งกฎเรื่องแต้มเองได้ตามต้องการ)ปัจจุบันเกมมีอาวุธรวม 30 กระบอก ตั้งแต่ปืนพกจนถึงสไนเปอร์ ปืนแต่ละกระบอกสามารถใส่อุปกรณ์เสริมเพิ่มความแม่น (และเท่) ได้เช่นกัน แต่ของแต่งบางชิ้นก็บริโภคแต้มตามที่กล่าวไปข้างต้น ปืนบางกระบอกมีกระสุนให้เลือกใช้มากกว่าหนึ่งชนิด เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์และความถนัด และเกมมีระบบเลเวลผู้เล่น แต่อย่าตื่นตระหนก ระบบดังกล่าวมีไว้เพื่อปลดล็อกสีปืน, สีเครื่องแต่งกาย และพวกเครื่องแต่งกายทั้งหลักและรองโดยก่อนลงปฏิบัติภารกิจ เกมมีการสรุปข้อมูลสำคัญในภารกิจให้ผู้เล่นได้เรียนรู้ จะไม่อ่านก็ได้ตามสะดวก แต่หากได้อ่านแล้ว ข้อมูลทุกอย่างที่เกมบอกเป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการบอกว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการเวรยามหรือไม่ พื้นที่บางจุดสามารถเข้าถึงได้โดยใช้อุปกรณ์พิเศษผ่านทางเข้าไปผลจากระบบการปรับแต่งที่ละเอียด ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างแนวทางการเล่นที่ตนต้องการได้ตามใจนึก ไม่ว่าจะเล่นแนวหน้าสายฝ่ากระสุน แนวหลังสายสนับสนุน แนวซุ่มยิงเด็ดหัวทรชน หรืออื่นๆ ตามที่จะสรรหา เมื่อลงสนาม ปฏิบัติภารกิจ แนวทางการเล่นของผู้เล่นแต่ละคนจะส่งผลชัดเจนต่อรูปแบบการเล่นในทุกๆ รอบ อย่างเช่น เรากับเพื่อนร่วมทีมเน้นปรับแต่งอุปกรณ์มาเพื่อลอบเร้นเข้าปฏิบัติการ หากเราไม่พลาดทำให้ศัตรูตื่นตระหนก เราก็จะได้เกมการเล่นแบบแนวลอบเร้นไปจนจบตา หรือหากต้องการสาดกระสุนไม่สนสี่สนแปด เราก็จะได้เกมการเล่นแนวยิงแ*งเลย (shoot 'em up) สะใจไปจนจบตาอีกเช่นกันช่วงปฏิบัติภารกิจรากฐานของระบบเกมการเล่น Thunder Tier One คือความกึ่งสมจริง ซึ่งเป็นหัวใจของแนวเกม tactical shooter ในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบเรื่องนาทีสังหาร (time-to-kill) อันไวว่อง กระสุนเพียงนัดเดียวสามารถสังหารหรือถูกสังหารได้ การยิงหรือถูกยิงแต่ละนัดจะถูกคำนวณและส่งผลจากการแต่งกายของผู้เล่นความเปิดกว้างในการเข้าทำ (open-ended map) เกมใช้การออกแบบแผนที่แบบกึ่งเปิดกว้าง ไม่ถึงขั้นโลกเปิด (open world) ความแตกต่างจากแผนที่แบบโลกเปิดคือ เมื่อออกแบบโดยใช้ปรัชญาของเกมกึ่งเปิดกว้าง ผู้พัฒนาจะใส่รายละเอียดในแผนที่แบบยิบย่อยได้ลงลึกมากกว่า ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Ghost Recon และ Rainbow Six ในยุคแรก เกม Thunder Tier One จึงมักโยนผู้เล่นลงไปในแต่ละพื้นที่ แล้วให้ผู้เล่น “ออกแบบการเล่น” อย่างที่ตนต้องการ การเล่นแต่ละรอบจะไม่เหมือนกัน หากผู้เล่นเลือกใช้เส้นทางใหม่ๆ ในการเข้าทำการเล่นเป็นทีม เมื่อพิเคราะห์ เกมถูกออกแบบให้เล่นกับเพื่อนมากกว่าเล่นคนเดียว นอกจากความไม่สมบูรณ์ของ AI ร่วมทีม การเล่นกับผู้เล่นจริงๆ ดึงประสิทธิภาพ ความสนุก และความสะดวกของเกมได้มากกว่า เนื่องด้วยเกมมีความยากในระดับหนึ่ง ประกอบกับต้องการความร่วมมือจากเพื่อนร่วมทีม ทั้งการสนับสนุนการยิง การใช้อุปกรณ์ การตรวจสอบตำแหน่งศัตรู การสำรวจพื้นที่ และการบุกเข้าทำโดยอาศัยความเป็นทีม หากได้เล่นแบบสื่อสารกันอย่างจริงจัง เราอาจเล่นแบบสวมบทบาทอย่างเกม milsim (จำลองการปฏิบัติการทหาร) ได้เลยทีเดียวเมื่อทุกองค์ประกอบล่อหลอมเข้าด้วยกัน ทั้งระบบช่วงก่อนปฏิบัติภารกิจและช่วงปฏิบัติภารกิจ ส่งผลให้เกม Thunder Tier One มีเกมการเล่นที่ย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของเกมยิงเชิงกลยุทธ์แบบดั้งเดิม ทั้งต้องอาศัยความใจเย็นในการเข้าทำ ต้องวางแผนเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ต้องใช้ความแม่นยำในการสังหารศัตรู เพราะทุกย่างก้าวของความผิดพลาดนำไปสู่ความตายและความล้มเหลวของภารกิจ ถึงแม้เกมอาศัยมุมมอง top-down แต่มันไม่ได้บั่นทอนความเป็นเกมยิงเชิงกลยุทธ์แม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น การใช้มุมมองดังกล่าวมันทำให้ผู้เล่นมองภาพรวมชัดกว่าเดิม เพราะเราเห็นทุกการกระทำของตัวเองและเพื่อนร่วมทีม ทำให้การร่วมมือระหว่างผู้ในทีมมีความลื่นไหลมากกว่าเกมที่ใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งพอสมควร (และลดอาการคลื่นเหียนอาเจียนไส้ ผลพวงจากการแพ้ภาพเคลื่อนไหวในเกมมุมมองบุคคลที่หนึ่ง)แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลโดยรวม Thunder Tier One เป็นเกมที่มีรากฐานมั่นคงและพร้อมนำไปต่อยอดให้ไปไกลกว่าตอนนี้ แต่ปัญหากลับอยู่ที่ประเด็นปริมาณเนื้อหาเกมที่มีน้อยจนน่าใจหาย เกมมีภารกิจหลักให้เล่นเพียง 9 ด่าน ส่วนโหมดผู้เล่นหลายคนก็นำด่านดังกล่าวมาใช้ซ้ำ ไม่ได้มีเนื้อหาแยกย่อยไปเป็นของตัวเอง ประกอบกับยังไม่มีแผนการอัปเดตเนื้อหาเกมจากผู้พัฒนาแต่อย่างใด ปัจจุบันคงต้องฝากความหวังไว้กับนักม็อด เนื่องจากเกมมีระบบ Steam Workshop หากคิดในอีกมุมก็มีความเป็นไปได้ เหตุที่มีระบบ Steam Workshop เพราะผู้พัฒนาก็อาจฝากความหวังไว้กับนักม็อดเช่นกัน ...
14 Dec 2021
[แนะนำเกม] Thetan Arena: เกม NFTs แนว MOBA เกมแรกของโลก!
สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้พวกเรา GameFever ก็มีเกม NFTs มาแนะนำกันอีกแล้ว มีใครกำลังรออยู่บ้าง ยกมือขึ้น! ซึ่งเกมนี้ก็ได้เปิดตัวมาสักพักแล้ว และกระแสตอบรับก็ค่อนข้างดีทีเดียว อันที่จริงต้องบอกว่าเป็นที่น่าจับตามองตั้งแต่เกมยังไม่เปิดแล้ว เพราะเขาเคลมตัวเองว่าเป็น NFTs MOBA เกมแรกของโลก! จะน่าสนใจแค่ไหนเราลองไปดูรายละเอียดของเกมนี้พร้อมกันเลยดีกว่าThetan Arenaคือเกม Blockchain-based MOBA & Battle Royale ที่รันอยู่บน Binance Smart Chain (BSC) โดยทางทีมงานได้ดีไซน์ให้เกมมีสิ่งน่าสนใจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกมเพลย์หรือระบบ in-game economy เพื่อให้เกมนี้เป็นผู้นำตลาดเกม Play-to-Earn และให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการเปิดพื้นที่สำหรับนักลงทุน Crypto เกมเมอร์และสตรีมเมอร์ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการที่นักลงทุนและคนเล่นเกมสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้จะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แถมตัวเกมยังมีพาร์ทเนอร์ชื่อดังมาร่วมลงทุนด้วยหลายเจ้าตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวเกมเสียอีกโดยเกม Thetan Arena ถูกพัฒนาโดยผู้พัฒนา / Developer ชาวเวียดนาม Wolffun ซึ่งเคยฝากผลงานระดับ Editor's Choice ของ Google Play อย่าง Tank Raid Online และ Heroes’ Strike ด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งมาแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะ "คาดหวัง" กับเกมนี้ได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะThetan Arena รองรับการเล่นบน PC, Android และ IOS ซึ่งล้วนเป็นช่องทางที่สะดวกสำหรับคนส่วนใหญ่ทั้งนั้น และเราสามารถเริ่มเล่นได้แบบ Free-to-Play อีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ไปลองโหลดมาเล่นกันเลย!Battle Start!หลังจากเราโหลดตัวเกมมาแล้วให้ลงทะเบียนด้วยอีเมลก่อน เพื่อจะได้รับประโยชน์จากระบบเกมได้เต็มที่ จากนั้นตัวเกมจะพาเราเข้าสู่ Tutorial ซึ่งข้อดีนอกจากการสอนวิธีเล่น (ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้ยากอะไรเลย) เลย ยังเป็นที่ให้เราทำความคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของตัวละครด้วย บางคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็จะได้ตัดสินใจเลยว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้หลังจบการฝึก ทางเกมจะมีกล่องให้เราสุ่มฮีโร่จำนวน 3 ตัว ไปลงสนามแบบฟรีๆ ส่วนใครจะได้ตัวไหนก็ต้องลุ้นเอาเนอะ เพราะฮีโร่ในเกมจะแบ่งได้เป็น 3 คลาส คือ Tank, Assasin และ Maskman ที่จะมีจุดเด่นและวิธีการจู่โจมที่ต่างกันออกไป ซึ่งเราสามารถเลือก Try เพื่อลองเล่นดูก่อนได้จ้า~ส่วนการเข้าเกมนั้นเราสามารถดูได้ที่ด้านขวาล่าง ข้างปุ่ม Start เราจะสามารถเลือกโหมดได้ ใครชอบ Battle Royale ก็มีทั้งแบบเดี่ยวและคู่ หรือจะเลือกกันฐานในโหมด Tower เก็บแต้มใน Superstar ก็เลือกตามชอบ ส่วนสายลุยเน้น kill รัวๆ ก็แนะนำ Death match เลย!! แต่ก่อนลงสนามอย่าลืมจัดการสกิลที่อยู่ทางด้านซ้ายของล็อบบี้ก่อนด้วยล่ะส่วนการควบคุมนั้นเข้าใจไม่ยากเลย การเดินจะใช้ Controller ทางซ้ายส่วนปุ่มทางขวาจะเป็นการยิงและออกสกิลต่างๆ แต่สิ่งที่ควรระวังคือจำนวนกระสุนที่ยิงได้ ซึ่งสังเกตได้จากแถบใต้หลอดเลือดของเรา ฉะนั้นต้องวางแผนเล่นให้ดีเพราะเราจะรัวกระสุนอย่างใจอยากไม่ได้นั่นเองRanking & Rewardและทุกครั้งที่เราชนะเกม เราจะได้ทั้งค่าประสบการณ์และ Throphies ที่จะใช้อัพเลเวลของฮีโร่ที่เราใช้ แถมยังเป็นแต้มสะสมรับของรางวัล Season pass ได้อีกด้วย ยิ่งเราชนะมาก ก็จะได้ Throphies สะสมมาก กลับกันถ้าแพ้ Trophies ก็ลดฮวบๆได้เช่นกัน How to earnมาถึงเรื่องสำคัญที่หลายคนคงอยากรู้ว่า "แล้วเราจะได้เงินได้อย่างไร?"  ขั้นต้นมูลค่าที่เราจะได้รับจากการเล่นเกมคือการสะสม Theatan Coin (gTHC) จากการเล่นเกม โดยจะได้จากรางวัลใน Season Pass ที่เราสะสม Throphies ถึงในแต่ละระดับแต่อีกวิธีที่ดีและง่ายกว่า คือการลงทุนซื้อฮีโร่จาก Marketplace หรือเปิดกล่องสุ่มเพื่อรับ NFTs Hero ซึ่งเราจะสามารถรับ gTHC ได้ทันทีหลังจบแมตช์ (ถ้าชนะจะได้เหรียญมาก ถ้าแพ้ก็ได้เช่นกันแต่น้อยหน่อย) ส่วนฮีโร่ฟรีที่เราได้ตอนต้นเกมจะไม่มีฟีเจอร์นี้นะจ๊ะถ้าอยากรู้ว่าเหรียญที่เรามีตอนนี้มูลค่าเท่าไหร่ หรือจะดำเนินการ Claim เหรียญออก ก่อนอื่นให้เพื่อนๆ connect กระเป๋า Metamask เข้ากับ Marketplace ของเว็บไซต์เกมเสียก่อน (อย่าลืมสลับ network ให้เป็น BSC ก่อนด้วยนะ) จากนั้น Sync Data เข้ากับอีเมลที่เราสมัครเกมไว้ ก็จะมีข้อมูลเหรียญที่เราเคยได้รับจากในเกมแสดงขึ้นมาพร้อมเทียบมูลค่าเป็น USD (ดอลล่าห์สหรัฐฯ) มาให้ด้วยส่วนวิธีการถอน ให้เราแปลง gTHC เป็น THC ก่อน โดยคนที่ใช้ NFTs Hero จะต้องมีอย่างน้อย 750 gTHC ขึ้นไปจึงจะแลกได้ ส่วนสายฟรีจะต้องไต่ถึงแรงค์ Bronze 1 เสียก่อนจึงจะทำการแลกเหรียญได้ อ้อ! และในการแลกแต่ละครั้งจะมีค่าธรรมเนียมด้วยนะ อย่าลืมเช็คมูลค่ารวมในการแลกแต่ละครั้งให้ดีล่ะสุดท้ายนี้...จะเห็นได้ว่าต่อให้มาตัวเปล่าก็มีโอกาส Play-to-Earn กับเขาได้เหมือนกัน เพียงแต่อาจจะต้องแลกมากกับหยาดเหงื่อและความร้อนบนหัวที่มากหน่อย ซึ่งจากที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับคนที่เล่นเกมนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ต้องมีทีม" ไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะไต่แรงค์ได้นั้นมีน้อยมาก ส่วนหลายคนที่มีเพื่อนพากันเล่นก็รับเงินมากันหลายคนแล้วเช่นกัน ส่วนใครที่กล้าลงทุน ขอแค่ใน 1 วันเล่นจนครบจำนวนรอบก็รอรับเงินไป แต่เห็นว่าถ้าวันนั้นแพ้รัวๆก็ขาดทุนเหมือนกันนะ ในด้านของมูลค่าเหรียญ gTHC ที่ใน Day1 นั้นราคาพุ่งสูงจนน่ากลัว แต่เหมือน ณ ปัจจุบันราคาจะเริ่มนิ่งแล้ว และมีหลายคนคาดการณ์ว่าถ้า Dev บริหารเกมดี เกมนี้อยู่ยาวเหมือน Axie infinity ได้แน่ ด้วยการออกแบบระบบหลายๆอย่างที่คล้ายกันนั่นเอง ซึ่งก็ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ เอาเป็นว่าเรามารอลุ้นไปด้วยกันดีกว่า เพราะ Roadmap ของเกมยังมีอะไรรอเราอยู่อีกเยอะ ไม่เชื่อลองดูรูปด้านล่างนี้ได้อย่างไรก็ดี อย่างที่เราบอกเสมอว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนจะเสียเงินอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนและประเมินความเสี่ยงให้ดีว่าเรารับได้แค่ไหน และบทความนี้เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าเนื้อหาในเกมซึ่งยังไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด ถ้าใครสนใจ Play-to-Earn กับเกมนี้จริงๆ อย่าลืมไปหาข้อมูลทั้งจาก Official website และ Community ต่างๆ ให้ดีก่อน จะชัวร์กว่าลองผิดลองถูกเองเน้อส่วนในด้านของความเป็น "เกม" ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบ ส่วนตัวมองว่าเป็นเกมที่โอเคเกมหนึ่งเลย เพราะความง่ายของ gameplay ความหลากหลายของโหมดการเล่นที่เราสามารถเลือกได้ตามความถนัด ระยะเวลาในเกมที่ไม่นานเกินไป แถมความเสถียรของการประมวลผลยังทำได้ค่อนข้างเร็ว ถือเป็นคอมโบที่เลิศในการเล่นเกมเพื่อฆ่าเวลาหรือเพื่อความบันเทิง สิ่งที่หลายคนอาจจะขัดหูขัดตาหน่อยก็คือการเคลื่อนที่ของตัวละครที่ไม่ค่อยได้ดั่งใจ รวมถึงกราฟฟิคที่ดูเหมือน Browser Game ยุคเก่าก็ทำให้เซ็งอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเทียบในตระกูลเกม NFTs เน้น Play-to-Earn ก็อาจจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ ในส่วนนี้คงแล้วแต่รสนิยมของผู้เล่นเลยว่าจะรับได้มาก-น้อยแค่ไหน แต่เอาจริงๆมันก็ไม่ได้ส่งผลกับ Gameplay มากขนาดนั้นหากเราเล่นจนจับจังหวะ Action ต่างๆในเกมได้ ทุกอย่างก็อยู่ในการควบคุมเราอย่างง่ายดายเช่นกัน!!
12 Dec 2021
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ซีซั่น 1: ซีรีส์อนิเมชั่นที่จะกลายเป็น "ตำนาน" สมชื่อ League of Legends
ไม่ว่าจะในฐานะอดีต “เกมออนไลน์ที่มีคนเล่นมากที่สุดในโลก” หรือ “หนึ่งในเกมอีสปอร์ตชั้นนำของโลก” ไปจนถึงการมีตัวตนอยู่ในวงการดนตรีผ่านวง Virtual ต่างๆ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยว่า ‘League of Legends’ ถือเป็นเกมและ/หรือแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมากพอสมควรอยู่แล้ว โดยน้อยคนในวงการเกมที่จะไม่รู้จักกับเกมนี้ ไม่ว่าจะเคยเล่นหรือไม่ก็ตามแต่ไม่ว่าแฟรนไชส์ LoL จะประสบความสำเร็จแค่ไหนในอดีต เชื่อว่าทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความสำเร็จที่แท้จริงของแฟรนไชส์เท่านั้น เพราะซีรีส์อนิเมชั่น ‘Arcane’ ได้พิสูจน์แล้วว่าจักรวาล League of Legends ที่เราเคยเห็นมาตลอด เป็นเพียงเสี้ยวกระจิ๊ดริดของศักยภาพที่แท้จริงของแฟรนไชส์นี้ ด้วยเนื้อเรื่องและตัวละครที่เขียนออกมาได้อย่างเฉียบคม และเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความเป็นมนุษย์ที่คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้ไม่ว่าจะเป็นแฟนเกมมาก่อนหรือไม่ก็ตาม เมื่อนำมารวมกับผลงานอนิเมชั่นและการจัดภาพชั้นครูโดยค่ายสัญชาติฝรั่งเศษ Fortiche Productions ทำให้ Arcane ไม่ได้เป็นเพียงผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดบน Netflix แต่อาจเป็นผลงานซีรีส์อนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของการดัดแปลงวิดีโอเกมเลยทีเดียว(อ่านรีวิว ตอน 1-3 และ 4-6)เรื่องราวของ Arcane จะตั้งอยู่ในเมือง Piltover เมืองแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันีุ่งเรือง และ Zaun ย่านสลัมใต้ดินของเมือง Piltover ที่รู้จักกันในนาม “เมืองเบื้องล่าง” (Undercity) ที่ถูกควบคุมโดยอาชญากรและแก๊งมาเฟียต่างๆ แถมยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีและก๊าซจากใต้ดิน ทำให้สภาพการดำรงชีวิตของผู้คนในเมืองเป็นไปอย่างลำบาก โดยผู้คนจากเมืองทั้งสองต่างมองอีกฝ่ายด้วยความเหยียดหยาม ในฝั่ง Piltover ก็มองชาวเมืองเบื้องล่างเป็นเพียงเดนมนุษย์สกปรก ในขณะที่ชาวเมือง Zaun ก็มองผู้คนในอีกเมืองเป็นผู้กดขี่ที่คอยเอาเปรียบพวกเขาตลอดเวลาความขัดแย้งที่ก่อตัวมายาวนาน นำไปสู่การก่อจลาจลโดยผู้คนของเมืองเบื้องล่างที่ต้องการจะแยกตัวออกจาก Piltover และปกครองตนเอง ซึ่งถูกปราบอย่างโหดเหี้ยมโดยกองกำลังรักษากฏหมายของ Piltover โดยในกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตยังรวมถึงพ่อแม่ของ ‘ไว’ (Vi ย่อจาก Violet) และ ‘พาวเดอร์’ สองพี่น้องจากเมืองเบื้องล่าง ผู้ซึ่งต้องเอาชีวิตรอดด้วยการลักเล็กขโมยน้อยพร้อมกับแก๊งโจรเล็กๆ ของพวกเธอซีรีส์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแก๊งของไวและพาวเดอร์ได้รับคำแนะนำให้ไปปล้นห้องทดลองแห่งหนึ่งในเมือง Piltover โดยการกระทำครั้งนั้นทำให้พวกเธอต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Piltover และ Zaun อีกครั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่จะทำลายความสัมพันธ์ของพวกเธอลงในที่สุดเนื้อเรื่องของ Arcane ซีซั่นแรกอาจแยกออกได้เป็นสองซีกใหญ่ๆ เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ไว’ และ ‘พาวเดอร์’ เป็นซีกแรก ในขณะที่อีกซีกคือเรื่องราวของเจซ (Jayce) และวิคเตอร์ (Viktor) สองนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ให้กำเนิดเทคโนโลยี ‘Hextech’ เพื่อให้มนุษย์สามารถควบคุมเวทมนต์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์สำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่แฟนดั้งเดิมของ LoL ความสัมพันธ์พี่-น้องของไวและพาวเดอร์ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้มาก่อนว่าพวกเธอเป็นใครในบริบทของโลก Runeterra เพราะปมขัดแย้งต่างๆ ของทั้งสอง ในขณะที่เจซและวิคเตอร์ก็ช่วยให้ทั้งแฟนดั้งเดิมและแฟนหน้าใหม่ได้ทำความรู้จักกับโลกของซีรีส์ได้ลึกขึ้น และได้เห็นแง่มุมที่อาจไม่เคยได้เห็นมาก่อนในเกมหรือสื่ออื่นๆ ในแฟรนไชส์ League of Legends อีกด้วยสิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเมื่อมองซีรีส์จากภายนอก คือการที่เนื้อเรื่องและเหตุการณ์หลายๆ อย่างถูกนำเสนอด้วย “ความเป็นผู้ใหญ่” มากอย่างคาดไม่ถึง ตัวละครทุกตัวต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์และความเป็นจริงอันแสนเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สำคัญคือเหตุการณ์ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกของ “มนุษย์” ล้วนๆ มากกว่าจะเป็นเหตุผลไซไฟแฟนตาซีกู้โลกอะไรก็ไม่รู้ โดยไม่มีการแก้ปัญหาแบบ “เอาง่าย” หรือ “ขอไปที” เลยในฝั่งของผู้เขียนบทเรื่องราวทั้งหมดยังถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานอนิเมชั่นชั้นครูของ Fortiche Productions ที่สามารถผสมผสานกราฟฟิกแบบ 2D และ 3D เข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งสามารถมอบชีวิตชีวาให้กับตัวละครทุกตัวได้อย่าง “สมจริง” ทั้งในแง่ภาษากายและสีหน้า ซึ่งไม่ใช่คำชมที่มักจะนึกถึงเวลาพูดถึงผลงานอนิเมชั่นที่จัดจ้านขนาดนี้ ทำให้ภาพทุกฉากในซีรีส์มอบความรู้สึกราวกับภาพสีน้ำที่ขยับได้ และที่น่าชมมากกว่านั้นอีกคือเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพ ที่สามารถสื่อความหมายและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครออกมา พร้อมนำพาอารมณ์ของผู้ชมไปด้วยอย่างแยบยลหากจะมีอะไรให้ตำหนิซะหน่อยเกี่ยวกับซีซั่นแรกนี้ โดยส่วนตัวคงเป็นเรื่องของ Pacing หรือจังหวะในการเล่าเรื่องที่รวดเร็วเหลือเกิน โดยทิ้งคำถามหลายๆ อย่างให้ผู้ชมต้องตีความคำตอบเอาเองจากบทพูดหรือองค์ประกอบในฉาก มากกว่าจะแสดงคำตอบนั้นให้เห็นตรงๆ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้ผลงานด้านการอนิเมชั่นและเนื้อเรื่องโดยรวมเสียไปนัก แต่ก็อาจพูดได้ว่าซีรีส์ Arcane มักจะทำผิดกฏ “Show, Don’t Tell” (จงแสดงให้เห็น มากกว่าเล่าให้ฟัง) ของสื่อซีรีส์และภาพยนตร์บ่อยครั้งเหมือนกันยกตัวอย่างเช่นตัวละครพาวเดอร์ ที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างถึงได้เสียสติไปเช่นนี้? อะไรทำให้เด็กหญิงขี้อายไม่สู้คนในซีรีส์ตอนที่ 3 กลายเป็นอาชญากรบ้าคลั่งที่พร้อมฆ่าคนไม่เลือกหน้า? เธอใช้ชีวิตแบบไหนมาถึงได้เก่งขึ้นขนาดนั้น?หรืออย่างความสัมพันธ์ระหว่างจิ๊งซ์และพ่อบุณธรรมอย่างซิลโก้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองถึงทำให้รักกันขนาดนั้น ถึงขนาดที่ซิลโก้พร้อมจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตและความใฝ่ฝันของตัวเองเพื่อจิ๊งซ์ได้? หรือกระทั่งพัฒนาการของเจซ จากหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่ประสา ไปสู่ผู้นำของสภาปกครองเมือง Piltover ที่พร้อมจะเขี่ยอาจารย์ผู้นับถืออย่าง Heimerdinger ไปจากตำแหน่ง ซึ่งแลดูจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเจซยังเกรงใจ Heimerdinger จนไม่กล้าเปิดเผยสิ่งประดิษฐ์ใหม่อยู่เลยแน่นอนว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง “ความเรื่องมาก” ของผู้เขียนคนเดียว และต้องยืนยันว่าผู้เขียนยังมอง Arcane เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมในระดับที่หาผลงานมาเทียบได้ยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าถ้าซีรีส์ให้เวลาในการเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปทีละขั้น หรือซีซั่นมีความยาวกว่านี้ซัก 2-3 ตอน ก็อาจจะมีพื้นที่มากพอจะให้เหตุการณ์ต่างๆ สามารถดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าอาจจะเป็นข้อจำกัดในด้านการผลิต เพราะแค่ซีซั่นแรกนี้ก็ใช้เวลาสร้างกว่า 6 ปีแล้ว และซีซั่น 2 ที่จะตามมาก็อาจกินเวลามากกว่า 2 ปีในการผลิต สุดท้ายการใช้ทางลัดในการเล่าเรื่องบ้างจึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในฝั่งของผู้สร้างสุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะมีข้อตำหนิอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Arcane เป็นผลงานอนิเมชั่นที่ตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับผลงานการดัดแปลงเกมสู่ซีรีส์หรือภาพยนตร์ รวมไปถึงซีรีส์อนิเมชั่นโดยรวมด้วย ที่สำคัญคือ Arcane ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับซีรีส์ League of Legends ในแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน และทำให้แฟรนไชส์ MOBA ที่กระแสนิยมเริ่มตกลง สามารถกลับมาฮิตติดปากทั้งเกมเมอร์และผู้บริโภคทั่วไปได้ไม่ต่างกันแม้จะมีข้อติเล็กน้อยในส่วนของจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปหมด แต่บอกเลยว่าถ้าผลงานในร่ม Riot Forge สามารถคงมาตรฐานที่ทั้ง Arcane และ Ruined King: A League of Legends Story ได้ตั้งเอาไว้สำหรับผลงานอื่นๆ ในอนาคต ความฝันที่จะดัน League of Legends ให้กลายเป็น “แฟรนไชส์แห่งยุคสมัย” ก็อาจไม่ไกลเกินเอื้อม
23 Nov 2021
[Review] รีวิวเกม Ruined King: A League of Legends Story "JRPG ไซส์กระทัดรัดที่เพลินเกินคาด"
แฟนๆ ของเกม MOBA ยอดฮิตอย่าง League of Legends ได้รับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ไปเร็วๆ นี้ในงาน Riot Forge x Nintendo Switch Showcase ที่จัดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อผู้พัฒนา Riot Games ประกาศวางจำหน่ายเกมที่หลายคนรอคอยอย่าง Ruined King: A League of Legends Story ออกมาให้แฟนๆ ได้เล่นกันอย่างกระทันหันภายในงาน หลังจากที่ไม่ได้ปล่อยข่าวคราวอัปเดตมาซักพักใหญ่ๆ โดยเกมนี้ถือเป็นผลงานภายใต้ร่ม Riot Forge ที่ร่วมสร้างซีรีส์อนิเมชั่นสุดตระการตาอย่าง Arcane อีกด้วยหลังจากที่เล่นเกม Ruined King จนจบเนื้อเรื่อง (และทำภารกิจเสริมทั้งหมด + เก็บอาวุธในตำนานให้ตัวละครทุกตัว ใช้เวลาทั้งสิ้นราว 40 ชั่วโมง) ต้องยอมรับว่าทั้ง Riot Forge และผู้พัฒนา Airship Syndicate ได้ดัดแปลงโลกและตัวละครของ League of Legends มาสู่เกม JRPG นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งระบบการต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจ ไปจนถึงเนื้อเรื่องและตัวละครที่เขียนมาอย่างเฉียบคมมีมิติ และยังรวมถึงการออกแบบสถานที่ต่างๆ ในเกม ที่เต็มไปด้วยความลับและปริศนาให้ผู้เล่นได้ค้นหาอยู่เสมอ จนบางครั้งก็รู้สึกว่า “วางไม่ลง” เลยทีเดียวแม้จะมีบางจุดที่ยังปรับปรุงได้ในด้านการออกแบบระบบปลีกย่อยและในเรื่องของการแก้บั๊คต่างๆ โดยเฉพาะในเกมเวอร์ชั่น Nintendo Switch แต่ Ruined King: A League of Legends Story เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดว่าแม้แต่ยักษ์อย่าง League of Legends ก็ยังเติบโตได้อีกมาก การเดินทางเพื่อปัดเป่าม่านหมอกแห่งอดีตเรื่องราวของ Ruined King: A League of Legends Story จะตั้งอยู่ในเมือง Bilgewater และติดตามการเดินทางของกลุ่มฮีโร่จากจักรวาล League of Legends เพื่อหาทางยับยั้งการคืบคลานของ “หมอกสีดำ” ที่กระจายออกมาจากเกาะต้องสาป Shadow Isles ซึ่งนำพาเหล่าวิญญาณร้ายมาจู่โจมเหล่าผู้คนในเมืองอยู่เป็นระยะ พร้อมกับหยุดไม่ให้ราชาต้องสาป “Viego” (หรือ Ruined King) คืนชีพกลับมาอีกครั้งด้วยผู้เล่นจะต้องควบคุมกลุ่มตัวละครหลัก 6 ตัวจากเกม ที่ล้วนมีอดีตและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันในการร่วมเดินทางครั้งนี้ โดยสิ่งที่ต้องชมคือตัวละครทุกตัวล้วนมี “ตัวตน” และอุปนิสัยที่ชัดเจนและแตกต่างกันมากๆ และสามารถรับ-ส่งบทกันอย่างคมคายได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Sarah Fortune” ราชินีโจรสลัดแห่ง Bilgewater ผู้จมปลักกับความแค้น หรือ “Yasuo” นักดาบพเนจรที่วิ่งหนีความผิดพลาดในอดีต ตัวละครทุกตัวล้วนมี “ปม” หรือ “การยึดติด” บางอย่างที่ขับเคลื่อนการกระทำของพวกเขา ซึ่งช่วยเสริมมิติให้เรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเกมจะมีระบบฉากสนทนาระหว่างตัวละครให้ดูได้เมื่ออยู่ที่จุดพัก (คล้ายกับเกมตระกูล Tales of นั่นเอง) ซึ่งสามารถเปิดเผยความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อีกทางด้วยในรีวิวซีรีส์ Arcane ของ GameFever ซึ่งเป็นผลงานใต้ร่ม Riot Forge เช่นเดียวกัน เราได้กล่าวชมการตัดสินใจของทีมงานเขียนบทในการใช้ “ตัวละคร” ในการนำเนื้อเรื่อง มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์แฟนตาซีมหากาพย์ใหญ่โต เพราะเปิดโอกาสให้เล่าเรื่องราวที่ “เป็นมนุษย์” ได้มากกว่า ซึ่งคำชมนี้น่าจะสามารถใช้กับเรื่องราวส่วนใหญ่ของ Ruined King ได้เช่นเดียวกัน เพราะแม้ในภาพกว้างเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้กล้าและจอมมารอันชั่วร้าย แต่เหตุการณ์ระหว่างทางกลับถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลของมนุษย์อย่างความแค้น ความกลัว ความเชื่อ หรือหน้าที่ ทำให้ผู้เล่นได้เข้าถึงตัวตนของตัวละครได้มากขึ้น ซึ่งก็ช่วยให้รู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครแต่ละตัว และอยากติดตามเรื่องราวของพวกเขาต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สำคัญกว่านั้นอีกคือการที่เลือกใช้ปม "ความเป็นมนุษย์" ที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้ ทำให้เกม Ruined King (และซีรีส์ Arcane ก็ด้วย) สามารถติดตามได้ง่ายแม้จะไม่ได้คุ้นเคยกับโลกหรือตัวละครเหล่านี้มาก่อน เพราะสุดท้ายเกมก็นำเสนอพวกเขาเป็นเพียง "มนุษย์" มากกว่าจะถูกตีกรอบโดย "บทบาทในเกม" ของตัวละครเหล่านั้นนอกจากนี้ เกมยังใช้ประโยชน์จาก “ความเป็นเกม” ในการเพิ่มมิติให้กับโลก Runeterra (World-Building) โดยรวมได้มากขึ้น ผ่านข้อความที่ผู้เล่นสามารถสะสมได้ในเกม รวมไปถึงภารกิจเสริม (และภารกิจลับ) ต่างๆ ที่มีให้ทำในเกม โดยหากจะต้องตำหนิซักเรื่อง คงเป็นการที่เกมมีภารกิจเสริมเหล่านี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเกม RPG ขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ก็เป็นข้อตำหนิจาก “ความเสียดาย” ที่เกมไม่ได้มีอะไรให้ทำหรือค้นหาเยอะกว่านี้ มากกว่าจะเป็นความผิดพลาดของตัวเกมซะเองJRPG สายลูกครึ่งตะวันตกที่ทั้งใหม่และคุ้นเคยในเวลาเดียวกันแม้จะมีองค์ประกอบและโครงสร้างแบบเกม RPG ตะวันตกจำพวก Divinity: Original Sin อยู่บ้าง โดยเฉพาะในด้านการเดินทางและสำรวจ แต่ระบบต่อสู้เทิร์นเบสของ Ruined King กลับมีกลิ่นอายของ JRPG อย่างเข้มข้น ซึ่งคนที่เคยเล่นผลงานก่อนหน้าของผู้พัฒนา Airship Syndicate อย่าง Battle Chasers: Nightwar มาก่อนจะเห็นได้ว่าระบบเกมหลายๆ อย่างแทบจะยกมาจากเกมนั้นหมดเลยในการต่อสู้ ผู้เล่นจะสามารถเลือกตัวละครมาร่วมปาร์ตี้ได้ทีละ 3 ตัว (จาก 6) ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป การต่อสู้จะดำเนินไปแบบเทิร์นเบสที่มีความคล้ายกับระบบ ATB ของเกม Final Fantasy หลายๆ ภาค โดยตรงด้านล่างจอจะมีแถบไทม์ไลน์ที่มีไอคอนตัวละครวิ่งอยู่ และเมื่อไอคอนของใครวิ่งมาถึงเส้นก็จะถือว่าเป็นเทิร์นของตัวละครนั้น ซึ่งผู้เล่นจะสามารถเลือกใช้สกิลได้สองชนิดคือ ‘Instant’ และ ‘Lane’สำหรับสกิลชนิด ‘Instant’ จะเป็นสกิลที่กดแล้วออกทันที เปรียบได้กับการโจมตีปกติของตัวละครแต่ละตัว ในขณะที่สกิล ‘Lane’ จะเป็นสกิลพิเศษที่มีเวลาร่าย ซึ่งเมื่อกดใช้จะต้องรอให้ไอคอนของตัวละครวิ่งกลับมาถึงเส้นอีกครั้งจึงจะปล่อยสกิลออกมา ทำให้การต่อสู้จำเป็นต้องใช้การวางแผนมากกว่าเกม JRPG เทิร์นเบสทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงตำแหน่งของตัวละครและศัตรูบนไทม์ไลน์ตลอดเวลา และเลือกว่าจะโจมตีทันที หรือจะรอร่ายสกิลที่รุนแรงกว่า แต่อาจเสี่ยงโดนศัตรูตบสวนก่อนสกิลจะออกได้ ที่สำคัญคือศัตรูในเกมนี้หลายตัวมักตีแรงและเลือดเยอะ แถมบางตัวยังมีเงื่อนไขที่ถ้าไม่ทำตามก็อาจกวาดตี้ลงไปกองได้เลยอีกต่างหากนอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถควบคุมระยะเวลาในการร่ายของสกิลได้ประมาณหนึ่งผ่านระบบ ‘Lane’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเกมนั่นเอง ไทม์ไลน์บอกลำดับเทิร์นของเกมจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนหรือ “เลน” ประกอบไปด้วย Speed, Balance, Power โดยในการร่ายสกิลชนิด ‘Lane’ อะไรก็แล้วแต่ จะสามารถเลือกได้ว่าจะร่ายในเลนไหน ถ้าร่ายในเลน Speed จะทำให้สกิลเบาลงแต่ออกเร็วขึ้น ในขณะที่เลน Power จะทำให้สกิลแรงขึ้นแต่ร่ายนานขึ้นไปด้วย ศัตรูบางชนิดยังมีความสามารถพิเศษที่บังคับให้ต้องใช้การโจมตีจากเลนบางเลนเท่านั้น หรืออาจวางกับดักเอาไว้ในเลนบางเลนเพื่อยับยั้งไม่ให้เราร่ายสกิลในเลนนั้นได้ด้วย ซึ่งระบบทั้งหมดนี้รวมกันทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความท้าทายและใช้การวางแผนมากกว่าเกม JRPG เทิร์นเบสทั่วไปพอสมควรการวางแผนของเกมยังครอบคลุมออกมานอกการต่อสู้ ไปถึงระบบการพัฒนาตัวละครด้วย โดยเช่นเดียวกับในเกม League of Legends ตัวละครแต่ละตัวจะมีพัฒนาการสองแบบคือ ‘Ability Point’ และ ‘Runes’ นั่นเอง ซึ่งจะได้รับอย่างได้อย่างหนึ่ง (หรือทั้งคู่) ทุกครั้งที่เลเวลของตัวละครเพิ่มขึ้นถึงจุดที่กำหนด โดย Ability Point จะใช้เพื่ออัปเกรดสกิลของตัวละครเป็นรายสกิลไป เช่นเพิ่มความเสียหายที่ทำหรือทำให้ศัตรูติดสถานะต่างๆ เมื่อถูกสกิลนี้โจมตี ในขณะที่ Runes อาจเปรียบได้กับระบบ Perk ในเกมอื่นๆ ที่จะมอบเอฟเฟกต์ติดตัวต่างๆ ให้ตัวละคร เช่น Rune หนึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการโจมตีติดคริติคอล หรือเพิ่มเอฟเฟกต์ตีดูดเลือด (Lifesteal) เป็นต้นข้อดีของระบบสกิลในเกมนี้คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือก “ปั้น” ฮีโร่แต่ละตัวได้หลากหลายพอสมควร ตัวละคร Braum ของคุณจะเป็นแทงค์สุดถึกทนที่สามารถสร้างบาเรียป้องกันให้เพื่อนในทีมได้ หรือทำให้เขากลายเป็นนักสู้แถวหน้าที่เน้นการสะท้อนความเสียหายกลับคืนสู่ศัตรูก็ได้ หรืออย่างตัวละคร Pyke ที่สามารถปั้นเป็นยอดนักฆ่าที่เน้นปลิดชีพศัตรูในดาบเดียว หรือเป็นตัวป่วนที่เน้นแปะสถานะผิดปกติใส่ศัตรูรัวๆ ก็ได้ โดยสกิลต่างๆ ของตัวละครยังสามารถเกื้อหนุนกันไปมาได้เป็นอย่างดี ความสนุกอย่างหนึ่งของเกมจึงเป็นการหาคอมโบทีมและอัปเกรดที่ลงตัวสำหรับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปอีกด้วยผลลัพธ์คือเกม JRPG ที่มีโครงสร้างคุ้นเคย แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่รวมกันทำให้เกมรู้สึกแปลกใหม่กว่าเกม JRPG กระแสหลักหลายๆ เกม และต้องใช้การคิดวางแผนเสมอแม้กระทั่งในการต่อสู้กับศัตรูลูกกระจ๊อกทั่วไปโลกของเกมที่แม้จะไม่ใหญ่ แต่มีอะไรมากกว่าที่เห็นอย่างที่กล่าวไปข้างต้น Ruined King ยังคงเป็นเกมที่มีกลิ่นอายของตะวันตกอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะในส่วนของการเดินทางและการสำรวจแผนที่เพื่อทำภารกิจเสริม โดยแม้ว่าเกมจะมีปริศนาและความลับให้ตามหา แถมโลกของเกมยังออกแบบมาได้อย่างมีสีสันและชีวิตชีวา แต่ก็มีหลายองค์ประกอบรวมกันที่ทำให้เกมรู้สึก “เก่า” อย่างช่วยไม่ได้เมื่อเทียบกับเกมยุคปัจจุบัน และอาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้ผู้เล่นได้ไม่มากก็น้อยข้อดีของระบบการสำรวจในเกม Ruined King คือการที่เกมซุกซ่อนความลับเอาไว้ในมุมที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ ทำให้การสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ในเกมรู้สึกตื่นเต้นและมีจุดหมายทุกครั้ง แถมความลับหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้การอ่านและศึกษาข้อมูลที่เกมเสนอให้อย่างจริงจังจึงจะไขได้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนตัวเองได้ “ค้นพบ” คำตอบด้วยตัวเองมากกว่าจะเป็นแค่การวิ่งตามหมุดไปเรื่อยๆ ในเกม RPG หลายเกมนอกจากนี้ โลกของเกมยังตอบสนองต่อทางเลือกของผู้เล่นในภารกิจเสริมเหล่านี้ด้วย ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญนัก แต่ก็ช่วยทำให้โลกของเกมรู้สึก “มีชีวิต” ราวกับว่า NPC ในเกมก็ดำเนินชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้เล่นออกเดินทางอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีของเกม RPG สายตะวันตกที่เกมนำมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ในขณะเดียวกัน เกมก็มีการออกแบบหลายๆ จุดที่ทำให้รู้สึกน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นการที่เกมไม่มีระบบ Fast Travel (มีแบบจำกัดมากๆ) ซึ่งเมื่อนำมารวมกับระบบภารกิจเสริมที่มักให้ผู้เล่นย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เก่าๆ ที่ผ่านมาแล้วบ่อยครั้ง ทำให้การเดินทางในเกมนี้กินเวลามากกว่าที่จำเป็นไปมาก แถมตัวละครก็ยังเดินช้าเหลือเกิน แม้กระทั่งในขณะที่วิ่งอยู่ก็ยังช้า จนบางครั้งก็อดรำคาญไม่ได้เมื่อจำเป็นต้องย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้นอกจากนี้ แม้จะไม่มีการต่อสู้แบบ Random Encounter (เจอศัตรูแบบสุ่มเหมือนเกม JRPG คลาสสิค) แต่ศัตรูในเกมก็หูตาไวมากๆ ยืนอยู่อีกฟากห้องก็ยังอุตส่าห์เห็น และตราบใดที่ผู้เล่นไม่สามารถวิ่งหนีออกจากระยะสายตาของศัตรูได้ทัน ศัตรูจะวิ่งไล่กวดเราทั่วแผนที่ได้เลยโดยไม่ยอมแพ้ หมายความว่าบ่อยครั้งเวลาย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เก่าๆ ก็จะต้องต่อสู้กับศัตรูไปด้วยตลอดทางอย่างหลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ ยิ่งช่วงท้ายๆ เกมที่ศัตรูเริ่มเก่งขึ้น ยิ่งทำให้การเดินทางเก็บภารกิจเสริมมีความน่าปวดหัวอยู่ไม่น้อยอีกระบบที่รู้สึกเก่ามากๆ คือการที่ผู้เล่นไม่สามารถสับเปลี่ยนตัวละครในปาร์ตี้ได้ยกเว้นจะเจอจุดพักเท่านั้น แม้กระทั่งเวลาอยู่ในเมือง ซึ่งน่าหงุดหงิดเวลาที่เจอปริศนาหรือพัซเซิ่ลในฉากที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะในการแก้ และทำให้การทดสอบทีมหรือคอมโบใหม่ๆ ทำได้ลำบากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้องคอยวิ่งไปกลับระหว่างจุดเซฟที่อยู่แสนไกลเพื่อทดสอบตัวละครนอกจากปัญหาที่กล่าวไป ยังมีองค์ประกอบย่อยๆ อื่นๆ ที่ถ้าปรับปรุงได้จะทำให้เกมสนุกขึ้นกว่านี้อีก เช่นการที่เกมไม่มีแผนที่มินิแมพ ทำให้ต้องคอยหยุดเปิดแผนที่อยู่เนืองๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่น หรือการที่ไม่สามารถกดข้ามคัตซีนได้ (สำหรับกรณีที่ต้องสู้บอสที่มีคัตซีนขั้นหลายครั้ง) รวมไปถึงระบบ Auto-Save ของเกมที่ดูจะทำงานแบบไม่ค่อยสม่ำเสมอ ทำให้ผู้เล่นต้องคอยเซฟเกมเองบ่อยๆ ไม่งั้นเวลาตายก็เตรียมเล่นเกมใหม่จากการเซฟครั้งล่าสุดได้เลย โดยองค์ประกอบทั้งหมดนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลเสียต่อ “แก่นหลัก” ของเกมเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำให้ประสบการณ์การเล่นเสียไปบ้างเหมือนกัน และถ้าแก้ได้ก็จะทำให้ประสบการณ์โดยรวมมีความราบรื่นกว่านี้เยอะภาพสวยสบายตา กับราคาด้านเทคนิคเช่นเดียวกับในซีรีส์ Arcane ที่เรากล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ต้องกล่าวชมวิสัยทัศน์ในการ “สร้างโลก” ของ Riot มากๆ แม้จะไม่ใช่เกมทุนใหญ่ระดับร้อยล้าน แถมยังพัฒนาด้วยทีมงานขนาดเล็ก แต่ Ruined King ก็ยังสามารถนำเสนอกราฟฟิกในเกมออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผู้พัฒนา Airship Syndicate สามารถตีความสถานที่ต่างๆ ในเกมออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทุกซอกทุกมุมมีรายละเอียดที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโจรสลัด Bilgewater ที่บางพื้นที่ดูจะสร้างมาจากเรืออัปปางขนาดใหญ่หลายๆ ลำประกอบกัน หรืออย่างโซน Shadow Isles ก็ล้วนอัดแน่นไปด้วยซากแห่งอดีตที่บ่งบอกถึงอารยธรรมที่สาบสูญของผู้คนก่อนที่ราชามาร Viego จะทำลายทุกสิ่ง ทุกกระเบียดนิ้วของเกมถูกอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่ช่วยในการ “ขยายโลก” (World-Building) ของเกมให้มีมิติและประวัติศาสตร์ของตัวเองจากการทดลองเล่นเกมทั้งบน Nintendo Switch และ PC (ผู้เขียนเริ่มเล่นบน Switch แล้วยืมไอดีเพื่อนเล่นใน PC) สิ่งหนึ่งที่ต้องย้ำกับท่านผู้อ่านทุกท่านคือถ้าเลี่ยงได้ ให้เลี่ยงการเล่นเกมนี้บน Nintendo Switch ไปก่อนจนกว่าผู้พัฒนาจะออกแพทช์แก้ตัวเกมมากกว่านี้ เพราะแม้ภาพกราฟฟิกแนวการ์ตูนของเกมจะทำออกมาได้สวยงามตามมาตรฐาน แต่ก็แลกมาด้วยปัญหาด้านเทคนิคมากมายที่ส่งผลลบต่อประสบการณ์การเล่นเกมอย่างใหญ่หลวงอย่างแรกคือการที่เฟรมเรตของ Switch มักจะตกลงทุกครั้งที่เดินผ่านสถานที่บางแห่ง หรือกระทั่งในแผนที่นั้นทั้งแผนที่เลยก็มี ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความลำบากในการวิ่งหลบศัตรูหรือกับดักในฉาก การที่เกมแลคมากๆ ยังนำไปสู่ปัญหาบั๊คอื่นๆ ได้อีก เช่นกดคุยกับ NPC แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น พัซเซิ่ลไม่ทำงาน หรือบางทีก็อาจถึงขั้นส่งเควสไม่ผ่านไปเลยก็มี (ไอเทมหายไปจากกระเป๋าแต่เควสไม่ผ่าน) ซึ่งในกรณีของผู้เขียนเป็นเควสเนื้อเรื่องด้วย แต่โชคดีที่เซฟไว้ก่อนหน้านั้นพอดีเลยโหลดเซฟใหม่มาแก้ได้ ถ้าใครไม่ได้เซฟมาก่อนและเจอแบบนี้เข้าไปก็อาจต้องย้อนกลับไปเล่นไกลเลยก็เป็นได้การเล่นเกมใน PC (และเชื่อว่าใน PlayStation หรือ Xbox ด้วย) ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ เพราะเกม Ruined King ยังมีบั๊คยิบย่อยประปรายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างความรำคาญมากกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเล่น ในกรณีของผู้เขียนที่ต่อจอย Xbox One เล่นใน PC มักจะพบปัญหาแปลกๆ ที่ทำให้ไม่สามารถกดปุ่ม “ลง” บนจอยเกมได้ในขณะที่ต่อสู้ ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถเลือกเป้าหมายการโจมตีได้ไปด้วย สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เมาส์เล่นจึงจะเลือกเป้าหมายได้ตามปกติ ซึ่งต้องเข้า-ออกเกมใหม่จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ หรือปัญหาเควสที่ทำเสร็จไปแล้วยังค้างอยู่ในหน้าต่างรวมเควส หรือปัญหาที่จู่ๆ ก็พูดกับ NPC ไม่ได้ โดยทั้งหมดแก้ได้ด้วยการปิด-เปิดเกมใหม่จึงไม่ได้หนักหนานัก ถ้าพูดภาษาบ้านๆ ก็อาจบอกได้ว่าปัญหาเหล่านี้ “ทำให้ดูออกว่าเป็นเกมทุนต่ำ” นั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแก่นของเกมจะไม่ดีเช่นเดียวกันทั้งนี้ หากคุณเป็นแฟนของแฟรนไชส์ League of Legends และ/หรือเป็นคนที่สนใจจะทำความรู้จักกับจักรวาลนี้มากขึ้น Ruined King: A League of Legends Story ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะให้คุณได้สัมผัสกับโลก Runeterra ในอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือในการสร้างโลกของ Riot ที่น่าสนใจและมีมิติไม่น้อยไปกว่าในซีรีส์ Arcane อันยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เกมอาจจะยังมีจุดบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามองข้ามไปได้ สิ่งที่รอคุณอยู่คือเกม JRPG น้ำดีที่สร้างความเพลิดเพลินให้คุณได้ไม่น้อยไปกว่าเกมฟอร์มใหญ่หลายๆ เกมเลยทีเดียว
22 Nov 2021
รีวิว Halo Infinite (โหมด Multiplayer) ถึงจะเรียบง่าย แต่กลับสนุกจนหยุดไม่ได้
เป็นภาคแรกของเกมซีรีส์ Halo ที่ทางผู้พัฒนาเปิดให้ชาว PC ได้เล่นกันด้วยหลังจากที่เกือบทุกภาคนั้นลงให้กับแค่เครื่อง Xbox เท่านั้นกับเกมอย่าง Halo Infinite และยิ่งที่พิเศษก็คือทางผู้พัฒนาได้เปิดให้เล่นโหมด Multiplayer ฟรีๆ ไม่เสียเงินอีกด้วย (แต่โหมดเนื้อเรื่องต้องซื้อเกม) ซึ่งทำให้ทางเรา GameFever TH ได้มีโอกาสเข้าไปลองเล่นโหมด Multiplayer ในเกมนี้ในช่วง Beta และจากที่ตัวผู้เขียนเองไม่เคยได้ลองเล่นเกมนี้เลยซักภาค จึงทำให้มีความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไม Halo ถึงเป็นซีรีส์ที่ชาว Xbox ลงรักมายาวนานกว่า 20 ปี โหมดการเล่นของเกม Halo Infinite นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ นั่นคือ Quickplay, Big Team Battle, Ranked ArenaQuickplay เป็นโหมดการเล่นแบบ 4v4 ที่จะแบ่งออกเป็นโหมดย่อยๆ 3 โหมดคือ - Capture The Flag: โหมดชิงธงที่เราจะต้องวิ่งไปเอาธงฝ่ายตรงข้ามมาไว้ที่ฝ่ายเรา - Strongholds: โหมดยึดจุดเพื่อทำคะแนน - Slayer: เป็นโหมด Team Deathmatch ฆ่าให้ได้มากกว่าฝ่ายตรงข้ามBig Team Battle เป็นโหมดที่สเกลจะใหญ่ขึ้น จำนวนผู้เล่น 12v12 แผนที่ใหญ่ขึ้น แบ่งเป็นทีมละ 4 คน และมียานพาหนะให้ใช้ โดยจะมีโหมดการเล่นแบ่งออกเป็น 4 โหมดคือ - Slayer: โหมด Team Deathmatch - Capture The Flag: โหมดชิงธง - Stockpile: โหมดที่เราจะต้องเก็บของตามแผนที่มาใส่ไว้ที่ฐานเราให้ได้ 5 ชิ้นก่อนฝ่ายตรงข้าม - Total Control: โหมดยึดจุดที่เราจะต้องแย่งฝ่ายตรงข้ามยึดให้ครบ 3 จุดRanked Arena คือโหมด 4v4 ที่เราจะสามารถเล่นเพื่อไต่ Rank ขึ้นไปได้ โดยจะมีโหมดการเล่นย่อยๆ ด้วยกัน 4 โหมดคือ - Slayer: โหมด Team Deathmatch - Strongholds: โหมดยึดจุดเพื่อทำคะแนน - Capture The Flag: โหมดชิงธง - Odd Ball: คือโหมดที่เราจะต้องแข่งฝ่ายถือลูกบอลกระโหลกเพื่อทำคะแนนให้ครบตามจำนวนเกมเน้นยิงตายช้า แต่ก็สนุกไปอีกแบบโดยสิ่งที่ทำให้ Halo ไม่เหมือนเกมไหนๆ ก็คือระบบการเล่นที่มีสปีดค่อนข้างช้าต่างจากเกม Call of Duty และ Battlefield ที่เน้นเกมเพลย์ที่ไวกว่า นอกจากนี้ระบบเลือดของเกมก็ออกแบบมาให้เรายิงศัตรูตายช้าพอสมควร บางปืนอาจจะต้องยิงเป็นแม็กกว่าจะตาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินเพราะหลายๆ เกมที่เราเล่นมักจะเป็นเกมที่อาศัยจังหวะเสี้ยววิในการฆ่าศัตรู ยิงสองสามคนให้ตายภายในไม่กี่วินาที แต่ข้อดีของการที่ตัวเกมยิงกันตายนานก็คือมันช่วยให้เรามีเวลาในการคิดหรือสามารถหลบลีกศัตรูได้ทัน รวมถึงมันยังเหมาะสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเล่นเกมนี้ หรือเล่นเกม FPS ไม่เก่งมาก ให้คุณได้มีโอกาสตั้งหลักและหันกลับไปสวนได้ทัน ทำให้เกมนี้เวลาเล่นเราอาจจะไม่ได้รู้สึกเจอคนเทพเหนือมนุษย์ขนาดนั้น (จริงๆ มันมีคนเก่งแหละ แต่เราก็ยังสู้ได้และรู้สึกสนุกอยู่ )และถึงแม้ว่าภายในเกมจะมีหลายโหมดให้เล่น แต่ระบบโครงสร้างการต่อสู้จะค่อนข้างเหมืองกันหมด ก็คือในตอนเริ่มต้นทุกๆ คนจะได้รับปืนชนิดเดียวกันทั้งหมด ปืนหลักหนึ่ง ปืนพกหนึ่ง และระเบิด 2 ลูก แต่ภายในแผนที่นั้นจะมีปืนพิเศษให้เราเก็บตามมจุดต่างๆ ซึ่งปืนเหล่านี้จะมีให้เลือกเล่นหลากหลายมากอย่างเช่นปืนสไนเปอร์ ปืนบาซูก้า หรือจะเป็นพวกอาวุธระยะประชิดอย่างมีด หรือค้อนเป็นต้น ซึ่งถ้าหากว่าคุณได้ปืนและใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันค่อนข้างมีประโยชน์และช่วยให้เราได้เปรียบขึ้นความรู้สึกหลังเล่นถ้าให้พูดตามตรงโหมด Multiplayer ของเกม Halo นั้นค่อนข้างที่จะเรียบง่ายไม่ได้ซับซ้อนใดๆ แต่ไอ้ความเข้าถึงง่ายนี่แหละมันกลับทำให้เรารู้สึกติดพันและสนุกกับเกมเป็นอย่างมากเพราะไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไรมากเลย และอย่างที่กล่าวไปว่าการที่เกมนั้นถูกดีไซน์มาให้ฆ่ากันตายค่อนข้างยาก มันเลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเจอคนเล่นที่จะสามารถ One Man Show คนเดียวได้ ทำให้การเล่นต่างๆ จำเป็นต้องเล่นกันเป็นทีมเวิร์คในระดับหนึ่ง เพราะการที่จะฆ่าศัตรูให้ตายไวที่สุดคือการช่วยกันลุมยิงนี่แหละ รวมถึงยิ่งถ้าหากเวลาเราเล่นในโหมด Ranked Arena ด้วย ทำให้เกมต้องอาศัยการเล่นเป็นทีมมากขึ้นไปอีกนอกจากนี้ระบบอาวุธของเกมที่ทำมาที่ทุกคนจะมีปืนเหมือนกันหมด ส่วนตัวค่อนข้างชอบเลย เพราะมันทำให้ตัวเกมมีความเท่าเทียมกันในการเล่น ส่วนถ้าหากคุณอยากไปเก็บปืนดีๆ มาใช้ คุณก็จะต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด แต่ต่อให้เจอปืนดีๆ มาใช้ ถ้าหากทีมเวิร์คไม่ดีก็อาจจะมีสิทธิ์แพ้ได้เช่นกัน ซึ่งตัวระบบนี้มันทำให้เราหมดกังวลเรื่องเกมจะต้อง Pay to Win กับเล่นเพื่อปลดล็อคปืนดีๆ ไปได้เลย มันเหมาะกับตัวผู้เขียนมากที่อาจจะไม่ใช่คนที่เล่นเกมแนวนี้ได้ทั้งวัน (เพราะด้วยธุระและอายุที่มากขึ้น) แต่ก็สามารถที่จะกลับมาเล่นได้เรื่อยๆ และไม่ต้องกังวลว่าจะตามเลเวลคนอื่นไม่ทัน เพราะทุกคนเท่าเทียมแต่ถามว่าข้อเสียของเกมนี้มันมีไหม ก็ต้องบอกว่าเรื่องการ Optimise กราฟิกบนเครื่อง PC ยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไร ต้องยอมรับว่าตัวเกมค่อนข้างมีปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะว่ากราฟิกของเกมนี้ก็ยังเอา Engine จากเกม Halo 5 ที่วางจำหน่ายมาแล้วว่า 6 ปีมาใช้ (แถมดูดีๆ กราฟิกของ Halo Infinite ทำได้แย่กว่าด้วยซ้ำ) แต่ตัวเกมกลับกินสเปคบนเครื่อง PC เป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่ากราฟิกของเกมนี้ไม่ได้สูงอะไร แต่คอมพิวเตอร์ I5 8400 + GTX 1060 6B ยังรันเฟรมเรทของเกมนี้ได้เพียงแค่ 60-65 FPS เท่านั้น เปรียบเทียบกับ Call of Duty: Vanguard ที่ภาพสวยกว่าหลายขุมแต่คอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถรันเฟรมเรทได้ถึง 70-100 FPS รวมถึงปัญหาเรื่องเกมเด้งออก เกมแคชก็มีให้เห็นมากอยู่พอสมควรสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าเรื่องการ Optimise ของเกมจะยังมีปัญหา แต่เกมเพลย์ของ Halo Infinite ก็ยังยอดเยี่ยม เรียบง่าย เข้าถึงง่าย ตัวเกมอาจจะไม่ได้หวือหวาเท่า Battlefield, Valorant หรือเกมอื่นๆ แต่มันกลับกลายเป็นเกมที่คุณหยุดเล่นมันไม่ได้ หรือคิดถึงมันตลอดเวลา ตัวเกมมันอาจจะไม่ใช่เกมที่คุณเล่นเป็นหลัก แต่ถ้าหากคุณเบื่อๆ เมื่อไร คุณก็จะสามารถเปิดมันเข้ามายิงได้ทุกเมื่อ ด้วยเวลาแต่ Match ที่ไม่ได้สูงมาก (ราวๆ 12-15 นาที) ถือว่าเป็นเกมที่เล่นฆ่าเวลาได้อย่างดี! โอเครออะไรกัน !! ไปโหลดมาเล่นกันได้เลย ร้านค้า Steam
19 Nov 2021
[Review] รีวิว Final Fantasy Vll: The First Soldier "เกม Battle Royale ที่หวังเสริมจักรวาลหลัก แต่กลับตกม้าตาย"
ในวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทาง Square Enix ได้เปิดให้บริการ Final Fantasy Vll: The First Soldier บนแพลตฟอร์มมือถือ แต่ด้วยปัญหาทางด้านเซิร์ฟเวอร์ในวันเปิดตัว จึงทำให้ผู้เล่นถล่มรีวิวแง่ลบจำนวนมาก จนพูดได้ว่าเปิดตัวไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก กับเกมที่ยืมชื่อแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่อย่าง Final Fantasy มาใช้ โดยฝั่ง Google Play ทำคะแนนไปได้เพียง 3.0/5 และฝั่ง App Store ทำคะแนนไปได้ 3.8/5 เท่านั้นแต่ว่าถ้าไม่นับปัญหาด้านเซิร์ฟเวอร์แล้ว เกมนี้คู่ควรที่จะได้รับคะแนนเพียงเท่านั้นไหม รีวิวนี้มีคำตอบ!!เกมแนว Battle Royale ที่มีฉากหลังเป็นโลกของ Final Fantasyด้วยความสำเร็จของเกมแนว Battle Royale จึงไม่แปลกใจที่เราจะได้ผู้พัฒนาเกมต่างๆ เริ่มตบเท้า ก้าวเข้าสู่เกมประเภทนี้กันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทาง Square Enix ได้ลองเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการเอาหนึ่งในเกมแฟรนไชส์ชื่อดังประจำบริษัทอย่าง Final Fantasy มาร่วมลุยในสมรภูมิเกม Battle Royale ในยุคนี้เช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอ ทางผู้พัฒนายังได้เลือกใช้ฉากหลังเป็นตัวเกมภาค 7 ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่มีฐานแฟนๆ เหนียวแน่นมากที่สุด ในระดับที่แทบจะเรียกว่า "แตะต้องไม่ได้" เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่า นี่เป็นอีกหนึ่งในเกมที่เกมเมอร์หลายคนทั่วโลกต่างพากันจับตามองว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่30 ปี ก่อนเนื้อเรื่องในภาค 7“เนื้อเรื่อง” เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ซีรีส์เกม Final Fantasy โด่งดังจนครองใจแฟนๆ มาตั้งแต่ยุคก่อน ทว่าในเกมนี้กลับมีเนื้อเรื่องที่ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร โดยตัวเกมจะเกริ่นนำบอกเพียงแค่ว่า เหตุการณ์ในเกมคือเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเนื้อเรื่องในภาค 7 ถึง 30 ปี แล้วก็ตัดทิ้งเสียดื้อๆ ไม่มีการบอกกล่าวอะไรต่อทั้งนั้น มีเพียง Cutscene สั้นๆ ทิ้งให้ผู้เล่นเกิดคำถามมากมายในหัวเบื้องต้นทางเว็บไซต์ออฟฟิเชียลของตัวเกมได้ระบุว่า ตอนนี้ตัวเกมอยู่ใน Season 1: Rise of Shinra นั่นจึงทำให้เราอาจจะพอคาดหวังได้ว่า เนื้อเรื่องจะตามมาในภายหลัง หรือตามมาในซีซันอื่นๆ ก็เป็นได้ (ปัจจุบันตัวเกมมีเพียงแค่โหมด Multiplayer ที่ให้เลือกเล่นแบบ Solo หรือ Squad 3 คน เท่านั้น) แต่ด้วยแนว Battle Royale ของเกมก็ไม่มั่นใจว่าเกมจะใช้วิธีไหนในการเล่าเรื่อง โดยเกมแนวเดียวกันที่สามารถนำเสนอเส้นเรื่องที่มีความต่อเนื่อง "ได้บ้าง" ยังมีอยู่น้อย และส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาสื่อ "นอกเกม" อย่างคลิปวิดีโอในการเล่าเรื่อง ต้องรอดูต่อไปว่าผู้พัฒนาจะมีวิธีใหม่ๆ เด็ดๆ อะไรมารองรับเกมที่เน้นเนื้อเรื่องอย่างซีรีส์ Final Fantasyการเล่นที่ผสมกลิ่นอายของความเป็น RPGระบบภายในเกม Final Fantasy Vll: The First Soldier ถือว่าค่อนข้างแปลกใหม่เมื่อเทียบกับเกม Battle Royale ทั่วๆ ไปเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีระบบสูตรสำเร็จของแนว Battle Royale อย่างการสุ่มไอเทม โดดร่ม วงบีบแล้ว ทางผู้พัฒนาได้ผสมกลิ่นอายความเป็น RPG เข้ามาด้วย ทำให้เกมดูลึกขึ้น เล่นยากขึ้น และน่าสนุกขึ้นไปในเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นระบบ Mastery ที่ผู้เล่นจะต้องเลือกคลาสก่อนเข้าเกม โดยแต่ละ Mastery จะเป็นตัวกำหนดสไตล์การเล่นในแมตช์นั้นๆ ได้เลย โดยในปัจจุบันมี Mastery ทั้งหมด 5 คลาส ได้แก่:Warrior สายนักดาบ ที่เน้นเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว และทำดาเมจได้รุนแรง เป็นคลาสที่มีความสมดุลสูง เหมาะสำหรับผู้เล่นใหม่Sorcerer คุมโซนอยู่ห่างๆ ฟื้นฟูมานาไว ทำให้ใช้ Materia (เวทมนตร์) ได้บ่อยยิ่งขึ้นและแรงขึ้น  ปั่นป่วนในการต่อสู้ได้ดีMonk มีความสามารถในการฟื้นฟูพลังชีวิตสูงกว่าคลาสอื่นๆ แต่ต้องแลกมาด้วยระยะการโจมตีประชิดที่ใกล้กว่าคลาสอื่นเช่นกันRanger เหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้ปืนยิงทำดาเมจ พกกระสุนได้เพิ่มขึ้น รีโหลดไวขึ้น และสามารถสแกนศัตรูในรัศมีสกิลได้Ninja สายพริ้ว กระโดดได้สองครั้ง เพิ่มความคล่องตัวในการขึ้นที่สูง และการหลบหลีกดาเมจระหว่างต่อสู้ทุก Mastery จะมีความสามารถตั้งต้นมาให้ 3 อย่าง โดยเป็นแบบ Active ที่กดใช้ได้ เรียกว่า Ability 1 อย่างและแบบ Passive ที่แสดงผลเมื่อตรงตามเงื่อนไข เรียกว่า Trait และ Skill (Trait จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) ซึ่งในการจะปลดล็อก Ability หรือ Skill ใหม่ๆ นั้น ผู้เล่นจะต้อง เล่น Mastery เดิมซ้ำๆ จนเลเวลถึงในจุดที่กำหนด จากนั้นผู้เล่นจะได้รับโทเคนใช้ปลดล็อกความสามารถที่ต้องการออกมา โดยในปัจจุบัน โทเคนจะได้ทุกเลเวล 5, 10, 15 และ 20 ครบกับความสามารถที่ปลดล็อกได้พอดีไม่ขาดไม่เกินต่อกันด้วยอีกหนึ่งระบบชูโรงของเกม อย่างระบบเวทมนตร์ Materia ซึ่งมีลักษณะเหมือนเวทมนตร์ที่มีความสามารถหลากหลาย ระยะการใช้งานจะอยู่ตั้งแต่ระยะใกล้จนถึงระยะกลาง แน่นอนว่า Materia แต่ละประเภทมีความสามารถ มานาที่ใช้ และความหายาก แตกต่างกัน โดยผู้เล่นหนึ่งคนจะเลือกหยิบ Materia ติดตัวไปได้แค่ 3 ชนิดเท่านั้น และถ้าหากว่า พบ Materia อันเดิมซ้ำๆ ยังสามารถเก็บเข้ามา เพื่อเพิ่มเลเวลให้กับ Materia ได้ด้วย (สูงสุดที่เลเวล 3)ปัจจุบันมี Materia ทั้งหมด 10 ประเภท ได้แก่Fire ยิงลูกไฟออกไปในทิศทางที่เลือก เล็งยาก แต่มีโอกาสทำให้ศัตรูกระเด็น และช่วยบีบทางหนีของศัตรูBlizzard ตั้งเสาน้ำแข็งขึ้นมา โดยเสาน้ำแข็งจะช่วยโจมตีศัตรูที่อยู่ในระยะทำการThunder เรียกฟ้าผ่าในบริเวณที่กำหนดCure เพิ่มพลังชีวิตโดยไม่ต้องใช้โพชั่นให้กับตัวละครในบริเวณใกล้เคียงComet เรียกดาวตก ออกมาทำดาเมจใส่พื้นที่เป็นวงกว้างAero วางสนามลมไว้ที่พื้น เมื่อผู้เล่นเดินไปเหยียบ จะส่งให้ตัวละครพุ่งขึ้นกลางอากาศ เหมาะสำหรับใช้ขึ้นที่สูงเพื่อมองหาศัตรู Raise ใช้ชุบเพื่อนที่ล้มอยู่ด้วยความรวดเร็วBlind ปาระเบิดควันออกไป บดบังทัศนวิสัยภายในพื้นที่Gravity วางกับดักเอาไว้ในบริเวณใกล้ๆ หากมีศัตรูมาเหยียบ กับดักจะทำงาน ส่งผลให้เดินช้าลง และไม่สามารถโจมตีได้ (คนที่ใช้เวทนี้สามารถโดนผลของกับดักได้เช่นกัน)Bio สร้างควันพิษในบริเวณที่กำหนด ทำดาเมจต่อเนื่องและนอกจาก Materia แบบปกติแล้ว ยังมี Materia พิเศษที่จะพบได้ใน Supply Drop เท่านั้น นั่นคือ Summon Materia หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า มนตร์อสูร ของชาว Final Fantasy นั่นเองอสูรที่อัญเชิญมาได้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล Ifrit อสูรเพลิง กับ Shiva อสูรน้ำแข็ง ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี โผล่มาแทบทุกภาค โดย Ifrit จะทำดาเมจรอบตัวด้วยคลื่นไฟ และ Shiva จะสโลว์ศัตรูรอบตัวด้วยคลื่นน้ำแข็ง ทว่าอสูรที่อัญเชิญมานั้นก็ไม่ได้โกงอย่างที่คิด เพราะอสูรถูกอัญเชิญในช่วงท้ายของเกม พวกมันจะเข้าสู่สถานะ Frenzied ที่จะทำดาเมจไม่เลือกหน้า ดังนั้นควรคิดให้ดีก่อนที่จะใช้ด้วย ถึงแม้มันจะเท่บาดใจแค่ไหนก็ตามองค์ประกอบยิบย่อยแต่ก็สำคัญ ช่วยผลักดันความลึกของเกมทั้งนี้ความเป็น RPG ของ Final Fantasy Vll: The First Soldier ยังไม่หมด นอกจากระบบการเล่นหลักที่ตัวเกมนำเสนอแล้ว ยังมีระบบเล็กๆ แต่ก็มีผลต่อเกมการเล่นเช่นกันไม่ว่าจะเป็นระบบ XP ที่ผู้เล่นจะได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหารมอนสเตอร์ สังหารผู้เล่น และเอาชีวิตรอดไปผ่านรอบต่างๆ ไปได้ ยิ่งผู้เล่นมีเลเวลเพิ่มขึ้น พลังชีวิต มานา และเลเวลาของความสามารถติดตัว ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยแน่นอนว่า เมื่อพูดถึงค่าประสบการณ์สไตล์เกม RPG มอนสเตอร์ก็คือสิ่งที่ขาดไปได้ และเกมนี้ก็ใส่เข้ามาด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ลูกกระจ๊อกจัดการง่ายๆ ไปจนถึงบอสที่ต้องเอาทั้งทีมรุมยิงกันหืดขึ้นคอ ผลตอบแทนที่ได้จากการสังหารมอนสเตอร์แล้ว นอกจาก XP ก็จะมีไอเทมพิเศษเฉพาะตัวมอนสเตอร์อีกด้วย เช่น “Bomb” มอนสเตอร์ลูกไฟที่ตีโคตรแรง ทว่าถ้าผู้เล่นจัดการมันลงได้ มีโอกาสที่เจ้ามอนสเตอร์ตัวนี้จะดรอปปืนยิงระเบิดสุดหายากมาให้ผู้เล่นได้ใช้กันตั้งแต่ช่วงต้นเกมกันไปเลยทั้งนี้มอนสเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ช่วยสร้างสีสรรค์ในตัวเกมได้เป็นอย่างดี เพราะหากพื้นที่เล่นอยู่ใกล้ๆ กับจุดเกิดของมอนสเตอร์ มีโอกาสสูงเลยทีเดียวที่พวกมันจะเข้ามาแจมระหว่างการดวลกันของผู้เล่นอีกด้วยและเมื่อพูดถึงการต่อสู้ อีกหนึ่งอย่างที่ห้ามลืมเลยคือ ระบบสถานะ Stagger ระบบนี้จะทำงานเมื่อผู้เล่น หรือมอนสเตอร์โดนดาเมจติดต่อกันภายในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อถึงจุดที่กำหนด ตัวละครนั้นจะเข้าสู่สถานะ Stagger ทันที ซึ่งสถานะนี้จะทำให้ผู้เล่นถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ส่วนมอนสเตอร์จะติดสตัน ไม่สามารถโจมตีหรือขยับได้ไปชั่วครู่ นอกจากนี้ ตัวเกมยังให้โบนัสสำหรับผู้เล่นที่ใช้อาวุธระยะประชิด ด้วยการเพิ่มให้ค่า Stagger ของศัตรูที่โดนหวดขึ้นเร็วกว่าโดนกระสุนปืนยิง ปิดท้ายด้วยระบบเครื่องประดับ ที่สร้างความแตกต่างอีกหนึ่งชั้น ตัวละครจะเก็บเครื่องประดับได้แค่สองชิ้นเท่านั้น ซึ่งเครื่องประดับต่างๆ จะทำหน้าที่เหมือนบัฟติดตัวที่ให้สถานะแตกต่างกันไป เช่น ได้รับ XP เพิ่มขึ้น 20 % เมื่อฆ่ามอนสเตอร์, เคลื่อนที่ไวขึ้น 20% เมื่ออยู่ในสถานะนั่งย่อ หรือสามารถมองเห็น Safe Zone จุดต่อไปได้ เป็นต้นจะเห็นว่า ระบบของเกม Final Fantasy Vll: The First Soldier นั้นมีความเป็น RPG สูงมาก ผู้เล่นต้องใช้ทักษะต่างๆ ผสมผสานเข้าด้วยกัน ปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ไอเทมที่มี และสถานการณ์ที่กำลังเจอ นั่นจึงทำให้ทุกการปะทะในเกมนี้ เต็มไปด้วยจังหวะเข้าทำ และการพลิกแพลงอยู่เสมอ ทั้ง Mastery ที่ผลักดันสไตล์ส่วนตัวของผู้เล่น และสร้างจุดได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างตัวละครต่างๆ ขึ้นมา แถมตัวเกมยังทำให้ดาเมจจากการโจมตีระยะประชิดรุนแรงกว่าปืนเสียอีก นี่จึงผลักดันให้ผู้เล่นสายระยะประชิดอย่าง Warrior และ Monk มีแรงจูงใจในการเล่นมากขึ้นอีกด้วยนอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง ระบบ Indicator ที่ช่วยบอกเสียงเท้า เสียงปืน และตำแหน่งของกล่องใส่ไอเทมคร่าวๆ อีกด้วย ระบบนี้จะอำนวยความสะดวกแก่คนที่ไม่ได้ใส่หูฟัง หรือปิดเสียงระหว่างเล่นได้เป็นอย่างดี ถ้าผู้เล่นใช้ประโยชน์จากระบบนี้ได้เต็มที่ ต่อให้เป็นตัวระยะใกล้ ก็สามารถดักเซอร์ไพรส์ตัวละครระยะไกล และปิดเกมในเวลาอันรวดเร็วได้ทันท่วงทีระบบการเก็บของอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้เล่นมือใหม่ ที่ไม่รู้ว่าควรจะต้องเก็บไอเทมชิ้นไหน ระบบนี้จะช่วยแยกของที่ผู้เล่นต้องการ และคอยเก็บไอเทมที่มีระดับสูงกว่าให้ภายในทันทีที่เจอปิดท้ายด้วยการโดดร่มแบบเลือกจุดโดดเองได้ โดยปกติในเกม Battle Royale ยอดฮิตอย่าง PUBG, Apex Legend หรือ Fornite จะต้องโดดไปตามเส้นทางของเครื่องบิน แต่ใน Final Fantasy Vll: The First Soldier นั้น แต่ละ Squad จะมีเฮลิคอปเตอร์ของใครของมัน แยกกันไปเลย ให้อิสระแก่ผู้เล่นในการเลือกจุดลงจอดเองได้เต็มที่การตั้งค่าที่ละเอียดยิบ แต่ดันพลาดของสำคัญเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ Community ในเกมนี้บ่นกันให้แซ่ด กับการตั้งค่าที่ละเอียดมาก มีตั้งแต่การปรับแยกเสียงสภาพแวดล้อม เสียงพูด เสียงไมก์ เสียงเพลง หรือการตั้งค่าความเร็วกล้องในตอนที่เราใช้ตัวซูมระยะต่างๆ ที่มีละเอียดตั้งแต่ x1 ไปจนถึง x8 แต่ตัวเลือกตั้งค่าที่ทำมาให้เลือกยิบย่อยขนาดนี้นั้น กลับขาดระบบสำคัญสำหรับเกมบนมือถืออย่าง Gyroscope ไปวางตำแหน่งปุ่มได้ทุกปุ่ม แต่ดันไม่มีให้ตั้งค่า Gyroscope ซะงั้นระบบนี้ถือเป็นหนึ่งในระบบสำคัญของเกมแนว Shooter บนมือถือ เพราะจะช่วยให้ผู้เล่นเล็งศูนย์ยิงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งการลากนิ้วที่จะทำให้บังจอจนมองไม่เห็นศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมีผู้เล่นจำนวนหนึ่งได้ส่ง Feedback ถึงผู้พัฒนาไปตั้งแต่ช่วง Beta แล้ว แต่ในเกมตัวจริงที่เปิดให้บริการนั้น ก็ยังไม่มีวี่แววของระบบนี้อยู่ดีถึงแม้ตัวเกมจะมีระบบ Auto Fire ที่จะยิงอัตโนมัติ เมื่อเป้าทาบบนตัวศัตรูมาให้  แต่การใช้งานจริงก็ห่วยจนไม่สามารถเอาไปเล่นได้ เพราะในบางสถานการณ์ เราอาจจะแค่ต้องการส่องดูศัตรูจากที่ไกลๆ เฉยๆ ไม่ได้ต้องการที่จะลั่นไกบอกตำแหน่ง นอกจากนี้ถ้าหากคุณใช้ปืน Sniper Rifle กำลังเล็งศัตรูที่เคลื่อนไหวอยู่ ระบบ Auto Fire จะยิงออกไปเองทันที ทำให้เราไม่สามารถยิงดักหน้าศัตรูได้ ดังนั้นระบบนี้ถึงไม่เวิร์คเหมือนที่คิด และไม่สามารถทดแทน Gyroscope ได้ด้วยกราฟิกตามมาตรฐาน ทว่ากลับทำเฟรมเรตได้ไม่นิ่ง และพบอาการแลคอยู่บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงความสวยงามของภาพภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่า Final Fantasy Vll: The First Soldier ทำออกมาได้ค่อนข้างตามมาตรฐานของเกมมือถือในยุคนี้ อาจจะไม่ได้ดีเลิศจนร้องว้าว แต่ก็สวยงามในระดับที่พอชื่นชมได้บ้าง ทว่าด้วยเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกม ไม่ว่าจะเป็นกระสุนปืน การใช้เวทมนตร์ การโจมตีของมอนสเตอร์ นั่นจึงทำให้ในบางครั้งตัวเกมมีอาการแลคให้เห็นอยู่เป็นพักๆ  ไม่สามารถรักษาเฟรมเรตให้ลื่นตาได้ตลอดการเล่นนอกจากนี้ตัวเกมยังคงมีปัญหาในการโหลดฉากต่างๆ ที่ค่อนข้างนานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโหมด การหาห้อง การโหลดเข้าเกม การเข้าหน้าร้านค้า ล้วนต้องผ่านการโหลดอย่างน้อย 10-20 วินาทีก่อนทั้งนั้น ตรงจุดนี้จุดทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า ทั้งที่ตัวเกมไม่ได้มีภาพกราฟิกที่ล้ำยุค แต่ทำไมถึงกลับใช้เวลาในการโหลด และไม่สามารถรักษาความเสถียรเฟรมเรตเอาไว้ได้ ทั้งนี้ตัวเกมยังมีอาการเกมพังให้เห็นอยู่ครั้งสองครั้ง ตลอดการเล่นเพื่อเขียนรีวิวในบทความนี้ควรค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?หากใครเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ Final Fantasy และชื่นชอบเกม Battle Royale เป็นทุนเดิม เกมนี้คงจะตอบโจทย์คุณได้ไม่มากก็น้อย Final Fantasy Vll: The First Soldier จะช่วยทำให้คุณรำลึกถึงงานภาพสไตล์ Final Fantasy ได้ไม่ยาก แถมตัวเกมยังพยายามยกระบบต่างๆ ที่ยังคงความเป็น RPG ไว้ค่อนข้างเยอะ แต่ทว่าระบบต่างๆ ที่พยายามจะช่วยทำให้เกมดูแตกต่างนั้น กลับส่งผลต่อ Gameplay น้อยกว่าที่คิด ตัวเกมไม่ได้มีจังหวะการเล่นที่ว่องไวขึ้น หรือช้าลงจากเกม Battle Royale เกมอื่นมากนัก เมื่อผ่านพ้นช่วงเฟสแรกมาได้ ผู้เล่นจะเดินเกมช้าลง ระวังตัวกันมากขึ้น เข้าไปหลบตามบ้านเรือน ขึ้นเนินสูง หาจุดได้เปรียบเพื่อหวังชัยชนะชัวร์เสียมากกว่าทั้งนี้ แม้ทางผู้พัฒนาจะพยายามใส่ระบบการชนะทางหรือแพ้ทางของ Mastery เข้ามา แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมการเล่นขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวผู้เล่นมักจะเลือกใช้ปืนทำดาเมจกันก่อน การโจมตีระยะประชิดเหมือนเป็นอาวุธสำรองในตอนที่หมดก๊อกแล้วจริงๆ เสียมากกว่า และถึงแม้จะมีโบนัสสำหรับอาวุธระยะประชิดอย่าง ระบบ Stagger เข้ามาช่วยก็จริง แต่ด้วยการทำดาเมจที่ค่อนข้างสูงของเกมนี้ จึงทำให้ส่วนใหญ่แล้ว ทั้งผู้เล่นและมอนสเตอร์ต่างตายก่อนที่หลอด Stagger จะเต็มทั้งนั้น มีเพียงมอนสเตอร์ระดับบอสที่เราจะได้ใช้ระบบนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้านระบบ Materia ที่ดูสร้างสรรค์ดี แต่ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกัน “ระเบิดที่มีลูกเล่นมากขึ้น” เพราะ Materia จะไม่ได้ถูกใช้บ่อยๆ ในการต่อสู้ ด้วยข้อจำกัดด้านมานา อีกทั้งยังหวังผลยาก เพราะเล็งยาก และมีระยะที่อยู่ในระดับใกล้จนถึงกลาง ตรงจุดนี้ Materia จึงเหมือนกับระเบิดในเกม Battle Royale อื่นๆ ตรงที่ “ถึงจะสร้างข้อได้เปรียบสูง แต่หวังผลได้ยาก จึงมักใช้เพื่อจำกัดพื้นที่ของศัตรูเสียมากกว่า” ทั้งนี้จะไม่รวม Materia ประเภทสนับสนุนอย่าง Cure, Aero และ Raise ที่จะเป็นการใช้ใส่เพื่อนร่วมทีม ทำให้มีโอกาสใช้ง่ายมากกว่าหากพูดถึง Summon Materia ที่ดูอลังการงานสร้าง และดูจะสร้างความได้เปรียบมหาศาล แต่จุดเสียของระบบนี้คือ หาจังหวะใช้งานจริงยากมาก เนื่องจาก Summon Materia จะต้องหาจาก Supply Drop เท่านั้น แถมยังมาในรูปแบบของการสุ่ม นั่นคือ ทุกกล่องไม่ได้มี Summon Materia ซ้ำร้าย ทางผู้พัฒนายังใส่ระบบ Frenzied ที่โจมตีไม่เลือกหน้าเข้ามาในช่วงท้ายเกม ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเวลาเฉิดฉายของมนตร์อสูรแท้ๆ นั่นจึงทำให้ ระบบนี้ดูขาดๆ เกินๆ ไปโดยปริยาย ไม่ค่อยได้เห็นคนหยิบมาใช้จริงสักเท่าไร นอกจากจะเอาเท่เสียมากกว่าและถึงแม้ระบบอย่าง Indicator ช่วยบอกตำแหน่ง ระบบจำแนกไอเทมอัตโนมัติ และระบบแพ้ทางกันของ Mastery ต่างๆ จะทำออกมาได้ดูดี แต่ด้วยจังหวะการต่อสู้ที่ผู้เล่นเลือกใช้ปืนเป็นดาเมจหลัก Materia เป็นของเสริม และโจมตีระยะประชิดเป็นประกันชั้นสุดท้าย เราจึงมักจะได้เห็นการต่อสู้ในรูปแบบเดิมๆ อยู่เสมอ ซ้ำร้ายเมื่อบวกกับอนิเมชันที่ไม่ลื่นไหล และเฟรมเรตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ นั่นจึงทำให้การต่อสู้ที่ควรจะสนุกในเกมนี้ กลับน่าเบื่ออย่างเหลือเชื่อทุกคนล้วนเปิดฉากกันด้วยสาดกระสุนจากระยะไกล ต่อด้วยใช้ Materia เพื่อบีบพื้นที่ และหากกระสุนหมดกลางทางก็จะเป็นศึกควงหมัดของสายประชิด หรือเป็นจังหวะหนีเอาชีวิตรอดของสายระยะไกล หากสายประชิดฆ่าได้ ก็รอไปเจอกับคนอื่นต่อ แต่หากสายระยะไกลหนีได้ทัน ก็จะเข้าลูปเดิม เปิดฉากดวลปืนกันใหม่ช่างน่าเสียดายที่ Final Fantasy Vll: The First Soldier ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้จะอุดมไปด้วยไอเดียดีๆ โดยอิงรากฐานความเป็น RPG มาจากเกมหลัก แต่ด้วยสมดุลของเกมยังไม่มั่นคง บวกกับปัญหาด้าน Performance และเซิร์ฟเวอร์ จึงทำให้เกมนี้ต้องตกม้าตาย ทั้งที่ควรจะได้เป็นหนึ่งในเกมบนมือถือยอดเยี่ยมแท้ๆ เชียว
19 Nov 2021
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ตอน 4-6: วางรากฐานสู่ตอนจบอันแสนปวดร้าว
ในการเล่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ด้วยโครงสร้างแบบ 3 องก์นั้น “องก์ที่ 2” มักจะเป็นองก์ที่เล่ายากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องต่อยอดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปูมาในช่วงแรกของเนื้อเรื่อง “องก์ที่ 2” ยังมีหน้าที่อันสำคัญในการปูพื้นเหตุการณ์ไปสู่บทสรุปในองก์สุดท้ายด้วย ทำให้เหตุการณ์หลายๆ อย่างในองก์ที่ 2 รู้สึกขาดบทสรุปในตัวเองเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในช่วงแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กรณีดังกล่าวสามารถใช้บรรยายซีรีสื Arcane ตอนที่ 4-6 ได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าซีรีส์จะยังคงมาตรฐานบทพูดและการออกแบบอนิเมชั่นอันยอดเยี่ยมของตอนแรกๆ และประสบความสำเร็จในการนำเสนอแง่มุมที่กว้างขึ้นของทั้ง Zaun/เมืองเบื้องล่าง และ Piltover แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องปูเส้นเรื่องและปมขัดแย้งหลายๆ อย่างไว้ไปเฉลยในตอนจบ ส่งผลให้ Pacing หรือจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วมาก โดยที่ไม่ได้นำเสนอบทสรุปที่น่าพอใจนักเมื่อเทียบกับองก์แรกอ่านรีวิวตอน 1-3เหตุการณ์ขององก์ 2 เริ่มขึ้นหลายปีหลังตอนจบขององก์แรก โดยเทคโนโลยี Hextech ของเจซและวิคเตอร์ประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมเมือง Piltover ให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งกว่าเดิม แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะสงบ เมื่อเหล่าวายร้ายจากเมืองเบื้องล่างเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเปิดศึกกับเมือง Piltover อย่างลับๆ ในขณะเดียวกัน ‘ไว’ ผู้ซึ่งถูกขังคุกเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ต้องร่วมมือกับนักสืบมือใหม่ไฟแรงอย่าง ‘เคทลิน’ (Caitlyn ฮีโร่อีกตัวจากเกม LoL) เพื่อตามหาน้องสาวของเธอ ผู้ซึ่งกลายเป็นอาชญากรตัวฉกาจที่ใช้ชื่อว่า ‘จิ๊งซ์’ ไปซะแล้วจุดแข็งอย่างหนึ่งของซีรีส์ ‘Arcane’ ที่ผู้เขียนเคยกล่าวชมไปในรีวิวองก์แรกของซีรีส์ คือการที่ทีมนักเขียนเลือกจะมุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ของพี่น้องไวและพาวเดอร์/จิ๊งซ์เป็นหัวใจหลัก ในขณะที่เรื่องราวของเจซและวิคเตอร์ทำหน้าที่ในการ “ปูพื้น” ธีมแฟนตาซีต่างๆ ของโลก องก์ที่ 2 ดูจะเทความสำคัญไปที่เรื่องราวของเจซและวิคเตอร์มากกว่า ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้คนดูสามารถมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้มากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเรื่องราวของไวและพาวเดอร์/จิ๊งซ์ควรได้รับการพัฒนามากกว่านี้ หรืออย่างน้อยก็ควรเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงจากพาวเดอร์ไปสู่จิ๊งซ์ได้มากกว่านี้ซะหน่อย ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางถึงเปลี่ยนให้เด็กน้อยไม่สู้คนอย่างพาวเดอร์ กลายเป็นอาชญากรบ้าคลั่งอย่างจิ๊งซ์ไปได้ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้จะบอกว่าเนื้อเรื่องของเจซและวิคเตอร์จะไม่น่าติดตามไปซะทีเดียว โดยเฉพาะปมความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนที่มีน้ำหนักทางอารมณ์อยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับเรื่องราวของไวและพาวเดอร์ แต่ด้วยจุดประสงค์ของเรื่องราวเหล่านั้นในการ “ปูพื้น” ให้กับโลกของซีรีส์ในภาพใหญ่ ทำให้เรื่องราวของทั้งสองเข้าไปพัวพันกับการเมืองต่างๆ ของ Piltover ด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้น่าติดตามมากเท่ากับความสัมพันธ์พี่น้องในองก์แรก โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ หน้าใหม่ที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์กับโลกของ LoL มาก่อนทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะไม่ได้รู้สึก “อิ่ม” ในตัวเองมากเท่ากับสามตอนแรก/องก์แรก แต่ Arcane องก์ 2 (4-6) ก็ยังคงรักษามาตรฐานหลายๆ อย่างเอาไว้ โดยเฉพาะในแง่ของอนิเมชั่นอันสวยงาม และฉากแอคชั่นที่ออกแบบมุมกล้องมาได้น่าตื่นเต้นเสมอ คงต้องไปวัดกันในองก์สุดท้ายที่ออกอากาศในวันที่ 20 พฤษจิกายนนี้ ว่าซีรีส์จะสามารถควบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ไปสู่จุดจบที่น่าพอใจได้แค่ไหน
16 Nov 2021
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ตอน 1-3: ก้าวแรกสู่โลกของ LoL ในมุมที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ด้วยความสำเร็จของเกม MOBA ยอดฮิตอย่าง League of Legends ที่ครั้งหนึ่งเคยครองตำแหน่ง “เกมที่มียอดผู้เล่นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์” อยู่หลายปี และสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างเกมอย่าง Riot Games (และเจ้าของบริษัท Riot Games อย่าง Tencent) ไปเป็นกอบเป็นกำตลอดระยะเวลานั้น คงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุดเราจะได้เห็นผู้พัฒนา Riot Games พยายามขยายเกมลูกรักออกไปสู่ตลาดอื่นๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเกมการ์ดใหม่อย่าง Legends of Runeterra ที่ได้รับความนิยมอยู่มิใช่น้อย ไปจนถึงการประกาศเปิดตัวเกม RPG แบบ Turn-based สำหรับเครื่อง PC อย่าง Ruined King: A League of Legends Story ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา หรือกระทั่งการเข้าไปมีตัวตนอยู่ในวงการดนตรีในฐานะวง K/DA และไอดอล Seraphina ก็ตามทีแน่นอนว่านั่นย่อมรวมถึงซีรีส์ ‘Arcane’ ผลงานซีรีส์อนิเมชั่นใหม่ล่าสุดจาก Riot Games และสตูดิโอสัญชาติฝรั่งเศษ Fortiche Production ที่เพิ่งปล่อย 3 ตอนแรกออกมาให้ชมกันทางเว็บสตรีมมิ่ง Netflix เมื่อวันที่ 6 พฤษจิกายนที่ผ่านมา โดยซีซั่นแรกของซีรีส์จะมีทั้งหมด 9 ตอน แบ่งออกเป็นองก์ละ 3 ตอนซึ่งออกอากาศพร้อมกันทุกสัปดาห์ ซึ่งระหว่างแต่ละองก์จะมีการ “ข้ามเวลา” (Time Skip) ด้วย จึงอาจจะมองแต่ละองก์รวมกันเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในไตรภาคก็ได้หลังจากที่รับชม 3 ตอนแรกของซีรีส์ ต้องยอมรับอย่างเต็มปากว่า ‘Arcane’ ถือเป็นก้าวแรกอันแข็งแกร่งในการขยายจักรวาล League of Legends สำหรับแฟนๆ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ด้วยเนื้อเรื่องที่ซีเรียสและละเอียดอ่อนกว่าที่คาดหวังจะได้เห็นจากแฟรนไชส์ MOBA ซึ่งติดตามได้ง่ายแม้จะไม่เคยรู้จักกับโลกหรือตัวละครมาก่อน พร้อมกับผลงานอนิเมชั่นและการจัดภาพชั้นครูที่สามารถนำพาอารมณ์ของผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกัน การที่ซีรีส์เลือกเน้นเรื่องราวชีวิตตัวละครเพียงไม่กี่ตัว ยังทำให้ ‘Arcane’ เป็นซีรีส์ที่ไม่ว่าใครๆ ก็ติดตามได้ และควรลองให้โอกาสซักครั้ง ไม่ว่าคุณจะรู้จักกับ League of Legends หรือไม่ก็ตามเรื่องราวของ ‘Arcane’ จะตั้งอยู่ในเมืองพี่น้อง Piltover และ Zaun (ก่อนที่จะเป็น Zaun ด้วยซ้ำ) โดย Piltover เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการค้าขายอันรุ่งเรือง ในขณะที่ Zaun (หรือที่ซีรีส์เรียกเพียงแค่ว่า ‘Undercity’ หรือ ‘เมืองเบื้องล่าง’) เปรียบได้กับ ‘ย่านสลัม’ ที่ถูกลืมของเมือง Piltover ซึ่งเต็มไปด้วยอาชญกรรมและสารเคมีที่ตกค้างจากขยะเหลือทิ้งของ Piltover อีกที ความแตกต่างอันสุดขั้วของเมืองทั้งสองนำไปสู่ความเกลียดชังและเหยียดหยามกันเองระหว่างผู้คนในเมือง ที่ต่างมองว่าอีกฝ่ายเป็นเสี้ยนหนามที่ควรถูกกำจัดไปให้สิ้นซาก ก่อนเหตุการณ์ของซีรีส์ ความขัดแย้งนี้ได้เคยนำไปสู่การปฏิวัติโดยประชากรเมืองเบื้องล่างที่ลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องความเท่าเทียมจากเหล่าคนดีย์แห่งเมือง Piltover ในที่สุด แต่พวกเขากลับเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรงจากหน่วยตำรวจของ Piltover ที่ลงเอยด้วยการเสียชีวิตของชาวเมืองเบื้องล่างจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของสองพี่น้อง ‘ไวโอเล็ต’ (Violet หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘Vi’ หรือ ‘ไว’) และ ‘พาวเดอร์’ (หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘Jinx’ หรือ ‘จิ๊งซ์’ นั่นเอง) การตายของพ่อแม่ทำให้สองพี่น้องต้องเติบโตในฐานะเด็กกำพร้าภายใต้การดูแลของ ‘แวนเดอร์’ อดีตหัวโจกแห่งการปฏิวัติ ที่ผันตัวมาเป็นเจ้าพ่อประจำย่านหนึ่งในเมืองเบื้องล่าง โดยไวและพาวเดอร์ต้องเอาตัวรอดด้วยการลักเล็กขโมยน้อยพร้อมกับแก๊งโจรเล็กๆ ที่มีไวเป็นหัวหน้าเรื่องราวของ ‘Arcane’ เริ่มขึ้นเมื่อไวและแก๊งได้รับคำแนะนำให้ไปปล้นห้องทดลองแห่งหนึ่งใน Piltover ที่บังเอิ๊ญบังเอิญเป็นของนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ชื่อว่า ‘เจซ’ (Jayce ฮีโร่อีกตัวจากเกม) ผู้ซึ่งกำลังพยายามหาวิธีในการ “ควบคุมเวทมนตร์ด้วยวิทยาศาสตร์” โดยเหตุการณ์นี้เป็นตัวจุดชนวนที่พาไวและพาวเดอร์เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Piltover และเมืองเบื้องล่างอีกครั้ง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่จะเปลี่ยนสองพี่น้องให้กลายเป็นศัตรูคู่อริที่แฟนๆ ของ League of Legends คุ้นเคยกันดีความสูญเสียพ่อแม่ในอดีตของเธอ ส่งผลให้ไวเติบโตมาพร้อมกับความต้องการที่จะปกป้องน้องสาวทุกวิถีทาง ในขณะที่พาวเดอร์เองก็พยายามพิสูจน์ตัวเองต่อพี่สาวอยู่เสมอว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ความเป็นเด็กของเธอก็ทำให้เธอมักทำผิดพลาดในขณะออกปล้นอยู่เสมอ จนสมาชิกคนอื่นๆ ในแก๊งเรียกเธอเป็น “ตัวซวย” (หรือภาษาอังกฤษคือ ‘Jinx’ นั่นเอง) ทำให้ไวต้องออกตัวปกป้องน้อง ซึ่งก็ยิ่งทำให้พาวเดอร์รู้สึกอยากพิสูจน์ตัวมากขึ้นไปด้วย วนไปมาอยู่อย่างนั้นลักษณะความสัมพันธ์ของไวและพาวเดอร์ถือเป็นหัวใจหลักของซีรีส์ ‘Arcane’ นี้ ที่ทำให้ผู้ชมทุกคนสามารถรู้สึกร่วมไปกับตัวละครเหล่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องรู้จักมาก่อน ซึ่งในจุดนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในฝั่งของผู้เขียนบท เพราะเอาเข้าจริงๆ จักรวาลของ League of Legends นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก เอาแค่ฮีโร่ในเกมก็ปาเข้าไปมากกว่า 140 ตัวแล้ว การพยายามเล่าเรื่องราวใหญ่โตที่มีตัวละครให้จำเยอะๆ อาจทำให้ซีรีส์เข้าถึงยากสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเกม LoL อยู่แล้ว การมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของตัวละครไม่กี่ตัวทำให้ซีรีส์สามารถนำเสนอปมความขัดแย้งที่มี “ความเป็นมนุษย์” ได้ มากกว่าจะเป็นเรื่องราวแฟนตาซีระดับมหากาพย์ที่ติดตามยากกว่ายิ่งไปกว่านั้น ซีรีส์ประสบความสำเร็จมากๆ ในการสื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาทั้งในบทพูดและการแสดงบุคลิกสีหน้าทั้งหลาย โดยผลงานอนิเมชั่นของ Fortiche Productions ที่มีลักษณะเหมือนภาพจิตรกรรมสีฉูดฉาดกลับสามารถมอบความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครได้อย่างคาดไม่ถึงFortiche Productions ยังแสดงฝีมืออันน่าทึ่งในการจัดองก์ประกอบภาพในแต่ละเฟรมของซีรีส์ ทำให้แทบทุกเฟรมมอบความรู้สึกราวกับเป็นภาพนิ่ง แถมยังมีการใช้เอฟเฟกต์มุมกล้องและ Slow Motion เพื่อเน้นจังหวะระทึกขวัญในฉากแอคชั่นได้อย่างแยบยล จนต้องยอมรับว่า ‘Arcane’ ไม่เพียงเป็นผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดของ Riot แต่อาจเป็นผลงานซีรีส์อนิเมชั่นที่ดีเป็นอันดับต้นๆ บน Netflix ได้สบายเลยในขณะที่เรื่องราวของไวกับพาวเดอร์ดำเนินไปนั้น ‘Arcane’ ยังค่อยๆ ‘สร้างโลก’ (World Building) ของซีรีส์ไปด้วยผ่านเรื่องราวของตัวละคร ‘เจซ’ และ ‘วิคเตอร์’ (Viktor) สองนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ใฝ่ฝันจะควบคุมพลังแห่ง ‘มนต์ตรา’ ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฏหมายของเมือง Piltover โดยเรื่องราวของทั้งสองแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวของไวและพาวเดอร์โดยตรง แต่ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ซีรีส์สามารถสำรวจมุมต่างๆ ของ “โลก” ของซีรีส์มากขึ้นทีละน้อยทั้งในเรื่องของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต หรือความเชื่อที่ชาวเมืองมีต่อเวทมนต์ เป็นการค่อยๆ วางรากฐานเพื่อให้ซีรีส์สามารถเล่นกับปมที่ใหญ่ขึ้นได้ในอนาคตทั้งนี้ทั้งนั้น หากจะต้องตำหนิอะไรซักอย่าง คงเป็นการที่ซีรีส์มีจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว แม้จะมีความยาวตอนละถึง 45 นาทีก็ตาม ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้คุณภาพของการเล่าเรื่องโดยรวมเสียไปเท่าไหร่นัก แต่ก็แอบทำให้รู้สึก “เหนื่อย” ได้เหมือนกันเมื่อนั่งดูทั้ง 3 ตอนติดๆ กัน เพราะแทบทุกฉากมีข้อมูลหรือบทพูดบางอย่างที่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปข้างหน้าเสมอ แต่ครั้นจะดูทีละตอนก็ยากเหมือนกัน เพราะยอมรับตามตรงว่าซีรีส์สนุกมากจนอยากจะดูรวดเดียวให้จบทั้ง 9 ตอนด้วยซ้ำแน่นอนว่าเรายังมีอีก 6 ตอนที่เหลือก่อนที่ซีรีส์ ‘Arcane’ จะจบซีซั่นแรกจริงๆ แต่ถ้าวัดจากแค่ 3 ตอนแรก ก็รับประกันได้เลยว่าอีก 6 ตอนที่เหลือน่าจะมีอะไรสนุกๆ รออยู่อีกเพียบ อ่านรีวิวตอน 4-6
10 Nov 2021
รีวิว Call of Duty: Vanguard ยังคงมาตรฐานเดิม และไม่ทำให้ผิดหวัง
หลังจากความสำเร็จของเกม Call of Duty: WWII ในปี 2017 กับการพาเราเข้าไปสู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ภายในปีนี้ทาง Sledgehammer Games ก็ได้พาเรากลับสู่ในยุคนี้อีกครั้งกับ Call of Duty: Vanguard ที่จะพาให้เราด้ไปสัมผัสกับยุคสงครามโลกยุคนี้อีกรอบหนึ่ง แต่จะให้เราได้ไปติดตามเหล่าวีรบุรุษสงครามด่านหน้าของแต่ละประเทศ ซึ่งในบทความนี้พวกเรา GameFever TH ได้เข้าไปเล่นมาแล้วและจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าตัวเกมมีฟีเจอร์อะไรน่าสนใจบ้างกราฟิก / การนำเสนอภายในเกม Call of Duty: Vanguard นี้ได้ใช้ Engine อย่าง IW8 Engine ที่เป็นการอัปเกรดกราฟิกจาก Call of Duty: Modern Warfare (2019) ซึ่งตัวภาพต้องยอมรับในเรื่องของความสมจริงทั้งในด้านโมเดลของตัวละครที่ถือว่าใกล้เคียงกับคนจริงๆ มากขึ้นจนมองเผินๆ จะแยกไม่ออกแล้ว ส่วนในฉากเล่นเกมทั่วไปนั้น โมเดลฉากต่างๆ ตอนเล่นถ้าหากคุณเคยเล่น Call of Duty: Modern Warfare (2019) มันก็จะให้ความรู้สึกนั้นทั้งกราฟิกและหน้า Interface ที่คล้ายๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างของ Call of Duty: Vanguard ก็คงจะเป็นแสงเงาที่ชัดมากขึ้นและสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ ก็คงจะเป็นในเรื่องของการกินสเปกของเกมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องไม่ได้สูงมากนัก เพราะคอมของผู้เขียนที่ใช้เล่นเกมนี้ก็คือ I5 8400 + GTX 1060 6GB ก็ยังสามารถเล่นเกมนี้ได้ในระดับ High สามารถทำเฟรมเรทได้ราวๆ 70 เฟรม ซึ่งถือว่าเล่นได้ค่อนข้างไหลลื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าปรับกราฟิกระดับนี้เวลาเจอฉากเอฟเฟกเยอะๆ ก็อาจจะทำให้เฟรมร่วงหรือเกิดอาการแคชเกมเด้งบางครั้ง (แต่จากที่เล่นมาเกิดแค่รอบเดียว) ซึ่งตัวผู้เขียนเองชอบเล่นในระดับที่ต่ำลงมาขั้นหนึ่ง เพื่อความลื่นไหลตลอดโดยไม่ติดขัดมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นตัวกราฟิกก็ยังไม่ได้ต่างกันมากโหมดเนื้อเรื่องภายในภาคนี้ตัวเกมจะพาเราเข้าสู่ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง เพียงแต่ตัวเกมจะโฟกัสเราไปที่การติดตามกลุ่มนักรบยอดฝีมือจากประเทศต่างๆ โดยใช้ชื่อกลุ่มทหารนี้ว่า Vanguard กับภารกิจค้นหาภารกิจลับของนาซีนามว่าโปรเจกต์ฟีนิกซ์ โดยตัวเกมจะพาเราไปเห็นในช่วงสุดท้ายของยุคนาซี พร้อมกับได้ย้อนดูวีรกรรมของเหล่าพลทหารในทีม Vanguard ว่าพวกเขานั้นสร้างผลงานอะไรมาก่อนได้ร่วมทีม โดยระยะเวลาในการเล่นโหมดเนื้อเรื่องจะอยู่ที่ราวๆ 5-7 ชั่วโมง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นระยะเวลาที่กำลังดีในการเล่นโหมดนี้เพราะมันไม่นานจนน่าเบื่อเกินไป รวมถึงภารกิจแต่ละด่านที่มอบให้จะเป็นการพาเราย้อนไปดูวีรกรรมของเหล่าทหารทีมนี้ที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน บางด่านก็จะพาให้เราได้บังคับหัวหน้ากองบัญชาการที่จะมีความสามารถในการสั่งลูกทีมโจมตีศัตรูตัวเดียวได้ บางด่านก็จะบังคับให้เราเข้าสู่โหมดลอบเร้นที่มีความสามารถในการจับออร่าการเคลื่อนไหวของศัตรูรอบๆ ได้ บางด่านก็อาจจะพาเราเข้าสู่การสวมบทเป็นมือสไนเปอร์ หรือบางด่านก็พาเราไปบังคับเครื่องบินรบก็มี โดยการเล่นโหมดแคมเปญราวๆ 7 ชั่วโมงของผู้เขียนนั้นไม่ทำให้รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่นิด เพราะความหลากหลายในการเล่นนี้แต่ถ้าจะให้พูดข้อเสียก็คงจะมีอย่างเดียวก็คือเนื่องจากระยะเวลาของเกมที่สั้นบวกกับจำนวนของตัวละครที่เราได้เล่นนั้นไม่ได้มากจนเกินไป ทำให้ตัวละครของเกมภาคนี้ไม่ได้น่าจดจำเสียเท่าไรนัก รวมถึงเวลาส่วนใหญ่ของเกมมักจะเป็นการเล่าย้อนความหลังเสียมากกว่า ทำให้เนื้อเรื่องหลักปัจจุบันนั้นอาจจะดูเบาบางลงไปนิด เหล่าตัวร้ายเองก็ดูไม่ได้โหดและน่าจดจำเช่นกัน เพราะบทที่ค่อนข้างน้อย โหมด Multiplayerภายในโหมดผู้เล่นหลายคนนอกจากโหมดปกติที่เคยมีในทุกๆ ภาคอย่าง Domination, Deathmatch, Team Deathmatch และโหมดอื่นๆ อีกมากมายที่ท่านเคยเล่น แต่โหมดใหม่ที่ถูกใส่มาในภาคนี้และค่อนข้างน่าสนใจมากๆ ก็คือโหมด Patrol ที่่เกมการเล่นก็จะคล้ายคลึงกับโหมดยึดครองทั่วไป เพียงแต่ว่าจุดยึดครองจะทำการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างชอบเพราะมันจะทำให้เราไม่ต้องพบเจอกับการดักรอจุดเกิดหรือดักซุ่มจุดๆ เดียวทั้งเกม เรามีโอกาสสุ่มจุดเกิดตรงไหนก็ได้และวิ่งยิงวิ่งยึดไปตลอด ทำให้โหมดนี้ค่อนข้างเอื้อกับผู้เล่นมือใหม่พอสมควร เพราะถ้าหากคุณสู้ไม่เก่ง การวิ่งยึดจุดเรื่อยๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกัน เพราะต่อให้ Kill เยอะอยู่จุดๆ เดียวและไม่ยอมไปยึดจุดเลย ก็ทำให้แพ้ได้ส่วนในระบบ Kill Streak ภาคนี้จะใช้ระบบการนับจำนวน Kill ต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้เล่นมือใหม่เสียเท่าไร เพราะเราจะต้องเก็บ Stack ฆ่าศัตรูให้ได้ตามจำนวนกำหนดเราถึงจะสามารถใช้ความสามารถนั้นๆ ได้ ซึ่งคนเก่งๆ ก็จะสามารถเรียกของดีๆ ออกมาใช้ได้บ่อยๆ ส่วนผู้เล่นใหม่ก็อาจจะลำบากพอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบนี้แฟนๆ รุ่นเก่าก็อาจจะชอบเพราะมันก็มีอยู่ในหลายๆ ภาคนั่นเองส่วนระบบการแต่งปืนถ้าหากใครที่เคยเล่น  Call of Duty: Modern Warfare (2019) มา ท่านเองก็อาจจะไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะระบบต่างๆ นั้นเหมือนกันเกือบทั้งหมด ระบบแต่งปืนยังมีความละเอียดและก็มีสเตตัสบอกเราอย่างชัดเจน ซึ่งข้อแตกต่างก็คือปืนที่มีให้ใช้จะเป็นปืนจากยุคสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเองความรู้สึกส่วนตัวยอมรับเลยว่าโหมดเนื้อเรื่องของเกมซีรีส์ Call of Duty นั้น ค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าเบื่ออย่างมาก เพราะบางทีเราจะต้องใช้อาวุธเดิมๆ ตั้งแต่ต้นเกมจนเกือบจบเกม บวกกับระยะเวลาที่ยาวกว่า 15-20 ชั่วโมง แต่ผิดกับทาง Call of Duty: Vanguard ที่แต่ละด่านนอกจากจะมีธีมที่แตกต่างกันไป เกมเพลย์การเล่นก็จะแตกต่างกันด้วย รวมถึงระยะเวลาที่พอเหมาะไม่ทำให้เบื่อเกินไปด้วยส่วนระบบ Multiplayer ของเกมถ้าใครที่เป็นแฟนเกม Call of Duty อยู่แล้วท่านก็คงจะยังชอบเกมภาคนี้อยู่เหมือนเดิม มีโหมดที่น่าสนใจอย่าง Patrol ที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นตลอดเวลาในนั้น แต่ข้อสังเกตุเดียวของภาคนี้ที่อยากจะพูดก็คงเป็นเรื่องของธีมสงครามโลกที่มันอาจจะค่อนข้างซ้ำซากกับทางเกม Call of Duty: WWII ในปี 2017 อาจจะทำให้ Call of Duty: Vanguard ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมดี รักษาความเป็นเกมยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แต่มันจะไม่ได้ถูกเป็นที่จดจำใดๆ ในภายหลังและอาจจะทำให้ผู้คนลืมเลือนมันไปในอนาคต
09 Nov 2021
Dota 2 เจาะลึก Marci สาวน้อยหมัดหนักผู้มากับความเงียบ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มาการอัพเดทฮีโร่ใหม่ที่มาพร้อมแพท 7.30e นั่นก็คือ Marci นั่นเอง และเมื่อวันที่ 2 พฤษจิกายนที่ผ่านมาได้มีแพทอัพเดทปรับปรุงความสามารถของ Marci ให้สมดุลขึ้น บทความนี้เรามาเจาะลึกฮีโร่ตัวนี้กันเลยครับ Marci เป็นฮีโร่สาย strength จุดเด่นอยู่ที่การโจมตีเป้าหมายเดี่ยวที่รุนแรง mobility ที่สูง แถมยังมีสกิล support เพื่อนร่วมทีมได้ด้วยสกิล 3 ที่ มีพลังตั้งแต่ต้นเกมส์ไปจนถึงเลทเกมส์ เรียกได้ว่าครบเครื่องที่บทบาท เป็นฮีโร่ไม่กี่ตัวของ Dota2 ที่มีความครบเครื่องเช่นนี้Marci Skill 1. DISPOSE            Marci จับเป้าหมาย (มีผลกับฮีโร่พันธมิตรและศัตรู) ทุ่มไปด้านหลังของเธออย่างรุนแรง เมื่อเป้าหมายตกลงบนพื้นดินส่งผลให้เกิดแรงกระแทกโดยรอบบริเวณนั้นและสตันเป้าหมายทุกตัวในระยะที่เกิดผลกระทบนี้ระยะโยน 350ระยะเวลาสตัน 0.9 / 1.3 / 1.7/ 2.1ความเสียหายตกกระทบ 70 / 120 / 170 / 220คูดาวน์ 16 / 14 / 12 / 10ใช้มานา 902. REBOUNDMarci กระโดดพุ้งไปยังยูนิตเป้าหมายเมื่อถึงยูนิตนั้นแล้ว Marci จะกระโจนไปยังพื้นที่เป้าหมายที่เธอเลือก เมื่อเธอตกถึงพื้นจะเกิดแรงกระแทก สร้างความเสียหายและลดความเร็วเคลื่อนที่ให้แก่ศัตรูภายในบริเวณนั้นระยะกระโดดสูงสุด 800ความเสียหายตกกระทบ 90 / 160 / 230 / 300เคลื่อนที่ช้าลง 30% / 40% / 50% / 60%ระยะเวลาช้าลง 3คูดาวน์ 17 / 15 / 13 / 11ใช้มานา 70 / 80 / 90 / 100           3. SIDEKICKMarci บัฟตัวเองหรือเป้าหมายฝ่ายพันธมิตรเพิ่มเสริมพลังโจมตีและดูดพลังชีวิตเมื่อทำการโจมตีกายภาพใส่ศัตรูระยะเวลา 6ดูดพลังชีวิต 35% / 40%  / 45% / 50%เพิ่มพลังโจมตี 20 / 35  / 50 / 65คูดาวน์ 36 / 28 / 20 / 12มานาที่ใช้ 45 / 40 / 35 / 30                        4. UNLEASHMarci ดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองชั่วนณะหนึ่ง ในสถานะนี้จะได้รับบัฟสถานะ ชาร์จเดือดดาล ส่งผลให้เธอโจมตีเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในการโจมตีแต่ละชุด หมุดสุดท้ายจะปลดปล่อยคลื่นกระแทกสร้างความเสียหายโดยรอบเป้าหมาย ลดความเร็วการดคลื่อนที่และการโจมตีเป็นเวลา 2 วินาที เมื่อสิ้นสุดหมัดสุดท้ายจะไม่สามารถโจมตีได้เป็นเวลา 1.75 วินาทีระยะเวลา 16จำนวนหมัดต่อคอมโบ 3 / 4 / 5รัศมีคลื่นกระแทก 800ความเสียหายคลื่น 60 / 130 / 200คลื่นทำให้เคลื่อนที่ช้าลง 30%คลื่นทำให้โจมตีช้าลง 60 / 80 / 100คูดาวน์ 110 / 90 / 70มานาที่ใช้ 100 / 125 / 150Talentsการอัพ Talents แนะนำLv 10 อัพฝั่งขวา +5 Armor เพราะช่วยเพิ่มความหนาให้เก่งขึ้นมาตอนต้นเกมส์ เพราะ Marci เป็นฮีโร่ที่มีเกราะต้นเกมส์น้อยเมื่อเทียบกับฮีโร่สาย strength ตัวอื่น การอัพ Talents นี้ส่งผลให้ Marci ดีขึ้นมากและยังช่วยเพื่อความถึกเมื่อต้องเข้าปะทะในช่วงต้นเกมส์Lv 15 อัพฝั่งซ้าย +200 Rebound Cast/Jump Range เป็น Talents ที่มีประโยชน์สุดๆในทุกสายการเล่น เพราะช่วยให้ mobility สูงขึ้นมาก สามารถกระโดดเข้าไปฆ่าศัตรูได้ไกลขึ้น ที่สำคัญสามารถใช้หนีศัตรูได้ดีด้วยต่างหาก ประโยชน์อีกอย่างนึงก็คือ มันสามารถใช้กระโดดข้ามพื้นที่หน้าผาได้ด้วยนะLv 20 อัพได้ทั้ง 2 ฝั่ง ตามสถานะการณ์ Lv 25 อัพฝั่งซ้าย 1.5s Sidekick Spell Immunity สกิลฟรี BKB ให้ทั้งเพื่อนและตัวเอง พร้อมทั้งสามารถล้างสถานะผิดปกติบางชนิดได้ เป้นสกิลที่มีประโยชน์สุดๆในช่วงท้ายเกมส์ สามารถอัพได้ทุกสายการเล่นเช่นเดียวกันItem Builds                   Marci เป็นฮีโร่สาย Strength-based ข้อดีในส่วนนี้คือในการอัพเวลาในแต่ละครั้งจะได้ค่า Strength ที่สูง ที่เพิ่มทั้ง HP และพลังโจมตีทำให้เป้นฮีโร่ที่มีความสามารถในการเข้าปะทะ ยืนชนเลนในช่วงต้นเกมส์ได้ดีมาก เราสามารถเลือกใช้ไอเทมที่เสริมพลังโจมตีเพื่อเพิ่มความสามารถตรงนี้ได้หลากหลายมาก ไอเทมที่แนะนำได้แก่ต้นเกมส์Orb of Corrosionสุดยอดไอเทมราคาถูกที่มีประโยชน์มากในช่วงต้นเกมส์ พร้อมทั้งยังส่งผลให้สกิล 3 และสกิล Ultimate แข็งแกร่งขึ้น ผลพลอยได้อีกอย่างนึงก็คือมันช่วยเพิ่มความหนา (HP) ให้แก่คุณได้อีกด้วย ทำให้ช่วงต้นเกมส์ถึกขึ้นมากเมื่อใช้คอมโบคู่กับสกิล 3Echo Saberไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่ช่วยให้ Marci รีเจนมานาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ Ultimate มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความน่าใช้ของไอเทมชิ้นนี้อยู่ในสถานะกลางๆ เพราะมีราคาที่สูงพอตัว ยังมีไอเทมช่วยเร่งมานาอีกหลายชนิดที่ราคาถูกและน่าใช้กว่า แต่โดยรวมถือว่ายังมีประโยชน์Maelstromไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่เหมาะกับตำแหน่ง เลนกลาง เพราะช่วยบูสการฟาร์มได้ไวและง่ายยิ่งขึ้น ทั้งการทำครีฟในเลน และการฟาร์มป่า (ข้อเสียของ Marci คือการฟาร์มในป่าที่ทำได้ยาก ) อีกทั้งยังช่วยเสริมดาเมจร่วมกับสกิล Ultimate ที่เรียกว่าแรงมากๆในช่วงต้นเกมส์ เอาไว้ปิดจ็อบศัตรูได้ภายในการโจมตีไม่กี่ชุดTreads” “Vs “Phase Boots”ไอเทมเพิ่ม movement speed ทั้ง 2 ชนิด Marci สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ชนิด แต่จะมีข้อดีที่แตกต่างกัน หากคุณเลือกใช้ Phase Boots จะได้ข้อดีในส่วนของการไล่ฆ่า การ roaming มีประโยชน์อย่างมากหากคุณเล่นเลนกลาง หากคุณเลือกใช้ Treads คุณก็จะได้รับค่า stat และ attack speed ที่มากขึ้น ทำให้ฟาร์มป่าได้ดีขึ้นมาก มีประโยชน์มากในตำแหน่งแครี่ของทีมFalcon Bladeไอเทมราคาถูกควรออกตั้งแต่ช่วงต้นเกมส์ เพราะสามารถเพิ่มทั้งพลังชีวิต และ พลังโจมตีให้ Marci เป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือเป็นไอเทมที่เพิ่มการรีเจนมานา (mana regen) ได้ดีอีกด้วย จุดอ่อนของ Marci อย่างนึงคือการมี Mana Max ที่น้อย การออกไอเทมชิ้นนี้มาก็นับเป้ยตัวเลือกที่ดีในการลดข้อเสียตรงนี้ของเธอกลางเกมส์Armlet of Mordiggianไอเทมช่วง ต้น - กลางเกมส์ ที่ช่วยเพิ่ม Attack speed และ Damage อย่างมหาศาลได้ประโยชน์ทั้งการฟาร์ม และ  team fight เพราะเมื่อเปิดใช้งานร่วมกับสกิล Ultimate จะทำให้ Marci ทำ Damage เพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าต่อยโดนตัวซัพบางๆละก็ ชุดเดียวตายได้เลยนะBlink Daggerไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่ออกมาเพิ่มลดข้อเสียของสกิล rebound ที่ต้องการเป้าหมายในการโดดเหยียบก่อนที่จะเข้าถึงตัวศัตรู คุณสามารถเข้าประชิดตัวสกิลแล้วสตันศัตรูด้วยสกิล dispose และตามด้วยการต่อยหมัดชุดการสกิล Ultimate ปิดจ็อบศัตรูแนวหลังได้ด้วยคอมดบชุดเดียว เป้นไอเทมที่มีประโยชน์มา ที่สำคัญสามารถนำไปขึ้นเป็น Overwhelming Blink ที่ทรงพลังขึ้นไปอีกในช่วยเลทเกมส์Black King Barเนื่องจาก Marci แพ้ทางฮีโร่ที่มีความสามารถ CC (crowd control) เป็นอย่างมาก แม้ Talents จะมี ฟรี bkb แต่เนื่องด้วยช่วงเวลากว่าจะได้ Talents นี้มาก็นานอยู่เพราะกว่าจะอัพได้ก็ Lv 25 การออก bkb ในช่วงกลางเกมส์นับว่าเป้นสิ่งสำคัญเลยทีเดียวSkull Basherสุดยอดไอเทมเสริมความสามารถของสกิล Ultimate เรียกได้ว่าเมื่อออกไอเท็มชิ้นนี้แล้วใช้คู่กับ Ultimate การันตีสถานะ Stun เลยก็ว่าได้ ใครโดนเข้าไปจุกแน่นอนท้ายเกมส์Abyssal Bladeไอเทมต่อยอดมาจาก Skull Basher จุดเด่นที่โกงมากของไอเทมชิ้นนี้คือการบลิ้งเข้าไปโจมตีศัตรูได้ตรง ที่สำคัญยัง stun ศัตรูได้อีก เป็นไอเทมที่ได้ทั้งการเสริมพลังโจมตี และ mobilityDaedalus ไอเทมเสริมดาเมจของ Marci ที่เล่นเป็นตัว Core เป็นไอเทมสำคัญมากในช่วงท้ายเกมส์สำหรับแพทนี้ เรียกได้ว่าตัว Core ที่ต้องการดาเมจแทบทุกตัวต้องออกไอเทมชิ้นนี้Marci skill buildsเนื่องจากที่เกรินไปแล้วว่า Marci เป็นฮีโร่ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การโจมตีเป้าหมายเดี่ยวที่รุนแรงและมี mobility ที่สูง แถมยังมีสกิล support เพื่อนร่วมทีมได้ด้วยสกิล sidekick ทำให้เป็นฮีโร่ที่ มีพลังตั้งแต่ต้นเกมส์ไปจนถึงเลทเกมส์ เรียกได้ว่าครบเครื่องทุกบทบาท เป็นฮีโร่ไม่กี่ตัวของ Dota2 ที่มีความครบเครื่องเช่นนี้ การเลือกอัพสกิลในช่วงต้นเกมส์ ขึ้นอยู่กับฮีโร่เผชิญหน้าในช่วง Lane Phaseเมื่อเจอฮีโร่ที่เอาชนะเลนในยาก สกิลที่ควรอัพในเต็มเป็นอันดับแรก ควรเป็นสกิล Rebound เนื่องจากสามารถใช้หนีและเปลี่ยนตำแหน่งยืนได้ง่าย และผสมกับการอัพสกิล Sidekick ที่ใช้ในการฟาร์มและฟื้น HP จากการกดดันของศัตรูเมื่อเจอกับฮีโร่ที่สามารถเอาชนะเลนได้ง่าย สกิลที่ควรอัพถ้าหากคุณต้องการ builds ที่สามารถกดดันและไล่ฆ่าศัตรูได้ง่าย ควรเป็นสกิล Rebound คู่กับ Dispose เพราะสามารถเข้าถึงตัวและสตันเป้าหมายได้ในทันทีถ้าหากต้องการเล่นเป็นตำแหน่ง Support สกิลที่ควรอัพนำในช่วง Lane Phase คือสกิล Sidekick และผสมด้วย Rebound กับ Dispose อย่างละ 1 เนื่องจากต้องใช้ Sidekick ในการเลี้ยงเลนตัว core แล้วใช้สกิล Rebound กับ Dispose เพื่อหลบหนี เปิด หรือช่วยเหลือตัว core ให้รอดจากการโดน Ganking (รุมฆ่า)วิเคราะห์ฮีโร่แพ้ทางDark Willowมีสกิล Bramble Maze สามารถดักจับ Marci ได้ง่ายในการเดาทิศทางในการโดดมีสกิล Shadow Realm ป้องการคอมโบการต่อยของ Marci ได้ ทำให้คอมโบชุดเดียวไม่สามารถเก็บซัพพอร์ตตัวนี้ได้ การกระโดดเข้าไปล้วงฮีโร่ตัวนี้นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมากTerrorize และ Cursed Crown เป็นสุดยอดสกิล CC ที่ Marci แพ้ทางอย่างมาก ถ้าหากโดนเข้าไปสกิลบัฟ Ultimate ของ Marci ก็จะเสียเปล่าทันทีBloodseekerมีสกิล Rupture ที่ทำลายจุดเด่นด้าน mobility ของเธออย่างมาก ที่สำคัญ Marci เป็นฮีโร่ที่มี Max HP ที่สูง การใช้ Rupture ใส่เธอเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างมากความสามารถจาก Aghanim's Shard ที่ทำให้ Bloodrage สร้างความเสียหายและดูดพลังชีวิตตาม Max HP การใช้ใส่ Marci ถือว่าคุ้มเกินคุ้มCentaur Warrunnerสกิล Retaliate สามารถสะท้อนพลังโจมตีที่สูงของ Marci ได้คุ้มค่ามาก กระโดดเข้ามาต่อยอาจจะตายเองไปเลยก็ได้ เมื่อ Lv. 25 สกิล Retaliate จะกลายเป็น Aura ให้กับเพื่อนร่วมทีมด้วย กระโดดไปต่อยใครก็จุกสกิล Hoof Stomp สามารถสตัน Marci ได้ง่ายมาก โดดเข้ามาใส่ตัวนี้โดนสตันสวนแน่นอนWeaverไอเทมสามัญประจำบ้านของฮีโร่ตัวนี้คือ Linken's Sphere ถ้าหากศัตรูสามารถซื้อไอเทมชิ้นนี้ได้เร็ว การโดดเข้าไปสตันฮีโร่ตัวนี้จะทำได้ยากมากRebound ไม่สามารถลดความเร็วการเคลื่อนที่ของมันได้เลย เพราะแค่ใช้ Shukuchi ก็สามารถวิ่งได้เร็วติดจรวดเหมือนเดิมสกิล Swarm ของ Weaver ต้องโจมตี 4 ครั้งเพื่อล้างดีบัฟ การใช้ใส่ Marci เมื่ออยู่ในสถานะ unleash เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเป็นอย่างมากวิเคราะห์ฮีโร่ชนะทางEnchantressสกิล Untouchable จะไร้ประโยชน์ทันทีเมื่อ Marci อยู่ในสถานะ unleashเป็นฮีโร่ที่มี Max HP ที่น้อย Marci สามารถฆ่าได้ด้วยคอมโบชุดเดียวRebound สามารถใช้เป็นเป้าหมายในการเลือกกระโดดได้ง่าย เรียกได้ว่าจับครีฟป่ามาเป้นจุดกระโดดให้ Marci แท้ๆเลยPhantom Lancerเมื่อ Marci อยู่ในสถานะ Unleash การต่อยและปลดปล่อยคลื่นกระแทกออกมาทำให้ร่างแยกของ Phantom Lancer โจมตีได้ช้าลงและช่วยเคลียร่างแยกพวกนี้ได้ง่ายมากด้วยRebound สร้างความเสียหายใส่ร่างจริงของ Phantom Lancer ทำให้ค้นหาตัวจริงได้ง่ายมากวิเคราะห์คอมโบฮีโร่Lifestealerสกิล Infest สามารถคอมโบคู่กับ Rebound ได้ สิ่งร่างแล้วโดดเข้าไปฆ่าศัตรูได้ง่ายมากUrsaMarci สามารถเพิ่มความโหดให้ Ursa ได้ด้วยสกิล Sidekick และบัฟนี้ยังสามารถช่วยให้ Ursa จัดการ Roshanได้ไวขึ้นด้วยSnapfireสามารถคอมโบ Rebound และสกิล Dispose ของตัว Marci กับสกิล Gobble Up เมื่อป้า Snapfire ซื้อ Aghanim's Scepter ได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเพิ่มทั้งความคล่องตัวในการไล่ฆ่าได้น่ากลัวอย่างมาก  
06 Nov 2021
รีวิว Aliens: Fireteam Elite "นี่แหละ เกม Aliens ที่รู้ตัวเอง"
Alien (หรือ Aliens) ถือเป็นหนึ่งใน IP ทรงคุณค่าในโลกของอุตสาหกรรมบันเทิงโดยเฉพาะภาพยนตร์ วิดีโอเกม และนวนิยาย แต่เราอาจพูดได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา Alien ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการข้างต้นมากนัก แตกต่างกับ IP อื่นที่ยังคงมีผลงานยอดเยี่ยมมาให้เหล่าผู้คลั่งไคล้หรือบรรดาหน้าใหม่ได้เชยชมอยู่ไม่ขาดสาย ด้านอุตสาหกรรมวิดีโอเกม เมื่อพูดถึงชื่อ Alien สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเราทุกคนและมันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราต่างรู้สึกยินดีสักเท่าไร กับ Aliens: Colonial Marines เกมซึ่งสร้างบาดแผลทิ่มแทงลึกลงไปในแฟนเดนตายของซีรีส์นี้ตราบจนปัจจุบัน ถึงแม้ว่า Alien: Isolation เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเพียงใด รอยแผลเป็นยังมิจากหายและยังส่งภาพหลอนสั่นคลอนจิตใจกับการมาของเกม Aliens: Fireteam EliteAliens: Fireteam Elite เป็นเกมแนว Third-Person Shooter ที่มุ่งเน้นการ Co-op เป็นหลัก ซึ่งตัวเกมอาศัยระบบการสู้ฝูงศัตรู (Horde-Based) หรือที่เรามักคุ้นกับเกมแนวนี้อย่าง World War Z โดยพักหลังเกมแนวนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่การมาของ Aliens: Fireteam Elite ทำให้ผู้คนสนใจพอตัวเพราะความเป็น Aliens ที่ห่างหายจากวงการเกมเป็นเวลานาน บวกกับกระแสความต้องการลบรอยฟกช้ำจากเกม Aliens: Colonial Marines เนื่องจากเห็นว่าตัวเกมนั้น “ดูดี มีทรง” มีศักยภาพมากพอที่จะออกมาเป็นเกม Aliens ที่ดีได้ และมันก็เป็นไปตามที่คิด สำหรับผู้เขียนแล้ว เหตุผลที่คิดว่าเกมมันออกมาดี เพราะนี้คือเกมที่ผู้พัฒนา Cold Iron Studios “รู้ตัวเอง”  รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ต้องกล่าวก่อนว่า Alien มีความแตกต่างกับ Aliens ในแง่ของอารมณ์เนื้องาน ทาง Alien มีความสยองขวัญท่ามกลางอวกาศอันเงียบฉี่ ที่คุณกรีดร้องดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน (Space Horror) ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ Alien ปี 1979 ของคุณ Ridley Scott ส่วน Aliens มีความบ้าระห่ำ ท่ามกลางอวกาศ ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ Aliens ปี 1986 ของคุณ James Cameron เราจึงเห็นความแตกต่างระหว่าง Alien: Isolation กับ Aliens: Fireteam Elite ชัดเจน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปคาดหวังความน่ากลัวจาก Aliens: Fireteam Elite ให้เสียอารมณ์ และผู้พัฒนาก็รู้เรื่องนี้ดี จึงจัดเต็มความดุเดือดเท่าที่เกม Aliens จะมอบให้คุณได้ในทุกมุมมองของตัวเกม เป็นเหตุผลว่าทำไม ผู้พัฒนาจึงสร้างให้เป็นเกม Co-op และเลือกใช้เนื้อหาของบรรดาทหารหาญล้างบาง Xenomorph อย่าง Colonial Marine ไม่ว่าจะเป็นระบบอาชีพ ระบบหมวดหมู่อาวุธ และการปรับแต่งยุทโธปกรณ์ ซึ่งมันให้อารมณ์การเป็นทหารหน่วยรบพิเศษอย่างยิ่งยวดปัจจุบันในเกมมี 6 อาชีพ ได้แก่ Gunner, Demolisher, Technician, Doc, Recon และ Phalanx แต่ละอาชีพจะมีความสามารถเฉพาะตัวและการถืออาวุธที่ถูกกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน ทำให้มีความเฉพาะตัวของแต่ละอาชีพ สร้างหน้าที่ให้แต่ละอาชีพได้เฉิดฉายจากสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป พร้อมทั้งต้องช่วยสนับสนุนเพื่อนรวมหมู่รบในทีมให้ผ่านศึกหนักไปด้วยกัน นอกจากนั้นเกมยังพาผู้เล่นไปพบกับบรรยากาศของ IP นี้หลายยุคสมัย ที่เห็นได้ชัดคือตั้งแต่ Aliens จนถึง Alien: Covenant โดยแต่ละภารกิจใช้การอ้างอิงบรรยากาศจากภาพยนตร์อย่างชัดเจน รวมไปถึงเพลงประกอบในแต่ละภารกิจซึ่งจะอ้างอิงทำนองและแนวเพลงตามยุคอีกเช่นกัน รู้ขอบเขตของตัวเองตั้งแต่เริ่มเกมมา เราทราบได้ทันทีว่าผู้พัฒนาไม่ไปเสียงบ เสียเวลา ผลาญแรงงานกับสิ่งที่ไม่จำเป็นกับระบบเกมการเล่น ด้วยการตัดรายละเอียดยิบย่อยออกทั้งหมด อย่างการที่ทั้งเกมมีแค่คัตซีนเพียงฉากเดียวสั้นๆ ตอนเริ่มเกม และการที่ NPC ไม่ขยับปากตอนพูดเวลารับภารกิจ เป็นสัญญาณบอกว่าเกมนี้มุ่งและทุ่มเทอยู่แค่เรื่องเดียว นั่นก็คือ “เกมการเล่น” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ Aliens: Fireteam Elite เป็นหนึ่งในเกม Third-Person Shooter ยุคหลังที่มีระบบการยิงปืนอยู่ในขั้นดี ด้วยความแน่นและเอกลักษณ์ของปืนแต่ละกระบอก แม้จะไม่เทียบเท่ากับเกมในแนวเดียวกันที่เป็นเกมระดับ AAAอีกสิ่งที่ดึงศักยภาพของระบบการยิง พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ให้เกมนี้มีความแตกต่างกับเกมแนวสู้ฝูงศัตรู ก็คือตัว Xenomorph เอง เนื่องจากพฤติกรรม Xenomorph มีความแตกต่างกับซอมบี้ที่มักเป็นศัตรูที่อยู่ในเกมแนวนี้ การเคลื่อนไหวที่มาทุกทิศทุกทาง ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง มาข้างหน้าหรือหลัง แถมยังมีการยืนแอบดักโจมตี รวมไปถึงวิธีในการวิ่งและการเดิน Xenomorph สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นดัดหลังความเคยชินของผู้เล่นเวลาเราวางเมาส์วางจอยทาบเป้าเล็งยิงซอมบี้ ทำให้ผู้เล่นต้องศึกษาและปรับพฤติกรรมใหม่ทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่ศัตรูจำพวก Synthetic หรือหุ่นยนต์กลับทำออกมาไม่ค่อยดี กับรูปแบบพฤติกรรมที่เราเจอมาในเกมทั้งแนวนี้และแนวอื่นจนชินชา ทำให้ภารกิจที่เราต้องออกไปสู้ Synthetic เป็นภารกิจน่าเบื่อไปโดยปริยายผู้พัฒนาก็รู้ว่าการจะทำให้ผู้เล่นใช้เวลากับเกมของพวกเขาให้มากที่สุดกับเกมที่มีเนื้อหาไม่เยอะ วิธีการสุดแสนจะคลาสสิกก็คือการทำให้ผู้เล่นยินยอมพร้อมใจที่จะ “เล่นซ้ำๆ” (Grinding) โดยแต่ละอาชีพ ปืนจะมีเลเวลเป็นของตัวเอง ยิ่งเลเวลสูง เรายิ่งสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีค่าเงินภายในเกมที่ใช้ซื้อของแต่งปืน เครื่องแต่งกาย เพราะหลายคน (รวมถึงผู้เขียน) มีแนวคิดว่า “ต้องเท่ด้วย ถึงจะสนุก” สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นจมอยู่กับเกมเป็นเวลานาน แม้ว่าเกมจะมีเนื้อหาในเกมน้อย มีภารกิจเพียงแค่ 12 ภารกิจ กับโหมดเอาชีวิตรอดเป็นรอบๆ  แต่เพื่อพัฒนาตัวละคร ปืน และความเท่ การเล่นซ้ำภารกิจเดิมๆ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีปัญหากับมันสักเท่าไร แถมเกมมีความยากอีก 5 ระดับ ถ้าอยากไต่ความอยากสูงๆ ก็ต้องพัฒนาตัวเราให้พร้อมลุยกับความยากดังกล่าวรู้แต่ก็ต้องมีสิ่งที่ต้องยอมแลกเมื่อผู้พัฒนาต้องตัดรายละเอียดออกเพราะเน้นทำแต่ระบบเกมการเล่น จึงทำให้ตัวเกมมีความ “งานไม่ละเอียด” อย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าคุณจะพยายามมองข้ามแค่ไหน มันก็มาสะกิดต่อมข้องใจอยู่ดี ทั้งอนิเมชั่นการเดิน การเปลี่ยนกระสุน แข็งยิ่งกว่าหินแกรนิต เรื่องที่ NPC ไม่ขยับปากตอนคุยรับภารกิจ แต่ทำไม NPC ที่อยู่ในบางภารกิจ มันขยับปากได้ (มึนมาก) และรวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เล่น (Quality of Life) ที่ไม่มีระบบที่สุดแสนพื้นฐานของเกมแนว Co-op อย่าง การเข้าออกทีมได้ตลอดเวลาอยู่ในภารกิจ (Drop in, Drop out), การหาห้องแบบทันที (Quick Play) ซึ่งไม่มีในช่วงแรกตอนปล่อยเกม ทำให้ผู้เล่นถูกจำกัดปริมาณในการหาผู้รวมทีมแบบสุ่ม เพราะเกมมีปัจจัยในการสุ่มห้องเยอะเกินไป ทั้งระดับความยากและภารกิจ รวมถึงจำนวนคนในทีมที่ต้องการ ที่ปัจจุบันเพิ่งเพิ่มมาหลังเกมปล่อยไปสักพักแล้ว ในเวลาที่เกมเหลือคนเล่นไม่ถึงพันคน และการสนทนาแบบตัวอักษรหรือเสียง ที่ทีมพัฒนาเคยบอกในกระทู้ถามตอบว่า “เรามีระบบ ping นะ ให้ใช้ ping แทน” ซะงั้น…นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยคือเนื้อหาของเกมจัดอยู่ในระดับน้อยมาก แม้ว่าเราดำดิ่งกับเกมได้พักใหญ่เพราะการ Grinding แต่นั่นก็ได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น พอคุณเก็บเลเวลอาชีพ ปืน และของตกแต่งจนครบ คุณก็จะไม่มีเหตุผลในการเล่นเกมนี้อีกต่อไป นอกจากต้องรอการอัปเดตเนื้อหาเกมที่มาเป็นฤดูกาล ซึ่งล่าสุดทีมพัฒนาประกาศแผนการอัปเดตปีที่ 1 โดยการอัปเดตแต่ละฤดูกาลก็มีช่องว่างของระยะเวลาพอสมควร ประกอบกับเนื้อหาใหม่ๆ ปริมาณก็ไม่ค่อยเยอะสักเท่าไรฉะนั้นเกมนี้จึงเหมาะสำหรับผู้เล่นที่ไม่มีปัญหากับการเล่นสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ รวมถึงสามารถปล่อยวางกับความงานไม่ละเอียดของเกม ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแฟนเดนตายของ Aliens ก็เชื่อว่าสนุกไปกับเกมนี้ได้แน่นอน
25 Oct 2021
รีวิว Back 4 Blood สานต่อตำนานเกมยิงฝูงซอมบี้ได้อย่างยอดเยี่ยม นี่แหละภาคต่อที่ควรจะเป็น
Back 4 Blood คือเกมแนวยิงซอมบี้จากทาง Turtle Rock Studios ทีมพัฒนาที่เคยเปิดตำนานเกมสุดฮิตอย่าง Left 4 Dead ภาคแรก ที่ถูก Valve จ้างพัฒนา ซึ่งเกม Back 4 Blood เองถือว่าได้เอาองค์ประกอบหลายๆ อย่างของเกมที่พวกเขาเคยสร้างมาไว้ในเกมนี้ทั้งหมด แถมยังเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ ใส่เข้ามาด้วย ซึ่งเหล่าแฟนๆ เองก็ต่างสนใจเกมนี้เป็นอย่างมาก เพราะเราเองก็ไม่ได้เห็นเกม Left 4 Dead 2 หลังจากที่ปล่อยภาค 2 มากกว่า 12 ปีแล้ว และในวันที่ 12 ตุลาคม 2021 ผู้พัฒนาก็ทำการปล่อยเกมนี้ออกมาให้เราเล่นอย่างเป็นทางการ และเรา GameFever TH เองก็จะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่า Back 4 Blood จะสามารถเทียบเพียงเกมเก่าที่ตัวเองเคยสร้างไว้ได้หรือไม่ ?เนื้อเรื่องพลอตของเกมจะเล่าเรื่องโลก Post-Apocalypse ที่โดนเชื้อปรสิตนามว่า the Devil Worm (หนอนปีศาจ) ที่แหล่งกำเนิดมาจากต่างดาว และเปลี่ยนคนตายให้กลายพันธุ์ซึ่งถูกเรียกว่า Ridden และเราเองจะได้รับบทเป็นกลุ่มผู้รอดชีวิตทั้ง 8 ที่ถูกเรียกว่า The Cleanner ซึ่งได้รับหน้าที่ปกป้องดินแดน Fort Hope ที่มนุษย์อาศัยอยู่ แต่อย่างที่ทราบว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่อย่างใด เนื้อเรื่องถูกสร้างมาให้เรามีเหตุผลในด้านเอาไม้หวด หรือยิงเหล่าซอมบี้มากกว่า กราฟิก / การนำเสนอในด้านกราฟิกต้องขอชื่นชมเลยทีเดียว เพราะตัวเกมไม่ได้กินสเปกอย่างที่เดาไว้เลย เพราะตัวผู้เขียนนั้นเล่นเกมนี้บนเครื่อง PC สเปกระดับกลางๆ I5 8400 + GTX 1060 6GB ซึ่งตัวผู้เขียนนั้นปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็สามารถรันเฟรมเรทได้มากถึง 100-120FPS เล่นได้แบบสบายๆ แต่ในส่วนของงานด้านภาพนั้นถ้าให้เปรียบเทียบกับเกม Left 4 Dead ซึ่งมันแน่นอนว่าตัวภาพของ Back 4 Blood ค่อนข้างมีกราฟิกที่สวยและสมจริงกว่าในด้านของโมเดลตัวละคร หรือตึกราบ้านช่องต่างๆ แต่สิ่งที่ส่วนตัวรู้สึกว่าทาง Left 4 Dead ทำได้ดีกว่าก็คงจะเป็นความโหดของตัวเกมที่ฉากเลือด ความแหวะของตัวเกมจะดูทำได้ดีมากกว่า หรือจะเป็นฉากยิงหัวซอมบี้ระเบิด ฟันขาขาด แขนขาด ก็ถูกตัดไปทั้งหมดภายในเกม Back 4 Blood นี้ ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่าในสมัยที่เกม Left 4 Dead วางจำหน่ายแรกๆ นั้นถูกหลายๆ ประเทศแบนเพราะเนื้อหารุนแรงไป ทางผู้พัฒนาเลยเลือกที่จะเซฟไว้ก่อนก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้อรรถรสของเกมดูดรอปลงไปเยอะพอสมควรเกมเพลย์ในด้านการเล่นอย่างที่คนเคยเล่น Left 4 Dead ก็น่าจะทราบกันอยู่แล้ว ก็คือการที่เราจะได้จัดปาร์ตี้ 4 คนเข้าไปไล่ยิงไล่ตีซอมบี้ข้างในนั้น แต่ทว่าเกม Back 4 Blood ค่อนข้างมีระบบที่มากกว่าอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างแรกคือระบบความสามารถของแต่ละตัวละครที่จะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป ให้แต่ละคนมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน อย่างเช่นตัวละคร Holly มีความสามารถในการป้องกันการโจมตีศัตรูเพิ่มขึ้น 10% เธอจะได้รับ 10 Stamina ถ้าหากฆ่าศัตรูได้ หรือ Evangelo ที่จะ Stamina Regen 25% และสามารถปลดพันธนาการจากการโดนจับได้ โดยทั้งสองตัวละครนี้เหมาะสำหรับการเล่นด้วยอาวุธระยะประชิด ตัวละครอย่าง Walker และ Jim ที่สามารถสร้าง Stack ดาเมจด้วยปืน หรือจะเป็น Doc ที่สามารถเพิ่มเลือดให้เพื่อนมากขึ้นได้ระบบต่อมาที่ทำให้ตัวเกมค่อนข้างสนุกมากๆ ก็คือระบบการ์ดที่เราสามารถจัดเดคตามสไตล์ที่เราชอบได้ 15 ใบ ซึ่งพอจัดเดคแล้วนั้นตัวการ์ดจะออกมาเป็นระบบสุ่ม และให้เรานั้นจั่วการ์ดที่ชอบได้ โดยเราสามารถจัดเดคที่เหมาะสมกับตัวละครที่เราเล่นได้ อย่างเช่นการ์ดที่จะเพิ่มเลือด 1 ถ้าหากเราโจมตีด้วยอาวุธระยะประชิด ซึ่งมันก็เหมาะสำหรับตัวละครอย่าง Evangelo และ Holly หรือจะเป็นการ์ดที่เพิ่มแม็กกระสุน ยิงแม่นขึ้น ซึ่งอาจจะเหมาะตัวละครที่ใช้ปินเป็นหลักได้ โดยเริ่มแรกเรานั้นจะไม่ได้มีการ์ดมาให้จัดเยอะ แต่พอเล่นจบด่านไปเรื่อยๆ เราจะได้รับแต้มมาซื้อการ์ดตามที่เราชอบได้ ซึ่งตัวการ์ดก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นระบบที่เข้ามาแก้เบื่อให้เราได้พอสมควรนอกจากนี้แต่ละแผนที่ยังมีระบบที่เรียกว่า Corruption Cards ที่จะปรากฏมาในแต่ละด่าน ซึ่งมันจะเป็นอีเวนต์ย่อยๆ ของแต่ละด่านนั้นเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นการที่เราจะได้เจอศัตรูใหม่ๆ ภายในด่าน หรือจะมีจุดที่ให้เราไปเปิดเพื่อได้รับไอเท็มและเงินรางวัลมากขึ้นส่วนในด้านเกมเพลย์ภายในด่านนั้น ถ้าใครเคยเล่น Left 4 Dead มา ถ้าหากคุณเล่นเกมระดับ Easy ต้องยอมรับว่าตัวเกมค่อนเล่นผ่านง่ายพอสมควร เดินยิงชิลๆ ก็สามารถผ่านด่านได้อย่างง่ายดาย แต่ผิดกับ Back 4 Blood ที่ทางผู้พัฒนาเองก็ได้แก้ไขความง่ายนี้ และทำให้ตัวเกมมีความยากมากขึ้น ต้องใช้ทีมเวิร์คมากขึ้น เพราะต่อให้คุณจะเล่นเกมในระดับง่าย เหล่าซอมบี้ก็สามารถลุมโจมตีคุณและทำให้เสียเลือดหมดหลอดในชุดเดียวได้เลย ส่วนความยากระดับปานกลางทางเหล่าซอมบี้ก็ยังโจมตีแรงเท่าเดิม แต่เราสามารถยิงเพื่อนได้ และโหมดยากสุดอย่าง Nightmare ที่ซอมบี้จะเลือดมากขึ้น ตีแรงขึ้น ยิงแรงขึ้นด้วย รวมถึงตัวเกมมากับระบบการเล่นแบบ Cross Play ที่เราสามารถปาร์ตี้ได้ทั้ง PC, PlayStation และ Xbox เลยทีเดียวนอกจากด่านของตัวเกมจะมีให้เราเล่นด้วยกันทั้งหมด 4Act ซึ่งแต่ละ Act ก็จะมีด่านมากมายต่างกันไป และเสน่ห์สำคัญเลยนั่นก็คือบางด่านนั้นก็จะมีเควส Objective ในด่านนั้นๆ ให้เราทำด้วย ถึงแม้ว่ามันอาจจะคล้ายคลึงกับเกม Left 4 Dead ก็จริง แต่ใน Back 4 Blood แทบจะมีเควสให้เราทำเกือบทุกด่าน ต่างจากเกมรุ่นพี่ที่มักจะมีมาเฉพาะด่านสุดท้ายของแต่ละ Act เท่านั้น นอกจากนี้ในแต่ละด่านถึงแม้ว่ามันจะพาเรากลับมายังโซนเดิมที่เคยมาแล้วก็จริง แต่ด่านนั้นอาจจะพาเราเข้าไปสำรวจจุดใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไป และไม่ได้รู้สึกถึงความน่าเบื่อเลยรวมถึงตัวเกมมาพร้อมกับระบบกล่องซื้อขายของ ที่เรานั้นจะสามารถเก็บ Coin ภายในเกมและเอามาซื้อของตอนอยู่ Safezone ได้ ซึ่งเราสามารถซื้อได้กระทั่งปืนใหม่ๆ กระสุน เลือด อุปกรณ์แต่งปืน ยา ระเบิด และอื่นๆ อีกมามาย คราวนี้มันก็หมดปัญหาการที่เราถูกเพื่อนแย่งยา หรือระเบิดเหมือนอย่างในเกม Left 4 Dead แล้วด้วยส่วนในโหมดเสริมที่เกมนี้ใส่เข้ามาด้วยก็คงจะเป็นโหมด PvP ที่เรียกว่า Swarm จะแบ่งฝั่งออกเป็น 4v4 โดยเราและฝ่ายตรงข้ามจะได้เล่นเป็นทั้งฝ่ายคนและซอมบี้ ซึ่งวิธีการชนะคือถ้าหากคุณเป็นมนุษย์คุณจะต้องอยู่รอดให้นานที่สุดกว่าฝ่ายตรงข้าม แค่นี้คุณก็จะได้ 1 แต้ม ส่วนถ้าหากคุณเป็นฝ่ายซอมบี้ คุณก็แค่ต้องทำทุกวิธีทางในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ไวที่สุดเท่านั้นเอง และตัวโหมดนี้ทางผู้พัฒนาเองตัดระบบเรื่องการฟาร์มการ์ดออกไป ซึ่งทุกคนสามารถมีการ์ดครบเลยตั้งแต่แรก เพื่อให้เกมมีความสมดุลย์ด้วยความรู้สึกจากที่ได้ลองเล่นมา Back 4 Blood ถือว่าเป็นเกมที่ค่อนข้างสนุกพอสมควร ถึงแม้ว่าโดยรวมเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันก็คือเกมสไตล์ Left 4 Dead นั่นแหละ ความรู้สึกโดยรวมมันไม่ได้ต่างกัน เพียงแค่ระบบที่ถูกใส่เข้ามาทำให้มันรู้สึกใหม่มากมาย สิ่งที่ชอบมากๆ ของเกมนี้ก็คงเป็นระบบปืนที่มีแรงดีด เสียงที่ค่อนข้างสมจริงมากกว่าเกมรุ่นพี่ และสิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คงจะเป็นระบบความโหดที่มากขึ้นกว่าเกม Left 4 Dead ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นโหมดง่าย เพราะมันจะทำให้ตัวเกมท้าทายมากขึ้น (ถึงแม้ว่าจะเป็นโหมดง่ายสุดก็เถอะ) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเปื่อยจนเกินไป เพราะต้องเข้าใจว่าบางคนเองก็ไม่ได้อยากเล่นโหมดที่มันยากเกิน แต่ก็ไม่อยากได้อะไรที่ง่ายจนจะหลับส่วนสิ่งที่ไม่ชอบก็คงจะเป็นโหมด Swarm ที่หลังจากได้ลองเล่นมันไม่ได้ชวนให้น่าเล่นต่อแต่อย่างใด เพราะมันจะส่งเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่เล็กๆ (ฝั่งคน) และสู้จนกว่าจะตาย ซึ่งส่วนตัวชอบโหมด PvP ใน Left 4 Dead มากกว่า กับโหมดที่ฝ่ายมนุษย์จะได้เข้าไปเล่นในด่านของโหมด Campaign ทั่วไป และฝ่ายคนจะได้เล่นเป็นซอมบี้พิเศษมาขัดขวาง หวังว่าในอนาคตทางผู้พัฒนาจะเอาโหมดนี้เข้ามาให้เราเล่นบ้าง  รวมถึงปัญหาที่ยังพบเจอตั้งแต่ Open Beta ก็คือมันจะมีฝั่งที่สู้ไม่ได้และชอบกดออกเกมกลางคัน ทำให้คนที่เหลือถ้าไม่กดออกเกมไป ก็จะต้องยอมโดนยำจนกว่าเกมจะจบส่วนงานด้านภาพนั้นถึงแม้ว่าจะค่อนข้างผิดหวังเรื่องความโหด ความแหวะที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่ทางผู้เขียนก็ค่อนข้างเข้าใจเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกทำกราฟิกเลือดให้ออกมาเป็นแบบนี้ อย่างที่บอกก็เป็นเพราะที่จะให้ตัวเกมสามารถวางขายได้เกือบทุกประเทศ ในส่วนนี้ก็เลยรับได้
21 Oct 2021
รีวิวเกม Far Cry 6 "ใครว่าการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องสนุก?"
เมื่อพูดถึงเกมตระกูล Far Cry ของผู้พัฒนา Ubisoft เชื่อว่าคนที่เคยเล่นมาก่อนน่าจะนึกออกทันทีว่าเกมจะหน้าตาเป็นอย่างไร จากแนวคิดการออกแบบตาม “สูตรสำเร็จ” ของผู้พัฒนา Ubisoft ที่ทำให้เกมหลายๆ ภาคที่ผ่านมา (รวมถึงเกมซีรีส์อื่นๆ ของผู้พัฒนา) ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ของ “ความจำเจ” อยู่บ่อยครั้ง แต่แม้ว่าเกมทุกภาคจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก Far Cry ก็ยังคงเป็นซีรีส์ที่ได้รับการจับตาและเฝ้ารอจากแฟนๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะภาคล่าสุดอย่าง Far Cry 6 ที่นอกจากจะเป็นก้าวแรกของซีรีส์บนคอนโซลยุคใหม่อย่าง PlayStation 5 และ Xbox Series X แล้ว เกมยังได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง Giancarlo Esposito (Breaking Bad, The Mandalorian) มารับบทวายร้ายเจ้าเสน่ห์อย่างเผด็จการ Anton Castillo อีกด้วย ยังไม่นับท่าทีของผู้พัฒนาในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านๆ มา ที่เปิดเผยว่าเนื้อเรื่องของการปฏิวัติภายในเกมจะโอบรับความเป็น “การเมือง” ที่ผู้พัฒนา Ubisoft พยายามกล่าวถึงเพียงเลียบๆ เคียงๆ มาตลอดอีกด้วยผลลัพธ์ที่ออกมา แม้จะยังมีรูปแบบเหมือนกับเกมภาคที่ผ่านๆ มาอย่างมากในแง่ของเกมเพลย์ แต่ Far Cry 6 ก็ถือได้ว่าเป็นเกม Far Cry ภาคที่ “กลมกล่อม” ที่สุดในรอบหลายปีจากเนื้อเรื่องอันเข้มข้นของเกม ที่กล้าจะพูดถึงแง่มุมอันซับซ้อนของการปฏิวัติการปกครองประเทศ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายแค่เพียงการ “กำจัดใครคนใดคนหนึ่ง” แต่คือการต่อสู้กับอดีตที่ยึดหน่วงเราเอาไว้อีกด้วยFar Cry 6 จะติดตามตัวละคร Dani Rojas (สามารถเลือกเป็นหญิงหรือชายก็ได้) ประชากรแห่งหมู่เกาะ Yara ประเทศสมมุติแถมอเมริกาใต้ที่อยู่ใต้การปกครองของเผด็จการจอมโหด Anton Castillo โดยหลังจากที่ความพยายามจะหนีจาก Yara ไปยังอเริกาเหนือของเขาและกลุ่มเพื่อนๆ กลับถูกพังไม่เป็นท่า Dani ก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มทหาร Libertad ที่ชักชวนให้เขาเข้าร่วมต่อสู้เพื่อปลดแอก Yara จากเงื้อมมือของ Castillo ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปทั่วประเทศ Yara เพื่อชักชวนนักปฏิวัติกลุ่มย่อยๆ ทั้งหลายให้ร่วมมือกันอีกด้วยอย่างที่ผู้กำกับเนื้อเรื่องของเกมอย่างคุณ Navid Khavari เคยกล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา เกม Far Cry 6 เลือกที่จะโอบรับความเป็นการเมืองของเนื้อเรื่องเกมอย่างเต็มอก ซึ่งต่างจากเกมของผู้พัฒนา Ubisoft ที่มักจะแตะประเด็นหนักๆ เหล่านี้แบบขอไปทีอย่างทีจนโดนตำหนิเป็นประจำ โดยการเลือกที่จะไม่ปฏิเสธความเป็นการเมืองทำให้เกมสามารถนำเสนอเนื้อเรื่องที่มี “น้ำหนัก” ได้มากกว่าเกมภาคอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าติดตามกว่าที่ผ่านๆ มาไปด้วย และเช่นเดียวกับในชีวิตจริงที่ไม่มีอะไรแยกออกเป็นขาวกับดำ Far Cry 6 ก็ไม่กลัวที่จำนำเสนอความซับซ้อนของการปฏิวัติ เมื่อกลุ่มคนที่มีความต้องการไม่ตรงกันจำเป็นต้องจับมือกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจที่แข็งแกร่งกว่า และหนทางอันยาวไกลของเหล่านักสู้กว่าจะได้มาซึ่ง Yara อันสงบสุขสำหรับทุกคนแต่แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักของเกมจะค่อนข้างซีเรียส ตัวละคร NPC ต่างๆ ที่พบเจอในเกมมักจะออกไปทางตลกอารมณ์ดีกันซะมากกว่า ซึ่งก็ช่วยให้อารมณ์โดยรวมของเกมไม่หนักจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องเสริมของตัวละครแต่ละตัวก็สามารถช่วยเสริมเนื้อเรื่องหลักได้อีกด้วยการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของการปฏิวัติมากขึ้น อาจจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าเกม Far Cry 6 ถือเป็น Far Cry ภาคแรกนับตั้งแต่ภาค 3 ที่ผู้เขียนรู้สึก “อยากเล่นเนื้อเรื่องต่อ” จริงๆ มากกว่าจะวิ่งเล่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมไปเรื่อยๆ เหมือนภาคอื่นแน่นอนว่าส่วนสำคัญของการนำเสนอเนื้อเรื่องที่ดีก็คือการพากย์เสียง ซึ่งเกมก็ทำได้ดีตามคาด แม้ว่าอนิเมชั่นสรหน้าท่าทางของ Ubisoft จะไม่ได้อยู่ในระดับแนวหน้าของวงการ แต่ก็ทำออกมาได้ดีกว่าในเกม Far Cry ภาคที่ผ่านๆ มา โดยการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้การเล่าเรื่องผ่านคัตซีนมุมมองบุคคลที่ 3 ทำให้ผู้พัฒนาสามารถนำเสนอฉากคัตซีนสำคัญๆ ได้น่าสนใจกว่าในภาคอื่นๆ และทำให้ผู้เล่นสามารถสังเกติสีหน้าท่าทางของตัวละครได้อย่างละเอียดกว่าที่ผ่านมาด้วย คนที่เคยเล่นเกม Assassin’s Creed: Valhalla มาก่อนอาจจะพอนึกภาพออกว่าคัตซีนของ Far Cry 6 จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรสิ่งที่สำคัญกว่าคุณภาพของกราฟฟิกคงจะเป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมของเกาะ Yara เองที่มีความน่าสนใจและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดริมทะเล หมู่เขาที่มีป่าทึบปกคลุม ไปจนถึงเมืองขนาดน้อยใหญ่มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของเกาะ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและที่มาที่ไปจริงๆ ราวกับเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติมานานแล้วจริงๆ และเอื้อให้ผู้เล่นรู้สึกอยากสำรวจเพื่อค้นหาความลับ (และสมบัติ) มากมายที่ซ่อนอยู่ในแผนที่หากจะมีข้อตำหนิซักหน่อยคงเป็นเรื่องของการเดินทางในเกมที่มักมีระยะทางค่อนข้างไกล แต่กลับมีจุด Fast Travel ให้ปลดล๊อคไม่เยอะขนาดนั้น และแม้ว่าผู้เล่นจะสามารถเรียกรถส่วนตัวได้ทุกเมื่อ (ตรายใดที่อยู่ใกล้ถนนหลัก) แต่การขับยานพาหนะทั้งหมดในเกมยังถูกล๊อคอยู่ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหรือเวียนหัวได้ ครั้นจะใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติก็ใช้ได้เฉพาะเวลาอยู่บนถนนหลัก ซึ่งก็เสี่ยงจะโดนทหารยิงตายเอาได้ง่ายๆ โดยจุดนี้จะเป็นปัญหาแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นแต่ละคนทนกับระบบขับรถของเกมได้แค่ไหนเช่นกันในส่วนของเกมเพลย์ แม้ว่าผู้พัฒนาจะพยายามเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับการต่อสู้ผ่านระบบ “Bullet Type” (ชนิดกระสุน) และระบบของสวมใส่ที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ แต่เมื่อเล่นจริงๆ ก็พบว่าระบบเหล่านี้มักไม่ได้มีความหมายมากนักสำหรับระบบการเลือกชนิดของกระสุนนั้น แม้ว่าผู้เล่นจะสามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอกส่องดูล่วงหน้าได้ว่าศัตรูแต่ละตัวแพ้กระสุนชนิดใด (หรือโจมตีด้วยกระสุนชนิดใด) รวมไปถึงไฮไลต์ตำแหน่งของศัตรูตัวนั้นๆ ไปด้วย แต่เมื่อเริ่มสู้จริงๆ ก็ไม่ได้มีเวลามานั่งส่องชนิดกระสุนของศัตรูแต่ละตัวอยู่ดี แถมสุดท้ายแล้วก็ยังมีปืนบางชนิดที่สามารถยิงหัวศัตรูให้ตายได้ในนัดเดียวอยู่ดี เช่นปืนสไนเปอร์ ปืนลูกซอง หรือกระทั่งธนู ทำให้ต่อให้ไม่สนใจระบบนี้เลยก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นัก อาจจะยกเว้นเพียงภารกิจเนื้อเรื่องหรือศัตรูบางชนิดที่ยากเป็นพิเศษเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในส่วนของระบบของสวมใส่ จะเปรียนเสมือนกับระบบ Perk ในภาคอื่นๆ โดยแทนที่จะใช้การอัปสกิลเหมือนภาคอื่นๆ เกมได้เปลี่ยนให้ Perk ต่างๆ ผูกเข้ากับของสวมใส่แต่ละชิ้นแทน หากคุณเป็นคนที่ชอบเล่นเกม Far Cry เพื่อระเบิดภูเขาเผากระท่อมสนุกๆ แบบไม่คิดไรมาก การที่ต้องมาคอยสลับของสวมใส่อยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นเรื่องน่ารำคาญได้ แต่เช่นเดียวกับระบบชนิดกระสุน ต่อให้ไม่สนใจมากก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ยกเว้นในกรณีที่เจอศัตรูหรือภารกิจที่หินจริงๆ เท่านั้นจุดที่ทำให้การต่อสู้น่าสนใจมากกว่าคงเป็นระบบกระเป๋า Supremo และอาวุธ Revolver Weapon ทั้งหลายที่เพิ่มมิติใหม่ๆ ให้กับการต่อสู้ โดยกระเป๋า Supremo อาจจะเปรียบได้กับ “ท่าไม้ตาย” ในเกมอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนได้หลากหลายตลอดเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการยิงจรวดติดตามเพื่อกำจัดศัตรูกลุ่มใหญ่ หรือการปล่อยระเบิด EMP เพื่อทำให้ยานพาหนะและเครื่องจักรต่างๆ ของศัตรูหยุดทำงานชั่วขณะ ในขณะที่เหล่า Revolver Weapon คืออาวุธพิศดารๆ ที่ประดิษฐ์โดย NPC Juan Carlos ที่มักจะมาพร้อมความสามารถแปลกๆ อย่างปืนยิงไฟ ปืนยิงก๊าซพิษ ปืนยิงฉมวก หรือปืนลูกซองที่มาพร้อมโล่ห์กันกระสุนเป็นต้นนอกเหนือไปจากระบบที่กล่าวไป เกมเพลย์ของ Far Cry 6 ก็แทบจะตามสูตรของ Far Cry เป๊ะๆ เลย ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปรอบๆ เกาะเพื่อทำภารกิจเนื้อเรื่องที่ได้รับจากตัวละคร NPC ที่พบเจอ พร้อมกับกำจัดศัตรูตามฐานทัพหรือล่าสัตว์เพื่อเก็บทรัพยากรณ์ไปแลกอาวุธชุดเกราะใหม่ๆ ไปด้วย แน่นอนว่าระหว่างทางยังมีกิจกรรมเสริมมากมายให้ทำ ตั้งแต่ภารกิจเสริม การตกปลา หรือการชนไก่ ที่เพิ่มความหลากหลายให้กับการเล่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกมการชนไก่ที่เปรียบเสมือนเกมต่อสู้ย่อมๆ ของตัวเองเลย หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเกมเพลย์ของ Far Cry ภาคอื่นๆ แล้ว มั่นใจได้เลยว่า Far Cry 6 ก็จะมอบประสบการณ์แบบเดียวกันให้กับคุณ แม้ว่าจะไม่ได้แตกต่างกับเกมในอดีตนักในส่วนของเกมเพลย์ แต่ Far Cry 6 ก็ยังเป็นเกมที่สนุกครบเครื่องตามมาตรฐานของเกม Far Cry ทุกภาคที่ผ่านมา โดยเนื้อเรื่องที่ซีเรียสและชวนคิดของเกมถือเป็นทิศทางใหม่ที่น่าสนใจของผู้พัฒนา Ubisoft ทำให้เกม Far Cry 6 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับซีรีส์ในยุคคอนโซลปัจจุบันรีวิวซับไตเติ้ลและเมนูภาษาไทยเกม Far Cry 6 จะถือเป็นเกมภาคแรกในซีรีส์ที่สนุบสนุนภาษาไทยทั้งในบทบรรยายและเมนู โดยหลังจากที่ฝากผลงานแปลไทยที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเอาไว้ในเกมก่อนหน้าอย่าง Ghost Recon: Breakpoint ต้องยอมรับว่าผู้พัฒนา Ubisoft ได้รับฟังคำติชมของผู้เล่นชาวไทยแล้ว เพราะคุณภาพของการแปลภาษาไทยในเกม Far Cry 6 นั้นดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด อาจจะทัดเทียบกับเกมที่ได้รับคำชมในเรื่องคำแปลอย่าง The Last of Us Part 2 หรือ Ghost of Tsushima ได้เลย แน่นอนว่าการจะแปลให้ถูกต้อง 100% คงจะยังคาดหวังได้ยาก แต่ก็ยังถือเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ และเป็นข่าวดีของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เข้าถึงเกมอย่างเต็มที่ซะที
06 Oct 2021
พรีวิว Battlefield 2042 กลิ่นอายสงครามที่คุณเคย แต่เพิ่มเติมด้วยความโลดโผนมากขึ้น
เป็นภาคที่แฟนๆ เฝ้ารอคอยเป็นอย่างมากสำหรับ Battlefield 2042 ที่ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาได้ทำการนำเราเข้ามาสู่โลกสงครามในยุคปัจจุบันกึ่งโลกอนาคต หลังจากที่ให้เราได้เล่นในสงครามอดีตมาตั้ง 2 ภาค เราจะได้กลับมาจับปืน จับยานพาหนะในยุคปัจจุบันอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเรา GameFever TH เองได้โอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้ในช่วงทดสอบ Open Beta มา และจะมาพรีวิวสั้นๆ ว่าตัวเกมมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเกมภาคก่อนหน้าบ้าง แต่ต้องขอเกริ่นก่อนว่าในช่วงทดสอบทางเราเองได้มีโอกาสเล่นเพียงแค่โหมด Conquest ด่านเดียวเท่านั้นมี 4 คลาสเหมือนเดิม แต่โลดโผนมากขึ้นยังคง Concept ของเกม Battlefield เช่นเดิมที่ตัวเกมยังคงมีคลาสให้เราเลือกจำนวน 4 คลาสด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วยAssualt - สายปะทะจะมีความสามารถในการใช้ Grapling Hook เพื่อเกาะขึ้นที่สูงได้ สามารถวิ่งและเล็งได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้ Zipline ได้Engineer - สามารถตั้งป้อมปืนได้ และป้อมปืนที่อยู่ใกล้ๆ จะได้รับประสิทธิภาพRecon - หน่วยซุ่มยิงที่สามารถเรียกโดรนออกมา Mark จุดศัตรูได้ หรือจะมี Movement Sensor ที่จะเตือนถ้าหากศัตรูอยู่ใกล้ๆ Support - หน่วยแพทย์ของทีม มีปืนที่สามารถฮิลได้ และเวลาชุปเพื่อนเลือดจะเต็มโดยแต่ละคลาสจะทำหน้าที่และมีประโยชน์แตกต่างกันไปซึ่งมันก็คล้ายๆ กับเกมภาคก่อนๆ ที่เคยมี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสามารถต่างๆ ของตัวละครที่บุกได้หลากหลายขึ้น อย่างเช่น Assualt ที่มีสกิลดึงสลิงขึ้นไปบนที่สูง หรือ Recon สามารถใช้โดรนค้นหาศัตรูที่แอบได้ก่อน หรือจะเป็น Support ที่สามารถยิงปืนเพิ่มเลือดได้ในระยะไกล และความแตกต่างระหว่างเกมนี้ที่เห็นได้ชัดคงจะเป็นการที่ทุกคลาสสามารถเลือกเล่นปืนไหนก็ได้ (แต่บางคลาสอาจจะเลือกบางปืนไม่ได้) เกมยังเน้นทีมเวิร์ค แต่ก็แตกต่างกว่าภาคเก่าซึ่งจากที่ได้ลองเล่นมาตัวเกมค่อนข้างให้อารมณ์คล้ายๆ กับ Battlefield 4 ที่เพิ่มความสามารถของตัวละครเข้าไป และอย่างที่ทราบว่าเกม Battlefield เป็นซีรีส์ที่ต้องอาศัย Team Work ของเพื่อนใน Squad เป็นอย่างมาก ซึ่งยกตัวอย่างจากเกม Battlefield V ที่ตัวเกมดีไซน์ให้เราควรมักจะไปเป็นกลุ่มก้อนกระจุกกันไว้ เพราะเราต้องช่วยกันจ่ายยา จ่ายกระสุนให้ (อาจจะมีหน่วยสไนเปอร์ที่ออกห่างได้ประมาณหนึ่ง)  ส่วนพลปืนกลก็ไม่ได้มีสกิลที่โลดโผนมากนักนอกจากปืนแรง แต่ Battlefield 2042 การเดินห่างๆ และคุมโซนกันไว้น่าจะเป็นตัวเลือกที่อาจจะเหมาะด้วยเช่นกัน เพราะทุกตัวละครมีความสามารถที่เอื้อและโลดโผนกว่าภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น Recon มีความสามารถในการค้นหาศัตรู ซึ่งเราอาจจะสามารถหาตำแหน่งให้เพื่อนได้ Assualt เป็นคนเดียวที่สามารถกระโดดขึ้นที่สูงได้ทำให้การเข้าทำนั้นหลากหลายขึ้น Engineer มีปืนกลที่เล็งและยิงในระยะไกลได้ดี คอยคุมโซนช่วยเหลือเพื่อนแนวหลังได้ หรือจะเป็น Support ก็มีปืนยิงเพิ่มเลือดระยะไกลได้ กลางหรือใกล้ได้ดีปรับแต่งปืนได้แบบเรียลไทม์หนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของเกมนี้คือการที่เราสามารถปรับแต่งปืนได้ตลอดเวลาในระหว่างอยู่บนสงครามก็เปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บเลเวลเพื่อปลดล็อคอีกต่อไป (แต่ระบบปืนยังต้องรอให้เลเวลอัพเพื่อรับปืนใหม่เช่นเดิม) ทำให้เราสามารถปรับแต่งปืนแบบเรียลไทม์เพื่อใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ อย่างเช่นเวลาศัตรูอยู่ไกลเราก็อาจจะสามารถเปลี่ยน Scope ไกลมาใช้ได้ รวมถึงการปรับแต่งก็ยังมีบอกด้วยว่าประสิทธิภาพเพิ่มและลดตรงไหนระบบ A.I. ที่ทำให้ห้องเต็มตลอดเวลาอย่างที่ทราบว่าถ้าใครเล่นเกม Battlefield 2042 บนเครื่อง PC, PS4 หรือ Xbox Series X/S ภายในห้องจะรองรับผู้เล่นมากถึง 128 คนเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันมีโอกาสที่คนในห้องจะไม่ครบหรือขาดไปบ้าง ตัวเกมเลยนำระบบ A.I. ใส่เข้ามาแทรกให้กับเราภายในห้อง (คล้ายๆ กับการมีบอทสมัยเกม Battlefield 2) ซึ่งจากที่ได้ลองมา  ถึงแม้ว่าโดยรวมแล้วตัวบอทยังมีความเอ๋อๆ และดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่นอยู่ดีๆ ก็เดินไปที่โล่งกลางแจ้งให้เรายิงฟรีๆ แต่ตัวบอทค่อนข้างยิงแม่นพอสมควร ถ้าเราเดินไม่ระวังเราอาจจะโดนบอทลุมยิงตายแบบง่ายๆ ก็ได้ และนี่มันก็เป็นข้อดีสำหรับคนที่เล่นไม่เก่งเช่นกัน เพราะเรายังได้มีโอกาสยิงบอทที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ความรู้สึกหลังได้ลองเล่นจากที่ได้ลองเล่นมา ตัวเกมมีความคล้ายคลึงกับเกม Battlefield 4 อยู่พอสมควรในเรื่องของอาวุธปืนต่างๆ ที่เหมือนกันมาก แต่มันก็มีการเพิ่มเติมมาด้วยความสามารถของคลาสต่างๆ ที่หลากหลายและโลดโผนมากขึ้น เชื่อว่าท่านจะต้องพบเจอกับเกมเพลย์สไตล์ใหม่ๆ หรืออะไรแปลกๆ ภายในนั้นอีกเยอะแยะแน่นอน ส่วนเรื่องสังเกตุข้อเดียวก็คือ ถ้าหากใครคิดอยากที่จะหากลื่นอายความเป็น Sci-fi โลกอนาคต ตัวเกม Battlefield 2042 มันก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ท่านคาดหวังไว้เท่าไร ตัวเกมยังมีกลิ่นอายความเป็นโลกปัจจุบันที่อาจจะมีเทคโนโลยีทันสมัยกว่าความเป็นจริงประมาณหนึ่งเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วตัวเกมก็ยังสนุกและแฟนๆ ก็น่าจะกลับมาชอบอีกครั้ง
06 Oct 2021
รีวิว Diablo 2 Resurrected เหล้าเก่าฉลากใหม่ที่รสชาติจัดจ้านกว่าเดิม
ย้อนกลับไป 20 กุมภาพันธ์ 2021 เกมเมอร์ทั่วทั้งโลก ได้เป็นสักขีพยานถึงการคืนชีพของตำนาน Action RPG ระดับตำนาน Diablo 2 Resurrected การเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่นั้นได้ทำให้ผู้เล่นทั่วโลกตื่นเต้นแทบจะรอวันวางขายเกมไม่ไหว และวันนี้ตัวเกมได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วบนแพลตฟอร์มยุคใหม่ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น PS5, Xbox Series X / S, PC หรือ Nintendo Switch แม้จะใช้ชื่อว่า Resurrected แต่ในความหายที่แท้จริงของเกม ก็คือฉบับ Remastered ที่เพิ่มระบบใหม่ๆ ให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล และสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มตัวละครจาก DLC อย่าง Assassin กับ Druid เข้ามาเลย ไม่จำเป็นต้องซื้อแยกเหมือนกับตัวเกมต้นฉบับ แน่นอนว่าเนื้อเรื่อง Act 5 ที่แต่เดิมอยู่ใน DLC ก็ถูกแถมมาด้วยกับตัวเกมฉบับ Resurrected เลย ผู้เขียนเองเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเล่นเกม Action RPG มุมมองแบบนี้มาก และวันนี้จะมาเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้เล่นให้เพื่อนๆ ชาว GameFever Th ได้อ่านกัน!เดินทางเพื่อหยุดการตื่นของภัยพิบัติแม้ว่าเนื้อเรื่องของ Diablo 2 จะไม่ใช่ส่วนสำคัญที่ทำให้เกมนี้โด่งดัง แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่เติมเต็มเกมให้มีรสชาติกลมกล่อม กล่าวถึงการเดินทางของเราเพื่อหยุดยั้งแผนการช่วยร้ายของเผ่าปีศาจที่นำโดย Prime Evil ทั้งสาม Diablo, Baal และ Mephisto โดยภายในเรื่องราวจะมีทั้งการทรยศหักหลัง, เรื่องราวของความดี และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าหากได้ลองอ่านดูเชื่อว่าเพื่อนจะสนุกไปกับเรื่องราว Dark Fantasy ของเกมนี้ได้ไม่ยากเลยCut Scene ใหม่ที่สวยงามน่าดูกว่าเดิมอีกหนึ่งจุดขายของ Diablo 2 ตลอดการเล่นของเนื้อเรื่องคือ Cus Scene ความยาวหลายนาที ที่ช่วยให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้นกว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนยังไง ซึ่งในฉบับ Resurrected มีการทำแอนิเมชันในส่วนนี้ใหม่ทั้งหมด ฉากที่สวยงามมากกว่าเดิม ฉากต่อสู้ที่ดูรู้เรื่องมากขึ้น รวมไปจนถึงสีหน้าของตัวละครที่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ยังเป็นตัวช่วยให้เราอยากเล่นเนื้อเรื่องใน Act ต่อไปมากขึ้น และใช้เวลาสนุกไปกับเกมกราฟิกที่อัปเกรด กับเอฟเฟคสกิลสุดตื่นตาตื่นใจได้ชื่อว่าเป็นฉบับ Remastered สิ่งที่หลายคนคาดหวังคงไม่พ้นเรื่องภาพที่สวยงามอลังการมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ต้องบอกเลยว่า Blizzard ทำออกมาได้ดีมาก ทั้งในแง่ของกราฟิก รวมถึงการ Optimize ให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล่โดยไม่ต้องการ Hardware ที่แรงมากมายอะไรนัก อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น คือเอฟเฟคของสกิลที่มีความถูกต้อง และสวยงามมากขึ้นเช่นเดียวกับกราฟิก โดยเฉพาะสกิลธาตุที่มีรายละเอียดในเปลวไฟ สะเก็ดน้ำแข็ง รวมถึงความหนาของสายลมภาพใหม่สุดสวยงาม หรือภาพเก่าสุดคลาสสิคแม้ว่ากราฟิกใหม่ของ Diablo 2 Resurrected จะสวยงามและทำให้เกมน่าเล่นกว่าที่เคยเป็นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพแตกๆ สไตล์ดั้งเดิมของเกมก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของ Diablo 2 ความยอดเยี่ยมของภาคนี้คือผู้เล่นสามารถสลับภาพไปมาระหว่างกราฟิกแบบใหม่ และแบบเก่าได้ตลอดเวลาง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม "G" บนคีย์บอร์ด บางครั้งที่คิดถึงภาพสไตล์เก่าจะสลับกลับไปเล่นช่วงเวลาหนึ่งแล้วพอเบื่อจะกลับมาเล่นแบบภาพสวยอีกครั้งก็สามารถทำได้ประสบการณ์ไหนที่ได้จากต้นฉบับ ยังคงได้จากฉบับนี้!แม้จะได้ชื่อภาคว่า Resurrected แต่ Blizzard ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหา รวมถึงวิธีการเล่นในส่วนไหนของเกมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความยาก การหาไอเท็ม เนื้อเรื่อง หรือความสามารถของมอนสเตอร์ ผู้เล่นยังจำเป็นต้องใช้เวลาในแต่ละระดับความยาก Normal, Nightmare, Hell ไม่ว่าจะเป็นการหาไอเทมมาเสริมให้ตัวเองเก่งขึ้น หรือเพิ่มเลเวลเพื่ออัปสกิล กับสเตตัส ในภารเตรียมตัวให้พร้อมลุยระดับความยากที่สูงขึ้นแม้ว่าระดับความยากของเกมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่เอาจริงๆ Diablo 2 เองไม่ใช่เกมที่ง่ายระดับที่เล่นแบบมั่วๆ แล้วจะสามารถเอาชนะบอสในแต่ละ Act ของเนื้อเรื่องได้ ตัวเกมนั้นยากตามสไตล์เกมยุคเก่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งในฉบับ Resurrected ก็ไม่ได้มีการลดความยากในส่วนนี้ลงเลย แถมโทษจากการตายยังคงเป็นการของหล่นหมดตัวเช่นเดิม ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เล่นจะเป็นต้องระวังเป็นอย่างมากในการเดินเนื้อเรื่อง รวมถึงเก็บเลเวลในระดับความยากที่สูงขึ้นก็จะดรอปไอเทมที่เก่งขึ้น Rune ที่ดีมากขึ้น รวมไปจนถึง Exp ที่ได้ก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน การจะเก็บเลเวลให้ถึง 99 จะเป็นการง่ายกว่าในการเล่นระดับความยากที่สูงขึ้น นอกจากนี้ตัวเกมยังลงโทษผู้เล่นที่อัปสกิล หรือสเตตัสมาไม่ดีพอโหดเช่นเดิม ไม่มีโอกาสที่สองสำหรับคนที่ใช้โอกาส รีสกิล / สเตตัสไปจนหมดแล้ว การเริ่มเล่นใหม่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ตัวได้ การคิดแนวทางอัปสกิล / สเตตัส รวมไปจนถึงมองหาไอเทมที่เหมาะกับตัวเอง ทั้งหมดที่กล่าวมีนี้คือสเนห์ดั้งเดิมของ Diablo 2 ที่ไม่ได้สูญหายไปในตัวเกมฉบับ Resurrected ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ต้องชมทีมพัฒนาระบบใหม่ๆ ที่ทำให้การเล่นสนุกมากขึ้นแม้ว่าบรรยากาศ และเกมเพลย์ส่วนใหญ่ถูกคงไว้เช่นเดิมเพื่อมอบประสบการณ์ที่สุดแสนจะน่าคิดถึงให้กับผู้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มระบบใหม่ที่ทำให้การเล่นเกมสนุกมากขึ้นเข้ามาด้วย ซึ่งหลักมี 2 อย่างด้วยกันที่ส่งผลต่อการเล่นของผู้เล่นโดยตรง คือ 1.) ระบบเก็บเงินให้ Auto เมื่อตัวละครของผู้เล่นเดินผ่านเงิน และ 2.) Stash สำหรับส่งของให้กับตัวละครอื่นๆ ภายใน ID เดียวกันแม้ว่าเงินจะไม่ได้มีบทบาทสำคัญเท่าไหร่นักใน Diablo 2 แต่มันยังคงจำเป็นในการซ้อมอุปกรณ์ต่างๆ ที่พังลงจากการต่อสู้ รวมถึงซื้อยามาใช้ในยามฉุกเฉินอยู่ แม้ว่าการคลิกเพื่อเก็บเงินเองอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่มากขนาดนั้น แต่การมีระบบที่เก็บให้เราเองก็เป็นเรื่องดี เพราะมันสะดวกสบายมากขึ้น จำเป็นต้องให้ความสนใจต่อไอเทมที่ดรอปน้อยลง และโฟกัสไปที่การต่อสู้ได้มากขึ้นStash สำหรับส่งของไปมาระหว่างตัวละครได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้เล่น Diablo 2 อยากได้กันมาเสมอ เนื่องจากมันเป็นเรื่องยากมากที่จะส่งของไปมาระหว่างตัวละครต่างๆ ใน ID เพราะต้องหาเพื่อนมาเก็บของให้ และสลับเป็นอีกตัวมารับของคืน การส่งไปมาได้เองผ่าน Stash จึงเป็นอะไรที่น่ายินดี และทำให้การเล่นหลายๆ ตัวทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถส่งของดีๆ ไปให้อีกตัวใช้ได้ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ทำให้เกมน่าเล่นมากขึ้นเยอะเลยทีเดียวสรุปสนุกไหม?จริงๆ แล้วผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้เล่นเกม Diablo 2 เป็นครั้งแรก และในฐานะที่ชอบเล่นเกมแนวนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขอยอมรับว่าประสบการณ์ที่ได้จากเกมถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ ความสนุกที่ไม่คิดเลยว่าจะได้จากเกมนี้ในตอนแรกคือในเรื่องของความยากที่หาไม่ค่อยได้ในเกมยุคใหม่ๆ และระบบสกิล รวมไปจนถึงระบบไอเทม ก็ไม่ได้ทำความเข้าใจยากอะไรมากมายนัก ถ้าพูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Diablo 2 Resurrected ถือได้ว่าเป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่ แต่ก็มีความลึกน่าค้นหาในแบบของตัวเอง ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้ชอบเล่นเกมยากต้องมานั่งปวดหัวกับการหาของเพื่อไปเล่นในระดับความยากที่สูงขึ้น เพื่อนๆ สามารถสนุกไปกับเล่นในระดับความยากของ Normal กับ Nightmare ลองเล่นสกิลที่ตัวเองชอบ ในอาชีพต่างๆ ถ้าหากเป็นสายต้องไปให้ถึง End Game ก็ต้องทำการบ้านเยอะหน่อยในการทำบิ้วท์ดีๆ สักหนึ่งบิ้วท์ในการไปให้ถึง Act 5 ในระดับ Hell และมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรนัก ในการนั่งทำความเข้าใจสายที่ตัวเองเลือกเล่นในเกมนี้ ดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่อยากไปให้ถึง Hell ก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการบ้านอะไรมากมายนักโดยรวมแล้ว Diablo 2 Resurrected เป็นการพาเรากลับไปเล่นเกมในวัยเด็ก ที่สนุกมากกว่าที่เคยเป็นมา และได้อรรถรสมากขึ้นจากกราฟิกที่สวยงาม สิ่งเดียวที่ทีมพัฒนาต้องให้ความสนใจเพิ่มเติมคือการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาหลังจากนี้ เพราะไม่ว่า Diablo 2 จะเป็นเกมที่ยอดเยี่ยม และสนุกขนาดไหน หากไม่มีคอนเทน์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาเลยในอนาคต เกมนี้จะน่าเบื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาที่ผ่าน และสักวันก็จะกลายเป็นเกมที่เราเลิกเล่นกันไป หาก Blizzard ต้องการชุปชีวิตเกมนี้ขึ้นมาจริงๆ และสนับสนุนมันต่อไปเรื่อยๆ คอนเทนต์ใหม่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันคอนเทนต์ใหม่ก็เป็นอะไรที่สามารถทำลายเกมลงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทีมพัฒนาจำเป็นต้องระวังมากๆ ครับ
28 Sep 2021
รีวิว Deathloop การต่อสู้เพื่อทำลายลูป 24 ชั่วโมง ที่ยาวนานเหมือน 10 ปี
ถ้าหากว่าเป็นเกมเมอร์ที่อยู่ในวงการมาแล้วระยะหนึ่งเชื่อว่าชื่อของ Dishonored ต้องเคยผ่านเข้าหูกันมาบ้าง ตัวเกมถูกพัฒนาโดย Arkane Studios โดยได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นที่ดีมากๆ ส่งผลให้มีภาค 2 ตามออกมาในปี 2016 โดยจุดเด่นคือเกมเพลย์กับการนำเสนอที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ตามมาด้วยผลงานที่ 3 ของพวกเขา Prey ที่ยังคงได้รับคะแนนรีวิวดีมากเช่นกัน ซึ่งล่าสุดผลงานลำดับที่ 4 ของพวกเขาก็เพิ่งวางจำหน่ายไปในอาทิตย์ที่ผ่านมาDeathloop เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่นำเสนอออกมาได้แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ยังคงเป็นเกมที่ใช้มุมแบบ FPS เช่นเดียวกับผลงานที่ผ่านมา ส่วนที่แตกต่างไปซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดๆ จากหน้าปกของเกมคือโทนสีที่มีความสดใสมากยิ่งขึ้น หลังจากได้ใช้เวลาในเกมนี้ไปหลายสิบชั่วโมง สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Deathloop เป็นอีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมที่ทำออกมาได้ดีมากๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เกมที่จะเหมาะสมกับเกมเมอร์ทุกคนในเวลาเดียวกันด้วย ส่วนอะไรคือเหตุผลของข้อสรุปนี้มาดูกันฉันก็คือนาย และเราต้องทำลายลูปนี้!Deathloop จะเริ่มต้นเนื้อเรื่องด้วยการโยนเราลงไปที่ชายหาดแห่งหนึ่งในยามเช้าพร้อมกับอาการเมาค้าง หลังจากเพิ่งฝันร้ายมาว่าถูกผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตาย แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือการที่ตัวละครของเราก็จำไม่ได้ว่าเขามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร ตัวเขาคือใคร ผู้หญิงที่ฆ่าเขาคือใคร และมีเป้าหมายอะไร แต่ในขณะที่ยังยืนงงหาคำตอบไม่ได้อยู่ จู่ๆ ก็มีข้อความลอยขึ้นมากลางอากาศพยายามสื่อสารกับเรา ซึ่งข้อความดังกล่าวจะบอกว่าเขากับเราคือคนเดียวกัน และเราจำเป็นต้องทำลายลูปทิ้งเสีย โดยที่เราเองก็ยังไม่เข้าใจดีว่าลูปคืออะไร และทำไมถึงต้องทำลายมันเมื่อเดินทางมาเรื่อยๆ ตัวเอกของเราจะทราบว่าตัวเองมีชื่อว่า Colt และกำลังพยายามจะทำลายลูป อยู่จากการประกาศของผู้หญิงที่ชื่อว่า Julianna ที่ดังไปทั่วเกาะว่า 'Colt หัวหน้าของพวกเรากำลังพยายามจะทำลายลูป ถ้าใครพบเจอให้สามารถกำจัดได้เลย!' ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน Colt จะตาย จากเหตุการณ์อะไรบางอย่าง และตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันเดิม ที่ชายหาดเดิม และเข้าใจความหมายของลูป ที่ทุกคนพูดถึง มันคือช่วงเวลา 1 วัน ที่จะวนกลับมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาตาย หรือช่วงเวลาผ่านไปจนหมดวัน จากนั้นการเดินทางตามหาเบาะแส เพื่อทำลายลูปนี้ จึงได้เริ่มต้นขึ้น 24 ชั่วโมงที่ยาวกว่า 10 ปีการนำเสนอเรื่องราวของ Deathloop จะวนอยู่ในช่วงเวลา 1 วันของลูป แบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาคือ เช้า สาย บ่าย ค่ำ กับ 4 สถานที่ประกอบด้วย เมือง ท่าเรือ โรงงาน และรีสอร์ต แต่ละสถานที่ในแต่ละช่วงเวลาจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน และการกระทำบางอย่างในเขตหนึ่งในช่วงใดเวลาหนึ่ง อาจส่งผลต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสถานที่เดียวกัน หรือสถานที่อื่นในเวลาต่อไป ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากผู้เล่นไปสำรวจท่าเรือในเวลาเช้า และไปฆ่า NPC ตัวหนึ่งในฉาก ก็อาจทำให้เขาไม่ไปโผล่ในช่วงบ่ายในเขตเมือง จึงทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้ยังทำให้บางสถานที่ในบางเขตสามารถเข้าถึงได้เฉพาะบางช่วงเวลาด้วย เช่น Nightclub ที่จะเปิดช่วงค่ำภายในเมืองเท่านั้น หรือสถานีรายงานข่าวที่จะเข้าได้แค่ช่วงเช้าในเขตรีสอร์ต ด้วยการนำเสนอแบบ 4 ช่วงเวลาของ 4 สถานที่ จึงทำให้รูปแบบการสำรวจในการวนลูปแต่ละรอบค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งผู้เล่นอาจได้พบกับรหัสตู้เซฟสำคัญภายในเมืองตอนเช้า ที่บริเวณโรงงานตอนเย็นในลูปรอบแรก ดังนั้นในลูปรอบผู้เล่นอาจเลือกไปสำรวจเมืองในตอนเช้า เพื่อนำรหัสที่ได้มาไปเปิดตู้เซฟดังกล่าวดู การเล่าเรื่องที่ไม่เส้นตรง แต่ยังคงเข้าใจได้ง่ายด้วยระบบลูป 1 วันตามที่กล่าวมาข้างต้น Arkane Studios จึงไม่ได้ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเป็นฉากที่ 1 2 3 4 5 ไล่ไปตามลำดับ แต่จะเล่าผ่านเอกสาร หรือเหตุการณ์สำคัญที่ผู้เล่นได้พบในแต่ละสถานที่ แต่ละช่วงเวลาของวันแทน และด้วยความที่บางสถานที่จะสามารถเข้าได้แค่ในบางช่วงเวลาของวันเท่านั้น ประสบการณ์ที่ได้จากเกมของผู้เล่น A กับ B จึงอาจไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในขณะเดียวกันตัวเกมเองก็มีการตีกรอบให้กับเนื้อเรื่องด้วยแผ่นภาพ ของสิ่งที่พบแล้ว กับสิ่งที่ต้องไปตามหาด้วย จึงทำให้แม้จะพบกับประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปตลอดการเล่นของเนื้อเรื่อง แต่บทสรุปของปริศนาทั้งหมดจะไปจบที่จุดเดียวกัน ทั้งหมดนี้ทำให้การทำความเข้าใจเนื้อเรื่องเกมที่ยุ่งยาก ง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว และเสพได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการออกแบบ / นำเสนอที่ดีลูปของเราเป็นของเรา มันไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนอีกหนึ่งการนำเสนอที่คิดว่าเจ๋งมากๆ คือการที่ลูปที่เราอยู่ จะมีรหัสของตู้เซฟ ห้องควบคุม และคำตอบของ Puzzle ที่ไม่เหมือนใคร ตัวเกมจะสุ่มคำตอบของแต่ละปริศนาขึ้นให้กับลูปของเราเท่านั้น ซึ่งระบบนี้เป็นหนึ่งในส่วนช่วยการนำเสนอว่าลูปของเรา โลกของเรา ไม่ใช่เส้นทางเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ โดยส่วนนี้ยังรวมไปถึงบทสรุปของเกมที่มีมากกว่า 1 แบบ ในขณะเดียวกันการเริ่มลูปใหม่ ก็หมายถึงการเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ด้วย อาวุธ สกิล และทุกอย่างที่ได้มาในแต่ละลูปจะหายไปเมื่อเริ่มลูปใหม่สีโทนร้อน กับโลกที่ยังคงน่าค้นหาจุดเด่นที่แตกต่างออกไปจุดแรกระหว่าง Deathloop และผลงานก่อนหน้านี้ของ Arkane Studios คือการใช้สีที่มีทั้งส้ม แดง ชมพู เหลือง ฟ้า เยอะมากทั้งในส่วนของเสื้อผ้าตัวละคร อาวุธ และฉาก พอประกอบกับกราฟิกที่สวยงามของ Void Engine แล้ว ก็ทำให้โลกของเกมดูมีเสน่ห์น่าค้นหาเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันด้วยดนตรีประกอบ กับวิธีการเล่าเรื่องแบบผูกปมจำนวนมากขึ้นมาพร้อมกันแล้วค่อยๆ คลายปมทีละนิด ก็เข้าไปช่วยทดแทนในส่วนของความลึกลับที่หายไปจากการสีโทนร้อนได้เป็นอย่างดี ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในมุมมองของผู้เขียนสำหรับ Arkane Studios สำหรับการเลิกใช้โทนสี ขาว-ดำ-เทา ในการสื่อถึงบรรยากาศที่ลึกลับภายในเกมเป็นได้ทั้งผู้ทำลาย และผู้ปกป้องผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า Deathloop จะนำเสนอเนื้อเรื่องจากทั้งสองด้านให้เราได้ดู ความหายดังกล่าวคือการที่เราสามารถรับบทเป็นตัวละครหญิง Julianna และมีหน้าที่ในการขัดขวางการทำลายลูปของ Colt ซึ่งคนที่กำลังเล่นเป็น Colt ก็คือผู้เล่นอื่นนั้นเอง ซึ่งด้วยความที่ลูปของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันจึงทำให้ผู้ที่รับบทเป็น Julianna ไม่สามารถเข้าพื้นที่ Safe Zone ของ Colt ได้เนื่องจากไม่รู้ Password โดยถ้าหากว่าพลาดเสียท่าให้กับ Colt ของในตัว รวมถึงสกิลที่ใส่ไปจะตกทั้งหมด ให้ Colt คนอื่นสามารถเก็บไปใช้งานในลูปของตัวเองได้ระบบนี้เป็นการใส่ระบบ PvP เข้ามาในเกมเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นในการเล่น สำหรับผู้เล่นที่ไม่อยากจะต้องเจอการ PvP และอยากจะเล่นเนื้อเรื่องของเกมให้จบ สามารถปรับโหมดการเล่นเป็นแบบ Single-Player เพื่ออ่านเนื้อเรื่องอย่างเต็มที่ได้ อย่างไรก็ตามการบุกมากำจัด Colt จะยังคงมีเช่นเดิม เพียงแต่จะเป็น Ai ที่รับหน้าที่แทน (สู้ง่ายกว่าเจอผู้เล่นด้วยกันมาก) เนื่องจากมีของบางอย่างที่ผู้เล่นจะได้จากการเอาชนะ Julianna ได้Ai ที่ไม่ฉลาด แต่ลอบเร้นได้ยาก และยิงแรงมากDeathloop ให้ตัวเลือกในการเล่นของผู้เล่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการเล่นแบบลอบเร้น และการเล่นแบบบู๊แหลก แต่สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมลอบเร้นแบบจัดหนักจัดเต็ม อาจรู้สึกไม่ท้าทายเท่าไหร่ในเกมนี้ เนื่องจาก Ai จะไม่ฉลาดเท่าไหร่นัก บางครั้งยืนอยู่ข้างๆ กันก็ยังไม่รู้ตัวเลย อย่างไรก็ตามการลอบเร้นใน Deathloop จะไปท้าทายมากๆ ในเรื่องของสภาพแวดล้อมมากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่ NPC มักยืนอยู่เป็นกลุ่ม และมีตำแหน่งการยืนที่ช่วยปิดจุดอับสายตาของตัวอื่น ดังนั้นความยากของการลอบเร้นจะไปอยู่ที่การหาวิธีแทรกซึมเข้าไปมากกว่าสำหรับการเล่นแบบบู๊แหลก โดยรวมถือว่าใช้เวลาน้อยกว่า และเล่นได้ง่ายกว่าการลอบเร้น แต่ก็ต้องหาวิธีรับมือกับดาเมจของปืนศัตรูที่แรงมากๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก NPC มักยืนอยู่กันเป็นกลุ่มจำนวนเยอะๆ ปัญหาของการเล่นแบบบู๊แหลกจึงเป็นเรื่องของกระสุนที่อาจไม่เพียงพอในบางสถานการณ์ รวมถึงบางภารกิจที่หากไม่เล่นแบบลอบเร้นจะยากกว่ามากๆ เช่นศัตรูจะจุดระเบิดทำลายหลักฐานทั้งหมดทันทีเมื่อรู้ว่าเราบุกมา หรือบางด่านอาจมีศัตรูจำนวนเยอะมากๆ และการต้องสู้กับ NPC กลุ่มใหญ่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลยระบบไอเทมกึ่ง Looter Shooterสกิลตัวละคร อาวุธ รวมถึง Mod แต่งปืนภายใน Deathloop จะมีระดับความหายากอยู่ ซึ่งสามารถหาดรอปได้จากศัตรู หรือเก็บได้ตามจุดต่างๆ ของด่าน โดยในส่วนของสกิล กับ Mod แต่งปืนจะมีผลแบบเดียวกัน แต่ส่งผลมากขึ้นตามระดับความหายาก ในส่วนของอาวุธจะมีช่องให้ใส่ Mod ได้เพิ่มมากขึ้นตามระดับความหายาก และภายในเกมยังมีอาวุธระดับสูงสุดเป็นของสีส้ม ที่จะมาพร้อมกับความสามารถสุดเทพด้วย โดยจะสามารถได้รับมาจากเควส หรือสถานการณ์เฉพาะเท่านั้น ซึ่งทำให้การวนลูปแต่ละครั้งมีความหมายมากขึ้น สรุปสนุกไหม?ถ้าเอาแค่ความรู้สึกที่ได้จากเกมเพลย์เพียงอย่างเดียว ต้องยอมรับว่ารู้สึกเฉยๆ มาก เพราะมันไม่ได้มีระบบใหม่ๆ ที่เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเลย แต่เป็นการเอาระบบดีๆ ที่ไม่เห็นอยู่แล้วในเกมอื่นมาใส่รวมไว้ในเกมเดียวกัน และใส่ระบบเสริมอื่นๆ เข้าไปให้เกมเพลย์มันไม่น่าเบื่อจนเกินไปเท่านั้น ความเจ๋งที่ทำให้อยากเล่นเกมนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นในส่วนของเนื้อเรื่อง กับการนำเสนอที่ทำออกมาได้น่าสนใจเสียมากกว่า ความทรงจำที่หายไปของ Colt เรื่องราวความสัมพันธ์ของ NPC แต่ละตัวที่ได้พบในเกม วิธีการที่จะทำลายลูป และวิธีการได้รับไอเทมหายากต่างๆ Arkane Studios ถ่วงสมดุลทั้ง 4 ได้ดีมาก ตลอด 20 - 30 ชั่วโมง ที่ได้เล่นเกมนี้ ต้องยอมรับว่าสนุกมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้การกลับไปเล่นอีกครั้งมีความน่าสนใจน้อยลงสำหรับ Deathloop ซึ่ง 20 - 30 ชั่วโมง ในราคา 1,980 บาท อาจไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นักสำหรับบางคน และก็ไม่ใช่ทุกคนเช่นกันที่จะชอบสไตล์การเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง แต่เล่าผ่านเอกสารต่างๆ ที่เราได้พบภายในเกมแทน จากทั้งหมดนี้สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Deathloop ไม่ใช่เกมที่จะเหมาะกับทุกคน อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่มีปริศนาเยอะๆ ต้องหาคำตอบของคำถามมากมายที่เกมตั้งมาให้ด้วยตัวเอง นี้คืออีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมที่ไม่ควรพลาด!
21 Sep 2021
Tales of Arise Review "๋มือปืนปากร้ายกับนายหน้ากากเหล็ก"
แม้จะไม่ได้ถูกจดจำในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งวงการ JRPG เหมือนหลายๆ เกม แต่เกมซีรีส์ ‘Tales’ ก็มีประวัติที่ยาวนานไม่แพ้เกมซีรีส์เด่นๆ อย่าง Final Fantasy หรือ Persona เช่นกัน และก็ยังเป็นที่รักของกลุ่มแฟนที่ติดตามเกมแต่ละภาคอย่างจดจ่อมาตลอด โดยผู้พัฒนา Bandai Namco ก็ได้ตอบสนองการรอคอยของแฟนๆ ด้วยการประกาศเปิดตัวเกมภาคล่าสุดอย่าง Tales of Arise ไปในปี 2020 ที่ผ่านมา พอดีกับการฉลองครบรอบ 25 ปีของซีรีส์ ‘Tales’ พอดีด้วยกราฟิกใหม่อันสวยสะดุดตาที่พัฒนาขึ้นด้วย Unreal Engine 4 รวมไปถึงการพัฒนาในด้านเกมเพลย์ที่ทันสมัยขึ้น ทำให้ Tales of Arise กลายเป็นที่คาดหวังของแฟนๆ ซีรีส์ Tales ที่รอคอยเกมใหม่มาถึง 5 ปี (นับตั้งแต่ที่ Tales of Berseria วางจำหน่ายไปในปี 2016) รวมไปถึงแฟนๆ ของเกมแนว JRPG หลายคนที่คาดหวังให้ Tales of Arise เปรียบเหมือนการ “ตำนานบทใหม่” ที่จะผลักดันให้ซีรีส์นี้ทัดเทียมกับเกม JRPG ชื่อดังอื่นๆ ในที่สุดหลังจากที่ได้เล่นเกมมาแล้วเกือบ 40 ชั่วโมง แม้จะยอมรับว่า Tales of Arise ถือเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ของซีรีส์ Tales ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในส่วนของการนำเสนอและเกมเพลย์ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้เกมรู้สึก “เก่า” อย่างชัดเจน รวมไปถึงกลิ่นอายความเป็นอนิเมะอันเข้มข้นของเกมที่บางครั้งก็แอบขัดกับเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจริงจังและมืดมนTales of Arise จะเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของกลุ่มตัวเอกเพื่อปลดแอกเหล่าผู้คนแห่งดาว Dahna จากการกดขี่ของเหล่าผู้รุกรานจากดาว Rena ผู้ซึ่งใช้แรงงานพวกเขาดั่งทาสมาตลอด 300 ปี โดยตัวเอกและพวกพ้องจะต้องออกเดินทางไปยังเขตแดนทั้ง 5 ของดาว Dahna เพื่อพิชิตผู้นำชาว Rena ของแต่ละเขตและนำอิสรภาพมาสู่ชาว Dahna อีกครั้งด้วยเนื้อเรื่องที่เล่นกับประเด็นเรื่องการใช้แรงงานทาส การเหยียดเชื้อชาติ ไปจนถึงการซ้อมทรมาน คงไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าเนื้อเรื่องของ Tales of Arise นั้นมีความเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าเนื้อเรื่องของเกม Tales อื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจของซีรีส์ โดยเกมจะติดตามตัวละครหลักสองคนคือ Alphen ทาสชาว Dahna ความจำเสื่อมที่สวมใส่หน้ากากเหล็กปริศนาตลอดเวลา ผู้ซึ่งไม่สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้ และ Shionne หญิงสาวชาว Rena ผู้ซึ่งต้องการล้มเหล่าผู้นำแคว้นทั้ง 5 ที่ปกครอง Dahna อยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง โดยเธอยังต้องคำสาปที่ทำให้ใครก็ตามที่แตะต้องตัวเธอต้องรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนไฟดูด (เข้ากับ Alphen ที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดพอดี)ระหว่างการเดินทางของทั้งสอง จะได้พบกับเพื่อนร่วมทางอีก 4 คน โดยแต่ละคนก็มีเหตุผลที่ต่างกันไปในการเข้าร่วมการต่อสู้ของ Alphen และ Shionne โดยเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้เองที่เปรียบเสมือนจุดเด่นของเนื้อเรื่องใน Tales of Arise เพราะแต่ละคนเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกดขี่โดยอำนาจในรูปแบบต่างๆ กันไป และการได้สังเกติพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัวในการก้าวข้ามการกดขี่ของตัวเองผ่านทั้งเนื้อเรื่องและเหล่าบทสนทนา Skits อันเป็นเอกลักษ์ของเกมตระกูล Tales ก็ทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แม้จะต้องยอมรับว่าตัวละครทุกตัวจะค่อนข้างตามสูตรสำเร็จอนิเมะเป๊ะๆ ไปเลยก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้น เกม Tales of Arise ยังมีปริศนาและการหักมุมใหญ่หลายครั้งในช่วงท้ายของเกมที่ผู้เขียนรู้สึกข้องใจว่าจำเป็นจริงหรือไม่ และทำให้เนื้อเรื่องของเกมเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกชอบในช่วงต้นๆ ซึ่งถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ก็เสี่ยงจะสปอยกันซะเปล่า หลายคนที่ชื่นชอบเนื้อเรื่องแนวอนิเมะจัดๆ อาจจะไม่รู้สึกติดขัดเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้ประทับใจกับเนื้อเรื่องช่วงหลังๆ ของเกมนัก และรู้สึกว่าเนื้อเรื่องคงจะน่าจดจำกว่านี้ถ้าเกมให้เวลาไปกับเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวมากกว่าเช่นเดียวกับเกม Tales อื่นๆ ที่ผ่านมา เกม Tales of Arise จะใช้ระบบต่อสู้แบบแอคชั่น ผู้เล่นจะสามารถมองเห็นศัตรูยืนเป็นกลุ่มๆ อยู่ตามแผนที่ และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็จะถูกพาเข้าสู่สังเวียนต่อสู้ทรงกลมที่ใช้การควบคุมแบบแอคชั่น โดยในเบื้องต้นนั้น ผู้เล่นจะสามารถโจมตีธรรมดาสลับกับการกดใช้สกิลหรือที่เกมเรียกว่า ‘Artes’ เพื่อประติดประต่อกันเป็นคอมโบ และเมื่อทำคอมโบได้ถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถกดท่าไม้ตายรุนแรงที่เรียกว่า Boost Strike เพื่อปิดฉากศัตรูได้อีกด้วยนอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนไปควบคุมตัวละครทั้ง 6 คนได้อย่างอิสระตลอดเวลา ซึ่งแต่ละคนจะมีลูกเล่นประจำตัวที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน เช่นตัวละคร Law ที่จะเพิ่มพลังโจมตีของตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อสามารถโจมตีศัตรูอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ไม่ได้รับความเสียหาย หรือตัวละคร Kisara ที่แลกความสามารถในการหลบหลีกมาใช้โล่ห์ขนาดใหญ่ในการป้องกันตัวเองเป็นต้น ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายและไม่น่าเบื่อเพราะสามารถเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นๆ ได้เสมอ แถมเมื่อเล่นตัวละครจนคล่องหลายตัวแล้วยังสามารถกดเปลี่ยนตัวละครกลางคอมโบเพื่อต่อคอมโบไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วยด้วยระบบต่อสู้ที่เน้นให้ผู้เล่นทำคอมโบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว ทำให้การต่อสู้ในเกม Tales of Arise ต่างจากเกม JRPG อื่นๆ เพราะแทนที่ผู้เล่นจะเก็บท่าใหญ่ๆ ไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น เกมกลับส่งเสริมให้ผู้เล่นงัดสกิลทั้งหมดมาใช้ติดๆ กันตลอดเวลา ซึ่งก็ส่งผลการต่อสู้รู้สึกดุเดือดและรวดเร็วตลอดเวลา แม้จะต้องใช้ความเคยชินอยู่บ้างสำหรับคนที่เล่นเกมแอคชั่นอื่นๆ มา เพราะจะไม่สามารถกดหลบหลีกระหว่างปล่อยท่าได้ แถมระบบการต่อคอมโบของเกมยังทำให้ไม่ควรกดปุ่มเร็วๆ หรือกดซ้ำๆ ด้วย แต่เมื่อเข้ามือแล้วก็สนุกร้าวใจตลอด และทำให้การปลดล๊อคสกิลใหม่ๆ ผ่านระบบ Skill Panel มีความตื่นเต้นมากขึ้น เพราะอยากปลดล๊อคสกิลมาสร้างคอมโบใหม่ๆ อยู่ตลอดนั่นเอง แต่แม้ว่าการต่อสู้กับศัตรูทั่วไปจะสนุกและรวดเร็ว การต่อสู้กับบอสใน Tales of Arise กลับตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง บอสทุกตัวนอกจากจะมีพลังชีวิตมหาศาลแล้ว ยังไม่สามารถถูก Break หรือตีให้ชะงักได้อีก นั่นหมายความว่าการต่อคอมโบอย่างลื่นไหลแบบที่ทำกับศัตรูทั่วไปจะไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้บอสหลายๆ ตัว (โดยเฉพาะเหล่าบอสที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย) มักมีท่าโจมตีที่ปล่อยออกมาได้รวดเร็วจนมองไม่ทัน แถมแรงพอจะหวดตัวละครในตี้ทุกตัวลงไปนอนพร้อมกันได้อีก แม้ว่าบอสหลายตัวจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้มันหยุดชะงักให้เราตีฟรีได้แปบนึง (เช่นต้องใช้ท่า A ของตัวละคร B เพื่อสวนท่า C ของบอสเป็นต้น) แต่ระยะเวลา 2-3 วินาทีที่ได้จากการทำสำเร็จมักไม่ได้มีความหมายนักเมื่อเทียบกับปริมาณ HP ที่บอสแต่ละตัวมี ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เขียนพบว่าปาร์ตี้ของผู้เขียนมักจะมีเลเวลตามศัตรูไม่ทันเสมอ นอกเหนือว่าจะทำภารกิจเสริมทั้งหมดในแต่ละพื้นที่ก่อนที่จะเดินทางต่อไป ซึ่งจะไม่ว่าเลยถ้าภารกิจเสริมที่ว่านี้มีความน่าสนใจกว่าแค่การ “เก็บเห็ดมา 5 ต้น” หรือ “ฆ่ามอนส์เตอร์ตัวนี้ 10 ตัว” แต่ถ้าไม่ทำก็จะทำให้การสู้บอสยากสาหัสได้เลยในหลายครั้ง จึงต้องจำใจทำให้หมดในที่สุดหากจะพูดถึงข้อปรับปรุงที่เห็นชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องของกราฟิกและการนำเสนอที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับเกมภาคก่อนๆ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับเอนจิ้น Unreal Engine 4 ทำให้เกมมีกราฟิกแนวอนิเมะสไตล์ Cel-shade สีสันสดใส แถมอนิเมชั่นหน้าตาและการเคลื่อนไหวของเหล่าตัวละครสำคัญทั้งหมดในเกมยังออกแบบมาได้ละเอียดและลื่นไหลมาก แถมเอฟเฟกต์ Artes ต่างๆ ในการต่อสู้ยังจัดจ้านตระการตามาก อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำในบางกรณี เช่นเวลาที่ตัวละครในปาร์ตี้ทั้ง 4 ตัวรุมสกรัมศัตรูตัวเดียวพร้อมกัน บอกเลยว่าเอฟเฟกต์ฟุ้งว่อนจนมองอะไรไม่เห็นไปเลยแต่การปรับปรุงนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีราคาที่ต้องแลกมา สำหรับ Tales of Arise นั้นการพัฒนาด้านกราฟิกต้องแลกมากับการแสดงผล (Performance) ที่ไม่ค่อยดีนักแม้กระทั่งบนเครื่อง PlayStation 5 ที่ใช้สำหรับรีวิว โดยแม้ว่าการตั้งค่า Graphics Mode จะทำให้เกมมีกราฟิกและแสงสีสวยงามมากอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตที่เหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา แถมยังมีปัญหาเรื่องสิ่งของในฉากที่โหลดไม่ทันแทบจะทุกครั้งที่หมุนกล้อง ในขณะที่การตั้งค่า Performance Mode จะทำให้เกมแสดงผลที่ 60FPS นิ่งๆ ได้ แต่ก็แลกมากับคุณภาพกราฟิกที่ลดลงอย่างน่าใจหายทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาด้านกราฟิกที่กล่าวไปไม่ได้หนักหนาถึงขนาดที่ทำให้ประสบการณ์โดยรวมของเกมเสียไปมากนัก เพราะอย่างน้อยโหมด Performance ก็ยังทำให้สามารถสนุกกับเกมเพลย์ได้อย่างลื่นไหล อาจจะเป็นเพียงความน่าผิดหวังว่าเกมเรือธงที่พัฒนาโดยค่ายที่มากทั้งประสบการณ์และเงินทุนอย่าง Bandai Namco กลับมีปัญหาเหล่านี้แม้ว่าตัวเกมเองจะไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือใช้กราฟิกละเอียดสมจริงด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบนเครื่องคอนโซลอย่าง PlayStation 5 ที่ควรจะมีพลังเหลือเฟือในการเล่นเกมระดับ Tales of Arise ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่า Tales of Arise นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับเกมท๊อปตารางอื่นๆ แต่เกมก็ยังมอบประสบการณ์ JRPG สไตล์อนิเมะสุดเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แถมยังมีระบบต่อสู้ที่สนุก รวดเร็ว และสดใหม่อยู่แทบจะตลอดระยะเวลาที่ได้เล่น หากคุณเป็นแฟนของเกมซีรีส์ Tales หรือเป็นคนที่ชื่นชอบสไตล์การเล่าเรื่องของการ์ตูนอนิเมะ เกม Tales of Arise ถูกสร้างมาเพื่อคนแบบคุณโดยเฉพาะ
17 Sep 2021
รีวิว The Ascent บู๊แหลกแหกนรกในโลก Cyberpunk
สำหรับคนที่กำลังออกตามหาเกมที่มีธีมแบบ Cyberpunk หรือเกมที่มีธีมแบบโลกอนาคตที่ไม่ได้แฟนตาซีมากจนโอเวอร์เกินไป เพราะยังมีความเสื่อมโทรมของโลกที่พัฒนาไปข้างหน้าเพียงแค่เทคโนโลยี สำหรับคนที่กำลังตามหาเกมแนวบู๊ล้างผลาญแหลกลาญเดินหน้ายิงถล่มศัตรูผู้ขวางทางเดินให้หมดสิ้นไป ผู้เขียนก็ขอแนะนำเกมนี้เลย เพราะเกมนี้เป็นที่มัดรวมสิ่งที่คุณตามหาทั้งสองอย่างเอาไว้ที่เกมนี้แล้ว ซึ่งหลายคนก็อาจจะไม่ค่อยได้เห็นเกมนี้มากนัก เพราะว่าเป็นเกมที่พึ่งปล่อยออกมาจำหน่ายลง Steam เมื่อ 30 ก.ค. ในปีนี้เอง จะเป็นอย่างไรก็ไปลองดูกันได้เลยยย!Graphic & Sound / PresentationThe Ascent เป็นเกมแนว Action Shooting RPG ที่มีมุมมองการเล่นแบบมองตัวละครจากด้านบน โดยที่มีจุดเด่นอยู่ที่การนำเสนอโลกของเกมในรูปแบบของโลก Cyberpunk ที่เกมนี้ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพกราฟิกที่สวยงามมาพร้อมกับความล้ำยุคล้ำสมัย ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันจากเกมในแนวเดียวกัน ถ้าการ์ดจอของคุณสามารถรองรับเกมสุดโหดได้ เกมนี้คือเกมที่ใช้เทคโนโลยีแสงเงา Ray Tracing ได้ดีมากๆเกมนึงเลย ประกอบกับการออกแบบงานศิลป์ที่ดูเท่เหมือนกับเราได้นั่งดูหนัง Sci-Fi ในยุคเก่าๆยังไงอย่างงั้น ในส่วนขององค์ประกอบฉากที่มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เมื่อมาอยู่ในมุมมองแบบ 2.5D แล้วกลับไม่ได้ดูรกเละเทะ แต่กลับดูสวยงามไปซะอย่างงั้น และที่สำคัญอีกอย่างก็คือเสียงเอฟเฟกต่างๆ อย่างเสียงปืนที่ดังลั่นทุ่งในจังหวะต่อสู้ พ่วงมากับเพลงประกอบสุดมันส์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้หลั่งอะดรีนาลีนไปพร้อมกับตัวละครที่เราเล่น และยังมีเสียงพากย์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้คุยกับคนในโลก Cyberpunk แห่งนี้จริงๆStoryในส่วนของเนื้อเรื่องในเกมนี้ก็จะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมายนัก โดยที่เราจะได้รับบทเป็นทหารรับจ้างบนดาว Veles ที่จับอาวุธมาไล่สาดกระสุนใส่ศัตรูผู้ขวางทางเดินเรา ในตอนที่เราออกไปทำภารกิจในการไล่ล่าอาวุธสุดไฮเทค และเทคโนโลยีสุดล้ำท่ามกลางความขัดแย้งที่ใหญ่หลวง เมื่อบริษัทที่ดูแลด้านความมั่นงคงทางความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ปิดตัวลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ส่งผลกับระบบการรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติล่มสลายลง จากนั้นบริษัทคู่แข่งก็ได้ใช้จังหวะนี้ในการเข้ามาควบคุมทุกอย่าง และในขณะเดียวกันองค์กรผู้ก่อการร้ายก็มีความพยายามที่จะขยายธุรกิจด้านมืดของพวกเขาให้เติบโตขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องหยุดยั้งพวกเขาเหล่านั้นไปพร้อมกับการสืบหาสาเหตุการปิดตัวอย่างกระทันหันของ The Ascent จนทำให้เกิดความวุ่นวายในครั้งนี้Gameplayสิ่งที่ทำให้เกมนี้นั้นต่างออกไปจากเกมแนว Shooting ทั่วไปก็คงจะเป็นเรื่องของการเข้ากำบังและการเล็งยิงในพื้นที่ที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าได้ อาจจะดูไม่ได้แตกต่างจากเกมอื่นแต่ถ้าประกอบกันกับมุมมองแบบมองตัวละครจากด้านบนก็จะทำให้เกมนี้ท้าทายมากขึ้น เพราะเราต้องคำนวณความสูงต่ำของพื้นที่และศัตรูเพื่อให้เราสามารถยิงศัตรูได้โดยที่ไม่ต้องแบกรับความเสียหายมากนักจริงๆแล้วเกมนี้ไม่ได้ถึงขั้นว่าเป็นเกม RPG แบบ 100% แต่ที่ต้องเรียกว่าเป็น Action Shooting RPG เพราะว่าในเกมนี้จะมีส่วนประกอบบางอย่างที่เกม RPG มีอยู่ด้วย โดยเราสามารถที่จะอัพเกรดสเตตัสตัวละครของเราได้ เช่น ค่า HP อัตราคริติคอล หรือความแม่นยำ และเรายังสามารถจับจ่ายไอเทมอย่างเกราะ อาวุธหรือสกิลพิเศษมาใช้ได้อย่างเกม RPG อีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่กล่าวมาก็ไม่ได้มีผลกับการเล่นของเรามากนัก เพราะในตอนแรกๆเราก็ยังไม่ได้มีเลเวลเยอะพอที่จะซื้อของดีๆมาใช้สักเท่าไหร่และสำหรับคนที่อยากเล่นแบบชิลๆไม่ได้อยากเจอกับความท้าทายที่มากจนเกินไปก็สามารถออกไปฟาร์มเพื่อเพิ่มเลเวลของตัวละครให้มากกว่าเลเวลของเควสต์ก็ได้ เพราะยิ่งเราอัพเลเวลไปเรื่อยๆเราก็จะมีค่าสเตตัสที่มากขึ้นและปลดล็อกไอเทมกับอาวุธให้มีได้เลือกสรรมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นการอัพเลเวลก็จะทำให้เราสามารถเลือกสกิลและสายการเล่นตามสไตล์ของเราเองได้ด้วย เช่น จะเล่นเป็นสายสไนเปอร์คอยยิงซัพพอร์ตจากระยะไกลก็ได้ หรือจะเล่นเป็นแนวบู๊ๆเอาลูกซองไปบุกทะลวงแนวรับของศัตรูก็ได้เกมนี้ยังมีระบบ Co-op ที่สามารถเล่นพร้อมกันได้มากสุดถึง 4 คน ถ้าหากว่าเราเล่นคนเดียวเราก็จะได้เห็นสายการเล่นของเราเพียงแค่คนเดียว แต่ถ้าเราเล่นกับเพื่อนเราสามารถแบ่งหน้าที่กับเพื่อนว่าใครจะเล่นสายไหนก็ได้เพื่อให้ทีมของเราแข็งแกร่งที่สุด ทำให้เราสามารถเล่นเกมนี้ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปและเพิ่มความสนุกให้มากขึ้นได้อีกด้วยบั๊กต่างๆและข้อเสียของเกมถ้าคุณอ่านตั้งแต่แรกจนมาถึงตรงนี้ ก็คงจะมีความรู้สึกว่าเป็นเกมที่น่าเล่นและน่าสนใจเกมนึงเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเกมนี้ก็ยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเกมที่ติดอันดับเกมในดวงใจของผู้เขียนได้ ถ้าให้ยกตัวอย่างก็คงจะเป็นเรื่องบั๊กต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนเล่นเกมนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องเฟรมเรตของเกมที่อยู่ๆก็ตกเอาดื้อๆ และยังมีบั๊กที่ทำให้ต้องหัวร้อนอย่างบั๊กเป้าหมายภารกิจที่อยู่ๆก็ไม่โผล่ออกมา ทำให้เราผ่านไปภากิจต่อไปไม่ได้แบบงงๆ หรือบางทีก็จะมีเกมเด้งปิดเองบ้างแต่ก็โลคดีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักอีกเรื่องนึงที่เป็นข้อเสียสหรับผู้เขียนก็คงจะเป็นเนื้อเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย รวมถึงบทสนทนาของตัวละครก็ใช้คำศัพท์แบบแปลกๆ อ่านซับไปก็งงไปจนทำให้จับใจความไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ทำให้ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆก็ทำให้ผู้เขียนไม่ได้สนใจเนื้อเรื่องไปแบบไม่รู้ตัวตัว แค่ทำภารกิจเดินยิงไปเรื่อยๆจนผ่านเกม นอกจากนี้เควสต์หลักและเควสต์รองก็ไม่ได้หลากหลาย มีแค่ไปฆ่าคนนั้น ไปกู้คืนไอเทมอันนี้ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้น่าสนใจสักเท่าไหร่ ความรู้สึกเป็นอีกเกมที่สนุกและมันส์มากสำหรับคนรักเกมแนว Action Shooting RPG เพราะเราจะได้รับประสบการณ์การบู๊ล้างผลาญและได้เห็นการพัฒนาของตัวละครของเราตลอดการเล่น ประกอบกับภาพที่สวย เสียงและดนตรีประกอบสุดมันส์ ก็ทำให้เกมนี้เป็นเกมที่ดีเกมนึงเหมือนกัน แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่ได้ดีถึงขั้นเป็นเกมในดวงใจ เพราะยังมีจุดอ่อนเล็กๆอย่างบั๊กและเนื้อเรื่องที่แบนไม่ได้น่าจดจำอะไรโดยสามารถหาซื้อมาเล่นได้ทางแพลตฟอร์ม PC on Steam และแพลตฟอร์ม Console on XBOX Link to Steam: https://store.steampowered.com/app/979690/The_Ascent/
31 Aug 2021
รีวิวภาพยนตร์ Witcher: Nightmare of the Wolf 'เพราะมีปีศาจตัวต่อไปเสมอ...' (ไม่มีสปอย)
หากจะพูดถึงความสำเร็จของวงการวิดีโอเกมในการแย่งชิงพื้นที่ความสนใจของผู้บริโภคกระแสหลักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ตัวแปรที่สำคัญมากๆ อย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้นความสำเร็จของแฟรนไชส์ The Witcher โดยเฉพาะเกมภาค 3 ที่ผลักดันให้ชื่อของตัวเอกอย่าง Geralt กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง และยังผลักดันให้ Netflix หยิบแฟรนไชส์นี้มาปลุกปั้นเป็นซ๊รีส์ยอดนิยมอีก ซึ่งก็ทำให้แฟรนไชส์ยิ่งแพร่หลายออกไปสู่ผู้คนมากยิ่งขึ้นนอกจากซีรีส์ Live-action ที่นำแสดงโดย Henry Cavill นั้น ทาง Netflix ยังได้ประกาศว่ากำลังสร้างผลงานจากแฟรนไชส์ The Witcher ขึ้นมาเพิ่มอีกหลายชิ้น โดยชิ้นแรกที่ได้เผยแพร่ออกมาให้เหล่าแฟนๆ ได้ชมกันก็คือภาพยนตร์อนิเมชั่น The Witcher: Nightmare of the Wolf ที่เพิ่งออกอากาศทาง Netflix ไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะพาผู้เล่นย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนของตัวละคร Vesemir ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์และพ่อบุญธรรมของตัวเอก Geralt นั่นเองจากที่ได้รับชมภาพยนตร์มาแล้ว แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดของ Netflix แต่ The Witcher: Nightmare of the Wolf ก็ยังถือเป็นผลงานที่น่าสนใจสำหรับแฟนๆ ของแฟรนไชส์ The Witcher ด้วยฉากต่อสู้อันร้าวใจไปจนถึงธีม “ศิลธรรมสีเทา” ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักแฟรนไชส์ The Witcher แต่แรกด้วย และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแนะนำให้คนที่ไม่รู้จัก The Witcher สามารถทำความเข้าใจโลกอันซับซ้อนของแฟไชส์นี้เรื่องราวหลักของ The Witcher: Nightmare of the Wolf จะติดตามการเดินทางของตัวละคร Vesemir ในสมัยที่เขายังหนุ่ม ผู้ซึ่งต้องรับมือกับทั้งเหล่าปีศาจร้ายและความเกลียดชังของเหล่ามนุษย์ธรรมดาที่มองเหล่า Witcher เป็นเพียงปีศาจกลายพันธุ์กระหายเลือด โดยเนื้อเรื่องหลักจะเล่าเหตุการณ์เมื่อเขาถูกจ้างวานให้ออกล่าปีศาจปริศนาที่คอยเข่นฆ่าผู้คนในป่าใกล้ๆ เมือง Kaedwen สลับกับฉากย้อนเวลาให้ผู้เล่นได้เห็นชีวิตของ Vesemir วัยเด็ก เพื่อสำรวจกระบวนการฝึกฝนอันหฤโหดให้เด็กมนุษย์ธรรมดากลายเป็น Witcher อีกด้วยหากให้พูดในภาพรวมแล้ว ต้องยอมรับว่าเส้นเรื่องหลักของ The Witcher: Nightmare of the Wolf อาจจะไม่ใช่จุดที่ประทับใจผู้เขียนที่สุด อาจจะด้วยประสบการณ์ที่มีกับธีมของ The Witcher อยู่แล้วด้วยทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์หักมุมใหญ่ๆ หลายครั้งมีความ “เดาได้” อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่ข้อตำหนิว่าเนื้อเรื่องของภาพยนตร์นั้นไม่ดีหรือแย่อะไร และเนื้อเรื่องก็ยังคงเล่นกับแนวคิดเรื่อง “ศิลธรรมสีเทา” อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเกมได้เป็นอย่างดี หากแต่ว่าภาพยนตร์อาจจะใช้เวลาไปกับการปูเส้นเรื่องและตัวละครเสริมมากมายเกินไป จนบ่อยครั้งจำเป็นต้องรวบรัดเล่าเหตุการณ์สำคัญตรงๆ ให้สามารถจบได้ในเวลาราว 80 นาทีของหนัง ทำให้ไม่สามารถค่อยๆ คลายปมที่ปูไว้ได้อย่างแยบยลได้เท่าที่ควรส่วนที่ทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจจริงๆ สำหรับผู้เขียนคือเส้นเรื่องรองทั้งหลาย ที่มักจะสำรวจแง่มุมต่างๆ ของโลก The Witcher ที่เราอาจจะไม่เคยได้เห็นมาก่อน เช่นการติดตามตัวละคร Vesemir วัยเด็กเพื่อสำรวจเหตุผลและวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เด็กมนุษย์คนหนึ่งได้กลายมาเป็น Witcher รวมไปถึงกระบวนการฝึกฝนอันโหดเหี้ยมที่รู้จักกันในนาม “Trial of the Grasses” ซึ่งคนเล่นเกมอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้วมันน่าตาเป็นอย่างไรยิ่งไปกว่านั้น ตัวละคร Vesemir เองก็เป็นตัวละครที่ผู้เล่นเกม The Witcher (โดยเฉพาะภาค 3) น่าจะมีความผูกพันอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งภาพยนตร์ก็ทำหน้าที่ในการเติมเต็มช่องว่างเกี่ยวกับอดีตของ Vesemir ได้เป็นอย่างดี ให้เราได้เห็นแง่มุมอันหลากหลายของตัวละครที่จะเติบโตไปเป็นเจ้าสำนักหมาป่าแห่ง Kaer Morhen ที่เรารู้จัก ซึ่งในฐานะคนที่ติดตามแฟรนไชส์นี้จากเกมเป็นหลักอย่างเราๆ บริบทที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ยังสามารถย้อนกลับไปเพิ่มมิติให้กับการกระทำหรือคำพูดหลายๆ อย่างของเขาในเกมได้อีกทีได้ด้วย ทำให้เหตุการณ์หลายอย่างมี “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในส่วนของฉากแอคชั่นในภาพยนตร์ Winter of the Wolf แม้จะทำออกมาได้ดุเดือดเลือดสาดตามมาตรฐาร อนิเมชั่นของ Netflix (เช่น Castlevania หรือ DOTA: Dragon’s Blood) และนำเสนอสไตล์การต่อสู้ที่ผสมผสานเวทย์มนนตร์และเพลงดาบของเหล่า Witcher ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งน่าจะถูกใจคออนิเมะเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ที่ค่อนข้างติดดินของทั้งซีรีส์ Live-action และเกมเช่นกันกล่าวโดยสรุป ภาพยนตร์ The Witcher: Winter of the Wolf เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อแนะนำให้คนได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของเหล่านักล่าปีศาจกลายพันธ์เหล่านี้ และยังนำเสนอองค์ประกอบตื้นลึกหนาบางหลายๆ อย่างเกี่ยวกับโลกของ The Witcher ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มมิติให้กับตัวละคร Vesemir ที่เราไม่ได้เห็นในเกม ซึ่งก็ช่วยเสริมมิติให้กับตัวละครทีเรารู้จักกันมานาน ถือเป็นผลงานสนุกๆ ที่น่าติดตามทั้งสำหรับแฟนๆ ของจักรวาล The Witcher ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า
25 Aug 2021
[Review] 12 Minutes "ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด"
ย้อนกลับไปในช่วงงาน E3 ปี 2019 หรือประมาณ 2 ปีก่อน ทีมพัฒนาน้องใหม่จากซานฟรานซิสโกอย่าง Luís António ก็ได้ทำการปล่อยวิดีโอตัวอย่างสั้นๆ ความยาวประมาณสองนาทีกว่า เพื่อเป็นการประกาศให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงการมาเยือนของโปรเจกต์ “12 Minutes” ที่พวกเขากำลังพัฒนากันอยู่ ภายใต้คอนเซปต์ที่เรามักจะได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในหนังสือการ์ตูนหรือตามภาพยนตร์หลายเรื่องว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากตัวคุณติดอยู่ในลูปเวลา ที่วนซํ้าไปมาราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุดลง แล้วจะต้องทำเช่นไรเพื่อจบเหตุการณ์เหล่านี้ลงให้ได้เสียที…?”แน่นอนว่าการเปิดตัวในครั้งนั้นก็ได้สร้างกระแสฮือฮาขึ้นมาในหมู่เกมเมอร์จำนวนไม่น้อย พร้อมแพร่สะพัดความตื่นเต้นในการรอคอย ต่อการมาถึงของตัวเกมออกไปอย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดหลังจากผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างยาวนาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ 12 Minutes ก็ได้ทำการวางขายพร้อมเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ PC, Xbox One, และ Xbox Series X/S ในที่สุดแล้วตัวเกมจะคุ้มค่ากับการรอคอยมาตลอด 2 ปีหรือไม่...เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันภายใน รีวิว 12 Minutes “ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด” กันเลยค่ะ12 Minutes เป็นเกมผจญภัย แนว Point-and-Click หรือเกมประเภทที่ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครได้ ผ่านการใช้เคอร์เซอร์ชี้แล้วกดเม้าส์ตรงตำแหน่งพื้นที่ที่ต้องการเดินไปหา หรือมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับไอเทมนั้นๆ มุมมองจากด้านบน ผลงานการสร้างของทีมพัฒนาอินดี้น้องใหม่อย่าง Luís António ที่ทางทีมงานได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจาก ผู้กำกับขั้นปรมาจารย์ของหนังแนวจิตวิทยาระทึกขวัญ อย่าง Alfred Hitchcock (เจ้าของผลงานชั้นครูอย่าง Psycho จากปี 1960), Stanley Kubrick (ผู้กำกับหนังเรื่อง Lolita จากปี 1962) และ David Fincher (ผู้กำกับหนังเรื่อง Gone Girl จากปี 2014)โดยเนื้อเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านตัวละครสามี (Husband) ที่เราผู้เล่นจะได้เป็นคนควบคุม ซึ่งเพิ่งกลับอพาร์ทเม้นมาหลังเลิกงาน และพบว่าภรรยา (Wife) ได้เตรียมของหวานเอาไว้คอยท่า เนื่องในโอกาสพิเศษที่เธอต้องการจะบอกเขาว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของพวกเขาอยู่ ในช่วงเวลาที่แสนวิเศษนั้นทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ...ก่อนที่มันจะสิ้นสุดลง เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตำรวจบุกเข้ามา และจับพวกเขามัดเอาไว้ อ้างถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ภรรยาของเขาได้ทำลงไปเมื่อ 8 ปีก่อน ข่มขู่ถามหานาฬิกาพก ก่อนลงเอยด้วยการที่ตัวเราถูกทำร้ายอย่างรุนแรงหากแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ตัวสามีได้สิ้นสติลง เขาก็จะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ณ หน้าประตูห้อง...ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะเริ่มต้นวนซำ้ลูปเดิมอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง ตัวสามีหรือก็คือเราผู้เล่นจะต้องหาทางทำบางอย่าง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อ 8 ปีก่อน นาฬิกาพกที่ชายแปลกหน้าต้องการมีอยู่จริงไหม...ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดลูปเวลานี้ลงได้เสียทีโดยเราจะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละลูปเวลา และความทรงจำจากลูปก่อนๆ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสามารถคิดหาแนวทางที่จะสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดออกมาได้เรียกได้ว่าการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านการปล่อยให้ผู้เล่นได้ค่อยๆ ค้นหาเงื่อนงำและพยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนของข้อมูลที่หามาได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อเรื่องที่หากเล่าแบบตรงๆ ก็อาจจะไม่โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ดูน่าติดตามและน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบเกม นวนิยายหรือภาพยนตร์แนวสืบสวนและจิตวิทยาอยู่ไม่น้อย มิหนำซำ้ในช่วงท้ายในจุดที่ตัวละครของเราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวเกมก็ยังได้ทำการอธิบาย และทำการเฉลยส่วนสำคัญออกมาอย่างชัดเจน ทำให้สำหรับคนที่อาจจะยังตามไม่ทันหรือไม่มั่นใจ สามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันในแต่ละฉากจบก็ยังทิ้งสัญลักษณ์หลายๆ อย่างเอาไว้ให้เราได้สามารถนำไปตีความต่อยอดได้อีกด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบการนำเสนอและเนื้อเรื่องที่บีบคั้นจิตใจของ 12 Minutes เป็นส่วนที่ได้รับการใส่ใจ และนำเสนอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียวในขณะที่เกมเพลย์นั้นเป็นส่วนที่เรียบง่าย และไม่ซับซ้อนอะไรตามสไตล์เกม Point-and-Click ทั่วๆ ไป ที่เราลากเม้าส์เลือกไปยังวัตถุที่ต้องการจะทำปฏิสัมพันธ์บางอย่างด้วย และทำการคลิ๊ก-ลากเพื่อให้เกิด แอคชันบางอย่างขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจเลยก็คือ มุมมองของภาพจากด้านบนที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของฉากได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเคลื่อนกล้องไป-มาให้ปวดหัว และความกดดันที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดที่ว่า ทุกการกระทำของเรานั้นจำเป็นจะต้องแข่งกับเวลาอยู่เสมอ แม้ว่าในตอนที่เราเลือกหยิบไอเทมออกมาใช้ จะเป็นช่วงที่ทำการหยุดเวลาเอาไว้ให้ก็ตาม ในตอนนั้นตัวเกมก็จะทำการใส่ดนตรีประกอบที่เป็นเสียงเข็มนาฬิกาเข้ามา เพื่อเร่งผู้เล่นกลายๆ ให้ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจหาทางไปต่อด้วยเช่นกันนอกจากนั้นแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่มีอะไรยาก ก็ไม่ได้หมายความว่า 12 Minutes จะปล่อยให้คุณเดินทางไปจนถึงฉากจบได้อย่างง่ายดาย เพราะคุณจะต้องพยายามคิดหาทางที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละลูปเวลา ค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้คุณได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาใช้ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน และหาทางไปต่อได้ในที่สุด ซึ่งเราก็ต้องขอบอกเลยว่าภายใต้เวลาจำกัดที่เรามีนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะหาทางสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้...ดังนั้นคุณจะไม่มีทางจบเกมนี้ลงได้ใน 12 นาที ตามชื่อเกมอย่างแน่นอนค่ะแต่ถึงจะทำความเข้าใจได้ง่ายมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเกมเพลย์จะไม่มีปัญหาเลยเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่กำลังเร่งรีบและตั้งใจจะทำแอคชันต่างๆ ให้ทันตามที่วางแผนไว้ หากว่าเรารีบกดสั่งให้ตัวละครทำกิจกรรมอะไรบางอย่างซ้อนๆ กันถี่เกินไป ในขณะที่ตัวละครยังทำกิจกรรมดังกล่าวไม่เสร็จ ก็จะกลายเป็นว่ากิจกรรมนั้นโดนยกเลิกไป แล้วเราก็ต้องมาเสียเวลากดใหม่แทน (ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เขียนก็เคยเปิด-ปิดตู้เย็นอยู่หลายรอบมากทีเดียว กว่าจะหยิบขนมหวานออกมาได้) หรือบางครั้งหากอีเวนต์กำลังจะเกิดขึ้น ในจังหวะพอดีกับที่เราสั่งให้ตัวละครไปทำกิจกรรมบางอย่างเข้า ก็อาจจะทำให้เกิดบัค ที่อีเวนต์ไม่เดินหน้าต่อก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ เพราะบัคตรงจุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และเราก็สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเข้าไปคุยกับตัวละครสักตัวเท่านั้นนอกจากนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเกมเพลย์แนวนี้เลยก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องอาศัยไหวพริบ ต้องคิด วิเคราะห์ วางแผนการที่จะทำต่อไปอย่างละเอียด และจะต้องอดทนต่อความเหนื่อยหน่าย จากการวนลูปซำ้ไปซำ้มาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปได้...ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนถอดใจและเลิกเล่นไประหว่างทางก็เป็นได้ในขณะที่ส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เราอินไปกับอารมณ์ ความรู้สึกและบรรยากาศของเกมได้อย่างลึกซึ้งเลยก็คือ เสียงพากย์ของตัวละคร ซึ่งทางผู้พัฒนาเกมนั้น ก็ได้ทำการแคสนักแสดงมากความสามารถอย่าง James McAvoy (ผู้รับบท Professor X จาก X-Men: First Class) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครสามี (Husband), Daisy Ridley (ผู้รับบท Rey จาก Star Wars: The Last Jedi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครภรรยา (Wife) และ Willem Dafoe (ผู้รับบท Green Goblin จาก Spider-Man ฉบับ Sam Raimi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครคุณพ่อ (Father) อีกด้วยซึ่งเราก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เสียงของพวกเขานั้นได้สร้างชีวิตชีวาให้กับตัวละครดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นดนตรีประกอบที่เล่นคลออยู่ตลอดทั้งเกม ก็ยังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในช่วงลูปเวลาแสนสุขดนตรีประกอบก็สามารถสร้างบรรยากาศ ที่ทำให้ทุกอย่างอบอุ่นหัวใจได้จนถึงขีดสุด ไปจนถึงช่วงเวลาที่เนื้อเรื่องบีบคั้นหัวใจที่สุด ดนตรีประกอบในตอนนั้นก็ทำให้เราอิน และเจ็บปวดไปกับเรื่องราวอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งในตอนที่เล่นจนจบเกมไปแล้ว ความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจจนยาก ที่จะลบเลือนไปได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียวสรุปแล้วมุมมองของเราที่มีต่อ 12 Minutes หลังจากที่ได้ทำการเคลียด์เกมจนครบทุกฉากจบแล้วก็คือ ความประทับใจค่ะ...แม้ว่าระหว่างการเล่นจะที่ช่วงติดขัดที่ทำให้แอบปวดหัว และหงุดหงิดที่หาทางไปต่อไม่ได้เสียทีอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อสามารถข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ จนกระทั่งก้าวมาถึงจุดที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเฉลยออกมาแล้วนั้นเอง เราก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยทีเดียวว่า เนื้อเรื่องรวมถึงฉากจบที่เราจะต้องเผชิญนั้น เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจของเรามากเหลือเกินจริงๆดังนั้นแล้วการรอคอยมาตลอด 2 ปีนี้ สำหรับเราแล้วก็เรียกได้ว่า มันเป็นการรอคอยที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างที่เราเองก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของ 12 Minutes นี้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง...แล้วอย่าลืมกลับมากระซิบบอกกันบ้างนะคะว่า คุณคิดยังไงกับเกมนี้บ้างนะ?
25 Aug 2021
[Review] Ghost of Tsushima: Director's Cut 'เกมที่ภาพสวยที่สุดบน PlayStation 5'
แม้ว่าจะวางจำหน่ายมาได้ซักพักใหญ่ๆ แล้วในขณะนี้ แต่เครื่องคอนโซลลูกรักของ Sony อย่างเครื่อง PlayStation 5 ก็ยังไม่ค่อยจะมีเกม Exclusive ระดับเรือธงออกมาให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกร๊าดกันเท่าไหร่ จากการที่ผู้พัฒนาใหญ่ๆ แทบทุกค่ายจำเป็นต้องเลื่อนวันวางจำหน่ายเกมเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 สิ่งที่เข้ามาแทนที่เกมใหม่ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จในปัจจุบัน คือเกมเก่าที่นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากขุมกำลังที่เพิ่มขึ้นของคอนโซลใหม่ โดยเกมเก่าเล่าใหม่เกมล่าสุดที่กำลังจะวางจำหน่ายก็คือเกม Ghost of Tsushima: Director’s Cut เกมแอคชั่นผจญภัยที่ได้ชื่อเป็นหนึ่งในเกม Exclusive ที่ดีที่สุดของเครื่อง PlayStation 4 (อ่านรีวิวของเรา) ซึ่งกลับมาพร้อมกับข้อปรับปรุงทั้งในแง่ของความคมชัดระดับ 4K, 60FPS การปรับปรุงการขยับปากของตัวละครเพื่อให้เข้ากับเสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น การเพิ่มการสนับสนุนลูกเล่นประจำเครื่อง PlayStation 5 อย่าง DualSense และ 3D Audio และที่สำคัญที่สุดคือเนื้อเรื่องบทใหม่ที่จะพาผู้เล่นไปต่อสู้กับเหล่าผู้รุกรานชาวมองโกลบนเกาะ Iki Island (เกาะอิกิ) นั่นเอง!สำหรับทีมงาน GameFever ได้รับโอกาสในการเล่นเกม Ghost of Tsushima: Director’s Cut ล่วงหน้ามาแล้ว (ขอบคุณ Sony Interactive Entertainment Singapore สำหรับโค้ดเกม) ซึ่งอย่างที่หลายคนน่าจะคาดเดาไว้แล้วนั้น เกมเวอร์ชั่น Director’s Cut ถือเป็นการปรับปรุงเกมที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วเกมหนึ่งให้สุดยอดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในด้านกราฟิกที่สวยงามสมจริงขึ้นกว่าที่เคยและเนื้อเรื่องบทใหม่ที่ช่วยเสริมมิติให้กับตัวเอก Jin Sakai ได้อีกขั้น และทำให้เนื้อเรื่องหลักของเกมสมบูรณ์ขึ้นอีกด้วย***รีวิวฉบับนี้จะไม่พูดถึงระบบออนไลน์ Coop ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาพร้อมกัน เนื่องจากยังไม่เปิดให้ทดลอง***เนื้อเรื่องของส่วนเสริม Iki Island จะติดตามการเดินทางของ Jin หลังจากที่เขาได้รับเบาะแสว่ามีเผ่ามองโกลอีกเผ่าหนึ่งกำลังเตรียมจะบุกเกาะ Tsushima แถมมองโกลเผ่านี้ยังใช้ยาพิษประหลาดในการต่อสู้ ทำให้คนที่ได้รับพิษเข้าไปเกิดอาการจิตหลอน Jin จึงตัดสินใจตามรอยเผ่ามองโกลใหม่นี้ไปยังเกาะ Iki Island (ที่อยู่ข้างๆ เกาะ Tsushima) เพื่อสกัดการรุกรานของพวกมันด้วยการกำจัดผู้นำของเผ่ามองโกลเสียก่อนเอาเข้าจริงๆ แล้ว การต่อสู้กับเผ่ามองโกลในเนื้อเรื่องเสริมของเกาะ Iki Island นั้นไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อะไรเป็นพิเศษนักเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ในเนื้อเรื่องหลัก ความน่าสนใจของเนื้อเรื่องนี้คือการนำเสนอปมในใจของตัวละคร Jin ที่มีต่อพ่อของเขา ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงผ่านๆ บ่อยครั้งในเนื้อเรื่องหลักแต่ไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างจริงจังเท่าไหร่นัก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถเสริมธีมหรือแนวคิดของเนื้อเรื่องหลักได้อย่างเหมาะเจาะ ส่งผลให้การเดินทางโดยรวมของตัวเอกรู้สึกมีความหมายเพิ่มขึ้นมามากกว่าในเกมหลักอย่างรู้สึกได้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเคยติเอาไว้เล็กน้อยในรีวิวเกมดั้งเดิม แต่ก็ได้รับการแก้ไขอย่างงดงามในส่วนเสริมนี้ หากจะต้องติเนื้อเรื่องของส่วนเสริม คงมีแค่ว่าตัวละครเสริมทั้งหลายที่เพิ่มเข้ามาดูจะมีหน้าที่ในการเล่าเนื้อเรื่องของส่วนเสริมเพียงเท่านั้น มากกว่าจะมีเรื่องราวลึกซึ้งของตัวเองเหมือนกับตัวละครเสริมในเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งเป็นจุดเด่นหนึ่งของเกมดั้งเดิมเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แค่น่าเสียดายว่าเราจะไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับภูมิหลังของตัวละครเหล่านี้มากกว่าที่ได้รับอีกเรื่องที่ไม่ชมไม่ได้เลยคือเรื่องของกราฟิกและการออกแบบสภาพแวดล้อมของเกาะ ที่ทำออกมาได้สวยงามกว่าฉากต่างๆ ในเนื้อเรื่องหลักเสียอีก สวยจนไม่ว่าจะหันกล้องไปทางไหนก็อยากจะเก็บสกรีนช๊อตเอาไว้หมดเลย เผลอๆ อาจจะเป็นเกมที่ภาพสวยที่สุดที่หาเล่นได้บนเครื่อง PS5 ในตอนนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ทำให้การเดินทางไปมาบนเกาะ Iki ไม่น่าเบื่อเลยซักนิด แถมระบบเสียงที่ปรับปรุงขึ้นของ PlayStation 5 ยังทำให้โลกของเกมรู้สึกมีชีวิตขึ้นมาก ผู้เล่นสามารถได้ยินเสียงนก เสียงลม เสียงน้ำตก แยกออกจากกันอย่างชัดเจนจากระบบ 3D Audio ส่งผลให้รู้สึกเหมือนเสียงมาจากรอบตัว ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมทั้งหมดรู้สึกมีมนต์ขลังมากขึ้นไปอีกในฝั่งของเกมเพลย์ แม้จะยังยอดเยี่ยมไม่ต่างจากเกมดั้งเดิม แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดที่ปรับปรุงขึ้นน้อยที่สุดแล้วก็ได้ แม้ว่าจะมีกิจกรรมเสริมเล็กๆ ให้ทำเพิ่มขึ้นบ้างเช่นกันเป่าขลุ่ยให้น้องแมวฟัง หรือการแข่งยิงธนู แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าน่าสนใจกว่าที่เคยเห็นในเกมหลักมาแล้ว และแม้จะมีศัตรูชนิดใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเล็กน้อยเช่นเหล่า Shaman ที่จะคอยเพิ่มพลังให้ศัตรูในบริเวณรอบตัว แต่โดยรวมแล้วก็ยังง่ายกว่าศัตรูในเนื้อเรื่องหลักองค์ 3 หรือศัตรูชนิดแปลกๆ ที่พบได้ในโหมดออนไลน์ พูดง่ายๆ ว่าคนที่เล่นเกมหลักจบมาแล้วอาจจะรู้สึกว่าศัตรูบนเกาะ Iki ออกจะอ่อนไปซักหน่อยเมื่อเทียบกับศัตรูบนเกาะ Tsushimaถ้าวัดจากเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาเพียวๆ ก็คงต้องยอมรับว่าส่วนเสริม Iki Island นี้น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นแฟนเกม แต่สิ่งเดียวที่อาจจะทำให้ส่วนเสริมเข้าถึงยากซะหน่อยคงจะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง โดยผู้ที่จะซื้อส่วนเสริมมาเล่นใน PS4 จะต้องจ่ายเงิน $19.99 (ราว 600-700 บาท) ส่วนผู้ที่มีเกมเวอร์ชั่น PS4 อยู่แล้วและอยากเล่นบน PS5 พร้อมข้อปรับปรุงเรื่องกราฟิก จะต้องจ่าย $29.99 (ราว 900-1000 บาท) เพื่อเนื้อเรื่องเสริมที่มีความยาวประมาณ 5-10 ชั่วโมง (สำหรับคนที่เก็บทุกอย่างจริงๆ) ซึ่งจะคุ้มค่าแค่ไหนคงขึ้นอยู่กับว่าคุณรักเกมนี้แค่ไหนเช่นกัน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เคยเล่นเกม Ghost of Tsushima มาก่อน เกมเวอร์ชั่น Director’s Cut นี้ก็เป็นวิธีสัมผัสหนึ่งในเกมที่น่าจดจำที่สุดของเครื่อง PlayStation 4 ในรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดเช่นกัน 
19 Aug 2021
พรีวิว Diablo II: Resurrected กลับมาอีกครั้งกับเกมในตำนาน ด้วยกราฟิกทันสมัย
เมื่อช่วงต้นปีทาง Blizzard Entertainment ก็ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการ Remastered เกมในตำนานอย่าง Diablo II โดยใช้ชื่อว่า Diablo II: Resurrected ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกราฟิกของเกมยกชุด รวมถึงยังทำการเพิ่มระบบใหม่ๆ เข้าไปอีกด้วย ซึ่งล่าสุดทางผู้พัฒนาก็ได้ทำการเปิดทดสอบช่วง Early Beta Access ที่จะปล่อยให้เราได้เข้าไปทดลองเล่นตัวเกมจำนวน 2 บทแรกของเกม โดยเรา GameFever TH ได้ทำการไปทดลองเล่นมาเรียบร้อยและจะมาพรีวิวเกมนี้คร่าวๆ ว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจบ้างส่วนตัวอาจจะไม่ได้ขอลงเรื่องรายละเอียดเกมเพลย์ของเกมเสียเท่าไรนัก เพราะถ้าหากใครที่เคยเล่นเกม Diablo II มาก่อน ระบบเกมเพลย์หรือเนื้อเรื่องก็จะเหมือนกันเกือบทั้งหมดนั่นคือการเดินเปิดแผนที่ผจญภัยพร้อมกับทำเควสที่ได้รับมาไปด้วย เพียงแต่ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาจะรวมคอนเทนต์ทั้งหมดทั้งภาคหลัก และภาคเสริมอย่าง Lord of Destruction เอาไว้ ส่วนในช่วงการทดสอบนี้ทางผู้พัฒนาเปิดให้เล่นเพียงแค่ 5 คลาสเท่านั้น (เปิดให้เล่นทั้งหมดยกเว้น Assassin และ Necromancer) ซึ่งการเล่นแต่ละบทจะใช้เวลาราวๆ 4-5 ชั่วโมงต่อหนึ่งบท รวมถึงในภาคนี้ระบบใหม่ที่ถูกนำใส่เข้ามาก็คือระบบ Stash คลังเก็บของรวมที่เราสามารถโอนถ่ายของต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะในภาคเก่าๆ ระบบคลังของแต่ละตัวละครจะไม่เชื่อมกัน ทำให้เราจะต้องทำการทิ้งของและให้อีกตัวมาเก็บ หรือถ้าเล่นร้านเกมก็ต้องใช้ระบบ Lan ฝากเพื่อนไว้ แต่สำหรับในภาคนี้เราสามารถฝากของได้ตลอดเวลากราฟิกสุดสวยงาม แต่ก็ปรับไปเล่นแบบเก่าได้ตลอดเวลาแต่ส่วนที่ต้องพูดเยอะหน่อยก็คงจะเป็นในเรื่องของกราฟิกที่ถือว่าทางผู้พัฒนาไม่ได้มาเล่นๆ เลย เพราะตัวเกมทำการยกเครื่องกราฟิกใหม่เกือบทั้งหมด ปกติถ้าขึ้นชื่อว่าแค่ Remastered ผู้พัฒนามักจะใช้โมเดลเดิม แต่เพิ่มความสวยงามกับความละเอียดเท่านั้น แต่นี่ทั้งในเรื่องของการปั้นโมเดลหรือ Effect ของสกิลมีการทำใหม่ทั้งหมดให้เทียบเท่ากับความสวยประมาณ Diablo III เลยทีเดียว และสิ่งที่พิเศษไปว่านั้นก็คงจะเป็นการเอาใจแฟนเกมดั้งเดิมที่ถ้าหากคุณอยากกลับไปเล่นกราฟิกในสมัยก่อน คุณก็สามารถกดปุ่มเพื่อสลับภาพกลับไปเล่นแบบเวอร์ชัน Original ได้ทันที พร้อมปรับความละเอียดให้กลายเป็น 4:3 ซึ่งในตอนที่ผู้เขียนเล่นกดเพียงแค่ปุ่ม G ก็จะสลับกราฟิกทันทีได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องรับว่ามันเป็นอะไรที่อเมซิ่งมากๆ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบกราฟิกเก่าและใหม่ มันแทบจะเป็นคนละเกมเลยก็ว่าได้ และมันก็สามารถเอาไปใช้ได้กับทั้งโหมดเล่นคนเดียวกับโหมดเล่นหลายคนได้ โดยทั้งสองเวอร์ชันถึงแม้ระบบต่างๆ จะเหมือนกัน แต่มันก็ให้อารมณที่ต่างกันอยู่พอสมควรMultiplayerมาถึงอีกหนึ่งฟีเจอร์หลักของเกมที่ถูกใส่เพิ่มเข้ามาใน Diablo II: Resurrected ที่ในภาคนี้เราสามารถเล่นกับเพื่อนได้พร้อมกันถึง 8 คนในโหมดออนไลน์ (หรือถ้า Local เล่นได้ 16 คน) ซึ่งตัวเกมได้ใส่ระบบที่เรียกว่า Lobby โดยจะเป็นห้องที่เอาไว้ให้เราสร้าง หรือเข้าร่วมไปเล่นกับคนอื่นได้อย่างอิสระ แถมมันยังมีการบอกให้ทราบอีกด้วยว่าห้องนี้ถูกสร้างมาแล้วกี่นาที ถ้าเราเข้าห้องไปมันก็ทำให้สามารถคาดคะเนคร่าวๆ ได้ว่าคนในห้องผจญภัยไปประมาณไหนแล้ว รวมถึงน่าจะส่งผลทำให้เกมนี้มีระบบซื้อขายของจากผู้เล่นได้เช่นกัน เพราะเราสามารถโยนของให้กันได้อย่างอิสระ แต่ถึงอย่างนั้นระบบนี้ก็อาจจะต้องถูกพัฒนาให้มากขึ้นกว่านี้หน่อย เพราะเกม Diablo II: Resurrected เอาไม่มีระบบ Voice Chat ทำให้การสื่อสารต้องทำผ่าน Text เท่านั้น ซึ่งสำหรับแฟนๆ Diablo หรือแฟนเกม RPG อื่นๆ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ผู้เล่นใหม่ๆ ที่ไม่ชินการพิมพ์ก็คงจะรู้สึกติดขัดไม่น้อย รวมถึงตัวเกมเองก็ไม่ได้มีระบบติดตามเพื่อนเวลากำลังผจญภัยอยู่นอกเสียจากเพื่อนในห้องจะทำการเปิด Portal เพื่อให้เราเข้าไป ทำให้บางครั้งเวลาเข้าเกมมาก็เหมือนเดินเล่นอยู่คนเดียวทุกที แต่ถ้าเจอคนเป็นงานหน่อยก็โอเค รวมถึงการเล่นถึงแม้จะเล่นคนเดียว ตัวเกมก็จะบังคับให้เราต่อ Internet เพื่อล็อคอิน Battle.Net ตลอดเวลา ทำให้ตัวเกมจะมีปัญหาเรื่องปิง เวลาเดินวาร์ปกลับมาที่เดิม หรือปั๊มเลือดช้าบ้างบังคับด้วย Controller สะดวกกว่า เมาส์/คีย์บอร์ด อีกส่วนระบบสุดท้ายที่เราจะพูดถึงก็คือระบบการบังคับเกมด้วย Controller (เพราะว่าเกมนี้ลงเครื่อง Console ด้วย) ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าไปลองมาต้องบอกเลยว่ามันค่อนข้างทำออกมาได้ดีพอสมควร และดูเหมือนจะใช้งานง่ายกว่าเมาส์และคีย์บอร์ดด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นหน้า Interface ของ Controller จะมีช่องใส่สกิลมาให้เราเห็นทันที ต่างจากการบังคับด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจะต้องกด S เพื่อสลับสกิลเอาเอง รวมถึงระบบการล็อคเป้าที่ค่อนข้างทำได้ง่าย และตัวเกมจะทำการ Auto Loot เงินบนพื้นให้อัตโนมัติต่างจากการให้เมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจะต้องทำเองทั้งหมดความรู้สึกหลังเล่นจากที่ได้เข้าไปทดสอบเกมนี้มาราวเกือบๆ 10 ชั่วโมง ก็ต้องบอกว่าในด้านเกมเพลย์ต่างๆ ของเกมก็ยังไม่ได้แปลกใหม่อะไร มันก็อาจจะไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกว้าวมากนักในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ยังเป็นเกมเพลย์จากภาคเก่า ใครที่เคย Diablo III หรือเกมแนวนี้อื่นๆ มาก่อนก็คงเฉยๆ กับ Diablo II: Resurrected แต่ถ้าหากใครที่ไม่ได้เล่นเกมแนวนี้มานาน อยากที่จะกลับมารำลึกความหลังจากที่ไม่ได้แตะเกมนี้มาหลายสิบปี นี่มันก็เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่คุณจะได้เข้าไปลองเล่นมันอีกครั้ง กับกราฟิกที่อลังการงานสร้างมากกว่าเดิม โดยตัวเกมมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 23 กันยายน 2021 บนเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One, Xbox Series X/S และ Nintendo Switch สนนราคา 40$ ( LINK )
16 Aug 2021
แนะนำ 'LOUIS THE GAME' เกมจากแบรนด์ระดับโลก Loius Vuitton
ขอเกริ่นก่อนว่า บทความแนะนำเกมบทนี้เกิดขึ้นจากการเดินหลงในดง App Store ซึ่งจะมีเกมแนะนำทั้งเกมฮิต เกมแนวที่เจ้าของไอดีน่าจะชอบ และเกมใหม่! ในหมวดนี้เองเราก็ไปสะดุดตากับโลโก้แบรนด์ดังบน Background สีม่วง โอ้โห~ สวยงามสะดุดตามาก ก็เลยลองโหลดมาพร้อมไปหาที่มาของเจ้าแอปตัวนี้หนึ่งในแบรนด์ดังระดับโลกที่ทุกคนคุ้นหูเป็นอันดับหนึ่งต้องขอยกให้กับ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) กับความหรูหราภายใต้ตัวย่อ LV สุดคลาสสิค และในโอกาสครบรอบวันเกิด 200 ปีของผู้ก่อตั้งแบรนด์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2021 แบรนด์หลุยส์วิตตองจึงหันมาพัฒนาเกมเพื่อเป็นการฉลองโอกาสพิเศษนี้ ชื่อว่า LOUIS THE GAME ซึ่งเปิดให้บริการทั้งใน Google Play และ App Store จ้า====================================================LOUIS THE GAMEเป็นเกมแนวผจญภัยไปในโลกแห่งความฝัน โดยเราจะได้รับบทเป็น วิเวียน (Vivienne) ซึ่งเป็นมาสคอตของ หลุยส์ วิตตอง และต้องเดินทางไปตามด่านต่างๆเพื่อเก็บเทียนให้ครบ 200 เล่ม ตามอายุของ หลุยส์ วิตตอง เมื่อผ่านไปแต่ละด่าน แต่ละฉาก เราจะได้โปสการ์ดของด่านนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของคุณ หลุยส์ วิตตอง ตั้งแต่สมัยเด็กจนประสบความสำเร็จในระดับโลกในแต่ละด่านเราจะสามารถค้นพบไอเทมเครื่องประดับ ซึ่งสามารถนำมาตกแต่งตัวละครวิเวียนให้โดดเด่นได้ตามชอบ อีกทั้งตัวเกมยังมีฟีเจอร์การ 'ฝัง NFT' ให้กลายเป็นของสะสมดิจิตอลและสร้างมูลค่าผ่านการซื้อขายด้วยสกุลเงินดิจิทัลได้อีกด้วยภาพสวย เพลงรีแล็กซ์แบรนด์แฟชั่นดังขนาดนี้ ไม่ทำให้ผู้เล่นผิดหวังในภาพสวยๆแน่นอน หากเราอ่านเรื่องราวในโปสการ์ดแล้วมาดูการจัดวางองค์ประกอบของฉาก ต้องยอมรับเลยว่า 'ลงตัวสุดๆ' เพราะสอดคล้องกับเรื่องราวของเกม แถมยังไม่ยัดรายละเอียดมาเยอะจนเกินไป ในแต่ละด่านโทนสีก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเลือกมาได้เข้ากับสถานที่ในด่านนั้นมากๆ แถมยังสอดแทรกโลโก้ของแบรนด์มาไว้ในส่วนต่างๆของแผนที่ได้อย่างแนบเนียน ทำให้เราในฐานะวิเวียนเดินรอบแผนที่ได้ทั้งวันอย่างไม่มีเบื่อเลย อีกทั้งเอฟเฟคเวลาเรา interact กับสิ่งของในแผนที่ ยังสวยงามชวนฝันเหมือนกำลังอยู่ในเทพนิยายอีกต่างหากส่วนเพลงที่นำมาใช้ ก็เน้นเพลงบรรเลงสไตล์ Meditation Song พร้อมกับเสียงเอฟเฟคจากธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล เป็นต้น ซึ่งช่วยรู้สึกให้ผ่อนคลาย และเยียวยาจิตใจไปในโลกแห่งความฝันได้อย่างแท้จริงเลยล่ะการ Control น้องวิเวียนในส่วนของวิธีการพาวิเวียนออกไปผจญภัย อาจจะขัดใจเกมเมอร์หลายๆ คนสักหน่อย โดยอะนาล็อกควบคุมทิศทางการเดินจะอยู่ด้านซ้ายตามสไตล์เกมมือถือทั่วไป แต่ที่เซอร์ไพรซ์คือการปรัมมุมกล้องค่ะ โดยจะใช้อะนาล็อกทางขวามือในการหมุน ซึ่งใครมือหนัก หมุนไว รับรองว่าได้มีเวียนหัวกันแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเรา Double tap กลางหน้าจอ 2 ครั้ง มุมกล้องจะกลับมาที่ด้านหลังของวิเวียนเหมือนเดิมที่น่าปวดหัวอีกอย่างก็คือปุ่มกระโดด โดยเราต้องแบ่งสัดส่วนหน้าจอของเราให้เป็น 3 ส่วน และหากต้องการกระโดดให้แตะที่โซนขวามือเท่านั้น ถ้าล้ำมากลางจอหน่อยวิเวียนจะไม่ได้รับคำสั่งกระโดดส่วนระหว่างการหาเทียน ถ้ามองในแผนที่แล้วไม่เจอ สามารถเลื่อนขึ้นเพื่อให้ให้เกมเปิดระบบนำทางได้ ซึ่งสะดวกมากเลยอีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจคือบนหน้าจอจะไม่มีไอคอนเข้าหน้าตั้งค่าให้ค่ะ ซึ่งก็น่าจะมีเหตุผลจากการที่อยากให้เราดื่มด่ำกับภาพของเกมได้เต็มที่ แต่ถ้าเราแตะตรงบริเวณมุมขวาบนได้อย่างถูกจุด ไอคอนก็จะปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นได้นั่นเองจ้าแต่งตัวให้วิเวียนถ้าหากเราอยาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของวิเวียน เราสามารถกดที่กระเป๋าของน้องเพื่อเข้าสู่หน้า Custom ได้ โดยเราสามารถเลือกลายของตัววิเวียนและกระเป๋าที่น้องจะสะพายได้ในหน้า Vivienne และถ้าแบบสำเร็จยังไม่สะใจก็เข้าไปที่แท็บของ Accessories เพื่อเลือกเครื่องประดับซึ่งเก็บได้ตามด่าน มาสวมให้น้องเพิ่มได้ด้วย เท่านี้ก็ได้ตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ไปอวดเพื่อนๆแล้ว เอ... หรือจะเอาไปลงขาย NFT ก็ไม่เลวเลยนะในฟีเจอร์นี้ เรายังสามารถเช็คโปสการ์ดได้ด้วย ว่าตอนนี้เราก็ลังอยู่ในสถานที่ใด และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ หลุยส์ วิตตอง บ้างโหมดการเล่นในตอนเริ่มต้น เกมจะบังคับให้เราเล่น Story Mode เพื่อเล่าเรื่องราวของคุณ หลุยส์ วิตตอง แต่เมื่อเราเล่นผ่านด่านไปแล้วและอยากเล่นซ้ำ โดยไม่สนใจเนื้อหาของ Story ก็สามารถเล่นในโหมด Time Trial ซึ่งจะเป็นการวิ่งทำเวลาในการเก็บเทียนในแต่ละด่านโดยไม่มีไกด์แนะนำการเล่นหรือเนื้อเรื่องให้กวนใจ อีกทั้งยังไม่ต้องพะวงในการหาไอเทมเครื่องประดับที่ซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆด้วยสถิติเวลาที่เราทำได้ในโหมด Time Trial จะถูกบันทึกลง Leaderboard และเทียบสถิติกับเพื่อนหรือผู้เล่นทั่วโลกได้อีกด้วย นับว่าท้าทายไม่ใช่น้อยเลยข้อควรระวัง!เกมนี้พัฒนาบน Unreal Engine จึงไม่น่าแปลกที่เราจะได้เกมภาพสวยขนาดนี้ แต่! กราฟฟิคสูงๆ แบบนี้ก็ไม่เป็นมิตรกับโทรศัพท์รุ่นเก่าหรือรุ่นล่างๆ เช่นกัน เนื่องจากเกมนี้ไม่สามารถปรับระดับของกราฟฟิคได้นั่นเอง ====================================================Review ภาพรวมถึงเราจะไม่ใช่แฟนแบรนด์นี้ (เอาจริงๆ ปกติก็ไม่เสพของแบรนด์อยู่แล้วด้วยแหละ) แต่ต้องยอมรับในดีไซน์ที่เรียบหรูไม่ว่าจะบนกระเป๋าหรือภาพในเกม ที่คงเอกลักษณ์ความเป็น หลุยส์ วิตตอง ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ตัวเกมแม้จะควบคุมยากไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีระบบที่ซับซ้อนอะไรจนน่าโมโห แถมยังมีประวัติของแบรนด์แทรกอยู่ในทุกๆการเดินทางผจญภัย ทำให้คนที่ไม่ตามสินค้าก็สามารถอินกับตัวเกมและแบรนด์ได้อย่างง่ายดายเสียดายนิดหน่อย ตรงที่โทรศัพท์เราสู้กราฟฟิคไม่ไหว ทำให้เล่นได้ไม่นานเกมก็เด้ง T^T 'หมดกัน ความหวังจะขาย NFT' ถ้าเล่นได้ตามปกตินะ คงอยู่ทั้งวันไม่เล่นเกมอื่นแล้วล่ะ เพราะตกหลุมรักเกมนี้เข้าไปเต็มๆแล้วยังไงล่ะ ♥
14 Aug 2021
พรีวิว Back 4 Blood (Open Beta) มันส์เหมือนเดิม เพิ่มเติมที่ลูกเล่นเยอะขึ้น
หนึ่งในเกมที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น Back 4 Blood เกมยิงซอมบี้จากผู้พัฒนา Turtle Rock Studios ทีมผู้สร้าง Left 4 Dead ที่เพึ่งเปิดช่วงทดสอบ Early Acccess Open Beta ไปสดๆ ร้อนๆ และมีผู้เข้าร่วมในการทดสอบแรกแค่เฉพาะจากร้านค้า Steam ก็มากกว่า 1 แสนคนไปแล้ว ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH เองก็ได้ลองเข้าไปทดสอบเกมนี้มาเช่นกันและจะมาเล่าถึงความรู้สึก พูดถึงระบบเด่นๆ ของเกมนี้ให้ท่านได้ทราบว่ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง !!แน่นอนว่าระบบเกมเพลย์ของ Back 4 Blood นั้นก็ยังมีความคล้ายคลึงกับตัว Left 4 Dead ที่ให้เราเดินดาหน้ายิงเหล่าซอมบี้ที่อยู่ตามฉาก บางครั้งก็จะมีการทำภารกิจบางอย่างเพื่อผ่านไปยังโซนต่อไป โดยเกมจะสนับสนุนการ Cross-Platform สามารถเล่นด้วยกันได้ทั้งเครื่อง PC, PlayStation และ Xbox เลย โดยจะขึ้นสัญลักษณ์โชว์ด้วยว่าใครเล่นจากเครื่องไหน และจะใช้โหมด Match Making ในการค้นหา แต่ถ้าค้นหาแล้วยังไม่เจอคนเข้ามา เกมก็จะใส่บอทเข้ามาให้แทนนั่นเอง (แต่คนอื่นก็สามารถเข้าร่วมกลางเกมได้)ในช่วง Beta เกมจะมีระบบความยากอยู่ทั้งหมด 3 ระดับนั่นคือ Classic ซึ่งจะเป็นระดับง่ายที่เราสามารถทำความเสียหายซอมบี้ได้สูง กินยาเพิ่มเลือดได้มากขึ้น และล้มได้ 2 ครั้งSurvivor ระดับปานกลางที่เราสามารถยิงเพื่อนร่วมทีมได้ (แต่โดนดาเมจเหลือ 35%) ศัตรูกลายพันธุ์มีมากขึ้น ล้มได้ 2 ครั้งNightmare หรือระดับยากสุด ซอมบี้จะเลือดมากขึ้น โจมตีแรงขึ้น ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมขณะอยู่ในสถานะ Incapacitated (ล้ม) เราทำดาเมจใส่เพื่อนร่วมทีมได้ (โดนดาเมจ 60%) และมีโอกาสล้มได้เพียงครั้งเดียว รวมถึงภายในด่านก็จะมีระบบเงินตราที่จะดรอปให้เราเก็บตามแผนที่ (เพื่อนเก็บเราก็ได้) ซึ่งพอจบด่านเราก็จะสามารถเอาเงืนไปซื้อของต่างๆ อย่างพวกปืนกระสุน ของแต่งปืน อุปกรณ์ยา หรือจะเป็นบัฟเพิ่มเติมให้กับเพื่อนร่วมทีมแต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้มีความแตกต่างและสดใหม่มากกว่าก็คงจะเป็นในเรื่องของระบบของเกมที่ถูกใส่เข้ามาเพิ่มสีสันให้มากขึ้น อย่างแรกเลยคือระบบตัวละครที่ในช่วง Open Beta ทางผู้พัฒนาเปิดให้เล่นทั้งหมด 5 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นตัวละคร Evangelo ที่จะเก่งในอาวุธระยะประชิดมีพลังสามารถทำลายการจับของซอมบี้ได้ หรือจะบวกสเตตัส Stamina จำนวน 25% หรือจะเป็น Hoffman ที่เหมาะสำหรับสายยิงปืน สนับสนุน เพราะตัวละครนี้มีความสามารถในเพิ่ม Offensive Inventory (ช่องอุปกรณ์) 1 Slot และฆ่าศัตรูจะมีโอกาสดรอปกระสุนด้วย รวมถึงแต่ละตัวละครก็จะยังมี Buff พิเศษที่จะเพิ่มให้ทีมเช่นกันอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจของเกมนี้ และเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้พัฒนาอยากให้การเล่นเกมนี้ทุกครั้งมีความแปลกใหม่อยู่ตลอดก็คือระบบการ์ดของเกม ที่เราจะสามารถจัด Deck การ์ดก่อนเข้าเล่นได้ตามสไตล์ที่เราอยากเล่น อย่างที่กล่าวไปหัวข้อก่อนหน้าว่าตัวละครแต่ละตัวมีความสามารถแตกต่างกันไป ทำให้การจัด Deck การ์ดที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน ยกตัวอย่างเราเล่นตัวละครที่เก่งในระยะประชิด เราก็อาจจะเอาการ์ดที่เหมาะสมเช่นการ์ดเพิ่มเลือด 2 หน่วยถ้าหากโจมตีศัตรูด้วยอาวุธระยะประชิด หรือการ์ดที่เพิ่ม Stamina ให้กับเรา 10% เป็นต้นแต่ถึงอย่างนั้นบัพจากตัวการ์ดเองที่เราเลือกมา ก็ใช่ว่าจะมีมาให้เราเลยตั้งแต่ต้น แต่ตัวเกมจะใช้ระบบการสุ่มจั่วการ์ดขึ้นมาต่อการเริ่มด่านแต่ละครั้ง ให้เราสามารถเลือกการ์ดมาบัพให้กับตัวเรา รวมถึงตัวเกมยังมีระบบ Corruption Cards ที่จะเป็นเหมือน Effect ภายในเกมที่จะมาเพิ่มความท้าทายให้แก่เรา อย่างเช่นการทำให้แผนที่มีหมอกมากขึ้น หรือจะเป็นการ์ดที่เพิ่มความสามารถให้กับเหล่าซอมบี้พิเศษบางตัวก็ได้โดยในช่วงเริ่มต้นเราอาจจะยังไม่ได้มีการ์ดให้เลือกเล่นมากนัก ซึ่งเราจะต้องทำการเก็บแต้มที่ได้จากการเล่นจบแต่ละด่านเพื่อเอามาปลดล็อคการ์ดใหม่ๆ ได้และอีกหนึ่งที่พูดไม่ได้ก็คงจะเป็นระบบ PvP ของเกมที่จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง 4v4 โดยตัวเกมจะโยนเหล่าผู้เล่นไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ฝ่ายคนจะต้องทำการป้องกันและอยู่รอดให้ได้นานที่สุด และพอยิ่งเวลาผ่านไปตัวด่านจะมีวงสีเหลืองบีบให้พื้นที่ในการเดินน้อยลง (ถ้าเดินออกเส้นเหลืองเลือดจะลด) รวมถึงการเล่นครั้งนี้ระบบการ์ดก็ยังถูกเอาเข้ามาเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟาร์มการ์ดเอง เพราะเกมจะมีการ์ดทั้งหมดอัตโนมัติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เราไปจัด Deck ด้วยตัวเองได้เลยส่วนคนที่ได้เล่นเป็นฝ่ายซอมบี้จะได้บังคับเหล่าซอมบี้พิเศษ ที่สามารถเลือกเล่นได้ตามใจชอบ ตัวซอมบี้มีกระทั่งตัวแทงค์ ตัวยิงพิษทำดาเมจจากที่ไกลๆ ก็ต้องทำทุกวิธีทางเพื่อฆ่าศัตรูให้ไวที่สุด โดยหนึ่งรอบทั้งสองฝ่ายจะมีโอกาสได้เป็นทั้งฝ่ายมนุษย์และฝ่ายซอมบี้ ในรอบนั้นฝ่ายไหนสามารถฆ่าศัตรูได้ไวที่สุด ฝ่ายนั้นก็จะได้คะแนนไปหนึ่งแต้ม โดยคะแนนจะนับใครได้ 2 ต่อ 3 คะแนนก่อนก็จะชนะไปความรู้สึกหลังที่ได้ลองเล่นต้องยอมรับว่าบรรยากาศความสนุกในสมัยที่เล่นในเกม Left4Dead นั้นยังมีครบในเกม Back 4 Blood อย่างครบถ้วนแถมเกมยังมีระบบลูกเล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันให้เราด้วยไม่ว่าจะเป็นระบบเงินที่เอาไว้ซื้อของต่างๆ หรือจะเป็นระบบการ์ดของเกม ในเบื้องต้นจากการทดลองเล่น การ์ดส่วนใหญ่ที่ได้มาในช่วง Beta มักจะส่งผลเพิ่มความสามารถต่างๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นเพิ่มดาเมจการโจมตีระยะใกล้ขึ้น 10% หรือเพิ่มเลือดที่ได้จากไอเทมฟื้นฟู 15% เป็นต้น โดยส่วนตัวจึงยังไม่ได้รู้สึกถึงผลของระบบการ์ดมากเท่าที่ควร แต่ก็พอมีการ์ดบางใบที่อาจจะส่งผลต่อการเล่นได้อย่างน่าสนใจ เช่นการ์ดที่ทำให้ได้เลือดเพิ่มทุกครั้งที่ฆ่าซอมบี้ในระยะประชิด หรือการ์ดที่ทำให้สามารถพกกล่องยาได้เพิ่มอีกกล่องแทนระเบิด ซึ่งอาจจะส่งเสริมสไตล์การเล่นของตัวละครหรือผู้เล่นแต่ละคนได้ และเปิดช่องให้มีการวางแผนเพื่อจัดชุดการ์ดที่เหมาะกับตัวละครหรือเพื่อเกื้อหนุนกันในทีม ซึ่งก็อาจจะทำให้การเล่นในระยะยาวมีความหลากหลายกว่าใน Left4Dead ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการปลดล๊อคการ์ดด้วยว่าผู้เล่นจะเบื่อซะก่อนจะเข้าถึงการ์ดเจ๋งๆ หรือไม่ในส่วนของ โหมด PvP นั้นทำออกมาได้สนุกทีเดียว เกมค่อนข้างที่จะใช้ทีมเวิร์คพอสมควร โดยเราต้องเรียนรู้ที่จะประสานงานกันภายในทีมเพื่อความอยู่รอด ฝ่ายผีก็ต้องมีตัวละครสายถึกทน และก็มีสายตลบหลังด้วย ส่วนมนุษย์ก็ต้องกันและหาจุดที่ช่วยเหลือกันได้ตลอด เลยทำให้ถ้าหากคุณเล่นเกมนี้กับเพื่อน หรือคนที่เป็นงาน จะทำให้ทีมคุณเก่งมาก แต่ถ้าหากคุณกดไปเจอปาร์ตี้ที่ไม่เป็นงาน บางทีก็อาจจะทำให้คุณหัวเสียและแพ้อย่างราบคาบแบบไม่มีทางสู้ ซึ่งห้องส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น ทำให้การเล่น PvP แต่ละรอบเราจะต้องเจอกับพวกที่ชอบกดหนีเกม กดออกเกมเพราะสู้ไม่ได้ประจำส่วนใครที่อยากเล่นเกมนี้ Back 4 Blood จะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 12 ตุลาคม 2021 บนเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox Series X/S สนนราคาราวๆ 60$ (ใน Steam ขาย 1,590 บาท)
10 Aug 2021
รีวิว New World โลกใหม่ การสำรวจครั้งใหม่ และสงครามครั้งใหม่
ย้อนกลับไปประมาณ 22 เดือนก่อน ในวันที่ 13 ธันวาคม 2019 ทาง Amazon ได้เปิดตัวโปรเจกต์เกม MMORPG ใหม่ที่ชื่อว่า New World เป็นครั้งแรกให้โลกได้รู้จัก ข้ามผ่านกาลเวลามา 9 เดือนทางผู้พัฒนาได้มีการเปิดให้สมัครเข้าไปทดสอบเล่นเกมครั้งแรก ในตอนนั้นตัวเกมได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนต่างรอคอยการมาของ MMORPG น้องใหม่นี้กันอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดหลังจากรอกันมาอย่างยาวนาน ตัวเกมก็วางขายอย่างเป็นทางการแล้ว ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีผู้เล่นให้ความสนใจเล่นเกมนี้พร้อมกันถึง 500,000 คน ในวันแรกเลยทีเดียว ทางผู้เขียนเองได้มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้มาแล้วหลายชั่วโมงด้วยเช่นกัน และวันนี้จึงอยากถือโอกาสพาเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองเล่นไปรู้จักโลกของเกมให้มากขึ้นกันครับ!พายุที่ทำลายทุกอย่าง และเกาะที่ความตายก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเรื่องราวของ New World จะกล่าวถึง พายุแปลกประหลาดที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยตัวละครของผู้เล่นคือหนึ่งในนักเดินทางที่กำลังอยู่ระหว่างเดินไปยังที่ไหนสักแห่งโดยเรือ และพบกับพายุดังกล่าวเข้า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเราจะพบว่าตัวเองมาเกยตื้นอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง เราเริ่มออกเดินทางตามหาเพื่อนๆ ที่อาจยังมีชีวิตรอดอีกครั้ง ซึ่งไม่ไกลนักเราจะได้พบกับกัปตันของเรือนอนใกล้ตายอยู่บริเวณไม่ไกลจากจุดที่ตื่น แต่เขาก็สิ้นลมไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้นเราจะเริ่มออกตามหาเพื่อนๆ ที่ยังไม่ตายอีกครั้ง ซึ่งระหว่างทางก็ถูกโจมตีโดยเหล่าผีดิบที่จะคอยเข้ามาโจมตีเป็นพักๆ จนกระทั่งมาถึงสถานที่แปลกๆ แห่งหนึ่งที่มีออร่าแสงสีแดงปริศนาอยู่ ใจกลางของพื้นที่นี้จะมีดาบปักอยู่หนึ่งเล่ม ทันทีที่เข้าไปไกลมัน อยู่ดีๆ ศพของกัปตันเรือที่เพิ่งจะตายไปต่อหน้าเราก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับดึงดาบเล่มนั้นเข้ามาโจมตีใส่เรา มันจึงทำให้เราต้องต่อสู้กับศพของกัปตันอย่างช่วยไม่ได้ และพลาดท่าถูกฆ่าตายแต่แทนที่ทุกอย่างจะจบลง เรากลับตื่นขึ้นมาอีกครั้งที่บริเวณชายหาด แต่จะบอกว่าทุกอย่างเป็นความฝันมันก็สมจริงจนเกินไป แตกมันแตกต่างจากครั้งก่อนตรงที่ ครั้งนี้ใกล้ๆ กับจุดที่เราตื่นมีค่ายปริศนาถูกตั้งขึ้นมาด้วย เมื่อเดินทางไปยังค่ายดังกล่าวจึงได้พบกับชาวเกาะที่อาศัยอยู่ที่นี้ เธอมีชื่อว่า Nora Linch ซึ่งเธอได้อธิบายว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใครมาจากไหน ยินดีต้อนรับ และขอแสดงความเสียใจด้วย ที่เราจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีกแล้ว!Nora จะเล่าต่อว่า เกาะแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพายุปริศนาที่ทำลายเรือของเรา ส่งผลให้การออกไปจากเกาะแห่งนี้เป็นไปไม่ได้ และเรือทุกลำที่เข้าไปใกล้มันจะถูกทำลายพร้อมทั้งส่งมายังเกาะแห่งนี้ ส่งผลให้การออกไปจากเกาะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และนอกจากนี้ความตายเอง ก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเช่นเดียวกัน คนที่ตายไปแล้วในเกาะแห่งนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งจากพลังปริศนาของเกาะนี้ เราถือว่าโชคดีที่กลับมามีชีวิตแบบสติครบถ้วนได้ เพราะหลายๆ คนที่ตายจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของผีดิบที่ไม่มีความนึกคิดไป โดยชาวเกาะจะเรียกคนกลับนี้ว่า Corruptions การเดินทางของเราในการสำรวจดินแดนใหม่นี้จึงเริ่มต้นขึ้นที่ตรงนี้สเตตัสมาจากเลเวล แต่สกิลมาจากความชำนาญถ้าหากพูดถึงเกม MMORPG แล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคงไม่พ้นการเก็บเลเวลแบบมาราธอนด้วยการฆ่ามอนสเตอร์จำนวนมาก อัปสเตตัส อัปสกิล พัฒนาให้ตัวละครเก่งเพื่อไปให้ถึงช่วงท้ายของเกม และเข้าท้าทายคอนเทนต์ดันเจี้ยนยากๆ เพื่อหาของมาใส่อัปเกรดตัวละครกันต่อไป แต่สำหรับ New World อาจแตกต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อการเพิ่มเลเวลของตัวละครไม่จำเป็นต้องออกไปล่ามอนสเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเพิ่มได้จากเก็บเลเวลความชำนาญอื่นๆ อย่างการตัดไม้, ตีเหล็ก, ขุดหิน, เย็บผ้า, ทำอาหาร หรืออื่นๆ ด้วย กล่าวคือจะมีฆ่ามอนสเตอร์สักตัวเลยแล้วเก็บเลเวลจนตันก็สามารถทำได้ในทางกลับกันหากเก็บเลเวลโดยไม่ตีมอนสเตอร์เลยแม้แต่ตัวเดียว สิ่งที่จะไม่ได้มาคือสกิลของอาวุธต่างๆ เนื่องจากตัวเกมใช้ระบบ Mastery ที่จะเรียนรู้สกิลของอาวุธต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อใช้อาวุธชนิดนั้นในการออกไปสู้จริงเท่านั้น ระบบนี้มีข้อดีคือตัวละครหนึ่งตัวของผู้เล่นสามารถใช้อาวุธได้หลากหลายมาก แต่ก็จำเป็นต้องเสียเวลามากขึ้นไปกับการเก็บเลเวลความชำนาญของอาวุธ แต่ละประเภทแยกกัน หรือก็คือจำเป็นต้องใช้เวลาเล่นที่มากขึ้นหากอยากใช้อาวุธหลายๆ อย่างนั้นเองระบบฝ่ายหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักไปได้สักพักผู้เล่นทุกคนจะถูกบังคับให้เลือกฝ่ายเป็นของตัวเอง ซึ่งฝ่ายที่สามารถเลือกได้จะมีทั้งหมด 3 ฝ่ายด้วยกันคือ Syndicate : กลุ่มที่แสวงหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ต้องห้ามเพื่อใช้มันหาความจริงเกี่ยวกับMarauders : กลุ่มนับรบที่เชื้อมันในเกียรติยศ พร้อมกับความเชื่อว่าผู้เข้มแข็งจริงๆ เท่านั้นที่จะเป็นใหญ่ได้Covenant : กลุ่มอัศวินที่มีแนวคิดยึดมั่นในความถูกต้องและยุติธรรม พวกเขาเชื่อว่าการชำระล่างแผ่นดินคือหน้าที่ของพวกเขาผู้เล่นสามารถเปลี่ยนฝ่ายไปมากี่ครั้งก็ได้ แต่ในการเปลี่ยนฝ่ายแต่ละครั้งจะมี Cooldown เป็นระยะเวลา 120 วัน หลังจากเปิดทดสอบในรอบ Open Beta เป็นต้นมา ทีมพัฒนาได้ปรับให้ของที่ซื้อได้จากแต่ละฝ่ายมีสกิลเหมือนกันแล้ว ดังนั้นผู้เล่นสามารถเลือกเล่นฝ่ายไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบได้เลยอย่างไรก็ตามการอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หมายถึงการอาจได้ปะทะกับอีก 2 ฝ่ายที่เหลือเวลาแย่งชิงดินแดนด้วย ดังนั้นถ้าหากว่ามีเพื่อนเล่นเกมนี้อยู่ฝ่ายไหน และไม่อยากจะต้องสู้กันเองเมื่อสถานการณ์จำเป็น ก็แนะนำให้ปรึกษากันให้ดีก่อนว่าจะเข้าร่วมฝ่ายไหน เพื่อที่จะได้รับความสนุกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ โดยจะมีสีบนแผนที่บอกชัดเจนว่าโซนไหนเป็นของฝ่ายไหนอยู่ดั่งรูปข้างล่างอย่างไรก็ตามไม่ต้องกลัวว่าถ้าหากข้ามไปทำเควสในเขตของอีกฝ่ายแล้วจะโดนกระทืบรัวๆ แล้วทำเควสไม่ได้นะ เนื่องจากการจะโจมตีกันได้ ผู้เล่นทั้งสองคนจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะหัวแดงก่อน ดังนั้นถ้าหากเราไม่ได้เปิดหัวแดงอยู่ก็สบายใจได้ไม่โดนฆ่าแน่นอนโลกของ New World และระบบเขต / เมืองในส่วนของเซ็ตติ้งโลกของเกมจะอยู่ในช่วงยุคเหล็กที่มีอาวุธปืน และเวทมนตร์ ให้ความรู้สึกแบบเกม Fantasy คลาสสิก และไม่ค้อยพบเห็นสัตว์ในตำนานอย่างพวกมังกร เพกาซัส ออค หรือก็อบลิน เท่าไหรนัก (ก็มีตัวแปลกๆ อยู่บ้างเช่นปีศาจค้างคาวขนาดใหญ่, หรือยักษ์ที่มือมีใบมีดติดอยู่) แต่ส่วนใหญ่แล้วศัตรูที่ได้พบจะเป็นพวกสัตว์ป่าที่ดุร้าย ผีดิบถืออาวุธ หรือไม่ก็พวกวิญญาณอาฆาต อะไรพวกนี้มากกว่า โลกที่เราจะได้สำรวจใจเกมนี้จะเป็นแบบ Open World ที่ไม่มีการโหลดฉากในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยแผนที่โลกของเกมจะถูกแบ่งออกเป็นเขตย่อยๆ หลายเขต แต่ละเขตจะมีเมืองกับป้อมเป็นของตัวเอง รวมถึงมีเลเวลของมอนสเตอร์เฉลี่ยแตกต่างกันออกไป ที่น่าสนใจคือภาษีการซื้อขายของ กับราคาสินค้า รวมถึงราคาที่ดิน จะแตกต่างกันไปในแต่ละเมืองของเกมด้วย (ดูตัวอย่าง ภาษีของ 2 เมืองที่แตกต่างกันได้ในรูปข้างล่าง)  ด้วยภาษีที่แตกต่างกัน ย่อมหมายถึงสินค้าที่วางขายอยู่ในตลาดที่ไม่เหมือนกันด้วย New World เป็นเกมที่ ไม่มีร้านขายของจาก NPC แบบที่เราเคยเห็น ไอเทมที่ซื้อขายกันในเกมมา ล้วนแล้วแต่มาจากผู้เล่นด้วยกันทั้งนั้น หากไม่อยากซื้อก็จำเป็นต้องคราฟต์ขึ้นมาเอง ดังนั้นอัตราส่วนภาษีของ แต่ละเมืองจึงสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งแพงเท่าไหร่ก็ยิ่งจำหมายถึงการเสียเงิน