GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
ผลการค้นหา : "รีวิว"
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ซีซั่น 1: ซีรีส์อนิเมชั่นที่จะกลายเป็น "ตำนาน" สมชื่อ League of Legends
ไม่ว่าจะในฐานะอดีต “เกมออนไลน์ที่มีคนเล่นมากที่สุดในโลก” หรือ “หนึ่งในเกมอีสปอร์ตชั้นนำของโลก” ไปจนถึงการมีตัวตนอยู่ในวงการดนตรีผ่านวง Virtual ต่างๆ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยว่า ‘League of Legends’ ถือเป็นเกมและ/หรือแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมากพอสมควรอยู่แล้ว โดยน้อยคนในวงการเกมที่จะไม่รู้จักกับเกมนี้ ไม่ว่าจะเคยเล่นหรือไม่ก็ตามแต่ไม่ว่าแฟรนไชส์ LoL จะประสบความสำเร็จแค่ไหนในอดีต เชื่อว่าทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความสำเร็จที่แท้จริงของแฟรนไชส์เท่านั้น เพราะซีรีส์อนิเมชั่น ‘Arcane’ ได้พิสูจน์แล้วว่าจักรวาล League of Legends ที่เราเคยเห็นมาตลอด เป็นเพียงเสี้ยวกระจิ๊ดริดของศักยภาพที่แท้จริงของแฟรนไชส์นี้ ด้วยเนื้อเรื่องและตัวละครที่เขียนออกมาได้อย่างเฉียบคม และเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความเป็นมนุษย์ที่คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้ไม่ว่าจะเป็นแฟนเกมมาก่อนหรือไม่ก็ตาม เมื่อนำมารวมกับผลงานอนิเมชั่นและการจัดภาพชั้นครูโดยค่ายสัญชาติฝรั่งเศษ Fortiche Productions ทำให้ Arcane ไม่ได้เป็นเพียงผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดบน Netflix แต่อาจเป็นผลงานซีรีส์อนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของการดัดแปลงวิดีโอเกมเลยทีเดียว(อ่านรีวิว ตอน 1-3 และ 4-6)เรื่องราวของ Arcane จะตั้งอยู่ในเมือง Piltover เมืองแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันีุ่งเรือง และ Zaun ย่านสลัมใต้ดินของเมือง Piltover ที่รู้จักกันในนาม “เมืองเบื้องล่าง” (Undercity) ที่ถูกควบคุมโดยอาชญากรและแก๊งมาเฟียต่างๆ แถมยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีและก๊าซจากใต้ดิน ทำให้สภาพการดำรงชีวิตของผู้คนในเมืองเป็นไปอย่างลำบาก โดยผู้คนจากเมืองทั้งสองต่างมองอีกฝ่ายด้วยความเหยียดหยาม ในฝั่ง Piltover ก็มองชาวเมืองเบื้องล่างเป็นเพียงเดนมนุษย์สกปรก ในขณะที่ชาวเมือง Zaun ก็มองผู้คนในอีกเมืองเป็นผู้กดขี่ที่คอยเอาเปรียบพวกเขาตลอดเวลาความขัดแย้งที่ก่อตัวมายาวนาน นำไปสู่การก่อจลาจลโดยผู้คนของเมืองเบื้องล่างที่ต้องการจะแยกตัวออกจาก Piltover และปกครองตนเอง ซึ่งถูกปราบอย่างโหดเหี้ยมโดยกองกำลังรักษากฏหมายของ Piltover โดยในกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตยังรวมถึงพ่อแม่ของ ‘ไว’ (Vi ย่อจาก Violet) และ ‘พาวเดอร์’ สองพี่น้องจากเมืองเบื้องล่าง ผู้ซึ่งต้องเอาชีวิตรอดด้วยการลักเล็กขโมยน้อยพร้อมกับแก๊งโจรเล็กๆ ของพวกเธอซีรีส์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแก๊งของไวและพาวเดอร์ได้รับคำแนะนำให้ไปปล้นห้องทดลองแห่งหนึ่งในเมือง Piltover โดยการกระทำครั้งนั้นทำให้พวกเธอต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Piltover และ Zaun อีกครั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่จะทำลายความสัมพันธ์ของพวกเธอลงในที่สุดเนื้อเรื่องของ Arcane ซีซั่นแรกอาจแยกออกได้เป็นสองซีกใหญ่ๆ เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ไว’ และ ‘พาวเดอร์’ เป็นซีกแรก ในขณะที่อีกซีกคือเรื่องราวของเจซ (Jayce) และวิคเตอร์ (Viktor) สองนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ให้กำเนิดเทคโนโลยี ‘Hextech’ เพื่อให้มนุษย์สามารถควบคุมเวทมนต์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์สำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่แฟนดั้งเดิมของ LoL ความสัมพันธ์พี่-น้องของไวและพาวเดอร์ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้มาก่อนว่าพวกเธอเป็นใครในบริบทของโลก Runeterra เพราะปมขัดแย้งต่างๆ ของทั้งสอง ในขณะที่เจซและวิคเตอร์ก็ช่วยให้ทั้งแฟนดั้งเดิมและแฟนหน้าใหม่ได้ทำความรู้จักกับโลกของซีรีส์ได้ลึกขึ้น และได้เห็นแง่มุมที่อาจไม่เคยได้เห็นมาก่อนในเกมหรือสื่ออื่นๆ ในแฟรนไชส์ League of Legends อีกด้วยสิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเมื่อมองซีรีส์จากภายนอก คือการที่เนื้อเรื่องและเหตุการณ์หลายๆ อย่างถูกนำเสนอด้วย “ความเป็นผู้ใหญ่” มากอย่างคาดไม่ถึง ตัวละครทุกตัวต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์และความเป็นจริงอันแสนเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สำคัญคือเหตุการณ์ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกของ “มนุษย์” ล้วนๆ มากกว่าจะเป็นเหตุผลไซไฟแฟนตาซีกู้โลกอะไรก็ไม่รู้ โดยไม่มีการแก้ปัญหาแบบ “เอาง่าย” หรือ “ขอไปที” เลยในฝั่งของผู้เขียนบทเรื่องราวทั้งหมดยังถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานอนิเมชั่นชั้นครูของ Fortiche Productions ที่สามารถผสมผสานกราฟฟิกแบบ 2D และ 3D เข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งสามารถมอบชีวิตชีวาให้กับตัวละครทุกตัวได้อย่าง “สมจริง” ทั้งในแง่ภาษากายและสีหน้า ซึ่งไม่ใช่คำชมที่มักจะนึกถึงเวลาพูดถึงผลงานอนิเมชั่นที่จัดจ้านขนาดนี้ ทำให้ภาพทุกฉากในซีรีส์มอบความรู้สึกราวกับภาพสีน้ำที่ขยับได้ และที่น่าชมมากกว่านั้นอีกคือเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพ ที่สามารถสื่อความหมายและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครออกมา พร้อมนำพาอารมณ์ของผู้ชมไปด้วยอย่างแยบยลหากจะมีอะไรให้ตำหนิซะหน่อยเกี่ยวกับซีซั่นแรกนี้ โดยส่วนตัวคงเป็นเรื่องของ Pacing หรือจังหวะในการเล่าเรื่องที่รวดเร็วเหลือเกิน โดยทิ้งคำถามหลายๆ อย่างให้ผู้ชมต้องตีความคำตอบเอาเองจากบทพูดหรือองค์ประกอบในฉาก มากกว่าจะแสดงคำตอบนั้นให้เห็นตรงๆ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้ผลงานด้านการอนิเมชั่นและเนื้อเรื่องโดยรวมเสียไปนัก แต่ก็อาจพูดได้ว่าซีรีส์ Arcane มักจะทำผิดกฏ “Show, Don’t Tell” (จงแสดงให้เห็น มากกว่าเล่าให้ฟัง) ของสื่อซีรีส์และภาพยนตร์บ่อยครั้งเหมือนกันยกตัวอย่างเช่นตัวละครพาวเดอร์ ที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างถึงได้เสียสติไปเช่นนี้? อะไรทำให้เด็กหญิงขี้อายไม่สู้คนในซีรีส์ตอนที่ 3 กลายเป็นอาชญากรบ้าคลั่งที่พร้อมฆ่าคนไม่เลือกหน้า? เธอใช้ชีวิตแบบไหนมาถึงได้เก่งขึ้นขนาดนั้น?หรืออย่างความสัมพันธ์ระหว่างจิ๊งซ์และพ่อบุณธรรมอย่างซิลโก้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสองถึงทำให้รักกันขนาดนั้น ถึงขนาดที่ซิลโก้พร้อมจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตและความใฝ่ฝันของตัวเองเพื่อจิ๊งซ์ได้? หรือกระทั่งพัฒนาการของเจซ จากหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่ประสา ไปสู่ผู้นำของสภาปกครองเมือง Piltover ที่พร้อมจะเขี่ยอาจารย์ผู้นับถืออย่าง Heimerdinger ไปจากตำแหน่ง ซึ่งแลดูจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเจซยังเกรงใจ Heimerdinger จนไม่กล้าเปิดเผยสิ่งประดิษฐ์ใหม่อยู่เลยแน่นอนว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง “ความเรื่องมาก” ของผู้เขียนคนเดียว และต้องยืนยันว่าผู้เขียนยังมอง Arcane เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมในระดับที่หาผลงานมาเทียบได้ยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าถ้าซีรีส์ให้เวลาในการเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปทีละขั้น หรือซีซั่นมีความยาวกว่านี้ซัก 2-3 ตอน ก็อาจจะมีพื้นที่มากพอจะให้เหตุการณ์ต่างๆ สามารถดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าอาจจะเป็นข้อจำกัดในด้านการผลิต เพราะแค่ซีซั่นแรกนี้ก็ใช้เวลาสร้างกว่า 6 ปีแล้ว และซีซั่น 2 ที่จะตามมาก็อาจกินเวลามากกว่า 2 ปีในการผลิต สุดท้ายการใช้ทางลัดในการเล่าเรื่องบ้างจึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในฝั่งของผู้สร้างสุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะมีข้อตำหนิอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Arcane เป็นผลงานอนิเมชั่นที่ตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับผลงานการดัดแปลงเกมสู่ซีรีส์หรือภาพยนตร์ รวมไปถึงซีรีส์อนิเมชั่นโดยรวมด้วย ที่สำคัญคือ Arcane ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับซีรีส์ League of Legends ในแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน และทำให้แฟรนไชส์ MOBA ที่กระแสนิยมเริ่มตกลง สามารถกลับมาฮิตติดปากทั้งเกมเมอร์และผู้บริโภคทั่วไปได้ไม่ต่างกันแม้จะมีข้อติเล็กน้อยในส่วนของจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปหมด แต่บอกเลยว่าถ้าผลงานในร่ม Riot Forge สามารถคงมาตรฐานที่ทั้ง Arcane และ Ruined King: A League of Legends Story ได้ตั้งเอาไว้สำหรับผลงานอื่นๆ ในอนาคต ความฝันที่จะดัน League of Legends ให้กลายเป็น “แฟรนไชส์แห่งยุคสมัย” ก็อาจไม่ไกลเกินเอื้อม
23 Nov 2021
[Review] รีวิวเกม Ruined King: A League of Legends Story "JRPG ไซส์กระทัดรัดที่เพลินเกินคาด"
แฟนๆ ของเกม MOBA ยอดฮิตอย่าง League of Legends ได้รับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ไปเร็วๆ นี้ในงาน Riot Forge x Nintendo Switch Showcase ที่จัดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อผู้พัฒนา Riot Games ประกาศวางจำหน่ายเกมที่หลายคนรอคอยอย่าง Ruined King: A League of Legends Story ออกมาให้แฟนๆ ได้เล่นกันอย่างกระทันหันภายในงาน หลังจากที่ไม่ได้ปล่อยข่าวคราวอัปเดตมาซักพักใหญ่ๆ โดยเกมนี้ถือเป็นผลงานภายใต้ร่ม Riot Forge ที่ร่วมสร้างซีรีส์อนิเมชั่นสุดตระการตาอย่าง Arcane อีกด้วยหลังจากที่เล่นเกม Ruined King จนจบเนื้อเรื่อง (และทำภารกิจเสริมทั้งหมด + เก็บอาวุธในตำนานให้ตัวละครทุกตัว ใช้เวลาทั้งสิ้นราว 40 ชั่วโมง) ต้องยอมรับว่าทั้ง Riot Forge และผู้พัฒนา Airship Syndicate ได้ดัดแปลงโลกและตัวละครของ League of Legends มาสู่เกม JRPG นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งระบบการต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจ ไปจนถึงเนื้อเรื่องและตัวละครที่เขียนมาอย่างเฉียบคมมีมิติ และยังรวมถึงการออกแบบสถานที่ต่างๆ ในเกม ที่เต็มไปด้วยความลับและปริศนาให้ผู้เล่นได้ค้นหาอยู่เสมอ จนบางครั้งก็รู้สึกว่า “วางไม่ลง” เลยทีเดียวแม้จะมีบางจุดที่ยังปรับปรุงได้ในด้านการออกแบบระบบปลีกย่อยและในเรื่องของการแก้บั๊คต่างๆ โดยเฉพาะในเกมเวอร์ชั่น Nintendo Switch แต่ Ruined King: A League of Legends Story เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดว่าแม้แต่ยักษ์อย่าง League of Legends ก็ยังเติบโตได้อีกมาก การเดินทางเพื่อปัดเป่าม่านหมอกแห่งอดีตเรื่องราวของ Ruined King: A League of Legends Story จะตั้งอยู่ในเมือง Bilgewater และติดตามการเดินทางของกลุ่มฮีโร่จากจักรวาล League of Legends เพื่อหาทางยับยั้งการคืบคลานของ “หมอกสีดำ” ที่กระจายออกมาจากเกาะต้องสาป Shadow Isles ซึ่งนำพาเหล่าวิญญาณร้ายมาจู่โจมเหล่าผู้คนในเมืองอยู่เป็นระยะ พร้อมกับหยุดไม่ให้ราชาต้องสาป “Viego” (หรือ Ruined King) คืนชีพกลับมาอีกครั้งด้วยผู้เล่นจะต้องควบคุมกลุ่มตัวละครหลัก 6 ตัวจากเกม ที่ล้วนมีอดีตและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันในการร่วมเดินทางครั้งนี้ โดยสิ่งที่ต้องชมคือตัวละครทุกตัวล้วนมี “ตัวตน” และอุปนิสัยที่ชัดเจนและแตกต่างกันมากๆ และสามารถรับ-ส่งบทกันอย่างคมคายได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Sarah Fortune” ราชินีโจรสลัดแห่ง Bilgewater ผู้จมปลักกับความแค้น หรือ “Yasuo” นักดาบพเนจรที่วิ่งหนีความผิดพลาดในอดีต ตัวละครทุกตัวล้วนมี “ปม” หรือ “การยึดติด” บางอย่างที่ขับเคลื่อนการกระทำของพวกเขา ซึ่งช่วยเสริมมิติให้เรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเกมจะมีระบบฉากสนทนาระหว่างตัวละครให้ดูได้เมื่ออยู่ที่จุดพัก (คล้ายกับเกมตระกูล Tales of นั่นเอง) ซึ่งสามารถเปิดเผยความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อีกทางด้วยในรีวิวซีรีส์ Arcane ของ GameFever ซึ่งเป็นผลงานใต้ร่ม Riot Forge เช่นเดียวกัน เราได้กล่าวชมการตัดสินใจของทีมงานเขียนบทในการใช้ “ตัวละคร” ในการนำเนื้อเรื่อง มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์แฟนตาซีมหากาพย์ใหญ่โต เพราะเปิดโอกาสให้เล่าเรื่องราวที่ “เป็นมนุษย์” ได้มากกว่า ซึ่งคำชมนี้น่าจะสามารถใช้กับเรื่องราวส่วนใหญ่ของ Ruined King ได้เช่นเดียวกัน เพราะแม้ในภาพกว้างเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้กล้าและจอมมารอันชั่วร้าย แต่เหตุการณ์ระหว่างทางกลับถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลของมนุษย์อย่างความแค้น ความกลัว ความเชื่อ หรือหน้าที่ ทำให้ผู้เล่นได้เข้าถึงตัวตนของตัวละครได้มากขึ้น ซึ่งก็ช่วยให้รู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครแต่ละตัว และอยากติดตามเรื่องราวของพวกเขาต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สำคัญกว่านั้นอีกคือการที่เลือกใช้ปม "ความเป็นมนุษย์" ที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้ ทำให้เกม Ruined King (และซีรีส์ Arcane ก็ด้วย) สามารถติดตามได้ง่ายแม้จะไม่ได้คุ้นเคยกับโลกหรือตัวละครเหล่านี้มาก่อน เพราะสุดท้ายเกมก็นำเสนอพวกเขาเป็นเพียง "มนุษย์" มากกว่าจะถูกตีกรอบโดย "บทบาทในเกม" ของตัวละครเหล่านั้นนอกจากนี้ เกมยังใช้ประโยชน์จาก “ความเป็นเกม” ในการเพิ่มมิติให้กับโลก Runeterra (World-Building) โดยรวมได้มากขึ้น ผ่านข้อความที่ผู้เล่นสามารถสะสมได้ในเกม รวมไปถึงภารกิจเสริม (และภารกิจลับ) ต่างๆ ที่มีให้ทำในเกม โดยหากจะต้องตำหนิซักเรื่อง คงเป็นการที่เกมมีภารกิจเสริมเหล่านี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเกม RPG ขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ก็เป็นข้อตำหนิจาก “ความเสียดาย” ที่เกมไม่ได้มีอะไรให้ทำหรือค้นหาเยอะกว่านี้ มากกว่าจะเป็นความผิดพลาดของตัวเกมซะเองJRPG สายลูกครึ่งตะวันตกที่ทั้งใหม่และคุ้นเคยในเวลาเดียวกันแม้จะมีองค์ประกอบและโครงสร้างแบบเกม RPG ตะวันตกจำพวก Divinity: Original Sin อยู่บ้าง โดยเฉพาะในด้านการเดินทางและสำรวจ แต่ระบบต่อสู้เทิร์นเบสของ Ruined King กลับมีกลิ่นอายของ JRPG อย่างเข้มข้น ซึ่งคนที่เคยเล่นผลงานก่อนหน้าของผู้พัฒนา Airship Syndicate อย่าง Battle Chasers: Nightwar มาก่อนจะเห็นได้ว่าระบบเกมหลายๆ อย่างแทบจะยกมาจากเกมนั้นหมดเลยในการต่อสู้ ผู้เล่นจะสามารถเลือกตัวละครมาร่วมปาร์ตี้ได้ทีละ 3 ตัว (จาก 6) ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป การต่อสู้จะดำเนินไปแบบเทิร์นเบสที่มีความคล้ายกับระบบ ATB ของเกม Final Fantasy หลายๆ ภาค โดยตรงด้านล่างจอจะมีแถบไทม์ไลน์ที่มีไอคอนตัวละครวิ่งอยู่ และเมื่อไอคอนของใครวิ่งมาถึงเส้นก็จะถือว่าเป็นเทิร์นของตัวละครนั้น ซึ่งผู้เล่นจะสามารถเลือกใช้สกิลได้สองชนิดคือ ‘Instant’ และ ‘Lane’สำหรับสกิลชนิด ‘Instant’ จะเป็นสกิลที่กดแล้วออกทันที เปรียบได้กับการโจมตีปกติของตัวละครแต่ละตัว ในขณะที่สกิล ‘Lane’ จะเป็นสกิลพิเศษที่มีเวลาร่าย ซึ่งเมื่อกดใช้จะต้องรอให้ไอคอนของตัวละครวิ่งกลับมาถึงเส้นอีกครั้งจึงจะปล่อยสกิลออกมา ทำให้การต่อสู้จำเป็นต้องใช้การวางแผนมากกว่าเกม JRPG เทิร์นเบสทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงตำแหน่งของตัวละครและศัตรูบนไทม์ไลน์ตลอดเวลา และเลือกว่าจะโจมตีทันที หรือจะรอร่ายสกิลที่รุนแรงกว่า แต่อาจเสี่ยงโดนศัตรูตบสวนก่อนสกิลจะออกได้ ที่สำคัญคือศัตรูในเกมนี้หลายตัวมักตีแรงและเลือดเยอะ แถมบางตัวยังมีเงื่อนไขที่ถ้าไม่ทำตามก็อาจกวาดตี้ลงไปกองได้เลยอีกต่างหากนอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถควบคุมระยะเวลาในการร่ายของสกิลได้ประมาณหนึ่งผ่านระบบ ‘Lane’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเกมนั่นเอง ไทม์ไลน์บอกลำดับเทิร์นของเกมจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนหรือ “เลน” ประกอบไปด้วย Speed, Balance, Power โดยในการร่ายสกิลชนิด ‘Lane’ อะไรก็แล้วแต่ จะสามารถเลือกได้ว่าจะร่ายในเลนไหน ถ้าร่ายในเลน Speed จะทำให้สกิลเบาลงแต่ออกเร็วขึ้น ในขณะที่เลน Power จะทำให้สกิลแรงขึ้นแต่ร่ายนานขึ้นไปด้วย ศัตรูบางชนิดยังมีความสามารถพิเศษที่บังคับให้ต้องใช้การโจมตีจากเลนบางเลนเท่านั้น หรืออาจวางกับดักเอาไว้ในเลนบางเลนเพื่อยับยั้งไม่ให้เราร่ายสกิลในเลนนั้นได้ด้วย ซึ่งระบบทั้งหมดนี้รวมกันทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความท้าทายและใช้การวางแผนมากกว่าเกม JRPG เทิร์นเบสทั่วไปพอสมควรการวางแผนของเกมยังครอบคลุมออกมานอกการต่อสู้ ไปถึงระบบการพัฒนาตัวละครด้วย โดยเช่นเดียวกับในเกม League of Legends ตัวละครแต่ละตัวจะมีพัฒนาการสองแบบคือ ‘Ability Point’ และ ‘Runes’ นั่นเอง ซึ่งจะได้รับอย่างได้อย่างหนึ่ง (หรือทั้งคู่) ทุกครั้งที่เลเวลของตัวละครเพิ่มขึ้นถึงจุดที่กำหนด โดย Ability Point จะใช้เพื่ออัปเกรดสกิลของตัวละครเป็นรายสกิลไป เช่นเพิ่มความเสียหายที่ทำหรือทำให้ศัตรูติดสถานะต่างๆ เมื่อถูกสกิลนี้โจมตี ในขณะที่ Runes อาจเปรียบได้กับระบบ Perk ในเกมอื่นๆ ที่จะมอบเอฟเฟกต์ติดตัวต่างๆ ให้ตัวละคร เช่น Rune หนึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการโจมตีติดคริติคอล หรือเพิ่มเอฟเฟกต์ตีดูดเลือด (Lifesteal) เป็นต้นข้อดีของระบบสกิลในเกมนี้คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือก “ปั้น” ฮีโร่แต่ละตัวได้หลากหลายพอสมควร ตัวละคร Braum ของคุณจะเป็นแทงค์สุดถึกทนที่สามารถสร้างบาเรียป้องกันให้เพื่อนในทีมได้ หรือทำให้เขากลายเป็นนักสู้แถวหน้าที่เน้นการสะท้อนความเสียหายกลับคืนสู่ศัตรูก็ได้ หรืออย่างตัวละคร Pyke ที่สามารถปั้นเป็นยอดนักฆ่าที่เน้นปลิดชีพศัตรูในดาบเดียว หรือเป็นตัวป่วนที่เน้นแปะสถานะผิดปกติใส่ศัตรูรัวๆ ก็ได้ โดยสกิลต่างๆ ของตัวละครยังสามารถเกื้อหนุนกันไปมาได้เป็นอย่างดี ความสนุกอย่างหนึ่งของเกมจึงเป็นการหาคอมโบทีมและอัปเกรดที่ลงตัวสำหรับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปอีกด้วยผลลัพธ์คือเกม JRPG ที่มีโครงสร้างคุ้นเคย แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่รวมกันทำให้เกมรู้สึกแปลกใหม่กว่าเกม JRPG กระแสหลักหลายๆ เกม และต้องใช้การคิดวางแผนเสมอแม้กระทั่งในการต่อสู้กับศัตรูลูกกระจ๊อกทั่วไปโลกของเกมที่แม้จะไม่ใหญ่ แต่มีอะไรมากกว่าที่เห็นอย่างที่กล่าวไปข้างต้น Ruined King ยังคงเป็นเกมที่มีกลิ่นอายของตะวันตกอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะในส่วนของการเดินทางและการสำรวจแผนที่เพื่อทำภารกิจเสริม โดยแม้ว่าเกมจะมีปริศนาและความลับให้ตามหา แถมโลกของเกมยังออกแบบมาได้อย่างมีสีสันและชีวิตชีวา แต่ก็มีหลายองค์ประกอบรวมกันที่ทำให้เกมรู้สึก “เก่า” อย่างช่วยไม่ได้เมื่อเทียบกับเกมยุคปัจจุบัน และอาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้ผู้เล่นได้ไม่มากก็น้อยข้อดีของระบบการสำรวจในเกม Ruined King คือการที่เกมซุกซ่อนความลับเอาไว้ในมุมที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ ทำให้การสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ในเกมรู้สึกตื่นเต้นและมีจุดหมายทุกครั้ง แถมความลับหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้การอ่านและศึกษาข้อมูลที่เกมเสนอให้อย่างจริงจังจึงจะไขได้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนตัวเองได้ “ค้นพบ” คำตอบด้วยตัวเองมากกว่าจะเป็นแค่การวิ่งตามหมุดไปเรื่อยๆ ในเกม RPG หลายเกมนอกจากนี้ โลกของเกมยังตอบสนองต่อทางเลือกของผู้เล่นในภารกิจเสริมเหล่านี้ด้วย ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญนัก แต่ก็ช่วยทำให้โลกของเกมรู้สึก “มีชีวิต” ราวกับว่า NPC ในเกมก็ดำเนินชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้เล่นออกเดินทางอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีของเกม RPG สายตะวันตกที่เกมนำมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ในขณะเดียวกัน เกมก็มีการออกแบบหลายๆ จุดที่ทำให้รู้สึกน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นการที่เกมไม่มีระบบ Fast Travel (มีแบบจำกัดมากๆ) ซึ่งเมื่อนำมารวมกับระบบภารกิจเสริมที่มักให้ผู้เล่นย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เก่าๆ ที่ผ่านมาแล้วบ่อยครั้ง ทำให้การเดินทางในเกมนี้กินเวลามากกว่าที่จำเป็นไปมาก แถมตัวละครก็ยังเดินช้าเหลือเกิน แม้กระทั่งในขณะที่วิ่งอยู่ก็ยังช้า จนบางครั้งก็อดรำคาญไม่ได้เมื่อจำเป็นต้องย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้นอกจากนี้ แม้จะไม่มีการต่อสู้แบบ Random Encounter (เจอศัตรูแบบสุ่มเหมือนเกม JRPG คลาสสิค) แต่ศัตรูในเกมก็หูตาไวมากๆ ยืนอยู่อีกฟากห้องก็ยังอุตส่าห์เห็น และตราบใดที่ผู้เล่นไม่สามารถวิ่งหนีออกจากระยะสายตาของศัตรูได้ทัน ศัตรูจะวิ่งไล่กวดเราทั่วแผนที่ได้เลยโดยไม่ยอมแพ้ หมายความว่าบ่อยครั้งเวลาย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เก่าๆ ก็จะต้องต่อสู้กับศัตรูไปด้วยตลอดทางอย่างหลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ ยิ่งช่วงท้ายๆ เกมที่ศัตรูเริ่มเก่งขึ้น ยิ่งทำให้การเดินทางเก็บภารกิจเสริมมีความน่าปวดหัวอยู่ไม่น้อยอีกระบบที่รู้สึกเก่ามากๆ คือการที่ผู้เล่นไม่สามารถสับเปลี่ยนตัวละครในปาร์ตี้ได้ยกเว้นจะเจอจุดพักเท่านั้น แม้กระทั่งเวลาอยู่ในเมือง ซึ่งน่าหงุดหงิดเวลาที่เจอปริศนาหรือพัซเซิ่ลในฉากที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะในการแก้ และทำให้การทดสอบทีมหรือคอมโบใหม่ๆ ทำได้ลำบากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้องคอยวิ่งไปกลับระหว่างจุดเซฟที่อยู่แสนไกลเพื่อทดสอบตัวละครนอกจากปัญหาที่กล่าวไป ยังมีองค์ประกอบย่อยๆ อื่นๆ ที่ถ้าปรับปรุงได้จะทำให้เกมสนุกขึ้นกว่านี้อีก เช่นการที่เกมไม่มีแผนที่มินิแมพ ทำให้ต้องคอยหยุดเปิดแผนที่อยู่เนืองๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่น หรือการที่ไม่สามารถกดข้ามคัตซีนได้ (สำหรับกรณีที่ต้องสู้บอสที่มีคัตซีนขั้นหลายครั้ง) รวมไปถึงระบบ Auto-Save ของเกมที่ดูจะทำงานแบบไม่ค่อยสม่ำเสมอ ทำให้ผู้เล่นต้องคอยเซฟเกมเองบ่อยๆ ไม่งั้นเวลาตายก็เตรียมเล่นเกมใหม่จากการเซฟครั้งล่าสุดได้เลย โดยองค์ประกอบทั้งหมดนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลเสียต่อ “แก่นหลัก” ของเกมเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำให้ประสบการณ์การเล่นเสียไปบ้างเหมือนกัน และถ้าแก้ได้ก็จะทำให้ประสบการณ์โดยรวมมีความราบรื่นกว่านี้เยอะภาพสวยสบายตา กับราคาด้านเทคนิคเช่นเดียวกับในซีรีส์ Arcane ที่เรากล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ต้องกล่าวชมวิสัยทัศน์ในการ “สร้างโลก” ของ Riot มากๆ แม้จะไม่ใช่เกมทุนใหญ่ระดับร้อยล้าน แถมยังพัฒนาด้วยทีมงานขนาดเล็ก แต่ Ruined King ก็ยังสามารถนำเสนอกราฟฟิกในเกมออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผู้พัฒนา Airship Syndicate สามารถตีความสถานที่ต่างๆ ในเกมออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทุกซอกทุกมุมมีรายละเอียดที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโจรสลัด Bilgewater ที่บางพื้นที่ดูจะสร้างมาจากเรืออัปปางขนาดใหญ่หลายๆ ลำประกอบกัน หรืออย่างโซน Shadow Isles ก็ล้วนอัดแน่นไปด้วยซากแห่งอดีตที่บ่งบอกถึงอารยธรรมที่สาบสูญของผู้คนก่อนที่ราชามาร Viego จะทำลายทุกสิ่ง ทุกกระเบียดนิ้วของเกมถูกอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่ช่วยในการ “ขยายโลก” (World-Building) ของเกมให้มีมิติและประวัติศาสตร์ของตัวเองจากการทดลองเล่นเกมทั้งบน Nintendo Switch และ PC (ผู้เขียนเริ่มเล่นบน Switch แล้วยืมไอดีเพื่อนเล่นใน PC) สิ่งหนึ่งที่ต้องย้ำกับท่านผู้อ่านทุกท่านคือถ้าเลี่ยงได้ ให้เลี่ยงการเล่นเกมนี้บน Nintendo Switch ไปก่อนจนกว่าผู้พัฒนาจะออกแพทช์แก้ตัวเกมมากกว่านี้ เพราะแม้ภาพกราฟฟิกแนวการ์ตูนของเกมจะทำออกมาได้สวยงามตามมาตรฐาน แต่ก็แลกมาด้วยปัญหาด้านเทคนิคมากมายที่ส่งผลลบต่อประสบการณ์การเล่นเกมอย่างใหญ่หลวงอย่างแรกคือการที่เฟรมเรตของ Switch มักจะตกลงทุกครั้งที่เดินผ่านสถานที่บางแห่ง หรือกระทั่งในแผนที่นั้นทั้งแผนที่เลยก็มี ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความลำบากในการวิ่งหลบศัตรูหรือกับดักในฉาก การที่เกมแลคมากๆ ยังนำไปสู่ปัญหาบั๊คอื่นๆ ได้อีก เช่นกดคุยกับ NPC แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น พัซเซิ่ลไม่ทำงาน หรือบางทีก็อาจถึงขั้นส่งเควสไม่ผ่านไปเลยก็มี (ไอเทมหายไปจากกระเป๋าแต่เควสไม่ผ่าน) ซึ่งในกรณีของผู้เขียนเป็นเควสเนื้อเรื่องด้วย แต่โชคดีที่เซฟไว้ก่อนหน้านั้นพอดีเลยโหลดเซฟใหม่มาแก้ได้ ถ้าใครไม่ได้เซฟมาก่อนและเจอแบบนี้เข้าไปก็อาจต้องย้อนกลับไปเล่นไกลเลยก็เป็นได้การเล่นเกมใน PC (และเชื่อว่าใน PlayStation หรือ Xbox ด้วย) ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ เพราะเกม Ruined King ยังมีบั๊คยิบย่อยประปรายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างความรำคาญมากกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเล่น ในกรณีของผู้เขียนที่ต่อจอย Xbox One เล่นใน PC มักจะพบปัญหาแปลกๆ ที่ทำให้ไม่สามารถกดปุ่ม “ลง” บนจอยเกมได้ในขณะที่ต่อสู้ ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถเลือกเป้าหมายการโจมตีได้ไปด้วย สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เมาส์เล่นจึงจะเลือกเป้าหมายได้ตามปกติ ซึ่งต้องเข้า-ออกเกมใหม่จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ หรือปัญหาเควสที่ทำเสร็จไปแล้วยังค้างอยู่ในหน้าต่างรวมเควส หรือปัญหาที่จู่ๆ ก็พูดกับ NPC ไม่ได้ โดยทั้งหมดแก้ได้ด้วยการปิด-เปิดเกมใหม่จึงไม่ได้หนักหนานัก ถ้าพูดภาษาบ้านๆ ก็อาจบอกได้ว่าปัญหาเหล่านี้ “ทำให้ดูออกว่าเป็นเกมทุนต่ำ” นั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแก่นของเกมจะไม่ดีเช่นเดียวกันทั้งนี้ หากคุณเป็นแฟนของแฟรนไชส์ League of Legends และ/หรือเป็นคนที่สนใจจะทำความรู้จักกับจักรวาลนี้มากขึ้น Ruined King: A League of Legends Story ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะให้คุณได้สัมผัสกับโลก Runeterra ในอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือในการสร้างโลกของ Riot ที่น่าสนใจและมีมิติไม่น้อยไปกว่าในซีรีส์ Arcane อันยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เกมอาจจะยังมีจุดบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามองข้ามไปได้ สิ่งที่รอคุณอยู่คือเกม JRPG น้ำดีที่สร้างความเพลิดเพลินให้คุณได้ไม่น้อยไปกว่าเกมฟอร์มใหญ่หลายๆ เกมเลยทีเดียว
22 Nov 2021
รีวิว Halo Infinite (โหมด Multiplayer) ถึงจะเรียบง่าย แต่กลับสนุกจนหยุดไม่ได้
เป็นภาคแรกของเกมซีรีส์ Halo ที่ทางผู้พัฒนาเปิดให้ชาว PC ได้เล่นกันด้วยหลังจากที่เกือบทุกภาคนั้นลงให้กับแค่เครื่อง Xbox เท่านั้นกับเกมอย่าง Halo Infinite และยิ่งที่พิเศษก็คือทางผู้พัฒนาได้เปิดให้เล่นโหมด Multiplayer ฟรีๆ ไม่เสียเงินอีกด้วย (แต่โหมดเนื้อเรื่องต้องซื้อเกม) ซึ่งทำให้ทางเรา GameFever TH ได้มีโอกาสเข้าไปลองเล่นโหมด Multiplayer ในเกมนี้ในช่วง Beta และจากที่ตัวผู้เขียนเองไม่เคยได้ลองเล่นเกมนี้เลยซักภาค จึงทำให้มีความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไม Halo ถึงเป็นซีรีส์ที่ชาว Xbox ลงรักมายาวนานกว่า 20 ปี โหมดการเล่นของเกม Halo Infinite นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ นั่นคือ Quickplay, Big Team Battle, Ranked ArenaQuickplay เป็นโหมดการเล่นแบบ 4v4 ที่จะแบ่งออกเป็นโหมดย่อยๆ 3 โหมดคือ - Capture The Flag: โหมดชิงธงที่เราจะต้องวิ่งไปเอาธงฝ่ายตรงข้ามมาไว้ที่ฝ่ายเรา - Strongholds: โหมดยึดจุดเพื่อทำคะแนน - Slayer: เป็นโหมด Team Deathmatch ฆ่าให้ได้มากกว่าฝ่ายตรงข้ามBig Team Battle เป็นโหมดที่สเกลจะใหญ่ขึ้น จำนวนผู้เล่น 12v12 แผนที่ใหญ่ขึ้น แบ่งเป็นทีมละ 4 คน และมียานพาหนะให้ใช้ โดยจะมีโหมดการเล่นแบ่งออกเป็น 4 โหมดคือ - Slayer: โหมด Team Deathmatch - Capture The Flag: โหมดชิงธง - Stockpile: โหมดที่เราจะต้องเก็บของตามแผนที่มาใส่ไว้ที่ฐานเราให้ได้ 5 ชิ้นก่อนฝ่ายตรงข้าม - Total Control: โหมดยึดจุดที่เราจะต้องแย่งฝ่ายตรงข้ามยึดให้ครบ 3 จุดRanked Arena คือโหมด 4v4 ที่เราจะสามารถเล่นเพื่อไต่ Rank ขึ้นไปได้ โดยจะมีโหมดการเล่นย่อยๆ ด้วยกัน 4 โหมดคือ - Slayer: โหมด Team Deathmatch - Strongholds: โหมดยึดจุดเพื่อทำคะแนน - Capture The Flag: โหมดชิงธง - Odd Ball: คือโหมดที่เราจะต้องแข่งฝ่ายถือลูกบอลกระโหลกเพื่อทำคะแนนให้ครบตามจำนวนเกมเน้นยิงตายช้า แต่ก็สนุกไปอีกแบบโดยสิ่งที่ทำให้ Halo ไม่เหมือนเกมไหนๆ ก็คือระบบการเล่นที่มีสปีดค่อนข้างช้าต่างจากเกม Call of Duty และ Battlefield ที่เน้นเกมเพลย์ที่ไวกว่า นอกจากนี้ระบบเลือดของเกมก็ออกแบบมาให้เรายิงศัตรูตายช้าพอสมควร บางปืนอาจจะต้องยิงเป็นแม็กกว่าจะตาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินเพราะหลายๆ เกมที่เราเล่นมักจะเป็นเกมที่อาศัยจังหวะเสี้ยววิในการฆ่าศัตรู ยิงสองสามคนให้ตายภายในไม่กี่วินาที แต่ข้อดีของการที่ตัวเกมยิงกันตายนานก็คือมันช่วยให้เรามีเวลาในการคิดหรือสามารถหลบลีกศัตรูได้ทัน รวมถึงมันยังเหมาะสำหรับมือใหม่ที่พึ่งเล่นเกมนี้ หรือเล่นเกม FPS ไม่เก่งมาก ให้คุณได้มีโอกาสตั้งหลักและหันกลับไปสวนได้ทัน ทำให้เกมนี้เวลาเล่นเราอาจจะไม่ได้รู้สึกเจอคนเทพเหนือมนุษย์ขนาดนั้น (จริงๆ มันมีคนเก่งแหละ แต่เราก็ยังสู้ได้และรู้สึกสนุกอยู่ )และถึงแม้ว่าภายในเกมจะมีหลายโหมดให้เล่น แต่ระบบโครงสร้างการต่อสู้จะค่อนข้างเหมืองกันหมด ก็คือในตอนเริ่มต้นทุกๆ คนจะได้รับปืนชนิดเดียวกันทั้งหมด ปืนหลักหนึ่ง ปืนพกหนึ่ง และระเบิด 2 ลูก แต่ภายในแผนที่นั้นจะมีปืนพิเศษให้เราเก็บตามมจุดต่างๆ ซึ่งปืนเหล่านี้จะมีให้เลือกเล่นหลากหลายมากอย่างเช่นปืนสไนเปอร์ ปืนบาซูก้า หรือจะเป็นพวกอาวุธระยะประชิดอย่างมีด หรือค้อนเป็นต้น ซึ่งถ้าหากว่าคุณได้ปืนและใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันค่อนข้างมีประโยชน์และช่วยให้เราได้เปรียบขึ้นความรู้สึกหลังเล่นถ้าให้พูดตามตรงโหมด Multiplayer ของเกม Halo นั้นค่อนข้างที่จะเรียบง่ายไม่ได้ซับซ้อนใดๆ แต่ไอ้ความเข้าถึงง่ายนี่แหละมันกลับทำให้เรารู้สึกติดพันและสนุกกับเกมเป็นอย่างมากเพราะไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไรมากเลย และอย่างที่กล่าวไปว่าการที่เกมนั้นถูกดีไซน์มาให้ฆ่ากันตายค่อนข้างยาก มันเลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเจอคนเล่นที่จะสามารถ One Man Show คนเดียวได้ ทำให้การเล่นต่างๆ จำเป็นต้องเล่นกันเป็นทีมเวิร์คในระดับหนึ่ง เพราะการที่จะฆ่าศัตรูให้ตายไวที่สุดคือการช่วยกันลุมยิงนี่แหละ รวมถึงยิ่งถ้าหากเวลาเราเล่นในโหมด Ranked Arena ด้วย ทำให้เกมต้องอาศัยการเล่นเป็นทีมมากขึ้นไปอีกนอกจากนี้ระบบอาวุธของเกมที่ทำมาที่ทุกคนจะมีปืนเหมือนกันหมด ส่วนตัวค่อนข้างชอบเลย เพราะมันทำให้ตัวเกมมีความเท่าเทียมกันในการเล่น ส่วนถ้าหากคุณอยากไปเก็บปืนดีๆ มาใช้ คุณก็จะต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด แต่ต่อให้เจอปืนดีๆ มาใช้ ถ้าหากทีมเวิร์คไม่ดีก็อาจจะมีสิทธิ์แพ้ได้เช่นกัน ซึ่งตัวระบบนี้มันทำให้เราหมดกังวลเรื่องเกมจะต้อง Pay to Win กับเล่นเพื่อปลดล็อคปืนดีๆ ไปได้เลย มันเหมาะกับตัวผู้เขียนมากที่อาจจะไม่ใช่คนที่เล่นเกมแนวนี้ได้ทั้งวัน (เพราะด้วยธุระและอายุที่มากขึ้น) แต่ก็สามารถที่จะกลับมาเล่นได้เรื่อยๆ และไม่ต้องกังวลว่าจะตามเลเวลคนอื่นไม่ทัน เพราะทุกคนเท่าเทียมแต่ถามว่าข้อเสียของเกมนี้มันมีไหม ก็ต้องบอกว่าเรื่องการ Optimise กราฟิกบนเครื่อง PC ยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไร ต้องยอมรับว่าตัวเกมค่อนข้างมีปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะว่ากราฟิกของเกมนี้ก็ยังเอา Engine จากเกม Halo 5 ที่วางจำหน่ายมาแล้วว่า 6 ปีมาใช้ (แถมดูดีๆ กราฟิกของ Halo Infinite ทำได้แย่กว่าด้วยซ้ำ) แต่ตัวเกมกลับกินสเปคบนเครื่อง PC เป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่ากราฟิกของเกมนี้ไม่ได้สูงอะไร แต่คอมพิวเตอร์ I5 8400 + GTX 1060 6B ยังรันเฟรมเรทของเกมนี้ได้เพียงแค่ 60-65 FPS เท่านั้น เปรียบเทียบกับ Call of Duty: Vanguard ที่ภาพสวยกว่าหลายขุมแต่คอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถรันเฟรมเรทได้ถึง 70-100 FPS รวมถึงปัญหาเรื่องเกมเด้งออก เกมแคชก็มีให้เห็นมากอยู่พอสมควรสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าเรื่องการ Optimise ของเกมจะยังมีปัญหา แต่เกมเพลย์ของ Halo Infinite ก็ยังยอดเยี่ยม เรียบง่าย เข้าถึงง่าย ตัวเกมอาจจะไม่ได้หวือหวาเท่า Battlefield, Valorant หรือเกมอื่นๆ แต่มันกลับกลายเป็นเกมที่คุณหยุดเล่นมันไม่ได้ หรือคิดถึงมันตลอดเวลา ตัวเกมมันอาจจะไม่ใช่เกมที่คุณเล่นเป็นหลัก แต่ถ้าหากคุณเบื่อๆ เมื่อไร คุณก็จะสามารถเปิดมันเข้ามายิงได้ทุกเมื่อ ด้วยเวลาแต่ Match ที่ไม่ได้สูงมาก (ราวๆ 12-15 นาที) ถือว่าเป็นเกมที่เล่นฆ่าเวลาได้อย่างดี! โอเครออะไรกัน !! ไปโหลดมาเล่นกันได้เลย ร้านค้า Steam
19 Nov 2021
[Review] รีวิว Final Fantasy Vll: The First Soldier "เกม Battle Royale ที่หวังเสริมจักรวาลหลัก แต่กลับตกม้าตาย"
ในวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทาง Square Enix ได้เปิดให้บริการ Final Fantasy Vll: The First Soldier บนแพลตฟอร์มมือถือ แต่ด้วยปัญหาทางด้านเซิร์ฟเวอร์ในวันเปิดตัว จึงทำให้ผู้เล่นถล่มรีวิวแง่ลบจำนวนมาก จนพูดได้ว่าเปิดตัวไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก กับเกมที่ยืมชื่อแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่อย่าง Final Fantasy มาใช้ โดยฝั่ง Google Play ทำคะแนนไปได้เพียง 3.0/5 และฝั่ง App Store ทำคะแนนไปได้ 3.8/5 เท่านั้นแต่ว่าถ้าไม่นับปัญหาด้านเซิร์ฟเวอร์แล้ว เกมนี้คู่ควรที่จะได้รับคะแนนเพียงเท่านั้นไหม รีวิวนี้มีคำตอบ!!เกมแนว Battle Royale ที่มีฉากหลังเป็นโลกของ Final Fantasyด้วยความสำเร็จของเกมแนว Battle Royale จึงไม่แปลกใจที่เราจะได้ผู้พัฒนาเกมต่างๆ เริ่มตบเท้า ก้าวเข้าสู่เกมประเภทนี้กันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทาง Square Enix ได้ลองเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการเอาหนึ่งในเกมแฟรนไชส์ชื่อดังประจำบริษัทอย่าง Final Fantasy มาร่วมลุยในสมรภูมิเกม Battle Royale ในยุคนี้เช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอ ทางผู้พัฒนายังได้เลือกใช้ฉากหลังเป็นตัวเกมภาค 7 ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่มีฐานแฟนๆ เหนียวแน่นมากที่สุด ในระดับที่แทบจะเรียกว่า "แตะต้องไม่ได้" เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่า นี่เป็นอีกหนึ่งในเกมที่เกมเมอร์หลายคนทั่วโลกต่างพากันจับตามองว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่30 ปี ก่อนเนื้อเรื่องในภาค 7“เนื้อเรื่อง” เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ซีรีส์เกม Final Fantasy โด่งดังจนครองใจแฟนๆ มาตั้งแต่ยุคก่อน ทว่าในเกมนี้กลับมีเนื้อเรื่องที่ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร โดยตัวเกมจะเกริ่นนำบอกเพียงแค่ว่า เหตุการณ์ในเกมคือเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเนื้อเรื่องในภาค 7 ถึง 30 ปี แล้วก็ตัดทิ้งเสียดื้อๆ ไม่มีการบอกกล่าวอะไรต่อทั้งนั้น มีเพียง Cutscene สั้นๆ ทิ้งให้ผู้เล่นเกิดคำถามมากมายในหัวเบื้องต้นทางเว็บไซต์ออฟฟิเชียลของตัวเกมได้ระบุว่า ตอนนี้ตัวเกมอยู่ใน Season 1: Rise of Shinra นั่นจึงทำให้เราอาจจะพอคาดหวังได้ว่า เนื้อเรื่องจะตามมาในภายหลัง หรือตามมาในซีซันอื่นๆ ก็เป็นได้ (ปัจจุบันตัวเกมมีเพียงแค่โหมด Multiplayer ที่ให้เลือกเล่นแบบ Solo หรือ Squad 3 คน เท่านั้น) แต่ด้วยแนว Battle Royale ของเกมก็ไม่มั่นใจว่าเกมจะใช้วิธีไหนในการเล่าเรื่อง โดยเกมแนวเดียวกันที่สามารถนำเสนอเส้นเรื่องที่มีความต่อเนื่อง "ได้บ้าง" ยังมีอยู่น้อย และส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาสื่อ "นอกเกม" อย่างคลิปวิดีโอในการเล่าเรื่อง ต้องรอดูต่อไปว่าผู้พัฒนาจะมีวิธีใหม่ๆ เด็ดๆ อะไรมารองรับเกมที่เน้นเนื้อเรื่องอย่างซีรีส์ Final Fantasyการเล่นที่ผสมกลิ่นอายของความเป็น RPGระบบภายในเกม Final Fantasy Vll: The First Soldier ถือว่าค่อนข้างแปลกใหม่เมื่อเทียบกับเกม Battle Royale ทั่วๆ ไปเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีระบบสูตรสำเร็จของแนว Battle Royale อย่างการสุ่มไอเทม โดดร่ม วงบีบแล้ว ทางผู้พัฒนาได้ผสมกลิ่นอายความเป็น RPG เข้ามาด้วย ทำให้เกมดูลึกขึ้น เล่นยากขึ้น และน่าสนุกขึ้นไปในเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นระบบ Mastery ที่ผู้เล่นจะต้องเลือกคลาสก่อนเข้าเกม โดยแต่ละ Mastery จะเป็นตัวกำหนดสไตล์การเล่นในแมตช์นั้นๆ ได้เลย โดยในปัจจุบันมี Mastery ทั้งหมด 5 คลาส ได้แก่:Warrior สายนักดาบ ที่เน้นเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว และทำดาเมจได้รุนแรง เป็นคลาสที่มีความสมดุลสูง เหมาะสำหรับผู้เล่นใหม่Sorcerer คุมโซนอยู่ห่างๆ ฟื้นฟูมานาไว ทำให้ใช้ Materia (เวทมนตร์) ได้บ่อยยิ่งขึ้นและแรงขึ้น  ปั่นป่วนในการต่อสู้ได้ดีMonk มีความสามารถในการฟื้นฟูพลังชีวิตสูงกว่าคลาสอื่นๆ แต่ต้องแลกมาด้วยระยะการโจมตีประชิดที่ใกล้กว่าคลาสอื่นเช่นกันRanger เหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้ปืนยิงทำดาเมจ พกกระสุนได้เพิ่มขึ้น รีโหลดไวขึ้น และสามารถสแกนศัตรูในรัศมีสกิลได้Ninja สายพริ้ว กระโดดได้สองครั้ง เพิ่มความคล่องตัวในการขึ้นที่สูง และการหลบหลีกดาเมจระหว่างต่อสู้ทุก Mastery จะมีความสามารถตั้งต้นมาให้ 3 อย่าง โดยเป็นแบบ Active ที่กดใช้ได้ เรียกว่า Ability 1 อย่างและแบบ Passive ที่แสดงผลเมื่อตรงตามเงื่อนไข เรียกว่า Trait และ Skill (Trait จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) ซึ่งในการจะปลดล็อก Ability หรือ Skill ใหม่ๆ นั้น ผู้เล่นจะต้อง เล่น Mastery เดิมซ้ำๆ จนเลเวลถึงในจุดที่กำหนด จากนั้นผู้เล่นจะได้รับโทเคนใช้ปลดล็อกความสามารถที่ต้องการออกมา โดยในปัจจุบัน โทเคนจะได้ทุกเลเวล 5, 10, 15 และ 20 ครบกับความสามารถที่ปลดล็อกได้พอดีไม่ขาดไม่เกินต่อกันด้วยอีกหนึ่งระบบชูโรงของเกม อย่างระบบเวทมนตร์ Materia ซึ่งมีลักษณะเหมือนเวทมนตร์ที่มีความสามารถหลากหลาย ระยะการใช้งานจะอยู่ตั้งแต่ระยะใกล้จนถึงระยะกลาง แน่นอนว่า Materia แต่ละประเภทมีความสามารถ มานาที่ใช้ และความหายาก แตกต่างกัน โดยผู้เล่นหนึ่งคนจะเลือกหยิบ Materia ติดตัวไปได้แค่ 3 ชนิดเท่านั้น และถ้าหากว่า พบ Materia อันเดิมซ้ำๆ ยังสามารถเก็บเข้ามา เพื่อเพิ่มเลเวลให้กับ Materia ได้ด้วย (สูงสุดที่เลเวล 3)ปัจจุบันมี Materia ทั้งหมด 10 ประเภท ได้แก่Fire ยิงลูกไฟออกไปในทิศทางที่เลือก เล็งยาก แต่มีโอกาสทำให้ศัตรูกระเด็น และช่วยบีบทางหนีของศัตรูBlizzard ตั้งเสาน้ำแข็งขึ้นมา โดยเสาน้ำแข็งจะช่วยโจมตีศัตรูที่อยู่ในระยะทำการThunder เรียกฟ้าผ่าในบริเวณที่กำหนดCure เพิ่มพลังชีวิตโดยไม่ต้องใช้โพชั่นให้กับตัวละครในบริเวณใกล้เคียงComet เรียกดาวตก ออกมาทำดาเมจใส่พื้นที่เป็นวงกว้างAero วางสนามลมไว้ที่พื้น เมื่อผู้เล่นเดินไปเหยียบ จะส่งให้ตัวละครพุ่งขึ้นกลางอากาศ เหมาะสำหรับใช้ขึ้นที่สูงเพื่อมองหาศัตรู Raise ใช้ชุบเพื่อนที่ล้มอยู่ด้วยความรวดเร็วBlind ปาระเบิดควันออกไป บดบังทัศนวิสัยภายในพื้นที่Gravity วางกับดักเอาไว้ในบริเวณใกล้ๆ หากมีศัตรูมาเหยียบ กับดักจะทำงาน ส่งผลให้เดินช้าลง และไม่สามารถโจมตีได้ (คนที่ใช้เวทนี้สามารถโดนผลของกับดักได้เช่นกัน)Bio สร้างควันพิษในบริเวณที่กำหนด ทำดาเมจต่อเนื่องและนอกจาก Materia แบบปกติแล้ว ยังมี Materia พิเศษที่จะพบได้ใน Supply Drop เท่านั้น นั่นคือ Summon Materia หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า มนตร์อสูร ของชาว Final Fantasy นั่นเองอสูรที่อัญเชิญมาได้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล Ifrit อสูรเพลิง กับ Shiva อสูรน้ำแข็ง ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี โผล่มาแทบทุกภาค โดย Ifrit จะทำดาเมจรอบตัวด้วยคลื่นไฟ และ Shiva จะสโลว์ศัตรูรอบตัวด้วยคลื่นน้ำแข็ง ทว่าอสูรที่อัญเชิญมานั้นก็ไม่ได้โกงอย่างที่คิด เพราะอสูรถูกอัญเชิญในช่วงท้ายของเกม พวกมันจะเข้าสู่สถานะ Frenzied ที่จะทำดาเมจไม่เลือกหน้า ดังนั้นควรคิดให้ดีก่อนที่จะใช้ด้วย ถึงแม้มันจะเท่บาดใจแค่ไหนก็ตามองค์ประกอบยิบย่อยแต่ก็สำคัญ ช่วยผลักดันความลึกของเกมทั้งนี้ความเป็น RPG ของ Final Fantasy Vll: The First Soldier ยังไม่หมด นอกจากระบบการเล่นหลักที่ตัวเกมนำเสนอแล้ว ยังมีระบบเล็กๆ แต่ก็มีผลต่อเกมการเล่นเช่นกันไม่ว่าจะเป็นระบบ XP ที่ผู้เล่นจะได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหารมอนสเตอร์ สังหารผู้เล่น และเอาชีวิตรอดไปผ่านรอบต่างๆ ไปได้ ยิ่งผู้เล่นมีเลเวลเพิ่มขึ้น พลังชีวิต มานา และเลเวลาของความสามารถติดตัว ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยแน่นอนว่า เมื่อพูดถึงค่าประสบการณ์สไตล์เกม RPG มอนสเตอร์ก็คือสิ่งที่ขาดไปได้ และเกมนี้ก็ใส่เข้ามาด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ลูกกระจ๊อกจัดการง่ายๆ ไปจนถึงบอสที่ต้องเอาทั้งทีมรุมยิงกันหืดขึ้นคอ ผลตอบแทนที่ได้จากการสังหารมอนสเตอร์แล้ว นอกจาก XP ก็จะมีไอเทมพิเศษเฉพาะตัวมอนสเตอร์อีกด้วย เช่น “Bomb” มอนสเตอร์ลูกไฟที่ตีโคตรแรง ทว่าถ้าผู้เล่นจัดการมันลงได้ มีโอกาสที่เจ้ามอนสเตอร์ตัวนี้จะดรอปปืนยิงระเบิดสุดหายากมาให้ผู้เล่นได้ใช้กันตั้งแต่ช่วงต้นเกมกันไปเลยทั้งนี้มอนสเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ช่วยสร้างสีสรรค์ในตัวเกมได้เป็นอย่างดี เพราะหากพื้นที่เล่นอยู่ใกล้ๆ กับจุดเกิดของมอนสเตอร์ มีโอกาสสูงเลยทีเดียวที่พวกมันจะเข้ามาแจมระหว่างการดวลกันของผู้เล่นอีกด้วยและเมื่อพูดถึงการต่อสู้ อีกหนึ่งอย่างที่ห้ามลืมเลยคือ ระบบสถานะ Stagger ระบบนี้จะทำงานเมื่อผู้เล่น หรือมอนสเตอร์โดนดาเมจติดต่อกันภายในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อถึงจุดที่กำหนด ตัวละครนั้นจะเข้าสู่สถานะ Stagger ทันที ซึ่งสถานะนี้จะทำให้ผู้เล่นถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ส่วนมอนสเตอร์จะติดสตัน ไม่สามารถโจมตีหรือขยับได้ไปชั่วครู่ นอกจากนี้ ตัวเกมยังให้โบนัสสำหรับผู้เล่นที่ใช้อาวุธระยะประชิด ด้วยการเพิ่มให้ค่า Stagger ของศัตรูที่โดนหวดขึ้นเร็วกว่าโดนกระสุนปืนยิง ปิดท้ายด้วยระบบเครื่องประดับ ที่สร้างความแตกต่างอีกหนึ่งชั้น ตัวละครจะเก็บเครื่องประดับได้แค่สองชิ้นเท่านั้น ซึ่งเครื่องประดับต่างๆ จะทำหน้าที่เหมือนบัฟติดตัวที่ให้สถานะแตกต่างกันไป เช่น ได้รับ XP เพิ่มขึ้น 20 % เมื่อฆ่ามอนสเตอร์, เคลื่อนที่ไวขึ้น 20% เมื่ออยู่ในสถานะนั่งย่อ หรือสามารถมองเห็น Safe Zone จุดต่อไปได้ เป็นต้นจะเห็นว่า ระบบของเกม Final Fantasy Vll: The First Soldier นั้นมีความเป็น RPG สูงมาก ผู้เล่นต้องใช้ทักษะต่างๆ ผสมผสานเข้าด้วยกัน ปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ไอเทมที่มี และสถานการณ์ที่กำลังเจอ นั่นจึงทำให้ทุกการปะทะในเกมนี้ เต็มไปด้วยจังหวะเข้าทำ และการพลิกแพลงอยู่เสมอ ทั้ง Mastery ที่ผลักดันสไตล์ส่วนตัวของผู้เล่น และสร้างจุดได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างตัวละครต่างๆ ขึ้นมา แถมตัวเกมยังทำให้ดาเมจจากการโจมตีระยะประชิดรุนแรงกว่าปืนเสียอีก นี่จึงผลักดันให้ผู้เล่นสายระยะประชิดอย่าง Warrior และ Monk มีแรงจูงใจในการเล่นมากขึ้นอีกด้วยนอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง ระบบ Indicator ที่ช่วยบอกเสียงเท้า เสียงปืน และตำแหน่งของกล่องใส่ไอเทมคร่าวๆ อีกด้วย ระบบนี้จะอำนวยความสะดวกแก่คนที่ไม่ได้ใส่หูฟัง หรือปิดเสียงระหว่างเล่นได้เป็นอย่างดี ถ้าผู้เล่นใช้ประโยชน์จากระบบนี้ได้เต็มที่ ต่อให้เป็นตัวระยะใกล้ ก็สามารถดักเซอร์ไพรส์ตัวละครระยะไกล และปิดเกมในเวลาอันรวดเร็วได้ทันท่วงทีระบบการเก็บของอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้เล่นมือใหม่ ที่ไม่รู้ว่าควรจะต้องเก็บไอเทมชิ้นไหน ระบบนี้จะช่วยแยกของที่ผู้เล่นต้องการ และคอยเก็บไอเทมที่มีระดับสูงกว่าให้ภายในทันทีที่เจอปิดท้ายด้วยการโดดร่มแบบเลือกจุดโดดเองได้ โดยปกติในเกม Battle Royale ยอดฮิตอย่าง PUBG, Apex Legend หรือ Fornite จะต้องโดดไปตามเส้นทางของเครื่องบิน แต่ใน Final Fantasy Vll: The First Soldier นั้น แต่ละ Squad จะมีเฮลิคอปเตอร์ของใครของมัน แยกกันไปเลย ให้อิสระแก่ผู้เล่นในการเลือกจุดลงจอดเองได้เต็มที่การตั้งค่าที่ละเอียดยิบ แต่ดันพลาดของสำคัญเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ Community ในเกมนี้บ่นกันให้แซ่ด กับการตั้งค่าที่ละเอียดมาก มีตั้งแต่การปรับแยกเสียงสภาพแวดล้อม เสียงพูด เสียงไมก์ เสียงเพลง หรือการตั้งค่าความเร็วกล้องในตอนที่เราใช้ตัวซูมระยะต่างๆ ที่มีละเอียดตั้งแต่ x1 ไปจนถึง x8 แต่ตัวเลือกตั้งค่าที่ทำมาให้เลือกยิบย่อยขนาดนี้นั้น กลับขาดระบบสำคัญสำหรับเกมบนมือถืออย่าง Gyroscope ไปวางตำแหน่งปุ่มได้ทุกปุ่ม แต่ดันไม่มีให้ตั้งค่า Gyroscope ซะงั้นระบบนี้ถือเป็นหนึ่งในระบบสำคัญของเกมแนว Shooter บนมือถือ เพราะจะช่วยให้ผู้เล่นเล็งศูนย์ยิงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งการลากนิ้วที่จะทำให้บังจอจนมองไม่เห็นศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมีผู้เล่นจำนวนหนึ่งได้ส่ง Feedback ถึงผู้พัฒนาไปตั้งแต่ช่วง Beta แล้ว แต่ในเกมตัวจริงที่เปิดให้บริการนั้น ก็ยังไม่มีวี่แววของระบบนี้อยู่ดีถึงแม้ตัวเกมจะมีระบบ Auto Fire ที่จะยิงอัตโนมัติ เมื่อเป้าทาบบนตัวศัตรูมาให้  แต่การใช้งานจริงก็ห่วยจนไม่สามารถเอาไปเล่นได้ เพราะในบางสถานการณ์ เราอาจจะแค่ต้องการส่องดูศัตรูจากที่ไกลๆ เฉยๆ ไม่ได้ต้องการที่จะลั่นไกบอกตำแหน่ง นอกจากนี้ถ้าหากคุณใช้ปืน Sniper Rifle กำลังเล็งศัตรูที่เคลื่อนไหวอยู่ ระบบ Auto Fire จะยิงออกไปเองทันที ทำให้เราไม่สามารถยิงดักหน้าศัตรูได้ ดังนั้นระบบนี้ถึงไม่เวิร์คเหมือนที่คิด และไม่สามารถทดแทน Gyroscope ได้ด้วยกราฟิกตามมาตรฐาน ทว่ากลับทำเฟรมเรตได้ไม่นิ่ง และพบอาการแลคอยู่บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงความสวยงามของภาพภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่า Final Fantasy Vll: The First Soldier ทำออกมาได้ค่อนข้างตามมาตรฐานของเกมมือถือในยุคนี้ อาจจะไม่ได้ดีเลิศจนร้องว้าว แต่ก็สวยงามในระดับที่พอชื่นชมได้บ้าง ทว่าด้วยเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกม ไม่ว่าจะเป็นกระสุนปืน การใช้เวทมนตร์ การโจมตีของมอนสเตอร์ นั่นจึงทำให้ในบางครั้งตัวเกมมีอาการแลคให้เห็นอยู่เป็นพักๆ  ไม่สามารถรักษาเฟรมเรตให้ลื่นตาได้ตลอดการเล่นนอกจากนี้ตัวเกมยังคงมีปัญหาในการโหลดฉากต่างๆ ที่ค่อนข้างนานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโหมด การหาห้อง การโหลดเข้าเกม การเข้าหน้าร้านค้า ล้วนต้องผ่านการโหลดอย่างน้อย 10-20 วินาทีก่อนทั้งนั้น ตรงจุดนี้จุดทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า ทั้งที่ตัวเกมไม่ได้มีภาพกราฟิกที่ล้ำยุค แต่ทำไมถึงกลับใช้เวลาในการโหลด และไม่สามารถรักษาความเสถียรเฟรมเรตเอาไว้ได้ ทั้งนี้ตัวเกมยังมีอาการเกมพังให้เห็นอยู่ครั้งสองครั้ง ตลอดการเล่นเพื่อเขียนรีวิวในบทความนี้ควรค่าแก่การสละเวลาเล่นไหม?หากใครเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ Final Fantasy และชื่นชอบเกม Battle Royale เป็นทุนเดิม เกมนี้คงจะตอบโจทย์คุณได้ไม่มากก็น้อย Final Fantasy Vll: The First Soldier จะช่วยทำให้คุณรำลึกถึงงานภาพสไตล์ Final Fantasy ได้ไม่ยาก แถมตัวเกมยังพยายามยกระบบต่างๆ ที่ยังคงความเป็น RPG ไว้ค่อนข้างเยอะ แต่ทว่าระบบต่างๆ ที่พยายามจะช่วยทำให้เกมดูแตกต่างนั้น กลับส่งผลต่อ Gameplay น้อยกว่าที่คิด ตัวเกมไม่ได้มีจังหวะการเล่นที่ว่องไวขึ้น หรือช้าลงจากเกม Battle Royale เกมอื่นมากนัก เมื่อผ่านพ้นช่วงเฟสแรกมาได้ ผู้เล่นจะเดินเกมช้าลง ระวังตัวกันมากขึ้น เข้าไปหลบตามบ้านเรือน ขึ้นเนินสูง หาจุดได้เปรียบเพื่อหวังชัยชนะชัวร์เสียมากกว่าทั้งนี้ แม้ทางผู้พัฒนาจะพยายามใส่ระบบการชนะทางหรือแพ้ทางของ Mastery เข้ามา แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมการเล่นขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวผู้เล่นมักจะเลือกใช้ปืนทำดาเมจกันก่อน การโจมตีระยะประชิดเหมือนเป็นอาวุธสำรองในตอนที่หมดก๊อกแล้วจริงๆ เสียมากกว่า และถึงแม้จะมีโบนัสสำหรับอาวุธระยะประชิดอย่าง ระบบ Stagger เข้ามาช่วยก็จริง แต่ด้วยการทำดาเมจที่ค่อนข้างสูงของเกมนี้ จึงทำให้ส่วนใหญ่แล้ว ทั้งผู้เล่นและมอนสเตอร์ต่างตายก่อนที่หลอด Stagger จะเต็มทั้งนั้น มีเพียงมอนสเตอร์ระดับบอสที่เราจะได้ใช้ระบบนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้านระบบ Materia ที่ดูสร้างสรรค์ดี แต่ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกัน “ระเบิดที่มีลูกเล่นมากขึ้น” เพราะ Materia จะไม่ได้ถูกใช้บ่อยๆ ในการต่อสู้ ด้วยข้อจำกัดด้านมานา อีกทั้งยังหวังผลยาก เพราะเล็งยาก และมีระยะที่อยู่ในระดับใกล้จนถึงกลาง ตรงจุดนี้ Materia จึงเหมือนกับระเบิดในเกม Battle Royale อื่นๆ ตรงที่ “ถึงจะสร้างข้อได้เปรียบสูง แต่หวังผลได้ยาก จึงมักใช้เพื่อจำกัดพื้นที่ของศัตรูเสียมากกว่า” ทั้งนี้จะไม่รวม Materia ประเภทสนับสนุนอย่าง Cure, Aero และ Raise ที่จะเป็นการใช้ใส่เพื่อนร่วมทีม ทำให้มีโอกาสใช้ง่ายมากกว่าหากพูดถึง Summon Materia ที่ดูอลังการงานสร้าง และดูจะสร้างความได้เปรียบมหาศาล แต่จุดเสียของระบบนี้คือ หาจังหวะใช้งานจริงยากมาก เนื่องจาก Summon Materia จะต้องหาจาก Supply Drop เท่านั้น แถมยังมาในรูปแบบของการสุ่ม นั่นคือ ทุกกล่องไม่ได้มี Summon Materia ซ้ำร้าย ทางผู้พัฒนายังใส่ระบบ Frenzied ที่โจมตีไม่เลือกหน้าเข้ามาในช่วงท้ายเกม ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเวลาเฉิดฉายของมนตร์อสูรแท้ๆ นั่นจึงทำให้ ระบบนี้ดูขาดๆ เกินๆ ไปโดยปริยาย ไม่ค่อยได้เห็นคนหยิบมาใช้จริงสักเท่าไร นอกจากจะเอาเท่เสียมากกว่าและถึงแม้ระบบอย่าง Indicator ช่วยบอกตำแหน่ง ระบบจำแนกไอเทมอัตโนมัติ และระบบแพ้ทางกันของ Mastery ต่างๆ จะทำออกมาได้ดูดี แต่ด้วยจังหวะการต่อสู้ที่ผู้เล่นเลือกใช้ปืนเป็นดาเมจหลัก Materia เป็นของเสริม และโจมตีระยะประชิดเป็นประกันชั้นสุดท้าย เราจึงมักจะได้เห็นการต่อสู้ในรูปแบบเดิมๆ อยู่เสมอ ซ้ำร้ายเมื่อบวกกับอนิเมชันที่ไม่ลื่นไหล และเฟรมเรตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ นั่นจึงทำให้การต่อสู้ที่ควรจะสนุกในเกมนี้ กลับน่าเบื่ออย่างเหลือเชื่อทุกคนล้วนเปิดฉากกันด้วยสาดกระสุนจากระยะไกล ต่อด้วยใช้ Materia เพื่อบีบพื้นที่ และหากกระสุนหมดกลางทางก็จะเป็นศึกควงหมัดของสายประชิด หรือเป็นจังหวะหนีเอาชีวิตรอดของสายระยะไกล หากสายประชิดฆ่าได้ ก็รอไปเจอกับคนอื่นต่อ แต่หากสายระยะไกลหนีได้ทัน ก็จะเข้าลูปเดิม เปิดฉากดวลปืนกันใหม่ช่างน่าเสียดายที่ Final Fantasy Vll: The First Soldier ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้จะอุดมไปด้วยไอเดียดีๆ โดยอิงรากฐานความเป็น RPG มาจากเกมหลัก แต่ด้วยสมดุลของเกมยังไม่มั่นคง บวกกับปัญหาด้าน Performance และเซิร์ฟเวอร์ จึงทำให้เกมนี้ต้องตกม้าตาย ทั้งที่ควรจะได้เป็นหนึ่งในเกมบนมือถือยอดเยี่ยมแท้ๆ เชียว
19 Nov 2021
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ตอน 4-6: วางรากฐานสู่ตอนจบอันแสนปวดร้าว
ในการเล่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ด้วยโครงสร้างแบบ 3 องก์นั้น “องก์ที่ 2” มักจะเป็นองก์ที่เล่ายากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องต่อยอดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปูมาในช่วงแรกของเนื้อเรื่อง “องก์ที่ 2” ยังมีหน้าที่อันสำคัญในการปูพื้นเหตุการณ์ไปสู่บทสรุปในองก์สุดท้ายด้วย ทำให้เหตุการณ์หลายๆ อย่างในองก์ที่ 2 รู้สึกขาดบทสรุปในตัวเองเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในช่วงแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กรณีดังกล่าวสามารถใช้บรรยายซีรีสื Arcane ตอนที่ 4-6 ได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าซีรีส์จะยังคงมาตรฐานบทพูดและการออกแบบอนิเมชั่นอันยอดเยี่ยมของตอนแรกๆ และประสบความสำเร็จในการนำเสนอแง่มุมที่กว้างขึ้นของทั้ง Zaun/เมืองเบื้องล่าง และ Piltover แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องปูเส้นเรื่องและปมขัดแย้งหลายๆ อย่างไว้ไปเฉลยในตอนจบ ส่งผลให้ Pacing หรือจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วมาก โดยที่ไม่ได้นำเสนอบทสรุปที่น่าพอใจนักเมื่อเทียบกับองก์แรกอ่านรีวิวตอน 1-3เหตุการณ์ขององก์ 2 เริ่มขึ้นหลายปีหลังตอนจบขององก์แรก โดยเทคโนโลยี Hextech ของเจซและวิคเตอร์ประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมเมือง Piltover ให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งกว่าเดิม แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะสงบ เมื่อเหล่าวายร้ายจากเมืองเบื้องล่างเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเปิดศึกกับเมือง Piltover อย่างลับๆ ในขณะเดียวกัน ‘ไว’ ผู้ซึ่งถูกขังคุกเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ต้องร่วมมือกับนักสืบมือใหม่ไฟแรงอย่าง ‘เคทลิน’ (Caitlyn ฮีโร่อีกตัวจากเกม LoL) เพื่อตามหาน้องสาวของเธอ ผู้ซึ่งกลายเป็นอาชญากรตัวฉกาจที่ใช้ชื่อว่า ‘จิ๊งซ์’ ไปซะแล้วจุดแข็งอย่างหนึ่งของซีรีส์ ‘Arcane’ ที่ผู้เขียนเคยกล่าวชมไปในรีวิวองก์แรกของซีรีส์ คือการที่ทีมนักเขียนเลือกจะมุ่งความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ของพี่น้องไวและพาวเดอร์/จิ๊งซ์เป็นหัวใจหลัก ในขณะที่เรื่องราวของเจซและวิคเตอร์ทำหน้าที่ในการ “ปูพื้น” ธีมแฟนตาซีต่างๆ ของโลก องก์ที่ 2 ดูจะเทความสำคัญไปที่เรื่องราวของเจซและวิคเตอร์มากกว่า ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้คนดูสามารถมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้มากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเรื่องราวของไวและพาวเดอร์/จิ๊งซ์ควรได้รับการพัฒนามากกว่านี้ หรืออย่างน้อยก็ควรเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงจากพาวเดอร์ไปสู่จิ๊งซ์ได้มากกว่านี้ซะหน่อย ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางถึงเปลี่ยนให้เด็กน้อยไม่สู้คนอย่างพาวเดอร์ กลายเป็นอาชญากรบ้าคลั่งอย่างจิ๊งซ์ไปได้ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้จะบอกว่าเนื้อเรื่องของเจซและวิคเตอร์จะไม่น่าติดตามไปซะทีเดียว โดยเฉพาะปมความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนที่มีน้ำหนักทางอารมณ์อยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับเรื่องราวของไวและพาวเดอร์ แต่ด้วยจุดประสงค์ของเรื่องราวเหล่านั้นในการ “ปูพื้น” ให้กับโลกของซีรีส์ในภาพใหญ่ ทำให้เรื่องราวของทั้งสองเข้าไปพัวพันกับการเมืองต่างๆ ของ Piltover ด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้น่าติดตามมากเท่ากับความสัมพันธ์พี่น้องในองก์แรก โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ หน้าใหม่ที่ไม่ได้มีความผูกพันธ์กับโลกของ LoL มาก่อนทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะไม่ได้รู้สึก “อิ่ม” ในตัวเองมากเท่ากับสามตอนแรก/องก์แรก แต่ Arcane องก์ 2 (4-6) ก็ยังคงรักษามาตรฐานหลายๆ อย่างเอาไว้ โดยเฉพาะในแง่ของอนิเมชั่นอันสวยงาม และฉากแอคชั่นที่ออกแบบมุมกล้องมาได้น่าตื่นเต้นเสมอ คงต้องไปวัดกันในองก์สุดท้ายที่ออกอากาศในวันที่ 20 พฤษจิกายนนี้ ว่าซีรีส์จะสามารถควบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ไปสู่จุดจบที่น่าพอใจได้แค่ไหน
16 Nov 2021
[Review] ซีรีส์ 'Arcane' ตอน 1-3: ก้าวแรกสู่โลกของ LoL ในมุมที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ด้วยความสำเร็จของเกม MOBA ยอดฮิตอย่าง League of Legends ที่ครั้งหนึ่งเคยครองตำแหน่ง “เกมที่มียอดผู้เล่นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์” อยู่หลายปี และสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างเกมอย่าง Riot Games (และเจ้าของบริษัท Riot Games อย่าง Tencent) ไปเป็นกอบเป็นกำตลอดระยะเวลานั้น คงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุดเราจะได้เห็นผู้พัฒนา Riot Games พยายามขยายเกมลูกรักออกไปสู่ตลาดอื่นๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเกมการ์ดใหม่อย่าง Legends of Runeterra ที่ได้รับความนิยมอยู่มิใช่น้อย ไปจนถึงการประกาศเปิดตัวเกม RPG แบบ Turn-based สำหรับเครื่อง PC อย่าง Ruined King: A League of Legends Story ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา หรือกระทั่งการเข้าไปมีตัวตนอยู่ในวงการดนตรีในฐานะวง K/DA และไอดอล Seraphina ก็ตามทีแน่นอนว่านั่นย่อมรวมถึงซีรีส์ ‘Arcane’ ผลงานซีรีส์อนิเมชั่นใหม่ล่าสุดจาก Riot Games และสตูดิโอสัญชาติฝรั่งเศษ Fortiche Production ที่เพิ่งปล่อย 3 ตอนแรกออกมาให้ชมกันทางเว็บสตรีมมิ่ง Netflix เมื่อวันที่ 6 พฤษจิกายนที่ผ่านมา โดยซีซั่นแรกของซีรีส์จะมีทั้งหมด 9 ตอน แบ่งออกเป็นองก์ละ 3 ตอนซึ่งออกอากาศพร้อมกันทุกสัปดาห์ ซึ่งระหว่างแต่ละองก์จะมีการ “ข้ามเวลา” (Time Skip) ด้วย จึงอาจจะมองแต่ละองก์รวมกันเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในไตรภาคก็ได้หลังจากที่รับชม 3 ตอนแรกของซีรีส์ ต้องยอมรับอย่างเต็มปากว่า ‘Arcane’ ถือเป็นก้าวแรกอันแข็งแกร่งในการขยายจักรวาล League of Legends สำหรับแฟนๆ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ด้วยเนื้อเรื่องที่ซีเรียสและละเอียดอ่อนกว่าที่คาดหวังจะได้เห็นจากแฟรนไชส์ MOBA ซึ่งติดตามได้ง่ายแม้จะไม่เคยรู้จักกับโลกหรือตัวละครมาก่อน พร้อมกับผลงานอนิเมชั่นและการจัดภาพชั้นครูที่สามารถนำพาอารมณ์ของผู้ชมได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกัน การที่ซีรีส์เลือกเน้นเรื่องราวชีวิตตัวละครเพียงไม่กี่ตัว ยังทำให้ ‘Arcane’ เป็นซีรีส์ที่ไม่ว่าใครๆ ก็ติดตามได้ และควรลองให้โอกาสซักครั้ง ไม่ว่าคุณจะรู้จักกับ League of Legends หรือไม่ก็ตามเรื่องราวของ ‘Arcane’ จะตั้งอยู่ในเมืองพี่น้อง Piltover และ Zaun (ก่อนที่จะเป็น Zaun ด้วยซ้ำ) โดย Piltover เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการค้าขายอันรุ่งเรือง ในขณะที่ Zaun (หรือที่ซีรีส์เรียกเพียงแค่ว่า ‘Undercity’ หรือ ‘เมืองเบื้องล่าง’) เปรียบได้กับ ‘ย่านสลัม’ ที่ถูกลืมของเมือง Piltover ซึ่งเต็มไปด้วยอาชญกรรมและสารเคมีที่ตกค้างจากขยะเหลือทิ้งของ Piltover อีกที ความแตกต่างอันสุดขั้วของเมืองทั้งสองนำไปสู่ความเกลียดชังและเหยียดหยามกันเองระหว่างผู้คนในเมือง ที่ต่างมองว่าอีกฝ่ายเป็นเสี้ยนหนามที่ควรถูกกำจัดไปให้สิ้นซาก ก่อนเหตุการณ์ของซีรีส์ ความขัดแย้งนี้ได้เคยนำไปสู่การปฏิวัติโดยประชากรเมืองเบื้องล่างที่ลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องความเท่าเทียมจากเหล่าคนดีย์แห่งเมือง Piltover ในที่สุด แต่พวกเขากลับเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรงจากหน่วยตำรวจของ Piltover ที่ลงเอยด้วยการเสียชีวิตของชาวเมืองเบื้องล่างจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงพ่อแม่ของสองพี่น้อง ‘ไวโอเล็ต’ (Violet หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘Vi’ หรือ ‘ไว’) และ ‘พาวเดอร์’ (หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘Jinx’ หรือ ‘จิ๊งซ์’ นั่นเอง) การตายของพ่อแม่ทำให้สองพี่น้องต้องเติบโตในฐานะเด็กกำพร้าภายใต้การดูแลของ ‘แวนเดอร์’ อดีตหัวโจกแห่งการปฏิวัติ ที่ผันตัวมาเป็นเจ้าพ่อประจำย่านหนึ่งในเมืองเบื้องล่าง โดยไวและพาวเดอร์ต้องเอาตัวรอดด้วยการลักเล็กขโมยน้อยพร้อมกับแก๊งโจรเล็กๆ ที่มีไวเป็นหัวหน้าเรื่องราวของ ‘Arcane’ เริ่มขึ้นเมื่อไวและแก๊งได้รับคำแนะนำให้ไปปล้นห้องทดลองแห่งหนึ่งใน Piltover ที่บังเอิ๊ญบังเอิญเป็นของนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ชื่อว่า ‘เจซ’ (Jayce ฮีโร่อีกตัวจากเกม) ผู้ซึ่งกำลังพยายามหาวิธีในการ “ควบคุมเวทมนตร์ด้วยวิทยาศาสตร์” โดยเหตุการณ์นี้เป็นตัวจุดชนวนที่พาไวและพาวเดอร์เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Piltover และเมืองเบื้องล่างอีกครั้ง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่จะเปลี่ยนสองพี่น้องให้กลายเป็นศัตรูคู่อริที่แฟนๆ ของ League of Legends คุ้นเคยกันดีความสูญเสียพ่อแม่ในอดีตของเธอ ส่งผลให้ไวเติบโตมาพร้อมกับความต้องการที่จะปกป้องน้องสาวทุกวิถีทาง ในขณะที่พาวเดอร์เองก็พยายามพิสูจน์ตัวเองต่อพี่สาวอยู่เสมอว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ความเป็นเด็กของเธอก็ทำให้เธอมักทำผิดพลาดในขณะออกปล้นอยู่เสมอ จนสมาชิกคนอื่นๆ ในแก๊งเรียกเธอเป็น “ตัวซวย” (หรือภาษาอังกฤษคือ ‘Jinx’ นั่นเอง) ทำให้ไวต้องออกตัวปกป้องน้อง ซึ่งก็ยิ่งทำให้พาวเดอร์รู้สึกอยากพิสูจน์ตัวมากขึ้นไปด้วย วนไปมาอยู่อย่างนั้นลักษณะความสัมพันธ์ของไวและพาวเดอร์ถือเป็นหัวใจหลักของซีรีส์ ‘Arcane’ นี้ ที่ทำให้ผู้ชมทุกคนสามารถรู้สึกร่วมไปกับตัวละครเหล่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องรู้จักมาก่อน ซึ่งในจุดนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในฝั่งของผู้เขียนบท เพราะเอาเข้าจริงๆ จักรวาลของ League of Legends นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก เอาแค่ฮีโร่ในเกมก็ปาเข้าไปมากกว่า 140 ตัวแล้ว การพยายามเล่าเรื่องราวใหญ่โตที่มีตัวละครให้จำเยอะๆ อาจทำให้ซีรีส์เข้าถึงยากสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเกม LoL อยู่แล้ว การมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของตัวละครไม่กี่ตัวทำให้ซีรีส์สามารถนำเสนอปมความขัดแย้งที่มี “ความเป็นมนุษย์” ได้ มากกว่าจะเป็นเรื่องราวแฟนตาซีระดับมหากาพย์ที่ติดตามยากกว่ายิ่งไปกว่านั้น ซีรีส์ประสบความสำเร็จมากๆ ในการสื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาทั้งในบทพูดและการแสดงบุคลิกสีหน้าทั้งหลาย โดยผลงานอนิเมชั่นของ Fortiche Productions ที่มีลักษณะเหมือนภาพจิตรกรรมสีฉูดฉาดกลับสามารถมอบความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครได้อย่างคาดไม่ถึงFortiche Productions ยังแสดงฝีมืออันน่าทึ่งในการจัดองก์ประกอบภาพในแต่ละเฟรมของซีรีส์ ทำให้แทบทุกเฟรมมอบความรู้สึกราวกับเป็นภาพนิ่ง แถมยังมีการใช้เอฟเฟกต์มุมกล้องและ Slow Motion เพื่อเน้นจังหวะระทึกขวัญในฉากแอคชั่นได้อย่างแยบยล จนต้องยอมรับว่า ‘Arcane’ ไม่เพียงเป็นผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดของ Riot แต่อาจเป็นผลงานซีรีส์อนิเมชั่นที่ดีเป็นอันดับต้นๆ บน Netflix ได้สบายเลยในขณะที่เรื่องราวของไวกับพาวเดอร์ดำเนินไปนั้น ‘Arcane’ ยังค่อยๆ ‘สร้างโลก’ (World Building) ของซีรีส์ไปด้วยผ่านเรื่องราวของตัวละคร ‘เจซ’ และ ‘วิคเตอร์’ (Viktor) สองนักประดิษฐ์หนุ่มไฟแรงที่ใฝ่ฝันจะควบคุมพลังแห่ง ‘มนต์ตรา’ ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฏหมายของเมือง Piltover โดยเรื่องราวของทั้งสองแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวของไวและพาวเดอร์โดยตรง แต่ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ซีรีส์สามารถสำรวจมุมต่างๆ ของ “โลก” ของซีรีส์มากขึ้นทีละน้อยทั้งในเรื่องของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต หรือความเชื่อที่ชาวเมืองมีต่อเวทมนต์ เป็นการค่อยๆ วางรากฐานเพื่อให้ซีรีส์สามารถเล่นกับปมที่ใหญ่ขึ้นได้ในอนาคตทั้งนี้ทั้งนั้น หากจะต้องตำหนิอะไรซักอย่าง คงเป็นการที่ซีรีส์มีจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว แม้จะมีความยาวตอนละถึง 45 นาทีก็ตาม ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้คุณภาพของการเล่าเรื่องโดยรวมเสียไปเท่าไหร่นัก แต่ก็แอบทำให้รู้สึก “เหนื่อย” ได้เหมือนกันเมื่อนั่งดูทั้ง 3 ตอนติดๆ กัน เพราะแทบทุกฉากมีข้อมูลหรือบทพูดบางอย่างที่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปข้างหน้าเสมอ แต่ครั้นจะดูทีละตอนก็ยากเหมือนกัน เพราะยอมรับตามตรงว่าซีรีส์สนุกมากจนอยากจะดูรวดเดียวให้จบทั้ง 9 ตอนด้วยซ้ำแน่นอนว่าเรายังมีอีก 6 ตอนที่เหลือก่อนที่ซีรีส์ ‘Arcane’ จะจบซีซั่นแรกจริงๆ แต่ถ้าวัดจากแค่ 3 ตอนแรก ก็รับประกันได้เลยว่าอีก 6 ตอนที่เหลือน่าจะมีอะไรสนุกๆ รออยู่อีกเพียบ อ่านรีวิวตอน 4-6
10 Nov 2021
รีวิว Call of Duty: Vanguard ยังคงมาตรฐานเดิม และไม่ทำให้ผิดหวัง
หลังจากความสำเร็จของเกม Call of Duty: WWII ในปี 2017 กับการพาเราเข้าไปสู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ภายในปีนี้ทาง Sledgehammer Games ก็ได้พาเรากลับสู่ในยุคนี้อีกครั้งกับ Call of Duty: Vanguard ที่จะพาให้เราด้ไปสัมผัสกับยุคสงครามโลกยุคนี้อีกรอบหนึ่ง แต่จะให้เราได้ไปติดตามเหล่าวีรบุรุษสงครามด่านหน้าของแต่ละประเทศ ซึ่งในบทความนี้พวกเรา GameFever TH ได้เข้าไปเล่นมาแล้วและจะมารีวิวเกมนี้ให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าตัวเกมมีฟีเจอร์อะไรน่าสนใจบ้างกราฟิก / การนำเสนอภายในเกม Call of Duty: Vanguard นี้ได้ใช้ Engine อย่าง IW8 Engine ที่เป็นการอัปเกรดกราฟิกจาก Call of Duty: Modern Warfare (2019) ซึ่งตัวภาพต้องยอมรับในเรื่องของความสมจริงทั้งในด้านโมเดลของตัวละครที่ถือว่าใกล้เคียงกับคนจริงๆ มากขึ้นจนมองเผินๆ จะแยกไม่ออกแล้ว ส่วนในฉากเล่นเกมทั่วไปนั้น โมเดลฉากต่างๆ ตอนเล่นถ้าหากคุณเคยเล่น Call of Duty: Modern Warfare (2019) มันก็จะให้ความรู้สึกนั้นทั้งกราฟิกและหน้า Interface ที่คล้ายๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างของ Call of Duty: Vanguard ก็คงจะเป็นแสงเงาที่ชัดมากขึ้นและสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ ก็คงจะเป็นในเรื่องของการกินสเปกของเกมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องไม่ได้สูงมากนัก เพราะคอมของผู้เขียนที่ใช้เล่นเกมนี้ก็คือ I5 8400 + GTX 1060 6GB ก็ยังสามารถเล่นเกมนี้ได้ในระดับ High สามารถทำเฟรมเรทได้ราวๆ 70 เฟรม ซึ่งถือว่าเล่นได้ค่อนข้างไหลลื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าปรับกราฟิกระดับนี้เวลาเจอฉากเอฟเฟกเยอะๆ ก็อาจจะทำให้เฟรมร่วงหรือเกิดอาการแคชเกมเด้งบางครั้ง (แต่จากที่เล่นมาเกิดแค่รอบเดียว) ซึ่งตัวผู้เขียนเองชอบเล่นในระดับที่ต่ำลงมาขั้นหนึ่ง เพื่อความลื่นไหลตลอดโดยไม่ติดขัดมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นตัวกราฟิกก็ยังไม่ได้ต่างกันมากโหมดเนื้อเรื่องภายในภาคนี้ตัวเกมจะพาเราเข้าสู่ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง เพียงแต่ตัวเกมจะโฟกัสเราไปที่การติดตามกลุ่มนักรบยอดฝีมือจากประเทศต่างๆ โดยใช้ชื่อกลุ่มทหารนี้ว่า Vanguard กับภารกิจค้นหาภารกิจลับของนาซีนามว่าโปรเจกต์ฟีนิกซ์ โดยตัวเกมจะพาเราไปเห็นในช่วงสุดท้ายของยุคนาซี พร้อมกับได้ย้อนดูวีรกรรมของเหล่าพลทหารในทีม Vanguard ว่าพวกเขานั้นสร้างผลงานอะไรมาก่อนได้ร่วมทีม โดยระยะเวลาในการเล่นโหมดเนื้อเรื่องจะอยู่ที่ราวๆ 5-7 ชั่วโมง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นระยะเวลาที่กำลังดีในการเล่นโหมดนี้เพราะมันไม่นานจนน่าเบื่อเกินไป รวมถึงภารกิจแต่ละด่านที่มอบให้จะเป็นการพาเราย้อนไปดูวีรกรรมของเหล่าทหารทีมนี้ที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน บางด่านก็จะพาให้เราได้บังคับหัวหน้ากองบัญชาการที่จะมีความสามารถในการสั่งลูกทีมโจมตีศัตรูตัวเดียวได้ บางด่านก็จะบังคับให้เราเข้าสู่โหมดลอบเร้นที่มีความสามารถในการจับออร่าการเคลื่อนไหวของศัตรูรอบๆ ได้ บางด่านก็อาจจะพาเราเข้าสู่การสวมบทเป็นมือสไนเปอร์ หรือบางด่านก็พาเราไปบังคับเครื่องบินรบก็มี โดยการเล่นโหมดแคมเปญราวๆ 7 ชั่วโมงของผู้เขียนนั้นไม่ทำให้รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่นิด เพราะความหลากหลายในการเล่นนี้แต่ถ้าจะให้พูดข้อเสียก็คงจะมีอย่างเดียวก็คือเนื่องจากระยะเวลาของเกมที่สั้นบวกกับจำนวนของตัวละครที่เราได้เล่นนั้นไม่ได้มากจนเกินไป ทำให้ตัวละครของเกมภาคนี้ไม่ได้น่าจดจำเสียเท่าไรนัก รวมถึงเวลาส่วนใหญ่ของเกมมักจะเป็นการเล่าย้อนความหลังเสียมากกว่า ทำให้เนื้อเรื่องหลักปัจจุบันนั้นอาจจะดูเบาบางลงไปนิด เหล่าตัวร้ายเองก็ดูไม่ได้โหดและน่าจดจำเช่นกัน เพราะบทที่ค่อนข้างน้อย โหมด Multiplayerภายในโหมดผู้เล่นหลายคนนอกจากโหมดปกติที่เคยมีในทุกๆ ภาคอย่าง Domination, Deathmatch, Team Deathmatch และโหมดอื่นๆ อีกมากมายที่ท่านเคยเล่น แต่โหมดใหม่ที่ถูกใส่มาในภาคนี้และค่อนข้างน่าสนใจมากๆ ก็คือโหมด Patrol ที่่เกมการเล่นก็จะคล้ายคลึงกับโหมดยึดครองทั่วไป เพียงแต่ว่าจุดยึดครองจะทำการเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างชอบเพราะมันจะทำให้เราไม่ต้องพบเจอกับการดักรอจุดเกิดหรือดักซุ่มจุดๆ เดียวทั้งเกม เรามีโอกาสสุ่มจุดเกิดตรงไหนก็ได้และวิ่งยิงวิ่งยึดไปตลอด ทำให้โหมดนี้ค่อนข้างเอื้อกับผู้เล่นมือใหม่พอสมควร เพราะถ้าหากคุณสู้ไม่เก่ง การวิ่งยึดจุดเรื่อยๆ ก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกัน เพราะต่อให้ Kill เยอะอยู่จุดๆ เดียวและไม่ยอมไปยึดจุดเลย ก็ทำให้แพ้ได้ส่วนในระบบ Kill Streak ภาคนี้จะใช้ระบบการนับจำนวน Kill ต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้เล่นมือใหม่เสียเท่าไร เพราะเราจะต้องเก็บ Stack ฆ่าศัตรูให้ได้ตามจำนวนกำหนดเราถึงจะสามารถใช้ความสามารถนั้นๆ ได้ ซึ่งคนเก่งๆ ก็จะสามารถเรียกของดีๆ ออกมาใช้ได้บ่อยๆ ส่วนผู้เล่นใหม่ก็อาจจะลำบากพอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบนี้แฟนๆ รุ่นเก่าก็อาจจะชอบเพราะมันก็มีอยู่ในหลายๆ ภาคนั่นเองส่วนระบบการแต่งปืนถ้าหากใครที่เคยเล่น  Call of Duty: Modern Warfare (2019) มา ท่านเองก็อาจจะไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะระบบต่างๆ นั้นเหมือนกันเกือบทั้งหมด ระบบแต่งปืนยังมีความละเอียดและก็มีสเตตัสบอกเราอย่างชัดเจน ซึ่งข้อแตกต่างก็คือปืนที่มีให้ใช้จะเป็นปืนจากยุคสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเองความรู้สึกส่วนตัวยอมรับเลยว่าโหมดเนื้อเรื่องของเกมซีรีส์ Call of Duty นั้น ค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าเบื่ออย่างมาก เพราะบางทีเราจะต้องใช้อาวุธเดิมๆ ตั้งแต่ต้นเกมจนเกือบจบเกม บวกกับระยะเวลาที่ยาวกว่า 15-20 ชั่วโมง แต่ผิดกับทาง Call of Duty: Vanguard ที่แต่ละด่านนอกจากจะมีธีมที่แตกต่างกันไป เกมเพลย์การเล่นก็จะแตกต่างกันด้วย รวมถึงระยะเวลาที่พอเหมาะไม่ทำให้เบื่อเกินไปด้วยส่วนระบบ Multiplayer ของเกมถ้าใครที่เป็นแฟนเกม Call of Duty อยู่แล้วท่านก็คงจะยังชอบเกมภาคนี้อยู่เหมือนเดิม มีโหมดที่น่าสนใจอย่าง Patrol ที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นตลอดเวลาในนั้น แต่ข้อสังเกตุเดียวของภาคนี้ที่อยากจะพูดก็คงเป็นเรื่องของธีมสงครามโลกที่มันอาจจะค่อนข้างซ้ำซากกับทางเกม Call of Duty: WWII ในปี 2017 อาจจะทำให้ Call of Duty: Vanguard ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมดี รักษาความเป็นเกมยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แต่มันจะไม่ได้ถูกเป็นที่จดจำใดๆ ในภายหลังและอาจจะทำให้ผู้คนลืมเลือนมันไปในอนาคต
09 Nov 2021
Dota 2 เจาะลึก Marci สาวน้อยหมัดหนักผู้มากับความเงียบ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มาการอัพเดทฮีโร่ใหม่ที่มาพร้อมแพท 7.30e นั่นก็คือ Marci นั่นเอง และเมื่อวันที่ 2 พฤษจิกายนที่ผ่านมาได้มีแพทอัพเดทปรับปรุงความสามารถของ Marci ให้สมดุลขึ้น บทความนี้เรามาเจาะลึกฮีโร่ตัวนี้กันเลยครับ Marci เป็นฮีโร่สาย strength จุดเด่นอยู่ที่การโจมตีเป้าหมายเดี่ยวที่รุนแรง mobility ที่สูง แถมยังมีสกิล support เพื่อนร่วมทีมได้ด้วยสกิล 3 ที่ มีพลังตั้งแต่ต้นเกมส์ไปจนถึงเลทเกมส์ เรียกได้ว่าครบเครื่องที่บทบาท เป็นฮีโร่ไม่กี่ตัวของ Dota2 ที่มีความครบเครื่องเช่นนี้Marci Skill 1. DISPOSE            Marci จับเป้าหมาย (มีผลกับฮีโร่พันธมิตรและศัตรู) ทุ่มไปด้านหลังของเธออย่างรุนแรง เมื่อเป้าหมายตกลงบนพื้นดินส่งผลให้เกิดแรงกระแทกโดยรอบบริเวณนั้นและสตันเป้าหมายทุกตัวในระยะที่เกิดผลกระทบนี้ระยะโยน 350ระยะเวลาสตัน 0.9 / 1.3 / 1.7/ 2.1ความเสียหายตกกระทบ 70 / 120 / 170 / 220คูดาวน์ 16 / 14 / 12 / 10ใช้มานา 902. REBOUNDMarci กระโดดพุ้งไปยังยูนิตเป้าหมายเมื่อถึงยูนิตนั้นแล้ว Marci จะกระโจนไปยังพื้นที่เป้าหมายที่เธอเลือก เมื่อเธอตกถึงพื้นจะเกิดแรงกระแทก สร้างความเสียหายและลดความเร็วเคลื่อนที่ให้แก่ศัตรูภายในบริเวณนั้นระยะกระโดดสูงสุด 800ความเสียหายตกกระทบ 90 / 160 / 230 / 300เคลื่อนที่ช้าลง 30% / 40% / 50% / 60%ระยะเวลาช้าลง 3คูดาวน์ 17 / 15 / 13 / 11ใช้มานา 70 / 80 / 90 / 100           3. SIDEKICKMarci บัฟตัวเองหรือเป้าหมายฝ่ายพันธมิตรเพิ่มเสริมพลังโจมตีและดูดพลังชีวิตเมื่อทำการโจมตีกายภาพใส่ศัตรูระยะเวลา 6ดูดพลังชีวิต 35% / 40%  / 45% / 50%เพิ่มพลังโจมตี 20 / 35  / 50 / 65คูดาวน์ 36 / 28 / 20 / 12มานาที่ใช้ 45 / 40 / 35 / 30                        4. UNLEASHMarci ดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองชั่วนณะหนึ่ง ในสถานะนี้จะได้รับบัฟสถานะ ชาร์จเดือดดาล ส่งผลให้เธอโจมตีเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในการโจมตีแต่ละชุด หมุดสุดท้ายจะปลดปล่อยคลื่นกระแทกสร้างความเสียหายโดยรอบเป้าหมาย ลดความเร็วการดคลื่อนที่และการโจมตีเป็นเวลา 2 วินาที เมื่อสิ้นสุดหมัดสุดท้ายจะไม่สามารถโจมตีได้เป็นเวลา 1.75 วินาทีระยะเวลา 16จำนวนหมัดต่อคอมโบ 3 / 4 / 5รัศมีคลื่นกระแทก 800ความเสียหายคลื่น 60 / 130 / 200คลื่นทำให้เคลื่อนที่ช้าลง 30%คลื่นทำให้โจมตีช้าลง 60 / 80 / 100คูดาวน์ 110 / 90 / 70มานาที่ใช้ 100 / 125 / 150Talentsการอัพ Talents แนะนำLv 10 อัพฝั่งขวา +5 Armor เพราะช่วยเพิ่มความหนาให้เก่งขึ้นมาตอนต้นเกมส์ เพราะ Marci เป็นฮีโร่ที่มีเกราะต้นเกมส์น้อยเมื่อเทียบกับฮีโร่สาย strength ตัวอื่น การอัพ Talents นี้ส่งผลให้ Marci ดีขึ้นมากและยังช่วยเพื่อความถึกเมื่อต้องเข้าปะทะในช่วงต้นเกมส์Lv 15 อัพฝั่งซ้าย +200 Rebound Cast/Jump Range เป็น Talents ที่มีประโยชน์สุดๆในทุกสายการเล่น เพราะช่วยให้ mobility สูงขึ้นมาก สามารถกระโดดเข้าไปฆ่าศัตรูได้ไกลขึ้น ที่สำคัญสามารถใช้หนีศัตรูได้ดีด้วยต่างหาก ประโยชน์อีกอย่างนึงก็คือ มันสามารถใช้กระโดดข้ามพื้นที่หน้าผาได้ด้วยนะLv 20 อัพได้ทั้ง 2 ฝั่ง ตามสถานะการณ์ Lv 25 อัพฝั่งซ้าย 1.5s Sidekick Spell Immunity สกิลฟรี BKB ให้ทั้งเพื่อนและตัวเอง พร้อมทั้งสามารถล้างสถานะผิดปกติบางชนิดได้ เป้นสกิลที่มีประโยชน์สุดๆในช่วงท้ายเกมส์ สามารถอัพได้ทุกสายการเล่นเช่นเดียวกันItem Builds                   Marci เป็นฮีโร่สาย Strength-based ข้อดีในส่วนนี้คือในการอัพเวลาในแต่ละครั้งจะได้ค่า Strength ที่สูง ที่เพิ่มทั้ง HP และพลังโจมตีทำให้เป้นฮีโร่ที่มีความสามารถในการเข้าปะทะ ยืนชนเลนในช่วงต้นเกมส์ได้ดีมาก เราสามารถเลือกใช้ไอเทมที่เสริมพลังโจมตีเพื่อเพิ่มความสามารถตรงนี้ได้หลากหลายมาก ไอเทมที่แนะนำได้แก่ต้นเกมส์Orb of Corrosionสุดยอดไอเทมราคาถูกที่มีประโยชน์มากในช่วงต้นเกมส์ พร้อมทั้งยังส่งผลให้สกิล 3 และสกิล Ultimate แข็งแกร่งขึ้น ผลพลอยได้อีกอย่างนึงก็คือมันช่วยเพิ่มความหนา (HP) ให้แก่คุณได้อีกด้วย ทำให้ช่วงต้นเกมส์ถึกขึ้นมากเมื่อใช้คอมโบคู่กับสกิล 3Echo Saberไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่ช่วยให้ Marci รีเจนมานาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ Ultimate มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความน่าใช้ของไอเทมชิ้นนี้อยู่ในสถานะกลางๆ เพราะมีราคาที่สูงพอตัว ยังมีไอเทมช่วยเร่งมานาอีกหลายชนิดที่ราคาถูกและน่าใช้กว่า แต่โดยรวมถือว่ายังมีประโยชน์Maelstromไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่เหมาะกับตำแหน่ง เลนกลาง เพราะช่วยบูสการฟาร์มได้ไวและง่ายยิ่งขึ้น ทั้งการทำครีฟในเลน และการฟาร์มป่า (ข้อเสียของ Marci คือการฟาร์มในป่าที่ทำได้ยาก ) อีกทั้งยังช่วยเสริมดาเมจร่วมกับสกิล Ultimate ที่เรียกว่าแรงมากๆในช่วงต้นเกมส์ เอาไว้ปิดจ็อบศัตรูได้ภายในการโจมตีไม่กี่ชุดTreads” “Vs “Phase Boots”ไอเทมเพิ่ม movement speed ทั้ง 2 ชนิด Marci สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ชนิด แต่จะมีข้อดีที่แตกต่างกัน หากคุณเลือกใช้ Phase Boots จะได้ข้อดีในส่วนของการไล่ฆ่า การ roaming มีประโยชน์อย่างมากหากคุณเล่นเลนกลาง หากคุณเลือกใช้ Treads คุณก็จะได้รับค่า stat และ attack speed ที่มากขึ้น ทำให้ฟาร์มป่าได้ดีขึ้นมาก มีประโยชน์มากในตำแหน่งแครี่ของทีมFalcon Bladeไอเทมราคาถูกควรออกตั้งแต่ช่วงต้นเกมส์ เพราะสามารถเพิ่มทั้งพลังชีวิต และ พลังโจมตีให้ Marci เป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือเป็นไอเทมที่เพิ่มการรีเจนมานา (mana regen) ได้ดีอีกด้วย จุดอ่อนของ Marci อย่างนึงคือการมี Mana Max ที่น้อย การออกไอเทมชิ้นนี้มาก็นับเป้ยตัวเลือกที่ดีในการลดข้อเสียตรงนี้ของเธอกลางเกมส์Armlet of Mordiggianไอเทมช่วง ต้น - กลางเกมส์ ที่ช่วยเพิ่ม Attack speed และ Damage อย่างมหาศาลได้ประโยชน์ทั้งการฟาร์ม และ  team fight เพราะเมื่อเปิดใช้งานร่วมกับสกิล Ultimate จะทำให้ Marci ทำ Damage เพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าต่อยโดนตัวซัพบางๆละก็ ชุดเดียวตายได้เลยนะBlink Daggerไอเทมช่วงต้นเกมส์ที่ออกมาเพิ่มลดข้อเสียของสกิล rebound ที่ต้องการเป้าหมายในการโดดเหยียบก่อนที่จะเข้าถึงตัวศัตรู คุณสามารถเข้าประชิดตัวสกิลแล้วสตันศัตรูด้วยสกิล dispose และตามด้วยการต่อยหมัดชุดการสกิล Ultimate ปิดจ็อบศัตรูแนวหลังได้ด้วยคอมดบชุดเดียว เป้นไอเทมที่มีประโยชน์มา ที่สำคัญสามารถนำไปขึ้นเป็น Overwhelming Blink ที่ทรงพลังขึ้นไปอีกในช่วยเลทเกมส์Black King Barเนื่องจาก Marci แพ้ทางฮีโร่ที่มีความสามารถ CC (crowd control) เป็นอย่างมาก แม้ Talents จะมี ฟรี bkb แต่เนื่องด้วยช่วงเวลากว่าจะได้ Talents นี้มาก็นานอยู่เพราะกว่าจะอัพได้ก็ Lv 25 การออก bkb ในช่วงกลางเกมส์นับว่าเป้นสิ่งสำคัญเลยทีเดียวSkull Basherสุดยอดไอเทมเสริมความสามารถของสกิล Ultimate เรียกได้ว่าเมื่อออกไอเท็มชิ้นนี้แล้วใช้คู่กับ Ultimate การันตีสถานะ Stun เลยก็ว่าได้ ใครโดนเข้าไปจุกแน่นอนท้ายเกมส์Abyssal Bladeไอเทมต่อยอดมาจาก Skull Basher จุดเด่นที่โกงมากของไอเทมชิ้นนี้คือการบลิ้งเข้าไปโจมตีศัตรูได้ตรง ที่สำคัญยัง stun ศัตรูได้อีก เป็นไอเทมที่ได้ทั้งการเสริมพลังโจมตี และ mobilityDaedalus ไอเทมเสริมดาเมจของ Marci ที่เล่นเป็นตัว Core เป็นไอเทมสำคัญมากในช่วงท้ายเกมส์สำหรับแพทนี้ เรียกได้ว่าตัว Core ที่ต้องการดาเมจแทบทุกตัวต้องออกไอเทมชิ้นนี้Marci skill buildsเนื่องจากที่เกรินไปแล้วว่า Marci เป็นฮีโร่ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การโจมตีเป้าหมายเดี่ยวที่รุนแรงและมี mobility ที่สูง แถมยังมีสกิล support เพื่อนร่วมทีมได้ด้วยสกิล sidekick ทำให้เป็นฮีโร่ที่ มีพลังตั้งแต่ต้นเกมส์ไปจนถึงเลทเกมส์ เรียกได้ว่าครบเครื่องทุกบทบาท เป็นฮีโร่ไม่กี่ตัวของ Dota2 ที่มีความครบเครื่องเช่นนี้ การเลือกอัพสกิลในช่วงต้นเกมส์ ขึ้นอยู่กับฮีโร่เผชิญหน้าในช่วง Lane Phaseเมื่อเจอฮีโร่ที่เอาชนะเลนในยาก สกิลที่ควรอัพในเต็มเป็นอันดับแรก ควรเป็นสกิล Rebound เนื่องจากสามารถใช้หนีและเปลี่ยนตำแหน่งยืนได้ง่าย และผสมกับการอัพสกิล Sidekick ที่ใช้ในการฟาร์มและฟื้น HP จากการกดดันของศัตรูเมื่อเจอกับฮีโร่ที่สามารถเอาชนะเลนได้ง่าย สกิลที่ควรอัพถ้าหากคุณต้องการ builds ที่สามารถกดดันและไล่ฆ่าศัตรูได้ง่าย ควรเป็นสกิล Rebound คู่กับ Dispose เพราะสามารถเข้าถึงตัวและสตันเป้าหมายได้ในทันทีถ้าหากต้องการเล่นเป็นตำแหน่ง Support สกิลที่ควรอัพนำในช่วง Lane Phase คือสกิล Sidekick และผสมด้วย Rebound กับ Dispose อย่างละ 1 เนื่องจากต้องใช้ Sidekick ในการเลี้ยงเลนตัว core แล้วใช้สกิล Rebound กับ Dispose เพื่อหลบหนี เปิด หรือช่วยเหลือตัว core ให้รอดจากการโดน Ganking (รุมฆ่า)วิเคราะห์ฮีโร่แพ้ทางDark Willowมีสกิล Bramble Maze สามารถดักจับ Marci ได้ง่ายในการเดาทิศทางในการโดดมีสกิล Shadow Realm ป้องการคอมโบการต่อยของ Marci ได้ ทำให้คอมโบชุดเดียวไม่สามารถเก็บซัพพอร์ตตัวนี้ได้ การกระโดดเข้าไปล้วงฮีโร่ตัวนี้นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมากTerrorize และ Cursed Crown เป็นสุดยอดสกิล CC ที่ Marci แพ้ทางอย่างมาก ถ้าหากโดนเข้าไปสกิลบัฟ Ultimate ของ Marci ก็จะเสียเปล่าทันทีBloodseekerมีสกิล Rupture ที่ทำลายจุดเด่นด้าน mobility ของเธออย่างมาก ที่สำคัญ Marci เป็นฮีโร่ที่มี Max HP ที่สูง การใช้ Rupture ใส่เธอเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างมากความสามารถจาก Aghanim's Shard ที่ทำให้ Bloodrage สร้างความเสียหายและดูดพลังชีวิตตาม Max HP การใช้ใส่ Marci ถือว่าคุ้มเกินคุ้มCentaur Warrunnerสกิล Retaliate สามารถสะท้อนพลังโจมตีที่สูงของ Marci ได้คุ้มค่ามาก กระโดดเข้ามาต่อยอาจจะตายเองไปเลยก็ได้ เมื่อ Lv. 25 สกิล Retaliate จะกลายเป็น Aura ให้กับเพื่อนร่วมทีมด้วย กระโดดไปต่อยใครก็จุกสกิล Hoof Stomp สามารถสตัน Marci ได้ง่ายมาก โดดเข้ามาใส่ตัวนี้โดนสตันสวนแน่นอนWeaverไอเทมสามัญประจำบ้านของฮีโร่ตัวนี้คือ Linken's Sphere ถ้าหากศัตรูสามารถซื้อไอเทมชิ้นนี้ได้เร็ว การโดดเข้าไปสตันฮีโร่ตัวนี้จะทำได้ยากมากRebound ไม่สามารถลดความเร็วการเคลื่อนที่ของมันได้เลย เพราะแค่ใช้ Shukuchi ก็สามารถวิ่งได้เร็วติดจรวดเหมือนเดิมสกิล Swarm ของ Weaver ต้องโจมตี 4 ครั้งเพื่อล้างดีบัฟ การใช้ใส่ Marci เมื่ออยู่ในสถานะ unleash เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเป็นอย่างมากวิเคราะห์ฮีโร่ชนะทางEnchantressสกิล Untouchable จะไร้ประโยชน์ทันทีเมื่อ Marci อยู่ในสถานะ unleashเป็นฮีโร่ที่มี Max HP ที่น้อย Marci สามารถฆ่าได้ด้วยคอมโบชุดเดียวRebound สามารถใช้เป็นเป้าหมายในการเลือกกระโดดได้ง่าย เรียกได้ว่าจับครีฟป่ามาเป้นจุดกระโดดให้ Marci แท้ๆเลยPhantom Lancerเมื่อ Marci อยู่ในสถานะ Unleash การต่อยและปลดปล่อยคลื่นกระแทกออกมาทำให้ร่างแยกของ Phantom Lancer โจมตีได้ช้าลงและช่วยเคลียร่างแยกพวกนี้ได้ง่ายมากด้วยRebound สร้างความเสียหายใส่ร่างจริงของ Phantom Lancer ทำให้ค้นหาตัวจริงได้ง่ายมากวิเคราะห์คอมโบฮีโร่Lifestealerสกิล Infest สามารถคอมโบคู่กับ Rebound ได้ สิ่งร่างแล้วโดดเข้าไปฆ่าศัตรูได้ง่ายมากUrsaMarci สามารถเพิ่มความโหดให้ Ursa ได้ด้วยสกิล Sidekick และบัฟนี้ยังสามารถช่วยให้ Ursa จัดการ Roshanได้ไวขึ้นด้วยSnapfireสามารถคอมโบ Rebound และสกิล Dispose ของตัว Marci กับสกิล Gobble Up เมื่อป้า Snapfire ซื้อ Aghanim's Scepter ได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเพิ่มทั้งความคล่องตัวในการไล่ฆ่าได้น่ากลัวอย่างมาก  
06 Nov 2021
รีวิว Aliens: Fireteam Elite "นี่แหละ เกม Aliens ที่รู้ตัวเอง"
Alien (หรือ Aliens) ถือเป็นหนึ่งใน IP ทรงคุณค่าในโลกของอุตสาหกรรมบันเทิงโดยเฉพาะภาพยนตร์ วิดีโอเกม และนวนิยาย แต่เราอาจพูดได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา Alien ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการข้างต้นมากนัก แตกต่างกับ IP อื่นที่ยังคงมีผลงานยอดเยี่ยมมาให้เหล่าผู้คลั่งไคล้หรือบรรดาหน้าใหม่ได้เชยชมอยู่ไม่ขาดสาย ด้านอุตสาหกรรมวิดีโอเกม เมื่อพูดถึงชื่อ Alien สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเราทุกคนและมันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราต่างรู้สึกยินดีสักเท่าไร กับ Aliens: Colonial Marines เกมซึ่งสร้างบาดแผลทิ่มแทงลึกลงไปในแฟนเดนตายของซีรีส์นี้ตราบจนปัจจุบัน ถึงแม้ว่า Alien: Isolation เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเพียงใด รอยแผลเป็นยังมิจากหายและยังส่งภาพหลอนสั่นคลอนจิตใจกับการมาของเกม Aliens: Fireteam EliteAliens: Fireteam Elite เป็นเกมแนว Third-Person Shooter ที่มุ่งเน้นการ Co-op เป็นหลัก ซึ่งตัวเกมอาศัยระบบการสู้ฝูงศัตรู (Horde-Based) หรือที่เรามักคุ้นกับเกมแนวนี้อย่าง World War Z โดยพักหลังเกมแนวนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่การมาของ Aliens: Fireteam Elite ทำให้ผู้คนสนใจพอตัวเพราะความเป็น Aliens ที่ห่างหายจากวงการเกมเป็นเวลานาน บวกกับกระแสความต้องการลบรอยฟกช้ำจากเกม Aliens: Colonial Marines เนื่องจากเห็นว่าตัวเกมนั้น “ดูดี มีทรง” มีศักยภาพมากพอที่จะออกมาเป็นเกม Aliens ที่ดีได้ และมันก็เป็นไปตามที่คิด สำหรับผู้เขียนแล้ว เหตุผลที่คิดว่าเกมมันออกมาดี เพราะนี้คือเกมที่ผู้พัฒนา Cold Iron Studios “รู้ตัวเอง”  รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ต้องกล่าวก่อนว่า Alien มีความแตกต่างกับ Aliens ในแง่ของอารมณ์เนื้องาน ทาง Alien มีความสยองขวัญท่ามกลางอวกาศอันเงียบฉี่ ที่คุณกรีดร้องดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน (Space Horror) ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ Alien ปี 1979 ของคุณ Ridley Scott ส่วน Aliens มีความบ้าระห่ำ ท่ามกลางอวกาศ ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ Aliens ปี 1986 ของคุณ James Cameron เราจึงเห็นความแตกต่างระหว่าง Alien: Isolation กับ Aliens: Fireteam Elite ชัดเจน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปคาดหวังความน่ากลัวจาก Aliens: Fireteam Elite ให้เสียอารมณ์ และผู้พัฒนาก็รู้เรื่องนี้ดี จึงจัดเต็มความดุเดือดเท่าที่เกม Aliens จะมอบให้คุณได้ในทุกมุมมองของตัวเกม เป็นเหตุผลว่าทำไม ผู้พัฒนาจึงสร้างให้เป็นเกม Co-op และเลือกใช้เนื้อหาของบรรดาทหารหาญล้างบาง Xenomorph อย่าง Colonial Marine ไม่ว่าจะเป็นระบบอาชีพ ระบบหมวดหมู่อาวุธ และการปรับแต่งยุทโธปกรณ์ ซึ่งมันให้อารมณ์การเป็นทหารหน่วยรบพิเศษอย่างยิ่งยวดปัจจุบันในเกมมี 6 อาชีพ ได้แก่ Gunner, Demolisher, Technician, Doc, Recon และ Phalanx แต่ละอาชีพจะมีความสามารถเฉพาะตัวและการถืออาวุธที่ถูกกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน ทำให้มีความเฉพาะตัวของแต่ละอาชีพ สร้างหน้าที่ให้แต่ละอาชีพได้เฉิดฉายจากสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป พร้อมทั้งต้องช่วยสนับสนุนเพื่อนรวมหมู่รบในทีมให้ผ่านศึกหนักไปด้วยกัน นอกจากนั้นเกมยังพาผู้เล่นไปพบกับบรรยากาศของ IP นี้หลายยุคสมัย ที่เห็นได้ชัดคือตั้งแต่ Aliens จนถึง Alien: Covenant โดยแต่ละภารกิจใช้การอ้างอิงบรรยากาศจากภาพยนตร์อย่างชัดเจน รวมไปถึงเพลงประกอบในแต่ละภารกิจซึ่งจะอ้างอิงทำนองและแนวเพลงตามยุคอีกเช่นกัน รู้ขอบเขตของตัวเองตั้งแต่เริ่มเกมมา เราทราบได้ทันทีว่าผู้พัฒนาไม่ไปเสียงบ เสียเวลา ผลาญแรงงานกับสิ่งที่ไม่จำเป็นกับระบบเกมการเล่น ด้วยการตัดรายละเอียดยิบย่อยออกทั้งหมด อย่างการที่ทั้งเกมมีแค่คัตซีนเพียงฉากเดียวสั้นๆ ตอนเริ่มเกม และการที่ NPC ไม่ขยับปากตอนพูดเวลารับภารกิจ เป็นสัญญาณบอกว่าเกมนี้มุ่งและทุ่มเทอยู่แค่เรื่องเดียว นั่นก็คือ “เกมการเล่น” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ Aliens: Fireteam Elite เป็นหนึ่งในเกม Third-Person Shooter ยุคหลังที่มีระบบการยิงปืนอยู่ในขั้นดี ด้วยความแน่นและเอกลักษณ์ของปืนแต่ละกระบอก แม้จะไม่เทียบเท่ากับเกมในแนวเดียวกันที่เป็นเกมระดับ AAAอีกสิ่งที่ดึงศักยภาพของระบบการยิง พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ให้เกมนี้มีความแตกต่างกับเกมแนวสู้ฝูงศัตรู ก็คือตัว Xenomorph เอง เนื่องจากพฤติกรรม Xenomorph มีความแตกต่างกับซอมบี้ที่มักเป็นศัตรูที่อยู่ในเกมแนวนี้ การเคลื่อนไหวที่มาทุกทิศทุกทาง ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง มาข้างหน้าหรือหลัง แถมยังมีการยืนแอบดักโจมตี รวมไปถึงวิธีในการวิ่งและการเดิน Xenomorph สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นดัดหลังความเคยชินของผู้เล่นเวลาเราวางเมาส์วางจอยทาบเป้าเล็งยิงซอมบี้ ทำให้ผู้เล่นต้องศึกษาและปรับพฤติกรรมใหม่ทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่ศัตรูจำพวก Synthetic หรือหุ่นยนต์กลับทำออกมาไม่ค่อยดี กับรูปแบบพฤติกรรมที่เราเจอมาในเกมทั้งแนวนี้และแนวอื่นจนชินชา ทำให้ภารกิจที่เราต้องออกไปสู้ Synthetic เป็นภารกิจน่าเบื่อไปโดยปริยายผู้พัฒนาก็รู้ว่าการจะทำให้ผู้เล่นใช้เวลากับเกมของพวกเขาให้มากที่สุดกับเกมที่มีเนื้อหาไม่เยอะ วิธีการสุดแสนจะคลาสสิกก็คือการทำให้ผู้เล่นยินยอมพร้อมใจที่จะ “เล่นซ้ำๆ” (Grinding) โดยแต่ละอาชีพ ปืนจะมีเลเวลเป็นของตัวเอง ยิ่งเลเวลสูง เรายิ่งสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีค่าเงินภายในเกมที่ใช้ซื้อของแต่งปืน เครื่องแต่งกาย เพราะหลายคน (รวมถึงผู้เขียน) มีแนวคิดว่า “ต้องเท่ด้วย ถึงจะสนุก” สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นจมอยู่กับเกมเป็นเวลานาน แม้ว่าเกมจะมีเนื้อหาในเกมน้อย มีภารกิจเพียงแค่ 12 ภารกิจ กับโหมดเอาชีวิตรอดเป็นรอบๆ  แต่เพื่อพัฒนาตัวละคร ปืน และความเท่ การเล่นซ้ำภารกิจเดิมๆ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีปัญหากับมันสักเท่าไร แถมเกมมีความยากอีก 5 ระดับ ถ้าอยากไต่ความอยากสูงๆ ก็ต้องพัฒนาตัวเราให้พร้อมลุยกับความยากดังกล่าวรู้แต่ก็ต้องมีสิ่งที่ต้องยอมแลกเมื่อผู้พัฒนาต้องตัดรายละเอียดออกเพราะเน้นทำแต่ระบบเกมการเล่น จึงทำให้ตัวเกมมีความ “งานไม่ละเอียด” อย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าคุณจะพยายามมองข้ามแค่ไหน มันก็มาสะกิดต่อมข้องใจอยู่ดี ทั้งอนิเมชั่นการเดิน การเปลี่ยนกระสุน แข็งยิ่งกว่าหินแกรนิต เรื่องที่ NPC ไม่ขยับปากตอนคุยรับภารกิจ แต่ทำไม NPC ที่อยู่ในบางภารกิจ มันขยับปากได้ (มึนมาก) และรวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เล่น (Quality of Life) ที่ไม่มีระบบที่สุดแสนพื้นฐานของเกมแนว Co-op อย่าง การเข้าออกทีมได้ตลอดเวลาอยู่ในภารกิจ (Drop in, Drop out), การหาห้องแบบทันที (Quick Play) ซึ่งไม่มีในช่วงแรกตอนปล่อยเกม ทำให้ผู้เล่นถูกจำกัดปริมาณในการหาผู้รวมทีมแบบสุ่ม เพราะเกมมีปัจจัยในการสุ่มห้องเยอะเกินไป ทั้งระดับความยากและภารกิจ รวมถึงจำนวนคนในทีมที่ต้องการ ที่ปัจจุบันเพิ่งเพิ่มมาหลังเกมปล่อยไปสักพักแล้ว ในเวลาที่เกมเหลือคนเล่นไม่ถึงพันคน และการสนทนาแบบตัวอักษรหรือเสียง ที่ทีมพัฒนาเคยบอกในกระทู้ถามตอบว่า “เรามีระบบ ping นะ ให้ใช้ ping แทน” ซะงั้น…นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยคือเนื้อหาของเกมจัดอยู่ในระดับน้อยมาก แม้ว่าเราดำดิ่งกับเกมได้พักใหญ่เพราะการ Grinding แต่นั่นก็ได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น พอคุณเก็บเลเวลอาชีพ ปืน และของตกแต่งจนครบ คุณก็จะไม่มีเหตุผลในการเล่นเกมนี้อีกต่อไป นอกจากต้องรอการอัปเดตเนื้อหาเกมที่มาเป็นฤดูกาล ซึ่งล่าสุดทีมพัฒนาประกาศแผนการอัปเดตปีที่ 1 โดยการอัปเดตแต่ละฤดูกาลก็มีช่องว่างของระยะเวลาพอสมควร ประกอบกับเนื้อหาใหม่ๆ ปริมาณก็ไม่ค่อยเยอะสักเท่าไรฉะนั้นเกมนี้จึงเหมาะสำหรับผู้เล่นที่ไม่มีปัญหากับการเล่นสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ รวมถึงสามารถปล่อยวางกับความงานไม่ละเอียดของเกม ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแฟนเดนตายของ Aliens ก็เชื่อว่าสนุกไปกับเกมนี้ได้แน่นอน
25 Oct 2021
รีวิว Back 4 Blood สานต่อตำนานเกมยิงฝูงซอมบี้ได้อย่างยอดเยี่ยม นี่แหละภาคต่อที่ควรจะเป็น
Back 4 Blood คือเกมแนวยิงซอมบี้จากทาง Turtle Rock Studios ทีมพัฒนาที่เคยเปิดตำนานเกมสุดฮิตอย่าง Left 4 Dead ภาคแรก ที่ถูก Valve จ้างพัฒนา ซึ่งเกม Back 4 Blood เองถือว่าได้เอาองค์ประกอบหลายๆ อย่างของเกมที่พวกเขาเคยสร้างมาไว้ในเกมนี้ทั้งหมด แถมยังเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ ใส่เข้ามาด้วย ซึ่งเหล่าแฟนๆ เองก็ต่างสนใจเกมนี้เป็นอย่างมาก เพราะเราเองก็ไม่ได้เห็นเกม Left 4 Dead 2 หลังจากที่ปล่อยภาค 2 มากกว่า 12 ปีแล้ว และในวันที่ 12 ตุลาคม 2021 ผู้พัฒนาก็ทำการปล่อยเกมนี้ออกมาให้เราเล่นอย่างเป็นทางการ และเรา GameFever TH เองก็จะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่า Back 4 Blood จะสามารถเทียบเพียงเกมเก่าที่ตัวเองเคยสร้างไว้ได้หรือไม่ ?เนื้อเรื่องพลอตของเกมจะเล่าเรื่องโลก Post-Apocalypse ที่โดนเชื้อปรสิตนามว่า the Devil Worm (หนอนปีศาจ) ที่แหล่งกำเนิดมาจากต่างดาว และเปลี่ยนคนตายให้กลายพันธุ์ซึ่งถูกเรียกว่า Ridden และเราเองจะได้รับบทเป็นกลุ่มผู้รอดชีวิตทั้ง 8 ที่ถูกเรียกว่า The Cleanner ซึ่งได้รับหน้าที่ปกป้องดินแดน Fort Hope ที่มนุษย์อาศัยอยู่ แต่อย่างที่ทราบว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่อย่างใด เนื้อเรื่องถูกสร้างมาให้เรามีเหตุผลในด้านเอาไม้หวด หรือยิงเหล่าซอมบี้มากกว่า กราฟิก / การนำเสนอในด้านกราฟิกต้องขอชื่นชมเลยทีเดียว เพราะตัวเกมไม่ได้กินสเปกอย่างที่เดาไว้เลย เพราะตัวผู้เขียนนั้นเล่นเกมนี้บนเครื่อง PC สเปกระดับกลางๆ I5 8400 + GTX 1060 6GB ซึ่งตัวผู้เขียนนั้นปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็สามารถรันเฟรมเรทได้มากถึง 100-120FPS เล่นได้แบบสบายๆ แต่ในส่วนของงานด้านภาพนั้นถ้าให้เปรียบเทียบกับเกม Left 4 Dead ซึ่งมันแน่นอนว่าตัวภาพของ Back 4 Blood ค่อนข้างมีกราฟิกที่สวยและสมจริงกว่าในด้านของโมเดลตัวละคร หรือตึกราบ้านช่องต่างๆ แต่สิ่งที่ส่วนตัวรู้สึกว่าทาง Left 4 Dead ทำได้ดีกว่าก็คงจะเป็นความโหดของตัวเกมที่ฉากเลือด ความแหวะของตัวเกมจะดูทำได้ดีมากกว่า หรือจะเป็นฉากยิงหัวซอมบี้ระเบิด ฟันขาขาด แขนขาด ก็ถูกตัดไปทั้งหมดภายในเกม Back 4 Blood นี้ ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่าในสมัยที่เกม Left 4 Dead วางจำหน่ายแรกๆ นั้นถูกหลายๆ ประเทศแบนเพราะเนื้อหารุนแรงไป ทางผู้พัฒนาเลยเลือกที่จะเซฟไว้ก่อนก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้อรรถรสของเกมดูดรอปลงไปเยอะพอสมควรเกมเพลย์ในด้านการเล่นอย่างที่คนเคยเล่น Left 4 Dead ก็น่าจะทราบกันอยู่แล้ว ก็คือการที่เราจะได้จัดปาร์ตี้ 4 คนเข้าไปไล่ยิงไล่ตีซอมบี้ข้างในนั้น แต่ทว่าเกม Back 4 Blood ค่อนข้างมีระบบที่มากกว่าอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างแรกคือระบบความสามารถของแต่ละตัวละครที่จะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป ให้แต่ละคนมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน อย่างเช่นตัวละคร Holly มีความสามารถในการป้องกันการโจมตีศัตรูเพิ่มขึ้น 10% เธอจะได้รับ 10 Stamina ถ้าหากฆ่าศัตรูได้ หรือ Evangelo ที่จะ Stamina Regen 25% และสามารถปลดพันธนาการจากการโดนจับได้ โดยทั้งสองตัวละครนี้เหมาะสำหรับการเล่นด้วยอาวุธระยะประชิด ตัวละครอย่าง Walker และ Jim ที่สามารถสร้าง Stack ดาเมจด้วยปืน หรือจะเป็น Doc ที่สามารถเพิ่มเลือดให้เพื่อนมากขึ้นได้ระบบต่อมาที่ทำให้ตัวเกมค่อนข้างสนุกมากๆ ก็คือระบบการ์ดที่เราสามารถจัดเดคตามสไตล์ที่เราชอบได้ 15 ใบ ซึ่งพอจัดเดคแล้วนั้นตัวการ์ดจะออกมาเป็นระบบสุ่ม และให้เรานั้นจั่วการ์ดที่ชอบได้ โดยเราสามารถจัดเดคที่เหมาะสมกับตัวละครที่เราเล่นได้ อย่างเช่นการ์ดที่จะเพิ่มเลือด 1 ถ้าหากเราโจมตีด้วยอาวุธระยะประชิด ซึ่งมันก็เหมาะสำหรับตัวละครอย่าง Evangelo และ Holly หรือจะเป็นการ์ดที่เพิ่มแม็กกระสุน ยิงแม่นขึ้น ซึ่งอาจจะเหมาะตัวละครที่ใช้ปินเป็นหลักได้ โดยเริ่มแรกเรานั้นจะไม่ได้มีการ์ดมาให้จัดเยอะ แต่พอเล่นจบด่านไปเรื่อยๆ เราจะได้รับแต้มมาซื้อการ์ดตามที่เราชอบได้ ซึ่งตัวการ์ดก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นระบบที่เข้ามาแก้เบื่อให้เราได้พอสมควรนอกจากนี้แต่ละแผนที่ยังมีระบบที่เรียกว่า Corruption Cards ที่จะปรากฏมาในแต่ละด่าน ซึ่งมันจะเป็นอีเวนต์ย่อยๆ ของแต่ละด่านนั้นเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นการที่เราจะได้เจอศัตรูใหม่ๆ ภายในด่าน หรือจะมีจุดที่ให้เราไปเปิดเพื่อได้รับไอเท็มและเงินรางวัลมากขึ้นส่วนในด้านเกมเพลย์ภายในด่านนั้น ถ้าใครเคยเล่น Left 4 Dead มา ถ้าหากคุณเล่นเกมระดับ Easy ต้องยอมรับว่าตัวเกมค่อนเล่นผ่านง่ายพอสมควร เดินยิงชิลๆ ก็สามารถผ่านด่านได้อย่างง่ายดาย แต่ผิดกับ Back 4 Blood ที่ทางผู้พัฒนาเองก็ได้แก้ไขความง่ายนี้ และทำให้ตัวเกมมีความยากมากขึ้น ต้องใช้ทีมเวิร์คมากขึ้น เพราะต่อให้คุณจะเล่นเกมในระดับง่าย เหล่าซอมบี้ก็สามารถลุมโจมตีคุณและทำให้เสียเลือดหมดหลอดในชุดเดียวได้เลย ส่วนความยากระดับปานกลางทางเหล่าซอมบี้ก็ยังโจมตีแรงเท่าเดิม แต่เราสามารถยิงเพื่อนได้ และโหมดยากสุดอย่าง Nightmare ที่ซอมบี้จะเลือดมากขึ้น ตีแรงขึ้น ยิงแรงขึ้นด้วย รวมถึงตัวเกมมากับระบบการเล่นแบบ Cross Play ที่เราสามารถปาร์ตี้ได้ทั้ง PC, PlayStation และ Xbox เลยทีเดียวนอกจากด่านของตัวเกมจะมีให้เราเล่นด้วยกันทั้งหมด 4Act ซึ่งแต่ละ Act ก็จะมีด่านมากมายต่างกันไป และเสน่ห์สำคัญเลยนั่นก็คือบางด่านนั้นก็จะมีเควส Objective ในด่านนั้นๆ ให้เราทำด้วย ถึงแม้ว่ามันอาจจะคล้ายคลึงกับเกม Left 4 Dead ก็จริง แต่ใน Back 4 Blood แทบจะมีเควสให้เราทำเกือบทุกด่าน ต่างจากเกมรุ่นพี่ที่มักจะมีมาเฉพาะด่านสุดท้ายของแต่ละ Act เท่านั้น นอกจากนี้ในแต่ละด่านถึงแม้ว่ามันจะพาเรากลับมายังโซนเดิมที่เคยมาแล้วก็จริง แต่ด่านนั้นอาจจะพาเราเข้าไปสำรวจจุดใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไป และไม่ได้รู้สึกถึงความน่าเบื่อเลยรวมถึงตัวเกมมาพร้อมกับระบบกล่องซื้อขายของ ที่เรานั้นจะสามารถเก็บ Coin ภายในเกมและเอามาซื้อของตอนอยู่ Safezone ได้ ซึ่งเราสามารถซื้อได้กระทั่งปืนใหม่ๆ กระสุน เลือด อุปกรณ์แต่งปืน ยา ระเบิด และอื่นๆ อีกมามาย คราวนี้มันก็หมดปัญหาการที่เราถูกเพื่อนแย่งยา หรือระเบิดเหมือนอย่างในเกม Left 4 Dead แล้วด้วยส่วนในโหมดเสริมที่เกมนี้ใส่เข้ามาด้วยก็คงจะเป็นโหมด PvP ที่เรียกว่า Swarm จะแบ่งฝั่งออกเป็น 4v4 โดยเราและฝ่ายตรงข้ามจะได้เล่นเป็นทั้งฝ่ายคนและซอมบี้ ซึ่งวิธีการชนะคือถ้าหากคุณเป็นมนุษย์คุณจะต้องอยู่รอดให้นานที่สุดกว่าฝ่ายตรงข้าม แค่นี้คุณก็จะได้ 1 แต้ม ส่วนถ้าหากคุณเป็นฝ่ายซอมบี้ คุณก็แค่ต้องทำทุกวิธีทางในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ไวที่สุดเท่านั้นเอง และตัวโหมดนี้ทางผู้พัฒนาเองตัดระบบเรื่องการฟาร์มการ์ดออกไป ซึ่งทุกคนสามารถมีการ์ดครบเลยตั้งแต่แรก เพื่อให้เกมมีความสมดุลย์ด้วยความรู้สึกจากที่ได้ลองเล่นมา Back 4 Blood ถือว่าเป็นเกมที่ค่อนข้างสนุกพอสมควร ถึงแม้ว่าโดยรวมเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันก็คือเกมสไตล์ Left 4 Dead นั่นแหละ ความรู้สึกโดยรวมมันไม่ได้ต่างกัน เพียงแค่ระบบที่ถูกใส่เข้ามาทำให้มันรู้สึกใหม่มากมาย สิ่งที่ชอบมากๆ ของเกมนี้ก็คงเป็นระบบปืนที่มีแรงดีด เสียงที่ค่อนข้างสมจริงมากกว่าเกมรุ่นพี่ และสิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คงจะเป็นระบบความโหดที่มากขึ้นกว่าเกม Left 4 Dead ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นโหมดง่าย เพราะมันจะทำให้ตัวเกมท้าทายมากขึ้น (ถึงแม้ว่าจะเป็นโหมดง่ายสุดก็เถอะ) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเปื่อยจนเกินไป เพราะต้องเข้าใจว่าบางคนเองก็ไม่ได้อยากเล่นโหมดที่มันยากเกิน แต่ก็ไม่อยากได้อะไรที่ง่ายจนจะหลับส่วนสิ่งที่ไม่ชอบก็คงจะเป็นโหมด Swarm ที่หลังจากได้ลองเล่นมันไม่ได้ชวนให้น่าเล่นต่อแต่อย่างใด เพราะมันจะส่งเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่เล็กๆ (ฝั่งคน) และสู้จนกว่าจะตาย ซึ่งส่วนตัวชอบโหมด PvP ใน Left 4 Dead มากกว่า กับโหมดที่ฝ่ายมนุษย์จะได้เข้าไปเล่นในด่านของโหมด Campaign ทั่วไป และฝ่ายคนจะได้เล่นเป็นซอมบี้พิเศษมาขัดขวาง หวังว่าในอนาคตทางผู้พัฒนาจะเอาโหมดนี้เข้ามาให้เราเล่นบ้าง  รวมถึงปัญหาที่ยังพบเจอตั้งแต่ Open Beta ก็คือมันจะมีฝั่งที่สู้ไม่ได้และชอบกดออกเกมกลางคัน ทำให้คนที่เหลือถ้าไม่กดออกเกมไป ก็จะต้องยอมโดนยำจนกว่าเกมจะจบส่วนงานด้านภาพนั้นถึงแม้ว่าจะค่อนข้างผิดหวังเรื่องความโหด ความแหวะที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่ทางผู้เขียนก็ค่อนข้างเข้าใจเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกทำกราฟิกเลือดให้ออกมาเป็นแบบนี้ อย่างที่บอกก็เป็นเพราะที่จะให้ตัวเกมสามารถวางขายได้เกือบทุกประเทศ ในส่วนนี้ก็เลยรับได้
21 Oct 2021
รีวิวเกม Far Cry 6 "ใครว่าการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องสนุก?"
เมื่อพูดถึงเกมตระกูล Far Cry ของผู้พัฒนา Ubisoft เชื่อว่าคนที่เคยเล่นมาก่อนน่าจะนึกออกทันทีว่าเกมจะหน้าตาเป็นอย่างไร จากแนวคิดการออกแบบตาม “สูตรสำเร็จ” ของผู้พัฒนา Ubisoft ที่ทำให้เกมหลายๆ ภาคที่ผ่านมา (รวมถึงเกมซีรีส์อื่นๆ ของผู้พัฒนา) ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ของ “ความจำเจ” อยู่บ่อยครั้ง แต่แม้ว่าเกมทุกภาคจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก Far Cry ก็ยังคงเป็นซีรีส์ที่ได้รับการจับตาและเฝ้ารอจากแฟนๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะภาคล่าสุดอย่าง Far Cry 6 ที่นอกจากจะเป็นก้าวแรกของซีรีส์บนคอนโซลยุคใหม่อย่าง PlayStation 5 และ Xbox Series X แล้ว เกมยังได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง Giancarlo Esposito (Breaking Bad, The Mandalorian) มารับบทวายร้ายเจ้าเสน่ห์อย่างเผด็จการ Anton Castillo อีกด้วย ยังไม่นับท่าทีของผู้พัฒนาในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านๆ มา ที่เปิดเผยว่าเนื้อเรื่องของการปฏิวัติภายในเกมจะโอบรับความเป็น “การเมือง” ที่ผู้พัฒนา Ubisoft พยายามกล่าวถึงเพียงเลียบๆ เคียงๆ มาตลอดอีกด้วยผลลัพธ์ที่ออกมา แม้จะยังมีรูปแบบเหมือนกับเกมภาคที่ผ่านๆ มาอย่างมากในแง่ของเกมเพลย์ แต่ Far Cry 6 ก็ถือได้ว่าเป็นเกม Far Cry ภาคที่ “กลมกล่อม” ที่สุดในรอบหลายปีจากเนื้อเรื่องอันเข้มข้นของเกม ที่กล้าจะพูดถึงแง่มุมอันซับซ้อนของการปฏิวัติการปกครองประเทศ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายแค่เพียงการ “กำจัดใครคนใดคนหนึ่ง” แต่คือการต่อสู้กับอดีตที่ยึดหน่วงเราเอาไว้อีกด้วยFar Cry 6 จะติดตามตัวละคร Dani Rojas (สามารถเลือกเป็นหญิงหรือชายก็ได้) ประชากรแห่งหมู่เกาะ Yara ประเทศสมมุติแถมอเมริกาใต้ที่อยู่ใต้การปกครองของเผด็จการจอมโหด Anton Castillo โดยหลังจากที่ความพยายามจะหนีจาก Yara ไปยังอเริกาเหนือของเขาและกลุ่มเพื่อนๆ กลับถูกพังไม่เป็นท่า Dani ก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มทหาร Libertad ที่ชักชวนให้เขาเข้าร่วมต่อสู้เพื่อปลดแอก Yara จากเงื้อมมือของ Castillo ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปทั่วประเทศ Yara เพื่อชักชวนนักปฏิวัติกลุ่มย่อยๆ ทั้งหลายให้ร่วมมือกันอีกด้วยอย่างที่ผู้กำกับเนื้อเรื่องของเกมอย่างคุณ Navid Khavari เคยกล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา เกม Far Cry 6 เลือกที่จะโอบรับความเป็นการเมืองของเนื้อเรื่องเกมอย่างเต็มอก ซึ่งต่างจากเกมของผู้พัฒนา Ubisoft ที่มักจะแตะประเด็นหนักๆ เหล่านี้แบบขอไปทีอย่างทีจนโดนตำหนิเป็นประจำ โดยการเลือกที่จะไม่ปฏิเสธความเป็นการเมืองทำให้เกมสามารถนำเสนอเนื้อเรื่องที่มี “น้ำหนัก” ได้มากกว่าเกมภาคอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าติดตามกว่าที่ผ่านๆ มาไปด้วย และเช่นเดียวกับในชีวิตจริงที่ไม่มีอะไรแยกออกเป็นขาวกับดำ Far Cry 6 ก็ไม่กลัวที่จำนำเสนอความซับซ้อนของการปฏิวัติ เมื่อกลุ่มคนที่มีความต้องการไม่ตรงกันจำเป็นต้องจับมือกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจที่แข็งแกร่งกว่า และหนทางอันยาวไกลของเหล่านักสู้กว่าจะได้มาซึ่ง Yara อันสงบสุขสำหรับทุกคนแต่แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักของเกมจะค่อนข้างซีเรียส ตัวละคร NPC ต่างๆ ที่พบเจอในเกมมักจะออกไปทางตลกอารมณ์ดีกันซะมากกว่า ซึ่งก็ช่วยให้อารมณ์โดยรวมของเกมไม่หนักจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องเสริมของตัวละครแต่ละตัวก็สามารถช่วยเสริมเนื้อเรื่องหลักได้อีกด้วยการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของการปฏิวัติมากขึ้น อาจจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าเกม Far Cry 6 ถือเป็น Far Cry ภาคแรกนับตั้งแต่ภาค 3 ที่ผู้เขียนรู้สึก “อยากเล่นเนื้อเรื่องต่อ” จริงๆ มากกว่าจะวิ่งเล่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมไปเรื่อยๆ เหมือนภาคอื่นแน่นอนว่าส่วนสำคัญของการนำเสนอเนื้อเรื่องที่ดีก็คือการพากย์เสียง ซึ่งเกมก็ทำได้ดีตามคาด แม้ว่าอนิเมชั่นสรหน้าท่าทางของ Ubisoft จะไม่ได้อยู่ในระดับแนวหน้าของวงการ แต่ก็ทำออกมาได้ดีกว่าในเกม Far Cry ภาคที่ผ่านๆ มา โดยการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้การเล่าเรื่องผ่านคัตซีนมุมมองบุคคลที่ 3 ทำให้ผู้พัฒนาสามารถนำเสนอฉากคัตซีนสำคัญๆ ได้น่าสนใจกว่าในภาคอื่นๆ และทำให้ผู้เล่นสามารถสังเกติสีหน้าท่าทางของตัวละครได้อย่างละเอียดกว่าที่ผ่านมาด้วย คนที่เคยเล่นเกม Assassin’s Creed: Valhalla มาก่อนอาจจะพอนึกภาพออกว่าคัตซีนของ Far Cry 6 จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรสิ่งที่สำคัญกว่าคุณภาพของกราฟฟิกคงจะเป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมของเกาะ Yara เองที่มีความน่าสนใจและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดริมทะเล หมู่เขาที่มีป่าทึบปกคลุม ไปจนถึงเมืองขนาดน้อยใหญ่มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของเกาะ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและที่มาที่ไปจริงๆ ราวกับเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติมานานแล้วจริงๆ และเอื้อให้ผู้เล่นรู้สึกอยากสำรวจเพื่อค้นหาความลับ (และสมบัติ) มากมายที่ซ่อนอยู่ในแผนที่หากจะมีข้อตำหนิซักหน่อยคงเป็นเรื่องของการเดินทางในเกมที่มักมีระยะทางค่อนข้างไกล แต่กลับมีจุด Fast Travel ให้ปลดล๊อคไม่เยอะขนาดนั้น และแม้ว่าผู้เล่นจะสามารถเรียกรถส่วนตัวได้ทุกเมื่อ (ตรายใดที่อยู่ใกล้ถนนหลัก) แต่การขับยานพาหนะทั้งหมดในเกมยังถูกล๊อคอยู่ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหรือเวียนหัวได้ ครั้นจะใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติก็ใช้ได้เฉพาะเวลาอยู่บนถนนหลัก ซึ่งก็เสี่ยงจะโดนทหารยิงตายเอาได้ง่ายๆ โดยจุดนี้จะเป็นปัญหาแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นแต่ละคนทนกับระบบขับรถของเกมได้แค่ไหนเช่นกันในส่วนของเกมเพลย์ แม้ว่าผู้พัฒนาจะพยายามเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับการต่อสู้ผ่านระบบ “Bullet Type” (ชนิดกระสุน) และระบบของสวมใส่ที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ แต่เมื่อเล่นจริงๆ ก็พบว่าระบบเหล่านี้มักไม่ได้มีความหมายมากนักสำหรับระบบการเลือกชนิดของกระสุนนั้น แม้ว่าผู้เล่นจะสามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอกส่องดูล่วงหน้าได้ว่าศัตรูแต่ละตัวแพ้กระสุนชนิดใด (หรือโจมตีด้วยกระสุนชนิดใด) รวมไปถึงไฮไลต์ตำแหน่งของศัตรูตัวนั้นๆ ไปด้วย แต่เมื่อเริ่มสู้จริงๆ ก็ไม่ได้มีเวลามานั่งส่องชนิดกระสุนของศัตรูแต่ละตัวอยู่ดี แถมสุดท้ายแล้วก็ยังมีปืนบางชนิดที่สามารถยิงหัวศัตรูให้ตายได้ในนัดเดียวอยู่ดี เช่นปืนสไนเปอร์ ปืนลูกซอง หรือกระทั่งธนู ทำให้ต่อให้ไม่สนใจระบบนี้เลยก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นัก อาจจะยกเว้นเพียงภารกิจเนื้อเรื่องหรือศัตรูบางชนิดที่ยากเป็นพิเศษเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในส่วนของระบบของสวมใส่ จะเปรียนเสมือนกับระบบ Perk ในภาคอื่นๆ โดยแทนที่จะใช้การอัปสกิลเหมือนภาคอื่นๆ เกมได้เปลี่ยนให้ Perk ต่างๆ ผูกเข้ากับของสวมใส่แต่ละชิ้นแทน หากคุณเป็นคนที่ชอบเล่นเกม Far Cry เพื่อระเบิดภูเขาเผากระท่อมสนุกๆ แบบไม่คิดไรมาก การที่ต้องมาคอยสลับของสวมใส่อยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นเรื่องน่ารำคาญได้ แต่เช่นเดียวกับระบบชนิดกระสุน ต่อให้ไม่สนใจมากก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ยกเว้นในกรณีที่เจอศัตรูหรือภารกิจที่หินจริงๆ เท่านั้นจุดที่ทำให้การต่อสู้น่าสนใจมากกว่าคงเป็นระบบกระเป๋า Supremo และอาวุธ Revolver Weapon ทั้งหลายที่เพิ่มมิติใหม่ๆ ให้กับการต่อสู้ โดยกระเป๋า Supremo อาจจะเปรียบได้กับ “ท่าไม้ตาย” ในเกมอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนได้หลากหลายตลอดเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการยิงจรวดติดตามเพื่อกำจัดศัตรูกลุ่มใหญ่ หรือการปล่อยระเบิด EMP เพื่อทำให้ยานพาหนะและเครื่องจักรต่างๆ ของศัตรูหยุดทำงานชั่วขณะ ในขณะที่เหล่า Revolver Weapon คืออาวุธพิศดารๆ ที่ประดิษฐ์โดย NPC Juan Carlos ที่มักจะมาพร้อมความสามารถแปลกๆ อย่างปืนยิงไฟ ปืนยิงก๊าซพิษ ปืนยิงฉมวก หรือปืนลูกซองที่มาพร้อมโล่ห์กันกระสุนเป็นต้นนอกเหนือไปจากระบบที่กล่าวไป เกมเพลย์ของ Far Cry 6 ก็แทบจะตามสูตรของ Far Cry เป๊ะๆ เลย ผู้เล่นจะต้องเดินทางไปรอบๆ เกาะเพื่อทำภารกิจเนื้อเรื่องที่ได้รับจากตัวละคร NPC ที่พบเจอ พร้อมกับกำจัดศัตรูตามฐานทัพหรือล่าสัตว์เพื่อเก็บทรัพยากรณ์ไปแลกอาวุธชุดเกราะใหม่ๆ ไปด้วย แน่นอนว่าระหว่างทางยังมีกิจกรรมเสริมมากมายให้ทำ ตั้งแต่ภารกิจเสริม การตกปลา หรือการชนไก่ ที่เพิ่มความหลากหลายให้กับการเล่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกมการชนไก่ที่เปรียบเสมือนเกมต่อสู้ย่อมๆ ของตัวเองเลย หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเกมเพลย์ของ Far Cry ภาคอื่นๆ แล้ว มั่นใจได้เลยว่า Far Cry 6 ก็จะมอบประสบการณ์แบบเดียวกันให้กับคุณ แม้ว่าจะไม่ได้แตกต่างกับเกมในอดีตนักในส่วนของเกมเพลย์ แต่ Far Cry 6 ก็ยังเป็นเกมที่สนุกครบเครื่องตามมาตรฐานของเกม Far Cry ทุกภาคที่ผ่านมา โดยเนื้อเรื่องที่ซีเรียสและชวนคิดของเกมถือเป็นทิศทางใหม่ที่น่าสนใจของผู้พัฒนา Ubisoft ทำให้เกม Far Cry 6 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับซีรีส์ในยุคคอนโซลปัจจุบันรีวิวซับไตเติ้ลและเมนูภาษาไทยเกม Far Cry 6 จะถือเป็นเกมภาคแรกในซีรีส์ที่สนุบสนุนภาษาไทยทั้งในบทบรรยายและเมนู โดยหลังจากที่ฝากผลงานแปลไทยที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเอาไว้ในเกมก่อนหน้าอย่าง Ghost Recon: Breakpoint ต้องยอมรับว่าผู้พัฒนา Ubisoft ได้รับฟังคำติชมของผู้เล่นชาวไทยแล้ว เพราะคุณภาพของการแปลภาษาไทยในเกม Far Cry 6 นั้นดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด อาจจะทัดเทียบกับเกมที่ได้รับคำชมในเรื่องคำแปลอย่าง The Last of Us Part 2 หรือ Ghost of Tsushima ได้เลย แน่นอนว่าการจะแปลให้ถูกต้อง 100% คงจะยังคาดหวังได้ยาก แต่ก็ยังถือเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ และเป็นข่าวดีของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เข้าถึงเกมอย่างเต็มที่ซะที
06 Oct 2021
พรีวิว Battlefield 2042 กลิ่นอายสงครามที่คุณเคย แต่เพิ่มเติมด้วยความโลดโผนมากขึ้น
เป็นภาคที่แฟนๆ เฝ้ารอคอยเป็นอย่างมากสำหรับ Battlefield 2042 ที่ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาได้ทำการนำเราเข้ามาสู่โลกสงครามในยุคปัจจุบันกึ่งโลกอนาคต หลังจากที่ให้เราได้เล่นในสงครามอดีตมาตั้ง 2 ภาค เราจะได้กลับมาจับปืน จับยานพาหนะในยุคปัจจุบันอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเรา GameFever TH เองได้โอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้ในช่วงทดสอบ Open Beta มา และจะมาพรีวิวสั้นๆ ว่าตัวเกมมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเกมภาคก่อนหน้าบ้าง แต่ต้องขอเกริ่นก่อนว่าในช่วงทดสอบทางเราเองได้มีโอกาสเล่นเพียงแค่โหมด Conquest ด่านเดียวเท่านั้นมี 4 คลาสเหมือนเดิม แต่โลดโผนมากขึ้นยังคง Concept ของเกม Battlefield เช่นเดิมที่ตัวเกมยังคงมีคลาสให้เราเลือกจำนวน 4 คลาสด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วยAssualt - สายปะทะจะมีความสามารถในการใช้ Grapling Hook เพื่อเกาะขึ้นที่สูงได้ สามารถวิ่งและเล็งได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้ Zipline ได้Engineer - สามารถตั้งป้อมปืนได้ และป้อมปืนที่อยู่ใกล้ๆ จะได้รับประสิทธิภาพRecon - หน่วยซุ่มยิงที่สามารถเรียกโดรนออกมา Mark จุดศัตรูได้ หรือจะมี Movement Sensor ที่จะเตือนถ้าหากศัตรูอยู่ใกล้ๆ Support - หน่วยแพทย์ของทีม มีปืนที่สามารถฮิลได้ และเวลาชุปเพื่อนเลือดจะเต็มโดยแต่ละคลาสจะทำหน้าที่และมีประโยชน์แตกต่างกันไปซึ่งมันก็คล้ายๆ กับเกมภาคก่อนๆ ที่เคยมี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสามารถต่างๆ ของตัวละครที่บุกได้หลากหลายขึ้น อย่างเช่น Assualt ที่มีสกิลดึงสลิงขึ้นไปบนที่สูง หรือ Recon สามารถใช้โดรนค้นหาศัตรูที่แอบได้ก่อน หรือจะเป็น Support ที่สามารถยิงปืนเพิ่มเลือดได้ในระยะไกล และความแตกต่างระหว่างเกมนี้ที่เห็นได้ชัดคงจะเป็นการที่ทุกคลาสสามารถเลือกเล่นปืนไหนก็ได้ (แต่บางคลาสอาจจะเลือกบางปืนไม่ได้) เกมยังเน้นทีมเวิร์ค แต่ก็แตกต่างกว่าภาคเก่าซึ่งจากที่ได้ลองเล่นมาตัวเกมค่อนข้างให้อารมณ์คล้ายๆ กับ Battlefield 4 ที่เพิ่มความสามารถของตัวละครเข้าไป และอย่างที่ทราบว่าเกม Battlefield เป็นซีรีส์ที่ต้องอาศัย Team Work ของเพื่อนใน Squad เป็นอย่างมาก ซึ่งยกตัวอย่างจากเกม Battlefield V ที่ตัวเกมดีไซน์ให้เราควรมักจะไปเป็นกลุ่มก้อนกระจุกกันไว้ เพราะเราต้องช่วยกันจ่ายยา จ่ายกระสุนให้ (อาจจะมีหน่วยสไนเปอร์ที่ออกห่างได้ประมาณหนึ่ง)  ส่วนพลปืนกลก็ไม่ได้มีสกิลที่โลดโผนมากนักนอกจากปืนแรง แต่ Battlefield 2042 การเดินห่างๆ และคุมโซนกันไว้น่าจะเป็นตัวเลือกที่อาจจะเหมาะด้วยเช่นกัน เพราะทุกตัวละครมีความสามารถที่เอื้อและโลดโผนกว่าภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น Recon มีความสามารถในการค้นหาศัตรู ซึ่งเราอาจจะสามารถหาตำแหน่งให้เพื่อนได้ Assualt เป็นคนเดียวที่สามารถกระโดดขึ้นที่สูงได้ทำให้การเข้าทำนั้นหลากหลายขึ้น Engineer มีปืนกลที่เล็งและยิงในระยะไกลได้ดี คอยคุมโซนช่วยเหลือเพื่อนแนวหลังได้ หรือจะเป็น Support ก็มีปืนยิงเพิ่มเลือดระยะไกลได้ กลางหรือใกล้ได้ดีปรับแต่งปืนได้แบบเรียลไทม์หนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของเกมนี้คือการที่เราสามารถปรับแต่งปืนได้ตลอดเวลาในระหว่างอยู่บนสงครามก็เปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บเลเวลเพื่อปลดล็อคอีกต่อไป (แต่ระบบปืนยังต้องรอให้เลเวลอัพเพื่อรับปืนใหม่เช่นเดิม) ทำให้เราสามารถปรับแต่งปืนแบบเรียลไทม์เพื่อใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ อย่างเช่นเวลาศัตรูอยู่ไกลเราก็อาจจะสามารถเปลี่ยน Scope ไกลมาใช้ได้ รวมถึงการปรับแต่งก็ยังมีบอกด้วยว่าประสิทธิภาพเพิ่มและลดตรงไหนระบบ A.I. ที่ทำให้ห้องเต็มตลอดเวลาอย่างที่ทราบว่าถ้าใครเล่นเกม Battlefield 2042 บนเครื่อง PC, PS4 หรือ Xbox Series X/S ภายในห้องจะรองรับผู้เล่นมากถึง 128 คนเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันมีโอกาสที่คนในห้องจะไม่ครบหรือขาดไปบ้าง ตัวเกมเลยนำระบบ A.I. ใส่เข้ามาแทรกให้กับเราภายในห้อง (คล้ายๆ กับการมีบอทสมัยเกม Battlefield 2) ซึ่งจากที่ได้ลองมา  ถึงแม้ว่าโดยรวมแล้วตัวบอทยังมีความเอ๋อๆ และดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่นอยู่ดีๆ ก็เดินไปที่โล่งกลางแจ้งให้เรายิงฟรีๆ แต่ตัวบอทค่อนข้างยิงแม่นพอสมควร ถ้าเราเดินไม่ระวังเราอาจจะโดนบอทลุมยิงตายแบบง่ายๆ ก็ได้ และนี่มันก็เป็นข้อดีสำหรับคนที่เล่นไม่เก่งเช่นกัน เพราะเรายังได้มีโอกาสยิงบอทที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ความรู้สึกหลังได้ลองเล่นจากที่ได้ลองเล่นมา ตัวเกมมีความคล้ายคลึงกับเกม Battlefield 4 อยู่พอสมควรในเรื่องของอาวุธปืนต่างๆ ที่เหมือนกันมาก แต่มันก็มีการเพิ่มเติมมาด้วยความสามารถของคลาสต่างๆ ที่หลากหลายและโลดโผนมากขึ้น เชื่อว่าท่านจะต้องพบเจอกับเกมเพลย์สไตล์ใหม่ๆ หรืออะไรแปลกๆ ภายในนั้นอีกเยอะแยะแน่นอน ส่วนเรื่องสังเกตุข้อเดียวก็คือ ถ้าหากใครคิดอยากที่จะหากลื่นอายความเป็น Sci-fi โลกอนาคต ตัวเกม Battlefield 2042 มันก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ท่านคาดหวังไว้เท่าไร ตัวเกมยังมีกลิ่นอายความเป็นโลกปัจจุบันที่อาจจะมีเทคโนโลยีทันสมัยกว่าความเป็นจริงประมาณหนึ่งเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วตัวเกมก็ยังสนุกและแฟนๆ ก็น่าจะกลับมาชอบอีกครั้ง
06 Oct 2021
รีวิว Diablo 2 Resurrected เหล้าเก่าฉลากใหม่ที่รสชาติจัดจ้านกว่าเดิม
ย้อนกลับไป 20 กุมภาพันธ์ 2021 เกมเมอร์ทั่วทั้งโลก ได้เป็นสักขีพยานถึงการคืนชีพของตำนาน Action RPG ระดับตำนาน Diablo 2 Resurrected การเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่นั้นได้ทำให้ผู้เล่นทั่วโลกตื่นเต้นแทบจะรอวันวางขายเกมไม่ไหว และวันนี้ตัวเกมได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วบนแพลตฟอร์มยุคใหม่ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น PS5, Xbox Series X / S, PC หรือ Nintendo Switch แม้จะใช้ชื่อว่า Resurrected แต่ในความหายที่แท้จริงของเกม ก็คือฉบับ Remastered ที่เพิ่มระบบใหม่ๆ ให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล และสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มตัวละครจาก DLC อย่าง Assassin กับ Druid เข้ามาเลย ไม่จำเป็นต้องซื้อแยกเหมือนกับตัวเกมต้นฉบับ แน่นอนว่าเนื้อเรื่อง Act 5 ที่แต่เดิมอยู่ใน DLC ก็ถูกแถมมาด้วยกับตัวเกมฉบับ Resurrected เลย ผู้เขียนเองเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเล่นเกม Action RPG มุมมองแบบนี้มาก และวันนี้จะมาเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้เล่นให้เพื่อนๆ ชาว GameFever Th ได้อ่านกัน!เดินทางเพื่อหยุดการตื่นของภัยพิบัติแม้ว่าเนื้อเรื่องของ Diablo 2 จะไม่ใช่ส่วนสำคัญที่ทำให้เกมนี้โด่งดัง แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่เติมเต็มเกมให้มีรสชาติกลมกล่อม กล่าวถึงการเดินทางของเราเพื่อหยุดยั้งแผนการช่วยร้ายของเผ่าปีศาจที่นำโดย Prime Evil ทั้งสาม Diablo, Baal และ Mephisto โดยภายในเรื่องราวจะมีทั้งการทรยศหักหลัง, เรื่องราวของความดี และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าหากได้ลองอ่านดูเชื่อว่าเพื่อนจะสนุกไปกับเรื่องราว Dark Fantasy ของเกมนี้ได้ไม่ยากเลยCut Scene ใหม่ที่สวยงามน่าดูกว่าเดิมอีกหนึ่งจุดขายของ Diablo 2 ตลอดการเล่นของเนื้อเรื่องคือ Cus Scene ความยาวหลายนาที ที่ช่วยให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้นกว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนยังไง ซึ่งในฉบับ Resurrected มีการทำแอนิเมชันในส่วนนี้ใหม่ทั้งหมด ฉากที่สวยงามมากกว่าเดิม ฉากต่อสู้ที่ดูรู้เรื่องมากขึ้น รวมไปจนถึงสีหน้าของตัวละครที่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ยังเป็นตัวช่วยให้เราอยากเล่นเนื้อเรื่องใน Act ต่อไปมากขึ้น และใช้เวลาสนุกไปกับเกมกราฟิกที่อัปเกรด กับเอฟเฟคสกิลสุดตื่นตาตื่นใจได้ชื่อว่าเป็นฉบับ Remastered สิ่งที่หลายคนคาดหวังคงไม่พ้นเรื่องภาพที่สวยงามอลังการมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ต้องบอกเลยว่า Blizzard ทำออกมาได้ดีมาก ทั้งในแง่ของกราฟิก รวมถึงการ Optimize ให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล่โดยไม่ต้องการ Hardware ที่แรงมากมายอะไรนัก อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น คือเอฟเฟคของสกิลที่มีความถูกต้อง และสวยงามมากขึ้นเช่นเดียวกับกราฟิก โดยเฉพาะสกิลธาตุที่มีรายละเอียดในเปลวไฟ สะเก็ดน้ำแข็ง รวมถึงความหนาของสายลมภาพใหม่สุดสวยงาม หรือภาพเก่าสุดคลาสสิคแม้ว่ากราฟิกใหม่ของ Diablo 2 Resurrected จะสวยงามและทำให้เกมน่าเล่นกว่าที่เคยเป็นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพแตกๆ สไตล์ดั้งเดิมของเกมก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของ Diablo 2 ความยอดเยี่ยมของภาคนี้คือผู้เล่นสามารถสลับภาพไปมาระหว่างกราฟิกแบบใหม่ และแบบเก่าได้ตลอดเวลาง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม "G" บนคีย์บอร์ด บางครั้งที่คิดถึงภาพสไตล์เก่าจะสลับกลับไปเล่นช่วงเวลาหนึ่งแล้วพอเบื่อจะกลับมาเล่นแบบภาพสวยอีกครั้งก็สามารถทำได้ประสบการณ์ไหนที่ได้จากต้นฉบับ ยังคงได้จากฉบับนี้!แม้จะได้ชื่อภาคว่า Resurrected แต่ Blizzard ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหา รวมถึงวิธีการเล่นในส่วนไหนของเกมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความยาก การหาไอเท็ม เนื้อเรื่อง หรือความสามารถของมอนสเตอร์ ผู้เล่นยังจำเป็นต้องใช้เวลาในแต่ละระดับความยาก Normal, Nightmare, Hell ไม่ว่าจะเป็นการหาไอเทมมาเสริมให้ตัวเองเก่งขึ้น หรือเพิ่มเลเวลเพื่ออัปสกิล กับสเตตัส ในภารเตรียมตัวให้พร้อมลุยระดับความยากที่สูงขึ้นแม้ว่าระดับความยากของเกมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่เอาจริงๆ Diablo 2 เองไม่ใช่เกมที่ง่ายระดับที่เล่นแบบมั่วๆ แล้วจะสามารถเอาชนะบอสในแต่ละ Act ของเนื้อเรื่องได้ ตัวเกมนั้นยากตามสไตล์เกมยุคเก่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งในฉบับ Resurrected ก็ไม่ได้มีการลดความยากในส่วนนี้ลงเลย แถมโทษจากการตายยังคงเป็นการของหล่นหมดตัวเช่นเดิม ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เล่นจะเป็นต้องระวังเป็นอย่างมากในการเดินเนื้อเรื่อง รวมถึงเก็บเลเวลในระดับความยากที่สูงขึ้นก็จะดรอปไอเทมที่เก่งขึ้น Rune ที่ดีมากขึ้น รวมไปจนถึง Exp ที่ได้ก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน การจะเก็บเลเวลให้ถึง 99 จะเป็นการง่ายกว่าในการเล่นระดับความยากที่สูงขึ้น นอกจากนี้ตัวเกมยังลงโทษผู้เล่นที่อัปสกิล หรือสเตตัสมาไม่ดีพอโหดเช่นเดิม ไม่มีโอกาสที่สองสำหรับคนที่ใช้โอกาส รีสกิล / สเตตัสไปจนหมดแล้ว การเริ่มเล่นใหม่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ตัวได้ การคิดแนวทางอัปสกิล / สเตตัส รวมไปจนถึงมองหาไอเทมที่เหมาะกับตัวเอง ทั้งหมดที่กล่าวมีนี้คือสเนห์ดั้งเดิมของ Diablo 2 ที่ไม่ได้สูญหายไปในตัวเกมฉบับ Resurrected ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ต้องชมทีมพัฒนาระบบใหม่ๆ ที่ทำให้การเล่นสนุกมากขึ้นแม้ว่าบรรยากาศ และเกมเพลย์ส่วนใหญ่ถูกคงไว้เช่นเดิมเพื่อมอบประสบการณ์ที่สุดแสนจะน่าคิดถึงให้กับผู้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มระบบใหม่ที่ทำให้การเล่นเกมสนุกมากขึ้นเข้ามาด้วย ซึ่งหลักมี 2 อย่างด้วยกันที่ส่งผลต่อการเล่นของผู้เล่นโดยตรง คือ 1.) ระบบเก็บเงินให้ Auto เมื่อตัวละครของผู้เล่นเดินผ่านเงิน และ 2.) Stash สำหรับส่งของให้กับตัวละครอื่นๆ ภายใน ID เดียวกันแม้ว่าเงินจะไม่ได้มีบทบาทสำคัญเท่าไหร่นักใน Diablo 2 แต่มันยังคงจำเป็นในการซ้อมอุปกรณ์ต่างๆ ที่พังลงจากการต่อสู้ รวมถึงซื้อยามาใช้ในยามฉุกเฉินอยู่ แม้ว่าการคลิกเพื่อเก็บเงินเองอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่มากขนาดนั้น แต่การมีระบบที่เก็บให้เราเองก็เป็นเรื่องดี เพราะมันสะดวกสบายมากขึ้น จำเป็นต้องให้ความสนใจต่อไอเทมที่ดรอปน้อยลง และโฟกัสไปที่การต่อสู้ได้มากขึ้นStash สำหรับส่งของไปมาระหว่างตัวละครได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้เล่น Diablo 2 อยากได้กันมาเสมอ เนื่องจากมันเป็นเรื่องยากมากที่จะส่งของไปมาระหว่างตัวละครต่างๆ ใน ID เพราะต้องหาเพื่อนมาเก็บของให้ และสลับเป็นอีกตัวมารับของคืน การส่งไปมาได้เองผ่าน Stash จึงเป็นอะไรที่น่ายินดี และทำให้การเล่นหลายๆ ตัวทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถส่งของดีๆ ไปให้อีกตัวใช้ได้ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ทำให้เกมน่าเล่นมากขึ้นเยอะเลยทีเดียวสรุปสนุกไหม?จริงๆ แล้วผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้เล่นเกม Diablo 2 เป็นครั้งแรก และในฐานะที่ชอบเล่นเกมแนวนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขอยอมรับว่าประสบการณ์ที่ได้จากเกมถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ ความสนุกที่ไม่คิดเลยว่าจะได้จากเกมนี้ในตอนแรกคือในเรื่องของความยากที่หาไม่ค่อยได้ในเกมยุคใหม่ๆ และระบบสกิล รวมไปจนถึงระบบไอเทม ก็ไม่ได้ทำความเข้าใจยากอะไรมากมายนัก ถ้าพูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ Diablo 2 Resurrected ถือได้ว่าเป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่ แต่ก็มีความลึกน่าค้นหาในแบบของตัวเอง ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้ชอบเล่นเกมยากต้องมานั่งปวดหัวกับการหาของเพื่อไปเล่นในระดับความยากที่สูงขึ้น เพื่อนๆ สามารถสนุกไปกับเล่นในระดับความยากของ Normal กับ Nightmare ลองเล่นสกิลที่ตัวเองชอบ ในอาชีพต่างๆ ถ้าหากเป็นสายต้องไปให้ถึง End Game ก็ต้องทำการบ้านเยอะหน่อยในการทำบิ้วท์ดีๆ สักหนึ่งบิ้วท์ในการไปให้ถึง Act 5 ในระดับ Hell และมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรนัก ในการนั่งทำความเข้าใจสายที่ตัวเองเลือกเล่นในเกมนี้ ดังนั้นสำหรับมือใหม่ที่อยากไปให้ถึง Hell ก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการบ้านอะไรมากมายนักโดยรวมแล้ว Diablo 2 Resurrected เป็นการพาเรากลับไปเล่นเกมในวัยเด็ก ที่สนุกมากกว่าที่เคยเป็นมา และได้อรรถรสมากขึ้นจากกราฟิกที่สวยงาม สิ่งเดียวที่ทีมพัฒนาต้องให้ความสนใจเพิ่มเติมคือการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาหลังจากนี้ เพราะไม่ว่า Diablo 2 จะเป็นเกมที่ยอดเยี่ยม และสนุกขนาดไหน หากไม่มีคอนเทน์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาเลยในอนาคต เกมนี้จะน่าเบื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาที่ผ่าน และสักวันก็จะกลายเป็นเกมที่เราเลิกเล่นกันไป หาก Blizzard ต้องการชุปชีวิตเกมนี้ขึ้นมาจริงๆ และสนับสนุนมันต่อไปเรื่อยๆ คอนเทนต์ใหม่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันคอนเทนต์ใหม่ก็เป็นอะไรที่สามารถทำลายเกมลงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทีมพัฒนาจำเป็นต้องระวังมากๆ ครับ
28 Sep 2021
รีวิว Deathloop การต่อสู้เพื่อทำลายลูป 24 ชั่วโมง ที่ยาวนานเหมือน 10 ปี
ถ้าหากว่าเป็นเกมเมอร์ที่อยู่ในวงการมาแล้วระยะหนึ่งเชื่อว่าชื่อของ Dishonored ต้องเคยผ่านเข้าหูกันมาบ้าง ตัวเกมถูกพัฒนาโดย Arkane Studios โดยได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นที่ดีมากๆ ส่งผลให้มีภาค 2 ตามออกมาในปี 2016 โดยจุดเด่นคือเกมเพลย์กับการนำเสนอที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ตามมาด้วยผลงานที่ 3 ของพวกเขา Prey ที่ยังคงได้รับคะแนนรีวิวดีมากเช่นกัน ซึ่งล่าสุดผลงานลำดับที่ 4 ของพวกเขาก็เพิ่งวางจำหน่ายไปในอาทิตย์ที่ผ่านมาDeathloop เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่นำเสนอออกมาได้แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ยังคงเป็นเกมที่ใช้มุมแบบ FPS เช่นเดียวกับผลงานที่ผ่านมา ส่วนที่แตกต่างไปซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดๆ จากหน้าปกของเกมคือโทนสีที่มีความสดใสมากยิ่งขึ้น หลังจากได้ใช้เวลาในเกมนี้ไปหลายสิบชั่วโมง สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Deathloop เป็นอีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมที่ทำออกมาได้ดีมากๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เกมที่จะเหมาะสมกับเกมเมอร์ทุกคนในเวลาเดียวกันด้วย ส่วนอะไรคือเหตุผลของข้อสรุปนี้มาดูกันฉันก็คือนาย และเราต้องทำลายลูปนี้!Deathloop จะเริ่มต้นเนื้อเรื่องด้วยการโยนเราลงไปที่ชายหาดแห่งหนึ่งในยามเช้าพร้อมกับอาการเมาค้าง หลังจากเพิ่งฝันร้ายมาว่าถูกผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตาย แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือการที่ตัวละครของเราก็จำไม่ได้ว่าเขามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร ตัวเขาคือใคร ผู้หญิงที่ฆ่าเขาคือใคร และมีเป้าหมายอะไร แต่ในขณะที่ยังยืนงงหาคำตอบไม่ได้อยู่ จู่ๆ ก็มีข้อความลอยขึ้นมากลางอากาศพยายามสื่อสารกับเรา ซึ่งข้อความดังกล่าวจะบอกว่าเขากับเราคือคนเดียวกัน และเราจำเป็นต้องทำลายลูปทิ้งเสีย โดยที่เราเองก็ยังไม่เข้าใจดีว่าลูปคืออะไร และทำไมถึงต้องทำลายมันเมื่อเดินทางมาเรื่อยๆ ตัวเอกของเราจะทราบว่าตัวเองมีชื่อว่า Colt และกำลังพยายามจะทำลายลูป อยู่จากการประกาศของผู้หญิงที่ชื่อว่า Julianna ที่ดังไปทั่วเกาะว่า 'Colt หัวหน้าของพวกเรากำลังพยายามจะทำลายลูป ถ้าใครพบเจอให้สามารถกำจัดได้เลย!' ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน Colt จะตาย จากเหตุการณ์อะไรบางอย่าง และตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันเดิม ที่ชายหาดเดิม และเข้าใจความหมายของลูป ที่ทุกคนพูดถึง มันคือช่วงเวลา 1 วัน ที่จะวนกลับมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาตาย หรือช่วงเวลาผ่านไปจนหมดวัน จากนั้นการเดินทางตามหาเบาะแส เพื่อทำลายลูปนี้ จึงได้เริ่มต้นขึ้น 24 ชั่วโมงที่ยาวกว่า 10 ปีการนำเสนอเรื่องราวของ Deathloop จะวนอยู่ในช่วงเวลา 1 วันของลูป แบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาคือ เช้า สาย บ่าย ค่ำ กับ 4 สถานที่ประกอบด้วย เมือง ท่าเรือ โรงงาน และรีสอร์ต แต่ละสถานที่ในแต่ละช่วงเวลาจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน และการกระทำบางอย่างในเขตหนึ่งในช่วงใดเวลาหนึ่ง อาจส่งผลต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสถานที่เดียวกัน หรือสถานที่อื่นในเวลาต่อไป ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากผู้เล่นไปสำรวจท่าเรือในเวลาเช้า และไปฆ่า NPC ตัวหนึ่งในฉาก ก็อาจทำให้เขาไม่ไปโผล่ในช่วงบ่ายในเขตเมือง จึงทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้ยังทำให้บางสถานที่ในบางเขตสามารถเข้าถึงได้เฉพาะบางช่วงเวลาด้วย เช่น Nightclub ที่จะเปิดช่วงค่ำภายในเมืองเท่านั้น หรือสถานีรายงานข่าวที่จะเข้าได้แค่ช่วงเช้าในเขตรีสอร์ต ด้วยการนำเสนอแบบ 4 ช่วงเวลาของ 4 สถานที่ จึงทำให้รูปแบบการสำรวจในการวนลูปแต่ละรอบค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งผู้เล่นอาจได้พบกับรหัสตู้เซฟสำคัญภายในเมืองตอนเช้า ที่บริเวณโรงงานตอนเย็นในลูปรอบแรก ดังนั้นในลูปรอบผู้เล่นอาจเลือกไปสำรวจเมืองในตอนเช้า เพื่อนำรหัสที่ได้มาไปเปิดตู้เซฟดังกล่าวดู การเล่าเรื่องที่ไม่เส้นตรง แต่ยังคงเข้าใจได้ง่ายด้วยระบบลูป 1 วันตามที่กล่าวมาข้างต้น Arkane Studios จึงไม่ได้ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเป็นฉากที่ 1 2 3 4 5 ไล่ไปตามลำดับ แต่จะเล่าผ่านเอกสาร หรือเหตุการณ์สำคัญที่ผู้เล่นได้พบในแต่ละสถานที่ แต่ละช่วงเวลาของวันแทน และด้วยความที่บางสถานที่จะสามารถเข้าได้แค่ในบางช่วงเวลาของวันเท่านั้น ประสบการณ์ที่ได้จากเกมของผู้เล่น A กับ B จึงอาจไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในขณะเดียวกันตัวเกมเองก็มีการตีกรอบให้กับเนื้อเรื่องด้วยแผ่นภาพ ของสิ่งที่พบแล้ว กับสิ่งที่ต้องไปตามหาด้วย จึงทำให้แม้จะพบกับประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปตลอดการเล่นของเนื้อเรื่อง แต่บทสรุปของปริศนาทั้งหมดจะไปจบที่จุดเดียวกัน ทั้งหมดนี้ทำให้การทำความเข้าใจเนื้อเรื่องเกมที่ยุ่งยาก ง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว และเสพได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการออกแบบ / นำเสนอที่ดีลูปของเราเป็นของเรา มันไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนอีกหนึ่งการนำเสนอที่คิดว่าเจ๋งมากๆ คือการที่ลูปที่เราอยู่ จะมีรหัสของตู้เซฟ ห้องควบคุม และคำตอบของ Puzzle ที่ไม่เหมือนใคร ตัวเกมจะสุ่มคำตอบของแต่ละปริศนาขึ้นให้กับลูปของเราเท่านั้น ซึ่งระบบนี้เป็นหนึ่งในส่วนช่วยการนำเสนอว่าลูปของเรา โลกของเรา ไม่ใช่เส้นทางเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ โดยส่วนนี้ยังรวมไปถึงบทสรุปของเกมที่มีมากกว่า 1 แบบ ในขณะเดียวกันการเริ่มลูปใหม่ ก็หมายถึงการเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ด้วย อาวุธ สกิล และทุกอย่างที่ได้มาในแต่ละลูปจะหายไปเมื่อเริ่มลูปใหม่สีโทนร้อน กับโลกที่ยังคงน่าค้นหาจุดเด่นที่แตกต่างออกไปจุดแรกระหว่าง Deathloop และผลงานก่อนหน้านี้ของ Arkane Studios คือการใช้สีที่มีทั้งส้ม แดง ชมพู เหลือง ฟ้า เยอะมากทั้งในส่วนของเสื้อผ้าตัวละคร อาวุธ และฉาก พอประกอบกับกราฟิกที่สวยงามของ Void Engine แล้ว ก็ทำให้โลกของเกมดูมีเสน่ห์น่าค้นหาเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันด้วยดนตรีประกอบ กับวิธีการเล่าเรื่องแบบผูกปมจำนวนมากขึ้นมาพร้อมกันแล้วค่อยๆ คลายปมทีละนิด ก็เข้าไปช่วยทดแทนในส่วนของความลึกลับที่หายไปจากการสีโทนร้อนได้เป็นอย่างดี ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในมุมมองของผู้เขียนสำหรับ Arkane Studios สำหรับการเลิกใช้โทนสี ขาว-ดำ-เทา ในการสื่อถึงบรรยากาศที่ลึกลับภายในเกมเป็นได้ทั้งผู้ทำลาย และผู้ปกป้องผู้พัฒนาได้เคยกล่าวว่า Deathloop จะนำเสนอเนื้อเรื่องจากทั้งสองด้านให้เราได้ดู ความหายดังกล่าวคือการที่เราสามารถรับบทเป็นตัวละครหญิง Julianna และมีหน้าที่ในการขัดขวางการทำลายลูปของ Colt ซึ่งคนที่กำลังเล่นเป็น Colt ก็คือผู้เล่นอื่นนั้นเอง ซึ่งด้วยความที่ลูปของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันจึงทำให้ผู้ที่รับบทเป็น Julianna ไม่สามารถเข้าพื้นที่ Safe Zone ของ Colt ได้เนื่องจากไม่รู้ Password โดยถ้าหากว่าพลาดเสียท่าให้กับ Colt ของในตัว รวมถึงสกิลที่ใส่ไปจะตกทั้งหมด ให้ Colt คนอื่นสามารถเก็บไปใช้งานในลูปของตัวเองได้ระบบนี้เป็นการใส่ระบบ PvP เข้ามาในเกมเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นในการเล่น สำหรับผู้เล่นที่ไม่อยากจะต้องเจอการ PvP และอยากจะเล่นเนื้อเรื่องของเกมให้จบ สามารถปรับโหมดการเล่นเป็นแบบ Single-Player เพื่ออ่านเนื้อเรื่องอย่างเต็มที่ได้ อย่างไรก็ตามการบุกมากำจัด Colt จะยังคงมีเช่นเดิม เพียงแต่จะเป็น Ai ที่รับหน้าที่แทน (สู้ง่ายกว่าเจอผู้เล่นด้วยกันมาก) เนื่องจากมีของบางอย่างที่ผู้เล่นจะได้จากการเอาชนะ Julianna ได้Ai ที่ไม่ฉลาด แต่ลอบเร้นได้ยาก และยิงแรงมากDeathloop ให้ตัวเลือกในการเล่นของผู้เล่นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการเล่นแบบลอบเร้น และการเล่นแบบบู๊แหลก แต่สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมลอบเร้นแบบจัดหนักจัดเต็ม อาจรู้สึกไม่ท้าทายเท่าไหร่ในเกมนี้ เนื่องจาก Ai จะไม่ฉลาดเท่าไหร่นัก บางครั้งยืนอยู่ข้างๆ กันก็ยังไม่รู้ตัวเลย อย่างไรก็ตามการลอบเร้นใน Deathloop จะไปท้าทายมากๆ ในเรื่องของสภาพแวดล้อมมากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่ NPC มักยืนอยู่เป็นกลุ่ม และมีตำแหน่งการยืนที่ช่วยปิดจุดอับสายตาของตัวอื่น ดังนั้นความยากของการลอบเร้นจะไปอยู่ที่การหาวิธีแทรกซึมเข้าไปมากกว่าสำหรับการเล่นแบบบู๊แหลก โดยรวมถือว่าใช้เวลาน้อยกว่า และเล่นได้ง่ายกว่าการลอบเร้น แต่ก็ต้องหาวิธีรับมือกับดาเมจของปืนศัตรูที่แรงมากๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก NPC มักยืนอยู่กันเป็นกลุ่มจำนวนเยอะๆ ปัญหาของการเล่นแบบบู๊แหลกจึงเป็นเรื่องของกระสุนที่อาจไม่เพียงพอในบางสถานการณ์ รวมถึงบางภารกิจที่หากไม่เล่นแบบลอบเร้นจะยากกว่ามากๆ เช่นศัตรูจะจุดระเบิดทำลายหลักฐานทั้งหมดทันทีเมื่อรู้ว่าเราบุกมา หรือบางด่านอาจมีศัตรูจำนวนเยอะมากๆ และการต้องสู้กับ NPC กลุ่มใหญ่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลยระบบไอเทมกึ่ง Looter Shooterสกิลตัวละคร อาวุธ รวมถึง Mod แต่งปืนภายใน Deathloop จะมีระดับความหายากอยู่ ซึ่งสามารถหาดรอปได้จากศัตรู หรือเก็บได้ตามจุดต่างๆ ของด่าน โดยในส่วนของสกิล กับ Mod แต่งปืนจะมีผลแบบเดียวกัน แต่ส่งผลมากขึ้นตามระดับความหายาก ในส่วนของอาวุธจะมีช่องให้ใส่ Mod ได้เพิ่มมากขึ้นตามระดับความหายาก และภายในเกมยังมีอาวุธระดับสูงสุดเป็นของสีส้ม ที่จะมาพร้อมกับความสามารถสุดเทพด้วย โดยจะสามารถได้รับมาจากเควส หรือสถานการณ์เฉพาะเท่านั้น ซึ่งทำให้การวนลูปแต่ละครั้งมีความหมายมากขึ้น สรุปสนุกไหม?ถ้าเอาแค่ความรู้สึกที่ได้จากเกมเพลย์เพียงอย่างเดียว ต้องยอมรับว่ารู้สึกเฉยๆ มาก เพราะมันไม่ได้มีระบบใหม่ๆ ที่เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเลย แต่เป็นการเอาระบบดีๆ ที่ไม่เห็นอยู่แล้วในเกมอื่นมาใส่รวมไว้ในเกมเดียวกัน และใส่ระบบเสริมอื่นๆ เข้าไปให้เกมเพลย์มันไม่น่าเบื่อจนเกินไปเท่านั้น ความเจ๋งที่ทำให้อยากเล่นเกมนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นในส่วนของเนื้อเรื่อง กับการนำเสนอที่ทำออกมาได้น่าสนใจเสียมากกว่า ความทรงจำที่หายไปของ Colt เรื่องราวความสัมพันธ์ของ NPC แต่ละตัวที่ได้พบในเกม วิธีการที่จะทำลายลูป และวิธีการได้รับไอเทมหายากต่างๆ Arkane Studios ถ่วงสมดุลทั้ง 4 ได้ดีมาก ตลอด 20 - 30 ชั่วโมง ที่ได้เล่นเกมนี้ ต้องยอมรับว่าสนุกมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้การกลับไปเล่นอีกครั้งมีความน่าสนใจน้อยลงสำหรับ Deathloop ซึ่ง 20 - 30 ชั่วโมง ในราคา 1,980 บาท อาจไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นักสำหรับบางคน และก็ไม่ใช่ทุกคนเช่นกันที่จะชอบสไตล์การเล่าเรื่องแบบไม่เป็นเส้นตรง แต่เล่าผ่านเอกสารต่างๆ ที่เราได้พบภายในเกมแทน จากทั้งหมดนี้สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Deathloop ไม่ใช่เกมที่จะเหมาะกับทุกคน อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่มีปริศนาเยอะๆ ต้องหาคำตอบของคำถามมากมายที่เกมตั้งมาให้ด้วยตัวเอง นี้คืออีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมที่ไม่ควรพลาด!
21 Sep 2021
Tales of Arise Review "๋มือปืนปากร้ายกับนายหน้ากากเหล็ก"
แม้จะไม่ได้ถูกจดจำในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งวงการ JRPG เหมือนหลายๆ เกม แต่เกมซีรีส์ ‘Tales’ ก็มีประวัติที่ยาวนานไม่แพ้เกมซีรีส์เด่นๆ อย่าง Final Fantasy หรือ Persona เช่นกัน และก็ยังเป็นที่รักของกลุ่มแฟนที่ติดตามเกมแต่ละภาคอย่างจดจ่อมาตลอด โดยผู้พัฒนา Bandai Namco ก็ได้ตอบสนองการรอคอยของแฟนๆ ด้วยการประกาศเปิดตัวเกมภาคล่าสุดอย่าง Tales of Arise ไปในปี 2020 ที่ผ่านมา พอดีกับการฉลองครบรอบ 25 ปีของซีรีส์ ‘Tales’ พอดีด้วยกราฟิกใหม่อันสวยสะดุดตาที่พัฒนาขึ้นด้วย Unreal Engine 4 รวมไปถึงการพัฒนาในด้านเกมเพลย์ที่ทันสมัยขึ้น ทำให้ Tales of Arise กลายเป็นที่คาดหวังของแฟนๆ ซีรีส์ Tales ที่รอคอยเกมใหม่มาถึง 5 ปี (นับตั้งแต่ที่ Tales of Berseria วางจำหน่ายไปในปี 2016) รวมไปถึงแฟนๆ ของเกมแนว JRPG หลายคนที่คาดหวังให้ Tales of Arise เปรียบเหมือนการ “ตำนานบทใหม่” ที่จะผลักดันให้ซีรีส์นี้ทัดเทียมกับเกม JRPG ชื่อดังอื่นๆ ในที่สุดหลังจากที่ได้เล่นเกมมาแล้วเกือบ 40 ชั่วโมง แม้จะยอมรับว่า Tales of Arise ถือเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ของซีรีส์ Tales ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในส่วนของการนำเสนอและเกมเพลย์ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้เกมรู้สึก “เก่า” อย่างชัดเจน รวมไปถึงกลิ่นอายความเป็นอนิเมะอันเข้มข้นของเกมที่บางครั้งก็แอบขัดกับเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจริงจังและมืดมนTales of Arise จะเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของกลุ่มตัวเอกเพื่อปลดแอกเหล่าผู้คนแห่งดาว Dahna จากการกดขี่ของเหล่าผู้รุกรานจากดาว Rena ผู้ซึ่งใช้แรงงานพวกเขาดั่งทาสมาตลอด 300 ปี โดยตัวเอกและพวกพ้องจะต้องออกเดินทางไปยังเขตแดนทั้ง 5 ของดาว Dahna เพื่อพิชิตผู้นำชาว Rena ของแต่ละเขตและนำอิสรภาพมาสู่ชาว Dahna อีกครั้งด้วยเนื้อเรื่องที่เล่นกับประเด็นเรื่องการใช้แรงงานทาส การเหยียดเชื้อชาติ ไปจนถึงการซ้อมทรมาน คงไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าเนื้อเรื่องของ Tales of Arise นั้นมีความเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าเนื้อเรื่องของเกม Tales อื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจของซีรีส์ โดยเกมจะติดตามตัวละครหลักสองคนคือ Alphen ทาสชาว Dahna ความจำเสื่อมที่สวมใส่หน้ากากเหล็กปริศนาตลอดเวลา ผู้ซึ่งไม่สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้ และ Shionne หญิงสาวชาว Rena ผู้ซึ่งต้องการล้มเหล่าผู้นำแคว้นทั้ง 5 ที่ปกครอง Dahna อยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง โดยเธอยังต้องคำสาปที่ทำให้ใครก็ตามที่แตะต้องตัวเธอต้องรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนไฟดูด (เข้ากับ Alphen ที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดพอดี)ระหว่างการเดินทางของทั้งสอง จะได้พบกับเพื่อนร่วมทางอีก 4 คน โดยแต่ละคนก็มีเหตุผลที่ต่างกันไปในการเข้าร่วมการต่อสู้ของ Alphen และ Shionne โดยเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้เองที่เปรียบเสมือนจุดเด่นของเนื้อเรื่องใน Tales of Arise เพราะแต่ละคนเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกดขี่โดยอำนาจในรูปแบบต่างๆ กันไป และการได้สังเกติพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัวในการก้าวข้ามการกดขี่ของตัวเองผ่านทั้งเนื้อเรื่องและเหล่าบทสนทนา Skits อันเป็นเอกลักษ์ของเกมตระกูล Tales ก็ทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แม้จะต้องยอมรับว่าตัวละครทุกตัวจะค่อนข้างตามสูตรสำเร็จอนิเมะเป๊ะๆ ไปเลยก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้น เกม Tales of Arise ยังมีปริศนาและการหักมุมใหญ่หลายครั้งในช่วงท้ายของเกมที่ผู้เขียนรู้สึกข้องใจว่าจำเป็นจริงหรือไม่ และทำให้เนื้อเรื่องของเกมเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกชอบในช่วงต้นๆ ซึ่งถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ก็เสี่ยงจะสปอยกันซะเปล่า หลายคนที่ชื่นชอบเนื้อเรื่องแนวอนิเมะจัดๆ อาจจะไม่รู้สึกติดขัดเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้ประทับใจกับเนื้อเรื่องช่วงหลังๆ ของเกมนัก และรู้สึกว่าเนื้อเรื่องคงจะน่าจดจำกว่านี้ถ้าเกมให้เวลาไปกับเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวมากกว่าเช่นเดียวกับเกม Tales อื่นๆ ที่ผ่านมา เกม Tales of Arise จะใช้ระบบต่อสู้แบบแอคชั่น ผู้เล่นจะสามารถมองเห็นศัตรูยืนเป็นกลุ่มๆ อยู่ตามแผนที่ และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็จะถูกพาเข้าสู่สังเวียนต่อสู้ทรงกลมที่ใช้การควบคุมแบบแอคชั่น โดยในเบื้องต้นนั้น ผู้เล่นจะสามารถโจมตีธรรมดาสลับกับการกดใช้สกิลหรือที่เกมเรียกว่า ‘Artes’ เพื่อประติดประต่อกันเป็นคอมโบ และเมื่อทำคอมโบได้ถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถกดท่าไม้ตายรุนแรงที่เรียกว่า Boost Strike เพื่อปิดฉากศัตรูได้อีกด้วยนอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนไปควบคุมตัวละครทั้ง 6 คนได้อย่างอิสระตลอดเวลา ซึ่งแต่ละคนจะมีลูกเล่นประจำตัวที่ทำให้ประสบการณ์การเล่นแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน เช่นตัวละคร Law ที่จะเพิ่มพลังโจมตีของตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อสามารถโจมตีศัตรูอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ไม่ได้รับความเสียหาย หรือตัวละคร Kisara ที่แลกความสามารถในการหลบหลีกมาใช้โล่ห์ขนาดใหญ่ในการป้องกันตัวเองเป็นต้น ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายและไม่น่าเบื่อเพราะสามารถเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นๆ ได้เสมอ แถมเมื่อเล่นตัวละครจนคล่องหลายตัวแล้วยังสามารถกดเปลี่ยนตัวละครกลางคอมโบเพื่อต่อคอมโบไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วยด้วยระบบต่อสู้ที่เน้นให้ผู้เล่นทำคอมโบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว ทำให้การต่อสู้ในเกม Tales of Arise ต่างจากเกม JRPG อื่นๆ เพราะแทนที่ผู้เล่นจะเก็บท่าใหญ่ๆ ไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น เกมกลับส่งเสริมให้ผู้เล่นงัดสกิลทั้งหมดมาใช้ติดๆ กันตลอดเวลา ซึ่งก็ส่งผลการต่อสู้รู้สึกดุเดือดและรวดเร็วตลอดเวลา แม้จะต้องใช้ความเคยชินอยู่บ้างสำหรับคนที่เล่นเกมแอคชั่นอื่นๆ มา เพราะจะไม่สามารถกดหลบหลีกระหว่างปล่อยท่าได้ แถมระบบการต่อคอมโบของเกมยังทำให้ไม่ควรกดปุ่มเร็วๆ หรือกดซ้ำๆ ด้วย แต่เมื่อเข้ามือแล้วก็สนุกร้าวใจตลอด และทำให้การปลดล๊อคสกิลใหม่ๆ ผ่านระบบ Skill Panel มีความตื่นเต้นมากขึ้น เพราะอยากปลดล๊อคสกิลมาสร้างคอมโบใหม่ๆ อยู่ตลอดนั่นเอง แต่แม้ว่าการต่อสู้กับศัตรูทั่วไปจะสนุกและรวดเร็ว การต่อสู้กับบอสใน Tales of Arise กลับตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง บอสทุกตัวนอกจากจะมีพลังชีวิตมหาศาลแล้ว ยังไม่สามารถถูก Break หรือตีให้ชะงักได้อีก นั่นหมายความว่าการต่อคอมโบอย่างลื่นไหลแบบที่ทำกับศัตรูทั่วไปจะไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้บอสหลายๆ ตัว (โดยเฉพาะเหล่าบอสที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย) มักมีท่าโจมตีที่ปล่อยออกมาได้รวดเร็วจนมองไม่ทัน แถมแรงพอจะหวดตัวละครในตี้ทุกตัวลงไปนอนพร้อมกันได้อีก แม้ว่าบอสหลายตัวจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้มันหยุดชะงักให้เราตีฟรีได้แปบนึง (เช่นต้องใช้ท่า A ของตัวละคร B เพื่อสวนท่า C ของบอสเป็นต้น) แต่ระยะเวลา 2-3 วินาทีที่ได้จากการทำสำเร็จมักไม่ได้มีความหมายนักเมื่อเทียบกับปริมาณ HP ที่บอสแต่ละตัวมี ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เขียนพบว่าปาร์ตี้ของผู้เขียนมักจะมีเลเวลตามศัตรูไม่ทันเสมอ นอกเหนือว่าจะทำภารกิจเสริมทั้งหมดในแต่ละพื้นที่ก่อนที่จะเดินทางต่อไป ซึ่งจะไม่ว่าเลยถ้าภารกิจเสริมที่ว่านี้มีความน่าสนใจกว่าแค่การ “เก็บเห็ดมา 5 ต้น” หรือ “ฆ่ามอนส์เตอร์ตัวนี้ 10 ตัว” แต่ถ้าไม่ทำก็จะทำให้การสู้บอสยากสาหัสได้เลยในหลายครั้ง จึงต้องจำใจทำให้หมดในที่สุดหากจะพูดถึงข้อปรับปรุงที่เห็นชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องของกราฟิกและการนำเสนอที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับเกมภาคก่อนๆ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับเอนจิ้น Unreal Engine 4 ทำให้เกมมีกราฟิกแนวอนิเมะสไตล์ Cel-shade สีสันสดใส แถมอนิเมชั่นหน้าตาและการเคลื่อนไหวของเหล่าตัวละครสำคัญทั้งหมดในเกมยังออกแบบมาได้ละเอียดและลื่นไหลมาก แถมเอฟเฟกต์ Artes ต่างๆ ในการต่อสู้ยังจัดจ้านตระการตามาก อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำในบางกรณี เช่นเวลาที่ตัวละครในปาร์ตี้ทั้ง 4 ตัวรุมสกรัมศัตรูตัวเดียวพร้อมกัน บอกเลยว่าเอฟเฟกต์ฟุ้งว่อนจนมองอะไรไม่เห็นไปเลยแต่การปรับปรุงนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีราคาที่ต้องแลกมา สำหรับ Tales of Arise นั้นการพัฒนาด้านกราฟิกต้องแลกมากับการแสดงผล (Performance) ที่ไม่ค่อยดีนักแม้กระทั่งบนเครื่อง PlayStation 5 ที่ใช้สำหรับรีวิว โดยแม้ว่าการตั้งค่า Graphics Mode จะทำให้เกมมีกราฟิกและแสงสีสวยงามมากอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ต้องแลกมากับเฟรมเรตที่เหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา แถมยังมีปัญหาเรื่องสิ่งของในฉากที่โหลดไม่ทันแทบจะทุกครั้งที่หมุนกล้อง ในขณะที่การตั้งค่า Performance Mode จะทำให้เกมแสดงผลที่ 60FPS นิ่งๆ ได้ แต่ก็แลกมากับคุณภาพกราฟิกที่ลดลงอย่างน่าใจหายทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาด้านกราฟิกที่กล่าวไปไม่ได้หนักหนาถึงขนาดที่ทำให้ประสบการณ์โดยรวมของเกมเสียไปมากนัก เพราะอย่างน้อยโหมด Performance ก็ยังทำให้สามารถสนุกกับเกมเพลย์ได้อย่างลื่นไหล อาจจะเป็นเพียงความน่าผิดหวังว่าเกมเรือธงที่พัฒนาโดยค่ายที่มากทั้งประสบการณ์และเงินทุนอย่าง Bandai Namco กลับมีปัญหาเหล่านี้แม้ว่าตัวเกมเองจะไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือใช้กราฟิกละเอียดสมจริงด้วยซ้ำ โดยเฉพาะบนเครื่องคอนโซลอย่าง PlayStation 5 ที่ควรจะมีพลังเหลือเฟือในการเล่นเกมระดับ Tales of Arise ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่า Tales of Arise นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับเกมท๊อปตารางอื่นๆ แต่เกมก็ยังมอบประสบการณ์ JRPG สไตล์อนิเมะสุดเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แถมยังมีระบบต่อสู้ที่สนุก รวดเร็ว และสดใหม่อยู่แทบจะตลอดระยะเวลาที่ได้เล่น หากคุณเป็นแฟนของเกมซีรีส์ Tales หรือเป็นคนที่ชื่นชอบสไตล์การเล่าเรื่องของการ์ตูนอนิเมะ เกม Tales of Arise ถูกสร้างมาเพื่อคนแบบคุณโดยเฉพาะ
17 Sep 2021
รีวิว The Ascent บู๊แหลกแหกนรกในโลก Cyberpunk
สำหรับคนที่กำลังออกตามหาเกมที่มีธีมแบบ Cyberpunk หรือเกมที่มีธีมแบบโลกอนาคตที่ไม่ได้แฟนตาซีมากจนโอเวอร์เกินไป เพราะยังมีความเสื่อมโทรมของโลกที่พัฒนาไปข้างหน้าเพียงแค่เทคโนโลยี สำหรับคนที่กำลังตามหาเกมแนวบู๊ล้างผลาญแหลกลาญเดินหน้ายิงถล่มศัตรูผู้ขวางทางเดินให้หมดสิ้นไป ผู้เขียนก็ขอแนะนำเกมนี้เลย เพราะเกมนี้เป็นที่มัดรวมสิ่งที่คุณตามหาทั้งสองอย่างเอาไว้ที่เกมนี้แล้ว ซึ่งหลายคนก็อาจจะไม่ค่อยได้เห็นเกมนี้มากนัก เพราะว่าเป็นเกมที่พึ่งปล่อยออกมาจำหน่ายลง Steam เมื่อ 30 ก.ค. ในปีนี้เอง จะเป็นอย่างไรก็ไปลองดูกันได้เลยยย!Graphic & Sound / PresentationThe Ascent เป็นเกมแนว Action Shooting RPG ที่มีมุมมองการเล่นแบบมองตัวละครจากด้านบน โดยที่มีจุดเด่นอยู่ที่การนำเสนอโลกของเกมในรูปแบบของโลก Cyberpunk ที่เกมนี้ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพกราฟิกที่สวยงามมาพร้อมกับความล้ำยุคล้ำสมัย ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันจากเกมในแนวเดียวกัน ถ้าการ์ดจอของคุณสามารถรองรับเกมสุดโหดได้ เกมนี้คือเกมที่ใช้เทคโนโลยีแสงเงา Ray Tracing ได้ดีมากๆเกมนึงเลย ประกอบกับการออกแบบงานศิลป์ที่ดูเท่เหมือนกับเราได้นั่งดูหนัง Sci-Fi ในยุคเก่าๆยังไงอย่างงั้น ในส่วนขององค์ประกอบฉากที่มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เมื่อมาอยู่ในมุมมองแบบ 2.5D แล้วกลับไม่ได้ดูรกเละเทะ แต่กลับดูสวยงามไปซะอย่างงั้น และที่สำคัญอีกอย่างก็คือเสียงเอฟเฟกต่างๆ อย่างเสียงปืนที่ดังลั่นทุ่งในจังหวะต่อสู้ พ่วงมากับเพลงประกอบสุดมันส์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้หลั่งอะดรีนาลีนไปพร้อมกับตัวละครที่เราเล่น และยังมีเสียงพากย์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้คุยกับคนในโลก Cyberpunk แห่งนี้จริงๆStoryในส่วนของเนื้อเรื่องในเกมนี้ก็จะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมายนัก โดยที่เราจะได้รับบทเป็นทหารรับจ้างบนดาว Veles ที่จับอาวุธมาไล่สาดกระสุนใส่ศัตรูผู้ขวางทางเดินเรา ในตอนที่เราออกไปทำภารกิจในการไล่ล่าอาวุธสุดไฮเทค และเทคโนโลยีสุดล้ำท่ามกลางความขัดแย้งที่ใหญ่หลวง เมื่อบริษัทที่ดูแลด้านความมั่นงคงทางความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ปิดตัวลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ส่งผลกับระบบการรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติล่มสลายลง จากนั้นบริษัทคู่แข่งก็ได้ใช้จังหวะนี้ในการเข้ามาควบคุมทุกอย่าง และในขณะเดียวกันองค์กรผู้ก่อการร้ายก็มีความพยายามที่จะขยายธุรกิจด้านมืดของพวกเขาให้เติบโตขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องหยุดยั้งพวกเขาเหล่านั้นไปพร้อมกับการสืบหาสาเหตุการปิดตัวอย่างกระทันหันของ The Ascent จนทำให้เกิดความวุ่นวายในครั้งนี้Gameplayสิ่งที่ทำให้เกมนี้นั้นต่างออกไปจากเกมแนว Shooting ทั่วไปก็คงจะเป็นเรื่องของการเข้ากำบังและการเล็งยิงในพื้นที่ที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าได้ อาจจะดูไม่ได้แตกต่างจากเกมอื่นแต่ถ้าประกอบกันกับมุมมองแบบมองตัวละครจากด้านบนก็จะทำให้เกมนี้ท้าทายมากขึ้น เพราะเราต้องคำนวณความสูงต่ำของพื้นที่และศัตรูเพื่อให้เราสามารถยิงศัตรูได้โดยที่ไม่ต้องแบกรับความเสียหายมากนักจริงๆแล้วเกมนี้ไม่ได้ถึงขั้นว่าเป็นเกม RPG แบบ 100% แต่ที่ต้องเรียกว่าเป็น Action Shooting RPG เพราะว่าในเกมนี้จะมีส่วนประกอบบางอย่างที่เกม RPG มีอยู่ด้วย โดยเราสามารถที่จะอัพเกรดสเตตัสตัวละครของเราได้ เช่น ค่า HP อัตราคริติคอล หรือความแม่นยำ และเรายังสามารถจับจ่ายไอเทมอย่างเกราะ อาวุธหรือสกิลพิเศษมาใช้ได้อย่างเกม RPG อีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่กล่าวมาก็ไม่ได้มีผลกับการเล่นของเรามากนัก เพราะในตอนแรกๆเราก็ยังไม่ได้มีเลเวลเยอะพอที่จะซื้อของดีๆมาใช้สักเท่าไหร่และสำหรับคนที่อยากเล่นแบบชิลๆไม่ได้อยากเจอกับความท้าทายที่มากจนเกินไปก็สามารถออกไปฟาร์มเพื่อเพิ่มเลเวลของตัวละครให้มากกว่าเลเวลของเควสต์ก็ได้ เพราะยิ่งเราอัพเลเวลไปเรื่อยๆเราก็จะมีค่าสเตตัสที่มากขึ้นและปลดล็อกไอเทมกับอาวุธให้มีได้เลือกสรรมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นการอัพเลเวลก็จะทำให้เราสามารถเลือกสกิลและสายการเล่นตามสไตล์ของเราเองได้ด้วย เช่น จะเล่นเป็นสายสไนเปอร์คอยยิงซัพพอร์ตจากระยะไกลก็ได้ หรือจะเล่นเป็นแนวบู๊ๆเอาลูกซองไปบุกทะลวงแนวรับของศัตรูก็ได้เกมนี้ยังมีระบบ Co-op ที่สามารถเล่นพร้อมกันได้มากสุดถึง 4 คน ถ้าหากว่าเราเล่นคนเดียวเราก็จะได้เห็นสายการเล่นของเราเพียงแค่คนเดียว แต่ถ้าเราเล่นกับเพื่อนเราสามารถแบ่งหน้าที่กับเพื่อนว่าใครจะเล่นสายไหนก็ได้เพื่อให้ทีมของเราแข็งแกร่งที่สุด ทำให้เราสามารถเล่นเกมนี้ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปและเพิ่มความสนุกให้มากขึ้นได้อีกด้วยบั๊กต่างๆและข้อเสียของเกมถ้าคุณอ่านตั้งแต่แรกจนมาถึงตรงนี้ ก็คงจะมีความรู้สึกว่าเป็นเกมที่น่าเล่นและน่าสนใจเกมนึงเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเกมนี้ก็ยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเกมที่ติดอันดับเกมในดวงใจของผู้เขียนได้ ถ้าให้ยกตัวอย่างก็คงจะเป็นเรื่องบั๊กต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนเล่นเกมนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องเฟรมเรตของเกมที่อยู่ๆก็ตกเอาดื้อๆ และยังมีบั๊กที่ทำให้ต้องหัวร้อนอย่างบั๊กเป้าหมายภารกิจที่อยู่ๆก็ไม่โผล่ออกมา ทำให้เราผ่านไปภากิจต่อไปไม่ได้แบบงงๆ หรือบางทีก็จะมีเกมเด้งปิดเองบ้างแต่ก็โลคดีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักอีกเรื่องนึงที่เป็นข้อเสียสหรับผู้เขียนก็คงจะเป็นเนื้อเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย รวมถึงบทสนทนาของตัวละครก็ใช้คำศัพท์แบบแปลกๆ อ่านซับไปก็งงไปจนทำให้จับใจความไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ทำให้ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆก็ทำให้ผู้เขียนไม่ได้สนใจเนื้อเรื่องไปแบบไม่รู้ตัวตัว แค่ทำภารกิจเดินยิงไปเรื่อยๆจนผ่านเกม นอกจากนี้เควสต์หลักและเควสต์รองก็ไม่ได้หลากหลาย มีแค่ไปฆ่าคนนั้น ไปกู้คืนไอเทมอันนี้ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้น่าสนใจสักเท่าไหร่ ความรู้สึกเป็นอีกเกมที่สนุกและมันส์มากสำหรับคนรักเกมแนว Action Shooting RPG เพราะเราจะได้รับประสบการณ์การบู๊ล้างผลาญและได้เห็นการพัฒนาของตัวละครของเราตลอดการเล่น ประกอบกับภาพที่สวย เสียงและดนตรีประกอบสุดมันส์ ก็ทำให้เกมนี้เป็นเกมที่ดีเกมนึงเหมือนกัน แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่ได้ดีถึงขั้นเป็นเกมในดวงใจ เพราะยังมีจุดอ่อนเล็กๆอย่างบั๊กและเนื้อเรื่องที่แบนไม่ได้น่าจดจำอะไรโดยสามารถหาซื้อมาเล่นได้ทางแพลตฟอร์ม PC on Steam และแพลตฟอร์ม Console on XBOX Link to Steam: https://store.steampowered.com/app/979690/The_Ascent/
31 Aug 2021
รีวิวภาพยนตร์ Witcher: Nightmare of the Wolf 'เพราะมีปีศาจตัวต่อไปเสมอ...' (ไม่มีสปอย)
หากจะพูดถึงความสำเร็จของวงการวิดีโอเกมในการแย่งชิงพื้นที่ความสนใจของผู้บริโภคกระแสหลักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ตัวแปรที่สำคัญมากๆ อย่างหนึ่งคงหนีไม่พ้นความสำเร็จของแฟรนไชส์ The Witcher โดยเฉพาะเกมภาค 3 ที่ผลักดันให้ชื่อของตัวเอกอย่าง Geralt กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง และยังผลักดันให้ Netflix หยิบแฟรนไชส์นี้มาปลุกปั้นเป็นซ๊รีส์ยอดนิยมอีก ซึ่งก็ทำให้แฟรนไชส์ยิ่งแพร่หลายออกไปสู่ผู้คนมากยิ่งขึ้นนอกจากซีรีส์ Live-action ที่นำแสดงโดย Henry Cavill นั้น ทาง Netflix ยังได้ประกาศว่ากำลังสร้างผลงานจากแฟรนไชส์ The Witcher ขึ้นมาเพิ่มอีกหลายชิ้น โดยชิ้นแรกที่ได้เผยแพร่ออกมาให้เหล่าแฟนๆ ได้ชมกันก็คือภาพยนตร์อนิเมชั่น The Witcher: Nightmare of the Wolf ที่เพิ่งออกอากาศทาง Netflix ไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะพาผู้เล่นย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนของตัวละคร Vesemir ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์และพ่อบุญธรรมของตัวเอก Geralt นั่นเองจากที่ได้รับชมภาพยนตร์มาแล้ว แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ผลงานอนิเมชั่นที่ดีที่สุดของ Netflix แต่ The Witcher: Nightmare of the Wolf ก็ยังถือเป็นผลงานที่น่าสนใจสำหรับแฟนๆ ของแฟรนไชส์ The Witcher ด้วยฉากต่อสู้อันร้าวใจไปจนถึงธีม “ศิลธรรมสีเทา” ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักแฟรนไชส์ The Witcher แต่แรกด้วย และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแนะนำให้คนที่ไม่รู้จัก The Witcher สามารถทำความเข้าใจโลกอันซับซ้อนของแฟไชส์นี้เรื่องราวหลักของ The Witcher: Nightmare of the Wolf จะติดตามการเดินทางของตัวละคร Vesemir ในสมัยที่เขายังหนุ่ม ผู้ซึ่งต้องรับมือกับทั้งเหล่าปีศาจร้ายและความเกลียดชังของเหล่ามนุษย์ธรรมดาที่มองเหล่า Witcher เป็นเพียงปีศาจกลายพันธุ์กระหายเลือด โดยเนื้อเรื่องหลักจะเล่าเหตุการณ์เมื่อเขาถูกจ้างวานให้ออกล่าปีศาจปริศนาที่คอยเข่นฆ่าผู้คนในป่าใกล้ๆ เมือง Kaedwen สลับกับฉากย้อนเวลาให้ผู้เล่นได้เห็นชีวิตของ Vesemir วัยเด็ก เพื่อสำรวจกระบวนการฝึกฝนอันหฤโหดให้เด็กมนุษย์ธรรมดากลายเป็น Witcher อีกด้วยหากให้พูดในภาพรวมแล้ว ต้องยอมรับว่าเส้นเรื่องหลักของ The Witcher: Nightmare of the Wolf อาจจะไม่ใช่จุดที่ประทับใจผู้เขียนที่สุด อาจจะด้วยประสบการณ์ที่มีกับธีมของ The Witcher อยู่แล้วด้วยทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์หักมุมใหญ่ๆ หลายครั้งมีความ “เดาได้” อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่ข้อตำหนิว่าเนื้อเรื่องของภาพยนตร์นั้นไม่ดีหรือแย่อะไร และเนื้อเรื่องก็ยังคงเล่นกับแนวคิดเรื่อง “ศิลธรรมสีเทา” อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเกมได้เป็นอย่างดี หากแต่ว่าภาพยนตร์อาจจะใช้เวลาไปกับการปูเส้นเรื่องและตัวละครเสริมมากมายเกินไป จนบ่อยครั้งจำเป็นต้องรวบรัดเล่าเหตุการณ์สำคัญตรงๆ ให้สามารถจบได้ในเวลาราว 80 นาทีของหนัง ทำให้ไม่สามารถค่อยๆ คลายปมที่ปูไว้ได้อย่างแยบยลได้เท่าที่ควรส่วนที่ทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจจริงๆ สำหรับผู้เขียนคือเส้นเรื่องรองทั้งหลาย ที่มักจะสำรวจแง่มุมต่างๆ ของโลก The Witcher ที่เราอาจจะไม่เคยได้เห็นมาก่อน เช่นการติดตามตัวละคร Vesemir วัยเด็กเพื่อสำรวจเหตุผลและวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เด็กมนุษย์คนหนึ่งได้กลายมาเป็น Witcher รวมไปถึงกระบวนการฝึกฝนอันโหดเหี้ยมที่รู้จักกันในนาม “Trial of the Grasses” ซึ่งคนเล่นเกมอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้วมันน่าตาเป็นอย่างไรยิ่งไปกว่านั้น ตัวละคร Vesemir เองก็เป็นตัวละครที่ผู้เล่นเกม The Witcher (โดยเฉพาะภาค 3) น่าจะมีความผูกพันอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งภาพยนตร์ก็ทำหน้าที่ในการเติมเต็มช่องว่างเกี่ยวกับอดีตของ Vesemir ได้เป็นอย่างดี ให้เราได้เห็นแง่มุมอันหลากหลายของตัวละครที่จะเติบโตไปเป็นเจ้าสำนักหมาป่าแห่ง Kaer Morhen ที่เรารู้จัก ซึ่งในฐานะคนที่ติดตามแฟรนไชส์นี้จากเกมเป็นหลักอย่างเราๆ บริบทที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ยังสามารถย้อนกลับไปเพิ่มมิติให้กับการกระทำหรือคำพูดหลายๆ อย่างของเขาในเกมได้อีกทีได้ด้วย ทำให้เหตุการณ์หลายอย่างมี “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในส่วนของฉากแอคชั่นในภาพยนตร์ Winter of the Wolf แม้จะทำออกมาได้ดุเดือดเลือดสาดตามมาตรฐาร อนิเมชั่นของ Netflix (เช่น Castlevania หรือ DOTA: Dragon’s Blood) และนำเสนอสไตล์การต่อสู้ที่ผสมผสานเวทย์มนนตร์และเพลงดาบของเหล่า Witcher ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งน่าจะถูกใจคออนิเมะเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ที่ค่อนข้างติดดินของทั้งซีรีส์ Live-action และเกมเช่นกันกล่าวโดยสรุป ภาพยนตร์ The Witcher: Winter of the Wolf เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อแนะนำให้คนได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของเหล่านักล่าปีศาจกลายพันธ์เหล่านี้ และยังนำเสนอองค์ประกอบตื้นลึกหนาบางหลายๆ อย่างเกี่ยวกับโลกของ The Witcher ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มมิติให้กับตัวละคร Vesemir ที่เราไม่ได้เห็นในเกม ซึ่งก็ช่วยเสริมมิติให้กับตัวละครทีเรารู้จักกันมานาน ถือเป็นผลงานสนุกๆ ที่น่าติดตามทั้งสำหรับแฟนๆ ของจักรวาล The Witcher ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า
25 Aug 2021
[Review] 12 Minutes "ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด"
ย้อนกลับไปในช่วงงาน E3 ปี 2019 หรือประมาณ 2 ปีก่อน ทีมพัฒนาน้องใหม่จากซานฟรานซิสโกอย่าง Luís António ก็ได้ทำการปล่อยวิดีโอตัวอย่างสั้นๆ ความยาวประมาณสองนาทีกว่า เพื่อเป็นการประกาศให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงการมาเยือนของโปรเจกต์ “12 Minutes” ที่พวกเขากำลังพัฒนากันอยู่ ภายใต้คอนเซปต์ที่เรามักจะได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในหนังสือการ์ตูนหรือตามภาพยนตร์หลายเรื่องว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากตัวคุณติดอยู่ในลูปเวลา ที่วนซํ้าไปมาราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุดลง แล้วจะต้องทำเช่นไรเพื่อจบเหตุการณ์เหล่านี้ลงให้ได้เสียที…?”แน่นอนว่าการเปิดตัวในครั้งนั้นก็ได้สร้างกระแสฮือฮาขึ้นมาในหมู่เกมเมอร์จำนวนไม่น้อย พร้อมแพร่สะพัดความตื่นเต้นในการรอคอย ต่อการมาถึงของตัวเกมออกไปอย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดหลังจากผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างยาวนาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ 12 Minutes ก็ได้ทำการวางขายพร้อมเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ PC, Xbox One, และ Xbox Series X/S ในที่สุดแล้วตัวเกมจะคุ้มค่ากับการรอคอยมาตลอด 2 ปีหรือไม่...เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันภายใน รีวิว 12 Minutes “ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด” กันเลยค่ะ12 Minutes เป็นเกมผจญภัย แนว Point-and-Click หรือเกมประเภทที่ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครได้ ผ่านการใช้เคอร์เซอร์ชี้แล้วกดเม้าส์ตรงตำแหน่งพื้นที่ที่ต้องการเดินไปหา หรือมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับไอเทมนั้นๆ มุมมองจากด้านบน ผลงานการสร้างของทีมพัฒนาอินดี้น้องใหม่อย่าง Luís António ที่ทางทีมงานได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจาก ผู้กำกับขั้นปรมาจารย์ของหนังแนวจิตวิทยาระทึกขวัญ อย่าง Alfred Hitchcock (เจ้าของผลงานชั้นครูอย่าง Psycho จากปี 1960), Stanley Kubrick (ผู้กำกับหนังเรื่อง Lolita จากปี 1962) และ David Fincher (ผู้กำกับหนังเรื่อง Gone Girl จากปี 2014)โดยเนื้อเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านตัวละครสามี (Husband) ที่เราผู้เล่นจะได้เป็นคนควบคุม ซึ่งเพิ่งกลับอพาร์ทเม้นมาหลังเลิกงาน และพบว่าภรรยา (Wife) ได้เตรียมของหวานเอาไว้คอยท่า เนื่องในโอกาสพิเศษที่เธอต้องการจะบอกเขาว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของพวกเขาอยู่ ในช่วงเวลาที่แสนวิเศษนั้นทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ...ก่อนที่มันจะสิ้นสุดลง เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตำรวจบุกเข้ามา และจับพวกเขามัดเอาไว้ อ้างถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ภรรยาของเขาได้ทำลงไปเมื่อ 8 ปีก่อน ข่มขู่ถามหานาฬิกาพก ก่อนลงเอยด้วยการที่ตัวเราถูกทำร้ายอย่างรุนแรงหากแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ตัวสามีได้สิ้นสติลง เขาก็จะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ณ หน้าประตูห้อง...ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะเริ่มต้นวนซำ้ลูปเดิมอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง ตัวสามีหรือก็คือเราผู้เล่นจะต้องหาทางทำบางอย่าง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อ 8 ปีก่อน นาฬิกาพกที่ชายแปลกหน้าต้องการมีอยู่จริงไหม...ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดลูปเวลานี้ลงได้เสียทีโดยเราจะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละลูปเวลา และความทรงจำจากลูปก่อนๆ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสามารถคิดหาแนวทางที่จะสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดออกมาได้เรียกได้ว่าการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านการปล่อยให้ผู้เล่นได้ค่อยๆ ค้นหาเงื่อนงำและพยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนของข้อมูลที่หามาได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อเรื่องที่หากเล่าแบบตรงๆ ก็อาจจะไม่โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ดูน่าติดตามและน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบเกม นวนิยายหรือภาพยนตร์แนวสืบสวนและจิตวิทยาอยู่ไม่น้อย มิหนำซำ้ในช่วงท้ายในจุดที่ตัวละครของเราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวเกมก็ยังได้ทำการอธิบาย และทำการเฉลยส่วนสำคัญออกมาอย่างชัดเจน ทำให้สำหรับคนที่อาจจะยังตามไม่ทันหรือไม่มั่นใจ สามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันในแต่ละฉากจบก็ยังทิ้งสัญลักษณ์หลายๆ อย่างเอาไว้ให้เราได้สามารถนำไปตีความต่อยอดได้อีกด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบการนำเสนอและเนื้อเรื่องที่บีบคั้นจิตใจของ 12 Minutes เป็นส่วนที่ได้รับการใส่ใจ และนำเสนอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียวในขณะที่เกมเพลย์นั้นเป็นส่วนที่เรียบง่าย และไม่ซับซ้อนอะไรตามสไตล์เกม Point-and-Click ทั่วๆ ไป ที่เราลากเม้าส์เลือกไปยังวัตถุที่ต้องการจะทำปฏิสัมพันธ์บางอย่างด้วย และทำการคลิ๊ก-ลากเพื่อให้เกิด แอคชันบางอย่างขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจเลยก็คือ มุมมองของภาพจากด้านบนที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของฉากได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเคลื่อนกล้องไป-มาให้ปวดหัว และความกดดันที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดที่ว่า ทุกการกระทำของเรานั้นจำเป็นจะต้องแข่งกับเวลาอยู่เสมอ แม้ว่าในตอนที่เราเลือกหยิบไอเทมออกมาใช้ จะเป็นช่วงที่ทำการหยุดเวลาเอาไว้ให้ก็ตาม ในตอนนั้นตัวเกมก็จะทำการใส่ดนตรีประกอบที่เป็นเสียงเข็มนาฬิกาเข้ามา เพื่อเร่งผู้เล่นกลายๆ ให้ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจหาทางไปต่อด้วยเช่นกันนอกจากนั้นแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่มีอะไรยาก ก็ไม่ได้หมายความว่า 12 Minutes จะปล่อยให้คุณเดินทางไปจนถึงฉากจบได้อย่างง่ายดาย เพราะคุณจะต้องพยายามคิดหาทางที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละลูปเวลา ค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้คุณได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาใช้ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน และหาทางไปต่อได้ในที่สุด ซึ่งเราก็ต้องขอบอกเลยว่าภายใต้เวลาจำกัดที่เรามีนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะหาทางสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้...ดังนั้นคุณจะไม่มีทางจบเกมนี้ลงได้ใน 12 นาที ตามชื่อเกมอย่างแน่นอนค่ะแต่ถึงจะทำความเข้าใจได้ง่ายมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเกมเพลย์จะไม่มีปัญหาเลยเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่กำลังเร่งรีบและตั้งใจจะทำแอคชันต่างๆ ให้ทันตามที่วางแผนไว้ หากว่าเรารีบกดสั่งให้ตัวละครทำกิจกรรมอะไรบางอย่างซ้อนๆ กันถี่เกินไป ในขณะที่ตัวละครยังทำกิจกรรมดังกล่าวไม่เสร็จ ก็จะกลายเป็นว่ากิจกรรมนั้นโดนยกเลิกไป แล้วเราก็ต้องมาเสียเวลากดใหม่แทน (ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เขียนก็เคยเปิด-ปิดตู้เย็นอยู่หลายรอบมากทีเดียว กว่าจะหยิบขนมหวานออกมาได้) หรือบางครั้งหากอีเวนต์กำลังจะเกิดขึ้น ในจังหวะพอดีกับที่เราสั่งให้ตัวละครไปทำกิจกรรมบางอย่างเข้า ก็อาจจะทำให้เกิดบัค ที่อีเวนต์ไม่เดินหน้าต่อก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ เพราะบัคตรงจุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และเราก็สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเข้าไปคุยกับตัวละครสักตัวเท่านั้นนอกจากนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเกมเพลย์แนวนี้เลยก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องอาศัยไหวพริบ ต้องคิด วิเคราะห์ วางแผนการที่จะทำต่อไปอย่างละเอียด และจะต้องอดทนต่อความเหนื่อยหน่าย จากการวนลูปซำ้ไปซำ้มาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปได้...ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนถอดใจและเลิกเล่นไประหว่างทางก็เป็นได้ในขณะที่ส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เราอินไปกับอารมณ์ ความรู้สึกและบรรยากาศของเกมได้อย่างลึกซึ้งเลยก็คือ เสียงพากย์ของตัวละคร ซึ่งทางผู้พัฒนาเกมนั้น ก็ได้ทำการแคสนักแสดงมากความสามารถอย่าง James McAvoy (ผู้รับบท Professor X จาก X-Men: First Class) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครสามี (Husband), Daisy Ridley (ผู้รับบท Rey จาก Star Wars: The Last Jedi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครภรรยา (Wife) และ Willem Dafoe (ผู้รับบท Green Goblin จาก Spider-Man ฉบับ Sam Raimi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครคุณพ่อ (Father) อีกด้วยซึ่งเราก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เสียงของพวกเขานั้นได้สร้างชีวิตชีวาให้กับตัวละครดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นดนตรีประกอบที่เล่นคลออยู่ตลอดทั้งเกม ก็ยังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในช่วงลูปเวลาแสนสุขดนตรีประกอบก็สามารถสร้างบรรยากาศ ที่ทำให้ทุกอย่างอบอุ่นหัวใจได้จนถึงขีดสุด ไปจนถึงช่วงเวลาที่เนื้อเรื่องบีบคั้นหัวใจที่สุด ดนตรีประกอบในตอนนั้นก็ทำให้เราอิน และเจ็บปวดไปกับเรื่องราวอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งในตอนที่เล่นจนจบเกมไปแล้ว ความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจจนยาก ที่จะลบเลือนไปได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียวสรุปแล้วมุมมองของเราที่มีต่อ 12 Minutes หลังจากที่ได้ทำการเคลียด์เกมจนครบทุกฉากจบแล้วก็คือ ความประทับใจค่ะ...แม้ว่าระหว่างการเล่นจะที่ช่วงติดขัดที่ทำให้แอบปวดหัว และหงุดหงิดที่หาทางไปต่อไม่ได้เสียทีอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อสามารถข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ จนกระทั่งก้าวมาถึงจุดที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเฉลยออกมาแล้วนั้นเอง เราก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยทีเดียวว่า เนื้อเรื่องรวมถึงฉากจบที่เราจะต้องเผชิญนั้น เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจของเรามากเหลือเกินจริงๆดังนั้นแล้วการรอคอยมาตลอด 2 ปีนี้ สำหรับเราแล้วก็เรียกได้ว่า มันเป็นการรอคอยที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างที่เราเองก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของ 12 Minutes นี้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง...แล้วอย่าลืมกลับมากระซิบบอกกันบ้างนะคะว่า คุณคิดยังไงกับเกมนี้บ้างนะ?
25 Aug 2021
[Review] Ghost of Tsushima: Director's Cut 'เกมที่ภาพสวยที่สุดบน PlayStation 5'
แม้ว่าจะวางจำหน่ายมาได้ซักพักใหญ่ๆ แล้วในขณะนี้ แต่เครื่องคอนโซลลูกรักของ Sony อย่างเครื่อง PlayStation 5 ก็ยังไม่ค่อยจะมีเกม Exclusive ระดับเรือธงออกมาให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกร๊าดกันเท่าไหร่ จากการที่ผู้พัฒนาใหญ่ๆ แทบทุกค่ายจำเป็นต้องเลื่อนวันวางจำหน่ายเกมเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 สิ่งที่เข้ามาแทนที่เกมใหม่ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จในปัจจุบัน คือเกมเก่าที่นำมาปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากขุมกำลังที่เพิ่มขึ้นของคอนโซลใหม่ โดยเกมเก่าเล่าใหม่เกมล่าสุดที่กำลังจะวางจำหน่ายก็คือเกม Ghost of Tsushima: Director’s Cut เกมแอคชั่นผจญภัยที่ได้ชื่อเป็นหนึ่งในเกม Exclusive ที่ดีที่สุดของเครื่อง PlayStation 4 (อ่านรีวิวของเรา) ซึ่งกลับมาพร้อมกับข้อปรับปรุงทั้งในแง่ของความคมชัดระดับ 4K, 60FPS การปรับปรุงการขยับปากของตัวละครเพื่อให้เข้ากับเสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น การเพิ่มการสนับสนุนลูกเล่นประจำเครื่อง PlayStation 5 อย่าง DualSense และ 3D Audio และที่สำคัญที่สุดคือเนื้อเรื่องบทใหม่ที่จะพาผู้เล่นไปต่อสู้กับเหล่าผู้รุกรานชาวมองโกลบนเกาะ Iki Island (เกาะอิกิ) นั่นเอง!สำหรับทีมงาน GameFever ได้รับโอกาสในการเล่นเกม Ghost of Tsushima: Director’s Cut ล่วงหน้ามาแล้ว (ขอบคุณ Sony Interactive Entertainment Singapore สำหรับโค้ดเกม) ซึ่งอย่างที่หลายคนน่าจะคาดเดาไว้แล้วนั้น เกมเวอร์ชั่น Director’s Cut ถือเป็นการปรับปรุงเกมที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วเกมหนึ่งให้สุดยอดขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในด้านกราฟิกที่สวยงามสมจริงขึ้นกว่าที่เคยและเนื้อเรื่องบทใหม่ที่ช่วยเสริมมิติให้กับตัวเอก Jin Sakai ได้อีกขั้น และทำให้เนื้อเรื่องหลักของเกมสมบูรณ์ขึ้นอีกด้วย***รีวิวฉบับนี้จะไม่พูดถึงระบบออนไลน์ Coop ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาพร้อมกัน เนื่องจากยังไม่เปิดให้ทดลอง***เนื้อเรื่องของส่วนเสริม Iki Island จะติดตามการเดินทางของ Jin หลังจากที่เขาได้รับเบาะแสว่ามีเผ่ามองโกลอีกเผ่าหนึ่งกำลังเตรียมจะบุกเกาะ Tsushima แถมมองโกลเผ่านี้ยังใช้ยาพิษประหลาดในการต่อสู้ ทำให้คนที่ได้รับพิษเข้าไปเกิดอาการจิตหลอน Jin จึงตัดสินใจตามรอยเผ่ามองโกลใหม่นี้ไปยังเกาะ Iki Island (ที่อยู่ข้างๆ เกาะ Tsushima) เพื่อสกัดการรุกรานของพวกมันด้วยการกำจัดผู้นำของเผ่ามองโกลเสียก่อนเอาเข้าจริงๆ แล้ว การต่อสู้กับเผ่ามองโกลในเนื้อเรื่องเสริมของเกาะ Iki Island นั้นไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อะไรเป็นพิเศษนักเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ในเนื้อเรื่องหลัก ความน่าสนใจของเนื้อเรื่องนี้คือการนำเสนอปมในใจของตัวละคร Jin ที่มีต่อพ่อของเขา ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงผ่านๆ บ่อยครั้งในเนื้อเรื่องหลักแต่ไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างจริงจังเท่าไหร่นัก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถเสริมธีมหรือแนวคิดของเนื้อเรื่องหลักได้อย่างเหมาะเจาะ ส่งผลให้การเดินทางโดยรวมของตัวเอกรู้สึกมีความหมายเพิ่มขึ้นมามากกว่าในเกมหลักอย่างรู้สึกได้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเคยติเอาไว้เล็กน้อยในรีวิวเกมดั้งเดิม แต่ก็ได้รับการแก้ไขอย่างงดงามในส่วนเสริมนี้ หากจะต้องติเนื้อเรื่องของส่วนเสริม คงมีแค่ว่าตัวละครเสริมทั้งหลายที่เพิ่มเข้ามาดูจะมีหน้าที่ในการเล่าเนื้อเรื่องของส่วนเสริมเพียงเท่านั้น มากกว่าจะมีเรื่องราวลึกซึ้งของตัวเองเหมือนกับตัวละครเสริมในเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งเป็นจุดเด่นหนึ่งของเกมดั้งเดิมเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แค่น่าเสียดายว่าเราจะไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับภูมิหลังของตัวละครเหล่านี้มากกว่าที่ได้รับอีกเรื่องที่ไม่ชมไม่ได้เลยคือเรื่องของกราฟิกและการออกแบบสภาพแวดล้อมของเกาะ ที่ทำออกมาได้สวยงามกว่าฉากต่างๆ ในเนื้อเรื่องหลักเสียอีก สวยจนไม่ว่าจะหันกล้องไปทางไหนก็อยากจะเก็บสกรีนช๊อตเอาไว้หมดเลย เผลอๆ อาจจะเป็นเกมที่ภาพสวยที่สุดที่หาเล่นได้บนเครื่อง PS5 ในตอนนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ทำให้การเดินทางไปมาบนเกาะ Iki ไม่น่าเบื่อเลยซักนิด แถมระบบเสียงที่ปรับปรุงขึ้นของ PlayStation 5 ยังทำให้โลกของเกมรู้สึกมีชีวิตขึ้นมาก ผู้เล่นสามารถได้ยินเสียงนก เสียงลม เสียงน้ำตก แยกออกจากกันอย่างชัดเจนจากระบบ 3D Audio ส่งผลให้รู้สึกเหมือนเสียงมาจากรอบตัว ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมทั้งหมดรู้สึกมีมนต์ขลังมากขึ้นไปอีกในฝั่งของเกมเพลย์ แม้จะยังยอดเยี่ยมไม่ต่างจากเกมดั้งเดิม แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดที่ปรับปรุงขึ้นน้อยที่สุดแล้วก็ได้ แม้ว่าจะมีกิจกรรมเสริมเล็กๆ ให้ทำเพิ่มขึ้นบ้างเช่นกันเป่าขลุ่ยให้น้องแมวฟัง หรือการแข่งยิงธนู แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกว่าน่าสนใจกว่าที่เคยเห็นในเกมหลักมาแล้ว และแม้จะมีศัตรูชนิดใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเล็กน้อยเช่นเหล่า Shaman ที่จะคอยเพิ่มพลังให้ศัตรูในบริเวณรอบตัว แต่โดยรวมแล้วก็ยังง่ายกว่าศัตรูในเนื้อเรื่องหลักองค์ 3 หรือศัตรูชนิดแปลกๆ ที่พบได้ในโหมดออนไลน์ พูดง่ายๆ ว่าคนที่เล่นเกมหลักจบมาแล้วอาจจะรู้สึกว่าศัตรูบนเกาะ Iki ออกจะอ่อนไปซักหน่อยเมื่อเทียบกับศัตรูบนเกาะ Tsushimaถ้าวัดจากเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาเพียวๆ ก็คงต้องยอมรับว่าส่วนเสริม Iki Island นี้น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นแฟนเกม แต่สิ่งเดียวที่อาจจะทำให้ส่วนเสริมเข้าถึงยากซะหน่อยคงจะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง โดยผู้ที่จะซื้อส่วนเสริมมาเล่นใน PS4 จะต้องจ่ายเงิน $19.99 (ราว 600-700 บาท) ส่วนผู้ที่มีเกมเวอร์ชั่น PS4 อยู่แล้วและอยากเล่นบน PS5 พร้อมข้อปรับปรุงเรื่องกราฟิก จะต้องจ่าย $29.99 (ราว 900-1000 บาท) เพื่อเนื้อเรื่องเสริมที่มีความยาวประมาณ 5-10 ชั่วโมง (สำหรับคนที่เก็บทุกอย่างจริงๆ) ซึ่งจะคุ้มค่าแค่ไหนคงขึ้นอยู่กับว่าคุณรักเกมนี้แค่ไหนเช่นกัน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เคยเล่นเกม Ghost of Tsushima มาก่อน เกมเวอร์ชั่น Director’s Cut นี้ก็เป็นวิธีสัมผัสหนึ่งในเกมที่น่าจดจำที่สุดของเครื่อง PlayStation 4 ในรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดเช่นกัน 
19 Aug 2021
พรีวิว Diablo II: Resurrected กลับมาอีกครั้งกับเกมในตำนาน ด้วยกราฟิกทันสมัย
เมื่อช่วงต้นปีทาง Blizzard Entertainment ก็ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการ Remastered เกมในตำนานอย่าง Diablo II โดยใช้ชื่อว่า Diablo II: Resurrected ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกราฟิกของเกมยกชุด รวมถึงยังทำการเพิ่มระบบใหม่ๆ เข้าไปอีกด้วย ซึ่งล่าสุดทางผู้พัฒนาก็ได้ทำการเปิดทดสอบช่วง Early Beta Access ที่จะปล่อยให้เราได้เข้าไปทดลองเล่นตัวเกมจำนวน 2 บทแรกของเกม โดยเรา GameFever TH ได้ทำการไปทดลองเล่นมาเรียบร้อยและจะมาพรีวิวเกมนี้คร่าวๆ ว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจบ้างส่วนตัวอาจจะไม่ได้ขอลงเรื่องรายละเอียดเกมเพลย์ของเกมเสียเท่าไรนัก เพราะถ้าหากใครที่เคยเล่นเกม Diablo II มาก่อน ระบบเกมเพลย์หรือเนื้อเรื่องก็จะเหมือนกันเกือบทั้งหมดนั่นคือการเดินเปิดแผนที่ผจญภัยพร้อมกับทำเควสที่ได้รับมาไปด้วย เพียงแต่ในภาคนี้ทางผู้พัฒนาจะรวมคอนเทนต์ทั้งหมดทั้งภาคหลัก และภาคเสริมอย่าง Lord of Destruction เอาไว้ ส่วนในช่วงการทดสอบนี้ทางผู้พัฒนาเปิดให้เล่นเพียงแค่ 5 คลาสเท่านั้น (เปิดให้เล่นทั้งหมดยกเว้น Assassin และ Necromancer) ซึ่งการเล่นแต่ละบทจะใช้เวลาราวๆ 4-5 ชั่วโมงต่อหนึ่งบท รวมถึงในภาคนี้ระบบใหม่ที่ถูกนำใส่เข้ามาก็คือระบบ Stash คลังเก็บของรวมที่เราสามารถโอนถ่ายของต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะในภาคเก่าๆ ระบบคลังของแต่ละตัวละครจะไม่เชื่อมกัน ทำให้เราจะต้องทำการทิ้งของและให้อีกตัวมาเก็บ หรือถ้าเล่นร้านเกมก็ต้องใช้ระบบ Lan ฝากเพื่อนไว้ แต่สำหรับในภาคนี้เราสามารถฝากของได้ตลอดเวลากราฟิกสุดสวยงาม แต่ก็ปรับไปเล่นแบบเก่าได้ตลอดเวลาแต่ส่วนที่ต้องพูดเยอะหน่อยก็คงจะเป็นในเรื่องของกราฟิกที่ถือว่าทางผู้พัฒนาไม่ได้มาเล่นๆ เลย เพราะตัวเกมทำการยกเครื่องกราฟิกใหม่เกือบทั้งหมด ปกติถ้าขึ้นชื่อว่าแค่ Remastered ผู้พัฒนามักจะใช้โมเดลเดิม แต่เพิ่มความสวยงามกับความละเอียดเท่านั้น แต่นี่ทั้งในเรื่องของการปั้นโมเดลหรือ Effect ของสกิลมีการทำใหม่ทั้งหมดให้เทียบเท่ากับความสวยประมาณ Diablo III เลยทีเดียว และสิ่งที่พิเศษไปว่านั้นก็คงจะเป็นการเอาใจแฟนเกมดั้งเดิมที่ถ้าหากคุณอยากกลับไปเล่นกราฟิกในสมัยก่อน คุณก็สามารถกดปุ่มเพื่อสลับภาพกลับไปเล่นแบบเวอร์ชัน Original ได้ทันที พร้อมปรับความละเอียดให้กลายเป็น 4:3 ซึ่งในตอนที่ผู้เขียนเล่นกดเพียงแค่ปุ่ม G ก็จะสลับกราฟิกทันทีได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องรับว่ามันเป็นอะไรที่อเมซิ่งมากๆ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบกราฟิกเก่าและใหม่ มันแทบจะเป็นคนละเกมเลยก็ว่าได้ และมันก็สามารถเอาไปใช้ได้กับทั้งโหมดเล่นคนเดียวกับโหมดเล่นหลายคนได้ โดยทั้งสองเวอร์ชันถึงแม้ระบบต่างๆ จะเหมือนกัน แต่มันก็ให้อารมณที่ต่างกันอยู่พอสมควรMultiplayerมาถึงอีกหนึ่งฟีเจอร์หลักของเกมที่ถูกใส่เพิ่มเข้ามาใน Diablo II: Resurrected ที่ในภาคนี้เราสามารถเล่นกับเพื่อนได้พร้อมกันถึง 8 คนในโหมดออนไลน์ (หรือถ้า Local เล่นได้ 16 คน) ซึ่งตัวเกมได้ใส่ระบบที่เรียกว่า Lobby โดยจะเป็นห้องที่เอาไว้ให้เราสร้าง หรือเข้าร่วมไปเล่นกับคนอื่นได้อย่างอิสระ แถมมันยังมีการบอกให้ทราบอีกด้วยว่าห้องนี้ถูกสร้างมาแล้วกี่นาที ถ้าเราเข้าห้องไปมันก็ทำให้สามารถคาดคะเนคร่าวๆ ได้ว่าคนในห้องผจญภัยไปประมาณไหนแล้ว รวมถึงน่าจะส่งผลทำให้เกมนี้มีระบบซื้อขายของจากผู้เล่นได้เช่นกัน เพราะเราสามารถโยนของให้กันได้อย่างอิสระ แต่ถึงอย่างนั้นระบบนี้ก็อาจจะต้องถูกพัฒนาให้มากขึ้นกว่านี้หน่อย เพราะเกม Diablo II: Resurrected เอาไม่มีระบบ Voice Chat ทำให้การสื่อสารต้องทำผ่าน Text เท่านั้น ซึ่งสำหรับแฟนๆ Diablo หรือแฟนเกม RPG อื่นๆ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ผู้เล่นใหม่ๆ ที่ไม่ชินการพิมพ์ก็คงจะรู้สึกติดขัดไม่น้อย รวมถึงตัวเกมเองก็ไม่ได้มีระบบติดตามเพื่อนเวลากำลังผจญภัยอยู่นอกเสียจากเพื่อนในห้องจะทำการเปิด Portal เพื่อให้เราเข้าไป ทำให้บางครั้งเวลาเข้าเกมมาก็เหมือนเดินเล่นอยู่คนเดียวทุกที แต่ถ้าเจอคนเป็นงานหน่อยก็โอเค รวมถึงการเล่นถึงแม้จะเล่นคนเดียว ตัวเกมก็จะบังคับให้เราต่อ Internet เพื่อล็อคอิน Battle.Net ตลอดเวลา ทำให้ตัวเกมจะมีปัญหาเรื่องปิง เวลาเดินวาร์ปกลับมาที่เดิม หรือปั๊มเลือดช้าบ้างบังคับด้วย Controller สะดวกกว่า เมาส์/คีย์บอร์ด อีกส่วนระบบสุดท้ายที่เราจะพูดถึงก็คือระบบการบังคับเกมด้วย Controller (เพราะว่าเกมนี้ลงเครื่อง Console ด้วย) ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าไปลองมาต้องบอกเลยว่ามันค่อนข้างทำออกมาได้ดีพอสมควร และดูเหมือนจะใช้งานง่ายกว่าเมาส์และคีย์บอร์ดด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นหน้า Interface ของ Controller จะมีช่องใส่สกิลมาให้เราเห็นทันที ต่างจากการบังคับด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจะต้องกด S เพื่อสลับสกิลเอาเอง รวมถึงระบบการล็อคเป้าที่ค่อนข้างทำได้ง่าย และตัวเกมจะทำการ Auto Loot เงินบนพื้นให้อัตโนมัติต่างจากการให้เมาส์และคีย์บอร์ดที่เราจะต้องทำเองทั้งหมดความรู้สึกหลังเล่นจากที่ได้เข้าไปทดสอบเกมนี้มาราวเกือบๆ 10 ชั่วโมง ก็ต้องบอกว่าในด้านเกมเพลย์ต่างๆ ของเกมก็ยังไม่ได้แปลกใหม่อะไร มันก็อาจจะไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกว้าวมากนักในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ยังเป็นเกมเพลย์จากภาคเก่า ใครที่เคย Diablo III หรือเกมแนวนี้อื่นๆ มาก่อนก็คงเฉยๆ กับ Diablo II: Resurrected แต่ถ้าหากใครที่ไม่ได้เล่นเกมแนวนี้มานาน อยากที่จะกลับมารำลึกความหลังจากที่ไม่ได้แตะเกมนี้มาหลายสิบปี นี่มันก็เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่คุณจะได้เข้าไปลองเล่นมันอีกครั้ง กับกราฟิกที่อลังการงานสร้างมากกว่าเดิม โดยตัวเกมมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 23 กันยายน 2021 บนเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One, Xbox Series X/S และ Nintendo Switch สนนราคา 40$ ( LINK )
16 Aug 2021
แนะนำ 'LOUIS THE GAME' เกมจากแบรนด์ระดับโลก Loius Vuitton
ขอเกริ่นก่อนว่า บทความแนะนำเกมบทนี้เกิดขึ้นจากการเดินหลงในดง App Store ซึ่งจะมีเกมแนะนำทั้งเกมฮิต เกมแนวที่เจ้าของไอดีน่าจะชอบ และเกมใหม่! ในหมวดนี้เองเราก็ไปสะดุดตากับโลโก้แบรนด์ดังบน Background สีม่วง โอ้โห~ สวยงามสะดุดตามาก ก็เลยลองโหลดมาพร้อมไปหาที่มาของเจ้าแอปตัวนี้หนึ่งในแบรนด์ดังระดับโลกที่ทุกคนคุ้นหูเป็นอันดับหนึ่งต้องขอยกให้กับ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) กับความหรูหราภายใต้ตัวย่อ LV สุดคลาสสิค และในโอกาสครบรอบวันเกิด 200 ปีของผู้ก่อตั้งแบรนด์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2021 แบรนด์หลุยส์วิตตองจึงหันมาพัฒนาเกมเพื่อเป็นการฉลองโอกาสพิเศษนี้ ชื่อว่า LOUIS THE GAME ซึ่งเปิดให้บริการทั้งใน Google Play และ App Store จ้า====================================================LOUIS THE GAMEเป็นเกมแนวผจญภัยไปในโลกแห่งความฝัน โดยเราจะได้รับบทเป็น วิเวียน (Vivienne) ซึ่งเป็นมาสคอตของ หลุยส์ วิตตอง และต้องเดินทางไปตามด่านต่างๆเพื่อเก็บเทียนให้ครบ 200 เล่ม ตามอายุของ หลุยส์ วิตตอง เมื่อผ่านไปแต่ละด่าน แต่ละฉาก เราจะได้โปสการ์ดของด่านนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของคุณ หลุยส์ วิตตอง ตั้งแต่สมัยเด็กจนประสบความสำเร็จในระดับโลกในแต่ละด่านเราจะสามารถค้นพบไอเทมเครื่องประดับ ซึ่งสามารถนำมาตกแต่งตัวละครวิเวียนให้โดดเด่นได้ตามชอบ อีกทั้งตัวเกมยังมีฟีเจอร์การ 'ฝัง NFT' ให้กลายเป็นของสะสมดิจิตอลและสร้างมูลค่าผ่านการซื้อขายด้วยสกุลเงินดิจิทัลได้อีกด้วยภาพสวย เพลงรีแล็กซ์แบรนด์แฟชั่นดังขนาดนี้ ไม่ทำให้ผู้เล่นผิดหวังในภาพสวยๆแน่นอน หากเราอ่านเรื่องราวในโปสการ์ดแล้วมาดูการจัดวางองค์ประกอบของฉาก ต้องยอมรับเลยว่า 'ลงตัวสุดๆ' เพราะสอดคล้องกับเรื่องราวของเกม แถมยังไม่ยัดรายละเอียดมาเยอะจนเกินไป ในแต่ละด่านโทนสีก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเลือกมาได้เข้ากับสถานที่ในด่านนั้นมากๆ แถมยังสอดแทรกโลโก้ของแบรนด์มาไว้ในส่วนต่างๆของแผนที่ได้อย่างแนบเนียน ทำให้เราในฐานะวิเวียนเดินรอบแผนที่ได้ทั้งวันอย่างไม่มีเบื่อเลย อีกทั้งเอฟเฟคเวลาเรา interact กับสิ่งของในแผนที่ ยังสวยงามชวนฝันเหมือนกำลังอยู่ในเทพนิยายอีกต่างหากส่วนเพลงที่นำมาใช้ ก็เน้นเพลงบรรเลงสไตล์ Meditation Song พร้อมกับเสียงเอฟเฟคจากธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล เป็นต้น ซึ่งช่วยรู้สึกให้ผ่อนคลาย และเยียวยาจิตใจไปในโลกแห่งความฝันได้อย่างแท้จริงเลยล่ะการ Control น้องวิเวียนในส่วนของวิธีการพาวิเวียนออกไปผจญภัย อาจจะขัดใจเกมเมอร์หลายๆ คนสักหน่อย โดยอะนาล็อกควบคุมทิศทางการเดินจะอยู่ด้านซ้ายตามสไตล์เกมมือถือทั่วไป แต่ที่เซอร์ไพรซ์คือการปรัมมุมกล้องค่ะ โดยจะใช้อะนาล็อกทางขวามือในการหมุน ซึ่งใครมือหนัก หมุนไว รับรองว่าได้มีเวียนหัวกันแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเรา Double tap กลางหน้าจอ 2 ครั้ง มุมกล้องจะกลับมาที่ด้านหลังของวิเวียนเหมือนเดิมที่น่าปวดหัวอีกอย่างก็คือปุ่มกระโดด โดยเราต้องแบ่งสัดส่วนหน้าจอของเราให้เป็น 3 ส่วน และหากต้องการกระโดดให้แตะที่โซนขวามือเท่านั้น ถ้าล้ำมากลางจอหน่อยวิเวียนจะไม่ได้รับคำสั่งกระโดดส่วนระหว่างการหาเทียน ถ้ามองในแผนที่แล้วไม่เจอ สามารถเลื่อนขึ้นเพื่อให้ให้เกมเปิดระบบนำทางได้ ซึ่งสะดวกมากเลยอีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจคือบนหน้าจอจะไม่มีไอคอนเข้าหน้าตั้งค่าให้ค่ะ ซึ่งก็น่าจะมีเหตุผลจากการที่อยากให้เราดื่มด่ำกับภาพของเกมได้เต็มที่ แต่ถ้าเราแตะตรงบริเวณมุมขวาบนได้อย่างถูกจุด ไอคอนก็จะปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นได้นั่นเองจ้าแต่งตัวให้วิเวียนถ้าหากเราอยาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของวิเวียน เราสามารถกดที่กระเป๋าของน้องเพื่อเข้าสู่หน้า Custom ได้ โดยเราสามารถเลือกลายของตัววิเวียนและกระเป๋าที่น้องจะสะพายได้ในหน้า Vivienne และถ้าแบบสำเร็จยังไม่สะใจก็เข้าไปที่แท็บของ Accessories เพื่อเลือกเครื่องประดับซึ่งเก็บได้ตามด่าน มาสวมให้น้องเพิ่มได้ด้วย เท่านี้ก็ได้ตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ไปอวดเพื่อนๆแล้ว เอ... หรือจะเอาไปลงขาย NFT ก็ไม่เลวเลยนะในฟีเจอร์นี้ เรายังสามารถเช็คโปสการ์ดได้ด้วย ว่าตอนนี้เราก็ลังอยู่ในสถานที่ใด และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ หลุยส์ วิตตอง บ้างโหมดการเล่นในตอนเริ่มต้น เกมจะบังคับให้เราเล่น Story Mode เพื่อเล่าเรื่องราวของคุณ หลุยส์ วิตตอง แต่เมื่อเราเล่นผ่านด่านไปแล้วและอยากเล่นซ้ำ โดยไม่สนใจเนื้อหาของ Story ก็สามารถเล่นในโหมด Time Trial ซึ่งจะเป็นการวิ่งทำเวลาในการเก็บเทียนในแต่ละด่านโดยไม่มีไกด์แนะนำการเล่นหรือเนื้อเรื่องให้กวนใจ อีกทั้งยังไม่ต้องพะวงในการหาไอเทมเครื่องประดับที่ซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆด้วยสถิติเวลาที่เราทำได้ในโหมด Time Trial จะถูกบันทึกลง Leaderboard และเทียบสถิติกับเพื่อนหรือผู้เล่นทั่วโลกได้อีกด้วย นับว่าท้าทายไม่ใช่น้อยเลยข้อควรระวัง!เกมนี้พัฒนาบน Unreal Engine จึงไม่น่าแปลกที่เราจะได้เกมภาพสวยขนาดนี้ แต่! กราฟฟิคสูงๆ แบบนี้ก็ไม่เป็นมิตรกับโทรศัพท์รุ่นเก่าหรือรุ่นล่างๆ เช่นกัน เนื่องจากเกมนี้ไม่สามารถปรับระดับของกราฟฟิคได้นั่นเอง ====================================================Review ภาพรวมถึงเราจะไม่ใช่แฟนแบรนด์นี้ (เอาจริงๆ ปกติก็ไม่เสพของแบรนด์อยู่แล้วด้วยแหละ) แต่ต้องยอมรับในดีไซน์ที่เรียบหรูไม่ว่าจะบนกระเป๋าหรือภาพในเกม ที่คงเอกลักษณ์ความเป็น หลุยส์ วิตตอง ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ตัวเกมแม้จะควบคุมยากไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีระบบที่ซับซ้อนอะไรจนน่าโมโห แถมยังมีประวัติของแบรนด์แทรกอยู่ในทุกๆการเดินทางผจญภัย ทำให้คนที่ไม่ตามสินค้าก็สามารถอินกับตัวเกมและแบรนด์ได้อย่างง่ายดายเสียดายนิดหน่อย ตรงที่โทรศัพท์เราสู้กราฟฟิคไม่ไหว ทำให้เล่นได้ไม่นานเกมก็เด้ง T^T 'หมดกัน ความหวังจะขาย NFT' ถ้าเล่นได้ตามปกตินะ คงอยู่ทั้งวันไม่เล่นเกมอื่นแล้วล่ะ เพราะตกหลุมรักเกมนี้เข้าไปเต็มๆแล้วยังไงล่ะ ♥
14 Aug 2021
พรีวิว Back 4 Blood (Open Beta) มันส์เหมือนเดิม เพิ่มเติมที่ลูกเล่นเยอะขึ้น
หนึ่งในเกมที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น Back 4 Blood เกมยิงซอมบี้จากผู้พัฒนา Turtle Rock Studios ทีมผู้สร้าง Left 4 Dead ที่เพึ่งเปิดช่วงทดสอบ Early Acccess Open Beta ไปสดๆ ร้อนๆ และมีผู้เข้าร่วมในการทดสอบแรกแค่เฉพาะจากร้านค้า Steam ก็มากกว่า 1 แสนคนไปแล้ว ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH เองก็ได้ลองเข้าไปทดสอบเกมนี้มาเช่นกันและจะมาเล่าถึงความรู้สึก พูดถึงระบบเด่นๆ ของเกมนี้ให้ท่านได้ทราบว่ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง !!แน่นอนว่าระบบเกมเพลย์ของ Back 4 Blood นั้นก็ยังมีความคล้ายคลึงกับตัว Left 4 Dead ที่ให้เราเดินดาหน้ายิงเหล่าซอมบี้ที่อยู่ตามฉาก บางครั้งก็จะมีการทำภารกิจบางอย่างเพื่อผ่านไปยังโซนต่อไป โดยเกมจะสนับสนุนการ Cross-Platform สามารถเล่นด้วยกันได้ทั้งเครื่อง PC, PlayStation และ Xbox เลย โดยจะขึ้นสัญลักษณ์โชว์ด้วยว่าใครเล่นจากเครื่องไหน และจะใช้โหมด Match Making ในการค้นหา แต่ถ้าค้นหาแล้วยังไม่เจอคนเข้ามา เกมก็จะใส่บอทเข้ามาให้แทนนั่นเอง (แต่คนอื่นก็สามารถเข้าร่วมกลางเกมได้)ในช่วง Beta เกมจะมีระบบความยากอยู่ทั้งหมด 3 ระดับนั่นคือ Classic ซึ่งจะเป็นระดับง่ายที่เราสามารถทำความเสียหายซอมบี้ได้สูง กินยาเพิ่มเลือดได้มากขึ้น และล้มได้ 2 ครั้งSurvivor ระดับปานกลางที่เราสามารถยิงเพื่อนร่วมทีมได้ (แต่โดนดาเมจเหลือ 35%) ศัตรูกลายพันธุ์มีมากขึ้น ล้มได้ 2 ครั้งNightmare หรือระดับยากสุด ซอมบี้จะเลือดมากขึ้น โจมตีแรงขึ้น ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมขณะอยู่ในสถานะ Incapacitated (ล้ม) เราทำดาเมจใส่เพื่อนร่วมทีมได้ (โดนดาเมจ 60%) และมีโอกาสล้มได้เพียงครั้งเดียว รวมถึงภายในด่านก็จะมีระบบเงินตราที่จะดรอปให้เราเก็บตามแผนที่ (เพื่อนเก็บเราก็ได้) ซึ่งพอจบด่านเราก็จะสามารถเอาเงืนไปซื้อของต่างๆ อย่างพวกปืนกระสุน ของแต่งปืน อุปกรณ์ยา หรือจะเป็นบัฟเพิ่มเติมให้กับเพื่อนร่วมทีมแต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้มีความแตกต่างและสดใหม่มากกว่าก็คงจะเป็นในเรื่องของระบบของเกมที่ถูกใส่เข้ามาเพิ่มสีสันให้มากขึ้น อย่างแรกเลยคือระบบตัวละครที่ในช่วง Open Beta ทางผู้พัฒนาเปิดให้เล่นทั้งหมด 5 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นตัวละคร Evangelo ที่จะเก่งในอาวุธระยะประชิดมีพลังสามารถทำลายการจับของซอมบี้ได้ หรือจะบวกสเตตัส Stamina จำนวน 25% หรือจะเป็น Hoffman ที่เหมาะสำหรับสายยิงปืน สนับสนุน เพราะตัวละครนี้มีความสามารถในเพิ่ม Offensive Inventory (ช่องอุปกรณ์) 1 Slot และฆ่าศัตรูจะมีโอกาสดรอปกระสุนด้วย รวมถึงแต่ละตัวละครก็จะยังมี Buff พิเศษที่จะเพิ่มให้ทีมเช่นกันอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจของเกมนี้ และเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้พัฒนาอยากให้การเล่นเกมนี้ทุกครั้งมีความแปลกใหม่อยู่ตลอดก็คือระบบการ์ดของเกม ที่เราจะสามารถจัด Deck การ์ดก่อนเข้าเล่นได้ตามสไตล์ที่เราอยากเล่น อย่างที่กล่าวไปหัวข้อก่อนหน้าว่าตัวละครแต่ละตัวมีความสามารถแตกต่างกันไป ทำให้การจัด Deck การ์ดที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน ยกตัวอย่างเราเล่นตัวละครที่เก่งในระยะประชิด เราก็อาจจะเอาการ์ดที่เหมาะสมเช่นการ์ดเพิ่มเลือด 2 หน่วยถ้าหากโจมตีศัตรูด้วยอาวุธระยะประชิด หรือการ์ดที่เพิ่ม Stamina ให้กับเรา 10% เป็นต้นแต่ถึงอย่างนั้นบัพจากตัวการ์ดเองที่เราเลือกมา ก็ใช่ว่าจะมีมาให้เราเลยตั้งแต่ต้น แต่ตัวเกมจะใช้ระบบการสุ่มจั่วการ์ดขึ้นมาต่อการเริ่มด่านแต่ละครั้ง ให้เราสามารถเลือกการ์ดมาบัพให้กับตัวเรา รวมถึงตัวเกมยังมีระบบ Corruption Cards ที่จะเป็นเหมือน Effect ภายในเกมที่จะมาเพิ่มความท้าทายให้แก่เรา อย่างเช่นการทำให้แผนที่มีหมอกมากขึ้น หรือจะเป็นการ์ดที่เพิ่มความสามารถให้กับเหล่าซอมบี้พิเศษบางตัวก็ได้โดยในช่วงเริ่มต้นเราอาจจะยังไม่ได้มีการ์ดให้เลือกเล่นมากนัก ซึ่งเราจะต้องทำการเก็บแต้มที่ได้จากการเล่นจบแต่ละด่านเพื่อเอามาปลดล็อคการ์ดใหม่ๆ ได้และอีกหนึ่งที่พูดไม่ได้ก็คงจะเป็นระบบ PvP ของเกมที่จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง 4v4 โดยตัวเกมจะโยนเหล่าผู้เล่นไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ฝ่ายคนจะต้องทำการป้องกันและอยู่รอดให้ได้นานที่สุด และพอยิ่งเวลาผ่านไปตัวด่านจะมีวงสีเหลืองบีบให้พื้นที่ในการเดินน้อยลง (ถ้าเดินออกเส้นเหลืองเลือดจะลด) รวมถึงการเล่นครั้งนี้ระบบการ์ดก็ยังถูกเอาเข้ามาเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟาร์มการ์ดเอง เพราะเกมจะมีการ์ดทั้งหมดอัตโนมัติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เราไปจัด Deck ด้วยตัวเองได้เลยส่วนคนที่ได้เล่นเป็นฝ่ายซอมบี้จะได้บังคับเหล่าซอมบี้พิเศษ ที่สามารถเลือกเล่นได้ตามใจชอบ ตัวซอมบี้มีกระทั่งตัวแทงค์ ตัวยิงพิษทำดาเมจจากที่ไกลๆ ก็ต้องทำทุกวิธีทางเพื่อฆ่าศัตรูให้ไวที่สุด โดยหนึ่งรอบทั้งสองฝ่ายจะมีโอกาสได้เป็นทั้งฝ่ายมนุษย์และฝ่ายซอมบี้ ในรอบนั้นฝ่ายไหนสามารถฆ่าศัตรูได้ไวที่สุด ฝ่ายนั้นก็จะได้คะแนนไปหนึ่งแต้ม โดยคะแนนจะนับใครได้ 2 ต่อ 3 คะแนนก่อนก็จะชนะไปความรู้สึกหลังที่ได้ลองเล่นต้องยอมรับว่าบรรยากาศความสนุกในสมัยที่เล่นในเกม Left4Dead นั้นยังมีครบในเกม Back 4 Blood อย่างครบถ้วนแถมเกมยังมีระบบลูกเล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันให้เราด้วยไม่ว่าจะเป็นระบบเงินที่เอาไว้ซื้อของต่างๆ หรือจะเป็นระบบการ์ดของเกม ในเบื้องต้นจากการทดลองเล่น การ์ดส่วนใหญ่ที่ได้มาในช่วง Beta มักจะส่งผลเพิ่มความสามารถต่างๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นเพิ่มดาเมจการโจมตีระยะใกล้ขึ้น 10% หรือเพิ่มเลือดที่ได้จากไอเทมฟื้นฟู 15% เป็นต้น โดยส่วนตัวจึงยังไม่ได้รู้สึกถึงผลของระบบการ์ดมากเท่าที่ควร แต่ก็พอมีการ์ดบางใบที่อาจจะส่งผลต่อการเล่นได้อย่างน่าสนใจ เช่นการ์ดที่ทำให้ได้เลือดเพิ่มทุกครั้งที่ฆ่าซอมบี้ในระยะประชิด หรือการ์ดที่ทำให้สามารถพกกล่องยาได้เพิ่มอีกกล่องแทนระเบิด ซึ่งอาจจะส่งเสริมสไตล์การเล่นของตัวละครหรือผู้เล่นแต่ละคนได้ และเปิดช่องให้มีการวางแผนเพื่อจัดชุดการ์ดที่เหมาะกับตัวละครหรือเพื่อเกื้อหนุนกันในทีม ซึ่งก็อาจจะทำให้การเล่นในระยะยาวมีความหลากหลายกว่าใน Left4Dead ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการปลดล๊อคการ์ดด้วยว่าผู้เล่นจะเบื่อซะก่อนจะเข้าถึงการ์ดเจ๋งๆ หรือไม่ในส่วนของ โหมด PvP นั้นทำออกมาได้สนุกทีเดียว เกมค่อนข้างที่จะใช้ทีมเวิร์คพอสมควร โดยเราต้องเรียนรู้ที่จะประสานงานกันภายในทีมเพื่อความอยู่รอด ฝ่ายผีก็ต้องมีตัวละครสายถึกทน และก็มีสายตลบหลังด้วย ส่วนมนุษย์ก็ต้องกันและหาจุดที่ช่วยเหลือกันได้ตลอด เลยทำให้ถ้าหากคุณเล่นเกมนี้กับเพื่อน หรือคนที่เป็นงาน จะทำให้ทีมคุณเก่งมาก แต่ถ้าหากคุณกดไปเจอปาร์ตี้ที่ไม่เป็นงาน บางทีก็อาจจะทำให้คุณหัวเสียและแพ้อย่างราบคาบแบบไม่มีทางสู้ ซึ่งห้องส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น ทำให้การเล่น PvP แต่ละรอบเราจะต้องเจอกับพวกที่ชอบกดหนีเกม กดออกเกมเพราะสู้ไม่ได้ประจำส่วนใครที่อยากเล่นเกมนี้ Back 4 Blood จะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 12 ตุลาคม 2021 บนเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox Series X/S สนนราคาราวๆ 60$ (ใน Steam ขาย 1,590 บาท)
10 Aug 2021
รีวิว New World โลกใหม่ การสำรวจครั้งใหม่ และสงครามครั้งใหม่
ย้อนกลับไปประมาณ 22 เดือนก่อน ในวันที่ 13 ธันวาคม 2019 ทาง Amazon ได้เปิดตัวโปรเจกต์เกม MMORPG ใหม่ที่ชื่อว่า New World เป็นครั้งแรกให้โลกได้รู้จัก ข้ามผ่านกาลเวลามา 9 เดือนทางผู้พัฒนาได้มีการเปิดให้สมัครเข้าไปทดสอบเล่นเกมครั้งแรก ในตอนนั้นตัวเกมได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนต่างรอคอยการมาของ MMORPG น้องใหม่นี้กันอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดหลังจากรอกันมาอย่างยาวนาน ตัวเกมก็วางขายอย่างเป็นทางการแล้ว ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีผู้เล่นให้ความสนใจเล่นเกมนี้พร้อมกันถึง 500,000 คน ในวันแรกเลยทีเดียว ทางผู้เขียนเองได้มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นเกมนี้มาแล้วหลายชั่วโมงด้วยเช่นกัน และวันนี้จึงอยากถือโอกาสพาเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองเล่นไปรู้จักโลกของเกมให้มากขึ้นกันครับ!พายุที่ทำลายทุกอย่าง และเกาะที่ความตายก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเรื่องราวของ New World จะกล่าวถึง พายุแปลกประหลาดที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยตัวละครของผู้เล่นคือหนึ่งในนักเดินทางที่กำลังอยู่ระหว่างเดินไปยังที่ไหนสักแห่งโดยเรือ และพบกับพายุดังกล่าวเข้า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเราจะพบว่าตัวเองมาเกยตื้นอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง เราเริ่มออกเดินทางตามหาเพื่อนๆ ที่อาจยังมีชีวิตรอดอีกครั้ง ซึ่งไม่ไกลนักเราจะได้พบกับกัปตันของเรือนอนใกล้ตายอยู่บริเวณไม่ไกลจากจุดที่ตื่น แต่เขาก็สิ้นลมไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้นเราจะเริ่มออกตามหาเพื่อนๆ ที่ยังไม่ตายอีกครั้ง ซึ่งระหว่างทางก็ถูกโจมตีโดยเหล่าผีดิบที่จะคอยเข้ามาโจมตีเป็นพักๆ จนกระทั่งมาถึงสถานที่แปลกๆ แห่งหนึ่งที่มีออร่าแสงสีแดงปริศนาอยู่ ใจกลางของพื้นที่นี้จะมีดาบปักอยู่หนึ่งเล่ม ทันทีที่เข้าไปไกลมัน อยู่ดีๆ ศพของกัปตันเรือที่เพิ่งจะตายไปต่อหน้าเราก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับดึงดาบเล่มนั้นเข้ามาโจมตีใส่เรา มันจึงทำให้เราต้องต่อสู้กับศพของกัปตันอย่างช่วยไม่ได้ และพลาดท่าถูกฆ่าตายแต่แทนที่ทุกอย่างจะจบลง เรากลับตื่นขึ้นมาอีกครั้งที่บริเวณชายหาด แต่จะบอกว่าทุกอย่างเป็นความฝันมันก็สมจริงจนเกินไป แตกมันแตกต่างจากครั้งก่อนตรงที่ ครั้งนี้ใกล้ๆ กับจุดที่เราตื่นมีค่ายปริศนาถูกตั้งขึ้นมาด้วย เมื่อเดินทางไปยังค่ายดังกล่าวจึงได้พบกับชาวเกาะที่อาศัยอยู่ที่นี้ เธอมีชื่อว่า Nora Linch ซึ่งเธอได้อธิบายว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใครมาจากไหน ยินดีต้อนรับ และขอแสดงความเสียใจด้วย ที่เราจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีกแล้ว!Nora จะเล่าต่อว่า เกาะแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพายุปริศนาที่ทำลายเรือของเรา ส่งผลให้การออกไปจากเกาะแห่งนี้เป็นไปไม่ได้ และเรือทุกลำที่เข้าไปใกล้มันจะถูกทำลายพร้อมทั้งส่งมายังเกาะแห่งนี้ ส่งผลให้การออกไปจากเกาะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และนอกจากนี้ความตายเอง ก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเช่นเดียวกัน คนที่ตายไปแล้วในเกาะแห่งนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งจากพลังปริศนาของเกาะนี้ เราถือว่าโชคดีที่กลับมามีชีวิตแบบสติครบถ้วนได้ เพราะหลายๆ คนที่ตายจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของผีดิบที่ไม่มีความนึกคิดไป โดยชาวเกาะจะเรียกคนกลับนี้ว่า Corruptions การเดินทางของเราในการสำรวจดินแดนใหม่นี้จึงเริ่มต้นขึ้นที่ตรงนี้สเตตัสมาจากเลเวล แต่สกิลมาจากความชำนาญถ้าหากพูดถึงเกม MMORPG แล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคงไม่พ้นการเก็บเลเวลแบบมาราธอนด้วยการฆ่ามอนสเตอร์จำนวนมาก อัปสเตตัส อัปสกิล พัฒนาให้ตัวละครเก่งเพื่อไปให้ถึงช่วงท้ายของเกม และเข้าท้าทายคอนเทนต์ดันเจี้ยนยากๆ เพื่อหาของมาใส่อัปเกรดตัวละครกันต่อไป แต่สำหรับ New World อาจแตกต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อการเพิ่มเลเวลของตัวละครไม่จำเป็นต้องออกไปล่ามอนสเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเพิ่มได้จากเก็บเลเวลความชำนาญอื่นๆ อย่างการตัดไม้, ตีเหล็ก, ขุดหิน, เย็บผ้า, ทำอาหาร หรืออื่นๆ ด้วย กล่าวคือจะมีฆ่ามอนสเตอร์สักตัวเลยแล้วเก็บเลเวลจนตันก็สามารถทำได้ในทางกลับกันหากเก็บเลเวลโดยไม่ตีมอนสเตอร์เลยแม้แต่ตัวเดียว สิ่งที่จะไม่ได้มาคือสกิลของอาวุธต่างๆ เนื่องจากตัวเกมใช้ระบบ Mastery ที่จะเรียนรู้สกิลของอาวุธต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อใช้อาวุธชนิดนั้นในการออกไปสู้จริงเท่านั้น ระบบนี้มีข้อดีคือตัวละครหนึ่งตัวของผู้เล่นสามารถใช้อาวุธได้หลากหลายมาก แต่ก็จำเป็นต้องเสียเวลามากขึ้นไปกับการเก็บเลเวลความชำนาญของอาวุธ แต่ละประเภทแยกกัน หรือก็คือจำเป็นต้องใช้เวลาเล่นที่มากขึ้นหากอยากใช้อาวุธหลายๆ อย่างนั้นเองระบบฝ่ายหลังจากเล่นเนื้อเรื่องหลักไปได้สักพักผู้เล่นทุกคนจะถูกบังคับให้เลือกฝ่ายเป็นของตัวเอง ซึ่งฝ่ายที่สามารถเลือกได้จะมีทั้งหมด 3 ฝ่ายด้วยกันคือ Syndicate : กลุ่มที่แสวงหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ต้องห้ามเพื่อใช้มันหาความจริงเกี่ยวกับMarauders : กลุ่มนับรบที่เชื้อมันในเกียรติยศ พร้อมกับความเชื่อว่าผู้เข้มแข็งจริงๆ เท่านั้นที่จะเป็นใหญ่ได้Covenant : กลุ่มอัศวินที่มีแนวคิดยึดมั่นในความถูกต้องและยุติธรรม พวกเขาเชื่อว่าการชำระล่างแผ่นดินคือหน้าที่ของพวกเขาผู้เล่นสามารถเปลี่ยนฝ่ายไปมากี่ครั้งก็ได้ แต่ในการเปลี่ยนฝ่ายแต่ละครั้งจะมี Cooldown เป็นระยะเวลา 120 วัน หลังจากเปิดทดสอบในรอบ Open Beta เป็นต้นมา ทีมพัฒนาได้ปรับให้ของที่ซื้อได้จากแต่ละฝ่ายมีสกิลเหมือนกันแล้ว ดังนั้นผู้เล่นสามารถเลือกเล่นฝ่ายไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบได้เลยอย่างไรก็ตามการอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หมายถึงการอาจได้ปะทะกับอีก 2 ฝ่ายที่เหลือเวลาแย่งชิงดินแดนด้วย ดังนั้นถ้าหากว่ามีเพื่อนเล่นเกมนี้อยู่ฝ่ายไหน และไม่อยากจะต้องสู้กันเองเมื่อสถานการณ์จำเป็น ก็แนะนำให้ปรึกษากันให้ดีก่อนว่าจะเข้าร่วมฝ่ายไหน เพื่อที่จะได้รับความสนุกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ โดยจะมีสีบนแผนที่บอกชัดเจนว่าโซนไหนเป็นของฝ่ายไหนอยู่ดั่งรูปข้างล่างอย่างไรก็ตามไม่ต้องกลัวว่าถ้าหากข้ามไปทำเควสในเขตของอีกฝ่ายแล้วจะโดนกระทืบรัวๆ แล้วทำเควสไม่ได้นะ เนื่องจากการจะโจมตีกันได้ ผู้เล่นทั้งสองคนจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะหัวแดงก่อน ดังนั้นถ้าหากเราไม่ได้เปิดหัวแดงอยู่ก็สบายใจได้ไม่โดนฆ่าแน่นอนโลกของ New World และระบบเขต / เมืองในส่วนของเซ็ตติ้งโลกของเกมจะอยู่ในช่วงยุคเหล็กที่มีอาวุธปืน และเวทมนตร์ ให้ความรู้สึกแบบเกม Fantasy คลาสสิก และไม่ค้อยพบเห็นสัตว์ในตำนานอย่างพวกมังกร เพกาซัส ออค หรือก็อบลิน เท่าไหรนัก (ก็มีตัวแปลกๆ อยู่บ้างเช่นปีศาจค้างคาวขนาดใหญ่, หรือยักษ์ที่มือมีใบมีดติดอยู่) แต่ส่วนใหญ่แล้วศัตรูที่ได้พบจะเป็นพวกสัตว์ป่าที่ดุร้าย ผีดิบถืออาวุธ หรือไม่ก็พวกวิญญาณอาฆาต อะไรพวกนี้มากกว่า โลกที่เราจะได้สำรวจใจเกมนี้จะเป็นแบบ Open World ที่ไม่มีการโหลดฉากในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยแผนที่โลกของเกมจะถูกแบ่งออกเป็นเขตย่อยๆ หลายเขต แต่ละเขตจะมีเมืองกับป้อมเป็นของตัวเอง รวมถึงมีเลเวลของมอนสเตอร์เฉลี่ยแตกต่างกันออกไป ที่น่าสนใจคือภาษีการซื้อขายของ กับราคาสินค้า รวมถึงราคาที่ดิน จะแตกต่างกันไปในแต่ละเมืองของเกมด้วย (ดูตัวอย่าง ภาษีของ 2 เมืองที่แตกต่างกันได้ในรูปข้างล่าง)  ด้วยภาษีที่แตกต่างกัน ย่อมหมายถึงสินค้าที่วางขายอยู่ในตลาดที่ไม่เหมือนกันด้วย New World เป็นเกมที่ ไม่มีร้านขายของจาก NPC แบบที่เราเคยเห็น ไอเทมที่ซื้อขายกันในเกมมา ล้วนแล้วแต่มาจากผู้เล่นด้วยกันทั้งนั้น หากไม่อยากซื้อก็จำเป็นต้องคราฟต์ขึ้นมาเอง ดังนั้นอัตราส่วนภาษีของ แต่ละเมืองจึงสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งแพงเท่าไหร่ก็ยิ่งจำหมายถึงการเสียเงินมากขึ้นเท่านั้นด้วยแน่นอนว่าการลดภาษีของแต่ละเมืองสามารถทำได้หลักๆ 2 วิที คือการเก็บเลเวลชื่อเสียงในเขตนั้นให้มากขึ้น หรือเอาชนะสงครามฝ่าย แล้วได้เขตนั้นพร้อมกับเมืองเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายตัวเอง ดังนั้นการยึดเขตจึงมีผลประโยชน์โดยตรงต่อฝ่ายที่สามารถยึดได้ ทั้งหมดจนถึงตอนนี้ เป็นระบบสำคัญหลักๆ ภายในเกมของ New World และหลังจากนี้เป็นต้นไปจะเป็นความรู้ของผู้เขียน หลังได้เล่นเกมนี้ไปหลายชั่วโมง รวมถึงคำแนะนำให้กับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อเกมนี้มาเล่นดีหรือไม่PVP เป็นคอนเทนต์หลัก สายชอบ PVE เดือดๆ ชอบ Raid ยากๆ อาจไม่ถูกใจจากที่ได้อ่านข้างบนมาเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้สึกได้แล้วว่าเกมนี้มีคอนเทนต์หลักเป็นการ PVP ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคอนเทนต์สำหรับสาย PVE เลย เพียงแต่ส่วนใหญ่คอนเทนต์ PVE จะไม่ยากจนถึงขนาดต้องใช้ความพยายามมากมายอะไรในการผ่านแต่ละครั้ง เนื่องจากเกมไม่ได้มี Puzzle หรือ ท่าโจมตีของบอสที่ซับซ้อนอะไรมากมาย (แต่ส่วนใหญ่จะแรงมากก็คือต้องหลบให้ได้เท่านั้นเอง) ส่วนใหญ่ถ้าหากผู้เล่นใน Party สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เชื่อว่าคงผ่านกันได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงเลยเสียด้วยซ้ำดังนั้นสำหรับคนที่เป็นสายชอบเล่น MMORPG ที่มี Raid คอนเทนต์ยากๆ แบบเดียวกับ Final Fantasy XIV, หรือ World of Warcraft มาก่อน อาจไม่สนุกกับเกมนี้เท่าไหร่นัก ในทางกลับกันถ้าหากเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่มีคอนเทนต์ PVP แบบเดือดๆ อย่าง Black Desert, หรือ Guild War 2 เกมนี้จะให้ความรู้สึกที่สนุกไม่แพ้กันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ War ที่เป็นสงครามขนาดใหญ่ระหว่างผู้เล่น 50 vs 50 กับ Outpost Rush ที่เป็นการต่อสู้แบบ 20 vs 20 ผสมระหว่าง PVE กับ PVP เข้าด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดเลยมี Party จะเล่นง่ายกว่ามาก ต่อให้เป็นสาย Solo ก็แนะนำให้หา Party หรือ Guild อยู่ดีแม้ว่าคอนเทนต์สนุกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการ PvP แต่การเก็บเลเวลยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเรายังคงได้ค่าสเตตัสมาอัปทุกครั้งที่เลเวลอัปอยู่ อย่างที่กล่าวไปว่าเกมนี้ไม่ได้มีร้านขายของ NPC เหมือนกับ MMORPG เกมอื่นๆ การมีเพื่อนช่วยกันเล่น ช่วยกันสู้ ช่วยกันเก็บเลเวล จึงจะทำให้การเล่นทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหากมีคนเล่นคลาสที่ ฮีล ได้อยู่ใน Party ยิ่งทำให้การเก็บเลเวลรวมถึงสำรวจโลกทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก (บอกเลยว่ามอนตีแรงมาก)การหารทรัพยากรเพื่อนำมาคราฟต์อาวุธ ชุดเกราะดีๆ ก็จะสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นด้วยหากมีหลายๆ คนช่วยกันหา เนื่องจากใน New World แร่ดีๆ หรือไม้สำหรับใช้คราฟต์อาวุธระดับสูงๆ จำเป็นต้องใช้เลเวลความชำนาญด้วยถึงจะหามาได้ การเล่นหลายคนจึงหมายถึงการที่แต่ละคนต้องโฟกัสเก็บเลเวล สกิลสายคราฟต์ กับสกิลสายเก็บเกี่ยวน้อยลง ทั้งหมดนี้จะทำให้การเล่นของเพื่อนๆ คืบหน้าเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็แนะนำว่าควรหากลุ่มเกาะไว้ ถ้าหา Guild อยู่ได้เลยยิ่งดีเข้าไปอีกPing คือศัตรูตัวร้ายสำหรับผู้เล่นบ้านเราNew World เป็นเกม Action แบบไม่มีระบบล็อกเป้า ดังนั้นจะตีโดนไม่โดน หลบการโจมตีพ้นไม่พ้น ขึ้นอยู่กับการจับจังหวะ และฝีมือของผู้เล่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ Amazon ไม่ได้มาตั้ง Dedicated Server ที่บริเวณ SEA ด้วย ทำให้ไม่ว่าจะเล่นเซอร์เวอร์ไหนภายในเกม Ping ของเราจะไม่ต่ำกว่า 200 อย่างแน่นอน ต้องทำใจก่อนเลยว่าการหลบแต่ละครั้ง แม้จะทำได้อย่างถูกจังหวะแล้ว ก็อาจจะยังโดนดาเมจอยู่ ในขณะเดียวกันต่อให้ตีโดนแน่นอน แต่บางอีกฝ่ายก็อาจไม่ได้รับบาดเจ็บเลย ดังนั้นในการเล่นอาจมีได้หัวร้อนบ้างไม่มากก็น้อย แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่ายังอยู่ในระดับที่เล่นได้ครับใช้สเปค PC สูงพอสมควร หากอยากเล่นลื่นๆอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้เขียนสังเกตได้ตลอดเวลาที่เล่น คือเรื่องของ FPS ที่ดูจะไม่นิ่งเท่าไหร่นัก ซึ่งเข้าใจว่าอาจมาจากเครื่อง PC ของผู้เขียนเองที่อาจจะยังแรงไม่พอ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่า PC ของตัวเองถือว่าอยู่ในระดับปานกลางไปจนถึงสูงแล้ว (Ryzen 7 5800X + GTX 1660 Super) แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นอะไรมากมายนัก แต่ถ้าหากสเปคนี้ยังเล่นแล้วมี FPS ดรอปก็หมายความว่าเกมกินสเปคพอสมควรเลย สรุปซื้อดีไหม ?New World เป็นเกมน้ำดี ที่มีระบบน่าสนใจ อนาคตไกลอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่ต้องเข้าสังคม พูดคุยกับคนอื่นไปด้วยในขณะเล่นเกม หรืออย่างน้อยชอบการวัดฝีมือ PvP ทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่ม น่าจะสามารถสนุกไปกับเกมนี้ได้ไม่ยาก ในขณะเดียวกันถ้าหากไม่ใช้คนที่เป็นสายที่ผู้เขียนกล่าวมาเลย การสนุกไปกับการเกมนี้อาจเป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าหากชอบเล่น MMORPG ที่มี PVE ยากๆ ด้วยแล้ว แนะนำว่าให้ข้ามเกมนี้ไปได้เลยสุดท้ายนี้ New World จะไปได้ไกลขนาดไหน คิดว่าคงเป็นเรื่องของการปรับสมดุล อาวุธ และสกิลของผู้พัฒนาให้ไม่มีอะไรได้เปรียบ หรือเก่งมากจนเกินไป รวมถึงการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย เนื่องจากปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนเลิกเล่น MMORPG กันคือเรื่องที่ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว เนื่องจากไม่มีคอนเทนต์ใหม่ๆ ถูกเพิ่มเข้ามา ส่วนตัวมองว่าจำนวนคอนเทนต์ที่มีใน New World ตอนนี้ ถือว่ามีเยอะพอสมควร แต่สักวันมันจะถูกผู้เล่นทำกันจนหมดแน่นอน หวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาที่ดีต่อไปสำหรับเกมนี้ครับ
02 Aug 2021
รีวิว Tribes of Midgard จับมือกับเพื่อน เอาตัวรอดในดินแดนปรัมปรานอร์ส
Tribes of Midgard เกมแนว RPG Survival จากทางผู้พัฒนาอย่าง Norsfell ที่จะพาเราเข้าไปสู่โลกแห่งเทพปรัมปรานอร์ส และจุดเด่นคือการที่เราสามารถผจญภัยไปกับเพื่อนได้มากกว่า 10 คน พร้อมทั้งตัวเกมยังมีระบบความเป็น Roguelike ที่การเล่นแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกันไปอีกด้วย โดยตัวเกมค่อนข้างได้รับความสนใจมากๆ เพราะหลังจากที่วางจำหน่ายเกมนี้ไปได้ไม่กี่วัน มันก็มียอดผู้เล่นพร้อมกันบน Steam สูงถึง 3 หมื่นคนเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าทำได้ดีมากๆ ในระดับเกม Indie เลยก็ว่าได้ ซึ่งในบทความนี้พวกเรา GameFever TH ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้ว และจะมารีวิวพูดถึงข้อดีข้อเสียของเกม และมันเหมาะสำหรับคุณหรือไม่ ? ปกป้อง Midgard ของคุณให้นานที่สุดโดยเรื่องราวของ Tribes of Midgard จะให้คุณได้รับบทเป็นชาวบ้านเมือง Midgard ที่จะต้องทำทุกวิธีทางในการปกป้องหมู่บ้านให้อยู่รอดในแต่ละคืนให้ได้นานที่สุด เพราะถึงช่วงกลางคืนเมื่อไร มันจะมีมอนสเตอร์มากมายเข้ามาบุกบ้านเรา นอกจากนี้เราจะต้องต่อสู้กับเหล่าอสูรยักษ์โยตุนส์ที่จะเข้าดินแดนมาถล่มเมืองของท่าน รวมถึงตัวเกมยังมีเนื้อเรื่องหลักที่จะให้คุณไปซ่อมสะพานเพื่อไปฆ่าบอสหมาภายในเกมก่อนที่บ้านของท่าน (ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์) จะถูกตีแตก เพราะยิ่งผ่านวันคืนไปเรื่อยๆ มอนสเตอร์และภูมิอากาศก็จะยิ่งมีความโหดร้ายมากขึ้นนั่นเองผจญภัยเพื่อความอยู่รอดโดยพื้นฐานการเล่นของเกมนี้มันก็จะเป็นเกมแนว Survival ทั่วไป ที่เรานั้นจะต้องวิ่งผจญภัยเพื่อเปิดแผนที่ ซึ่งการเล่นแต่ละครั้งแผนที่ก็จะสุ่มใหม่ทุกครั้ง ทำให้เราจะได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด เราจะได้พบเจอกับเหล่าศัตรูที่ตั้งแคมป์ในแผนที่มากมายให้เราไปพิชิต หรือจะเป็นการที่เราจะต้องไปขุดหิน ขุดแร่ ตัดไม้ โดยของรางวัลที่เราจะได้ก็คือวัสดุต่างๆ ที่จะเอามาคราฟต์ของพวกชุด อาวุธใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งสร้างป้อมปราการเอาไว้ต่อสู้กับเหล่าศัตรูตอนกลางคืนด้วย ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นยิ่งวันคืนผ่านไป ศัตรูก็จะแกร่งขึ้น ทำให้เราจะต้องอัพเกรดฐานที่มั่นของเราให้ดีขึ้นเพื่อรับมือ นอกจากนี้การผจญภัยเรายังมีเควสต่างๆ ให้ทำเพื่อรับของรางวัลพิเศษด้วยโดยจุดมุ่งหมายของเกมนี้ไม่ใช่การที่เราจะสร้างบ้านขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆ แต่เราต้องทำการฆ่าบอสหมาให้ได้ก่อนที่บ้านเราจะถูกศัตรูตีจนแตก ซึ่งปกติอยู่รอดให้ได้ซัก 15 วันก็ถือว่าเก่งแล้วนอกจากนี้เวลาตัดไม้ เปิดกล่องที่แคมป์ หรือจัดการศัตรู เราก็จะได้รับ Soul ที่จะเป็นเหมือนแต้มพลังให้เราสามารถใช้อัพเกรดร้านค้า สร้างฐานต่างๆ ซ่อมอาวุธ เพิ่มเลือดต้นไม้ หรือจะเอาไปซื้อของจากร้านค้าลับต่างๆ ได้ โดย Soul เป็นสิ่งสำคัญและล้ำค้ามากๆ เพราะถ้าหากเราเผลอโดนศัตรูฆ่าตายเมื่อไร Soul ที่เราได้มาจะหายออกจากตัวทั้งหมดโยตุนส์ อสูรยักษ์สุดโหดหนึ่งในศัตรูสุดโหดที่เราต้องเจอทุกๆ 3-4 วันนั่นก็คือศัตรูอย่างเจ้าโยตุนส์ที่มันจะเป็นอสูรยักษ์ตัวมหึมาที่จะเดินมาพลังบ้านเรา ซึ่งนอกจากที่เราจะต้องผจญภัยเปิดแผนที่แล้วนั้น เราจะต้องคอยหาเจ้าโยตุนส์เพื่อดักทางโจมตีพวกมันก่อนที่มันจะทำลายบ้านเราให้สิ้น โดยเหล่าโยตุนส์ตัวแรกๆ อาจจะไม่ได้เก่งมาก แต่ตัวต่อๆ ไปมันก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงโยตุนส์ก็จะมีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายธาตุ โดยเราจะต้องหาอาวุธที่ชนะธาตุมาต่อสู้พวกมันเพื่อจัดการให้ง่ายมากขึ้นอาวุธและอาชีพที่หลากหลายภายในเกมมีอาวุธให้เราเลือกใช้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นดาบ ธนู ค้อน และขวาน ที่จะมีสกิลความสามารถที่แตกต่างกันไป แถมอาวุธแต่ละชิ้นยังมีธาตุต่างๆ ให้เราได้คราฟอีกด้วย ซึ่งก็จะทำให้ศัตรูติดสถานะหรือเอาไว้จัดการกับโยตุนส์ที่มีธาตุแพ้เราก็ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถคราฟต์ชุดสวมใส่ที่จะมีค่าป้องกันความร้อนความหนาว กันสถานะ หรือเพิ่มเกราะให้เราได้นอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบคลาสที่จะให้เรานั้นได้อัพ Passive เพื่อเพิ่มค่าสเตตัสให้กับตัวละครเรา ซึ่งตัวเกมมีให้เลือกคลาสมากกว่า 10 สาย เพียงแต่ว่า (เริ่มต้นจะมีคลาสให้เลือกแค่ 2 คลาสเท่านั้น) ซึ่งเราจะต้องทำรางวัลความสำเร็จเพื่อปลดล็อคเสียก่อนปลดล็อคความสำเร็จ เพื่อได้ไอเท็มไปใช้ในการผจญภัยครั้งต่อไปรวมถึงในการเล่นจบแต่ละครั้ง ถ้าหากเราทำภารกิจตามเงื่อนไขตัเกมจะทำการปลดล็อคการเล่นใหม่ๆ ให้เราอีกด้วย ไม่ว่าจะการการปลดล็อคการคราฟต์อาวุธระดับสูงขึ้น การได้ขุดไอเท็มเซ็ตเริ่มต้นหรือแม้กระทั่งสกินแฟชันต่างๆ ซึ่งถ้าคุณยิ่งปลดล็อคมันก็จะช่วยให้คุณ สามารถมีของเก่งๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย ทำให้การเล่นแต่ละครั้งมันสร้างสีสันได้อย่างดีเลยความรู้สึกหลังเล่นจากที่ได้เล่นมานั้น Tribes of Midgard เป็นเกมที่ทางผู้พัฒนาดีไซน์โลกออกมาได้อย่างน่าสนใจพอสมควร รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เล่นและลุ้นว่ารอบนี้เราจะได้เจอกับโลกหน้าตาแบบไหน ระบบการเล่นค่อนข้างเข้าใจง่ายไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ หาของให้ครบ และก็คราฟต์แค่นั้น แต่สิ่งที่อาจจะทำให้ผู้เขียนไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับเกมนี้ก็คงจะเป็นหน้าที่ของเกมที่ค่อนข้างมีเยอะมาก กับเวลาที่จำกัดที่เราจะต้องวิ่งตะลุยเพื่อจบภารกิจที่ตั้งไว้ ไหนเราจะต้องวิ่งเปิดแผนที่ ไหนจะต้องฟาร์มของ ไหนจะต้องมาอัพเกรดบ้าน สร้างป้องปราการต่างๆ มันเลยทำให้การเล่นเกมนี้แบบ Solo เป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยแนะนำเสียเท่าไร  อย่างน้อยเกมนี้ควรจะมีเพื่อนเล่น 3-4 คนเป็นอย่างต่ำ เพราะตัวผู้เขียนมีเพื่อนเล่นเกมนี้เพียงแค่ 2 คนซึ่งต้องบอกเลยว่ามันค่อนข้างเหนื่อยและจุกจิกเป็นอย่างมาก พอจะวิ่งเปิดแผนที่ ซักพักก็ถึงกลางคืน มอนสเตอร์ก็จะออกมาแล้ว หรือพอจะไปไกลๆ ได้หน่อย เราก็ต้องมาเสียเวลาไปหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อตีโยตุนส์เป็นต้น หรือถ้ามีเพื่อนมากถึง 10 คนนั้นก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะถึงแม้ว่าจำนวนผู้เล่นเยอะมันจะทำให้ศัตรูเก่งขึ้น แต่ภาระหน้าที่ของแต่ละคนก็จะมีคนช่วยกันทำน้อยลง อย่างเช่นบางคืนเราอาจจะทิ้งเพื่อนซัก 1-2 คนไม่ต้องกลับบ้านมากันฐานก็ได้ หรืออาจจะมีเพื่อนซักคนคอยทำหน้าที่คราฟต์ของต่างๆ ในฐานเพื่อจะได้ฐานผลิตใหม่ๆ เร็วขึ้นนั่นเอง
02 Aug 2021
รีวิว Riders of Icarus เกม MMORPG ขี่สัตว์ตะลุยดินแดนแฟนตาซี
Riders of Icarus เกมขนาดใหญ่จากค่ายผู้พัฒนาจากเกาหลีใต้อย่าง WeMade Entertainment และเปิดให้บริการโดย VALOFE Company ที่เปิดให้บริการมาแล้วตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งผู้เล่นคอร์เกมสาย MMORPG น่าจะรู้จักเกมนี้กันเป็นอย่างดี โดย Riders of Icarus นั้นเป็นเกมธีมโลกแฟนตาซีที่สามารถเล่นได้ฟรีและมาพร้อมกับกราฟิกที่สวยจนชวนให้หลงใหล แล้วด้วยความที่ว่าเกมนี้กำลังจะเปิดให้บริการในโซนประเทศ SEA ของเราในวันที่ 4 สิงหาคม 2021 (แน่นอนมีภาษาไทย!!) เพราะฉะนั้นในวันนี้พวกเราทาง GameFever TH จะมารีวิวเกมนี้กันโดยอ้างอิงจากเซิฟเวอร์ Global นั่นเองลิงค์ลงทะเบียน https://icarus-sea.valofe.com/landing/reserveอาชีพที่หลากหลาย และมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป    เกมนี้จะมีอาชีพอยู่ทั้งหมด 8 อาชีพด้วยกันคือ Berserker, Guardian, Priest, Wizard, Ranger, Assassin, Trickster และ Magician ซึ่งในแต่ละอาชีพก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไปตามนี้Berserker อาชีพที่มีพลังทำลายล้างสูงมีหน้าที่เป็นตัวทำดาเมจที่สามารถต่อคอมโบได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เหมาะที่จะเป็น DPS หลักในปาร์ตี้ และอีกหลายๆ อาชีพที่จะทำให้ผู้เล่นได้เพลิดเพลินไปกับการเล่นเกมนี้ Guardian เป็นอาชีพที่มีเลือดที่สูงกว่าอาชีพอื่นพร้อมกับสกิลที่เสริมด้านการป้องกันทำให้เหมาะที่จะอยู่ในตำแหน่งแทงค์ ใครอยากเป็นตำแหน่งแทงค์แล้วคอยปกป้องเพื่อนก็เล่นอาชีพนี้ได้เลยPriest อาชีพที่มาพร้อมกับมีสกิลที่คอยช่วยเหลือเพื่อนในปาร์ตี้ไม่ว่าจะเป็นสตันมอนสเตอร์หรือฮีลให้เพื่อน จึงเหมาะเป็นซัพพอร์ต Wizard อาชีพที่ใช้เวทมนตร์จัดการกับศัตรูที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มในคราวเดียว อาจจะไม่เหมาะกับการสู้ตรงๆ แต่หากต้องการกำจัดศัตรูในจำนวนมากไว้ใจอาชีพนี้ได้เลย เหมาะจะเป็นตำแหน่ง Crowd Control  Ranger อาชีพที่สามารถเข้าต่อสู้ได้ทั้งระยะใกล้และระยะกลาง มีความสามารถที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือการสนัสนุน เหมาะกับผู้เล่นที่อยากจะเล่นได้หลายบทบาทในคนเดียวAssassin อาชีพที่มีลูกเล่นกับคอมโบที่มากกว่าอาชีพอื่นและสามารถสเตลท์ได้ แต่แลกกับการที่มีเลือดน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ แต่อาชีพนี้จะเล่นยากเป็นพิเศษนะ ถ้าจะเล่นอาชีพนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้ลองเล่นอาชีพอื่นๆ ให้ชินก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนตัวมาเล่นอาชีพนี้ก็แล้วกันTrickster อาชีพที่เน้นไปที่การสนับสนุนมากกว่าเข้าต่อสู้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการบัฟพลังโจมตี ความเร็วในการเคลื่อนที่หรือฮีลคนในปาร์ตี้ ฉะนั้นนี่เป็นตัวเลือกซัพพอร์ตที่ดีที่สุด หากใครชอบตัวละครตัวเล็กๆ น่ารักๆ ล่ะก็ผมแนะนำอาชีพนี้เลยMagician อาชีพที่ทำหน้าที่โจมตีใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่องและรุนแรงด้วยพลังเวทมนตร์คล้ายกับ Wizard แต่มีความสามารถในการเคลื่อนที่และโจมตีในระยะกลางที่มากกว่าและสามารถบินหลบการโจมตีได้ เหมาะที่จะเป็น Sub-DPS ของปาร์ตี้ อาชีพนี้ผู้เขียนมองว่าเป็นอาชีพสายใช้พลังเวทย์ที่เก่งที่สุดในเกมเลยแหละ    โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่าถ้าเราพึ่งหัดเล่นเกมแนวนี้ล่ะก็ลองเล่นตามที่เกมแนะนำมาก็ได้ เพราะเราสามารถเปลี่ยนโหมดการเล่นได้ตลอดเวลา แต่ก็รู้สึกว่าการเล่นแบบ Action Mode จะดึงเสน่ห์ของแต่ละอาชีพออกมาได้มากที่สุด ส่วนทางด้านการต่อสู้นั้นจะเป็นระบบ Open World RPG เต็มตัว ทำให้ผู้เล่นสามารถร่วมมือกันเพื่อจัดการกับศัตรูตัวเดียวกันได้ แต่ศัตรูเองก็สามารถเข้ามารุมผู้เล่นได้เช่นกัน ในการต่อสู้แต่ละครั้งจึงจำเป็นต้องดูให้ดีว่าตำแหน่งที่เราอยู่สร้างความได้เปรียบในการต่อสู้มากแค่ไหนระบบการต่อสู้แล้วแต่สไตล์ที่คุณชอบ    เกมเพลย์ของเกมนี้จะเป็น MMORPG แบบคลาสสิกดั้งเดิมที่ผู้เล่นสามารถเก็บเลเวลและลุยดันเจี้ยนเพื่อหาของพร้อมกับเพื่อนๆ ได้ โดยจะมีโหมดเกมเพลย์ให้เลือกอยู่สองแบบคือ Standard Mode ที่เป็นการเล่นเกมแบบ MMORPG ดั้งเดิมโดยจะใช้เมาส์ควบคุมการเดินกับเล็งเป้าหมายเป็นหลัก ส่วนอีกแบบก็คือ Action Mode ที่ทำให้การเล่นเปลี่ยนไปเป็นแนว RPG - Action แทน โดยตัวเกมก็จะแนะนำเราด้วยว่าคลาสไหนเหมาะกับการเล่นแบบไหนเช่น Wizard เหมาะกับการเล่น Standard Mode มากกว่า Action Mode หรือจะเป็น Guardian เหมาะกับการเล่นใน Action Mode มากกว่า ซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกเล่นแบบไหนก็ได้ตามใจชอบ     นอกจากนี้ Riders of Icarus ยังมีระบบต่างๆ มากมายให้ได้เล่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบสัตว์ขี่ที่เป็นจุดเด่นของเกม  ระบบคราฟต์ของที่มอบทางเลือกในการใช้อุปกรณ์ให้กับผู้เล่น ระบบ Raid ที่ผู้เล่นต้องร่วมมือกันเพื่อต่อกรสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ รวมไปถึงระบบ PVP ที่มีให้เล่นได้หลากหลายรูปแบบด้วยตีมันไม่ทันใจยัดสกิลแทนก็แล้วกัน    ในแต่ละอาชีพก็จะมีสกิลให้ใช้ต่างกันโดยจะมีรูปแบบการใช้งานสกิลแบบกดครั้งเดียว กดค้าง และ คอมโบ โดยมีสกิลกดครั้งเดียวที่กดใช้ได้ทันทีที่ครบเงื่อนไข สกิลที่กดค้างแล้วจะมีพลังมากขึ้น ส่วนสกิลคอมโบจะมี 2 ประเภทคือที่สกิลที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ กับสกิลที่บังคับใช้สกิลอื่นก่อนถึงจะใช้งานได้ โดยสกิลจะแตกแขนงไปอีกหลายรูปแบบอีกทีนึงอย่าง สกิลที่เน้นทำดาเมจ สกิลเน้นทำลายจังหวะ สกิลดีบัฟ สกิลเพิ่มสเตตัส เป็นต้นระบบเควสและ Dungeon     ทางด้านของเควสนั้นจะเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่เราต้องเดินไปรับและไปส่งด้วยตัวเองไม่มีระบบอัตโนมัติ โดยจะมีเข็มทิศเล็กๆ คอยบอกตำแหน่งเควสให้กับเราเสมอ ความยากง่ายของการทำเควสจะเปลี่ยนไปตามระดับเลเวลและสายอาชีพ ส่วนระบบดันเจี้ยนของเกมนี้ มีมาเพื่อให้ผู้เล่นได้หาแปลนคราฟต์ของกับอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ แหวน หรือชุดเกราะ ซึ่งดันเจี้ยนจะมีให้เราเลือกเล่นได้ 4 โหมดคือ Story, Elite, Heroic และ Legendary นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเลือกความโหดของมอนเตอร์ได้อีก 5 ระดับด้วย โดยมอนสเตอร์ยิ่งโหดของที่เราได้กลับมาก็จะเยอะ / หายากมากขึ้นเท่านั้น ก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่านะมอนสเตอร์โหดขึ้นแต่ของที่ดรอปมาก็เยอะขึ้น แต่ถ้าลง Dungeon ระดับสูงหน่อย ผู้เขียนขอแนะนำให้เล่นตามตำแหน่งของตัวเองดีๆ นะไม่งั้นเอาตัวไม่รอดแน่ สัตว์ขี่คู่ใจสัตว์เลี้ยงคู่กาย    ถ้าให้ตอบตามตรงตัวผู้เขียนรู้สึกว่าระบบนี้แหละเป็นจุดเด่นของเกมเลย เพราะเราสามารถ Tame สัตว์ต่างๆ มาช่วยในการเดินทางของเราได้ไม่ว่าจะเป็นม้า หมาป่า ยูนิคอร์น หรือแม้แต่มังกรเราก็ยังขี่ได้ ขั้นตอนของการขี่สัตว์ในเกมนี้จะเริ่มจากการใช้สกิล Taming เพื่อไปจับสัตว์มาซะก่อน ถ้าเราทำสำเร็จเราก็สามารถขี่สัตว์พวกนี้หรือไม่ก็ทำให้พวกมันกลายเป็นคู่หูในการต่อสู้ก็ได้ โดยสัตว์ขี่จะมีหลากหลายชนิดให้เราจับ ทั้งสัตว์ขี่ที่มีความสามารถในการต่อสู้เฉพาะตัว สัตว์ขี่ที่เน้นวิ่งบนภาคพื้นดิน หรือสัตว์ขี่ที่พาเราบินไปบนท้องนภานอกจากนี้เรายังสามารถใช้อาวุธตอนขี่สัตว์ได้อีกด้วย ซึ่งอาวุธที่เราสามารถใช้งานได้นั้นจะมีหอกและหน้าไม้ เอาไว้ต่อสู้กับเหล่าศัตรูบนน่านฟ้า ส่วนทางด้านสกิลนั้นเราจะได้รับสกิล 2 ประเภทในการสู้บนหลังสัตว์ขี่นั่นก็คือ สกิลอาวุธกับอีกสกิลที่เป็นสกิลตามสายอาชีพ สกิลอาวุธที่ใช้หอกและหน้าไม้จะได้รับจากเควสผสมกับการเลเวลอัพ ส่วนสกิลสายอาชีพจะได้รับมาจากการที่เราเล่นเป็นอาชีพนั้นๆ โดยจะมีเพียงบางสกิลเท่านั้นที่ใช้บนหลังสัตว์ขี่ได้ จากจุดนี้ผมบอกเลยนะถ้าจะหาสัตว์มาขี่ขอแนะนำเป็นสัตว์จำพวกที่สามารถบินได้ เพราะจะทำให้การผจญภัย หรือออกทำเควสสะดวกมาก ฉะนั้นแล้วหากเราอยากได้สัตว์ตัวไหน ก็เล็งตัวที่สนใจไว้แล้วรอจับกันได้เลยคราฟต์ของสร้างอาชีพระบบคราฟต์ของเกมนี้เองก็คล้ายๆ กับเกม MMORPG เกมอื่นๆ ตรงที่มีความสำคัญและจำเป็นมากในการเสริมความแข็งแกร่งของผู้เล่น โดยที่เกมนี้เราสามารถเป็นสายคราฟต์ได้ 6 สายได้แก่สายคราฟต์อาวุธสายคราฟต์ชุดเกราะสายคราฟต์เครื่องประดับสายคราฟอุปกรณ์สัตว์อสูรสายคราฟต์ยาสายทำอาหาร    การคราฟต์จะใช้สองสิ่งในการทำคือ ของที่เราต้องไปเก็บตามแมพและของที่ซื้อได้จากร้านค้า ยกตัวอย่างเช่น “เราจะทำอาหารเลเวล 1 ฉะนั้นเราก็เลยไปเก็บไอเทมที่ดรอปจากมอนสเตอร์ 2 ชิ้น จากนั้นก็เดินไปซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้าประจำสายทำอาหาร ต่อจากนั้นก็ไปที่โต๊ะคราฟต์สายทำอาหารเพื่อทำอาหารของเรา” หรือ “เรามีแร่ทองแดงอยู่ 5 ก้อนและอยากจะได้โล่อันใหม่ เราก็เลยไปหลอมให้เป็นแท่งทองแดง 5 ก้อน จากนั้นก็ไปซื้อน้ำหล่อเย็นเพื่อที่จะได้ตีโล่ขึ้นมาบนโต๊ะสายคราฟต์อาวุธ ”เป็นต้น ที่สำคัญก็คือเราสามารถเป็นสายคราฟต์ไหนก็ได้ไม่จำกัดอาชีพ ฉะนั้นถ้าเราชอบทำอาวุธก็ไปเป็นสายคราฟต์อาวุธซะ หากเราเห็นว่าทำยากับอาหารจะทำให้เราเก่งขึ้นก็ไปเล่นสายคราฟต์ยาและทำอาหารก็ได้ เป็นระบบเปิดกว้างที่มอบอิสระให้กับผู้เล่นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนตัวผมชอบการทำอาหารมากก็เลยเน้นไปทำอาหารซะส่วนใหญ่Guild, PVP and Raid Boss ศูนย์รวมความสนุก    ระบบ 3 อย่างนี้เป็นระบบสำคัญของเกมแนว MMORPG เลยก็ว่าได้ โดยในเกมนี้ผู้เล่นจะสามารถ PVP กันได้เหมือนเกมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสู้กันซึ่งๆ หน้าหรือ ขี่สัตว์มาสู้กันก็ยังทำได้ ส่วนระบบ Guild นั้นจะช่วยยกระดับการต่อสู้ให้มากขึ้นไปอีก อย่างเกมนี้ยังมี PVP กันระหว่าง Guild แต่ระบบนี้จะใช้ชื่อว่า Alliance War ที่จะทำให้ผู้เล่นของ 2 กิลด์ต้องสู้กันเพื่อแย่งกันเอาเอฟเฟคบัฟในเกมที่จะทำให้เกมเล่นได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้เล่นที่ไม่ได้สร้างกิลด์ขึ้นมาเองก็สามารถขอเข้ากิลด์คนอื่นได้ โดยที่การจะเข้ากิลด์นั้นสามารถทำได้โดยการเชิญเข้ากลุ่มเท่านั้นไม่สามารถขอเข้าเองได้ จึงจำเป็นที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะทำความรู้จักกันให้ดีก่อนที่จะร่วมมือกัน นอกจากนี้เรายังสามารถรวบรวมหลายๆ กิลด์มาเพื่อลุย Raid Boss ด้วยกันได้ การร่วมมือกับหลายๆ กิลด์นั้นจะต้องใช้ทุกอย่างที่มีเข้าต่อกรกับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์เหล่านี้ หลังจบการต่อสู้ของรางวัลก็จะมอบให้ตามผลงานที่ผู้เล่นแต่ละคนได้ทำไว้ จังหวะนี้ใครดีใครได้สรุป     จากที่ผู้เขียนได้ไปลองเล่นมา รู้สึกว่า Riders of Icarus เป็นเกมแนว MMORPG ที่น่าสนใจตรงระบบสัตว์ขี่ เราสามารถเลือกขี่สัตว์ได้มากมาย เราชอบสัตว์ตัวไหนก็ Tame แล้วมาขี่เล่นได้เลย นอกจากนี้ยังเอามาทำเป็นเพื่อนข้างกายระหว่างผจญภัยได้ด้วย ก็เลยมองว่าระบบนี้มันน่ารักดี ส่วนด้านเกมเพลย์อื่นๆ คิดว่ามันก็คล้ายๆ เกม MMORPG เกมอื่นๆ ทั่วไปแต่ในเกมนี้ถ้าเพื่อนๆ อยากเลเวลอัพเร็วๆ เพื่อนๆ ต้องเน้นการทำเควสเป็นหลัก เพราะจะให้ EXP ที่คุ้มค่ากับเวลา และเลเวลจะขึ้นเร็วกว่าเราโจมตีมอนสเตอร์ตามแมพ ในด้านของ Dungeon ผู้เขียนมองว่าใน Dungeon ระดับสูงเราควรรู้หน้าที่ของอาชีพเราเองเป็นอย่างดี เพราะใน Dungeon ระดับสูงเลือดกับพลังโจมตีของมอนสเตอร์จะเยอะกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก ถ้าเราเดินสุ่มๆ ตีมอนสเตอร์มั่วๆ จะมีโอกาสตายสูงมาก     ในภาพรวมแล้ว Riders of Icarus ก็เป็นเกมดีอีกหนึ่งเกมที่ตอบโจทย์คนชอบเล่นเกมแนว Full 3D MMORPG เกมนี้มีกราฟิกที่ดูทันสมัย ออกแบบสภาพแวดล้อมได้ดีใช้ได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของตัวละครมันแข็งไปหน่อย ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แถมยังมีระบบ Motion Blur ตอนเราเคลื่อนไหวเร็วๆ ด้วยทำให้หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบระบบนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่เกมนี้เป็นเกมฟรี เพราะฉะนั้นแล้วมันต้องมีพวกบ้าเติมแล้วมีของดีๆ ใช้ก่อนเรากันบ้างแหละ แต่ถ้าเราขยันก็สามารถหาของที่ซื้อได้ฟรีๆ นะ เพราะงั้นผู้เขียนก็บอกได้ไม่ชัดเจนว่าเกมนี้เป็นเกม Pay To Win จริงไหม ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของเพื่อนๆ แล้วแหละ  สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจเล่น Riders of Icarus สามารถสร้างตัวละครรอเซิร์ฟเวอร์ไทยเปิดบริการในวันที่ 4 สิงหาคม ได้เลย แล้วตอนนี้ก็มีกิจกรรมอยู่ด้วย สำหรับคนที่สร้างตัวละครล่วงหน้าเอาไว้จะได้รับชุด Light Set ประจำอาชีพ และชุดเครื่องประดับอันศักดิ์สิทธิ์ของเอโลราฟรีด้วย โดยกิจกรรมนี้หมดเขตวันที่ 3 สิงหาคมนี้นะ สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊คหลักของไทย https://www.facebook.com/IcarusVFUNTH/
28 Jul 2021
รีวิว Watch Dogs: Legion - Bloodline ก็ในเมื่อเราคือครอบครัวเดียวกัน
วางจำหน่ายให้เล่นมาสักพักแล้วสำหรับ DLC : Bloodline ของเกม Watch Dogs: Legion ที่นำตัวละครดังจากสองภาคแรกอย่าง Aiden Pearce กับ Wrench กลับมาให้เราได้เล่นกันอีกครั้ง โดยใช้เซ็ตติ้งเดิมเป็นเมือง London เรื่องราวของทั้งสองจะแยกออกจากเนื้อเรื่องหลักของเกม แต่ก็ยังคงความน่าสนใจ และดราม่าตามแบบฉบับลายเซ็นของ Ubisoft ไว้เป็นอย่างดีBloodline จะเป็น DLC แยกจากเกมหลักในด้านเนื้อเรื่อง โดยมีหน้าเมนู New Game, Continue เป็นของตัวเองแยกจากเนื้อเรื่องหลักของภาค โดยมีเนื้อเรื่องหลัก 10 ภารกิจ, 14 ภารกิจ Resistance เสริม และ 5 ภารกิจ Fixture ใช้เวลาเล่นรวมๆ ประมาณ 10 - 15 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความเร็วในการแก้ปริศนาในภารกิจต่างๆ ของผู้เล่นเอง ถ้าหากเพื่อนๆ พร้อมแล้ว เรามาเริ่มดูรายละเอียดของ DLC ตัวนี้กันเลยเนื้อเรื่อง'ยังไงสุดท้ายก็เป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ?'เรื่องราวใน DLC จะเริ่มขึ้นในคืนหนึ่งที่ Jordi Chin ติดต่อมาหา Aiden Pearce เพื่อขอให้เขาไปทำงานหนึ่งอย่างให้ที่ London ซึ่งในตอนนี้เป็นเมืองที่เข้าไปได้ยากมากๆ (ดังนั้นเข้าใจว่าเหตุการณ์ของ Bloodline น่าจะเกิดขึ้นหลังจาก Zero Day ในเนื้อเรื่องหลักแล้ว) ซึ่งใน Aiden ก็รับงานนี้ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้พบหน้ากับหลายชาย Jackson ซึ่งย้ายไปอยู่ London อีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอกันมานานแล้ว อย่างไรก็ตามในเช้าของวันที่เขากำลังลักลอบเข้าเมือง London ผ่านทางเรือ Aiden เป็นกังวลมากว่าเขาควรจะไปเจอหน้าครอบครัวดีหรือไม่ ซึ่งกัปตันที่เป็นเจ้าของเรือก็พูดเตือนสติเขาสั้นๆ ว่า 'มันไม่ใช่เรื่องที่เธอควรกังวลเลย เพราะยังไงสุดท้ายพวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกันกับเธอไม่ใช่หรือ?'ภาพจะตัดมาอีกครั้งให้เราควบคุมเป็น Aiden ได้ และตึกเป้าหมายที่ต้องเข้าไปสืบข้อมูลก็อยู่ตรงหน้าเราแล้ว งานของ Aiden ในครั้งนี้คือการสืบว่า Thomas Rampart กำลังพยายามทำอะไรอยู่ใน London ซึ่งเป้าหมายของเขาในครั้งนี้ไม่ใช่ตึกของ Thomas เอง แต่เป็น Labs ชั้นลึกสุดของ Broker Tech ที่ Thomas บุกเข้าไปเพื่อจะขโมยบางอย่าง งานจริงๆ ของ Aiden คือการถ่ายรูปสิ่งที่เกิดขึ้น ข้างในพร้อมกับหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของ Thomas ซึ่งก็พบว่าเขาพยายามจะเข้ามาขโมยสิ่งที่ชื่อว่า Broker Bridge แต่ในวินาทีที่เขากำลังเก็บเจ้า Broker Bridge มาด้วย เพื่อป้องกันให้มันไม่ไปถึงมือ Thomas อยู่ดีๆ ก็มีคนใส่ชุดลองห่น ย่องเข้ามาขโมยมันไปต่อหน้าต่อตาเขาเลย ซึ่งชายคนนั้นก็คือ Wrench นั้นเองAiden วิ่งตาม Wrench ไปเพื่อที่จะแย่ง Broker Bridge มา เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำงานให้กับใคร Wrench พยายามจะใช้โดรนขนาดใหญ่ของเขาในการบินหนี แต่ Aiden ก็สามารถปีนขึ้นไปบนโดรนดังกล่าวได้สำเร็จ ก่อนที่มันจะบินขึ้นไปสูงๆ ทั้งสองต่อสู้แย่งชิง Broker Bridge กันอยู่นาน ก่อนที่ Aiden จะเป็นฝ่ายพลาดท่า และตกลงมาจากโดรนบนดาดฟ้าแห่งหนึ่งแล้วสลบไปพระเอกของเราตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วพบว่าตัวเองกำลังโดนพัฒนาการ โดยมี Thomas และหุ่นยนต์ของเขาสองตัวอยู่ตรงหน้า ซึ่งเขาจะพยายามถามหาที่อยู่ของ Wrench และ Broker Bridge เนื่องจากคิดว่าทั้งสองร่วมมือกันเพื่อขโมยมันออกมา แน่นอนว่า Aiden ไม่รู้ที่อยู่ของ Wrench แต่บอกว่าเขาสามารถตามหาที่อยู่ของอีกฝ่ายได้ Thomas ขู่ว่าเขาจะจับ Jackson เป็นตัวประกัน เพื่อที่ Aiden จะได้ไม่หักหลังเขา ซึ่งแน่นอนว่า Aiden ไม่ยอมเรื่องราวคร่าวๆ ในช่วงแรกของ DLC ก็จะเป็นประมาณนี้ โดยเพื่อตามหาตัว Wrench ผู้เล่นจะได้ออกเดินทางไปทั่ว London เพื่อตามหาจากเบาะแสที่มี พร้อมทั้งได้ดูเรื่องราวความรักภายในครอบครัวของบ้าน Pearce ไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าโดยรวมแล้วเนื้อเรื่องจะไม่ได้ยาวอะไรมากมายนัก แต่ก็ได้ทำให้เราได้กลับมานั่งคิดถึงความรักที่คนในครอบครัวเดียวกันควรมีให้กัน รวมถึงคุณธรรมพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรจะมี นับได้ว่าเป็น 10 ชั่วโมงที่สนุกมากเกมเพลย์"ได้เวลาแฮ็กทุกอย่างที่ขวางหน้า!"เบื้องต้นรูปแบบการเล่นของ Bloodline ไม่ได้แตกต่างจากเกมหลักเท่าไหร่นัก Aiden และ Wrench จะมีความสามารถแตกต่างกัน และจะปลดล็อกอาวุธ หรือความสามารถในการแฮ็กได้จากการทำเควสรองกลุ่ม Resistance แต่ในเนื้อเรื่องของ Bloodline จะไม่สามารถเพิ่มตัวละคร หรือชักชวนคนมาเข้าทีมเพิ่มเหมือนในโหมดหลักได้ หรือก็คือจนจบเนื้อเรื่องของ Bloodline ผู้เล่นจะสามารถเล่นได้แค่ Aiden และ Wrench เท่านั้นทีนี้มาพูดถึงความสามารถของทั้งสองตัวละครกัน ทางฝั่ง Aiden จะมาพร้อมกับอุปกรณ์ Gadget ที่สามารถแฮ็กทุกอย่างในรัศมีรอบๆ ตัวพร้อมๆ กันได้ชื่อว่า System Crash ซึ่งหากใช้กลางเมือง รถยนต์ทั้งหมดจะวิ่งไปในทิศทางที่ควบคุมไม่ได้ โดรนทั้งหมดจะหยุดทำงาน อาวุธปืน กับอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดจะโดนรบกวน เรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่ใช้เพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือจะใช้ในการต่อสู้ก็สามารถทำได้ นับว่าเป็นความสามารถที่เก่งมากๆต่อมาคือสกิลที่ชื่อว่า Gunslinger สกิลนี้จะทำให้ Aiden ได้รับโบนัสดาเมจจากปืนหากสามารถกด Reload ได้ตรงจังหวะ ซึ่งนอกจากจะช่วยทำดาเมจเสริมได้แรงมากๆ แล้ว มันยังช่วยทำให้การ Reload กระสุนปืนเร็วมากขึ้นเป็นอย่างมากด้วย และสกิลสุดท้ายมีชื่อว่า Focus โดยสกิลนี้จะทำให้ภาพรอบตัวของเราช้าลง เมื่อทำการเล็งปืนหลังจากทำการ Takedown ศัตรู ช่วยให้สามารถยิ่งศัตรูตัวต่อไปได้เร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่เก่งมากๆ ตัวหนึ่งทางด้านของ Wrench จะมาพร้อมกับอาวุธประชิดเป็นค้อนสายฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้เขาเป็นตัวละครที่โจมตีระยะประชิดได้แรงมาก แถมยังมีความสามารถเอาค้อนทุบไปที่พื้นอย่างรุนแรงสร้างคลื่นกระแทกสายฟ้าไปโดยรอบ สามารถใช้งานได้ผลดีกับหุ่นยนต์ รวมถึงศัตรูที่มีเกราะหนัก ถ้าหากว่าใครเป็นสายชอบต่อสู้ระยะประชิดบอกเลยว่าต้องถูกใจ Wrench อย่างแน่นอนWrench ยังมาพร้อมกับความสามารถอีก 2 อย่างคือ Ninja Balls อุปกรณ์ Gadget ขนาดเล็กทรงกรม ที่สามารถขว้างออกไประเบิดทำความเสียหายพร้อม Stun และ Slow ศัตรูได้ กับ Summon Sergei ที่ทำให้เขาสามารถเรียกใช้งานโดรนขนาดใหญ่ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ช่วยเพิ่มตัวเลือกในการลักลอบเข้าไปยังพื้นที่สีแดงผ่านทางหลังคา หรืออากาศได้ พร้อมทั้งยังใช้เป็นยานพาหนะในการหลบหนีได้เป็นอย่างดีหลังจากเล่นเนื้อเรื่อง Bloodline จนจบแล้ว เพื่อนจะสามารถสลับไปมาระหว่าง 2 ตัวละครเพื่อสำรวจ London ต่อได้ รวมถึงยังสามารถเอาทั้งสองเข้าทีมได้ภายในตัวเกมหลัก ผ่านการทำภารกิจ Recruit ทั้งสองเข้าทีม โดยเริ่มเควสได้ทีหน้าร้าน The Earl's Fortune เมื่อไปถึงจะได้พบกับทั้ง Aiden และ Wrench ยืนอยู่หน้าร้านเลย สามารถเข้าไปคุยกับทั้งสองเพื่อเริ่มเควสได้ตลอดเวลาสรุปแม้ว่า Bloodline จะเป็น DLC ราคา 400 บาทที่ไม่ได้เพิ่มรูปแบบการเล่นใหม่ หรือระบบใหม่ๆ สุดน่าสนใจเข้ามาให้เราได้สัมผัส แต่การนำตัวละครที่เรารักจากเกมสองภาคแรก มาใส่ไว้ในเกมนี้พร้อมกับ แต่งเนื้อเรื่องสุดน่าสนใจ เล่าให้เราได้เห็นความหลัง รวมถึงเรื่องราวหลังจากนั้นของพวกเขา (แอบบอกใบ้เล็กน้อยว่าเราจะได้เห็นอดีตที่ Aiden พระเอกของเราเก็บซ้อนเอาไว้ในใจภายใน DLC ตัวนี้ด้วย!) เชื่อว่าจะต้องถูกใจแฟนๆ Watch Dogs ที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกอย่างมากแน่นอน ขอยืนยันเลยว่าคุณจะสนุกไปกับเรื่องราวของ DLC กว่า 10 - 15 ชั่วโมงเต็มชนิดที่ลืมเวลากันไปเลยทีเดียว แถมยังเอาตัวละครทั้งสองไปป่วนเมื่อง London ต่อได้อีกด้วย เมื่อพิจารณาจากความสนุกที่ได้จาก DLC Bloodline แล้ว คิดว่าควรให้คะแนนอยู่ที่ 7 เต็ม 10 สำหรับแฟน Watch Dogs นี้คือ DLC ที่คุณไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด และสำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนแล้ว นี้ก็ยังเป็น DLC ตัวหนึ่งที่มาพร้อมกับเนื้อเรื่องดีๆ และขอคิดมากมายให้ได้เรียนรู้ มันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหากจะยอมจ่ายเงินอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้เล่นส่วนเสริมนี้ครับ
21 Jul 2021
[Review] รีวิวเกม Monster Hunter Stories 2 "มอนฮันวัยใส รูปแบบใหม่ของเกมล่าแย้ที่คุ้นเคย"
แม้จะเป็นแฟรนไชส์เกมที่นิยมไปทั่วโลกมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการมาถึงของเกม Monster Hunter: World แต่สำหรับเกมเมอร์หลายๆ คนนั้น คำกล่าวขานถึงความ “โหดหิน” ของเกมเพลย์ของซีรีส์ Monster Hunter ก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางกั้น ทำให้รู้สึกว่าการก้าวเข้าสู่บทบาทของนักล่าแย้เพื่อเผชิญหน้ากับเหล่าปีศาจยักษ์ใหญ่มากมายในเกมก็ยังเป็นสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขาเพราะ “เล่นไม่เก่ง” หรืออาจจะ “ไม่ชอบ” เกมเพลย์การต่อสู้อันมีเอกลักษณ์ของซีรีส์ คล้ายกับคนที่ไม่กล้าลองเล่นเกมซีรีส์ SoulsBorne ที่อาจจะไม่อยากต่อกรกับความยากแสนสาหัสของเกม หรือไม่ชอบเกมเพลย์ในหลายๆ แง่เกม Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin เปรียบเสมือนกับเกมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่มีความสนใจจะสัมผัสกับประสบการณ์การล่าแย้อันน่าหลงไหลของซีรีส์ Monster Hunter ในรูปแบบที่อาจจะ “เป็นมิตร” กับคนที่ไม่ถนัดเกมเพลย์แนวแอคชั่น ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เกมเพลย์แนวเทิร์นเบสแบบ JRPG ทั่วไปแทน ซึ่งทำให้ไม่ต้องพึ่งพาฝีมือการหลบหลีกหรือกดคอมโบ แต่ก็ยังคงบังคับให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเรียนรู้อุปนิสัยหรือรูปแบบการโจมตีของมอนส์เตอร์แต่ละตัวเพื่อความได้เปรียบในการต่อสู้ ซึ่งก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันของเกม Monster Hunter ซีรีส์หลักแม้ว่าเกมอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และยังมีจุดที่น่าจะยังปรับปรุงได้อีกมากในฐานะเกม RPG แต่ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ก็ยังถือเป็นเกมที่ควรค่าแก่การเล่นมากๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่สนใจแฟรนไชส์ Monster Hunter มาตลอดแต่ไม่ชอบเกมเพลย์ หรือเป็นคอ JRPG ตัวยง หรือกระทั่งคนที่ชื่นชอบเกมเพลย์แนวสะสมมอนส์เตอร์เหมือน Pokemon บอกเลยว่าเกมนี้มีให้คุณเต็มๆ แน่นอนเรื่องราวของเกม Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin จะให้ผู้เล่นได้รับบทเป็น ‘Rider’ หรือนักขี่แย้มือใหม่แห่งหมู่บ้าน Mahana Village ที่ผู้เล่นสามารถสร้างขึ้นเองได้ โดยตัวเอกจะมีมอนส์เตอร์คู่ใจเป็นเจ้ามังกร Rathalos ในตำนาน ที่ว่ากันว่าอาจจะนำมาซึ่งหายนะ แถมเจ้า Rathalos คู่ใจของเรายังดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ ‘Rage Ray’ ที่ทำให้มอนส์เตอร์จากทั่วโลกบ้าคลั่งและโจมตีมนุษย์อีกต่างหาก เราจึงต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ รวมไปถึงที่มาของพลังปริศนาในตัว Rathalos ของเรานั่นเองแม้จะฟังดูยิ่งใหญ่เป็นเรื่องเป็นราว แต่กลับน่าเสียดายที่เนื้อเรื่องของเกม Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin (ต่อไปขอย่อเหลือ MHS2) ก็ยังประสบปัญหาไม่ต่างจากเนื้อเรื่องในเกม Monster Hunter ทั่วไป หรือก็คือมันค่อนข้างเบาบางมากๆ ราวกับว่าผู้พัฒนาใส่เนื้อเรื่องเข้ามาเพื่อขับเคลื่อนตัวละครและผู้เล่นไปข้างหน้าเท่านั้น โดยแม้ว่าในเกม Monster Hunter สายหลักอาจจะไม่ได้เป็นปัญหานัก แต่ในเกม RPG อย่าง MHS2 เนื้อเรื่องเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อประสบการณ์โดยรวมมากกว่าหลายเท่า และยิ่งเกมมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้เล่นวัยเด็กๆ มากกว่าด้วย ทำให้เนื้อเรื่องของเกมยิ่งรู้สึกมักง่ายหรือเดาทางออกยิ่งขึ้นไปอีกทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะบอกว่าเนื้อเรื่องของเกมมัน “ห่วย” ไปซะทีเดียว แต่เช่นเดียวกับการดูรายการโทรทัศน์ที่สร้างมาสำหรับเด็ก บางครั้งก็รู้สึกว่ารูปแบบการเล่าเรื่องหรือเหตุผลเบื้องหลังการกระทำต่างๆ ค่อนข้างขาดน้ำหนักไป แถมจังหวะการเล่าเรื่องยังมีความคล้ายกันจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่งด้วย ซึ่งทำให้ทุกอย่างรู้สึกราบเรียบ ไม่มีจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ให้ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่ตลอดระยะเวลากว่า 40-50 ชั่วโมงที่ใช้ในการเล่นเนื้อเรื่องงจนจบแต่เช่นเดียวกับเกม Monster Hunter กระแสหลัก สิ่งที่กอบกู้เกม MHS2 เอาไว้ได้ก็คือเกมเพลย์ JRPG ของเกมนั่นเอง! โดยในขั้นพื้นฐานนั้น การต่อสู้ในเกมจะตั้งอยู่บนแนวคิด “เป่ายิ้งฉุบ” ด้วยการมีชนิดของการโจมตีสามแบบ Power, Speed, Tech ที่แพ้ชนะกันเองเหมือนค้อน กรรไกร กระดาษนั่นเอง โดยมอนส์เตอร์ทุกตัวในเกม ทั้งที่เป็นของผู้เล่นและมอนส์เตอร์ป่าทั่วไป จะมีชนิดการโจมตีที่ถนัดของตัวเอง เช่นเจ้า Rathalos คู่หูของเราจะเป็นสาย Power ในขณะที่มอนส์เตอร์ยอดนิยมอย่าง Nargacuga จะเป็นสาย Speed เป็นต้น แถมมอนส์เตอร์บางตัวยังสามารถเปลี่ยนชนิดการโจมตีของตัวเองได้อีก (เช่น Rathalos เมื่อบินอยู่จะกลายเป็นสาย Speed) ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเรียนรู้รูปแบบการโจมตีของมอนส์เตอร์แต่ละตัวเช่นเดียวกับในเกมมอนฮันทั่วไปเมื่อเลือกชนิดการโจมตีที่เอาชนะการโจมตีของมอนส์เตอร์ได้ ผู้เล่นจะสามารถลดความเสียหายที่ได้รับพร้อมกับเพิ่มความเสียหายที่ศัตรูได้รับไปพร้อมกัน และถ้าเลือกชนิดการโจมตีตรงกับคู่หูมอนส์เตอร์ของเราก็จะสามารถใช้ท่าคู่ Double Attack เพื่อยกเลิกการโจมตีของศัตรูไปได้เลย โดยการเอาชนะศัตรูในการเลือกชนิดโจมตีจะเพิ่มเกจ Kinship Meter ของเราที่สามารถใช้สั่งการมอนส์เตอร์คู่หู หรือจะเก็บไว้จนเต็มเพื่อปล่อยไม้ตายประจำตัวของมอนส์เตอร์นั้นๆ ก็ยังได้ แน่นอนว่าระบบการต่อสู้ยังมีเบื้องลึกอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบอาวุธของตัวละครผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนไปมา 3 ชนิดด้วยกันเพื่อทำลายจุดอ่อนส่วนต่างๆ ของมอนส์เตอร์ (เช่นหาง เขี้ยว หรือขา เป็นต้น) เพื่อเก็บชิ้นส่วนมาใช้ในการสร้างอาวุธและชุดเกราะให้กับตัวละครเพื่อให้ได้รับสกิลติดตัวต่างๆ หรือระบบการแพ้-ชนะธาตุในเกม พูดง่ายๆ ว่าแม้ภายนอกจะดูเหมือนเกมที่ออกแบบมาให้เด็กๆ เล่นกัน แต่ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าเกมนี้มีระบบที่ลึกซึ้งให้ผู้เล่นได้ศึกษามากมายหากต้องการจะเข้าถึงเนื้อหายากๆ หรือระบบ PvP ในเกมนอกเหนือจากการต่อสู้ อีกองค์ประกอบสำคัญของ MHS2 ย่อมหนีไม่พ้นการเสาะหามอนส์เตอร์คู่หูชนิดต่างๆ มาร่วมทีมนั่นเอง ในระหว่างเดินทางไปในโลกของเกมผู้เล่นจะได้พบกับรังแย้หรือ ‘Den’ ของมอนส์เตอร์ที่ผู้เล่นสามารถเข้าไปเก็บไข่ออกมาฟักและเลี้ยงได้ โดยไข่ที่พบในรังทั่วไปมักจะสุ่มมอนส์เตอร์ในพื้นที่มาให้ แต่ผู้เล่นสามารถเลือกหารังของมอนส์เตอร์ที่เราต้องการโดยเฉพาะได้ด้วยการทำให้มันหนีไปหลังเอาชนะมันในการต่อสู้ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ไอเทม Paint Ball ก่อนที่จะฆ่ามัน หรือด้วยการทำตามเงื่อนไขเฉพาะตัวของมอนส์เตอร์ (เช่นเอาชนะด้วยการโจมตีธาตุไฟ เป็นต้น) ก็จะทำให้เราสามารถพบกับรังที่รับประกันว่าเป็นไข่ของมอนส์เตอร์ตัวนั้นๆ ได้ความลึกซึ้งของระบบนี้จะเข้ามาเมื่อเราพูดถึงระบบยีนส์ (Genes) ของมอนส์เตอร์ ที่เปรียบเสมือนสกิลที่พวกมันมีติดตัวมาแต่กำเนิดนั่นเอง โดยผู้เล่นจะสามารถมอบยีนส์จากมอนส์เตอร์ตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่งได้อย่างอิสระด้วยระบบ Right of Channeling ทำให้สามารถมอบท่าโจมตีหรือความสามารถพิเศษติดตัวให้กับมอนส์เตอร์ที่เราชอบได้อย่างอิสระ หากอยากได้เจ้าจ๋อ Rajang ที่มุดดินได้เหมือน Diablos ก็แค่ย้ายยีนส์มุดดินจาก Diablos มาใส่ และเมื่อเรียงยีนส์สีหรือชนิดเดียวกันได้ครบ 3 ช่องจะทำให้ได้รับโบนัส Bingo Bonus ที่เพิ่มพลังโจมตีเข้าไปอีก การวางแผนและจัดเรียงยีนส์ของแย้ตัวรักให้มันกลายเป็นมอนส์เตอร์สุดเทพจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มอบความเพลิดเพลินให้ผู้เล่นได้ยาวๆ อีกเช่นกัน คล้ายกับการหาโปเกม่อนที่มีนิสัยหรือสกิลติดตัวที่ต้องการ แต่สามารถควบคุมได้เองมากกว่าสำหรับเกมเพลย์ทั้งสอบรูปแบบที่กล่าวถึงไป อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสองขาหลักของเกม MHS2 เลยก็ว่าได้ ซึ่งความน่าสนใจคือทั้งสองระบบนี้ล้วนนำเสนอ “ตัวตน” ของ Monster Hunter ออกมาในรูปแบบที่ต่างกัน เช่นการจดจำและศึกษาพฤติกรรมของมอนส์เตอร์ การล่าแย้เพื่อหาชิ้นส่วนมาสร้างของ หรือการหาไข่แย้ที่มีสกิลที่ต้องการสำหรับคู่หูตัวโปรดของเรา (ซึ่งก็คล้ายๆ กับการฟาร์มชิ้นส่วนมอน์เตอร์นั่นแหละ) ผลลัพธ์คือ MHS2 ยังคงสามารถมอบ “แก่น” ของประสบการณ์ Monster Hunter ให้กับคนเล่นได้อย่างถึงพริกถึงขิง แม้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ตามทีในส่วนของกราฟิกนั้น ยอมรับว่ากราฟิกแนวการ์ตูนของเกมอาจจะเป็นรสนิยมของผู้เล่นแต่ละคน แต่สำหรับผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบความสีสันสดใสของโลกในเกมนี้มากๆ รวมไปถึงโมเดลและอนิเมชั่นของเหล่ามอนส์เตอร์ที่ยังรักษาเอกลักษณ์ของแต่ละตัวเอาไว้ได้ในรูปแบบที่น่ารักน่าชังไปหมด เหมาะกับการเล่นอบบพกพาบนเครื่อง Nintendo Switch มากๆ แต่ก็อาจจะยังมีปัญหาเรื่องฉากที่ใช้ซ้ำกันบ่อยๆ โดยเฉพาะฉากรังมอนส์เตอร์หรือดันเจี้ยนหลายแห่งที่มีรูปลักษณ์คล้ายกันหมดนอกจากนี้ เกมใน Nintendo Switch ยังมีเฟรมตกอยู่บ้างในหลายๆ ฉาก แม้จะไม่ได้หนักหนานัก แต่ถ้าใครมีปัญหากับการเห็นเฟรมตกแบบปุบปับ (เช่นเห็นแล้วเวียนหัวหรือเมา) อาจจะพิจารณาไปเล่นบน PC แทน เพราะแม้คุณภาพกราฟิกจะต่างกันไม่มากนัก (เนื่องจากเกมเป็น Port จาก Switch ไป) แต่เรื่องเฟรมเรตนิ่งกว่าใน Switch มาก แถมยังไม่กินสเป๊กเครื่องเลยด้วยกล่าวโดยสรุป หากคุณเป็นแฟนของซีรีส์ Monster Hunter อยู่แล้ว และอยากสัมผัสประสบการณ์ Monster Hunter แบบใหม่ หรือคุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกม Monster Hunter มาตลอดแต่ไม่กล้าลองเพราะกลัวไปไม่รอด Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีให้คุณได้ก้าวขาเข้าสู่โลกอันกว้างใหญ่ของเหล่าแย้ในรูปแบบที่เป็นมิตรมากกว่า และเช่นเดียวกับเกม Monster Hunter กระแสหลัก เมื่อคุณหยิบมันขึ้นมาแล้วคุณจะวางมันไม่ลงเลยทีเดียว 
19 Jul 2021
[ Review ] Scarlet Nexus 'เกมแอคชั่นรสเก่า พร้อมน้ำจิ้มสไตล์อนิเมะอันจัดจ้าน'
ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นที่ออกแบบมาได้อย่างสนุกเร้าใจ รวมไปถึงเนื้อเรื่องและการนำเสนอสไตล์อนิเมะแบบสุดทางอันเป็นของถนัดของผู้พัฒนา Bandai Namco ด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะใหม่ล่าสุดอย่าง Scarlet Nexus เป็นเกมที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบเกมเกมเพลย์การต่อสู้อันรวดเร็วในสไตล์เดียวกับ Devil May Cry และ Bayonetta หรือคนที่ชื่นชอบการนำเสนอและเนื้อเรื่องแบบอนิเมะจ๋าๆ อย่างในเกมตระกูล Tales เป็นต้นแต่ในขณะเดียวกัน Scarlet Nexus ก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับเกมจากผู้พัฒนาฝั่งญี่ปุ่นหลายๆ เกมตรงที่องค์ประกอบสำคัญหลายส่วนให้ความรู้สึก "เก่า" อย่างชัดเจน เช่นในการออกแบบแผนที่ การออกแบบอนิเมชั่นตัวละคร หรือกระทั่งฉากสนทนาระหว่างตัวละคร ล้วนให้ความรู้สึกราวกับเป็นเกมจากสมัย 5 ปีที่แล้วตลอดเวลา ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อส่วนที่สำคัญที่สุดของเกมอย่างเกมเพลย์การต่อสู้นัก แต่ก็ทำให้เกมในภาพรวมรู้สึกจำกัดมากกว่าที่ควรจะเป็นในยุคคอนโซลใหม่นี้เนื้อเรื่องของเกม Scarlet Nexus จะตั้งอยู่ในอนาคตหลายพันปี หลังจากที่โลกโดนรุกรานโดยสิ่งมีชีวิตปริศนาที่ถูกเรียกว่า "Others" โดยเหล่าปีศาจพวกนี้มีความทนทานอย่างน่าประหลาดต่ออาวุธปกติของมนุษย์อย่างปืนและระเบิด ทำให้มนุษย์ต้องพึ่งพากลุ่มทหารพิเศษที่ชื่อว่า 'OSF' ซึ่งมีความสามารถพลังจิตชนิดต่างๆ ในการกำจัดเหล่า Others และปกป้องอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดเกมจะให้ผู้เล่นเลือกติดตามตัวละครได้สองตัวคือ Yuito Sumeragi และ Kasane Randall โดยทั้งสองจะเริ่มต้นเกมในฐานะทหารฝึกหัดน้องใหม่ของกลุ่ม OSF และจะมีเนื้อเรื่องของตัวเองที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันอีกด้วย หมายความว่าผู้เล่นจะต้องเล่นเนื้อเรื่องของทั้ง Yuito และ Kasane เพื่อที่จะเข้าใจเหตุการณ์เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดในเนื้อเรื่อง ซึ่งการเล่นเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบหนึ่งครั้งจะใช้เวลาราวๆ 20-25 ชั่วโมง (ผู้เขียนใช้เวลาไปราวๆ 40 ชั่วโมงเพื่อจบเนื้อเรื่องของทั้งสองตัวละคร โดยมีการข้ามฉากบางฉากที่ซ้ำกันในแต่ละเส้นเรื่อง)ในระดับหนึ่ง แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ได้ใหม่ แถมยังแอบซ้ำกับเนื้อเรื่องของเกมผู้พัฒนาเดียวกันอย่าง God Eater ค่อนข้างตรงๆ ตัวเลย (เปลี่ยนจาก Others เป็น Aragami และทหาร OSF เป็นหน่วย God Eater) แต่ก็ต้องชมว่าเนื้อเรื่องของ Scarlet Nexus เขียนออกมาได้ดีกว่าที่คาดหวังเอาไว้พอสมควร แม้ในช่วงแรกๆ จะดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องของเกมจะคาดเดาได้ง่าย แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่นการเพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการเมืองหรือการเหยียดชนชั้นเข้ามา มีการหักมุมครั้งแล้วครั้งเล่าที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งหากจะมีข้อเสียก็คงเป็นการที่เนื้อเรื่องถูกหารออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องครั้งแรกรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือข้ามบทหรือดูซีรีส์ข้ามตอนไปเหมือนกัน โดยต้องเล่นเนื้อเรื่องของอีกตัวละครให้ถึงจุดเดียวกันกว่าจะเข้าใจทุกอย่างได้เต็มที่จริงๆ ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นก็อาจจะใช้เวลานานมาก ผู้เล่นหลายคนอาจจะหมดความอดทนหรือเบื่อไปซะก่อนได้ง่ายๆในส่วนของงานภาพ กราฟิกแนวอนิเมะของเกมก็ทำออกมาได้ในระดับที่ค่อนข้างดี และเป็นการพัฒนาขึ้นจากเกมก่อนหน้าของ Bandai Namco อย่าง Code Vein อย่างชัดเจน แถมการออกแบบชุดของตัวละครที่ผสมผสานเสื้อเกราะญี่ปุ่นโบราณของนินจาและซามูไร เข้ากับความไฮเทคในแบบ cyberpunk ก็ค่อนข้างน่าสนใจ แต่ในส่วนของอนิเมชั่นการเคลื่อนไหว หรือการออกแบบโลกของเกมที่เหลือกลับไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำเป็นพิเศษ และในหลายจังหวะกลับทำให้เกมรู้สึกเก่าอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ฉากที่ดูเหมือนจะหลากหลายของเกมก็มักจะมีลักษณะเป็นเพียงห้องกว้างๆ ที่เชื่อมโดยทางเดินเหมือนๆ กัน แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะหน้าตาไม่เหมือนกันก็ตาม แม้กระทั่งเมืองที่เกมเปิดให้ผู้เล่นสำรวจยังเปิดให้เดินได้จริงแค่ถนนสองเส้นเท่านั้น และไม่มีร้านค้าหรือกิจกรรมอะไรให้ทำในเมืองนอกจากดำเนินเนื้อเรื่อง ทำให้โลกของเกมรู้สึกแคบและไร้ชีวิตชีวาไปซะหน่อย ซึ่งน่าเสียดายเป็นพิเศษสำหรับเกมนี้ที่ออกแบบโลกมาได้น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนั้นในการสร้างมิติให้กับเกมมากกว่าเดิมแต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่เป็นจุดขายหลักจริงๆ ของ Scarlet Nexus ก็คือเกมเพลย์แนวแอคชั่นอันดุเดือดรวดเร็วของเกม ซึ่งผสมผสานการต่อสู้ด้วยอาวุธเข้ากับการใช้พลังจิตรูปแบบต่างๆ ในการรับมือกับศัตรู โดยตัวละครพื้นฐานทั้งสอง (Yuito และ Kasane) จะมีพลัง Telekinesis หรือการเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยพลังจิต ทำให้ผู้เล่นสามารถโยนสิ่งของต่างๆ ในฉากใส่ศัตรูเพื่อโจมตีได้ และเกมยังมีระบบที่เรียกว่า SAS ให้ผู้เล่นสามารถใช้พลังจิตของตัวละคร NPC ในทีมควบคู่ไปด้วยได้ เช่นพลัง Pyrokinesis (การควบคุมไฟ) หรือ Teleportation (การวาร์ป) เป็นต้น และเมื่อลดเกจ Break ของศัตรูจนหมดด้วยการทำคอมโบ ผู้เล่นก็จะสามารถใช้ท่าพิเศษ Brain Crush ในการปลิดชีพศัตรูทันทีแม้จะยังมี HP เหลือก็ตามการต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus อาจจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ นั่นก็คือการร้อยเรียงท่าโจมตีของตัวละครหลักเข้าด้วยกันเพื่อทำคอมโบ และการเลือกใช้พลัง SAS ของเพื่อนร่วมทีมเพื่อรับมือกับความสามารถหรือจุดอ่อนของศัตรู เช่นการใช้พลัง Pyrokinesis ในการโจมตีศัตรูที่ติดสถานะ "น้ำมัน" (Oil) เพื่อทำให้ศัตรูไฟไหม้ หรือใช้พลัง Clairvoyance (ตาทิพย์) ในการมองหาศัตรูที่ล่องหนได้เป็นต้น โดยในช่วงแรกจะสามารถกดใช้ได้แค่ทีละท่า แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะสามารถใช้ท่า SAS พร้อมกันหลายท่าได้ ยิ่งทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายยืดหยุ่นมากไปอีก แถมเกมยังออกแบบมาให้ผู้เล่นสามารถต่อคอมโบได้เองค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับเกมอย่าง Devil May Cry ที่มีความซับซ้อนในการกดท่าเยอะ ทำให้การต่อสู้ทุกครั้งรู้สึกลื่นไหลมันส์สะใจราวกับฉากบู๊ในอนิเมะอย่างไงอย่างงั้นเลยทั้งหมดทั้งมวลนั้น แม้ว่าการต่อสู้ในเกม Scarlet Nexus จะไม่ได้รู้สึกใหม่หรือ Next-Gen มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำออกมาได้ในมาตรฐานที่ดีพอในแทบทุกด้าน ส่งผลให้การต่อสู้ในเกมรู้สึกสนุกตลอดที่ได้เล่น แม้ว่าในช่วงท้ายๆ อาจจะเริ่มรู้สึกจำเจกับศัตรูและคอมโบเก่าๆ บ้าง แต่สำหรับผู้เขียนกว่าจะถึงจุดนี้ก็เกือบจบเนื้อเรื่องของตัวละครพอดี อีกนิดเดียวก็ได้เริ่มเล่นตัวละครตัวใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลยนอกจากการต่อสู้แล้ว เกมจะมีระบบการพัฒนาตัวละครแบบ RPG รวมไปถึงระบบที่คล้ายการคราฟติ้งสิ่งของ และระบบการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมในลักษณะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Persona แต่ระบบเหล่านี้ทั้งหมดกลับไม่ได้ทำออกมาอย่างลึกซึ้งหรือน่าสนใจนัก โดยแม้ว่าระบบการพัฒนาตัวละครหรือการคราฟติ้งจะไม่ได้สำคัญนัก แต่น่าเสียดายระบบภารกิจเสริมเสริมทั้งหมดรวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เกมเรียกว่า Bond Episode ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงคัตซีนที่เปิดเผยถึงเบื้องหลังของตัวละครเพื่อนร่วมทีม แต่คัตซีนเหล่านี้กลับเล่าผ่านหน้าต่างบทสนทนานิ่งๆ เป็นหลัก และหลายครั้งเป็นแค่การนั่งคุยกันเฉยๆ โดยที่แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย อาจจะมีภารกิจต่อสู้ขนาดเล็กมาคั่นบ้างประปรายแต่ก็น้อยมาก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ Scarlet Nexus รู้สึกเหมือนเกมเก่า มากกว่าเกมสมัยใหม่ที่ควรจะเล่าเรื่องหรือทำอนิเมชั่นตัวละครในคัตซีนได้มากกว่าแค่หน้าต่างบทสนทนาประกอบกับภาพหน้าตัวละครผู้พูดนอกจากนี้ วิธีการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ผ่านการให้ไอเทมของขวัญไปเรื่อยๆ ก็ค่อนข้างน่าเบื่อ และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายจริงๆ เหมือนในเกมอย่าง Persona แถมยังกึ่งๆ ว่าต้องทำด้วยเพื่อปลดล๊อคทักษะการต่อสู้เพิ่มเติมให้กับเพื่อนร่วมทีม รวมไปถึงสำหรับตัวเอกเมื่อใช้ SAS ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมคนนั้นๆ ด้วย ในภาพรวมแล้ว แม้ว่า Scarlet Nexus จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือน่าตื่นเต้น และคงไม่ใช่เกม Next-Gen อย่างที่หลายคนอาจจะหวังเอาไว้ แต่ก็ยังถือเป็นเกมแอคชั่นสไตล์อนิเมะที่น่าจะถูกใจแฟนเกมทั้งสองแนวแบบเต็มๆ โดยผู้พัฒนา Bandai Namco เองก็ดูจะคาดหวังให้เกมนี้พัฒนาไปเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ ดูจากการที่เกมได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์อนิเมะที่ออกฉายพร้อมกับเกมด้วย ใครเป็นแฟนผู้พัฒนาเจ้านี้ควรจะจับตามองเกมนี้ให้ดีๆ เลยว่าจะต่อยอดไปสู่อะไรได้ในอนาคต
02 Jul 2021
Hyrule Warriors: Age of Calamity กับ Expansion Wave แรกคุ้มไหม? มีอะไรใหม่บ้าง?
เป็นยังไงกันบ้างครับกับงาน E3 ปีนี้ ได้เห็นเกมที่อยากเห็นกันบ้างไหม หรือผิดหวังเหมือนปีก่อน ๆ เพราะค่ายเกมกั๊กไว้ไปโชว์ในงานตัวเอง สำหรับตัวผู้เขียนนั้นเริ่มชินแล้วละครับ แต่ก็ต้องรู้สึกเซอร์ไพรส์ในงานวันสุดท้ายที่ Nintendo เริ่มโชว์ของ เพราะมีเกมโปรดของผู้เขียนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Shin Megami Tensei V, Metroid Dread ,The Legend of Zelda : BotW 2 แต่ส่วนที่ทำให้ว้าวที่สุดเลยคือ Expansion(หรือ DLC) ของ Hyrule Warriors : Age of Calamity ที่หลังจากเงียบไปนาน ก็กลับมาพร้อมเทรลเลอร์แล้วประกาศขายในอีก 3 วันข้างหน้าทันที!โดยทาง Nintendo ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่า Hyrule Warriors: Age of Calamity จะแบ่ง DLC ออกเป็น 2 เวฟ ขอแค่ผู้เล่นจ่ายเงินซื้อครั้งเดียวก็จะได้ DLC ทั้ง 2 เวฟทันที แต่จะทยอยออกทีละเวฟ โดยในเวฟแรกนั้นได้ออกมาแล้วในวันนี้ (18/06/64) และเวฟที่ 2 จะตามมาติด ๆ ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อ DLC นี้ได้ทันทีตามโซนเกมของตัวเอง ราคาจะอยู่ประมาณ 700-900 บาทตามโซนหากไม่ชัวร์ว่าคุ้มค่าพอที่จะกดตอนนี้เลยไหม? หรือจะรอเวฟที่ 2 ออกมาก่อนดี? งั้นลองมาดูกันครับว่าเวฟแรกได้เพิ่มอะไรที่น่าสนใจมาบ้าง ศูนย์วิจัยสำหรับปลดล็อกไอเทมและความสามารถEx Royal Ancient Lab พร้อมเปิดให้ผู้มี DLC ได้เข้าใช้งาน ภายในมีของมากมายให้ปลดล็อกและอัปเกรด โดยใช้ไอเทมทั้งจากภารกิจในตัวเกมหลักและภารกิจใหม่จาก DLC รูนทั้ง 4 รูปแบบจะได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้นโดยแลกกับไอเทมและภารกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้เล่นต้องไปทำ การจะเข้าถึงอาวุธและตัวละครใหม่ ๆ ก็ต้องปลดล็อกจากศูนย์วิจัยนี้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของ DLC เลยทีเดียวภารกิจใหม่ ไอเทมใหม่ และศัตรูใหม่ๆภารกิจใหม่จะวนเวียนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยของ Purah และ Robbie 2 หนุ่มสาวนักวิจัยวิทยาการโบราณ แต่ไม่ได้มีการขยายเรื่องราวอะไรเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากภารกิจใหม่ที่เป็นเหมือนของตัวเกมหลักแล้ว (ปกป้องฐาน ไล่ฆ่าศัตรู ช่วยเหลือเพื่อน) DLC นี้ได้นำเสนอภารกิจชนิดใหม่ที่เราจะได้สู้กับ Vicious Monster ศัตรูผู้มาพร้อมกับออร่าสีแดงและบัฟเสริมพลัง (แต่ใช้โมเดลกับมูฟเซ็ตเดิม) แถมภารกิจนี้ยังสุ่มออกมาให้เล่นซ้ำได้เรื่อย ๆ เหมาะสำหรับการฟาร์มไอเทมไปปลดล็อกของในศูนย์วิจัย โดยต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าภารกิจใหม่ทุกอันนั้นมีความยากสูงกว่าภารกิจของตัวเกมหลักมาก ยากทั้งในเชิงของเลเวล และในเชิงการจัดวางศัตรู หากจะเล่นต้องมีการเตรียมพร้อมในระดับนึงในส่วนของศัตรูใหม่ก็เพิ่มมาเพียง 3 ชนิดคือ Moblin พกถังระเบิด, Giant Chuchu สไลม์ยักที่มีถึงให้สู้ถึง 4 ชนิด 4 ธาตุ และ Wizzrobe ขั้นสูงที่มี 3 ธาตุ น่าเสียดายที่มีศัตรูชนิดใหม่น้อย การต่อสู้ก็แตกต่างกับศัตรูหน้าเก่าไม่มากกระบองไม่ธรรมดา ยืดได้หดได้Flail หรือกระบองโซ่ เป็นอาวุธชนิดใหม่ของ Link สามารถหาได้จากการวิจัยในศูนย์วิจัย อาวุธชนิดนี้เน้นการโจมตีเป็นวงกว้างแต่ก็ยังไม่ทิ้งการโจมตีเป้าหมายเดี่ยว ความสามารถพิเศษ (ปุ่ม ZR) ของมันคือการขโมยอาวุธที่ศัตรูถืออยู่ได้ เช่น ขวาน ดาบ หอก โดยอาวุธที่ขโมยมามีความคงทนจำกัด เมื่อใช้หมดต้องรอสักพักจึงจะขโมยได้อีก ขณะนี้ Flail ในเกมมีทั้งหมด 3 รูปแบบ แต่ละรูปแบบท่าโจมตีหนัก (ปุ่ม X) ต่างกัน เช่น Sentinel Flail สามารถสร้างโล่ป้องกันด้านหน้าได้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ (สั้นมาก ๆ ราวครึ่งวินาที) แม้จะพยายามใส่กิมมิคมามากมาย แต่นี่ก็ไม่ใช่อาวุธที่เล่นสนุกนัก เพราะการขโมยอาวุธก็ใช้ไม่ได้กับศัตรูทุกตัว การโจมตีมีระยะโจมตีแคบ และตัวอาวุธเองก็ไม่มีดรอปเพิ่มจากที่ไหนเซลด้ากลายเป็นเด็กแง้นๆๆMaster Cycle อาวุธใหม่อีกชิ้นของเจ้าหญิงเซลด้า สามารถปลดล็อกจากศูนย์วิจัยและมี 3 รูปแบบเช่นเดียวกับ Flail ของ Link แต่ Master Cycle นั่นเล่นสนุกกว่ามากมาย เพราะแต่เดิมอาวุธของ Zelda จะเน้นไปทางสายเทคนิค ผสมการโจมตีด้วยรูน และธนูที่เน้นเล่นกับเกจไม้ตาย ทว่ามอเตอร์ไซค์แทบจะกลายเป็นสายบ้าพลังเพียว ๆ การโจมตีมีทั้งชน ปาด ดริฟต์ ยิงคลื่นพลัง และความสามารถพิเศษที่จะชนทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยพลังเต็มร้อย แต่ต้องระวังหน่อยเพราะหากแง้นมากไปเครื่องจะร้อนจัดจนบิดคันเร่งไม่ออกตัวละครใหม่ Battle-Tested Guardianในตัวเกมหลักเรามี Terrako Guardian ตัวจิ๋วที่แกร่งไม่แพ้ Guardian ทั่วไป และใน DLC นี้เราก็มี Battle-Tested Guardian ซึ่งเป็น Guardian จากยุคก่อน เนื่องจาก Battle-Tested Guardian เป็นตัวละครที่มีขนาดใหญ่ก็ทำให้ระยะโจมตีกว้างขึ้นตามไปด้วย ท่าพิเศษเน้นไปที่การโจมตีด้วยเลเซอร์รอบทิศทาง เหมาะกับการกวาดศัตรูตัวเล็กตัวน้อย และความสามารถพิเศษที่สามารถล็อกเป้าหมายศัตรูได้หนึ่งตัวทำให้ท่าโจมตีพิเศษทุกท่าจะเล็งไปที่ศัตรูตัวนั้นก่อนเป็นเป้าหมายแรก ช่วยปิดจุดอ่อนการโจมตีที่กว้างและไม่มีท่าโจมตีเดี่ยวBattle-Tested Guardian สามารถนำมาใช้งานผ่านศูนย์วิจัยเช่นเดียวกัน โดยเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะปลดล็อกได้ ซึ่งอาจใช้เวลากว่า 4-6 ชั่วโมงเลยทีเดียวสรุปสิ่งที่เราจะได้รับจาก DLC Wave ที่ 1ความยากระดับ Apocalytic ชุดตกแต่งและดาบโล่ลายการ์เดี้ยนสำหรับ Link (ปลดล็อกตั้งแต่แรกสำหรับคนซื้อ DLC ซึ่งบางคนอาจได้มาแล้ว)ภารกิจและ Challenge กว่า 10 ภารกิจศัตรูใหม่ 3 ชนิดอาวุธใหม่ Flail สำหรับ Link และ Master Cycle สำหรับ Zeldaตัวละครใหม่ Battle-Tested Guardianเป็นยังไงกันบ้างกับ Expansion ตัวนี้ครับ มีอะไรถูกใจกันบ้างไหม หากท่านใดที่สนใจก็สามารถเข้าไปซื้อใน Ninterndo e-Shop กันได้เลยวันนี้ แล้วมาพบกับสรุป Expansion กันได้ใหม่เมื่อ Wave ที่ 2 ออกมาในเดือนพฤศจิกายนครับ
19 Jun 2021
Ratchet & Clank: Rift Apart PS5 Review "เจ้าของฉายา Pixar แห่งเกมที่แท้จริง"
แม้จะไม่ได้เป็นแฟรนไชส์เกมที่โดดเด่นมากในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับยุค 2000 ต้นๆ ที่เกมถือกำเนิดขึ้น แต่แฟรนไชส์ Ratchet & Clank ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์เกม PlayStation Exclusive ที่มีประวัตืศาสตร์ยาวนาน และยังคงได้มีแฟนๆ หลายชีวิตที่เติบโตมาพร้อมกับแฟรนไชส์นี้ที่ยังคงติดตามเกมภาคใหม่ๆ อย่างเหนียวแน่นตลอดมา ด้วยเสน่ห์ของแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาเกมของผู้พัฒนา Insomniac Games ที่ตั้งเป้าไว้ให้ Ratchet & Clank เป็นดั่ง “หนัง Pixar แห่งวงการเกม” ทั้งในแง่ของอนิเมชั่น กราฟิก และเนื้อเรื่องที่แม้จะมุ่งเน้นให้กับเด็ก แต่ก็มีเนื้อหากินใจและมุขตลกที่ผู้ใหญ่สามารถเพลิดเพลินไปด้วยได้ในเวลาเดียวกันนับเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วตั้งแต่ที่เกมภาคก่อนหน้านี้อย่าง Ratchet & Clank (PS4) วางจำหน่ายไป โดยเกมภาคล่าสุด Ratchet & Clank: Rift Apart ก็กำลังจะวางจำหน่ายให้กับเครื่อง PlayStation 5 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ (วันที่ 11 มิถุนายน) ในฐานะเกม PlayStation 5 Exclusive ฟอร์มใหญ่เกมแรกๆ ที่ไม่ใช่เกม Remake เหมือน Dark Souls (หรือถูกพัฒนาโดยค่ายอินดี้อย่าง Returnal) ซึ่งแน่นอนว่านั่นทำให้เกมต้องแบกรับความคาดหวังจากแฟนๆ ไม่มากก็น้อยในการแสดงออกถึงศักยภาพของเครื่อง PS5 ทั้งในแง่ของกราฟิก เกมเพลย์ และความเปลี่ยนแปลงหรือข้อปรับปรุงที่ลูกเล่นทั้งหลายของเครื่อง PS5 อย่างจอย DualSense หรือระบบเสียง 3D มีต่อประสบการณ์การเล่นโดยรวมหลังจากที่เล่นเกมจนจบเนื้อเรื่อง (ขอบคุณบริษัท Sony Interactive Entertainment และผู้พัฒนา Insomniac Games สำหรับโค้ดรีวิวเกมล่วงหน้า) ผู้เขียนยืนยันได้ว่า Ratchet & Clank: Rift Apart สามารถมอบประสบการณ์ “หนัง Pixar แห่งวงการเกม” ที่ผู้พัฒนาตั้งมั่นไว้ได้อย่างไร้ที่ติในแง่ของกราฟิกและอนิเมชั่นที่สวยงามและมีเสน่ห์ในระดับที่ก้าวกระโดดขึ้นจากเกมในยุค PlayStation 4 อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ภายในฉากหลังหลายๆ ฉากยังมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งทำให้โลกของเกมรู้สึกมีชีวิตชีวาและรู้สึกกว้างใหญ่มากขึ้นไปด้วย ราวกับว่าผู้เล่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นพร้อมกันอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่อหันกลับมามองดูทางเกมเพลย์ แม้ผู้เขียนจะยังยืนยันว่าเกมเล่นสนุกมากๆ ตลอดระยะเวลาราว 25 ชั่วโมงที่ผู้เขียนใช้ในการเล่นเนื้อเรื่องจนจบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกเล่นทั้งหลายของเครื่อง PlayStation 5 ยังไม่สามารถยกระดับเกมเพลย์ของ Rift Apart ให้แตกต่างจากเกมภาคก่อนหน้าได้มากเท่าที่คาดหวังเอาไว้ และทำให้ประสบการณ์การเล่นโดยรวมไม่ได้ต่างจากเกม Ratchet & Clank (PS4) มากขนาดนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เกม Ratchet & Clank: Rift Apart ก็ยังถือเป็นผลงานที่คุ้มค่าในการเล่นอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีเครื่อง PlayStation 5 อย่างน้อยก็เพื่อให้ได้สัมผัส “น้ำจิ้ม” ของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะตามมาในอนาคตเรื่องราวของ Ratchet & Clank: Rift Apart เริ่มขึ้นในงานเฉลิมฉลองอันใหญ่โตที่ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ์แก่คู่หูตัวเอก Ratchet และ Clank และเพื่อขอบคุณที่ทั้งสองได้ร่วมกันกอบกู้จักรวาลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในเกมภาคที่ผ่านๆ มา แต่งานยังไม่ทันได้เริ่มดีก็กลับโดนจู่โจมโดยกลุ่มวายร้ายที่ถูกว่างจ้างมาโดยหุ่นยนตร์สติเฟื่อง Dr. Nefarious ผู้ซึ่งต้องการขโมยปืนข้ามมิติ Dimensionator ที่ Clank ตั้งใจมอบให้ Ratchet ใช้เพื่อตามหาเหล่าสมาชิกเผ่าพันธุ์ Lombax ที่กระจัดกระจายอยู่ในมิติต่างๆ โดยในระหว่างการต่อสู้ Dr. Nefarious ผู้ซึ่งกำลังจะพ่ายแพ้อีกครั้งก็ตัดสินใจเปิดประตูมิติไปยังจักรวาลที่ “เขาคือผู้ชนะเสมอ” และดูดเอาคู่หูตัวเอกทั้งสองเข้าไปด้วยในระหว่างที่เดินทางข้ามมิติ Ratchet กลับพลัดกับ Clank โดยเขาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองอยู่ในเมือง “Nefarious City” ที่ถูกปกครองโดย “จักรพรรดิ Nefarious” หรือร่างคู่ขนานของ Dr. Nefarious ในจักรวาลนี้นั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น Ratchet ยังพบว่าในจักรวาลนี้ยังมีเผ่าพันธุ์ Lombax อีกคนอยู่ด้วย โดย Lombax สาวที่ชื่อว่า Rivet นี้ยังบังเอิญพบกับ Clank เข้า และตัดสินใจนำตัวเขาไปด้วยเพราะคิดว่าเขาเป็นหุ่นยนตร์สมุนของ จักรพรรดิ์ Nefarious ทำให้ Ratchet จำเป็นต้องออกเดินทางเพื่อตามหาเพื่อนรักของเขา ในขณะที่ Clank ก็ต้องร่วมมือกับ Rivet ในการต่อสู้กับจักรพรรดิ์ Nefarious พร้อมกับหาวิธีสร้างปืนข้ามมิติขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยความที่เกมถูกพัฒนามาเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กซะมากกว่า ทำให้เนื้อเรื่องของ Ratchet & Clank: Rift Apart มีความเรียบง่ายอยู่พอสมควร แต่ก็ยังแฝงไปด้วยแง่คิดที่กินใจและมุขตลกแบบสองแง่สองง่ามเพื่อเอาใจผู้ใหญ่ ตรงตามสูตรของหนัง Pixar ที่เป็นแรงบันดาลใจของแฟรนไชส์นี้ ซึ่งก็ทำหน้าที่มันได้ดี แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้มีอะไรพิเศษให้จดจำมากมายนักความรู้สึก “Pixar” ของเกมเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดจากกราฟิกและการนำเสนอโดยรวม ที่ทำให้บรรยากาศของเกมมีชีวิตชีวามากๆ เพราะมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในฉากหลังตลอดเวลา ตั้งแต่ NPC หุ่นยนตร์ที่จับกลุ่มแซวหัวหน้าที่ทำงาน หรือเหล่ารถบินได้ที่แล่นผ่านตึกสูงเสียดฟ้าจำนวนมากในเมือง Nefarious City ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดสามารถแสดงอยู่บนจอได้ในระดับความละเอียดเต็ม 100% โดยไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเกมหลายคนที่เคยเล่น (หรือเคยติดตามข่าว) ผลงานที่ผ่านมาของผู้พัฒนา Insomniac Games อย่าง Marvel’s Spider-man อาจจะพอจำเหล่า NPC ความละเอียดต่ำรูปร่างบิดเบี้ยวที่อยู่บนเรือในเกมได้ ที่ดูออกว่าถูกออกแบบมาให้มองจากไกลๆ เท่านั้น ผู้พัฒนาจึงสามารถลดทอนความละเอียดของโมเดลตัวละครลงเพื่อให้เกมไม่ต้องทำงานหนักเกินจำเป็น ซึ่งเกม Rift Apart ไม่จำเป็นต้องแลกความละเอียดของโมเดลสิ่งของเพื่อรักษามรรถภาพของเกมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินทุกก้อน ต้นไม้ใบหญ้า ไปจนถึงรถบินได้ที่อยู่ไกลออกไปสุดระยะสายตา ล้วนมีรายละเอียดแบบจัดเต็มในระดับที่เกม PlayStation 4 ไม่มีทางทำได้แน่นอน แถมเกมยังสามารถรักษาเฟรมเรตของตัวเองเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม แต่ทั้งนี้ผู้เขียนเล่นเนื้อเรื่องทั้งหมดไปในโหมด Fidelity ที่ทำให้เกมแสดงผลที่ 4K, 30FPS พร้อมเอฟเฟกต์พิเศษอย่าง Ray Tracing แบบเต็มสูบ เพราะโหมด Performance ที่รองรับเฟรมเรต 60FPS และโหมด Performance + Ray Tracing ได้ถูกเพิ่มเข้ามาหลังจากที่เล่นจบไปแล้ว จึงไม่ได้ใช้ในการพิจารณาสำหรับรีวิวนี้ (จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในโหมดเหล่านี้ในช่วงท้ายของบทความ)แน่นอนว่ารายละเอียดด้านกราฟิกเหล่านี้ยังครอบคลุมไปถึงในระหว่างการต่อสู้ด้วย โดยรายละเอียดของศัตรูทุกชนิดในเกมรวมไปถึงอาวุธหลากหลายชนิดของผู้เล่นเองอยู่ในมาตรฐานเดียวกับในฉากเมืองเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปืนลูกซองที่ปล่อยพลังงานไฟฟ้าออกมาในระยะสั้น หรือปืนลำแสงขนาดใหญ่ที่ต้องชาร์จก่อนยิง ที่ล้วนปล่อยเอฟเฟกต์แสงสีเสียงจัดเต็มทุกครั้งที่ลั่นไก ซึ่งทำให้การต่อสู้ในเกมรู้สึกดุเดือดขึ้นมาเสมอจากเอฟเฟกต์พิเศษที่อุบัติขึ้นทั่วจอตลอดเวลา นอกจากนี้ ศัตรูหลายชนิดในเกมยังมักจะมี “ชิ้นส่วน” อย่างชุดเกราะที่กระเด็นออกจากตัวทุกครั้งที่โดนยิง แถมเมื่อตายแล้วยังมักจะปล่อย “น๊อต” ที่เกมใช้แทนเงินเพื่อซื้ออาวุธออกมาเป็นเศษเล็กน้อยเต็มพื้น พูดง่ายๆ ว่าเกมจะมีเอฟเฟกต์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยไปมาแทบจะตลอดเวลาที่ต่อสู้ในระดับที่ไม่สามารถทำได้แน่นอนในคอนโซลรุ่นเก่า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเฟรมเรตของเกมเลยแม้แต่น้อย เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าจากเครื่อง PS4 มายังเครื่อง PS5 อย่างชัดเจนแต่ดังที่กล่าวไปข้างต้น ในขณะที่กราฟิกของเกมแสดงให้เห็นถึงการก้าวกระโดดในศักยภาพของคอนโซลสองรุ่น ประสบการณ์การเล่นเกมเพลย์โดยรวมกลับไม่ได้พัฒนาไปมากนักเมื่อเทียบกัน โดยลูกเล่นที่รู้สึกว่าจะเพิ่มสัมผัสใหม่ให้กับการเล่นน่าจะเป็นปุ่ม Adaptive Trigger หรือปุ่ม L2/R2 ที่เกมสามารถปรับให้มีแรงต้านในระดับต่างๆ กันไปตามแต่ชนิดของอาวุธ และสามารถใช้ในการยิง Alternate Fire หรือโหมดพิเศษของปืนแต่ละชนิดได้ด้วย ยกตัวอย่างปืน The Executor ที่มีลักษณะคล้ายลูกซองแฝดซึ่งจะยิงกระบอกแรกเมื่อลั่นไกลงครึ่งทาง และกระบอกที่สองเมื่อลั่นไกลงจนสุด ซึ่งจะมีแรงต้านในปุ่มอนาล๊อคให้รู้ว่าตรงไหนคือครึ่งทาง ตรงไหนคือสุดทางด้วย หรืออย่างปืน Negatron Collider ที่สามารถชาร์จและยิงลำแสงขนาดใหญ่ใส่ศัตรู ซึ่งผู้เล่นสามารถดึงไกลงจนรู้สึกถึงแรงต้านเพื่อชาร์จ และดึงต่อจนสุดเพื่อปล่อยลำแสง เป็นต้นในช่วงที่เริ่มเล่นเกมแรกๆ การใช้ประโยชน์จากปุ่ม Adaptive Trigger เช่นนี้อาจจะรู้สึก “ใหม่” ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ช่วยเสริมหรือเพิ่มเติมประสบการณ์โดยรวมมากเท่าไหร่นัก กล่าวคือต่อให้เกมใช้วิธีควบคุมแบบเก่าๆ (เช่นการกด L2 ค้างไว้เพื่อชาร์จลำแสงและกด R2 เพื่อยิงเป็นต้น) ก็คงไม่ได้แตกต่างกันนักในความเป็นจริงนอกเหนือจากระบบ Adaptive Trigger (และระบบอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้) เกมเพลย์การต่อสู้ ของ Rift Apart มีความแตกต่างกับเกมภาคก่อนๆ น้อยมาก แม้แต่ปืนหลายกระบอกยังดึงมาจากเกมภาค 2016 เป๊ะเลย และแม้ผู้เล่นจะสามารถเปลี่ยนไปควบคุมตัวละครใหม่อย่าง Rivet ได้ แต่เธอก็ไม่ได้มีความสามารถแตกต่างจาก Ratchet เลยแม้แต่น้อย และทั้งสองยังใช้อาวุธและเงินจากแห่งเดียวกันด้วย ความแตกต่างเดียวของการเล่นตัวละครทั้งสองจึงมีแค่หน้าตาเท่านั้น ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับกลุ่มศัตรูด้วยอาวุธชนิดต่างๆ ที่สามารถสลับไปมาได้อย่างรวดเร็ว เกมมักจะส่งศัตรูมาให้ผู้เล่นสู้พร้อมกันเป็นจำนวนมากๆ ด้วยเพื่อบังคับให้ต้องสลับอาวุธไปมาเพื่อใช้อาวุธที่เหมาะสมกับศัตรูแต่ละชนิดและเพื่อประหยัดกระสุน โดยในภาคนี้ยังเพิ่มระบบการพุ่งหลบที่เรียกว่า Phantom Dash เข้าไปด้วย อาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเหมือน Doom สำหรับเด็กก็คงไม่ผิดหนัก อาจจะไม่ใหม่ แต่รับประกันว่าสนุกเร้าใจ (แบบเด็กๆ) แน่นอนเกมเพลย์ส่วนอื่นๆ นอกจากการต่อสู้ก็ค่อนข้างคล้ายกับเกมภาคก่อนๆ เช่นเดียวกัน ผู้เล่นจะสามารถสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆ เพื่อทำภารกิจเสริมและเก็บเงินหรือเพชรไว้อัปเกรดอาวุธ และยังมีพัซเซิ่ลประปรายที่เกมเรียกว่า Anomoly ที่ผู้เล่นจะต้องบังคับ Clank เพื่อแก้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ยากมากมายนักเพราะออกแบบมาสำหรับเด็ก แต่ก็ท้าทายพอให้ต้องใช้สมองอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไมไ่ด้แตกต่างหรือแปลกใหม่ไปกว่าการต่อสู้ของเกมหากจะมีระบบที่ดูจะเป็นการก้าวกระโดดขึ้นจากคอนโซลเก่าอาจจะเป็นระบบ Rift ที่ให้ผู้เล่นสามารถเดินทางข้ามประตูมิติขนาดเล็กๆ มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ตามฉาก รวมไปถึงประตูขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ตามดาวเคราะห์ต่างๆ ที่มีพัซเซิ่ลการกระโดด (Platformer) อยู่ข้างใน ซึ่งทั้งสองระบบทำงานอย่างลื่นไหลให้ผู้เล่นข้ามมิติไปมาได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องโหลดฉาก ที่ผู้พัฒนากล่าวว่าเป็นศักยภาพของตัว SSD ของ PS5 ที่ทำให้ระบบนี้เป็นไปได้ แต่เมื่อเช่นเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกใหม่นัก แต่เป็นเพียงการปรับปรุงการเล่นรูปแบบเก่าๆ ให้สมบูรณ์แบบขึ้นซะมากกว่าระบบ Performance Mode และ Performance RT Modeเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย ทางผู้พัฒนา Insomniac Games ก็ได้ปล่อยแพทช์เกมเวอร์ชั่นใหม่ที่เพิ่มโหมดแสดงผลแบบ 60FPS เข้าสู่เกมถึง 2 โหมดด้วยกัน: Performance Mode และ Performance RT Mode นั่นเองสำหรับ Performance Mode จะทำให้เกมเน้นความลื่นไหลมากกว่าความคมชัด โดยจะแสดงผลที่ความคมชัดต่ำกว่า 4K (ไม่มั่นใจว่า 2K หรือ Full HD แล้วอัพสเกลเอา) และลดความหนาแน่นของสิ่งของและ NPC ในฉากลงอีกด้วย เพื่อให้เกมสามารถรันที่ความเร็ว 60FPS ได้แบบไม่มีสะดุด โดยจากการทดลองพบว่าเกมสามารถรักษาเฟรมเรตนี้เอาไว้ได้อย่างเสถียรมากๆ ตลอดระยะเวลาที่เล่น แลกมากับสิ่งของในฉากที่บางตาลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะขาดไปอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสองโหมดที่เหลือ (Performance RT + Fidelity) คือแสงสีในเกมที่แลดูแบนลงอย่างมาก และทำให้เกมดูใกล้เคียงกับเกม PS4 มากขึ้นพอสมควรในส่วนโหมด Performane RT น่าจะเป็นโหมดที่แนะนำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่เลือก เพราะแม้จะลดรายละเอียดแบบเดียวกับ Performance Mode แต่ก็ยังคงรักษาแสงสีอันสวยงามของเกมเอาไว้ได้ และทำให้เกมยังคงสามารถแสดงผลที่เฟรมเรต “เกือบ” 60FPS แบบนิ่งๆ อาจจะมีกระตุกเล็กๆ บ้างเวลาอยู่ในฉากที่แสงสีเจิดจ้าเป็นพิเศษ แต่โดยรวมๆ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อประสบการณ์การเล่นอย่างมีนัยยะสำคัญหากถามว่าได้เล่นเกมในโหมดเหล่านี้ตั้งแต่แรกจะมีผลต่อประสบการณ์ไหม ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับผู้เขียนอาจจะรู้สึกทึ่งกับเกมมากขึ้นเล็กน้อยหากได้เล่นที่เฟรมเรต 60FPS แต่โดยรวมก็ยอมรับว่ารายละเอียดที่เพิ่มขึ้นใน Fidelity Mode อาจจะคุ้มค่ากับการเล่นเกมที่ 30FPS สำหรับผู้เล่นหลายๆ คนด้วยเช่นกันกล่าวโดยสรุป Ratchet & Clank: Rift Apart ถือเป็นเกมที่อวดศักยภาพด้านกราฟิกของเครื่อง PlayStation 5 ได้เป็นอย่างดี แม้จะยังไม่ได้นำเสนอประสบการณ์การเล่นที่ก้าวกระโดดไปจากรุ่นเก่ามากนักในแง่ของการออกแบบเกมเพลย์ แต่สิ่งที่มีอยู่ก็ยังสนุกและท้าทายในระดับที่ใครๆ ก็น่าจะสามารถเล่นได้ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือวัยอะไร และเป็นเกมเรียกน้ำย่อยที่ดีสำหรับยุคคอนโซลใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
08 Jun 2021
รีวิว Rainbow Six Extraction เมื่อคู้ต่อสู้เปลี่ยนจากผู้เล่น เป็นเอเลี่ยน!!!
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่แฟนๆ Rainbow 6 Siege รอกันมาอย่างยาวนาน สำหรับ Extraction หรือชื่อเดิม Quarantine โดยต้องขอบคุณ Ubisoft มากจริงๆ ที่ให้โอกาสเราได้เข้าไปทดลองเล่นก่อนในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันครับว่าความรู้สึกหลังได้ลองเล่น แอบบอกก่อนเลยว่า สนุกกว่าที่คิดไว้เยอะมากครับต้องออกตัวก่อนเลยว่าผมเองเคยเล่น Rainbow 6 Siege มาบ้างเล็กน้อย และคงต้องยอมรับว่าตัวผมเองได้ประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับ Rainbow 6 Extraction คงต้องบอกว่าสนุกกว่าที่คิดมากจริงๆ ครับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร?เนื้อเรื่องของเกมนี้ จะกล่าวถึงการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตปรสิตเอเลี่ยนปริศนาที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นโลก และเริ่มเข้าโจมตีมนุษย์อย่างมันทันตั้งตัว พวกมันจะเข้าไปในร่างกาย และเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นปีศาจสุดดุร้าย ทีมเฉพาะกิจจึงต้องถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับปรสิตเอเลี่ยนนี้ โดยตัวละครก็มาจาก Operator ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจาก Rainbow 6 Siege อย่าง Doc, Hibana, Sledge และอื่นๆ เนี่ยแหละครับเหมือนเล่น Rainbow 6 Siege แต่คู่ต่อสู้คือเอเลี่ยนที่เป็น Aiเกมเพลย์ของ Extraction จะเป็นแบบ Co-Op Multiplayer ที่จับ Party กับเพื่อนได้สูงสุด 3 คน แต่ละคนจะไม่สามารถเลือก Operator ตัวเดียวกันได้ และหลังจากเลือกตัวละครแล้ว ก็จะเป็นการเลือกปืน อาวุธรอง และอุปกรณ์เสริมอย่างพวกระเบิด เมื่อทำการเลือกทั้งหมดนี้เสร็จแล้ว เกมจะพาทั้ง 3 คน เข้าสู้ด่านที่เลือกมา เพื่อเริ่มภารกิจหลักศัตรูทั้งหมดที่เราเจอในเกมนี้จะเป็นปีศาจรูปร่างแปลกประหลาด ที่มีความสามารถแตกต่างกันออกไป บ้างก็ระเบิดสร้างความเสียหายตอนตาย, บ้างก็สามารถเรียกปีศาจตัวอื่นๆ มาได้, บ้างก็มีเกราะแข็งอยู่รอบๆ ตัว, บ้างก็ยิงเลเซอร์จากระยะไกลได้ โดยภารกิจส่วนใหญ่ที่เราต้องทำจะไม่ใช่การกำจัดปีศาจเหล่านี้ให้หมด แต่เป็นอะไรอย่างอื่นที่มีจุดหมายตายตัว เช่นวางระเบิด, ทำลายฐาน, ช่วยเหลือผู้เหลือรอด, และอื่นๆ ดังนั้นเกมเพลย์จริงๆ จึงสามารถเล่นได้ทั้งแบบบู้แหลก หรือลอบเร้นก็ได้แม้ว่าปริมาณของปีศาจที่เจอในหนึ่งฉากจะไม่ได้มากมาย เหมือนเกมยิงซอมบี้ชื่อดังในตลาด แต่ขอให้อย่าดูถูกไป เนื่องจากแต่ละตัวโจมตีได้แรงมาก ชนิดที่โดนตบสามทีก็ลงไปนอนได้ง่ายๆ เลย บวกกับด่านที่ถูกเอามาใช้ใน Extraction ส่วนใหญ่มักเป็นด่านของ Rainbow 6 Siege เอามาดัดแปลง จึงทำให้ปีศาจสามารถโจมตีกลุ่มของผู้เล่นได้หลายทาง หากเดินไม่ดี อาจถูกล้อมโจมตีจากทุกทิศทางได้ง่ายๆ เลยอย่างที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าตัวละครภายในเกมนี้ ก็คือ Operator จาก Rainbow 6 Siege ดังนั้นแต่ละตัวจึงมาพร้อมกับความสามารถที่เหมือนกัน ซึ่งสกิลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถสู้กับเหล่าเอเลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดเช่นกัน แต่ละตัวจะมีขีดจำกัดในการกดใช้อยู่ โดยสามารถเติมได้หากเก็บกล่องเสริมอุปกรณ์ภายในฉาก ซึ่งกล่องอุปกรณ์ที่พบได้ในด่านจะมี 3 แบบ คือ First Aid, Ammo และ Ability ไปต่อเพื่อของรางวัลที่ดีกว่า หรือปลอดภัยแล้วกลับบ้าน?แม้จะบอกว่าเกมเพลย์ของ Extraction จะเป็นการเข้าไปทำภารกิจในด่านต่างๆ แต่ด่านเดิมก็ใช่ว่าภารกิจที่ต้องทำจะเหมือนเดิมด้วย รูปแบบของภารกิจที่มีให้เล่นในเกมนี้มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการสังหารเป้าหมาย, วางระเบิด, ช่วยเหลือผู้รอดชีวิต, ตามหาทหารที่หายไป, ขนอุปกรณ์เพื่อไปทำลายเป้าหมาย, และอื่นๆ อีกมากมาย ในแต่ละรอบการเล่นตัวเกมจะสุ่มภารกิจให้เราทำ 3 อย่าง โดยแต่ละภารกิจจะมอบรางวัลเป็น EXP มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความยากอย่างไรก็ตามตัวเกมไม่ได้มอบเวลาไร้ขีดจำกัดให้กับเราในแต่ละรอบการเล่น โดยผู้เล่นจะมีเวลารอบละ 15 นาที ซึ่งเราสามารถจบภารกิจได้ทันทีหากทำเป้าหมายใดก็ได้สำเร็จใน 3 อย่างที่เกมสุ่มมาให้ แต่ในทางกลับกันก็จะได้รับ EXP กับของตอบแทนที่มากขึ้นเช่นกันหากสามารถทำได้หลายภารกิจในหนึ่งรอบการเล่น ตรงจุดนี้ก็ต้องคุยกับเพื่อนร่วมทีมดีๆ ว่าไปต่อไหวหรือไม่ล้มให้เพื่อนดึงได้ แต่ท่าตาย = เสีย Operator คนนั้นไปอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่าปีศาจในเกมนี้ตีแรงมาก แถมในแต่ละรอบการเล่นยังมีเวลาจำกัดทำให้จะทำอะไรก็ต้องตัดสินใจเร็วๆ ตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจกำลังคิดว่า "ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เห็นเป็นไร เล่นไหมเรื่อยๆ ก็ได้" อยู่ แต่เกมนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ จริงอยู่ว่าหากเลือดของ Operator หมด ตัวละครของเราจะลงไปนอน และให้เพื่อนมาชุบได้แบบเดียวกับ Rainbow 6 Siege แต่จะไม่มีการล้มรอบที่สองอีกเนื่องจากตัวละครเราจะตายไปเลยที่นี่ในการเล่นของ Extraction หากเราล้มเหลว และตายในภารกิจ Operator ตัวนั้นจะอยู่ในสถานะ Missing in Action (MIA) และไม่สามารถเล่นได้ ผู้เล่นจำเป็นต้องนำตัวละครอื่นไปเล่นจนกว่าจะเจอภารกิจแทน แต่จะสามารถนำกลับมาได้หากในรอบการเล่นต่อๆ ไป เราสุ่มพบกับภารกิจ "ช่วยทหารที่หายไป" โดยในภารกิจนี้ เราจะได้พบกับ Operator ของเราที่ MIA อยู่ หากสามารถช่วยออกมาได้ หลังจบรอบการเล่นนี้เราจะสามารถเล่นตัวละครที่เสียไปได้อีกครั้งถือว่ายังดีที่ Ubisoft ไม่ได้โหดร้ายกับผู้เล่นมากขนาดไม่ให้โอกาสเลยเมื่อพลาด ถ้าหากว่า Operator ของเราคือคนเดียวที่พลาดท่าถูก K.O. ถ้าหากว่าเวลายังเหลือ และเพื่อนรวมทีมของเราทั้งหมดยังไม่ตาย พวกเขาสามารถแบกร่างของเรากลับไปที่จุดหนีได้ และถ้าหากทำแบบนั้นจะไม่ถือว่าเป็น MIA และยังสามารถเล่น Operator นั้นในรอบ ต่อๆ ไปได้ครับเพียงแต่สำหรับเลือดจะไม่ได้เกินมาแบบเต็ม 100 ในภารกิจต่อไปเช่นเดียวกัน ใน Extraction หาก Operator ของเราอาจจากรอบการเล่นมาเหลือเลือดเท่าไหร่ เขาก็จะเหลือเลือดเช่นนั้น ผู้เล่นจำเป็นต้องปล่อยให้ตัวละครพักฟื้นก่อนสัก 1 - 2 รอบการเล่น เพื่อให้ Operator ได้พักฟื้นให้กลับมาเลือดเต็ม 100 อีกครั้งคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ หลังจากได้มีโอกาสเล่นเกมนี้ไปประมาณ 3 - 4 รอบ ตัวผมเองกับ ตัวแทนจากสื่อเจ้าอื่นลงความเห็นตรงกันว่า ความสามารถในการเพิ่มเลือดเองได้ของ DOC ถือว่าช่วยให้การเล่นในแต่ละรอบทำได้ง่ายมากขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ใช่ทุกครั้งไปที่เราจะได้พบกับกล่อง First Aid ในเวลาที่ต้องการมันจริงๆ การที่สามารถเพิ่มเลือดได้เองเลยทำให้ในแต่ละรอบการเล่นทำได้ง่ายกว่ามากปืนลูกซองถือเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งมากในภาคนี้ เนื่องจากกระสุนที่มีมาให้เยอะ และดาเมจที่ทำได้รุนแรงมาก ทำให้มันเหมาะจะเอาเข้าไปยิงเอเลี่ยนพอสมควรเลย ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตอนวางขายจะมีการลดความแรง หรือจำนวนกระสุนเริ่มต้นรึเปล่า แต่ถ้าหากว่าไม่ถือว่าเป็นปืนที่แนะนำสำหรับผู้เล่นในช่วงแรกที่ยังไม่ชินด่าน เนื่องจากหากถูกเข้าข้างหลังจะได้ไม่เสียเลือดมากเกินไปเพราะยิงเอเลี่ยนตายช้าครับสรุปExtraction ถือว่าเป็นเกม Shooting Co-Op ที่น่าจับตามองมากประจำปี 2021 นี้ ซึ่งหลังจากที่ได้เล่นมาประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องบอกเลยว่าสนุกจริงๆ แต่ในเรื่องว่าน่าซื้อมาเล่นขนาดไหนส่วนตัวคิดว่ายังไม่ควรสรุปในตอนนี้เนื่องจากยังไม่เห็นราคาของเกม และมีความคิดว่า $19.99 คือราคาแพงที่สุดเท่าที่จะรับได้สำหรับเกมนี้ เนื่องจากปริมาณคอนเทนต์ที่ไม่มากเท่าไหร่ ต้องรอดูต่อไปว่า Ubisoft จะวางขายเกมนี้ในราคาเท่าไหร่ต่อไปครับ    
02 Jun 2021
รีวิว Counter:Side เมื่อโลกใบนี้ต้องลุกเป็นไฟ จากภัยพิบัติวัตถุคอร์รัปต์
เมื่อทีมงานของ Studio Bside ผู้ที่เคยพัฒนาเกมเกาหลีชื่อดังอย่าง Elsword และ Closer อยากจะลองลุยตลาดเกมมือถือที่เน้นด้านมืดของสังคมและสภาพการเมืองของโลกใบนี้ โดยยังคงความแฟนตาซีซึ่งเป็นสไตล์ที่ทีมงานถนัด จนออกมาเป็นเกมที่ชื่อว่า Counter:Sideและเมื่อมันคลอดออกมาก็ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั่วเอเชียจนล่าสุดก็ได้บริษัท Zilong มาเปิดให้บริการในโซน SEA รวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นไปตามคาด กระแสของเกมนี้ก็ทำให้คนไทยหลายคนชื่นชอบและเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ด้วยเนื้อเรื่องที่หนักหน่วงชนิดเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด และตัวละครเกือบทุกตัวนั้นหล่อเท่ไปเสียหมด...บทความนี้จะเป็นการรีวิวเกม Counter:Side ฉบับภาษาไทยและแบบที่คนไม่เคยเล่นหรือไม่ได้สัมผัสเกมนี้มาก่อน อยากจะรู้ว่าจะเป็นอย่างที่เขาร่ำลือกันหรือไม่========================================สัมผัสแรกที่ได้รู้จักกับคำว่า Counter:Sideเกม Counter:Side นี้เป็นเกมแนว Tactic Turn-Base, Strategy ผสมผสานกับ Defend RPG ที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะลงตัวเลยล่ะ แม้ว่าตอนที่เข้ามาเล่นครั้งแรก หากมองผิวเผินแล้ว มันจะยังมีกลิ่นอายของเกม Closer แต่เมื่อลองเล่นไปสักพักก็พบว่า ตัวเกมฉีกกฎและมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่คิดว่าทีมงาน Studio Bside จะทำอะไรออกมาได้ค่อนข้างดีขนาดนี้มาก่อนส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยสันทัดวัฒนธรรมหรือสัมผัสความเป็นเกาหลีใต้มากนัก ทั้งชื่อตัวละครหรือการแสดงออกผ่านตัวละครต่างๆ ภายในเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างแทรกความเป็นเกาหลีใต้ไม่น้อยซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะชินกับเกมที่มาจากฝั่งญี่ปุ่นเสียส่วนมากหรือตัวเกมพยายามยัดความเป็นเกาหลีมากไปเสียหน่อย ( ก็มันเป็นเกมคนเกาหลีใต้ล่ะนะ ) แต่หากลองเปิดใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ บอกเลยว่าการมันไม่ได้แย่ และออกไปทางดีมากด้วยซ้ำทั้งบทบาทของตัวละครและการแสดงออก รวมถึงบทต่างๆ ทำออกมาได้สุดยอดมากๆ โดยเฉพาะเรื่องราวสตอรี่หลักและเสริมนั้นบอกเลยว่าหนักแน่นไม่แพ้เกมอื่นๆ ชนิดที่เรียกว่าเหลี่ยมเยอะ เหลี่ยมจัด เหลี่ยมยิ่งกว่าทุเรียนเสียอีกด้วยความที่ว่าเป็นคนที่ชอบเล่นเกมแล้วเสพเนื้อเรื่องเป็นหลัก จึงค่อนข้างที่จะสนุกกับมันอย่างมากโดยลืมความไม่อินที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีไปจนหมด จัดว่าแจ่มเลยล่ะส่วนในด้านตัวละครนั้นถือเป็นมาตรฐานต้องมีบรรดาหนุ่มสาวหล่อเท่ไว้ให้เราดึงตัวพวกเขามาร่วมทีมกับเรา ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะชอบ กาอึน, คาริน หว่อง, ไคลน์ หว่อง, เฉินเจีย, เสี่ยวหลินหรือซอ ยุน แต่ทางนี้กลับหลงรักยายแก่ๆ คนหนึ่งที่เปิดตัวลงมาจาก VTOL ตอนต้นเกมเสียอย่างนั้น ( คุณก็รู้ว่าใคร ) เพราะให้รู้สึกมีความเป็นฝรั่งอย่างมาก ทำให้รู้สึกผิดคาดและปลื้มทีมงานที่ค่อนข้างใส่ใจกับตัวละครที่เป็นต่างชาติในแง่อุปนิสัยของชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดีเลยล่ะนอกจากนี้ บทพูดของตัวละครอื่นๆ อย่างพวกเหล่าทหารก็รู้สึกใส่ใจเช่นเดียวกันอย่างเช่นพลปืนธรรมดาๆ หรือหน่วยทหารบางหน่วยก็ยังมีบทพูดที่รู้สึกว่า Mood Maker อย่างมากจนรู้สึกว่าแม้พวกเขาจะเป็นแค่ทหารปิดหน้า แต่ก็อยากให้พวกเขาร่วมงานกับเรา หรือแม้กระทั่งเหล่าจักรกล...โห้ว! ยิ่งอยากได้เอามาร่วมทีมมากๆ รู้สึกเหมือนได้ Metal G------ มาครอบครอง ( ฮ่าๆๆๆ ) ....โดยรวมในด้านตัวละครนี่ค่อนข้างกินขาดเลยล่ะ ในหลายๆ อย่างในปี ค.ศ 2044 เมื่อโลกตกอยู่ในความวุ่นวายของเหล่า Erosionsเนื้อเรื่องของเกม Counter:Side จะอยู่ในปี ค.ศ 2044 เมื่อทรัพยากรของมนุษย์เริ่มขาดแคลน แต่ก็ได้พลังงานทดแทนสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Eternium ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่โลกมนุษย์ได้อย่างมากมาย ส่วนจุดกำเนิดของแร่ชนิดนี้มันมีมากใน 'อีกฝากของมิติ' ซึ่งเราเรียกมันว่า 'Counter side' เมื่อมนุษย์ได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ด้วยเทคโนโลยีการ Dive เพื่อเข้าไปทำการขุดแร่ชนิดนี้และป้อนพลังงานให้กับฝั่งโลกมนุษย์ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมหันตภัยครั้งใหญ่ของโลก เมื่อสิ่งที่เรียกว่า Erosions หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่เรารู้จักกันในนาม 'วัตถุคอร์รัปต์' มันสิ่งมีชีวิตปริศนาที่อาศัยใน Counter side ก็ได้ทำการบุกรุกโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน เพราะพวกมันสามารถ Dive เข้ามายังมิติของมนุษย์ได้เพื่อเป็นการตอบโต้ มนุษย์ก็ได้เริ่มตอบโต้ด้วยการสร้างเจ้าหน้าที่พิเศษอย่าง Counter Watch หรือเรียกสั้นๆว่า เคาท์เตอร์ ผู้มีพลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปและสามารถตอบโต้หรือจัดการเหล่าวัตถุคอร์รัปต์ได้อย่างดี อีกทั้งสามารถทนต่อการอยู่ในมิติของ Counter Side โดยไม่ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันได้ แต่หากอยู่นานๆ ก็อาจจะมีผลถึงชีวิตหรือกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Shadow ได้เช่นกันเนื้อเรื่องจะโฟกัสไปที่สมาชิกเคาท์เตอร์ทีมเฟนรีร์ทั้งสามคนของบริษัทคอฟฟิน ซึ่งเป็นบริษัท Task Force ที่เคยมีอำนาจและมีชื่อเสียงในการต่อต้านเหล่าวัตถุคอร์รัปต์ในอดีต ( หากนึกภาพไม่ออก ให้เรานึกถึงบริษัทกองกำลังติดอาวุธหรือพวก PMC แต่มีหน้าที่ปราบปรามภัยวัตถุคอร์รัปต์ ) ซึ่งตอนนี้เกือบกลายเป็นบริษัทที่ล้มละลาย จนทำให้ 'ฮิลเด้' หัวหน้าทีมเฟนรีร์ที่ได้หายสาปสูญไปเมื่อหลายปีก่อนได้กลับมา โดยมี 'จู ชิยุน' มาต้อนรับเธอเป็นคนแรก และทั้งสองก็ได้ต้อนรับเคาท์เตอร์หน้าใหม่ที่ชื่อ 'ยู มีนา' ซึ่งชะตากรรมของทั้งสามคนกำลังได้เริ่มต้นภารกิจกอบกู้ชื่อเสียงบริษัทและกอบกู้โลกได้เริ่มขึ้นส่วนตัวผู้เล่นนั้นจะเป็น CEO หน้าใหม่ของบริษัทคอฟฟิน ซึ่งตอนนี้เกือบกลายเป็นบริษัทที่ล้มละลายหากไม่ได้ตัวผู้เล่นหรือ CEO เข้ามา Take Over บริษัทนี้ เราจึงมีหน้าที่ทำให้บริษัทกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และเมื่อเล่นไปสักพัก เราจะได้รู้อดีตอันดำมืดของตัวละครหลายๆ ตัว รวมถึงตัว CEO เองซึ่งบอกเลยว่าต้องลองเล่นดูแล้วจะรู้ว่า เนื้อเรื่องเกมทำออกมาดีมาก เข้มข้นยิ่งกว่ากาแฟเสียอีก แม้ว่าแปลไทยอาจจะมีคำผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ถือว่าให้อภัยได้หน้า UI ต่างๆ ได้ออกมาอย่างดีแถมตัวละครก็ Live 2D ด้วยในเรื่องหน้า UI ของตัวละครจัดได้ว่าออกแบบได้ค่อนข้างดีและดูง่าย ใช้งานง่ายและสะดวกมากๆ ซึ่งหลายๆ เกมส่วนใหญ่ก็จะเริ่มออกแบบหน้า UI ในลักษณะนี้แม้จะดูเรียบๆ ไม่หวือหวาแต่ดูสบายตาใช้งานสะดวกมากกว่า ซึ่งภาษาบ้านเราจะเรียกว่า เรียบหรู' เลยล่ะนะ และในส่วนของตัวละครนั้น จะเป็นแบบ Live 2D ทุกตัว ซึ่งแน่นอนว่ารู้สึกทำให้ตัวละครดูดีขึ้นแบบ 300% เลยทีเดียว นี่คือข้อดี แล้วความฮามันอยู่ตรงนี้ เราจะสามารถเลือกตัวละครในสังกัดเรา จะมาวางบนตำแหน่งไหนของหน้า Lobby ได้ แถมจะปรับขนาดให้เล็กหรือใหญ่ก็ได้ มันไม่ต่างอะไรกับการออกแบบหน้าจอได้ตามสไตล์ของเราเอง ซึ่งบางคนก็ทำเอาซะ...ใช่แล้ว...ทำเอาซะฮาแบบนี้แหละ ปืนใหญ่นิวอาร์มสตรอง ไซโคเจ็ท อาร์มสตรอง!!แต่ว่าก็ยังมีจุดที่อยากจะพูดอยู่เสียนิดหน่อยอย่างเช่นปัญหาการเปลี่ยนพื้นหลัง หากเราเปลี่ยนภาพพื้นหลังเป็นพื้นหลังโทนสว่างหรือตอนกลางวัน สีของ Font และสีอักษรหน้าเมนูช่วงบนๆ จะกลืนไปกับฉากหลังโทนสว่างเลย อุตสาห์เสียเงินซื้อภาพพื้นหลังใหม่ๆ แต่กลับใช้แล้วแสบตาเพราะภาพมันฟุ้งและแสงมันจ้ามากๆ สุดท้ายก็กลับมาใช้ภาพพื้นหลังหน้า UI แบบเดิมรู้สึกสบายตากว่าเยอะทรัพยากรที่มากมายจนต้องบริหารให้ดีอีกจุดที่พูดถึงคงจะไม่ได้ก็คือเรื่องของทรัพยากรภายในเกมนั้นบอกเลยว่า ทุกอย่างสำคัญหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น เงินภายในเกมที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายหลักภายในเกมทั้งค่าอัพเลเวลตัวละคร ค่าสร้างอุปกรณ์ต่างๆ, แร่ Eternium ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเล่นเนื้อเรื่องในแต่ละด่านทั้งเนื้อเรื่องหลัก เนื้อเรื่องเสริมหรือในอิเวนต์ก็ตาม, Info, ไว้สำหรับเป็นทรัพยากรการลง Dive หรือบ้านเราเรียกว่าลงเหมืองเพื่อหาทรัพยากรอย่างอื่นรวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการอ่านประวัติข้อมูลลับของตัวละคร และทรัพยากรอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งทุกอย่างบอกเลยว่า สำคัญหมด หากใช้ทรัพยากรไม่ยั้งคิด ก็อาจจะหมดได้อย่างรวดเร็วจนต้องโอดครวญ โชคดีเกมนี้ยังใจดีที่มีการแจกทรัพยากรรายวันก็เยอะเหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องระวังอจุดนี้อยู่ดีโดยเฉพาะการใช้แฟ้มเอกสารเพื่อเร่งการอัพเลเวลของตัวละครนั้นจะใช้เงินค่อนข้างเยอะมาก ครั้งหนึ่งเป็นหลักล้านและใช้แฟ้มเอกสารอัพเลเวลจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้รู้สึกต้องคิดหนักว่าควรจะปั้นตัวไหนก่อนดีระบบการเล่นที่มีสองระสไตล์ในการรบอีกหนึ่งจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบบการเล่น โดยจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นส่วน ส่วนแรก จะเป็นสไตล์แนว Turn-Base โดยเราจะต้องนำทีมตัวละครของเราขึ้นบนยาน ซึ่งยานแต่ละลำที่เรามี จะมีก้าวเดินแตกต่างกัน โดยยานหนึ่งลำ บรรทุกสมาชิกภายในได้ 8 คนประเภทของยานที่เราเลือกใช้จะมีความแตกต่างกันไป อย่างเช่น ยานจู่โจม แม้จะเดินได้หนึ่งช่องแต่สามารถวางยานบนช่องเดินจู่โจมเพื่อความได้เปรียบทางสมรภูมิ, ยานลาดตระเวร จะสามารถเดินในแนวตั้งและแนวนอนได้สองก้าว, ยานสนับสนุนสามารถเดินทะแยงได้สองก้าว และยานรบหนักจะสามารถเดินไปด้านหน้าและเยื้องไปข้างหน้าได้สองก้าว นอกเหนือจากความแตกต่างเรื่องก้าวเดิน ก็ยังมีความแตกต่างเรื่องสกิลของยานรบนั้น และจะส่งผลกับคนในทีมอีกด้วย ฉะนั้นการเลือกยานรบให้เหมาะสมกับสมาชิกภายในทีม จะสามารถช่วยให้กุมชัยชนะได้ง่ายขึ้นด้วยเมื่อยานของเราเข้าปะทะกับศัตรูภายในเกม จะเข้าสู่โหมด Defend Tower ทันที ซึ่งจะคล้ายกับเกม Metal Slug Attack ก็คือเราจะต้องวางยูนิตลงไปในสนาม และยูนิตในสนามจะทำการโจมตีกับศัตรูตรงหน้า ซึ่งจะมีการต่อสู้ทั้งรูปแบบ เข้าไปทำลายฐานที่มั่นฝั่งตรงข้ามหรือตั้งรับการมาของศัตรูเป็นเวฟ โดยยูนิตแต่ละตัวจะมีความสามารถและสกิลที่แตกต่างกัน รวมถึงมีการแพ้ทางกันและกันด้วยเช่น สายจู่โจมชนะสายปืน, สายปืนชนะสายโล่, สายโล่ชนะสายซุ่มยิง และสายซุ่มยิงชนะสายจู่โจม นอกจากนี้ยังมีสายบุกทะลวงกับสายป้อมปราการเพื่อเสริมการโจมตีหรือตั้งรับป้องกันยานรบของเราด้วย โดยรวมแล้วเล่นไม่ยาก และเหมาะสำหรับสายขี้เกียจเพราะมีระบบเล่นแบบออโต้ด้วยเงื่อนไขการชนะแต่ละครั้งคือ บุกทำลายศัตรูให้สิ้นโดยห้ามให้ยานรบหลักของเราถูกทำลาย หรือศัตรูเข้ายึดฐานที่มั่นเราได้ แต่นอกเหนือจากนี้การต่อสู้แบบ Raid Boss หรืออิเวนต์ในอนาคตก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง================================================ทั้งหมดนี้คือการรีวิวของเกม Counter:Side ซึ่งเป็นการรีวิวครั้งแรกโดยไม่เคยไปเล่นเซิร์ฟเวอร์ไหนมาก่อน บอกเลยว่าดีงามมากๆ เป็นเกมที่่เล่นง่าย แม้ว่าตัวเกมค่อนข้างเน้นในการฟาร์มของเสียหน่อย แต่ด้วยการที่มันมีระบบเล่นออโต้ ปล่อยให้ฟาร์มของแล้วเราก็ไปทำอย่างอื่นได้โดยไม่ดูดเวลาชีวิตจนเกินไปนัก ก็ถือว่าชดเชยในส่วนนี้ได้ ด้านเนื้อเรื่องบอกว่ากินขาดทั้งความเข้มข้น และความหลากหลายอารมณ์ แม้คนที่จะไม่ค่อยอินวัฒนธรรมเกาหลีหรือเสียงพากย์เกาหลีก็ยังสนุกกับมันได้ ถือเป็นอีกเกมที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!และสุดท้าย.... ยายฮิลเด้ที่หนึ่งของเรา เราจะรอวันที่ยายมีร่าง Awaken นะ================================================สรุปข้อดี:- ระบบการเล่นที่เล่นง่าย- มีระบบออโต้ในการเล่น- ตัวละครหล่อเท่และสวยน่ารักมากๆ- เนื้อเรื่องเข้มข้น หักเหลี่ยมโหดเฉือนคมกันสุดๆ- ฮิลเด้ ไวฟุหมายเลขหนึ่งของผู้เขียนบทความนี้----แค่กๆๆๆ!!!ข้อเสีย:- ทรัพยากรมีหลากหลายมากจนเกินไปเสียหน่อย- การใช้ทรัพยากรแต่ละครั้งสูงมาก- เป็นเกมที่ค่อนข้างเน้นการฟาร์ม อาจจะเบื่อง่ายคะแนน: 8/10
01 Jun 2021
Biomutant Review 'เกมจอมยุทธ์หน้าขนผจญภัยสำหรับคอ RPG ตัวยง'
ตั้งแต่ที่เกมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2017 ที่งาน Gamescom ประเทศเยอรมนี เกม Biomutant ก็ได้รับการจับตามองโดยสื่อและเกมเมอร์หลายๆ คนจากทั่วโลก ที่คาดหวังกับแนวคิดของเกมที่ผู้พัฒนาบรรยายว่าเป็น “เทพนิยายกังฟูในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย” แต่ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ที่เกมเปิดตัว ผู้พัฒนา Experiment 101 ก็ไม่ค่อยจะได้ปล่อยข้อมูลหรือข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเกมออกมาให้ติดตามกันบ่อยนัก จนทำให้หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าจริงๆ แล้วเกม Biomutant มันเป็นอย่างไรกันแน่หลังจากที่ได้เล่นเกม Biomutant ไปแล้วราวๆ 25 ชั่วโมงบนเครื่อง PlayStation 5 ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา (ขอขอบคุณบริษัท THQ Nordic และ Epicsoft สำหรับโค้ดรีวิวเกมล่วงหน้า) ต้องบอกว่า Biomutant ถือเป็นเกมที่มีจุดเด่นหลายจุด โดยเฉพาะในแง่ของเกมเพลย์และการพัฒนาตัวละคร ที่สามารถปรับแต่งความสามารถและค่า Stat ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น รวมไปถึงระบบการคราฟติ้ง (Crafting) ที่มีทางเลือกให้ปรับแต่งทั้งหน้าตาของไอเทมและตัวเลขความเสียหายได้อย่างไม่สิ้นสุด และยังมีโลก Open World ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเควสและความลับให้ค้นหาเต็มไปหมด ซึ่งน่าจะเข้าทางคนที่ชื่นชอบการเล่น RPG แนวผจญภัยเป็นอย่างมาก ตราบใดที่สามารถมองข้ามข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงของเกมได้เรื่องราวของ Biomutant เกิดขึ้นในในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย หลังจากที่เหล่ามนุษย์ในโลกของเกมได้ละทิ้งดาวเคราะห์บ้านเกิดที่ถูกทำลายจากมลพิษและสารเคมี เหลือทิ้งไว้เพียงสิงสาราสัตว์หลากหลายชนิดที่กลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจากสารเคมีที่เหลือทิ้งเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าสัตว์กลายพันธุ์ก็ได้รวมตัวกันเป็นเผ่าต่างๆ 6 เผ่าที่ปกครองพื้นที่ของตัวเองอย่างสันติ โดยมีต้นไม้โลก (World Tree) ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเผ่าทั้ง 6แต่แล้ววันหนึ่ง จู่ๆ ก็มีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ 4 ตัวที่เรียกว่าเหล่า World Eaters ได้ปรากฏตัวขึ้นจากทะเล และเริ่มจู่โจมรากของต้นไม้โลก ซึ่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ยังจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างเผ่าทั้ง 6 ที่ล้วนเตรียมตัวจะเปิดสงครามกับเผ่าอื่นๆ ได้ตลอดเวลาอีกด้วยผู้เล่นจะได้รับบทเป็นสัตว์กลายพันธุ์ตัวน้อย ผู้ซึ่งต้องเลือกว่าจะเป็นฮีโร่ที่ปราบสัตว์ประหลาดทั้ง 4 และนำสันติภาพมาสู่เผ่าทั้งหลาย หรือจะเป็นวายร้ายที่พยายามทำลายต้นไม้โลกเพื่อกวาดล้างทุกสิ่ง โดยแน่นอนว่าเนื้อเรื่องและตอนจบของเกมจะเปลี่ยนแปลงไปตามทางเลือกมากมายที่ผู้เล่นเลือกระหว่างทางนั่นเองเมื่อเริ่มต้นเกม ผู้เล่นจะต้องสร้างตัวเอกสัตว์กลายพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตั้งแต่สายพันธุ์ รูปร่างหน้าตา ค่าสถานะต่างๆ รวมไปถึงคลาสหรืออาชีพเริ่มต้นของตัวละครด้วย โดยสายพันธุ์ของตัวละครจะกำหนดค่า Stat เบื้องต้นของตัวละครเช่นกำลัง (Strength) ความว่องไว (Agility) หรือปัญญา (Intellect) ในขณะที่คลาสจะกำหนดความสามารถติดตัวและอาวุธเริ่มต้นของตัวละคร แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ เราจะสามารถอัปสกิลและค่า Stat ได้ตามใจชอบอยู่แล้ว และใช้อาวุธได้ทุกชนิดด้วย ทางเลือกทั้งหลายจึงสำคัญจริงๆ เฉพาะในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของเกมเท่านั้นเอง ส่วนคนที่กังวลเรื่องที่ค่า Stat ต่างๆ จะผูกกับรูปร่างหน้าตาของตัวละคร (เช่นถ้าค่า Strength หรือกำลังสูงก็จะทำให้ตัวละครมีรูปร่างบึกบึนโดยปริยาย ถ้ามีค่า Agility หรือว่องไวสูงก็จะตัวผอมๆ หน้าตาเจ้าเล่ห์โดยเลือกไม่ได้) ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเล่นต่อไปไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะสามารถปรับแต่งหน้าตาตัวละครได้อีกครั้งโดยไม่กระทบค่า Stat ของเราด้วย แต่ต้องเลือกสายพันธุ์ให้ดีเพราะเปลี่ยนทีหลังไม่ได้เมื่อสร้างตัวละครเสร็จและผ่านฉากต่อสู้ที่เกมใช้ฝึกสอนการควบคุม รวมไปถึงฉากคัตซีนย้อนอดีตที่ค่อนข้างยาว ผู้เล่นก็จะได้รับอิสระในการผจญภัยไปในโลกของ Biomutant ได้อย่างอิสระ โดยจะมีเควสเนื้อเรื่องกว้างๆ ให้เราเท่านั้นเช่น “หยุดสงครามระหว่างเผ่า” หรือ “รักษาต้นไม่โลก” ก่อนที่จะให้เราออกไปผจญภัยและรับเควสอื่นๆ จาก NPC เอาเอง ในจุดนี้ต้องยอมรับว่าโลกของเกมทำออกมาได้สวยและน่าสนใจมากๆ ผู้เล่นจะได้เห็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแปลกๆ ของสัตว์กลายพันธุ์กับซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่จากอารยธรรมมนุษย์ มีทั้งหุบเขาที่ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี หรือป่าที่มีน้ำมันรั่วไหลจนไฟโหมโชนตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นยังสามารถใช้ยานพาหนะหรือสัตว์ขี่หลากหลายชนิดเพื่อสำรวจได้อย่างอิสระ แม้ว่ากราฟิก Unreal Engine 4 ของเกมจะแลดูเก่าๆ ไปบ้างแต่ความหลากหลายของสภาพแวดล้อมบวกกับสไตล์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ก็พอจะทำให้มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้บ้างแน่นอนว่าโลกของเกมย่อมเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งในรูปแบบของสัตว์ร้าย กลุ่มโจร หรือสมาชิกของเผ่าอริ ที่ผู้เล่นจะต้องปราบผ่านเกมเพลย์สไตล์แอคชั่นของเกม โดยเกมเพลย์แนวแอคชั่นของ Biomutant ก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา ผู้เล่นจะต้องใช้การโจมตีเบาหรือหนักรวมไปถึงการโจมตีด้วยอาวุธปืนเพื่อต่อกันเป็นคอมโบ พร้อมกับการพุ่งหลบหรือปัดป้องการโจมตีของศัตรูไปด้วย โดยเมื่อปัดป้องได้ก็จะทำให้สามารถใช้ท่าสวนที่มีความรุนแรงมากๆ ได้ และมีระบบหลอดสตามิน่าที่จำกัดจำนวนครั้งที่เราสามารถพุ่งหลบติดต่อกันได้ ถือเป็นระบบแอคชั่น RPG มาตรฐานที่ไม่ซับซ้อนหรือท้าทายจนเกินไปโดยเฉพาะสำหรับคนที่ผ่านเกมแอคชั่นเดือดๆ ชนิด Devil May Cry หรือ Sekiro: Shadows Die Twice มาแล้วสิ่งที่ทำให้เกมเพลย์ของ Biomutant รู้สึกสนุกขึ้นมาคือระบบสกิลประจำอาวุธของเกม รวมไปถึงระบบ Wung-Fu อีกด้วย โดยอาวุธแต่ละชนิดในเกม Biomutant ทั้งระยะประชิดและระยะไกล จะมีท่วงท่าคอมโบที่เรียกว่า Special Attack ของตัวเองที่จะต้องใช้แต้มสกิลในการปลดล๊อค และเมื่อเราใช้ท่า Special Attack ที่ไม่ซ้ำกัน 3 ครั้งจะทำให้ตัวละครเข้าสู่โหมดจอมยุทธ Wung-Fu ที่มาพร้อมท่าโจมตีพิเศษของตัวเองอีก การต่อสู้ในเกม Biomutant จึงมักจะเป็นเหมือนการร่ายระบำที่เต็มไปด้วยกระสุนและคมดาบ ในขณะที่ผู้เล่นพยายามหาช่องในการใช้ท่า Special Move ให้ครบ 3 ครั้ง และเผด็จศึกศัตรูด้วยโหมด Wung-Fu แบบเท่ๆ นั่นเอง ยังไม่นับรวมการสลับไปมาระหว่างอาวุธพิเศษอีกหลายชนิดที่หาได้ตามเนื้อเรื่อง ซึ่งมาพร้อมคอมโบของตัวเองเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากวรยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น เกมยังมีระบบพลังพิเศษอีกสองชนิดที่เรียกว่า Mutations และ Psi-Powers อีกด้วย โดย Mutations หรือการกลายพันธุ์มักจะเป็นความสามารถที่เน้นการสนันสนุนมากกว่า เช่นการเรียกเห็ดออกมาเหยียบเพื่อให้กระโดดสูงขึ้น หรือการพ่นพิษให้ศัตรูเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่อง ในขณะที่ Psi-Powers จะมีลักษณะเป็นเหมือนพลังจิตหรือเวทย์มนตร์ เช่นการปาลูกไฟ หรือการเทเลพอร์ตระยะสั้นเป็นต้น ซึ่งก็ช่วยเสริมให้เกมเพลย์แนวแอคชั่นนั้นมีความหลากหลายมากขึ้นไปอีก องค์ประกอบเกมเพลย์ที่สำคัญอย่างสุดท้ายที่น่าชมคือเรื่องของการคราฟติ้ง (Crafting) ที่เปิดให้ผู้เล่นใช้ชิ้นส่วนชนิดต่างๆ ที่หาได้ในเกมมาประกอบกันเป็นอาวุธ ซึ่งทำให้สามารถสร้างอาวุธชุดเกราะหน้าตาพิศดารๆ มาใช้ได้ไม่รู้จบ และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งความสามารถของปืนได้มากมายผ่านการเลือกชิ้นส่วนที่มีค่า Stat ต่างๆ มาประกอบกัน ตั้งแต่คันท้าย ด้ามจับ ลำกล้อง หรือกระทั่งซองใส่กระสุน ซึ่งการไล่ตามหาชิ้นส่วนระดับสูงๆ เพื่อพัฒนาขีดจำกัดของปืนขึ้นไปเรื่อยๆ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเกมแนว RPG ที่จะได้ปรับแต่งอาวุธและชุดเกราะของตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยผู้เล่นยังสามารถอัปเกรดไอเทมที่ชอบให้พัฒนาจากระดับเริ่มต้นไปเป็นระดับสูงได้ด้วย ฉะนั้นถ้าเจอชุดไอเทมที่ถูกใจก็สามารถเก็บไว้ใช้ได้จนเบื่อเลยเช่นเดียวกันทั้งนี้ทั้งนั้น กล่าวถึงข้อดีหลายๆ อย่างของเกมไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้พูดถึงจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของเกม ซึ่งก็คือเรื่องของเนื้อเรื่องและการนำเสนอ ที่แลดูจะผ่านการใส่ใจมาไม่มากเท่ากับระบบเกมเพลย์ต่างๆ เลยแม้แต่น้อย ในระดับที่ไม่ใช่แค่ว่าไม่ได้เพิ่มอะไรให้กับเกม แต่กลับทำร้ายประสบการณ์การเล่นด้วยสำหรับผู้เขียนถ้าจะให้พูดกันตามตรง เนื้อเรื่องของเกม Biomutant น่าจะเป็นจุดที่อ่อนที่สุดเกี่ยวกับเกมซะแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเสมอเวลากล่าวถึงเกม RPG โลกเปิดยาวๆ ที่มีเนื้อเรื่องเป็นจุดขายหลักข้อหนึ่งเช่นเกมนี้ ปัญหาโดยรวมเกี่ยวกับเนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้มาจากโครงเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆ ซะทีเดียว (ซึ่งไม่ได้จะบอกว่าดีนะ) แต่เป็นวิธีที่เกมใช้ในการนำเสนอเหตุการณ์เหล่านั้นมากกว่า เช่นการที่ตัวละครในเกมจะพูดกันเป็นภาษาสัตว์มั่วๆ โดยมีเสียงสวรรค์คอยแปลภาษานั้นให้เราฟังอีกที ส่งผลให้บทสนทนาหนึ่งลากยาวออกไปนานกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ เพราะต้องรอให้พวกสัตว์พูดซะก่อนแล้วค่อยฟังนักบรรยายแปลทีละประโยคๆและด้วยความที่นักบรรยายมักจะแปลจากมุมมองบุคคลที่สามเสมอ ทำให้บางครั้งก็งงๆ ว่าสรุปตอนนี้กำลังพูดถึงใครอะไรยังไง แถมเกมยังมีศัพท์แสลงในโลกของตัวเองที่ใช้เรียกสิ่งของทั่วไปเช่น “เงิน” (Money) ในเกมใช้คำว่า Green หรือ “น้ำ” (Water) ในเกมใช้คำว่า “Goo” ซึ่งขนาดคนฟังภาษาอังกฤษออกยังต้องมาตีความอีกขั้น และบางครั้งตัวนักบรรยายเองก็มีความสำบัดสำนวนเหมือนกำลังอ่านนิทานอีก สุดท้ายจึงทำให้การตามเนื้อเรื่องทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องหลักและเนื้อเรื่องเสริมต่างๆ มีความติดขัดน่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยนอกจากนี้ โมเดลตัวละครในเกมแทบทุกตัวยังออกแบบมาได้ไม่ค่อยดีนัก ไม่ได้ชวนให้มองหรือจดจำตัวใดๆ ในทางที่ดีเท่าไหร่เลย แถมอนิเมชั่นยังทำออกมาแข็งๆ ราวกับเป็นเกมจากสมัย PS3 ซะอีก ซึ่งก็ทำให้การตัดสินใจของผู้พัฒนาในการใช้ฉากคัตซีนแบบ In-Engine (ใช้โมเดลเดียวกับในเกม มากกว่าการทำคัตซีนเป็นวิดีโอ CG) แทบจะ 100% เหมือนการวางยาตัวเองไปด้วย เพราะไม่สามารถสื่ออารมณ์ความรู้สึกหรือท่าทางที่ซับซ้อนใดๆ ได้เลย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องในเกมนี้ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อยองค์ประกอบเนื้อเรื่องสุดท้ายคือระบบความดี-ความเลวหรือที่เกมเรียกว่า “Aura” นั่นเอง โดยในระหว่างการสนทนากับ NPC บางตัว ผู้เล่นมักจะได้รับตัวเลือกที่จะเพิ่มออร่าความดีหรือความเลวให้กับเราเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกำหนดพลัง Psi-Powers ที่เราเข้าถึงได้และยังส่งผลต่อท่าที่ของ NPC ที่คุยกับเรา รวมไปถึงตอนจบของเนื้อเรื่องด้วย แน่นอนว่าเราจะไม่ขอพูดถึงตอนจบของเนื้อเรื่องเพื่อกันสปอย แต่เราพบว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของ NPC ต่อตัวละครที่มีออร่าด้านสว่างและด้านมืด เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และทางเลือกที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องจริงๆ มักจะมีการแจ้งบอกก่อนเสมอ จึงมีอยู่จริงๆ เพียงไม่กี่ทางเลือกตลอดทั้งเกมกล่าวโดยสรุป เกม Biomutant เป็นเกมที่วางพื้นฐานมาได้ดีพอสมควร แม้เกมจะสนุกเสมอในขณะที่กำลังท่องโลกกว้าง หรือเวลาที่หมกมุ่นอยู่กับการปั้นตัวละครผ่านระบบ RPG แต่ระบบเนื้อเรื่องของเกมทั้งหมดกลับทำออกมาแปลกมากจนทำให้เสียอารมณ์ไปได้เลยอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน หากคุณไม่ใช่คนที่ชื่นชอบเกม RPG มากพอจะมองข้ามข้อเสียที่ว่าไปนี้ เกม Biomutant คงไม่ได้น่าสนใจนักสำหรับคุณ อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ว่าถ้าเกมได้รับเงินทุนหรือมีเวลาออกแบบระบบเนื้อเรื่องและการนำเสนอให้ดีกว่านี้ เช่นการเพิ่มเสียงพากย์ หรือการออกแบบตัวละครในเกมใหม่ให้น่ารักหรือน่าดึงดูดขึ้น น่าจะไปได้ไกลกว่าสภาพปัจจุบันมากมายนัก และเราอาจจะได้ซีรีส์แอคชั่น RPG ที่น่าจับตามองมาอีกซักเกมก็เป็นได้
24 May 2021
รีวิว Resident Evil Village สานต่อความสยองขวัญ !! เรื่องราวน่าติดตามตั้งแต่ต้นยันจบ
หลังจากที่ทาง Capcom ได้พาแฟรนไชส์เกม Resident Evil ให้กลับมาสยองขวัญอีกครั้งใน Resident Evil 7: Biohazard ที่ได้ทำการปรับเปลี่ยนมุมมองจากเกมแนวมุมมองบุคคลที่ 3 ให้กลายเป็นเกมแนวมุมมองบุคคลที่ 1 แทน ทำให้เรานั้นได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของเกมได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับปูเรื่องราวให้กับตัวละครใหม่อย่าง Ethan Winters ที่เปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของเราเหล่าผู้เล่นโดยตรง และภายในเกม Resident Evil Village ผู้พัฒนาก็เลือกที่จะสานต่อเรื่องราวความสยองขวัญของตัวละคร Ethan Winters อีกครั้ง !! แถมในภาคนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนกลิ่นอายของเกมจากความสยองขวัญในบ้านร้างหลังเดียว ขยายสเกลให้กลายเป็นความสยองขวัญของทั้งหมู่บ้านตามชื่อภาคของเกม เพราะทางผู้พัฒนาอยากที่จะพาเรากลับไปสัมผัสกลิ่นอายความสยองที่ไม่เหมือนใครในเกม Resident Evil 4 นั่นเอง ซึ่งในวันนี้พวกเรา GameFever TH เองได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในการเล่นเกมนี้จนจบมาเรียบร้อย และจะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับ สำหรับเกม Resident Evil Village จะมีความแตกต่างจากเกม Resident Evil 7 ที่วางจำหน่ายมาเมื่อปี 2017 มากน้อยขนาดไหนกราฟิก / การนำเสนอต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวผมเองนั้นเล่นเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 5 มันเลยทำให้ประสบการณ์ที่ได้รับในการเล่นเกมนี้ค่อนข้างครบถ้วนเป็นอย่างมาก ตัวเครื่องสามารถรีดประสิทธิภาพของเกมนี้ออกมาได้อย่างครบถ้วนและสามารถรัน 60 FPS ได้อย่างสบายๆ แต่จากที่ได้ลองเล่นมานั้น ก็ต้องบอกตามตรงว่านอกจากเรื่องแสงเงา และ Ray Tracing ที่ใส่เข้ามาให้สวยขึ้น รายละเอียดโดยรวมก็อาจจะยังไม่ได้รู้สึกถึงความเป็น Next Gen แบบเต็มตัวมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขายังต้องทำเกมลงให้กับ Console เจนเก่าด้วยนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นกราฟิกของเกมนี้ก็ยังอยู่ในระดับ AAA ถ้าให้เทียบกับเกมในสมัยนี้อยู่ดี รวมถึงตัวผมเองได้ลองสัมผัสเกมนี้บนเครื่อง PlayStation 4 ในช่วงตอนที่เล่น DEMO ออกมาเหมือนกัน เอาจริงๆ การเล่นเกมนี้บนเครื่อง Console เจนเก่าก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเคอะเขินแต่อย่างใด เพราะถึงแม้กราฟิกเรื่องแสงเงา อาจจะดูดรอปกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด หรือการที่ตัวเกมจะต้องลดรายละเอียดในฉากหลังเพื่อไม่ให้เกมกินสเปกเกินไปบ้าง แต่ตัวเกมก็ยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้เราเหมือนเดิม เฟรมเรทที่ทำได้ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ 60 FPS นิ่งๆ แต่ก็ถือว่าเล่นได้ลื่นพอสมควร และไม่รู้สึกติดขัดส่วนเรื่องธีมและบรรยากาศของเกม ในตอนแรกหลายๆ คนก็คงจะคิดว่าการที่ตัวเกมเลือกที่จะเล่าบรรยากาศของหมู่บ้านเป็นหลัก ซึ่งมันจะน่ากลัวเท่ากับบรรยากาศในบ้านร้างหรือสถานีตำรวจในภาคก่อนๆ หรือไม่ ? แต่จากที่ตัวผมเองได้สัมผัสมา ถึงแม้ว่าความสยองขวัญในรูปแบบของเกม Resident Evil 7 เราอาจจะไม่ได้เห็นเยอะในภาคนี้ แต่ถ้าให้พูดถึงคอนเซ็ปต์ของคำว่า Resident Evil จริงๆ !! กับสถานที่ที่สุดจะวังเวง ไว้ใจไม่ได้ เราจะต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาเพราะสิ่งมีชีวิตสุดน่าสะพรึงกลัวนั้นพร้อมที่จะออกมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงคอนเซ็ปต์นี้ ก็ต้องบอกเลยว่า Resident Evil Village สามารถนำเสนอได้อย่างไม่ผิดเพี๊ยนเพราะในช่วงเวลาที่เกมดำเนินอยู่ในระแวกหมู่บ้าน ตัวผมเองก็จะรู้สึกระแวงตลอดเวลา ว่าจะมีเหล่า Lycan โผล่มาหาเราตอนไหน เพราะพวกมันมากันเยอะและค่อนข้างดุร้าย หรือจะพาเราไปพบเจอกับสัตว์ประหลาดที่โหดกว่าแบบไม่คาดคิดก็มี หรือบางทีตัวเกมจะให้ความรู้สึกหนีตายเพราะจะต้องหลบหนีสิ่งมีชีวิตสุดโหด ที่จ้องจะไล่ฆ่าเราตลอดเวลา อย่างในช่วงฉากที่อยู่ในปราสาท Dimitrescu  บางทีตัวเกมจะนำเสนอความเป็นบ้านผีสิง ความหลอนประสาท ลึกลับ คับแคบและน่าอึดอัด แต่ถามว่ามันก็อาจจะมีบางช่วงที่อาจจะไม่ได้รู้สึกน่ากลัวขนาดนั้นก็มีเช่นกันครับStoryสำหรับเรื่องราวของ Resident Evil Village นั้นต้องบอกว่ามันค่อนข้างอธิบายยากครับเพราะมันอาจจะเป็นการสปอยส์ แน่นอนเราก็จะยังได้รับบทเป็น Ethan Winters อย่างที่กล่าวไป ที่เขาเนี่ยจะต้องมาตามหาลูกสาวของเขา Rose ในหมู่บ้านลึกลับแห่งหนึ่ง ที่คาดว่าถูกลักพาตัวไปโดย Mother Miranda บุคคลลึกลับที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นที่ศรัทธาของเหล่าผู้คนในหมู่บ้าน รวมถึงเธอยังมีขุนนางทั้ง 4 ที่คอยรับใช้เธออย่าง Alcina Dimitrescu แม่แวมไพร์สาว, Karl Heisenberg ชายแว่นดำลึกลับ, Salvatore Moreau และ Donna Beneviento รวมถึงเราเองก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ตัว Mother Miranda นั้นเป็นใคร !! และต้องการตัวลูกสาวของ Ethan ไปทำไมครับโดยการเล่าเรื่องของ Resident Evil Village ต้องบอกว่าจริงๆ มันก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกันกับเกม Resident Evil 7 อยู่พอสมควร เพราะมันจะเริ่มจากที่ตัว Ethan เนี่ยแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งตัว Ethan เนี่ยมันเหมือนจะทำหน้าที่แทนตัวเราที่ไม่รู้ข้อมูล และเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับเกมสถานที่และเหตุผลต่างๆ เลยรวมถึงเนื้อเรื่องจะค่อนข้างแบ่งออกเป็นพาร์ทๆ และก็ต้องต่อสู้กับเหล่า 4 ขุนนางทั้งหมดนี้ และก็ค่อยๆ หาคำตอบไปเรื่อยๆ ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ มันทำให้การดำเนินเนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความสงสัยตลอดเวลา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นและค่อยไปเฉลยแบบจัดเต็มในช่วงท้ายเกม ซึ่งการที่พูดพัฒนาเลือกที่จะทำอะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้ตัวเนื้อเรื่องมีความน่าตื่นเต้นและน่าติดตามเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากตัว Ethan รู้เรื่องราวก่อนออกผจญภัย ผมว่าเนื้อเรื่องของมันอาจจะไม่ได้สนุกขนาดนี้ แต่มันก็อาจจะต้องแลกกับเรื่องความสมเหตุสมผลของบางตัวละครที่อาจจะแปลกๆ ไปนิด แต่มันก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่ ไม่ได้ลดทอนความน่าตื่นเต้นของเนื้อเรื่องไปอย่างใดส่วนในด้านความยาวของเนื้อเรื่องในภาคนี้ ตัวเกมจะมีความยาวที่มากกว่าเกมภาค 7 อยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งตัวผมเองได้เล่นเกมนี้ในระดับ Normal มีหลงทางบ้าง งงกับ Puzzle บ้าง ใช้เวลาเล่นจบอยู่ที่ประมาณ 8-10 ชั่วโมงได้ ซึ่งจะมากกว่าภาคก่อนๆ อยู่ราวๆ 2 ชั่วโมงครับ และแน่นอนว่าเกมนี้มีทั้งเมนูภาษาไทย ซับไทยอย่างเป็นทางการ มันทำให้เราสามารถดูเนื้อเรื่องได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นด้วยเกมเพลย์อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าในตัวเนื้อเรือ่งนั้นจะแบ่งออกเป็นพาร์ทๆ ที่เราจะได้เจอกับเหล่าขุนนางของ Mother Miranda ทีละคนๆ ซึ่งในการพบเจอกับขุนนางแต่ละตัวนั้น ตัวเกมเพลย์จะค่อนข้างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่พอสมควรเลย อย่างช่วงที่อยู่ในปราสาทตอนเจอกับเหล่า Lady Dimitrescu มันก็ให้อารมณ์เหมือนตอนเวลาเจอ Mr. X ใน Resident Evil 2 หรือให้อารมณ์เหมือนกับเจอลุง Jack Baker ในเกม Resident Evil 7 ที่เราจะต้องหนีจากการไล่ล่าไปด้วย และหาปริศนาไปด้วยแต่ว่าผมเองอาจจะไม่ขอเล่าเรื่องของอีกสามคนที่เหลือและกันนะครับว่าขุนนางคนไหนมีทีเด็ดอะไร เพราะผมอยากให้ท่านไปเจอกันเองมากกว่า (ไม่อยากสปอยส์เยอะ แต่ที่อธิบายเกี่ยวกับ Lady Dimitrescu เพราะว่าผู้พัฒนาเผยมาตั้งแต่ Demo แล้ว)ในด้านของระบบการต่อสู้ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเกม Resident Evil 7 ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะการยิง ที่ต้องรอเป้าให้มันหุบก่อนถึงจะยิงแม่น หรือการยกมือขึ้นมาป้องกันดาเมจจากศัตรู โดยศัตรูใน Resident Evil Village จะมีความดุร้ายที่มากกว่าเกมภาคก่อนอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างศัตรูอย่าง Lycan ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเหล่าลูกสมุน แต่พวกมันก็มีความคล่องตัวที่ค่อนข้างสูง โจมตีไว และก็ช่วงแรกๆ มันค่อนข้างถึกพอสมควรเลย คือเราต้องใช้กระสุนเยอะมากในการฆ่าแต่ละตัว หรือศัตรูบางตัวเราก็อาจจะต้องตีจุดอ่อนของมันอย่างเดียว ซึ่งมันอาจจะทำให้การฆ่าศัตรูชนิดนี้ค่อนข้างเปลืองกระสุนบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นตัวเกมมันก็แลกมากับการที่ภายในฉากค่อนข้างมีกระสุน หรือยาให้เก็บและให้คราฟต์มากขึ้นกว่าเดิมเยอะมากเลยครับ ถึงแม้ว่าศัตรูในแผนที่จะเยอะอย่างไร กระสุนที่มีให้เก็บนั้นมันก็เพียงพอต่อการที่คุณจะเอาตัวรอดแน่นอน และนอกจากนี้ Resident Evil Village ยังมีระบบใหม่ที่หายไปตั้งแต่เกม Resident Evil 4 เข้ามานั่นก็คือระบบขายของที่ในภาคนี้จะเรียกว่า The Duke โดยเราเนี่ยครับสามารถซื้อของ ขายของ หรืออัปเกรดอาวุธของตัวเองให้เก่งขึ้นด้วยการใช้บริการจากร้าน The Duke ครับ ซึ่งค่าบริการก็จะเป็นเครดิตที่เราสามารถหาของจากแผนที่ต่างๆ มาขาย หรือจะจัดการศัตรูก็จะมีเงินดรอป หรือของดรอปมาขายได้เช่นกัน แต่ทุกท่านก็ไม่ต้องกังวลว่าระบบนี้มันจะทำให้ Ethan เรามีกระสุนไม่จำกัดก็ไม่ใช่ เพราะในแต่พาร์ทของเกม ตัว The Duke จะจำกัดการซื้อกระสุนเราด้วยเช่นการซื้อกระสุนปืนพกไม่เกิน 15 นัด หรือกระสุนลูกซองไม่เกิน 5 นัดจนกว่าที่คุณจะผ่านด่านนั้นไปได้ ถึงจะมีการปลดล็อคให้ซื้อของเพิ่มได้ หรืออัปเกรดของเพิ่มได้ มันเลยทำให้เกมนี้ถึงแม้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้เราได้เหนี่ยวไกสู้มากขึ้น แต่สุดท้ายเกมนี้ก็ยังเป็นเกมแนว Survival Horror อยู่ดี สุดท้ายกระสุนมันก็เพียงพอต่อการเอาตัวรอด แต่ไม่ได้มีให้ใช้แบบฟุ่มเฟือย รวมถึงระบบการล่าสัตว์ที่เราจะสามารถไปไล่ยิง ไล่ตีไก่ ตีปลาในหมู่บ่านและเอาเนื้อพวกมันมาทำอาหารเพื่อเพิ่มสเตตัสถาวรให้กับตัว Ethan ได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการทำให้เราถึกขึ้นเวลากดป้องกัน หรือเลือดเพิ่มช้าๆ เป็นต้น ทำให้ตัวคุณนั้นเก่งขึ้น เล่นง่ายขึ้น !! แต่ว่าผมเองเล่นโหมดระบบ Normal จบก็ไม่ได้ยุ่งกับโหมดนี้เท่าไรเลย ก็สามารถเล่นเกมนี้จบได้ แต่ก็อาจจะไปเหนื่อยในตอนเจอบอสหลังๆ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษส่วนในเรื่องปริศนาที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ ส่วนตัวมันก็มีปริศนาที่ให้คิดอยู่บ้าง มีปริศนาจากคำใบ้ หรือปริศนาที่จะต้องคิดและหาคำตอบภายในห้องๆ นั้น แต่เสียดายที่ปริศนาพวกนั้นไม่ได้มีให้เล่นเยอะครับ คือมันจะมีในช่วงแรกๆ ของเกมที่อยู่ในโซนปราสาทเท่านั้น พอออกมาก็ไม่ค่อยมีแล้วและระบบต่อมาที่จะพูดก็คือระบบ Treasure หรือว่าระบบสมบัติครับ ซึ่งระบบนี้จะมาช่วงประมาณกลางเกมเป็นต้นไปที่ตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราได้กลับมา Free Roam ในหมู่บ้านอีกครั้ง และตามบ้านแต่ละแห่งก็มักจะมีกล่องสมบัติที่คนในหมู่บ้านนั่นแหละเป็นคนทิ้งไว้ โดยของพวกนี้จะอยู่ในเส้นทางลับ เส้นทางพิเศษให้เราเข้าไป ซึ่งในนั้นมันก็มักจะมีของดีๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนใหม่ๆ หรือจะเป็นกระสุนเป็นต้น แต่ว่าสมบัติบางอันก็หาง่าย ไปเอาได้เลย แต่บางอันเราก็อาจจะต้องใช้กุญแจ หรือของไปปลดล็อคก่อน ซึ่งเราก็ต้องไปสุ่มหากันเอาเองเป็นต้น และสุดท้ายก็คือเกมนี้ก็ยังกลับไปใช้ระบบ Save ด้วยพิมพ์ดีดเหมือนเกม Resident Evil 7 นะครับ ซึ่งมันก็จะมีอยู่ตามจุด ตามห้องต่างๆ เพียงแต่ว่าระบบคลังเก็บของที่มีในเกมภาคก่อนๆ ได้ถูกเอาออกไปครับ และเพิ่มระบบช่องเก็บของในตัว Ethan ที่สามารถเก็บของได้มากขึ้น หรือสามารถซื้อช่องเก็บของเพิ่มได้จาก The Duke อีกด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าเกมนี้เราจะต้องสู้เยอะใช้ของเยอะ การเอาของมาอย่างจำกัดอาจจะไม่พอนั่นเองความรู้สึกจากที่ได้ลองเล่นเกม Resident Evil Village มาจนจบ ส่วนตัวต้องชมในด้านเนื้อเรื่องของเกมนี้ค่อนข้างทำออกมาได้ดีพอสมควร ถึงแม้เรื่องราวบางอย่างอาจจะแถไปบ้าง แต่การที่ตัวเกมนำเสนอเรื่องราวความน่าตื่นเต้น และค่อยๆ เปิดเผยความจริงเราไปเรื่อยๆ ผ่านตัวละคร Ethan ทำให้เรารู้สึกอยากเล่นต่อเรื่อยๆ และอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็อาจจะมีติดในบางอย่างที่ตัวละครบางตัว อาจจะมีบทน้อยไปนิด หรือน่ากลัวน้อยไปนิด อาจจะเป็นเพราะว่าเราคาดหวังกับตัวละครนี้มากเกินไปหน่อย ส่วนในเรื่องของความน่ากลัว แน่นอนมันต้องน่ากลัวน้อยกว่าเกม Resident Evil 7 ที่มันอยู่ในบ้านร้างเล็กๆ แคบๆ แต่ผู้พัฒนาก็เลือกที่จะเล่นกับความน่ากลัวความโหดของสัตว์ประหลาด คือบางตัวรูปลักษณ์มันไม่ได้ดูน่ากลัว แต่ที่เรากลัวมันคือมันสามารถ One Shot Kill  เราได้ หรือตีเราทีเลือดแดงเลยอะไรแบบนี้ คือ Resident Evil Village กลิ่นอายส่วนใหญ่มันจะเป็นความน่ากลัวสไตล์แบบนี้มากกว่า คือความน่ากลัวแบบหลอนๆ มันก็ยังมีนะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เยอะเท่าที่ควร แต่ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบอย่างเดียวสำหรับเกมนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง Puzzle ที่มันน้อยไปนิด ถึงแม้ว่าปริศนาแต่ละตัวที่ทำมาจะค่อนข้างดูดีเลย แต่มันก็ยังน้อย และดูธรรมดามากๆ ถ้าให้เทียบกับปริศนาต่างๆ ในเกม Resident Evil 7 ซึ่งถ้าใครที่ชอบปริศนาโดยเฉพาะก็อาจจะผิดหวังส่วนในด้านเกมเพลย์ผมเองไม่ได้ติดนะครับที่ตัวเกมมันจะเปิดโอกาสให้เราได้ยิงเยอะกว่าเดิม เพราะศัตรูที่เกมเสิร์ฟมาให้ มันก็โหดใช้ได้ และมันก็หลากหลายมากกว่าภาคก่อนหน้าเยอะมาก รวมถึงมันก็เหมือนเป็นการเปลีย่นอารมณ์ของเกมบ้าง ให้มันมีความสดใหม่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก และก็ส่วนตัวมันก็ไม่ได้แอ็คชันขนาดในภาค 5 ภาค 6 เลย มันอยู่ระหว่างจุดกึ่งกลางของเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ และเกมเมอร์หน้าใหม่ด้วย
07 May 2021
รีวิว Total War: ROME REMASTERED ย้อนความหลัง สงครามแผ่อำนาจจักรวรรดิโรมัน
ในเดือนมีนาคม 2021 ทางผู้พัฒนาเกม Total War ก็ได้ทำการเซอร์ไพรส์พวกเราออกมานั่นคือการประกาศนำเกม Total War: Rome เกมจำลองสงครามที่เคยวางจำหน่ายในปี 2004 มา Remastered ปัดฝุ่นกราฟิกใหม่ให้เรานั้นหวนคืนถึงวันวานอีกครั้ง โดยตัวเกมจะเล่าเรื่องราวในช่วงยุคกรีก โรมัน และเรานั้นจะได้เป็นผู้ชี้ชะตาและเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ซึ่งตัวเกมก็พึ่งจะวางจำหน่ายออกมาในวันที่ 29 เมษายน 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งทางเรา GameFever TH เองก็ได้ไปลองเล่นเกมนี้มาแล้วครับ และจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าเกมนี้เหมาะแก่การซื้อมาเล่นหรือไม่ ?Total War: Rome Remastered เปลี่ยนไปอย่างไรบ้างจากเวอร์ชันดั้งเดิมแน่นอนอย่างที่เราเห็นชัดๆ ถึงความเปลี่ยนแปลงในภาคนี้เลยก็คือกราฟิกของเกมที่ผู้พัฒนาไม่ได้แค่ปรุงปรุงให้ชัดขึ้น แต่พวกเขานั้นแทบจะทำการปั้นโมเดล หรือวาดกราฟิกกันใหม่ยกชุดกันเลยก็ว่าได้ ตัวละคร อาคาร สิ่งของนั้นได้ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โอเคถึงแม้ว่ามันก็อาจจะไม่ได้สวยงามเท่ากับเกมภาคก่อนๆ หน้า แต่มันก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว รวมถึงภาคนี้ยังรอบรับรายละเอียดได้มากถึง 4K อีกด้วย และรองรับ Wild Screen ในเรื่องของมุมกล้องก็สามารถซูมออกได้กว้างขึ้น มี Heat Map และไอคอนหน้า Interface ใหม่ให้เหมาะแก่การเล่นที่ง่ายขึ้น และที่พิเศษเลยก็คือตัวเกมยังมีการปลดล็อคกองทัพให้มีมากถึง 38 Faction เลยทีเดียวเกมเพลย์สำหรับใครที่ไม่เคยเล่นเกม Total War หรือเกม 4X ใดๆ มาก่อนเลย ตัวผมเองก็ต้องแนะนำเลยว่า จริงๆ แล้ว Total War เป็นเกมที่ค่อนข้างเป็นมิตรสำหรับผู้เล่นใหม่อยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าตัวเกมจะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่มันก็ถือว่ายังง่ายถ้าให้เทียบกับเกมอื่นๆ เพราะจุดประสงค์ของเกมนี้มีสิ่งเดียวเลยก็คือการไล่ยึดดินแดนต่างๆ และขยายอาณาจักรของเราไปเรื่อยๆ เพียงตัวเกมอาจจะมีรายละเอียดด้านในที่ต้องลงลึก หรือสิ่งที่เราจะต้องบริหารเกี่ยวกับบ้านเมืองด้วยในด้านโหมด Campaign นั้นในช่วงเริ่มเราจะได้เลือกเล่นเป็น 3 ตระกูลที่จะต้องปกป้องดินแดนโรม ซึ่งประกอบไปด้วย The House of Julli, The House of Brutii และ The House of Scipii ซึ่งทั้งสามตระกูลจะเป็นพันธมิตรกัน มีจุดที่ตั้งในแผนที่แตกต่างกัน และถ้าหากคุณคู่อริที่แตกต่างกัน โดยตัวเกมจะแบ่งการเล่นเป็น 2 แบบคือ Full Campaign คือเราจะต้องยึดดินแดนให้ได้อย่างน้อย 50 ดินแดน หรือท่านจะสามารถเล่นแบบ Short Campaign ที่เพียงแค่ยึดดืนแดนศัตรูคู่อริของเราก็จบเกมแล้ว อย่างเช่นตัวผู้เขียนนั้นเล่นเป็นตระกูล The House of Julli ซึ่งศัตรูโดยตรงนั่นก็คือฝ่าย Gaul นั่นเอง และถ้าหากเราสามารถจัดการศัตรูจนพ่ายได้แล้วนั้น เราจะสามารถเล่นเป็นฝ่ายนั้นได้ถ้าเริ่ม Campaign ใหม่ !!นอกจากนี้ตัวเกมยังมีระบบแม่ทัพที่เราสามารถเอาเขาไปนำทัพในการสู้ได้ (ทัพไหนมีแม่ทัพจะเก่งขึ้นเยอะ) ซึ่งระบบแม่ทัพก็จะเป็นระบบเครือญาติและแม่ทัพทุกคนจะมีอายุขัยเป็นของตัวเอง และก็จะสามารถแต่งงาน ออกลูกออกหลาน และก็ตายไป ยิ่งถ้าหากเราส่งแม่ทัพคนไหนออกรบบ่อยๆ เขาก็จะเก่งมากขึ้น หรือเราเองก็สามารถแต่งตั้งให้ใครเป็นรัชทายาทคนต่อไปก็ได้เช่นกันและหนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมนี้ก็คงจะเป็นการที่เราสามารถเข้าไปบังคับกองทัพในสงครามโดยตรงได้ ซึ่งมันจะทำให้เรานั้นสามารถคิดวิเคราะห์และหาความได้เปรียบในกรณีที่ทหารของเราเสียเปรียบได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนยอมรับว่าไม่ค่อยอินระบบนี้มากนัก เพราะเนื่องจากที่ตัวเองจะบังคับ คิดแผนการรบไม่เก่งแล้วนั้น มันก็ค่อนข้างเสียเวลาพอสมควร ส่วนใหญ่ตัวผู้เขียนจะใช้ระบบ Simulation จำลองและได้ผลลัพธ์ไปเลยเสียมากกว่าในระหว่างการเล่น เราก็เพียงต้องพยายามขยายดืนแดนไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะต้องเริ่มจากการไล่โจมตีศัตรูของเราไล่ยึดดินแดนของพวกเขาให้หมดสิ้น ซึ่งพอเรายึดดินแดนได้แล้วนั้น เราก็จะต้องกลายเป็นผู้บริหารและพัฒนาดินแดนแห่งนั้นแทน เราจะต้องสร้างฟาร์ม สร้างท่าเรือ เพื่อทำการค้า หรือจะสามารถสร้างฐานทัพทหารให้มีพลทหารหลากหลายขึ้น รวมถึงยังต้องสร้างทหารประจำการที่ควรจะต้องมีเอาไว้ในทุกๆ เมือง เผื่อศัตรูนั้นเข้ามาโจมตี นอกจากนี้เราจะต้องบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้พอเหมาะ ถ้าหากเรามีทหารมากเกินไป ค่าใช้จ่ายในแต่ละเทิร์นนั้นก็จะมากขึ้น (เราต้องหาข้าวหาน้ำให้พวกเขากิน) ซึ่งทุกท่านก็คงไม่อยากที่จะทำให้เงินติดลบ โดยวิธีแก้ไขก็คือการสร้างฐานที่จะเพิ่มผลผลิตให้กับเราให้ค่า Income นั้นมากขึ้น การไปตียึดหลายๆ เมืองก็อาจจะช่วยให้เราสามารถสร้างฐานเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วยและอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเกมนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นระบบ Agent ที่เราจะสามรารถสร้างตัวละครพิเศษไปทำบางสิ่งบางอย่างกับเมืองอื่นๆ ได้อย่างเช่นการมีทูตที่จะคอยไปเจรจากับเมืองต่างๆ เช่นเจรจาสัญญาการซื้อขาย เจรจาสัญญาสงบศึก เจรจาให้ช่วยเรารบ หรือเจรจาเรื่องการอนุญาตผ่านดินแดนเป็นต้น ซึ่งนอกจากที่เราจะต้องไปทำการเจรจากับคนอื่นแล้ว บางทีเหล่าดินแดนอื่นๆ ก็จะวิ่งที่เจรจากับเราโดยตรงก็มี อย่างเช่นตัวผู้เขียนเองกำลังตีเมือง Gaul ใกล้จะแตกพ่ายหมดแล้ว ทางศัตรูส่งทูตมาเจรจากับเราเพื่อขอสงบศึกโดยให้เงินเราจำนวนหนึ่งก็มี หรือท้ายๆ นี่มีการยกดินแดนให้เลยโดยแลกกับการที่เราจะต้องกลายเป็นผู้ปกครองของเขาหรือจะเป็น Agent ทำการค้าขายที่เราจะสามารถส่งพ่อค้าไปยังเมืองต่างๆ เพื่อทำการค้าในเมืองนั้นๆ และเพิ่ม Income ให้กับเมือง หรือจะเป็น Agent อย่าง Spy ที่เขาสามารถเข้าไปแทรกซึมเมืองต่างๆ เพื่อให้เราได้เปรียบก่อนที่จะทำการโจมตีก็มีเช่นกันความรู้สึกพูดตามตรงถ้าหากใครที่ไม่เคยเล่น Total War สักภาค การเริ่มต้นเล่นเกม Total War: Rome Remastered ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ เพราะว่าตัวเกมเวอร์ชันนี้ค่อนข้างเล่นง่ายและมีรายละเอียดที่เข้าใจไม่ยากนัก (แต่ก็อาจจะต้องศึกษาอยู่ดี) แต่สำหรับคนที่เคยเล่นเกม Total War ภาคก่อนๆ มาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าระบบหลายๆ อย่างของเกมนี้มันก็อาจจะมีไม่เยอะเท่าเกมภาคก่อนๆ เสียเท่าไร ทำให้คนที่เคยเล่นอยู่แล้วอาจจะรู้สึกไม่สนุกกับมันมากนัก นอกเสียจากคุณจะเป็นแฟนนิยาย กรีก โรมันแท้ๆ แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่ !! ท่านอาจจะกลับไปเล่นเกมภาคเก่าๆ อย่าง Troy, Three Kingdom หรือ Warhammer ดีกว่า แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้เล่นใหม่อยากลองเล่น Total War จริงๆ การเริ่มที่ภาคนี้ก็ไม่เลวครับ
30 Apr 2021
Returnal Review 'ผู้ท้าชิงบัลลังค์ Roguelike ที่หัวร้อนที่สุด'
พูดจริงๆ ว่าแค่ยานอวกาศร่วงลงมาบนดาวเอเลี่ยนก็สาหัสแล้ว แต่ยังต้องมาติดลูปเวลาซ้ำๆ กันทุกครั้งที่ตาย โดยที่ไม่สามารถหนีออกไปได้ ถือว่าเคราะห์ร้ายได้ถ้วยไปเลยจริงๆ กับตัวเอก Selene จากเกม Returnal เกมแนว 3rd-Person Shooting สไตล์ Roguelike จากค่ายอินดี้มือเก๋าอย่าง Housemarque ที่วางจำหน่ายสำหรับ PlayStation 5 โดยเฉพาะสำหรับผู้เขียน ได้มีโอกาสลองเล่นเกมไปแล้วประมาณหนึ่ง จึงอยากจะลองนำประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าให้ฟังกัน เผื่อจะช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจว่า “เกมอินดี้ระดับ AAA” เกมนี้จะเหมาะกับคุณหรือไม่ (ขอบคุณ Sony Interactive Entertainment สำหรับโค้ดรีวิวเกม) เกมเพลย์อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เกม Returnal จะให้ผู้เล่นได้รับบทเป็นตัวเอกที่ชื่อว่า Selene นักบินอวกาศหญิงเคราะห์ร้ายที่ติดอยู่บนดาวปริศนาที่ชื่อว่า Atropos และต้องต่อสู้กับศัตรูเอเลี่ยนหน้าตาน่าขยะแขยงมากมายเพื่อเอาตัวรอดในรูปแบบ 3rd Person Shooter (เกมยิงมุมมองบุคคลที่สาม) ซึ่งในระดับผิวเผินก็ไม่ได้ต่างจากเกมบุคคลที่ 3 ทั่วไปเท่าใดนัก แต่เมื่อนำมาควบรวมกับระบบ Bullet Hell ของถนัดของผู้พัฒนา Housemarque แล้ว ก็ทำให้เกม Returnal กลายเป็นเกมแอคชั่นความเร็วสูงที่ต้องใช้ความแม่นยำในการควบคุมเยอะมากๆ เพราะผู้เล่นจะต้องคอยวิ่งหรือพุ่ง (Dash) หลบกระสุนทั้งบนพื้นและกลางอากาศที่ศัตรูสาดมาเต็มจอตลอดเวลา ทำให้ในบางจังหวะ Returnal ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Doom ขนาดย่อมๆ อย่างไงอย่างงั้นเลยความพิเศษของ Returnal อีกอย่างคือระบบการวนลูปเวลา ที่ทำให้ Selene ถูกส่งกลับไปเริ่มใหม่ในจังหวะที่ยานของเธอตกลงสู่ดาวทุกครั้งที่เราตาย และระบบการเล่นแบบ Roguelike ของเกมที่ผูกเข้ากับลูปเวลานี้นั่นเอง โดยผู้เล่นในฐานะ Selene จะพกพาความทรงจำและ/หรือไอเทมบางชิ้นจากลูปก่อนหน้าเข้าสู่ลูปต่อไปด้วย ทำให้เรายังคงค่อยๆ พัฒนาตัวละครขึ้นประมาณหนึ่งสำหรับการเล่นครั้งต่อไป แต่ในขณะเดียวกันห้องทั้งหมดในด่านก็จะสลับตำแหน่งกันแบบสุ่มทั้งหมด และศัตรูทั้งหมด รวมไปถึงไอเทมและอัปเกรดทุกชิ้นในห้องนั้นๆ ก็จะเกิดใหม่ หรืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นศัตรูชนิดอื่นที่ยาก (หรือง่าย) กว่าเดิมก็ได้ ทำให้การเริ่มลูปใหม่ทุกครั้งมีความต่างจากที่ผ่านๆ มาเสมอทั้งในแง่ของด่าน ศัตรูที่เจอ และไอเทมหรืออาวุธที่ใช้ได้อาวุธในเกมนี้เบื้องต้นมักจะไม่ค่อยต่างกับปืนธรรมดาๆ ในเกมยิงปืนทั่วไปเช่นปืนพก ไรเฟิล หรือลูกซอง และมักจะมาพร้อมกับ “กระสุนรอง” (Alternate Fire) ที่ให้มาแบบสุ่ม เช่นปืนยิงระเบิด ปืนยิงจรวดติดตาม เป็นต้น ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และใช้อาวุธที่ได้มาอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะเราอาจจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนปืนไปอีกพักใหญ่ๆ เลยก็ได้ ซึ่งในจุดนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคอเกมยิงปืนทั้งหลายที่อาจจะคุ้นเคยกับการใช้ปืนหลายชนิด แต่สำหรับคนที่มีปืนที่ถนัด อาจจะรำคาญระบบนี้ได้เหมือนกันเมื่อรู้สึกว่าไม่ผ่านด่านเพราะเกมไม่ยอมให้ปืนที่เราต้องการมาซะทีแม้ต้องยอมรับว่าเกมเพลย์โดยรวมในฝั่งของการต่อสู้จะไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่หรือหวือหวาไปกว่าเกมแนวเดียวกันทั่วๆ ไปในแง่ของการควบคุม แต่ก็สนุกและท้าทายเสมอจากจำนวนและรูปแบบการโจมตีของศัตรูแต่ละชนิดที่เราเจอในเกม ซึ่งมักจะสาดกระสุนใส่เราพร้อมกันในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้ระบบการเคลื่อนที่อันเรียบง่ายของเกมให้แม่นยำที่สุดที่จะทำได้เพื่อเอาตัวรอด แถมยังต้องเล็งและต่อสู้กับศัตรูไปพร้อมๆ กันอีกต่างหาก และเมื่อนำมารวมกับความขี้งกของเพื่มเลือดของเกม ทำให้ Returnal นับเป็นเกมที่ “ยาก” ในระดับที่หัวร้อนขึ้นมาเลยเหมือนกัน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าผู้เล่นจะชอบหรือไม่ชอบความยากระดับ “น้องๆ Dark Souls” เช่นนี้เช่นเดียวกับเกมอย่าง Sekiro หรือ Ghost of Tsushima ที่บังคับให้ผู้เล่นต้องฝึกฝนระบบเกมเพลย์พื้นฐานให้คล่อง เกม Returnal เองก็นับเป็นเกมที่พร้อมจะท้าทายผู้เล่นอย่างไม่ปราณีในรูปแบบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราคิดกับตัวเองว่า “ขออีกตา” อยู่เสมอ แม้ว่าจะรับรู้ดีถึงความหัวร้อนที่รออยู่ในภายภาคหน้าเนื้อเรื่องอย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื้อเรื่องของเกม Returnal เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักบินอวกาศหญิง Selene ค้นพบเข้ากับสัญญาณวิทยุปริศนาที่ชื่อว่า White Signal ที่ส่งออกมาจากดาว Atropos แต่เมื่อเธอเข้าใกล้ดาวเพื่อสำรวจ ยานของเธอก็เกิดขัดข้องขึ้นและร่วงลงสู่พื้นดาวในที่สุด เมื่อเธอออกมาได้ Selene ก็ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาต้นตอของสัญญาณ White Signal ด้วยตัวเอง โดยระหว่างการเดินทาง Selene ก็ได้ค้นพบความจริงอันน่ากลัวว่าจิตของเธอจะย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เธอร่วงลงสู่พื้นดาวเสมอเมื่อเธอตาย หมายความว่าแม้แต่ความตายก็ไม่สามารถช่วยให้เธอหนีออกไปจากดาวแห่งนี้ได้ เนื้อเรื่องของ Returnal จะเล่าถึงการเดินทางของ Selene รวมไปถึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอารยธรรมเอเลียนที่ล่มสลายไปของดาว ซึ่งผู้เล่นจะต้องเก็บ “Cypher” หรือตัวแปลภาษาให้ครบจำนวนจึงจะอ่านข้อความบนแผ่นหินที่กระจัดกระจายอยู่บนดาวได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต้องบอกว่าเนื้อเรื่องของเกม Returnal สามารถเล่าได้อย่างน่าติดตามมากๆ โดยเกมเน้นการวางปริศนามากมายเอาไว้ในช่วงต้นเกม ก่อนที่จะทำการเปิดเผยรายละเอียดใหม่ๆ ให้ผู้เล่นนำไปปะติดปะต่อเอาเองทีหลัง ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังค่อยๆ คลี่คลายปริศนาไปทีละน้อยๆ ตลอดระยะเวลาการเล่นทั้งนี้ สำหรับคนที่ชื่นชอบการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมามากกว่า อาจจะไม่ค่อยชอบเนื้อเรื่องของเกม Returnal ได้ เพราะเกมแทบไม่ค่อยเล่าอะไรออกมาตรงๆ แถมบางครั้งจังหวะการเล่าเรื่องก็อาจจะขาดช่วงขาดตอนไปได้จากรูปแบบของเกมที่พึ่งพาการสุ่มฉากค่อนข้างมาก บางครั้งถ้าโชคดีอาจจะได้สุ่มฉากที่ดำเนินเรื่องต่อมาอยู่ตั้งแต่ต้น บางครั้งก็หาเท่าไหร่ไม่เจอ นับเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในเกมแนว Roguelike อยู่แล้วด้วยไม่ขอพูดถึงรายละเอียดใดๆ มากเพราะเราไม่อยากสปอย แต่บอกได้เลยว่าปริศนาหลายๆ อย่างในเกม Returnal ทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ และการตามหาความจริงเบื้องหลังลูปเวลาที่กักขัง Selene เอาไว้ก็นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเล่นของผู้เขียนเช่นกันการนำเสนอแม้จะไม่ได้สวยชัดสมจริงเป็นพิเศษ แต่เกม Returnal ก็สามารถใช้ศักยภาพของเครื่อง PlayStation 5 ได้อย่างเต็มที่ในส่วนของ Particle Effects (เอฟเฟกต์อนุภาค) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนา Housemarque เชี่ยวชาญอยู่แล้วในเกมที่ผ่านๆ มาของค่าย ส่งผลให้กราฟิกอนิเมชั่นจำพวกกระสุนปืนหรือลูกพลังที่ปลิวว่อนด่านตลอดเวลามีความฉูดฉาดสะใจมากๆ แถมเกมยังทำงานที่ความเร็ว 4K, 60 FPS ตลอดเวลาได้โดยไม่มีสะดุด และโหลดเซฟใหม่หลังตายในพริบตาด้วย ถือว่าได้มาตรฐานของเกม Exclusive อยู่ในด้านนี้ยิ่งไปกว่านั้น เกมยังใช้ประโยชน์จากลูกเล่นล้ำๆ ของเครื่อง PS5 ได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นระบบ Adaptive Trigger ที่ทำเราปุ่ม L2/R2 กดได้สองจังหวะสำหรับการยิงปืนธรรมดาและ Alternate Fire หรือระบบสั่นที่ละเอียดอ่อนของจอยที่ทำให้เรารู้ตำแหน่งของศัตรูได้แม้มองไม่เห็นก็ตาม แม้ในบางครั้งเสียงซาวด์เอฟเฟกเล็กๆ น้อยๆ ที่ออกมาจากจอยตลอดเวลา (เช่นเสียงหญ้า เสียงน้ำไหล) อาจจะน่ารำคาญอยู่นิดหน่อยก็ตามระบบเสียงของเกม Returnal ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างของเกม ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลูกเล่นด้านเสียงมากมายของเครื่อง PS5 ที่กล่าวไปก็เป็นได้ แต่ผู้เขียนรู้สึกว่า Returnal สามารถใช้เสียงในการสร้างบรรยากาศและกำหนดอารมณ์ให้ผู้เล่นได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องของศัตรูที่แว่วออกมาจากจอย หรือเสียงของสภาพแวดล้อมที่ทำให้เหมือนผู้เล่นกำลังย่องผ่านดงหญ้าที่อาจซ่อนศัตรูเอาไว้ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาตั้งใจออกแบบหรือเป็นผลพวงมาจากเครื่อง PlayStation 5 ก็นับเป็นจุดเด่นที่ได้คะแนนจากผู้เขียนไปไม่น้อยสรุปReturnal เปรียบเสมือนการนำแนวคิดอันเรียบง่ายออกมาได้อย่างสละสลวยที่สุด แม้ว่าตัวเกมจะไม่ได้มีอะไรใหม่เป็นพิเศษ แต่ก็เป็นการผสมผสานเกมเพลย์แนว Third-Person Shooter แบบมาตรฐานเข้ากับแนวเกม Roguelike ที่เล่นแล้ววางจอยไม่ลงเลย ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเกมแนวปริศนาชวนขนลุก บอกเลยว่าห้ามพลาด
29 Apr 2021
รีวิว Apex Legends : Arena Mode เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องสู้แบบ 3 Vs 3!
เปิดตัวกันแล้วอย่างน่าตื่นเต้นสำหรับโหมดใหม่ในเกม Apex Legends อย่าง Arena Mode ที่มาพร้อมกับรูปแบบเกมเพลย์ใหม่แบบ 3 Vs 3 โดยเตรียมเปิดให้เล่นพร้อมกันวันที่ 4 พฤษภาคม 2021 พร้อมกับเริ่ม Season 9 ที่มีการเพิ่มทั้งตัวละครใหม่ และอาวุธใหม่อย่างธนูเข้ามา ต้องขอบคุณทาง EA ที่ให้โอกาสพวกเรา GameFever Th ได้มีโอกาสได้เข้าไปทดลองเล่นโหมดดังกล่าวก่อนในวันที่ 22 เมษายน 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ และรายละเอียดของโหมดนี้ พร้อมกับวิธีเล่นยังไงให้ได้เปรียบมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยArena เป็นโหมดแบบไหนในโหมดนี้ผู้เล่นจะถูกแบ่งออกเป็นสองทีมแบบ 3 Vs 3 สามารถเลือกตัวละครที่ชอบได้ตามปกติ แต่จะต่างตรงที่ว่าเกมไม่ได้เริ่มที่ฉากกระโดดลงจากยาน แต่เริ่มในหน้าซื้อของ ที่ให้ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะเริ่มต้นในแต่ละรอบด้วยอาวุธปืนชิ้นไหน พร้อมกับ Mod อะไรบ้าง โดยใช้ Materials (แร่สำหรับ Craft Mod ปืนในเกมปกติ) ในการซื้อ ยิ่งปืนเก่งเท่าไหร่ ใส่ Mod ระดับสูงขนาดไหน ก็ยิ่งจำเป็นต้องจ่าย Materials มากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าในโหมดนี้มียาแบบเดียวกับโหมด BR แต่ก็จำเป็นต้องใช้ Materials ในการซื้อเช่นกันในส่วนของสกิลจะไม่สามารถใช้ได้เรื่อยๆ โดยต้องรอ Cooldown หลังจากใช้เหมือนกับโหมด Battle Royale ในโหมดนี้แต่ละตัวจะมีข้อจำกัดในการใช้สกิลของตัวเองอยู่ ซึ่งสามารถซื่อเพิ่มได้โดยการจ่าย materials รวมถึงสกิลท่าไม้ตายที่ก็จำเป็นต้องใช้ Materials ซื้อเช่นกัน บางสกิลที่มีผลต่อการต่อสู้มากๆ อย่าง Bangalore จะไม่สามารถซื้อใช้งานสองรอบติดๆ กันได้ จุดแตกต่างของโหมด Arena กับเกม FPS อื่นๆ ที่มีในตลาดคือ ทุกๆ รอบตัวละครจะเกิดมาพร้อมกับเกราะ และหมวกเลย ซึ่งเกราะจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนรอบที่ผ่านไป แต่ขอให้เข้าใจว่าอาวุธปืนที่ผู้เล่นถือเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนวิธีการหา Materials ในแต่ละรอบจะเหมือนกับ FPS ชื่อดังในตลาดเลย แต่ต่างตรงที่ในการเล่นแต่ละรอบภายในด่านจะมี Materials  ให้เก็บสำหรับใช้ในรอบต่อไปด้วย โดยจะส่งผลทั้งทีม (ต่อให้ฆ่าไม่ได้เลย และแพ้ด้วย ถ้าเก็บ Materials ได้เยอะก็เงินซื้อของในรอบต่อไปเยอะนั้นเอง) โดยในโหมดนี้ไม่สามารถเก็บปืนเอาไว้ใช้สำหรับรอบต่อไปได้ ทุกครั้งที่เริ่มรอบจำเป็นต้องซื้อใหม่เสมอ ดังนั้นจะเอา Materials ไปซื้ออะไรบ้างต้องคิดดีๆในโหมดนี้จะมีการบีบวงต่อสู้ให้เล็กลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับโหมด BR และมีการใส่กล่อง กับ Airdrop เข้าไปในด่านด้วย โดยต้องบอกเลยว่าวงของโหมดนี้แรงมากๆ ถ้าวิ่งเข้าไม่ทันตายได้ง่ายๆ เลย ส่วนภายในกล่องจะมีการใส่ของจำพวกยาเอาไว้ไปถึงก่อน ส่วน Airdrop จะเป็นอาวุธปืนสามช่องเสมอ สามารถออกบ้านตัวเปล่าไปรอเก็บปืนจาก Airdrop ได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าตรงจุดดังกล่าวอาจต้องปะทะกับศัตรูที่เข้ามารอเก็บได้เช่นกัน สนุกรึเปล่า?ด้วยขนาดของด่านที่ไม่ใหญ่มาก (ฺประมาณ 4-5 เท่า ของระยะสแกน Bloodhound) บวกกับการที่มีการบีบวงต่อสู้ให้เล็กลง ทำให้การปะทะในแต่ละรอบ มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสุ่ม RNG ว่าจะได้ใช้ปืนอะไรบ้าง แต่ละรอบการเล่นมันจึงเหมือนได้วัดฝีมือกับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่แพ้ก็รู้สึกว่าแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี เวลาที่ชนะก็รู้สึกได้ถึงความหอมหวานของการอยู่เหนือกว่า กล่าวคือเป็นโหมดที่เกิดมาเพื่อเหล่าเกมเมอร์ที่ชอบการแข่งขันอย่างแท้จริง อีกทั้งในแต่ละรอบการเล่นยังใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับเอาไว้เล่นแก้เบื่อ หรือรอเพื่อนๆ ไปเล่นโหมด BR ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยในส่วนของความหลากหลายด่าน อาจยังเป็นข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของโหมดนี้ ในรอบทดสอบโหมด Arena มีด่านให้เล่นเพียง 3 ด่านเท่านั้น กล่าวคือความหลากหลายยังน้อยเกินไปหน่อยในตอนนี้ แต่ผู้พัฒนาได้สัญญาว่าจะมีการเพิ่มด่านใหม่ๆ เข้ามาให้เราเล่นด้วยอย่างแน่นอนอะไรคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชนะ? เนื่องจากรูปแบบการเล่นในโหมดนี้จะแตกต่างจาก BR พอสมควร ส่งผลให้วิธีเล่นให้ชนะแตกต่างออกไปด้วยเช่นกัน ในหัวข้อสุดท้ายนี้ผมจะขอพูดถึงสิ่งที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้เปรียบในการเล่นแผนที่นี้ โดยจริงๆ มันเริ่มตั้งแต่ตอนเลือกตัวละครเลยครับ เพราะจะมี Legends อยู่ประมาณ 2 - 3 กลุ่มที่ถ้าหากว่าทีมมีแล้วจะทำให้ได้เปรียบพอสมควรกลุ่มตัวที่หาตำแหน่งอีกฝ่ายได้ (Bloodhound,  Crypto)แม้ว่าขนาดของแผนที่จะไม่ใหญ่มากในโหมดนี้ แต่ยังไงการหาตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ก่อนก็เป็นอะไรที่สร้างความได้เปรียบให้กับทีมได้มากๆ อยู่ดี โดยเฉพาะ Crypto ที่สามารถระเบิดเกราะของอีกฝ่ายได้ด้วย EMP ของเขา ส่วน Bloodhound ก็ใช้สกิลสแกนของเขาช่วยได้เยอะมากๆ เลยเช่นกัน เท่าที่ได้เล่นมา การมีสองตัวนี้ กับไม่มีทำให้เล่นยากกว่าพอสมควรเลย ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามหยิบให้มีทุกเกมไว้ครับ กลุ่มตัวที่ย้ายตำแหน่งได้เร็ว (Octane,  Bangalore,   Wraith, Pathfinder, Horizon, Valkyrie)ไม่ใช่ทุกครั้งที่เมื่อดวลปืนกันแล้วเราจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ควรหาที่หลบเพื่อเติมเลือด ดังนั้นการที่ตัวละครสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองได้เร็วๆ จึงมีผลช่วยสร้างความได้เปรียบเยอะมาก ทั้งจังหวะ Hit and Run และการปะทะแบบ Hard Engage ทำให้ตัวละครทั้ง 6 ที่ผมกล่าวมา จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับแนวหน้าของทีม ที่ต้องปะทะกับศัตรูตลอดเวลา ไม่ว่าจะในฐานะตัวล่อ หรือตัวทำดาเมจหลักกลุ่มตัวที่สร้างความวุ้นวายได้ (Caustic, Fuse) ยิ่งสร้างความวุ่นวายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างจังหวะยิงแบบฟรีๆ ให้กับทีมได้มากเท่านั้น Caustic ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่อาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจแผนที่ของโหมดก่อนจึงจะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน Fuse จะเก่งมากๆ ในโหมดนี้หากซื้อสกิลไม้ตายมา เนื่องจากสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของศัตรูพร้อมกับบังสายตาได้ในเวลาเดียวกันอย่ามองข้ามระเบิดในโหมดนี้   เนื่องจาก Materials มีอย่างจำกัดในการซื้อปืนดีๆ มาใช้ ทำให้หลายคนอาจมองข้ามการซื้อระเบิดมาขว้างเพื่อสร้างความได้เปรียบเวลาปะทะ ซึ่งจริงๆ แล้วการซื้อปืนดีๆ หนึ่งกระบอก และไปรอเก็บอีกกระบอกจาก Air Drop เอา โดยเอาเงินที่เหลือไปซื้อยา กับระเบิด จะช่วยสร้างความได้เปรียบได้มากกว่าในจังหวะปะทะครับ ดังนั้นถ้าหาก Materials ผมอยากแนะนำให้ซื้อระเบิดติดตัวไว้ด้วย โดยเฉพาะกงจักรไฟฟ้า กับระเบิดไฟสุดท้ายยังไงโหมด Arena ก็เป็นโหมดที่เน้นปะทะ ไม่เน้นฟาร์มสุดท้ายจริงๆ แล้วสิ่งที่กำหนดว่าทีมไหนจะชนะก็คือฝีมือการยิงปืนของเพื่อนๆ เอง แม้ว่าตัวละครกับระเบิด จะช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายขึ้นจริง แต่มันก็ยังไม่เพียงจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายหมด หากยิงไม่โดนเลยครับ ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ทำให้เพื่อนๆ ชนะมากขึ้นสักเล็กน้อยผมก็ดีใจมากๆ แล้ว!
22 Apr 2021
รีวิวเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เกhttps://gamefever.co/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1-NieR-Replicant-ver-1-22474487139ม Action เนื้อเรื่องสุดดาร์ก แต่กลับงดงามและตราตรึง
จากความสำเร็จของ NieR:Automata เกมแนว Action Hack and Slash สุดมันส์จนทำให้แฟนเกมต่างพากันหลงรัก และนับตั้งแต่ปี 2017 เกมนี้ก็ทำยอดขายไปได้มากกว่า 5.5 ล้านชุด ทำให้เกมเมอร์หน้าใหม่ๆ ได้รู้จักเกมจากซีรีส์ NieR กันมากขึ้น รวมถึงคุณ Yoko Taro ผู้ให้กำเนิดเกมซีรีส์นี้ด้วย โดยเสน่ห์ของเกมซีรีส์ NieR ที่นอกจากเกมเพลย์บู๊แหลกสุดเร้าใจแล้วนั้น เนื้อเรื่องของตัวเกมก็ค่อนข้างที่จะน่าสนใจ และถูกเล่าขานถึงความยอดเยี่ยมกันมาปากต่อปาก แต่ถึงอย่างนั้นเกม NieR ภาคแรกในเวอรชันปี 2010 ถ้าจะให้กลับไปเล่นในตอนนี้มันก็อาจจะดูเก่าเกินไป และค่อนข้างหาเกมนี้เล่นยากแล้ว !! เนื่องจากตัวเกม NieR ภาคแรกนั้นวางจำหน่ายในปี 2010 บนเครื่อง PlayStation 3 นุ่นเลย ซึ่งทางผู้พัฒนาอย่าง Sqaure Enix เองก็คงจะรู้ในจุดนี้ พวกเขาเลยทำการ Remake เกม NieR เวอรชันแรกในสมัยปี 2010 อีกครั้ง มาลงให้กับเครื่อง PC, PS4, PS5, Xbox One และ Xbox Seroes X/S เพื่อให้แฟนเกมทุกท่านได้สัมผัสถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของเกมซีรีส์ NieR ให้ท่านได้เข้าใจถึงความเป็นมา และสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนโลกจะล่มสลายในภาค Automata นั่นเอง ซึ่งเกมที่ว่าก็คือ NieR Replicant ver.1.22474487139...  ซึ่งพวกเรา GameFever TH ได้เข้าไปลองเล่นเกมนี้มาเรียบร้อยและจะมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกัน ว่าเกมนี้มีจุดเด่น และจุดด้อยอะไร ควรค่าแก่การซื้อหรือไม่ ? เรามาชมกันเลยครับเกร็ดน่ารู้ - จริงๆ แล้ว NieR เวอรชัน 2010 ที่เป็นเกมภาคแรกของซีรีส์ ทางผู้พัฒนาได้ผลิตเกมออกมา 2 เวอร์ชัน นั่นคือ NieR Replicant และ NieRGestalt โดยทั้งสองเวอร์ชันนี้จะมีเนื้อเรื่องที่เหมือนกัน เพียงแต่ภาค Replicant นั้นวางขายเฉพาะญี่ปุ่น ที่ตัวเอกจะเป็นหนุ่มวัยรุ่น ส่วนภาค Gestalt จะขายในประเทศอื่นๆ แต่ตัวเอกจะเป็นชายวัยกลางคนแทน ซึ่งในเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เวอร์ชัน 2021 คือการนำเกม NieR: Replicant มา Remake เท่านั้นกราฟิก / การนำเสนอในด้านของกราฟิกของเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... นั้นได้ทำการยกกราฟิกใหม่ทั้งหมด ให้ภาพของเกมและโมเดลของตัวละครนั้นดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม รายละเอียด Effect ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าให้เดากราฟิกของเกมภาคนี้น่าจะเป็นตัวเดียวกันกับเกม NieR:Automata นั่นแหละ นอกจากนี้โทนสีของเกมเวอรชัน 2021 ยังมีการเปลี่ยนแปลงให้ดูเทาๆ น้ำเงินๆ ซึ่งเหมาะมากกับธีมและกลิ่นอายของเกมที่ดูหม่นๆ อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นถ้าให้เปรียบเทียบกับเกมในสมัยนี้ หรือแม้กระทั่งเกม NieR:Automata ที่ออกมาก่อน ตัวเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... ก็ยังมีกราฟิกที่ด้อยกว่าชัดจน คาดว่าทางผู้พัฒนาคงไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงให้มันต่างไปเกมเมื่อปี 2010 เยอะขนาดนั้น แต่เนื่องจากกราฟิกที่ไมไ่ด้สูง ทำให้ผู้เขียนสามารถเล่นเกมนี้บนเครื่อง PS4 Pro ได้แบบ 1080p 60FPS ได้อย่างเฟรมเรทไม่ตกเพลงประกอบสุดยอดเยี่ยมและอีกหนึ่งอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเวอรชันแรกก็คงจะเป็นเรื่องดนตรีประกอบของเกม ที่ต้องยอมรับเลยว่ามันค่อนข้างไพเราะและเข้ากับบรรยากาศในโลกของ NieR เป็นอย่างมาก อย่างเช่นในบางฉากของเกมที่ดำเนินเรื่องในอารมณ์ที่เศร้าโศก ตัวดนตรีประกอบมันก็มาช่วยชูเรื่องราวของเกมให้ยิ่งเศร้ามากขึ้นไปอีก ปกติแล้วตัวผู้เขียนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยที่จะชอบฟังดนตรีประกอบเสียเท่าไร (บางเกมเลือกที่จะปิดเลย) แต่ต้องยอมรับว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... เป็นเกมที่ผู้เขียนต้องหยุดฟังเพลงประกอบทุกครั้ง นอกจากนี้ถึงแม้เพลงประกอบจะยังใช้เพลงเดิมจากเวอร์ชันปี 2010 แต่ทางผู้พัฒนาก็ได้เอาไปเรียบเรียงใหม่ให้มันชัด กังวาล และทันสมัยมากขึ้นด้วยเนื้อเรื่องเรื่องราวของเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... เองก็จะเหมือนกับเกมเวอร์ชันต้นฉบับอย่างเดิมไม่มีผิดเพี๊ยนแต่อย่างใด จริงๆ ก็ขอบอกก่อนเลยว่า เนื้อเรื่องของเกมนี้ทางผู้เขียนอาจจะไม่สามารถอธิบายอะไรให้ท่านผู้อ่านได้มากนัก เพราะมันจะส่งผลต่อเนื้อเรื่องโดยรวม และจะสปอยส์ทุกท่านได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงต้นของเกมก็เถอะ ซึ่งตัวผมเองสามารถพูดได้แค่ว่า เรื่องราวของเกมนี้จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกอย่าง NieR (หรือเราสามารถตั้งชื่อเองได้) ที่เขานั้นจะต้องหาวิธีช่วยเหลือน้องสาวของตนจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาด และชะตากรรมของเขาจะต้องเข้าไปพบเจอกับเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง และได้พบเจอกับเพื่อนร่วมทางมากมายที่แต่ละคนนั้นจะมีเรื่องราวภูมิหลังอันน่าเศร้าเป็นของตัวเองโดยอารมณ์ของเกมโดยรวมจะให้ความรู้สึกถึงความหม่นๆ เครียดๆ บรรยากาศชวนเศร้าโศก แต่ตัวเนื้อเรื่องก็ยังคงกลิ่นอายของเกมญี่ปุ่นที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่าง NieR และ เพื่อนร่วมทาง มีการเกื้อหนุนกัน ถึงแม้ว่าชีวิตมันจะแย่ขนาดไหน !! แต่ก็ยังมีแสงแห่งความหวังอยู่เสมอ โดยเนื้อเรื่องของ NieR Replicant ver.1.22474487139... จะใช้เวลาเล่นอยู่ราวๆ 15 ชั่วโมงเกมเพลย์ในด้านของเกมเพลย์ ต้องบอกเลยว่าตัวเกมเวอร์ชันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่พอสมควร สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือสปีดในการต่อสู้ที่จะรวดเร็วขึ้นไม่เหมือนกับเกมสมัย PS3 ที่เวลาตีมันจะมีความหน่วยๆ สโลว์ๆ นิดหน่อย ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของเครื่องในสมัยนั้นที่ไม่สามารถรีดประสิทธิภาพของเกมนี้ออกมาได้ รวมถึงตัวเกมเวอรชันใหม่นี้ยังรองรับ 60FPS มันก็ยิ่งทำให้เกมลื่นไหลมากขึ้นไปอีกแต่เอกลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเกม NieR Replicant เลยก็คือระบบการใช้พลังจากกรีมัวร์ ที่จะมีความสามารถให้ใช้หลากหลายมาก เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นสกิล Dark Blast ซึ่งจะเป็นสกิลยิงลูกพลังงานใส่ศัตรู เหมาะสำหรับโจมตีศัตรูในระยะไกล หรือจะเป็นสกิลอย่าง Dark Whirlwind ที่จะสร้างดาบหมุนรอบตัวเรา เอาไว้ทำดาเมจใส่พวกศัตรูเป็นวงกว้างเวลาเราโดนรุมเป็นต้น นอกจากนี้ทั้งอาวุธและสกิลของเรายังสามารถใส่ของและอัพเกรดเพื่อเพิ่มความสามารถให้มันได้และจุดเด่นอีกอย่างของเกมก็คือ Boss แต่ละตัวค่อนข้างที่เอกลักษณ์เฉพาะมากๆ โดยแต่ละตัวจะมีความสามารถและมีรูปแบบในการโจมตีที่แตกต่างกันไป โดยเราจะต้องเรียนรู้และเลือกสกิลและอาวุธมาใช้ต่อกรกับศัตรูเหล่านั้นให้อย่างเหมาะสม บางตัวอาจจะต้องใช้สกิลโจมตีไกล หรือบางตัวไปฟันซึ่งๆ หน้าเลยจะดีกว่า รวมถึงถ้าหากเราต่อสู้กับศัตรูในจุดหนึ่ง เราจะสามารถโจมตีจุดอ่อนของศัตรูเพื่อทำดาเมจที่รุนแรงได้แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนด้วยว่าเกมเพลย์โดยรวมของ NieR Replicant ver.1.22474487139... มันก็ยังยึดโครงสร้างมาจากเกมเวอร์ชันปี 2010 ซึ่งมันอาจจะมีความโบราณอยู่พอสมควร ถ้าใครคิดว่าเกมนี้มันจะคอมโบมันๆ เหมือนเกม Hack and Slash ยุคใหม่ก็อาจจะต้องคิดใหม่เสีย !!ความรู้สึกต้องขอบอกก่อนว่าตัวผู้เขียนนั้นไม่ใช่แฟนซีรีส์ NieR แต่อย่างใด และก็ไม่ได้รู้เนื้อเรื่องของเกมเลย !! หลังจากที่ได้เล่นเกม NieR Replicant ver.1.22474487139... ไปจนจบ เนื้อเรื่องของเกมนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 Part (แต่ขอไม่เล่าว่าเกี่ยวกับอะไร) ซึ่งต้องยอมรับเลยครับว่าในช่วงครึ่งแรกของเกมนั้น ตัวเกมค่อนข้างน่าเบื่อพอสมควรเลยในด้านทั้งเนื้อเรื่องและก็เกมเพลย์ อาจจะเป็นไปได้ว่าในด้านเนื้อเรื่องช่วงต้น ตัวเกมจะพยายามให้เรานั้นค่อยๆ รู้จักตัวละครแต่ละตัวไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ให้เราได้ไปพบเจอกับเหล่าพวกพ้องในภารกิจต่างๆ ส่วนในด้านของเกมเพลย์เอง แรกๆ ความสามารถของตัวละครเราก็อาจจะยังมีไม่เยอะ เลยทำให้ความหลากหลายในการเล่นค่อนข้างน้อยแต่พอเราดำเนินเนื้อเรื่องมาถึงช่วง Part หลังของเกม (7-8 ชั่วโมงเป็นต้นไป) ตัวเนื้อเรื่องจะมีความเข้มข้นมากขึ้นถึงขนาดที่คุณไม่สามารถหยุดเล่นได้ เพราะอยากรู้ว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร !! นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเรื่องราวเบื้องลึกของบางตัวละคร หรือเราจะต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมต่างๆ ด้วย และเราจะได้เจอกับเรื่องราวที่คาดไม่ถึงในช่วงท้ายของเกมจนต้องยอมรับเลยว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... ค่อนข้างเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว จากอาการเบื่อๆ ในช่วงต้น กลับกลายเป็นความรู้สึกสุดยอด รู้สึกถึงความ Epic ของเรื่องราว และทำให้อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของโลกในเกมมากขึ้นส่วนในด้านเกมเพลย์ก็เหมือนกัน ในช่วงครึ่งหลังของเกม เราจะสามารถปลดล็อคสกิลความสามารถได้ครบแล้ว รวมถึงเราจะมีอาวุธใหม่ๆ มาให้ใช้ด้วย ซึ่งมันทำให้ความน่าเบื่อในช่วงแรกหายไปหมด จากตอนแรกที่รู้สึกว่าเกมมันค่อนข้างโบราณ มีคอมโบสกิลเดิมๆ พอได้เล่นช่วงครึ่งหลังความรู้สึกเหล่านั้นได้หายไปหมดสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นการที่ผู้เขียนบอกไปข้างต้นว่าระบบการต่อสู้มันโบราณ มันก็ยังเป็นเช่นนั้น แต่พอในครึ่งหลังมันดีขึ้นแค่นั้นเองสรุปสรุปโดยรวมแล้ว NieR Replicant ver.1.22474487139... เป็นเกม Action Hack and Slash ที่มีจุดเด่นในเรื่องของเนื้อเรื่องที่ดีงามมากๆ ส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างทำได้ดีกว่าภาค Automata เสียอีก และเกมอื่นๆ แนวเดียวกันที่ออกมาในช่วง 2-3 ปีมานี้เลยทีเดียว แต่ในด้านเกมเพลย์ก็ต้องยอมรับว่ามันก็อาจจะด้อยกว่าเกมอื่นๆ ในแนวเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าโครงสร้างของเกมเพลย์มันก็ไม่ได้ดีมาตั้งแต่สมัยเครื่อง PS3 แล้ว คนที่ซื้อเกมนี้มาเพื่อเกมเพลย์ล้วนๆ ก็อาจจะต้องผิดหวังหน่อยๆ (โดยรวมไม่ได้แย่นะ) แต่ใครที่ซื้อเกมนี้มาเพื่อเสพเนื้อเรื่อง และบรรยากาศ ต้องบอกเลยว่า NieR Replicant ver.1.22474487139... จะมอบประสบการณ์นี้ให้คุณอย่างเต็มที่ และหาไม่ได้จากเกมซีรีส์ไหนอีกด้วย 
21 Apr 2021
รีวิว Outriders : เมื่อความหวังสุดท้ายของมนุษย์ คือดาวมรณะที่มีแต่การฆ่าฟัน
วางจำหน่ายมาได้หลายวันแล้วสำหรับเกม Looter Shooter ใหม่จากทาง People Can Fly และ Square Enix ที่เรื่องราวถูกเซ็ตให้อยู่ในดวงดาวที่ห่างไกลออกไปในจักรวาล ผู้เล่นรับบทเป็นทหารผู้มีพลังพิเศษ ออกสำรวจดวงดาวดังกล่าวด้วยความหวังที่มันจะได้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษย์ตัวเกมใช้มุมมองแบบ TPS สามารถเล่นแบบ Co-Op ได้ ตัวผมเองมีโอกาสได้เล่นเกมนี้ไปหลายสิบชั่วโมงแล้วตลอด อาทิตย์ที่ผ่านมา และอยากมาแชร์ประสบการณ์ทั้งดี และร้ายซึ่งได้รับจากเกม Outriders ให้เพื่อนๆ ชาว GameFever TH ได้อ่านกัน ถ้าหากพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลยโลกได้ตายไปแล้วเรื่องราวของ Outridders เริ่มต้นในวันที่โลกได้พังทลายลง โดยฝีมือของมนุษย์เอง เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ไม่ให้หายไป จึงจำเป็นต้องละทิ้งดาวบ้านเกิดออกเดินทางสู่อวกาศเพื่อตามหาบ้านหลังใหม่ 83 ปีผ่านไป มนุษย์ได้พบกับความหวังสุกท้าย  'Enoch' คือชื่อของดาวดวงนั้น ทีมสำรวจแรกได้ถูกส่งลงไปยังดาวดวงนี้ การสำรวจเป็นไปด้วยดีในช่วงแรก ความฝันที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตบนแรงดึงดูดของมนุษย์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่ทีมสำรวจหนึ่งจะได้พบกับพายุสายฟ้าปริศนาที่ทำให้ร่างกายของคนที่โดนสูญสลายไปในอากาศอย่างน่าใจหาย ทีมสำรวจดังกล่าวพยายามกลับไปรายงานที่จุดลงจอดแรก เพื่อยับยั้งโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างมันสายไป สิ่งที่มนุษยชาติทำได้ คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของดาวมรณะแห่งนี้แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่โดนสายฟ้าดังกล่าวจะตายอย่างโหดร้าย แต่ก็มีคนที่ได้รับพลังเหนือมนุษย์มาจากสายฟ้าดังกล่าวด้วยเหมือนกัน คนเหล่านี้เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย และถูกเรียกว่า 'Altered' ซึ่งนั้นคือบทบาทของเราในเกมนี้ครับกราฟิกที่อาจไม่ได้สวยเท่าเกม PS5 อื่นๆผมมีโอกาสได้เล่นเกมนี้ด้วยกราฟิกระดับ High ผ่านเครื่อง PC ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าเอาแค่เรื่องความสวยของแสง ความละเอียดของพื้นผิว เอฟเฟคระเบิด และอื่นๆ เกมนี้ถือว่ายังสวยน้อยกว่าเกมที่ลงให้ PS5 อยู่นิดหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกมนี้เริ่มพัฒนาครั้งแรกตั้งแต่ 6 ปีก่อนเลยทำให้ได้ภาพไม่สวยเท่าเกมในยุคหลังๆ ครับที่นี่มาพูดถึงโลกของเกมบ้าง ต้องบอกก่อนเลยว่าเกมนี้ไม่ได้เป็นแบบ Open World ตัวเกมใช้แผนที่แบบ Sandbox ที่จำกัดขอบเขตการสำรวจให้มีขนาดเล็ก และเอามันมาต่อกันให้เป็นฉากหนึ่งฉาก จุดที่น่ารำคาญก็คือ การเดินทางระหว่างแผนที่เล็กๆ นี้จำเป็นต้องโหลดทุกครั้ง กระทั่งเส้นทางถูกปิดด้วยต้นไม้ที่ล้มอยู่ ก็ยังใช้การโหลดข้ามฉาก โดยฉาย Cutscene ที่ตัวละครเรายกต้นไม่ขึ้นลงแทน  (มีการใช้ Fade Out และ Fade In) ทั้งที่ใช้มุมกล้องในเกมในการเล่าเรื่องตรงจุดนี้ก็ได้ครับเหตุผลที่ผู้พัฒนาจำเป็นต้องทำแบบนี้ เป็นเพราะตัวเกมไม่มี Dedicated Server เนื่องจากปัญหาเงินทุน แต่ด้วยความที่เกมนี้มีระบบ Co-Op ผู้พัฒนาจึงจำเป็นต้องหาวิธีที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถสนุกไปด้วยกันได้ต่อให้ไม่มี Dedicated Server ครับ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามการตัดสินใจของผู้เล่นหนึ่งในจุดที่ผมประทับใจมากสำหรับเกมนี้ คือการที่โลกของเกม จะเปลี่ยนแปลงไปตามเควสที่ทำ หรือเนื้อเรื่องด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เควสให้ผมไปกำจัดกลุ่มโจรเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งในเขตแรกของเกม ซึ่งตอนแรกบริเวณรอบๆ จะมีพวกกลุ่มเสื้อแดงเดินกร่างทำร้าย NPC อื่นไปทั่ว แต่พอผ่านเควสดังกล่าวแล้ว พอกลับไปที่เขตดังกล่าวอีกครั้ง ก็พบกับ NPC กลุ่มอื่นที่กำลังจับพวกกลุ่มเสื้อแดงมาลงโทษอยู่ และไม่เห็นกลุ่มโจรดังกล่าวเดินกร่างไปทั่วในเขตนี้อีกเลยอีกหนึ่งเควสที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นกันมีชื่อว่า 'Bad Day' ที่ให้เราไปบุกไปยังรังโจรลักพาตัวแห่งหนึ่งที่ไปฆ่า NPC คุณลุงคนหนึ่งที่เรากำลังคุยด้วยอยู่ เมื่อไปถึงจะได้พบกับลูกสาว หรือหลานสาวของลุงคนนั้น เมื่อช่วยเธอออกมาได้ เธอจะกลายเป็นแม่ค้าขายอาวุธคุณภาพสูงให้กับเราภายในเขต Rift Town ส่งผลให้การทำเควสรองดูน่าสนใจขึ้นเป็นอย่างมากในเกมนี้ และหลายๆ เควสก็แต่งเนื้อเรื่องมาได้ดี ไม่แพ้เนื้อเรื่องหลักของเกมเลยก่อนทำเควสหลังทำเควสจังหวะต่อสู้ดุดัน เร็ว และมัน   ถ้าหากบอกว่า Outriders คือเกมที่มีจังหวะต่อสู้สนุกเป็นอันต้นๆ ในเกม Looter Shooter ด้วยกัน อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อยด้วย 5 ปัจจัยด้วยกัน, ใช้มุมมอง TPS ทำให้มองเห็นรอบข้างได้ง่ายมีความเร็วในการต่อสู้สูงมากศัตรูที่มักจะมาในปริมาณเยอะมาก การที่ตัวละครเรามีพลังพิเศษต่างๆ มีกระสุนให้ใช้แบบเหลือเฟือกล่าวคือทุกๆ การต่อสู้ เราจะต้องเล่นแบบ 1 Vs 20 โดยที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกระสุนหมดมากนัก ทำให้โจมตีอีกฝ่ายได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ใช้ความสามารถพิเศษอย่างการวาป หยุดเวลา เอาหินมาทำเป็นเกราะ ใช้ไฟโจมตีเพื่อดังความสนใจ หรือตั้งป้อมปืนขึ้นมายิง เพื่อสร้างความได้เปรียบ และมองหาที่กำบังสำหรับหลบกระสุนจำนวนมากที่ลอยมาไปพร้อมๆ กัน World Tier ถือเป็นอีกหนึ่งระบบที่ช่วยเสริมความสนุกให้กับการต่อสู้ของเกม โดยระบบนี้จะเพิ่มความยากของศัตรูที่เราพบมากขึ้นตามระดับที่ตั้งไว้ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งยากเท่าไหร่ก็ยิ่งดรอปของที่ดีมากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้จำเป็นต้องตื่นตัวมองหาวิธีเอาตัวรอดอย่างใจเย็นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ส่งผลให้การต่อสู้ที่ระทึกมากๆ อยู่แล้ว ระทึกมากขึ้นไปอีก ถือว่า People Can Fly ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีจริงๆFPS ที่นิ่งจนน่าตกใจ (กราฟิกระดับ High บน PC)ย้อนกลับไปประมาณวันที่ 2 เมษายน 2021 มีรายงานมากมายกล่าวถึงปัญหา FPS ตกอย่างไม่ทราบสาเหตุบน PC ซึ่งตัวผมเองกลับไม่เคยเจอปัญหานี้เกิดขึ้นกับตัวเองเลย ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าผู้เล่นหลายคนไม่ได้ทำการอัปเดต Driver การ์ดจอ จนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว ตัวผมเองพบว่าเกมนี้ถือว่าทำ FPS ได้นิ่งมากๆ ยิ่งเป็นเกมที่จังหวะต่อสู้เร็วมากๆ บวกกับเอฟเฟคระดับระเบิดภูเขา เผากระท่อมด้วยแล้ว ถือว่าน่าแปลกใจมากๆ จริงครับไม่แน่ใจเหมือนกันว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เกมจำเป็นต้องโหลดเวลาเข้าฉากตลอดเวลา จนทำให้ลดภาระของ Hardware ลงไปได้ด้วยรึเปล่าที่ทำให้ FPS ของเกมนิ่งมากๆ แม้จะเล่นบนเครื่อง PC ที่ไม่แรงมากครับ และการมี FPS ที่นิ่งๆ อย่างไม่ต้องสงสัยทำให้ประสบการณ์ของเราที่ได้ดีขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย ต้องยอมรับว่าผู้พัฒนาทำออกมาได้ดีจริงๆ ในส่วนนี้ครับระบบสกิลที่สมกับคำว่า RPGอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าตัวละครของเราในเกมนี้จะสามารถใช้พลังพิเศษได้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 คลาสคือDevastator ที่ควบคุมหินPyromancer ที่ใช้ไฟTrickster: ที่ควบคุมเวลาTechnomancer ที่เสริมความสามารถให้กับอุปกรณ์ที่นี่แต่ละคลาสจะมีสายสกิลให้อัพแบ่งออกเป็นอีกคลาสละ 3 สาย ยกตัวอย่างเช่น Trickster จะแบ่งออกเป็นAssassin ที่เน้นเสริมความสามารถให้กับอาวุธระยะใกล้Harbinger ที่เสริมความสามารถในการเอาตัวรอดReaver ที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับสกิลกดใช้ของคลาสส่งผลให้รูปแบบการเล่นของแต่ละคลาสในเกมนี้จะหลากหลายมาก ผู้เล่นสามารถเลือกคลาสที่ชอบ และอัพสกิลให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นตัวเองได้เลยคอนเทนต์โดยรวม 50 - 70 ชั่วโมง แต่ End Game ยังน่าเบื่อไปหน่อยถ้าเอาแค่เนื้อเรื่องจบคิดว่าคงประมาณ 20 ชั่ว ถ้าหากทำเควสรองทั้งหมดด้วยก็คง 50 - 70 ชั่วโมง ซึ่งเอาจริงๆ ดูไม่ใช่ตัวเลขที่แน่เท่าไหร่ แต่ส่วนตัวสำหรับผมเกมนี้ยังทำคอนเทนต์ End Game ได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ หลังจากที่เล่นเกมนี้จนจบเนื้อเรื่องแล้ว ผู้เล่นจะถูกแนะนำให้รู้จักระบบ Expeditions ที่มีด่านมาให้เราเลือกเล่นมากมาย แต่ทุกด่านจะมาในแพทเทิร์นเดียวกัน คือฝ่าฝูงศัตรูจำนวนมากเพื่อไปปราบบอส รับของรางวัลมาอัพเกรดตัวละครให้เก่งขึ้น นี้คือทั้งหมดของ End Game กล่าวถือเป็นรูปแบบฟาร์มมาราธอนนั่นเองส่วนตัวผมคิดว่าขาดคอนเทนต์ความท้าทายสูงๆ แบบ Raid ของ Destiny หรือดันเจี้ยนที่ยากมากๆ จนต้องอาศัยความร่วมมือของคนในปาร์ตีเพื่อผ่านให้ได้ ถ้าหากว่า Outriders มีคอนเทนต์แบบนี้อยู่ด้วย คิดว่าจะควรค่าให้เล่นต่อมากปัจจุบันครับOutriders ถือเป็นเกมที่ดี ตลอดเวลาหลายสิบชั่วโมงที่ได้เล่นเกมนี้ ตัวผมเองก็สนุกไปกับมันพอสมควร แต่ตัวเกมยังมีอีกหลายจุดที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ ผู้พัฒนาเคยกล่าวว่าจะปรับปรุงเกมนี้ให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความคิดเห็นของผู้เล่น รวมถึงจะมีการเพิ่มคอนเทนต์เข้ามาให้ทำมากกว่าในอนาคตด้วย แม้ตอนนี้ Outriders ยังไม่ใช้เกมยอดเยี่ยมที่ควรหามาเล่นสักครั้ง แต่ไม่แน่ว่าหลังจากอัพแพจตช์อีก 3 - 5 ครั้ง เกมนี้อาจจะกลายเป็นผลงานโบลแดงที่ควรหามาเล่นสักครั้งเลยก็เป็นได้ครับ ยังไงทั้งหมดนี้ก็เป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้น เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงสามารถพูดคุยกันได้ครับ
08 Apr 2021
[Review] รีวิวเกม Monster Hunter: Rise ‘ตำนานนินจา ขี่หมาไปล่าแย้’
แม้จะเป็นซีรีส์เกมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยคอนโซล PlayStation 2 แต่เกมซีรีส์ล่าแย้ในตำนานอย่าง Monster Hunter ก็ยังถือว่าเป็นเกมที่เข้าถึงกลุ่มผู้เล่นได้ไม่กว้างขวางนัก ด้วยระบบเกมเพลย์อันท้าทายและซับซ้อน แถมเกมภาคหลังๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมักจะเน้นวางจำหน่ายบนคอนโซลพกพาอย่าง PSP หรือ Nintendo 3DS มากกว่าคอนโซลสายหลักๆ ด้วย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของ Monster Hunter: World บนเครื่อง PlayStation และ Xbox (และ PC) ที่สามารถปรับปรุงระบบเกมเพลย์สูตรสำเร็จของซีรีส์ให้กลมกล่อมย่อยง่าย จนสามารถผลักดันเกมซีรีส์ Monster Hunter เข้าสู่อ้อมใจของเกมเมอร์กระแสหลักทั่วไปได้ในระดับที่เหนือความคาดหมายของหลายๆ คน ด้วยประการทั้งหมดที่ว่าไป แน่นอนว่าเกมเมอร์ส่วนใหญ่ย่อมต้องคาดหวังกับภาคใหม่อย่าง Monster Hunter: Rise ไม่ต่างกัน แต่ในขณะที่เกมเมอร์นักล่าแย้รุ่นเก๋าๆ อาจจะรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเกมซีรีส์ยอดรักของพวกเขาหวนคืนสู่คอนโซลพกพาอันเป็นภาพจำหลักของซีรีส์ นักล่าแย้รุ่นใหม่ๆ หลายคนก็อดกังวลไม่ได้ว่าการวางจำหน่ายบนเครื่อง Nintendo Switch ที่มีพลังน้อยกว่า จะเป็นการก้าวถอยหลังของซีรีส์หรือไม่หลังจากที่ได้ทดลองเล่นเกมมามากกว่า 50 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่วางจำหน่าย แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมภาค Rise อาจจะเป็นเกมที่ “เล็ก” กว่า World อย่างช่วยไม่ได้เพื่อรองรับคอนโซล Switch แต่ผู้เขียนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า Monster Hunter: Rise ก็ยังคงเป็นการพัฒนาก้าวใหญ่ของซีรีส์ล่าแย้ยอดฮิต ที่น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้เล่นเก่าและใหม่ของซีรีส์ได้ไม่ต่างกัน ด้วยการผสมผสานจุดปรับปรุงเกมเพลย์ของภาค World เข้ากับแนวทางแบบคลาสสิคของเกม Monster Hunter ภาคที่ผ่านๆ มา แถมยังเพิ่มระบบเกมเพลย์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปอีกมากมาย จนทำให้เกมภาค Rise ถือเป็นและเป็นเกมที่ไม่ควรพลาดสำหรับคอเกมแอคชั่นที่มีเครื่อง Nintendo Switch ทุกคนด้วยประการทั้งปวง และเป็นการคืนสู่ภาพจำอันคลาสสิคของซีรีส์ในฐานะเกมพกพาอีกด้วยเนื้อเรื่องเนื้อเรื่องของเกม Monster Hunter: Rise จะให้ผู้เล่นรับบทเป็นนักล่าแย้หน้าใหม่ไฟแรง ที่จะต้องออกต่อสู้กับเหล่ามอนส์เตอร์อันหน้าเกรงขามชนิดต่างๆ เพื่อปกป่องบ้านเกิด Kamura Village จากการรุกรานของพวกมัน อันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ปริศนาที่เรียกว่า ‘The Rampage’ และสืบหาเบื้องหลังของปรากฏการณ์นั้นเพื่อยับยั้งมันให้ได้ในที่สุดเช่นเดียวกับในเกม Monster Hunter ทุกภาคที่ผ่านมา เนื้อเรื่องของเกมไม่ได้เป็นจุดสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมของเกมเท่าไหร่นัก และเหมือนจะทำหน้าที่เป็นเพียง “แรงขับ” ให้ผู้เล่นพอมีเหตุผลในการออกไปล่าเหล่าแย้น้อยใหญ่ทั้งหลายซะมากกว่า แม้ว่าเกมภาค Rise จะพยายามประดิษฐ์ประดอยร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันเป็นเส้นเรื่องเดียว แถมยังเพิ่มอรรถรสด้วยการใส่เสียงพากย์และตัวละครเด่นๆ เข้าไปมากมายก็ตามทีที่สำคัญ ผู้พัฒนาเองก็น่าจะเข้าใจว่าเนื้อเรื่องคงไม่ใช่จุดขายสำคัญของเกม Monster Hunter อยู่แล้ว ทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาค Rise ค่อนข้างสั้นมากๆ (เล่นจบได้ในเวลาไม่ถึง 15 ชั่วโมง) และมีความเชื่อมโยงกับเกมเพลย์น้อยกว่าในภาค World อย่างชัดเจน ซึ่งก็อาจจะถือได้ว่าเป็นข้อเสียหนึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการติดตามเนื้อเรื่องกราฟิก/การนำเสนอหากมองดูผิวเผิน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกม Monster Hunter: Rise มีความละเอียดในด้านกราฟิกน้อยกว่าเกมภาค World อย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเกมในเครื่อง Nintendo Switch อยู่แล้ว (ยิ่งเล่นโหมดพกพายิ่งเห็นชัด) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมจะภาพไม่สวยไปเลย เพราะก็ยังคงใช้เอนจิ้นกราฟิกตัวเดียวกับ Monster Hunter: World ซึ่งแสดงผลอนิเมชั่นต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการต่อสู้ของตัวละครผู้เล่นและ NPC ต่างๆ ไปจนถึงเหล่าแย้หลากหลายชนิดที่พบได้ในเกม ยิ่งเมื่อเข้าสู่การต่อสู้อันดุเดือดและรวดเร็วยิ่งขึ้นของเกมภาคนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่สังเกติเลยด้วยซ้ำองค์ประกอบสัคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพโดยรวมของกราฟิกในเกมอีกอย่างคือเรื่องของการออกแบบศิลป์ (Art Direction) สไตล์ญี่ปุ่นของเกม ที่สามารถสร้างบรรยากาศและชีวิตชีวาให้กับสภาพแวดล้อมในเกมได้อย่างมหาศาลไม่ว่าจะอยู่ในหมู่บ้าน Kamura Village หรือในด่านการล่าแย้อันหลากหลายตั้งแต่ป่าทึบ น้ำตก ทะเลทราย หรือภูเขาไฟก็ตามที และแม้ว่าฉากนอกหมู่บ้านต่างๆ จะมีขนาดเล็กกว่าในภาค World พอสมควร แต่ด้วยระยะการมองเห็น (Draw Distance) อันกว้างใหญ่ของเกม ส่งผลให้ผู้เขียนไม่รู้สึกถึงความเล็กที่ว่านั้นเท่าไหร่นัก การออกแบบศิลป์อันยอดเยี่ยมยังส่งผลถึงเหล่าอาวุธชุดเกราะในเกมด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นจุดดึงดูดใหญ่ๆ ข้อหนึ่งของเกม Monster Hunter อยู่แล้ว และเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นอยากจะออกไปล่าแย้เพื่อนำวัตถุดิบกลับมาสร้างของสวมใส่เท่ๆ เหล่านี้ในฝั่งของ Performance นั้น Monster Hunter: Rise ถือเป็นเกมที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหลมากๆ แม้ว่าเฟรมเรตของเกมจะถูกจำกัดเอาไว้ที่เพียง 30 FPS เท่านั้น แต่ก็เป็น 30 FPS ที่เสถียรแทบจะตลอดเวลา กระทั่งในจังหวะการเล่น Multiplayer ที่มีผู้เล่น 4 วิ่งไปมาพร้อมกัน แถมเกมยังมีหน้าจอการโหลดน้อยมากๆ และต่อให้โหลดก็ยังใช้เวลาไม่เกิน 5-10 วินาทีเท่านั้น ทำให้ประสบการณ์การเล่นโดยรวมเป็นไปอย่างลื่นไหลทันใจยิ่งกว่าในภาค World อีกเกมเพลย์ถ้ามองในภาพกว้าง วงจรเกมเพลย์ของ Monster Hunter: Rise ก็ไม่ได้แตกต่างจากสูตรสำเร็จของเกมล่าแย้ทุกภาคที่ผ่านมา ผู้เล่นจะต้องเลือกใช้อาวุธ 1 ใน 14 ชนิดในการออกไปต่อสู้กับเหล่ามอนส์เตอร์หลากหลายชนิด เพื่อเก็บวัตถุดิบที่ได้จากพวกมันมาสร้างเป็นอาวุธและชุดเกราะที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อออกไปรับมือกับแย้ที่ร้ายกาจขึ้นวนๆ กันไป โดยการต่อสู้ในภาค Rise ดูจะต่อยอดมาจากภาค World ทำให้ยังคงมีความคล่องแคล่วในแง่ของการเคลื่อนไหวมากกว่าภาคอื่นๆ แต่ในภาค Rise ได้มีการเพิ่มระบบการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเกมเข้าไปหลายอย่างที่ทำให้การออกล่าแต่ละครั้งรู้สึกดุเดือดเร้าใจและหลากหลายยิ่งกว่าในภาค World เสียอีกองค์ประกอบใหม่ที่สำคัญที่สุดในฝั่งของเกมเพลย์ทั้งการต่อสู้และการสำรวจ คงหนีไม่พ้นเหล่าแมลง Wire Bug ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถพุ่งตัวไปมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อจังหวะจะโคนในการล่าแย้อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการหลบหลีกหรือหาช่องว่างในการโจมตีได้มากกว่าในภาค World ที่ผู้เล่นมักจะต้องรอให้เหล่ามอนส์เตอร์เป็นฝ่ายเปิดช่องให้ซะเอง แถมผู้เล่นยังสามารถใช้เหล่าแมลงพวกนี้ในการห้อยโหนและดึงตัวเองให้พุ่งไปในอากาศได้อย่างอิสระ ทำให้การสำรวจแผนที่ต่างๆ เพื่อหาความลับหรือเก็บทรัพยากรณ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งเมื่อฝึกใช้ควบคู่กับระบบการปีนป่ายกำแพงที่เพิ่มเข้ามาใหม่จนคล่องนี่แทบจะเหมือนเล่นเกมไอ้แมงมุมอยู่อย่างไงอย่างงั้น แต่ความคล่องที่เพิ่มขึ้นของผู้เล่นก็ทำให้ผู้พัฒนาสามารถปรับให้เหล่ามอนส์เตอร์มีความดุดันและว่องไวมากขึ้นกว่าภาค World ไปด้วย แถมยังมีท่าโจมตีบางท่าที่จำเป็นต้องใช้ระบบ Wire Bug ในการหลบหลีกอีกด้วย จึงไม่ต้องเป็นกลัวว่าเกมจะหมดความท้าทายไปซะเลยเหล่าแมลง Wire Bugs ยังมอบความสามารถชนิดใหม่ที่เรียกว่า Silkbind Moves เข้ามา เปรียบเสมือนท่าพิเศษที่ช่วยเสริมความสามารถด้านต่างๆ ของผู้เล่นตั้งแต่การป้องกัน หลบหลีก หรือกระทั่งใช้โจมตีมอนส์เตอร์โดยตรงก็ยังได้ โดยอาวุธทั้ง 14 ชนิดจะมี Silkbind Moves ของตัวเองที่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับสไตล์การเล่นของผู้เล่นแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่นอาวุธยอดนิยมอย่างดาบยาว (Long Sword) ที่สามารถใช้ท่า Soaring Kick เพื่อถีบตัวให้ลอยขึ้นไปและต่อเข้าท่าทิ้งตัวผ่ากบาลมอนส์เตอร์ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นท่า Sakura Slash เพื่อพุ่งตัวเป็นทางตรงผ่านศัตรูและสร้างความเสียหายหลายครั้งเป็นต้นผู้เล่นยังสามารถปรับเปลี่ยนท่าโจมตีในคอมโบธรรมดาของอาวุธด้วยระบบ Switch Skills ได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้วิธีการเล่นอาวุธโดยรวมเปลี่ยนไปเลย ยกตัวอย่างเช่นอาวุธ Gunlance ที่สามารถสลับเอาท่าชาร์จกระสุน (Charged Shells) ออก เพื่อเปลี่ยนเป็นท่า Blast Dash ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถพุ่งตัวโดยใช้หอกแทนไอพ่นได้ เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มอิสระในการสร้างแนวทางการเล่นเฉพาะตัวให้กับเหล่านักล่าแต่ละคน เพราะต่อให้เล่นอาวุธแบบเดียวกัน แต่ถ้าเลือกใช้ท่า Switch Skills ไม่เหมือนกันก็อาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลยก็ได้เช่นกันอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือเหล่าน้องหมา Palamute ที่จะสามารถติดสอยห้อยตามเราไปทำภารกิจนอกหมู่บ้านได้ควบคู่ไปกับน้องเหมียว Palico ของเรา โดยจุดเด่นของเหล่า Palamute คือการที่เราสามารถขึ้นขี่พวกมันเพื่อเดินทางไปมาในแผนที่ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เสีย Stamina (ค่าความอึด) แถมมันยังช่วยเราต่อสู้กับเหล่าแย้ได้อีกด้วย ซึ่งการที่เกมเปิดให้เราสามารถพกเพื่อนเข้าไปในด่านได้พร้อมกันทีละ 2 ตัวตลอดเวลา ก็ส่งผลให้ภาค Rise มีความเป็นมิตรสำหรับคนที่เล่นคนเดียวมากขึ้น เพราะบางครั้งเหล่าเพื่อนสัตว์ของเราก็จะช่วยดึงความสนใจของศัตรูให้เรามีจังหวะได้พักหายใจอยู่บ้างทั้งนี้ ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในเกม Rise จะเป็นข้อดีไปซะหมด โดยในความเห็นของผู้เขียน Monster Hunter: Rise ได้ลดทอนความสำคัญของการสำรวจแผนที่ลงไปอย่างมาก จากการที่เกมจะบอกตำแหน่งของเหล่าแย้ทุกตัวทันทีที่เริ่มด่าน แทนที่จะให้ผู้เล่นต้องตามหารอยเท้าของมอนส์เตอร์ซะก่อนเหมือนในภาค World โดยแม้ว่าบางคนอาจจะมองเป็นข้อดีเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหามอนส์เตอร์ โดดลงมาถึงก็ซัดกันได้เลย แต่สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่ามันทำให้เราไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะสำรวจแผนที่ขนาดนั้น ซึ่งก็ทำให้รู้สึกว่า “ผูกพันธ์” กับสถานที่หรือโลกของเกมน้อยกว่าในภาค World และอาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงามของแต่ละด่านเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พัฒนาดูจะถอดระบบการเอาตัวรอดในเกมออกไปหมดเลย อย่างในภาค World เราอาจจะต้องพกยาชนิดต่างๆ เข้าไปเพื่อรับมือกับสภาพอากาศหนาวหรือร้อนในด่าน แต่ในภาคนี้เรากลับสามารถต่อสู้กัยมอนส์เตอร์ในถ้ำลาวาได้โดยไม่สะทกสะท้านอะไร ซึ่งก็ทำให้ตัวตนของแต่ละด่านรู้สึกเจือจางลงไปเหมือนกันสรุปแม้จะมีข้อจำกัดเล็กน้อยจากประสิทธิภาพที่น้อยกว่าของเครื่อง Nintendo Switch เมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้าอย่าง World แต่ Monster Hunter: Rise ก็ทดแทนส่วนที่ขาดไปด้วยระบบเกมเพลย์หลายอย่างที่ทำให้เกมรู้สึก “เข้าถึงง่าย” สำหรับผู้เล่นใหม่มากขึ้น แถมยังมีการใส่ระบบจากภาคเก่าๆ เช่นระบบสกิลเกราะ (Armor Skill) แบบเก่าที่เปลี่ยนไปในภาค World ซึ่งก็น่าถูกใจเหล่านักล่าแย้ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ไม่แพ้กัน ใครที่มีเครื่อง Nintendo Switch อยู่แล้ว และอยากลองลิ้มรสซีรีส์เกมสุดอมตะนี้ รับรองว่า Monster Hunter: Rise จะไม่ทำให้คุณผิดหวังว่าแน่นอน
30 Mar 2021
รีวิว Open Beta Magic Legends : ท่องจักรวาลเกมการ์ดในตำนานฉบับ Action RPG
เปิดให้เล่นรอบ Open Beta บน PC แล้ววันนี้สำหรับเกม MMORPG ใหม่จากทาง Perfect Worlds อย่าง Magic Legends โดยได้แรงบันดาลมาจากการ์ดเกม Magic the Gathering ผสมผสานเกมเพลย์แบบ Diablo และ Deck Building เกมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เป็นหนึ่งในผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์ น่าจับตามองตัวหนึ่งของปี 2021ตัวผมเองเป็นคนที่เล่นการ์ดเกม Magic the Gathering อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นคนที่ชอบเล่นเกมแนวเดียวกันอย่าง Diablo และ Path of Exile การที่ได้เห็นลูกผสมระหว่างสิ่งที่เราชอบ เลยอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้สัมผัสเกมนี้ ซึ่งหลังจากที่มีโอกาสได้เล่นไปหลายชั่วโมง พบว่า Magic Legends ถือเป็นผลงานที่ยังหยาบอยู่ แต่มี Potential ที่จะเป็นผลงานยอดเยี่ยมได้อยู่หากผู้พัฒนาใส่ใจกับมัน ส่วนว่าเกมนี้มีดีตรงจุดไหน และอะไรคือข้อเสียในตอนนี้ มาดูกันเลยครับ! ว่าด้วยเนื้อเรื่องด้วยความที่ Magic Legends เป็นเกม MMORPG ที่ดึงเอาตัวละครจากการ์ดเกม Magic The Gathering มาใช้ ชื่อของสถานที่ กับ NPC ส่วนใหญ่จึงนำมาจากการ์ดเกมด้วย โดยเราจะได้สร้างจอมเวทที่มีความสามารถในการเดินทางไปยังโลกต่างๆ ซึ่งในเกมเรียกว่า PlaneWalker ออกเดินทางไปยังดินแดน 5 ประกอบด้วย Tazeem แดนที่เต็มไปด้วยป่าไม้, Shiv เกาะแห่งภูเขาไฟ, Gavony ดินแดนของที่มนุษย์ต่อสู้กับมนุษย์หมาป่า, Tolaria เกาะที่ตั้งของโรงเรียนเวทมนตร์ และ Benalia ดินแดนแห่งสงคราม เนื้อเรื่องของเกมส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเหตุผลที่เราต้องเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ และแก้ปัญหาร้อยแปดที่ชาวเมืองมักจะมีให้ ในรูปแบบของเควสต่างๆ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องของเกมส่วนใหญ่ถูกแต่งใหม่ และเล่าให้เข้าใจง่าย ดังนั้นต่อให้ไม่เคยเล่น Magic The Gathering หรือรู้จักการ์ดมาก่อนเลย เพื่อนๆ ก็น่าจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องได้ไม่ยากครับกราฟิกสวยงามหรือไม่ ?ในเรื่องของกราฟิก ก่อนอื่นขอยอมรับว่ารายละเอียดของ Texture เรียกได้ว่าทำออกมาดีจริงๆ ถึงจะปรับกราฟิกเป็นระดับต่ำสุดก็ยังเห็นได้ชัดเลยว่า พื้นผิวมีรายละเอียดที่คมชัดมากๆ สิ่งที่แตกต่างจริงๆ ระหว่างกราฟิกระดับ Low ไปจนถึง Ultra เห็นจะเป็นเรื่องของ แสง / เงา ที่ละเอียดมากขึ้น ดังนั้นต่อให้ PC ของเพื่อนๆ ไม่ได้แรงอะไร ก็น่าจะสามารถเล่นเกมนี้ได้สบายๆ ครับด้วยความที่เกมนี้เป็นเรื่องราวของเหล่าจอมเวท การโจมตีส่วนใหญ่ของผู้เล่นก็มักจะเป็นการใช้เวทมนตร์ ซึ่งเอฟเฟคของเวทต่างๆ ที่เราใช้ ก็มีปริมาณเอฟเฟกต์กำลังดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป กล่าวคือได้อารมณ์การได้เป็นจอมเวทจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเกะกะจนเกินไปครับโลกของเกมเป็นยังไง ?Magic Legend เป็นเกมแบบ Open World ที่ดินแดนทั้ง 5 จะมี Free Field ที่เชื่อมต่อกับทางเขาดันเจี้ยน กับเขตเมืองเข้าหากัน ซึ่งเราจะสามารถพบกับผู้เล่นคนอื่นคุยกับ NPC ,เดินสำรวจโลก, และสู้กับมอนสเตอร์ได้ในเขตเหล่านี้ ได้อารมณ์ของเกม MMORPG โดย Field ของแต่ละดินแดนจะมีขนาดใหญ่พอสมควร นอกจากนี้ตามจุดต่างๆ บางทีจะมีอีเวนต์ขนาดเล็กโผล่ขึ้นมาให้ทำ ถ้าหากเข้าร่วมก็จะได้รับไอเทม กับค่าประสบการณ์เป็นของรางวัล ให้ความรู้สึกว่าได้ออกผจญภัยไปอยู่จริงๆ น่าเสียดายที่เวลาอีเวนต์เหล่านี้เริ่มขึ้นจะไม่มีการบอกผ่านแผนที่เลย โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าหากทำให้มีประกาศขึ้นมาบนแผนที่ด้วยจะสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่กว่า เนื่องจากสามารถใส่ไอเทมแรร์ที่หาจากอีเวนต์เหล่านี้เข้าไปในเกมได้ด้วย แต่ก็ถือว่าหยิบองค์ประกอบที่ดีของเกม MMORPG ชั้นนำมาใช้งานได้เป็นอย่างดีจุดที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นเรื่องของความหลากหลายของมอนสเตอร์ที่พบได้ในเขต Free Field ที่มีความหลากหลายน้อย และความชุกชุมที่ต่ำเกินไป จนบางครั้งการเดินทางในเขต Field ก็ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย เพระาไม่ค่อยพบกับมอนสเตอร์แปลกๆ ให้ตีเล่นตามทาง ในเรื่องของลูกเล่นตามแผ่นที่ นอกจากอีเวนต์ที่มีโอกาสเกิดตามจุดต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีลูกเล่นอย่างอื่นเลย จุดนี้แอบน่าเสียดายนิดหน่อยครับเจาะลึกการระบบต่อสู้ของเกมรูปแบบการต่อสู้ของเกมนี้จะแตกต่างกับ Hack & Slash อื่นตรงที่ว่า เราจะไม่สามารถเลือกใช้สกิลได้ตามใจชอบ แต่จะสุ่มออกมา 4 จากการ์ด 10 ใบ ที่เราจัดไว้ (โดยการ์ดก็ดราอปจากมอนสเตอร์อะแหละ) ดังนั้นการโจมตีของตัวละครเราจะหลากหลายพอสมควร เนื่องจากจำเป็นต้องเล่นไปตามการ์ดที่จั่วขึ้นมาได้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นระบบที่แปลกใหม่ และสนุกดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าระบบนี้เป็นดาบสองคมเช่นกัน เนื่องจากการเลือกใช้สกิลที่อยากใช้ในสถานการณ์ที่อยากใช้ไม่ได้ ก็ทำให้การโจมตี และเอาตัวรอดไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกันนั่นเองการใช้มุมกล้องแบบ Top-Down ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ตัดสินใจได้ดี และอยากขอชมเชย เนื่องจากมันช่วยให้สามารถมองเห็นขอบเขตของสกิล และการโจมตีของศัตรูได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้การเอาตัวรอดในเกมที่รูปแบบการเล่น RNG สุดๆ แบบนี้ทำได้ง่ายมากขึ้น คือจะบอกว่ามุมกล้องมีส่วนทำให้สามารถเล่นเกมนี้ได้ง่ายขึ้นก็ได้ครับอีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจคือการเปิดให้ผู้เล่นสามารถเลือกระดับความยากของดันเจี้ยนเองได้ก่อนลง โดยยิ่งยากมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสดรอปไอเทมดีๆ มากขึ้นได้เท่านั้น ซึ่งการจะลงในระดับที่ยากขึ้นก็จำเป็นต้องมีเลเวล กับ Gear Score ถึงขั้นต่ำของแต่ละระดับเสียก่อน ช่วยให้เราสามารถเล่นได้ง่ายมากขึ้นครับต่อมาคือเรื่องของ FPS ที่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะตัวเกมยังอยู่ในช่วง Open Beta รึเปล่าทำให้เกิดปัญหา่ FPS ตกแบบไม่ทราบสาเหตุอยู่หลายครั้ง คือถ้าเป็นตอนเดินคุยกับ NPC หรือเขตปลอดภัยมันไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าดันไปตกตอนกำลังสู้อยู่ บางครั้งก็ทำให้ตายแบบหัวเสียได้เลย ซึ่งล่าสุดผู้พัฒนารับทราบปัญหาในจุดนี้แล้ว คิดว่าเร็วๆ นี้น่าจะมีการอัพแพตช์แก้ไขเข้ามาครับสุดท้ายคือปัญหาเรื่อง Ping ที่ผมเข้าใจว่าตอนนี้ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ SEA เนื่องจากตอนที่เล่นพบว่าทุกการโจมตี และเคลื่อนไหวของ PlaneWalker ผมจะช้าไปเล็กน้อย หรือมีเลขดาเมจขึ้นมาช้ากว่าการปล่อยท่าโจมตีเล็กน้อย ในจุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร เพราะในเกม Hack & Slash จังหวะเพียง 0.5 วินาที ก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้เลย ในส่วนนี้ก็หวังว่าถ้าเปิดให้บริการเต็มที่แล้วจะมีเซิร์ฟเวอร์ใกล้บ้านเราด้วยครับสรุปโดยรวมแล้ว Magic Legends ถือเป็นอีกหนึ่งเกม MMO ที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีระบบการเล่นที่แปลกใหม่ มีรูปแบบเกมเพลย์ที่ไม่ซับซ้อนสามารถเข้าใจได้ง่าย จังหวะการต่อสู้ถือว่าสนุกไม่แพ้เกม MMO ชั้นนำเลย แต่ติดปัญหาที่ตอนนี้ยังมีบัคเยอะอยู่ในตอนนี้ ในขณะที่เล่นผมมีเจอบัคเดินไม่ได้ ตกฉาก และอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่เนื่องจากตัวเกมยังอยู่ในรอบ Open Beta จึงได้แต่หวังว่าตอนที่ปล่อยออกมาให้เล่นอย่างเป็นทางการปัญหาเหล่านี้จะหมดไปครับ เพราะถ้าไม่นับจุดที่บัคเยอะจัดจนเล่นแล้วหัวร้อน เกมนี้ก็ถือว่าสนุกใช้ได้เลยในส่วนของระบบเกมเพลย์ที่การโจมตีจำเป็นต้องสุ่มเอาจากการ์ดที่ใส่มา จุดนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าควรบอกเป็นข้อดี หรือข้อเสียเนื่องจากตัวผมเองชอบระบบนี้ แต่เท่าที่ถามจากเพื่อนซึ่งเล่นด้วยกันแล้ว หลายคนมองว่ามันเป็นระบบที่ไม่สนุกเอาเสียเลย เพื่อนๆ ที่อ่านรีวิวอาจจำเป็นต้องโหลดมาทดลองเล่นเองแล้วตัดสินดูว่าระบบดังกล่าวถือเป็นจุดแข็ง หรือจุดอ่อนของเกมครับ แต่ก่อนจาก ขอย้ำอีกครังว่าตัวผมเองคิดว่าเป็นระบบที่ทำออกมาได้แปลก สนุก และน่าสนใจดีครับMagic Legends เปิด Open Beta ให้เล่นแล้ววันนี้บน PC โดยจะลงให้กับ PS4 กับ Xbox One ด้วยเมื่อเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการ
29 Mar 2021
รีวิว Arcana Tactics เกมแนว RPG+Auto Battler สุดแปลกใหม่ !! ท้าทายทุกด่านที่เล่น
พึ่งเปิดตัวออกมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับเกมมือถืออย่าง Arcana Tactics และมันเป็นเกมที่คนพูดถึงกันเยอะมากกับระบบเกมที่แปลกใหม่คือการเอาระบบเกม  RPG   มาผสมผสานกับเกมแนว Auto Battler มีตัวละครมากเป็นร้อยตัวให้เราเลือกจัดทัพได้อย่างอิสระทำให้ตัวเกมน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งในบทความนี้พวกเรา  GameFever TH จะมารีวิวเกมนี้หลังจากที่ได้เข้าไปทดสอบมา ว่ามันจะยอดเยี่ยมอย่างที่ว่าหรือไม่RPG +  Auto Battlerอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าตัวเกม  Arcana Tactics  เป็นเกมที่ผสมผสานระหว่าง RPG บวกกับเกมแนว Auto Battler ที่เราจะได้ตัวละครต่างๆ มาจากการสุ่ม ตัวละครจากร้านค้า และเราจะต้องเอาตัวละครเหล่านั้นมาผสมให้เป็นคลาสต่างๆ ซึ่งก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน มีสายการเล่นที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ทำให้แต่ละคนที่เล่นจะมีสไตล์การจัดอัพ และการผสมตัวที่แตกต่างกันออกไปด้วย ส่วนความเป็น RPG ของเกมนี้คือเราสามารถอัพเกรดตัวละครที่เราชอบได้ มีการเปิดกาชาเพื่อเปิดตัวละครหาตัวใหม่ๆ ในเพื่อเอาไว้ใช้ในการเล่น หรือเปิดเพื่อหาตัวซ้ำอัพเกรดให้ตัวละครนั้นเก่งขึ้น หรือใส่ของดาเมจให้เก่งขึ้นได้   (แต่ไม่ต้องกลัวว่าเกมนี้จะเกลือมาก เพราะราคาในการเปิดไม่ได้แพงเลย รวมถึงผู้ให้บริการแจกหนักจัดเต็มมาก ตัวผู้เขียนเล่นมาไกลและยังไม่ได้เติมซักบาทการ์ดอารคาน่า ระบบที่จะกำหนดความสามารถของขุมกำลังของคุณระบบอารคาน่าเป็นระบบการ์ดความสามารถติดตัวที่เราจะต้องใส่ไว้ในตอนเริ่มเกม ซึ่งดูเผินๆ มันอาจจะเป็นแค่ระบบเพิ่มความสามารถทั่วไป แต่จริงๆ แล้วระบบนี้มันเป็นตัวที่คอยชี้นำเลยว่าคุณนั้นควรที่จะหยิบตัวอะไรมาเล่น เพราะการ์ดแต่ละอันจะมีความสามารถที่แตกต่างกันไป และเหมาะสมกับแค่บางสายเท่านั้นอย่างเช่นตัวผู้เขียนนั้นมีการ์ดที่ถ้าหากตัวละครสาย Swordman อยู่ด้วยกัน 2/4/6 ตัวขึ้นไป ตัวละครสายนี้จะได้รับความสามารถ Guard ที่จะบล็อคดาเมจจากศัตรูได้ หรือจะเป็นการ์ดโอกาสดรอปตัวละครสาย Swordman มากขึ้นเพื่อให้เราสามารถปั้นตัวละครนี้ให้ไวขึ้นได้ หรือจะเป็นความสามารถถ้าตัวละครธาตุพืชอยู่รวมกันจะทำให้ตัวละครสายนี้ใช้สกิลแรงขึ้นก็มี ซึ่งมันค่อนข้างหลากหลายมาก ตัวการ์ดมีให้เลือกเป็นร้อยๆ ใบท้าทายในทุกด่าน   ใครที่คิดว่าเกมนี้จะเหมือนเกม RPG บนมือถืออื่นๆ ที่จะบอทเพลินๆ ท่านก็อาจจะคิดผิด เพราะเกมนี้ท่านจะต้องผสมตัวละครเองทั้งหมด กดมือเล่นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะแต่ละเกมใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น เป็นเกมที่เล่นฆ่าเวลาได้เพลินๆ และค่อนข้างสะดวกกว่าเกมแนว Auto Battler อื่นๆ ที่เกมหนึ่งในเวลากว่า 1 ชั่วโมง รวมถึงเกมนี้พอเล่นไปด่านสูงๆ เราจะพบเจอกับความยากของมอนสเตอร์ที่จะทำให้คุณต้องหัวร้อนกับมันเพราะไม่ผ่านแน่นอน ซึ่งคุณจำเป็นต้องเรียนรู้หา Comb สายใหม่ๆ เพื่อเอามาแก้ทาง หาการ์ดสายอื่นมาลองต่อสู้ดู หรือผสมๆ สายกันไปบ้าง ซึ่งนี่มันก็คืออีกหนึ่งความสนุกของเกมนี้ระบบ PVPสำหรับสาย PVP เกมนี้ก็รองรับเช่นกัน แต่ว่าระบบการต่อสู้ของ Arcana Tactics จะค่อนข้างแตกต่างจากเกมแนว Auto Battler อื่นๆ ที่เกมนี้จะเป็นการต่อสู้กันแบบ Real-Time 1V1 มีการจัดทัพต่อสู้กันคล้ายๆ กับที่เล่นใน PVE ซึ่งในแต่ละรอบฝ่ายไหนแพ้ก็จะเสียเลือดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแพ้ ซึ่งตัวเกมก็จะมีระบบไต้ระดับไปเรื่อยๆ และก็จะได้ของรางวัลไปเรื่อยๆ เช่นกันสรุปArcana Tactics เป็นเกมที่ต้องยอมรับในเรื่องของไอเดียที่ค่อนข้างใหม่มากในการเอาเกมแนว RPG มาผสมผสานกับเกมแนว Auto Battler ได้อย่างยอดเยี่ยม และที่สำคัญคือความท้าทายในแต่ละด่านที่ค่อนข้างจะให้เราคิดวิเคราะห์ในการต่อสู้ว่าจะเอาตัวละครไหน เอาสายไหนไปสู้ดี (แต่อาจจะเห็นผลในช่วงด่านหลังๆ เป็นต้นไป) หรือจะเป็นระบบการ์ดอารคาน่าที่จะมาเพิ่มสีสันให้มากขึ้นแต่ถ้าให้ถามถึงสิ่งที่ไม่ชอบสำหรับเกมนี้อย่างเดียวก็คงจะเป็นในเรื่องของสกิลความสามารถของตัวละครที่มันอาจจะยังไม่ได้ดูหวือหวา หรือตระกาลตาขนาดนั้น เป็นสกิลทำดาเมจธรรมดาตีตรงๆ ไม่ได้มีตัวละครที่เน้นโจมตีตัวหลัง หรือสกิล CC สตั๊นหมู่อะไรแบบนั้น พอเล่นไปเรื่อยๆ สกิลที่ดูธรรมดามันก็อาจจะทำให้เบื่อได้บ้าง
23 Mar 2021
[ Review ] Crash Bandicoot 4: It's About Time สานต่อตำนานหนูพุกอีกครั้งให้แฟนๆ หายคิดถึง
Crash Bandicoot 4: It's About TimePlatform: Nintendo SwitchGenre: Action 3D, AdventureCrash Bandicoot เป็นเกมแนว Action 3D ที่พัฒนาโดย Toys for Bob และเผยแพร่โดย Activision เป็นแฟรนไชส์เกมภาคต่อ จากแพลตฟอร์ม PlayStation 1 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปี 1996 - 1999 ที่มีด้วยกันถึง 3 ภาคหลัก และนอกจากนั้นยังวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกนับเป็นภาคหลักแต่อย่างใด… จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นเวลากว่า 20 ปี กับการกลับมาของ Crash Bandicoot ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้นับว่าเป็นภาคต่ออย่างเป็นทางการ และเป็นที่รอคอยของแฟนๆเนื้อเรื่องการกลับมาในครั้งนี้จะเป็นเนื้อเรื่องต่อจาก Crash Bandicoot 3: Warped โดยตรง หลังจากที่จัดการวายร้ายอย่าง Dr. Neo Cortex กับ Dr. Nefarious Tropy รวมถึง Aku Aku ด้วยการจับส่งทั้งสามให้ไปอยู่ในต่างมิติ เพื่อไม่ให้ออกมาสร้างความเดือดร้อนได้อีกตลอดไป   จนกระทั้ง Aku Aku ได้ทำการเปิดประตูมิติสำเร็จ ทำให้ทั้งหมดหนีออกมาได้ แต่ผลกระทบจากการเปิดประตูมิตินั้น ทำให้มิติเวลารวมถึงจักรวาลเกิดความปั่นป่วน จนทำให้เกิด Multiverse หรือจักรวาลคู่ขนานขึ้นมากมาย และถึงคราวที่เหล่าวายร้ายได้ทำการวางแผนควบรวมยึดครองทั้งจักรวาล !!ดังนั้น Crash และ Coco (น้องสาว) จะต้องร่วมมือกันออกผจญภัยอีกครั้ง เพื่อตามหาธาตุทั้ง 4 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งแผนการร้ายในครั้งนี้ และผนวกพลังของจักรวาลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกลับสู่สภาวะดังเดิมอย่างที่ควรจะเป็นประตูมิติที่ถูกเปิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวในภาคนี้เกมเพลย์/ระบบการเล่นคราวนี้มาในส่วนของเกมเพลย์กันบ้าง Crash Bandicoot 4 ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของภาคก่อนๆ ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมูฟเมนท์การบังคับตัวละคร การเปลี่ยนมุมมองเกมเพลย์ภายในด่านที่มีความหลากหลาย และยังคงความเป็นรูปแบบการผจญภัยที่มีกับดักมากมาย พร้อมกับศัตรูหลากหลายรูปแบบ ที่เราจะต้องใช้วิธีรับมือแตกต่างกันออกไป มีการเดินเรื่อง/ระบบการเล่นเป็นเส้นตรง มีความสลับซับซ้อนค่อนข้างน้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเล่นให้ผ่านได้ง่ายๆ มีระบบ Checkpoint ภายในด่าน และยังคงรูปแบบความเป็น World Part เหมือนเดิม (แต่ในภาคนี้จะเรียกว่า Dimensional map) พูดง่ายๆ ว่า  ใน 1 เวิลด์จะประกอบไปด้วย 5-6 ด่าน และด่านสุดท้ายก็จะมีบอสประจำเวิล์ด ถ้าเล่นผ่านก็สามารถไปเวิลด์ถัดไปได้ หรือด่านที่ผ่านไปแล้วก็สามารถกลับมาเล่นเพื่อเก็บของให้ครบได้อีก  หรือจะแข่งกับเวลาในโหมด Time Trial ที่เน้นเร็วเน้นไวก็ได้ เพื่อเก็บ Relics  ทำให้มีเหตุผลในการกลับมาเล่นด่านเหล่านี้หลายครั้ง   โดย Time Trial จะแบ่งเป็น 3 ระดับคือ Sapphire, Gold, Platinum จากน้อยไปมากตามลำดับ    ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ผ่านด่านเหมือนกับในภาค 3   และยังมีด่านพิเศษที่เป็นไซต์สตอรี่ของตัวละครอีกด้วย   รับรองว่าจุใจเหล่าแฟนๆ   หนุ่ม   Crash   แน่นอนรวมถึงยังคงมีการเก็บกล่องให้ครบตามจำนวนที่แต่ละด่านกำหนด เพื่อแลกกับเพชรสีขาวเช่นเดิม และยังมีการเก็บเพชรสีเพื่อปลดล็อค Bonus Stage หรือสถานที่ลับในด่านต่างๆ (แต่ระบบการเก็บแอปเปิ้ลเพื่อสะสมเป็นไลฟ์อัพถูกยกเลิกไปแล้ว) Dimensional Mapระบบที่เสริมเข้ามาในภาคนี้ เริ่มเกมเลยเราสามารถเลือกโหมดที่จะเล่นได้ระหว่าง Modern Mode กับ Retro Mode โดยระบบในการเล่นทั้งสองโหมดจะแตกต่างกันออกไป ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครที่จะเล่นได้สองตัวตั้งแต่เริ่มเกม ซึ่งก็คือ Crash ตัวเอกของเรา และ Coco น้องสาวของของเขา ทั้งสองมีรูปแบบมูฟเมนท์การเคลื่อนไหวเหมือนๆ กัน การเลือกเล่นตัวละครจะไม่ได้เป็นการเลือกในรูปแบบโหมด แต่เป็นการเลือกก่อนที่จะเริ่มด่าน หรือเริ่มเล่นในด่านนั้นๆ นอกจากการเลือกตัวละครเพื่อเล่นแล้ว ยังสามารถเลือกชุด (Skin) ของตัวละครได้อีกด้วย ทั้งนี้ชุด (Skin) จะต้องผ่านการปลดล็อกจากการทำภารกิจซะก่อนจึงจะเลือกมาใช้ได้ในหนึ่งด่านจะมีการเก็บเพชรสีขาวที่เพิ่มมากขึ้น   (จากเดิมมีเพชรสีขาว 1เม็ด/1ด่าน) โดยจะมีเพชรสีขาวหกเม็ดต่อ 1 ด่าน การเก็บเพชรจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดต่างๆ เช่น จำนวนแอปเปิ้ลที่เก็บ จำนวนครั้งที่เราตาย เพชรที่ซ่อนอยู่ตามด่าน และการเก็บกล่องในด่านให้ครบเหมือนภาคก่อนๆมีการเก็บไอเทม Flashback Tapes เพื่อปลดล็อคด่านพิเศษภายใน (Flashback Tapes Level) อีกที และภายใน Level จะเป็นด่านคล้ายๆ กับโบนัสสเตจที่เป็นการเก็บกล่องโดยเฉพาะ เพียงแต่จะมีความยาวและความยากกว่าพอสมควร ถ้าหากเล่นไปได้สักพักจะมีโหมดกลับซ้าย-ขวา N. Verted เข้ามาเสริมในทุกๆ ด่านอีกด้วยทางด้านตัวละคร จะมีตัวละครเพื่อนใหม่อย่าง Tawna ที่จะมีไทม์ไลน์เนื้อเรื่องของตนเอง เป็นเนื้อเรื่องคู่ขนานกับเนื้อเรื่องหลักของพวก Crash และธีมหลักของภาคนี้เลยก็คือพวก Quantum Masks ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือน Uka Uka ซึ่งจะมีเอกลักษณ์/สกิลเฉพาะตัวเมื่อสวมใส่ เพื่อนำความสามารถนี้ใช้ในการผ่านฉากที่มีรูปแบบเฉพาะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกมมีความหลากหลายในการเล่นมากขึ้น รวมถึงตัวละครอื่นๆ ที่จะร่วมสร้างสีสันและมิติใหม่ๆ ในการผจญภัยครั้งนี้ด้วยรวมเหล่า Quantum MasksTawna เพื่อนใหม่ของ Crash และ Cocoเพชรสีขาวที่มีให้เก็บเพิ่มขึ้นต่อหนึ่งด่าน ถ้าเก็บได้ครบจะได้ชุด(skin) ของตัวละครกราฟิก (Nintendo switch)ยังคงรูปแบบความเป็นอนิเมชั่น+การ์ตูนที่มีสีสันเยอะๆ รูปแบบด่านที่เปลี่ยนสีสันตามธีมของแต่ละเวิลด์ ส่วนเรื่องของเฟรมเรท ยังไม่เจอเฟรมเรทตกตลอดการเล่นบนเครื่อง Nintendo Switch ลื่นไหลดีปกติ ไม่มีภาพค้าง ไม่มีเด้งออกจากเกม เมื่อลองต่อ Dock ขึ้นจอ 4K ภาพสวยกว่าเดิมนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าภาพสวยขึ้นจริงๆ หรือว่าเพราะจอใหญ่ก็เลยดูสวยเพราะรายละเอียดมันชัดขึ้นหรือเปล่า แต่จริงๆ ทางด้านกราฟิกคงไม่มีอะไรให้เขียนถึงมากนัก เอาเป็นว่าเล่นบน Nintendo Switch ที่สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้ก็เข้ากับเกมเพลย์แบบ Crash   ดี   แต่จะหวังให้กราฟิกสู้คอนโซลอื่นๆ   คงไม่ได้อยู่แล้วสรุปเกม Crash Bandicoot 4 ยังคงเป็นเกมที่ต้องใช้ความชำนาญ รวมถึงการฝึกสังเกติ เพราะเป็นเกมที่มีทางลับและไอเทมที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงกับดักต่างๆ ผู้เล่นจะต้องทำความคุ้นเคยกับองค์ประกอบภายในแต่ละด่านที่แตกต่างกันออกไป และอาศัยความอดทนถึงจะเล่นผ่านไปได้ สำหรับผู้เขียนที่เคยเล่นมาก่อนแล้วตั้งแต่ภาคแรก ก็รู้สึกว่ายังยากอยู่พอควรเลยล่ะ แต่ก็สนุกมากๆ และตื่นเต้นกับลูกเล่นใหม่ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน ยิ่งถ้าหากจะเก็บของให้ครบๆ หรือพิชิต Achievements  / Trophies ทุกอย่างที่มี เกมก็จะยิ่งมีความยากเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว!!รวมๆ แล้วรู้สึกว่า ทีมสร้างเกมพยายามออกแบบการเล่นให้มีมิติที่จะเล่นสนุกได้หลากหลายมากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ มีโหมดทางเลือกในการเล่น การสะสมของภายในเกมที่เยอะมากขึ้น กับดักที่มีรูปแบบใหม่ๆ และมีความต่อเนื่อง(ยาก)มากขึ้น มีตัวละครให้เลือกเล่นได้พร้อมกับมูฟเมนท์หรือเรื่องราวที่แตกต่างกัน การเก็บของบางด่านที่ต้องใช้ไซต์สตอรี่ร่วมด้วยถึงจะสามารถเก็บได้ครบ มีความเป็น puzzle ที่ต้องใช้ไหวพริบ และการสังเกตในการเล่น ถึงจะเป็นเกมที่เล่นค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่ แต่ภายในเกมได้มีระบบช่วยเหลือการเล่นเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือ..ถ้าหากผู้เล่นตายในด่านซ้ำๆ จำนวนหลายครั้ง จะมี Uka Uka ให้ตั้งแต่จุดเกิด (Checkpoint) และจะมี Checkpoint ให้เยอะมากขึ้นกว่าปกติ นั่นก็เพื่อรองรับผู้เล่นใหม่ๆ ให้สามารถเล่นเกมนี้ได้ง่ายกว่าปกติอีกด้วยทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกได้ว่า ภาคนี้ตอบโจทย์ในแง่ของการสร้างความหลากหลายในการเล่นได้สำเร็จจริงๆ ส่วนท่านใดกำลังจะหาเกมเล่น ที่สามาถเล่นได้ยาวๆ ใช้เวลาในการเล่นค่อนข้างมาก ชอบสะสมของภายในเกมที่มีเยอะๆ ฝึกสมองใช้ไหวพริบ ฝึกการสังเกต ชอบความท้าทายชอบเกมเล่นยากๆ ตายซ้ำๆ กับจุดเดิมๆ หัวร้อนเป็นปกติ   ผมก็ขอแนะนำ Crash Bandicoot 4: It's About Time รับรองว่าคุณจะได้สนุก และตื่นเต้นไปกับเกมนี้อย่างแน่นอนCrash และผองเพื่อนความรู้สึกส่วนตัว… ในฐานะของคนที่เล่นมาตั้งแต่ภาคแรก รู้สึกหายคิดถึง เราจะยังได้เห็นอะไรเดิมๆ อยู่บ้าง เช่น ฉากแรกที่ชายหาด เหมือนกับที่ฉากแรกเริ่มใน Crash Bandicoot ภาคแรก หรือฉากที่มีมังกรก็จะนึกถึงด่านกำแพงเมืองจีนในภาค 3 รวมถึงจะฉากวิ่งหนี เราจะต้องวิ่งหนีเหมือนที่เราเคยวิ่งหนีหินกลิ้งแบบภาคก่อนๆ เราจะได้หลบกระแสน้ำวน จะได้สำรวจฉากเพื่อตามหากล่องที่ถูกซ่อนอยู่ ได้ตื่นเต้นกับการเจอเพชรสีต่างๆ ที่ดีใจเหมือนตัวเองได้เจอจริงๆ จะได้เห็นตัวละครที่คุ้นเคยเราจะได้เจอเพื่อนเก่าอย่าง Crash ที่ขี้เล่นมีสีสันเปื่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงวายร้ายอย่าง N. Cortex ที่ยังไม่ยอมแพ้ต่อความอยากจะเอาชนะเหมือนเคย รวมถึง Easter eggs ที่มีอยู่ภายในเกม และที่สำคัญยังคงรู้สึกว่าผมรักเกมนี้จริงๆ แม้ในตอนนี้ผมได้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ความสนุกที่ได้จากเกมนี้มันโตมากขึ้นกว่าอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วันเสียอีก ...บรรยากาศทั้งหมดภายในเกมเหล่านี้เปรียบเสมือนเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่ครอบครัวนึงที่เรารอ หรือเคยรอการกลับมา…ฉากแรกบนชายหาด ที่ทำให้หายคิดถึง หรือคิดถึงมากกว่าเดิม  (แอบมี Easter eggs เกม Spyro the Dragon ด้วยแน่ะ)...ควรค่าแก่การรอคอยมากๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณมากนะที่กลับมาหาเพื่อนคนนี้อีกครั้ง และยินดีต้อนรับเสมอไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งก็ตาม
17 Mar 2021
[Review] Persona 5 Strikers : การผจญภัยครั้งใหม่ใหม่ของกลุ่มโจรขโมยใจเจ้าเก่า
เมื่อพูดเกมแนว JRPG ที่น่าจดจำที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคำตอบในใจหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นเกม Persona 5 (หรือ Persona 5 Royal) เกมที่ผสมผสานระบบการเล่นแนว JRPG สายเลือดแท้เข้ากับเกม Simulation การใช้ชีวิต ที่ได้รับขนานนามโดยสื่อหลายสำนักทั่วโลก (รวมถึง GameFever เองด้วย) ในฐานะเกม JRPG ที่ดีที่สุดเกมหนึ่งตลอดการ ด้วยเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีเสน่ห์น่าติดตาม ไปจนถึงระบบเกมเพลย์ Turn-based อันลึกซึ้งและท้าทาย จนกวาดคะแนนเต็ม 10 (หรือใกล้เคียง) จากสื่อที่รีวิวแทบทุกสำนักเลยทีเดียว ในฐานะแฟนตัวยงเดนตายของซีรีส์ Persona มาหลายปี ที่ยกให้เกม Persona 5 Royal เป็นหนึ่งใน 10 เกมยอดเยี่ยมประจำใจไปแล้วเรียบร้อย ผู้เขียนจึงแอบมีความสองจิตสองใจกับเกม Persona 5 Strikers อยู่พอสมควรในช่วงที่เกมประกาศเปิดตัว เพราะแม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้นกับการที่เกมจะสานต่อเรื่องราวของเหล่าตัวเอกในเกม Persona 5 ต่อไป แต่ในอีกแง่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเมื่อเกมเปลี่ยนจากระบบการเล่นดั้งเดิมมาเป็นเกมลูกผสมแนวแอคชั่น Musou แล้ว จะยังสามารถคงเสน่ห์หรือความลึกซึ้งต่างๆ ที่ทำให้หลงรักซีรีส์ Persona ได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง แต่หลังจากที่เล่นเกม Persona 5 Strikers จนจบแล้ว ก็ต้องบอกว่าความกังวลใจต่างๆ ที่ผู้เขียนรู้สึกในตอนแรกแทบจะคลี่คลายไปได้ทั้งหมดเลย โดยเกมยังคงสามารถรักษาเสน่ห์หลายๆ อย่างของซีรีส์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ที่ท้าทายไปจนถึงเนื้อเรื่องอันกินใจที่น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ และแม้ว่าจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ยังไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า Persona 5 Strikers ถือเป็นภาคต่อที่น่าพอใจมาก ที่สามารถขโมยใจแฟนตัวยงอย่างผู้เขียนไปได้อีกครั้ง เนื้อเรื่อง Persona 5 Strikers จะดำเนินเรื่องต่อจากตอนจบของเกม Persona 5 ภาคดั้งเดิมโดยตรง (เกมจะไม่อ้างอิงเหตุการณ์จาก Persona 5 Royal เลย) เมื่อตัวเอกและกลุ่มเพื่อน Phantom Thieves ตัดสินใจนัดรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อท่องเที่ยวด้วยกันในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของพวกเขา แต่วันหยุดอันสงบสุขของพวกเขากลับถูกขัดขวางเมื่อจู่ๆ พวกเขาก็พบว่าโลกคู่ขนาน Cognitive World ที่ควรจะถูกทำลายไปแล้วในตอนจบของเกมภาคดั้งเดิมยังมีตัวตนอยู่ แถมยังมีกลุ่มวายร้ายกลุ่มใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากโลกขนานนี้เพื่อ "เปลี่ยนใจ" ผู้คนทั่วญี่ปุ่นให้ทำตามความต้องการอันชั่วร้ายของพวกเขาเองอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเอกและผองเพื่อนยังถูกเพ่งเล็งโดยองค์กรตำรวจในฐานะผู้ต้องสงสัยเบื้องหลังเหตุการณ์การ "เปลี่ยนใจ" ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องออกเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายตัวจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเขาอีกครั้ง ถ้าให้มองในภาพกว้าง ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องของเกม Persona 5 Strikers มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ต่างๆ ในเกมภาคดั้งเดิมอยู่พอสมควร โดยเกมจะดำเนินไปตามสูตรเดิมที่ให้ผู้เล่นตะลุยเข้าไปใน "คุก" (ชื่อเรียกดันเจี้ยนของเกม) ที่ถูกปกครองโดยเหล่าตัวร้ายหลัก และทำการเอาชนะตัวร้ายเหล่านั้นเพื่อทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจมารับผิดจากการกระทำของตัวเอง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างซ้ำกับภาคหลักทำให้ "น้ำหนัก" ของเหตุการณ์ต่างๆ หายไปพอสมควรเมื่อเทียบกับเกมต้นฉบับที่มีความเกี่ยวพันกับเหล่าตัวละครในกลุ่มเพื่อนของเราโดยตรงด้วย และทำให้เนื้อเรื่องของเกมภาค Strikers มีความ "เดาได้" แทบจะตลอดทั้งเกม ทั้งนี้ ไม่ได้จะบอกว่าเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ไม่ดี เพราะ Persona 5 Strikers ก็ยังคงรักษาตัวตนของซีรีส์เอาไว้ได้ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ค่อนข้างสูง ที่แตะประเด็นหนักๆ อย่างปัญหาการรังแกกันในโรงเรียน หรือกระทั่งการทุจริตของข้าราชการในรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อเรื่องของเกมที่มีธีมหลักเกี่ยวกับ "Trauma" หรือบาดแผลที่ฝังใจของมนุษย์ และวิธีรับมือกับความเจ็บปวดทางใจเหล่านี้ ก็ยังมีความลึกซึ้งมากพอที่ทำให้ผู้เขียนนั่งครุ่นคิดถึงประเด็นเหล่านี้ต่อได้กระทั่งเวลาที่ไม่ได้เล่นเกมอยู่ สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องหลักของเกมยังคงมีความสนุกและน่าติดตามสำหรับผู้เขียน มาจากการได้เห็นการปฎิสัมพันธ์กันของเหล่าตัวละครทั้งในและนอกดันเจี้ยน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับการเดินทางร่วมกับกลุ่มเพื่อนวัยเรียนได้ดีมากๆ และทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวละครเหล่านี้มีความสนิทสนมกันจริงๆ มากกว่าในเกมดั้งเดิมเสียอีก ด้วยบทพูดยังเขียนออกมาได้อย่างน่ารักติดตลกเหมือนฟังกลุ่มเพื่อนนั่งแซวกันหยอกกันเล่น ทำให้มีความรู้สึกอบอุ่นมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นแฟนเกม Persona 5 ที่ผูกพันธ์กับตัวละครเหล่านี้เป็นพิเศษ (เช่นผู้เขียน) มีจังหวะอมยิ้มให้เราได้ชื่นใจตลอดทั้งเกม เกมเพลย์ ในเบื้องต้นแล้ว เกมเพลย์ของ Persona 5 Strikers จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คล้ายๆ กับในเกมภาคดั้งเดิม นั่นคือช่วงการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง และช่วงการต่อสู้ในดันเจี้ยนหรือที่เกมเรียกว่าคุก (Jail) นั่นเอง สำหรับเกมเพลย์ในโลกจริงนั้น อาจเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะ Persona 5 Strikers ไม่มีระบบการดำเนินชีวิตแบบที่พบในเกมดั้งเดิมเลย เช่นระบบการทำความสัมพันธ์ Confidant ทำให้เราได้เรียนรู้เนื้อเรื่องและพัฒนาความสามารถของตัวละครเสริมแต่ละตัว (ถูกแทนที่ด้วยระบบ Bond ให้เราสามารถเลือกอัปเกรดความสามารถติดตัวของทั้งทีมแทน) หรือระบบการทำงานพิเศษเพื่อเพิ่มคุณสมบัติทั้งหลาย แม้ว่าการเดินทางไปตามเมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นของกลุ่มตัวเอกจะทำให้เกมมีสถานที่ให้สำรวจเยอะกว่าในเกมภาคดั้งเดิมซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโตเกียวทั้งเกม แต่สถานที่เหล่านี้ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ทำเลยนอกจากการรับเควสเสริมประปราย หรือการซื้อของเพิ่มพลังที่มาในรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมือง   ตัวตนความเป็น Persona แทบทั้งหมดของ Persona 5 Strikers จะพบได้ในดันเจี้ยนทั้งหลายของเกม โดยจุดแตกต่างที่ทำให้ Persona 5 Strikers ต่างจากเกมลูกผสม Musou อื่นที่กล่าวไปข้างต้น คือเกมยังคงใช้ระบบการต่อสู้แบบกึ่ง RPG ซึ่งแยกการต่อสู้ออกจากแผนที่หลัก ผู้เล่นจะสามารถมองเห็น "ศัตรู" เดินไปมาในแผนที่ และจะสามารถเข้าสู่การต่อสู้จริงได้ด้วยการโจมตีหรือลอบโจมตี (Ambush) ศัตรูเหล่านั้นในแบบเดียวกับเกม Persona 5 ดั้งเดิมแทน ซึ่งเมื่อทำแบบนี้แล้ว "ศัตรู" ที่เห็นในแผนจึงจะกลายร่างเป็นเหล่า Shadow ตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากให้เราต่อสู้ด้วยในแบบ Musou อีกที เมื่อเข้าสู่การต่อสู้แล้ว แน่นอนว่าผู้เล่นจะยังคงสามารถโจมตีเหล่า Shadow ด้วยระบบการโจมตีสองปุ่มแบบเดียวกับเกม Musou ทั่วไป ซึ่งเราสามารถสลับไปควบคุมตัวละครเพื่อนร่วมทีมได้ตลอดเวลา (สามารถเลือกสลับเข้าออกได้ทีละ 3 ตัว ไม่รวมตัวเอก) โดยแต่ละคนก็จะมีคอมโบและวิธีเล่นเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป แต่ทีเด็ดคือ Persona 5 Strikers จะผสมผสานระบบจุดอ่อนของเกม Persona เข้าไปด้วย ผู้เล่นจะสามารถเรียกหน้าเมนูสกิลแบบ RPG ขึ้นมาเพื่อโจมตีจุดอ่อนศัตรูด้วยสกิลธาตุต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้ศัตรูล้มลงและเปิดช่องให้เราทำการ All-Out Attack เพื่อปลิดชีพศัตรูทั้งกลุ่มในม้วนเดียวเหมือนในเกม Persona 5 เลย และในทางกลับกัน เหล่าศัตรูก็จะสามารถโจมตีเราด้วยสกิลธาตุของตัวเองได้ และถ้าเราเผลอโดนสกิลธาตุที่แพ้ทางเข้าก็จะล้มลงไปให้ศัตรูลงแขกได้ไม่ต่างกัน การต่อสู้อาจจะฟังดูง่าย โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงในบริบทของเกม Musou แต่เอาเข้าจริงต้องบอกว่าเกม Persona 5 Strikers ดูจะจัดสมดุลมาเหมือนเกม Persona ที่เน้นการใช้สกิลเพื่อโจมตีจุดอ่อนมากกว่าการโจมตีธรรมดาไปเรื่อยๆ ผู้เล่นจะยังคงต้องลำบากกับการบริหารค่า SP ในการใช้สกิลอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อสู้กับศัตรูระดับบอสที่มักจะบังคับให้เราต้องใช้สกิลเพื่อทำลายเกราะป้องกันของพวกมันซะก่อน แต่เกมก็ยังปราณีด้วยการเปิดให้ผู้เล่นสามารถกระโดดเข้าออกดันเจี้ยนได้ตลอดเวลาด้วยระบบ Checkpoint ซึ่งจะฟื้นฟูพลังชีวิตและ SP ของทั้งปาร์ตี้จนเต็ม เมื่อนำมารวมกับการที่เกมไม่มีระบบปฏิทินเหมือนเกม Persona ปกติด้วย ทำให้การตะลุยดันเจี้ยนในภาพรวมอาจจะง่ายขึ้น แต่การต่อสู้แต่ละครั้งยังคงท้าทายเหมือนเกม Persona อยู่นั่นเอง กล่าวโดยสรุป ในขณะที่เกมลูกผสม Musou หลายเกมที่ผ่านมาเช่น Fire Emblem Warriors หรือ Dragon Quest Warriors จะมีเกมเพลย์ที่ให้ความรู้สึกเหมือน "เกม Musou ที่ใส่สกินของเกมอื่น" เกม Persona 5 Strikers ค่อนข้างให้ความรู้สึกตรงข้ามราวกับว่าเป็น "เกม Persona ที่สวมสกิน Musou" ซะมากกว่า เพราะแม้ว่าผู้เล่นจะยังต้องต่อสู้กับศัตรูกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยเกมเพลย์แนวแอคชั่นอันดุเดือด แต่เกมก็ยังคงไว้ซึ่งระบบ RPG อันเป็นเอกลักษณ์ของเกม Persona เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน แถมให้ความสำคัญกับระบบเหล่านี้ไม่ต่างจากเกมดั้งเดิมที่ใช้ระบบ Turn-based เลยด้วย กราฟิก/การนำเสนอ เกม Persona 5 Strikers จะยังคงใช้เอนจิ้นกราฟิกเดียวกับเกม Persona 5 ภาคที่ผ่านๆ มา ทำให้ในส่วนของโมเดลตัวละครและฉากต่างๆ ไม่ค่อยต่างกันนัก แม้จะเข้าใจได้ว่าเกมภาค Strikers อาจจะอยากรักษาสไตล์ให้มีความต่อเนื่องกันจากเกม Persona 5 เดิม แต่ก็อย่าลืมว่าก็เกมดั้งเดิมเป็นเกมคร่อมเจนระหว่าง PS3 + PS4 อยู่แล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เกมภาค Strikers ที่ใช้กราฟิกเหมือนๆ กันจะรู้สึก "เก่า" ไปบ้างในหลายๆ มุม แม้ว่าฉากคัตซีนแบบ 3D จะเป็นการปรับปรุงขึ้นในแง่ของอนิเมชั่นหลายๆ อย่างก็ตามที แต่ก็ยังคงไม่สามารถไปวัดไปวากับเกมยุคใหม่ๆ ได้ขนาดนั้น สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นเรื่องของเฟรมเรต ที่ไม่ได้ถูกล๊อคเอาไว้ที่ 30 FPS เหมือนในเกมภาค RPG ที่ผ่านมา ทำให้ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของตัวละครทั้งหลายรู้สึกลื่นไหลมีชีวิตชีวากว่าในเกมภาค RPG พอสมควร นอกจากนี้ ฉากดันเจี้ยน Jail ทั้งหลายยังมักจะมีขนาดกว้างใหญ่กว่าดันเจี้ยน Palace ของภาค RPG ด้วย ซึ่งก็ช่วยทำให้สเกลของเกมรู้สึก "ใหญ่" กว่าในฉบับดั้งเดิม แถมแต่ละดันเจี้ยนยังมีเอกลักษณ์ในแง่ของการออกแบบ ที่ทำให้การเดินทางสำรวจในแต่ละดันเจี้ยนรู้สึกน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าในภาค RPG ที่เอาเข้าจริงไม่ค่อยมีเหตุผลให้สำรวจดันเจี้ยนมากกว่าที่จำเป็นตามเนื้อเรื่อง ที่น่าชมมากกว่าคงเป็นเรื่องของการนำเสนอ เช่นเรื่องของเมนูหรือการออกแบบเสื้อผ้า สถานที่ รวมไปถึงอนิเมชั่นการโจมตีและใช้สกิลในเกม ที่ทำให้เกมมีสไตล์จัดจ้านสมกับเป็นเกม Persona มากๆ แม้ว่ากราฟิกของเกมคงไม่สามารถไปวัดไปวากับใครได้มากนัก แต่การออกแบบหน้าเมนูและองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ก็ช่วยทำให้เกมยังคงมีเอกลักษณ์ และช่วยยกระดับให้กราฟิกของเกมน่าดึงดูดมากขึ้น แม้ว่าอนิเมชั่นหลายอัน (โดยเฉพาะท่าโจมตีระดับสูงๆ) อาจจะมีความรกจอไปบ้างในขณะต่อสู้ องค์ประกอบด้านการนำเสนออีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับเกม Persona คือเรื่องของเสียง ทั้งเสียงพากย์ตัวละครและเสียงเพลงประกอบฉากทั้งหลาย ที่ยังคงรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมของซีรีส์เอาไว้ได้ทั้งหมดเลย นักแสดงพากย์เสียงจากเกมดั้งเดิมก็กลับมาให้เสียงตัวละครอีกครั้ง ซึ่งแม้จะมีปัญหาไปบ้างในแง่ของระดับเสียงที่บางครั้งก็ขึ้นๆ ลงๆ บ้าง (ทีมพากย์เสียงเกมนี้จำเป็นต้องทำงานจากบ้านเพราะสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งน่าจะส่งผลต่อเรื่องนี้) แต่ในแง่ของอารมณ์หรืออุปนิสัยตัวละครก็ยังคงทำได้ดีเท่ากับในเกมภาค RPG เลยทีเดียว ในฝั่งของเพลงประกอบ ถือว่าเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของซีรีส์ Persona อยู่แล้ว และเพลงใหม่ๆ ของภาค Strikers เองก็ยังติดหูและเร้าอารมณ์ได้ไม่ต่างจากเกมอื่นๆ ในซีรีส์ ซึ่งก็ช่วยเสริมอารมณ์ทั้งในระหว่างการเล่นและในฉากคัตซีนต่างๆ ได้อย่างมหาศาล เชื่อว่าหลายๆ คนที่เล่นเกมนี้ส่วนใหญ่น่าจะต้องหาโหลดเพลงมาฟังต่อจนเพื่อนด่าเหมือนผู้เขียนอย่างแน่นอน สรุป แม้ดูเผินๆ อาจจะไม่ใช่ประสบการณ์ Persona ที่เราคุ้นเคย และรู้สึก "เก่า" ไปบ้างจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง แต่รับประกันได้ว่าเกม Persona 5 Strikers ยังคงรักษาดีเอ็นเอของซีรีส์ RPG เอาไว้ได้อย่างเข้มข้น พอจะทำให้แฟนๆ ของกลุ่มโจรขโมยใจได้รู้สึกหายคิดถึงกันได้อย่างแน่นอน สำหรับคนที่ชื่นชอบเกม Persona หรือแค่ชื่นชอบแอคชั่น RPG มันส์ๆ บอกได้เลยว่า Persona 5 Strikers จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน [penci_review id="79548"]
09 Mar 2021
[Review] Werewolf: The Apocalypse - Earthblood เกมที่เหมือนจะดี...แต่ไปไม่สุดซะงั้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเกมแนว Action ที่น่าสนใจอยู่เกมหนึ่งวางจำหน่ายให้เราได้เล่นกันกับเกมที่มีชื่อว่า “Werewolf : Apocalypse - Earthblood” ผลงานจากทีมผู้พัฒนาเกม Cyanide Studio ทำไมเกวลินถึงสนใจเกมนี้น่ะหรอคะ เพราะว่าเราไม่ค่อยได้เห็นเกมที่เกี่ยวข้องกับ ‘มนุษย์หมาป่า’ สักเท่าไหร่ ก็เลยจัดเกมนี้มาลองเล่นดูสักหน่อย บอกไว้ก่อนนะคะรีวิวเกมนี้จะตรงไปตรงมามาก ๆ ก็จะมีการอธิบายผลการทดสอบจากการเล่นบนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 และ PC ค่ะ   กราฟฟิกของเกมมันตรงกันข้ามกับคำว่า “Next-Gen” ซะจริง… คือต้องบอกก่อนว่าเกวลินเล่นเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood บนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 ซึ่งมีแพทช์ออกมาเพื่ออัปเกรดกราฟฟิกและความลื่นไหลให้กับตัวเกมด้วย แต่ผลที่ได้ก็คือกราฟฟิกมันดูไม่สวยงามหรืออลังการงานสร้างสมกับคำว่า “Next-Gen” เข้ากับยุคสมัยสักเท่าไหร่ แต่พอไปลองเทสเกมนี้บนแพลตฟอร์ม PC เอาจริง ๆ ก็สวยกว่าเล็กน้อยพวกแสง เงา ที่กระทบต่อวัตถุ รวม ๆ แล้วถ้าอยากจะเล่นแบบฟิน ๆ ก็คงเล่นบน PC ดูจะโอเคมากกว่าค่ะ ดังนั้นใครที่เล่นเกมนี้บนแพลตฟอร์มคอนโซลไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็คงต้องทำใจสักเล็กน้อยนะคะ เกมเพลย์ที่ผสมผสานจนดูดี แต่ถ้ามองลึก ๆ มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล!? เห็นหัวข้ออย่าพึ่งตัดสินใจว่าเกวลินไม่ชอบเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood นะคะ จริง ๆ แล้วเกมเพลย์ตอนต่อสู้กับศัตรูทั่ว ๆ ไปถือว่าสนุกมาก ๆ แล้วก็มีความยากระดับหนึ่งเลยละ ถ้าเราคิดจะบุกป่าฝ่าดงศัตรูมันไม่ใช่ความคิดที่ถูกเสมอไปค่ะ ดังนั้นการที่เราค่อย ๆ ลอบฆ่าดูจะโอเคมากกว่า ตัวเราสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์มหาป่าได้ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อศัตรูรู้ตำแหน่งของเราความสนุกของเกมนี้จะเริ่มต้นขึ้นค่ะ ศัตรูทั่วทั้งฉากจะบุกเข้ามารุมยำเราแบบเต็มที่ไม่ให้เราได้พักหายใจ หายคอกันเลย แต่จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า ‘พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ต่อกรซึ่ง ๆ หน้า’ ดังนั้นเราอาจจะเป็นฝ่ายวูบเองก็เป็นได้ค่ะ เกลวินตายบ่อยกับศัตรูระดับธรรมดามากกว่า แต่เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูระดับ Boss หลายต่อหลายครั้งที่รู้สึกว่า เพราะถ้าเราจับจุดการเคลื่อนไหว หรือ การโจมตีของบอสได้แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที ทำให้บางครั้งเราสามารถอัดบอสรัว ๆ จนพลังชีวิตของมันหมดหลอดโดยที่มันยังไม่ได้เตรียมตัวหรือตั้งหลักรอบใหม่เลย ทำให้การต่อสู้กับบอสหลายครั้งรู้สึกไม่ท้าทายเท่าศัตรูระดับธรรมดาที่โจมตีได้รุนแรงและบุกเข้ามาพร้อมกันมากกว่า ในด้านเชิงของเกมเพลย์จริง ๆ แล้วมัน ‘สนุก!’ แถมออกแนวเลือดสาด 18+ ด้วยซ้ำไป การโจมตีของเราจะมีทั้งการโจมตีหนัก, โจมตีเบา, โจมตีกลางอากาศ, การพุ่งเข้าชนเพื่อสร้างความเสียหาย หรือการใช้อาวุธบางชนิดในการปิดการสังหารศัตรู เป็นต้น ทั้งหมดนี้เราจะต้องมีการอัปสกิลต่าง ๆ เพื่อให้เกมเพลย์ดูลื่นไหลมากกว่าเดิม แม้จะว่าฟังดีแต่มันก็ขาดความลื่นไหลของเกมเพลย์ในบางช่วงเวลา เพราะตัวละครของเราไม่ได้เป็นแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องกลายร่างเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ ด้วย ทำให้รูปแบบการโจมตีจะมีทั้งเร็ว ช้า แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญเราจะต้องจำท่าการโจมตีเพื่อใช้ทำคอมโบให้ดีมันจะช่วยให้เราเล่นเกมนี้ได้สนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าถ้าเราอยากจะให้การโจมตีหลากหลายสิ่งที่ช่วยได้คือ ‘การอัปสกิล’ เกมนี้มีสกิลให้เลือกอัปเกรดเพียบเลยค่ะ เราจะต้องใช้แต้มในการอัปที่แต่ละสกิลก็จะใช้มากน้อยแตกต่างกันออกไป ความน่าสนใจของเกมนี้คือเราสามารถรีเซ็ตสกิลได้ตลอดเวลาเพื่อให้เราสามารถจัดสายที่ต้องการจะเล่นได้อย่างอิสระนั่นเอง ถือว่าเป็นข้อดีที่จะทำให้ผู้เล่นได้รู้ว่าตนเองควรจะเล่นสายไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด เพลงประกอบที่ช่วยเสริมให้การเล่นยังเพลินได้!? ฟังดูมันอาจจะตลกแต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เมื่อเข้าสู่ฉากต่อสู้เพลงประกอบจะกลายเป็นดนตรีร็อค ๆ ขึ้นมาในทันที ทำให้ผู้เล่นรู้สึกฮึกเหิมในการเล่นมากยิ่งขึ้น โดยรวมเพลงประกอบส่วนนี้มาช่วยทำให้เกมดูดีขึ้น เพราะพูดตรง ๆ ว่าเกมเพลย์มันล้าหลังไปนิดทำให้คนที่เล่นไปนาน ๆ อาจจะรู้สึกเบื่อขึ้นมาก็เป็นได้ค่ะ สรุปโดยรวม ตัวเกม Werewolf : Apocalypse - Earthblood เป็นเกมแนว Action ที่ผสมผสานความเป็น RPG เล็กน้อย เนื้อหาการนำเสนอคือน่าสนใจนะที่เราจะได้สวมบทบาทเป็น ‘มนุษย์หมาป่า’ แต่น่าเสียดายที่เกมมันไปไม่สุดจริง ๆ ทั้งเกมเพลย์ที่ดูอาจจะสนุกแต่ระบบกลับล้าสมัยไปนิดมันทำให้นึกถึงเราเล่นเกมแอ็คชั่นสมัยยุคเครื่อง PlayStation รุ่นเก่า ๆ เลยนะคะ โชคดีที่ความลื่นไหลของเกมเพลย์มันไม่มีสะดุดตรงนี้ขอปรบมือดัง ๆ ให้เลยค่ะ ส่วนกราฟฟิกบนเครื่องเกมคอนโซลมันไม่ได้สวยแบบที่มันควรจะเป็นนี่อะสิ เอาเป็นว่ามันก็เล่นได้เพลิน ๆ นั่นแหละค่ะ คุณผู้อ่าน คุณผู้ชม! [penci_review id="79430"]
22 Feb 2021
[Review] Blue Archive สวมบทบาทอาจารย์กอบกู้โรงเรียนที่รัก
ช่วงเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่เราจะหมดสตินั้น ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กล่าวกับเราว่า เราอาจจะเป็นความหวังที่จะกอบกู้ระบบของสหพันธ์นักเรียนได้ เราคือผู้กอบกู้ที่จะทำทุกอย่างที่เคยพังทลายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะมืดลงและตื่นขึ้นมาบนตึกแห่งหนึ่ง...ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Kivotos อันสวยงามจากกลางเมือง แต่เขนชนบทกลับดูทรุดโทรมและพังทลายจากภัยพิบัติต่างๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะ อาจารย์ ของเราเอง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเรื่องราวบทนำของเกมมือถือที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ ณ ตอนนี้ และเป็นเกมที่ไต่อันดับความนิยมติด Top 10 ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันของ Store ญี่ปุ่น นั้นก็คือเกมที่ชื่อว่า Blue Archive นั้นเอง และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่ต้องลองเกมนี้แล้วมารีวิวเล่าสู่กันฟังสำหรับใครที่ยังลังเลว่าเกมนี้จะสนุกเหมือนคนญ๊่ปุ่นได้กล่าวถึงมากไหม ลองมาอ่านบทความนี้ดูได้เลย ================================================== แค่เข้าหน้าเกม ก็หลงรักโดยไร้เหตุผล สิ่งแรกที่ทำให้เกม Blue Archive ประสบความสำเร็จเลยก็คือ การสร้าง Impression หรือภาษาชาวบ้านว่า สร้างบรรยากาศ "รักแรกพบ" ได้ดีมากๆ ทั้งภาพและเสียง รวมถึงช่วงก่อนที่ตัวเกมจะเปิดก็ได้มีการโปรโมตเกี่ยวกับเพลงเปิดหรือเพลง OP ของเกมนี้ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า Clear Morning ขับร้องโดยคุณ Yui Ogura ซึ่งเป็นคนพากย์เสียงตัวละคร "Shiroko" ตัวละครเอกในเกมอีกด้วย เมื่อทุกอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันทำให้ทุกอย่างรู้สึกกล่มกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และช่วงแรกที่มองว่า เกมแนว Character Collect, Tactical RPG, Turn-Base มีธีมเป็นสาวปืน มันทำให้คิดว่าเกมนี้ต้องมีความดาร์คประดุจจักรวาล DC แน่ๆ...แต่ตรงกันข้าม เกมนี้กลับค่อนข้างสดใสซึ่งเป็นอะไรที่แปลกพอสมควร แต่ความใสนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่องจะเบาสมอง แต่มันกลับมีความหนักแน่น เนื้อเรื่องชวนติดตามและลำดับการเล่าเรื่องที่มีทั้งความสนุก, ความกาว, ความหนักของเนื้อเรื่องที่กำลังพอดีและปริศนาชวนติดตาม โดยเฉพาะการเล่าถึงบรรยากาศของเมือง Kivotos ที่กลางเมืองนั้นดูสวยงามสดใส แต่พอห่างจากตัวเมืองก็ได้เห็นตึกอาคารที่เสียหาย ทำให้รู้ว่าเมืองแห่งนี้ต้องมีอะไรที่มากกว่าความสดใส่ที่อยู่เห็นตรงหน้า ภาพประกอบ CG ต่างๆ ถือว่างามเป็นอันดับต้นๆ หนึ่งจุดเด่นหลักของเกม Blue Archive ก็คงจะไม่พ้นเรื่อง CG ภาพต่างๆ ที่ทีมงาน Yostar ลงทุนลงแรงมากๆ จากครั้งแรกที่เล่นเลยคืออย่างชอบและหลงกับภาพสวยๆ น่ารักอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะฉากการปรากฎตัวครั้งแรกของน้อง Alona หรือ AI สาวน้อยที่ปรากฎครั้งแรกบน Tablet ที่ส่งต่อมาจาก Rin ผู้แทนสหพันธ์นักเรียนให้กับเราไว้ใช้งาน ทำให้รู้ว่าภาพงาน CG แต่ละภาพ แทบไม่มีร่องรอยการเผา ( ลองทำงานเผาสิคนด่ายับแน่ ) และคงจะไม่พูดถึงน้อง Shiroko ก็คงไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งตัวละครเอกของ Blue Archive ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ทั้งจากนี้และอนาคต โดยปกติเกมอื่นๆ แล้วหากมีตัวเอก ส่วนใหญ่มักจะดูจืดจางไปบ้าง แต่ไม่ใช่กับ Shiroko ที่ปรากฎตัวครั้งแรกในเกมก็แทบได้รับความนิยมสูงจนมี Fanart มากมาย มันทำให้เห็นว่าทีมงานผู้พัฒนากำลังเดินมาถูกทางแล้ว เนื้อเรื่องสดใส แต่หนักแน่น เข้ากันอย่างกลมกลืน ในเนื้อเรื่องเกม Blue Archive เราจะรับบทเป็น "คนนอก" ที่ถูกรัฐบาลส่งตัวมายัง สหพันธ์นักเรียนของเมือง Kivotos ในฐานะ "อาจารย์" ซึ่งเมือง Kivotos นั้นปกครองด้วยระบอบสภานักเรียน เราจะตื่นขึ้นและพบว่าเราได้อยู่กับ Rin สาวหูเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้รักษาการประธานสหพันธ์นักเรียนและแนะนำเมือง Kivotos ให้เราเห็นว่าสภาพบ้านเมืองที่มีทั้งด้านสวยงามและทรุดโทรม โดยเราจะถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูจากภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเมืองนี้ พร้อมทั้งช่วยกันออกตามหาประธานนักเรียนของสหพันธ์ที่หายตัวไปด้วย แต่ด้วยที่ว่าเราคือ "คนนอก" ทำให้เราต้องมีชมรมเพื่อที่จะมีอำนาจในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทำให้อาจารย์ต้องเข้ายึดอาคาร S.C.H.A.L.E ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของอาจารย์คนเก่าก่อนหายสาปสูญและถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแกงค์หมวกกันน็อค ( ชื่อเท่ซะไม่มีเลย ) ซึ่งเราก็ทำการยึดมาได้และตั้งชมรม S.C.H.A.L.E ขึ้นมา โดยรินได้มอบ Tablet ให้กับเราซึ่งภายในบรรจุ A.I. สาวน้อยที่ชื่อ อโลน่า เอาไว้ซึ่งเราถูกสหพันธ์นักเรียนฝากฝังและใช้อำนาจได้เต็มที่ และจุดเริ่มต้นของอาจารย์ที่จะเป็นความหวังในการดูและรอบอบสภานักเรียนและฟื้นฟูเมือง Kivotos ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นแค่การเล่าเรื่องย่อเท่านั้นเนื้อหาอาจจะไม่ครบเท่าไหร่ ซึ่งเอาจริงๆ เนื้อเรื่องและรายละเอียดมีเยอะมาก และบอกได้เลยว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะหนักเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ขั้นกับดาร์คหนักๆ เหมือน Arknights, Azur Lane หรือ Girls Frontline แต่ว่ามันก็เข้ากับ Blue Archive และหลายๆ คนที่อยากจะเสพเนื้อเรื่องที่ไม่ดาร์คแต่เนื้อเรื่องเข้มๆ บ้าง ทำให้เราอินกับมันได้โดยไม่ต้องรู้สึกเครียดแต่ก็มีเรื่องให้ลุ้นชวนติดตามเช่นกัน การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนคือลูกเล่นที่ดีงาม ลูกเล่นที่ดีงามสำหรับ Blue Archive คือระบบแชทกับนักเรียน ซึ่งจริงๆ มันคือการเล่าเรื่อง Story ของนักเรียนแต่ละคนผ่านทางการแชทมือถือ มันทำให้รู้สึกเป็นอะไรที่ใหม่และสมเหตุสมผลมากๆ สำหรับเด็กวันรุ่นสมัยนี้มีอะไรก็แชทส่งกัน โดยนักเรียนแต่ละคนจะแชทมาหาเราก็ขึ้นอยู่กับการสร้างค่าความสัมพันธ์ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์แต่ละระดับนอกจากจะทำให้นักเรียนสนิทสนมกับเรา แชทเข้าหาเราให้อบอุ่นหัวใจ ก็ยังจะมอบเพชรและค่า Status พิเศษที่จะเสริมพลังตอนต่อสู้อีกด้วย และที่สำคัญคือ หากเราปลดล็อคค่าความสัมพันธ์จนถึงระดับหนึ่ง ก็จะเป็นการปลดล็อคภาค CG แบบ Live 2D ของนักเรียนแต่ละคนอีกด้วย โดยในภาพ Live 2D นั้นจะมีการเล่าเรื่องของนักเรียนแฝงอยู่ ยกตัวอย่างกรณีของ "Takahashi Hoshino" นักเรียนชั้นปีสามของโรงเรียน Abydos ที่ทางนี้ได้ปั่นค่าความสัมพันธ์จนปลด Live 2D ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ก็แค่การที่ผู้เล่นพาเธอมาเดทไปเที่ยวอคาเรียม แต่ประโยคคำพูดของเธอเชิงตัดเพ้อทำให้รู้ว่า เธอเป็นหนึ่งในห้าคนของโรงเรียน Abydos ที่ยังเหลืออยู่และต้องแบกรับอะไรหนักหนามากกว่าเด็กอายุ 17 จะรับได้ แต่เธอก็ไม่อาจละทิ้งในฐานะผู้อาวุโสที่สุดของโรงเรียนนี้เช่นกัน ( และมันทำให้คนเขียนหลงรักโฮชิโนะจนหมดหัวใจเช่นกัน ฮ่าๆ ) ระบบการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Blue Archive ระบบการต่อสู้ต่างๆ นั้น ไม่ว่างจะเป็นการต่อสู้ผ่านเนื้อเรื่อง, PvP หรือแม้กระทั่ง Raid Boss ก็ตาม ระบบการต่อสู้จะเหมือนๆ กันนั้นก็คือ เราจะเลือกนักเรียนลงสนามต่อสู้ได้ทั้งหมด 6 คนต่อหนึ่งทีม โดยแบ่งเป็น Striker หรือชุดจู่โจม 4 คน จะทำหน้าที่วิ่งเข้าต่อสู้และกวาดล้างศัตรูเป็นหลัก และ Special หรือทีมสนับสนุน 2 คน จะเน้นการสร้าง Buff ต่างๆ, สร้างเกราะ, Heal เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งช่วยการโจมตีได้ แต่จะอยู่แนวหลังไม่ได้ลงภาคสนามเหมือนชุดจู่โจม และนักเรียนทุกคนจะมีสกิลและค่าการใช้ Cost มากน้อยต่างกัน และเมื่อกดใช้ จะมีการเข้าคัตซีนการใช้ท่าเล็กน้อยให้ชม ซึ่งโยชิโนะนั้นท่าการใช้สกิลเท่บาดใจมากๆ เพราะเธอกางโล่แล้วเอาปืนลูกซองตั้งพาดไว้แล้วเดินทำลายแนวหน้าศัตรู ( เหมือนสกิลตั้งโล่อาวุธในเกม Division 2 เลย ) ที่สำคัญเลยเลยคือ ฉากภายในเกมมีความสำคัญมากๆ ที่กำบังและสิ่งก่อสร้างทุกอย่างสามารถถูกเราและศัตรูทำลายได้ ( คงได้แรงบัลดาลใจมาจากซีรี่ส์ Battlefield มาแน่ๆ ) ซึ่งดูเหมือนจะดีนะ แต่ใครที่มีมือถือสเปคไม่สูงก็อาจจะเจอปัญหากระตุกบ้าง อาจจะต้องปรับตั้งค่าลดกราฟิคลงเสียหน่อย และระบบการเล่นจะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทุกอย่างเป็นอนิเมชั่น 3D แบบ Chibi ดูไม่น่าเบื่อ แต่เราก็ไม่สามารถบังคับตัวละครให้หลบเข้าที่กำบังตามใจต้องการไม่ได้ ซึ่งเป็นอะไรที่แย่แท้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่อะไรนัก และอีกข้อที่ทำให้ระบบการเล่นนั้นดูน่าสนใจคือ นักเรียนทุกคนมีความสามารถทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัว 1 ดาว หรือ 3 ดาวก็ตาม เพราะทุกตัวนั้นจะมีความชำนาญพื้นที่และประเภทการโจมตีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นตัวละครหนึ่งดาวชำนาญการสู้รบตัวเมืองและโจมตีเป็นประเภทสายสีแดง และเล่นอยู่บนพื้นที่ในตัวเมือง ก็ทำให้เธอโจมตีได้รุนแรงกว่าตัวนักเรียน 3 ดาวที่ไม่ได้ชำนาญการสู้รบในเมือง ทำให้อาจารย์ตั้งปั้นเหล่านักเรียนให้หลากหลาย ไม่มีปั้นตัวอวยเพื่อแบกทีมทั้งเกมอย่างแน่นอน ซึ่งมันดีที่ว่าทำให้เกิดความหลากหลายในการเล่น แต่อาจจะไม่ดีสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากเกินไป ================================================== โดยสรุปแล้ว Blue Archive นั้นเล่นสนุกและเนื้อเรื่องครบรส กราฟิคสวยงาม แม้ตอนต่อสู้จะเป็นแบบร่าง Chibi แต่ก็เป็น Chibi แบบสามมิติ ทำให้เราไม่อยากจะ Skip การต่อสู้ของเหล่านักเรียนเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่จุดข้อสังเกตุก็มีให้เห็นบ้างเช่นบัคประปรายหรือบัคตลกๆ ก็โผล่ให้เห็นบ้าง แม้จะไม่มีผลต่อตัวเกม แต่มันก็เป็นอะไรที่ไม่ดีนักซึ่งก็คาดหวังว่าจะแก้ให้เร็ววัน อีกทั้งตัวเกมกินสเปคค่อนข้างสูง หากใครมือถือไม่แรงก็แนะนำปรับกราฟฟิคระดับกลางๆ ต่ำๆ ก็เล่นสนุกได้เช่นกัน แต่ทางผู้เขียนเองใช้ Poco X3 ปรับสุด 60FPS ได้แต่เครื่องก็ร้อนเอาเรื่องหากไม่ใส่เคส...หากใครอยากลองเกมแนววางแผนที่มีเนื้อเรื่องครบเครื่องแต่ไม่เน้นเครียดหรือดาร์ค เกม Blue Archive เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องลองให้ได้สักครั้งเลยล่ะ! และสุดท้ายนี้อยากจะบอกว่า "ลุงโฮชิโนะน่ารักที่สุดในสามโลก"   ข้อดี: - ภาพ Live 2D จัดว่าดีงามมาก - BGM ทำออกมาได้ลงตัวกลมกล่อม - เนื้อเรื่องหนักแน่นแต่ไม่เครียด สมดุลระหว่างความดาร์คและความสดใส - ระบบการเล่นที่ท้าทายแต่เข้าใจง่าย ข้อสังเกตุ: - เล่นบนเครื่องจำลองใน PC จะหลุดบ่อย - เป็นเกมที่กินสเปคสูงพอสมควร - เป็นเกมที่ต้องปั้นตัวละครเกือบทุกตัวทำให้รู้สึกลำบาก [penci_review id="79269"]
22 Feb 2021
[Review] Blue Archive สวมบทบาทอาจารย์กอบกู้โรงเรียนที่รัก
ช่วงเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่เราจะหมดสตินั้น ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้กล่าวกับเราว่า เราอาจจะเป็นความหวังที่จะกอบกู้ระบบของสหพันธ์นักเรียนได้ เราคือผู้กอบกู้ที่จะทำทุกอย่างที่เคยพังทลายกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะมืดลงและตื่นขึ้นมาบนตึกแห่งหนึ่ง...ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเมือง Kivotos อันสวยงามจากกลางเมือง แต่เขนชนบทกลับดูทรุดโทรมและพังทลายจากภัยพิบัติต่างๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะ อาจารย์ ของเราเอง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเรื่องราวบทนำของเกมมือถือที่กำลังเป็นกระแสสุดๆ ณ ตอนนี้ และเป็นเกมที่ไต่อันดับความนิยมติด Top 10 ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันของ Store ญี่ปุ่น นั้นก็คือเกมที่ชื่อว่า Blue Archive นั้นเอง และแน่นอนว่าทางเราก็ไม่พลาดที่ต้องลองเกมนี้แล้วมารีวิวเล่าสู่กันฟังสำหรับใครที่ยังลังเลว่าเกมนี้จะสนุกเหมือนคนญ๊่ปุ่นได้กล่าวถึงมากไหม ลองมาอ่านบทความนี้ดูได้เลย ================================================== แค่เข้าหน้าเกม ก็หลงรักโดยไร้เหตุผล สิ่งแรกที่ทำให้เกม Blue Archive ประสบความสำเร็จเลยก็คือ การสร้าง Impression หรือภาษาชาวบ้านว่า สร้างบรรยากาศ "รักแรกพบ" ได้ดีมากๆ ทั้งภาพและเสียง รวมถึงช่วงก่อนที่ตัวเกมจะเปิดก็ได้มีการโปรโมตเกี่ยวกับเพลงเปิดหรือเพลง OP ของเกมนี้ซึ่งเป็นเพลงที่ชื่อว่า Clear Morning ขับร้องโดยคุณ Yui Ogura ซึ่งเป็นคนพากย์เสียงตัวละคร "Shiroko" ตัวละครเอกในเกมอีกด้วย เมื่อทุกอย่างได้ถูกถ่ายทอดออกมา มันทำให้ทุกอย่างรู้สึกกล่มกล่อมอย่างบอกไม่ถูก และช่วงแรกที่มองว่า เกมแนว Character Collect, Tactical RPG, Turn-Base มีธีมเป็นสาวปืน มันทำให้คิดว่าเกมนี้ต้องมีความดาร์คประดุจจักรวาล DC แน่ๆ...แต่ตรงกันข้าม เกมนี้กลับค่อนข้างสดใสซึ่งเป็นอะไรที่แปลกพอสมควร แต่ความใสนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่องจะเบาสมอง แต่มันกลับมีความหนักแน่น เนื้อเรื่องชวนติดตามและลำดับการเล่าเรื่องที่มีทั้งความสนุก, ความกาว, ความหนักของเนื้อเรื่องที่กำลังพอดีและปริศนาชวนติดตาม โดยเฉพาะการเล่าถึงบรรยากาศของเมือง Kivotos ที่กลางเมือ