GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
OG's Mind Games - เจาะเส้นทางแชมป์จากสงครามจิตวิทยาของ OG
ลงวันที่ 17/08/2020
เป็นเวลากว่า 8 ปีในประวัติศาสตร์การแข่งขัน The International ทัวร์นาเมนต์ความฝันของโปรเพลเยอร์ DOTA 2 ทุกคนที่ไม่เคยมีทีมไหนหรือผู้เล่นคนไหนสามารถได้แชมป์ซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้หลายๆ คนต่างก็พูดว่า DOTA is that hard หรือ DOTA เป็นเกมที่ยากจนไม่มีใครจะเก่งได้ที่สุดเสมอไป 

และในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็กลายเป็นผู้พิสูจน์ ลบล้างทุกคำสาปที่เคยมีมาด้วยการครองแชมป์ 2 สมัยติดๆ กันโดยไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ทีม OG มาถึงจุดนี้ได้



คำตอบนั้นก็คือ Mind Game

การทำสงความจิตวิทยาของคู่ต่อสู้ หรือการเล่น Mind Game เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวงการ DOTA มาอย่างยาวนาน มันเป็นการเล่นกับอารมณ์ของคู่แข่งด้วยการปั่น หลอกล่อทำให้อีกฝั่งหัวร้อน หรือแม้กระทั่งสูญเสียความมั่นใจ นอกจากนี้ก็ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ทีมตัวเองด้วย ซึ่งในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็ได้แสดงให้เราเห็นว่าการใช้จิตวิทยาในการแข่งขันมันสำคัญขนาดไหน 

 

You know what’s cooking? BOOM!




การเล่น Mind Game หรือการเปิดสงครามประสาทของ OG เริ่มตั้งแต่การดราฟท์ตัวแบบงงๆ ของ Ana ที่จับ IO มาเป็นแคร์รี่ จนสร้างความแปลกใจให้กับนักพากย์ ผู้ชม คู่แข่ง และแม้กระทั่งทีมของตัวเอง จนหลายๆ คนอาจจะอุทานออกมาว่า “WTF”

IO แทบไม่เคยถูกใช้ในฐานะฮีโร่ที่แบกเกมในการแข่งขันใหญ่ๆ มาก่อน ส่วนใหญ่มักจะถูกหยิบมาเล่นในตำแหน่งซัพพอร์ตมากกว่าเนื่องจากมีความสามารถในการเพิ่มเลือด มานา และความเร็ว แถมยังมี Relocate อัลติเมตที่ใช้ในการแก็งค์ สามารถช่วยเหลือตัว Core ของเกมในยามคับขันได้ดี

[caption id="attachment_27231" align="alignnone" width="1024"] เกมแรกที่ Ana จับ IO มาเป็น Carry[/caption]

ด้วยการชุบเลี้ยงจากเพื่อนร่วมทีม บวกกับฝีมือการฟาร์ม หยิบฮีโร่มาปั้นจนได้ดิบได้ดีของ Ana ทำให้เกมได้เปรียบ นอกจากนี้ IO เป็นฮีโร่ที่สามารถทำให้คู่แข่งประมาท เพราะไม่ได้มองว่าจะเป็นฮีโร่ที่สามารถเกิดแล้วบี้ไล่ฆ่าทีมตัวเองได้ในภายหลัง จึงไม่ได้ให้ค่ากับฮีโร่สายซัพตัวนี้เท่ากับตอนที่ Ana จับฮีโร่ฮาร์ดแคร์รี่แบบ Spectre หรือ Faceless Void 

ข้อพิสูจน์ก็คือหลังจากที่ OG สามารถเก็บชัยชนะจาก NiP เกมแรกได้แล้ว จะเห็นว่าอีกฝั่งก็ยังไม่เลือกแบน IO เพราะไม่ได้คิดว่าจะส่งผลกับเกมขนาดนั้น และยังคิดว่ายังไงก็เอาอยู่ สามารถแก้ทางได้ อยากแบนฮีโร่อื่นมากกว่า เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ ทีมที่พ่ายให้กับ OG ในรอบ Group Stage อย่าง VP, Fnatic และ Newbee

ซึ่งจากสถิติที่ Ana จับ IO แล้วชนะ 6-0 ก็แสดงให้เห็นว่า Mind Game นี้ใช้ได้ผล โดยครั้งสุดท้ายที่หยิบมาเล่นคือแมทช์ที่คว้าชัยชนะจาก Team Liquid และสร้างสถิติแชมป์ 2 สมัย

[caption id="attachment_27140" align="alignnone" width="1024"] หน้าของ Ana เมื่อได้จับ IO หลัง Team Liquid ตัดสินใจไม่แบน[/caption]

 

Ceeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeb!


Chat Wheel หรือวงล้อสนทนา เป็นฟังก์ชันที่อยู่ในเกม DOTA 2 มานานแล้ว โดยเหมือนเป็นคำพูดสำเร็จรูปที่เอาไว้ใช้สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ในนั้นก็จะมีคำเบสิคต่างๆ อย่างเช่น “ช่วยด้วย” “เลนส์บนหาย!” หรือ “ต้องการ Ward” เป็นต้น

หลังจากที่ Chat Wheel ได้เริ่มเพิ่มลูกเล่น เลือกกดเป็นเสียงพูดออกมาได้ แถมยังมีบางอันที่เป็นสถานะ [All] คือคู่ต่อสู้ก็ได้ยินด้วย ทำให้เริ่มมีเหล่าโปรเพลเยอร์ใช้วงล้อสนทนานี้กันมากขึ้น 

OG ใช้ Chat Wheel นี้ในการแซวทีมฝั่งตรงข้าม โดยสแปมกันแทบจะตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นจังหวะบวก จังหวะที่ฆ่าฮีโร่ หรือจังหวะที่ตัวเองหนีรอดมาได้ ซึ่งถ้าถามว่ามันยั่วยุปลุกปั่นอารมณ์ฝั่งตรงข้ามขนาดไหน ก็บอกได้เลยว่ามันส่งผลต่ออารมณ์มากจนขนาดที่หลายๆ ทีมเลือกที่จะ Mute หรือปิดไมค์ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นข้อความทั้งหมดที่อีกฝั่งพิมพ์มา รวมทั้ง Chat Wheel ด้วย





คำถามต่อมาคือ ถ้าศัตรูของคุณ Mute คุณแล้วคุณจะทำอย่างไร? วิธีที่ OG ใช้เพื่อเล่น Mind Game ของตัวเองต่อไปก็คือ การทิป 

การทิป เป็นการให้หน่วยเงิน หรือแต้มในเกมเพื่อชมเชยผู้เล่นที่ทำได้ดี เช่น ถ้าเพื่อนสามารถปล่อยอัลติเมตเก็บคิลศัตรูหรือสร้างจังหวะการเล่นให้แก่ทีมได้ คนในทีมก็จะใช้วิธีการทิปเพื่อเอ่ยชมแบบ “ทำดีมากพ่อหนุ่ม” ซึ่งก็สามารถให้ทิปศัตรูได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการทิปเพื่อชมเชยว่า “ขอบคุณนะที่เล่นพลาด” มากกว่าเพื่อชมจริงๆ 

[caption id="attachment_27216" align="alignnone" width="1024"]รวมการทิปทั้งหมดจาก OG ในการแข่งขัน Grand Final ที่เจอกับ Team Liquid รวมการทิปทั้งหมดจาก OG ในการแข่งขัน Grand Final ที่เจอกับ Team Liquid[/caption]

เพื่อเป็นการปั่นให้สุด สเตปต่อมาที่ OG ทำนอกเหนือจากการทิปแล้วก็คือการปักธงและพ่นสเปรย์ข่มขวัญ

การพ่นสเปรย์และปักธง (Banner) เป็นฟังก์ชันที่มาพร้อมกับ Battle Pass วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไรยาก แค่กดไอคอนแล้วปักธง หรือพ่นสเปรย์ใน Chat Wheel ลงไปที่พื้น เท่านี้มันก็จะไปเด่นหราต่อหน้าศัตรู 

[caption id="attachment_27218" align="alignnone" width="1024"] สเปรย์ของ OG ในป่าของ Team Liquid[/caption]

สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าการพ่นสเปรย์ Loser ในจังหวะที่ศัตรูตาย หรือพ่นในป่าฝั่งศัตรูเพื่อสลักชื่อบนพื้นว่า “OG มาเยือน” ก็เห็นจะเป็นกลยุทธ์การปักธงของ OG ที่ขยันปั่น เปลี่ยนรูปให้เข้ากับบริบทของแต่ละทีมอยู่เสมอ 

อย่างแมทช์ที่เจอกับทีม Newbee ธงที่เราเห็นตลอดทั้งเกมคือธงที่มีรูป Goofy โดย JerAx ผู้เล่นซัพ 4 ให้สัมภาษณ์หลังเกมกับ Kaci ว่า ที่มาของรูป Goofy นี้ก็เป็นเพราะกัปตันทีมของ Newbee บอกลูกทีมเอาไว้ว่า “Don't get into their goofiness and they will beat us.” ทาง OG เลยใช้ตัวละครจาก Disney อย่าง Goofy ที่มีคาแรคเตอร์เซ่อซ่ามาเป็นรูปธง

[caption id="attachment_27144" align="alignnone" width="873"] เครดิตรูป: Sheever take my energy[/caption]

แมทช์ที่เจอกับ EG ทีมอดีตเพื่อนรัก ภาพเด็ดๆ ที่ OG เลือกใช้เพราะคิดว่าน่าจะกระทบกระเทือนกับจิตใจอีกฝั่งก็หนีไม่พ้น พ่อใหญ่ N0tail กับรูปซาสึเกะ ที่ทั้ง Fly และ N0tail โดนชาวเน็ตจับไปทำมีมเป็น เนื่องจากทั้งสองคนเหมาะจะเป็น นารูโตะ และ ซาสึเกะ แห่งวงการ DOTA โดนเพื่อนรักทิ้งไว้กลางทางเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองไป 

[caption id="attachment_27172" align="alignnone" width="1024"] ธงที่ OG ปักในแมทช์ที่แข่งกับ EG[/caption]



เอาเข้าจริงแล้วมันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก การสแปม Chat Wheel พ่นสเปรย์ดักหน้า ปักธงใส่ หรือให้ทิปเวลาตายมันจะส่งผลกับเกมได้ขนาดไหนกันเชียว ตอบได้คำเดียวเลยว่า “มาก” มันไม่ต่างอะไรจากการที่คุณโดนศัตรูฆ่าตายซ้ำๆ แล้วศัตรูก็พิมพ์กลับมาสั้นๆ ว่า “ez”

“มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แน่นอนว่ามันช่วยในเรื่องของจิตใจพวกเราเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ทำเพราะว่าความสนุก เวลาเราเล่นมันมีพลังความฮึกเหิมไหลผ่านตัวเราอยู่ตลอด เรารักษาความฮึกเหิมนั้นไว้ด้วยการใช้ Chat Wheel แล้วเราก็รู้ด้วยว่าพอเล่นกับฝั่งศัตรูแล้วมันก็เวิร์ค 

ผมหมายถึงในการเล่น DOTA ระดับนี้ ผมสามารถเดาได้ว่าพวกเขารู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ มันเห็นได้จากการเล่นของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาก็เดาเราได้เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่เล่นเกมกันเฉยๆ มันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งอารมณ์พวกนี้มันก็ส่งผลกับเกม แล้วเราก็เห็นได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาเริ่ม ถูกชักจูง มันเป็นสิ่งที่เราใช้ในการแข่งกับพวกเขา” Ceb ตอบพิธีกรเมื่อโดนถามว่าทำไปเพราะเอาสนุกหรือว่าสงครามประสาทนี่มันเป็นกลยุทธ์การแข่งจริงๆ 

 

The Next Level Play!


อะไรที่อยู่ในเกมแล้วทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ถึงเวลาของจิตวิทยานอกเกม

ถ้าถามว่าฉากเปิดตัวผู้เล่นคนไหนที่น่าจดจำ ภาพพ่อใหญ่ N0tail ที่เดินถือกระดาษปึ๊งใหญ่เดินเข้าสนามมาพร้อมรอยยิ้มในรอบที่แข่งกับ PSG.LGD ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน เพราะพี่แกเปิดตัวได้แกรนด์มากจริงๆ



หากใครได้ดูสารคดี True Sight ของ TI8 ปีที่แล้วน่าจะยังจำกันได้ว่าในการแข่งรอบแกรนด์ไฟนอล พอ Chalice ผู้เล่นของทีมจีนเห็น Ceb เดินถือกระดาษไปมาในพิทแข่ง ก็เรียกให้เพื่อนดู พร้อมบอกว่า “เช่าหนี่***”



กระดาษปึกใหญ่ของทีม OG ปึกนี้ นอกจากจะสร้างมีมเด็ดให้แก่คอมมูนิตี้ DOTA และกวนทีนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามแล้ว มันยังเป็นเครื่องมือที่ OG เอาไว้รับมือกับเสียงเชียร์ของกองเชียร์ชาวจีนที่กำลังตะโกนเชียร์ทีมคู่แข่งดังก้องไปทั้งสนาม ด้วยการทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกับการแข่ง

“มันยากนะ บางทีมันก็ยาก ผมยังจำทัวร์นาเมนต์แรกที่มาแข่งที่จีนได้ โห ผมเสียความมั่นใจเลย เพราะว่าพวกเขาส่งเสียงเชียร์ทีมฝั่งตรงข้าม บางทีก็โห่ผม บางครั้งมันก็ทำให้คุณหลงทางได้เหมือนกัน ไม่ทุกครั้งหรอก แต่ก็ต้องมีบ้างแหละ” Ceb ให้สัมภาษณ์กับ Kaci ก่อนที่จะแข่งกับ PSG.LGD

พอแข่งชนะ PSG.LGD แล้ว Ceb ก็ยังทำท่าแซวกองเชียร์กลับด้วย โดยยกมือขึ้นมา แล้วเอี้ยหูฟังในทำนองว่า “เสียงเชียร์ของพวกนายหายไปไหนแล้วล่ะ โดน Silence หรอ?”


Absolutely Perfect!


เห็นชอบเปิดวอร์ เล่นสงครามประสาทแบบนี้ ทว่า OG ก็ไม่ใช่ทีมเดียวที่เล่น Mind Game แถมยังมีจังหวะที่โดนคู่แข่งสแปมสเปรย์ใส่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทีมแชมป์ยังยืนหยัดอยู่ได้คือการตระหนักถึงความสำคัญของ Mental Strength หรือ ความแข็งแกร่งทางจิตใจ 

อย่างที่รู้กันว่าหลังจากจบ TI8 ไปแล้วผลงานของ OG ในการเก็บแต้มครั้งใหม่สู่ TI9 ก็ไม่ราบรื่น แทบไม่เคยได้ไปแตะขอบสนามการแข่งขันระดับ Major เลยซะด้วยซ้ำ ดังนั้นสภาพจิตใจของคนในทีมจึงค่อนข้างย่ำแย่เพราะว่าสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง

เอาเข้าจริงแล้วถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะ การตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเองในยามที่ความมั่นใจถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องยากเกินที่จะรับมือ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนยอมตัดใจละทิ้งความฝันของตัวเองไป

"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากครับตอนนั้น เราไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการแข่งเท่าไหร่ ผมจะไม่โกหกนะ มันยากมาก เราทำได้ไม่ดีเลยในการแข่งทัวร์นาเมนต์ต่างๆ" Topson ให้สัมภาษณ์กับ vpesports

นอกจากนี้ N0tail ยังได้ให้สัมภาษณ์กับ Kaci หลังเกมที่แข่งกับ PSG.LGD ว่า "ก่อนแข่ง TI ครั้งนี้ ทุกอย่างมันค่อนข้างมืดมน หมาผมตาย มันเป็นช่วงเวลาที่แย่มาก ความมั่นใจของผมต่ำมากๆ ผมรู้สึกขอบคุณ Ceb มาก ทัวร์นาเมนต์นี้ผมยกความดีความชอบให้เขา"



ในช่วงก่อน TI9 จะเริ่มขึ้น OG จึงได้จ้าง Mia Stellberg นักจิตวิทยาอีสปอร์ตที่มีผลงานโดดเด่นจากการช่วยทีมแข่ง CS:GO อย่าง Astralis ให้ไปถึงฝั่งฝัน โดยก่อนหน้านี้ Astralis เคยเป็นทีมต้องสาป ไม่สามารถเก็บชัยชนะจากการแข่งทัวร์นาเมนต์ได้ซักที ส่วนผู้เล่นเองก็เผชิญกับความกดดันอย่างหนัก Mia จึงช่วยฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ ให้คำปรึกษาจนทำให้ Astralis สามารถเอาชนะทัวร์นาเมนต์ระดับ Major ครั้งแรกของทีมได้ 

ซึ่งก็ถือว่าได้ผล เพราะอย่างที่เราเห็นกัน OG มักก้าวเข้าสนามมาด้วยรอยยิ้มตั้งแต่วันแรกของ Main Stage จนถึงวันสุดท้ายที่เข้าเล่นในรอบ Grand Final ไม่ว่าจะถูกขึ้นนำไปก่อนกี่รอบ ก็มักจะ Comeback กลับมาได้ตลอด

“ทุกคนต่างก็เล่นเกมเก่งกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมี Mindset ที่ดี คุณต้องเข้มแข็งถ้าคุณอยากจะเล่นให้ได้ดีที่สุด คุณต้องมีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจเหนือใครทั้งหมด” Ceb พูดในสารคดี Against the odd

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ OG กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งในด้านของฝีมือการเล่นและสภาพจิตใจ ก็คือพวกเขาไม่เคยทอดทิ้งกัน เผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยกัน ผ่านความยากลำบากด้วยกัน เป็นกำลังใจให้กัน และชนะด้วยกัน

N0tail กัปตันทีมเคยให้สัมภาษณ์ครั้งที่ยังเล่นให้กับทีม Cloud9 ในปี 2015 ว่า “DOTA เป็นเกมที่เล่นกันเป็นทีม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ มันขึ้นอยู่กับทุกคนรอบๆ คุณ” ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะโดนใครทิ้งไประหว่างทาง กัปตันสุดแกร่งก็ยังคงเก็บความเชื่อนี้ไว้กับตัว และส่งต่อให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ตอนนี้ได้กลายเป็นครอบครัวไปแล้ว

“มีอยู่วันนึงผมตื่นขึ้นมาแล้วก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวของผมว่า มันจะเป็นยังไงถ้าต้องเล่น DOTA กับทีมอื่น มันเป็นความคิดที่ทำให้รู้สึกเศร้ามากเพราะว่าผมไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย พวกเขาคอยระวังหลังให้ผมเสมอ ผมรู้สึกได้เลย ผมรักพวกเขา" 



แหล่งอ้างอิงข้อมูล:
- สัมภาษณ์หลังเกม N0tail
- สัมภาษณ์หลังเกม JerAx
- สัมภาษณ์ N0tail และ Ceb
- สัมภาษณ์ทีม OG
- สัมภาษณ์ Topson
- สารคดี Against The Odd
- OG จ้างนักจิตวิทยาอีสปอร์ต
- Liquidpedia 1 | 2 | 3




บทความที่คุณอาจสนใจ
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
League of Legends: Wild Rift
Riot Games, Inc
Coin Master
Moon Active
Garena Free Fire
GARENA INTERNATIONAL I PRIVATE LIMITED
Banker
Rooster Games
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
Assassin's Creed Valhalla
Ubisoft
Watch Dogs: Legion
Ubisoft
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
OG's Mind Games - เจาะเส้นทางแชมป์จากสงครามจิตวิทยาของ OG
17/08/2020
เป็นเวลากว่า 8 ปีในประวัติศาสตร์การแข่งขัน The International ทัวร์นาเมนต์ความฝันของโปรเพลเยอร์ DOTA 2 ทุกคนที่ไม่เคยมีทีมไหนหรือผู้เล่นคนไหนสามารถได้แชมป์ซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้หลายๆ คนต่างก็พูดว่า DOTA is that hard หรือ DOTA เป็นเกมที่ยากจนไม่มีใครจะเก่งได้ที่สุดเสมอไป 

และในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็กลายเป็นผู้พิสูจน์ ลบล้างทุกคำสาปที่เคยมีมาด้วยการครองแชมป์ 2 สมัยติดๆ กันโดยไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ทีม OG มาถึงจุดนี้ได้



คำตอบนั้นก็คือ Mind Game

การทำสงความจิตวิทยาของคู่ต่อสู้ หรือการเล่น Mind Game เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวงการ DOTA มาอย่างยาวนาน มันเป็นการเล่นกับอารมณ์ของคู่แข่งด้วยการปั่น หลอกล่อทำให้อีกฝั่งหัวร้อน หรือแม้กระทั่งสูญเสียความมั่นใจ นอกจากนี้ก็ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ทีมตัวเองด้วย ซึ่งในการแข่งขัน TI9 ครั้งนี้ OG ก็ได้แสดงให้เราเห็นว่าการใช้จิตวิทยาในการแข่งขันมันสำคัญขนาดไหน 

 

You know what’s cooking? BOOM!




การเล่น Mind Game หรือการเปิดสงครามประสาทของ OG เริ่มตั้งแต่การดราฟท์ตัวแบบงงๆ ของ Ana ที่จับ IO มาเป็นแคร์รี่ จนสร้างความแปลกใจให้กับนักพากย์ ผู้ชม คู่แข่ง และแม้กระทั่งทีมของตัวเอง จนหลายๆ คนอาจจะอุทานออกมาว่า “WTF”

IO แทบไม่เคยถูกใช้ในฐานะฮีโร่ที่แบกเกมในการแข่งขันใหญ่ๆ มาก่อน ส่วนใหญ่มักจะถูกหยิบมาเล่นในตำแหน่งซัพพอร์ตมากกว่าเนื่องจากมีความสามารถในการเพิ่มเลือด มานา และความเร็ว แถมยังมี Relocate อัลติเมตที่ใช้ในการแก็งค์ สามารถช่วยเหลือตัว Core ของเกมในยามคับขันได้ดี

[caption id="attachment_27231" align="alignnone" width="1024"] เกมแรกที่ Ana จับ IO มาเป็น Carry[/caption]

ด้วยการชุบเลี้ยงจากเพื่อนร่วมทีม บวกกับฝีมือการฟาร์ม หยิบฮีโร่มาปั้นจนได้ดิบได้ดีของ Ana ทำให้เกมได้เปรียบ นอกจากนี้ IO เป็นฮีโร่ที่สามารถทำให้คู่แข่งประมาท เพราะไม่ได้มองว่าจะเป็นฮีโร่ที่สามารถเกิดแล้วบี้ไล่ฆ่าทีมตัวเองได้ในภายหลัง จึงไม่ได้ให้ค่ากับฮีโร่สายซัพตัวนี้เท่ากับตอนที่ Ana จับฮีโร่ฮาร์ดแคร์รี่แบบ Spectre หรือ Faceless Void 

ข้อพิสูจน์ก็คือหลังจากที่ OG สามารถเก็บชัยชนะจาก NiP เกมแรกได้แล้ว จะเห็นว่าอีกฝั่งก็ยังไม่เลือกแบน IO เพราะไม่ได้คิดว่าจะส่งผลกับเกมขนาดนั้น และยังคิดว่ายังไงก็เอาอยู่ สามารถแก้ทางได้ อยากแบนฮีโร่อื่นมากกว่า เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ ทีมที่พ่ายให้กับ OG ในรอบ Group Stage อย่าง VP, Fnatic และ Newbee

ซึ่งจากสถิติที่ Ana จับ IO แล้วชนะ 6-0 ก็แสดงให้เห็นว่า Mind Game นี้ใช้ได้ผล โดยครั้งสุดท้ายที่หยิบมาเล่นคือแมทช์ที่คว้าชัยชนะจาก Team Liquid และสร้างสถิติแชมป์ 2 สมัย

[caption id="attachment_27140" align="alignnone" width="1024"] หน้าของ Ana เมื่อได้จับ IO หลัง Team Liquid ตัดสินใจไม่แบน[/caption]

 

Ceeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeb!


Chat Wheel หรือวงล้อสนทนา เป็นฟังก์ชันที่อยู่ในเกม DOTA 2 มานานแล้ว โดยเหมือนเป็นคำพูดสำเร็จรูปที่เอาไว้ใช้สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ในนั้นก็จะมีคำเบสิคต่างๆ อย่างเช่น “ช่วยด้วย” “เลนส์บนหาย!” หรือ “ต้องการ Ward” เป็นต้น

หลังจากที่ Chat Wheel ได้เริ่มเพิ่มลูกเล่น เลือกกดเป็นเสียงพูดออกมาได้ แถมยังมีบางอันที่เป็นสถานะ [All] คือคู่ต่อสู้ก็ได้ยินด้วย ทำให้เริ่มมีเหล่าโปรเพลเยอร์ใช้วงล้อสนทนานี้กันมากขึ้น 

OG ใช้ Chat Wheel นี้ในการแซวทีมฝั่งตรงข้าม โดยสแปมกันแทบจะตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นจังหวะบวก จังหวะที่ฆ่าฮีโร่ หรือจังหวะที่ตัวเองหนีรอดมาได้ ซึ่งถ้าถามว่ามันยั่วยุปลุกปั่นอารมณ์ฝั่งตรงข้ามขนาดไหน ก็บอกได้เลยว่ามันส่งผลต่ออารมณ์มากจนขนาดที่หลายๆ ทีมเลือกที่จะ Mute หรือปิดไมค์ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นข้อความทั้งหมดที่อีกฝั่งพิมพ์มา รวมทั้ง Chat Wheel ด้วย





คำถามต่อมาคือ ถ้าศัตรูของคุณ Mute คุณแล้วคุณจะทำอย่างไร? วิธีที่ OG ใช้เพื่อเล่น Mind Game ของตัวเองต่อไปก็คือ การทิป 

การทิป เป็นการให้หน่วยเงิน หรือแต้มในเกมเพื่อชมเชยผู้เล่นที่ทำได้ดี เช่น ถ้าเพื่อนสามารถปล่อยอัลติเมตเก็บคิลศัตรูหรือสร้างจังหวะการเล่นให้แก่ทีมได้ คนในทีมก็จะใช้วิธีการทิปเพื่อเอ่ยชมแบบ “ทำดีมากพ่อหนุ่ม” ซึ่งก็สามารถให้ทิปศัตรูได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการทิปเพื่อชมเชยว่า “ขอบคุณนะที่เล่นพลาด” มากกว่าเพื่อชมจริงๆ 

[caption id="attachment_27216" align="alignnone" width="1024"]รวมการทิปทั้งหมดจาก OG ในการแข่งขัน Grand Final ที่เจอกับ Team Liquid รวมการทิปทั้งหมดจาก OG ในการแข่งขัน Grand Final ที่เจอกับ Team Liquid[/caption]

เพื่อเป็นการปั่นให้สุด สเตปต่อมาที่ OG ทำนอกเหนือจากการทิปแล้วก็คือการปักธงและพ่นสเปรย์ข่มขวัญ

การพ่นสเปรย์และปักธง (Banner) เป็นฟังก์ชันที่มาพร้อมกับ Battle Pass วิธีการใช้งานก็ไม่มีอะไรยาก แค่กดไอคอนแล้วปักธง หรือพ่นสเปรย์ใน Chat Wheel ลงไปที่พื้น เท่านี้มันก็จะไปเด่นหราต่อหน้าศัตรู 

[caption id="attachment_27218" align="alignnone" width="1024"] สเปรย์ของ OG ในป่าของ Team Liquid[/caption]

สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าการพ่นสเปรย์ Loser ในจังหวะที่ศัตรูตาย หรือพ่นในป่าฝั่งศัตรูเพื่อสลักชื่อบนพื้นว่า “OG มาเยือน” ก็เห็นจะเป็นกลยุทธ์การปักธงของ OG ที่ขยันปั่น เปลี่ยนรูปให้เข้ากับบริบทของแต่ละทีมอยู่เสมอ 

อย่างแมทช์ที่เจอกับทีม Newbee ธงที่เราเห็นตลอดทั้งเกมคือธงที่มีรูป Goofy โดย JerAx ผู้เล่นซัพ 4 ให้สัมภาษณ์หลังเกมกับ Kaci ว่า ที่มาของรูป Goofy นี้ก็เป็นเพราะกัปตันทีมของ Newbee บอกลูกทีมเอาไว้ว่า “Don't get into their goofiness and they will beat us.” ทาง OG เลยใช้ตัวละครจาก Disney อย่าง Goofy ที่มีคาแรคเตอร์เซ่อซ่ามาเป็นรูปธง

[caption id="attachment_27144" align="alignnone" width="873"] เครดิตรูป: Sheever take my energy[/caption]

แมทช์ที่เจอกับ EG ทีมอดีตเพื่อนรัก ภาพเด็ดๆ ที่ OG เลือกใช้เพราะคิดว่าน่าจะกระทบกระเทือนกับจิตใจอีกฝั่งก็หนีไม่พ้น พ่อใหญ่ N0tail กับรูปซาสึเกะ ที่ทั้ง Fly และ N0tail โดนชาวเน็ตจับไปทำมีมเป็น เนื่องจากทั้งสองคนเหมาะจะเป็น นารูโตะ และ ซาสึเกะ แห่งวงการ DOTA โดนเพื่อนรักทิ้งไว้กลางทางเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองไป 

[caption id="attachment_27172" align="alignnone" width="1024"] ธงที่ OG ปักในแมทช์ที่แข่งกับ EG[/caption]



เอาเข้าจริงแล้วมันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก การสแปม Chat Wheel พ่นสเปรย์ดักหน้า ปักธงใส่ หรือให้ทิปเวลาตายมันจะส่งผลกับเกมได้ขนาดไหนกันเชียว ตอบได้คำเดียวเลยว่า “มาก” มันไม่ต่างอะไรจากการที่คุณโดนศัตรูฆ่าตายซ้ำๆ แล้วศัตรูก็พิมพ์กลับมาสั้นๆ ว่า “ez”

“มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แน่นอนว่ามันช่วยในเรื่องของจิตใจพวกเราเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ทำเพราะว่าความสนุก เวลาเราเล่นมันมีพลังความฮึกเหิมไหลผ่านตัวเราอยู่ตลอด เรารักษาความฮึกเหิมนั้นไว้ด้วยการใช้ Chat Wheel แล้วเราก็รู้ด้วยว่าพอเล่นกับฝั่งศัตรูแล้วมันก็เวิร์ค 

ผมหมายถึงในการเล่น DOTA ระดับนี้ ผมสามารถเดาได้ว่าพวกเขารู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ มันเห็นได้จากการเล่นของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาก็เดาเราได้เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่เล่นเกมกันเฉยๆ มันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งอารมณ์พวกนี้มันก็ส่งผลกับเกม แล้วเราก็เห็นได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่พวกเขาเริ่ม ถูกชักจูง มันเป็นสิ่งที่เราใช้ในการแข่งกับพวกเขา” Ceb ตอบพิธีกรเมื่อโดนถามว่าทำไปเพราะเอาสนุกหรือว่าสงครามประสาทนี่มันเป็นกลยุทธ์การแข่งจริงๆ 

 

The Next Level Play!


อะไรที่อยู่ในเกมแล้วทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ถึงเวลาของจิตวิทยานอกเกม

ถ้าถามว่าฉากเปิดตัวผู้เล่นคนไหนที่น่าจดจำ ภาพพ่อใหญ่ N0tail ที่เดินถือกระดาษปึ๊งใหญ่เดินเข้าสนามมาพร้อมรอยยิ้มในรอบที่แข่งกับ PSG.LGD ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน เพราะพี่แกเปิดตัวได้แกรนด์มากจริงๆ



หากใครได้ดูสารคดี True Sight ของ TI8 ปีที่แล้วน่าจะยังจำกันได้ว่าในการแข่งรอบแกรนด์ไฟนอล พอ Chalice ผู้เล่นของทีมจีนเห็น Ceb เดินถือกระดาษไปมาในพิทแข่ง ก็เรียกให้เพื่อนดู พร้อมบอกว่า “เช่าหนี่***”



กระดาษปึกใหญ่ของทีม OG ปึกนี้ นอกจากจะสร้างมีมเด็ดให้แก่คอมมูนิตี้ DOTA และกวนทีนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามแล้ว มันยังเป็นเครื่องมือที่ OG เอาไว้รับมือกับเสียงเชียร์ของกองเชียร์ชาวจีนที่กำลังตะโกนเชียร์ทีมคู่แข่งดังก้องไปทั้งสนาม ด้วยการทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกับการแข่ง

“มันยากนะ บางทีมันก็ยาก ผมยังจำทัวร์นาเมนต์แรกที่มาแข่งที่จีนได้ โห ผมเสียความมั่นใจเลย เพราะว่าพวกเขาส่งเสียงเชียร์ทีมฝั่งตรงข้าม บางทีก็โห่ผม บางครั้งมันก็ทำให้คุณหลงทางได้เหมือนกัน ไม่ทุกครั้งหรอก แต่ก็ต้องมีบ้างแหละ” Ceb ให้สัมภาษณ์กับ Kaci ก่อนที่จะแข่งกับ PSG.LGD

พอแข่งชนะ PSG.LGD แล้ว Ceb ก็ยังทำท่าแซวกองเชียร์กลับด้วย โดยยกมือขึ้นมา แล้วเอี้ยหูฟังในทำนองว่า “เสียงเชียร์ของพวกนายหายไปไหนแล้วล่ะ โดน Silence หรอ?”


Absolutely Perfect!


เห็นชอบเปิดวอร์ เล่นสงครามประสาทแบบนี้ ทว่า OG ก็ไม่ใช่ทีมเดียวที่เล่น Mind Game แถมยังมีจังหวะที่โดนคู่แข่งสแปมสเปรย์ใส่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทีมแชมป์ยังยืนหยัดอยู่ได้คือการตระหนักถึงความสำคัญของ Mental Strength หรือ ความแข็งแกร่งทางจิตใจ 

อย่างที่รู้กันว่าหลังจากจบ TI8 ไปแล้วผลงานของ OG ในการเก็บแต้มครั้งใหม่สู่ TI9 ก็ไม่ราบรื่น แทบไม่เคยได้ไปแตะขอบสนามการแข่งขันระดับ Major เลยซะด้วยซ้ำ ดังนั้นสภาพจิตใจของคนในทีมจึงค่อนข้างย่ำแย่เพราะว่าสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง

เอาเข้าจริงแล้วถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะ การตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเองในยามที่ความมั่นใจถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องยากเกินที่จะรับมือ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนยอมตัดใจละทิ้งความฝันของตัวเองไป

"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากครับตอนนั้น เราไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการแข่งเท่าไหร่ ผมจะไม่โกหกนะ มันยากมาก เราทำได้ไม่ดีเลยในการแข่งทัวร์นาเมนต์ต่างๆ" Topson ให้สัมภาษณ์กับ vpesports

นอกจากนี้ N0tail ยังได้ให้สัมภาษณ์กับ Kaci หลังเกมที่แข่งกับ PSG.LGD ว่า "ก่อนแข่ง TI ครั้งนี้ ทุกอย่างมันค่อนข้างมืดมน หมาผมตาย มันเป็นช่วงเวลาที่แย่มาก ความมั่นใจของผมต่ำมากๆ ผมรู้สึกขอบคุณ Ceb มาก ทัวร์นาเมนต์นี้ผมยกความดีความชอบให้เขา"



ในช่วงก่อน TI9 จะเริ่มขึ้น OG จึงได้จ้าง Mia Stellberg นักจิตวิทยาอีสปอร์ตที่มีผลงานโดดเด่นจากการช่วยทีมแข่ง CS:GO อย่าง Astralis ให้ไปถึงฝั่งฝัน โดยก่อนหน้านี้ Astralis เคยเป็นทีมต้องสาป ไม่สามารถเก็บชัยชนะจากการแข่งทัวร์นาเมนต์ได้ซักที ส่วนผู้เล่นเองก็เผชิญกับความกดดันอย่างหนัก Mia จึงช่วยฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ ให้คำปรึกษาจนทำให้ Astralis สามารถเอาชนะทัวร์นาเมนต์ระดับ Major ครั้งแรกของทีมได้ 

ซึ่งก็ถือว่าได้ผล เพราะอย่างที่เราเห็นกัน OG มักก้าวเข้าสนามมาด้วยรอยยิ้มตั้งแต่วันแรกของ Main Stage จนถึงวันสุดท้ายที่เข้าเล่นในรอบ Grand Final ไม่ว่าจะถูกขึ้นนำไปก่อนกี่รอบ ก็มักจะ Comeback กลับมาได้ตลอด

“ทุกคนต่างก็เล่นเกมเก่งกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมี Mindset ที่ดี คุณต้องเข้มแข็งถ้าคุณอยากจะเล่นให้ได้ดีที่สุด คุณต้องมีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจเหนือใครทั้งหมด” Ceb พูดในสารคดี Against the odd

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ OG กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งในด้านของฝีมือการเล่นและสภาพจิตใจ ก็คือพวกเขาไม่เคยทอดทิ้งกัน เผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยกัน ผ่านความยากลำบากด้วยกัน เป็นกำลังใจให้กัน และชนะด้วยกัน

N0tail กัปตันทีมเคยให้สัมภาษณ์ครั้งที่ยังเล่นให้กับทีม Cloud9 ในปี 2015 ว่า “DOTA เป็นเกมที่เล่นกันเป็นทีม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ มันขึ้นอยู่กับทุกคนรอบๆ คุณ” ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะโดนใครทิ้งไประหว่างทาง กัปตันสุดแกร่งก็ยังคงเก็บความเชื่อนี้ไว้กับตัว และส่งต่อให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ตอนนี้ได้กลายเป็นครอบครัวไปแล้ว

“มีอยู่วันนึงผมตื่นขึ้นมาแล้วก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวของผมว่า มันจะเป็นยังไงถ้าต้องเล่น DOTA กับทีมอื่น มันเป็นความคิดที่ทำให้รู้สึกเศร้ามากเพราะว่าผมไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย พวกเขาคอยระวังหลังให้ผมเสมอ ผมรู้สึกได้เลย ผมรักพวกเขา" 



แหล่งอ้างอิงข้อมูล:
- สัมภาษณ์หลังเกม N0tail
- สัมภาษณ์หลังเกม JerAx
- สัมภาษณ์ N0tail และ Ceb
- สัมภาษณ์ทีม OG
- สัมภาษณ์ Topson
- สารคดี Against The Odd
- OG จ้างนักจิตวิทยาอีสปอร์ต
- Liquidpedia 1 | 2 | 3




บทความที่คุณอาจสนใจ
บทความที่คล้ายกัน
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
League of Legends: Wild Rift
Riot Games, Inc
Coin Master
Moon Active
Garena Free Fire
GARENA INTERNATIONAL I PRIVATE LIMITED
Banker
Rooster Games
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 26/10/63
Genshin Impact
miHoYo Limited
Assassin's Creed Valhalla
Ubisoft
Watch Dogs: Legion
Ubisoft
Show header