GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 14 ป้อมปราการแห่งดินเเดนเทพเจ้า กับดวงจิตอันไม่เที่ยงของมนุษย์
ลงวันที่ 04/11/2020

สวัสดีครับ! กระผมยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบสี่ โดยในบทนี้พวกเราจะมาดูกันว่าหลังจาก Bells of Awakening ทั้งสองใบถูกลั่นระฆัง เพื่อให้ประตูของ Sens Fortress อันเป็นด่านหน้าแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เปิดออก… เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กระผมก็ขอนำทุกท่านเข้าสู่บทความ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบสี่ “ป้อมปราการแห่งดินเเดนเทพเจ้า กับดวงจิตอันไม่เที่ยงของมนุษย์”


( ภาพประกอบ : ปากทางสู่เมืองหลวง Anor Londo เเห่งเหล่าเทพเจ้า เเต่มันช่างดูมืดมนไร้ซึ่งความหวัง เสียจนเเม้เเต่เเสงสว่าง ก็มิอาจส่องเข้าไปถึงข้างในได้ )


< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 


บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่


บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด


บทที่เก้า l บทที่สิบ l บทที่สิบเอ็ด l บทที่สิบสอง


บทที่สิบสาม




เริ่มบททดสอบ


Undead นิรนามลุกพรวดตื่นขึ้นจากการสลบไสล และได้พบว่าตนเองเดินทางมาถึงยัง Firelink Shrine ตั้งเเต่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้ เขาจำได้เเต่เพียงความฝันประหลาดว่าตนได้สังหารเหล่าอสูรแห่ง Izalith ไปนับถ้วนอย่างโหดเหี้ยม... แต่ทันก่อนที่เขาจะนึกอะไรออก จู่ ๆ ก็มีเสียงของเจ้าจอมเวทย์น้อย Griggs  และพ่อมดเพลิง Laurentius กล่าวทักทายขึ้น เหล่าคนจรทั้งสองต่างกล่าวว่าเมื่อหลายวันก่อนได้มีเสียงระฆังดังขึ้นมาจากหุบเหวลึกเบื้องล่าง พวกตนจึงสามารถอนุมานได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นพระเอกของเราอย่างแน่นอน

Undead นิรนามเริ่มออกมองไปรอบ ๆ และสังเกตเห็นว่า Bonfire ที่เคยสุกสว่างโชติอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับดับสนิทลงอย่างน่าประหลาดใจ เจ้า Griggs จึงได้เล่าว่าหลังจากเสียงระฆังใบที่สองเริ่มดังขึ้น บนโลกเบื้องบนก็ได้เกิดเรื่องปั่นป่วนต่าง ๆ นา ๆ ขึ้นมากมาย

โดยเรื่องแรกก็คือเจ้า Lautrec ที่จู่ ๆ มันก็ดันลงมือฆ่าแม่นาง Anastacia และเก็บเอาดวงจิตเเห่ง Fire Keeper ติดตัวมุ่งหน้าเข้าไปยัง Sens Fortress เหลือทิ้งเอาไว้แต่เครื่องรางปริศนาอย่าง Black Eye Orb ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่ามันใช้ทำอะไรกันเเน่


( ภาพประกอบ : Bonfire ภายใน Firelink Shrine ที่ดับลง )



( ภาพประกอบ : Black eyes orbs เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเควสของเจ้า Lautrec   )


เมื่อได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามก็แทบไม่อยากจะเชื่อหู เขากล่าวโต้เถียงหัวชนฝากับสองพ่อมดอยู่นานจนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีก จึงได้หันไปพูดคุยเจ้า Crestfallen Warrior ชายผู้ซึ่งเคยปรามาสเขาไว้ในอดีตว่าไม่มีทางลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบได้อย่างเเน่นอน

เจ้า Crestfallen Warrior เริ่มกล่าวโทษว่าคนที่ทำให้ผืนปฐพีลุกเป็นไฟก็คือ Undead นิรนาม (พูดด้วยความอิจฉา) การลั่นระฆังได้ทำให้มี Undead มากมายเดินผ่านที่แห่งนี้เป็นพัลวันจนวุ่นวาย และไหนจะปีศาจคอยาวซึ่งส่งกลิ่นอายความเหม็นโชยออกมาโบสถ์ร้าง จนผู้คนแทบจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้


( ภาพประกอบ : โฉมหน้า Primordial Serpent ที่ชื่อว่า Frampt ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเทพเจ้า Gwyn คอยทำหน้าที่เป่าหู Undead ให้ทำตามคำทำนาย )


Undead นิรนามรู้สะกิดใจกับคำว่า “ปีศาจคอยาว” เขาจึงลุกขึ้นเดินไปดูให้เห็นกับตาตนเอง และก็ได้พบกับสัตว์ประหลาดรูปร่างผิดธรรมชาติ ผิวสีดำของมันดูแข็งหยาบกระด้างราวกับหนังควาย หัวและคอมีรูปร่างดูคล้ายกับค้อนปอนด์ที่สามารถโยกเยกไปมาได้อย่างผิดรูป ริมฝีปากอันไร้ซึ่งหนังปกคลุมได้เผยให้เห็นแถวฟันบนและล่างอันน่าเกลียดที่ส่งเสียงคบเคี้ยวกันไปมาอยู่ตลอดเวลา…

เเต่ถึงรูปร่างจะไม่ได้ดูน่าพิสมัย เจ้าประหลาดก็แนะนำตัวเองอย่างสุภาพ มันบอกว่าตนเองคือเผ่าพันธุ์งูดึกดำบรรพ์ Primordial Serpent ซึ่งมันมีชื่อว่า Frampt ข้ารับใช้คนสนิทของเทพเจ้า Gwyn

Frampt เริ่มเอ่ยถามพระเอกของเราว่าเขาเป็นคนที่ลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบหรือไม่ ซึ่งเมื่อพระเอกตอบว่าใช่ ท่าทีของมันก็ดูเหนื่อยหน่ายราวกับว่าได้ยินคำตอบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน Frampt ได้แนะนำให้ Undead นิรนามเดินทางต่อไปยัง Sens Fortress เพื่อเข้ารับการทดสอบขั้นต่อไป เหมือนกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้…


( ภาพประกอบ : ภาพ Concept Art ของ Sens Fortress ที่พบใน Anor Londo )


หลังได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามตกใจอย่างมาก! เพราะถ้าหากว่า Frampt พูดจริง ก็แสดงว่าตอนนี้เขากำลังถูกคนอื่นช่วงชิงผลงานอันยากลำบากไปต่อหน้าต่อตา

พระเอกของเรารีบตระเตรียมเสบียงและข้าวของจำเป็นทันทีเพื่อออกเดินทาง เเต่ก่อนจะจากไปเขาได้บอกกับเจ้า Laurentius ว่าตนได้พบแม่มดเพลิงคนหนึ่งที่ยังคงอาศัยอยู่ใน Blighttown ซึ่งนางอาจจะเป็นคนที่เจ้าพ่อมดเพลิงกำลังตามหาอยู่ก็ได้

เมื่อร่ำลากันเสร็จ Undead นิรนามก็ออกเดินทางต่อไป โดยไม่ลืมที่จะพก Black Eye Orb ติดตัวมาด้วย เพราะว่าเขาต้องการใช้เจ้าสิ่งนี้เค้นเอาความจริงจากปากของสหายร่วมรบให้ได้ ว่าเหตุใดกันถึงได้ลงมือฆ่า Fire Keeper Anastacia อย่างโหดเหี้ยม


( ภาพประกอบ : ภายในเกมถ้าหากผู่เล่นฆ่าเจ้า Lautrec ก่อนลั่นระฆัง Bells of Awakening เเล้วละก็ Anastacia ก็จะไม่ถูกฆ่า… เเต่ก็จะอดได้ชุดเกราะของมันตามไปด้วย )


พระเอกของเราขึ้นลิฟต์ต่อไปยังโบสถ์ร้างภายใน Undead Burg ซึ่งเป็นทางผ่านอันนำไปสู่ Sens Fortress และเเน่นอนเขาไม่ลืมที่จะไปเยี่ยมเยือนเเม่นักบวชสาว Rhea เเต่ทว่าก็หานางไม่เจอเเม้เเต่เงา พบเพียงข้าวของที่ตกหล่นกระจัดกระจาย ราวกับว่ามีการต่อสู้ในโบสถ์เเห่งนี้ก็ไม่ปาน

Undead นิรนามรู้สึกร้อนรุ่มเป็นอย่างมาก เนื่องจากกังวลว่านางอาจจะโดนเจ้า Lautrec สังหารไปอีกคน… เขาจึงรีบเดินทางผ่านบานประตูหน้ายักษ์ที่ครั้งหนึ่งเคยปิดตาย และได้พบกับทหารยาม Man Serpent ซึ่งมีหัวเป็นงูแต่ร่างกายเป็นมนุษย์ คอยยืนรับน้อง(ดักตี)เหล่าผู้กล้าทั้งหลายที่อาจหาญเข้ามาภายใน Sens Fortress


( ภาพประกอบด้านซ้าย : เหล่า Man Serpent เป็นลูกสะมุนโดยตรงของมังกรไร้เกร็ด Seath  )


( ภาพประกอบด้านขวา : Man Serpent บางประเภทได้รับการเรียนรู้พลังสายฟ้าทั้งๆที่เป็นธาตุเเพ้ทางของเผ่าพันธุ์มังกร )


 

ปากทางสู่แดนสวรรค์


ในครั้งอดีต เมืองหลวง Anor Londo เคยเป็นสถานที่อันรุ่งโรจน์ และยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเหล่าอัศวินชั้นสูง Silver Knight จะออกตรวจตราตามป้อมปราการหลายแห่งทั่วดินแดน Lordran เพื่อโอ้อวดแสนยานุภาพของเทพเจ้าสูงสุดอย่าง Gwyn ต่อบรรดาแขกเหรื่อมากมายที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยือน…

ทว่าในปัจจุบันก็อย่างที่เรารู้ ๆ กัน เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่ารอบกองไฟ เหล่า Silver Knight ต่างพากันถอยร่นกลับเข้าไปในเมืองเหลวง Anor Londo และสร้างหุ่นไม้อัศวินขึ้นมาใช้ตบตาใครก็ตามที่คิดจะบุกยึดดินแดนเเห่งเทพเจ้า ซึ่งแน่นอนว่านานวันเข้าเล่ห์กลง่าย ๆ เเบบนี้ ก็พลอยเสื่อมถอยตามก้อนอิฐเเละปูนของป้อมปราการทั่วดินเเดน Lordran

ภายในช่วงเวลาเเห่งการเสื่อมถอย เหล่าเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo จำเป็นต้องจัดสรรกำลังพลให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในนั้นก็คือการเปลี่ยน Sens Fortress ให้กลายเป็นลานกับดักมรณะ เพื่อใช้ทดสอบเหล่าแมงเมาที่หลงใหลคลั่งไคล้ต่อคำทำนายเเห่ง The First Flame


( ภาพประกอบ : ชุดเกราะหรูหราของ Silver Knight ได้ถูกนำมาสวมให้กับหุ่นไม้มากมายอย่างเสียของ ซึ่งเเสดงให้เห็นกลาย ๆ ว่าจำนวนทหารมันมีน้อยกว่าชุดเกราะมาก ๆ )


นิยามทั่วไปของป้อมปราการ ก็คือสถานที่อันแข็งแกร่งและยากต่อการบุกทะลวงโจมตี แต่โครงสร้างภายใน Sens Fortress ไม่ถูกสร้างให้เป็นกำแพงชั้นหินปิดตายแต่อย่างใด ทว่ากำแพงของสถานที่แห่งนี้ กลับไม่ได้ยากเกินกว่าความพยายามของมนุษย์ที่จะปีนป่ายฝ่าเข้าไป เเละในอดีตก็เคยมีผู้คนมากมายบุกทะลวงเข้าไปใน Sens Fortress มาเเล้วหลายครั้ง ด้วยคิดว่าการลั่นระฆัง Bells of Awakening ก็เป็นเพียงพิธีกรรมปาหี่… ซึ่งเเน่นอนถ้าหากว่ามันสำเร็จจริง ป่านนี้ Undead นิรนามก็คงไม่ถ่อมาถึงที่นี้ด้วยตัวเอง

เหล่าผู้ทะนงตนทั้งหลาย ต้องพบเจอกับโครงสร้างภายในป้อมปราการอันวกวนไปมา เเละต้องคอยระแวงการถูกสุ่มโจมตีอยู่ตลอดเวลาจากทั่วทุกหัวมุมทางเดิน นี่ยังไม่นับรวมไปถึงกับดักอีกมากมาย อย่างเช่นกลไกแป้นเหยียบที่จะยิงลูกดอกอาบยาพิษออกมา, ใบขวานยักษ์ขนาดมหึมาที่จะเหวี่ยงใส่ทุกคนที่พยายามข้ามสะพานไปอีกฟาก, พื้นโคลนเหนี่ยวหนืดซึ่งจะจับเหล่าผู้คนที่ตกลงมาเบื้องล่าง ให้ถูกพวกอสูรเพชฌฆาต Titanite Demon บดขยี้

สรุปง่าย ๆ Sens Fortress ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อป้องกันคนบุกรุกเข้ามา เเต่ถูกสร้างเพื่อกักขังคนเอาไว้ข้างในต่างหาก!


( ภาพประกอบ : บรรยากาศภายใน  Sens Fortress ชั้นล่าง )



( ภาพประกอบ :  ลิฟต์ที่จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อถูกคนจากชั้นบนหย่อนลงมาให้เพียงเท่านั้น  )


เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะพอเข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดกันจึงต้องมีคำนายให้ Undead ไปลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบเสียก่อน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติหลาย ๆ ประการ ให้มั่นใจว่าผู้ถูกเลือกจะสานต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ เเละเลือกที่จะต่อชีวิตให้กับ The First Flame ( ยอมเป็นเบี้ยบนกระดานให้เเก่เทพเจ้า )


( ภาพประกอบ : บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ Undead นิรนามเคยเผชิญ ต่างหล่อหลอมทำให้เขากลายเป็นคนที่เเข็งเเกร่ง )


Undead นิรนามคือบุคคลที่เข้าใกล้คำว่าผู้ถูกเลือกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นกับดักพื้น ๆ ภายใน Sens Fortress จึงมิอาจทำอันตรายเขาได้เลย... เเต่เเน่นอนว่าเหล่าเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo (เเละผู้พัฒนาเกม) ก็ได้คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้เเล้วเช่นกัน พวกเขาจึงได้มอบบททดสอบใหม่ ๆ ให้เเก่พระเอกของเราได้เรียนรู้ ราวกับต้องการจะบอกว่าอย่าทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้ว


( ภาพประกอบ : กลไกลูกหินยักษ์ที่จะกลิ้งลงมาทับเหล่า Undead ที่ดื้อด้าน )



( ภาพประกอบด้านซ้าย : อสูร Mimic ที่จะปลอมตัวเป็นหีบสมบัติสามารถสังหารผู้เล่นได้ง่ายๆ หากไม่ระวังตัว )


( ภาพประกอบด้านขวา : Lloyds Talisman เป็น Item สำหรับ PVP เเต่สามารถใช้กับ Mimic เพื่อทำให้มันหลับเเละขโมยของที่อยู่ในปากของมันได้ )


หลังงมหาทางขึ้นอยู่นาน ในที่สุด Undead นิรนามก็เดินทางขึ้นมาถึงยังชั้นดาดฟ้าของ Sens Fortress จนได้ เเละเขาก็ได้พบคำตอบว่าสิ่งใดกันเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่เคย Undead เคยผ่านสถานที่เเห่งนี้ไปได้…

ร่างกายของมันทำจากเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว ขนาดตัวอันใหญ่โตมโหฬารราวกับยักษาช่างดูขัดเเย้งกับส่วนหัวที่เล็กผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ บริเวณกลางลำตัวมีรูโหว่กลวงโบ๋สีดำทมิฬอันเกิดจากกระบวนการถ่ายเทพลังวิญญาณจากซากกระดูกของมังกรนิรันดรเข้าไปสิงสู่ในสิ่งไม่มีชีวิต... จนบังเกิดเป็นยักษ์เหล็ก Iron Golem นายทวารเเละปาการด่านสุดท้ายเเห่ง Sens Fortress


( ภาพประกอบ : โฉมหน้าของ Iron Golem ผู้เคยสังหารความฝันของเหล่าผู้กล้ามาเเล้วมากมาย )


เจ้า Iron Golem มิใช่สิ่งเดียวที่คอยทำหน้าที่ปกป้องดาดฟ้าเเห่งนี้ เเต่ยังมีพวกบรรดาเผ่าพันธุ์ยักษาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจทดสอบเหล่า Undead ไปชั่วนิรันดร์ เนื่องจากพวกยักษาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวหลายพันปี เเละมีนิสัยยึดถือสัจจะเป็นที่สุด พวกมันจึงทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยกล่าวไว้กับเหล่าเทพเจ้าเรื่อยมาโดยไม่ปริปากบ่น... (ช่างน่าสงสาร)

อุปสรรคต่อไปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือเหล่าอัศวินแห่ง Balder, และ Berenike ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพวกที่ทะนงตนจนละเลย Bells of Aweakening เเละบุกเข้าโจมตี Sens Fortress เเต่ก็ทำไม่สำเร็จ โดยบัดนี้พวกมันได้กลับกลายเป็น Hollow ไร้สติสตางค์เที่ยวออกเดินมาตามดาดฟ้า เเละเข้าจู่โจม Undead ทุกคนประหนึ่งกับว่าต้องการจะให้ล้มเหลวเหมือนกับมัน


( ภาพประกอบ : Concept Art ของพวกยักษาใน Sens Fortress  )


Undead นิรนามแลเห็นแล้วว่าพื้นที่บนดาดฟ้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับทุ่งสังหารดี ๆ นี่เอง เขาจึงถอดชุดเกราะอันหนักอึ้งทิ้งเสีย เเละเปลี่ยนไปใส่ชุดเบา ๆ ที่เน้นความคล่องแคล่วในการวิ่งหลบหลีกลูกระเบิดที่พวกยักษาปามา กับเพื่อสลัดฝูงอัศวิน Hollow ที่หมายตามมาจะเอาชีวิตเขา

Undead นิรนามวิ่งหนีจนขึ้นมาถึงสะพานสามเเยกแคบ ๆ โดยด้านซ้ายเป็นทางขาดซึ่งจะนำไปสู่หอคอยโดดเดี่ยวอันดูไม่น่ามีอะไร ส่วนด้านขวาจะนำไปสู่ทางขึ้นสู่ชั้นถัดไป ทว่าโชคร้ายเพราะทางขึ้นได้ถูกสะเก็ดเพลิงจากระเบิดเผาไหม้จนไปต่อไม่ได้เเล้ว พระเอกของเราจึงตัดสินใจว่าจะวิ่งกลับทางเดิมเพื่อไปตั้งหลักใหม่เสียก่อน... แต่ก็เหมือนหนีเสื้อปะจระเข้เพราะพวกอัศวิน Hollow ที่เขาเคยละเลยไม่ยอมสังหาร ต่างวิ่งไล่ตามมาจนกลับทางเดิมไม่ได้อีกแล้ว


( ภาพประกอบ : หนึ่งในอัศวินเเห่ง Berenike ที่กลายเป็น Hollow )


เเต่ท่ามกลางช่วงเวลามืดเเปดด้าน จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงตะโกนปริศนาดังมาจากทางหอคอยโดดเดี่ยวด้านซ้าย Undead นิรนามมองเห็นนับรบคนหนึ่งกำลังโบกมือเรียกเขาอยู่ตรงนั้น

โดยไม่ต้องคิดมากพระเอกของเราตัดสินใจวิ่งตรงปรี่ไปทางหอคอยโดดเดี่ยวทันที โดยที่มีเหล่าอัศวิน Hollow มากมายไล่ตามหลังมาติด ๆ ...แต่ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาคิดเล็กคิดน้อยอีกแล้ว เขาเดิมพันชีวิตทั้งหมดเพื่อกระโดดข้ามสะพานที่ดูจะไกลเกินเอื้อมเเบบหมาจนตรอก


( ภาพประกอบ : หอคอยโดดเดี่ยวทางด้านซ้าย  )


เหมือนฟ้าดลบันดาล! ในจังหวะที่พระเอกของเรากำลังส่งแรงผ่านปลายเท้าพอดี ลูกระเบิดเพลิงก็ดันลงมาตกอยู่ข้างหลังเขาพอดิบพอดี เเละสร้างแรงผลักส่งตัวเขาลอยข้ามไปยังฝากหนึ่งได้อย่างปาฏิหาริย์ ทิ้งให้พวกอัศวิน Hollow ที่ตามมาจมหายกลายเป็นขี้เทาในกองเพลิง

เจ้าของเสียงปริศนารีบลากคอ Undead นิรนามที่กำลังหน้าคลุกดินเข้ามาหลบข้างในหอคอยโดดเดี่ยวอย่างรวดเร็ว เจ้าบุรุษปริศนาคนนั้นได้เเต่งกายคล้ายกับพวกนักรบจากนคร Berenike เเต่มันก็ไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามที่เเท้จริงของตน(หรืออาจจะเป็นเพราะหลงลืมไปเเล้วเนื่องจากกำลังกลายเป็น Hollow )


( ภาพประกอบ : Crestfallen Merchant ชายผู้คงสติได้ด้วยการปอกลอกคนตาย เเละยึดติดกับความโภคภายในจิตใจ  )


ยังไม่ทันที่เเผลไฟไหม้จะหายดี เจ้าอัศวินปริศนาก็เอ่ยปากบอกกับ Undead นิรนาม ว่าถ้าหากเขากำลังจะกลายเป็น Hollow ตัวมันก็ขอให้เขาทิ้งสัมภาระและชุดเกราะทั้งหมดเอาไว้ที่นี่ เพราะถ้าหากตายไปยังไงก็คงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่ดี Undead นิรนามเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่เเท้จริงของไอ้หมอนี่ทันที เขาจึงไม่ตอบคำถาม…

เมื่อได้เเต่เพียงความเงียบย้อนกลับมาเจ้าอัศวินก็วีดเเตก เเละงัดคำพูดบั่นทอนจิตใจเพื่อพยายามให้พระเอกของเราหมดสิ้นศรัทธาต่อคำทำนายให้ได้เหมือนกับตน ด้วยการยกตัวอย่างเหล่าคนบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายในอดีต อย่างเช่นราชันนักรบ Rendal ผู้เลื่องลือก็ยังยอมเเพ้, จอมทัพอัศวินเหล็กทมิฬ Tarkus ก็หายตัวสาบสูญไร้ร่องรอย, มหาจอมเวทย์ชื่อดัง Big Hat Logan ก็ยังถูกจับคุมขังอยู่ในคุก… เหล่าบรรดาบุคคลในตำนานมากมาย ต่างเคยพยายามฝ่าฟันมานานนมเป็น 100 ปีแต่ก็หาได้มีใครเคยทำสำเร็จไม่!


( ภาพประกอบ : ภายในเกมกุญเเจที่ใช้ช่วย Big Hat Logan นั่น อยู่ไม่ไกลจากหอคอยโดดเดี่ยวทางด้านซ้ายมากนัก )

Undead นิรนามรู้สึกสะดุดหูเข้ากับชื่อ Big Hat Logan เป็นอย่างมาก คุ้น ๆ ว่าเคยได้ยินเจ้าพ่อมดน้อย Griggs เอยถึงผ่าน ๆ เขาจึงได้ลองสอบถามถึงสถานที่คุมขังดังกล่าว และได้ความว่า Big Hat Logan ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้กำแพงหินลับ ซึ่งจะต้องประยุกต์พลิกแพลงกับดักลูกหินใน Sens Fortress เพื่อทำลายกำแพงเข้าไป

หลังได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามกล่าวขอบคุณเจ้าพ่อค้าความตาย แต่กลับได้รับเพียงเสียงสาปแช่งว่าขอให้เขาถูกถลกหนังทั้งเป็น… พระเอกของเราเริ่มออกสำรวจตามหาคุกลับภายใน Sens Fortress เเละสามารถช่วยจอมเวทย์ Big Hat Logan ออกมาได้อย่างปลอดภัย


( ภาพประกอบ : Big Hat Logan หนึ่งในจอมเวทย์ที่ปราดเปรื่องที่สุดในประวัติศาสตร์ )


เจ้าจอมเวทย์กล่าวขอบคุณพระเอกของเราอย่างยกใหญ่ แล้วจึงเล่าว่าตนเองเป็นหนึ่งในพวกที่พยายามบุกเข้าไปในเมืองหลวง Anor Londo แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนเขาได้เห็นพวก Man Serpent จับกุมนักบวชหญิงนางหนึ่ง เเละส่งตัวเข้าไปในเมืองหลวงผ่านเส้นทางลับ เเละด้วยความอับจนหนทางเขาก็เลยคิดโง่ ๆ ลองยอมให้พวก Man Serpent จับกุม เพื่อหวังจะได้ตั๋วฟรี...เเต่ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

Undead นิรนามรู้ได้ทันทีว่านักบวชสาวที่ว่าจะต้องเป็น Rhea อย่างแน่นอน ซึ่งมันยิ่งทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นไปอีก เพราะว่านางอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้ Undead นิรนามแนะนำให้ Big Hat Logan กลับไปตั้งหลักใน Firelink Shrine เสียก่อน เพราะว่าเจ้าลูกศิษย์ของเขา Griggs กำลังร้อนใจตามหาอยู่

ทว่าก่อนที่จะแยกย้าย พระเอกของเราก็ได้ลองถาม Big Hat Logan ถึงคำแนะนำในการผ่าน Sens Fortress แต่เจ้าจอมเวทย์กลับส่ายหัวเบา ๆ พร้อมกล่าวว่าถ้าหาก Undead นิรนามสามารถฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ ก็แสดงว่าฝีมือได้ก้าวข้ามตนเองไปแล้ว ตัวจึงมิอาจมีสิ่งใดแนะนำได้อีก...นอกเสียจากเวทมนตร์เล็กน้อย ๆ ซึ่งจะให้สั่งสอนกันตอนนี้เลยก็คงไม่เหมาะนัก


( ภาพประกอบ : Big Hat Logan เป็น NPC คนสำคัญสำหรับผู้เล่นสาย Sorcery เขาขายทั้ง White Dragon Breath, White Dragon Breath, เเละ Great Heavy Soul Arrow )


Undead รีบกลับขึ้นไปยังดาดฟ้าเเดนสังหารอีกครั้ง แต่คร่านี้เขาพกเอาความห่วงใยที่มีต่อนักบวชสาว Rhea ติดตัวมาด้วย...ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่จอมปาลูกระเบิด หรือพวกอัศวิน Hollow ก็มิอาจหยุดชายคนนี้ได้อีกต่อไป เหลือเเต่เพียงปราการด่านสุดท้ายอย่าง Iron Golem นายทวารผู้พิทักษ์แห่ง Anor Londo


( ภาพประกอบ : ท่าผ่าอากาศของ Iron Golem ที่จะใช้โจมตีในระยะไกล )


Undead นิรนามพยายามออกสำรวจพื้นรอบ ๆ Sens Fortress ทุกตารางนิ้วเผื่อว่าจะเจออะไรดี ๆ กับเขาบ้าง จนกระทั่งบังเอิญไปได้ยินเสียงคล้ายกับเหล็กปะทะกัน ดังสนั่นมาจากหาหอคอยทางด้านขวาของป้อมปราการ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พระเอกของเราจึงได้ลองตามไปดูที่มาของเสียง เเละได้พบกับอัศวิน Undead สองตนกำลังเหวี่ยงดาบเข้าฟาดฟันใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ตามวิสัยปกติเเล้ว พวก Hollow จะไม่หันดาบเข้าฆ่าฟันกันเอง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหนึ่งในสองอัศวินจะต้องมีใครสักที่ยังไม่กลายเป็น Hollow... พระเอกของเราจึงทดลองเอ่ยเสียงเรียกร้องความจนใจ เเละปรากฏว่าเจ้าอัศวินคนหนึ่งซึ่งมีท่าทางคล่องเเคล่ว กลับวิ่งตรงปรี่เข้ามาหมายจะทำลายตัวเขา อันกลายเป็นเปิดช่องโหว่ให้อัศวินอีกคน ใช้ดาบยาวแทงทะลุหน้าอกคู่กรณีจนสิ้นชีวิต

เจ้าบุคคลที่เพิ่งจะตายไปครู่นี้ก็คือเจ้าชาย Ricard แห่งนคร Astora ซึ่งกลายเป็น Hollow ไปเเล้ว ส่วนอัศวินอีกคนมีนามว่า Tarkus นักรบเหล็กทมิฬแห่งนคร Berenike... โดยบุคคลทั้งสองต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรที่เเพ้พ่ายต่อป้อมปราการ Sens Fortress


( ภาพประกอบด้านซ้าย : ชุดเกราะของเจ้าชาย Ricard แห่งนคร Astora จะมีความคล้ายกับ Oscar เเห่ง Astor เป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนเเผนระหว่างพัฒนาตัวเกมอย่างฉับพลัน )


( ภาพประกอบด้านขวา : Concept Art ของ  Tarkus )


แม้ว่าการต่อสู้จะจบลงแล้วก็ตาม แต่เจ้า Tarkus ก็ยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอะไรเลยราวกับเป็นหุ่นไล่กา ซึ่งไม่รู้เป็นเพราะนิสัยขี้อายส่วนตัวหรือว่ามันกำลังจะกลายเป็น Hollow กันแน่... พระเอกของเราจึงลองใช้ภาษามือสื่อสารแล้วชี้ไปทางเจ้า Iron Golem ด้วยหวังให้เจ้าอัศวินคนนี้ยอมตกลงปลงใจช่วยเขาต่อสู้กับมัน ซึ้งเจ้า Tarkus ไม่ได้เปล่งเสียงอะไรออกมา ทำเเต่เพียงแค่พยักหน้าเพื่อสื่อสารว่าตามนั้น

ทั้งสองใช้เวลาวางแผนการอยู่นานนมเกินความจำเป็น เพราะว่าเจ้า Tarkus มันไม่ยอมพูดอะไรเลย เอาแต่ผงกหัวรับทราบอย่างเดียว Undead นิรนามจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลุยงานของจริงไปเลย ผิดพลาดตรงไหนค่อยมาคุยเเก้งานกันทีหลัง


( ภาพประกอบ : Black Iron Greatshield โล่ประจำตัวของเจ้า Tarkus ซึ่งจะเพิ่มค่าต้านทานไฟถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นโล่ป้องกันไฟที่ดีที่สุดอันดับสองของเกม  )


ธรรมดาในการต่อสู้ระหว่างคนที่มีขนาดตัวต่างกัน คนตัวใหญ่มักจะต้องก้มตัวให้ต่ำลงเพื่อให้ง่ายต่อการจับตัวหรือเเลกหมัด… เเละยิ่งไม่ต้องพูดถึงในกรณีระหว่างยักษ์กับมนุษย์ ที่สามารถวิ่งไปมาเป็นหนูน้อยซุกซนรอบ ๆ ตัวเจ้า Iron Golem

Undead พยายามกดดันให้เจ้ายักษ์เปลี่ยนมาใช้ท่อนขาเพื่อกระทืบพื้น ซึ่งเป็นจังหวะที่เขากำลังเฝ้ารออยู่! ทันทีที่มันกำลังจะยกเท้าเตรียมตัวจะกระทืบพื้น Undead นิรนามก็จะรีบวิ่งไปจู่โจมใต้ข้อพับของขาอีกข้าง สร้างภาระให้เเก่หัวเข่ามันทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมันเสียหลักหกล้มลงในที่สุด


( ภาพประกอบ : จังหวะที่ Iron Golem โจมตีพลาดก็คือจังหวะสวนกลับที่ดีที่สุด )


แผนขั้นต่อมาก็คือให้เจ้า Tarkus ใช้เเรงอันมหาศาล ระดมฟาดซ้ำเติมเข้าใส่หัวเข่าซึ่งหลอมมาจากเหล็กกล้าโดยไม่หยุดไม่หย่อน เเม้ว่ามือจะบวมเป่งจนกลายเป็นลูกตำลึงสีเเดงเเล้วก็ตาม เพราะไม่งั้นเจ้า Iron Golem จะกลับมายืนตั้งหลักได้ เรียกง่าย ๆ ว่าศึกนี้แพ้ชนะตัดสินกันที่ความถึก

เมื่อทารุณกรรมหัวเข่าจนสาเเก่ใจ Undead นิรนามก็ส่งสัญญาณบอกให้ Tarkus ถอยห่างออกมา เพื่อปล่อยให้เจ้า Iron Golem ใช้ขาค้ำยันลำตัวของมันขึ้นมายืนตั้งตรงอีกครั้ง... เสียงเบียดเสียดระหว่างเหล็กกล้าดังสนั่นออกมาผ่านข้อต่อที่บิดเบี้ยว ชั้นเกราะหนาที่เคยเป็นเครื่องป้องกันชั้นดีบัดนี้กลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง เข้าฉีกกระชากหัวเข่าของเจ้ายักษ์เหล็กจนไม่เหลือชิ้นดี

ในที่สุดเจ้า Iron Golem ก็ล้มหัวคะมำลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เฉกเช่นเดียวกับเหล่าอัศวินมากมายที่เคยถูกมันโยนลงจากหอคอย เป็นอันจบสิ้นตำนาน Sens Fortress ป้อมปราการที่ไม่มีใครเคยพิชิตได้มากว่าพันปี!


( ภาพประกอบ : จังหวะที่เจ้า Iron Golem ล้มลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง )


 

ดินแดนแห่งมายาคติ Anor Londo


ในท้ายที่สุดการเดินทางอันยากลำบากบนเส้นด้ายเเห่งคำนาย The First Flame ก็เปิดออก เหล่า Bat Wing Demon จำนวนมากต่างกระพือปีกบินกรูกันเข้ามาหอบร่างของอัศวินทั้งสอง พาลอยตัวขึ้นไปจนเหนือจุดบนสุดของกำเเพงเเห่งเมืองหลวง Anor Londo...

รัศมีสีเหลืองทองจนเเสบตา พุ่งทแยงเข้าสู่ดวงตาของ Undead นิรนามเเละเจ้า Tarkus โอ้อวดปราสาทราชวังที่โอ่อ่ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ช่างแตกต่างกับบ้านเมืองของมนุษย์ภายนอกกำเเพงราวกับเป็นคนละโลก ทั้งดูสะอาดตา, สวยงาม, เเละยิ่งใหญ่สมคำลำลือจริง ๆ


( ภาพประกอบ : ดินเเดนต้องห้าม เเละเมืองหลวงของเหล่าเทพเจ้า Anor Londo )


ประโยคที่กล่าวออกไปก่อนหน้านี้ คือความคิดเเวบเเรกภายในหัวของมนุษย์ธรรมดาอย่าง Undead นิรนาม… ตัวเขามิอาจจะล่วงรู้ได้เลยว่า ความตระการตาที่อยู่ตรงหน้า เป็นเพียงเเค่ภาพมายาของเทพเจ้าองค์สุดท้าย Gwyndolin บุตนชายคนท้องของเทพเเห่งพระอาทิตย์

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีว่าหลังจากที่ Gwyn ได้สิ้นเสียชีวิตลง อาณาจักรที่เขารักนักรักหนาก็พลันเสื่อมสูญจนไม่เหลือเค้าเดิม ทำให้เผือกร้อนต้องตกไปอยู่ในมือของ Gwyndolin ผู้เต็มใจรับหน้าสานต่อคำโกหกเเห่ง The First Flame ต่อไป สายเลือดเเห่งขัดติยะคนสุดท้าย ได้ใช้พลังเวทมนตร์อันเป็นพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด เนรมิตสร้างภาพลวงตาให้เสมือนประหนึ่งว่าเมืองหลวง Anor Londo ยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกรดังเช่นวันวาน

แต่ทว่าคำโป้ปด ก็ยังคงเป็นคำโป้ปดอยู่วันยังค่ำ เหล่าราษฎรภายในเมืองต่างเริ่มสะกิดใจระแคะระคายถึงความจริงข้อนี้ และต่างพากันทยอยหลบหนีไปพร้อม ๆ กับเหล่าเทพเจ้าองค์อื่น ซึ่งรับรู้ถึงวงจรอุบาทว์แห่งประถมเพลิง

จัตุรัสกลางเมืองที่เคยคร่าครำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มาตอนนี้กลับเงียบสนิทลงราวกับป่าช้า จนแม้แต่ตัว Gwyndolin เอง ก็ยังคลายเวทมนตร์ภาพลวงตาออกบางส่วน เนื่องจากมันไม่เหลือประชาชนให้ต้องล้างสมองอีกแล้ว


( ภาพประกอบ : ภาพที่กำลังดูอยู่นี้ คือทัศนียภาพของฉากหลังในเเผนที่ Anor Londo ซึ่งได้จากการใช้โปรเเกรมเเฮ็กเพื่อเข้าไปดูในระยะใกล้ )


กองกำลังหลักอย่างพวก Silver Knight ต่างถูกเรียกตัวกลับเข้ามารักษาการภายในวังหลวง เคียงคู่กับเหล่าทหารยักษ์ Sentinel ซึ่งมีสติปัญญาไร้เดียงสาเกินกว่าจะล่วงรู้ ว่าตนกำลังถูกหลอกใช้ให้ปกป้องสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

เหล่าอสูรชั้นต่ำอย่างพวก Bat Wing Demon เเละรูปปั้นไร้ชีวิตอย่าง Gargoyle ต่างก็ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในกองกำลังหลักสำหรับรักษาวังหลวง อันเป็นการบอกกลาย ๆ ว่าเมืองหลวง Anor Londo กำลังเข้าตาจนเสียแล้วจริง ๆ

m.r.lionman
นักเขียน
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 09/04/64
FINAL FANTASY VIII Remastered
SQUARE ENIX Co.,Ltd.
A Game of Thrones: The Board Game
Asmodee Digital
Agent Bon‪e
Ohayoo
Golazo!
Purple Tree
Cats in Tim‪e
PINE STUDIO
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 09/04/64
Sea of Thieves
Rare Ltd
Oddworld: Soulstorm
Cozy Grove
Spry Fox LLC
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 14 ป้อมปราการแห่งดินเเดนเทพเจ้า กับดวงจิตอันไม่เที่ยงของมนุษย์
04/11/2020

สวัสดีครับ! กระผมยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบสี่ โดยในบทนี้พวกเราจะมาดูกันว่าหลังจาก Bells of Awakening ทั้งสองใบถูกลั่นระฆัง เพื่อให้ประตูของ Sens Fortress อันเป็นด่านหน้าแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เปิดออก… เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กระผมก็ขอนำทุกท่านเข้าสู่บทความ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบสี่ “ป้อมปราการแห่งดินเเดนเทพเจ้า กับดวงจิตอันไม่เที่ยงของมนุษย์”


( ภาพประกอบ : ปากทางสู่เมืองหลวง Anor Londo เเห่งเหล่าเทพเจ้า เเต่มันช่างดูมืดมนไร้ซึ่งความหวัง เสียจนเเม้เเต่เเสงสว่าง ก็มิอาจส่องเข้าไปถึงข้างในได้ )


< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 


บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่


บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด


บทที่เก้า l บทที่สิบ l บทที่สิบเอ็ด l บทที่สิบสอง


บทที่สิบสาม




เริ่มบททดสอบ


Undead นิรนามลุกพรวดตื่นขึ้นจากการสลบไสล และได้พบว่าตนเองเดินทางมาถึงยัง Firelink Shrine ตั้งเเต่เมื่อไรก็มิอาจทราบได้ เขาจำได้เเต่เพียงความฝันประหลาดว่าตนได้สังหารเหล่าอสูรแห่ง Izalith ไปนับถ้วนอย่างโหดเหี้ยม... แต่ทันก่อนที่เขาจะนึกอะไรออก จู่ ๆ ก็มีเสียงของเจ้าจอมเวทย์น้อย Griggs  และพ่อมดเพลิง Laurentius กล่าวทักทายขึ้น เหล่าคนจรทั้งสองต่างกล่าวว่าเมื่อหลายวันก่อนได้มีเสียงระฆังดังขึ้นมาจากหุบเหวลึกเบื้องล่าง พวกตนจึงสามารถอนุมานได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นพระเอกของเราอย่างแน่นอน

Undead นิรนามเริ่มออกมองไปรอบ ๆ และสังเกตเห็นว่า Bonfire ที่เคยสุกสว่างโชติอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับดับสนิทลงอย่างน่าประหลาดใจ เจ้า Griggs จึงได้เล่าว่าหลังจากเสียงระฆังใบที่สองเริ่มดังขึ้น บนโลกเบื้องบนก็ได้เกิดเรื่องปั่นป่วนต่าง ๆ นา ๆ ขึ้นมากมาย

โดยเรื่องแรกก็คือเจ้า Lautrec ที่จู่ ๆ มันก็ดันลงมือฆ่าแม่นาง Anastacia และเก็บเอาดวงจิตเเห่ง Fire Keeper ติดตัวมุ่งหน้าเข้าไปยัง Sens Fortress เหลือทิ้งเอาไว้แต่เครื่องรางปริศนาอย่าง Black Eye Orb ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่ามันใช้ทำอะไรกันเเน่


( ภาพประกอบ : Bonfire ภายใน Firelink Shrine ที่ดับลง )



( ภาพประกอบ : Black eyes orbs เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเควสของเจ้า Lautrec   )


เมื่อได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามก็แทบไม่อยากจะเชื่อหู เขากล่าวโต้เถียงหัวชนฝากับสองพ่อมดอยู่นานจนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีก จึงได้หันไปพูดคุยเจ้า Crestfallen Warrior ชายผู้ซึ่งเคยปรามาสเขาไว้ในอดีตว่าไม่มีทางลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบได้อย่างเเน่นอน

เจ้า Crestfallen Warrior เริ่มกล่าวโทษว่าคนที่ทำให้ผืนปฐพีลุกเป็นไฟก็คือ Undead นิรนาม (พูดด้วยความอิจฉา) การลั่นระฆังได้ทำให้มี Undead มากมายเดินผ่านที่แห่งนี้เป็นพัลวันจนวุ่นวาย และไหนจะปีศาจคอยาวซึ่งส่งกลิ่นอายความเหม็นโชยออกมาโบสถ์ร้าง จนผู้คนแทบจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้


( ภาพประกอบ : โฉมหน้า Primordial Serpent ที่ชื่อว่า Frampt ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเทพเจ้า Gwyn คอยทำหน้าที่เป่าหู Undead ให้ทำตามคำทำนาย )


Undead นิรนามรู้สะกิดใจกับคำว่า “ปีศาจคอยาว” เขาจึงลุกขึ้นเดินไปดูให้เห็นกับตาตนเอง และก็ได้พบกับสัตว์ประหลาดรูปร่างผิดธรรมชาติ ผิวสีดำของมันดูแข็งหยาบกระด้างราวกับหนังควาย หัวและคอมีรูปร่างดูคล้ายกับค้อนปอนด์ที่สามารถโยกเยกไปมาได้อย่างผิดรูป ริมฝีปากอันไร้ซึ่งหนังปกคลุมได้เผยให้เห็นแถวฟันบนและล่างอันน่าเกลียดที่ส่งเสียงคบเคี้ยวกันไปมาอยู่ตลอดเวลา…

เเต่ถึงรูปร่างจะไม่ได้ดูน่าพิสมัย เจ้าประหลาดก็แนะนำตัวเองอย่างสุภาพ มันบอกว่าตนเองคือเผ่าพันธุ์งูดึกดำบรรพ์ Primordial Serpent ซึ่งมันมีชื่อว่า Frampt ข้ารับใช้คนสนิทของเทพเจ้า Gwyn

Frampt เริ่มเอ่ยถามพระเอกของเราว่าเขาเป็นคนที่ลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบหรือไม่ ซึ่งเมื่อพระเอกตอบว่าใช่ ท่าทีของมันก็ดูเหนื่อยหน่ายราวกับว่าได้ยินคำตอบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน Frampt ได้แนะนำให้ Undead นิรนามเดินทางต่อไปยัง Sens Fortress เพื่อเข้ารับการทดสอบขั้นต่อไป เหมือนกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้…


( ภาพประกอบ : ภาพ Concept Art ของ Sens Fortress ที่พบใน Anor Londo )


หลังได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามตกใจอย่างมาก! เพราะถ้าหากว่า Frampt พูดจริง ก็แสดงว่าตอนนี้เขากำลังถูกคนอื่นช่วงชิงผลงานอันยากลำบากไปต่อหน้าต่อตา

พระเอกของเรารีบตระเตรียมเสบียงและข้าวของจำเป็นทันทีเพื่อออกเดินทาง เเต่ก่อนจะจากไปเขาได้บอกกับเจ้า Laurentius ว่าตนได้พบแม่มดเพลิงคนหนึ่งที่ยังคงอาศัยอยู่ใน Blighttown ซึ่งนางอาจจะเป็นคนที่เจ้าพ่อมดเพลิงกำลังตามหาอยู่ก็ได้

เมื่อร่ำลากันเสร็จ Undead นิรนามก็ออกเดินทางต่อไป โดยไม่ลืมที่จะพก Black Eye Orb ติดตัวมาด้วย เพราะว่าเขาต้องการใช้เจ้าสิ่งนี้เค้นเอาความจริงจากปากของสหายร่วมรบให้ได้ ว่าเหตุใดกันถึงได้ลงมือฆ่า Fire Keeper Anastacia อย่างโหดเหี้ยม


( ภาพประกอบ : ภายในเกมถ้าหากผู่เล่นฆ่าเจ้า Lautrec ก่อนลั่นระฆัง Bells of Awakening เเล้วละก็ Anastacia ก็จะไม่ถูกฆ่า… เเต่ก็จะอดได้ชุดเกราะของมันตามไปด้วย )


พระเอกของเราขึ้นลิฟต์ต่อไปยังโบสถ์ร้างภายใน Undead Burg ซึ่งเป็นทางผ่านอันนำไปสู่ Sens Fortress และเเน่นอนเขาไม่ลืมที่จะไปเยี่ยมเยือนเเม่นักบวชสาว Rhea เเต่ทว่าก็หานางไม่เจอเเม้เเต่เงา พบเพียงข้าวของที่ตกหล่นกระจัดกระจาย ราวกับว่ามีการต่อสู้ในโบสถ์เเห่งนี้ก็ไม่ปาน

Undead นิรนามรู้สึกร้อนรุ่มเป็นอย่างมาก เนื่องจากกังวลว่านางอาจจะโดนเจ้า Lautrec สังหารไปอีกคน… เขาจึงรีบเดินทางผ่านบานประตูหน้ายักษ์ที่ครั้งหนึ่งเคยปิดตาย และได้พบกับทหารยาม Man Serpent ซึ่งมีหัวเป็นงูแต่ร่างกายเป็นมนุษย์ คอยยืนรับน้อง(ดักตี)เหล่าผู้กล้าทั้งหลายที่อาจหาญเข้ามาภายใน Sens Fortress


( ภาพประกอบด้านซ้าย : เหล่า Man Serpent เป็นลูกสะมุนโดยตรงของมังกรไร้เกร็ด Seath  )


( ภาพประกอบด้านขวา : Man Serpent บางประเภทได้รับการเรียนรู้พลังสายฟ้าทั้งๆที่เป็นธาตุเเพ้ทางของเผ่าพันธุ์มังกร )


 

ปากทางสู่แดนสวรรค์


ในครั้งอดีต เมืองหลวง Anor Londo เคยเป็นสถานที่อันรุ่งโรจน์ และยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเหล่าอัศวินชั้นสูง Silver Knight จะออกตรวจตราตามป้อมปราการหลายแห่งทั่วดินแดน Lordran เพื่อโอ้อวดแสนยานุภาพของเทพเจ้าสูงสุดอย่าง Gwyn ต่อบรรดาแขกเหรื่อมากมายที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยือน…

ทว่าในปัจจุบันก็อย่างที่เรารู้ ๆ กัน เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่ารอบกองไฟ เหล่า Silver Knight ต่างพากันถอยร่นกลับเข้าไปในเมืองเหลวง Anor Londo และสร้างหุ่นไม้อัศวินขึ้นมาใช้ตบตาใครก็ตามที่คิดจะบุกยึดดินแดนเเห่งเทพเจ้า ซึ่งแน่นอนว่านานวันเข้าเล่ห์กลง่าย ๆ เเบบนี้ ก็พลอยเสื่อมถอยตามก้อนอิฐเเละปูนของป้อมปราการทั่วดินเเดน Lordran

ภายในช่วงเวลาเเห่งการเสื่อมถอย เหล่าเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo จำเป็นต้องจัดสรรกำลังพลให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในนั้นก็คือการเปลี่ยน Sens Fortress ให้กลายเป็นลานกับดักมรณะ เพื่อใช้ทดสอบเหล่าแมงเมาที่หลงใหลคลั่งไคล้ต่อคำทำนายเเห่ง The First Flame


( ภาพประกอบ : ชุดเกราะหรูหราของ Silver Knight ได้ถูกนำมาสวมให้กับหุ่นไม้มากมายอย่างเสียของ ซึ่งเเสดงให้เห็นกลาย ๆ ว่าจำนวนทหารมันมีน้อยกว่าชุดเกราะมาก ๆ )


นิยามทั่วไปของป้อมปราการ ก็คือสถานที่อันแข็งแกร่งและยากต่อการบุกทะลวงโจมตี แต่โครงสร้างภายใน Sens Fortress ไม่ถูกสร้างให้เป็นกำแพงชั้นหินปิดตายแต่อย่างใด ทว่ากำแพงของสถานที่แห่งนี้ กลับไม่ได้ยากเกินกว่าความพยายามของมนุษย์ที่จะปีนป่ายฝ่าเข้าไป เเละในอดีตก็เคยมีผู้คนมากมายบุกทะลวงเข้าไปใน Sens Fortress มาเเล้วหลายครั้ง ด้วยคิดว่าการลั่นระฆัง Bells of Awakening ก็เป็นเพียงพิธีกรรมปาหี่… ซึ่งเเน่นอนถ้าหากว่ามันสำเร็จจริง ป่านนี้ Undead นิรนามก็คงไม่ถ่อมาถึงที่นี้ด้วยตัวเอง

เหล่าผู้ทะนงตนทั้งหลาย ต้องพบเจอกับโครงสร้างภายในป้อมปราการอันวกวนไปมา เเละต้องคอยระแวงการถูกสุ่มโจมตีอยู่ตลอดเวลาจากทั่วทุกหัวมุมทางเดิน นี่ยังไม่นับรวมไปถึงกับดักอีกมากมาย อย่างเช่นกลไกแป้นเหยียบที่จะยิงลูกดอกอาบยาพิษออกมา, ใบขวานยักษ์ขนาดมหึมาที่จะเหวี่ยงใส่ทุกคนที่พยายามข้ามสะพานไปอีกฟาก, พื้นโคลนเหนี่ยวหนืดซึ่งจะจับเหล่าผู้คนที่ตกลงมาเบื้องล่าง ให้ถูกพวกอสูรเพชฌฆาต Titanite Demon บดขยี้

สรุปง่าย ๆ Sens Fortress ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อป้องกันคนบุกรุกเข้ามา เเต่ถูกสร้างเพื่อกักขังคนเอาไว้ข้างในต่างหาก!


( ภาพประกอบ : บรรยากาศภายใน  Sens Fortress ชั้นล่าง )



( ภาพประกอบ :  ลิฟต์ที่จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อถูกคนจากชั้นบนหย่อนลงมาให้เพียงเท่านั้น  )


เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะพอเข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดกันจึงต้องมีคำนายให้ Undead ไปลั่นระฆัง Bells of Awakening ทั้งสองใบเสียก่อน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติหลาย ๆ ประการ ให้มั่นใจว่าผู้ถูกเลือกจะสานต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ เเละเลือกที่จะต่อชีวิตให้กับ The First Flame ( ยอมเป็นเบี้ยบนกระดานให้เเก่เทพเจ้า )


( ภาพประกอบ : บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ Undead นิรนามเคยเผชิญ ต่างหล่อหลอมทำให้เขากลายเป็นคนที่เเข็งเเกร่ง )


Undead นิรนามคือบุคคลที่เข้าใกล้คำว่าผู้ถูกเลือกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นกับดักพื้น ๆ ภายใน Sens Fortress จึงมิอาจทำอันตรายเขาได้เลย... เเต่เเน่นอนว่าเหล่าเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo (เเละผู้พัฒนาเกม) ก็ได้คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้เเล้วเช่นกัน พวกเขาจึงได้มอบบททดสอบใหม่ ๆ ให้เเก่พระเอกของเราได้เรียนรู้ ราวกับต้องการจะบอกว่าอย่าทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้ว


( ภาพประกอบ : กลไกลูกหินยักษ์ที่จะกลิ้งลงมาทับเหล่า Undead ที่ดื้อด้าน )



( ภาพประกอบด้านซ้าย : อสูร Mimic ที่จะปลอมตัวเป็นหีบสมบัติสามารถสังหารผู้เล่นได้ง่ายๆ หากไม่ระวังตัว )


( ภาพประกอบด้านขวา : Lloyds Talisman เป็น Item สำหรับ PVP เเต่สามารถใช้กับ Mimic เพื่อทำให้มันหลับเเละขโมยของที่อยู่ในปากของมันได้ )


หลังงมหาทางขึ้นอยู่นาน ในที่สุด Undead นิรนามก็เดินทางขึ้นมาถึงยังชั้นดาดฟ้าของ Sens Fortress จนได้ เเละเขาก็ได้พบคำตอบว่าสิ่งใดกันเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่เคย Undead เคยผ่านสถานที่เเห่งนี้ไปได้…

ร่างกายของมันทำจากเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว ขนาดตัวอันใหญ่โตมโหฬารราวกับยักษาช่างดูขัดเเย้งกับส่วนหัวที่เล็กผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ บริเวณกลางลำตัวมีรูโหว่กลวงโบ๋สีดำทมิฬอันเกิดจากกระบวนการถ่ายเทพลังวิญญาณจากซากกระดูกของมังกรนิรันดรเข้าไปสิงสู่ในสิ่งไม่มีชีวิต... จนบังเกิดเป็นยักษ์เหล็ก Iron Golem นายทวารเเละปาการด่านสุดท้ายเเห่ง Sens Fortress


( ภาพประกอบ : โฉมหน้าของ Iron Golem ผู้เคยสังหารความฝันของเหล่าผู้กล้ามาเเล้วมากมาย )


เจ้า Iron Golem มิใช่สิ่งเดียวที่คอยทำหน้าที่ปกป้องดาดฟ้าเเห่งนี้ เเต่ยังมีพวกบรรดาเผ่าพันธุ์ยักษาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจทดสอบเหล่า Undead ไปชั่วนิรันดร์ เนื่องจากพวกยักษาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวหลายพันปี เเละมีนิสัยยึดถือสัจจะเป็นที่สุด พวกมันจึงทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยกล่าวไว้กับเหล่าเทพเจ้าเรื่อยมาโดยไม่ปริปากบ่น... (ช่างน่าสงสาร)

อุปสรรคต่อไปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือเหล่าอัศวินแห่ง Balder, และ Berenike ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพวกที่ทะนงตนจนละเลย Bells of Aweakening เเละบุกเข้าโจมตี Sens Fortress เเต่ก็ทำไม่สำเร็จ โดยบัดนี้พวกมันได้กลับกลายเป็น Hollow ไร้สติสตางค์เที่ยวออกเดินมาตามดาดฟ้า เเละเข้าจู่โจม Undead ทุกคนประหนึ่งกับว่าต้องการจะให้ล้มเหลวเหมือนกับมัน


( ภาพประกอบ : Concept Art ของพวกยักษาใน Sens Fortress  )


Undead นิรนามแลเห็นแล้วว่าพื้นที่บนดาดฟ้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับทุ่งสังหารดี ๆ นี่เอง เขาจึงถอดชุดเกราะอันหนักอึ้งทิ้งเสีย เเละเปลี่ยนไปใส่ชุดเบา ๆ ที่เน้นความคล่องแคล่วในการวิ่งหลบหลีกลูกระเบิดที่พวกยักษาปามา กับเพื่อสลัดฝูงอัศวิน Hollow ที่หมายตามมาจะเอาชีวิตเขา

Undead นิรนามวิ่งหนีจนขึ้นมาถึงสะพานสามเเยกแคบ ๆ โดยด้านซ้ายเป็นทางขาดซึ่งจะนำไปสู่หอคอยโดดเดี่ยวอันดูไม่น่ามีอะไร ส่วนด้านขวาจะนำไปสู่ทางขึ้นสู่ชั้นถัดไป ทว่าโชคร้ายเพราะทางขึ้นได้ถูกสะเก็ดเพลิงจากระเบิดเผาไหม้จนไปต่อไม่ได้เเล้ว พระเอกของเราจึงตัดสินใจว่าจะวิ่งกลับทางเดิมเพื่อไปตั้งหลักใหม่เสียก่อน... แต่ก็เหมือนหนีเสื้อปะจระเข้เพราะพวกอัศวิน Hollow ที่เขาเคยละเลยไม่ยอมสังหาร ต่างวิ่งไล่ตามมาจนกลับทางเดิมไม่ได้อีกแล้ว


( ภาพประกอบ : หนึ่งในอัศวินเเห่ง Berenike ที่กลายเป็น Hollow )


เเต่ท่ามกลางช่วงเวลามืดเเปดด้าน จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงตะโกนปริศนาดังมาจากทางหอคอยโดดเดี่ยวด้านซ้าย Undead นิรนามมองเห็นนับรบคนหนึ่งกำลังโบกมือเรียกเขาอยู่ตรงนั้น

โดยไม่ต้องคิดมากพระเอกของเราตัดสินใจวิ่งตรงปรี่ไปทางหอคอยโดดเดี่ยวทันที โดยที่มีเหล่าอัศวิน Hollow มากมายไล่ตามหลังมาติด ๆ ...แต่ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาคิดเล็กคิดน้อยอีกแล้ว เขาเดิมพันชีวิตทั้งหมดเพื่อกระโดดข้ามสะพานที่ดูจะไกลเกินเอื้อมเเบบหมาจนตรอก


( ภาพประกอบ : หอคอยโดดเดี่ยวทางด้านซ้าย  )


เหมือนฟ้าดลบันดาล! ในจังหวะที่พระเอกของเรากำลังส่งแรงผ่านปลายเท้าพอดี ลูกระเบิดเพลิงก็ดันลงมาตกอยู่ข้างหลังเขาพอดิบพอดี เเละสร้างแรงผลักส่งตัวเขาลอยข้ามไปยังฝากหนึ่งได้อย่างปาฏิหาริย์ ทิ้งให้พวกอัศวิน Hollow ที่ตามมาจมหายกลายเป็นขี้เทาในกองเพลิง

เจ้าของเสียงปริศนารีบลากคอ Undead นิรนามที่กำลังหน้าคลุกดินเข้ามาหลบข้างในหอคอยโดดเดี่ยวอย่างรวดเร็ว เจ้าบุรุษปริศนาคนนั้นได้เเต่งกายคล้ายกับพวกนักรบจากนคร Berenike เเต่มันก็ไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามที่เเท้จริงของตน(หรืออาจจะเป็นเพราะหลงลืมไปเเล้วเนื่องจากกำลังกลายเป็น Hollow )


( ภาพประกอบ : Crestfallen Merchant ชายผู้คงสติได้ด้วยการปอกลอกคนตาย เเละยึดติดกับความโภคภายในจิตใจ  )


ยังไม่ทันที่เเผลไฟไหม้จะหายดี เจ้าอัศวินปริศนาก็เอ่ยปากบอกกับ Undead นิรนาม ว่าถ้าหากเขากำลังจะกลายเป็น Hollow ตัวมันก็ขอให้เขาทิ้งสัมภาระและชุดเกราะทั้งหมดเอาไว้ที่นี่ เพราะถ้าหากตายไปยังไงก็คงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่ดี Undead นิรนามเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่เเท้จริงของไอ้หมอนี่ทันที เขาจึงไม่ตอบคำถาม…

เมื่อได้เเต่เพียงความเงียบย้อนกลับมาเจ้าอัศวินก็วีดเเตก เเละงัดคำพูดบั่นทอนจิตใจเพื่อพยายามให้พระเอกของเราหมดสิ้นศรัทธาต่อคำทำนายให้ได้เหมือนกับตน ด้วยการยกตัวอย่างเหล่าคนบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายในอดีต อย่างเช่นราชันนักรบ Rendal ผู้เลื่องลือก็ยังยอมเเพ้, จอมทัพอัศวินเหล็กทมิฬ Tarkus ก็หายตัวสาบสูญไร้ร่องรอย, มหาจอมเวทย์ชื่อดัง Big Hat Logan ก็ยังถูกจับคุมขังอยู่ในคุก… เหล่าบรรดาบุคคลในตำนานมากมาย ต่างเคยพยายามฝ่าฟันมานานนมเป็น 100 ปีแต่ก็หาได้มีใครเคยทำสำเร็จไม่!


( ภาพประกอบ : ภายในเกมกุญเเจที่ใช้ช่วย Big Hat Logan นั่น อยู่ไม่ไกลจากหอคอยโดดเดี่ยวทางด้านซ้ายมากนัก )

Undead นิรนามรู้สึกสะดุดหูเข้ากับชื่อ Big Hat Logan เป็นอย่างมาก คุ้น ๆ ว่าเคยได้ยินเจ้าพ่อมดน้อย Griggs เอยถึงผ่าน ๆ เขาจึงได้ลองสอบถามถึงสถานที่คุมขังดังกล่าว และได้ความว่า Big Hat Logan ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้กำแพงหินลับ ซึ่งจะต้องประยุกต์พลิกแพลงกับดักลูกหินใน Sens Fortress เพื่อทำลายกำแพงเข้าไป

หลังได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามกล่าวขอบคุณเจ้าพ่อค้าความตาย แต่กลับได้รับเพียงเสียงสาปแช่งว่าขอให้เขาถูกถลกหนังทั้งเป็น… พระเอกของเราเริ่มออกสำรวจตามหาคุกลับภายใน Sens Fortress เเละสามารถช่วยจอมเวทย์ Big Hat Logan ออกมาได้อย่างปลอดภัย


( ภาพประกอบ : Big Hat Logan หนึ่งในจอมเวทย์ที่ปราดเปรื่องที่สุดในประวัติศาสตร์ )


เจ้าจอมเวทย์กล่าวขอบคุณพระเอกของเราอย่างยกใหญ่ แล้วจึงเล่าว่าตนเองเป็นหนึ่งในพวกที่พยายามบุกเข้าไปในเมืองหลวง Anor Londo แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนเขาได้เห็นพวก Man Serpent จับกุมนักบวชหญิงนางหนึ่ง เเละส่งตัวเข้าไปในเมืองหลวงผ่านเส้นทางลับ เเละด้วยความอับจนหนทางเขาก็เลยคิดโง่ ๆ ลองยอมให้พวก Man Serpent จับกุม เพื่อหวังจะได้ตั๋วฟรี...เเต่ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

Undead นิรนามรู้ได้ทันทีว่านักบวชสาวที่ว่าจะต้องเป็น Rhea อย่างแน่นอน ซึ่งมันยิ่งทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นไปอีก เพราะว่านางอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้ Undead นิรนามแนะนำให้ Big Hat Logan กลับไปตั้งหลักใน Firelink Shrine เสียก่อน เพราะว่าเจ้าลูกศิษย์ของเขา Griggs กำลังร้อนใจตามหาอยู่

ทว่าก่อนที่จะแยกย้าย พระเอกของเราก็ได้ลองถาม Big Hat Logan ถึงคำแนะนำในการผ่าน Sens Fortress แต่เจ้าจอมเวทย์กลับส่ายหัวเบา ๆ พร้อมกล่าวว่าถ้าหาก Undead นิรนามสามารถฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ ก็แสดงว่าฝีมือได้ก้าวข้ามตนเองไปแล้ว ตัวจึงมิอาจมีสิ่งใดแนะนำได้อีก...นอกเสียจากเวทมนตร์เล็กน้อย ๆ ซึ่งจะให้สั่งสอนกันตอนนี้เลยก็คงไม่เหมาะนัก


( ภาพประกอบ : Big Hat Logan เป็น NPC คนสำคัญสำหรับผู้เล่นสาย Sorcery เขาขายทั้ง White Dragon Breath, White Dragon Breath, เเละ Great Heavy Soul Arrow )


Undead รีบกลับขึ้นไปยังดาดฟ้าเเดนสังหารอีกครั้ง แต่คร่านี้เขาพกเอาความห่วงใยที่มีต่อนักบวชสาว Rhea ติดตัวมาด้วย...ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่จอมปาลูกระเบิด หรือพวกอัศวิน Hollow ก็มิอาจหยุดชายคนนี้ได้อีกต่อไป เหลือเเต่เพียงปราการด่านสุดท้ายอย่าง Iron Golem นายทวารผู้พิทักษ์แห่ง Anor Londo


( ภาพประกอบ : ท่าผ่าอากาศของ Iron Golem ที่จะใช้โจมตีในระยะไกล )


Undead นิรนามพยายามออกสำรวจพื้นรอบ ๆ Sens Fortress ทุกตารางนิ้วเผื่อว่าจะเจออะไรดี ๆ กับเขาบ้าง จนกระทั่งบังเอิญไปได้ยินเสียงคล้ายกับเหล็กปะทะกัน ดังสนั่นมาจากหาหอคอยทางด้านขวาของป้อมปราการ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พระเอกของเราจึงได้ลองตามไปดูที่มาของเสียง เเละได้พบกับอัศวิน Undead สองตนกำลังเหวี่ยงดาบเข้าฟาดฟันใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ตามวิสัยปกติเเล้ว พวก Hollow จะไม่หันดาบเข้าฆ่าฟันกันเอง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าหนึ่งในสองอัศวินจะต้องมีใครสักที่ยังไม่กลายเป็น Hollow... พระเอกของเราจึงทดลองเอ่ยเสียงเรียกร้องความจนใจ เเละปรากฏว่าเจ้าอัศวินคนหนึ่งซึ่งมีท่าทางคล่องเเคล่ว กลับวิ่งตรงปรี่เข้ามาหมายจะทำลายตัวเขา อันกลายเป็นเปิดช่องโหว่ให้อัศวินอีกคน ใช้ดาบยาวแทงทะลุหน้าอกคู่กรณีจนสิ้นชีวิต

เจ้าบุคคลที่เพิ่งจะตายไปครู่นี้ก็คือเจ้าชาย Ricard แห่งนคร Astora ซึ่งกลายเป็น Hollow ไปเเล้ว ส่วนอัศวินอีกคนมีนามว่า Tarkus นักรบเหล็กทมิฬแห่งนคร Berenike... โดยบุคคลทั้งสองต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรที่เเพ้พ่ายต่อป้อมปราการ Sens Fortress


( ภาพประกอบด้านซ้าย : ชุดเกราะของเจ้าชาย Ricard แห่งนคร Astora จะมีความคล้ายกับ Oscar เเห่ง Astor เป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนเเผนระหว่างพัฒนาตัวเกมอย่างฉับพลัน )


( ภาพประกอบด้านขวา : Concept Art ของ  Tarkus )


แม้ว่าการต่อสู้จะจบลงแล้วก็ตาม แต่เจ้า Tarkus ก็ยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอะไรเลยราวกับเป็นหุ่นไล่กา ซึ่งไม่รู้เป็นเพราะนิสัยขี้อายส่วนตัวหรือว่ามันกำลังจะกลายเป็น Hollow กันแน่... พระเอกของเราจึงลองใช้ภาษามือสื่อสารแล้วชี้ไปทางเจ้า Iron Golem ด้วยหวังให้เจ้าอัศวินคนนี้ยอมตกลงปลงใจช่วยเขาต่อสู้กับมัน ซึ้งเจ้า Tarkus ไม่ได้เปล่งเสียงอะไรออกมา ทำเเต่เพียงแค่พยักหน้าเพื่อสื่อสารว่าตามนั้น

ทั้งสองใช้เวลาวางแผนการอยู่นานนมเกินความจำเป็น เพราะว่าเจ้า Tarkus มันไม่ยอมพูดอะไรเลย เอาแต่ผงกหัวรับทราบอย่างเดียว Undead นิรนามจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลุยงานของจริงไปเลย ผิดพลาดตรงไหนค่อยมาคุยเเก้งานกันทีหลัง


( ภาพประกอบ : Black Iron Greatshield โล่ประจำตัวของเจ้า Tarkus ซึ่งจะเพิ่มค่าต้านทานไฟถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นโล่ป้องกันไฟที่ดีที่สุดอันดับสองของเกม  )


ธรรมดาในการต่อสู้ระหว่างคนที่มีขนาดตัวต่างกัน คนตัวใหญ่มักจะต้องก้มตัวให้ต่ำลงเพื่อให้ง่ายต่อการจับตัวหรือเเลกหมัด… เเละยิ่งไม่ต้องพูดถึงในกรณีระหว่างยักษ์กับมนุษย์ ที่สามารถวิ่งไปมาเป็นหนูน้อยซุกซนรอบ ๆ ตัวเจ้า Iron Golem

Undead พยายามกดดันให้เจ้ายักษ์เปลี่ยนมาใช้ท่อนขาเพื่อกระทืบพื้น ซึ่งเป็นจังหวะที่เขากำลังเฝ้ารออยู่! ทันทีที่มันกำลังจะยกเท้าเตรียมตัวจะกระทืบพื้น Undead นิรนามก็จะรีบวิ่งไปจู่โจมใต้ข้อพับของขาอีกข้าง สร้างภาระให้เเก่หัวเข่ามันทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมันเสียหลักหกล้มลงในที่สุด


( ภาพประกอบ : จังหวะที่ Iron Golem โจมตีพลาดก็คือจังหวะสวนกลับที่ดีที่สุด )


แผนขั้นต่อมาก็คือให้เจ้า Tarkus ใช้เเรงอันมหาศาล ระดมฟาดซ้ำเติมเข้าใส่หัวเข่าซึ่งหลอมมาจากเหล็กกล้าโดยไม่หยุดไม่หย่อน เเม้ว่ามือจะบวมเป่งจนกลายเป็นลูกตำลึงสีเเดงเเล้วก็ตาม เพราะไม่งั้นเจ้า Iron Golem จะกลับมายืนตั้งหลักได้ เรียกง่าย ๆ ว่าศึกนี้แพ้ชนะตัดสินกันที่ความถึก

เมื่อทารุณกรรมหัวเข่าจนสาเเก่ใจ Undead นิรนามก็ส่งสัญญาณบอกให้ Tarkus ถอยห่างออกมา เพื่อปล่อยให้เจ้า Iron Golem ใช้ขาค้ำยันลำตัวของมันขึ้นมายืนตั้งตรงอีกครั้ง... เสียงเบียดเสียดระหว่างเหล็กกล้าดังสนั่นออกมาผ่านข้อต่อที่บิดเบี้ยว ชั้นเกราะหนาที่เคยเป็นเครื่องป้องกันชั้นดีบัดนี้กลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง เข้าฉีกกระชากหัวเข่าของเจ้ายักษ์เหล็กจนไม่เหลือชิ้นดี

ในที่สุดเจ้า Iron Golem ก็ล้มหัวคะมำลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เฉกเช่นเดียวกับเหล่าอัศวินมากมายที่เคยถูกมันโยนลงจากหอคอย เป็นอันจบสิ้นตำนาน Sens Fortress ป้อมปราการที่ไม่มีใครเคยพิชิตได้มากว่าพันปี!


( ภาพประกอบ : จังหวะที่เจ้า Iron Golem ล้มลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง )


 

ดินแดนแห่งมายาคติ Anor Londo


ในท้ายที่สุดการเดินทางอันยากลำบากบนเส้นด้ายเเห่งคำนาย The First Flame ก็เปิดออก เหล่า Bat Wing Demon จำนวนมากต่างกระพือปีกบินกรูกันเข้ามาหอบร่างของอัศวินทั้งสอง พาลอยตัวขึ้นไปจนเหนือจุดบนสุดของกำเเพงเเห่งเมืองหลวง Anor Londo...

รัศมีสีเหลืองทองจนเเสบตา พุ่งทแยงเข้าสู่ดวงตาของ Undead นิรนามเเละเจ้า Tarkus โอ้อวดปราสาทราชวังที่โอ่อ่ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ช่างแตกต่างกับบ้านเมืองของมนุษย์ภายนอกกำเเพงราวกับเป็นคนละโลก ทั้งดูสะอาดตา, สวยงาม, เเละยิ่งใหญ่สมคำลำลือจริง ๆ


( ภาพประกอบ : ดินเเดนต้องห้าม เเละเมืองหลวงของเหล่าเทพเจ้า Anor Londo )


ประโยคที่กล่าวออกไปก่อนหน้านี้ คือความคิดเเวบเเรกภายในหัวของมนุษย์ธรรมดาอย่าง Undead นิรนาม… ตัวเขามิอาจจะล่วงรู้ได้เลยว่า ความตระการตาที่อยู่ตรงหน้า เป็นเพียงเเค่ภาพมายาของเทพเจ้าองค์สุดท้าย Gwyndolin บุตนชายคนท้องของเทพเเห่งพระอาทิตย์

อย่างที่ท่านผู้อ่านทราบกันดีว่าหลังจากที่ Gwyn ได้สิ้นเสียชีวิตลง อาณาจักรที่เขารักนักรักหนาก็พลันเสื่อมสูญจนไม่เหลือเค้าเดิม ทำให้เผือกร้อนต้องตกไปอยู่ในมือของ Gwyndolin ผู้เต็มใจรับหน้าสานต่อคำโกหกเเห่ง The First Flame ต่อไป สายเลือดเเห่งขัดติยะคนสุดท้าย ได้ใช้พลังเวทมนตร์อันเป็นพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด เนรมิตสร้างภาพลวงตาให้เสมือนประหนึ่งว่าเมืองหลวง Anor Londo ยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกรดังเช่นวันวาน

แต่ทว่าคำโป้ปด ก็ยังคงเป็นคำโป้ปดอยู่วันยังค่ำ เหล่าราษฎรภายในเมืองต่างเริ่มสะกิดใจระแคะระคายถึงความจริงข้อนี้ และต่างพากันทยอยหลบหนีไปพร้อม ๆ กับเหล่าเทพเจ้าองค์อื่น ซึ่งรับรู้ถึงวงจรอุบาทว์แห่งประถมเพลิง

จัตุรัสกลางเมืองที่เคยคร่าครำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มาตอนนี้กลับเงียบสนิทลงราวกับป่าช้า จนแม้แต่ตัว Gwyndolin เอง ก็ยังคลายเวทมนตร์ภาพลวงตาออกบางส่วน เนื่องจากมันไม่เหลือประชาชนให้ต้องล้างสมองอีกแล้ว


( ภาพประกอบ : ภาพที่กำลังดูอยู่นี้ คือทัศนียภาพของฉากหลังในเเผนที่ Anor Londo ซึ่งได้จากการใช้โปรเเกรมเเฮ็กเพื่อเข้าไปดูในระยะใกล้ )


กองกำลังหลักอย่างพวก Silver Knight ต่างถูกเรียกตัวกลับเข้ามารักษาการภายในวังหลวง เคียงคู่กับเหล่าทหารยักษ์ Sentinel ซึ่งมีสติปัญญาไร้เดียงสาเกินกว่าจะล่วงรู้ ว่าตนกำลังถูกหลอกใช้ให้ปกป้องสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

เหล่าอสูรชั้นต่ำอย่างพวก Bat Wing Demon เเละรูปปั้นไร้ชีวิตอย่าง Gargoyle ต่างก็ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในกองกำลังหลักสำหรับรักษาวังหลวง อันเป็นการบอกกลาย ๆ ว่าเมืองหลวง Anor Londo กำลังเข้าตาจนเสียแล้วจริง ๆ

บทความที่คล้ายกัน
เกมมือถือแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 02/04/64
FINAL FANTASY VIII Remastered
SQUARE ENIX Co.,Ltd.
A Game of Thrones: The Board Game
Asmodee Digital
Agent Bon‪e
Ohayoo
Golazo!
Purple Tree
Cats in Tim‪e
PINE STUDIO
เกมพีซี/คอนโซลแนะนำ
อัพเดทล่าสุด วันที่ 02/04/64
Sea of Thieves
Rare Ltd
Oddworld: Soulstorm
Cozy Grove
Spry Fox LLC
Show header