นอกเรื่อง บทความ

I am thou.Thou art I : จากมหาสมุทรแห่งวิญญาณสู่ปูมบันทึกแห่ง Persona 5 Royal

หมายเหตุ : บทความนี้ ผู้เขียนเคยเผยแพร่ในกลุ่ม Persona 5 Community Thai เมื่อประมาณสามปีก่อน แต่นำมาดัดแปลงเพิ่มเติม และนำเสนออีกครั้งเพื่อให้เข้ากับภาค Royal ที่กำลังจะวางจำหน่ายในเร็ววันใน ณ ขณะที่ผู้เขียนพิมพ์บทความชิ้นนี้อยู่

หมายเหตุ 2 : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญอย่างเข้มข้น ผู้ที่อยากสัมผัสเรื่องราวด้วยตนเองโปรดหลีกเลี่ยง หรือใช้วิจารณญาณในการอ่าน

***********************************************************************************************************

และแล้วคะแนน Metacritics ของ Persona 5 Royal ก็แทบจะไม่ผิดโผไปจากที่คาด ด้วยการกวาดคำชมจากทุกสำนักอย่างถล่มทลาย และมากกว่าภาคหลักที่วางจำหน่ายในปี 2017 ด้วยคุณภาพและเนื้อหาที่เติมเข้ามาจนล้นทะลักแบบคับแก้ว และขึ้นแท่นชิงตำแหน่ง RPG of the Year ไปแล้วล่วงหน้าแบบไม่ต้องถามหาความเห็นจากกรรมการท่านใดอีก

สำหรับผู้เขียน ประสบการณ์ที่เคยได้รับจากเกมภาค 5 นั้นคือ ‘ครั้งแรก’ กับซีรีส์ Persona และความยอดเยี่ยมของมัน ก็ทำให้ตะบันเล่นจนแทบลืมอายุ ลืมเวลา กดไปแล้วกว่า 300 ชั่วโมงในสามรอบการเล่นที่แสนประทับใจ เพราะครบเครื่องไปด้วยเนื้อหาสุดเฉียบ อินเตอร์เฟซสุดล้ำ เกมการเล่นที่สร้างสรรค์ไร้รอยสะดุด และประเด็นแฝงอันละเมียดละไมของการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นผลงาน JRPG เพชรน้ำเอกจากทีม P-Studio ค่าย Atlus ที่ยากจะปฏิเสธหรือมองข้ามความสุดยอดเหล่านี้ไปได้

แน่นอนว่าในขณะที่ผู้เขียนพิมพ์บทความชิ้นนี้เพิ่มเติม ก็เหลือเวลาอีกสองสัปดาห์ ที่ภาค Royal จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม ที่ก็เชื่ออย่างเหลือใจว่า คงจะได้กดจนลืมอายุ ลืมเวลากันอีกครั้ง ด้วยสัมผัสการเล่นที่ใหม่หมดจด และรสชาติที่อร่อยลิ้นสนุกมือสมค่ากับที่เฝ้าคอยตามหลังเวอร์ชันญี่ปุ่นถึง 6 เดือนเต็ม

และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์ Persona นั้นน่าสนใจ ก็คงจะหนีไม่พ้นบรรดา ‘พลังแฝง’ หรือ Persona ของตัวละครหลัก ที่มีปูมหลัง เรื่องราว และที่มาที่ไปอันน่าสนใจ ที่ล้อไปกับตัวตนของตัวละคร ‘กองโจรขโมยใจ’ กลุ่มวัยรุ่นมากพลังและความฝันที่จะกำราบเหล่าคนพาล อภิบาลสังคมให้เป็นไปในทางที่ดี

และนั่น จึงเป็นที่มาของการเผยแพร่บทความชิ้นนี้กันอีกครั้ง เพื่อต้อนรับการมาถึงของ Persona 5 Royal ….

ทั้งนี้ ขอออกตัวกันก่อนล่วงหน้า ว่าบทความชุดนี้ เป็นเพียงการใช้ประสบการณ์งานเขียนเพื่อนำเสนอแง่มุมปลีกย่อยที่น่าสนใจในเชิงประวัติ ความเป็นมา และการอ้างอิงของข้อมูล Persona หลักๆ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การหยิบจับ Trivia ของทีม Atlus ผู้สร้างนั้น สามารถต่อยอดไปสู่แง่มุมใหม่ๆ ที่อาจจะช่วยให้การเล่นมีสีสันขึ้น และเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่ได้มีเพื่อชี้ถูกผิด หากแต่เป็นไปเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขยายมุมมองให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

เพราะมันก็ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย…

ว่ามหาสมุทรแห่งวิญญาณ (Sea of Souls) นั้น จะมีเรื่องราวอันใดที่อยากบอกกล่าวกันแก่เราบ้าง….

***********************************************************************************************************

//Arsene: จอมโจรปริศนา ผู้เข่นฆ่าความฉ้อฉล//

“ปลดปล่อยความกราดเกรี้ยว สะบัดมีดจู่โจมศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ออกเข่นฆ่าให้สาใจ พลังทั้งหมดข้าขออุทิศให้เพื่อเจ้า!!” Arsene

ด้วยธีมหลักของภาคห้าที่ข้องเกี่ยวกับ ‘จอมโจร’ นี้เอง ที่ทำให้ Shigenori Soejima นักออกแบบตัวละครหลักของทีม Atlus ได้เลือกที่จะดัดแปลงหัวใจหลักของตัวละคร ‘จอมโจรพันหน้า’ สุดอมตะอย่าง อาร์แซนน์ ลูแปง (Arsene Lupin) จากอมตะนวนิยายของ มัวรีซ เลอร์บลังค์ (Maurice Leblanc) ให้กลายมาเป็น Persona หลักของตัวเอก อามามิยะ เร็น ผู้ฉีกกระชากหน้ากากของตนเอง เพื่อปลดปล่อยความแค้นคลั่งต่อความอยุติธรรม และนำส่งความยุติธรรมในรูปแบบและหนทางของตนเอง

อนึ่ง แม้ Arsene Lupin จะเป็นตัวละครจอมโจรจากปลายปากกาของ Maurice Leblanc นักเขียนชาวฝรั่งเศสที่มีชีวิตในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แต่เรื่องราวของอาร์แซนน์ ลูแปง จอมโจรพันหน้า ก็มีความคาบเกี่ยวกับการเป็นนักสืบกับคดีปริศนาอยู่ไม่น้อย เพราะซีรีส์นี้ ถูกให้ระดับความสำคัญเทียบเท่ากับยอดนักสืบ Sherlock Holmes ของ Sir Arthur Conan Doyle (ถึงขนาดที่มีเรื่องให้ขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะ Leblanc เคยจับสองคู่ปรับมาประจันหน้ากันในเรื่องสั้น Arsene Lupin vs Herlock Sholmes ที่ Leblanc ถึงกับต้องเปลี่ยนชื่อหนีเพื่อกันครหาเลยทีเดียว)

แต่นอกจากการเป็นสุภาพบุรุษจอมโจรแล้ว เนื้อหาในเรื่องสั้นที่นำแสดงโดย Arsene Lupin นั้น หลายครั้งทีเดียวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นแฟนตาซีและสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจ้าแห่งกัมมันตรังสี บ่อน้ำพุแห่งความเยาว์วัย จนถึงการต่อสู้กับ Josephine Balsamo หรือ Countess Cagliostro คนรักและคู่ปรับตลอดกาลของเขา

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ต้องยอมรับกันโดยดี ว่าวีรกรรมจอมโจรสุภาพบุรุษ ผู้สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ปลอมแปลงเป็นได้ทุกคน มุ่งเป้าจารกรรมของมีค่าที่หมายตาไว้อย่างไม่มีพลาด และการส่งจดหมายสนเท่ห์ (Calling Card) เพื่อประกาศภารกิจของตนเองอย่างองอาจ ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับความเป็นจอมโจรขโมยใจของ Persona 5 เช่นอามามิยะ เร็น หรือ Joker หัวหน้าทีมผู้นี้ก็เป็นได้

[Trivia]

-แม้จะไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าต้นแบบของ Arsene Lupin นั้นมาจากที่ใด แต่กลุ่มนักวิชาการด้านวรรณคดีก็คาดกันว่า Leblanc ได้แรงบันดาลใจมาจาก Marius Jacob จอมโจรนักก่อความไม่สงบชื่อดังของฝรั่งเศส ที่มีความสามารถในการงัดแงะ โจรกรรม และมีความเป็นสุภาพบุรุษอย่างล้นเหลือที่ก่อการอย่างอุกอาจในช่วงทศวรรษที่ 30

-มาถึงจุดนี้ ชัดเจนแบบไม่ต้องสืบ ว่าร้านคาเฟ่ Leblanc ของลุงโซจิโร่ ซากุระนั้น มีที่มาจากไหน

-มังงะและอนิเมชันเรื่อง Arsene Lupin III หรือจอมโจรลูแปง ของ คาซุฮิโกะ คาโตะ (Kazuhiko Kato) หรือนามปากกา ‘Monkey Punch’ นั้น ไม่อาจใช้ชื่อ Lupin ได้ในช่วงแรกในฝั่งตะวันตกเนื่องจากติดลิขสิทธิ์จากงานเขียนของ Leblanc ซึ่งต้องใช้เวลานานนับทศวรรษทีเดียว กว่าที่ชื่อของ ‘จอมโจรลูแปงรุ่นที่สาม’ จะผงาดในโลกแห่งการ์ตูนระดับสากล

-เดิมที ทางคุณ Katsura Hashino ตั้งใจจะให้ Persona ของอามามิยะ เร็นนั้น เป็นเทพมาร Mephistopheles แต่ล้มเลิกความคิด เมื่อไอเดียของ Arsene นั้น ดูเข้าท่าและเข้ากับธีมเกมมากกว่า

-ใครสนใจอยากหาภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสุภาพบุรุษจอมโจรนี้มาดู ลอง Arsene Lupin หนังฝรั่งเศสของผู้กำกับ Jean-Paul Salome มาดูกันได้ อาจจะหายากสักหน่อย เพราะตัวหนังนั้นเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2004 เข้าไปแล้ว…

***********************************************************************************************************

//Captain Kidd: โจรขบถผู้ปลดบังเหียน//

“ไหนๆ ก็ถูกทำให้ชื่อแปดเปื้อนแล้ว ไม่สู้ชูธงแล้วล้างบางมันให้เหี้ยนไปเลยล่ะ? ธงกะโหลกไขว้คือสัญญาณแห่งตัวตนใหม่ของเจ้าอย่างไงล่ะ!” Captain Kidd

ในบรรดาสัญลักษณ์ของ ‘ขบถ’ อันสุดคลาสสิคนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ‘โจรสลัด’ คือตัวแทนที่มีความชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเดินเรืออันเฟื่องฟูช่วงศตวรรษที่ 17 ที่ดินแดนอเมริกากลางคือขุมทองแห่งใหม่ ผู้ที่แสวงหาโชค หาทางปลดบังเหียนตนเองจากการควบคุมของประเทศแม่อันกดขี่เพื่อชี้ชะตาตนเอง นี่คือภาพจำของโจรสลัดในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จากบรรดาสื่อชนิดต่างๆ ตั้งแต่วรรณกรรม ภาพยนตร์ และวิดีโอเกม

และในบรรดาโจรสลัดผู้โด่งดังในยุคนั้น William Kidd หรือ Captain Kidd คือหนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมแห่งระบบ จากนักเดินเรือผู้มีชาติตระกูลอันสูงส่ง เดินทางสู่แผ่นดินใหม่สร้างชื่อเสียงของตนเองในฐานะนักล่าโจรสลัด ก่อนที่อุบัติเหตุอันไม่คาดฝันจะทำให้เขาถูกตราหน้าจากทางการว่าเป็นโจรสลัด สิ่งที่เขาประกาศศึกมาค่อนชีวิต

แต่แทนที่เขาจะยอมจำนนต่อโชคชะตา เขากลับโบกธงกะโหลกไขว้ โอบรับตัวตนใหม่ในฐานะจอมโจร และสร้างศักราชแห่งการปล้นชิงในยุคทองแห่งโจรสลัด (Golden Age of Piracy ) ร่วมกับเหล่าคนดังอาทิ เคราดำ Edward ‘Blackbeard’ Thatch, เทพโจรสลัดไร้เทียมทาน Batholomew ‘Black Bart’ Robert (ผู้จมกองเรือของทางการได้ถึง 250 ลำในตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ปฏิบัติการณ์ในย่านทะเลอเมริกาใต้), Jack ‘Caligo Jack’ Rackham และ Henry Every ก่อนที่เขาจะพ่ายแพ้การรบทางเรือ โดนส่งตัวกลับไปไต่สวนที่ประเทศอังกฤษ และตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอปิดฉากชีวิตในท้ายที่สุด

และด้วยประวัติอันโลดโผนและจุดเริ่มต้นของการถูกทำให้แปดเปื้อน บวกกับบุคลิกอันโผงผางสไตล์คนจริงนี้เอง ที่ทำให้เป็นเหตุผลให้ทีมสร้าง เลือกที่จะใช้ Captain Kidd เป็นตัวแทนของ ซากาโมโตะ ริวจิ เจ้าหนุ่มหัวทองแห่งกลุ่มกองโจรขโมยใจ เพราะสำหรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตนักกรีฑาอย่างเขาโดยอาจารย์สุดฉ้อฉลนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยให้เจ้าหนุ่มริวจิได้ระเบิดความพลุ่งพล่านได้ดีเท่ากับการ ‘เท’ ข้ออ้างทุกอย่างทิ้ง กระชากหน้ากากและโบกธงแห่งโจรสลัดเพื่อล้างบางทุกสิ่งที่ผ่านทางเข้ามาให้เหี้ยนเตียนราบเป็นหน้ากลองภายใต้ชื่อ ‘Skull’ ไอ้กะโหลกผู้บ้าคลั่งอีกแล้ว

[Trivia]

-นอกเหนือจากชีวิตอันโลดโผนของ William Kidd ตั้งแต่วีรกรรมปล้นชิงจนถึงวาระสุดท้ายในความตายจะเป็นที่กล่าวขานแล้ว ตำนาน ‘ขุมทรัพย์’ ของเขาก็เป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง และเชื่อว่า เขาอาจจะล่องเรือมาฝังขุมทรัพย์ไกลถึงฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณฝั่งเวียดนามเลยทีเดียว (ซึ่งแน่นอนว่า มีนักล่าขุมทรัพย์สองคู่หู Cork Graham และ Richard Knight หาเรื่องลองดีในปี 1983 ก่อนจะโดนทางการเวียดนามคุมตัวข้อหาเข้าดินแดนโดยผิดกฎหมาย เจอค่าปรับไปคนละ 10000 เหรียญสหรัฐฯ และนอนคุกอยู่ 11 เดือนโดยไม่พบขุมทรัพย์ไปตามระเบียบ…)

-ใครสนใจวิดีโอเกมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงรุ่งเรืองของโจรสลัด ขอแนะนำ Assassin’s Creed 4 : Black Flag เพราะเล่นกับช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างเฉียบคมและเกมการเล่นก็ดีมากๆ เป็นอีกหนึ่งภาคที่ประสบความสำเร็จของ Ubisoft Montreal 

***********************************************************************************************************

//Carmen: ยั่วเย้าด้วยเรือนกาย เพื่อเป้าหมายแห่งใจตน//

“ใครกันล่ะที่จะชำระแค้นให้เพื่อนผู้น่าสงสารของเธอ? การให้อภัยไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป และไม่มีสิ่งใดที่จะถูกแก้ไขจากการอดทนข่มกลั้นเช่นนี้หรอกนะที่รัก…” Carmen

ในโลกแห่งวรรณกรรมหลายต่อหลายชิ้น บุคลิกลักษณะตัวละครหนึ่งที่มักจะพบเห็นได้บ่อยครั้งอย่าง ‘หญิงโฉด (Femme Fatale)’ นั้น ดูจะเป็นความคลาสสิคที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ (เช่น ลิ้มเซียนยี้ สตรีงามใจทรามในมีดบินลี้คิมฮวงของโกวเล้ง) และ Carmen ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครหญิงโฉดที่แม้จะไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยมากนัก แต่สำหรับระดับสากล เธอคือหนึ่งในสตรีโฉดตัวแม่ที่โด่งดังมายาวนานนับศตวรรษ

Carmen เป็นตัวละครสมมติจากปลายปากกาของ พรอสแพร์ แมรีเม (Prosper Merimee) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ก่อนจะถูกแปลงเป็นละครเวทีโดย ยอร์จ บีแซร์ (George Bizet) ในปี 1875 โดย Carmen นั้น คือสตรียิปซีผู้มีความงามอันยากจะละสายตา แต่มีจิตใจที่ริษยาและโหดเหี้ยม รวมถึงไม่หวั่นไหวในยามที่จะใช้เสน่ห์ของตนเองเพื่อล่อลวงให้บุรุษที่เธอหมายตา กระทำสิ่งที่เธอต้องการ ก่อนจะสลัดรักทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย แต่กระนั้น  Carmen ก็จัดได้ว่าเป็นตัวละครที่มีความเป็น Feminist สูงมากในแวดวงวรรณกรรม ทั้งจากพฤติกรรมการกินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ยี่หระต่อกฎเกณฑ์จารีตใดๆ จนถึงการยืนยันหนทางแห่งความเสรีของตนเอง ภายใต้โลกแห่งบุรุษเป็นใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่เสียชีวิตจากคมดาบของชายที่รักเธอ (พร้อมวรรคทอง ‘Carmen จักเป็นผู้มีเสรีภาพตลอดไป [Carmen will always be Free])

และสำหรับสตรีโฉดผู้มีหัวใจอันเสรีเช่น Carmen พฤติกรรมจำต้องทนของ ทาคามากิ แอน หนึ่งในตัวละครของ Persona 5 นั้น ก็เป็นสิ่งที่เกินกว่าจะรับได้ การปลดปล่อย Persona ในโมงยามที่แอนได้ตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ใดจะเกิดขึ้นจากการยอมอยู่ภายใต้สภาวะจำทนจากบุรุษใจโฉดที่มุ่งหาประโยชน์และพรากทุกสิ่งไปจากเธอ คือฟางเส้นสุดท้ายที่เธอพร้อมจะสลัดหน้ากากของความกลัว ปลดปล่อยหัวใจที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองไปถึงเป้าหมาย ไม่มีหยุด ไม่มีรั้งรอใดๆ ทั้งสิ้น

[Trivia]

-แม้ Carmen จะถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนฝรั่งเศสอย่างแมรีเม แต่เรื่องราวทั้งสี่องก์นั้นจะยืนพื้นที่ประเทศสเปนเป็นหลัก ทั้งจากการที่ Carmen เป็นสาวยิปซี และฉากการสู้วัวกระทิงที่เป็นไฮไลท์หลักของละครเวทีในตอนท้าย

-ละครเวที Carmen นั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นการแหกขนบครั้งใหญ่ของแวดวงละครเวทีฝรั่งเศสในปี 1875 ทั้งจากพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม (ตามมาตรฐานช่วงเวลา), ผู้หญิงกับชีวิตอันโลดโผนไม่เป็นกุลสตรี จนถึงความตายของตัวละครหลักในตอนจบ ที่ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงเวลาที่มันได้ออกแสดงพักใหญ่ (และเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งละครเวที กับนวนิยาย ได้รับความสนใจขึ้นมาในฐานะมิติใหม่ทางการบอกเล่าเรื่องราว) รวมถึงการไม่มีเส้นเรื่องที่ชัดเจนจากความคลุมเครือของนิยาย ทำให้มันเป็นละครเวทีที่มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร ขึ้นกับการตีความของผู้จัดแสดงเป็นสำคัญ

***********************************************************************************************************

//Goemon: ผู้เดินไต่ในเส้นทางแห่งความงดงามและสิ่งต่ำทราม//

“โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความงดงามและสิ่งต่ำทราม หมดเวลาที่จะหันหน้าไปทางอื่น จงลืมตามองความจริง และสั่งสอนพวกมันให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร!” Goemon

ตำนานแห่งจอมโจรสุภาพบุรุษหัวขบถนั้น แน่นอนว่าย่อมถูกแต่งแต้มด้วยสีสันอันเร้าใจให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้สัมผัส (ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม) ซึ่ง อิชิคาวะ โกเอมอน ขุนโจรจอมขบถ ก็จัดได้ว่าเป็นวีรบุรุษแห่งตำนานพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่นที่ยังคงถูกขับขานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แม้จะไม่ได้มีบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าอิชิคาวะ โกเอมอนผู้นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด แต่ตำนานของเขาในฐานะจอมโจรผู้ก่อการปล้นทรัพย์สินจากคนรวยมาจุนเจือแก่คนจนและผู้ตกทุกข์ได้ยาก ก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้สถานะของเขาขึ้นสู่ความเป็นตำนาน  ยังไม่นับรวมกับความเชื่อที่ว่า เขาเกิดในฐานะลูกชายของตระกูลซามูไร ถูกผลักสู่จุดต่ำ ฝึกฝนวิชานินจาจากสำนักอิงะ และมีวิถีชีวิตอันโลดโผนมีสีสันในทุกครั้งที่เข้าปล้นชิง หรือแม้แต่การสละเวลาเพียงน้อยนิดเพื่อชื่นชมความงดงามของสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัว (ดังเช่นที่มีในบทละครคาบุกิ Sanmon Gosan no Kiri ที่โกเอมอน นั่งบนประตูซันมอนแห่งวัดนันเซนจิ เอโดะ (หรือกรุงเกียวโตในปัจจุบัน) พลางละเลียดควันยาสูบจากกล้องเงินขนาดเขื่อง และชื่นชมสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ)

แต่แน่นอนว่าชีวิตแห่งขุนโจรไม่เคยจบสวย เพราะเขาได้พบวาระสุดท้ายจากความพยายามที่ผิดพลาดในการลอบสังหาร โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกคนสำคัญแห่งยุคเซงโกกุ ที่ถูกตัดสินโทษตายด้วยการ ‘ต้มทั้งเป็น’ ในหม้อน้ำมันเดือดหน้าวัดนันเซนจิพร้อมลูกชายในบัญชาของโทโยโทมิ จนเป็นที่มาของ ‘หม้อน้ำเดือดโกเอมอน’ (ที่ภายหลัง เป็นอีกหนึ่งประเภทของการแช่น้ำที่ได้รับความนิยมโดยคนญี่ปุ่นทั่วไป)

ชีวิตอันโลดโผน สายเลือดซามูไรในวิถีแห่งจอมโจร และวิสัยที่พร้อมรับกับความงดงามแต่ไม่ผ่อนปรนกับความอยุติธรรม และพร้อมจะลงทัณฑ์มันผู้ใดที่กระทำความชั่วช้า คือสิ่งที่สอดคล้องกับ คิตากาวะ ยูสุเกะ หนุ่มศิลปินหัวใจขบถ ผู้ซึ่งปลุก Persona ของตนเอง ในโมงยามที่เขาได้สัมผัสกับความเลวทรามที่ปิดซ่อนของ มาดาราเมะ อิชิริวไซ ผู้ที่เคยเป็นทั้งพ่อและอาจารย์ของตนเอง ซึ่งการเข้าหาวีรกรรมแห่งจอมโจรด้วยวิถีอันงดงามเช่นนี้ เหมาะสมกับหนุ่มศิลปินผู้นี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

[Trivia]

-ภาพวาด ‘The Execution of Ichikawa Goemon’ ในช่วงศตวรรษที่ 19 จากปลายพู่กันของ Toyokuni Ichiyosai นี้ อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทีม Atlus เลือกที่จะให้เป้าหมายของยูสุเกะคือ มาดาราเมะ อิชิริวไซ (ด้วยชื่อที่คล้ายคลึง และภาพวาดของโกเอมอนในวินาทีสุดท้ายของชีวิต)

-หน้ากากจิ้งจอกของยูสุเกะ ที่ถูกเรียกโดยฟุตาบะ ซากุระว่า ‘Inari’ นั้น มีที่มาจาก ‘Inari Okami’ เทพเจ้าจิ้งจอกแห่งการกสิกรรม อุตสาหกรรม พ่อค้า และนักตีดาบของลัทธิชินโต รวมถึงโกเอมอนที่มีพื้นเพชีวิตเป็นลูกซามูไร จึงไม่แปลก ที่เขาจะใช้ดาบคาตะนะเป็นอาวุธหลัก

-เครื่องประดับประจำตัวของยูสุเกะอย่าง ‘พวงกุญแจเงิน’ นั้น อาจจะเป็นการออกแบบโดยใช้กุญแจเป็นสัญลักษณ์ในฐานะผู้แสวงหาคำตอบ ทางออก และในบทบาทจอมโจรขโมยใจที่ตามมาในภายหลัง

***********************************************************************************************************

//Johanna: ราชินีขบถผู้ไร้บัลลังก์//

“เธอค้นพบหนทางแห่งความยุติธรรมของตัวเองแล้วอย่างนั้นสินะ? จงจดจำวันนี้ไว้ อย่าให้มันหลุดหายไปจากจิตใจอีกเป็นอันขาด…” Johanna

การกดขี่นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายระดับ ทั้งระดับการกระทำทางกายภาพ และการกดขี่ในเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกดขี่และความไม่เสมอภาคทางเพศ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องลุกขึ้นสู้อย่างไร้หนทาง เดินตามระบบที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แม้จะรู้อยู่กับใจว่าสิ่งเหล่านั้นไม่อาจรับประกันได้ถึงปลายทางที่น่าพึงพอใจ และความสำเร็จใดๆ ก็อาจจะถูกลบล้างราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น เช่นตำนานของ ‘โป๊บโยน’ ผู้ซึ่งดำรงในฐานะตำนานของพระสันตะปาปาหญิงเพียงองค์เดียวในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาและวาติกัน

ไม่มีการบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ตำนานของพระสันตะปาปาโยน (Pope Joan) นี้ เป็นที่กล่าวถึงและถูกเชื่อถือในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยตำนานกล่าวว่า เธอคือสตรีที่มีความคิดและได้รับการศึกษาที่มากกว่าสตรีในยุคสมัยเดียวกัน ก่อนจะตัดสินใจปลอมตัวเป็นนักบวชเพื่อตามคนรักที่เข้ารีตศาสนจักร และไต่เต้าด้วยความสามารถจนรั้งตำแหน่งพระสันตะปาปา

แต่ปลายทางของพระสันตะปาปาหญิงก็ไม่ได้ปิดฉากอย่างสวยงาม เมื่อความลับที่ถูกปิดเอาไว้มานานปีถูกเปิดเผย นั่นคือการพิพากษาชีวิตของเธอ และแม้จะถูกเชื่อถืออย่างมากในเรื่องราวดังกล่าวช่วงศตวรรษที่ 16 แต่ภายหลัง ตำนานแห่งโป๊บโยนก็ถูกตีความว่าเป็นเพียงเรื่องเล่า จากการศึกษาของทั้งฟากคาธอลิกและโปรเตสแตนท์ (แต่การกำหนดพิธีกรรมเพื่อให้แน่ใจว่าพระสันตะปาปาเป็นชายแท้ รวมถึงการทำลายรูปปั้นของโป๊บโยน ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้ ดูมีเค้าความจริงมากยิ่งขึ้น)

ความสามารถที่ถูกมองข้ามด้วยความไม่เสมอภาค การอดทนข่มกลั้นตัวตน และการเดินในเส้นทางของระบบที่ไม่อาจรับประกันปลายทางใดๆ คือสิ่งที่ นิอิจิมะ มาโกโตะ สาวแกร่งแห่งทีมจอมโจรขโมยใจจำต้องทน ก่อนที่เธอจะถูกผลักจนหลังชนฝา ขอสลัดทิ้งตัวตนที่เคยเป็นมา เพื่อปลดปล่อย Persona เช่น Johanna ที่พร้อมดับเครื่องชนอย่างเต็มสปีด ปิดฉากการจำยอมที่พึงกระทำมานานนับปีทิ้งไว้โดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีกต่อไป

[Trivia]

-แม้จะมีการกล่าวถึงเรื่องราวของโป๊บโยนอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 16 แต่นักศาสนศึกษาก็ยังคงไม่อาจสรุปได้ว่านั่นเป็นเวลาที่แท้จริง เพราะแหล่งข้อมูลบางชุดก็กล่าวว่า ตำนานของโป๊บโยนนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9

-Johanna ถือว่าเป็น Persona ตัวแรกในซีรีส์ที่เป็น ‘ยานพาหนะ’ รวมถึงชุดและหน้ากากของมาโกโตะ ที่เน้นความขบถแบบนักบิดมอเตอร์ไซค์โลกหลังหายนะ (ลุคที่ขัดแย้งกับตัวตนภายนอกโดยสิ้นเชิง)

-สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของโป๊บโยน สามารถหาชมได้จากภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง Die Papstin (Pope Joan) ของผู้กำกับ Sonke Wortmann นำแสดงโดย … Johanna Wokalek นักแสดงหญิงชื่อดังขวัญใจชาวเยอรมัน (และการที่ชื่อของเธอมาโผล่ใน Persona อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด..ก็เป็นได้)

***********************************************************************************************************

//Necronomicon: ความรู้ต้องสาป//

“ความรู้ต้องห้ามได้ถูกเปิดเผยแล้ว และจะไม่มีความลับหรือการลวงหลอกใดจะมาทำให้เธอไขว้เขวอีกต่อไป…” Necronomicon

หนึ่งในจักรวาลแห่งวรรณกรรมที่ดำรงความลึกลับ เติบโต และต่อยอดแทรกซึมเข้าสู่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติของฝั่งตะวันตก ย่อมไม่อาจขาดชื่อของ เอช พี เลิฟท์คราฟท์ (H.P.Lovecraft) นักเขียนชาวอเมริกันผู้ลึกลับ ที่ได้รจนาพื้นฐานของเรื่องสั้นสยองขวัญสั่น ‘จักรวาล’ ที่จะกลายมาเป็น ‘Cthulhu Mythos’ ในภายหลัง (แม้ว่าเขาจะสิ้นชีพวางวายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม) และหนึ่งในสิ่งเหนือธรรมชาติที่ลึกลับที่สุด เหนือยิ่งกว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตต่างมิติสยองของจักรวาลแห่ง Cthulhu นั้น ‘ตำราต้องสาป’ อย่าง Necronomicon ก็จัดเป็นแก่นกลางของวัฏจักรนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Necronomicon คือวัตถุลึกลับที่เหล่าผู้ดำเนินรอยตามการเขียนนวนิยายสาย Lovecraftian ต่างยึดถือ ปฏิบัติ และนำมาร่วมเป็นส่วนประกอบในเรื่องราวของนวนิยายสายนี้อยู่บ่อยครั้ง ตามพื้นหลังที่มันถูกเขียนขึ้นโดย Abdul Alhazred ‘อับดุลผู้บ้าคลั่ง’ ตัวละครในเรื่องสั้น The Nameless City ที่บรรจุความรู้ของเหล่า Cosmic Being และความลับแห่งจักรวาล รวมถึงพิธีกรรมและการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ซึ่งว่ากันว่า ความรู้อันท่วมท้นและน่าสะพรึงกลัวของมัน มีความรุนแรงระดับที่ทำให้จิตใจของผู้คนปกติที่มีโอกาส (อันสุดซวย) ทอดสายตาเพียงหนึ่งหน้า ถึงขั้นเป็นบ้าวิกลจริตเสียสติอย่างไม่อาจมีทางย้อนคืนได้ (และแน่นอนว่า ภายใต้ความสิ้นหวังระดับจักรวาลของ Cthulhu Mythos นั้น ตำราต้องห้ามอย่าง Necronomicon ก็ได้มีโอกาสทำลายสติของตัวเอกในเรื่องสั้นหลายต่อหลายเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพ…)

สำหรับสาวน้อยนักเจาะระบบหนึ่งเดียวแห่งทีมจอมโจรขโมยใจเช่นซากุระ ฟุตาบะ นั้น การที่มีความรู้ในโลกไซเบอร์ราวกับฝ่ามือ ความเชี่ยวชาญในการเจาะเข้าระบบอันลึกลับของ Metaverse และ Mementos รวมถึงอัจฉริยภาพที่ส่งผ่านจากอิชิกิ วาคาบะ ผู้เป็นแม่ ที่ศึกษาศาสตร์แห่ง Cognitive Science จะมี Persona ใดที่เหมาะสมสำหรับเธอเท่ากับ ‘ตำราต้องสาป’ เล่มนี้อีกหรือ?

[Trivia]

-ฉากการปลุก Persona ของฟุตาบะนั้น เป็น Easter Egg ที่อุทิศให้กับ Call of Cthulhu อย่างชัดเจน อย่างน้อยๆ กับ ‘หนวดปลาหมึก’ ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Cthulhu ‘The Great Old One’ ที่เหล่าแฟนๆ ต่างคุ้นเคยกันดี

-ฟุตาบะเป็นคนเดียวที่ปลุก Persona โดยไม่ผ่านขั้นตอนการกระชากหน้ากาก อาจจะด้วยเหตุผลว่า แท้จริง เธอรู้อยู่ลึกๆ ว่าสิ่งใดที่เป็นความจริง รวมถึง Necronomicon ที่ไม่อาจปิดบังความจริงใดจากเธอได้อีกต่อไป

-ชื่อรหัส Oracle ของฟุตาบะนั้น นอกจากจะเป็นการอุทิศให้กับตัวละคร Oracle หรือ Barbara Gordon กับบทบาทของเธอในซีรีส์ Batman แล้วนั้น ตำแหน่ง Oracle ในสมัยโบราณคือ ‘เทพพยากรณ์’ ทางศาสนา ที่จะชี้หนทางให้แก่ผู้ศรัทธาตามวาระ เช่นเดียวกับที่บทบาทนี้เคยเป็นในไตรภาค The Matrix ของสองพี่น้องวาชาวสกี้

***********************************************************************************************************

//Milady: แรงปรารถนา กับการทรยศอันงดงาม//

“ตัดสินใจได้เสียทีนะ องค์หญิงที่รักของชั้น รู้แล้วใช่มั้ย ว่าอิสรภาพที่แท้จริง มันย่อมก่อกำเนิดจากการทรยศอันงดงาม เช่นนั้นแล้ว อย่ามัวแต่ลังเลใจอยู่เลย” Milady

การทรยศหักหลัง อาจจะเป็นพฤติกรรมที่มีความคลุมเครือมากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ นั่นเพราะหลายครั้ง การกระทำตามใจปรารถนาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ อาจจะเป็นความขัดแย้งและการหาประโยชน์จากแนวทางของผู้ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อการทรยศมาผสมรวมกับความโหยหาในอิสรภาพจากการกดขี่ของระบบ ภายใต้กลเกมการเมืองและชนชั้นนำเป็นใหญ่แล้ว นั่นจึงเป็นวัตถุดิบที่ดีในการสร้างตัวละครที่มีมิติและสีสัน เช่นเดียวกับ Milady หนึ่งในสตรีโฉดคนสำคัญแห่งนวนิยายอมตะ สามทหารเสือ (The Three Musketeers) ของอเล็กซองดร์ ดูมาส์ (Alexandre Dumas) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส

ท่านหญิง Milady de Winter เป็นชื่อของตัวละครหญิงที่มีบทบาทสำคัญในฐานะศัตรูผู้ลึกลับที่ชักใยอยู่เบื้องหลังและขัดขวางการผจญภัยของสามทหารเสือ ทั้งการเป็นสายลับให้กับพระราชาคณะ Richelieu ในกลเกมการเมืองเพื่อก่อสงครามระหว่างดยุคแห่งบัคกิ้งแฮมและพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสาม, การประสงค์ร้ายต่อเอธอส หนึ่งในสามทหารเสือผู้เป็นอดีตสามี และดาร์ตาญัง ทหารเสือตัวเอกของเรื่องที่พบว่า เธอถูกตีตรา Fleur-De-Lis ในฐานะอาชญากรคนสำคัญ รวมถึงการทรยศหักหลังผู้คนที่ผ่านทางมาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ก่อนที่สุดท้าย จะถูกประหารด้วยการบั่นคอชดใช้อาชญากรรมที่ก่อไว้

การทรยศหักหลังอาจเป็นความต่ำทรามในสายตาของระบบและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แต่สำหรับโอคุมุระ ฮารุ คุณหนูแห่งบรรษัทโอคุมุระ ผู้ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้เป็นพ่อในฐานะสินทรัพย์ชิ้นหนึ่งเพื่อไต่บันไดแห่งการเมือง ไม่มีหนทางใดที่เธอจะสลัดหลุดออกจากวังวนเหล่านี้ นอกจากต้องกล้ำกลืนความรู้สึก และ ‘ทรยศ’ ต่อหนทางที่ถูกกำหนดไว้ ปลดปล่อยตัวตนสู่ Persona เพื่อสร้างเส้นทางแห่งอิสรภาพของตน

[Trivia]

-Milady ที่เป็น Persona ของฮารุนั้น ไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน เป็นการสะท้อนถึงตัวตนของ Milady de Winter ที่ไม่อาจมีใครรู้ได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร

-การนาบเหล็กตีตรา Fleur-De-Lis นั้น ไม่ได้มีหลักฐานที่ปรากฏขึ้นจริงนอกจากในนวนิยายสามทหารเสือ (ที่ผู้ถูกประทับนาบตราจะถูกเรียกขานว่า Fleurdeliser) อีกทั้งลัญจกร Fleur-De-Lis ยังเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความเป็นเชื้อพระวงศ์ และสัญลักษณ์ของลูกเสือสามัญ (อากีล่า จงทำดี จงทำดี จงทำดี…) แต่กระนั้น การนาบตราประทับอาชญากร ก็เป็นสิ่งที่กระทำอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 16 (เช่น การนาบตรา A จากคำว่า Adultery สำหรับผู้ที่กระทำผิดศีลธรรมคบชู้ เป็นต้น)

***********************************************************************************************************

//Zorro: จอมโจรผู้ว่องไว ผู้เก็บไว้ซึ่งตัวตน//

“นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะพึงปฏิบัติตัวให้สมกับจอมโจรขโมยใจ!” Morgana

“ผู้พิทักษ์ใต้หน้ากาก (Mask Vigilante)” อาจจะถือเป็นสาขาหนึ่งที่แตกไลน์ออกจากสุภาพบุรุษจอมโจร ภายใต้วิถีปฏิบัติที่ใกล้เคียงกัน การปิดบังตัวตน การอยู่ตรงข้ามกับผู้คุมกฎระเบียบอันไม่ชอบธรรม และมุ่งหมายอภิบาลผู้ตกทุกข์ด้วยวิถีทางของตน และผู้พิทักษ์หน้ากากที่เป็นตำนานมายาวนานมากว่าศตวรรษ คงยากที่หนีชื่อของ Zorro ไปได้

Zorro หรือหน้ากากซอร์โร คือตัวละครผู้พิทักษ์หน้ากากผู้ลึกลับ ที่ถูกสร้างขึ้นจากปลายปากกาของจอห์นสตัน แมคคัลเลย์ (Johnston McCulley) ยอดนักเขียนระดับบรมครูของสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มเดบิวบทบาทของตนเองในเรื่องสั้นห้าตอน The Curse of Capistrano ก่อนจะขยายบทบาทไปสู่เรื่องสั้นซีรีส์ของตนเอง กับการผจญภัยของ Don Diego de la Vega คหบดีใหญ่เชื้อสายแคลิฟอร์เนียน/เม็กซิกัน ผู้รุ่มรวยเจ้าเสน่ห์ แต่กลับมีอีกโฉมหน้าคือหน้ากาก Zorro ผู้พิทักษ์ชาวบ้านที่ถูกกดขี่โดยทางการสเปน ในช่วงเวลาที่แคลิฟอร์เนียยังอยู่ภายใต้การปกครองของเม็กซิโก

เดิมที McCulley ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องราวของ Zorro นั้นขยายไปไกลมากนัก เพราะโผล่มาแค่ในนิตยสารนิยายห้าสิบสตางค์ All-Story Weekly ในปี 1919 แต่ตำนานของหน้ากาก Zorro กลับเกิดขึ้นมา เมื่อ Douglas Fairbanks และ Mary Pickford สองนักแสดงชื่อดังคู่สามีภรรยา ได้อ่านเรื่องสั้นดังกล่าวจนติดใจในช่วงฮันนีมูน และตัดสินใจนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ พร้อมทั้งให้การสนับสนุน McCulley เพื่อให้เขียนการผจญภัยของ Zorro ต่อไป ซึ่งเจ้าตัวก็ยินดีจัดให้ และเขียนยาวต่อเนื่องไปอีกกว่า 60 เรื่อง จนมาสิ้นสุดที่ The Mask of Zorro ในปี 1959 ที่วางจำหน่ายหลังการมรณกรรมของ McCulley ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี และทำให้เรื่องราวของหน้ากากดำผู้พิทักษ์ธรรมนี้ ติดลมบนจนกลายเป็นตำนาน

จิตใจที่ฝักใฝ่ความยุติธรรม และความเจ้าเล่ห์เพทุบายในกระบวนการ ความขี้เล่นหยิกแกมหยอก แต่จริงจังในหนทางแห่งผู้พิทักษ์ผู้ลึกลับ คือส่วนผสมสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะเป็นเหตุผลในการนำ Zorro มาเป็นหนึ่งใน Persona หลักของภาคห้า แต่ยังเป็นแก่นสำคัญของตัวละคร Signature ของภาคนี้อย่าง Morgana ที่แทบจะเป็นร่างอวตารของคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

[Trivia]

-Morgana เป็นหนึ่งในตัวละครที่ทีม Atlus ใส่ Reference ของอนิเมะและ Pop Culture ไว้อย่างมาก อาทิ ท่าวิ่งขาวงกลมแบบซีรีส์โดราเอมอน หรือการแปลงร่างเป็นรถตู้ ก็เป็นการยั่วล้อกับอนิเมชันคลาสสิค My Neighbor Totoro ของคุณปู่ฮายาโอะ มิยาซากิ แห่ง Studio Ghibli

-Zorro เป็นอีกหนึ่ง Persona ที่ถูกปลุกขึ้นโดยไม่ผ่านกระบวนการกระชากหน้ากาก เพราะใบหน้าของ Morgana ก็ดูราวกับจะเป็นหน้ากากในตัวอยู่แล้ว

-แม้ว่า Zorro จะเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบแบบ Rapier แต่อาวุธหลักของ Morgana กลับเป็น Curved Sword ซึ่งเป็นดาบที่ใช้ฟันมากกว่าแทง

***********************************************************************************************************

//Cendrillon : แด่เธอ เจ้าหญิงรองเท้าแก้ว และการยอมรับในตัวตนอันแสนเปราะบาง//

‘ถ้าหนทางแห่งชื่อเสียงจอมปลอม คือสิ่งที่เธอปรารถนามากกว่าตัวตนแท้จริงใต้ฝุ่นเลนแล้วล่ะก็ ชั้นจะยอมทำตามแต่โดยดี’ Cendrillon

ในโลกแห่งปกรณัมและนวนิยายชวนพาฝันนั้น คงยากจะปฏิเสธได้ว่า ชื่อของ ‘ซินเดอเรลล่า’ หรือเจ้าหญิงรองเท้าแก้ว คือหนึ่งในเรื่องราวที่ได้รับการขับขานมาอย่างยาวนาน ซินเดอเรลล่าผู้อาภัพ คอยรับใช้แม่เลี้ยงและสองลูกพี่ลูกน้องผู้กดขี่ ก่อนที่พระแม่เทพธิดาจะดลบันดาลให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงเลอค่า รถม้าฟักทอง และ ‘รองเท้าแก้ว’ ที่เธอเผลอทำทิ้งไว้เพื่อกลับไปก่อนเวลาตีนาฬิกาเที่ยงคืน ที่นำพาเธอไปสู่เจ้าชายผู้เป็นที่รัก และใช้ชีวิตอย่างผาสุกสืบไป และตำนานแห่งรองเท้าแก้ว ตัวตนสองด้าน และการยอมรับในสิ่งที่เป็น ก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครโอเปร่าภายใต้ชื่อ ‘Cendrillon’ ในประเทศฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 19

Cendrillon นั้น ได้ดัดแปลงจากนวนิยายซินเดอเรลล่าของ ชาร์ลส์ เพอร์รัวต์ (Charles Perrault) ที่ดัดแปลงจากเทพนิยายกรีกอีกทอดหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 17 แน่นอนว่ามันเป็นหนึ่งในหลายเวอร์ชันที่ถูกนำมาตีความใหม่ แต่ก็เป็นเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด รวมถึงการแทรก ‘รองเท้าแก้ว’ ‘รถม้าฟักทอง’ และ ‘พระแม่เทพธิดา’ เข้ามาในบทเพื่อสีสันอันตระการตา และเพิ่มความพาฝันของเทพนิยายนี้ให้น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

ความนิยมของซินเดอเรลล่าของเพอร์รัวต์นั้น มีมากจน จูลส์ เอมิลล์ เฟรเดอริค เมสเซเนต์ (Jules Emile Frederic Messenet) นักประพันธ์ละครเพลงยุคโรแมนติกนิยม (Romaniticism) ช่วงศตวรรษที่ 19 ได้นำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีร่วมกับ อองรี เคน (Henri Cain) ประพันธกรผู้มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง และเริ่มออกฉายรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 24 พฤษภาคม 1899 หนึ่งปีก่อนการขึ้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเมสเซเนต์เองก็ทุ่มเทให้กับ Cendrillon เป็นอย่างมาก เพราะเข้ามากำกับการฝึกซ้อมถึง 60 รอบจาก 98 รอบ ณ โรงละคร Salle Favart อันเป็นหนึ่งในโรงละครที่ทันสมัยที่สุดของยุค ภายใต้บริษัท Opera-Comique ที่ตระการตาไปด้วยเทคนิคแสง สี เสียง และการใช้ ‘ไฟฟ้า’ ซึ่งนับได้ว่าเป็นมิติใหม่แห่งแวดวงละครเวทีเลยก็ว่าได้

ความนิยมของ Cendrillon นั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จากกรุงปารีส สู่บรัสเซลล์และมิลานในปีเดียวกัน ก่อนจะข้ามทะเลแอตแลนติกไปจัดแสดงที่นิวออร์ลีนส์ในปี 1902 และนิวยอร์กในปี 1912 ก่อนที่ช่วงเวลาแห่งสงครามโลกจะทำให้แวดวงละครเวทีหยุดชะงัก และกว่าที่เจ้าหญิงรองเท้าแก้วจะกลับมาแสดงอีกครั้งหนึ่ง ก็ใช้เวลาเกือบเจ็ดสิบกว่าปี ที่บรัสเซลล์และลีชในปี 1982 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Cendrillon จัดได้ว่าเป็นเนื้อหาละครเวทีจากยุคโรแมนติกที่ข้ามช่วงเวลามาจนกลายเป็นงานร่วมสมัย ด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วนจากทั้งสี่องก์ ตั้งแต่ตัวละครเอกที่มีชะตาอันอาภัพ การพบรักกับเจ้าชายในฝัน การได้เป็นตัวตนอีกคนหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิม และการ ‘ยอมรับ’ ในสิ่งที่เป็นเพื่อปลายทางแห่งความสุขชั่วนิรันดร์ คือหัวใจหลักแห่ง Persona ของ โยชิซาวะ คาสุมิ หนึ่งในตัวละครหลักคนใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาค Royal หรือแท้ที่จริงแล้วคือ ‘โยชิซาวะ สุมิเระ’ ผู้เป็นน้องสาวฝาแฝด ผู้ที่ขี้อาย เก็บตัว และอยู่ใต้เงาความสำเร็จของคาสุมิผู้เป็นพี่สาว และฝังใจในการจากไปก่อนเวลาอันควรของเธอจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

และการตื่นขึ้นของ Cendrillon ในครั้งแรกนั้น เป็นเพียงการรับเอาแต่ด้านของความเป็น ‘คาสุมิ’ ที่สุมิเระเฝ้าใฝ่ฝันอยากจะเป็น ก่อนที่เหตุการณ์จะชักนำให้เธอยอมรับความจริง ว่าเธอ คือเธอ ไม่มีคนที่สองอื่นใด เพื่อนำไปสู่การปลุกของ ‘เจ้าหญิงรองเท้าแก้ว’ ที่แท้จริง ที่จะเฉิดฉายบนฟลอร์เต้นรำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองโจรขโมยใจในท้ายที่สุด ไม่มี Persona ตนไหนจะเหมาะสมกับการเล่นกับ Context เกี่ยวกับการยอมรับตัวตนของเธอผู้หวั่นไหว และผ่านการทดสอบเพื่อข้ามผ่านและเติบโตทางจิตใจได้เท่ากับ Cendrillon ตนนี้อีกแล้ว

[Trivia]

-Cendrillon น่าจะเป็น Persona เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้อ้างอิงจากตัวละครจอมโจรหรือผู้พิทักษ์ศาลเตี้ยเช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ

-งานออกแบบ Cendrillon นั้นประกอบขึ้นจาก ‘แก้ว’ ทั้งตัว บ่งบอกสภาวะความเปราะบางในจิตใจของคาสุมิ (หรือสุมิเระ) ที่กำลังประสบอยู่จนถึงปัจจุบัน

-Cendrillon ของคาสุมินั้นอ้างอิงกับ Arcana ใหม่อย่าง Faith ที่หมายถึง ‘ความศรัทธา’ ที่อาจจะคาบเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของตัวตนสุมิเระที่อยู่ภายใน ที่เฝ้าฝันว่าสักวัน จะก้าวข้ามความเจ็บปวดและเติบโตขึ้นอย่างงดงามก็เป็นได้

-ตามปกรณัมแต่เดิม ชื่อของ Cendrillon นั้นไม่ใช่ชื่อจริงของซินเดอเรลลา แต่แผลงมาจาก Cendre ที่แปลว่า ‘ขี้เถ้า’ ในภาษาฝรั่งเศส (Cendre/Cinder) ที่เธอต้องนอนกับพื้นข้างเตาผิงไฟ และเนื้อตัวแปดเปื้อนด้วยขี้เถ้าอยู่ตลอดเวลา

***********************************************************************************************************

ความหลากหลายและการบรรจงสร้างที่มาที่ไปของซีรีส์ Persona 5 Royal นั้น เรียกว่าไม่เป็นสองรองใคร และผู้เขียนก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า บทความชิ้นนี้ จะช่วยให้ทุกท่านสามารถเล่นเกมนี้ได้อย่างเต็มอรรถรส ควบคู่กับความรู้ที่เพิ่มเติมเข้ามา และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย

ดังเช่นที่ผู้เขียนเคยได้รับ จาก Persona 5 และกำลังจะได้รับจากภาค Royal พร้อมๆ กับทุกท่านในเวลาที่กำลังจะมาถึงนี้

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

สรุปคะแนนรีวิวเกม Persona 5 Royal จากสื่อต่างประเทศ

OcelotBoy

Persona 5 Royal กำลังจะมีประกาศครั้งใหญ่ในอีก 12 วัน!

wine2035

Atlus โชว์เกมส์เพลย์ตัวใหม่ของ Persona 5 Royal

OcelotBoy

Leave a Comment