GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
วิดีโอเกมเมื่อสงครามกลายเป็นเรื่องของพลเรือน
ลงวันที่ 28/05/2021

ภาพจำในสงครามของนักเล่นเกมหลายๆ คน คือภาพของเหล่ากองพันทหารแบกอาวุธเข้าประจัญบานในสนามรบ มือข้างหนึ่งถือปืน Assault Rifle มืออีกข้างควงเลื่อยเหล็กอันมหึมา พร้อมแยกส่วนอะไรก็ตามที่เข้ามาปะทะ ด้านหลังมีทั้งยานพาหนะทางบก ทางอากาศและทางน้ำคอยยิงสนับสนุนอยู่ไม่ขาด


หลายๆ ครั้งที่วิดีโอเกมเลือกที่จะนำเสนอสงครามออกมาในรูปแบบของการเข้าปะทะ การยาตราทัพเข้าสู้สงคราม ตัวเอกจึงออกมาในรูปแบบของวีรบุรุษสงครามสุดเก่งกาจ หรือตัวเอกที่เป็นสายลับทรงเสน่ห์น่าค้นหา การได้สวมบทบาทอันทรงพลังเหล่านี้ถ่ายทอดความรู้สึกการเป็นที่เหนือกว่าสู่ผู้เล่น การได้สังหารศัตรู การได้ช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอ  และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรู้สึกที่ได้เอาชนะสงคราม ความรู้สึกเหล่านี้บดบังความโหดร้ายที่แท้จริงของมัน ลวงตาผู้คนที่หลงระเริง(เบียว) ไปกับชัยชนะของทั้งสงครามในเกม



แต่ในชีวิตจริงมันยังมีอีกหนึ่งด้าน และมีอีกหนึ่งสงครามที่ไม่ได้ทำการต่อสู้เพื่อความรุ่งโรจน์ แต่ต้องต่อสู้ด้วยสิ่งเดียวเลยคือความอยู่รอด ก็คือพลเรือนที่ติดอยู่ใจกลางความขัดแย้งของสงคราม


สงครามของพลเรือน

ในช่วง 80 ปีหลังมานี้ สงครามเปลี่ยนการต่อสู้จาก ประเทศ VS ประเทศ กลายเป็นสงครามภายในประเทศ สงครามกลางเมือง(Civil War) ปะทุขึ้น ณ ทวีปต่างๆ ทั่วโลก อย่างเช่นเกม This War of Mine ที่ตัวละครของเราตกอยู่ในสมรภูมิกลางเมืองที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่มีการช่วยเหลือจากภายนอก ทางรอดเดียวที่เหลือคือการประดิษฐ์อุปกรณ์ประทังชีพขึ้นมาเองโดยใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป และในช่วงกลางคืน เราก็สามารถเลือกที่จะไปสำรวจพื้นที่อื่นๆ เพื่อสะสมทรัพยากรได้ เหตุการณ์ที่สามารถพบได้มีตั้งแต่กองกำลังติดอาวุธที่เฝ้ายุทโธปกรณ์ทางการทหาร ไปจนถึงคู่สามีภรรยาสูงวัยที่เอาชีวิตเข้าแลกกับของมีค่าไม่กี่ชิ้น


การใช้ชีวิตในเกมแต่ละวันจะยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงแรกคุณจะมีอาหาร น้ำ และทรัพยากรที่กักตุนไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปของที่สะสมไว้จะค่อย ๆ ลดลง คุณต้องหันมาจับหนูกินกระทังชีวิต ต้องรองน้ำฝนดื่มเพื่อดับกระหาย ต้องเอาอุปกรณ์ที่มีไปแลกเครื่องมือปฐมพยาบาลและหยูกยา และเมื่อถึงที่สุดแล้ว คุณอาจต้องแลกชีวิตตัวละครของคุณเพื่อให้ตัวละครอื่นได้มีชีวิตในวันต่อไป ถึงแม้ว่าคุณอาจจะต้องไปเบียดเบียนผู้อื่น หรือทำร้ายผู้อื่นก็ตา


บ้านของคู่สามีภรรยา เบอร์นาร์ดและเยเลน่า ที่ภายในเกมเราสามารถเลือกที่สังหารเขาเพื่อปล้นสะดมทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีทางสู้ได้ หรือต่อให้คุณจะไม่ได้ทำร้ายใดๆ เขาและปล้นของอย่างเดียว สุดท้ายพวกเขาก็จะต้องตายเพราะขาดแคลนอาหารอยู่ดี


เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

Pawel Miechowski ผู้กำกับเกม This War of Mine เล่าว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเกมจากบทความที่ชื่อว่า “One year in Hell…(หนึ่งปีในขุมนรก)” ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ของชายที่เคยประสบกับสงครามบอสเนียระหว่างปี 1992 ถึงปี 1995


บทความแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองที่เกิดสงครามอย่างยาวนานจนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ ที่ช่วยในการดำรงชีวิต แม่น้ำเต็มไปด้วยศพจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ กลุ่มติดอาวุธเดินกันขวักไขว่ คนที่ไม่มีอาวุธหรืออาศัยอยู่คนเดียวจะกลายเป็นเป้าหมายของโจร ส่วนหลังคือข้อแนะนำ 35 ข้อที่คุณต้องเตรียมหากอยากรอดในสงคราม (ลิงก์อยู่ท้ายบทความ)


สาเหตุที่ผู้กำกับสร้างสมรภูมิในเกมขึ้นโดยไม่ได้อ้างอิงสถานที่ใดๆ มี 2 นัยยะสำคัญ เรื่องแรกคือผู้กำกับไม่ต้องการให้สงครามในเกมโยงกับเป้าหมายทางการเมืองหรือกลุ่มทางการเมืองใด ๆ อีกนัยยะหนึ่งคือไม่สำคัญแล้วว่าสงครามในเกมจะเกิดขึ้นที่ใด เพราะสงครามนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ในชีวิตจริงก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทย คนพม่า คนจีน คนอังกฤษ คนอเมริกา ก็มีความเสี่ยงที่จะเจอสงครามได้ทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วคุณก็ยังเป็นมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือเอาชีวิตรอด


สงคราม 4.0

ในเกม This War of Mine นั้นนำเสนอสงครามทางการทหารได้อย่างชัดเจน การนำเสนอความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ การสำรวจจิตใจของผู้ติดอยู่ในสงคราม และการตั้งคำถามต่อผู้เล่นว่า เราจะยอมทำมากแค่ไหนเพื่อให้รอดจากสงครามนี้ไปให้ได้ แม้ปัจจุบันสงครามทางการทหารจะลดลงไปอย่างมาก แต่สงครามแย่งชิงอาณาเขตและทรัพยากรแท้จริงนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยทุนนิยม ลดความรุนแรงทางด้านกาย ทว่าเพิ่มความรุนแรงด้านจิตใจ ดังเช่นที่เรามักเห็นจีนเกิดข้อพิพาทกับประเทศอื่น ๆ มากมาย ทั้งฉกฉวยวัฒนธรรม เคลมพื้นที่และน่านน้ำ สร้างความเจ็บปวดแก่คนในพื้นที่และเจ้าของวัฒนธรรม 


และในยุคที่ข้อมูลคือพลังเช่นนี้ สงครามข่าวสารก็กลับมาปะทุร้อนแรงขึ้นอีกครั้งในชื่อ IO หรือ Information Operation ที่คราวนี้สงครามสามารถเกิดขึ้นได้ตรงหน้าคุณด้วยซ้ำ กระบวนการของ IO คือการประโคมข้อมูลข่าวสารที่นายจ้างต้องการลงสู่เครือข่ายสังคม เป้าหมายคือสร้างความเข้าใจแบบผิด ๆ หรือหวังผลเพื่อการโฆษณา เมื่อจะไม่ได้ก่อให้เกิดบาดแผลทางร่างกาย แต่การกระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็สร้างความเสียหายได้กับทั้งระบบการเงิน การเมือง การปกครองและการทหาร พลเรือนที่ตกอยู่ท่ามกลางข้อมูลที่ถูกและผิดก็เหมือนพลเรือนที่หลงอยู่ท่ามกลางห่ากระสุน จะเลือกทางไปก็ไม่รู้ว่าทางไหนที่ถูก จะสู้กลับก็ไม่มีอาวุธหรือข้อมูลเพียงพอ เป็นเพียงหนูติดจั่นที่รอสักฝั่งล้มหายตายจากไปก่อน


|Twitter เคยประกาศลบ Account ที่เชื่อว่าเป็น IO หลาย Account เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของสงครามข้อมูลมากขึ้น|


ความรุ่งโรจน์และราคาที่พูดไม่ได้

การสร้างความชอบธรรมให้สงครามเป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่ถูกใช้มาตั้งแต่สงครามโลก เริ่มจากสื่อสิ่งพิมพ์ วลี “ก่อสงครามเพื่อยุติสงครามทั้งมวล” คำที่เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้าง สโลแกนอันหอมหวนที่ถูกประดิษฐ์โดย H.G. Well นักเขียนนิยายไซไฟชื่อดังอย่าง The Time Machine และ War of the World เขาเผยแพร่คำนี้ในหนังสือพิมพ์ลอนดอนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยหวังว่าสงครามครั้งนี้จะยุติสงครามทั้งมวลดังคำกล่าว แต่เราก็ทราบกันดีว่าต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเหตุโยงใยสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จากสงครามโลกก่อให้เกิดความขัดแย้งของชาติตะวันออกและตะวันตก เกิดเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงกระจายไปทั่วโลก


หรือแม้แต่คำว่า “สงครามทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” ที่ถูกใช้กันมากในยุคนี้ ต้องยอมรับว่าประโยคนี้เป็นจริง เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นถูกพัฒนามาจากเทคโนโลยีทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตัล เทปแลคซีน คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งตัวอินเตอร์เน็ทที่เราใช้กันอยู่ แต่คุณกล้าพอไหม ที่จะเดินไปบอกต่อหน้าของลูกชายที่สูญเสียพ่อ แม่ที่สูญเสียลูก หรือสามีที่สูญเสียภรรยาไปในสงคราม ว่าการตายของพวกเขาทำให้โลกเกิดความก้าวหน้า การตายของพวกเขาทำให้คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น 


|ARPANET เครือข่ายอินเตอร์เน็ตอันแรกที่คิดค้นโดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ มีเป้าประสงค์เพื่อกระจายข้อมูลในสมรภูมิอย่างรวดเร็ว|



ทุก ๆ ครั้งที่มีการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาเกม หรือแม้กระทั่งผู้กำกับภาพยนตร์ ไม่มีครั้งใดเลยที่พวกเขาบอกว่าสร้างเกมหรือภาพยนตร์มาเพื่อสนับสนุนสงคราม เราจึงได้เห็นเพียงความโหดร้าย ความโศกเศร้า ความโกรธแค้นของตัวละครที่ต้องประสบ และได้เห็นดอกไม้ของมิตรภาพ ความสุข และความสบายใจเมื่อสงครามนั้นจบลง 


ลองนึกย้อนไปครั้งที่เราได้เล่นเกมสงคราม ตัวละครในเกมหลายคนเราได้เจอเขาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ จนกระทั่งความรุนแรงของสงครมพรากพวกเขาไป ผมยอมรับว่าแม้มันจะเป็นเพียงเกม แต่การเล่น Mass Effect Trilogy ก็ทำให้ผมเสียน้ำตาทุกครั้งที่เดินทางไปจนถึงฉากจบ


ไม่ใช่เพียง Commander Shepard เท่านั้น การเสียสละของ Price ใน Calls of Duty Modern Warfare 3 และการยืนหยัดต้านข้าศึกของ SPARTAN-B312 "Noble Six" จาก Halo Reach ก็น่าจะทำให้พวกเราเอะใจถึงราคาที่แท้จริงของสงคราม ขนาดทหารที่เก่งกาจยังต้องสูญเสียมากมาย แล้วเราที่เป็นเพียงประชาชนธรรมดาเมื่อต้องปกป้องใครสักคนจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความเราจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะพวกเราทุกคนยังสามารณรงค์ไม่สนับสนุนสงครามได้ ไม่ใช่แค่สงครามทางการทหาร แต่รวมถึงสงครามปากในอินเตอร์เน็ท เพียงแค่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่แสดงความคิดเห็นด้านลบเพียงเพราะความสะใจ สนับสนุนความเท่าเทียงทางเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา เพียงเท่านี้เราก็อาจจะได้หยุดสงครามทั้งหลายก่อนที่มันจะเกิด เพราะเมื่อสงครามปะทุขึ้นแล้ว สงคราม จะกลายเป็นเรื่องของทุกคน


One year in Hell...

GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
วิดีโอเกมเมื่อสงครามกลายเป็นเรื่องของพลเรือน
28/05/2021

ภาพจำในสงครามของนักเล่นเกมหลายๆ คน คือภาพของเหล่ากองพันทหารแบกอาวุธเข้าประจัญบานในสนามรบ มือข้างหนึ่งถือปืน Assault Rifle มืออีกข้างควงเลื่อยเหล็กอันมหึมา พร้อมแยกส่วนอะไรก็ตามที่เข้ามาปะทะ ด้านหลังมีทั้งยานพาหนะทางบก ทางอากาศและทางน้ำคอยยิงสนับสนุนอยู่ไม่ขาด


หลายๆ ครั้งที่วิดีโอเกมเลือกที่จะนำเสนอสงครามออกมาในรูปแบบของการเข้าปะทะ การยาตราทัพเข้าสู้สงคราม ตัวเอกจึงออกมาในรูปแบบของวีรบุรุษสงครามสุดเก่งกาจ หรือตัวเอกที่เป็นสายลับทรงเสน่ห์น่าค้นหา การได้สวมบทบาทอันทรงพลังเหล่านี้ถ่ายทอดความรู้สึกการเป็นที่เหนือกว่าสู่ผู้เล่น การได้สังหารศัตรู การได้ช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอ  และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรู้สึกที่ได้เอาชนะสงคราม ความรู้สึกเหล่านี้บดบังความโหดร้ายที่แท้จริงของมัน ลวงตาผู้คนที่หลงระเริง(เบียว) ไปกับชัยชนะของทั้งสงครามในเกม



แต่ในชีวิตจริงมันยังมีอีกหนึ่งด้าน และมีอีกหนึ่งสงครามที่ไม่ได้ทำการต่อสู้เพื่อความรุ่งโรจน์ แต่ต้องต่อสู้ด้วยสิ่งเดียวเลยคือความอยู่รอด ก็คือพลเรือนที่ติดอยู่ใจกลางความขัดแย้งของสงคราม


สงครามของพลเรือน

ในช่วง 80 ปีหลังมานี้ สงครามเปลี่ยนการต่อสู้จาก ประเทศ VS ประเทศ กลายเป็นสงครามภายในประเทศ สงครามกลางเมือง(Civil War) ปะทุขึ้น ณ ทวีปต่างๆ ทั่วโลก อย่างเช่นเกม This War of Mine ที่ตัวละครของเราตกอยู่ในสมรภูมิกลางเมืองที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่มีการช่วยเหลือจากภายนอก ทางรอดเดียวที่เหลือคือการประดิษฐ์อุปกรณ์ประทังชีพขึ้นมาเองโดยใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป และในช่วงกลางคืน เราก็สามารถเลือกที่จะไปสำรวจพื้นที่อื่นๆ เพื่อสะสมทรัพยากรได้ เหตุการณ์ที่สามารถพบได้มีตั้งแต่กองกำลังติดอาวุธที่เฝ้ายุทโธปกรณ์ทางการทหาร ไปจนถึงคู่สามีภรรยาสูงวัยที่เอาชีวิตเข้าแลกกับของมีค่าไม่กี่ชิ้น


การใช้ชีวิตในเกมแต่ละวันจะยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงแรกคุณจะมีอาหาร น้ำ และทรัพยากรที่กักตุนไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปของที่สะสมไว้จะค่อย ๆ ลดลง คุณต้องหันมาจับหนูกินกระทังชีวิต ต้องรองน้ำฝนดื่มเพื่อดับกระหาย ต้องเอาอุปกรณ์ที่มีไปแลกเครื่องมือปฐมพยาบาลและหยูกยา และเมื่อถึงที่สุดแล้ว คุณอาจต้องแลกชีวิตตัวละครของคุณเพื่อให้ตัวละครอื่นได้มีชีวิตในวันต่อไป ถึงแม้ว่าคุณอาจจะต้องไปเบียดเบียนผู้อื่น หรือทำร้ายผู้อื่นก็ตา


บ้านของคู่สามีภรรยา เบอร์นาร์ดและเยเลน่า ที่ภายในเกมเราสามารถเลือกที่สังหารเขาเพื่อปล้นสะดมทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีทางสู้ได้ หรือต่อให้คุณจะไม่ได้ทำร้ายใดๆ เขาและปล้นของอย่างเดียว สุดท้ายพวกเขาก็จะต้องตายเพราะขาดแคลนอาหารอยู่ดี


เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

Pawel Miechowski ผู้กำกับเกม This War of Mine เล่าว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเกมจากบทความที่ชื่อว่า “One year in Hell…(หนึ่งปีในขุมนรก)” ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ของชายที่เคยประสบกับสงครามบอสเนียระหว่างปี 1992 ถึงปี 1995


บทความแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองที่เกิดสงครามอย่างยาวนานจนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ ที่ช่วยในการดำรงชีวิต แม่น้ำเต็มไปด้วยศพจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ กลุ่มติดอาวุธเดินกันขวักไขว่ คนที่ไม่มีอาวุธหรืออาศัยอยู่คนเดียวจะกลายเป็นเป้าหมายของโจร ส่วนหลังคือข้อแนะนำ 35 ข้อที่คุณต้องเตรียมหากอยากรอดในสงคราม (ลิงก์อยู่ท้ายบทความ)


สาเหตุที่ผู้กำกับสร้างสมรภูมิในเกมขึ้นโดยไม่ได้อ้างอิงสถานที่ใดๆ มี 2 นัยยะสำคัญ เรื่องแรกคือผู้กำกับไม่ต้องการให้สงครามในเกมโยงกับเป้าหมายทางการเมืองหรือกลุ่มทางการเมืองใด ๆ อีกนัยยะหนึ่งคือไม่สำคัญแล้วว่าสงครามในเกมจะเกิดขึ้นที่ใด เพราะสงครามนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ในชีวิตจริงก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทย คนพม่า คนจีน คนอังกฤษ คนอเมริกา ก็มีความเสี่ยงที่จะเจอสงครามได้ทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วคุณก็ยังเป็นมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือเอาชีวิตรอด


สงคราม 4.0

ในเกม This War of Mine นั้นนำเสนอสงครามทางการทหารได้อย่างชัดเจน การนำเสนอความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ การสำรวจจิตใจของผู้ติดอยู่ในสงคราม และการตั้งคำถามต่อผู้เล่นว่า เราจะยอมทำมากแค่ไหนเพื่อให้รอดจากสงครามนี้ไปให้ได้ แม้ปัจจุบันสงครามทางการทหารจะลดลงไปอย่างมาก แต่สงครามแย่งชิงอาณาเขตและทรัพยากรแท้จริงนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยทุนนิยม ลดความรุนแรงทางด้านกาย ทว่าเพิ่มความรุนแรงด้านจิตใจ ดังเช่นที่เรามักเห็นจีนเกิดข้อพิพาทกับประเทศอื่น ๆ มากมาย ทั้งฉกฉวยวัฒนธรรม เคลมพื้นที่และน่านน้ำ สร้างความเจ็บปวดแก่คนในพื้นที่และเจ้าของวัฒนธรรม 


และในยุคที่ข้อมูลคือพลังเช่นนี้ สงครามข่าวสารก็กลับมาปะทุร้อนแรงขึ้นอีกครั้งในชื่อ IO หรือ Information Operation ที่คราวนี้สงครามสามารถเกิดขึ้นได้ตรงหน้าคุณด้วยซ้ำ กระบวนการของ IO คือการประโคมข้อมูลข่าวสารที่นายจ้างต้องการลงสู่เครือข่ายสังคม เป้าหมายคือสร้างความเข้าใจแบบผิด ๆ หรือหวังผลเพื่อการโฆษณา เมื่อจะไม่ได้ก่อให้เกิดบาดแผลทางร่างกาย แต่การกระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็สร้างความเสียหายได้กับทั้งระบบการเงิน การเมือง การปกครองและการทหาร พลเรือนที่ตกอยู่ท่ามกลางข้อมูลที่ถูกและผิดก็เหมือนพลเรือนที่หลงอยู่ท่ามกลางห่ากระสุน จะเลือกทางไปก็ไม่รู้ว่าทางไหนที่ถูก จะสู้กลับก็ไม่มีอาวุธหรือข้อมูลเพียงพอ เป็นเพียงหนูติดจั่นที่รอสักฝั่งล้มหายตายจากไปก่อน


|Twitter เคยประกาศลบ Account ที่เชื่อว่าเป็น IO หลาย Account เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของสงครามข้อมูลมากขึ้น|


ความรุ่งโรจน์และราคาที่พูดไม่ได้

การสร้างความชอบธรรมให้สงครามเป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่ถูกใช้มาตั้งแต่สงครามโลก เริ่มจากสื่อสิ่งพิมพ์ วลี “ก่อสงครามเพื่อยุติสงครามทั้งมวล” คำที่เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้าง สโลแกนอันหอมหวนที่ถูกประดิษฐ์โดย H.G. Well นักเขียนนิยายไซไฟชื่อดังอย่าง The Time Machine และ War of the World เขาเผยแพร่คำนี้ในหนังสือพิมพ์ลอนดอนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยหวังว่าสงครามครั้งนี้จะยุติสงครามทั้งมวลดังคำกล่าว แต่เราก็ทราบกันดีว่าต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเหตุโยงใยสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จากสงครามโลกก่อให้เกิดความขัดแย้งของชาติตะวันออกและตะวันตก เกิดเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงกระจายไปทั่วโลก


หรือแม้แต่คำว่า “สงครามทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” ที่ถูกใช้กันมากในยุคนี้ ต้องยอมรับว่าประโยคนี้เป็นจริง เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นถูกพัฒนามาจากเทคโนโลยีทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตัล เทปแลคซีน คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งตัวอินเตอร์เน็ทที่เราใช้กันอยู่ แต่คุณกล้าพอไหม ที่จะเดินไปบอกต่อหน้าของลูกชายที่สูญเสียพ่อ แม่ที่สูญเสียลูก หรือสามีที่สูญเสียภรรยาไปในสงคราม ว่าการตายของพวกเขาทำให้โลกเกิดความก้าวหน้า การตายของพวกเขาทำให้คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น 


|ARPANET เครือข่ายอินเตอร์เน็ตอันแรกที่คิดค้นโดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ มีเป้าประสงค์เพื่อกระจายข้อมูลในสมรภูมิอย่างรวดเร็ว|



ทุก ๆ ครั้งที่มีการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาเกม หรือแม้กระทั่งผู้กำกับภาพยนตร์ ไม่มีครั้งใดเลยที่พวกเขาบอกว่าสร้างเกมหรือภาพยนตร์มาเพื่อสนับสนุนสงคราม เราจึงได้เห็นเพียงความโหดร้าย ความโศกเศร้า ความโกรธแค้นของตัวละครที่ต้องประสบ และได้เห็นดอกไม้ของมิตรภาพ ความสุข และความสบายใจเมื่อสงครามนั้นจบลง 


ลองนึกย้อนไปครั้งที่เราได้เล่นเกมสงคราม ตัวละครในเกมหลายคนเราได้เจอเขาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ จนกระทั่งความรุนแรงของสงครมพรากพวกเขาไป ผมยอมรับว่าแม้มันจะเป็นเพียงเกม แต่การเล่น Mass Effect Trilogy ก็ทำให้ผมเสียน้ำตาทุกครั้งที่เดินทางไปจนถึงฉากจบ


ไม่ใช่เพียง Commander Shepard เท่านั้น การเสียสละของ Price ใน Calls of Duty Modern Warfare 3 และการยืนหยัดต้านข้าศึกของ SPARTAN-B312 "Noble Six" จาก Halo Reach ก็น่าจะทำให้พวกเราเอะใจถึงราคาที่แท้จริงของสงคราม ขนาดทหารที่เก่งกาจยังต้องสูญเสียมากมาย แล้วเราที่เป็นเพียงประชาชนธรรมดาเมื่อต้องปกป้องใครสักคนจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความเราจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะพวกเราทุกคนยังสามารณรงค์ไม่สนับสนุนสงครามได้ ไม่ใช่แค่สงครามทางการทหาร แต่รวมถึงสงครามปากในอินเตอร์เน็ท เพียงแค่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่แสดงความคิดเห็นด้านลบเพียงเพราะความสะใจ สนับสนุนความเท่าเทียงทางเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา เพียงเท่านี้เราก็อาจจะได้หยุดสงครามทั้งหลายก่อนที่มันจะเกิด เพราะเมื่อสงครามปะทุขึ้นแล้ว สงคราม จะกลายเป็นเรื่องของทุกคน


One year in Hell...


บทความที่คล้ายกัน
Show header