GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] 12 Minutes "ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด"
ลงวันที่ 25/08/2021

ย้อนกลับไปในช่วงงาน E3 ปี 2019 หรือประมาณ 2 ปีก่อน ทีมพัฒนาน้องใหม่จากซานฟรานซิสโกอย่าง Luís António ก็ได้ทำการปล่อยวิดีโอตัวอย่างสั้นๆ ความยาวประมาณสองนาทีกว่า เพื่อเป็นการประกาศให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงการมาเยือนของโปรเจกต์ “12 Minutes” ที่พวกเขากำลังพัฒนากันอยู่ ภายใต้คอนเซปต์ที่เรามักจะได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในหนังสือการ์ตูนหรือตามภาพยนตร์หลายเรื่องว่า 



“จะเกิดอะไรขึ้นหากตัวคุณติดอยู่ในลูปเวลา ที่วนซํ้าไปมาราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุดลง แล้วจะต้องทำเช่นไรเพื่อจบเหตุการณ์เหล่านี้ลงให้ได้เสียที…?”


แน่นอนว่าการเปิดตัวในครั้งนั้นก็ได้สร้างกระแสฮือฮาขึ้นมาในหมู่เกมเมอร์จำนวนไม่น้อย พร้อมแพร่สะพัดความตื่นเต้นในการรอคอย ต่อการมาถึงของตัวเกมออกไปอย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดหลังจากผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างยาวนาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ 12 Minutes ก็ได้ทำการวางขายพร้อมเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ PC, Xbox One, และ Xbox Series X/S ในที่สุด


แล้วตัวเกมจะคุ้มค่ากับการรอคอยมาตลอด 2 ปีหรือไม่...เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันภายใน รีวิว 12 Minutes “ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด” กันเลยค่ะ



12 Minutes เป็นเกมผจญภัย แนว Point-and-Click หรือเกมประเภทที่ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครได้ ผ่านการใช้เคอร์เซอร์ชี้แล้วกดเม้าส์ตรงตำแหน่งพื้นที่ที่ต้องการเดินไปหา หรือมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับไอเทมนั้นๆ มุมมองจากด้านบน ผลงานการสร้างของทีมพัฒนาอินดี้น้องใหม่อย่าง Luís António ที่ทางทีมงานได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจาก ผู้กำกับขั้นปรมาจารย์ของหนังแนวจิตวิทยาระทึกขวัญ อย่าง Alfred Hitchcock (เจ้าของผลงานชั้นครูอย่าง Psycho จากปี 1960), Stanley Kubrick (ผู้กำกับหนังเรื่อง Lolita จากปี 1962) และ David Fincher (ผู้กำกับหนังเรื่อง Gone Girl จากปี 2014)



โดยเนื้อเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านตัวละครสามี (Husband) ที่เราผู้เล่นจะได้เป็นคนควบคุม ซึ่งเพิ่งกลับอพาร์ทเม้นมาหลังเลิกงาน และพบว่าภรรยา (Wife) ได้เตรียมของหวานเอาไว้คอยท่า เนื่องในโอกาสพิเศษที่เธอต้องการจะบอกเขาว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของพวกเขาอยู่ ในช่วงเวลาที่แสนวิเศษนั้นทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ...ก่อนที่มันจะสิ้นสุดลง เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตำรวจบุกเข้ามา และจับพวกเขามัดเอาไว้ อ้างถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ภรรยาของเขาได้ทำลงไปเมื่อ 8 ปีก่อน ข่มขู่ถามหานาฬิกาพก ก่อนลงเอยด้วยการที่ตัวเราถูกทำร้ายอย่างรุนแรง


หากแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ตัวสามีได้สิ้นสติลง เขาก็จะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ณ หน้าประตูห้อง...ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะเริ่มต้นวนซำ้ลูปเดิมอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง ตัวสามีหรือก็คือเราผู้เล่นจะต้องหาทางทำบางอย่าง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อ 8 ปีก่อน นาฬิกาพกที่ชายแปลกหน้าต้องการมีอยู่จริงไหม...ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดลูปเวลานี้ลงได้เสียที


โดยเราจะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละลูปเวลา และความทรงจำจากลูปก่อนๆ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสามารถคิดหาแนวทางที่จะสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดออกมาได้



เรียกได้ว่าการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านการปล่อยให้ผู้เล่นได้ค่อยๆ ค้นหาเงื่อนงำและพยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนของข้อมูลที่หามาได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อเรื่องที่หากเล่าแบบตรงๆ ก็อาจจะไม่โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ดูน่าติดตามและน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบเกม นวนิยายหรือภาพยนตร์แนวสืบสวนและจิตวิทยาอยู่ไม่น้อย 


มิหนำซำ้ในช่วงท้ายในจุดที่ตัวละครของเราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวเกมก็ยังได้ทำการอธิบาย และทำการเฉลยส่วนสำคัญออกมาอย่างชัดเจน ทำให้สำหรับคนที่อาจจะยังตามไม่ทันหรือไม่มั่นใจ สามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันในแต่ละฉากจบก็ยังทิ้งสัญลักษณ์หลายๆ อย่างเอาไว้ให้เราได้สามารถนำไปตีความต่อยอดได้อีกด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบการนำเสนอและเนื้อเรื่องที่บีบคั้นจิตใจของ 12 Minutes เป็นส่วนที่ได้รับการใส่ใจ และนำเสนอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว



ในขณะที่เกมเพลย์นั้นเป็นส่วนที่เรียบง่าย และไม่ซับซ้อนอะไรตามสไตล์เกม Point-and-Click ทั่วๆ ไป ที่เราลากเม้าส์เลือกไปยังวัตถุที่ต้องการจะทำปฏิสัมพันธ์บางอย่างด้วย และทำการคลิ๊ก-ลากเพื่อให้เกิด แอคชันบางอย่างขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจเลยก็คือ มุมมองของภาพจากด้านบนที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของฉากได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเคลื่อนกล้องไป-มาให้ปวดหัว และความกดดันที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดที่ว่า ทุกการกระทำของเรานั้นจำเป็นจะต้องแข่งกับเวลาอยู่เสมอ แม้ว่าในตอนที่เราเลือกหยิบไอเทมออกมาใช้ จะเป็นช่วงที่ทำการหยุดเวลาเอาไว้ให้ก็ตาม ในตอนนั้นตัวเกมก็จะทำการใส่ดนตรีประกอบที่เป็นเสียงเข็มนาฬิกาเข้ามา เพื่อเร่งผู้เล่นกลายๆ ให้ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจหาทางไปต่อด้วยเช่นกัน


นอกจากนั้นแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่มีอะไรยาก ก็ไม่ได้หมายความว่า 12 Minutes จะปล่อยให้คุณเดินทางไปจนถึงฉากจบได้อย่างง่ายดาย เพราะคุณจะต้องพยายามคิดหาทางที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละลูปเวลา ค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้คุณได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาใช้ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน และหาทางไปต่อได้ในที่สุด ซึ่งเราก็ต้องขอบอกเลยว่าภายใต้เวลาจำกัดที่เรามีนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะหาทางสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้...ดังนั้นคุณจะไม่มีทางจบเกมนี้ลงได้ใน 12 นาที ตามชื่อเกมอย่างแน่นอนค่ะ



แต่ถึงจะทำความเข้าใจได้ง่ายมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเกมเพลย์จะไม่มีปัญหาเลยเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่กำลังเร่งรีบและตั้งใจจะทำแอคชันต่างๆ ให้ทันตามที่วางแผนไว้ หากว่าเรารีบกดสั่งให้ตัวละครทำกิจกรรมอะไรบางอย่างซ้อนๆ กันถี่เกินไป ในขณะที่ตัวละครยังทำกิจกรรมดังกล่าวไม่เสร็จ ก็จะกลายเป็นว่ากิจกรรมนั้นโดนยกเลิกไป แล้วเราก็ต้องมาเสียเวลากดใหม่แทน (ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เขียนก็เคยเปิด-ปิดตู้เย็นอยู่หลายรอบมากทีเดียว กว่าจะหยิบขนมหวานออกมาได้) 


หรือบางครั้งหากอีเวนต์กำลังจะเกิดขึ้น ในจังหวะพอดีกับที่เราสั่งให้ตัวละครไปทำกิจกรรมบางอย่างเข้า ก็อาจจะทำให้เกิดบัค ที่อีเวนต์ไม่เดินหน้าต่อก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ เพราะบัคตรงจุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และเราก็สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเข้าไปคุยกับตัวละครสักตัวเท่านั้น


นอกจากนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเกมเพลย์แนวนี้เลยก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องอาศัยไหวพริบ ต้องคิด วิเคราะห์ วางแผนการที่จะทำต่อไปอย่างละเอียด และจะต้องอดทนต่อความเหนื่อยหน่าย จากการวนลูปซำ้ไปซำ้มาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปได้...ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนถอดใจและเลิกเล่นไประหว่างทางก็เป็นได้



ในขณะที่ส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เราอินไปกับอารมณ์ ความรู้สึกและบรรยากาศของเกมได้อย่างลึกซึ้งเลยก็คือ เสียงพากย์ของตัวละคร ซึ่งทางผู้พัฒนาเกมนั้น ก็ได้ทำการแคสนักแสดงมากความสามารถอย่าง James McAvoy (ผู้รับบท Professor X จาก X-Men: First Class) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครสามี (Husband), Daisy Ridley (ผู้รับบท Rey จาก Star Wars: The Last Jedi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครภรรยา (Wife) และ Willem Dafoe (ผู้รับบท Green Goblin จาก Spider-Man ฉบับ Sam Raimi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครคุณพ่อ (Father) อีกด้วย


ซึ่งเราก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เสียงของพวกเขานั้นได้สร้างชีวิตชีวาให้กับตัวละครดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมได้อย่างชัดเจน 


นอกจากนั้นดนตรีประกอบที่เล่นคลออยู่ตลอดทั้งเกม ก็ยังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในช่วงลูปเวลาแสนสุขดนตรีประกอบก็สามารถสร้างบรรยากาศ ที่ทำให้ทุกอย่างอบอุ่นหัวใจได้จนถึงขีดสุด ไปจนถึงช่วงเวลาที่เนื้อเรื่องบีบคั้นหัวใจที่สุด ดนตรีประกอบในตอนนั้นก็ทำให้เราอิน และเจ็บปวดไปกับเรื่องราวอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งในตอนที่เล่นจนจบเกมไปแล้ว ความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจจนยาก ที่จะลบเลือนไปได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว



สรุปแล้วมุมมองของเราที่มีต่อ 12 Minutes หลังจากที่ได้ทำการเคลียด์เกมจนครบทุกฉากจบแล้วก็คือ ความประทับใจค่ะ...แม้ว่าระหว่างการเล่นจะที่ช่วงติดขัดที่ทำให้แอบปวดหัว และหงุดหงิดที่หาทางไปต่อไม่ได้เสียทีอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อสามารถข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ จนกระทั่งก้าวมาถึงจุดที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเฉลยออกมาแล้วนั้นเอง เราก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยทีเดียวว่า เนื้อเรื่องรวมถึงฉากจบที่เราจะต้องเผชิญนั้น เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจของเรามากเหลือเกินจริงๆ


ดังนั้นแล้วการรอคอยมาตลอด 2 ปีนี้ สำหรับเราแล้วก็เรียกได้ว่า มันเป็นการรอคอยที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างที่เราเองก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของ 12 Minutes นี้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง...แล้วอย่าลืมกลับมากระซิบบอกกันบ้างนะคะว่า คุณคิดยังไงกับเกมนี้บ้างนะ?


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
Preview CNT : Elden Ring กว่า 2 ปีที่รอคอย นี่แหละโลกใบใหม่ที่สวยงาม
สตรีมเมอร์ดังจัดแข่ง Squid Game ในชีวิตจริง ชิงเงินรางวัลนับล้านบาท!
OcelotBoy
Vampire: The Masquerade – Swansong ประกาศเลื่อนวางจำหน่ายไปอีก 3 เดือน
BASUP!
ข่าวลือ: Valve กำลังพัฒนาเกม Co-op FPS จากจักรวาล Half-Life สำหรับ Steam Deck
OcelotBoy
เสียใจทีหลัง! Hideo Kojima ได้รับเชิญให้ดู Arcane ล่วงหน้า แต่ดันปฏิเสธ!
OcelotBoy
ลือ !! BioShock ภาคใหม่จะใช้ชื่อว่า BioShock Isolation และอาจจะเปิดตัวต้นปีหน้า
BASUP!
Editors' Choice
[บทความ] 6 ตัวละคร League of Legends ที่อาจซ่อนตัวอยู่ใน 'Arcane' ?!
OcelotBoy
[Review] รีวิวเกม Ruined King: A League of Legends Story "JRPG ไซส์กระทัดรัดที่เพลินเกินคาด"
OcelotBoy
[บทความ] ส่องเนื้อเรื่องเบื้องหลัง Elden Ring "เมื่อทุกอย่างพังทลาย ผู้มัวหมองจึงได้กลับมาตุภูมิ"
wine2035
GTA Trilogy - Definitive Edition: เผยสูตรโกงทั้งหมดสำหรับภาค GTA III
OcelotBoy
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] 12 Minutes "ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด"
25/08/2021

ย้อนกลับไปในช่วงงาน E3 ปี 2019 หรือประมาณ 2 ปีก่อน ทีมพัฒนาน้องใหม่จากซานฟรานซิสโกอย่าง Luís António ก็ได้ทำการปล่อยวิดีโอตัวอย่างสั้นๆ ความยาวประมาณสองนาทีกว่า เพื่อเป็นการประกาศให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงการมาเยือนของโปรเจกต์ “12 Minutes” ที่พวกเขากำลังพัฒนากันอยู่ ภายใต้คอนเซปต์ที่เรามักจะได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในหนังสือการ์ตูนหรือตามภาพยนตร์หลายเรื่องว่า 



“จะเกิดอะไรขึ้นหากตัวคุณติดอยู่ในลูปเวลา ที่วนซํ้าไปมาราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุดลง แล้วจะต้องทำเช่นไรเพื่อจบเหตุการณ์เหล่านี้ลงให้ได้เสียที…?”


แน่นอนว่าการเปิดตัวในครั้งนั้นก็ได้สร้างกระแสฮือฮาขึ้นมาในหมู่เกมเมอร์จำนวนไม่น้อย พร้อมแพร่สะพัดความตื่นเต้นในการรอคอย ต่อการมาถึงของตัวเกมออกไปอย่างใจจดใจจ่อ และในที่สุดหลังจากผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างยาวนาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ 12 Minutes ก็ได้ทำการวางขายพร้อมเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ PC, Xbox One, และ Xbox Series X/S ในที่สุด


แล้วตัวเกมจะคุ้มค่ากับการรอคอยมาตลอด 2 ปีหรือไม่...เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันภายใน รีวิว 12 Minutes “ไขปริศนานาฬิกาพก หาทางออกจาก Loop เวลาไร้จุดสิ้นสุด” กันเลยค่ะ



12 Minutes เป็นเกมผจญภัย แนว Point-and-Click หรือเกมประเภทที่ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครได้ ผ่านการใช้เคอร์เซอร์ชี้แล้วกดเม้าส์ตรงตำแหน่งพื้นที่ที่ต้องการเดินไปหา หรือมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับไอเทมนั้นๆ มุมมองจากด้านบน ผลงานการสร้างของทีมพัฒนาอินดี้น้องใหม่อย่าง Luís António ที่ทางทีมงานได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจาก ผู้กำกับขั้นปรมาจารย์ของหนังแนวจิตวิทยาระทึกขวัญ อย่าง Alfred Hitchcock (เจ้าของผลงานชั้นครูอย่าง Psycho จากปี 1960), Stanley Kubrick (ผู้กำกับหนังเรื่อง Lolita จากปี 1962) และ David Fincher (ผู้กำกับหนังเรื่อง Gone Girl จากปี 2014)



โดยเนื้อเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านตัวละครสามี (Husband) ที่เราผู้เล่นจะได้เป็นคนควบคุม ซึ่งเพิ่งกลับอพาร์ทเม้นมาหลังเลิกงาน และพบว่าภรรยา (Wife) ได้เตรียมของหวานเอาไว้คอยท่า เนื่องในโอกาสพิเศษที่เธอต้องการจะบอกเขาว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของพวกเขาอยู่ ในช่วงเวลาที่แสนวิเศษนั้นทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ...ก่อนที่มันจะสิ้นสุดลง เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตำรวจบุกเข้ามา และจับพวกเขามัดเอาไว้ อ้างถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ภรรยาของเขาได้ทำลงไปเมื่อ 8 ปีก่อน ข่มขู่ถามหานาฬิกาพก ก่อนลงเอยด้วยการที่ตัวเราถูกทำร้ายอย่างรุนแรง


หากแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ตัวสามีได้สิ้นสติลง เขาก็จะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ณ หน้าประตูห้อง...ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะเริ่มต้นวนซำ้ลูปเดิมอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง ตัวสามีหรือก็คือเราผู้เล่นจะต้องหาทางทำบางอย่าง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อ 8 ปีก่อน นาฬิกาพกที่ชายแปลกหน้าต้องการมีอยู่จริงไหม...ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดลูปเวลานี้ลงได้เสียที


โดยเราจะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละลูปเวลา และความทรงจำจากลูปก่อนๆ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสามารถคิดหาแนวทางที่จะสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดออกมาได้



เรียกได้ว่าการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านการปล่อยให้ผู้เล่นได้ค่อยๆ ค้นหาเงื่อนงำและพยายามปะติดปะต่อชิ้นส่วนของข้อมูลที่หามาได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อเรื่องที่หากเล่าแบบตรงๆ ก็อาจจะไม่โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ดูน่าติดตามและน่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบเกม นวนิยายหรือภาพยนตร์แนวสืบสวนและจิตวิทยาอยู่ไม่น้อย 


มิหนำซำ้ในช่วงท้ายในจุดที่ตัวละครของเราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวเกมก็ยังได้ทำการอธิบาย และทำการเฉลยส่วนสำคัญออกมาอย่างชัดเจน ทำให้สำหรับคนที่อาจจะยังตามไม่ทันหรือไม่มั่นใจ สามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันในแต่ละฉากจบก็ยังทิ้งสัญลักษณ์หลายๆ อย่างเอาไว้ให้เราได้สามารถนำไปตีความต่อยอดได้อีกด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบการนำเสนอและเนื้อเรื่องที่บีบคั้นจิตใจของ 12 Minutes เป็นส่วนที่ได้รับการใส่ใจ และนำเสนอออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว



ในขณะที่เกมเพลย์นั้นเป็นส่วนที่เรียบง่าย และไม่ซับซ้อนอะไรตามสไตล์เกม Point-and-Click ทั่วๆ ไป ที่เราลากเม้าส์เลือกไปยังวัตถุที่ต้องการจะทำปฏิสัมพันธ์บางอย่างด้วย และทำการคลิ๊ก-ลากเพื่อให้เกิด แอคชันบางอย่างขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจเลยก็คือ มุมมองของภาพจากด้านบนที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของฉากได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องเคลื่อนกล้องไป-มาให้ปวดหัว และความกดดันที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดที่ว่า ทุกการกระทำของเรานั้นจำเป็นจะต้องแข่งกับเวลาอยู่เสมอ แม้ว่าในตอนที่เราเลือกหยิบไอเทมออกมาใช้ จะเป็นช่วงที่ทำการหยุดเวลาเอาไว้ให้ก็ตาม ในตอนนั้นตัวเกมก็จะทำการใส่ดนตรีประกอบที่เป็นเสียงเข็มนาฬิกาเข้ามา เพื่อเร่งผู้เล่นกลายๆ ให้ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจหาทางไปต่อด้วยเช่นกัน


นอกจากนั้นแม้ว่าเกมเพลย์จะไม่มีอะไรยาก ก็ไม่ได้หมายความว่า 12 Minutes จะปล่อยให้คุณเดินทางไปจนถึงฉากจบได้อย่างง่ายดาย เพราะคุณจะต้องพยายามคิดหาทางที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละลูปเวลา ค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้คุณได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาใช้ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน และหาทางไปต่อได้ในที่สุด ซึ่งเราก็ต้องขอบอกเลยว่าภายใต้เวลาจำกัดที่เรามีนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะหาทางสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้...ดังนั้นคุณจะไม่มีทางจบเกมนี้ลงได้ใน 12 นาที ตามชื่อเกมอย่างแน่นอนค่ะ



แต่ถึงจะทำความเข้าใจได้ง่ายมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเกมเพลย์จะไม่มีปัญหาเลยเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่กำลังเร่งรีบและตั้งใจจะทำแอคชันต่างๆ ให้ทันตามที่วางแผนไว้ หากว่าเรารีบกดสั่งให้ตัวละครทำกิจกรรมอะไรบางอย่างซ้อนๆ กันถี่เกินไป ในขณะที่ตัวละครยังทำกิจกรรมดังกล่าวไม่เสร็จ ก็จะกลายเป็นว่ากิจกรรมนั้นโดนยกเลิกไป แล้วเราก็ต้องมาเสียเวลากดใหม่แทน (ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เขียนก็เคยเปิด-ปิดตู้เย็นอยู่หลายรอบมากทีเดียว กว่าจะหยิบขนมหวานออกมาได้) 


หรือบางครั้งหากอีเวนต์กำลังจะเกิดขึ้น ในจังหวะพอดีกับที่เราสั่งให้ตัวละครไปทำกิจกรรมบางอย่างเข้า ก็อาจจะทำให้เกิดบัค ที่อีเวนต์ไม่เดินหน้าต่อก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ เพราะบัคตรงจุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และเราก็สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเข้าไปคุยกับตัวละครสักตัวเท่านั้น


นอกจากนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเกมเพลย์แนวนี้เลยก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผู้เล่นจำเป็นจะต้องอาศัยไหวพริบ ต้องคิด วิเคราะห์ วางแผนการที่จะทำต่อไปอย่างละเอียด และจะต้องอดทนต่อความเหนื่อยหน่าย จากการวนลูปซำ้ไปซำ้มาเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปได้...ซึ่งตรงจุดนี้ก็อาจทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนถอดใจและเลิกเล่นไประหว่างทางก็เป็นได้



ในขณะที่ส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เราอินไปกับอารมณ์ ความรู้สึกและบรรยากาศของเกมได้อย่างลึกซึ้งเลยก็คือ เสียงพากย์ของตัวละคร ซึ่งทางผู้พัฒนาเกมนั้น ก็ได้ทำการแคสนักแสดงมากความสามารถอย่าง James McAvoy (ผู้รับบท Professor X จาก X-Men: First Class) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครสามี (Husband), Daisy Ridley (ผู้รับบท Rey จาก Star Wars: The Last Jedi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครภรรยา (Wife) และ Willem Dafoe (ผู้รับบท Green Goblin จาก Spider-Man ฉบับ Sam Raimi) มาพากย์เสียงเป็นตัวละครคุณพ่อ (Father) อีกด้วย


ซึ่งเราก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า เสียงของพวกเขานั้นได้สร้างชีวิตชีวาให้กับตัวละครดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเกมได้อย่างชัดเจน 


นอกจากนั้นดนตรีประกอบที่เล่นคลออยู่ตลอดทั้งเกม ก็ยังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในช่วงลูปเวลาแสนสุขดนตรีประกอบก็สามารถสร้างบรรยากาศ ที่ทำให้ทุกอย่างอบอุ่นหัวใจได้จนถึงขีดสุด ไปจนถึงช่วงเวลาที่เนื้อเรื่องบีบคั้นหัวใจที่สุด ดนตรีประกอบในตอนนั้นก็ทำให้เราอิน และเจ็บปวดไปกับเรื่องราวอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งในตอนที่เล่นจนจบเกมไปแล้ว ความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจจนยาก ที่จะลบเลือนไปได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว



สรุปแล้วมุมมองของเราที่มีต่อ 12 Minutes หลังจากที่ได้ทำการเคลียด์เกมจนครบทุกฉากจบแล้วก็คือ ความประทับใจค่ะ...แม้ว่าระหว่างการเล่นจะที่ช่วงติดขัดที่ทำให้แอบปวดหัว และหงุดหงิดที่หาทางไปต่อไม่ได้เสียทีอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อสามารถข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ จนกระทั่งก้าวมาถึงจุดที่เรื่องราวทั้งหมดถูกเฉลยออกมาแล้วนั้นเอง เราก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยทีเดียวว่า เนื้อเรื่องรวมถึงฉากจบที่เราจะต้องเผชิญนั้น เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจของเรามากเหลือเกินจริงๆ


ดังนั้นแล้วการรอคอยมาตลอด 2 ปีนี้ สำหรับเราแล้วก็เรียกได้ว่า มันเป็นการรอคอยที่ไม่น่าผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างที่เราเองก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของ 12 Minutes นี้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง...แล้วอย่าลืมกลับมากระซิบบอกกันบ้างนะคะว่า คุณคิดยังไงกับเกมนี้บ้างนะ?



บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
Preview CNT : Elden Ring กว่า 2 ปีที่รอคอย นี่แหละโลกใบใหม่ที่สวยงาม
สตรีมเมอร์ดังจัดแข่ง Squid Game ในชีวิตจริง ชิงเงินรางวัลนับล้านบาท!
OcelotBoy
Vampire: The Masquerade – Swansong ประกาศเลื่อนวางจำหน่ายไปอีก 3 เดือน
BASUP!
ข่าวลือ: Valve กำลังพัฒนาเกม Co-op FPS จากจักรวาล Half-Life สำหรับ Steam Deck
OcelotBoy
เสียใจทีหลัง! Hideo Kojima ได้รับเชิญให้ดู Arcane ล่วงหน้า แต่ดันปฏิเสธ!
OcelotBoy
ลือ !! BioShock ภาคใหม่จะใช้ชื่อว่า BioShock Isolation และอาจจะเปิดตัวต้นปีหน้า
BASUP!
Editors' Choice
[บทความ] 6 ตัวละคร League of Legends ที่อาจซ่อนตัวอยู่ใน 'Arcane' ?!
OcelotBoy
[Review] รีวิวเกม Ruined King: A League of Legends Story "JRPG ไซส์กระทัดรัดที่เพลินเกินคาด"
OcelotBoy
[บทความ] ส่องเนื้อเรื่องเบื้องหลัง Elden Ring "เมื่อทุกอย่างพังทลาย ผู้มัวหมองจึงได้กลับมาตุภูมิ"
wine2035
GTA Trilogy - Definitive Edition: เผยสูตรโกงทั้งหมดสำหรับภาค GTA III
OcelotBoy
Show header