GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Marvel's Midnight Suns เกมการ์ดซุปเปอร์ฮีโร่ที่สนุกและชวนง่วงในเวลาเดียวกัน
ลงวันที่ 01/12/2022

เมื่อพูดถึงเกมที่สร้างโดยอิงจาก IP หรือแฟรนไชส์ชื่อดัง ๆ สิ่งหนึ่งที่แฟน ๆ ของแฟรนไชส์เหล่านี้คาดหวังจะได้เห็น คือการที่ทีมงานผู้รับผิดชอบโปรเจกต์มี 'แพชชัน' หรือใจรักให้กับแฟรนไชส์ที่พวกเขากำลังจะดัดแปลง ซึ่งก็ในทางทฤษฏีก็จะนำไปสู่ผลงานที่เคารพและเข้าใจความคาดหวังของแฟนแฟรนไชส์ เพราะพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแฟนที่ว่านี้ซะเองเช่นเดียวกัน

แต่ในบางครั้ง การที่ผู้รับผิดชอบโปรเจกต์เหล่านี้เป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์ที่ตัวเองกำลังดัดแปลง ก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเกมได้เช่นกัน ซึ่ง Marvel Midnight's Suns อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้ที่ผู้เขียนได้พบมาในรอบหลายปีเลยทีเดียว โดยแม้ว่าเกมจะมีระบบเกมเพลย์สไตล์การ์ดเกมที่สนุกเพลิดเพลิน รวมถึงบทพูดและตัวละครที่มีเสน่ห์ แต่เกมเพลย์ฟาก Social Sim (จำลองการใช้ชีวิต) ของเกมกลับตกม้าตายอย่างน่าเสียดาย จากการที่เกมมีบทพูดและฉากสนทนาเยอะมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อเล่นมุขหรือปล่อย Easter Egg เอาใจแฟน Marvel เท่านั้น จนรู้สึกว่าผู้พัฒนาอาจจะเขียนบทมันส์มือกันไปหน่อย และทำให้ประสบการณ์โดยรวมของเกมมีความไม่สม่ำเสมอเป็นอย่างมาก

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาลมาร์เวล โดยเฉพาะในส่วนของหนังสือการ์ตูน รับประกันว่า Marvel's Midnight Suns จะมีอะไรให้คุณได้ตื่นเต้นอมยิ้มเต็มอิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าคุณไม่ได้อินจักรวาลมาร์เวลระดับซุปเปอร์แฟน ที่สามารถนั่งอ่าน/ดู/ฟังบทสนทนาระหว่างตัวละครฮีโร่ชื่อดังเหล่านี้ได้เรื่อย ๆ เกมนี้ก็อาจจะมีอะไรให้รู้สึกติดขัดน่ารำคสญอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

เนื้อเรื่องสูตรสำเร็จสไตล์มาร์เวล ให้คุณเสพจนลงแดงกันไปข้าง

เกม Marvel's Midnight Suns จะให้ผู้เล่นรับบทเป็นฮีโร่ใหม่ที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งจะมีชื่อว่า 'The Hunter' นักรบลูกผสมระหว่างมนุษย์กับปีศาจ ผู้ซึ่งถูกชุบชีวิตขึ้นมาจากการหลับไหลเพื่อต่อสู้กับ Lilith แม่มดร้ายผู้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาโดยองค์กรชั่ว Hydra เพื่อครองโลก โดยผู้เล่นจะได้ร่วมทีมกับเหล่าฮีโร่ชื่อดังจากจักรวาล Marvel มากกว่า 13 ชีวิตด้วยกัน ตั้งแต่ฮีโร่ชื่อดังที่ทุกคนรู้จักอย่าง Iron Man, Captain America, หรือ Wolverine ไปจนถึงฮีโร่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักนักอย่าง Magik, Blade, หรือ Nico Minoru เพื่อก่อตั้งกลุ่ม Midnight Suns นั่นเอง

แม้ว่าเนื้อเรื่องของเกม Marvel's Midnight Suns จะดำเนินไปตามสูตรของหนัง/การ์ตูนฮีโร่แทบจะเป๊ะ ๆ จนรู้สึกว่าเดาทุกอย่างได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกม แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแย่ไปเลยเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับบทพูดของตัวละครฮีโร่ทั้งหลาย ที่เขียนมาได้ตลก คมคาย และแสดงออกถึงอุปนิสัยและเสน่ห์ของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างที่แฟนของจักรวาลมาร์เวลจริง ๆ เท่านั้นที่จะสามารถทำได้ ซึ่งก็ทำให้บทสนทนาในหลาย ๆ ช่วงของเกมมีความน่าจดจำอยู่บ้าง เช่นการที่ Iron Man และ Doctor Strange เถียงกันเรื่องวิทยาศาสตร์และเวทมนต์ตลอดเวลา หรือการที่ Blade แอบชอบ Captain Marvel เป็นต้น


แต่ปัญหาของเกมอาจไม่ใช่เรื่องของ 'คุณภาพ' ของเนื้อเรื่องหรือบทสนทนา แต่คือเรื่องของ 'ปริมาณ' มากกว่า ด้วยตัวละครมากกว่า 10 ตัวที่ผู้พัฒนาต้องพยายามพัฒนาให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันธ์ในระดับเท่า ๆ กัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ในหลาย ๆ จังหวะผู้เขียนก็พบว่าตัวเองต้องกลั้นใจไม่กดข้ามบทสนทนาอยู่บ่อยครั้ง เพราะอยากจะรีบ ๆ กลับไปเล่นเกมต่อซะที โดยผู้พัฒนา Firaxis Games ได้เคยเปิดเผยออกมาว่าเกมมีบทพูดมากถึง 65,000 ประโยค ซึ่งถ้าตัดออกไปได้ซักครึ่งหนึ่งอาจจะทำให้เกมรู้สึกลื่นไหลกว่านี้มาก

เอาเข้าจริง ผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความ 'เยอะ' ของบทพูดในเกมตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเกมด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเวลาอีกมากกว่า 30 ชั่วโมงที่เหลือที่ใช้ในการเล่นเนื้อเรื่อง (ใช้เวลารวมราว 50 ชั่วโมง) ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนความรู้สึกไปในทางที่ดีขึ้นเลย นับเป็นเรื่องหายากเหมือนกันที่เกมซักเกมจะมีปัญหาเรื่องการพัฒนาตัวละครมากเกินไปจนเกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นการพัฒนาไม่พอเหมือนในเกมหลาย ๆ เกม

เกมเพลย์แนวการ์ดที่สนุกจนเสพติด!

ในส่วนของเกมเพลย์ เกม Marvel’s Midnight Suns มีความใกล้เคียงกับเกมการ์ดหรือเกมพัซเซิ่ล มากกว่าเกม RPG แนววางแผนแบบที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก ๆ ที่ผู้เล่นควรทำความเข้าใจซะก่อนที่จะกดซื้อเกมมาเล่น แต่จะเป็นข้อดีหรือข้อเสียก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นแต่ละคนชื่นชอบเกมแนวการ์ดแค่ไหน 

ระบบการ์ดของ Midnight Suns มีความลึกและสนุกกว่าที่คาดเอาไว้พอสมควรคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมการ์ดหรือเกมวางแผนเข้มข้น ๆ น่าจะรู้สึกสนุกกับการเล่นเกมแนวนี้เป็นพิเศษ เพราะการต่อสู้แต่ละด่านมักให้ความรู้สึกเหมือนเกมพัซเซิ่ล ที่บังคับให้ผู้เล่นใช้การ์ดที่เล่นได้จำนวนจำกัดต่อตา ร่วมกับสภาพแวดล้อม เพื่อทำความเสียหายให้ได้มากที่สุด ชั่วโมงแรก ๆ ของเกมอาจรู้สึกจำกัดอยู่บ้าง จากการที่ผู้เล่นยังทำความเคยชินกับกฏกติกามากมายที่เชื่อมโยงกันไปมาตามฉบับของเกมการ์ด และจะเริ่มสนุกจริง ๆ ก็เมื่อผู้เล่นมีโอกาสสะสมการ์ดเพิ่มขึ้นมากพอจะจัดคอมโบของตัวเอง โดยในช่วงหลัง ๆ ผู้เขียนแทบจะสามารถกำจัดศัตรูได้ทั้งด่านในเทิร์นเดียวจากการผสมผสานคอมโบการ์ดของฮีโร่แต่ละตัวเข้าด้วยกันเลยทีเดียว แถมเกมยังมีระดับความยากให้ปรับได้ตลอดเวลาหลากหลายระดับ จึงไม่เคยรู้สึกว่าเกมง่ายเกินไปแม้จะมีคอมโบเด็ดแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ จำนวนฮีโร่ที่มีให้เลือกถึง 13 ตัว ซึ่งล้วนมาพร้อมจุดเด่นและความถนัดของตัวเอง ทำให้ผู้เล่นมีพื้นที่ในการพลิกแพลงแผนการเล่นได้อย่างหลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่นตัวละคร Captain America ที่เป็นเหมืองตัวแทงค์ มีการ์ดที่ช่วยดึงดูดให้ศัตรูมาโจมตีตัวเองพร้อมกับช่วยเสริมการป้องกันของตัวเองไปด้วย หรือ Ghost Rider ที่มีความสามารถในการโจมตีรุนแรงที่สุดในหมู่ฮีโร่ทุกตัว แต่การโจมตีแต่ละครั้งต้องใช้ HP ของตัวเองเข้าแลกเป็นต้น โดยต้องชมผู้พัฒนาที่สามารถออกแบบฮีโร่ออกมาได้ค่อนข้างสมดุล ไม่ได้รู้สึกว่ามีฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่งที่เก่งหรืออ่อนกว่าคนอื่น ทำให้ผู้เล่นสามารถจัดทีมและการ์ดตามความชอบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และทำให้เกมสามารถเล่นซ้ำได้หลายครั้งด้วยทีมหรือชุดการ์ดใหม่ ๆ

ทั้งนี้ เกม Marvel's Midnight Suns ก็มีส่วนที่แอบรู้สึกจำกัดอยู่เหมือนกันเมื่อเทียบกับเกมวางแผนคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือเรื่องของแผนที่ในเกม ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมโล่ง ๆ กว้าง ๆ เหมือนกันหมด จะแตกต่างก็เพียงตำแหน่งของสิ่งของที่กระจัดกระจายอยู่ในฉาก ที่เราสามารถใช้เพื่อโจมตีศัตรูได้ (เช่นปากล่องลังใส่ศัตรู หรือถีบศัตรูให้กระเด็นไปโดนถังแก๊ซระเบิด) ซึ่งส่งผลให้เกมขาดมิติในเรื่องของการเคลื่อนที่ รวมไปถึงรูปแบบของภารกิจที่แม้จะเป้าหมายแตกต่างกัน เช่นด่านหนึ่งอาจต้องแฮ๊คคอมพิวเตอร์สามเครื่อง ในขณะที่อีกด่านให้จับศัตรูมาสอบสวน แต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับเล่นไม่ต่างกันเลย ยิ่งเล่นไปถึงช่วงท้าย ๆ ที่เริ่มจัดชุดการ์ดเป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งแทบไม่ต้องสนใจภารกิจเลย เพราะสามารถจำกัดศัตรูแทบหมดด่านได้ตั้งแต่ตาแรก

กราฟิกไม่ดี ใครว่าไม่มีผลต่อเกมเพลย์

ในระหว่างการต่อสู้แต่ละด่าน ผู้เล่นจะถูกพาไปยังฐานทัพของกลุ่ม Midnight Suns ที่ชื่อว่า The Abbey ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ให้ผู้เล่นเปิดหาการ์ดใหม่และจัดชุดการ์ดของฮีโร่แต่ละตัวแล้ว ผู้เล่นยังสามารถทำการค้นกว้า (Research) หลากหลายรูปแบบเพื่อรับทักษะแบบติดตัวได้หลากหลายชนิด เช่นการเพิ่มจำนวนไอเทมที่ใช้ได้ในแต่ละด่าน หรือเพิ่มปริมาณทรัพยากรณ์ที่ได้หลังผ่านด่านในเกมเป็นต้น ที่สำคัญคือผู้เล่นจะสามารถชวนฮีโร่ในทีมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการเล่นไพ่ ดูหนัง กินเหล่า หรืออ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาระดับ Friendship Level ระหว่าง The Hunter และฮีโร่นั้น ๆ ซึ่งก็จะปลดล๊อคทักษะติดตัวให้ฮีโร่แต่ละตัวนั่นเอง ซึ่งคนที่เคยเล่นเกมซีรีส์ XCOM ของผู้พัฒนา Firaxis Games น่าจะคุ้นเคยกับระบบตรงนี้ดี

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง The Abbey และฐานทัพในเกม XCOM คือการที่ผู้เล่นจะสามารถสำรวจ The Abbey ได้อย่างอิสระในมุมมองบุคคลที่ 3 แทนที่จะเป็นเพียงการกดหน้าเมนูอย่างเดียวเหมือนใน XCOM ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน (ในฐานะคนที่เป็นแฟนเกม XCOM ด้วย) รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้เกมเพลย์ฝั่ง Abbey รู้สึกยุ่งยากและใช้เวลาเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะผู้เล่นต้องคอยวิ่งไปมาระหว่าง NPC หลายตัวซ้ำ ๆ ระหว่างการต่อสู้ทุกครั้งตลอดเกมเพื่อเปิดซองการ์ด อัปเกรดการ์ด ทำการค้นคว้าหลาย ๆ อย่าง เข้าฉาก Hangout กับฮีโร่ และอีกมากมาย แทนที่จะสามารถกดเลือกจากเมนูได้อย่างรวดเร็วจะได้รีบกลับเข้าฉากต่อสู้


อันที่จริงผู้เขียนรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่ฉาก The Abbey จำเป็นต้องเปิดให้สำรวจได้แบบ 3D เช่นนี้ เพราะทุกสิ่งที่สามารถทำได้ใน Abbey สามารถทำได้ง่ายกว่าจากหน้าเมนู โดยสิ่งเดียวที่ดูจะทำได้เฉพาะในระบบมุมมองบุคคลที่ 3 คือระบบการแก้พัซเซิ่ลและหาของสะสมจำนวนมากที่ซ่อนอยู่รอบ ๆ ฉาก The Abbey ที่จะปลดล๊อคเนื้อเรื่องเบื้องหลังตัวละคร The Hunter, The Caretaker, และ Lilith เท่านั้น (ทั้ง 3 เป็นตัวละครใหม่สำหรับเกม) ซึ่งผู้เขียนไม่ได้รู้สึกว่าน่าสนใจเท่าไหร่ แถมพัซเซิ่ลที่ว่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่สามารถแก้ได้ในคลิ๊กเดียวด้วย ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันจึงรู้สึว่าฉาก The Abbey มีความยืดยาวเกินจำเป็นไปมาก อันเป็นเหตุจากการออกแบบของผู้พัฒนาเอง

การสำรวจฉาก Abbey อาจจะรู้สึกราบรื่นกว่านี้ ถ้ากราฟิกในเกมมีความสวยงามทันสมัยเหมือนเกม AAA หลายเกมในตลอด หรืออย่างน้อยก็มากพอจะทำให้ฉากรู้สึกสวยงามน่าประทับใจกว่านี้ แต่กราฟิกใน Midnight Suns กลับดูเหมือนหลุดมาจากปี 2014 มากกว่าเป็นเกมฟอร์มใหญ่ของปี 2022 ด้วยกราฟิกพื้นผิวและโมเดลตัวละครที่ออกจะหยาบ ๆ แข็ง ๆ อยู่ไม่น้อย แถมการออกแบบแผนที่ก็มักเป็นทางเดินแคบ ๆ อันว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้มองหรือทำเลย ซึ่งก็ทำให้ฉาก Abbey โดยรวมไม่น่าสนใจไปด้วย บอกตามตรงว่าถ้าเกมเพลย์ฝั่ง Abbey ถูกปรับให้กระชับกว่านี้ เกมคงได้คะแนนจากผู้เขียนไปมากกว่านี้พอสมควร

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาลมาร์เวล หรือเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นการ์ดเกมเป็นชีวิตจิตใจ Marvel's Midnight Suns ถือเป็นเกมที่สร้างมาโดยคนแบบคุณ เพื่อคนแบบคุณเลย แต่สำหรับคนอื่น ๆ ก็อาจต้องลองถามใจตัวเองว่าเราชอบฮีโร่เหล่านี้แค่ไหน ชอบในระดับที่จะอดทนฟังพวกเขาร่ายยาวเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ทีละ 5-10 นาทีได้ไหม ไม่อย่างงั้นคงได้กดข้ามฉากคัตซีนจนไม่รู้เรื่องแน่ ๆ

7
ข้อดี

เกมเพลย์แนวการ์ดเกมสนุกหลากหลาย

บทพูดมีจังหวะฮา ๆ ให้อมยิ้ม

ไม่กินแรงคอมมาก

ข้อเสีย

บทพูดเยอะจนเอือม

เกมเพลย์ฝั่ง Life Sim ไม่น่าสนใจ

กราฟิกบางมุมเหมือนเกม 10 ปีที่แล้ว


7
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Thief Simulator เกมที่จะคุณสวมบทเป็นหัวขโมย ย่องเบาขโมยของในบ้าน ลดราคาหนักเหลือ 49 บาท
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] รีวิวเกม Marvel's Midnight Suns เกมการ์ดซุปเปอร์ฮีโร่ที่สนุกและชวนง่วงในเวลาเดียวกัน
01/12/2022

เมื่อพูดถึงเกมที่สร้างโดยอิงจาก IP หรือแฟรนไชส์ชื่อดัง ๆ สิ่งหนึ่งที่แฟน ๆ ของแฟรนไชส์เหล่านี้คาดหวังจะได้เห็น คือการที่ทีมงานผู้รับผิดชอบโปรเจกต์มี 'แพชชัน' หรือใจรักให้กับแฟรนไชส์ที่พวกเขากำลังจะดัดแปลง ซึ่งก็ในทางทฤษฏีก็จะนำไปสู่ผลงานที่เคารพและเข้าใจความคาดหวังของแฟนแฟรนไชส์ เพราะพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแฟนที่ว่านี้ซะเองเช่นเดียวกัน

แต่ในบางครั้ง การที่ผู้รับผิดชอบโปรเจกต์เหล่านี้เป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์ที่ตัวเองกำลังดัดแปลง ก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเกมได้เช่นกัน ซึ่ง Marvel Midnight's Suns อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้ที่ผู้เขียนได้พบมาในรอบหลายปีเลยทีเดียว โดยแม้ว่าเกมจะมีระบบเกมเพลย์สไตล์การ์ดเกมที่สนุกเพลิดเพลิน รวมถึงบทพูดและตัวละครที่มีเสน่ห์ แต่เกมเพลย์ฟาก Social Sim (จำลองการใช้ชีวิต) ของเกมกลับตกม้าตายอย่างน่าเสียดาย จากการที่เกมมีบทพูดและฉากสนทนาเยอะมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อเล่นมุขหรือปล่อย Easter Egg เอาใจแฟน Marvel เท่านั้น จนรู้สึกว่าผู้พัฒนาอาจจะเขียนบทมันส์มือกันไปหน่อย และทำให้ประสบการณ์โดยรวมของเกมมีความไม่สม่ำเสมอเป็นอย่างมาก

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาลมาร์เวล โดยเฉพาะในส่วนของหนังสือการ์ตูน รับประกันว่า Marvel's Midnight Suns จะมีอะไรให้คุณได้ตื่นเต้นอมยิ้มเต็มอิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าคุณไม่ได้อินจักรวาลมาร์เวลระดับซุปเปอร์แฟน ที่สามารถนั่งอ่าน/ดู/ฟังบทสนทนาระหว่างตัวละครฮีโร่ชื่อดังเหล่านี้ได้เรื่อย ๆ เกมนี้ก็อาจจะมีอะไรให้รู้สึกติดขัดน่ารำคสญอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

เนื้อเรื่องสูตรสำเร็จสไตล์มาร์เวล ให้คุณเสพจนลงแดงกันไปข้าง

เกม Marvel's Midnight Suns จะให้ผู้เล่นรับบทเป็นฮีโร่ใหม่ที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งจะมีชื่อว่า 'The Hunter' นักรบลูกผสมระหว่างมนุษย์กับปีศาจ ผู้ซึ่งถูกชุบชีวิตขึ้นมาจากการหลับไหลเพื่อต่อสู้กับ Lilith แม่มดร้ายผู้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาโดยองค์กรชั่ว Hydra เพื่อครองโลก โดยผู้เล่นจะได้ร่วมทีมกับเหล่าฮีโร่ชื่อดังจากจักรวาล Marvel มากกว่า 13 ชีวิตด้วยกัน ตั้งแต่ฮีโร่ชื่อดังที่ทุกคนรู้จักอย่าง Iron Man, Captain America, หรือ Wolverine ไปจนถึงฮีโร่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักนักอย่าง Magik, Blade, หรือ Nico Minoru เพื่อก่อตั้งกลุ่ม Midnight Suns นั่นเอง

แม้ว่าเนื้อเรื่องของเกม Marvel's Midnight Suns จะดำเนินไปตามสูตรของหนัง/การ์ตูนฮีโร่แทบจะเป๊ะ ๆ จนรู้สึกว่าเดาทุกอย่างได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกม แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแย่ไปเลยเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับบทพูดของตัวละครฮีโร่ทั้งหลาย ที่เขียนมาได้ตลก คมคาย และแสดงออกถึงอุปนิสัยและเสน่ห์ของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างที่แฟนของจักรวาลมาร์เวลจริง ๆ เท่านั้นที่จะสามารถทำได้ ซึ่งก็ทำให้บทสนทนาในหลาย ๆ ช่วงของเกมมีความน่าจดจำอยู่บ้าง เช่นการที่ Iron Man และ Doctor Strange เถียงกันเรื่องวิทยาศาสตร์และเวทมนต์ตลอดเวลา หรือการที่ Blade แอบชอบ Captain Marvel เป็นต้น


แต่ปัญหาของเกมอาจไม่ใช่เรื่องของ 'คุณภาพ' ของเนื้อเรื่องหรือบทสนทนา แต่คือเรื่องของ 'ปริมาณ' มากกว่า ด้วยตัวละครมากกว่า 10 ตัวที่ผู้พัฒนาต้องพยายามพัฒนาให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันธ์ในระดับเท่า ๆ กัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ในหลาย ๆ จังหวะผู้เขียนก็พบว่าตัวเองต้องกลั้นใจไม่กดข้ามบทสนทนาอยู่บ่อยครั้ง เพราะอยากจะรีบ ๆ กลับไปเล่นเกมต่อซะที โดยผู้พัฒนา Firaxis Games ได้เคยเปิดเผยออกมาว่าเกมมีบทพูดมากถึง 65,000 ประโยค ซึ่งถ้าตัดออกไปได้ซักครึ่งหนึ่งอาจจะทำให้เกมรู้สึกลื่นไหลกว่านี้มาก

เอาเข้าจริง ผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความ 'เยอะ' ของบทพูดในเกมตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเกมด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเวลาอีกมากกว่า 30 ชั่วโมงที่เหลือที่ใช้ในการเล่นเนื้อเรื่อง (ใช้เวลารวมราว 50 ชั่วโมง) ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนความรู้สึกไปในทางที่ดีขึ้นเลย นับเป็นเรื่องหายากเหมือนกันที่เกมซักเกมจะมีปัญหาเรื่องการพัฒนาตัวละครมากเกินไปจนเกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นการพัฒนาไม่พอเหมือนในเกมหลาย ๆ เกม

เกมเพลย์แนวการ์ดที่สนุกจนเสพติด!

ในส่วนของเกมเพลย์ เกม Marvel’s Midnight Suns มีความใกล้เคียงกับเกมการ์ดหรือเกมพัซเซิ่ล มากกว่าเกม RPG แนววางแผนแบบที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก ๆ ที่ผู้เล่นควรทำความเข้าใจซะก่อนที่จะกดซื้อเกมมาเล่น แต่จะเป็นข้อดีหรือข้อเสียก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นแต่ละคนชื่นชอบเกมแนวการ์ดแค่ไหน 

ระบบการ์ดของ Midnight Suns มีความลึกและสนุกกว่าที่คาดเอาไว้พอสมควรคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมการ์ดหรือเกมวางแผนเข้มข้น ๆ น่าจะรู้สึกสนุกกับการเล่นเกมแนวนี้เป็นพิเศษ เพราะการต่อสู้แต่ละด่านมักให้ความรู้สึกเหมือนเกมพัซเซิ่ล ที่บังคับให้ผู้เล่นใช้การ์ดที่เล่นได้จำนวนจำกัดต่อตา ร่วมกับสภาพแวดล้อม เพื่อทำความเสียหายให้ได้มากที่สุด ชั่วโมงแรก ๆ ของเกมอาจรู้สึกจำกัดอยู่บ้าง จากการที่ผู้เล่นยังทำความเคยชินกับกฏกติกามากมายที่เชื่อมโยงกันไปมาตามฉบับของเกมการ์ด และจะเริ่มสนุกจริง ๆ ก็เมื่อผู้เล่นมีโอกาสสะสมการ์ดเพิ่มขึ้นมากพอจะจัดคอมโบของตัวเอง โดยในช่วงหลัง ๆ ผู้เขียนแทบจะสามารถกำจัดศัตรูได้ทั้งด่านในเทิร์นเดียวจากการผสมผสานคอมโบการ์ดของฮีโร่แต่ละตัวเข้าด้วยกันเลยทีเดียว แถมเกมยังมีระดับความยากให้ปรับได้ตลอดเวลาหลากหลายระดับ จึงไม่เคยรู้สึกว่าเกมง่ายเกินไปแม้จะมีคอมโบเด็ดแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ จำนวนฮีโร่ที่มีให้เลือกถึง 13 ตัว ซึ่งล้วนมาพร้อมจุดเด่นและความถนัดของตัวเอง ทำให้ผู้เล่นมีพื้นที่ในการพลิกแพลงแผนการเล่นได้อย่างหลากหลายมาก ยกตัวอย่างเช่นตัวละคร Captain America ที่เป็นเหมืองตัวแทงค์ มีการ์ดที่ช่วยดึงดูดให้ศัตรูมาโจมตีตัวเองพร้อมกับช่วยเสริมการป้องกันของตัวเองไปด้วย หรือ Ghost Rider ที่มีความสามารถในการโจมตีรุนแรงที่สุดในหมู่ฮีโร่ทุกตัว แต่การโจมตีแต่ละครั้งต้องใช้ HP ของตัวเองเข้าแลกเป็นต้น โดยต้องชมผู้พัฒนาที่สามารถออกแบบฮีโร่ออกมาได้ค่อนข้างสมดุล ไม่ได้รู้สึกว่ามีฮีโร่ตัวใดตัวหนึ่งที่เก่งหรืออ่อนกว่าคนอื่น ทำให้ผู้เล่นสามารถจัดทีมและการ์ดตามความชอบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และทำให้เกมสามารถเล่นซ้ำได้หลายครั้งด้วยทีมหรือชุดการ์ดใหม่ ๆ

ทั้งนี้ เกม Marvel's Midnight Suns ก็มีส่วนที่แอบรู้สึกจำกัดอยู่เหมือนกันเมื่อเทียบกับเกมวางแผนคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือเรื่องของแผนที่ในเกม ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมโล่ง ๆ กว้าง ๆ เหมือนกันหมด จะแตกต่างก็เพียงตำแหน่งของสิ่งของที่กระจัดกระจายอยู่ในฉาก ที่เราสามารถใช้เพื่อโจมตีศัตรูได้ (เช่นปากล่องลังใส่ศัตรู หรือถีบศัตรูให้กระเด็นไปโดนถังแก๊ซระเบิด) ซึ่งส่งผลให้เกมขาดมิติในเรื่องของการเคลื่อนที่ รวมไปถึงรูปแบบของภารกิจที่แม้จะเป้าหมายแตกต่างกัน เช่นด่านหนึ่งอาจต้องแฮ๊คคอมพิวเตอร์สามเครื่อง ในขณะที่อีกด่านให้จับศัตรูมาสอบสวน แต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับเล่นไม่ต่างกันเลย ยิ่งเล่นไปถึงช่วงท้าย ๆ ที่เริ่มจัดชุดการ์ดเป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งแทบไม่ต้องสนใจภารกิจเลย เพราะสามารถจำกัดศัตรูแทบหมดด่านได้ตั้งแต่ตาแรก

กราฟิกไม่ดี ใครว่าไม่มีผลต่อเกมเพลย์

ในระหว่างการต่อสู้แต่ละด่าน ผู้เล่นจะถูกพาไปยังฐานทัพของกลุ่ม Midnight Suns ที่ชื่อว่า The Abbey ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ให้ผู้เล่นเปิดหาการ์ดใหม่และจัดชุดการ์ดของฮีโร่แต่ละตัวแล้ว ผู้เล่นยังสามารถทำการค้นกว้า (Research) หลากหลายรูปแบบเพื่อรับทักษะแบบติดตัวได้หลากหลายชนิด เช่นการเพิ่มจำนวนไอเทมที่ใช้ได้ในแต่ละด่าน หรือเพิ่มปริมาณทรัพยากรณ์ที่ได้หลังผ่านด่านในเกมเป็นต้น ที่สำคัญคือผู้เล่นจะสามารถชวนฮีโร่ในทีมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการเล่นไพ่ ดูหนัง กินเหล่า หรืออ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาระดับ Friendship Level ระหว่าง The Hunter และฮีโร่นั้น ๆ ซึ่งก็จะปลดล๊อคทักษะติดตัวให้ฮีโร่แต่ละตัวนั่นเอง ซึ่งคนที่เคยเล่นเกมซีรีส์ XCOM ของผู้พัฒนา Firaxis Games น่าจะคุ้นเคยกับระบบตรงนี้ดี

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง The Abbey และฐานทัพในเกม XCOM คือการที่ผู้เล่นจะสามารถสำรวจ The Abbey ได้อย่างอิสระในมุมมองบุคคลที่ 3 แทนที่จะเป็นเพียงการกดหน้าเมนูอย่างเดียวเหมือนใน XCOM ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน (ในฐานะคนที่เป็นแฟนเกม XCOM ด้วย) รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้เกมเพลย์ฝั่ง Abbey รู้สึกยุ่งยากและใช้เวลาเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะผู้เล่นต้องคอยวิ่งไปมาระหว่าง NPC หลายตัวซ้ำ ๆ ระหว่างการต่อสู้ทุกครั้งตลอดเกมเพื่อเปิดซองการ์ด อัปเกรดการ์ด ทำการค้นคว้าหลาย ๆ อย่าง เข้าฉาก Hangout กับฮีโร่ และอีกมากมาย แทนที่จะสามารถกดเลือกจากเมนูได้อย่างรวดเร็วจะได้รีบกลับเข้าฉากต่อสู้


อันที่จริงผู้เขียนรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่ฉาก The Abbey จำเป็นต้องเปิดให้สำรวจได้แบบ 3D เช่นนี้ เพราะทุกสิ่งที่สามารถทำได้ใน Abbey สามารถทำได้ง่ายกว่าจากหน้าเมนู โดยสิ่งเดียวที่ดูจะทำได้เฉพาะในระบบมุมมองบุคคลที่ 3 คือระบบการแก้พัซเซิ่ลและหาของสะสมจำนวนมากที่ซ่อนอยู่รอบ ๆ ฉาก The Abbey ที่จะปลดล๊อคเนื้อเรื่องเบื้องหลังตัวละคร The Hunter, The Caretaker, และ Lilith เท่านั้น (ทั้ง 3 เป็นตัวละครใหม่สำหรับเกม) ซึ่งผู้เขียนไม่ได้รู้สึกว่าน่าสนใจเท่าไหร่ แถมพัซเซิ่ลที่ว่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่สามารถแก้ได้ในคลิ๊กเดียวด้วย ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันจึงรู้สึว่าฉาก The Abbey มีความยืดยาวเกินจำเป็นไปมาก อันเป็นเหตุจากการออกแบบของผู้พัฒนาเอง

การสำรวจฉาก Abbey อาจจะรู้สึกราบรื่นกว่านี้ ถ้ากราฟิกในเกมมีความสวยงามทันสมัยเหมือนเกม AAA หลายเกมในตลอด หรืออย่างน้อยก็มากพอจะทำให้ฉากรู้สึกสวยงามน่าประทับใจกว่านี้ แต่กราฟิกใน Midnight Suns กลับดูเหมือนหลุดมาจากปี 2014 มากกว่าเป็นเกมฟอร์มใหญ่ของปี 2022 ด้วยกราฟิกพื้นผิวและโมเดลตัวละครที่ออกจะหยาบ ๆ แข็ง ๆ อยู่ไม่น้อย แถมการออกแบบแผนที่ก็มักเป็นทางเดินแคบ ๆ อันว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้มองหรือทำเลย ซึ่งก็ทำให้ฉาก Abbey โดยรวมไม่น่าสนใจไปด้วย บอกตามตรงว่าถ้าเกมเพลย์ฝั่ง Abbey ถูกปรับให้กระชับกว่านี้ เกมคงได้คะแนนจากผู้เขียนไปมากกว่านี้พอสมควร

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาลมาร์เวล หรือเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นการ์ดเกมเป็นชีวิตจิตใจ Marvel's Midnight Suns ถือเป็นเกมที่สร้างมาโดยคนแบบคุณ เพื่อคนแบบคุณเลย แต่สำหรับคนอื่น ๆ ก็อาจต้องลองถามใจตัวเองว่าเราชอบฮีโร่เหล่านี้แค่ไหน ชอบในระดับที่จะอดทนฟังพวกเขาร่ายยาวเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ทีละ 5-10 นาทีได้ไหม ไม่อย่างงั้นคงได้กดข้ามฉากคัตซีนจนไม่รู้เรื่องแน่ ๆ


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Thief Simulator เกมที่จะคุณสวมบทเป็นหัวขโมย ย่องเบาขโมยของในบ้าน ลดราคาหนักเหลือ 49 บาท
BASUP!
มีรายงานว่า EA สั่งยกเลิกโปรเจกต์เกม Single Player ที่อยู่ในจักรวาล Titanfall และ Apex Legends
BASUP!
Overwatch 2 ประกาศ Season 3 สามารถเล่นเกมและจะได้รับ Legacy Credits แล้ว
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header