GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
บทความ
[Interview] สัมภาษณ์ผู้พัฒนาซีรีส์ Yakuza/Like a Dragon และอนาคตอันน่าตื่นเต้นของซีรีส์
ลงวันที่ 28/09/2022

ต้องชื่นชมความขยันของทีมพัฒนา Ryu Ga Gotoku Studios จริง ๆ หลังจากที่ค่ายได้เปิดตัวเกมใหม่ ๆ ที่จะถูกเพิ่มเข้าสู่ซีรีส์ Yakuza (หรือชื่อทางการใหม่ Like a Dragon) พร้อมกันถึง 3 ภาค ภายในรายการไลฟ์สตรีมพิเศษที่ค่ายจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรม Tokyo Game Show 2022 ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะประกาศการมาถึงของเกมภาคสปินออฟในตำนานที่ไม่เคยวางจำหน่ายนอกญี่ปุ่นอย่าง Like a Dragon: Ishin! แล้ว ภายในรายการดังกล่าวยังเปิดตัวเกมภาคหลักภาคต่อไปอย่าง Like a Dragon 8 ซึ่งจะต้อนรับการกลับมาของตัวเอกรุ่นเก๋าอย่าง Kiryu Kazama อีกด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางทีมงาน GameFever เองได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยสัมภาษณ์กับผู้พัฒนาจากค่าย RGG Studio สองท่าน คุณ Masayoshi Yokoyama (Executive Producer ของ Like a Dragon: Ishin!) และคุณ Hiroyuki Sakamoto (ผู้กำกับซีรีส์ Yakuza ทั้งหมด) เกี่ยวกับการมาถึงของ Like a Dragon: Ishin! รวมไปถึงอนาคตของซีรีส์ Yakuza ต่อจากนี้ด้วย จึงอยากจะนำบทสนทนาที่น่าสนใจมาให้เพื่อน ๆ ได้ลองติดตามกัน

(อ่านความเห็นทีมงานหลังลองเล่นเดโมเกม Like a Dragon: Ishin! จากงาน Tokyo Game Show 2022)

(บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการดัดแปลงเพื่อความกระชับ)


อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ทีมงานตัดสินใจนำเกม Ishin! มาสร้างใหม่ในตอนนี้

“เกม LaD: Ishin! ภาคต้นตำหรับวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเท่านั้นไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งในช่วงเวลาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันค่ายได้หันมาให้ความสำคัญกับการแปลภาษาเกมเพื่อเข้าถึงแฟน ๆ ทั่วโลกมากขึ้น อย่างที่เห็นได้จากเกมอย่าง Yakuza 0, Yakuza 6, หรือ Yakuza: Like a Dragon ทำให้ค่ายมีความมั่นใจในกระบวนการแปลภาษาเกมมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่ Ishin! มีเนื้อเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างเข้มข้น ทำให้ทีมงานเกมต้นตำหรับคิดไปเองว่าแฟน ๆ ต่างชาติคงเข้าไม่ถึงตัวเกม แต่ตั้งแต่ที่เกมวางจำหน่ายไป เราก็ได้รับเสียงเรียกร้องให้นำเกมมารีเมคใหม่อย่างต่อเนื่อง ประจวบเหมาะกับตารางเวลาพัฒนาเกมของค่ายที่มีช่วงว่างให้วางจำหน่ายเกมภาคเสริมได้พอดี ระหว่างที่เกมภาคใหม่ ๆ ในซีรีส์หลักกำลังอยู่ระหว่างพัฒนา เรามีโอกาสได้ตอบสนองความต้องการของแฟน ๆ จนได้”


เกม Like a Dragon: Ishin! ถือเป็นเกมแรกในซีรีส์ที่เปลี่ยนชื่อจาก Yakuza อย่างเป็นทางการ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเปลี่ยนชื่อซีรีส์สำหรับเกมนี้

“พูดกันตรง ๆ แล้วเนี่ย เดิมทีเกม Yakuza: Ishin! ภาคต้นตำหรับก็ไม่เคยมีตัวละครยากูซ่าในเกมจริง ๆ เหมือนกัน เพราะในยุคสมัยนั้นยังไม่เคยมีการก่อตั้งแก๊งยากูซ่าเลย ทีมงานก็เลยมีความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกมใช้ชื่อว่า Yakuza มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอถึงเวลาที่ตัดสินใจจะรีเมคเกม Ishin! เราก็ได้รับคำแนะนำจากทีมงานฝั่งอเมริกาว่าอยากจะเปลี่ยนชื่อซีรีส์เป็น Like a Dragon พอดี เพราะเป็นชื่อที่ติดหูติดปากแฟนเกมหลายคนที่เริ่มเล่นเกมภาค 7 เป็นภาคแรกไปแล้ว

อีกอย่างก็คือ เพราะเกม Ishin! ภาคแรกวางจำหน่ายอย่างจำกัดในญี่ปุ่นเท่านั้น ทำให้ฐานผู้เล่นของเกมมีขนาดไม่ใหญ่มากมาแต่ไหนแต่ไร เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสเหมาะที่จะแนะนำเกมภายใต้ชื่อใหม่ไปซะเลย เพื่อสร้างความรู้สึกด้วยว่านี่เป็นเกมใหม่แยกออกมาจากซีรีส์ Yakuza ที่ผ่าน ๆ มา”


LaD: Ishin! พัฒนาด้วย Unreal Engine แทนที่จะใช้ Dragon Engine ของค่ายเอง ซึ่งใช้สร้างเกมมาแล้วหลายภาค เพราะเหตุใดถึงตัดสินใจเปลี่ยน Engine สำหรับเกมนี้

“เดิมทีแล้ว Dragon Engine ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองสิ่งแวดล้อมในเวลากลางคืนของย่าน Kamurocho ซึ่งทำให้ Engine สามารถแสดงผลแสงสีนีออนในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามมาก แต่ในเกม Ishin! เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในเวลากลางวัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ทีมงานจึงอยากจะใช้ Engine ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเกมมากกว่า ซึ่งหลังจากที่ทดสอบกันมาพักใหญ่ ๆ ก็พบว่า Unreal Engine นี่แหละที่ตอบโจทย์ของเรามากที่สุด”


ขึ้นชื่อว่าเป็นรีเมค เกมเพลย์ของ LaD: Ishin! จะแตกต่างจากเกมต้นตำหรับมากน้อยแค่ไหน


“องค์ประกอบใหญ่ ๆ อย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ จากเกมต้นตำหรับคือระบบต่อสู้ โดยทีมงานได้เลือกที่จะปลดล๊อคท่าโจมตี Battle Styles ต่าง ๆ ที่เคยใช้ได้เฉพาะในดันเจี้ยนของเกมต้นตำหรับ ให้ใช้สู้กับศัตรูทั่วไปนอกดันเจี้ยนได้ด้วย ซึ่งก็ทำให้ระบบต่อสู้มีความหลากหลายกว่าเดิมมหาศาลเลย”



เหตุใดทีมงานจึงเลือกที่จะรีเมคเกม Yakuza: Ishin! แทนเกม Yakuza: Kenzan!

“ความจริงก็คือเราได้รับข้อเรียกร้องให้รีเมค Ishin! มากกว่า Kenzan! นั่นแหละ แถมทีมงานยังเห็นตรงกันว่าถ้าจะรีเมค Kenzan! จริง ๆ เราก็คงอยากจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องของเกมแบบยกใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูงมาก คงต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ลงตัวพร้อมกันจริง ๆ เราจึงจะพิจารณาสร้างเกมภาค Kenzan! อีกครั้ง”



มินิเกมต่าง ๆ ถือเป็นองค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับเกมในซีรีส์ Yakuza/LaD ทุกภาคที่ผ่านมา ฉากหลังของเกมที่เป็นยุคญี่ปุ่นโบราณของ Ishin! ส่งผลต่อมินิเกมมากน้อยแค่ไหน

“ทีมงานมีความตั้งใจแต่ต้นเลยว่ามินิเกมอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ใน Ishin! จะต้องไม่รู้สึกขัดกับยุคสมัย Bakumatsu ของเกม เราจึงเลือกที่จะออกแบบมินิเกมโดยอิงจากกิจกรรมที่ผู้คนในยุคนั้นทำกันจริง ๆ เช่นการพนันม้าเป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อยากจะนำมินิเกมยอดนิยมต่าง ๆ ที่ผู้เล่นชื่นชอบกลับมาด้วย เช่นการเล่นไพ่นกกระจอก ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วยังไม่ถูกนำเข้าสู่ญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้น เราจึงเลือกที่จะดัดแปลงเกมไพ่นกกระจอกไม่ให้รู้สึกขัดกับยุคสมันของเกม ซึ่งเราทำแบบนี้กับมินิเกมยอดนิยมหลายเกมด้วยกัน โดยอาจจะไม่สามารถดัดแปลงมาได้ทุกมินิเกม แต่เราก็พยายามอย่างมากที่จะใส่มินิเกมยอดนิยมเข้ามาให้ได้มากที่สุด”



เกมซีรีส์ Yakuza/LaD ที่ผ่านมา มีความโด่งดังในฐานะเกมที่นำเสนอเรื่องราวแนวอาชญากรรมที่มีความจริงจังและรุนแรง แต่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะเกมที่มีความติงต๊องหลุดโลกไปพร้อมกัน ซึ่งน้อยเกมมากในตลาดที่จะสามารถคงสมดุลแบบนี้เอาไว้ได้ อยากทราบว่าทีมงานรู้สึกอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้ และทีมงานมีวิธีไหนที่ทำให้เกมสามารถนำเสนอมุมซีเรียสและมุมตลกได้พร้อม ๆ กันโดยไม่ขัดกันเอง

“ทีมพัฒนาซีรีส์ Yakuza ทุกคนตระหนักดีว่าเกมของเราหลายครั้งก็นำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างเครียด และมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้หลายคนไม่สบายใจได้ ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักเลงยากูซ่าเช่นนี้ โดยหนึ่งในแนวคิดของทีมงานในการแต่งเนื้อเรื่องของเกมในซีรีส์ คือตัวละครที่เป็นยากูซ่าทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความสุขที่แท้จริง เพราะไม่มีคนไหนที่เป็น “คนดี” จริง ๆ เลย

แต่ในขณะเดียวกัน ทีมพัฒนาก็เข้าใจว่าเราคงไม่สามารถให้ผู้เล่นพบกับเหตุการณ์เครียด ๆ ตลอดเวลาได้ โดยที่ไม่มีอะไรมาขั้นเลยตลอดทั้งเกม เราจึงมีทีมพัฒนาทีมหนึ่งที่มีหน้าที่ออกแบบพวกเควสหรือเนื้อเรื่องเสริมตลก ๆ ทั้งหลายที่ผู้เล่นพบได้ในเกม พร้อมตัดสินใจว่าควรแทรกเนื้อหาตลก ๆ เหล่านี้เข้าไปตรงไหนบ้าง เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสพักหายใจจากเนื้อเรื่องหลักของเกม”



ทีมงานได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าเกม Yakuza/Like a Dragon 8 ที่กำลังจะวางจำหน่ายในปีหน้า จะเป็นเกม RPG เช่นเดียวกับภาค 7 หมายความว่าซีรีส์ Yakuza/Like a Dragon จะครอบคลุมแนวเกมถึง 2 แนวพร้อมกันทั้ง RPG และแอคชัน อยากทราบว่าทีมงานมีแผนจะขยายซีรีส์ออกไปสู่แนวเกมอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ในอนาคต

“การตัดสินใจว่าเกมแต่ละภาคจะเป็นแนวไหน จะขึ้นอยู่กับว่าแนวเกมนั้นเข้ากับตัวเอกและเรื่องราวที่เราอยากเล่าแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่นตัวเอก Ichiban ในภาค 7 ที่ชื่นชอบการเล่น Dragon Quest เป็นชีวิตจิตใจ แถมเรื่องราวของเกมยังมีลักษณะเหมือนการเดินทางของตัวเอกและกลุ่มเพื่อน ทำให้แนวเกม RPG มีความเข้ากับบุคลิกและเรื่องราวของ Ichiban นั่นเอง

ถ้าไป ๆ มา ๆ ทีมงานเขียนเนื้อเรื่องเกมที่เหมาะกับแนวเกม Party เราก็จะทำนะ แต่ในตอนนี้เรามองว่าแนว RPG นี่แหละที่เข้ากับเนื้อเรื่องของ Ichiban มากที่สุด แต่ถ้าวันหนึ่ง Ichiban แยกตัวจากเพื่อน ๆ มาลุยเดี่ยว เราก็อาจเปลี่ยนให้เกมกลายเป็นแนวแอคชันอีกครั้งก็ได้ หรือกลับกันถ้า Ichiban จู่ ๆ ก็ได้เพื่อนหรือผู้ติดตามมาพร้อมกับเป็นพันเป็นหมื่นคน เราก็อาจสร้างให้เกมกลายเป็นซิมูเลชัน หรือเป็นแนว RTS ก็ได้เหมือนกัน

พูดแบบสรุปก็คือเราไม่เคยมีแผนการจะขยายเกมไปสู่แนวใดแนวหนึ่ง แต่เราอยากให้แนวเกมเสริมกับเรื่องราวที่เราอยากเล่ามากกว่า ให้เราสามารถสื่อเนื้อเรื่องนั้นได้อย่างดีที่สุด”


ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Crime Boss: Rockay City เกมยิงตัวใหม่ ร่วมทีมกับเพื่อนออกไปปล้น !! พร้อมได้นักแสดงชื่อดังเข้าร่วมมากมาย
BASUP!
Vampire Survivors เกมดูดเวลาแห่งปี !! ประกาศเปิดให้เล่นฟรีบน iOS และ Android
BASUP!
Warhammer 40,000: Space Marine 2 จะวางขายในปี 2023 และปล่อยคลิปเกมเพลย์แล้ว!
IHu
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Interview] สัมภาษณ์ผู้พัฒนาซีรีส์ Yakuza/Like a Dragon และอนาคตอันน่าตื่นเต้นของซีรีส์
28/09/2022

ต้องชื่นชมความขยันของทีมพัฒนา Ryu Ga Gotoku Studios จริง ๆ หลังจากที่ค่ายได้เปิดตัวเกมใหม่ ๆ ที่จะถูกเพิ่มเข้าสู่ซีรีส์ Yakuza (หรือชื่อทางการใหม่ Like a Dragon) พร้อมกันถึง 3 ภาค ภายในรายการไลฟ์สตรีมพิเศษที่ค่ายจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรม Tokyo Game Show 2022 ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะประกาศการมาถึงของเกมภาคสปินออฟในตำนานที่ไม่เคยวางจำหน่ายนอกญี่ปุ่นอย่าง Like a Dragon: Ishin! แล้ว ภายในรายการดังกล่าวยังเปิดตัวเกมภาคหลักภาคต่อไปอย่าง Like a Dragon 8 ซึ่งจะต้อนรับการกลับมาของตัวเอกรุ่นเก๋าอย่าง Kiryu Kazama อีกด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางทีมงาน GameFever เองได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยสัมภาษณ์กับผู้พัฒนาจากค่าย RGG Studio สองท่าน คุณ Masayoshi Yokoyama (Executive Producer ของ Like a Dragon: Ishin!) และคุณ Hiroyuki Sakamoto (ผู้กำกับซีรีส์ Yakuza ทั้งหมด) เกี่ยวกับการมาถึงของ Like a Dragon: Ishin! รวมไปถึงอนาคตของซีรีส์ Yakuza ต่อจากนี้ด้วย จึงอยากจะนำบทสนทนาที่น่าสนใจมาให้เพื่อน ๆ ได้ลองติดตามกัน

(อ่านความเห็นทีมงานหลังลองเล่นเดโมเกม Like a Dragon: Ishin! จากงาน Tokyo Game Show 2022)

(บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการดัดแปลงเพื่อความกระชับ)


อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ทีมงานตัดสินใจนำเกม Ishin! มาสร้างใหม่ในตอนนี้

“เกม LaD: Ishin! ภาคต้นตำหรับวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเท่านั้นไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งในช่วงเวลาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันค่ายได้หันมาให้ความสำคัญกับการแปลภาษาเกมเพื่อเข้าถึงแฟน ๆ ทั่วโลกมากขึ้น อย่างที่เห็นได้จากเกมอย่าง Yakuza 0, Yakuza 6, หรือ Yakuza: Like a Dragon ทำให้ค่ายมีความมั่นใจในกระบวนการแปลภาษาเกมมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยความที่ Ishin! มีเนื้อเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างเข้มข้น ทำให้ทีมงานเกมต้นตำหรับคิดไปเองว่าแฟน ๆ ต่างชาติคงเข้าไม่ถึงตัวเกม แต่ตั้งแต่ที่เกมวางจำหน่ายไป เราก็ได้รับเสียงเรียกร้องให้นำเกมมารีเมคใหม่อย่างต่อเนื่อง ประจวบเหมาะกับตารางเวลาพัฒนาเกมของค่ายที่มีช่วงว่างให้วางจำหน่ายเกมภาคเสริมได้พอดี ระหว่างที่เกมภาคใหม่ ๆ ในซีรีส์หลักกำลังอยู่ระหว่างพัฒนา เรามีโอกาสได้ตอบสนองความต้องการของแฟน ๆ จนได้”


เกม Like a Dragon: Ishin! ถือเป็นเกมแรกในซีรีส์ที่เปลี่ยนชื่อจาก Yakuza อย่างเป็นทางการ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเปลี่ยนชื่อซีรีส์สำหรับเกมนี้

“พูดกันตรง ๆ แล้วเนี่ย เดิมทีเกม Yakuza: Ishin! ภาคต้นตำหรับก็ไม่เคยมีตัวละครยากูซ่าในเกมจริง ๆ เหมือนกัน เพราะในยุคสมัยนั้นยังไม่เคยมีการก่อตั้งแก๊งยากูซ่าเลย ทีมงานก็เลยมีความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกมใช้ชื่อว่า Yakuza มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอถึงเวลาที่ตัดสินใจจะรีเมคเกม Ishin! เราก็ได้รับคำแนะนำจากทีมงานฝั่งอเมริกาว่าอยากจะเปลี่ยนชื่อซีรีส์เป็น Like a Dragon พอดี เพราะเป็นชื่อที่ติดหูติดปากแฟนเกมหลายคนที่เริ่มเล่นเกมภาค 7 เป็นภาคแรกไปแล้ว

อีกอย่างก็คือ เพราะเกม Ishin! ภาคแรกวางจำหน่ายอย่างจำกัดในญี่ปุ่นเท่านั้น ทำให้ฐานผู้เล่นของเกมมีขนาดไม่ใหญ่มากมาแต่ไหนแต่ไร เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสเหมาะที่จะแนะนำเกมภายใต้ชื่อใหม่ไปซะเลย เพื่อสร้างความรู้สึกด้วยว่านี่เป็นเกมใหม่แยกออกมาจากซีรีส์ Yakuza ที่ผ่าน ๆ มา”


LaD: Ishin! พัฒนาด้วย Unreal Engine แทนที่จะใช้ Dragon Engine ของค่ายเอง ซึ่งใช้สร้างเกมมาแล้วหลายภาค เพราะเหตุใดถึงตัดสินใจเปลี่ยน Engine สำหรับเกมนี้

“เดิมทีแล้ว Dragon Engine ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองสิ่งแวดล้อมในเวลากลางคืนของย่าน Kamurocho ซึ่งทำให้ Engine สามารถแสดงผลแสงสีนีออนในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามมาก แต่ในเกม Ishin! เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในเวลากลางวัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ทีมงานจึงอยากจะใช้ Engine ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเกมมากกว่า ซึ่งหลังจากที่ทดสอบกันมาพักใหญ่ ๆ ก็พบว่า Unreal Engine นี่แหละที่ตอบโจทย์ของเรามากที่สุด”


ขึ้นชื่อว่าเป็นรีเมค เกมเพลย์ของ LaD: Ishin! จะแตกต่างจากเกมต้นตำหรับมากน้อยแค่ไหน


“องค์ประกอบใหญ่ ๆ อย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ จากเกมต้นตำหรับคือระบบต่อสู้ โดยทีมงานได้เลือกที่จะปลดล๊อคท่าโจมตี Battle Styles ต่าง ๆ ที่เคยใช้ได้เฉพาะในดันเจี้ยนของเกมต้นตำหรับ ให้ใช้สู้กับศัตรูทั่วไปนอกดันเจี้ยนได้ด้วย ซึ่งก็ทำให้ระบบต่อสู้มีความหลากหลายกว่าเดิมมหาศาลเลย”



เหตุใดทีมงานจึงเลือกที่จะรีเมคเกม Yakuza: Ishin! แทนเกม Yakuza: Kenzan!

“ความจริงก็คือเราได้รับข้อเรียกร้องให้รีเมค Ishin! มากกว่า Kenzan! นั่นแหละ แถมทีมงานยังเห็นตรงกันว่าถ้าจะรีเมค Kenzan! จริง ๆ เราก็คงอยากจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องของเกมแบบยกใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูงมาก คงต้องมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ลงตัวพร้อมกันจริง ๆ เราจึงจะพิจารณาสร้างเกมภาค Kenzan! อีกครั้ง”



มินิเกมต่าง ๆ ถือเป็นองค์ประกอบที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับเกมในซีรีส์ Yakuza/LaD ทุกภาคที่ผ่านมา ฉากหลังของเกมที่เป็นยุคญี่ปุ่นโบราณของ Ishin! ส่งผลต่อมินิเกมมากน้อยแค่ไหน

“ทีมงานมีความตั้งใจแต่ต้นเลยว่ามินิเกมอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ใน Ishin! จะต้องไม่รู้สึกขัดกับยุคสมัย Bakumatsu ของเกม เราจึงเลือกที่จะออกแบบมินิเกมโดยอิงจากกิจกรรมที่ผู้คนในยุคนั้นทำกันจริง ๆ เช่นการพนันม้าเป็นต้น

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อยากจะนำมินิเกมยอดนิยมต่าง ๆ ที่ผู้เล่นชื่นชอบกลับมาด้วย เช่นการเล่นไพ่นกกระจอก ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วยังไม่ถูกนำเข้าสู่ญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้น เราจึงเลือกที่จะดัดแปลงเกมไพ่นกกระจอกไม่ให้รู้สึกขัดกับยุคสมันของเกม ซึ่งเราทำแบบนี้กับมินิเกมยอดนิยมหลายเกมด้วยกัน โดยอาจจะไม่สามารถดัดแปลงมาได้ทุกมินิเกม แต่เราก็พยายามอย่างมากที่จะใส่มินิเกมยอดนิยมเข้ามาให้ได้มากที่สุด”



เกมซีรีส์ Yakuza/LaD ที่ผ่านมา มีความโด่งดังในฐานะเกมที่นำเสนอเรื่องราวแนวอาชญากรรมที่มีความจริงจังและรุนแรง แต่ก็เป็นที่รู้จักในฐานะเกมที่มีความติงต๊องหลุดโลกไปพร้อมกัน ซึ่งน้อยเกมมากในตลาดที่จะสามารถคงสมดุลแบบนี้เอาไว้ได้ อยากทราบว่าทีมงานรู้สึกอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้ และทีมงานมีวิธีไหนที่ทำให้เกมสามารถนำเสนอมุมซีเรียสและมุมตลกได้พร้อม ๆ กันโดยไม่ขัดกันเอง

“ทีมพัฒนาซีรีส์ Yakuza ทุกคนตระหนักดีว่าเกมของเราหลายครั้งก็นำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างเครียด และมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้หลายคนไม่สบายใจได้ ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักเลงยากูซ่าเช่นนี้ โดยหนึ่งในแนวคิดของทีมงานในการแต่งเนื้อเรื่องของเกมในซีรีส์ คือตัวละครที่เป็นยากูซ่าทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความสุขที่แท้จริง เพราะไม่มีคนไหนที่เป็น “คนดี” จริง ๆ เลย

แต่ในขณะเดียวกัน ทีมพัฒนาก็เข้าใจว่าเราคงไม่สามารถให้ผู้เล่นพบกับเหตุการณ์เครียด ๆ ตลอดเวลาได้ โดยที่ไม่มีอะไรมาขั้นเลยตลอดทั้งเกม เราจึงมีทีมพัฒนาทีมหนึ่งที่มีหน้าที่ออกแบบพวกเควสหรือเนื้อเรื่องเสริมตลก ๆ ทั้งหลายที่ผู้เล่นพบได้ในเกม พร้อมตัดสินใจว่าควรแทรกเนื้อหาตลก ๆ เหล่านี้เข้าไปตรงไหนบ้าง เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสพักหายใจจากเนื้อเรื่องหลักของเกม”



ทีมงานได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าเกม Yakuza/Like a Dragon 8 ที่กำลังจะวางจำหน่ายในปีหน้า จะเป็นเกม RPG เช่นเดียวกับภาค 7 หมายความว่าซีรีส์ Yakuza/Like a Dragon จะครอบคลุมแนวเกมถึง 2 แนวพร้อมกันทั้ง RPG และแอคชัน อยากทราบว่าทีมงานมีแผนจะขยายซีรีส์ออกไปสู่แนวเกมอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ในอนาคต

“การตัดสินใจว่าเกมแต่ละภาคจะเป็นแนวไหน จะขึ้นอยู่กับว่าแนวเกมนั้นเข้ากับตัวเอกและเรื่องราวที่เราอยากเล่าแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่นตัวเอก Ichiban ในภาค 7 ที่ชื่นชอบการเล่น Dragon Quest เป็นชีวิตจิตใจ แถมเรื่องราวของเกมยังมีลักษณะเหมือนการเดินทางของตัวเอกและกลุ่มเพื่อน ทำให้แนวเกม RPG มีความเข้ากับบุคลิกและเรื่องราวของ Ichiban นั่นเอง

ถ้าไป ๆ มา ๆ ทีมงานเขียนเนื้อเรื่องเกมที่เหมาะกับแนวเกม Party เราก็จะทำนะ แต่ในตอนนี้เรามองว่าแนว RPG นี่แหละที่เข้ากับเนื้อเรื่องของ Ichiban มากที่สุด แต่ถ้าวันหนึ่ง Ichiban แยกตัวจากเพื่อน ๆ มาลุยเดี่ยว เราก็อาจเปลี่ยนให้เกมกลายเป็นแนวแอคชันอีกครั้งก็ได้ หรือกลับกันถ้า Ichiban จู่ ๆ ก็ได้เพื่อนหรือผู้ติดตามมาพร้อมกับเป็นพันเป็นหมื่นคน เราก็อาจสร้างให้เกมกลายเป็นซิมูเลชัน หรือเป็นแนว RTS ก็ได้เหมือนกัน

พูดแบบสรุปก็คือเราไม่เคยมีแผนการจะขยายเกมไปสู่แนวใดแนวหนึ่ง แต่เราอยากให้แนวเกมเสริมกับเรื่องราวที่เราอยากเล่ามากกว่า ให้เราสามารถสื่อเนื้อเรื่องนั้นได้อย่างดีที่สุด”


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Crime Boss: Rockay City เกมยิงตัวใหม่ ร่วมทีมกับเพื่อนออกไปปล้น !! พร้อมได้นักแสดงชื่อดังเข้าร่วมมากมาย
BASUP!
Vampire Survivors เกมดูดเวลาแห่งปี !! ประกาศเปิดให้เล่นฟรีบน iOS และ Android
BASUP!
Warhammer 40,000: Space Marine 2 จะวางขายในปี 2023 และปล่อยคลิปเกมเพลย์แล้ว!
IHu
Remnant 2 ภาคต่อเกมยิง Coop สุดเล่นยาก ปล่อยคลิปเกมเพลย์ และจะวางขายในปี 2023!
IHu
Cyberpunk 2077: Phantom Liberty ปล่อยคลิปตัวอย่างที่ 2 มาให้ชมแล้ว!
IHu
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header