บทความ

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 11 สุสานของเหล่าคนโลภ กับความลับของวิหคทมิฬ

สวัสดีครับ! กระผมขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบเอ็ด ซึ่งจะดำเนินเรื่องราวต่อจากการที่ Undead นิรนามของเราได้ตัดสินใจเดินทางลงไปยังสุสานใต้ดิน Catacomb เพื่อตามหาของวิเศษที่ถูกเรียกว่า Rite of Kindling ซึ่งมีคุณสมบัติในการดึงพลังจาก Bonfire ให้นำออกมาใช้ได้มากขึ้น ทว่าตลอดการเดินก็ล้วนเเต่ถูกขัดขวางโดยเหล่าผีร้ายจนมันได้ทำให้เขาตกลงไปยังเหวลึกและบาดเจ็บสาหัส! สถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรทุกท่านก็สามรถติดตามได้ใน Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบเอ็ด “สุสานของเหล่าคนโลภ กับความลับของวิหคทมิฬ”

( ภาพประกอบ : รูปลักษณ์ของเจ้าสื่งประหลาดที่ Undead นิรนามได้กำลังเผชิญหน้า )

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 

บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่

บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด

บทที่เก้า l บทที่สิบ

วาระสุดท้ายของ Pinwheel

         ท่ามกลางความมืดอันหนาวเหน็บภายในสุสาน Catacomb ได้มี Undead คนหนึ่งที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสเเละกำลังพยายามอย่างกระเสือกกระสนเพื่อให้พ้นจากผีโครงกระดูกตัวยักษ์ ที่ยิ่งเมื่อได้เห็นว่ามันมีอาวุธเป็นพลั่วที่ใหญ่มหึมาก็ยิ่งทำให้พระเอกของเราหวาดกลัวจนหัวใจได้ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เเต่ทว่าเมื่อมันเดินเข้ามาใกล้เจ้าตัวประหลาดกลับใช้พลั่วในมือฟาดเข้าไปที่กำแพงด้านข้างอย่างรุนเเรงจนพังทลายเป็นรูโหว่ พร้อมกับเอ่ยปากบอกให้ Undead นิรนามรีบหนีออกไปซะเพราะเขาได้รบกวนสมาธิในการทำงานของมัน…

( ภาพประกอบ : กำเเพงที่ถูกทำลายมันได้กลายเป็นทางลัดตรงไปสู่ห้องทดลองของ Pinwheel )

Undead นิรนามตกตลึงไปพักใหญ่เพราะไม่คิดว่าผีโครงกระดูกช่วยเหลือเขา แต่เมื่ออาการบาดเจ็บที่ขาของเขาหายดี Undead นิรนามก็รีบลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่กล่าวขอบคุณเลยสักคำเพราะเกรงว่าจะทำให้เจ้าโครงกระดูกอารมณ์เสียเอาได้ ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือเจ้าผีตนนี้ตอนครั้งยังมีชีวิตมันเคยเป็นถึงชนชั้นสูงในนครเเห่งเพลิง Izalith แต่ด้วยความขัดแย้งเรื่องการทดลองเพลิง Chaos ของแม่มดแห่ง Izalith ก็ได้ทำให้ผู้คนบางส่วนเลือกที่จะลี้ภัยหนีไปจากมหานครซึ่ง Vamos ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้หลบลี้ไปอยู่ที่เมือง New Londo เเละใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตและได้ถูกนำร่างมาฝั่งยังสุสานใต้ดินแห่งนี้

( ภาพประกอบ : นามที่แท้จริงของโครงกระดูกนี้ก็คือ Vamos ซึ่งตอนยังมีชีวิตเขาขึ้นชื่อในเรื่องของการสร้างอาวุธธาตุไฟเป็นอย่างมาก )

( ภาพประกอบ : หากผู้เล่นนำเอา Chaos Flame Ember ไปมอบให้เเก่ Vamos เขาก็จะทักว่าความร้อนจาก Ember ชิ้นนี้มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพลังของแม่มดแห่ง Izalith เสียเหลือเกิน )

             พอกล่าวมาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าทำไม Vamos ถึงยังคงมีสติและไม่บ้าคลั่งเหมือนกับพวกโครงกระดูกตัวอื่นๆ? ซึ่งคำตอบก็คงจะหนีไม่พ้นพวก Necromancer ที่ได้บุกรุกเข้าไปในสุสานของชนชั้นสูงเเต่เมื่อปลุกชีพขึ้นมากลับไม่สามารถควบคุมพลังของศพที่เเข็งเเกร่งเหล่านี้ได้พวกมันจึงจำต้องปล่อย Vamos ไว้เช่นนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมผู้คนในสมัยก่อนจึงมักจะส่งเวรยามไปคอยเฝ้าระวังหลุมศพของพวกชนชั้นสูงเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมือบอลเข้ามาปลุกชีพศพขึ้นมาใช้งานได้ตามอำเภอใจ ในบางกรณีถึงกับต้องส่งพวก Titanite Demon หรือ Black Knight มาคอยเฝ้าระวังศพกันเลยทีเดียว

( ภาพประกอบ : ภาพของ Titanite Demon ที่ถูกส่งไปปกป้องหลุมศพของบุคคลสำคัญ )

             หลังจากที่ Undead นิรนามออกมาจากสุสานได้สำเร็จเขาก็ได้พบกับแนวป้องกันด้านสุดท้ายเป็นเหล่าผีรูปร่างประหลาดที่มีวงล้อของรถม้าแทรกผ่านกลางตัวโดยมันได้ถูกเรียกกันว่า Wheel Skeleton หรือผีติดล้อ….ซึ่งมันจะโจมตีด้วยการคดตัวกอดติดกับวงล้อและกลิ้งไปชนใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางให้พินาศ และด้วยการโจมตีที่แสนจะหลุดโลกของมันก็ได้ทำให้ Undead นิรนามต้องใช้วิธีวิ่งหนีซิกแซกไปมาจึงรอดพ้นเหล่าผีจอมซิ่งมาได้สำเร็จ เเต่ทว่าการกระโจนหลบสุดท้ายกลับทำให้เขาสะดุดร่วงตกลงไปในห้องทดลองของ Pinwheel 

( ภาพประกอบ : รูปร่างอันสุดประหลาดของ Wheel Skeleton นั่นสื่อถึงการขว้างกั้นวงล้อแห่งการเกิด, แก่, เจ็บ, และตาย )

( ภาพประกอบ : ห้องทดลองของ Pinwheel ได้ถูกดัดเเปลงจากโรงศพขนาดมหึมาของพวกยักษา )

 

และแทบจะทันทีที่ Undead นิรนามร่วงตกลงมาเจ้า Pinwheel ที่กำลังอ่านตำราอยู่ก็ตกใจเป็นอย่างมากเพราะตลอดหลายพันปีมานี้นอกจากพวกเหยื่อที่ถูกจับมาทดลองหรือพวก Black Knight ที่ Pinwheel ไม่อยากจะมีปัญหาด้วยก็แทบจะไม่มีใครเลยที่เคยเข้ามาถึงยังห้องทดลองแห่งนี้ มันได้จัดการร่ายเวทมนตร์สร้างร่างแยกของตนเองขึ้นมาและประสานเข้ากับเวทมนตร์สายจู่โจมเพื่อเร่งขับไล่พระเอกของเราอย่างเต็มที่ทว่าแม้จะขุดเอาลูกเล่นที่แพรวพราวมากมายมาใช้ก็ตาม คนที่เอาแต่หลบซ่อนอยู่หลังซากศพของคนอื่นอย่างมันมีเหรอจะสามารถต่อกรกับ Undead นิรนามที่ผ่านศึกการต่อสู้มาเเล้วอย่างโชกโชนได้! เพียงแค่การตวัดดาบไม่กี่ครั้งร่างของ Pinwheel ก็ได้ถูกทำลายลงพร้อมๆกับความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของมัน เเต่ในทางกลับกันมันอาจจะก็เป็นการปลดปล่อยสามคน พ่อ, เเม่, เเละลูกให้พ้นจากโลกอันเเสนความทุกข์ทรมานใบนี้ก็เป็นได้

( ภาพประกอบ : แต่เดิมแล้วเวทมนตร์แยกร่างของ Pinwheel มีไว้เพื่อจุดประสงค์ในการใช้เเบ่งร่างของตนเองออกมาเพื่อทำการทดลอง )

การตายของ Pinwheel ได้ทำให้พลังวิญญาณที่มันกักเก็บเอาไว้ในร่างไหลทะลักออกมา ซึ่งนั่นก็ร่วมไปถึง Rite of Kindling สิ่งของเจ้าปัญหาที่หลายชีวิตจำต้องจบลงเพราะมัน Undead นิรนามได้ค่อยๆใช้มือหยิบเอา Rite of Kindling ขึ้นมาดูใกล้ๆ…ทว่าทันทีทันใดอยู่ๆเจ้า Patches ก็ล่วงตกลงมาในห้องทดลองเเห่งนี้เช่นกันจึงทำให้พระเอกของเราจำต้องรีบซ่อน Rite of Kindling เอาไว้ข้างหลังด้วยเกรงว่าจะถูกเเย่งชิงไป เเต่เจ้า Patches กลับเเค่กล่าวทักทายพระเอกของเราพร้อมกับออกเดินสำรวจไปทั่วจนกระทั่งได้ไปพบกับบันไดลิงที่เชื่อมต่อกับอีกฟากของสุสานซึ่งเจ้า Patches ก็รีบปีนบันได้ขึ้นไปและเดินหายไปด้วยท่าทีที่เร่งรีบ

( ภาพประกอบ : อีกฟากของสุสานนั้นเป็นสถานที่ที่มืดมิดเเละอันตรายยิ่งกว่า Catacomb หลายเท่า )

เมื่อตัวปัญหาจากไปแล้ว Undead นิรนามของเราก็เริ่มอุ่นใจมากขึ้นและได้เตรียมตัวที่จะใช้ Homeward Bone  อีกหนึ่งเครื่องมือทุ่นแรงที่จะทำให้ Undead สามารถกลับไปยัง Bonfire ล่าสุดที่ใช้วิญญาณเชื่อมต่อเอาไว้ได้…แต่แล้ว!ในขณะที่เขากำลังจะหักท่อนกระดูก Homeward Bone อยู่ๆก็มีเสียงดังคล้ายกับคนร่วงตกลงมาอีกรอบ ทว่าคร่าวนี้มันคือเหล่าคณะเดินทางของ Rhea ซึ่งเมื่อตกลงมาได้ไม่นานเหล่าบรรดาผู้ติดตามของเเม่นักบวชสาวก็เดินตรงปรี่มาที่ Undead นิรนามจากนั้นก็พยายามซักถามถึง Rite of Kindling ด้วยท่าทีคุกคามและใช้น้ำเสียงที่รุนแรง จนทำให้แม้แต่คนที่แสนดีอย่างพระเอกของเรายังเริ่มทนไม่ไหวจึงแสร้งพูดโกหกไปว่าสิ่งที่พวกเจ้ากำลังตามหามันน่าจะอยู่อีกฟากของสุสานก็เป็นได้ซึ่งก็แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่ปักใจเชื่อ…แต่ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลาย Rhea ก็ได้สั่งห้ามปรามคนของตนจากนั้นก็ได้กล่าวขอบคุณ Undead นิรนามที่ชี้เเนะเส้นทางให้จนเล่นเอาเขามีอาการเคอะเขินเล็กน้อย… ซึ่งหนึ่งในบรรดาผู้ติดตามนามว่า Petrus ก็เห็นด้วยเเละได้เสนอว่าควรจะเดินทางเข้าไปยังอีกฟากของสุสานเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ

( ภาพประกอบ : Homeward Bone ทำมาจากท่อนกระดูกของ Undead ที่ตายสนิทไปแล้ว โดยจะผ่านการปลุกเสกเพื่อทำให้มีพลังในการเชื่อมต่อวิญญาณของผู้ใช้เข้ากับ Bonfire ได้ )

หลังจากคณะเดินทางของ Rhea จากไป มันก็ได้เเวลาที่พระเอกของเราจะกลับไปยัง Firelink Shrine สักที… “แต่แบบนั้นจะดีแล้วเหรอ?” เขากล่าวกับตัวเองพร้อมกับหันหน้าไปมองยังอีกฟากของสุสานที่ Rhea เพิ่งจะเดินหายลับเข้าไปในความมืด ความรู้สึกระอายใจเริ่มค่อยๆก่อตัวขึ้นจากการที่เมื่อครู่เขาได้โมโหจนพูดโกหกออกไปซึ่งมันก็เท่ากับว่าเขาได้ส่ง Rhea ผู้น่าสงสารไปทำภารกิจที่ไม่มีวันทำสำเร็จและนั่นก็จะเป็นตราบาปภายในใจของ Undead นิรนามไปตลอดกาลซึ่งมันเกินที่เขาจะยอมรับได้ ดังนั้นพระเอกของเราจึงตัดสินใจเดินเข้าไปตามหา Rhea ภายในอีกฟากสุสานซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเทพเจ้าแห่งความตาย Nito โดยถูกเรียกขานกันว่า Tomb of Giants หรือ “สุสานคนยักษ์”

( ภาพประกอบ : พวกผีที่อยู่ใน Tomb of Giants ทั้งหมดล้วนเเต่ถูกปลุกชีพขึ้นมาโดย Nito )

 

 

อุบายร้ายของเจ้าไฮยีน่า

ในอดีต Tomb of Giant เคยเป็นสถานที่อันสงบสุขหลังความตายของเหล่ายักษา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่เหล่ากบฏทมิฬได้ขโมย Rite of Kindling ไปจาก Nito จนส่งผลให้เกิดการตามล่าครั้งใหญ่อยู่ภายในสุสานซึ่งได้เปลี่ยนให้ที่แห่งนี้กลายเป็นเป็นทุ่งสังหารไปโดยปริยาย(ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ทรยศหักหลังของ Pinwheel) 

( ภาพประกอบ : หนึ่งในเจ้าตัวที่อันตรายที่สุดของ Tomb of Giants ก็ผีโครงกระดูกสุนัขที่มันสามารถฆ่าคนได้ด้วยการโจมตีเพียงเเค่ครั้งเดียว )

( ภาพประกอบ : เสาโครงกระดูกที่เกิดจากการรวมตัวของซากศพมากมายซึ่งถูกฝังใต้พื้นดิน ) 

ด้วยการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นของ Undead นิรนามได้ทำให้ความสุขุมเยือกเย็นของเขาลดน้อยถอยลงและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในตัวของแม่นักบวชสาว โดยจุดประสงค์เดียวในตอนนี้ก็คือต้องรีบพาตัวนางกลับออกมาให้เร็วที่สุด(ส่วนคนอื่นช่างมัน) Undead นิรนามได้ตะเบ็งเสียงร้องเรียก Rhea จนดังกึกก้องไปทั่วโดยหารู้ไม่ว่าการทำแบบนี้ก็มีค่าเท่ากับการบอกให้เหล่าภูตผีรู้ถึงตำแหน่งของเขาท่ามกลางความมืด

( ภาพประกอบ : ผีโครงกระดูกบางตัวจะคอยฟังเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นใน Tomb of Giant เเละจู่โจมเข้าไปยังตำเเหน่งของเป้าหมายได้อย่างเเม่นยำ )

แต่ถึงจะไม่มีเสียงตอบรับกลับมาก็ตามเเต่ที่บนพื้นดินกลับมีแสงแวววาวจากหิน Prism Stone ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มักจะได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเดินทางโดยจะใช้มันทำเป็นสัญลักษณ์ตามเส้นทางเพื่อป้องกันการหลงทาง ซึ่ง Undead นิรนามคิดว่า Prism Stone เหล่านี้คือสิ่งที่คณะเดินทางของ Rhea เป็นคนทิ้งเอาไว้ให้

 

( ภาพประกอบ : ในการเล่น Online จะมีผู้เล่นบางคนที่นิยมใช้ Prism Stone เพื่อเเทนการสื่อสารหรือล่อลวงผู้เล่นคนอื่นให้เข้าไปติดกับดัก )

ทว่าแม้จะมี Prism Stone คอยบอกทางแต่การที่ Undead นิรนามเอาเเต่ร้องหา Rhea มันกลับยิ่งทำให้การเดินทางนั้นยากลำบากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะถูกผีโครงกระดูกยักษ์ดักเล่นงานอยู่ตามทาวเป็นระยะๆแถมยังต้องประสบพบเจอกับลูกธนูปริศนาที่ถูกยิงมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ภายใต้ความมืด ซึ่งได้ทำให้ Undead นิรนามตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองไม่ว่าจะทั้งวิสัยทัศน์ซึ่งมืดบอดตลอดจนจำนวนของศัตรูที่ไม่อาจทราบได้เเน่ชัด ก็ได้บีบให้พระเอกของเรางัดเอาท่าไม้ตายก้นหีบอย่างการวิ่งเเบบไม่คิดออกมาใช้ จนกระทั่งเขาได้ไปพบกับเจ้าไฮยีน่า Patches อีกครั้งแต่ทว่าคร่าวนี้มันกลับยืนกวักมือเรียกให้ Undead เดินเข้าไปหา

( ภาพประกอบ : เจ้า Patches ที่กำลังดักรอเหยื่อของมัน )

เจ้า Patches ได้กล่าวว่าที่หลุมตรงนี้มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ภายในเเละชักชวนให้ Undead นิรนามลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ทว่าพระเอกของเรากลับไม่สนใจและเอาแต่ถามถึงเหล่าคณะเดินทางของ Rhea ซึ่งเมื่อเจ้า Patches ได้ยินเข้ามันก็มีท่าทีที่เปลียนไปโดยเเสดงอาการเหมือนกับคนที่กำลังพยายามกลั้นเสียงหัวเราะแต่ก็ยังคงพูดเน้นย้ำให้ Undead นิรนามก้มลงไปดูให้ได้ จนสุดท้ายพระเอกของเราที่กำลังมีจิตใจว้าวุ่นเเละไม่ระวังตัวหลงคล้อยตามและยอมก้มลงไปดู แต่ทันใดนั้นเองในขณะที่ Undead นิรนามกำลังชะโงกหน้าออกไปเจ้าหมาลอบกัด Patches ก็บรรจงใช้บาทาถีบ!เข้าที่หลังของ Undead นิรนามอย่างสุดแรงจนเขาร่วงตกลงไปกระทบกับพื้นอย่างรุนแรง เมื่อเห็นว่าเหยื่ออยู่ในสภาพที่สู้ไม่ได้เจ้า Patches จึงได้เปิดเผยธาตุแท้ของตัวเองว่าเป็นพวกมิจฉาชีพที่จะคอยดักปล้นเหล่าผู้คนไม่ว่าจะเป็นนักบวช, ผู้หญิง, หรือว่าแม้แต่โจรด้วยกันเองมันก็เว้น โดยช่วงเวลาที่เจ้า Patches โปรดปรานมากที่สุดก็คือตอนที่ได้ปั่นหัวเหยื่อของมันให้สิ้นหวังก่อนที่จะตาย

( ภาพประกอบ : บาทาของเจ้า Patches ที่ได้ประทับลงบนหลังของ Undead นิรนามอย่างเต็มๆ )

ส่วนทางของ Undead นิรนามที่เสียทีร่วงตกลงมา เขาได้พยายามลุกขึ้นเดินและเดินโซสัดโซเสจนไปพบกับร่างของศพที่มีตะเกียง Skull Lantern อยู่ในมือ พระเอกของเราจึงถือวิสาสะหยิบเอามันมาใช้เสียเองเพราะเจ้าของคนเก่าไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว

( ภาพประกอบ : Skull Lantern เป็นของที่มักจะถูกใช้โดยพวก Necromancer และเป็นอีกเครื่องยืนยันว่าโครงกระดูกยักษ์ของ Nito จะเล่นงานทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม )

Undead นิรนามได้ใช้เเสงสว่างจาก Skull Lantern ส่องไปรอบๆเพื่อหาทางออก แต่ก็เหมือนวาสนาดลบันดาลเพราะเขาไปพบกับ Rhea อีกครั้งหนึ่งเเต่นางอยู่ในสภาพที่ดูอิดโรยและกำลังสิ้นหวังเป็นอย่างมาก Undead นิรนามจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของนางพร้อมกับพูดปลอบโยนว่าทุกๆอย่างจะต้องเรียบร้อย Rhea เล่าว่าคณะเดินทางของนางได้ถูกเจ้า Patches หลอกปล้นสะดมเช่นกันและก็ถูกโยนทิ้งลงมายังข้างล่าง เเละพรรคพวกที่เหลือก็ต่างล้วนสิ้นหวังจนกลายเป็น Hollow กันไปหมดแล้ว

( ภาพประกอบ : Rhea ที่ตกลงมายังก้นเหวและเกือบจะต้องกลายเป็น Hollow ไปเสียแล้วแต่นางได้ถูก Undead นิรนามช่วยเอาไว้เสียก่อน )

เมื่อได้ยินเช่นนั้น Undead นิรนามก็โมโหโกรธาเจ้า Patches สุดๆ(เเละระอายใจในการโกหก)จึงได้บอกให้เเม่นักบวชสาวรออยู่ตรงนี้ก่อนเดียวเขาจะจัดการทุกอย่างเอง จากนั้นพระเอกของเราก็ออกเดินทางต่อไปซึ่งระหว่างทางเขาก็ได้สังหารสองผู้ติดตามของ Rhea ที่ได้กลายเป็น Hollow ไปแล้วจากนั้นก็ค้นพบบันไดทางขึ้นเเละเขาก็รีบเดินตรงปรี่กลับไปหาเจ้า Patches พร้อมกับกระโจนเข้าใส่ในทันทีจนเกิดการตะลุมบอลครั้งใหญ่ ทั้งคู่ต่างประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าเข้าใส่กันกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเเละนั่นก็ได้ไปสะกิดหูของเจ้าถิ่นในสุสานแห่งนี้เข้าจนได้…

( ภาพประกอบ : Vince และ Nico คือผู้ติดตามของนักบวชสาว Rhea ที่เดินทางร่วมกันมาตั้งแต่เมือง Thorolund แต่ทว่าพระนักรบอีกคนนามว่า Petrus กลับหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา )

การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายได้ทำให้ข้าวของเเถวนั้นต่างกระเด็นกระดอนกระจัดกระจายกันไปทั่ว จนกระทั่งเจ้าโจรร้ายได้อาศัยจังหวะที่ Undead นิรนามล้มลงกับพื้นเข้ากระโดดขึ้นคร่อมเเละพยายามออกเเรงกดมีดสั่นเข้าไปที่กลางอกของ Undead นิรนามซึ่งก็กำลังพยายามสุดชีวิตที่จะดันมีดเล่มนั้นกลับออกไปให้ได้ ต่างฝ่ายต่างร้องตะโกนใส่กันราวสัตว์ป่าซึ่งเป็นการแสดงว่าวันนี้จะมีแค่คนๆเดียวที่รอดกลับออกไปได้… แต่อยู่ๆแรงกดในมือของเจ้า Patches ก็หยุดลงเพราะว่ามีง้าวสีดำเล่มใหญ่แทงทะลุอกของมันออกมา จากนั้นเจ้าโจรร้ายก็ถูกเหวี่ยงด้วยแรงอันมหาศาลจนลำตัวกระเด็นหลุดออกจากง้าวเเละไปกระเเทกกับดิน

( ภาพประกอบ : ภาพของเจ้าถิ่นเเห่ง Tomb of Giants )

เมื่อ Undead นิรนามตั้งสติได้เขาก็คว้าเอาตะเกียง Skull Lantern ที่ตกอยู่ใกล้ๆเขวี้ยงเข้าไปในความมืดซึ่งมันก็ได้เปิดเผยให้เห็นถึงชุดเกราะสีดำสนิทที่เมื่อเขาเห็นแค่แวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่ก็คือ Black Knight ซึ่งมาที่นี่ก็เพื่อป้องกันโล่แห่งความมืด Effigy Shield ซึ่งเคยเป็นอาวุธสำคัญของเหล่ากบฏทมิฬที่ได้รับจากเทพีแห่งบาป Velka เพื่อใช้ต่อต้านเหล่าทวยเทพแห่ง Anor Londo  

( ภาพประกอบ : ภายในเกมโล่ Effigy Shield เป็นโล่ที่มีพลังป้องกันธาตุไฟฟ้ามากที่สุดในเกม )

เจ้า Patches ที่กำลังบาดเจ็บสาหัสจนกระอักเลือดออกมาได้พยามพูดร้องขอชีวิตของจากเจ้าถิ่นตนนี้ทั้งการหยิบคำพูดและสำนวนช่างเจรจาต่างๆออกมาใช้ทั้งพยายามติดสินบนเเต่ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ Black Knight ยังคงเดินตรงมาที่มันซึ่งตอนนี้มีสภาพที่หวาดกลัวและสิ้นหวังไม่ต่างอะไรกับเหยื่อหลายๆคนที่ผ่านมาของมัน Undead นิรนามจึงได้อาศัยจังหวะนี้รีบวิ่งหนีกลับไปหา Rhea พร้อมๆกับเสียงร้องของเจ้าโจรร้ายที่ดังไล่หลังมาก่อนที่จะเงียบสนิทไป… พระเอกของเรารีบพยุง Rhea ขึ้นมาจากนั้นก็หัก Homeward Bone เพื่อให้ทั้งคู่หนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้เสียที!

 

 

เกมเดินหมากของเทพเจ้า

         ในอดีตเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมัยที่เทพเจ้า Gwyn ยังคงมีชีวิตอยู่และคำสาป Curse of Undead เพิ่งจะมีการแพร่ระบาดเป็นครั้งแรกได้มีข่าวอื้อฉาวลือสะพัดว่าพระชายาของ Gwyn เป็นผู้ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มกบฏทมิฬ โดยความผิดในครั้งนี้ก็ได้ทำให้นางถูกตราหน้าว่าเป็นเทพเจ้านอกรีตและถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองหลวง Anor Londo จนหมดสิ้น ซึ่งนามของพระนางก็คือ Velka เทพเจ้าแห่งความผิดบาป…

( ภาพประกอบ : เทวรูปของ Velka ที่ถูกประสมเข้ากับความเชื่อของ Way of White ซึ่งตั้งอยู่ใน Undead Burg )

แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อเหล่าเทพเจ้าแห่ง Anor Londo ได้เสื่อมอำนาจลงหลังจากการตายของ Gwyn ก็มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่เลือกจะกลับมาบูชานางอย่างเช่นเมือง Undead Burg และ Carim เป็นต้น โดยปัจจุบันเทพเจ้า Velka ได้ผันตัวไปอยู่เบื้องมากขึ้นและยังมีส่วนช่วยในการค้นหา Undead ผู้ถูกเลือกตามคำนายเพราะว่าต้องการให้ Undead ผู้ถูกเลือกเข้าไปปลดปล่อยเหล่าสาวกอันซื่อสัตย์ของนางที่ยังถูกคุมขังอยู่ใน Painted World of Ariamis และส่วนหนึ่งก็เพราะว่า Velka ยังคงเป็นห่วงเป็นใยลูกของตน(Gwyndolin)ที่จำต้องสืบทอดตราบาปของ Gwyn ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในเมือง Anor Londo 

( ภาพประกอบ : วิธีเดียวที่จะเข้าไปยัง Painted World of Ariamis ได้นั้นก็คือต้องอาศัยตุ๊กตา Peculiar Doll เป็นกุญแจนำทางไปสู่โลกต่างมิติ…โลกที่วันหนึ่งมันจะกลายเป็นความหวังครั้งสุดท้ายของมวลมนุษย์  )

         ย้อนกลับมาที่ Undead นิรนามซึ่งได้ช่วย Rhea ให้รอดพ้นออกมาจากสุสานใต้ดินได้สำเร็จ ทั้งสองตรงกลับไปยัง Firelink Shrine เพื่อพักผ่อนร่างกายหลังจากการตรากตรำอันแสนยาวนานในสุสาน แต่ทว่าดูเหมือนพระเอกของเราจะเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างให้แก่แม่นักบวชสาวคนนี้มากเป็นพิเศษและเฝ้าคอยประคบประหงมอยู่ไม่ห่างจนกระทั่ง Rhea ได้ผล็อยหลับไป Undead นิรนามจึงได้มีโอกาสเข้าไปพบปะกับผู้คนที่อาศัยอยู่ใน Firelink Shrine ซึ่งกำลังพูดคุยสุงสิงกันอยู่รอบ Bonfire ตามปกติ เขาได้เล่าถึงความยากลำบากต่างๆที่ได้พบเจอภายใน Catacomb ตลอดจนสิ่งแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางให้กับทุกคนฟัง ทว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์ในเรื่องเล่าของ Undead นิรนามเสียเท่าไรนั่นก็คือเจ้าหมาขี้แพ้ Chestful Warrior เจ้าเก่านั่นเอง ที่ได้รู้สึกคันปากจึงหาเรื่องพูดแทรกขึ้นมาว่ามีอยู่วันหนึ่งมันได้เห็นคนปีนขึ้นไปยังรังของอีกายักษ์ที่อยู่บนหลังคาของโบสถ์และถูกเจ้านกบินโฉบลอยหายขึ้นฟ้าไป…ซึ่งก็แน่นอนว่าด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดีอยู่เเล้วของเจ้า Chestful Warrior ก็ได้ทำให้ทุกๆคนต่างเมินเฉยในเรื่องเล่าที่เเสนไร้สาระของมันไป

( ภาพประกอบ : รังของอีกายักษ์ใน Firelink Shrine )

เจ้า Chestful Warrior พยายามยืนยันว่าสิ่งที่มันพูดนั้นเป็นเรื่องจริงแต่ทุกคนๆก็ต่างได้พากันแยกย้ายกลับไปนอน…เเละในคืนนั้นขณะที่ Undead นิรนามกำลังหลับลึกเขาก็ได้ฝันเห็นภาพนิมิตเป็นวิหคยักษ์ตัวใหญ่สีดำที่กำลังบินเหินไปมาบนท้องฟ้า ขนสีดำของมันค่อยๆร่วงหล่นตกลงมาเยอะขึ้นและเยอะขึ้นเรื่อยๆ และ ณ ตรงสุดสายตาอันเเสนไกลก็มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุ่มสีดำทั้งตัวซึ่งกำลังพูดกระซิบพึมพำไปมาด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจเเละที่เเปลกประหลาดไปยิ่งกว่านั้นก็คือ Undead นิรนามรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองถูกเคลื่อนที่ให้เข้าไปใกล้กับหญิงสาวในชุดดำมากขึ้นเรื่อยๆทั้งๆที่ขาไม่ได้ขยับ พร้อมกับเสียงพูดอันแสนเย็นจะเยือกว่า “จงตาหาตุ๊กตา” จากนั้นนางก็ใช้นิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้าซึ่งเมื่อพระเอกของเราเงยหน้าตามขึ้นไปดูก็เห็นภาพของวิหคยักษ์สีดำที่กำลังบินโฉบพุ่งลงมาที่ตัวเขา! ด้วยความที่ตกใจ Undead นิรนามถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเขาพยายามตั้งสติและมองไปยัง Rhea ซึ่งนอนอยู่ใกล้ๆเพื่อให้มั่นใจว่านางยังคงปลอดภัยดี ใบหน้าในยามหลับของ Rhea ได้ทำให้พระเอกของเรารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะถูกขัดด้วยเสียงร้องของเจ้าอีกายักษ์ที่กำลังจ้องมองมายัง Undead นิรนามด้วยตาที่ไม่กระพริบราวกับว่ามันรับรู้ถึงความฝันเมื่อครู่ของเขาก็ไม่ปาน…

( ภาพประกอบ : ภายในเกมเราสามารถใช้อาวุธระยะไกลเพื่อโจมตีอีกาให้หนีไปได้ แต่ก็จะทำให้เนื้อเรื่องเสริมบางส่วนถูกตัดออกไปด้วย )

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบเอ็ด “สุสานของเหล่าคนโลภ กับความลับของวิหคทมิฬ” โดยสำหรับตัวผมมันเป็นหนึ่งในบทที่เรียกได้ว่ายากสุดๆไปเลยเพราะต้องพบเจอปัญหาในการเรียบเรียงและเชื่อมโยงเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเล่าเกือบทั้งหมดจำเป็นจะต้องอิงข้อมูลจาก “Gameplay” ซึ่งไม่ใช่ข้อดิบๆที่เราจะเอามาเล่าได้ในทันที ซึ่งมักจะมีปัญหาในเรื่องของความสมเหตุสมผลอย่างเช่นการปรากฏตัวของ NPC ในบางสถานที่หรือเหตุจูงใจต่างๆของตัวละครที่จำเป็นต้องปูเพื่อนำทางเข้าสู่เนื้อหาสวนถัดๆไป ซึ่งท่านผู้ชมไม่ต้องเป็นกังวลเพราะเนื้อหาหลักๆที่เกี่ยวข้องกับ Lore ของเกมจะยังคงถูกเก็บไว้เช่นดังเดิม เพียงแค่ผมใช้รูปแบบใหม่ๆในการเล่าเรื่องให้เหมาะสมมากขึ้น

เอาเป็นว่าในบทต่อไป Undead นิรนามจะได้กลับไปสู่จุดเริ่มต้นซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อคำทำนายไปตลอดกาล และการเดินทางครั้งใหม่ที่จะนำเขาไปพบกับมฤตยูฤใต้ท่อน้ำของเมือง Undead Burg…

( ภาพประกอบ : ปีศาจกระหายเลือดเเห่งคุ้งน้ำใต้ดิน The Depths )

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 7 อำนาจแห่งปุถุชน และการหวนคืนของคำสาป

m.r.lionman

ให้เกมพาไป : เราต้อง ‘เข้าใจ’ เนื้อเรื่องเกมหรือไม่จึงจะสนุก?

Fullscape

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 10 ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย

m.r.lionman

Leave a Comment