ไม่มีหัวข้อ

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 10 ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย

สวัสดีครับทุกท่าน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ ซึ่งในที่สุดเราก็เดินทางกันมาถึงบทที่สิบกันจนได้…ตัวผมต้องขอขอบคุณทุกๆท่านเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทั้งหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ก็ตาม ผมต้องขอขอบคุณจริงๆที่อุตส่าห์อดทนติดตามมาจนถึงตอนนี้ เอาละ!เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราก็มาเริ่มต้นกันเลยกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ “ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย”

( ภาพประกอบ : ในยุคที่ความมืดกำลังใกล้เข้ามา เหล่าอารยธรรมมากมายต่างพยายามขวนขวายเพื่อค้นหาหนทางหลุดพ้นจาก Curse of Undead ..เเต่สุดท้ายมันก็ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี )

 

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 

บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่

บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด

บทที่เก้า

 

หมู่บ้านที่ถูกทอดทิ้ง

         ณ ยามเช้าที่ดวงตะวันได้ท่อแสงส่องสว่างและส่งไออุ่นให้กับทุกชีวิตในดินเเดน Lordran ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่พระเอกของเราอย่าง Undead นิรนามได้กำลังตระเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางสู่ระฆัง Bell of Awakening ใบที่สอง โดยเขาเลือกใช้เส้นทางที่จะต้องผ่านตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นขุมนรกบนดินไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกพวกอสูรแห่ง Izalith ได้ทำการยกพลขึ้นมายังตัวเมืองส่วนล่าง เพื่อสะกัดเส้นทางไม่ให้เหล่าผู้กล้าสามารถทำตามคำทำนายของเทพเจ้าได้สำเร็จ และประกอบกับในเวลานั้นได้เกิดความขัดแย้งภายในเมือง Undead Burg จึงทำให้ผู้ปกครองเมืองในตอนนั้นได้เลือกที่จะทำการตรึงกองกำลังของพวกอสูรเอาไว้ในตัวเมืองส่วนล่าง ซึ่งส่งผลให้ผู้อาศัยมากมายที่ในตัวเมืองส่วนล่างถูกตัดหางปล่อยวัดและต้องมีชีวิตอยู่กันแบบตามดีตามเกิด แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั่นก็คือแม้แต่ความตายเองก็ไม่อาจปลดปล่อยความทรมานของผู้คนเหล่านี้ไปได้ อันเป็นผลกระทบที่มาจาก Curse of Undead!

( ภาพประกอบ : บรรยากาศในตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ที่ภายนอกนั้น ดูเหมือนว่าจะถูกทิ้งร้างไร้ผู้คนเเต่ความจริงเเล้วเหล่าผู้อาศัยยังคงหลบซ่อนอยู่ตามอาคารบ้านเรื่อน เเละคอยจับตาเหล่าคนนอกที่บังอาจย่างกรายเข้ามาอย่างไม่ระวัง  )

จนเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็ได้ทำให้ทั้งตัวเลขของเสบียงอาหารและความตื่นกลัวค่อยๆพุ่งเข้าสู่จุดวิกฤติมากขึ้น ความดิบเถื่อนได้กลายเป็นตัวเลือกของเหล่าผู้คนที่ถูกทอดทิ้งจนเริ่มสติแตกและหันมาฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิง Humanity (หรือ Dark Soul ในตัวมนุษย์) ซึ่งมันเปรียบได้กับยาชั้นดีที่จะช่วยทุเลาไม่ให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Hollow ไปมากกว่านี้…. แต่โดยทั่วไปแล้วการซึมซับ Humanity เข้าสู่ร่างกายจะกระทำได้ด้วยการใช้มือบีบพลังงานจนแตกออกหรือดันให้กระทบกับหน้าอกของตนเพื่อให้อณูวิญญาณพุ่งเข้าไปรวมร่างกับ Soul ภายในตัวของผู้ใช้

( ภาพประกอบ : ทั้งสุนัขเเละหนูซึ่งอาศัยอยู่ใน Undead Burg ได้กินซากศพของมนุษย์เป็นอาหารจึงทำให้มันได้รับ Humanity ผ่านการกินเข้าไปด้วย ) 

เเม้จะฟังดูง่ายเเต่มันก็ติดปัญหาอยู่หนึ่งอย่างก็คือพลังงาน Humanity บริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งเสียเหลือเกิน ซึ่งต่อฆ่ามนุษย์ไปถึงสิบคนก็จะมีเพียงแค่สองถึงสามศพเท่านั้นที่จะมีพลังงาน Humanity หลังไหลออกมาจากร่างเพียงน้อยนิด จนกระทั้งได้มีคนอุตริไปพบว่าการกินเนื้อและดื่มเลือดจากศพของมนุษย์จะช่วยทำให้สามารถซึมซับ Humanity ได้ดีขึ้น ซึ่งมันก็ดันบ้าจี้ได้ผลดีเกินคาด…ดีซะจนทำให้เหล่าผู้อาศัยในตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg หันมากินเนื้อมนุษย์เพื่อความอยู่รอด แต่ทว่าการกิน Dark Soul เข้าสู่ร่างกายโดยตรงแบบนี้มันก็มีผลข้างเคียงอยู่เหมือนกัน เพราะมันจะเข้าไปรวมกับทั้ง Soul, ทั้งเลือดเนื้อ, ตลอดจนสมองซึ่ง0tทำให้คนๆนั้นมีนิสัยที่ก้าวร้าวมากขึ้นตามไปด้วย 

( ภาพประกอบ : การรับ Humanity เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินนั้นถือเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก ซึ่งเเม้เเต่พวก Darkwraith เองก็ยังต้องอาศัยเครื่องมือเข้าช่วย )

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดมันจึงทำให้ตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ได้กลายเป็นเขตพื้นที่งอันตรายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับเหล่านักเดินทางหน้าใหม่ที่มักจะถูกล่อลวงไปฆ่าได้ง่ายๆ…แต่ทว่านั่นก็ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับพระเอกของเราเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต้องขอขอบคุณประสบการณ์ที่ถูกลอบโจมตีมานับไม่ถ้วน ที่ทำให้เขายังคงรอดปล่อยภัยมาถึงทุกวันนี้อีกทั้งยังได้ช่วยชีวิตนักเวทย์คนหนึ่งนามว่า Griggs จากการถูกนำไปปรุงเป็นอาหาร โดย Griggs ได้เล่าว่าตนมาจากโรงเรียนเวทมนตร์ชื่อดังอย่าง Vinheim ซึ่งมาที่นี้ก็เพื่อตามหาอาจารย์ของเขาแต่ดูเหมือนว่าจะหลงทางเข้าเสียก่อนจนถูกจับตัวได้ พ่อมดน้อยได้กล่าวขอบคุณ Undead นิรนามและขอตัวเดินทางกลับไปยัง Firelink Shrine ทันทีด้วยความกลัว

( ภาพประกอบ : พ่อมดน้อย Griggs ได้รอดจากชะตากรรมอันหน้าสยดสยองมาได้เเบบฉิวเฉียด )

หลังจากช่วย Griggs ได้สำเร็จ Undead นิรนามก็ได้เดินลึกเข้าไปในตัวเมือง ซึ่งดูเหมือนว่ายิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไรทางเดินก็จะแคบลงเรื่อยๆมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั้งเขาได้ไปพบกับฝูงสุนัขซึ่งได้กลายพันธุ์จากการกิน Humanity เข้าไปแต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่ขุ่นเคืองอยู่ในใจของ Undead นิรนามก็คือ ดูเหมือนว่าความดุร้ายของพวกมันจะมีผลแค่กับตัวเขาเพียงคนเดียวเท่าเท่านั้น ซึ่งเเตกต่างจากเหล่าโจรร้ายประจำเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะโดนสุนัขพวกนี้รุมขย้ำเลยเเม้เเต่น้อย ราวกับว่ามันถูกฝึกมาให้แยกมิตรและศัตรูได้อย่างนั้นแหละ…เเต่ใครกันนะที่ใจกล้ามากเเละบ้ามากพอที่จะฝึกสัตว์ร้ายเหล่านี้ให้เชื่องได้? ซึ่งคำตอบของคำถามก็ได้ค่อยๆปรากฏตัวต่อหน้าพระเอกของเราซึ่งก็คือเจ้าอสูร Capra หรืออสูรหัวแพะ ซึ่งมันมีอาวุธประจำกายเป็นดาบคู่เล่มใหญ่ พร้อมกับเหล่าสุนัขจำนวนหนึ่งที่พร้อมใจเดินตามเจ้าอสูร Capra ด้วยท่าทีซึ่งอ้อนน้อมอันเป็นสัญลักษณ์ถึงการเคารพต่อจ่าฝูง

( ภาพประกอบ : เจ้าอสูร Capra ตัวนี้ได้รับการหมอบหมายให้ขึ้นมายังเมือง Undead Burg เพื่อขัดขวางทุกๆคนที่พยายามจะทำตามคำทำนายของผู้ถูกเลือก )

แม้ Undead นิรนามจะเคยต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งและมีพละกำลังมาแล้วมากมาย แต่ทว่าการที่ต้องสู้อยู่ในตรอกแคบๆแบบนี้มันก็ส่งผลทำให้การกลิ้งหลบของเขามีประสิทธิภาพที่ลดลง จนสุดท้ายเขาต้องใช้วิธีวิ่งหนีขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านที่อยู่ใกล้ๆเพื่อล่อให้เหล่าสุนัขวิ่งตามขึ้นไปจนต้องเบียดเสียดและชนกันเองซึ่งเป็นโอกาสให้ Undead นิรนามสามารถจัดการพวกมันได้ทีละตัวๆ และในเมื่อ“หมาหมู่”ถูกกำจัดไปหมดแล้วคิวต่อไปก็เป็นของเจ้าอสุรหัวแพะซึ่งถูกกำราบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

( ภาพประกอบ : ในเกม Dark Souls มีระบบหนึ่งที่เรียกว่า Stunlock ซึ่งก็คือตราบใดที่ตัวละครของเรายังไม่ล้มมันก็ยังสามารถถูกโจมตีต่อไปได้เรื่อยๆ อันถือเป็นฝันร้ายสุดๆเมื่อต้องเจอกับศัตรูที่โจมตีเร็วหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว เพราะมันเเทบจะการันตีเลยว่าถ้าหากคุณโดนดอกเเรก…ดอกที่สองเเละสามคุณก็จะโดนตามไปด้วย )

เมื่อจัดการนายทวารอย่างเจ้าอสูรเเพะได้สำเร็จ Undead นิรนามก็ดึงกุญแจที่คาดอยู่ตรงเอวของมันออกมา เพื่อใช้มันเปิดประตูตามส่วนต่างๆของเมืองและใช้มันเดินทางต่อลงไปยังท่อระบายน้ำของเมือง Undead Burg ซึ่งมืดจนเกือบจะมองไม่เห็น จนตัวเขาได้บังเอิญเดินไปชนกับโต๊ะยาวหลายตัวที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี จึงทำให้เขาสามารถอนุมานได้ว่าที่แห่งนี้ก็คือห้องสำหรับรับประทานอาหารนั่นเอง ส่วนแสงไฟที่เห็นอยู่ไกลๆท่ามกลางความมืดมันก็คือคบเพลิงของเหล่าผีดิบโรคจิตที่กำลังรอรับประทานอาหารมื้อสำคัญอยู่….ใช่แล้วที่นี่ก็คือห้องครัวนรกแห่ง Undead Burg ที่ซึ่งผู้คนมากมายถูกพวกพ่อครัววิปลาสซึ่งมีสมยานามว่าจอมสับหรือเหล่า Butcher จะทำการแล่, สับ, เเละเลาะกระดูกของมนุษย์ผู้โชคร้ายเพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารรสเลิศ(จะกินทั้งทีก็ต้องกินอร่อยๆหน่อยจริงไหม?) ส่วนพวกเนื้อที่ดูจะกินไม่ได้ Butcher ก็จะโยนมันทิ้งลงไปในท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อเป็นอาหารให้กับบางสิ่งบางอย่างที่อาศัยอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่า…

( ภาพประกอบ : เห็นหุ่นของ Butcher ล่ำแบบนี้ก็เถอะแต่ที่จริงแล้วพวกนี้เป็นผู้หญิงนะ… )

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น Undead นิรนามจึงได้บุกทะลวงเข้าไปกลางดงของพวกผีดิบที่หิวโหย ซึ่งพวกมันก็ใช้ทั้งดาบเก่าๆทิ่มแทงเข้าตามร่างกายเเละบางส่วนก็ใช้คบเพลิงฟาดไปมาตามประสาคนไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งแม้มันจะดูไม่มีชั้นเชิงอะไรก็ตามแต่ถ้าหากอาศัยจำนวนกับความบ้าคลั่งเข้าสู้แล้วละก็ มันก็สร้างความเสียหายให้กับพระเอกของเราได้ไม่น้อยจนเขาต้องหยิบเอายารักษา Estus Flask มาดื่มจนเกือบหมด โดยเฉพาะกับเจ้า Butcher ที่มันสามารถฝากบาดแผลฉกรรจ์ให้กับเขาได้หลายแผลก่อนจะถูกจัดการลง ทว่าหลังจากที่เสร็จศึกตะลุมบอนไปได้ไม่นานอยู่ๆก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากห้องเก็บของซึ่งอยู่ทางด้านหลัง และเมื่อไปดูก็ได้พบกับพ่อมดเพลิง Laurentius ซึ่งถูกจับไว้จนเกือบจะต้องลงไปอยู่ในหม้อไฟซะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของ Laurentius ก็อยู่ในสภาพที่บอบช้ำมากเกินไป จึงทำให้พระเอกของเราต้องพาพ่อมดเพลิงคนนี้กลับไปส่งยัง Firelink Shrine เสียก่อน

( ภาพประกอบ : พ่อมดไฟ Laurentius ได้ถูกใครบางคนหลอกให้เดินทางผ่านตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ที่อันตรายจนสุดท้ายก็เกือบจะกลายเป็นอาหารไปเช่นเดียวกัน )

เมื่อทั้งสองหนีออกมาจาก Undead Burg ได้สำเร็จ Laurentius ก็ได้กล่าวขอบคุณเเละขอไปตัวพักฟื้นร่างกายที่แสนบอบช้ำของเขา ซึ่งก็ยังไม่วายถูกเจ้า Crestfallen Warrior พูดจาเหน็บแนมดังเช่นเคยจนเกือบจะมีเรื่อง เเต่ก็ได้มีเสียงของใครคนหนึ่งคนตะโกนร้องเรียกพระเอกของเรา โดยไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพ่อมดน้อย Griggs ที่ Undead นิรนามได้ช่วยเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นเองโดยเขาได้บอกว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่ไปสักพักและในระหว่างนี้เขาจะช่วยสอนการใช้เวทมนตร์ขั้นพื้นฐานให้แก่พระเอกเราเพื่อเป็นการตอบเเทน!

( ภาพประกอบ : Griggs สามารถสอนเวทย์ให้กับตัวละครของเราได้หลายอย่างตั้งเเต่เวทย์โจมตีอย่าง Soul Arrow, เเละ Homing Soulmass ไปจนถึงเวทย์ป้องกันอย่าง Magic Shield )

การเรียนรู้เวทมนตร์ของ Undead นิรนามนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์เฉียดตายทั้งหลายที่ผ่านมามันได้สั่งสอนให้เขาเป็นคนที่ใช้สมองมากกว่าอาศัยดาบและโล่ในการพิชิตศัตรู และในเวลาต่อมาเมื่อพ่อมดเพลิงอาการดีขึ้น Laurentius ก็ได้เข้ามาประสมโรงเเละอาสาที่จะสอนศาสตร์แห่งเพลิงให้กับ Undead นิรนามด้วยเช่นกัน โดยทั้งสามได้ใช้เวลาในการเสวนาหาเรื่องของเวทมนตร์ซะจนเมื่อรู้ตัวอีกทีตะวันก็ได้ตกลับขอบฟ้าไปแล้ว เหล่าสหายทั้งสามจึงได้ใช้เวลาที่เหลือนั่งล้อมวงและคุยเรื่องสัพเพเหระต่อกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน อาทิเช่นเรื่องของ Griggs ที่เขามายังดินแดน Lordran แห่งนี้ก็เพื่อตามหาอาจารย์ของเขานามว่า Logan ผู้ปราถนาในศาสตร์ความรู้ของจ้ามังกรไร้เกล็ด Seath ซึ่งเป็นบิดาของเหล่าจอมเวทย์ทั้งปวง หรือจะเป็น Laurentius ซึ่งเดิมทีเขามีบ้านเกิดอยู่ที่ Blight Town โดยที่นั่นเป็นเหมือนกับสลัมของเหล่ามนุษย์ที่ถูกเทพเจ้าทอดทิ้ง แต่ตัวเขาโชคดีกว่าคนอื่นเพราะได้ถูกชุบเลี้ยงโดยกลุ่มคนผู้ใช้ศาสตร์เพลิงที่อาศัยอยู่ใกล้บึงพิษบริเวณใกล้ๆ จนทำให้เขาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้เเละได้ออกเดินทางผจญภัยไปเรื่อยจนกระทั้งชะตาขาดและอยากจะกลับไปยัง Blight Town เพื่อไปพบหน้าเหล่าอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะ Hollow

( ภาพประกอบ : เวทมนตร์ Iron Flesh คือหนึ่งในเวทย์ไม่กี่อย่างซึ่งไม่ใช่สายโจมตีที่ Laurentius สามารถสอนได้  )

เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ Undead นิรนามของเรากำลังเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทางอีกครั้ง เขาก็ได้สังเกตเห็นถึงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังเดินไปมาอยู่ในโบสถ์ร้าง ด้วยความสงสัยเขาจึงได้ไปถาม Griggs ซึ่งได้ความว่าคนเหล่านี่ก็คือพวกนักบวชของศาสนา Way of White และถ้าหากจะให้เดาเเล้วละก็นักบวชพวกนี้ก็คงจะมาทำภารกิจเพื่อตามหา Rite of Kindling อันเป็นเครื่องมือวิเศษที่จะช่วยให้สามารถแปลเลี่ยนแสงสว่างจาก Bonfire ออกมาใช้เป็นพลังงานได้ในปริมาณที่มากขึ้น(สรุปง่ายๆก็คือมันจะเพิ่มจำนวนของ Estus Flask ได้มากขึ้น) แต่ว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดก็คือ Rite of Kindling มันได้ถูกผู้ปกครองแห่งสุสานใต้ดิน Catacomb ถือคลองเอาไว้ อีกทั้งยังเล่ากันภายในนั้นมีสิ่งอันตรายมากมายแฝงเเละไม่มีใครเคยกลับออกมาจากที่นั่นได้เลย!… เมื่อได้ฟังความเช่นนั้น Undead นิรนามก็ถึงกับหูผึ่งเพราะว่าเขากำลังคิดไม่ตกกับปัญหาในเรื่องที่ยา Estus Flask ไม่พอใช้อยู่พอดี

( ภาพประกอบ : Estus Flask รักษาครอบจักรวาลแต่ใช้ได้กับแค่เฉพาะพวก Undead เท่านั้น คนเป็นๆห้ามแตะ! )

Undead นิรนามเล็งเห็นว่าตนมีความต้องการเดียวกับนักบวชพวกนี้ จึงได้เดินเข้าไปหมายที่จะขอร่วมเดินทางไปด้วย แต่ทว่าเพียงแค่เห็นหน้ากันกลุ่มคนพวกนี้ก็ชักอาวุธขึ้นมาและตั้งท่าเหมือนจะต่อสู้ จนพระเอกของเราต้องยกมือขึ้นสองข้างและร้องบอกเสียงดังว่าให้ใจเย็นๆเพราะตนเป็นแค่ Undead ธรรมดาๆซึ่งยังไม่ได้ Hollow…เมื่อได้ฟังความดังนั้นเหล่านักบวชที่สวมชุดคล้ายกับนักรบก็เริ่มมีท่าทีที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยเฉพาะกับ Petrus ที่เมื่อเขามองดีๆก็จำพระเอกของเราได้เพราะว่าเคยเจอกันมาแล้วตอนที่ Undead นิรนามมาถึงยัง Firelink Shrine ได้ใหม่ๆ  เมื่อรู้ว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกล Petrus จึงเล่าว่าในระหว่างที่พระเอกของเราไม่อยู่ที่ Firelink Shrine เขาก็ได้ไปรับนักบวชสาวนามว่า Rhea และผู้ติดตามอีกสองคน ซึ่งเดินทางมาจากเมือง Thorolund เพื่อมาทำภารกิจในการตามหา Rite of Kindling ตามที่ได้รับมอบหมาย

( ภาพประกอบ : Petrus ชายที่ดูใจดีเเละอาศัยอยู่ใน Firelink Shrine มาเนินนานก่อนที่ Undead นิรนามจะปรากฏตัวออกมาเสียอีก…เเต่ทำไมกันนะเขาถึงมีชีวิตรอดจากภารกิจที่คร่าชีวิตของเหล่านักบวชไปเเล้วมากมายมาได้? น่าสงสัย )

( ภาพประกอบ : ด้วยความกลัว Undead เป็นทุนเดินอยู่เเล้วจึงส่งผลให้เหล่าคณะเดินทางของ Way of White ต้องมีการระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ  )

เดิมทีศาสนา Way of White ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการล้างสมองของมนุษย์ที่หวาดกลัวต่อการกลายเป็น Undead เพื่อหลอกใช้ให้ทำตามประสงค์ของเทพเจ้าแห่ง Anor Londo แต่ทว่าในยุคปัจจุบันศาสนา Way of White ก็ได้เเปรเปลี่ยนเป็นเเค่เพียงอาวุธทางการเมืองที่ชนชั้นสูงมักจะใช้สาดโคลนเข้าใส่กัน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือนักบวชสาว Rhea นี่แหละ ที่แต่เดิมตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นางมีฐานะเป็นถึงชนชั้นสูงในเมือง Thorolund กันเลยทีเดียว แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่งนางก็ตายอย่างเป็นปริศนา…และตามธรรมเนียมของการเป็น Undead ในศาสนา Way of White ก็ได้บีบบังคับให้นางต้องอุทิศตนทำภารกิจต่างๆอย่างเช่นการตามหา Rite of Kindling…อันเป็นภารกิจที่เป็นเหมือนการเนรเทศเสี้ยนหนามทางการเมือง

( ภาพประกอบ : เเม้ Rhea จะเดินทางมาทำภารกิจเพื่อ Way of White…เเต่ลึกๆภายในใจนางก็ยังถวิลหาครอบของตัวเองที่เมือง Thorolund  )

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาจึงทำให้ Undead นิรนามของเราไม่เป็นที่ต้อนรับมากเท่าไรนัก เขาถูกผู้ติดตามของ Rhea ยืนทำหน้าที่เป็นไม้กันหมาซะจนแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกัน จนสุดท้ายพระเอกของเราก็ถอดใจพร้อมกับนึกสงสารเหล่านักบวชพวกนี้ที่ถูกปลูกฝังความกลัวในตัว Undead ไว้มากเสียเหลือเกินมากซะจนไม่อาจกำจัดอคติภายในใจของตัวเองได้(ช่างน่าเวทนายิ่งนัก) Undead นิรนามจึงได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสุสานใต้ดิน Catacomb ด้วยตัวเองคนเดียวโดยอาศัยเส้นทางบริเวณด้านหลังของโบสถ์นี้ซึ่งรายทางก็เต็มไปด้วยเหล่าผีโครงกระดูกมากมายที่ลุกขึ้นมาจากหลุม โดยหมายจะจัดการทุกคนที่จะล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่อันแสนสงบสุขของคนตาย…ทุกย่างก้าวที่เขาเดินไปมันเหมือนกับว่าเสียงของธรรมชาติในยามเช้าจะค่อยๆเงียบสนิทลงตามทุกฝีก้าว จนแม้แต่สายลมและแสงตะวันก็ยังขยาดที่จะสาดส่องลงมายังสุสานคนของตายแห่งนี้

( ภาพประกอบ : ตั้งเเต่อดีตมีผู้คนมากมายนำร่างของญาติพี่น้องมาฝังไว้ในภายใน Catacomb เพราะมีความเชื่อว่าคนที่ตายไปเเล้วจะได้พักผ่อนอย่างสงบสุขเมื่ออยู่ใกล้กับเทพเจ้าเเห่งความตายนามว่า Nito เเละต่อมาภายหลังเมื่อพื่นที่ภายในไม่มีเหลืออีกเเล้ว ผู้คนจึงหันมาฝังศพตรงบริเวณทางเข้าเเทน Catacomb เเทน  )

 

บาปของบิดา

….กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายผู้ทรงภูมิอยู่คนหนึ่ง เขาได้อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆอันแสนสงบสุข และมีหน้าที่คอยเป็นหมอรักษาโรคร้ายให้กับเหล่าชาวเมืองจนผู้คนกล่าวสรรเสริญเขาว่าเป็น “เอกบุรุษ” หรือชายผู้ประเสริฐ เเต่มันกลับทำให้ตัวเขาแทบจะไม่มีเวลาให้กับภรรยาและลูกเลย แม้แต่เวลากินข้าวที่ทุกคนในบ้านควรจะต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันซึ่งเขาก็มักจะมาไม่ทันเสมอๆ และได้แต่พูดปลอมใจครอบครัวว่าทุกสิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อความหมั่นคงแก่ภรรยาและลูก เป็นแบบนี้ทุกวันๆจนกระทั้งค่ำคืนหนึ่งที่เขากำลังทำงานล่วงเวลาดังเช่นเคย ก็ได้ม้าเร็ววิ่งมาส่งข่าวว่าภรรยาและลูกของเขาได้ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต…ทั้งความเจ็บปวด, ความตกใจ, และการสูญเสียมันได้ถาโถมเข้ามาสู่ตัวเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำมาทั้งหมดอะไรเมื่อสิ่งเดียวที่เขารักมากที่สุดกลับรักษาไว้ไม่ได้

( ภาพประกอบ : Mask of Mother หรือหน้ากากของผู้เป็นมารดาซึ่งมีพลังในการเพิ่มพลังชีวิต ซึ่งเปรียบได้กับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของมารดา )

ความตายได้พรากสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากชายคนนี้ ไม่มีเเม้เเต่โอกาสที่จะเล่านิทานกล่อมลูกเเละส่งเจ้าตัวน้อยเข้านอน ไม่เคยแม้แต่จะอยู่ทานอาหารพร้อมหน้าและบอกภรรยาว่าเขานั้นรักเธอมากแค่ไหน “ไม่ ไม่… มันจะจบแบบนี้ไม่ได้!” ด้วยทิฐิที่มีอยู่เเต่เดิมเขาได้ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดเพื่อทุ่มให้กับการค้นหาวิธีซึ่งจะนำเอาลูกและภรรยากลับคืนมา จนกระทั้งเขาได้ไปอ่านเจอเข้าบันทึกโบราณเล่มหนึ่งซึ่งกล่าวถึงศาสตร์แห่งความตายหรือ Necromancy ที่สามารถฟื้นคืนชีพให้แก่คนตายได้…

( ภาพประกอบ : Mask of Child หรือหน้ากากของบุตรมีพลังในการฟื้นฟูอาการเหนื่อยล้า ซึ่งเปรียบได้กับเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความร่าเริงแจ่มใส )

เมื่อเวลาผ่านไปชาวเมืองเริ่มสะกิดใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเอกบุรุษคนนี้ จึงได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปที่บ้านของเขาซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นคฤหาสน์เก่าๆที่มีสภาพรกร้างไปเเล้ว และเมื่อเปิดประตูเข้าไปข้างในทุกคนๆก็ได้เห็นภาพอันน่าสยดสยองอย่างที่สุด ซึ่งก็คือซากศพมากมายที่ถูกแขวนอยู่จนดูเหมือนว่าเพดานถูกปูด้วยศพของคนตาย ส่วนที่พื้นก็เต็มไปด้วยหนังสือที่กองเป็นพะเนินมากมาย แต่สิ่งที่น่าตื่นตกใจมากที่สุดกลับไม่ใช่ทั้งซากศพหรือว่ากองหนังสือแต่กลับเป็นอดีตนายแพทย์ประจำเมืองที่ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่เหลือเค้าโครงความเป็นมนุษย์อีกแล้ว เพราะที่ด้านหลังของชายคนนี้ได้มีร่างที่น่าจะตายไปแล้วของลูกและภรรยาถูกผ่าตัดเย็บเข้ากับตัว…ใช่แล้ว!เขาได้ค้นพบวิธีการฟื้นชีพให้กับคนตายได้สำเร็จแต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการที่เขาต้องผ่าตัดเอาร่างของทั้งลูกเเละภรรยาเข้ากับตนเองเพื่อถ่ายทอดพลังวิญญาณให้ และเป็นเหมือนการบอกเป็นการบ่งบอกว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ตัวเขาจะไม่ยอมทอดทิ้งภรรยาและลูกให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายอีกเเล้ว…เหล่าชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับภาพที่ได้เห็นและได้วิ่งหนีเพื่อไปแจ้งเรื่องทั้งหมดให้กับเหล่าทหารประจำเมือง แต่ทว่าเมื่อเดินทางกลับมาถึงยังคฤหาสน์ก็ต้องพบว่าเจ้าตัวประหลาดนั่นได้หนีไปเสียแล้ว

( ภาพประกอบ : Mask of Father หรือหน้ากากของบิดาที่มีพลังทำให้ผู้ที่สวมใส่สามารถยกสิ่งของเเละสัมภาระได้มากขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับผู้เป็นพ่ออันมีหน้าที่ปกป้องเเละอุ้มชูทุกคนในครอบครัว )

หลังจากเรื่องแดงขึ้นมาบิดาผู้เสียสละคนนี้ก็มิอาจจะกลับไปเข้าสังคมดังเช่นปุถุชนทั่วไปได้อีกแล้ว เขาได้เดินแบกร่างของลูกและภรรยาลงไปยังสุสานใต้ดิน Catacomb ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นที่อันเงียบสงบของเหล่าคนตายอยู่ เพื่อไปพบกับหนึ่งในสามเทพพระเจ้าผู้บุกเบิกยุคแห่งเพลิงซึ่งก็คือ Nito เทพเจ้าแห่งความตาย! ผู้เป็นบิดาได้เสนอว่าจะนำเอาความรู้และสติปัญญาของตนทวายงานเป็นข้ารับใช้ให้แก่เทพแห่งความตาย Nito เพื่อเเลกเปลี่ยนกับการเรียนรู้ศาสตร์ Necromancy อันเป็นศาสตร์นอกรีตที่จะเล่นแร่แปลธาตุกับชีวิตหลังความตายซึ่งเป็นเป็นเรื่องต้องห้ามในหมู่สังคมของมนุษย์ จากนั้นเขาก็ได้สร้างหน้ากากขึ้นมาสามชิ้นเพื่อใช้แทนตัวตนของทุกคนในครอบครัวและใช้นามเรียกตัวเองว่า Pinwheel

( ภาพประกอบ : Pinwheel ยอมรับใช้ Nito เพื่อแลกกับการเรียนรู้ศาสาตร์เเห่งความตาย ซึ่ง Pinwheel เชื่อว่ามันจะเป็นหนทางที่ทำให้ได้ร่างกายที่สมบูรณ์ของบุตรและภรรยากลับคืนมา )

 

เคหสถานของคนตาย

         กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบันที่ Undead นิรนามของเราได้เดินทางลงไปยังสุสาน Catacomb โดยลำพังซึ่งพื้นที่โดยรอบก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับป่าช้าที่กำลังถูกรื้อถอน เพราะถูกลิ่วล้อของ Pinwheel อย่างพวก Necromancer คอยขุดศพขึ้นมาเเละใช้วิชาควบคุมให้ทำตามคำสั่ง

( ภาพประกอบ : พวก Necromancer จะขึ้นตรงต่อ Pinwheel ซึ่งเเตกต่างจาก Gravelord Servant ที่เป็นข้ารับใช้สำหรับ Nito )

Pinwheel ได้เปลี่ยนที่นี่จากสุสานอันแสนสงบของโลกหลังความตายให้กลายเป็นทุ่งสังหารที่คนตายถูกบังคับให้ลุกขึ้นมาจากหลุมและไล่ล่าคนเป็นเยี่ยงสุนัขป่ากระหายเลือด จนโทสะของเหล่าคนตายได้รวมตัวกันเป็นก้อนพลังที่เรียกว่า Wiisp ซึ่งจะเปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเพื่อบอกเล่าความเจ็บปวดให้แก่เหล่าคนเป็นๆได้รับรู้…

( ภาพประกอบ : รูปร่างของผี Wisp )

Pinwheel ได้ตั้งตนเป็นเจ้าแห่งความตายอย่างลับๆอยู่ข้างหลังโดยที่ Nito ไม่รู้…หรืออาจจะรู้แต่ Nito ไม่สนใจ(Nito เป็นเทพอินดี้) ทั้งความรู้ตลอดจนทรัพย์สินบางส่วนของ Nito ล้วนแต่ถูกเจ้า Pinwheel มันหุบเอาไว้ใช้เองเสียเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Rite of Kindling นั่นเอง

( ภาพประกอบ Rite of Kindling ได้ตกมาอยู่ในมือของ Pinwheel หลังจากที่เขาได้อาสากับ Nito ว่าจะไปเอามันคืนมาจากคนที่ขโมยไป…เเต่เมื่อได้มาเขากลับเก็บมันไว้ใช้เอง )

แต่แม้พวก Necromancer จะสามารถปลุกโครงกระดูกของคนตายขึ้นมาใช้งานได้อย่างไม่รู้จบแต่มันก็ไม่เป็นปัญหากับ Undead นิรนามเลย ซึ่งต้องขอขอบคุณตาเฒ่า Andre ที่ช่วยตีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เขาจึงช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นพอสมควร จนทำให้พวก Necromancer จำต้องเปิดแน่บเมื่อเห็นว่าในมือของ Undead นิรนามถือดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้มาด้วย….แต่จะว่าไปก็เหมือนเรื่องตลกเพราะอุปสรรคที่เดียว Undead นิรนามเจอกลับมาจากคนเป็น

ซึ่งไม่รู้เพราะเป็นโชคชะตาหรือบุญกรรมทำไว้แต่ชาติบางใด เพราะขณะที่ Undead นิรนามกำลังจะเดินข้ามสะพานที่ทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างภูเขา Undead นิรนามก็ดันบังเอิญเหลือบไปเห็นว่ามีชายหัวล้านคนหนึ่งกำลังเฝ้ามองตนจากที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โดยนามของไอ้หมอนี่ก็คือสัจจะบุรุษ Patches…หรืออีกชื่อก็คือไอ้ไฮยีน่า Patches

( ภาพประกอบ : โฉมหน้าของเจ้า Patches ชายผู้มีความสุขกับความสิ้นหวังของผู้อื่น )

Patches กล่าวทักทายเพราะเอกของเราอย่างสุภาพและบอกว่าเขาไม่ค่อยจะเห็นคนทั่วไปอย่างลงมาที่นี่สักเท่าไร ส่วนมากก็มักจะเป็นเหล่านักบวชของ Way of White เเละบอกให้พระเอกของเราระวังเท้าให้ดีๆเดียวจะไปเหยียบโดนของไม่พึงประสงค์เข้า จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังจนทำให้ Undead นิรนามเลือกที่จะขอตัวเดินทางต่อไปตามทางของตน…แต่ในขณะที่เขากำลังข้ามสะพานฉับพลันอยู่ๆพื้นก็ลาดเอียงและหมุนจนทำให้ Undead นิรนามตกลงไปตายยังก้นเหว

( ภาพประกอบ : สะพานหมุนที่เจ้า  Patches จะเเกล้งกดสวิทช์เพื่อให้คนที่กำลังข้ามไปตกลงไปตาย  )

เมื่อกลับไปเกิดใหม่พระเอกของเราก็รู้สึกงงงวยเป็นอย่างมากว่าทำไมอยู่ๆสะพานมันถึงหมุนได้ พอกลับเข้าไปใน Catacomb เขาก็ตรงไปถามเจ้าไฮยีน่า Patches ทันทีซึ่งมันก็เอาเเต่บอกว่าไม่ได้ทำลูกเดียว(น่าเชื่อมาก) แต่เพื่อสยบโทสะของ Undead นิรนามเจ้าไฮยีน่าจึงได้มอบHumanity ให้แก่ Undead นิรนามของเราเพื่อแทนคำขอโทษจากใจพร้อมกับหัวเราะ… เมื่อบรรยากาศที่กำลังคุกรุ่นเริ่มเย็นลง Undead นิรนามจึงได้เดินทางต่อไปด้วยอารมณ์ที่หุนหวย เพราะลำพังแค่จะต้องมานั่งรับมือกับผีโครงกระดูกและพวก Necromancer ก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว แต่นี่ยังจะต้องมาคอยระวังพวกมนุษย์ด้วยกันเองอีกทั้งกับดักมากมายที่ซ่อนอยู่ตามมุมมืดต่างๆภายใน Catacomb ราวกับว่ายิ่งเขาอยู่ในนี้นานมากเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนกับว่าตัวเขากำลังถูกสถานที่นี้กลืนกินให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสุสานใต้ดินแห่งนี้

( ภาพประกอบ : หนึงในกับดักใน Catacomb ก็คือรูปปั้นหน้ากากมารดาเเละลูก ที่จะมีหนามเเหลมๆพุ่งออกมาทิ่มเเทงเมื่อมีคนเดินผ่าน )

Undead นิรานามได้เดินทางลึกเข้าไปจนได้พบกับบันไดวนที่ทอดยาวลึกลงไปจนมองไม่ด้านล่าง ซึ่งสร้างความลังเลให้กับพระเอกของเราเป็นอย่างมากว่าจะเดินลงไปดีหรือไหม ซึ่งเขาไม่รู้ตัวเลยว่าที่ด้านหลังได้มีโครงกระดูกที่กำลังฟื้นคืนชีพ จากนั้นมันก็ได้พุ่งชนตัวเขาจนล่วงตกลงไปยังข้างล่างและกระแทกเข้ากับพื้นอิฐอย่างรุนแรงจนขาหักทั้งสองข้าง ด้วยความเจ็บปวดพระเอกของเราได้พยามใช้มือเอื้อมไปคว้ายารักษา Estus Flask ออกมาใช้ ซึ่งสำหรับอาการบาดเจ็บขนาดนี้ก็คงจะต้องอาศัยยเวลามากพอสมควรในการรอให้แผลหายดีเเละกลับไปเดินได้ โดยในระหว่างนั้น Undead นิรนามก็ได้สอดสายตาไปรอบๆเพื่อมองดูว่าตนนั้นตกลงมายังที่ไหน ซึ่งสถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับห้องเก็บศพแต่สิ่งที่ดูแปลกตาก็คือทุกศพดูเหมือนจะถูกบรรจุอยู่ในโรงหินชั้นดีอีกทั้งยังถูกจัดเรียงให้มีช่องเป็นของตนเองอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ซึ่งต่างจากที่ผ่านที่ศพมักจะถูกฝังอย่างตามดีตามเกิดหรือไม่ก็ถูกเหล่า Necromancer รื้อศพออกมาลองวิชากันจนหมด เขาจึงสามารถอนุมานได้ว่าตนได้ตกลงมายังที่ฝังศพของชนชั้นสูงในอดีต…. แต่ฉับพลันภายใต้ความมืดอยู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเเละฟังดูเหมือนว่ามันกำลังใกล้เข้ามาทางพระเอกของเราซึ่งร่างกายยังไม่ฟื้นหายดี  ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของ Undead นิรนามก็คือเขาจะต้องใช้มือที่ยังพอขยับได้พยุงเอาครึ่งตัวส่วนบนลากไปตามพื้นอิฐเพื่อให้ตัวเองออกห่างจากเสียงปริศนานั่นให้เร็วที่สุด…..

( ภาพประกอบ : วัตถุปริศนาที่กำลังเดินเข้ามาหา Undead นิรนามจากความมืด )

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

         ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ “ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย” ผมต้องขอบอกตามตรงเลยว่าเนื้อหาในบทนี้มันค่อนข้างที่จะฟังดูดาร์กๆอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบเขียนเนื้อหาที่น่าสะอิดสะเอียนมากเท่าไรนัก(แต่จะทำยังไงได้เพราะเนื้อเรื่องภายในเกมมันปูมาทางนี้) แต่สำหรับผู้อ่านบางท่านที่เคยเล่นเกมนี้มาแล้วก็อาจจะพอเดาถึงตอนจบของด่าน Catacomb ได้กันอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงได้เน้นการเล่าเรื่องที่ผ่านสิ่งของหรือบรรยากาศในสถานที่นั้นเเทน เเละประกอบกับด่าน Catacomb ที่มันถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นสามารถกระโดดข้ามไปมาระหว่างหน้าผาเพื่อข้ามไปยังห้องของ Boss ประจำด่านได้อย่างรวดเร็ว จึงอาจจะทำให้หลายคนพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเนื้อเรื่องไปโดยไม่ตั้งใจ

         เอาเป็นว่าในบทต่อไปเราก็จะมาลุยกันต่อกับสุสานคนตายแห่งนี้…และผลการตอบแทนของการเป็นคนดีว่ามันจะทำให้ Undead นิรนามไปเจอกับอะไร

( ภาพประกอบ : ภายใต้ความมืดที่ลึกลงไป ยังคงมีสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายอีกมากมายได้กำลังรอจะฉีกร่างของเหล่าผู้กล้าออกเป็นชิ้นๆ )

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 11 สุสานของเหล่าคนโลภ กับความลับของวิหคทมิฬ

m.r.lionman

ให้เกมพาไป : เราต้อง ‘เข้าใจ’ เนื้อเรื่องเกมหรือไม่จึงจะสนุก?

Fullscape

สรุปเนื้อเรื่อง Dark Souls กับ Lore และ ตำนานภายในเกมบทที่ 3

Lazefatboy

1 comment

Nameless reader May 12, 2020 at 8:39 am

เป็นกำลังใจให้นะครับ บทความอ่านแล้วสนุกมาก ขอให้ทำต่อไปครับ

Reply

Leave a Comment