บทความ

[Inside] Nioh 2 เจาะลึกเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นซามูไรปีศาจ

ก่อนจะถึงวันที่เกมได้วางจำหน่าย ผู้พัฒนาเกมนั้นจะรู้สึกอย่างไร? จะกำลังคิดอะไรอยู่? พวกเขามีการทำงานอย่างไรจนกว่าเกมจะออกมาเสร็จสมบูรณ์ได้? นี่คือหนึ่งในเรื่องราวของผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเงาที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การเล่นเกม แต่เป็นชีวิตของผู้ที่ต้องต่อสู้กับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณไปพบกับซามูไรหัวหอกทั้ง 3 คน ของ “Team Ninja” จากบริษัท Koei Tecmo Games ผู้อยู่เบื้องหลังของเกมซามูไรปีศาจที่มีชื่อว่า “Nioh”


“Nioh” ได้กุมบังเหียนโดยคุณ Fumihiko Yasuda (Director, Producer) ซึ่งเขาได้พูดถึงคอนเซ็ปต์และการดีไซน์ของเกม โดยย้อนกลับไปถึงคอนเซ็ปต์ของ “Nioh 1” ที่ได้วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2017 ในเกมภาคแรกนั้นมีตัวละครหลักที่ชื่อว่า William เป็นตัวละครดำเนินเนื้อเรื่อง และเป็นตัวละครที่ผู้เล่นจะได้บังคับในเกม ซึ่งเขาได้เดินทางมาที่ญี่ปุ่นและกลายเป็นซามูไร จึงทำให้เรื่องราวของเกมในภาคแรกนั้นเกี่ยวกับการต่อสู้ของซามูไรเป็นหลัก

แต่ใน “Nioh 2” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวการต่อสู้ของซามูไรเท่านั้น แต่ยังได้มีการเน้นไปที่การต่อสู้กับเหล่า Yokai (ภูติผีปีศาจของญี่ปุ่น) มากขึ้น ซึ่งตัวเอกของเกมจะสามารถนำพลังของ Yokai มาใช้ต่อสู้กับ Yokai ด้วยกันเองได้ ด้วยความที่เป็นการต่อสู้ของ Yokai vs. Yokai จึงทำให้ภาคนี้กลายเป็นเกมแอ็คชั่นซามูไรที่มีความแฟนตาซีมากกว่าเดิม และมีความแตกต่างจากภาคแรกอยู่พอสมควร

ถึงแม้จะดูมีความเป็นแฟนตาซีมากขึ้น แต่คอนเซ็ปต์ของ Yokai นั้นก็ได้มีการคิดดีไซน์ และมีอยู่ในเกมตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ใน Nioh 1 นั้นมีปริมาณของงานจำนวนมากที่พวกเขาไม่สามารถใส่เข้าไปได้ในขั้นตอนของการพัฒนา คุณ Yasuda จึงต้องการแสดงให้เห็นถึงการอัพเดท และส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปในเกมเพลย์ของ Nioh 2 เพื่อให้สมกับการเรียกตัวเองว่าเป็นเกมภาคต่ออย่างเต็มตัว


– 2 เดือน ก่อนถึงวันงาน Tokyo Game Show 2019 (TGS) ทีมงานหลักล้วนรู้สึกกังวลกับหลายสิ่งหลายอย่าง ในการที่พวกเขาต้องไปเปิดตัวเกมในงานแสดงเกมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และต้องเผชิญกับเกมชื่อดังมากมายในขณะนั้นอย่าง Final Fantasy VII Remake, Death Stranding หรือ Persona 5 The Royale ที่ล้วนแต่เป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงในญี่ปุ่นทั้งนั้น อีกทั้งพวกเขาเพิ่งทำตัวเกมเวอร์ชั่น Alpha เพื่อเป็นการทดสอบเสร็จไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเริ่มทำการบันทึกเสียงพากย์กันต่อได้ไม่นานเท่านั้น

จึงทำให้ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากที่สุดสำหรับทีมงานทุกคน และตัวคุณ Yasuda ที่เป็นโปรดิวเซอร์ของเกมเอง เนื่องจากทุกอย่างได้ประทังเข้ามาพร้อมกันภายในเดือนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมงานหรือการปรับปรุงเกมให้ดีขึ้นจากเสียงตอบรับที่ได้รับมา แต่อีกใจหนึ่ง คุณ Yasuda ก็คาดหวังอยากจะรู้ว่าเกมของเขาจะได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นอย่างไร เขาจึงได้ไปร่วมเวทีงานเปิดตัว และลงไปพูดคุยกับผู้เล่นในงานที่ได้เล่นตัว Demo ด้วยตัวเอง


–  อีกหนึ่งหัวหอกของเกมคือคุณ Hirohisa Kaneko (Art Director) ที่ได้รับหน้าที่ฝ่ายเป็นศิลป์ในการดีไซน์และวาดภาพประกอบของเกม ซึ่งคุณ Yasuda เล่าว่าเขาเจอกับคุณ Kaneko ในตอนที่ได้เข้ามาร่วมงานในฐานะดีไซเนอร์ และได้เป็นผู้ดีไซน์ตัวละครให้กับเกม Ninja Gaiden 2 ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ พวกเขาก็ยังคงใช้เวลาในการสูบบุหรี่และพูดคุยกันมาตลอดไม่เปลี่ยนแปลง

– ทางด้านคุณ Kaneko ก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำงานว่าเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องคุณ Yasuda ที่อายุน้อยกว่า ซึ่งเขาได้เจอกันครั้งแรกตอนที่คุณยาสุดะทำหน้าที่เป็น Level Designers ของ Ninja Gaiden 2 และสนิทกันตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งคุณ Yasuda ได้มาเป็น Director ของ Ninja Gaiden 3 และเขาได้ทำหน้าที่เป็น CG Designer จึงทำให้พวกเขาได้มาร่วมงานด้วยกันเป็นครั้งแรก

– สำหรับคุณ Kaneko แล้ว เขาคิดว่าไม่ค่อยมีใครมาบอกให้เขาทำอะไรเกี่ยวกับการทำงานมากนัก แต่คุณ Yasuda กลับเป็นคนที่เข้ามาพูดคุ ยและบอกตามตรงว่าเขาคิดว่าอะไรดีหรือไม่ดี จึงทำให้เขาได้พยายามปรับปรุงงานให้ดีขึ้นอีกครั้ง ส่วนคุณ Yasuda ก็ได้แอบบอกว่าถ้าเทียบกับ Designers ของทั้งบริษัทแล้ว เขารู้สึกชอบผลงานของคุณ Kaneko มากที่สุด เพราะเพียงแค่วาดภาพแรกมาให้ดู ก็ทำให้เขารู้สึกตกใจอยู่แล้ว แต่พอเขาได้รีเควสต์อะไรกลับไป ถึงจะไม่ได้แก้ไขงานกลับมาอย่างรวดเร็วนัก แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาสวยงามตามที่ต้องการ ทำให้เขารู้สึกสนุกกับการทำงานด้วยกันมาก

– ตอนที่คุณ Kaneko ได้รับงานใน Nioh 1 และได้ยินว่าเป็นเกมที่เกี่ยวกับซามูไร เขาก็ได้คิดว่าหลายคนคงคิดถึงความเท่ของซามูไรแบบญี่ปุ่น จึงได้ใช้ไอเดียนี้ในการดีไซน์ตัวละคร ส่วนดีไซน์ของ Yokai ก็ได้แรงบันดาลใจมากจากผลงานของคุณ Toriyama Sekien ศิลปินผู้วาดภาพ Yokai ของญี่ปุ่น และทำให้เป็นเอกลักษณ์ของเกมตั้งแต่นั้นมา


– ความสนิทสนมและการทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดีของคุณ Yasuda และคุณ Kaneko เป็นสิ่งที่คุณ Yojiro Yoshimatsu (Soud Director) สัมผัสได้จากทั้งสองคน ซึ่งคุณ Yoshimatsu ถือเป็นหัวหอกอีกคนที่ทำงานเกี่ยวกับเสียงประกอบของเกม โดยเขาเคยทำงานเสียงให้กับเกม Dynasty Warrriors มาก่อน และได้ถูกทาบทามให้มาร่วมงานใน Nioh 1 ซึ่งเมื่อเขาคิดถึงว่าตัวเองอยากจะทำอะไรมากที่สุด เขาก็ได้ตอบตกลงรับงานนี้ด้วยความสนใจ

– คุณ Yasuda ได้ร่วมงานและเจอกับคุณ Yoshimatsu เป็นครั้งแรกใน Nioh 1 ด้วยความที่พวกเขาอายุใกล้เคียงกันเลยได้ไปดื่มด้วยกัน และได้พูดคุยเรื่องเกมและเพลงประกอบเกมที่ชอบด้วยกัน ซึ่งตอนที่เริ่มทำ Nioh 1 คุณ Yasuda คิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายกับผู้แต่งเพลงว่าเขาต้องการเพลงแบบไหน แต่คุณ Yoshimatsu กลับช่วยอธิบายสิ่งที่เขาต้องการได้เป็นอย่างดี

สำหรับการทำงานเป็นผู้กุมบังเหียนของงานแล้ว เป็นเรื่องที่ลำบากมากถ้าหากเขาไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ต้องการได้ แต่คุณ Yoshimatsu ก็เป็นคนที่ช่วยทำงานในส่วนนี้ และทำให้เขาได้เพลงที่ดีอย่างที่ต้องการมาจนได้ คุณ Yasuda จึงเชื่อใจและฝากให้คุณ Yoshimatsu รับหน้าที่เป็น Soud Director ของ Nioh 2

– ในการทำงานเป็น Soud Director คุณ Yoshimatsu ต้องรับผิดชอบงานทางด้านเสียงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลการพากย์เสียงร่วมกับคุณ Yasuda, การทำเสียงประกอบจากวัสดุต่างๆ ซึ่งในขณะที่เพลง Soundtrack ของเกมจะดูแลโดยคุณ Yugo Kanno และคุณ Akihiro Manabe เสียงที่อยู่ในเกมทั้งหมดนอกจากนั้น เขาจะเป็นคนรับหน้าที่จัดการเองทั้งหมด

– การทำงานเสียงประกอบใน Nioh 2  มีส่วนที่แตกต่างจากภาคแรกด้วยคีย์เวิร์ด 3 อย่าง ได้แก่ “ความกดดัน” “ความตื่นเต้น” และ “ความดึงดูด” ซึ่งคุณ Yoshimatsu มุ่งเน้นไปที่การทำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเกม โดยไม่ใช่แค่เสียงที่ฟังแล้วดูสมจริงเท่านั้น แต่เป็นเสียงที่สามารถบอกผู้เล่นได้ว่าเสียงนี้เป็นสถานการณ์แบบไหนด้วย

–  สำหรับผู้พัฒนาเกมแล้ว การที่เป็นคนรู้จักของผู้เล่นนั้นมีส่วนช่วยในการผลักดันผลงานของพวกเขาเป็นอย่างมาก อย่างเช่นหากพูดถึงเกม NieR ของทาง Square Enix ผู้เล่นก็จะนึกถึงคุณ Yoko Taro หรือหากพูดถึงเกม Persona ของทาง Atlus หลายคนก็อาจจะนึกถึงคุณ Shigenori Soejima หรือคนอื่นๆ แต่เมื่อพูดถึง Nioh หรือ Team Ninja กลับไม่ค่อยมีใครนึกออกว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเกมนี้ คุณ Yasuda จึงเล็งเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก สำหรับนักพัฒนาเกมที่จะมุ่งแต่การทำงานโดยไม่เป็นที่รู้จักของผู้เล่นเลย

อีกทั้งการทำเกมนั้นไม่สามารถทำได้เพียงแค่ 1 หรือ 2 คน เพราะงั้นการที่คุณ Yasuda ได้คุณ Kaneko และคุณ Yoshimatsu มาร่วมสร้าง Nioh ด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกโชคดีมาก และทำให้เขาอยากจะเปลี่ยนความคิดใหม่ ด้วยการเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างผลงานให้มากขึ้น เพื่อการประสบความสำเร็จในผลงานของพวกเขาทุกคน


–  เพื่อทำให้มั่นใจว่าเกมของเขาอยู่ในระดับที่สามารถวางจำหน่ายได้แล้ว คุณ Yasuda จึงได้เดินทางไปยังบริษัท Sony Interactive Entertainment เพื่อพบกับคุณ Masaaki Yamagiwa ซึ่งเป็น Producer ของเกม Bloodborne ที่ SIE Japan Studio ในขณะนี้ และให้เขาได้เป็นผู้ทดลองเล่นเกม Nioh 2 เป็นคนแรกของโลก ซึ่งคุณ Yasuda ก็ได้อธิบายระบบการเล่นของเกมที่เปลี่ยนไป พร้อมหยอกล้อคุณ Yamagiwa ว่าอย่าพยายามหา Bugs ของเกมให้เจอ เพราะไม่งั้นเขาจะต้องกลับไปแก้งานเพิ่มอีก

– ในตอนที่เกม Bloodborne วางจำหน่ายเมื่อปี 2015 เป็นตอนที่พวกคุณ Yasuda ยังเริ่มต้นทำ Nioh 1  กันอยู่ ซึ่งคุณ Yasuda ที่ได้เล่นเกม Bloodborne ในตอนนั้นก็รู้สึกว่านี่เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมาก อีกทั้งคุณ Yamagiwa ยังได้มาหาในตอนที่เขากำลังพัฒนาเกม และได้ให้คำแนะนำมามากมาย ทำให้คุณ Yamagiwa เป็นผู้พัฒนาเกมคนหนึ่งที่เขาได้ติดต่อพูดคุย และเป็นคนที่เขารู้สึกชื่นชมมาก

– ตอนนี้พวกเขาทั้ง 2 คน ได้ทำงานเป็น Producer ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งคุณ Yamagiwa รู้สึกทึ่งที่คุณ Yasuda รับงานเป็นไดเรคเตอร์ควบคู่กันด้วย เพราะในฐานะที่เขาเคยเป็นไดเรคเตอร์มาก่อน คุณ Yamagiwa ก็รู้สึกว่าการทำงานและมุมมองของไดเรคเตอร์ กับโปรดิวเซอร์นั้น แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ไดเรคเตอร์จะทุ่มเทให้กับรายละเอียดของงาน และสามารถบอกได้ว่านี่เป็นผลงานของเขา โปรดิวเซอร์กลับต้องมองเกมเป็นเหมือนสินค้า และทำงานเอกสารและงานติดต่อสื่อสารเพื่อการขายเกมให้ได้

คุณ Yasuda ที่ทำงานไดเรคเตอร์มาเป็น 10 ปีแล้ว พอได้มาเป็นโปรดิวเซอร์แล้วก็มีงานที่ยากลำลากมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องการติดต่อพูดคุย การแบ่งปัน การค้าขาย หรือมีเรื่องที่ไม่สามารถบอกผู้เล่นได้จนกว่าเกมของพวกเขาจะเสร็จ ซึ่งการสื่อสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในการโปรดิวเซอร์ มันมีเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างการเลือกใช้คำหรือวิธีโปรโมทต่างๆ พอต้องพยายามทำเรื่องเหล่านั้นที่เขาไม่ถนัดเลยให้ได้ คุณ Yasuda ก็รู้สึกว่าตอนนี้เขาก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน

– คุณ Yamagiwa ได้ร่วมพูดคุยกับคุณ Yasuda อยู่หลายเรื่อง ในระหว่างที่กำลังเล่นเกม Nioh 2 ไปด้วย ซึ่งในขณะที่กลุ่มแฟนๆ ผู้เล่นนั้น อาจจะมีแฟนเกมของ Bloodborne และมีแฟนเกมของ Nioh อยู่ แต่ผู้พัฒนาเกมที่ได้ร่วมพูดคุยในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ และเล่นเกมด้วยกันอยู่ในตอนนี้ ก็เหมือนกับเป็นเพื่อนที่นั่งเล่นเกมด้วยกันอยู่เลยทีเดียว


– อีกหนึ่งในความท้าทายของ Nioh 1 คือการที่พวกเขาต้องเริ่มต้นจากแฟนคลับที่มีอยู่ 0 คน แต่พอผ่านเรื่องที่ยากลำบากตอนนั้นมาแล้ว หลังจากนั้นก็มีคนที่ได้เล่นเกมตัว Demo และตัวสมบูรณ์ จนมีคนที่สนุกกับเกมและได้มาเป็นแฟนคลับของเกมเพิ่มขึ้น ทำให้คุณ Yasuda อยากจะเปลี่ยนลำดับการทำงาน และทำให้คนสนใจ Nioh 2 กันมากขึ้น อย่างเช่นในภาคแรก เขาได้จัดกิจกรรมประกวดภาพ Screenshot ขึ้นมา ส่วนในภาคนี้เขาก็ได้มีการให้ผู้เล่นส่งตัวละครที่สร้างขึ้นมาเข้าประกวดแข่งขันกัน ทำให้มีการติดต่อสื่อสารและได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นมากขึ้นกว่าเดิม

– สิ่งที่ยากลำบากในการทำ Nioh 2 นั้นมีหลายอย่าง สำหรับคุณ Kaneko คือขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงจาก Nioh 1 ไป Nioh 2 ซึ่งการที่เขาจะวาดอะไรออกมาแบบไหน ก็ต้องคิดถึงรายละเอียดให้ถี่ถ้วนเป็นอย่างมาก เพราะไม่งั้นเขาอาจจะทำหลุดกรอบไปจนทำให้ Nioh ดูไม่ใช่ Nioh อย่างที่ควรจะเป็น ส่วนคุณ Yasuda ก็ได้รับเสียงตอบรับในตอนแรกว่าเกมนั้นดูไม่มีความเปลี่ยนแปลง และดูเป็นแค่ Nioh 1.5 มากกว่า เขาจึงต้องคิดว่าจะทำยังไง ถึงจะทำให้ดูสมกับเป็นภาค 2 ได้อย่างเต็มตัว

ส่วนคุณ Yoshimatsu ก็เคยได้รับความคิดเห็นจากผู้เล่น เรื่องเสียงของเกมในตอน Beta ที่ไม่ดีจนต้องปรับปรุงใหม่อีกครั้ง คุณ Yasuda จึงบอกว่าความจริงแล้วเขาไม่เคยคิดอยากทำ Demo ของเกมออกมาให้ทดลองเล่นกันก่อนเลย แต่การที่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก และทำให้พวกเขาสามารถมุ่งเป้าไปแก้ไขเพื่อทำให้เกมสมบูรณ์ขึ้นได้ ซึ่งถ้าหากเขาดึงดันที่จะขายเกมไปโดยที่ไม่ได้ให้ผู้เล่นทดลองก่อน เกมของพวกเขาก็คงไม่ออกมาเป็นเกมที่ดีแบบนี้แน่ๆ

– คุณ Yasuda ตั้งใจพยายามกับการทำ Nioh 2 อย่างเต็มที่กว่าเดิม และได้คำนึงถึงผู้เล่นที่จะได้เล่นเกมของเขามาก ในช่วงที่ยากลำบากนั้นพวกเขาไม่มีเวลามาคิดว่ายอดขายจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่พวกเขาต้องพยายามทำเกมออกมาให้เสร็จด้วยคุณภาพที่ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในการทำเกมมาจากประสบการณ์ที่เคยทำ Ninja Gaiden และรู้สึกว่าตอนนี้เกมของเขาอยู่ในระดับที่ประสบความสำเร้จอย่างพึงพอใจแล้ว

คุณ Yasuda รู้สึกดีใจที่เขาได้ทำเกม Yokai Action ออกมาสำเร็จอย่างที่ต้องการ ทำให้เขาเชื่อว่าจะสามารถมี Nioh 3 ต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากพวกเขาได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยกันหลังจากouhก็คงจะดีไม่น้อย แต่ในโลกของวงการเกมนั้นก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าพวกเขาหรือใครจะได้เป็นคนทำเกมภาคต่อไป ซึ่งถ้าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาก็อยากให้ผู้เล่นได้คอยติดตาม และเล่นเกมที่มีชื่อว่า “Nioh” กันต่อไปด้วย


บทความเขียนและแปลโดย Packphum Chinpian

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Nioh 2 ปล่อยตัวอย่างเนื้อเรื่องเกม นักล่า Yokai ที่กำลังควบคุมตัวเองไม่ได้

Lazefatboy

Nioh 2 ปล่อยตัวอย่างเกมเพลย์แบบ Multiplayer

wine2035

Nioh 2 เตรียมปล่อยตัว Demo ให้ทดลองเล่นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้!

wine2035

Leave a Comment