บทความ

[Inside] Final Fantasy VII Remake การกลับมาของตำนานที่หวนคืน (EP.1)

หากจะมีเกมสักเกม ที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัยใหม่ของวงการ และเป็นเกมที่อยู่ในใจของผู้เล่นมาอย่างยาวนาน และยังคงถูกพูดถึงอยู่แม้ในปัจจุบันตอนนี้ เกมที่ว่านั้นก็คงจะหนีไม่พ้น Final Fantasy VII ซึ่งเป็นเกม RPG ที่เคยสร้างปรากฎการณ์เขย่าวงการมาแล้วทั้งในฉบับเกมและภาพยนตร์ ด้วยกราฟฟิคอันน่าทึ่ง ตัวละครที่มีสเน่ห์ และเรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างความแฟนตาซีกับความเป็นจริง จึงทำให้นี่เป็นเกมที่มีเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ ทั่วโลกว่าอยากจะกลับมาเล่นในรูปแบบใหม่อีกครั้งด้วยเทคโนโลยีเกมในปัจจุบัน จนกระทั่งวันนี้ชาวเกมทั่วโลกก็ได้สมหวังดั่งการรอคอย ด้วยการมาถึงของ Final Fantasy VII Remake ที่จะกลับมาให้ได้สัมผัสกันอีกครั้งแล้ว

แต่การที่จะนำเกมในอดีตเมื่อ 23 ปีที่แล้ว กลับมาทำใหม่อีกครั้งในยุคสมัยนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “Inside Final Fantasy VII Remake” จึงเป็นบทสัมภาษณ์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำงาน ที่จะพาคุณไปพบกับเบื้องหลังของแนวคิดและจุดเริ่มต้นของ “Project Final Fantasy VII Remake” ซึ่งเป็นการปลุกชีพเกมในตำนานให้หวนกลับคืนมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ อะไรเป็นสิ่งที่เหล่าผู้พัฒนาเกมคาดหวัง และอะไรคือสิ่งที่ผู้เล่นจะได้พบเจอในเกมนี้ คำตอบนั้นอยู่ในเนื้อหาการสรุปบทสัมภาษณ์ของตอนนี้แล้ว

– ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่เกม RPG ในตำนานอย่าง Final Fantasy ได้ดำเนินมาถึงปีที่ 25 ปี คุณ Yoshinori Kitase (Producer) จึงได้คิดถึงอนาคตของเกมว่าพวกเขาจะทำอะไรเป็นสิ่งต่อไป และได้คิดว่าในตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีแล้ว ที่จะได้ริเริ่มทำ “Project Remake” โดยนำ Final Fantasy VII ที่แฟน ๆ ทั่วโลกเรียกร้อง กลับมารีเมคในรูปแบบใหม่อีกครั้ง

คุณ Kitase ได้เป็นคนแรกที่เริ่มไปคุยเรื่องนี้กับคุณ Shinji Hashimoto ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของเกม Final Fantasy VII ฉบับดั้งเดิม รวมถึงคุณ Tetsuya Nomura ผู้เป็น Original Character Design ตัวละครของเกม ซึ่งหลังจากที่คุณ Kitase ได้เล่าไอเดียในการรีเมคของเขาให้ทั้งสองคนฟัง คำตอบรับที่ได้มาจากทั้งสองคนก็คือ “เอาจริงเหรอ?” เพราะการนำเกมในตำนานที่โด่งดังและอยู่ในใจแฟน ๆ ตลอดกาลนี้กลับมาทำใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย แต่ทั้งสามคนเองก็มีความคิดที่อยากจะกลับมาทำใหม่อีกครั้งเหมือนกัน ทำให้ “Project Final Fantasy VII Remake” ได้เริ่มต้นขึ้นจากหนึ่งในหัวหอกของเกมทั้งสามคน

– คุณ Tetsuya Nomura (Director & Concept Design) ได้บอกว่าสิ่งที่เขาคำนึงถึงมากที่สุดในการทำ Project Remake คือการคำนึงถึงกลุ่มแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟน ๆ ที่เคยเล่นเกมนี้มานานตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน และคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ที่เพิ่งจะได้รู้จักเกมนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก คุณ Nomura จึงต้องทำเกมออกมาให้สมดุลย์กับแฟน ๆ ทั้งสองกลุ่มอย่างระมัดระวังมากที่สุด


– ตอนที่ คุณ Naoki Hamaguchi (Co-Director (Game Design Programing)) ได้ยินไอเดียเรื่องการทำ Project Remake จากคุณ Kitase เขาก็ได้คิดถึงผู้เล่นที่มีทั้งความรู้สึกคิดถึงเกมและต้องการสิ่งใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมากที่อาจจะรู้จักแค่ชื่อของ Cloud กับ Sephiroth แต่ไม่เคยเล่นหรือรู้จักตัวเกมต้นฉบับอย่างจริงจัง เป้าหมายของพวกเขาจึงเป็นการที่อยากจะบอกให้ทุกคนได้รู้ว่า Final Fantasy VII ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร คุณ Naoki จึงได้ตอบรับเข้าร่วม Project นี้ด้วย

–  คุณ Kazushige Nojima (Story & Scenario) ได้เล่าถึงโครงสร้างของโลกและเรื่องราวใน Final Fantasy VII ซึ่งเกี่ยวกับพลังงานของดวงดาวที่ถูกเรียกว่า Lifestream โดยบริษัท Shinra Company ได้นำพลังงานนั้นมาใช้เป็นพลังงานมาโคเพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นมา นั่นจึงทำให้โลกที่ค่อย ๆ สูญเสียพลัง ได้เสื่อมสลายลงอย่างช้า ๆ ทำให้จุดเริ่มต้นของเกมนั้นอยู่ที่เมืองขนาดใหญ่ทีเรียกว่า Midgar ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ Shinra Company ได้ใช้พลังงานมาโคสร้างมานานกว่า 30 ปี โดยมีตึกของ Shinra Company เป็นตึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางครองเมืองเพื่อเป็นศูนย์กลางของการปกครอง และรายล้อมไปด้วยส่วนต่าง ๆ ของเมืองที่เรียกว่า Plate ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนหรือสลัมที่ผู้คนอาศัยอยู่

– คุณ Motomu Toriyama (Co-Director (Scenario Design)) และคุณ Kitase ได้บอกว่าพวกเขาได้วางคอนเซ็ปต์ของ Shinra Company แบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน ซึ่งเรื่องราวของเกมก็จะเริ่มขึ้นจากกลุ่ม Avalanche ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้าน Shinra Company ที่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องดวงดาวที่กำลังถูกทำร้าย และนำพลังงานกลับคืนสู่สมดุลย์ของโลกอีกครั้ง เนื้อเรื่องเริ่มต้นที่อดีตโซลเยอร์โดยมีอดีต Soldier ฝีมือดีอย่าง Cloud Stife ได้มาเข้าร่วมกลุ่มและทำภารกิจระเบิดเตาพลังงานมาโค อันเป็นเหตุการณ์แรกและเป็นจุดเริ่มต้นของเกมที่แฟน ๆ จดจำกันได้เป็นอย่างดี


– คุณ Nomura ได้ดูวีดีโอการเล่นและคอมเมนท์ของผู้เล่นผ่านทางสื่อออนไลน์ เฉพาะเนื้อหาที่อยู่ในช่วง Midgar นานกว่า 10 ชั่วโมง ทำให้เขารู้สึกว่าถึงมันจะมีความลงตัวในตอนนั้นอยู่แล้ว แต่ในตอนนี้เขาก็อยากจะทำอะไรให้มากกว่านั้น ทำให้คิดได้ว่าพวกเขายังไม่ค่อยได้สร้างเรื่องการเดินทางภายในสลัมของเมือง Midgar ให้ได้รู้จักเมืองนี้กันมากนัก เขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มเนื้อหาในส่วนนี้เข้ามาและมีอีเวนท์เพิ่มขึ้นมามากมาย ซึ่งหากเป็นผู้ที่เคยเล่นเกมมาก่อน ก็จะสามารถรู้สึกถึงสถานที่ที่คุ้นเคยว่าพวกเขาเคยเห็นที่นี่มาก่อน หรือมีตึกมีสถานที่ที่อยากเดินเข้าไป และไม่ใช่แค่ตึกรรามบ้านช่องเท่านั้น แต่กับชาวเมือง ตัวประกอบ และสมาชิก Avalanche พวกเขาก็ได้ใส่เรื่องราวเพื่อให้เห็นการใช้ชีวิตของชาว Midgar มากขึ้นด้วย

– คุณ Noki รู้ว่าการที่พวกเขาประกาศว่าเกมจะสามารถเล่นได้ถึงตอนที่ออกจากเมือง Midgar จะทำให้มีเสียงตอบรับจากแฟน ๆ มากมายที่คิดว่าการเล่นแค่ใน Midgar จะเพียงพออย่างนั้นหรือ? แต่เมื่อได้เริ่มลงมือทำส่วนต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว พวกเขาก็พบว่ามันมีปริมาณเนื้อหาที่มหาศาลมาก จนสามารถเล่นได้เพียงพอในระดับเกม Final Fantasy เกมหนึ่งเลย ซึ่งจำนวนที่มากนั้นก็ทำให้ต้องใช้จำนวนแผ่น Blu-ray ถึง 2 แผ่น ในการบันทึกข้อมูล เขาจึงคิดว่าไม่ต้องห่วงเป็นว่าเนื้อหาของเกมที่ให้ได้เล่นอยู่เฉพาะใน Midgar จะน้อยเกินไปอย่างแน่นอน


– ในตอนที่คุณ Nomura ได้ดูฉากเปิดเกมที่ทำขึ้นมาใหม่สำหรับภาค Remake เขาได้รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เคยทำและความเปลี่ยนแปลงจากตัวเกมในอดีต ซึ่งเวลาที่ผ่านมาหลายปีนั้นก็สามารถทำให้พวกเขาใส่รายละเอียดได้อย่างครบถ้วนไม่มีตกหล่น แต่ถึงแม้ว่าในฉบับ Remake จะไม่สามารถให้ผู้เล่นเดินทางไปทั่วเมือง Midgar ได้ทุกส่วน แต่ก็มีหลายสถานที่ที่สามารถให้ผู้เล่นได้เดินไปสำรวจได้ และในระหว่างที่กำลังสัมผัสกับบรรรยากาศในเมือง ก็จะมีเรื่องราวของตัวละครและชาวเมืองให้ได้พบเจอด้วย นั่นจึงทำให้คุณ Nomura รุ้สึกว่าตัวเกมในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกดื่มด่ำกว่าตัวเกมฉบับดั้งเดิมซะอีก


– จากการที่ภาค Remake ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบ Gameplay System ให้มีความเป็นเกม Action มากขึ้น ในส่วนนี้ก็เป็นเพราะคุณ Nomura ได้เล็งเห็นว่าผู้เล่นเกมในโลกปัจจุบัน ได้เลือกที่จะเล่นเกม Action แบบ Realtime กันมากขึ้น และเพราะเขาอยากให้ผู้เล่นหลายคนได้เล่นเกมนี้กันให้มากที่สุด เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนระบบการเล่นของเกมให้เป็นการบังคับแบบ Action Realtime และกลายเป็นส่วนที่ท้าทายมากที่สุดของการพัฒนา เนื่องจากต้องทดลองระบบการเล่นอยู่หลายครั้งจนกว่าจะสามารถทำระบบการเล่นออกมาได้อย่างตอนนี้

ถึงแม้ว่าหัวใจหลักของเกมจะเปลี่ยนเป็น Action Realtime คุณ Nomura ก็ยังคำนึงถึงการใส่องค์ประกอบส่วนที่เป็น Final Fantasy ลงไป ซึ่งหากนึกถึงระบบการเล่นของ Final Fantasy VII ก็ต้องนึกถึงระบบ ATB (Active Time Battle) และการใช้ Materia เขาจึงได้พยายามนำทั้งสองส่วนนี้มาผสมผสานกับความ Action จนทำได้สำเร็จในที่สุด


– คุณ Naoki และ Teruki Endo (Battle Director) ได้ออกแบบระบบการเล่นของภาค Remake โดยคิดว่าถ้าหากนำเกจ ATB มาทำในยุคสมัยนี้จะเป็นยังไง? จะทำให้ตัวละครแสดงแอ็คชั่นแบบไหนออกมาได้บ้าง? พวกเขาจึงได้ย้อนไปนึกถึงสิ่งที่ได้รับมาจากเกมภาคดั้งเดิม และวางเป้าหมายเอาไว้โดยทำให้ทั้งผู้ที่เป็นแฟนเกม Action และผู้ที่เป็นแฟนของเกม Turn-Base RPG สามารถเล่นเกมนี้ร่วมกันได้อย่างไม่มีติดขัด

ซึ่งในเรื่องของการเป็นเกม Action นั้นก็ไม่ได้มีเพียงแค่หน้าตาของเกมเพลย์ที่จะออกมา แต่ยังมีเรื่องของการเคลื่อนไหวของตัวละครและการหันมุมกล้องได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีจังหวะการตอบสนองของการโจมตีเวลากดปุ่ม รวมกับท่าทางการโจมตีที่ต้องใช้เมื่อเผชิญกับศัตรูที่หลากหลาย จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากในการที่พวกเขาต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ออกมาสนุกได้มากที่สุดกับทั้ง 2 ฝ่าย และในส่วนนี้เองที่ได้มีการใส่ เมนูเลือกคำสั่ง ลงไปในระหว่างการต่อสู้ ซึ่งทำให้ผู้ที่ไม่ถนัดการเล่นเกม Action ก็ยังสามารถใช้เวลาคิด Tactics การเล่น และสนุกกับความเป็น Action ของเกมได้


– ในส่วนของเพลงประกอบ คุณ Keiji Kawamori (Music Supervisor) ก็ได้บอกว่าการทำเพลงประกอบในสมัยก่อนนั้น มีข้อจำกัดทางด้านฮาร์ดแวร์ของเครื่องเกมในยุคนั้นอยู่ แต่ในปัจจุบันตอนนี้พวกเขาก็สามารถทำเพลงประกอบร่วมกับฉากคัตซีนและกราฟฟิคของเกมได้ดีมากขึ้น จึงทำให้เขาอยากที่จะพัฒนาเพลงประกอบของภาค Remake ให้ดีขึ้น ด้วยเพลงที่ถูกเรียบเรียงมาใหม่จากเพลงของต้นฉบับเดิมที่มีอยู่มากมายและมีความยอดเยี่ยมในตัวเองอยู่แล้ว

– อีกด้านหนึ่ง คุณ Mitsuto Suzuki และ คุณ Masashi Hamauzu ซึ่งรับหน้าที่ Composer ก็ได้พูดถึงการปรับปรุงของเพลงที่ทำให้เข้ากับตัวเกม เพราะในเมื่อตัวเกมเป็นมีความเป็น Action พวกเขาก็ต้องมีการใส่จังหวะและทำนองเพลงที่เข้ากันมากขึ้นกว่าเดิม อย่างช่วงไหนของเกมที่ต้องการจังหวะเร้า หรือต้องการโทนที่เงียบสงบ หากจะให้เปรียบเทียบแล้วงานของพวกเขาก็เหมือนกับเป็น DJ ที่ต้องเล่นเพลงในแต่ละฉากให้ลื่นไหลที่สุดนั่นเอง ซึ่งนอกจากการทำให้แฟน ๆ ของเกมฉบับดั้งเดิม ได้รู้สึกหวนกลับไปฟังเพลงที่ชวนคิดถึงในรูปแบบใหม่แล้ว พวกเขาก็อยากให้แฟน ๆ รุ่นใหม่ได้รู้สึกว่าเพลงของ Final Fantasy VII นั้นยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ด้วย


– ไอเดียแรกของคุณ Kitase ที่ได้เป็นคนริเริ่มไอเดียในการ Remake คือการเล่นเกม Final Fantasy VII แบบดั้งเดิม ด้วยกราฟฟิคที่สวยงามแบบภาพยนตร์ Final Fantasy VII Advent Chrildren ที่เคยปลุกกระแส Final Fantasy VII ให้กลับมาโด่งดังอีกครั้งเมื่อ 10 ปีก่อน

คุณ Nomura จึงได้เสริมความคิดเห็นว่าในฉบับภาพยนตร์นั้นมีกราฟฟิคที่ดูสมจริงมาก ถึงแม้จะผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ก็ยังมีหลายคนที่อาจจะรู้สึกว่าภาพยนตร์นั้นยังมีความสมจริงใกล้เคียงกับคนจริง ๆ อยู่ ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็ต้องการทำให้สมจริงได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่ใช่การทำให้ดูสมจริงเหมือนกับคนมากเกินไปแบบ 100% เพราะถ้าหากทำแบบนั้นแล้ว จะเหมือนกับการที่พวกเขาพยายามสร้างคนจริง ๆ ขึ้นมา และทำให้เสียเสน่ห์และบุคลิกของตัวละครที่จะมีในเกมไป


–  คุณ Takako Miyake (Environment Director) ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพแวดล้อมของเกม ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเมืองในเกมคือการทำให้ Midgar อยู่บนความสมจริง โดยสร้างขึ้นมาจากเค้าโครงและมุมมองที่ะบเจอจากในตัวเกมต้นฉบับ เธอต้องคิดว่าการที่ Midgar เป็นเมืองปิด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้นจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร คุณ Toriyama จึงได้เสริมว่าสิ่งที่พวกเขาอยากให้ผู้เล่นได้รับนั้นมีทั้งสิ่งที่เคยมีมา และความเป็นเกม RPG ในแบบใหม่ ซึ่งภาคเขาก็ได้สร้าง Final Fantasy VII Remake ขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ทำ Final Fantasy XIII หรือการทำให้เหมือนเป็น Final Fantasy ภาคหลักภาคใหม่ภาคหนึ่งเลย

– สุดท้ายนี้ คุณ Nomura คิดว่าสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไปใน Final  Fantasy VII Remake นั้น มีประสบการณ์ที่จะได้รับในการเล่นอยู่มากเพียงพอแล้ว ในฐานะผู้พัฒนาเกมที่อยู่กับตัวละครและเกมนี้มาอย่างยาวนาน เขาก็รู้สึกเป็นห่วงผู้เล่นทุกคนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะได้สนุกตื่นเต้น กับเรื่องราวที่ไม่รู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร รวมถึงผู้ที่เป็นแฟนของ Final Fantasy VII ที่อาจจะรู้เรื่องราวอยู่แล้ว จะได้พบเจอกับอะไรที่เพิ่มเข้าในเกมฉบับ Remake นี้บ้าง เพียงแค่คิดถึงเรื่องเหล่านั้น ก็ทำให้เขาคาดหวังว่าทุกคนจะได้เล่นเกมกันด้วยความสนุก และทำให้รอยยิ้มปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าของเขาได้

บทความเขียนโดย Packphum Chinpian

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ไกด์ Fantasy VII Remake วิธีเล่น Cloud อย่างไร ให้โปรอย่างเซียน

Lazefatboy

Final Fantasy VII Remake ปล่อยคลิปตัวอย่างสุดท้ายก่อนวันวางจำหน่ายสัปดาห์หน้า

OcelotBoy

ทำไมเกมเก่า ๆ จึงนิยมถูกนำกลับมาทำใหม่อีกครั้งในปัจจุบัน!

Ayumunaru

Leave a Comment