บทความ

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 9 ป่าอาถรรพ์ กับภารกิจของช่างตีเหล็กจอมวุ่น

สวัสดีครับ! กระผมขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่  Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เก้าโดยในบทนี้จะเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อจากการที่ Undead นิรนามของเราได้มีชัยเหนือเจ้าสัตว์ประหลาด Gargoyle และสามารถลั่นระฆัง Bell of Awakening ใบแรกได้สำเร็จ ซึ่งมันเป็นเหมือนสัญญาณไฟที่บอกว่าผู้ถูกเลือกได้ปรากฏตัวออกมาเเล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ทุกท่านก็สามารถติดตามได้ใน  Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เก้า “ป่าอาถรรพ์ กับภารกิจของช่างตีเหล็กจอมวุ่น”

( ภาพประกอบ : การลั่นระฆังที่ Undead Burg เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น )

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 

บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่

บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด

 

เจ้าหญิงแห่งแคว้นสีทอง

หลังจากที่ Undead นิรนามได้ลั่นระฆัง Bell of Awakening เเละกำลังจะเดินทางออกมาจากโบสถ์ เขาก็บังเอิญได้ยินเสียงที่ฟังดูคล้ายกับเสียงเหล็กกระทบกัน เเละเมื่อออกตามหาที่มาก็ได้พบว่ามันเป็นเสียงที่เกิดจากการตีเหล็กของชายชราคนหนึ่งที่รูปร่างบึกบึนกำยำและมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย ชายแก่คนนั้นได้แนะนำชื่อตัวเองว่าเขาชื่อ “Andre” ซึ่งเป็นช่างตีอาวุธจากอาณาจักร Astora อันเเสนห่างไกล 

( ภาพประกอบ : Concept Art ของตาเฒ่า Andre… น่ากลัว!. )

หลังจากเเนะนำตัวเสร็จตาเฒ่า Andre ก็ได้เหลือบไปเห็นอาวุธของ Undead นิรนามที่มองเเค่เเวบเดียวก็รู้ทันทีว่ามันผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง เขาจึงเเทรงพูดเชิงดูถูกดูแคลนว่าอาวุธเเบบนี้จะเอาไปสู้รบปรมมือกับใครได้ เเม้ว่าผิวเหล็กภายนอกจะดูเงาวับเเต่ภายในนั้นคงเเตกร้าวราวกับกิ่งไม้เก่าๆที่เเค่โดนลมเเรงก็หักจากลงต้นไม้…แต่ถ้าหากว่า Undead นิรนามมีความมุ่งหมั่นที่จะเป็นผู้ถูกเลือกของเหล่าทวยเทพอย่างเเรงกล้าละก็ ภายในป่า Darkroot Garden ที่อยู่ใกล้ๆได้มีตำนานเล่าขานถึงสิ่งของล้ำค่าบางอย่างที่สามารถใช้ตีอาวุธที่เเข็งเเกร่งได้…ซึ่งถ้าหากว่าพระเอกของเราไปเอามันมาได้บางทีตัวเขาก็อาจจะช่วยสร้างอาวุธใหม่ๆให้กับ Undead นิรนามก็เป็นได้ (สรุปง่ายๆก็คือตาเฒ่า Andre ใช้ให้เราไปหาของที่อยากได้มาให้)

( ภาพประกอบ : ป่า Darkroot Garden ว่ากันว่าเป็นป่าลับเเล ซึ่งใครก็ตามที่เดินทางเข้าไปก็ยากนักที่จะหาทางกลับออกมาเเบบมีชีวิต )

 เมื่อได้ฟังเช่นนั้นด้วยความมีน้ำใจของ Undead นิรนามเป็นทุนเดิมอยู่เเล้วเขาจึงได้ตกปากรับคำไปทันทีเเละได้ออกสำรวจพื้นที่รอบๆเพื่อรวบรวมเสบียงอาหารเเละอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น จนได้ไปพบกับนักรบอ้วนคนหนึ่งที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงหน้าประตูของป้อมปราการ Sen’s Fortress ซึ่งเป็นทางเข้าเดียวที่จะนำไปสู่เมืองหลวง Anor Londo เเต่ในตอนนี้มันปิดอยู่ นักรบคนนั้นได้บอกว่าตนชื่อ Siegmeyer และเขาก็จะหลับอยู่ที่นี้จนกว่าประตูของป้อมปราการแห่งนี้จะถูกเปิดออก…เเต่ไม่ทันที่จะพูดจบประโยคเขาก็ได้ผล็อยหลับไปอีกครั้งเเละปล่อยให้ Undead นิรนามยืนมองด้วยท่าทีที่ฉงนเพราะตั้งเเต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครที่หลับง่ายเเบบนี้มาก่อน

( ภาพประกอบ : Siegmeyer เป็นชายวัยกลางคนที่เป็นมิตร เเต่เขามักจะหลับระหว่างการสนทนาอยู่เสมอ )

( ภาพประกอบ : ภาพระยะไกลของป้อมปราการ Sen’s Fortress โดยประตูใหญ่ของป้อมปราการนี้จะเปิดขึ้นก็ต่อเมื่อ Bells of Awakening ทั้งสองใบที่ลั่นตามคำทำนายหรือเฉพาะในกรณีสำหรับเทพเจ้าเเห่ง Anor Londo เท่านั้น )

หลังจากที่กักตุนสิ่งของจนหนำใจเเล้ว Undead นิรนามก็ได้มุ่งหน้าไปยังป่า Darkroot Garden ทันทีเเละได้พบกับรูปปั้นอสูร Titanite Demon ที่เฝ้าอยู่หน้าทางเข้าป่าโดยมันมีอีกชื่อว่า Prowling Demon  ร่างกายของมันจะเเลดูคล้ายคลึงกับมนุษย์เเต่ตัวใหญ่กว่ามาก อีกทั้งยังไม่มีขาซ้ายเเละหัวขาดอีกทั้งยังมีหางโพล่ออกมาจากด้านหลังที่มองดูเเล้วก็ช่างน่าสังเวชยิ่งนัก เเต่ถึงเเม้จะดูพิกลพิการก็ตามตัวมันก็มีพละกำลังมหาศาลเเถมยังสามารถใช้พลังสายฟ้าโจมตีจากระยะไกลได้อีกด้วย

( ภาพประกอบ : ร่างกายของ Titanite Demon ทำมาจากแร่เหล็ก Titanite ที่เเข็งเเกร่งพอๆกับผิวหนังของมังกรนิรันดร์ )

ห่างจะกล่าวถึงจุดกำเนิดของ Titanite Demon เห็นทีก็คงจะต้องพูกถึงเทพเจ้าเเห่งงานโลหะที่เคยมีชีวิตอยู่ในอดีตอันเเสนไกลตั้งเเต่สมัยก่อนสงครามมังกร เเละยังเคยทำหน้าที่เป็นช่างตีเหล็กให้เเก่กองทัพของเทพเจ้า Gwyn โดยผลงานของเขาทุกชิ้นก็ล้วนเเต่มีชื่อเเละทรงอิทธิฤทธิ์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นพวกอาวุธประจำตัวต่างๆของเทพเจ้า(ในเกม Dark Soul ภาคเเรก) ตลอดจนอาวุธของเหล่าขุนพลทหารกล้าก็ล้วนเเต่ถูกสร้างเเละคิดค้นมาจากจากเทพเจ้าองค์นี้…เเต่เป็นที่น่าเสียดายที่ตัวเขามีอายุสั้นเเละเสียชีวิตลงหลังจากที่สงครามมังกรได้จบลงไม่นาน ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่คอยทำหน้าที่ปิดทองหลังพระให้กับกองทัพของ Gwyn โดยหนึ่งในผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาก็คือเจ้าพวก Titanite Demon นี่เเหละ ซึ่งเขาได้มอบมันให้แก่ Gwyn และแม่มดแห่ง Izalith เอาไว้ใช้งาน

( ภาพประกอบ : Titanite Slab เป็นเเผ่นเเร่ Titanite ขนาดใหญ่ที่ถูกคิดค้นโดยเทพเจ้าเเห่งช่างโลหะอันเป็นวัสดุสำคัญในการสร้างอาวุธที่ทรงพลัง )

การต่อสู้ระหว่าง Undead นิรนามกับ Titanite Demon ไม่ได้กินเวลายืดเยื้อยาวนานอย่างที่หลายๆคนคิดเพราะว่าพระเอกของเราดันฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าในเมื่อเจ้ารูปปั้นตัวนี้มันไม่มีขาและเคลื่อนที่ช้าอย่างกับเต่าแล้วเราจะไปเสียเวลาต่อสู้กับมันทำไมละ! เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็ได้ใช้ความชำนานในการกลิ้งหลบเเละหนีเข้าป่า Darkroot Garden ไปได้อย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วย แต่หลังจากที่เดินทางลึกเข้าไปในป่าได้สักพัก Undead นิรนามก็ได้พบกับทางแยกสองทางซึ่งทางด้านซ้ายดูเหมือนว่าจะนำเขาเดินลึกเข้าไปในป่า ส่วนอีกทางที่เป็นด้านขวาก็ดูเหมือนจะนำเขาเดินเลาะลงไปยังตีนเขาเบื่องล่างซึ่งพระเอกของเราได้ตัดสินใจที่จะลองไปทางด้านขวาดูก่อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเส้นทางนี้จะนำเขาเข้าไปยังพื้นที่การทดลองของเจ้ามังกรไร้เกล็ด  Seath 

( ภาพประกอบ : Darkroot Garden เป็นป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยสัตว์ดุร้ายมากมาย )

เมื่อเดินลงมาถึงยังตีนเขา Undead นิรนามก็ได้สังเกตว่าตรงปลายสุดของป่าดูเหมือนว่าจะมีตาน้ำขนาดใหญ่พุดออกมาอยู่ด้วย ซึ่งสำหรับเขาเเล้วการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามเเบบนี้มันก็เป็นเหมือนการผ่อนคลายสายตาหลังจากที่เห็นเเต่ภาพของซากศพเเละเมืองร้างใน Undead Burg ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะหลับตาลงสนิทฉับพลันก็ได้มีตัวประหลาดซึ่งมีร่างกายเป็นผลึก Crystal ออกมาจู่โจมเขาเสียก่อน ปีศาจผลึก Crystal พวกนี้คืออีกหนึ่งในผลงานการทดลองของ Seath ในยามว่างด้วยการหลอมเอาพลังเวทย์ Sorcery ให้ตกผลึกจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิต

( ภาพประกอบ : ปีศาจ Crystal ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของพลังเวทย์บริสุทธิ์ )

หลังจากที่เห็นว่าปีศาจ Crystal มีท่าทางที่ไม่เป็นมิตร Undead นิรนามก็ได้ชักดาบออกมาเเละตั้งท่าพร้อมจะต่อสู้…เเต่ไม่ทันไรอยู่ๆก็มีเสียงที่ฟังดูคล้ายกับเสียงของลูกศรธนูขนาดใหญ่ จนเมื่อหันหน้าไปดูก็ได้พบว่ามันก็คือกระสุนน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งตรงมาทางเขา พลังอัดกระแทกของมันได้ทำให้พื้นดินแตกกระจายจนแม้แต่ร่างของปีศาจ Crystal เองก็ยังโดนลูกหลงเเตกสลายตามไปด้วย

( ภาพประกอบ : ภายในป่า Darkroot Garden มันเป็นเรื่องง่ายมากๆที่เราจะถูกสัตว์ร้ายมากว่าสองชนิดเข้าจู่โจมพร้อมๆกัน )

 เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี Undead นิรนามก็รีบวิ่งเข้าไปหลบยังหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นก็ค่อยๆโผล่หน้าออกมาดูช้าๆเเละก็พบว่าเจ้าสิ่งที่ยิงกระสุนน้ำมาก็คืองูขนาดใหญ่ที่มีเจ็ดหัว โดยเหล่าผู้คนที่เคยพบเห็นมันต่างก็เรียกมันว่ามังกรน้ำ Hydra ซึ่งเป็นสิ่งชีวิตในวงศ์ตระกูลของมังกรเเต่ได้วิวัฒนาการลงไปอาศัยอยู่ใต้น้ำเพื่อหลบหนีการตามล่าในยุคที่มังกรไม่ได้เป็นใหญ่อีกเเล้ว

( ภาพประกอบ : Hydra มีหัวเจ็ดหัวเเต่ก็ใช้ร่างกายรวมกัน อีกทั้งส่วนลำตัวของมันก็ยังได้ซ่อนไพ่ตายเอาไว้อีกหนึ่งอย่าง… )

การพ่นกระสุนน้ำของเจ้า  Hydra เเม้ว่าจะมีพลังทำลายที่รุนเเรงเเต่ก็ต้องเเลกมาด้วยการที่มันจะต้องคอยสูบน้ำเข้ามาในตัวก่อนเสมอ ดังนั้น Undead นิรนามจึงได้อาศัยจังหวะดังกล่าววิ่งเข้าไปประชิดตัวมันจึงได้หันมาใช้หัวทั้งเจ็ดฟาดไปมารอบๆตัวเเบบไร้ทิศทางเพื่อหวังจะกลืนกินเจ้ามนุษย์ให้ได้ภายในครั้งเดียว เเต่กลับเป็นพระเอกของเราที่สามารถตัดหัวของมันได้ทีละหัวๆจนหมดเเต่ก็ทำให้เขาเองต้องซดยารักษา Estus Flask จนหมดขวดกันเลยทีเดียว

( ภาพประกอบ : การสังหาร Hydra นั้นมีหลายวิธี โดยวิธีที่ยากที่สุดก็คือการเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดแบบที่ Undead นิรนามของเราทำเนี่ยแหละ -.- )

เมื่อเจ้ามังกรน้ำสิ้นฤทธิ์ลงร่างของมันก็ค่อยๆจมลงสู่ก้นของตาน้ำที่มืดมิดซึ่งมีปลายทางไปเชื่อมต่อกับมหาสมุทรที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก… เเต่ทว่าหนึ่งในบรรดาหัวที่ถูกตัดออกกลับมีวัตถุเเวววาวบางอย่างอยู่ภายในปาก Undead นิรนามจึงลองสอดมือล่วงเข้าไปดูเเละก็พบว่ามันคือแหวนวงหนึ่งที่ถูกเรียกว่า Dusk Crown Ring ซึ่งเป็นแหวนประจำตัวของเจ้าหญิงแห่งอาณาจักร Oolacile ที่เเตกดับไปเเล้วเมื่อหลายพันปีก่อน ซึ่งปัจจุบันนามของนคร Oolacile ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักหรือจดจำมันได้อีกแล้ว จะมีก็แต่เพียงผู้คนที่ศึกษาตำนานของอัศวินหมาป่า Artorias เท่านั้นที่พอจะได้ยินชื่อนี้มาเเบบผ่านๆ

( ภาพประกอบ : แหวน Dusk Crown Ring เป็นแหวนที่แสดงฐานันดรของกุลสตรี Dusk )

เมื่อ Undead นิรนามหยิบแหวนวงนี้ขึ้นมาดู เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างพลังที่แม้แต่คนซึ่งไม่ประสีประสาในเวทมนตร์อย่างเขาก็ยังรู้สึกได้ และดูเหมือนว่ามันกำลังชักจูงให้เขาเดินเข้าไปยังซอกเล็กๆของภูเขาที่อยู่ไม่ไกลนักจนได้พบเข้ากับปีศาจ Crystal  ตัวหนึ่งซึ่งมีสีทองเเตกต่างจากตัวอื่น และเมื่อยิ่งดูดีๆเเล้วก็ได้พบว่าภายในร่างกายของมันมีสตรีนางหนึ่งสลบไสลอยู่ภายใน Undead นิรนามรีบจัดการเจ้าปีศาจสีทองและช่วยสตรีนางนั้นออกมา เมื่อเธอฟื้นคืนสตินางก็ได้แนะนำตนเองว่าเป็นเจ้าหญิงแห่งนครลับแล Oolacile นามว่า Dusk  

( ภาพประกอบ : โฉมหน้าของเจ้าปีศาจ Crystal สีทองที่ห่อหุ้มกุลสตรี Dusk เอาไว้ข้างใน )

( ภาพประกอบ : ภาพ Concept Art ของ Dusk ผู้เหลือรอดคนสุดท้ายแห่งนคร Oolacile  )

กุลสตรี Dusk ได้พูดจากับพระเอกของเราด้วยท่าทีที่นิ่มนวลเเละอ่อนโยนราวกับว่าเป็นผีเสื้อที่กำลังผสมเกสรของดอกไม้ เล่นซะจนพระเอกของเราเคลิมเเละมีท่าทีเคอะเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่านางกลับไม่ยอมบอกว่าตนเองเข้าไปอยู่ในตัวของเจ้าปีศาจ Crystal สีทองได้อย่างไรแต่กลับเปลี่ยนหัวข้อการพูดคุยถึงเรื่องเวทมนตร์แห่งนคร Oolacile เเละเสนอตัวว่าจะช่วยพระเอกของเรา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเวทมนตร์ที่ Undead นิรนามต้องการมากที่สุดอย่างเวทมนตร์ซ่อมแซมสิ่งของ แต่เนื่องด้วยในตอนนี้สติปัญญาของเขายังคงด้อยเกินว่าจะเข้าใจเวทมนตร์ได้ Undead นิรนามจึงจำต้องบอกปัดไปด้วยความเสียดาย (ค่า Intelligence ไม่พอ) แต่เเม้กุลสตรี Dusk จะได้รับคำตอบกลับมาเช่นนั้นนางก็ยังบอกไม่เป็นไร เอาไว้เมื่อ Undead นิรนามพร้อมเมื่อไรเขาก็สามารถกลับมาเธอที่ตาน้ำแห่งนี้เสมอ เพราะเธอรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างระหว่างเราทั้งสองราวกับว่าเคยพบหน้ากันมาก่อน

( ภาพประกอบ : กุลสตรี Dusk จะรอคอยเราอยู่ที่ตาน้ำแห่งนี้เสมอจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ… )

 

ผีเสื้อแห่งแดนสนธยา กับเถ่าถ่านเเห่งเเสง 

หลังจากที่ช่วยกุลสตรี Dusk ออกมาได้พระเอกของเราก็เริ่มออกสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียดซึ่งก็พบว่ามีเเต่ทางที่ไปต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประตูของหอคอยประหลาดที่ถูกล็อคอย่างเเน่นหน่าเเต่ภายในกลับมีเสียงของคนบ่นพึมพํา หรือจะเป็นถ้ำเเคบๆซึ่งมี Black Knight ยืนทำหน้าไม่รับแขกอยู่บริเวณปากถ้ำ ด้วยสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาจึงทำให้ Undead นิรนามเริ่มความคิดว่าตนเองนั่นมาผิดทาง เขาจึงรีบวิ่งกลับไปยังทางแยกก่อนหน้านี้และมุ่งไปยังอีกทางที่ตอนเเรกไม่ได้ไป ซึ่งระหว่างเดินทางเขาก็ได้พบเข้ากับประตูหินบานยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทางโดยดูเหมือนว่ามันจะถูกลงผนึกเวทมนต์ปิดกั้นเอาไว้ ประตูหินบานนี้เป็นทางเข้าไปสู่สุสานของวีระบุรุษท่านหนึ่งซึ่งพระเอกของเราจะได้พบกับเขาในภายหลัง…เเต่ในเมื่อตอนนี้มันยังเปิดไม่ได้ Undead นิรนามก็เลิกสนใจเเละเดินหน้าต่อไปทันที

( ภาพประกอบ : ประตูหินบานนี้จำเป็นจำเป็นจะต้องเปิดโดยกุญแจที่มีชื่อว่า Crest of Artorias เท่านั้นซึ่งภายในก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายมากมาย เเต่น่าเเปลกเพราะเเม้ว่าจะอันตรายเเค่ไหนก็ยังคงมีผู้คนมากมายเลือกที่จะเดินเข้าไปหาความตายด้วยตัวเอง… )

ความเร่งรีบในการตามหาสิ่งของให้เเก่ตาเฒ่า Andre ได้ทำให้ Undead นิรนามเสียสมาธิเเละความสุขุมรอบขอบไป จนไม่ทันได้เอะใจเลยว่าเมื่อยิ่งเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่ามากเท่าใดก็เหมือนจะวิ่งวนซ้ำกลับมาที่เดิมตลอด เเละพอเริ่มรู้ตัวว่าหลงทางพระเอกของเราจึงได้ใช้ดาบทำสัญลักษณ์ตามต้นไม้ริมทาง แต่ทว่ากลับมีอยู่ต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งส่งเสียงร้องเมื่อลำต้นของมันถูกเฉื่อนทำให้ความจริงปรากฏว่าป่าเเห่งนี้ได้ถูกวิญญาณเเห่งพงไพรเข้าสิงอยู่ ซึ่งผีป่าพวกนี้จะคอยหาวิธีหลอกล่อเพื่อทำให้คนที่เข้ามาในป่า Darkroot Garden หลงทางเเละกลับออกไปไม่ได้ 

( ภาพประกอบ : ต้นไม้ผีสิงหรือ Possessed Tree จะคอยทำให้ผู้คนที่หลงเข้าไปใน Darkroot Garden ติดอยู่ในป่า )

Undead นิรนามตกใจ! เเละเเทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเพราะถึงเเม้จะชินชากับซากศพมากมายเเต่พอเป็นวิญญาณหรือผีร้ายมันก็อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเขากลัวมันสุดๆ…เเต่ฉับพลันอยู่ดีๆรอบตัวเขาก็ได้มีเหล่าอัศวินตัวโตจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ตั้งเเต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ซึ่งอัศวินพวกนี้ได้ถูกเรียกขานว่า Great Stone Knight หรือนักรบหินผาที่เป็นหนึ่งในมรดกตกทางมนต์ตราจากนคร Oolacile ที่ Seath เอามันมาประยุกต์ใช้ในการทดลองของตนเอง

( ภาพประกอบ : Great Stone Knight มีเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยดินและตะไคร่เพื่อสร้างความกลมกลืนให้เข้ากับป่า )

Undead นิรนามเห็นดังนั้นจึงพยายามรวบรวมสติ…เเต่ไม่ทันเสียเเล้วเพราะดูเหมือนว่าขาของเขาจะถูกเวทมนตร์ตรึงเอาไว้จนก้าวไม่ออก สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือยืนดูเหล่า Great Stone Knight เดินเข้ามาใกล้อย่างช้าๆจากนั้นก็ลงมือทุบร่างของเขาจนเเหลก… หลังจากเกิดขึ้นมาใหม่ Undead นิรนามของเราก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เอามากๆเเละรีบตรงปรี่ไปหาตาเฒ่า Andre ทันทีจากนั้นก็ลงมือบ่นไม่หยุดที่เจ้าช่างตีเหล็กคนนี้ไม่ยอมเตือนเขาเลยสักคำว่าไอ้สิ่งที่อยู่ในป่ามันจะอันตรายขนาดนี้(คือถ้ามันไม่อันตรายตาเฒ่า Andre ก็คงเข้าไปเอาเองเเล้ว…) ตาเฒ่า Andre ที่ได้ฟังคำบ่นจนหูชาก็ได้บอกให้พระเอกของเราใจเย็นลงก่อน เดียวเขาจะหลอมชุดเกราะและตีอาวุธที่ดีกว่าเดิมให้ใหม่ รับรองว่าคราวนี้ Undead นิรนามจะต้องผ่านอุปสรรคไปได้เเน่นอน 

( ภาพประกอบ : Titanite Shard คือเศษเเร่เล็กๆที่หลุดออกมาจาก Titanite Slab ซึ่งใช้ในการหลอมอาวุธขั้นพื้นฐาน )

เมื่อได้อาวุธมาเเล้ว Undead นิรนามก็ย่างสามขุมเข้าไปในป่าด้วยท่าทีที่ฉุนเฉียว จากนั้นก็เอาดาบที่ได้มาใหม่ไล่ฟาดฟันทุกสื่งทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ผีสิงหรือก้อนหินเดินได้ ต่างก็สิ้นฤทธิ์เมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้เต็มไปด้วยความพิโรธคนนี้(หัวร้อน) จนกระทั้งเขาสามารถเดินทางลึกเข้าไปในป่าเเละได้พบกับซากหอคอยร้างที่ตั้งอยู่บนภูเขาฝั่งตรงข้าม ซึ่งทางเดียวที่จะข้ามไปก็คือต้องใช้สะพานหินที่อยู่ใกล้ๆแต่ติดอยู่แค่ปัญหาเดียวเพราะบนสะพานได้มีผีเสื้อยักษ์ Moonlight Butterfly อาศัยอยู่ ซึ่งมันจะคอยยิงลำเเสงเวทมนตร์ใส่ทุกๆคนที่พยายามข้ามไปอีกฝั่ง

( ภาพประกอบ : ท่ายิงลำเเสงของ Moonlight Butterfly จำเป็นจะต้องอาสัยพลังงานอย่างมาก จึงทำให้หลังจากที่ใช้ท่านี้มันจะต้องคอยฟื้นฟูพลังงานอยู่ตลอด )

การฝ่าด้านป้องกันของเจ้าผีเสื้อ Moonlight Butterfly ได้กลายเป็นเรื่องท้าทายเเเละกินเวลายาวนานเกินความจำเป็น เเต่ไม่ใช่เพราะว่ามันดุร้ายหรือว่าอันตรายเเต่อย่างใดแต่กลับเป็นเพราะมันจะคอยบินโจมตีจากระยะไกลทำให้ Undead นิรนามของเราต้องค้นเอาสิ่งของที่สามารถขว้างออกไปได้มาใช้ อย่างเช่นมีดสั้นเเละระเบิดไฟที่ปาขึ้นไปบินฟ้าซึ่งก็มีทั้งโดนมั้งเเละไม่โดนมั้งปะปนกันไป เเต่ยังพอโชคดีที่เมื่อเจ้า Moonlight Butterfly อ่อนเเรงลงมันก็จะบินเข้ามาเกาะยังสะพานเพื่อพื้นฟูพลังงาน เเละพระเอกของเราก็ได้อาศัยจังหวะนั้นเข้าไปโจมตีที่หัวของมันจนต้องบินหนีขี้นฟ้าไป…เหตุการณ์ได้ดำเนินไปเเบบนี้วนซ้ำไปมาจนเจ้า Moonlight Butterfly สิ้นฤทธิ์ลงในที่สุด พร้อมๆกับ Undead นิรนามที่ถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นเพราะความเหนื่อย เเละได้บ่นกับตัวเองว่าหลังจากนี้เขาคงจะต้องศึกษาคาถาเวทมนตร์เอาไว้โจมตีระยะไกลเสียบ้างเเล้วจะได้ไม่เหนื่อยเเบบนี้อีก

( ภาพประกอบ : ภาพระยะไกลของ Moonlight Butterfly ที่กำลังหลับใหลอยู่บนหอคอย )

เมื่ออุปสรรคสุดท้ายถูกกำจัดไปเเล้วพ่อพระเอกของเราก็เดินขึ้นไปยังดาดฟ้าของหอคอย ซึ่งมีซากศพของช่างตีเหล็กนิรนามคนหนึ่งที่นั่งคุกเข่าเเละในมือได้ถือสิ่งของที่เรียกว่า Divine Ember โดยมันถือเป็นเครื่องมือวิเศษสำหรับเหล่าช่างตีเหล็กที่ใช้เพื่อเพิ่มพลังของธาตุต่างๆเขาไปในอาวุธไม่ว่าจะเป็นไฟ, สายฟ้า, หรือความมืดเป็นต้น ซึ่งอันที่ Undead นิรนามของเราได้มามันเป็นส่วนของธาตุแสง

( ภาพประกอบ : ศพของช่างตีเหล็กนิรนามที่ถือ Divine Ember เอาไว้ ) 

Undead นิรนามได้นำเอา Divine Ember กลับไปมอบให้กับตาเฒ่า Andre ซึ่งเมื่อได้เห็นมันเขาก็ทำหน้าแป้นแล้นดีใจราวกับเด็กที่กำลังได้ของเล่นชิ้นใหม่ เเละก็ตามสัญญาตาเฒ่า Andre ได้ลงมือตีอาวุธธาตุแสงให้แก่ Undead นิรนามแถมยังกล่าวว่าวันหนึ่งพระเอกของเราจะต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเเน่นอน! 

( ภาพประกอบ : Divine Ember  สามารถทำให้อาวุธของเรากลายเป็นธาตุแสงได้ ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อต่อสู้กับเหล่าผีดิบหรือสัมภเวสี )

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอันยาวนาน Undead นิรนามก็ได้กลับไปยัง Firelink Shrine เพื่อที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้าเเละนอนพักเอาเเรงสักคืนสองคืน ซึ่งเเน่นอนว่าขากลับเขาก็ยังไม่วายถูกเจ้า Crestfallen Warrior พูดจาถากถางว่าถ้าหากพระเอกของเราแน่จริงก็ต้องลงไปสันระฆังใบที่สอง ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินพร้อมกับบอกว่าเเต่คร่าวนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งเเรกเเน่นอนเเล้วก็หัวเราะเสียงดังใส่หน้า Undead นิรนามอย่างไม่เกรงใจ สร้างความรำคาญให้กับเขาเป็นอย่างมากจึงต้องเดินลงไปหาที่นอนเงียบๆบริเวณชั้นล่างเเละก็ได้พบกับเจ้าฆาตกร Lautrec ที่หลังจากช่วยพระเอกของเราจัดการกับสัตว์ประหลาด Gargoyle ได้สำเร็จมันก็ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับ Firekeeper นามว่า Anastacia มันจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อเยือนโฉมของนางโดยเฉพาะ

( ภาพประกอบ : สิ่งเดียวที่ขวางกั้นระหว่าง Anastacia กับ Lautrec ก็คือซี่กรงเหล็กเก่าๆไม่กี่อัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะทานทนไฟราคะของ Lautrec ได้อีกนานเเค่ไหน  )

Lautrec เอาเเต่นั่งจ้องไปยังห้องขังของ Anastacia  ด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นจนเเทบจะระเบิดไฟราคะออกมา เเละอยากจะลงมือฆ่าเธอทิ้งเสียนะเดียวนั่นเหมือนกับเหยื่อคนที่แล้วของมันซึ่งเป็น Fire Keeper เหมือนกัน…แต่ทว่าในตอนนี้พระเอกของเรายังคงไม่รับรู้ถึงธาตุแท้ของเจ้าฆาตกรโรคจิตคนนี้เขาจึงได้แต่กล่าวทักทายตามประสาคนรู้จัก

( ภาพประกอบ : Lautrec กำลังจ้องมองเหยื่อคนต่อไปของมันอย่างใจจดใจจ่อ )

หลังจากเดินหาที่นอนอยู่นานสุดท้ายเขาก็ได้พบกับที่นอนอันเเสนเงียบสงบเเละปราศจากสิ่งรบกวน Undead นิรนามได้เอนหลังลงนอนกับพื้นจากนั้นก็หยิบเอาสัมภาระทั้งหลายของเขามากองรวมกันให้เป็นหมอน เเต่ก็ไปสะดุดกับขวดยา Estus Flask ที่เเข็งเกินกว่าจะนำมาหนุนหัวได้ Undead นิรนามได้หยิบขวดยาครอบจักรวาลอันนี้ขึ้นมาดูและพลางคิดในใจว่า “ถ้าหากเราสามารถเพิ่มจำนวนของยาวิเศษ Estus Flask นี่ได้มันก็คงจะดีไม่น้อย”…. แสงของตะวันยามเย็นเริ่มค่อยๆหายลับเเละจมลงไปยังเส้นปลายขอบฟ้า พร้อมกับความมืดมิดที่ค่อยๆย่างกรายเขาปกคลุม Firelink Shrine  อย่างช้าๆ เหล่าดอกไม้เเละใบหญ้าต่างหุบตัวเพื่อหลับใหลเพื่อวันใหม่ที่จะนำดวงตะวันอันเเสนอ่อนล้าลอยกลับขึ้นมาอีกครั้ง…. ทว่าก็มีบางสถานที่ในดินเเดน Lordran ที่เเม้จะเป็นยามเช้าหรือเที่ยงวันความสว่างของดวงตะวันก็ไม่อาจส่องไปถึง ที่ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็น “บ้านของเทพเเห่งความตาย Nito!”

( ภาพประกอบ : สุสานแห่งดินแดน Lordran อันเป็นที่ซึ่งชักนำโชคชะตาของผู้กล้าและคนจัญไรมาบรรจบกัน )

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

         เอาละครับก็จบกันลงไปแล้วกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เก้า “ ป่าอาถรรพ์ กับภารกิจของช่างตีเหล็กจอมวุ่น ” เเต่ก่อนที่เราจะจากกันไปผมก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับระบบของ Gameplay ที่ถูกผู้พัฒนาตัดออกไปมาฝากกัน เรื่องแรกเลยก็คือพวก Black Knight ซึ่งจะประจำอยู่ตามที่ต่างๆภายในเกม…เดิมทีมันได้ถูกวางแผนให้เป็น Random Event หรือระบบเหตุการณ์เดาสุ่ม ซึ่งเหล่า Black Knight จะไปโผล่ที่ไหนก็ได้ภายในเกม แต่ก็ถูกนำออกไปเสียก่อนซึ่งผมคิดว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วเพราะลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าระหว่างที่เล่นเราเกมเเละได้ต่อสู้ฝ่าฟันจนเกือบจะถึงห้อง Boss อยู่เเล้วแต่อยู่ดีๆก็เกิดมี Black Knight โผล่มาขวางทางมันคงไม่สนุกสักเท่าไร

( ภาพประกอบ : การปรับระบบของ Black Knight กลับยิ่งทำให้มีความสอดคล้องกับ Lore ภายในเกมมากขึ้น เพราะเหล่า Black Knight ก็เปรียบได้เสมือนกับเงาที่ไม่มีตัวตนที่คอยทำภารกิจดำมืดซึ่งพวก Silver Knight ไม่ทำ )

ส่วนเรื่องที่สองก็คือเจ้าศัตรู Possessed Tree หรือต้นไม้ผีสิงที่ปกติภายในเกมมันจะเอาเเต่ขยับไปมาเพียงเท่านั้นแต่ได้มี Username คนหนึ่งใน Youtube ที่มีนามว่า Marco D’Ambrosio เขาได้ทดลองใช้คำสั่งนำเจ้าต้นไม้ผีสิงนี้ไปปรากฏยังเเผนที่ส่วนอื่นของเกม และก็ได้พบเรื่องที่น่าตกใจเพราะว่ามันกลับใช้ท่าโจมตีที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยการใช้เถาวัลย์ฟาดลงมาจากยอดไม้ใส่ผู้เล่น ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นเพราะทางผู้พัฒนาได้ใส่คำสั่งยับยั้งการโจมตีของมันเมื่อยู่ในแผนที่ Darkroot Garden นั่นเอง โดยเรื่องเเบบนี้ก็ยังมีอีกเยอะเเยะจนนำมาพูดได้ไม่หมด แต่ในตอนนี้มันก็สมควรเเก่เวลาเเล้วผมจึงต้องขอตัวลาทุกท่านไปก่อนเเละเจอกันในบทหน้า สวัสดีครับ

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 10 ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย

m.r.lionman

สรุปเนื้อเรื่อง Dark Soul ตำนานบทที่ 4 “ คำสาปแห่งความมืด กับอสูรใต้พิภพ “

Lazefatboy

ชีวิตติด ‘พลัส’ : เมื่อ New Game Plus ย่างกรายสู่กระบวนการผลิตชิ้นงานเกม

Fullscape

1 comment

Aong zana March 29, 2020 at 7:04 pm

รอตอนต่อไป อย่างใจจดใจจ่อเลยครับ กำลังสนุกเลย //ขอบคุณสำหรับบทสรุปดีๆแบบนี้นะครับ
(ส่วนตัวชอบเกมนี้มากเลยดีใจมากๆที่มีคนทำบทสรุปเรื่องนี้ออกมา ขอบคุณมากๆนะครับ)

Reply

Leave a Comment