บทความ รีวิว

รีวิว Doom Eternal บัลเล่ต์แห่งความตาย ศิลปะแห่งการทำลายล้าง

หมายเหตุ : บทความรีวิวชิ้นนี้ เขียนขึ้นหลังจากใช้เวลาเล่น Doom Eternal ระบบพีซีนับตั้งแต่วันวางจำหน่ายจนถึงปลายทางด้วยเวลา 27 ชั่วโมง เก็บ Secret และ Challenge จนครบที่ความยากระดับ Hurt Me Plenty (Normal)

หมายเหตุ 2 : เกมนี้มีความไวของ Frame Rates ที่สูงมาก ผู้ที่มีประวัติอาการ Motion Sickness กับเกมแนว FPS ควรเล่นด้วยความระมัดระวัง

***********************************************************************************************************

ถ้าหากนับตามอายุขัยแล้ว เกมประเภทเดินหน้ายิงหรือ First Person Shooting (FPS) ก็มีขวบปีที่จะย่างใกล้สามสิบเข้าไปทุกขณะ มันคือหนึ่งในแนวเกมที่ยืนยงคงกระพันนับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกของมันผ่านงานจากทีม id Software เช่น Wolfenstein 3D ในปี 1992 และผ่านการเติบโต วิวัฒน์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานเข้ากับแนวอื่นๆ จนเป็นภาพจำที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

และชื่อของ ‘Doom’ ก็เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ยังได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ …

ด้วยบทแอ็คชันอันรวดเร็วสุดระห่ำ เทคโนโลยีด้านภาพที่ล้ำยุค (ในช่วงเวลานั้น) เพียงแค่สององค์ประกอบ ก็ทำให้มันติดลมบนจนเป็นที่กล่าวขาน และก้าวเข้าสู่สถานะของความเป็น ‘ตำนาน’ แห่งเกม FPS ที่แม้แต่คนที่เกิดไม่ทัน ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ หรือรับรู้การดำรงอยู่ของมันกันบ้าง ไม่มากก็น้อย (แถมลงมันทุกระบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด จนถึงแพลทฟอร์มขนาดพกพาอย่าง Game Boy Advanced และ Nintendo Switch หรือแม้แต่ดัดแปลง Homebrew ไปเล่นบนเครื่องคิดเลขดิจิตอล!)

แน่นอนว่ามันเคยพลาดพลั้งผิดจังหวะกันไปบ้าง กับผลงานอย่าง Doom 3 ในปี 2004 ที่ทางผู้พัฒนาคิดลองของให้มันเป็นเกมสยองเปิดไฟฉาย (แต่ก็ยังประสบความสำเร็จในยอดขายและเสียงวิจารณ์) และห่างหายไปจากแวดวงเป็นเวลาเกือบสิบสองปี ก่อนที่ ‘Doom’ จะกลับมาอีกครั้งในปี 2016 และสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อมันกลับสู่รากเหง้าที่แท้จริงของความคลาสสิคสุดระห่ำ ตอกย้ำความเหนือชั้นด้วยจิตวิญญาณดั้งเดิมที่เพิ่มเติมด้วยเทคนิคและลูกเล่นแบบที่เกมยุคสมัยโมเดิร์นพึงมีและพึงเป็น

จากวันนั้น สี่ปีผ่านไป (และผ่านการเลื่อนการวางจำหน่ายไปหนึ่งรอบ) Doom Eternal คือการต่อยอดในแนวทางที่แผ้วถางเอาไว้ก่อนหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่ง เมื่อความระห่ำนั้นถูกทวีคูณขึ้นอีกสามเท่า เสริมรสแต่งแต้มสีสันด้วยเทคโนโลยี การบอกเล่าเนื้อหา ดนตรีประกอบ งานศิลป์ และเกมการเล่นอันสุดเร้าใจ เป็น ‘บัลเล่ต์แห่งความตาย’ ที่ราวกับจะเป็นการยืนหนึ่งอย่างท้าทาย ว่าในท้ายที่สุด ซีรีส์นี้ก็พร้อมจะทวงถามที่ทางของมันบนบัลลังก์แห่งราชาเหนือเกม FPS ทั้งปวง ดังที่มันเคยเป็น และจะยังคงเป็นโดยตลอดมา

Doom Eternal สานต่อเรื่องราวจากภาคปี 2016 เมื่อกองทัพจากนรกรุกรานโลก เข่นฆ่าประชากรไปกว่าครึ่ง และเปลี่ยนพื้นพิภพให้เดือดไปด้วยไฟประลัยกัลป์ และเป็นอีกครั้ง ที่ ‘Doom Slayer’ ผู้พิฆาต จะต้องออกมากอบกู้วิกฤติครั้งนี้ ในการเดินทางผจญภัยที่ไม่เพียงแต่จะพาเขาไปสู่นรกขุมที่ลึกที่สุด แต่ยังไต่ขึ้นสู่บันไดแห่งสวรรค์ที่สูงที่สุด ท้าทายการคงอยู่ของสามโลกที่จะสั่นคลอนความเป็นไปของทุกสิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในเบื้องต้น ต้องชื่นชมทีมเขียนบทของ id Software เพราะไม่เพียงแต่พวกเขาจะสานต่อเนื้อหาที่รจนาเอาไว้จากภาค 2016 ได้อย่างละเมียดละไม แต่ยังมาพร้อมการนำเสนอผ่านคัทซีน ปูมบันทึก และการเรียงลำดับเรื่องราวได้อย่างหมดจด มันคือการขยายขอบเขตของการบอกเล่าที่ไปได้ไกลกว่า ที่จะพาผู้เล่นไปพบกับโลกที่ถูกเผาผลาญด้วยกองทัพปิศาจ, ขุมนรกที่ลึกที่สุด และสวรรค์ชั้นที่สูงที่สุด พร้อมผสมผสานพื้นหลังที่มาที่ไปของ Doom Slayer ให้มีมิติและมีความ ‘กลม’ ในฐานะตัวละครหลัก ที่เชื่อมโยงกับเกมภาคก่อนๆ อย่าง Doom, Doom 2 และ Doom 64 ให้มากขึ้นกว่าเดิม

มันคือปกรณัมแห่งสามโลก เป็นการตีความสงครามนรกสวรรค์ในแบบใหม่ และอาจจะเป็นหนึ่งในเกมซีรีส์ Doom ที่มีเนื้อเรื่องที่เฉียบคมที่สุดเท่าที่มันเคยสร้างมาในตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปีเลยก็เป็นได้ พร้อมกันนั้น มันยังมีความ ‘ยั่วล้อ’ ตัวเองในแบบที่ไม่ซีเรียส ด้วยการยัดไส้ Easter Egg และ Reference จาก Doom ภาคเก่าก่อนและเกมของ id Software อันหลากหลาย ประหนึ่งว่าจะทำลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงจังและความไม่เอาสาระ ที่ทำออกมาได้อย่างเรียบเนียน และน่ารักหยิกแกมหยอกอยู่ไม่น้อย

แต่ก็เช่นเดียวกับ Doom ในทุกภาค การดำรงอยู่ของเนื้อหาอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญเมื่อเทียบกับเกมการเล่น (ซึ่งผู้เล่นอาจจะไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะถูกบอกเล่าออกมาอย่างไรตราบเท่าที่มีกองทัพปิศาจออกมาให้ฆ่า ตัด เฉือน) และ Eternal ก็พร้อมจัดให้ ในความระห่ำที่มากยิ่งกว่าภาคเก่าก่อน บอกลาได้เลยกับการสู้รบในพื้นที่ปิดแบบครั้งต่อครั้ง เพราะทุกการปะทะ มันคือความเดือดของการฆ่าและการทำลายล้าง ที่เหล่าปิศาจได้ขนกองทัพแทบจะหมดนรกมาเพื่อบดขยี้ Doom Slayer รอบทิศทางอย่างไม่มียั้ง (ซึ่งทำให้เกมโหดขึ้นกว่าภาคที่แล้วอีกสามเท่า…) ผ่านงานออกแบบ Level Design ที่เพิ่มพื้นที่สนามแห่งการสังหารให้มีมิติและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มี Secret และลูกเล่นมากขึ้น และเริ่มต้นอย่างเร้าใจนับตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้าย

เหล่านี้ ถูกเสริมความสะใจไปด้วยดนตรีเมทัลระดับจัดหนักโดยฝีมือของ Mick Gordon ประพันธกรมือเอกคู่บุญของค่าย ที่จะทำให้อะดรีนาลีนของผู้เล่นถูกสูบฉีดจนถึงขีดสุดในทุกการปะทะ เป็นโมเมนตัมของมหกรรมการเข่นฆ่าที่แทบไม่ทำให้ผู้เล่นได้หยุดพักหายใจ และมากยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา

พร้อมกันนั้น ในความคลาสสิคของการปะทะที่เร้าใจ มันก็ยังไม่ลืมหัวใจของเกมแบบโมเดิร์น ด้วยลูกเล่นของการอัพเกรดอาวุธ ความสามารถ และท่วงท่าของ Doom Slayer ผ่านไอเทมที่มีให้เลือกเก็บและ Challenge ให้เลือกทำ ทุกอาวุธต่างมีโหมดที่สองเพื่อตอบสนองต่อการประหัตประหารได้ตามสถานการณ์ ไม่มีอีกแล้วกับอาวุธที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว เพราะศัตรูที่แตกต่าง ย่อมต้องการอุปกรณ์ในการสังหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ทุกอาวุธต่างมีอรรถประโยชน์ใช้สอย แน่นอนว่ามันอาจจะชวนให้สับสนในเบื้องแรก ที่ต้องคอยสับเปลี่ยนมันอยู่บ่อยครั้ง (ท่ามกลางสนามแห่งการฆ่าที่ทุกวินาทีนั้นมีค่า และการเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่งอาจหมายถึงการอยู่รอดหรือความตาย)

แต่ความแข็งแกร่งจากการอัพเกรดตามเวลาและการสร้างความคุ้นเคยจะเกิดขึ้นตามมา จนกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เองโดยธรรมชาติ ที่จะช่วยให้การเล่นนั้นสนุกขึ้น สะใจมากยิ่งขึ้น และต่อเนื่องไร้รอยสะดุด อันเป็นจุดขายที่ซีรีส์ Doom ภาคคลาสสิคนั้นเคยเป็น และถูกนำมาต่อยอดได้อย่างเหนือชั้นในภาค Eternal ไม่มีครั้งไหนที่ผู้เล่นจะรู้สึกทรงพลัง ไร้เทียมทานฆ่าไม่ตาย ประหนึ่งความหายนะเดินได้ที่เหล่าปิศาจทั้งหลายจะต้องหลาบจำและหวาดกลัวเท่ากับครั้งนี้อีกแล้ว

ในด้านเทคโนโลยี Eternal ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแห่ง id Tech 7 ตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงจากตัวก่อนหน้า มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในแง่ของการแสดงผลและการแปรเปลี่ยนงานศิลป์แห่งนรกและการเข่นฆ่าให้สุดยอดอลังการ ด้วยความละเอียดที่สูงขึ้น เหล่าปิศาจต่อฉากที่มากขึ้น และเอฟเฟกต์แสงสีที่ดีขึ้น โดยที่ไม่กระเทือนต่อ Performance ทรัพยากรเครื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมือได้จากทีมงานสาย id Software ผู้ก้าวล้ำนำหน้าด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ และเชื่อว่าเอนจิ้นตัวล่าสุด อาจจะกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้พัฒนารายอื่นๆ ให้ได้นำไปต่อยอดกันต่อไปในเวลาภายภาคหน้า

กระนั้นแล้ว ใช่ว่า Eternal จะไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ให้เห็น แน่นอนว่ามันยังเป็นสนามแห่งการฆ่าอันสุดเร้าใจ แต่ช่วง Downtime ที่ถูกแทรกด้วยปริศนากระโดดแบบ Platforming ที่มากขึ้นนั้นก็ดูน่าขัดใจและประดักประเดิดจนเกินกว่าความจำเป็น (และหลายครั้ง ยากในระดับที่ทำให้หัวอุ่นๆ กันพอประมาณ…) , Hub ศูนย์กลางอย่าง Doom Fortress ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเห็นจริงในเชิงรูปธรรม (ซึ่งอาจจะต้องรอ DLC เนื้อหาที่จะตามมา…) , ปัญหาบั๊กส์และเชิงเทคนิคตั้งแต่เล็กๆ ไปจนถึงระดับถีบออกจากเกมและร้ายแรงอย่างไฟล์เซฟพัง (ที่เกิดน้อยมาก แต่อันตรายขั้นสุด…) ที่รอคอยการแก้ไขด้วยแพทช์ ไปจนถึงโหมดผู้เล่นหลายคนอย่าง Battlemode ที่ทำออกมาได้อย่างไม่สมดุลและแทบจะกลายเป็นอาณาเขตแดนร้างปราศจากผู้เล่นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทาง id Software จะนำโหมด Arena แบบดั้งเดิมกลับมาหรือไม่ ก็คงได้แต่หวังกันไป…)

แต่โดยสรุป แม้จะมีข้อเสียที่ชวนให้ขัดใจ แต่ Doom Eternal ก็คือสิ่งที่ตอกย้ำความอยู่มือและความไม่เป็นสองรองใครของทีม id Software ผู้ให้กำเนิดเกมแนว First Person Shooting ที่ปรับตัวตามยุคสมัย โดยที่ไม่ลืมซึ่งแก่นหลักและหัวใจที่ทำให้ซีรีส์ Doom นั้นยืนยงคงกระพันมาอย่างยาวนาน ที่มีแต่จะมากขึ้น ระห่ำขึ้น และเดือดขึ้นอย่างที่เกมแนวเดียวกันยุคสมัยใหม่ได้แต่มองด้วยความตกตะลึง ทึ่ง และอึ้งว่าสิ่งเก่าเหล่านี้จะสามารถวิวัฒน์ให้มายืนหยัดได้อย่างองอาจและท้าทายได้อย่างไม่เกรงกลัวใคร

มันคือการเข่นฆ่าที่งดงามราวกับฟลอร์ของบัลเล่ต์แห่งความตาย และเท่ไปด้วยสไตล์ที่เปลี่ยนการทำลายล้างให้กลายเป็นงานศิลปะ ที่มีแต่ id Software เท่านั้นที่จะกล้า และสามารถทำได้

เฉกเช่นเดียวกับภารกิจของ Doom Slayer ผู้ยอมปวารณาตน ดำดิ่งไปสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด และไต่บันไดสวรรค์ที่สูงที่สุด เพื่อหยุดยั้งและทำลายกองทัพปิศาจ ล้างบางเหล่าเทวฑูต และปกป้องมนุษยชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีหยุด และไม่คำนึงถึงปลายทางใดๆ…

และ Doom Eternalจะทำให้ชื่อของ Doom ยังคงสถิตอยู่ในใจของนักเล่น และแวดวงวิดีโอเกมในเวลาถัดจากนี้ต่อไป….ชั่วนิรันดร์

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับการสร้าง Doomslayer ให้โหดใน DOOM Eternal

StarDusT

Doom Eternal วิธีการปลดล็อคสกินยูนิคอร์น

StarDusT

God of War | วิดีโอรีวิวย่อสามชั่วโมงแรก

GameFever TH

Leave a Comment