บทความ

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 7 อำนาจแห่งปุถุชน และการหวนคืนของคำสาป

สวัสดีครับทุกท่าน! ขอต้อนรับเข้าสู่  Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เจ็ด ซึ่งในบทนี้เราจะมาพูดถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากมือของเทพเจ้าไปสู่มือของมนุษย์ และการหวนคืนของวงจรอุบาทว์ที่จะนำโลกกลับสู่ยุคมืดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมก็ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เจ็ด “ อำนาจแห่งปุถุชน และการหวนคืนของคำสาป ”

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 
บทที่หนึ่ง
บทที่สอง
บทที่สาม
บทที่สี
บทที่ห้า
บทที่หก

 

ดินแดนแห่งมวลมนุษย์

             โลกยุคใหม่ที่เกิดขึ้นจากการที่ Gwyn อุทิศดวงวิญญาณให้กับ The First Flame ได้นำพาโลกนี้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง แต่ทว่าอาณาจักร Lordran ของเหล่าทวยเทพก็ไม่ได้กลับมายิ่งใหญ่และรุ่งเรืองเหมือนดังเช่นเคย มิหนำซ้ำพวกดินแดนที่อยู่รอบๆก็ต่างเริ่มตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่จนสามารถเทียบเคียงบารมีกับเมืองหลวง Anor Londo ได้ อาทิเช่นแคว้น Zena ที่มีความเจริญในด้านเศรษฐกิจและการค้าขายเป็นอย่างมาก

( ภาพประกอบ : Domhnall คือพ่อค้าเร่จากแคว้น Zena ซึ่งมีนิสัยส่วนตัวชอบขุดเอาทรัพย์สินของคนตายมาขาย )

ต่อมาก็คือนคร Catarina ที่ขี้นชื่อเรื่องการจัดงานมหรสพรื่นเริง แถมยังมีของดีประจำเมืองเป็นเบียร์รสเลิศซึ่งหาดื่มจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว และอีกจุดสำคัญที่ทำให้นคร Catarina กลายเป็นที่จดจำของเหล่าผู้คนมากมาย ก็คือชุดเกราะที่มีรูปทรงโค้งมนจนดูเหมือนกับคนอ้วน อีกทั้งยังมีหมวกที่มีรูปทรงประหลาดคล้ายกับหัวหอมจนทำให้นักรบของเมืองนี้มักจะถูกล้อเลี่ยนอยู่บ่อยๆซึ่งสวนทางกับประสิทธิภาพที่ดีจนเหลือเชื่อ นั่นก็เพราะว่าส่วนที่โค้งมนนี่เองที่คอยเป็นตัวช่วยทำให้อาวุธที่มากระทบแฉลบออกไปด้านข้างแทน

( ภาพประกอบ : ชุดเกราะของนักรบ Catarina )

ตามมาด้วยเมืองดีศรีคนกล้า Astora ซึ่งมีความเจริญทางด้านอารยธรรมที่สูงเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านยุทโธปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน แถมผู้คนในเมืองนี้ยังมีศีลธรรมและจริยธรรมที่สูงส่งไม่ได้ดีเเตกเสแสร้งทำเหมือนนคร Oolacile… เมื่อในอดีตเมือง Astora เคยถูกโจมตีโดยอสูรกายลึกลับตนหนึ่งจนเกือบที่จะวอดวายกันทั้งเมือง แต่ว่ามีผู้กล้าคนหนึ่งลุกขึ้นต่อสู้จนสามารถกำจัดมันลงได้ จากนั้นก็นำเอาดวงตาของเจ้าอสูรกายมาทำเป็นแหวนที่มีชื่อว่า Ring of the Evil Eye ที่มีคุณสมบัติในการดูดกลืนวิญญาณเพื่อนำมารักษาบาดแผลให้กับผู้ที่สวมใส่มัน

( ภาพประกอบ : ชุดเกราะบางส่วนของนักรบจาก Astora )

( ภาพประกอบ : แหวน Ring of the Evil Eye ภายในเกม Dark Souls )

อีกเมืองก็คือ Carim อันเเลื่องชื่อในความหลากหลายทางด้านการนับถือศาสนา โดยจะมีทั้งพวกที่นับถือเทพเจ้านอกรีตอย่าง Velka ตลอดจนเทพเจ้าที่อยู่นอกเหนือตระกูลของ Gwyn อย่างเช่น Caitha เทพแห่งการร่ำไห้, Fina เทพแห่งความงดงาม, หรือแม้แต่พวก Way of White เองก็มีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเอกลักษณ์ของคนที่มาจากเมืองนี้ก็คือท่าทางการพูดที่ฟังดูแปลกประหลาดเอามากๆ เดี่ยวก็พูดจริงจังเคร่งขรึมเดี่ยวก็หัวเราะอย่างกับคนบ้า

( ภาพประกอบ : มนุษย์ในภาพนี้ทั้งหมดล้วนนับถือเทพเจ้าที่แตกต่างกันแต่ก็มาจากเมือง Carim เหมือนกัน )

ส่วนศาสนา Way of White ที่ในยุคสมัยก่อนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมเหล่า Undead โดยเฉพาะ แต่ทว่าในปัจจุบันการที่มีมนุษย์เข้ามาบริหารองค์กรมากขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ใน Way of White ไปด้วยและเริ่มมีการชิงดีชิงเด่นเพื่อเหตุผลทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเมือง Thorolund อันเป็นบ้านของเหล่าพระชั้นสูงใน Way of Withe มากมายที่มักจะใช้ศาสนาบังหน้าเพื่อออกคำสั่งกำจัดศัตรูทางการเมือง

 

( ภาพประกอบ : เหล่า Way of White ที่มาจากเมือง Thorolund )

เมืองที่ได้กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่ปกครองโดยมนุษย์ทั้งหมด ซึ่งเปี่ยมไปด้วยอำนาจและขุมกำลังทหารที่มากพอสำหรับปกครองตัวเองได้สบาย แต่ก็มีบางสถานที่ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่โตอะไรแต่ก็มีผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมา ด้วยปรารถนาที่จะเรียนรู้ศาสตร์แห่งเวทมนต์ Sorcery ซึ่งที่แห่งนั้นก็คือโรงเรียนจอมเวทย์ Vinheim หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าโรงเรียนมังกรโดยชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ Seath ที่เป็นเหมือนบิดาแห่งศาสตร์เวทมนต์ทั้งมวล และถ้านักเรียนคนใดที่จบการศึกษาไปแล้วแต่ยังมีความกระหายใคร่รู้อยู่ ก็ยังสามารถออกเดินทางไปหา Seath ที่หอจดหมายเหตุภายในเมืองหลวง Anor Londo เพื่อขอฝากตัวเป็นข้ารับใช้และเรียนรู้ Sorcery  อยู่ที่นั่นได้ แม้ว่าในภายหลัง Seath จะถูกผนึกทางเข้าออกหอจดหมายเหตุเอาไว้แต่ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ดันทุรังพยายามฝ่าเข้าไปเพื่อจะสนองความกระหายของตน

( ภาพประกอบ : เหล่านักเวทย์ที่มาจาก Vinheim )

 

นอกจากนี้ก็ยังมีอาณาจักรที่อยู่ห่างไกลซึ่งไม่ค่อยมีชื่อเสียงเเละความสลักสำคัญอะไรอน่าง Balder, เเละ Berenike เป็นเหมือนเเค่เขตปกครองตัวเองของมนุษย์ธรรมดาๆ

 

ราชวงศ์ที่แตกสลาย

             ณ เมืองหลวง Anor Londo ที่ดูเหมือนว่าจะสงบสุขดีเเละไร้ซึ่งปัญหาจากภายนอก… บนฟากฟ้ามีตวงตะวันคอยสาดแสงในยามเช้าและมอบความอบอุ่นภายให้กับผู้คนในเมืองดังเช่นที่เป็นตลอดมา ทว่าความจริงเเล้วตอนนี้เมืองหลวง Anor Londo แทบจะเรียกได้ว่าถูกตัดขาดออกจากโลกภายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเพราะคำทำนายของผู้ถูกเลือกที่ทำให้เมืองนี้ต้องปิดกั้นตัวเอง ทุกตารางนิ้วล้วนเต็มไปด้วยเหล่า Silver Knight และทหารยักษ์มากมายที่ถูกวางกำลังไว้อย่างแน่นหนา และแน่นอนว่าวังหลวงที่เป็นสถานที่อยู่อาศัยของ Gwynevere และ Gwyndolin ก็ย่อมต้องมีปราการสุดหินเป็นด้านสุดท้ายเพื่อทดสอบผู้ถูกเลือก ซึ่งก็คือสองนักรบฝีมือฉกาจนามว่าอัศวินราชสีห์ Ornstein และมือเพชฌฆาต Smough

( ภาพประกอบ : Ornstein(ขวา) และ Smough(ซ้าย) คู่หูมหาประลัยเเห่งเมืองหลวง Anor Londo )

ทั้งสองได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์สูงสุดเพื่อปกป้องเทพเจ้า แต่ในอดีตนั้น Smough มีนิสัยที่วิปริตผิด มนุษย์มนาชื่นชอบการกินกระดูกของมนุษย์ที่ถูกเขาฆ่าตาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้จนทำให้เขาไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลสักที… ทุกท่านสงสัยกันไหมครับว่าทำไมถึงต้องเอาคนแบบนี้เข้ามาเป็นองครักษ์ระดับสูงภายในวัง นั่นก็เพราะตอนนี้ในเมืองหลวง Anor Londo แทบจะไม่เหลือขุนพลคนอื่นๆอยู่อีกแล้ว อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ Gwyn และ Nameless King ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณของเหล่านักรบได้สูญสิ้นไปหมดเเล้ว ทำให้บางส่วนได้เกษียณตัวเองดังเช่น Hawkeye Gough บ้างก็ออกเดินทางหายสาบสูญไปอีกนับไม่ถ้วน

( ภาพประกอบ : รูปปั้นของ Ornstein(ซ้าย) และ Smough(ขวา) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการแต่งตั้งให้ทั้งสองทำหน้าที่เป็นองครักษ์อย่างเป็นทางการ )

มาพูดถึงด้านของ Ornstein กันบ้าง ซึ่งเขาก็คือยอดนักรบที่เคยรับใช้ Gwyn มาตั้งแต่สมัยสงครามมังกรในอดีต อีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกของ Nameless King ที่ได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่าสังหารมังกรมาโดยตรง จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า “นักปราบมังกร Ornstein” (อู้ฮู!…) และเท่านั้นยังไม่พอเขายังเป็นหนึ่งใน “สี่สุดยอดขุนพลแห่ง Gwyn” โดยตัวเขาเองได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำของกลุ่ม, คนถัดมาก็คืออัศวินเขี้ยวหมาป่า Artorias ผู้ซึ่งกลายเป็นตำนานในการพิชิต The Abyss, คนที่สามก็คือมือมีดแห่งเหล่าทวยเทพ Ciaran นักลอบสังหารแห่งอาณาจักร Lordran, และคนสุดท้ายก็คือนัยน์ตาปักษา Gough ผู้ที่มีฝีมือการยิงธนูที่แม่นยำราวกับปาฏิหาริย์ แต่ทว่าเกือบทั้งหมดที่กล่าวมานั่นไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง Anor Londo อีกแล้ว จะเหลือเอาไว้ก็แต่ Ornstein ที่นับวันก็ยิ่งเริ่มคิดทบทวนถึงจุดมุ่งหมายในชีวิต เพราะตัวเขาก็เหมือนกับเสือดุที่มีเจ้านายถ้าหากคนขี่หลังอยู่ไม่เข้มแข็งพอละก็จะไม่มีวันควบคุมเสือดุตัวนี้ได้ และเนื่องจากการที่เขาเป็นนักรบที่เจนศึกมามากก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีความกระหายในการต่อสู้ แต่นี่ต้องมาติดอยู่ภายในวังหลวงโดยจะออกไปไหนมาไหนห่างไกลก็ไม่ได้ มันจึงยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดขึ้นเป็นทวีคูณ

( ภาพประกอบ : สี่สุดยอกขุนพลเเห่ง Gwyn ประกอบไปด้วย Ornstein(ซ้ายบน), Artorias(ขวาบน), Ciaran(ซ้ายล่าง), Gough(ขวาล่าง) ทั้งสี่คนคือขุนพลที่ Gwyn ไว้ใจมากที่สุด  )

             ส่วนทางด้านของเทพเจ้าอย่าง Gwynevere เองก็ใช่ว่าจะดีเด่นไปกว่าคนอื่นๆ เพราะตัวนางก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับตำแหน่งหัวโขนที่ได้รับ และไหนจะพวกราชกิจต่างๆที่ถูกวงการโดยน้องชายอยู่ลับหลัง จะใช้อำนาจตามดุลพินิจของตัวเองก็ไม่ได้…จะกลับไปทำหน้าที่ตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตรเเบบเดิมก็ไม่ได้ Gwynevere จึงได้นำเอาความคับข้องใจนี้ไปปรึกษากับ Gwyndolin ผู้เป็นน้องชายเพื่อที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน แต่ทว่าต่อให้ Gwyndolin จะสงสารพี่สาวคนนี้มากแค่ไหนก็ตามแต่คำสั่งเสียของผู้เป็นพ่อก็ย่อมต้องมาก่อนเสมอ! ด้วยนี้นี่เองจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มหินห่างมากขึ้นและที่สำคัญมันทำให้ Gwynevere  นึกหวนคิดถึงคำพูดของ Nameless King ผู้เป็นพี่ชาย ที่เคยกล่าวว่านางควรคิดคำนึงถึงความต้องการของตนเองให้มากกว่าความต้องการของคนที่ตายไปแล้ว ทำให้นางเริ่มมีความคิดว่าเมืองหลวง Anor Londo ไม่ใช่บ้านอีกไปแล้วแต่เป็นเหมือนคุกที่จองจำจิตใจของนางเอาไว้

( ภาพประกอบ : Divine Blessing คือน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ Gwnevere ประทานให้เเก่เหล่าสาวกที่บูชานางในฐานะเทพพีเเห่งความอุดมสมบูรณ์เเละการมีบุตร… ซึ่งมีฤทธิ์รักษาบาดเเผลเเละเป็นยาชูกำลังชั้นเยี่ยม…. )

แต่ในระหว่างที่เกิดความไม่ลงรอยกันของสองพี่น้อง ก็มีรายงานจาก Way of White ว่าตามชานเมืองเริ่มมีข่าวลือถึงการกลับมาของ Curse of Undead! เมื่อเหล่าเทพเจ้าทราบเรื่องก็ต่างอกสั่นขวัญแขวนกันไปตามๆกัน เพราะยังคงจดจำภาพแห่งความวินาศสันตะโรอันเกิดจากการที่ The First Flame อ่อนกำลังลงได้เป็นอย่างดี ดังนั้น Gwyndolin จึงได้รับสั่งการให้ Way of White เร่งเผยแพร่คำทำนายของผู้ถูกเลือกออกไปยังดินแดนต่างๆให้มากที่สุดจนนำไปสู่การตีความคำทำนายออกมาแบบต่างๆซึ่งเเทบจะไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย กลับมาทางด้านของ Gwynevere เมื่อนางได้รู้ว่า Curse of Undead ได้กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทำให้นางตระนักได้ว่าความมืดจะย่างกรายเข้ามาสู่เมืองหลวง Anor Londo ในอีกไม่ช้า Gwynevere จึงได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะแอบหนีออกจากเมืองหลวง Anor Londo ไปพร้อมๆกับเทพเจ้าหลายองค์ที่มีตวามคิดเช่นเดียวกัน จากนั้น Gwynevere ก็ได้ไปพึ่งใบบุญของ Flann เทพแห่งอัคคีและทั้งสองก็ได้อภิเษกสมรสกัน ณ อาณาจักรในดินแดนที่ห่างไกลนามว่า Heide ซึ่งจะมีบทบาทที่สำคัญในเวลาต่อมา….

( ภาพประกอบ : Ring of the Sun Princess เป็นของดูต่างหน้าไม่กี่อย่างที่ Gwynevere ทิ้งเอาไว้  )

กลับมาทางด้านของเมืองหลวง Anor Londo ที่ตอนนี้กำลังประสบปัญหาความน่าเชื่อถือเพราะเหล่าเทพเจ้าหลายองค์ได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา บีบให้ Gwyndolin จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้เวทมนต์สร้างภาพลวงตาของบรรดาทุกคนที่หายตัวไปขึ้นมาทดเเทน ซึ่งภาพลวงตาเหล่านี้จะมีพลังวิเศษและนิสัยใจคอใกล้เคียงกับตัวจริงทุกประการ เมื่อปัญหาการหายตัวไปถูกจัดการได้เเล้วต่อมาก็ถึงคราวของปัญหาภาพลักษณ์ภายในตัวเมือง Gwyndolin ได้จัดการสร้างภาพลวงตาของดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อทำให้ดูเหมือนว่าแสงสว่างยังคงสาดส่องอยู่ในเมือง Anor Londo ดังเช่นวันวาน…. แต่ทว่ามีหรือเรื่องที่ฉาวโฉ่เช่นนี้จะรอดพ้นสายตาของ Ornstein ไปได้ เขาได้คอยเฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและได้นำกลับมาคิดทบทวน จนมีอยู่วันหนึ่ง Ornstein ก็ได้เดินทางไปยังวิหารของเทพเจ้าที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งในนั้นมีเเท่นบูชาที่ว่างเปล่าอยู่อันหนึ่งซึ่งในอดีตมันเคยรองรับเทวรูปของ Nameless King ผู้เป็นอาจารย์ของเขา Ornstein ได้จ้องมองเข้าไปยังแท่นบูชาที่ว่างเปล่านั้นราวกับว่าในสายตาเขามันยังคงมีเทวรูปของ Nameless King ตั้งอยู่เสมอมา…

( ภาพประกอบ : ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาเคยเป็นที่วางรูปปั้นของ Nameless King )

ค่ำคืนที่แสนเยือกเย็นและยาวนานค่อยๆลอยผ่านพ้นเมืองหลวง Anor Londo ไปอย่างช้าๆ ต่างกับภายในวังที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจากการสังสรรค์รื่นเริง แต่ทว่าค่ำคืนนี้กลับมีบุคคลปริศนาที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาร่วมงานด้วย… บุคคลปริศนาคนนั้นได้เดินแหวกกลางงานที่เต็มไปด้วยเหล่าทวยเทพมากมายอย่างไม่สนใจมารยาทหรือพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น โดยเขามุ่งตรงเข้าไปหา Gwyndolin จากนั้นก็เอยปากบอกให้เทพเจ้าคนนี้คลายภาพลวงตาของทุกคนออกไปซะ เมื่อพูดจบผู้คนในงานก็ต่างหันไปมองยังบุคคลปริศนาซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น Ornstein นี่เอง! เขาได้เริ่มสาธยายความคับข้องใจออกมาว่า Nameless King นั้นพูดถูกต้องมาตลอดสถานที่แห่งนี้ได้เดินทางมาถึงจุดแตกดับแล้ว เเต่ Gwyndolin กลับเอาแต่เบือนหน้าหนีความเป็นจริง เเละตัวเขาจะไม่ปกป้องภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริงเป็นอันขาด นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะไม่มีองครักษ์ที่ชื่อว่า Ornstein อีก สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้ Gwyndolin โกรธจนแทบอยากจะฆ่าอัศวินราชสีห์คนนี้ทิ้งแต่ก็ต้องยั้งเอามือไว้ เพราะฉายา “นักปราบมังกร” ของ Ornstein นั้นเป็นของจริง! เพียงแค่ Gwyndolin กระดิกนิ้วเขาก็สามารถพุ่งเข้าประชิดตัวได้ในพริบตา

( ภาพประกอบ : Ornstein มีชื่อเรื่องการใช้หอกแทงทะลุเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปหลายเมตรได้ด้วยความเร็วชั่วพริบตา )

เมื่อเห็นว่าไม่มีท่าทีจะเกลี้ยกล่อมได้ Gwyndolin จึงใช้วิธีลงทัณฑ์โดยอ้างถึงการตระบัดสัตย์ต่อเทพเจ้า ฉะนั้นก่อนที่เขาจะไปก็จะต้องมอบ Soul ครึ่งหนึ่งของตนเองคืนให้แก่เหล่าทวยเทพ และแค่นั้นยังไม่พอ Gwyndolin ยังสั่งให้เขาถอดแหวน Leo Ring ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ 4 สุดยอดขุนพลเพราะคนที่ทรยศไม่มีสิทธิที่จะสวมมันอีกเเล้ว การลงทัณฑ์ดังกล่าวสำหรับ Ornstein มันก็ไม่ต่างอะไรกับการย่ำยีเกียรติของนักรบซึ่งเขาพากเพียรสั่งสมมานาน…แต่ทว่า Ornstein กลับไม่ลังเลที่จะทิ้งมันไปเลย เขาลงมือกระชาก Soul ออกมาร่างกายของตัวเองพร้อมๆกับถอดแหวน Leo Ring ทิ้งเอาไว้ที่พื้นและก็เดินจากไป ปล่อยให้ Gwyndolin ต้องยืนสงบนิ่งท่ามกลางเหล่าภาพลวงตาทั้งหลาย ที่เริ่มกลับมาสังสรรค์อีกครั้งโดยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

( ภาพประกอบ : Leo Ring เป็นหนึ่งในแหวนที่สี่สุดยอดขุนพลแต่ละคนจะได้รับเพื่อเป็นการแสดงเกียรติสูงสุดของนักรบ )

ก่อนที่ Ornstein จะก้าวเท้าออกจากเมืองหลวง Anor Londo เขาก็ได้ไปบอกลาเพื่อนคนสุดท้ายอย่าง Smough ที่กำลังโมโหโกรธาเขาเป็นอย่างยิ่งและยังได้กล่าวว่าตนควรจะฆ่า Ornstein ทิ้งซะเดี๋ยวนี้ แต่เพราะยังเห็นว่าเคยเป็นเพื่อนเก่ากันมาก่อนจึงได้ยอมปล่อยให้ขาผ่านไป…ใครจะไปอยากเชื่อกันเล่า Smough ที่ผู้คนปรามาสถึงนิสัยส่วนตัวอันน่ารังเกียจกลับกลายเป็นคนสุดท้ายที่มีความจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวมากที่สุด

 

 

เส้นทางของคำทำนาย

             กระแพร่กระจายของข่าวลือที่ว่า Curse of Undead ได้กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ได้ทำให้หลายอาณาจักรเริ่มตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างแข็งขัน  หลายดินแดนเริ่มมีการคัดสันเหล่าตัวแทนเพื่อส่งไปทำตามคำทำนายที่ดินแดน Lordran โดยส่วนมากก็จะเป็นพวก Undead เพราะว่าสามารถที่จะตายแล้วเกิดใหม่ได้เรื่อยๆแถมยังเป็นการป้องกันปัญหาการเข้าสู่ภาวะ Hollow ไปในตัว จนคำติดปากที่ว่า “ผู้ถูกเลือก” ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “Undead ผู้ถูกเลือก” ไปแทน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่เดินทางมายังดินแดน Lordran จะมาเพื่อทำตามคำทำนายของผู้ถูกเลือกกันเสียหมด บางคนก็เป็นพ่อค้าที่มาเพื่อการค้าขายโดยเฉพาะ บ้างก็เป็นอาชญากรที่รักในการปล้นฆ่าโดยมาเพื่อคอยดักปล้นหรือกลั่นแกล้งเหล่า Undead คนอื่นๆ… ซึ่งคนพวกนี้จะมองว่า Curse of Undead ไม่ใช่คำสาปแต่มันเป็นเหมือนพรจากพระเจ้าที่มอบชีวิตอันเป็นอมตะให้

( ภาพประกอบ : เหล่าบรรดาคนที่มายังดินเเดน Lordran ด้วยเหตุผลอื่น )

ดูเหมือนว่าในยุคนี้สถานการณ์ของ Curse of Undead จะอยู่ในสภาพที่สามารถควบคุมและดูแลได้ ทุกคนต่างก็คิดว่าแค่รอให้เวลาผ่านไปแล้วเดียวผู้ถูกเลือกตามคำทำนายก็จะโผล่ตัวออกมาเอง แต่ที่ไหนได้เมื่อยิ่งเวลาผ่านพ้นไป จากวันก็เข้าสู่เดือน จากเดือนก็เข้าสู่ปี จากปีก็กลายเป็นหลายสิบปีซึ่งก็ไม่มีวี่แววของผู้ถูกเลือกว่าจะโผล่สักที ประกอบกับช่วงพักหลังมานี้มี Undead หลายคนเริ่มไม่ยอมทำตามคำนายส่งผลให้หลายอาณาจักรเริ่มร้อนรน ประกอบกับจำนวนของ Undead ที่ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนเป็นการยากที่จะควบคุม ทาง Way of White เองก็ได้เร่งประโคมข่าวหนักขึ้นอีก! โดยหยิบเอามาตรการที่รุนแรงมากขึ้นมาใช้อย่างเช่นการจัดตั้งอาสาสมัครตามหมู่บ้านเล็กๆให้ออกตามล่าและขับไล่พวก Undead เพื่อบีบให้ต้องลี้ภัยไปยังดินแดน Lordran ที่ตอนนี้กลายเป็นที่ทิ้งขยะของดินเเดนอื่นๆไปเเล้ว… จากการคัดสันหาตัวแทนมาตอนนี้ก็ได้แปลเลี่ยนกลายเป็นการบีบบังคับไปเเทน ในบางอาณาจักรถึงขั้นจัดตั้งสถานกักกันเหล่า Undead ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเหล่าผู้โชคร้ายทั้งหลายจะถูกนำตัวมาเเละบังคับให้ผูกวิญญาณเข้ากับ Bonfire ในสถานนี้เพื่อให้เกิด, ตาย, และวนเวียนอยู่ในสถานกักกันไปตลอดกาล (โหดร้ายสุดๆ) โลกทั้งใบได้กำลังกลับเข้าสู่ความโกลาหลอีกครั้งหนึ่ง!

( ภาพประกอบ : มุมมองจากภายนอกของ Undead Asylum )

ณ ดินแดนทางตอนเหนืออันห่างไกลสุดลูกหูลูกตา ได้มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่า Undead Asylum ที่สร้างขึ้นมาเพื่อกักขังและทำการทดสอบเพื่อค้นหาตัว Undead ผู้ถูกเลือก แต่ทว่าท่ามกลางเหล่าผู้คนมากมายที่ถูกจับตัวมาอย่างไม่ยินยอม ก็ได้มีนักรบหนุ่มอยู่คนหนึ่งที่เต็มใจอาสามายังสุสานแห่งนี้ด้วยตัวเองเพราะมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อคำทำนาย นามของนักรบคนนั้นก็คือ Oscar แห่ง Astora ซึ่งเขาได้พยายามรวบรวมผู้คนข้างใน Undead Asylum ให้ช่วยกันต่อสู้เเละหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ แต่ทว่าอุปสรรคตามรายทางนั้นก็ช่างมีมากเสียเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นเส้นทางภายในที่มีความคดเคี้ยววงวน จรดเหล่าทหารยามและพวกอสูรร้ายที่ได้รับอนุญาตให้สังหาร Undead ทันทีที่พบเจอ หลายคนเริ่มยอมแพ้และสิ้นหวังเพราะต่อให้ฝ่าฟันขึ้นไปยังดาดฟ้าได้สำเร็จ พื้นที่เเห่งนี้ก็ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาและหุบเหวสูงลึก ไม่ว่าจะพยายามปีนป่ายแค่ไหนหากพลาดเพียงก้าวเดียวก็จะตกลงไปตายและกลับมาเกิดใหม่ยัง Undead Asylum เหมือนเดิม ทำให้ทุกคนที่เหลืออยู่หมดหวังจนกลายสภาพเป็น Hollow จะเหลือก็แต่ตัว Oscar คนเดียวเท่านั้นที่ยังพอมีสติลงเหลือแบบเลือนราง… แต่เหมือนมีบางอย่างดลใจทำให้เขาได้ไปพบเข้ากับ “Undead นิรนาม” คนหนึ่งที่ถูกขุมขังอยู่คุกเบื้องล่าง และเมื่อ Oscar ดูจนแน่ใจว่า Undead นิรนามคนนั้นไม่ได้เป็นพวก Hollow เขาจึงหอบสังขารของตนเองไปยังซากศพที่อยู่ใกล้ๆ และจัดการเอากุญแจประตูห้องขังที่มีอยู่กับตัวยัดเข้าใส่ในเนื้อหนังของศพ เพื่อป้องกันไม่ให้กุญแจที่แสนสำคัญนี้กระเด็นหายไปจากแรงของการโยนกระเเทกพื้น

( ภาพประกอบ : Oscar กำลังพยายามช่วย Undead นิรนาม )

( ภาพประกอบ : กุญเเจเเห่งความหวังที่ถูกส่งมาโดย Oscar )

Oscar ได้โยนศพลงไปในห้องขังของ Undead นิรนามที่อยู่เบื้องล่าง ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันเเละกันเเต่ไม่ปริปากพูดคุยกันเลยเเม้เเต่คำเดียว เหมือนกับเป็นสัญญาณว่าให้หนีออกไปได้เสียก่อนแล้วค่อยมากล่าวขอบคุณก็ยังไม่สาย… Undead นิรนามได้ไขกุญแจและออกเดินไปตามทางโถงทางเดินแคบๆซึ่งเต็มไปเหล่า Undead มากมายที่นั่งลงอย่างสิ้นหวังเเละเสียสติ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนกำลังถูกเทพเจ้า Velka จับจ้องอยู่ห่างๆ

 

วิกฤติความมืดในครั้งนี้ช่างหนักหนายิ่งนัก

หนึ่งราชาละทิ้งหน้าที่แห่งราชวงศ์

หนึ่งอัศวินหมาป่าเสียสละแต่ล้มเหลว

หนึ่งเทพเจ้าร่ำไห้เเละเบือนความจริง

หนึ่งหญิงสาวหลับใหลชั่วนิรันดร์เพื่อยับยั้งความมืด 

นำไปสู่การสูญสิ้นดวงตะวันแห่งเหล่าทวยเทพ

จะมีก็แต่เจ้ามนุษย์ตัวจ่อยที่อาจหาญขึ้นท้าทายด้วยแรงศรัทธา

อันก่อกำเนิดมาจากคำปลิ้นปล้อนของคนตาย

 

 

( ภาพประกอบ : โถงทางเดินใน Undead Asylum ที่มีเเสงสว่างสลับกับความมืดไปจนสุดทางเดิน… )

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

          ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่เจ็ด “ อำนาจแห่งปุถุชน และการหวนคืนของคำสาป ” ตอนแรกผมวางแผนว่าจะเขียนบทนี้ให้รวบยอดและเร่งเข้าเหตุการณ์ในตัวเกมให้เร็วที่สุด แต่ว่าหากทำเช่นนั้นก็จะเป็นการข้ามเนื้อซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญของเกมๆนี้ไป และอาจทำให้ท่านผู้ชมไม่เข้าใจถึงแรงผลักดันต่างๆของตัวละครภายในเกม

ดังนั้นเพื่อจัดวางเนื้อหาให้เป็นระเบียบมากขึ้นผมจะแบ่งการสรุปเนื้อหาออกเป็นสองส่วน ซึ่งก็คือ Main Quest หรือเนื้อเรื่องหลักที่ผมจะเขียนให้เสร็จสิ้นไปเสียก่อน และจากนั้นผมถึงจะค่อยหยิบเอาพวก Side Quests ที่มีเนื้อเรื่องรองออกมาสาธยายให้อ่านกันและรวมไปถึงฉากจบแบบต่างๆด้วย…แต่ว่าตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วผมจึงขอตัวลาทุกท่านไปก่อน สวัสดีครับ

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 11 สุสานของเหล่าคนโลภ กับความลับของวิหคทมิฬ

m.r.lionman

กว่าจะมา! Bandai Namco ประกาศวันวางจำหน่าย Dark Souls: Remastered ใน Switch

GameFever TH

Amazon Italy หลุดข้อมูลเกมเพียบ ทั้ง Sunset Overdrive 2, Bloodborne 2, Splinter Cell

GameFever TH

Leave a Comment