ไม่มีหัวข้อ

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 6 กำเนิดจ้าวแห่งปฐมเพลิง และยุคสมัยเเห่งการเสื่อมถอย

สวัสดีครับทุกท่าน!ขอต้อนรับเข้าสู่  Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่หก โดยในบทนี้เราจะมาสานต่อเรื่องราวหลังจากที่ Gwyn พ่ายแพ้ในการทำสงครามกับเหล่าอสูรแห่ง Izalith และได้ยกทัพกลับไปยังเมืองหลวง Anor Londo เพื่อสะสางปัญหาภายในที่มันคาราคาซังมานาน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมก็ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่หก “ กำเนิดจ้าวแห่งปฐมเพลิง และยุคสมัยเเห่งการเสื่อมถอย ”

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 
บทที่หนึ่ง
บทที่สอง
บทที่สาม
บทที่สี
บทที่ห้า

ความเสื่อมของอำนาจ

                     นับเป็นเวลาหลายปีที่ Gwyn ได้ออกเดินทางไปทำสงครามยังดินแดนอันห่างไกล และได้ละทิ้งเมืองหลวง Anor Londo เอาไว้เบื้องหลัง โดยเขาได้แต่งตั้งให้โอรสคนแรกของตนที่มีศักดิ์เป็นถึง God of War ขึ้นสถาปนาเป็นกษัตริย์เพื่อปกครองเมืองหลวงแห่งนี้ แต่ในความเป็นจริงการเเต่งตั้งครั้งนี้มันเป็นเเค่การกลบเกลื่อนเหตุทะเลาะเบาะแวงกันในราชวงศ์ ซึ่งบานปลายจนทำให้โอรสคนแรกไม่ยอมไปออกรบจนส่งผลให้ Gwyn ต้องออกนำทัพไปสู้รบกับเหล่าอสูรแห่ง Izalith ด้วยตัวเอง ทว่าหลังจากที่เขาจากไปไม่นานเจ้าโอรสคนแรกก็หายตัวไปอย่างปริศนา เเละเปิดช่องให้พวกตัวเหลือบไรที่จ้องจะยึดอำนาจของ Gwyn ใช้โอกาสนี้ออกมาสร้างความวุ่นวายต่างๆนานาให้กับเหล่าเทพเจ้า โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือกบฏทมิฬซึ่งถูกสนับสนุนอย่างลับๆโดยเทพเจ้า Velka  ทำให้ในตอนนี้เมืองหลวง Anor Londo จะต้องระแวงทั้งศึกนอกและศึกในอยู่ตลอดเวลา

 

 ( ภาพประกอบ : อสูรกาย Taurus คือปราการสำคัญในการป้องกันนคร Izalith จนทำให้ Gwyn พ่ายเเพ้ )

เเละหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาจากเจ้ามังกรวิปลาส Seath ที่เหิมเกริมใช้อํานาจบาดใหญ่อย่างไม่ไว้หน้าเทพเจ้า เนื่องจากในเมืองหลวง Anor Londo ตำเเหน่งที่ปรึกษาของมันจะเป็นรองแค่ต่อ Gwyn และโอรสคนแรกเพียงเท่านั้นซึ่งทั้งคู่ก็ไม่อยู่ในเมืองเเล้ว จึงทำให้ Seath อ้างคําสัญญาที่ Gwyn เคยให้ไว้กับมัน  และทำการทดลองเวทมนตร์ภายในครรภ์ของ Gwynevere จนนางตั้งท้อง และได้ให้กำเนิดทารกเพศหญิงคนหนึ่งที่เป็นเลือดผสมระหว่างมังกรและเทพเจ้าคนแรกของโลก นามของเธอก็คือเจ้าหญิงนอกรีต “ Priscilla ” โดยเธอมีผิวพันและใบหน้าที่คล้ายคลึงผู้เป็นแม่ แต่ทั่วร่างกายกลับมีขนสีขาวปกคุมและยังมีหางมังกรเหมือนกับผู้เป็นพ่อ แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูงดงามและไร้เดียงสาของเธอกลับซ่อนเร้นพลังที่มีความสามารถในการดูดกลืนชีวิตซึ่งคล้ายกับเหล่า Darkwraith และเธอยังมีความสามารถในการล่องหนหายตัวอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ Priscilla กลายเป็นที่หวาดกลัวของเหล่าทวยเทพไม่เว้นแม้แต่ผู้ให้กำเนิดอย่าง Gwynevere ส่วนสำหรับ Seath มันก็มองว่าเธอเป็นแค่อีกหนึ่งผลการทดลองเท่านั้น…ในเมื่อโลกใบนี้ไม่มีใครต้องการ Priscilla อีกแล้ว เธอจึงถูกส่งไปจองจำอยู่ในโลก Painted World of Ariamis อันหนาวเหน็บเเละมืดมิดตลอดกาล

( ภาพประกอบด้านซ้าย : ภาพ Concept Art ของ Priscilla )
( ภาพประกอบด้านขวา : หน้าตาของ Priscilla ภายในเกม Dark Souls ภาคเเรก )

                     อีกหนึ่งการทดลองที่ Seath ทุ่มเทเเรงกายเเรงใจเพื่อให้มันสำเร็จก็คือการทดลองที่มุ่งสู่ความเป็นอมตะ เพราะในอดีตมันเคยถูกเหล่ามังกรนิรันดรด้วยกันดูถูกและเหยียดหยามในความพิกลพิการที่ปราศจากความคงกระพันอันเป็นเหมือนสิ่งล้ำค่าที่สุดของมังกร ทำให้หลังจากนั้นมันก็ได้หมกมุ่นอยู่กับการทดลองสู่ความเป็นอมตะไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เเละถึงแม้ในภายหลัง Seath จะค้นพบหนทางสู่ความเป็นอมตะได้สำเร็จ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยศีลธรรมในจิตใจที่บิดเบี้ยวอันเกิดมาจากการทดลองวิปริตนับครั้งไม่ถ้วน หากจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับตลกร้ายเพราะความเป็นอมตะที่ Seath ได้มา กลับทำให้มันต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนวิปลาสไปตลอดกาล 

( ภาพประกอบ : แท่ง Crystal อันล้ำค่าของ Seath ที่กักเก็บพลังความเป็นอมตะเอาไว้ )

 

คำทำนายของผู้ถูกเลือก

            

                     หลายปีมาแล้วที่ Gwyn  ได้ต่อสู้กับเหล่าอสูรแห่ง Izalith และได้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก(แพ้) ประกอบกับปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น จึงทำให้เขาตัดสินใจเดินทางกลับมายังเมืองหลวง Anor Londo โดยก่อนที่จะเข้าเมืองเขาก็ได้สั่งการให้พวก Black Knight ออกไปตั่งแคมป์ให้ห่างไกลจากตัวเมือง เพราะต้องการปิดบังพวกชุดเกราะที่ถูกเพลิง Chaos เผาไหม้จนกลายเป็นสีดําสนิท อันเป็นเหมือนการย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้

( ภาพประกอบ : Black Knight คือกองทัพหลักที่ Gwyn ใช้ในการต่อสู้กับเหล่าอสูรเเห่ง Izalith ) 

เมื่อเข้ามาถึงยังวังหลวงสิ่งแรกที่ Gwyn คาดหวังก็คือการได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีระบุรุษจากบรรดาบุตรของตน แต่ก็ต้องพบว่ามีเพียงแค่ Gwyndolin และ Gwynevere เท่านั้นที่ออกมาต้อนรับเขา และเมื่อถามไถ่จนรู้เรื่องราวทั้งหมด Gwyn ก็ถึงกับควันออกหู โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอมอยู่ปกป้องเมืองหลวง Anor Londo อันเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหลายทั้งมวล อีกทั้งยังมีข่าวลือหน่าหูจากพวก Warrior of Sunlight ว่าโอรสคนแรกไปมีความเกี่ยวข้องกับลัทธิที่บูชามังกรนิรันดรอันเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับเทพเจ้า แต่ถึงจะโกรธเพียงใด Gwyn ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าลูกคนนี้นี่เเหละที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสืบทอดราชบัลลังก์ เขาจึงได้ออกคำสั่งให้ตามหาตัวโอรสคนเเรกเเละพากลับมายังเมืองหลวง Anor Londo เเต่ก็หาไม่เจอ…

( ภาพประกอบ : Ash Lake สุสานร้างของเหล่ามังกรนิรันดร ลือกัน
ว่าที่เเห่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โอรสคนเเรกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ) 

เรื่องที่เกิดขึ้นมันได้ทำให้ทั้งกายและใจของ Gwyn ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่สุดๆจนเรียกได้ว่าแทบจะหมดอาลัยตายอยากกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องทนเห็นอาณาจักร Lordran ของตนค่อยๆล้มสลายลง หรือบรรดาคนใกล้ชิดที่ทยอยกันตีตัวออกห่างจากเขา ด้วยความสิ้นหวังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงทำให้ Gwyn ได้ตัดสิ้นใจใช้วิธีสุดท้าย… วิธีซึ่งต้องแลกมาด้วยวิญญาณของตัวเองด้วยการอุทิศ Lord Soul หรือมหาดวงวิญญาณทวายเข้าเป็นเชื้อเพลิงเพื่อต่ออายุให้กับ The First Flame นั่นจะเป็นการยืดเวลาของยุคแห่งไฟออกไปสักพักซึ่ง Gwyn ก็รู้อยู่แก่ใจว่าวิธีแก้ปัญหาแบบนี้มันไม่มีทางยั่งยืน เขาจึงได้ลงมือวางแผนครั้งสุดท้าย แผนการที่จะกลายเป็น “บาปแรก” ที่วันหนึ่งจะนำความพินาศมาสู่โลกของเขาเสียเอง

Gwyn ได้เรียกตัวเหล่าบริวารทั้งหมดที่ยังคงภักดีต่อเขามาเข้าเฝ้าและหาลือในแผนการใหญ่ครั้งนี้ และหลังจากหาลืออยู่หลายวัน Gwyn ก็ได้แผนการที่มีชื่อว่า “ผู้ถูกเลือก” ขึ้นมา โดย Gwyn เริ่มจากให้นักบวชของ Way of White ออกป่าวประกาศไปทั่วทุกดินแดนว่าเขาจะเป็นผู้ที่เสียสละและยอมอุทิศ Lord Soul ภายในกายเป็นเชื้อเพลิงมอบแด่ The First Flame เพื่อช่วยโลกให้พ้นภัยจากความมืดมิด จากนั้นก็อุปโลกน์คำทำนายว่า “หากวันใดก็ตามที่ความมืดย่างกรายกลับคืนมา เมื่อถึงเวลาก็จะมีผู้ถูกเลือกทำหน้าที่ต่ออายุของ The First Flame เฉกเช่นที่ Gwyn เคยทำ” ซึ่งนี้จะถือเป็นการได้รับเกียรติที่สูงที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะมีได้ (ตอแหลสุดๆ…) แต่ประเด็นสำคัญก็คือการที่คนๆหนึ่งจะเป็นผู้ถูกเลือกได้นั้นจำเป็นจะต้องผ่านบททดสอบมากมาย และต่อให้กลายเป็นผู้ถูกเลือกได้แล้วคนๆนั้นก็ต้องไปตามล่า Lord Soul จากเหล่าบรรดา Lord ตนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่มดแห่ง Izalith และจ้าวแห่งความตาย Nito …. ยังไม่หมด! ผู้ที่ถูกเลือกจำเป็นจะต้องไปสังหาร Four Kings เพื่อช่วงชิงเศษเสี้ยว Lord Soul ของ Gwyn กลับคืนมา และยังไปต้องสังหาร Seath เพื่อเก็บเอาดวงวิญญาณของมังกรนิรันดรมาด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มพลัง Soul ของผู้ถูกเลือกให้แข็งแกร่งมากพอที่จะต่ออายุของ The First Flame ได้ 

อันที่จริงหากเราลองมาคิดดูดีๆ ก็จะเห็นว่ารายชื่อพวกนีัทั้งหมดถ้าไม่ใช่ศัตรูของ Gwyn ก็เป็นพวกหอกข้างแคร่ของเทพเจ้าทั้งนั้น สรุปง่ายๆก็คือ Gwyn หลอกใช้ผู้ถูกเลือกให้ไปกำจัดเสี้ยนหนามและศัตรูไปพร้อมๆกับต่ออายุของ The First Flame นั่นเอง

( ภาพประกอบ : Soul คือพลังวิญญาณที่จะทำให้ผู้ครอบครองเเข็งเเกร่งยิ่งขึ้น
ทำให้ในช่วงที่เศรษฐกิจล่มสลาย Soul จึงถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางการเเลกเปลี่ยนเเทนเหรียญกษาปณ์ )

                     หลังจากที่คำทำนายแพร่สะพัดออกไป เหล่าบรรดามนุษย์ที่เป็น Undead ก็ต่างกลับมามีหวังที่จะหลุดพ้นจากคำสาปนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ในทางกลับกันคำทำนายนี้ก็เหมือนกับบอกให้ศัตรูของ Gwyn เตรียมตัวรับมือศึกที่กำลังจะมาถึง ตัวอย่างเช่นพวกอสูรแห่ง Izalith ที่เมื่อรู้ถึงคำทำนายก็ได้ส่งเหล่าอสูรบางส่วนขึ้นไปบนผิวโลกเพื่อขัดขวางทุกคนที่ต้องการทำตามคำทำนายนี้ หรือจะเป็นเจ้าอสรพิษเจ้าเล่ห์ Kaathe ที่จ้องจะปั่นหัวผู้ถูกเลือกให้มีความคิดทรยศต่อเทพเจ้า ด้วยเหตุนี้ Gwyn จึงต้องทำให้มั่นใจว่าคนที่จะถือครอง Lord Soul และจะเข้าไปถึง The First Flame  ได้นั้นจะต้องเป็นคนที่เทพเจ้าไว้ใจและคัดสันมาแล้วเท่านั้น Gwyn จึงได้สร้างอุปกรณ์ทรงพลังชิ้นหนึ่งขึ้นที่เรียกว่า Lordvessel ซึ่งมันมีคุณสมบัติในการดึงพลังของ The First Flame ออกมาใช้งานได้สารพัดประโยชน์ เช่นใช้ในการสร้างม่านพลังวิเศษเพื่อปิดกั้นเส้นทางต่างๆได้ Gwyn จึงได้ใช้ความสามารถนี้สร้างม่านพลังขึ้นมาผนึกเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังรังของ Seath, Nito, และแม่มดแห่ง Izalith เอาไว้และมีเเต่คนที่เทพเจ้าเห็นว่าคู่ควรเท่านั้นที่จะได้รับ Lordvessel เพื่อใช้เป็นกุญแจปลดผนึกเส้นทางนั้นๆได้

( ภาพประกอบ : Lordvessel ยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อ Bonfire จากทุกสถานที่และทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกัน )

             เมื่อการเผยแพร่คำทำนายประสบความสำเร็จ Gwyn ก็ได้เรียกตัวบรรดาลูกๆที่เหลือเข้ามาสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย โดยเขาได้แต่งตั้งให้ลูกสาวคนโตอย่าง Gwynevere ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการชั่วคราวในระหว่างที่รอให้โอรสคนเเรกกลับมาปกครองดูแลเมืองหลวง Anor Londo แต่ถ้าหากโอรสคนเเรกยังคงดื้อดึงไม่ทำตาม Gwyn ก็อนุญาตให้ขับไล่ออกจากราชวงศ์ เรียกได้ว่าตัดพ่อตัดลูกกันไปเลย! ส่วน Gwyndolin เขาได้กำชับให้ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาผู้เป็นพี่สาวอยู่เบื้องหลัง เนื่องมาจาก Gwynevere ไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องการเมืองเท่าไรนัก เเ ส่วนด้านความมั่นคง Gwyn ก็ได้เรียกตัวเหล่า Silver Knight และทหารทั้งหมดให้กลับมาปกป้องเมืองหลวง Anor Londo

ช่วงเวลาอันหอมหวานในอำนาจของ Gwyn มันกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เขาได้นำกำลังเหล่า Black Knight ออกเดินทางไปยัง Kiln of the First Flame ซึ่งถูกสร้างโดย Lord ทั้งสามตนในสมัยที่ยังทำสงครามมังกรร่สมกันเพื่อกักเก็บพลังของ The First Flame เอาไว้ข้างใน เมื่อเข้ามาถึง Gwyn ก็ได้นั่งลงและจ้องมองกองไฟที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย กองไฟที่เคยมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขา  และวันนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะมอบกลับคืนให้กับมัน… บรรยากาศโดยรอบเริ่มค่อยๆเงียบสงัดลงพร้อมแสงไฟที่ค่อยๆหรี่ลงๆ ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพียงเพื่อเฝ้ารอการตัดสินใจของมหาเทพคนนี้ ทุกคนต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้าอันมืดมิดเเต่ปราศจากหมู่ดาว นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า The First Flame ได้ตายลงแล้ว! ทั่วโลกต่างเกิดความวุ่นวายขึ้น บ้างก็กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวบ้างก็ยอมรับชะตากรรมที่กำลังมาถึง การหายไปของแสงสว่างยังทำให้แม้แต่โอรสคนแรกก็ยังต้องปีนขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อเฝ้ามองแสงสุดท้ายที่กำลังจะลับหาย ณ ปลายขอบฟ้า แต่ฉับพลันอยู่ดีๆก็บังเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นแสงสว่างจากการระเบิดได้สาดส่องไปทั่วผืนปฐพีราวกับรุ่งสาง และเมื่อมองไปบนฝากฟ้าก็จะได้เห็นดวงตะวันลอยสุกสว่างตั้งตระหง่าน สิ่งมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้เพราะว่า Gwyn ยอมสละตัวเองให้กับ The First Flame เหล่าผู้คนที่เคยหวาดกลัวกลับลุกขึ้นและโห่ร้องยินดีพร้อมกับเอยสรรเสริญเทพเจ้า Gwyn ว่าเป็นผู้ช่วยให้โลกพ้นจากการล่มสลาย แต่ก็มีบางคนที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายในเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะต่างก็รู่ดีว่านี่มันเป็นแค่เรื่องหลอกลวงทั้งเพ!

( ภาพประกอบ : สภาพของ Kiln of The First Flame หลังจากที่ Gwyn อุทิศตัวเองให้กับไฟ )

                     การอุทิศตัวเองของ Gwyn ได้ทำให้วิญญาณของเขาถูกเผาไหม้จนสูญสลายไป และคงเหลือเอาไว้เพียงร่างกายที่ไร้สติคอยเดินวนเวียนไปมารอบ The First Flame ส่วนบริเวณโดยรอบต่างถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านจำมหาศาลล่องลอยไปตามท้องฟ้าและปกคลุมล้อมรอบ Kiln of The First Flame ด้านพวก Black Knight ที่ติดตามมาด้วยเมื่อเจ้านายไม่อยู่แล้วก็ต่างออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อเฝ้าระวังภัยจากภายนอกให้แก่เหล่าเทพเจ้า เหลือไว้ไม่กี่คนเพื่อเป็นบททดสอบสุดท้ายให้แก่ผู้ถูกเลือก

หลังจากที่โลกรอดพ้นวิกฤติมาได้แบบฉิวเฉียด เหล่าเทพเจ้าก็อวดอ้างความสำเร็จของ Gwyn และจัดพิธีศพอันยิ่งใหญ่ให้กับเขาด้วยการสร้างโลงศพเปล่าขนาดมหึมาเพื่อเป็นการแสดงถึงอำนาจบารมี จากนั้นยังได้ยกย่องให้ Gwyn กลายเป็น “ Lord of  Cinder ” หรือจ้าวแห่งปฐมเพลิงคนแรกของโลก ภายในพิธีศพมีผู้คนจากทั่วทุกดินแดนแห่แหนกันมาเข้าร่วมพิธีอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่ลูกอกตัญญูอย่างโอรสคนแรกก็ยังกลับมาร่วมพิธีศพเช่นกัน แต่พอ Gwynevere และ Gwyndolin พูดถึงเรื่องการสืบราชบัลลังก์เขาก็ได้เเต่อ้างว่ามีบางสิ่งที่สำคัญมากกว่าจะต้องไปทำเเละเเม้จะขอร้องมากเเค่ไหนแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาแต่ปฏิเสธลูกเดียว จนสุดท้าย Gwyndolin ทนไม่ไหวจึงหยิบเอาคำสั่งไม้ตายที่ Gwyn เคยให้ไว้ออกมาข่มขู่ผู้เป็นพี่ชาย เเต่โอรสคนแรกกลับตอบว่าเรื่องพวกนี้ไม่เคยอยู่ในหัวเขาเลย ราชบัลลังก์มันก็เป็นแค่ภาพมายาและเป็นการเเสดงออกถึงความดื้อรั้นในการรักษาอำนาจ ตัวเขาจะไม่ยอมแบกรับคำโกหกของผู้เป็นพ่ออย่างเด็ดขาด!

( ภาพประกอบ : ในภาพคืออาวุธที่ถูกร่ายด้วยเวทมนตร์ Sunlight Blade
ซึ่งโอรสคนเเรกได้ทิ้งเอาไว้เพื่อเป็นคำบอกลา Gwyn เป็นครั้งสุดท้าย )

ก่อนที่จะจากไปเขาก็ยังได้ทิ้งคำพูดสุดท้ายเพื่อเตือนสติน้องๆทั้งสองคน ว่าควรจะเลิกตามรอยโชคชะตาที่ผู้เป็นพ่อได้กำหนดเอาไว้ให้ จงอย่าได้เป็นเหมือนเขาที่เคยถูกฝังความคิดให้หลงเข่นฆ่าเหล่ามังกรนิรันดรแบบไม่มีเหตุผล เมื่อพูดจบเขาก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวง Anor Londo ทันทีและไม่เคยย้อนกลับมาเหยียบยังเมืองนี้อีกเลย  คำพูดที่เขาทิ้งไว้ดูเหมือนจะไปสะกิดใจ Gwynevere ให้เริ่มฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แต่สำหรับ Gwyndolin มันก็คือการทรยศต่อผู้เป็นพ่อ…ทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตัวเอง Gwyndolin จึงได้ออกคำสั่งผ่านพี่สาวให้ขับไล่เเละลบจารึกการมีตัวตนอยู่ของโอรสคนเเรกออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ส่วนพวก Warrior of Sunlight ซึ่งบูชาและนับถือโอรสคนแรกก็ถูกบังคับให้ละทิ้งความเชื่อ ส่วนพวกสิ่งของต่างๆที่เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของโอรสคนแรกก็ล้วนแต่ถูกทำลายจนหมดสิ้น บีบให้เหล่าสาวกต้องแอบบูชาอยู่ในเงามืดและเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ Nameless King ” หรือกษัตริย์ไร้นามเป็นข้อความลับเพื่อใช้กล่าวแทนชื่อของโอรสคนแรก

( ภาพประกอบ : ในอดีต ณ สถานที่เเห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งรูปปั้นของ Nameless King ให้กับเหล่าสาวกได้เคารพบูชา )

 

ยุคเเห่งไฟที่ไม่มีวันหวนคืน

                     หลังจากที่ Gwyn ได้เสียสละเพื่อให้แสงสว่างกลับคืนมาสู่โลกนี้อีกครั้ง ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับไม่ได้เป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาในตัวมนุษย์มีต่อเทพเจ้าซึ่งหากมองอย่างผิวเผินก็อาจจะดูเหมือนว่าเพิ่มขึ้นแต่ติดตรงที่สองในสามของผู้ที่ศรัทธาล้วนแต่เป็นคนที่อาศัยอยู่นอกดินแดน Lordran เกือบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เมืองหลวง Anor Londo ก็ยังคงไม่ปลอดภัยและอาจสามารถถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ เเละไหนจะการเสื่อมลงของอำนาจปกครองอีก เพราะในอดีต Gwyn จะคอยเข้าไปดูเเลเเละกำกับการปกครองทั้งหมดจะอย่างใกล้ชิดจนเรียกได้ว่าเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆเรื่อง ซึ่งข้อดีก็คือมันจะทำให้อาณาจักรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากวันใดวันหนึ่งที่คนสั่งการไม่อยู่แล้วละก็ฐานอำนาจก็จะเกิดความสั่นคลอนและพังลงได้อย่างง่ายดาย (ตัวอย่างเช่นตอนที่ Gwyn ออกไปสู้รบกับอสูรแห่ง Izalith จนเกิดความวุ่นวายภายใน) แม้แต่องค์กรใหญ่ๆอย่าง Way of White และ Silver Knight ก็ยังเริ่มแต่งตั้งให้มนุษย์เข้ามารับตำแหน่งระดับสูงในองค์กรเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่เหล่าทวยเทพที่มักจะวุ่นอยู่กับปัญหาความมั่นคงและต้องมานั่งเฟ้นหาผู้ถูกเลือกตามคำทำนายอีก(น่าปวดหัวจริงๆ)

( ภาพประกอบ : Andre คือมนุษย์ที่เป็น Undead จึงทำให้เขาสามารถทำในงานที่ตนเองรักไปได้ตลอดกาล )

ทางด้านสังคมของมนุษย์ เหล่า Undead ที่ก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้ร่ำร้องว่าอยากจะตายเพื่อให้หลุดพ้นจาก Curse of Undead เสียเหลือเกิน แต่พอเอาเข้าจริงๆเมื่อมนุษย์กลับมาตายได้อีกครั้งหนึ่ง คนเหล่านั้นกลับกลืนน้ำลายตัวเองและไม่ยอมตาย นั่นก็เพราะว่าการเป็น Undead ในยุคแห่งไฟจะทำให้ร่างกายจะไม่เข้าสู่ภาวะ Hollow อีกต่อไปเเละส่งผลให้พวก Undead สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้เรื่อยๆตามที่ต้องการ จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้มนุษย์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องการเมืองการปกครองอย่างช้าๆ เเม้เเต่ป้อมปราการหลายแห่งใน Lordran ที่ในอดีตเคยถูกใช้เพื่อสอดเเนมพฤติกรรมของเหล่ามนุษย์ มาตอนนี้กลับถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของมนุษย์ไปเสียแล้ว

( ภาพประกอบ : Undead Burg เป็นอีกหนึ่งที่ซึ่งถูกมนุษย์เข้ายึดครองหลังจากการเสื่อมอำนาจของเทพเจ้า )

ความเปลี่ยนเเปลงที่เกิดขึ้นใยังส่งผลให้เหล่าบรรดา Lords ตนอื่นๆเริ่มมีปฏิกิริยาและความเคลื่อนไหวขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นจ้าวแห่งความตาย Nito ที่แม้จะถูก Lordvessel ผนึกทางเข้าออกเอาไว้ก็ตาม แต่เขาก็ยังดั้นด้นหาวิธีจนสามารถส่งเหล่าสมุนบางส่วนออกมาได้ โดยสมุนพวกนี้จะเรียกตัวเองว่า Gravelord Servant หรือผู้รับใช้จ้าวแห่งความตายที่จะคอยออกตามล่าเหล่า Undead ที่พยายามโกงความตาย

( ภาพประกอบ : Eye of Death เป็นเครื่องรางที่เหล่า Gravelord Servant มักจะพกติดตัวกัน )

ส่วนทางด้านแม่มดแห่ง Izalith หลังจากถูกผนึกทางเข้าออกเอาไว้ นางก็ได้ถูกตัดขาดออกจากกองทัพอสูร ซึ่งในบรรดาพวกนั้นก็มีลูกสาวสองคนของนางนามว่า Quelaag และ Quelaan ที่ติดอยู่ภายใต้พื้นดินใกล้กับบริเวณทะเลสาบพิษ The Great Swamp และไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าไปยังนคร Izalith ได้ ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจนำเหล่าอสูรที่เหลืออยู่บุกเข้ายึดป้อมปราการร้างแห่งหนึ่งซึ่งใจกลางสถานที่นี้มีระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่ โดยมันเคยถูกใช้เพื่อเป็นสัญญาณเตือนถึงการรุกรานจากเหล่าอสูร

( ภาพประกอบ : ภายหลังระฆังนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบ
สำหรับผู้ถูกเลือกเเละจะถูกเรียกว่า Bell of Awakening )

หลังจากเข้ายึดป้อมปราการเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็ดำเนินการสะสมกองกำลังอสูรให้เพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าวิธีการเดิมๆอย่างการจับเอามนุษย์มาเปลี่ยนให้กลายเป็นอสูรนั่น กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอีกต่อไป เพราะในตอนนี้ The Great Swamp แทบจะไม่มีมนุษย์เดินทางผ่านเข้ามาอีกแล้วเเละยิ่งหลังจากที่ Gwyn ถอนกำลังรบออกไป ทะเลสาบพิษแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ต้องห้ามไปโดยปริยาย ดังนั้น Quelaan จึงใช้วิธีแบ่งเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของตัวเองและแปลเปลี่ยนมันออกมาเป็นไข่อสูรหลายร้อยใบที่รอวันฟักตัวออกมาเป็นกองทัพอสูร เพื่อเตรียมตัวสำหรับการมาเยือนของเหล่าผู้ถูกเลือกที่หมายมั่นจะช่วงชิงดวงวิญญาณ Lord Soul ของผู้เป็นมารดา เเต่เมื่อเวลาผ่านไข่หลายฟองของนางกลับค่อยๆตายลงตาม Soul ในร่างที่ค่อยๆน้อยลง ทำให้ Quelaan เลือกใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อว่านางจะดูดซับพิษร้ายออกจากร่างของใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบจากพิษใน The Great Swamp เพื่อหลอกล่อให้คนเหล่านั้นเข้ามายังรังของนางเเละจะถูกนำตัวไปกระทำการบางอย่างที่วิปริตยิ่งกว่าการกลายสภาพเป็นอสูร…

( ภาพประกอบ : เส้นทางที่ถูกผนึกเอาไว้ของนคร Izalith คนที่จะผ่านไปได้จะต้องเป็นคนที่เทพเจ้าเลือกมาเเล้วเท่านั้น )

                     ในยุคสมัยนี้ดูเหมือนว่าสายลมแห่งความเงียบสงบได้กำลังพัดผ่านโลกทั้งใบที่เหน็ดเหนื่อยล้าจากการมาถึงของยุคมืดเเละกลายเป็นช่วงเวลาฟ้าหลังฝนที่สงบสุขยาวนานนับพันปี หลายอารยธรรมก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่จนยิ่งใหญ่เเเละรุ่งเรือง และหลายอารยธรรมก็ล่มสลายหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นสัจธรรมไม่เปลี่ยนเเปลงก็คือ  “วันหนึ่งแสงแห่งเพลิงจะมอดดับลง และโลกจะคงเหลือไว้เพียงความมืดมิดชั่วนิรันดร์”

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

                     ก็จบกันไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานในเกม Dark Souls บทที่ 6 “ กำเนิดจ้าวแห่งปฐมเพลิง และยุคสมัยเเห่งการเสื่อมถอย ” ผมต้องขอบอกเลยว่าในบทนี้ผมพยายามที่จะขมวดปมต่างๆในเรื่องให้มากที่สุด เพื่อที่จะเร่งนำท่านผู้ชมเข้าสู่ยุคสมัยที่เป็นเหตุการณ์ในเกมให้เร็วที่สุด โดยยังคงไว้ซึ่งสาระที่สำคัญที่จำเป็นต้องทราบ 

เราทุกคนต่างก็เคยเห็นตัวละครนักวิทยาศาสตร์สติเฟืองใน Plot ของเกมยอดฮิตหลายๆเกม แต่รู้หรือไม่ว่ามันก็มีเค้าความเป็นจริงอยู่บ้างเล็กน้อย ตัวอย่างเช่นพวกยารักษาหรือผลิตภัณฑ์ทางเคมีต่างๆก่อนที่จะนำไปใช้กับมนุษย์ก็จะถูกนำทดสอบเพื่อหาผลข้างเคียงในสัตว์เสียก่อน (หนูทดลอง) เเถมในช่วงเวลาสงครามก็เคยมีการทดลองที่วิปริตสุดๆกับมนุษย์เช่นกัน…. เอาเป็นว่าในบทต่อไปเราจะมาดูกันว่าคำทำนายของผู้ถูกเลือกที่ Gwyn ทิ้งเอาไว้ จะไปได้ไกลแค่ไหนกัน

( ภาพประกอบ : เเผ่นหลังของผู้ถูกเลือกซึ่งจะเป็นผู้ที่เเบกรับคำโกหกของ Gwyn เอาไว้ )

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

นอกเรื่อง: มาดูบอสใหม่สุดโหดจาก Dark Souls (ขำๆ)

GameFever TH

ขา PC ยิ้ม! Dark Souls: Remastered หลุดใน Steam ก่อนขายจริงหนึ่งวัน!

GameFever TH

ผู้สร้าง Dark Soul ได้รับรางวัลสูงที่สุดในงาน Golden Joysticks

GameFever TH

Leave a Comment