บทความ

สรุปเนื้อเรื่อง Dark Soul ตำนานบทที่ 4 “ คำสาปแห่งความมืด กับอสูรใต้พิภพ “

สวัสดีครับทุกท่านเรากลับมาเจอกันอีกครั้งกับ บทที่สี่ของ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls จะว่าไปแล้วเราก็เดินทางกันมาไกลพอสมควรกับซีรี่ย์นี้ หากว่าใครอยากจะทบทวนเนื้อหา ก็มีลิงค์ด้านล่างสำหรับเข้าไปอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้เลย ส่วนคนที่เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของเกม Dark Souls บทที่สี่  “ คำสาปแห่งความมืด กับอสูรใต้พิภพ “

บทที่ 1บทที่ 2บทที่ 3 –

คำสาปของผู้ไม่ตาย

( ภาพประกอบ : The First Flame ที่เคยให้เเสงสว่างกับโลกใบนี้กำลังจะดับลงในไม่ช้า  )

             นับตั้งเเต่ The First Flame ได้มอบการมีชีวิตให้เเก่เหล่ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความโศกเศร้า ไม่ว่าจะเป็นสันติภาพหรือความวุ่นวาย ล้วนเเล้วเเต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันเป็นการย้ำเตือนว่าคนเรามีเวลาอยู่บนโลกอย่างจำกัดเเละต้องใช้ชีวิตนี้ให้มีค่ามากที่สุด เเต่เมื่อ The First Flame ได้อ่อนกำลังลงมันก็ทำให้โรคร้ายที่เรียกว่า Curse of Undead หรือคำสาปของผู้ไม่ตายปรากฏขึ้นมาบนโลก เเละเพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับ Curse of Undead ผมจะขอยกตัวอย่างเป็นนิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง

             กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็กๆทางตอนเหนือของดินเเดน Lordran มีชายขี้เมาอยู่คนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนเพื่อที่จะกลับบ้านของเขา แต่ด้วยความไม่ระมัดระวัง ชายขี้เมาสะดุดล้มลงกลางถนนเเละเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพราะจังหวะนั้นมีรถม้าวิ่งผ่านมาพอดี ทำให้เขาถูกล้อเกวียนทับเข้ากลางลำตัวจนเสียชีวิต ผู้คนแถวนั้นต่างเข้ามามุงดูอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วยความสลดใจ จนกระทั่งทหารประจำหมู่บ้านได้กำลังนำศพของชายขึ้เมาไปฝังยังสุสาน ทว่าเรื่องพิสดารก็เกิดขึ้น เพราะร่างที่แน่นิ่งไปแล้วของชายขี้เมากลับสะดุ้งขึ้นมาใหม่เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สร้างความตกใจให้กับทุกคนที่ได้พบเห็น เเต่ถึงเขาจะคืนชีพขึ้นมาใหม่ ทว่าร่างกายกลับเน่าเปื่อยราวกับเป็นศพ ชายคนนั้นได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน! ช่วยฉันด้วย! ใครก็ได้ช่วยที ” เขาวิ่งตรงเข้าไปหาผู้คนเพื่อขอความช่วยเหลือเเต่ด้วยรูปร่างที่เหมือนกับศพเดินได้ ทำให้ทุกคนก็ต่างวิ่งหนีแตกกระเจิง จนกระทั่งมีทหารกล้าคนหนึ่งได้นำเอาดาบเข้าไปตัดศีรษะของชายคนนั้นเสียจึงทำให้เหตุการณ์สงบลงได้ แต่อยู่ดีๆชายคนนั้นก็ฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาอีกครั้ง เเต่คราวนี้มีสภาพที่เน่าเฟะยิ่งกว่าเดิม แถมหัวที่ถูกตัดออกไปก็ยังสามารถร่ำร้องขอความช่วยเหลือได้ไม่หยุด ส่วนร่างที่ไร้หัวก็วิ่งวนไปมาทั่วหมู่บ้าน สร้างความควันผวาให้กับทุกคนที่ได้พบเห็น…นิทานเรื่องนี้อาจจะฟังดูแปลกๆแต่มันก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของ Dark Souls 

( ภาพประกอบ : เเม้ตายจนกลายเป็น Undead เเต่นิสัยก็ยังคงเหมือนกับตอนยังมีชีวิต  )

การมาของ Curse of Undead สร้างความโกลาหลให้กับทุกอาณาจักรบนโลกและมันยังมีแนวโน้มที่มันจะระบาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับดินแดน Lordran เเต่ Gwyn ก็ได้เตรียมพร้อมรับมือไว้อยู่แล้ว เขาได้มอบหมายให้ยักษาตนหนึ่งนาม Allfather Lloyd จัดตั้งศาสนา Way of White ขึ้นมา โดยสาวกของศาสนานี้จะประกอบไปด้วยพระนักบวชที่ใช้เวทมนต์ Miracle และพวก Paladin ที่เป็นเหมือนนักรบ คำสอนของ Way of White มีอยู่ไม่กี่อย่างโดยสรุปเป็นใจความได้ว่า “ จงทำตามที่พระเจ้าประสงค์เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีและถูกต้อง “ แม้มันจะเป็นคำสอนที่ฟังดูแปลกๆแต่ก็มีผู้คนมากมายที่ยอมรับ เพราะคิดว่า Way of White จะปกป้องให้ตนพ้นจาก Curse of Undead ได้

( ภาพประกอบ : สัญลักษณ์ของศาสนา Way of White  )

Way of White ได้ส่งคำเชื้อเชิญไปยังเหล่านักปราชญ์ทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้มาประชุมเเละเฟ้นหาวิธีในการจัดการกับมนุษย์ที่กลายเป็น Undead โดยหนึ่งในนักปราชญ์คนหนึ่งมีนามว่า Ludleth ที่มีความเชี่ยวชาญในการเปลี่ยนแปลง Soul หรือพลังวิญญาณให้กลายเป็นวัตถุต่างๆได้ ( ในเวลาต่อมา Ludleth จะได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยโลกจากความมืด ) ซึ่งเหล่านักปราชญ์ทั้งหลายได้วิเคราะห์ว่า Curse of Undead มีสาเหตุมาจาก Humanity  อันเป็นพลังงานมีอยู่ในตัวของมนุษย์เท่านั้น ทุกครั้งที่มนุษย์สิ้นชีพ Humanity ในตัวก็จะค่อยๆหายไปเเละร่วมไปถึงร่างกายก็จะเน่าเปื่อยลงไปตาม ถ้าหากว่าเริ่มตายบ่อยครั้งเข้าก็จะสูญเสียความทรงจำไปทีละนิดๆจนท้ายที่สุดจะเข้าสู่ภาวะ Hollow อันเป็นภาวะที่ Undead ได้สูญเสียสติปัญญาไปโดยสมบูรณ์และจะมีพฤติกรรมที่ทำสิ่งเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา เเต่หากถูกรบกวนก็จะเข้าทำร้ายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทันที ทว่าก็ภาวะ Hollow นี่แหละที่ Undead จะสามารถตายได้จริงๆ 

( ภาพประกอบ : พฤติกรรมของ Hollow เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ เดียวก็หวาดกลัวเดียวก็เกรี้ยวกราด )

ปัญหาติดอยู่ตรงที่การจะฆ่า Undead ให้เข้าสู่ภาวะ Hollow ได้นั้น จะมีจำนวนครั้งที่ไม่แน่นอนเเตกต่างกัน บางตนก็ตาย 10 ครั้ง, บางตนก็เป็นร้อย, เเละโดยเฉพาะพวกที่มีแรงจูงใจให้อยู่ต่อที่แม้จะถูกฆ่าตายนับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสู่ภาวะ Hollow เสียที  ทำให้ Way of White ต้องเริ่มมองหาหนทางอื่น โดยในระหว่างที่การทดลองกำลังดำเนินไป ก็มีเหตุทะเลาะวิวาทและฆ่ากันตายของ Undead สองตน แต่คนที่ชนะกลับดูซับ Humanity ของคนที่ตายไปโดยบังเอิญ ทำให้ร่างกายกลับมามีสภาพดูดีเหมือนตอนยังมีชีวิต แต่ก็เป็นเเค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นไม่ใช่การรักษาที่เเท้จริงเพราะหากว่าตายอีกครั้งก็จะกลับไปเป็น Undead เหมือนเดิม

มาถึงจุดนี้ Way of White ก็รู้แล้วว่าตราบใดที่ The First Flame ยังอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ Curse of Undead ก็จะเป็นชะตากรรมของมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการใช้ประโยชน์จากความเป็น Undead ให้มากที่สุด โดย Way of White ได้เผยแพร่คำสอนที่ว่า “ มันผู้ใดที่เป็น Undead มันผู้นั้นคือคนบาปเเละวิธีเดียวที่จะไถ่บาปได้ก็คือต้องถวายตัวรับใช้เทพเจ้าไปชั่วชีวิตจนกว่าจะ Hollow  ” ซึ่งมันเป็นการโกหกเพื่อหลอกใช้ Undead นั่นเอง… มินำซ้ำ Gwyn ยังได้ใช้เวทมนต์สร้าง Dark Sign ซึ่งเคยถูกใช้กับเหล่า Ringed Knight มาก่อน ตีตราใส่ Dark Soul ในตัวมนุษย์ของทุกผู้ทุกนางเเละผูกเข้ากับ Bonfire ที่เป็นเหมือนท่อส่งพลังงานของ The First Flame 

( ภาพประกอบ : Bonfire ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบเหล่า Undead )

Bonfire ทำหน้าที่เป็นเหมือนจุดเกิดใหม่ของ Undead ซึ่งตายลงในบริเวณใกล้เคียง เเละไฟของมันสามารถรักษาบาดแผลให้กับเหล่า Undead ได้อีกด้วย โดย Bonfire แต่ละที่จะมี Fire Keeper คอยประจำการอยู่ เเละทำหน้าที่ยุยงให้พวก Undead ทำตามความประสงค์ของเทพเจ้า ( หลอกใช้มนุษย์อีกแล้ว! ) ซึ่ง Fire Keeper ทั้งหมดจะต้องเป็นเพศหญิงเเละมักจะมีร่างกายที่พิกลพิการหรือไม่ก็ป่วยเป็นโรคร้าย

( ภาพประกอบด้านซ้าย : Fire Keep นาม Anastacia ที่ถูกตัดลิ้นออกไป )

( ภาพประกอบด้านขวา : Fire Keep ที่ถูกเรียกว่า Lady of the Darkling นางสวมใส่ชุดเกราะเพื่อปิดบังโรคผิวหนังร้ายเเรง)

Way of White สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ Curse of Undead ได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ Gwyn ก็ยังไม่สามารถวางใจได้อย่างสนิท เพราะ Fire Keeper คนแรกของโลกได้ทำว่า The First Flame จะต้องดับสนิทลงอย่างแน่นอนมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำหรับ Gwyn มันเป็นการตอกย้ำความกลัวในจิตใจของเข้าไปอีก แต่ในขณะที่เขากำลังปวดหัวอยู่กับเรื่องของ The First Flame ก็มีข่าวลือมาจากใต้พิภพ ว่าแม่มดแห่ง Izalith ได้ประดิษฐ์ Chaos Flame ที่สามารถใช้ทดแทน The First Flame ขึ้นมาได้!

สงครามอสูรใต้พิภพ 

นับเป็นเวลาหลายร้อยปีที่ Lord ทั้งสามของโลกใบใหม่ อย่าง Gwyn, Nito, และแม่มดแห่ง Izalith แทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือติดต่อกันเลย จะมีก็เเค่พวกพ่อค้ามนุษย์ที่นานๆจึงจะเดินทางเข้าไป ทว่าช่วงพักหลังมานี้ ณ บึงพิษ Great Swarm ที่เคยเป็นทางลัดเข้าสู่ใจกลางนคร Izalith กลับถูกเหล่าอสูรจำนวนมากปิดกั้นเส้นทางเอาไว้ ทำให้ไม่มีใครกล้าผ่านมาทางนี้อีกยกเว้นพวกผู้ใช้ไฟ Pyromancer ที่ยังอาศัยอยู่ในบึงพิษ Great Swarm ที่คอยบอกเล่าเรื่องราวของนคร Izalith ให้กับบุคคลภายนอกได้รับรู้

( ภาพประกอบ : บึงพิษ Great Swarm ที่อยู่ด้านล่างของ Blighttown  )

เรื่องราวที่ว่าแม่มดแห่ง Izalith สามารถสร้าง Chaos Flame ได้สำเร็จ ได้ลอยไปเข้าหูของ Gwyn ที่ในขณะนั้นพร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไม่ให้ยุคแห่งเพลิง ต้องถึงการอวสาน แต่มีหรือที่แม่มดแห่ง Izalith จะยอมมอบ Chaos Flame ให้ง่ายๆ เพราะกว่าจะสร้างขึ้นมาได้นางก็ต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปเหมือนกัน Gwyn จึงได้สั่งให้รวบรวมกำลังพล Silver Knight และขุนพลเกือบทั้งหมดที่มี ให้เตรียมพร้อมทำสงครามกับนคร Izalith โดยเหลือกองกำลังไว้ปกป้องเมือง Anor Londo เพียงเเค่หยิบมือ ส่วนในเรื่องของ Curse of Undead Gwyn ก็ได้มอบหมายให้ Way of White จัดได้ตามสมควร ในขณะที่กองทัพของเขากำลังจะเดินทางออกจากป้อมปราการ Sen’s Fortress Gwyn ก็สังเกตเห็นว่าโอรสคนแรกของเขาที่ปกติจะออกเดินนำหน้าเหล่ากองทหารเสมอกลับหายหน้าไป Gwyn จึงได้เรียกตัวโอรสคนแรกของเขา เข้ามาถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ความว่าโอรสคนแรกของ Gwyn ทราบถึงคำทำนายที่ The First Flame ก็จะต้องดับลงอย่างเเน่นอน เขาจึงคิดว่าสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดไม่ใช่การหอบเอากองทัพไปรุกรานเพื่อนบ้าน แต่ควรเป็นการยอมรับและเรียนรู้ เพื่อที่จะอยู่ในยุคที่ปราศจาก The First Flame ต่างหาก

( ภาพประกอบ : Sen’s Fortress ปราการหน้าด่านของเมือง Anor Londo )

เมื่อได้ยินดังนั้น Gwyn ก็ของขึ้นทันทีด่าเจ้าลูกชายคนโตยกใหญ่ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามานั่งอบรมเเละเเก้ไขปัญหาในครอบครัวอีกเเล้ว Gwyn จึงได้ถามเจ้าลูกชายคนโตเป็นครั้งสุดท้ายว่าจะยอมไปรบให้กับเขาหรือไม่ แต่โอรสคนเเรกก็ยังยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่ไปแน่นอน เรื่องนี้ทำให้ Gwyn ไม่พอใจเอามากๆเเต่เพื่อไม่ให้ผู้คนสงสัย Gwyn จึงได้ออกแถลงการณ์ว่าตนจะเป็นคนนำทัพไปสู้รบด้วยตัวเอง เเละได้แต่งตั้งโอรสคนแรกให้กลายเป็นราชาคอยทำหน้าที่ดูแลเมืองหลวง Anor Londo ในยามที่เขาไม่อยู่ซึ่งก็เป็นหน้าที่ๆสำคัญไม่เเพ้กัน แต่นั่นมันก็เป็นเเค่การแต่งตั้งแค่ในนามเท่านั้น เป็นการกลบเกลื่อนเรื่องที่เจ้าโอรสตนโตไม่ยอมไปออกรบในสงคราม ส่วนคนที่ได้รับหน้าที่ดูแลเมืองจริงๆก็คือ  Gwyndolin ซึ่งเป็นโอรสคนสุดท้อง 

( ภาพประกอบด้านซ้าย : Taurus Demon อสูรตัวยักษ์ที่เอากระดูกของอสูรด้วยกันมาทำเป็นอาวุธ )

( ภาพประกอบด้านขวา : Capra Demon คืออสูรที่กลายร่างมาจากมนุษย์  )

ทางด้านแม่มดแห่ง Izalith นางเองก็มีกองทัพอสูรเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้วเหมือนกัน เเต่นางก็มีความได้เปรียบจากพลังอันร้อนแรงของ Chaos Flame เข้ามาช่วยเหลือในการต่อสู้ ทำให้แม้แต่ชุดเกราะของพวก Silver Knight ที่ทนทานต่อไฟของมังกรก็ยังถูกเพลิง Chaos เผาไหม้เสียจนกลายเป็นสีดำสนิทจนถูกเรียกว่า Black Knight เเทน แต่ก็ใช่ว่าอสูรทุกตนจะอยู่ข้างเดียวกับแม่มดแห่ง Izalith เพราะมีอสูรบางตนถูกบังคับหรือทำให้กลายร่างโดยไม่เต็มใจพวกมันจึงได้แปรพักตร์ไปเข้ากับ Gwyn เเทน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กองทัพของ Gwyn ได้เปรียบขึ้นมาเลยสักนิด 

จะว่าไปเเล้วกองทัพ Silver Knight ของ Gwyn อาจจะดูน่าเกรงขามในสายตาของมวลมนุษย์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดา Lord ด้วยกันเอง กองทัพของเขาก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมาย เเถมที่ชนะสงครามกับเหล่ามังกรนิรันดรมาได้ ก็เพราะพึ่งพาพลังของคนอื่นทั้งนั้น…

( ภาพประกอบ :สงครามอสูรครั้งที่หนึ่งได้ให้กำเนิดเหล่า Black Knight ขึ้นมา  )

กบฏทมิฬ

             ทางด้านเมือง Anor Londo ที่ตอนนี้ไม่มี Gwyn อยู่เเล้ว มันจึงเป็นโอกาสอันดีให้ Velka ผู้เป็นพระชายาได้ดำเนินเเผนการล้างเเค้น Gwyn ผู้เป็นพระสวามี โดย Velka ได้ส่ง Havel The Rock ซึ่งเป็นสหายเก่าของโอรสคนแรกตั้งเเต่ครั้งที่ยังสู้รบกับเหล่ามังกร แต่ปัจจุบัน Havelได้ดำรงตำเเหน่งเป็นพระนักรบระดับสูงอยู่ใน Way of White เมื่อทั้งสองเจอกันต่างก็ยินดีเป็นอย่างมากเเละได้นั่งคุยปรับทุกข์กันตามประสาเพื่อนเก่า จนกระทั้ง Havel ได้เริ่มถามถึงเรื่องการเมืองภายใน Anor Londo และสถานที่ลับภายในวังหลวงเช่นพวกประตูลับหรือห้องใต้ดิน โดยก่อนที่โอรสคนแรกจะเริ่มสงสัยในตัวสหายเก่าคนนี้ Havel ก็รีบเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาทันที โดยเขาได้แนะนำว่าโอรสคนแรกควรจะออกเดินทางตามหาจุดมุ่งหมายของตนเอง ดีกว่าจะอยู่เป็นหัวโขนในเมืองหลวงแบบนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าคำแนะนำของ Havel จะสัมฤทธิ์ผล… โดยเรื่องนี้มันคือแผนการของ Velka  ที่จะตัดกำลังป้องกันของเมือง Anor Londo ออกไป เพราะนางประสงค์จะให้เกิดการก่อกบฏของเหล่ามนุษย์ขึ้น เพื้อให้ Gwyn ได้เห็นอาณาจักรที่เขารักนักรักหนาแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ และอีกอย่างก็คือการสังหารเจ้ามังกรวิปลาส Seath! ส่วนบรรดาเทพเจ้าที่เป็นบุตรของ Velka ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรง ด้วยเพราะว่าแต่ละพระองค์ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่ามนุษย์อยู่เเล้ว

( ภาพประกอบ : Dark Ember ที่ใช้เพิ่มพลังความมืดให้กับอาวุธเพื่อต่อกรกับเทพเจ้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เพื่อการกบฏ  )

นับตั้งแต่ Gwyndolin ได้ถือกำเนิดขึ้นมา Velka ก็ไม่ได้ทำตัวนิ่งเฉยอย่างที่ Gwyn คิด แต่นางได้ส่งลูกสมุนเเฝงตัวเข้าไปอยู่ตามองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Silver Knight, Way of White หรือเเม้เเต่หน่วยลับอย่าง Darkmoon Blade ที่จะคอยตามล่าบุคคลที่กระทำความผิดบาปต่อพระเจ้า เเละเท่านั้นยังพอ Velka ยังเผยแผ่แนวคิดในดินแดน Lordran อย่างลับๆ ว่า Gwyn นั้นหลอกใช้มนุษย์เพื่ออำนาจของตน โดยเมืองที่ตอบรับแนวคิดนี้มากที่สุดเห็นจะเป็นเมือง New Londo เพราะว่าประชาชนของเมืองนี้รู้ถึงการทดลองประหลาดๆของ Seath เป็นอย่างดี 

แต่ถึงจะวางแผนมาดียังไงจำนวนคนของ Velka ก็ยังเป็นรองกองทัพของ  Gwyn อยู่ดี จนกระทั่งการมาของ Curse of Undead ที่ช่างมาได้เวลาประจวบเหมาะเสียเหลื่อเกิน เพราะหากว่าลูกสมุนของนางกลายเป็น Undead การถูกฆ่าตายก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาสู้รบใหม่ได้เรื่อยๆ ประกอบกับการที่ Gwyn จะต้องแบ่งกองกำลังออกเป็นหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังพระนักรบที่ต้องออกเดินทางไปจัดการกับพวก Hollow ในต่างแดน และยังต้องแบ่งกองทัพไปสู้กับเหล่าอสูรแห่ง Izalith อีก มันทำให้การป้องกันของเมือง  Anor Londo หละหลวมยิ่งมากขึ้น ส่วนด้านยุทโธปกรณ์ Harvel ก็รับหน้าที่เป็นคนจัดหามาให้ ซึ่งสำหรับคนที่มีเส้นสายอยู่เยอะอย่างเขามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เรียกได้ว่าถ้าไม่ก่อกบฏตอนนี้ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

( ภาพประกอบ : ชุดเกราะของกองกำลัง Havel The Rock  )

แต่เพื่อความไม่ประมาท Velka จึงได้ส่งมือดีหลายคนของนางเข้าไปขโมย Rite of Kindling จาก Nito ซึ่งมันมีคุณสมบัติในการสร้างของเหลวที่เรียกว่า Estus ในปริมาณมาก เพื่อใช้สำหรับการรักษาบาดแผลของ Undead ในระหว่างการต่อสู้ ( เรียกง่ายๆก็คือไม่ต้องกลับจุดเซฟนั่นเอง ) โดยปฏิบัติการครั้งนี้จะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะกลุ่ม Way of White ก็ได้ส่งคนมาเฝ้าระวัง Nito อยู่เเล้วเหมือนกันเพราะก็ต้องการ Rite of Kindling ไปใช้กับ Undead ของฝ่ายตน 

คณะเดินทางของ Velka ได้ลงไปยัง Tomb of Giants หรือสุสานของเหล่ายักษาที่แสนจะอันตราย เเละมืดมิด เเม้ว่า Nito จะไม่มีกองทัพเหมือนกับ Lord คนอื่น เเต่เขาก็สามารถปลุกซากศพที่มีอยู่มากมายให้ขึ้นมาสังหารเหล่าผู้บุกรุกได้ง่ายๆ แต่คนที่ Velka ส่งไปก็ใช่ว่าจะไร้ฝีมือเเถมยังใช้เล่ห์กลจนขโมย  Rite of Kindling จาก Nito มาได้ เหลืออุปสรรคเเค่อย่างเดียวนั่นก็คือต้องวิ่งหนีฝ่ากองทัพผีดิบออกมาให้ได้เท่านั้นเอง โดยในระหว่างที่ทำการหนีก็สูญเสียสมาชิกไปหลายคน ส่วนบรรดาคนที่วิ่งหนีมาถึงปากทางถ้ำก็ต้องพบกับลูกสมุนของ Nito นามว่า Pinwheel ที่ได้ทำการปิดตายถ้ำเอาไว้เเล้ว

( ภาพประกอบ : ซากศพของหนึ่งในลูกสมุนของ Velka ภายใน Tomb of Giants )

ในท้ายที่ภาระกิจของ Velka ก็ทำไม่สำเร็จ พวกเขาไม่สามารถที่จะนำ Rite of Kindling ออกมาได้ แต่ที่เเย่ไปกว่านั้นก็คือคนที่เหลือรอดกลับถูก Way of White จับตัวได้และถูกเค้นความจริงจนแผนการก่อกบฏความแตกจนได้  นำไปสู่การจับกุมครั้งใหญ่ใน Lordran พวกกองทหาร Silver Knight ออกลาดตระเวนตามเมืองต่างๆของมนุษย์เพื่อจับตัวผู้ต้องสงสัยที่อาจจะมีส่วนร่วมในการกบฏครั้งนี้ เเต่ถึงแม้แผนการก่อกบฏจะได้ถูกทำลายลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีสมาชิกบางคนเลือกที่จะสวมเกราะออกไปสู้รบ จนกลายเป็นเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในดินแดน Lordran ส่วนตัวการอย่าง Velka และ Havel ก็หายสาบสูญไปไร้ร่องลอย 

( ภาพประกอบ : หนึ่งในกบฏที่ถูกเพื่อนซึ่งเป็น Silver Knight ขังเอาไว้ไม่ให้ไปร่วมการจลาจล )

เมื่อ Gwyn ที่อยู่ในแนวหน้าได้ทราบถึงข่าวการกบฏก็ร้อนใจยิ่งนัก แต่ก็ยังกลับไปไม่ได้เพราะยังติดพันการสู้รบกับเหล่าอสูรอยู่ เขาจึงได้ถ่ายทอดคำสั่งให้เนรเทศบรรดาผู้มีส่วนร่วมในการก่อกบฏทั้งหมดไปยัง Painted World of Ariamis ที่เป็นมิติคู่ขนาน โดยสร้างไว้เพื่อคุมขังเหล่าเทพเจ้านอกรีตโดยเฉพาะ เเละมีทางเข้าออกเป็นภาพวาดที่เป็นประตูมิติเชื่อมต่อสองโลกเอาไว้ด้วยกัน

( ภาพประกอบ : ภาพวาดที่เป็นประตูมิติสู่ Painted World of Ariamis )

แม้แผนการของ Velka จะล้มเหลวลงไป แต่ก็มี Primordial Serpent ตนหนึ่งที่จะสานต่อสิ่งที่นางเริ่มเอาไว้ นามของมันก็คือ ผู้เฝ้ามองจากความมืด Kaathe 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับบทที่สี่  “ คำสาปแห่งความมืด กับอสูรใต้พิภพ “ เป็นบทที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยละ และเนื้อหาในบทนี้ก็มีเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกเเห่งความจริงอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่น Way of White ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของยุโรป ที่มีการสร้างความเชื่อให้ผู้คนอาสาไปรบในสงครามครูเสด ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ส. 1095 – 1192 ซึ่งมีโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า หากใครอาสาไปรบเพื่อศาสนาก็จะช่วยล้างบาปที่เคยทำไว้ได้

( ภาพประกอบ : ภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวในสงครามครูเสด

โดย Domenico Paradisi ที่มีชีวิตระหว่าง ค.ส.1689–1721)

ส่วน Painted World of Ariamis เดิมทีผู้พัฒนาเกมได้สร้างมาเพื่อนำเอาพวก Cut Content ที่ไม่ได้ใช้งานเเต่ยังรู้สึกว่าน่าสนใจ เอามาใส่ไว้ข้างในนี้ เราจึงจะเจอทั้งพวกศัตรูที่เเปลกๆและ Item ที่เหมือนจะมาจากหลายสถานที่อยู่เต็มไปหมด

ในบทต่อไปเราจะมาพูดถึงวีรกรรมของอัศวินหมาป่าผู้ท่องไปในความมืด เเละนครสีทองที่จะดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด…

บทความเขียนโดย: thong baithong

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ให้เกมพาไป : เราต้อง ‘เข้าใจ’ เนื้อเรื่องเกมหรือไม่จึงจะสนุก?

Fullscape

สรุปเนื้อเรื่อง Dark Souls กับ Lore และ ตำนานภายในเกมบทที่ 3

Lazefatboy

บทสรุป Dark Souls ตำนานของเกมบทที่ 5 “อสูรทมิฬ กับอัศวินเขี้ยวหมาป่า ”

m.r.lionman

Leave a Comment