นอกเรื่อง บทความ

Reload Symdrome -เกม Shooting ที่เล่นมา พาชีวิต ไปติด “R”

สำหรับเกมแนวยิงหรือแนว Shooting ไม่ว่าจะเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งหรือมุมมองบุคคลที่สามก็ตามแต่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งแนวเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อย่างเกมที่มีรายการ eSport ใหญ่ๆ ที่มีการแข่งขันทุกปีอย่าง CS:GO หรือเกมแนวยิงที่กำลังมาแรงและลุ้นระทึกตลอดเวลาอย่าง Rainbow six: Siege หรือเกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่สามที่มีเนื้อหาเข้มข้นในขณะนี้อย่าง the Division 2 ไม่ว่าจะเป็นเกมแนวยิงแบบไหน หัวใจหลักของเกมนี้เลยคือจังหวะและความแม่นยำ อาจจะไม่จำเป็นต้องมีทักษะเรื่องประสาทสัมผัสที่ต้องไวก็ได้ ขอเพียงรู้จังหวะของเกมดีๆ ก็สามารถเล่นได้อย่างสนุกสนานเช่นกัน เพียงแต่อาจจะเรียนรู้กับเกมนั้นๆ ว่า เกมนี้เป็นเกมเร็วหรือเป็นเกมช้า

แต่ทว่าก็มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นเกมแนวนี้หลายคนหัวร้อนเพราะความตั้งใจก็ดีหรือไม่ได้ตั้งใจก็ดีนั้นก็คือการกดเติมกระสุนที่ปุ่ม R หรือรีโหลดแม็กกาซีนโดยไม่จำเป็นอย่างเช่น แค่ยิงใส่ศัตรูไปนัดสองนัดเพียงแค่ยิงขู่หรือยิงหลอกๆ แล้วกดเปลี่ยนกระสุนทันที แต่ระหว่างเปลีย่นกระสุนนั้นศัตรูก็อ้อมมายิงเราตายเสียแบบนั้น

แน่นอนว่าต่างประเทศนิยามอาการเหล่านี้ว่า Compulsive Reloading Syndrome หรือเรียกสั้นๆว่า Reload Syndrome ซึ่งเป็นอาการของผู้เล่นติดกดรีโหลดเปลี่ยนกระสุนแบบไม่รู้ตัวเพื่อให้ซองกระสุนปืนมีกระสุนให้เต็มอยู่ตลอดเวลานั้นเอง เพราะเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าซองกระสุนของเรามีกระสุนอยู่ไม่เต็ม แม้จะยิงไปนัดเดียว แต่มันก็รู้สึกหงุดหงิด ตะขิดตะขวงใจ อยากยัดให้มันเต็มเสียเหลือเกิน

แต่ไม่ต้องกังวลหรือกลัวว่ามันจะเป็นโรคร้ายแรงอะไรแบบนั้น มันเป็นอาการขำๆ ที่ชาวเกมตั้งกันขึ้นมาต่างหาก โดยจุดเริ่มต้นแท้จริงที่มาของ Reload Syndrome นั้นมีมาตั้งแต่เกมแนว Shooting ที่เน้นความเป็น Tactical ยุค 90s’ สมัยพวกเรายังวัยละอ่อนอย่าง Counter-Strike เลยนู้น ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีคือผู้เล่นจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือผู้ก่อการร้ายและทีมต่อต้านการก่อการร้าย ( โจรกับตำรวจที่เราเรียกติดปากนั้นแหละ ) ต้องอาศัยจังหวะ เทคนิคต่างๆ และความเป็นทีมอย่างมากในการชนะ ซึ่งการ Reload หรือการเปลี่ยนกระสุนนั้นเป็นอะไรที่อันตรายมาก เพราะมันมีอนิเมชั่นการเติมกระสุนเข้าไป นั้นหมายความว่าหากไม่ได้อยู่ที่กำบัง เราจะเหมือนเป็นเป้าซ้อมยิงในขณะนั้นเพราะไม่สามารถตอบโต้ได้นั้นเอง ทว่ามันก็ยังไม่ถูกนิยามเป็นจริงเป็นจัง เพราะไม่ได้ส่งผลต่อเกมมากนักเนื่องจากตัวเกมนั้นค่อนข้างช้าทำให้มีเวลามากพอที่จะเปลี่ยนกระสุนให้พร้อมยิงได้ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นจุดแรกเริ่มของ Reload Syndrome

ส่วนคำว่า Reload Syndrome ถูกนิยามจริงๆ หรือมีการพูดถึงครั้งแรกในเกม Call of Duty 4: Modern Warfare ซึ่งเกมนี้เป็นเกมแนว FPS ที่รวดเร็วและว่องไวมากในโหมด Multiplayer การยิงแต่ละทีแป๊บเดียวกระสุนก็หมดแล้ว แถมโดนยิงสัก 3-4 นัดก็ตายเอาง่ายๆ ที่สำคัญมี Perk ที่ช่วยให้เราเติมกระสุนได้ไวขึ้นและพร้อมยิงได้เกือบจะทันที ทำให้คนที่เล่นเกม Call of Duty ภาคนี้เริ่มติดการกดปุ่ม R เพื่อเติมกระสุนให้พร้อมอยู่เสมอเพราะ Reload ไวนั้นเอง

แต่การ Reload ไวในเกมนั้นเป็นประโยชน์ก็จริง แต่มันก็สร้างทักษะและนิสัยเสียให้กับใครหลายๆ คนด้วย เพราะ Reload หรือเติมกระสุนแค่เสี้ยววิ ก็ถูกยิงสวนตายด้วยเช่นกัน…ก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เกม Call of Duty มันเกมไว ยิงกระสุนออกไป 2-3 นัด ฆ่าศัตรูได้หนึ่งตัว กด Reload เสียแล้ว หากอยู่ในที่กำบังหรืออยู่หลังเพื่อนก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเราอยู่ที่โล่งแล้วจู่ๆ ก็กดเติมกระสุนทั้งที่จำนวนกระสุนนั้นเหลือเพื่อให้ต่อสู้ได้ เราอาจจะถูกยิงตายไม่รู้ตัวหรือป้องกันตัวไม่ได้ ต่อให้รู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้ว ทำให้ผู้เล่นหลายคนก็หัวร้อนตามๆ กันและมีการนิยามคำนี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการนิยามเล่นๆ แต่มันก็เป็นปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

และปัจจุบันมันก็ส่งผลต่อพฤติกรรมการเล่นกับเกมแนว FPS ยุคใหม่ที่ต้องชิงจังหวะและพึ่งพาสิ่งรอบตัวสูงมากอย่าง Rainbow Six: Siege โดยจะขอยกตัวอย่างจากการเล่นเกมเพื่อนให้ฟัง

ในด่าน Tower นั้นเราเล่นเป็นฝ่ายตั้งรับโหมด Secue Area ทีมของเราตายหมดแล้วเหลือเพื่อนคนสุดท้ายที่เล่น Mozzie พร้อมกับปืน RO635 บนมือของเขา กำลังดวลปืนกับศัตรูที่เล่น Ash แบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งเวลาในเกมกำลังจะหมดลงภายในอีก 10 วินาทีสุดท้าย แน่นอนว่ามันต้องบีบบังคับให้ศัตรูเข้ามาหาอยู่แล้ว เพื่อนก็พยายามถูกเวลาให้มากที่สุดด้วยการยิงขู่ไป 4 นัด แต่ดันพลาดที่เขาไปกดเติมกระสุน ซึ่งจังหวะเดียวกับ Ash ที่วิ่งเข้ามาเพราะได้ยิงเสียงปืนและเสียงรีโหลด พร้อมกับยิงสวนใส่เพื่อนเราตายทันที ทำให้เกมนั้นเราแพ้ไปและเขาก็แอบหัวร้อนเสียด้วย…จริงอยู่ ปืน RO635 ของ Mozzie นั้นมีกระสุนแค่ 25 นัด ลั่นขู่ไป 4 นัดเหลือ 21 นัด แต่ 21 นัดมันก็เพียงพอที่จะต่อสู้กับ Ash แบบ 1 ต่อ 1 ได้อยู่แล้ว แต่ดันติดนิสัยกดเติมกระสุนทำให้แพ้ไปอย่างน่าเสียดาย

หรืออย่างกรณีหนึ่งที่เล่น the Division 2 มาแล้วลง Raid Boss ซึ่งปืนปกติการเติมกระสุนไม่ค่อยมีปัญหานักเพราะมันเป็นเกมที่เน้น Cover to Cover แต่มันไม่ใช่กับปืนกลเบาที่ใช้เวลาในการเติมกระสุนนานมากแม้กระสุนจะเยอะก็ตาม ด้วยความยากของ Raid Boss นั้นการเติมกระสุนแต่ละที ศัตรูจะเริ่มแห่ประชิดตัวเรามากขึ้นหรือหนักหน่อยก็ระดมยิงใส่เราหลายทิศทางจนเราโดนยิงล้มลงไป สุดท้ายก็เริ่มเกมใหม่หัวร้อนกันไปอีก

ทุกวันนี้ก็ยังนั่งเล่นกับเพื่อน พยายามฝึกและตั้งสติทุกครั้งเวลาเล่นด้วยกันเพราะจังหวะมันสำคัญมาก หากตกอยู่ในสถานะการณ์ที่อันตราย และกระสุนยังเหลือมากพอที่จะยิงต่อสู้หรือสังหารศัตรูได้ ก็อย่าเพิ่งเติมกระสุนทันที ให้หาที่กำบังหรือหามุมที่คิดว่าปลอดภัยค่อยเติมจะดีกว่ามาก และจงเชื่อใจว่า ต่อให้มีกระสุนนัดเดียวในปืน แต่มันก็ช่วยชีวิตเราได้และอาจจะทำให้เราชนะเกม เกมนั้นด้วยนั้นเอง

การแพ้หรือชนะมันไมไ่ด้ขึ้นอยู่กับการเติมกระสุนอย่างเดียว จังหวะและการสื่อสารของเพื่อนหรือคนในทีมก็เป็นกุญแจหลัก ทว่าการเติมกระสุนผิดจังหวะมันก็ตัดสินชี้ชะตาหรือพลิกเกมได้เช่นกัน อาการ Reload Syndrome ไม่ใช่โรคหรือสิ่งร้ายแรง เราแก้ไขได้ด้วยการฝึกฝนอย่านิ้วลั่นไปโดนปุ่ม R โดยไม่จำเป็นและคิดอยู่เสมอว่า “การเติมกระสุนทุกครั้งคือการเปิดช่องว่างให้ศัตรูโจมตี” จำไว้ให้ขึ้นใจล่ะ :3

ติดตามข่าวสารเกมต่างๆ ได้ที่

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

แร๊ปเปอร์ดัง Soulja Boy ประกาศบุกเวทีอีสปอร์ต เล็งตั้งทีมใหญ่เทียบเท่า Team Liquid

GameFever TH

ส่อง 5 แพลตฟอร์มขายเกม PC ยอดนิยมในปัจจุบัน

Superbom001

5 ตัวละครพระ ในโลกของวิดีโอเกม

Lazefatboy

Leave a Comment