รีวิว

รีวิว The Dark Pictures : Man of Medan ตะลุยเรือผีสิงจากยุคสงคราม

แนวเกม Horror,Choices Matter

ผู้พัฒนา Supermassive Games

ผู้จัดจำหน่าย BANDAI NAMCO Entertainment

เวลาเล่น : ประมาณ 4-6 ชั่วโมง

แพลตฟอร์ม Microsoft Windows, PlayStation 4, Xbox One


The Dark Pictures เป็นซีรีส์เกมที่จะเล่าถึงเรื่องราวสยองขวัญต่างๆ ในรูปแบบของเกม Choices Matter ทั้งยังเป็นผลงานจากผู้สร้างเกม Until Dawn ชื่อดังอีกด้วย เพลเยอร์สามารถเลือกการกระทำหรือคำพูดของตัวละครภายในตัวเลือกที่มีให้ได้อย่างอิสระ การเลือกของเพลเยอร์จะส่งผลต่อเนื้อเรื่องโดยตรง ทำให้เกิดฉากจบที่มีมากกว่าหลายสิบแบบ เรื่องแรกที่ออกมาในซีรีส์นี้ก็คือ Man of Medan ที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ดันจับพลัดจับผลูไปขึ้นเรือร้างจากสมัยสงครามโลก แต่เหมือนว่าเรือลำนี้จะไม่ใช่แค่เรือร้างธรรมดาซะนี่

◊ เนื้อเรื่อง ◊

Man of Medan คือเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่น 5 คนไปเที่ยวกันในช่วงวันหยุดโดยเลือกที่จะไปดำน้ำในพิกัดที่ Brad คนในกลุ่มแนะนำมา ระหว่างที่ดำน้ำอยู่ก็ไปเจอกับเครื่องบินจากสมัยสงครามโลกอับปางอยู่ก้นทะเล แต่แล้วเหตุการไม่คาดฝันต่างๆ ก็เกิดขึ้นจนทำให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ต้องขึ้นไปสำรวจเรือร้างจากสมัยสงครามโลก

เนื้อเรื่องของเกมจะมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก ประหนึ่งดูหนังยาวอยู่เลยก็ว่าได้ โดยการเล่าเรื่องจะเริ่มเล่าในมุมมองของตัวละครต่างๆ ที่เจอเหตุการต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน เราจะได้สัมผัสถึงอารมณ์, ความหวาดระแวง, ความกลัว ของแต่ละคนอย่างใกล้ชิดทำให้เราอินไปกับเนื้อเรื่องของเกมเป็นอย่างมาก พอเล่นไปได้สักพักมันก็เกิดความรู้สึกว่า “แล้วบทสรุปของเกมจะเป็นยังไง ใครจะรอด ใครจะตายบ้าง?” มันกลายเป็นความรู้สึกอยากเล่น อยากเห็นบทสรุปของเกม รู้ตัวอีกทีก็ 4ชม. ผ่านไปแล้ว เรียกได้ว่าทำให้เรารู้สึกอยากติดตามอยู่แทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่เป็นเกมแนวดำเนินเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียวทำให้แทบจะไม่มีฉากแอคชั่นให้ได้เล่นหรือลุ้นเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าเป็นเพลเยอร์ที่เล่นเกมสายแอคชั่นจัดๆมาโดยตลอด เกมนี้อาจจะไม่ถูกใจคุณ แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเกม Horror ที่เราสามารถเลือกการกระทำและอยากเห็นถึงผลลัพธ์ของการกระทำต่างๆ ที่เราได้เลือกระหว่างเล่นเกมแล้วละก็ เกมนี้อาจจะตอบโจทย์มากกว่าที่คุณคิดลองไปหาเล่นดูครับ

สุดท้ายในด้านของตัวละคร บอกตรงๆ ว่า ห่วยแตกมาก ทำออกมาสร้าง Impact ได้น้อยสุดๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอยากจะให้ตัวนี้รอดหรือตัวนั้นตายเท่าไหร่เลย คือเนื้อเรื่องมันดีนะแต่มาตกม้าตายตรงสร้างตัวละครออกมาไม่น่าจดจำเนี่ยแหละ ในขณะที่เกม Until Dawn ที่ออกมาก่อนกลับทำได้ดีกว่า จึงเป็นจุดที่รู้สึกผิดหวังมากของเกมนี้

◊ กราฟิก / การนำเสนอ ◊

เพราะเกมถูกออกแบบมาให้เล่นเป็นสไตล์เหมือนดูหนัง ทำให้เราควรจะสามารถรับชมเนื้อเรื่องของเกมนี้ไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันควรจะเป็นจุดแข็งของเกมนี้ แต่ทางด้าน Cut Scene ของเกมนี้กลับมีความกระโดดจากฉากที่เราเล่นอยู่หรือ Cut Scene อันก่อนหน้าในบางครั้ง จนทำให้เกิดความงงกับเหตุการที่เกิดขึ้น เช่นเดินผ่านห้องนี้ไปแล้ว อยู่ดีๆภาพก็กระโดดกลับมาห้องเดิมเฉยเลยหรือ Cut Scene ที่ตัวละครกำลังยกแขนอยู่ แต่พอขึ้น Scene ต่อมาตัวละครกลับเอาแขนลงเรียบร้อยแล้ว ความกระโดดนี้ทำให้อ่านเนื้อเรื่องกำลังอินๆอยู่เจอภาพวาปเข้าไป ก็รุ้สึกหงุดหงิดสุดๆด้วยเหมือนกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ทำไมถึงไม่เก็บรายละเอียดให้ดีกว่านี้” หรือ “แล้วมันมาอยู่ที่นี้ได้ไงอะ?” เกมที่เน้นไปที่เนื้อเรื่องกลับทำ Cut Scene มาให้ไม่สามารถปะติดปะต่อเนื้อเรื่องได้ คิดยังไงก็เป็นจุดที่แย่ของเกมนี้ตามความรู้สึกของเรา

 

(2 รูปข้างบนเป็น Cut scene ต่อกันที่ภาพกระโดด)

ในส่วนของบรรยากาศของเกมถือว่าทำออกมาได้หลอนมากๆ คือใช้ความมืดภายในเกมได้ดีมากในส่วนของมุมกล้องก็สามารถช่วยสร้างบรรยากาศออกมาได้เป็นอย่างดี ด้านของกราฟิกถือว่าทำกราฟิกในช่วงต่างๆของเกมออกมาได้ดี พอเอาสองเรื่องนี้มารวมกัน เกมนี้ก็เลยสร้างความน่ากลัวออกมาได้ดีมาก เล่นแล้วจะรู้สึกหวาดระแวงตลอดเวลา กลัวแทบทุกอย่างในฉากเลยก็ว่าได้ ถือว่าประสบความสําเร็จในฐานะเกม Horror แล้วนั้นเอง ทางด้านของ UI ก็สามารถออกแบบได้แปลกใหม่และมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเป็นอย่างดี แต่ภายในเกมกลับมีการใช้ Jump Scare ที่เรามองว่าเยอะเกินความจำเป็น คือเยอะมากๆ มาแทบจะทุกๆ 10 นาที พอโดนบ่อยๆมันไม่ได้รู้สึกกลัวแต่เป็นรู้สึกรำคาญมากกว่า แค่บรรยากาศมันดีอยู่แล้วแต่ Jump Scare ที่มีเยอะเกินไปเนี่ยแหละทำให้เกมมันสนุกน้อยลง

◊ เกมเพลย์ ◊

เราจะได้เล่นผ่านมุมมองของตัวละครหลักทั้ง 5 ตัว โดยเราจะสามารถเลือกการกระทำหรือคำพูดในเหตุการต่างๆได้อย่างอิสระเหมือน Until Dawn ทุกๆการเลือกของเราจะส่งผลถึงอารมและความความสัมพันธ์ของตัวละครอื่นๆด้วย ทุกอย่างจะส่งผลถึงฉากจบโดยตรง นั้นทำให้ทุกครั้งเราต้องมานั่งเดาว่าถ้าเลือกทางนี้จะดีรึเปล่า,หรือถ้าไม่เลือกเลยจะดีกว่า? เราจะตั้งคำถามกับทุกการกระทำในทุกเหตุการระหว่างเล่น ส่งผลให้เราใช้สมาธิกับเกมเยอะมากๆ รู้ตัวอีกที่ก็รู้สนุกที่จะได้รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อยากรู้ว่าจะออกมาดีหรือจะออกมาร้าย ทำให้เกมนี้มีความสนุกในแบบของตัวเองไปในตัว

ภายในเกมยังมีรูปภาพปริศนาถูกแขวนไว้จุดต่างๆ ถ้าหากเข้าไปกดสำรวจรูปภาพเหล่านี้เราจะได้เห็นภาพนิมิตที่เป็นเหมือนคำใบ้ให้เราสามารถดำเนินไปถึงฉากจบที่ดีที่สุดได้ หรือเป็นคำใบ้ถึงเหตุการที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่จะทำให้เราอยากจะเดินไปสำรวจแทบทุกจุดในเกมและกลายเป็นความสนุกอย่างหนึ่งกับการตามหารูปภาพพวกนี้ไปด้วย

ภายในเกมยังมีระบบ Quick Time Events ที่ออกมาให้กดเป็นช่วงๆตลอดเกม ถ้าหากกดไม่ทันก็จะส่งผลถึงเนื้อเรื่องของเกมด้วยเหมือนกัน จุดนี้เป็นจุดที่ทำออกมาแก้ความง่วงในเวลาเล่นได้ดีมาก เพราะเราจำเป็นต้องตื่นตัวตลอดเวลามันมักจะมาโดยไม่รู้ตัว แล้วถ้ากด Quick Time Events พลาดผลลัพธ์ก็จะส่งผลถึงเนื่อเรื้องด้วยเหมือนกัน บางครั้งพลาดโง่ๆทีเดียว ก็ทำให้ตัวละครตายไปเลยได้เหมือนกัน ต้องระวังกันไว้ให้ดีนะครับ


◊ สรุป ◊

Man of Medan เป็นเกม Horror แบบ Choices Matter ที่สามารถสร้างบรรยากาศให้รู้สึกหลอนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังนำเสนอมุมมองในด้านของตัวละครอื่นๆได้ดี มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้นน่าติดตาม ผลของการกระทำที่ออกมาเป็นฉากจบที่หลากหลายจนไม่สามารถคาดเดาได้ ทั้งหมดนี้คือข้อดีที่ทำให้เกมนี้น่าเล่น แต่ในทางกลับกัน ตัวละครกลับถูกสร้างออกมาได้ไม่น่าดึงดูดจนทำให้เราไม่มีความรู้สึกรักหรือเกลียดตัวละครไหนเลย (กระทั้งตัวร้ายที่ควรจะเกลียดยังรู้สึกเฉยๆ) การใช้ Jump Scare ที่เยอะมากจนเกินไปทำให้เกมมันออกน่าเบื่อมากกว่าน่ากลัว ทั้งยังทำ Cut Scene ในบ้างฉากได้ไม่มีความต่อเนื้อง เล่นแล้วบ้างครั้งก็งงว่า”มาอยู่ที่นี้ได้ยังไง”หรือ”มันมาอยู่ตรงนี้ตอนไหนวะ”บ่อยๆ โดยรวมแล้วเกมนี้อยู่ในระดับกลางๆ จุดที่สนุกก็มี จุดที่แย่เองก็เยอะ เกมนี้เราจึงให้คะแนนเพียง 6 เต็ม 10 เท่านั้น ถ้าให้พูดตรงๆแล้วคิดว่า Until Dawn ทำออกมาได้ดีดว่าด้วยซ้ำ หวังว่าเนื้อเรื่องต่อไป Little Hope ที่จะออกปีหน้าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

 

Leave a Comment