Image default
รีวิว

Review – รีวิวเกม Devil May Cry 5

ข้อดี

  • เกมเพลย์ไร้ที่ติ ดีไปหมดทุกองค์ประกอบ
  • กราฟิคและอนิเมชั่นสวยสมจริงระดับเมพ แต่คงสไตล์อันจัดจ้านของซีรี่ย์ไว้ได้
  • เป็นเกมที่มีความบริสุทธิ์ เน้นเกมเพลย์สนุกโดยไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่ง
  • เกมรันได้อย่างลื่นไหลตลอด แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นบนจอตลอดเวลา

ข้อเสีย

  • เนื้อเรื่องมีความเอาใจแฟนๆ สูง ถ้าไม่รู้เรื่องมาก่อนก็งงได้

แนวเกม: แอคชั่น

ผู้พัฒนา: Capcom

จัดจำหน่าย: Capcom

เวลาเล่น: ราวๆ 15 ชั่วโมง (จบเนื้อเรื่อง)

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4, Xbox One, PC (รีวิวใน PS4 Pro)

หากพูดถึงซีรี่ย์เกมญี่ปุ่นขวัญใจเกมเมอร์ทั่วโลก เชื่อว่าน่าจะมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่เลือกใส่ซีรี่ย์เกม Devil May Cry ลงไปในรายชื่อเกมสุดรักของตนด้วย จากเกมเพลย์แนวแอคชั่นล้างผลาญอันดุเดือดของเกม รวมไปถึงตัวละครหลักที่ยียวนอย่างมีเสน่ห์อย่าง Dante ที่ทำให้เกมได้รับขนานนามเป็นซีรี่ย์แอคชั่นระดับแนวหน้าของวงการเกมมาตั้งแต่สมัยคอนโซล PS2 แล้ว แม้ว่าเกมภาคที่ปล่อยมาล่าสุดอย่าง DMC: Devil May Cry จะไม่ได้รับความนิยมเท่าภาคหลักอื่นๆ แต่ Devil May Cry ก็ยังถือเป็นเกมที่มีแฟนๆ รอติดตามอย่างแน่นหนามาเป็นระยะเวลานานเช่นกัน

หลังจากที่ปล่อยให้รอกันจนเหงือกแห้งมาเป็นสิบปี (ภาค 4 วางจำหน่ายครั้งแรกปี 2008) ในที่สุดแฟนๆ เกมซีรี่ย์ปีศาจร่ำไห้ก็จะได้หวนคืนสู่เกมที่รักอีกครั้งใน Devil May Cry 5 เกมภาคล่าสุดที่ผู้พัฒนา Capcom วางจำหน่ายอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเกมได้รับคะแนนรีวิวสูงลิบลิ่วจากสื่อต่างชาติแทบทุกสำนักกันเลยทีเดียว

ทางทีมงาน GameFever เองก็เพิ่งจะเล่นเกมจนจบเนื้อเรื่องไปเมื่อเร็วๆ นี้ (เพราะผู้เขียนแอบกาก…) และต้องยอมรับจริงๆ ว่า Devil May Cry 5 ถือเป็นนิยามของวลีเด็ด ‘Gameplay is King’ (เกมเพลย์เท่านั้นที่ครองโลก) จริงๆ เกมสามารถออกแบบระบบต่อสู้แนวแอคชั่นออกมาได้อย่างยืดหยุ่น มีตัวเลือกและท่าโจมตีให้ร้อยเรียงเป็นคอมโบได้ไม่รู้จบ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเนี๊ยบของการควบคุมไว้ได้ ทำให้เมื่อเล่นจนคล่องแล้วรู้สึกเหมือนว่าการกระทำของตัวละครทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ ซึ่งถือเป็นจุดที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษเพราะเกมมีตัวละครที่เล่นไม่เหมือนกันถึง 3 ตัวให้เลือกใช้

นอกจากนี้ กราฟิคและอนิเมชั่นจากอาวุธลับของ Capcom อย่าง RE Engine ก็ยังคงให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเสมอ โดยกราฟิคของเกมภาคล่าสุดนี้ดูจะเพิ่มความ ‘สมจริง’ เข้าไปมากขึ้น ทั้งในฉากและหน้าตาท่าทางตัวละคร ซึ่งก็ช่วยเสริมความรู้สึก ‘เนี๊ยบ’ ของเกมขึ้นไปอีกระดับอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาสไตล์อันจัดจ้านหลุดโลกของซีรี่ย์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

สำหรับคนที่ต้องการเกมที่เล่นแล้ว ‘สนุก’ ในทุกวินาทีที่ได้เล่น หรือคนที่เหน็ดเหนื่อยกับระบบอันยุ่งยากมากมายในเกมสมัยใหม่ และต้องการจะหวนกลับไปสู่อดีตอันหอมหวานที่เกมอยู่หรือตายด้วยความสนุกของเกมเพลย์เพียงอย่างเดียว Devil May Cry 5 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าจะถูกใจคุณมากที่สุดแล้วในขณะนี้

เนื้อเรื่อง

เนื้อเรื่องในเกมภาค 5 นี้เริ่มขึ้นเมื่อพระเอกจากภาค 4 อย่างเนโรโดนชายปริศนาตัดแขน Devil Bringer ของตนไปโดยราชาปีศาจ Urizen ผู้ซึ่งต้องการจะครองโลกด้วยการแพร่พันธุ์ต้นไม้ปีศาจ Qliphoth ไปทั่วโลก โดยการกระทำนี้ยังปล่อยปีศาจจากนรกขึ้นมาอาละวาดบนโลกด้วย ทำให้แก๊งนักล่าปีศาจร่ำไห้เจ้าเก่าอย่าง Dante, Trish, Lady, Nero และ สมาชิกใหม่อย่าง V ต้องออกเดินทางเพื่อเอาชนะ Urizen ให้ได้ และป้องกันไม่ให้โลกถูกมิตินรกกลืนกิน

ออกตัวกันก่อนเลยว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นแฟนซีรี่ย์ Devil May Cry มาตั้งแต่ดั้งเดิม เคยเล่นจริงๆ ก็เพียงประปรายสมัย PS2 เท่านั้น จึงอาจจะไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์จากภาคก่อนๆ มาได้มากนัก แต่สิ่งที่ผู้เขียนบอกได้สำหรับเนื้อเรื่องในเกมภาคล่าสุดคือมันยังคงอารมณ์กวนๆ หลุดๆ ของซีรี่ย์เอาไว้ได้อย่างดีเลยทีเดียว แน่นอนว่าคงไม่ได้เป็นเนื้อเรื่องระดับที่จะทำให้ใครๆ พูดถึง แต่ก็ถือว่าช่วยเสริมอารมณ์ของเกมได้ดีอยู่

นอกจากนี้ เกมยังดูมีความตั้งใจจะเอาใจแฟนๆ อย่างเต็มที่ ด้วยการนำตัวละครเก่าๆ อันเป็นที่รัก (ทั้งที่เฉลยแล้วและยังไม่เฉลย…) กลับมากันแทบจะพร้อมหน้าเลย แถมคัตซีนต่างๆ ก็ได้อนิสงค์จาก RE Engine ทำให้ฉากแอคชั่นเลือดเดือดทั้งหลายของเกมดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก เพราะพอทุกอย่างดูสมจริงมากๆ ก็ยิ่งทำให้แอคชั่นอันบ้าระห่ำตามสไตล์ของ Devil May Cry ดูสุดโต่งยิ่งกว่าที่ผ่านมาอีก

ทั้งนี้ทั้งนั้น บอกตรงๆ ว่าสำหรับผู้เขียน เนื้อเรื่องของเกม Devil May Cry 5 ไม่ได้มีความสำคัญกับตัวเกมนัก อาจจะช่วยเสริมอารมณ์หรือบรรยากาศของเกมได้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ดีหรือน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของซีรี่ย์เช่นกัน แต่สำหรับคนที่ติดตาม Devil May Cry อย่างใกล้ชิดมาตลอด บอกเลยว่าเกมตั้งใจทำมาเพื่อพวกคุณโดยเฉพาะ

กราฟิค

ไม่รู้จะสาธยายยังไงให้จบจริงๆ กับคุณงามความดีของชุดอุปกรณ์ RE Engine ของค่าย Capcom ที่ทำให้เกมหลังๆ ของค่ายได้รับการยกระดับกราฟิคขึ้นมาจนผู้พัฒนาเกมสายฝรั่ง ที่มักจะได้เปรียบค่ายฝั่งญี่ปุ่นในแง่ของเทคโนโลยี ยังต้องยอมศิโรราบกันไปอย่างไร้ทางสู้ ตั้งแต่เกม Resident Evil 7 ต่อไปยังเกม Resident Evil 2 Remake มาจนถึงเกม Devil May Cry 5 นี้ล้วนแล้วแต่มีกราฟิคที่น่าทึ่งทั้งสิ้น และน่าทึ่งขึ้นไปอีกเมื่อคิดว่าเกมทั้งสามสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล แทบไม่มีปัญหาด้านเทคนิคเลยตลอดการเล่น (หรืออย่างน้อยก็ไม่รุนแรงเท่าอื่นเกมหลายๆ เกม)

สำหรับกราฟิคของ Devil May Cry 5 นั้นดูจะเน้นหนักไปที่ความ ‘สมจริง’ และความละเอียดมากกว่าเกมภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา อย่างที่เห็นได้จากหน้าตาตัวละครและฉากหลังต่างๆ ที่ทำออกมาให้มี texture เหมือนของจริง มากกว่าจะแซมความเป็นการ์ตูนเข้ามาเหมือนอย่างภาคก่อนๆ เกมให้ความรู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบศัตรูและสิ่งของมาจากเกมพี่น้องอย่าง Bayonetta อยู่บ้าง ซึ่งในแง่ของการออกแบบก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นมานิดนึงเมื่อนำไปเปรียบกับเกมภาคที่ผ่านๆ มา

แต่ถึงเกมดูจะให้ความสำคัญกับความสมจริงมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมจะละทิ้งสไตล์แอคชั่นสุดเปรี้ยวที่เป็นลายเซ็นของซีรี่ย์ โดยเหล่านักล่าปีศาจในเกมทุกคนยังคงล้างบางศัตรูไปพร้อมๆ กับการปล่อยมุขตลกและท่าทางยียวนกวนประสาทตลอดเวลา เกมยังคงให้ความสำคัญกับความ ‘เท่’ อยู่มากในการต่อสู้ (มีต่อในช่วงเกมเพลย์) และทั้งบทพูดและคัตซีนต่างๆ ก็ยังคงแนวแอคชั่นสุดเว่อร์วังตามแบบฉบับของซีรี่ย์ ซึ่งทั้งหมดก็ช่วยเสริมบรรยากาศของเกมให้สะใจได้ตลอดเวลาที่เล่น

สิ่งที่น่าชมที่สุดเกี่ยวกับกราฟิคของเกมคงเป็นเรื่องของอนิเมชั่นตัวละคร ที่ยังคงดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ แม้ว่าเกมจะเร็วขนาดไหนก็ตาม โดยอนิเมชั่นทั้งหลายมีความลื่นไหลมากพอที่ทำให้ดูเหมือนการเคลื่อนไหวของคนจริงๆ อยู่บ้าง เมื่อเปรียบกับเกมอย่าง Red Dead Redemption 2 ที่ก็มีความละเอียดในอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวของตัวละครสูงมากๆ อนิเมชั่นของ Devil May Cry 5 ยังอาจจะมีความได้เปรียบอยู่นิดนึงด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดๆ แบบเดียวกับในเกม RDR2 ด้วย

เกมเพลย์

พูดถึงข้อดีเรื่องการออกแบบและนำเสนอมาแล้วพอสมควร แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่จะทำให้เกม Devil May Cry 5 ถูกจดจำในฐานะเกมที่ดีอันดับต้นๆ ของปี 2019 คงหนีไม่พ้นเกมเพลย์แอคชั่นของเกม ที่ทำออกมาได้อย่างปราณีตในระดับที่น้อยเกมมากๆ ที่จะทำกันทุกวันนี้ แอคชั่นทุกท่าของตัวละครสามารถต่อเข้าหากันได้อย่างอิสระและลื่นไหล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนจอให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้การควบคุมของเราไม่มากก็น้อย เป็นเกมที่ต้องอาศัยฝีมือและทักษะจำเป็นในการเล่นเกมล้วนๆ (ความเร็ว ไหวพริบ ความแม่นยำในการควบคุม ฯลฯ) เพื่อเอาชนะมัน ซึ่งก็ทำให้หวนนึกไปถึงเกมยากๆ สมัยเด็ก ที่คุณภาพแทบจะวัดกันง่ายๆ ด้วยเกมเพลย์เพียงอย่างเดียว

ถ้าจะต้องหาคำมานิยามความดีงามของเกมเพลย์ใน Devil May Cry 5 นั้น ผู้เขียนเชื่อว่าคำว่า ‘บริสุทธิ์’ น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่รู้สึกมากที่สุด เกม Devil May Cry 5 นั้นไม่ใช่เกมที่พยายามจะปรุงแต่งการเล่นด้วยระบบเสริมหรือรายละเอียดตามฉากที่สวยเป็นพิเศษ แต่เป็นเกมที่ทุ่มกำลังทั้ง 120% ไปกับเกมเพลย์ทุกๆ วินาทีเลยทีเดียว แม้ว่าระบบการทำคอมโบของเกมอาจจะมีความซับซ้อนอยู่พอสมควรสำหรับผู้เล่นใหม่ แต่เมื่อเล่นจนคล่องแล้วก็ถือเป็นประสบการณ์ที่สะใจทุกครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเทพทุกครั้งที่สามารถเรียงท่าการโจมตีออกมาเป็นคอมโบเท่ๆ ยาวๆ ได้

การที่เกมมีตัวละครให้เลือกเล่นถึง 3 ตัว และทั้ง 3 ตัวยังมีสไตล์การเล่นและท่าทางที่แตกต่างกันไปตามเอกลักษณ์/อุปนิสัยของตัวเอง ก็ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ผู้เขียนชอบมากๆ เกี่ยวกับเกม Devil May Cry 5 เช่นกัน โดยตัวละครทั้ง 3 ตัวที่มีให้เลือกเล่นก็ประกอบไปด้วยนักล่าปีศาจมือเก๋าอย่าง Dante หนุ่มแขนด้วนเลือดร้อน Nero และพ่อหนุ่มปริศนาหน้าใหม่อย่าง V นั่นเอง

สำหรับการเล่นของเนโรนั้นสามารถสื่อถึงความอัดอั้นคับแค้นของตัวละครได้เป็นอย่างดี (ก็โดนเค้าดึงแขนขาดไปนี่เนอะ…) จากท่วงท่าการเหวี่ยงดาบมือเดียวแบบทิ้งไปทั้งตัว ราวกับอยากจะใช้ดาบฟาดศัตรูให้เละกระจุยไปเลยมากกว่าการเฉือดเฉือนธรรมดาๆ โดยเกมเพลย์ของเนโรนั้นเรียกได้ว่ามีความตรงไปตรงมาที่สุดจากนักล่าทั้งสาม เน้นการใช้ท่วงท่าของดาบกับการยิงปืนควบคู่กันไป โดยมีลูกเล่นเล็กน้อยจากแขนกลชนิดต่างๆ ที่เลือกใส่ได้ ที่เปิดให้เราสามารถใช้ความสามารถพิเศษแตกต่างกัน เช่นแขนกลเบื้องต้นที่สามารถปล่อยไฟฟ้าเพื่อโจมตีศัตรูได้ หรือแขนกล Ragtime ที่ทำให้เราชะลอเวลาในพื้นที่เล็กๆ ได้ ซึ่งท่วงท่าการโจมตีทั้งหมดสามารถจับมาต่อกันเป็นคอมโบสุดเท่ได้อย่างอิสระเลยทีเดียว โดนเนโรจะเหมาะกับคนที่ชอบเกมเพลย์แบบแอคชั่นเพียวๆ ไม่ต้องพะวงกับระบบปลีกย่อยอื่นๆ เท่ากับตัวละครสองตัวที่เหลือ

ส่วนตัวละคร V ก็แทบจะตรงข้ามกับเนโรไปเลย เพราะในขณะที่เนโรจะเน้นเข้าไปคลุกวงในเหล่าปีศาจ การเล่น V จะเน้นการรักษาระยะห่างกับศัตรูไปพร้อมๆ กับการสั่งให้อสูรรับใช้ของ V ต่อสู้แทน ซึ่งก็เป็นประสบการณ์การเล่นอีกแบบ ทำให้ผู้เล่นต้องแยกประสาทระหว่างการโจมตีในฐานะสัตว์อสูร และการป้องกัน/หลบหลีกในฐานะ V ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นเกมเพลย์แบบที่ไม่ค่อยเห็นในเกมแอคชั่นมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงความเร็วและความปราณีตในการควบคุมของเกมเอาไว้ได้ทั้งหมดเลย โดยทั้งหมดนี้เองก็ยังสื่อถึงตัวตนของ V ในเนื้อเรื่อง ที่ดูจะเป็นคนที่คอยสังเกติการณ์เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ ในขณะที่ดันเต้และเนโรพุ่งเข้าไปรับมือกับศัตรูซึ่งๆ หน้า

และแน่นอนว่าคงจะเป็นเกม Devil May Cry ไปไม่ได้ถ้าขาดลุงนักล่าปีศาจสุดกวนอย่างดันเต้ ที่กลับมาคราวนี้พกลูกเล่นมาเยอะมากจนผู้เขียนเลือกใช้ผิดๆ ถูกๆ ไปเลย ดันเต้ในภาคนี้ให้ความรู้สึกนักล่าปีศาจรุ่นพระกาฬจริงๆ ด้วยสไตล์การต่อสู้ทั้ง 4 และอาวุธพิศดารต่างๆ อีกหลายชิ้น ที่สามารถสลับสับเปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลาระหว่างคอมโบ ทำให้ดันเต้เป็นตัวละครที่เปิดให้ผู้เล่นที่เล่นเก่งแล้วได้โชว์ของกันอย่างเต็มที่เลยทีเดียว แต่เพราะแบบนี้ก็ทำให้ดันเต้เป็นตัวละครที่เล่นให้เก่งจริงๆ ยากที่สุดในตัวละครทั้ง 3 ด้วยเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างตัวละครทุกตัวนั้นช่วยเสริมความหลากหลายในการเล่นเกมขึ้นไปอีกมาก เพราะแต่ละตัวก็เล่นไม่เหมือนกันเลยจริงๆ ทำให้ผู้เล่นต้องคอยเปลี่ยนวิธีเล่นอยู่เรื่อยๆ แทนที่จะใช้คอมโบเดิมๆ ซ้ำๆ ตลอดเกม แต่ในขณะเดียวกัน คนที่มีสไตล์การเล่นที่ชื่นชอบเป็นพิเศษก็อาจจะขัดใจได้บ้างเมื่อเกมบังคับให้เราต้องเล่นเป็นตัวละครที่ไม่ถนัดตามเนื้อเรื่อง

นอกเหนือไปจากตัวละครของผู้เล่นแล้ว เกม Devil May Cry 5 ก็ยังคงความท้าทายอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรี่ย์เอาไว้ได้เช่นกัน แม้ว่าชนิดของศัตรูในเกมอาจจะไม่ได้มีเยอะมากนัก แต่ศัตรูทุกชนิดก็มีอุปนิสัยและวิธีการรับมือของตัวเอง ที่ทำให้เราต้องเล่นอย่างตั้งใจมากขึ้นกว่าเกมแอคชั่นหลายๆ เกมที่แค่กดปุ่มโจมตีรัวๆ ก็ผ่านไปได้แล้ว

ทั้งนี้ ความท้าทายของเกมอาจจะทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนท้อแท้ได้เหมือนกัน เมื่อต้องรับมือกับวิธรการควบคุมของเกมที่แม้จะออกแบบมาได้อย่างดีแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนเกมแอคชั่นอื่นๆ และต้องใช้ความแม่นยำในการกดปุ่มคู่กับการเลือกทิศทางด้วยอนาล๊อค ที่อาจจะทำความเคยชินยากสำหรับผู้เล่นบางคน ยิ่งเมื่อเกมมีความเร็วมากๆ ขนาดนี้ ยิ่งทำให้การกดท่าต่างๆ ในจังหวะเร็วๆ บางครั้งก็ทำได้ยากเหมือนกัน แต่ถ้าฝึกไปเยอะๆ (เกมมีโหมดฝึกซ้อมที่ชื่อ The Void เอาไว้ให้ด้วย) ก็น่าจะกลบปัญหานี้ไปได้ประมาณหนึ่ง

อีกเรื่องสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือเรื่องของ Micro-transaction หรือการขายของในเกมด้วยเงินจริง ซึ่งในภาคล่าสุดนี้จะเปิดให้ผู้เล่นสามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อ Red Orb หรือหินแดงที่ใช้ในปลดล๊อคความสามารถพิเศษของตัวละคร ทั้งท่วงท่าการต่อสู้ไปจนถึงหลอดเลือดและหลอด Devil Trigger ด้วย ซึ่งในช่วงที่ผู้พัฒนาประกาศข่าวออกมาก็ทำให้ผู้เล่นหลายคนพากันเป็นห่วงว่าจะทำให้สมดุลของเกมเสียไหม หรือว่าเกมจะขี้เหนียวหินแดงเพื่อบังคับให้เราซื้อหรือเปล่า แต่ในความเป็นจริงต้องบอกว่าผู้เขียนเองแทบจะลืมไปเลยด้วยซ้ำว่าเกมเปิดให้ซื้อหินแดงได้ เพราะเกมให้หินแดงจากการฆ่าศัตรูและการผ่านด่านเยอะมากๆ อยู่แล้ว จนผู้เขียนไม่เคยรู้สึกอยากจะต้องเจียดเงินซื้อเพิ่มเลย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการมอบทางเลือกให้ผู้เล่น โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อเกมเพลย์โดยรวมแต่อย่างใด

สรุป

สำหรับเกม Devil May Cry 5 นั้นคงไม่ต้องสรุปอะไรให้ยืดยาว เป็นเกมที่ทำให้นึกย้อนกลับไปยังสมัยที่เราเริ่มเล่นเกมใหม่ๆ ที่ความสนุกของเกมเพลย์นับเป็นองค์ประกอบเดียวที่สามารถชี้เป็นชี้ตายความสำเร็จของเกมได้ และบอกได้อย่างมั่นใจเลยว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ถ้าเล่นให้เป็นแล้วแทบจะไม่มีจังหวะที่ไม่สนุกเลย สำหรับคนที่ต้องการเกมที่ให้ความสนุกกับเราอย่างเต็มที่ ไม่พยายามปรุงแต่งประสบการณ์ด้วยระบบหรือเนื้อเรื่องซับซ้อน เกมนี้ถือเป็นเกมที่สร้างมาเอาใจคุณโดยเฉพาะ

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เปิดตัว Call of Duty: Black Ops 4!!!

GameFever TH

Battlefield V เตรียมอัพเดต Tides of War: Chapter 2 อาทิตย์หน้า

Lazefatboy

กุ๊กกุ๊กกู๋! Overwatch เตรียมเริ่มจัดอีเว้นท์ Halloween ในวันที่ 9 ตุลาคมนี้

GameFever TH

Leave a Comment