Image default
รีวิว

รีวิวเกม Anthem – โครงเกมที่ดี…ถ้ามีเวลาอีกซัก 6 เดือน

ข้อดี

  • เกมเพลย์สนุกมาก ระบบต่อสู้เล่นได้เรื่อยๆ
  • กราฟิคสวยมาก ละเอียดกว่าเกมคู่แข่งแนวเดียวกันทุกเกมที่ผ่านมา

ข้อเสีย

  • เกมบังคับให้ต้องนั่งรอหน้าจอโหลดเกมบ่อยและนานมาก
  • ปัญหาด้านเทคนิคและการออกแบบระบบปลีกย่อยยังเยอะมาก
  • ระบบสกิลมีความจำกัดแปลกๆ ไม่สามารถเลือกได้เท่าที่ควร
  • เนื้อหาน้อย พอจบเนื้อเรื่องแล้วไม่ค่อยรู้สึกอยากเล่นต่อ

แนวเกม: Shooter-Looter RPG

ผู้พัฒนา: Bioware

จัดจำหน่าย: Electronic Arts (EA)

เวลาเล่น: 50 ชั่วโมง (จบเนื้อเรื่อง และ Endgame ประมาณหนึ่ง)

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4, Xbox One, PC (รีวิวในทั้ง PS4, PC)

(ขอบคุณโค้ดรีวิวเกมจาก EA)

เพื่อนๆ บางคนอาจจะเคยได้อ่านบทความ ‘พรีวิว Anthem – เล่าความรู้สึกจากเดโมครั้งล่าสุด‘ ที่ทาง GameFever ปล่อยออกมาช่วงที่เกมเปิด Open Demo ระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจจะพอจำกันได้ว่าผู้เขียนถือเป็นแฟนเกมแนว Shooter-Looter อยู่พอสมควร และ Anthem ก็เป็นหนึ่งในเกมที่ผู้เขียนคาดหวังเป็นอันดับต้นๆ ของช่วงต้นปี 2019 นี้เลยทีเดียว และแม้ว่าประสบการณ์ช่วงเดโมจะทำให้หวั่นๆ ใจไปบ้างว่าเกมอาจจะไม่ได้มีเนื้อหามากพอจะดึงความสนใจของผู้เล่นได้นานนัก ผู้เขียนก็ยังคงเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้ลองเข้าไปเล่นเกมตัวเต็มจริงๆ

แต่หลังจากที่ได้เล่นเกมตัวเต็มแล้ว ก็พบว่าปัญหาต่างๆ ที่ผู้เขียนเคยประสบในช่วงเดโมนั้นไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควรเลย หน้าจอโหลดเกมที่รอนานจนหลับคาจอย (เกิดขึ้นจริงมาแล้ว) ก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควรแม้จะมี Day-One Patch มาช่วยก็ตาม (โดยเฉพาะใน PC) ปัญหาการหลุดจากเกมก็ยังคงมีอยู่บ่อยมาก และที่สำคัญที่สุด เนื้อหาที่เกมตัวเต็มมีให้สำหรับคนที่เล่นจนจบเนื้อเรื่องแล้วก็มีอยู่น้อยมากๆ แถมยังไม่ได้แตกต่างจากเกมเพลย์ช่วงต้นหรือกลางเกมเท่าไหร่เลยด้วย ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนถึงตายของเกมแนวนี้เลยทีเดียว

Roadmap อัพเดทของเกม หวังว่าผู้เล่นจะไม่เลิกกันไปก่อนนะ

แม้ว่าระบบเกมเพลย์ (การยิงปืน การใช้สกิล การบิน) จะยังคงสนุกอยู่มาก แต่ปัญหาแวดล้อมต่างๆ ของเกมกลับทำให้ประสบการณ์การเล่น Anthem นั้นเปี่ยมไปด้วยความหงุดหงิดจากการหลุด และความเบื่อจากการรอหน้าจอโหลดเกม มากกว่าความสนุกที่ได้รับจากการตะลุยภารกิจซะอีกในหลายๆ ช่วง

ถ้าจะให้กล่าวโดยสรุป Anthem เป็นเกมที่มีโครงเกมเพลย์ที่ดีมากๆ และเกมน่าจะสามารถกลายเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมได้แน่นอนถ้าได้รับการแก้ไขปัญหาและเพิ่มเนื้อหามากกว่านี้ แต่แค่ไม่ใช่ในสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้เท่านั้นเอง

กราฟิค/การนำเสนอ

ดังที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ กราฟิคของเกม Anthem อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเกมเลยก็ว่าได้ ด้วยแผนที่ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและละเอียด มีสภาพแวดล้อมอันหลากหลายตั้งแต่ป่าทึบ น้ำตก ทะเลสาป ไปจนถึงซากปรักหักพังและถ้ำใต้ดิน ที่ทำให้การบินสำรวจโลกของเกมกลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นมาได้ เพราะมีสภาพแวดล้อมและรายละเอียดในฉากให้ชื่นชมและค้นหาแทบจะตลอดทางเลยทีเดียว แถมการเพิ่มระบบการบินอย่างอิสระยังทำให้ผู้พัฒนาสามารถซ่อนความลับและ/หรือสมบัติไว้ตามมุมต่างๆ ได้มากกว่าเกมอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้การสำรวจโลกของเกม Anthem เป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าค้นหาอยู่ตลอด

คุณภาพของกราฟิคยังครอบคลุมไปถึงชุด Javelin ที่มีรายละเอียดบนชุดเยอะมากๆ แถมรายละเอียดเหล่านี้ยังมีการขยับเขยื้อนไปมาตามการเคลื่อนไหวของเราตลอดเวลาอีกด้วย แต่ก็น่าเสียดายที่เกมมีตัวเลือกชิ้นส่วนในการตกแต่งชุด Javelin น้อยเหลือเกิน มีตัวเลือกเพิ่มมาเพียงไม่กี่เซ็ตต่อชุดเท่านั้น แถมแต่ละชุดยังต้องใช้เงิน Coin ในเกม (หรือเติมเงิน Premium เอา) เพื่อซื้อ ฃซึ่งการมีตัวเลือกชุดเกราะเยอะๆ ถือเป็นสิ่งง่ายๆ ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้เล่นได้อย่างมากมาย แทนที่ทุกคนจะสวมใส่ชุดหน้าตาเหมือนๆ กันหมดทั้งเซิฟเวอร์เหมือนในปัจจุบัน

ฉากใส่ชุด Javelin ที่ดูสิบครั้งก็เท่สิบครั้ง

แต่ถ้าให้พูดถึงสิ่งที่ผู้เขียนชอบที่สุดเกี่ยวกับการนำเสนอของเกม คงเป็นการที่เกมใช้ระบบการสั่นของจอยได้ดีมากๆ โดยจอยของเราจะสั่นเป็นจังหวะตามที่หุ่นก้าวเท้าเดิน หรือสั่นตามจังหวะการยิงของปืนเป็นต้น ซึ่งก็ช่วยเสริมความ Immersive หรือความสมจริงของการเล่นขึ้นไปอีกระดับ เหมือนดูหนัง 4D เลยทีเดียว ซึ่งนี่อาจจะเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะไม่สังเกติด้วยซ้ำในระหว่างที่เล่น แต่สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่เสริมประสบการณ์เกมได้ดีเลยทีเดียว

อีกหนึ่งองค์ประกอบการนำเสนอที่เกมทำได้ดีคือกราฟิคหน้าตาตัวละครต่างๆ ในเกม โดยเฉพาะเหล่าตัวละครหลักทั้งหลาย ที่ทำสีหน้าออกมาได้ละเอียด แสดงออกความรู้สึกชัดเจนทั้งทางสีหน้าและภาษากาย ทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าตัวละครเหล่านี้มีชีวิตชีวา โดยคุณภาพของการพากย์เสียงก็ช่วยเสริมตรงนี้ได้ดี แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้ทำให้สิ่งที่พูดน่าสนใจขนาดนั้นก็ตาม (อ่านต่อได้ในหมวดเนื้อเรื่อง)

หน้าตาตัวละครมีชีวิตชีวาใช้ได้

ในแง่ของความลื่นในการรันเกมนั้น ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเป็นคนที่เล่นเกมใน PS4 เป็นหลัก และเล่นเกมใน PC น้อยมากๆ จึงอาจจะไม่สามารถออกความเห็นได้ว่าเกม Anthem ถือเป็นเกมที่กิน spec เครื่องหนักมากน้อยกว่าเกมอื่นๆ ในตลาดหรือไม่ แต่ในกรณีของ Anthem ผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมบนเครื่อง PC ที่มี spec ดังนี้: Intel Core i7-7th Gen, GTX 1060ti, 8GB RAM สามารถปรับกราฟิคระดับ High ได้ (เกมปรับเองอัตโนมัติ) และสามารถรันเกมได้ที่เฟรมเรตเฉลี่ยประมาณ 30-40 FPS ซะส่วนใหญ่ และมีจังหวะที่เฟรมเรตตกไปถึง 20 นิดๆ ด้วยในบางสถานการณ์ แต่ส่วนใหญ่ก็ถือว่ายอมรับได้ ความกระตุกหรืออืดอาดที่พบดูเหมือนจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตซะมากกว่า

ในส่วนของ PS4 นั้น แม้ว่ากราฟิคจะสู้ใน PC ไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเสถียรของตัวเกม โดยผู้เขียนพบว่าการเล่นเกมใน PS4 นั้นทั้งโหลดเร็วกว่า หลุดน้อยกว่า (แต่ใช่ว่าไม่หลุดเลย) และแม้ว่าเฟรมเรตจะไม่ได้สูงเท่ากับใน PC แต่ก็มีความนิ่งมากกว่า ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการกระตุกหรือหน่วงเท่าใน PC

หน้าจอที่คุณจะได้เห็นบ่อยที่สุดในเกม

โดยรวมๆ นั้นการนำเสนอของ Anthem ถือว่าทำออกมาได้ในระดับที่พอใช้ แม้ว่ากราฟิคจะสวยและละเอียดขนาดไหนก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องความเสถียรก็ทำให้ไม่สามารถชมการนำเสนอของเกมโดยรวมได้อย่างเต็มปากนัก ที่สำคัญคือเกมพลาดโอกาสง่ายๆ ในการทำให้เกมเล่นสนุกขึ้นสำหรับผู้เล่น อย่างการเพิ่มตัวเลือกชิ้นส่วนชุดเกราะให้เยอะขึ้น หรือการเพิ่มโมเดลปืนไม่ให้ซ้ำกันไปหมดเป็นต้น

เนื้อเรื่อง

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนคาดหวังจากเกม Anthem มากกว่าเกมคู่แข่งแนวเดียวกันน่าจะเป็นส่วนของเนื้อเรื่อง ที่เป็นจุดอ่อนของเกมคู่แข่งอย่าง Destiny และ The Division มาตลอด ด้วยชื่อเสียงเรียงนามของค่ายผู้พัฒนาเกม RPG ที่โด่งดังมาแล้วมากมายอย่าง Bioware ด้วย จึงทำให้หลายคน (รวมถึงผู้เขียนด้วย) มีความคาดหวังต่อเนื้อเรื่องของเกมมากกว่าเกมอื่นๆ

จึงเป็นความหนักใจของผู้เขียนที่ต้องพบว่าเนื้อเรื่องของ Anthem นั้นทำออกมาได้แย่มากๆ ถึงขนาดที่แทบจะจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลยทีเดียว เกมพยายามจะนำเสนอโลกไซไฟ-แฟนตาซีอันลึกซึ้ง มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง แต่กลับไม่สามารถเล่าเรื่องราวนั้นออกมาให้น่าติดตามได้ แถมเกมยังพยายามแนะนำตัวละครสำคัญใหม่ๆ เข้ามาอีกเรื่อยๆ โดยที่แทบจะไม่มีคำอธิบายเลยว่าตัวละครตัวนั้นๆ คือใคร มาจากไหน ในขณะที่กลุ่มตัวละครเสริมรอบๆ ตัวพระเอกกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนสุดท้ายทำให้ผู้เขียนไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมในเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

เนื้อเรื่องหลักของเกมจะให้เรารับบทเป็น Freelancer (นักบินที่ใส่ชุด Javelin) นิรนาม ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับแผนการของกองทัพ The Dominion อันชั่วร้าย ที่ต้องการควบคุมวัตถุลึกลับที่ถูกทิ้งเอาไว้โดยเหล่าเทพผู้สร้างโลก (Shapers) เพื่อจะสามารถควบคุมพลังงานปริศนาที่มีชื่อว่า ‘The Anthem of Creation’ (บทเพลงแห่งการสรรค์สร้าง) เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

ตัวร้ายที่โผล่มาซัก 5 ครั้งตลอดเกม

อาจจะด้วยรูปแบบของเกมที่ถูกตัดแบ่งออกเป็นภารกิจชัดเจนด้วยแล้ว ทำให้ Anthem ไม่สามารถใช้เวลากับการปูเรื่องราวของโลกและเกมได้เท่าที่ควร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ กับเกมไซไฟจ๋าๆ ขนาดนี้ในการปูพื้นเรื่องราวของโลกให้ผู้เล่นรู้สึกเข้าใจว่าสิ่งที่ตนทำไปในเนื้อเรื่องมีความสำคัญอย่างไรกันแน่ เมื่อเกมพลาดองค์ประกอบนี้ไป ก็ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมาในเนื้อเรื่องแลดูขาดเหตุผลไปได้เหมือนกัน ซึ่งก็ส่งผลให้ยิ่งเกมดำเนินไปไกลเท่าไหร่ ความสนใจในเนื้อเรื่องมีแต่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะไม่รู้เรื่องแล้วว่ามันคุยอะไรกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ช่องโหว่และปัญหาในเนื้อเรื่องหลายๆ จุดอาจจะสามารถแก้ได้ถ้าเกิดผู้เล่นเลือกที่จะหาข้อมูลเอาเองจากการคุยกับ NPC ทั้งหลายในเมือง Fort Tarsis ของเกม แต่สำหรับผู้เขียนบทสนทนาเหล่านี้ก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับเนื้อเรื่อง นั่นก็คือการขาดอารมณ์ร่วมจากการที่เกมปูพื้นเนื้อเรื่องมาไม่ดีนั่นเอง ซ้ำร้าย ระบบตัวเลือกบทสนทนาของเกมก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเล่นเกมของผู้เล่นโดยตรงแต่อย่างใด จะมีก็เพียงท่าทีของตัวละครบางตัวที่อาจจะเปลี่ยนไปตามทางเลือกของผู้เล่น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลดีผลเสียอะไรกับเรา ถ้าไม่นับการปลดล๊อคตัวเลือกในการปรับแต่งหุ่นหรือ Blueprint (พิมพ์เขียว) สำหรับการสร้างอาวุธ/ไอเทม ซึ่งไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็ดูเหมือนจะปลดล๊อคได้อยู่ดี จนทำให้ผู้เขียนเลือกที่จะกดข้ามบทสนทนาเหล่านี้ไปเลยเพื่อจะได้ไปลุยภารกิจต่อได้เร็วๆ

กล่าวโดยสรุป คนที่คาดหวังว่า Anthem จะมีเนื้อเรื่องน่าติดตามในแบบฉบับเกม Bioware อื่นๆ นั้นอาจจะต้องปรับความคาดหวังกันใหม่ทั้งหมดเลย เพราะ Anthem ไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้งหรือน่าสนใจใกล้เคียงกับเกมอย่าง Dragon Age และ Mass Effect เลยซักนิด อาจจะดีกว่า Destiny ภาคแรกในช่วงที่วางจำหน่ายใหม่ๆ อยู่หน่อยนึง แต่ก็ยังถือว่าไม่ผ่านในความเห็นของผู้เขียน ไม่ได้ช่วยเสริมประสบการณ์ของเกมแต่อย่างใด กลับทำให้เกมแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะต้องบังคับให้ผู้เล่นกลับเมืองเพื่อดำเนินเนื้อเรื่องอยู่ตลอด เป็นการขัดจังหวะการเล่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความนานในการโหลดของเกม

เกมเพลย์

สำหรับผู้เขียนที่ยอมรับตรงๆ ว่าเป็นแฟนเกมแนวนี้อยู่แล้ว เกมเพลย์ของ Anthem ถือเป็นองค์ประกอบที่ทำออกมาได้ดีที่สุดแล้วก็ว่าได้ การเหาะไปในอากาศและการต่อสู้ของเกมยังคงสนุกอยู่แม้ว่าผู้เขียนจะเล่นเกมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ชั่วโมงก็ตาม ด้วยระบบหลายๆ อย่างรวมกันที่ทำให้การเล่นมีมิติมากกว่าแค่เกม Third-Person Shooter (เกมยิงมุมมองบุคคลที่สาม) ทั่วไป

ในส่วนของระบบต่อสู้นั้น แม้ว่าการยิงปืนในตัวของมันเองอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ Anthem สามารถสร้างควา่มแตกต่างให้ตัวเองด้วยระบบคอมโบของเกม ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมรุ่นพี่ค่ายเดียวกันอย่าง Mass Effect นั่นเอง โดยหุ่นแต่ละชนิดในเกม Anthem จะสามารถใส่ความสามารถพิเศษไปใช้ในการต่อสู้ได้สามชนิดด้วยกัน คือสกิลธรรมดา สกิล Primer และสกิล Detonator นั่นเอง โดยสกิลธรรมดานั้นจะเน้นไปที่การสร้างความเสียหายตรงๆ อย่างเดียว ในขณะที่สกิล Primer จะทำให้ศัตรูติดสถานะผิดปกติ และเมื่อโจมตีศัตรูตัวนั้นซ้ำด้วยสกิล Detonator ก็จะทำให้เกิดคอมโบ ซึ่งจะส่งผลแตกต่างกันไปตามชนิดของหุ่นที่เป็นคนปิดคอมโบอีกด้วย

ระบบคอมโบถือเป็นจุดแข็งของเกมอย่างหนึ่ง

ในเบื้องต้นนั้น ระบบคอมโบสามารถทำให้การเล่นเกมมีความหลากหลาย มีมิติมากขึ้นตามสกิลที่ผู้เล่นแต่ละคนเลือกใช้ แต่ในเบื้องลึกขึ้นนั้น ระบบคอมโบสามารถเปิดช่องให้ผู้เล่นสามารถวางแผนร่วมกันเพื่อก้าวข้ามสถานการณ์ต่างๆ ก็ได้ด้วยการใช้ประโยชน์จากเอฟเฟกพิเศษจากการปิดคอมโบของหุ่นแต่ละชนิด เช่นเมื่อโดนรุมหนักๆ ก็สามารถให้หุ่น Colossus ปิดคอมโบเพื่อสร้างความเสียหายต่อศัตรูเป็นวงกว้างได้ หรือถ้ามีศัตรูระดับบอสที่หนังเหนียวเอาไม่ลง ก็ให้หุ่น Ranger ข่วยปิดคอมโบเพื่อสร้างความเสียหายต่อบอสมากขึ้นก็ได้เป็นต้น

นอกจากนี้ หุ่นแต่ละตัวยังมีแนวทางการเล่นที่แตกต่างกันอย่างมาก ยกตัวอย่างหุ่น Storm ที่มีความสามารถเหมือนอาชีพนักเวทย์ มีสกิลที่สร้างความเสียหายสูงในวงกว้างเยอะ แต่ก็เปราะบางมากๆ เช่นกัน แต่หุ่นจะได้รับเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นเมื่อบินอยู่กลางอากาศ ทำให้ผู้เล่นหุ่น Storm ต้องพยายามหาวิธีต่อสู้กลางอากาศตลอดเวลาเป็นวิธีเอาตัวรอด ในขณะที่หุ่น Colossus นั้นจะเน้นที่พลังล้วนๆ ทั้งสำหรับการโจมตีและป้องกัน สามารถใช้อาวุธหนักอย่างปืน Autocannon และ Grenade Launcher ได้ สามารถดึงโล่ห์ออกมาใช้กันการโจมตีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่มีเกราะบาเรียเหมือนหุ่นตัวอื่นๆ (ต้องดึงโล่ห์ออกมากันเท่านั้น) แถมยังอืดอาดกว่า บินนานไม่เท่าหุ่นตัวอื่นๆ และที่สำคัญคือไม่สามารถพุ่งหลบเหมือนหุ่นตัวอื่นๆ ได้เป็นต้น

หุ่น Storm ที่ต้องเอาตัวรอดด้วยการลอยตัวตลอดเวลา

อย่างที่เห็นว่าหุ่นทั้งสองตัวก็มีวิธีเล่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งลึกกว่าความแตกต่างในเรื่องของสกิลหรือค่าสถานะเท่านั้น แถมผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนหุ่นได้ตลอดก่อนเริ่มภารกิจ ซึ่งก็ช่วยเสริมให้เกมเพลย์มีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน ถ้าจะต้องตำหนิก็คงเป็นระบบช่องสกิล ที่ทำให้เราไม่สามารถเลือกผสมคอมโบสกิลได้ตามใจเท่าที่ควร โดยหุ่นแต่ละชุดจะมีช่องสกิลอยู่สองช่อง และแต่ละช่องจะมีรายชื่อสกิลที่สวมใส่ได้ตายตัว ยกตัวอย่างเช่นสกิล Burning Orb ของหุ่น Storm ที่ต้องใส่ช่องเดียวกับสกิล Frost Shards ทำให้ผู้เล่นที่อยากจะใช้สกิลสองสกิลนี้คอมโบกันไม่สามารถทำได้เป็นต้น อาจจะไม่ใช่จุดบกพร่องที่สลักสำคัญมากนัก แต่ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ถ้ามีน่าจะทำให้เกมมีความสนุกมากกว่านี้

ของในร้านค้าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่น่าจะมีตัวเลือกเยอะกว่านี้

แต่แม้ว่า Anthem จะสนุกขนาดไหนในระหว่างที่ได้ต่อสู้ องค์ประกอบเกมเพลย์อื่นๆ นอกเหนือไปจากการต่อสู้กลับทำได้ไม่ค่อยดีนัก ตั้งแต่เกมเพลย์ส่วนเมือง Fort Tarsis ที่เชื่องช้าและน่าเบื่อ ไปจนถึงระบบการสนทนากับ NPC ที่ก็น่าเบื่อไม่แพ้กัน แต่เกมกลับบังคับให้ผู้เล่นต้องกลับไปที่เมือง Fort Tarsis ทุกครั้งหลังจบภารกิจเพื่อรับเควสและปรับเปลี่ยนอาวุธ/สกิลของหุ่น ทำให้การเล่นเกม Anthem เหมือนขัดจังหวะตัวเองอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ เนื้อหาที่เกมมีในขนาดนี้ยังถือว่าน้อยมากๆ เช่นจำนวนดันเจี้ยน (หรือที่เกมเรียกว่า Stronghold) ที่มีเพียง 3 ที่เท่านั้น ไปจนถึงไอเทมในเกมที่มีอยู่น้อย และหาได้ไม่ยาก (โดยเฉพาะในระดับเลเวลสูงๆ) ทำให้การเล่นเกมรู้สึกตันเร็ว เล่นไม่นานก็ผ่าน/เก็บหมดทุกอย่างแล้ว (ผู้เขียนใช้เวลาเล่นราว 50 ชั่วโมง ใส่ของระดับ Masterwork เกือบทั้งตัว) ซึ่งสำหรับเกมแนวนี้ ที่ผู้พัฒนาคาดหวังให้ผู้เล่นกลับมาเล่นเรื่อยๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือน/ปี ถือเป็นจุดอ่อนที่อาจจะทำให้เกมต้องตายไปก่อนเวลาอันควรได้เลย แม้ว่าผู้พัฒนาจะออกมาพูดถึงเนื้อหาที่จะเพิ่มเข้ามาในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้แล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เช่นกันว่ากว่าอัพเดทเหล่านี้จะออกมา ผู้เล่นหลายๆ คนอาจจะบอกลาเกมโดยไม่หันหลังกลับไปซะแล้ว ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะผู้เขียนเชื่อจริงๆ ว่า Anthem จะสามารถกลายเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ถ้าเกมมีเวลาพัฒนาเนื้อหาไปอีกซักระยะหนึ่ง

การสู้บอสตัวยักษ์สนุกดี แต่ดันมีน้อย

สรุป

ถ้าถามผู้เขียนว่า Anthem เป็นเกมที่ ‘สนุก’ หรือไม่ ผู้เขียนก็คงได้แต่ตอบตามความเห็นตัวเองว่าเกมยัง ‘สนุก’ อยู่แน่นอนในเรื่องของการต่อสู้ ที่แม้จะเล่นมาแล้วเกิน 50 ชั่วโมงก็ยังไม่รู้สึกเบื่อเลย

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าถามผู้เขียนว่า Anthem เป็นเกมที่ ‘ดี’ หรือไม่ ผู้เขียนคงตอบได้ไม่เต็มปากนัก เพราะแม้เกมจะมีโครงสร้างเกมเพลย์ที่ดีอยู่ แต่ปัญหาด้านอื่นๆ ทั้งในเรื่องของปริมาณเนื้อหาไปจนถึงปัญหาเรื่องหน้าจอโหลดเกมและความเสถียร ก็อยู่ในระดับที่สามารถทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมเสียไปเลยได้เหมือนกันสำหรับหลายๆ คน

สำหรับคนที่รู้สึกว่าอาจจะมองข้ามข้อบกพร่องต่างๆ ของเกมไปได้ Anthem น่าจะเป็นเกมที่มอบความเพลิดเพลินให้คุณและเพื่อนๆ ได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าจะต้องแนะนำจริงๆ อยากจะแนะนำให้รอไปก่อนซัก 3-6 เดือน เพื่อให้ผู้พัฒนาได้ปรับปรุงปัญหาต่างๆ และเพิ่มเนื้อหาเข้าไปมากกว่านี้ซะก่อน เพราะผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าถ้าเกมสามารถอยู่รอดไปได้จนถึงตอนนั้น (คือผู้เล่นไม่พากันเบื่อหน่ายหายตัวไปซะก่อน) Anthem ก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นเกมฮิตได้ไม่ต่างจาก Destiny หรือ The Division เลยเช่นกัน

อนาคตที่สดใส(อาจจะ)รอเราอยู่…

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Overwatch แนะนำ Baptiste ซับพอร์ตสายยิงหัวใจแครรี่

Lazefatboy

โปรดิวเซอร์ผู้สร้างเกม Call of Duty: WW2 ประกาศออกจาก Activision สิ้นปีนี้

GameFever TH

Review – รีวิวเกม Red Dead Redemption 2 ‘เกมดีๆ ที่ไม่ต้องสนุกตลอดเวลา’

GameFever TH

Leave a Comment