Image default
รีวิว

รีวิว Kingdom Hearts 3: จุดจบอันสมเกียรติของมหากาพย์กุญแจแห่งแสง

ข้อดี

  • เกมกราฟิคสวยมาก มีเอกลักษณ์ตามสไตล์ Kingdom Hearts
  • เกมเพลย์แนวแอคชั่นสายฟ้าแล่บยังสนุกไม่เสื่อมคลาย
  • เนื้อเรื่องเอาใจแฟนๆ ของซีรี่ย์สุดชีวิต คลายปมจากเกมทุกภาค

ข้อเสีย

  • เกมค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเกมอื่นๆ ในซีรี่ย์
  • มีอะไรให้ทำน้อย
  • เนื้อเรื่องซับซ้อนมาก ถ้าไม่รู้เรื่องมาก่อนน่าจะเข้าใจยาก

แนวเกม: แอคชั่น RPG

ผู้พัฒนา: Square Enix

จัดจำหน่าย: Square Enix

เวลาเล่น: ราวๆ 25 ชั่วโมง (จบเนื้อเรื่อง)

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4, Xbox One (รีวิวใน PS4 Pro)

(ขอบคุณโค้ดรีวิวเกมจาก PlayStation SEA)

ในช่วงที่เกมออกมาใหม่ๆ ในปี 2002 คงไม่มีใครคาดคิดว่า Kingdom Hearts จะกลายเป็นเกมมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่และยืนยงมานานนับทศวรรษfขนาดนี้ ด้วยคอนเซปสุดพิศดารที่จับเอาตัวละครสุดอมตะของดิสนี่ย์มาผสมกับความเป็น JRPG สไตล์จัดจ้านแบบ Final Fantasy ของ Square Enix ดูเป็นสองรสชาติที่น่าจะจับมาปรุงให้เข้ากันยากประมาณหนึ่ง

แต่อย่างที่หลายๆ คนน่าจะได้ค้นพบ เกม Kingdom Hearts กลับกลายเป็นเกมที่สนุกกินใจมากกว่าที่หลายคนคิด และกลายเป็นซีรี่ย์ JRPG ตัวใหญ่ที่มีเกมภาคยิบย่อยปล่อยออกมาให้เล่นกันในเครื่องคอนโซล PS2 และคอนโซลพกพาหลายๆ รุ่นทั้งของโซนี่และนินเทนโด้ถึง 8 ภาคตลอด 16 ปีที่ผ่านมา จนมาถึงเกม Kingdom Hearts 3 เกมภาคที่ 9 ในซีรี่ย์และภาคสุดท้ายของไตรภาค Xehanort ที่ดำเนินมาตลอดตั้งแต่ Kingdom Hearts ภาคแรกนั่นเอง

ตาราง Timeline ของซีรี่ย์

ผู้เขียนเองก็อาจจะถือว่าเป็นแฟนของซีรี่ย์นี้อยู่ประมาณนึง และก็เคยเล่นเกมภาคหลักและภาคเสริมทั้งหลายมาแล้วเกือบทุกภาค (แต่จบบ้างไม่จบบ้าง) จึงมีความตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้เห็นจุดจบของการเดินทางของโซระและผองเพื่อนเสียที และในฐานะแฟนก็คงต้องบอกว่าเกม Kingdom Hearts 3 ถือเป็นจุดจบที่น่าพอใจมากๆ สำหรับผู้เขียน เกมสามารถคลายปมที่ผูกเอาไว้จากเกมภาคต่างๆ ได้เกือบหมด และยังคงเกมเพลย์แอคชั่นสุดเท่ของซีรี่ย์ไว้ได้เป็นอย่างดี อาจจะไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดใจกับอะไรเป็นพิเศษเช่นกัน

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องที่ปูมาตลอดซีรี่ย์นั้นมีความลึกและยาวเกินกว่าจะสามารถเล่าให้เข้าใจแบบสั้นๆ ได้ และการที่เกมพยายามคลายปมทั้งหมดที่ผูกเอาไว้ในเกมภาคเสริมทั้งหลายก็แปลว่าคนที่ไม่เคยเล่นภาคเสริมทั้งหมด (หรืออย่างน้อยไม่รู้เรื่องมาก่อน) ก็อาจจะงงไปกับเหตุการณ์และตัวละครมากมายที่มีอยู่ในเกมได้ง่ายๆ เลย ที่สำคัญที่สุด โครงสร้างของเกมดูจะได้รับอิทธิพลมาจากเกม Final Fantasy 15 มาพอสมควรทั้งในรูปแบบของเกมเพลย์และเนื้อเรื่อง ซึ่งก็อาจจะไปขัดใจหลายๆ คนได้เช่นกัน

ถ้าให้สรุปสั้นๆ เกม Kingdom Hearts 3 น่าจะเป็นเกมที่เหมาะกับแฟนๆ ของซีรี่ย์ที่รอคอยเกมนี้มาตลอด แต่ความต้องการจะตอบโจทย์แฟนๆ ก็ทำให้เกมเข้าถึงยากสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามซีรี่ย์มาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

กราฟิค/การนำเสนอ

ดังที่เห็นกันในเทรลเลอร์และสกรีนช๊อตมากมายที่ผ่านมา เกม Kingdom Hearts 3 ยังคงกราฟิคอันสดใสสไตล์ดิสนี่ย์ผสมกับสไตล์อันจัดจ้านของ JRPG สูตร Square Enix เอาไว้ได้เป็นอย่างดี อนิเมชั่นการเคลื่อนไหวและรายละเอียดของตัวละครและสิ่งของตามฉากสามารถรักษาตัวตนของโลกดิสนี่ย์นั้นๆ เอาไว้ได้ ที่สำคัญคือเกมรันอยู่ที่เฟรมเรต 60 FPS (ใน PS4 Pro) แบบคงที่แทบจะตลอดทั้งเกม ซึ่งก็น่าชมเพราะเกมมีเอฟเฟคและแสงสีจากท่าโจมตีพิเศษต่างๆ เยอะแยะเต็มจอแทบจะตลอดเวลา

มีแสงระยิบระยับเต็มจอตลอดเวลาที่ต่อสู้

สิ่งที่น่าชมที่สุดเกี่ยวกับกราฟิคของเกมคือการที่เกมสามารถรักษาเอกลักษณ์ของโลกดิสนี่ย์ต่างๆ ไว้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโลกของเล่นใน Toy Story ไปจนถึงโลกจากหนัง Live-action (หนังคนแสดงจริง) อย่าง Pirates of the Caribbean ทุกโลกล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามโลกนั้นๆ ซึ่งก็ช่วยเสริมบรรยากาศของเกมให้มีความหลากหลายขึ้นมาจริงๆ เพราะโซระในโลกหนึ่งก็อาจจะมีชุดหรือกระทั่ง Texture ตัวละครที่เปลี่ยนไปด้วย

แน่นอนว่าข้อปรับปรุงเหล่านี้ทั้งหมดก็ส่งผลต่อคุณภาพของฉากคัตซีนด้วย โดยฉากคัตซีนของ Kingdom Hearts 3 ก็ยังคงลายเซ็นแอคชั่นไร้แรงโน้มถ่วงของผู้กำกับ Tetsuya Nomura เอาไว้ได้ (นึกภาพไม่ออกลองไปดูหนัง Final Fantasy VII: Advent Children) ซึ่งพอนำมารวมกับกราฟิคแนวการ์ตูนของ Kingdom Hearts แล้วก็ทำให้ฉากคัตซีนมีความน่าตื่นเต้นมากกว่าทุกครั้ง แถมตัวละครทั้งหลายยังแสดงสีหน้าต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การสื่ออารมณ์ตามเนื้อเรื่องพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งด้วย

เห็นน้ำตาตัวละครเป็นหยดๆ

ข้อปรับปรุงอีกอย่างนึงในเรื่องของการนำเสนอที่ส่งผลต่อเกมเพลย์อย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของแผนที่ ที่เปลี่ยนจากแบบเก่าที่เป็นห้องเล็กๆ หลายๆ ห้องต่อกัน และต้องเข้าหน้าจอโหลดเกมทุกครั้งที่เปลี่ยนห้อง โลกส่วนใหญ่ใน Kingdom Hearts 3 จะมาในรูปแบบของแผนที่กว้างๆ เพียงอันเดียว ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถสำรวจโลกได้ลึกกว่าที่ผ่านมา แถมการออกแบบฉากยังสามารถเพิ่มความสูงหรือความกว้างได้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้การเคลื่อนที่อันสุดเหวี่ยงของเกมเปิดกว้างขึ้นไปอีกระดับด้วย

เนื้อเรื่อง

สำหรับเนื้อเรื่องของเกม Kingdom Hearts 3 จะเริ่มขึ้นต่อจากเกมภาค Dream Drop Distance ที่วางจำหน่ายสำหรับเครื่อง 3DS ในปี 2012 นั่นเอง โซระและริกุได้เข้ารับการทดสอบ Mark of Mastery เพื่อเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ Keyblade เพื่อเตรียมรับมือกับ Xehanort แต่ในขณะที่ริกุสามารถผ่านการทดสอบได้นั้น โซระกลับทำผิดพลาดจนเกือบโดน Xehanort เข้าครอบงำ และแม้ว่าสุดท้ายโซระจะหลุดพ้นจากการครอบงำมาได้ แต่พลังที่สั่งสมมาตลอดก็ดันโดน Xehanort ดูดเอาไปด้วย จึงไม่ผ่านการทดสอบในที่สุด

เนื้อเรื่องของเกม Kingdom Hearts 3 จึงเริ่มขึ้น โดยโซระจะต้องออกเดินทางไปยังโลกดิสนี่ย์ต่างๆ เพื่อฟื้นฟูพลังแห่งแสงในตัวขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่ริกุและราชามิกกี้เมาส์ก็ออกเดินทางเพื่อหาวิธีปลดปล่อยปรมาจารย์ Aqua จากดินแดนแห่งความมืด เพื่อที่จะได้ปลุกชีพ Ventus ขึ้นมาและรวบรวม ‘แสงทั้ง 7’ ไว้ต่อกรกับ Xehanort และ ‘ความมืดทั้ง 13’ นั่นเอง

Xehanort และความมืดทั้ง 13

นอกซะจากว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงที่เล่นเกมภาคเสริมอย่าง Dream Drop Distance และ Birth By Sleep มาก่อน แค่เรื่องย่อด้านบนก็คงทำให้งงหัวหมุนกันไปหมดแล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เล่นเกมภาคเสริมมาแล้วนั้น เนื้อเรื่องของเกม Kingdom Hearts 3 เปรียบเสมือนบทสรุปของเหตุการณ์ทั้งหมดในซีรี่ย์ ที่จะนำทุกอย่างกลับมาบรรจบกันเป็นเส้นเรื่องเดียวจนได้ ซึ่งก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับเกมนี้ ในแง่นึงก็ทำหน้าที่ของภาคต่อได้ดีเพราะสามารถคลายปมทั้งหมดได้อย่างน่าพอใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกมดูจะไม่แยแสคนที่ตามเนื้อเรื่องไม่ทันเท่าไหร่เช่นกัน พูดง่ายๆ คือคนที่อยากจะเล่น Kingdom Hearts 3 ให้สนุก จะต้องรู้เรื่องเกมภาคเก่าๆ มาก่อนเป็นอย่างดีประมาณหนึ่ง ไม่งั้นก็อย่าหวังว่าจะเข้าใจสิ่งที่ตัวละครคุยกันเลย

อีกหนึ่งจุดอ่อนของเกมคือปัญหาเรื่อง Pacing หรือการจัดจังหวะของเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องที่มีความไม่สม่ำเสมอ เพราะเกมต้องเล่าทั้งเนื้อเรื่องของเกมเอง และเนื้อเรื่องของการ์ตูนดิสนี่ย์ต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในหลายครั้งก็เกี่ยวข้องกันเพียงเบาบางเท่านั้นเอง จึงมีจังหวะที่ทำให้รู้สึกเหมือนเนื้อเรื่องหลักหยุดอยู่กับที่เหมือนกัน เช่นตอนที่เกมบังคับให้โซระและผองเพื่อนต้องหยุดฟังเอลซ่าร้องเพลง Let It Go (แบบเต็มเพลง) ขนาดที่เพื่อนร่วมทางของโซระอย่าง Goofy และ Donald ยังแซวหลายครั้งตลอดการเดินทางว่า ‘นี่มันใช่เวลามาทำอะไรแบบนี้จริงๆ เหรอ?!’

‘เอาเวลาไปกู้โลกเถอะหนุ่ม’ Rabbit ไม่ได้กล่าวไว้

อิทธิพลของเกม Final Fantasy 15 (ซึ่งเป็นเกมที่คุณ Tetsuya Nomura ผู้กำกับเกมมีส่วนช่วยออกแบบเยอะมาก) ออกมาชัดเจนที่สุดในช่วงท้ายเกมในขณะที่เนื้อเรื่องเริ่มเร่งความเร็วสู่ตอนจบ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำให้รู้สึกเหมือนเกมกำลังพยายามเร่งตัวเองให้จบขึ้นมานิดหน่อย แต่ในขณะเดียวกันก็มีจังหวะน่าตื่นเต้นและซาบซึ้งเอาใจแฟนๆ มากมายเช่นกัน จึงอาจจะไม่รู้สึกขัดใจเท่ากับในกรณีของ Final Fantasy 15

โดยรวมๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าในแง่ของโครงสร้างเนื้อเรื่องเกม Kingdom Hearts 3 ยังคงมีส่วนให้ปรับปรุงได้เยอะเมื่อเทียบกับการเล่าเรื่องในเกมภาคก่อนๆ แต่เกมก็มีตอนจบที่น่าพอใจมากพอที่แฟนๆ ของซีรี่ย์น่าจะทำใจมองข้ามข้อด้อยเหล่านั้นไปได้ แต่คนที่ไม่อินกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่อาจจะรู้สึกขัดๆ คล้ายๆ กับในเกม Final Fantasy 15 เช่นกัน

เกมเพลย์

ในส่วนของเกมเพลย์นั้น Kingdom Hearts 3 ไม่ได้แตกต่างกับเกมภาคก่อนหน้าอย่างภาค 2 เท่าไหร่นัก โดยยังคงใช้ระบบแอคชั่นแบบเลือกจากเมนูเหมือนภาคเก่าๆ เปี๊ยบเลย แตกต่างกันนิดหน่อยตรงที่เกมเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่จากภาค Dream Drop Distance ที่ให้เราสามารถวิ่งไต่กำแพงหรือใช้สิ่งของในฉากในการช่วยต่อสู้ได้ประมาณหนึ่ง และยังมีระบบการใช้ท่าหรืออาวุธพิเศษจาก Birth By Sleep อยู่ด้วย แต่นอกจากนั้นก็ถือว่าการควบคุมยังเหมือนเดิมแทบจะทั้งหมดเลย

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคงจะเป็นระบบอาวุธ Keyblade ที่ก็ดูจะได้รับอิทธิพลมาจากเกม Final Fantasy 15 อีกเช่นกัน โดยในภาคนี้โซระจะสามารถสวมใส่ Keyblade ได้พร้อมกันถึงสามเล่ม ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปมาได้ตลอดระหว่างการต่อสู้ และแต่ละเล่มยังมีความสามารถในการกลายร่างเป็นอาวุธชนิดต่างๆ ได้อีก ทำให้การต่อสู้มีความหลากหลายเปลี่ยนไปตาม Keyblade/อาวุธที่ใช้ในขณะนั้น และสามารถเปลี่ยนอาวุธไปมาได้อย่างอิสระตามสถานการณ์อีกด้วย ซึ่งก็เหมือนกับความสามารถของ Noctis ที่สามารถสวมใส่และสับเปลี่ยนอาวุธได้อย่างอิสระ ซึ่งระบบนี้ก็เพิ่มความหลากหลายในการต่อสู้ได้ประมาณหนึ่ง อย่างอาวุธโล่ห์ Counter-Shield ที่ได้จาก Keyblade ของโลก Olympus ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการกดกันค้างไว้ได้ (ปกติเวลากันจะกันเพียงพริบตาเดียว ทำให้ต้องกะจังหวะกันดีๆ) และมีท่าโจมตีสวนขึ้นอยู่กับว่ากันการโจมตีได้กี่ครั้ง ซึ่งก็ทำให้วิธีการที่เราต่อสู้กับศัตรูเปลี่ยนไปได้

Keyblade จากโลก Olympus กลายร่างเป็นโล่ห์ได้

แต่ก็ไม่ใช่ Keyblade ทุกเล่มที่จะสามารถเปลี่ยนวิธีเล่นไปได้อย่างชัดเจนเท่าโล่ห์ Counter-Shield เช่นกัน โดยเฉพาะเล่มท้ายๆ เกมที่เริ่มมีความสามารถซ้ำกับ Keyblade ช่วงต้นเกม (เช่น Keyblade จากโลก Tangled และหมีพูห์ ที่เปลี่ยนเป็นปืนทั้งคู่) ซึ่งก็น่าเสียดายที่ระบบนี้ไม่สามารถมอบความหลากหลายได้มากกว่านี้ แต่โดยรวมก็ยังถือว่าเป็นระบบใหม่ที่ทำให้การต่อสู้น่าสนใจมากขึ้นมาได้นิดหน่อย

ปืนยิงน้ำผึ้ง ของขวัญจากหมีพูห์

นอกจากนี้ ยังมีท่าพิเศษชุดใหม่ที่เกมเรียกว่า Attraction ซึ่งอิงมาจากเหล่าเครื่องเล่นต่างๆ ในสวนสนุก Disney Land เช่นเรือไวกิ้งหรือม้าหมุนเป็นต้น โดยท่าเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับมินิเกมเล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งในแง่หนึ่งก็ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้การต่อสู้ได้บ้าง แต่เพราะจำนวนท่าที่ค่อนข้างน้อย (มีอยู่เพียง 5-6 ท่าเท่านั้น) แถมแต่ละท่ายังจะมีคัตซีนสั้นๆ ทุกครั้งที่กดใช้อีก และที่สำคัญที่สุด เราจะไม่สามารถเลือกได้ว่าท่าเหล่านี้จะใช้ได้เมื่อไหร่ และเลือกไม่ได้ด้วยว่าพอใช้ได้จะออกมาเป็นท่าไหน เพราะไม่ใช่ทุกท่าที่จะใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ทำให้ช่วงหลังๆ รู้สึกน่ารำคาญขึ้นมามากกว่าจะมีประโยชน์ในบางครั้ง

เรียกเรือไวกิ้งออกมาชนซะเลย

อีกหนึ่งระบบที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการต่อสู้คือระบบ Link หรือที่หลายๆ เกมน่าจะเรียกว่าซัมม่อนนั่นเอง โดยโซระจะสามารถเรียกผองเพื่อนตัวละครจากการ์ตูนดิสนี่ย์เช่น Simba (จาก Lion King) หรือ Wreck-it-Ralph ออกมาช่วยต่อสู้กับศัตรูและเพิ่มเลือดของเราไปพร้อมๆ กัน โดยแต่ละตัวจะมาพร้อมกับมินิเกมย่อยๆ ของตัวเองเหมือนกับท่า Attraction แต่เพราะเราสามารถเลือกใช้ได้ทุกเมื่อ ทำให้ท่าเหล่านี้รู้สึกมีประโยชน์กว่า สามารถใช้พลิกสถานการณ์คับขันหรือลดจำนวนศัตรูเวลาโดนรุมได้

สำหรับแฟนๆ ของซีรี่ย์น่าจะคุ้นเคยและทำความเข้าใจกับระบบต่อสู้ของเกมได้ไม่ยากอยู่แล้ว และเอาเข้าจริงน่าจะเล่นได้ง่ายกว่าเกมภาคก่อนๆ ประมาณนึงเพราะโซระดูจะมีตัวเลือกในการโจมตีมากขึ้น จนทำให้เราแทบจะไม่ต้องหลบหรือกันเลยเพราะสามารถบุกได้ตลอดเวลา แต่สำหรับคนทั่วไปอาจจะมีความสับสนอยู่เล็กน้อยด้วยความสามารถของตัวละครที่มีอยู่เยอะ และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเก็บเลเวลตัวละครสูงขึ้น จึงพูดได้ว่าเกมอาจจะต้องใช้ความเคยชินประมาณหนึ่งซะก่อนถึงจะเริ่มรู้สึกได้ถึงความลื่นไหลในการต่อสู้ของเกม

Simba กลับมาด้วยความหัวร้อนกว่าทุกครั้ง

นอกเหนือจากการต่อสู้นั้น Kingdom Hearts 3 ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรให้ทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น โดยความหลากหลายของเกมเพลย์จะมาจากวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไปเล็กน้อยในโลกดิสนี่ย์แต่ละใบนั่นเอง เช่นโลก Toy Story ที่ให้เราสามารถขึ้นไปขี่หุ่น Gigas Mech เพื่อต่อสู้กับศัตรู (ที่ก็สามารถขี่หุ่นได้เช่นกัน) หรือระบบการล่องเรือของโลก Pirates of the Caribbean ที่ช่วยทำให้เกมเพลย์ไม่จำเจกันตลอดทั้งเกม แต่ก็เป็นเพียงโบนัสเล็กๆ เท่านั้น และพอจบเนื้อเรื่องของโลกแต่ละใบก็ไม่มีเหตุผลให้เราต้องกลับไปเล่นซ้ำอีก

ขับเรือโจรสลัดสนุกสนานในโลก Pirates of the Caribbean

เกมเพลย์อีกส่วนที่เราจะได้สัมผัสบ่อยๆ ตลอดการเดินทางก็คือระบบการขับยาน Gummi Ship ไปมาระหว่างโลกต่างๆ นั่นเอง โดยแม้ว่าในภาคนี้จะพัฒนาระบบนี้ให้จริงจังขึ้นมามากกว่าครั้งก่อนๆ และเปิดให้เราสามารถสำรวจจักรวาลของเกมได้อย่างอิสระ แทนที่จะเป็นด่านแยกๆ กันเหมือนที่ผ่านมา แต่เกมเพลย์ของ Gummi Ship ก็ยังเป็นเพียงตัวขั้นเวลาเล็กๆ ในระหว่างการสำรวจโลกเท่านั้น แถมของรางวัลที่ได้รับจากการเล่นก็มักจะเป็นของที่ใช้ได้ในโหมด Gummi Ship เท่านั้นอีก เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องสนใจกับระบบมากกว่าที่จำเป็นเลย คนที่ไม่ชอบก็จะไม่ต้องใช้เวลากับมัน ซึ่งก็คงเป็นเรื่องดีที่เกมให้ทางเลือกนี้กับผู้เล่น แต่ในอีกแง่ก็น่าเสียดายที่ผู้พัฒนาไม่สามารถทำให้ระบบนี้สนุกได้แบบเดียวกับในเกมอย่าง Nier: Automata ที่มีระบบคล้ายๆ กัน

ขับยาน Gummi Ship ท่องอวกาศได้แบบอิสระ

โดยรวมๆ แล้วเกมเพลย์ของ Kingdom Hearts 3 ก็ไม่ได้แตกต่างกับเกมเพลย์ของภาค 2 มากนัก อาจจะง่ายกว่าด้วยซ้ำจากการที่ผู้เล่นมีเครื่องมือสำหรับต่อกรกับศัตรูมากกว่าทุกภาคที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความสนุกและท้าทายในระดับที่ทำให้เกมไม่น่าเบื่อ แม้ว่าเกมเพลย์โดยรวมจะไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมายก็ตาม

สรุป

8/10

บทสรุปการเดินทางของโซระและผองเพื่อน

ในฐานะแฟนซีรี่ย์คนหนึ่งที่ติดตาม Kingdom Hearts มาตลอดระยะเวลาหลายปี ผู้เขียนพูดได้เลยว่าเกม Kingdom Hearts 3 คือเกมที่แฟนๆ คาดหวังจะได้เล่นมาตลอด และเป็นเกมที่ตอบคำถามที่ค้างคาใจแฟนๆ ได้อย่างน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเกมจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และยังค่อนข้างจำกัดในเรื่องของกิจกรรมที่มีให้ทำก็ตาม ผู้ที่ติดตามซีรี่ย์มาตลอดไม่ควรพลาดบทสรุปการเดินทางของโซระและผองเพื่อนแน่นอน แต่สำหรับคนอื่นๆ ที่คาดหวังให้เกมนี้เป็นบทเริ่มต้นเพื่อเข้าสู่ซีรี่ย์ Kingdom Hearts นี่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเช่นกัน

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

ผู้พัฒนา Cyberpunk 2077 รับปากจะเพิ่มเซตติ้งพิเศษสำหรับคนที่เล่น FPS แล้วเวียนหัว

GameFever TH

Metro Exodus เวอร์ชั่น PC จะวางขายบนร้าน Epic Game Store เท่านั้น

Lazefatboy

สุด Shock !! Activision หุ้นตกกว่า 10 เปอร์เซ็น Black Ops 4 ช่วยอะไรไม่ได้ !!

GameFever TH

Leave a Comment