Image default
รีวิว

Review: รีวิวเกม Hitman 2 – มือปืนโล้นซ่า ทวงบัลลังค์ราชาเกมลอบเร้น!

แนวเกม: Stealth-Action (แอคชั่น-ลอบเร้น)

ผู้พัฒนา: IO Interactive (จัดจำหน่ายโดย Warner Bros. Interactive)

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4, Xbox One, PC

เวลาเล่น: จบเนื้อเรื่อง (ราว 8-10 ชั่วโมง)


ข้อดี:

  • เกมเพลย์แนวลอบเร้นที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเหมือน
  • มีความท้าทายในระดับที่พอดี ไม่ได้ง่ายเกินไป แต่ก็ไม่ยากจนหงุดหงิด
  • เปิดช่องให้ผู้เล่นได้ใช้ความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
  • ฉากเกมเพลย์มีความน่าสนใจและหลากหลายในตัว เล่นซ้ำได้ไม่เบื่อ

ข้อเสีย:

  • รายละเอียดกราฟิคปรับปรุงได้อีกเยอะ
  • เนื้อเรื่องสั้น/ด่านน้อย แถมยังเล่าไม่สนุก
  • โหมดออนไลน์ไม่ค่อยสนุกถ้าไม่ได้เล่นกับเพื่อน

เกมซีรี่ย์ Hitman นั้นถือเป็นซีรี่ย์ที่เปลี่ยนแก่นเกมเพลย์ไปน้อยมากๆ แม้ว่าจะวางขายมาแล้วเกือบ 20 ปี (ภาคแรกวางจำหน่ายปี 2000) เกมยังคงให้ผู้เล่นรับบทเป็นสายลับ 47 เหมือนเดิม ยังคงให้เราลอบเข้าไปในฐานศัตรูด้วยการเปลี่ยนชุดปลอมตัวไปเรื่อยๆ เพื่อหาโอกาสลอบสังหารเป้าหมายด้วยวิธีการต่างๆ จะเปลี่ยนไปก็เพียงแค่เรื่องคุณภาพและกราฟิคของเกม ที่พัฒนาไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย

เกม Hitman 2 ภาคล่าสุด (คนละภาคกับ Hitman 2: Silent Assassin ปี 2002) ก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงสูตรเกมเพลย์ของซีรี่ย์ไปแต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเกมภาคก่อนหน้าอย่าง Hitman (2016) ที่แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปทั้งในเรื่องของเกมเพลย์และกราฟิค แต่เหตุผลที่เกมไม่เปลี่ยนไปก็ไม่ใช่ว่าเกมจะรู้สึกตกยุคหรือติดขัดแต่อย่างใด กลับกันซะอีก เกมเพลย์การลอบเร้นของ Hitman 2 ยังคงสนุกและท้าทาย แถมยังมีเอกลักษณ์ที่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีเกมไหนทำได้เหมือนกัน ต้องใช้ไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์ และความใจเย็นมากกว่าฝีมือในการเล่นเกมยิงปืน แน่นอนว่าเกมก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ด้วยกราฟิคและอนิเมชั่นที่ถือว่ายังปรับปรุงได้มากในหลายจุด แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบเกมแนวลอบเร้นแบบฮาร์ดคอร์ และใฝ่หาเกมที่ท้าทายความคิดเรามากกว่าความแม่นยำ เกม Hitman 2 น่าจะตอบโจทย์ของคุณได้ดีเลย

เป็นอุบัติเหตุจริ๊งๆ…

เนื้อเรื่อง

เนื้อเรื่องของเกม Hitman 2 จะติดตามสายลับ 47 ในระหว่างการเดินทางรอบโลกเพื่อค้นหาอดีตอันลึกลับของตัวสายลับ 47 เอง พร้อมๆ กับการตามหาองค์กรลับชั่วร้าย ที่มีความเกี่ยวข้องกับอดีตของเขา และคือผู้ที่ลบความทรงจำของเขาออกไปตั้งแต่แรกนั่นเอง

ว่ากันตามตรงว่าเนื้อเรื่องของเกม Hitman 2 ไม่ได้น่าสนใจหรือสำคัญต่อเกมเลยแม้แต่น้อย เกมเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์เนื้อเรื่องต่างๆ ผ่านฉากคัตซีนที่ใช้ภาพนิ่งผสมกับกราฟิคไฮเทคต่างๆ ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องของเกมตามยากมากเพราะเล่าแบบโดดไปมาเยอะ แถมเพราะฉากเนื้อเรื่องเหล่านี้มักจะถูกเล่าเฉพาะช่วงก่อนและหลังทำภารกิจเท่านั้น ทำให้การเล่าเรื่่องขาดช่วงไปในระหว่างภารกิจ และแต่ละภารกิจยังมีเนื้อเรื่องย่อมๆ ของตัวเองอยู่แล้วด้วย ยิ่งทำให้การติดตามเนื้อเรื่องของเกมยากเข้าไปใหญ่ พูดง่ายๆ คือผู้เขียนยังไม่สามารถบอกได้อย่างถูกต้อง 100% เลยว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร แม้จะเล่นจนจบและนั่งดูคัตซีนทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 2-3 รอบแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่เนื้อเรื่องของเกมค่อนข้างมีปัญหาก็ไม่ได้ส่งผลต่อความคาดหวังที่มีต่อเกมเท่าไหร่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ถ้าทำให้ดีได้ก็จะช่วยเสริมเกมให้น่าสนใจกว่าที่เป็นอยู่ แต่สำหรับผู้เขียน การที่เนื้อเรื่องของเกม Hitman 2 มีปัญหามากๆ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย แต่คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของเกม และไม่ใช่แฟนเกมลอบเร้นอยู่แล้ว นี่อาจจะไม่ใช่เกมสำหรับคุณ


กราฟิค/การนำเสนอ

สำหรับคนที่เพิ่งเล่นเกม Red Dead Redemption 2 มาอย่างผู้เขียน เห็นได้ชัดเจนเลยว่ากราฟิคของเกม Hitman 2 ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับเกมที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่าง Red Dead Redemption 2 หรือกระทั่ง Assassin’s Creed: Odyssey ไม่ได้หมายความว่าเกมภาพน่าเกลียด เพราะฉากต่างๆ ก็มีการใช้แสงสีที่สดใส ไม่น่าเบื่อ แถมยังออกแบบมาให้มีรายละเอียดเล็กๆ อยู่เต็มด่าน แต่ในขณะที่เกมหลายๆ เกมในตลาดให้ความรู้สึกว่าภาพสวยในแบบที่ ‘สมจริง’ ภาพของ Hitman 2 กลับมีความปรุงแต่งอย่างชัดเจน และดูเหมือนเป็นวีดีโอเกมตลอดเวลา

แต่แม้ว่าเกมจะทำได้ไม่เลวในเรื่องของสีสันและการใช้แสง แต่ในเรื่องของการขยับตัวและสีหน้าของตัวละครก็ยังมีความแข็งๆ เป็นหุ่นยนต์อยู่เยอะ แถมเพราะในแต่ละด่านมี NPC อยู่นับร้อยๆ ตัว ทำให้เกิดปัญหาการใช้โมเดลตัวละครซ้ำขึ้นมาบ้างเวลาเล่น ซึ่งก็ทำให้เกมรู้สึกเหมือนทุนต่ำขึ้นมาได้เหมือนกัน แน่นอนว่าปัญหาที่กล่าวมาไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร และเอาเข้าจริงส่งผลต่อการเล่นน้อยมากๆ แต่ก็เป็นปัญหาเล็กๆ ที่ผู้พัฒนาเกม AAA หลายๆ ค่ายน่าจะแก้ได้แล้วในยุคนี้

แค่ภาพนี้ก็มี NPC หน้าซ้ำหลายตัวแล้ว

ในส่วนของอินเตอร์เฟซ เกม Hitman 2 ได้กลับไปสู่อินเตอร์เฟซแบบ ‘น้อยได้มาก’ ของภาคก่อนหน้า ที่เน้นใช้อินเตอร์เฟซเป็นกล่องๆ สี่เหลี่ยมง่ายๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังใช้แอพมือถืออยู่อย่างไงอย่างนั้น แม้ในตอนแรกอาจจะรู้สึกดูสบายตา แต่พอไปนานๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเมนูที่ค่อนข้างน่าเบื่อเหมือนกัน เพราะเราจะต้องขุดเมนูเหล่านี้บ่อยๆ ทั้งช่วงก่อนและระหว่างทำภารกิจทุกครั้ง ในแง่นึงก็อาจจะเป็นเรื่องดีที่ผู้พัฒนาทำให้เมนูของเกมง่ายต่อการใช้ โดยเฉพาะในจังหวะฉุกละหุก (เช่นการทิ้งปืนเวลาโดนศัตรูขอค้นตัว) แต่ผู้พัฒนาเองก็น่าจะหาวิธีนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ให้น่าตื่นเต้นกว่าแค่เป็นเมนูกล่องๆ ธรรมดา ดูไร้ชีวิตจิตใจไปหน่อย


เกมเพลย์

ในหลายๆ แง่ เกมเพลย์ของ Hitman 2 ก็ทำให้หวนคิดถึงการเล่นเกมแนวพัซเซิ่ล (แก้ปริศนา) หรือแนว Adventure แบบเต็มตัวมากกว่าจะเป็นเกมแนวแอคชั่น เพราะการประสบความสำเร็จในเกมนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหาหรือการสำรวจ/หาของมากกว่าการยิงปืนหรือการต่อสู้ใดๆ (ความจริงเกมแทบจะไม่อยากให้เราต้องต่อสู้เลยด้วยซ้ำ เพราะการฆ่าตัวละครที่ไม่ใช่เป้าหมายจะทำให้โดนลดคะแนนตอนจบด่านด้วย)

ถ้ามองผ่านๆ ระบบการเล่นของ Hitman 2 อาจจะไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับเกมแอคชั่น 3rd-Person ทั่วไป มีระบบการย่องหลบในกอหญ้าสูง และระบบการยิงปืนและการเข้าที่กำบังเป็นต้น แต่ระบบเกมเพลย์ที่สำคัญที่สุดของเกม Hitman 2 (หรือจะเรียกว่าที่สุดในทั้งซีรี่ย์เลยก็ได้) ก็คือระบบการปลอมตัว ที่ให้เราสามารถสวมรอยเป็นตัวละคร NPC ตัวไหนก็ได้เพื่อลอบเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม หรือเพื่อหลอกให้เป้าหมายตายใจ โดยระบบนีั้แหละคือสิ่งที่ทำให้เกม Hitman 2 ต่างจากเกมลอบเร้นทั้งหมดในตลาด เพราะเกมนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการไม่ถูกเห็นมากเท่ากับการซ่อนตัวในที่แจ้ง และการหาเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการแก้โจทย์ที่เกมมอบให้

ในดารเริ่มด่านแต่ละครั้ง ผู้เล่นจะต้องหาช่องทางต่างๆ ที่จะเปิดช่องให้เราสามารถลอบสังหารเป้าหมายได้ โดยแต่ละด่านจะมีสิ่งที่เรียกว่า Mission Stories ที่เปรียบเหมือนภารกิจย่อยๆ ที่จะเปิดช่องในการสังหารเป้าหมายด้วยวิธีการต่างๆ อย่างในด่านแรกของเกมที่ให้เราต้องลอบสังหารเป้าหมายในงานแข่งรถ ซึ่งมีเป้าหมายต้องกำจัดสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นนักแข่งรถด้วย ในตอนที่ผ่านด่านนี้ครั้งแรก ผู้เขียนบังเอิญไปได้ยินบทสนทนาของตัวละครตัวหนึ่งที่แต่งชุดมาสคอตนก ปรากฏว่า NPC ตัวนี้เป็นพนักงานของหนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งกำลังพยายามจะแบล๊คเมล์เจ้านายตัวเอง โดยมีนัดกับเป้าหมายดังกล่าวเพื่อรับเงินแลกกับเอกสารแบล๊คเมล์ ผู้เขียนจึงจัดการล๊อคคอ NPC จนสลบและเปลี่ยนไปใส่ชุดมาสคอตนกและไปพบกับเป้าหมายตามนัดแทน และก็สามารถรอให้ถึงจังหวะที่เป้าหมายเผลอ และผลักเป้าหมายลงไปตายในช่องลิฟต์ได้ในที่สุด

ใครจะไปคิดว่าเราเป็นนักฆ่า…

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายวิธีที่เราจะเข้าถึงตัวเป้าหมายได้ เราอาจจะปลอมตัวเป็นพนักงานรปภ. เพื่อลักลอบเข้าไปในงานได้โดยไม่ถูกค้นตัว (หรือจะยอมให้ค้นตัวแต่โดยดีก็ได้ถ้าไม่พกปืน) พอมีจังหวะเราก็เปลี่ยนไปปลอมตัวเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร เพื่อจะได้วางยาพิษในเหล้าให้เป้าหมายกิน หรือปลอมตัวเป็นทีมช่างรถแข่งเพื่อถอดน๊อตล้อรถก็ได้ แต่ละทางเลือกก็จะมีโจทย์ที่เราต้องแก้แตกต่างกันไป ทำให้ฉากแต่ละฉากสามารถเล่นซ้ำๆ กันได้หลายครั้งเพื่อค้นพบวิธีการลอบสังหารศัตรูและรายละเอียดเนื้อเรื่องเล็กๆ ในแต่ละด่านเพิ่มได้ตลอดเวลา แถมการผ่านด่านครั้งแรกจะปลดล๊อคทางเลือกเช่นจุดเริ่มต้นตอนเข้าภารกิจ หรืออาวุธที่เราจะพกติดตัวไว้ตอนเริ่มด่าน ซึ่งก็เปิดช่องให้ผู้เล่นสามารถทดลองวิธีการผ่านด่านเดิมๆ ด้วยวิธีใหม่ได้หลากหลายขึ้นไปอีก

เข้าไปเปิดดูได้ในเมนู

ทั้งนี้ ผู้เล่นจะเปิดหรือปิดตัว Mission Marker (ตัวบอกตำแหน่งภารกิจ) ในเกมเพื่อค้นพบ Mission Stories เหล่านี้ด้วยตัวเองจากการแอบฟังบทสนทนา NPC หรือการลักลอบเข้าไปขโมยเอกสารต่างๆ ได้ ซึ่งก็ช่วยเสริมความรู้สึกการแก้ปัญหาของเกมได้ดี ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นแต่ละด่านมาด้วยการปิดสัญลักษณ์บอกตำแหน่งเหล่านี้ เพื่ออรรถรสสูงสุด เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกเหมือนทุกอย่างเป็นผลจากการกระทำของเราจริงๆ แทนที่จะเป็นสิ่งที่เกมกำหนดไว้ให้แล้วนั่นเอง ถ้าเข้าไปแล้วติดไม่รู้จะทำอะไรต่อค่อยเปิดก็ยังไม่สาย (กดเข้าเมนูหลักเพื่อเปิด-ปิดได้ตลอดเวลา)

นอกจากโหมดภารกิจทั่วไปแล้ว เกม Hitman 2 ยังมีโหมดการเล่นออนไลน์อีกสองโหมดคือ Sniper Assassin และ Ghost Mode ด้วย สำหรับ Sniper Assassin จะให้เราร่วมมือกับผู้เล่นอีกคนเพื่อลอบสังหารศัตรูด้วยการยิงปืนสไนเปอร์จากระยะไกลเท่านั้น โดยเราจะสามารถสังหารศัตรูด้วยวิธีการสร้างสรรค์ต่างๆ ได้เช่นเดียวกับในภารกิจเนื้อเรื่อง แต่ปัญหาของโหมดนี้คือต้องอาศัยการร่วมมือระหว่างผู้เล่นทั้งสองคนสูงมาก ทำให้ถ้าไม่ได้เล่นกับเพื่อนก็แทบจะวางแผนเท่ๆ อะไรไม่ได้เลย กลายเป็นการพยายามรีบยิงศัตรูให้หมดด่านก่อนที่จะหนีไปเท่านั้น

ในตอนนี้โหมดมีให้เล่นด่านเดียวเอง

ส่วนโหมด Ghost Mode จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้เล่นสองคนเพื่อฆ่าเป้าหมายในด่านทั้ง 5 ตัวให้ได้ก่อนคู่แข่ง ซึ่งจะอยู่ในแผนที่เดียวกันแต่ไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กันได้ (เป็นเหมือนโลกคู่ขนาน) โดยโหมดนี้ก็มีความท้าทายไปอีกแบบจากการลอบฆ่าเป้าหมายในโหมดเนื้อเรื่อง แต่พอมีเรื่องการแข่งขันและการจำกัดเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เสน่ห์ของเกมอย่างการวางแผนหรือการลอบเข้าไปหาเป้าหมายอย่างช้าๆ หายไปด้วย เพราะผู้เล่นทั้งสองจะต้องพยายามหาวิธีที่เร็วที่สุดเท่านั้น หลายคนอาจจะพอสนุกกับโหมดนี้ได้ถ้าเล่นเกมจนเซียนแล้วจริงๆ แต่สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่าโหมดมีความตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนชอบเกม Hitman 2 ตั้งแต่แรก จึงไม่ได้ถูกใจเท่าไหร่ แต่ถ้ามีเพื่อนเล่นแข่งกันขำๆ ก็อาจจะดีกว่านี้เหมือนกัน


สรุป

ในภาพรวมแล้ว เกม Hitman 2 ไม่ใช่เกมที่จะสามารถเอาไปเปรียบเทียบกับเกมยอดเยี่ยมหลายๆ เกมที่ออกมาในปีนี้ ด้วยกราฟิคระดับกลางๆ และรูปแบบเกมเพลย์ที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากสูตรดั้งเดิมของซีรี่ย์ แต่ก็ยังเป็นเกมลอบเร้นที่สนุกและท้าทายในแบบที่แตกต่างจากเกมลอบเร้นอย่าง Assassin’s Creed หรือ Tomb Raider ไปมากเลย เกมอาจจะมีจำนวนด่านน้อยเพียง 5 ด่านเท่านั้น (รวมด่านสอนเล่นด้วย) แต่ด่านทุกด่านกลับสามารถพลิกแพลงวิธีผ่านได้หลากหลายไม่รู้จบ เป็นเกมที่เหมาะกับคนที่อยากท้าทายความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง

ปลอมเป็นพยาบาลมาฆ่าเป็าหมาย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

The Division 2 ปล่อยตัวอย่างเนื้อเรื่อง พร้อมวันเปิดทดสอบช่วง BETA

Lazefatboy

ชมเกมเพลย์ใหม่ 3 นาที Fallout 76

GameFever TH

รีวิว Jump Force ผู้พัฒนายังคงชอบทำอะไรแบบนี้ใช่ไหมในปี 2019 ?

Lazefatboy

Leave a Comment