รีวิว

รีวิว Mega Man 11 การกลับมาอย่างสวยงามของเจ้าหุ่นสีน้ำเงิน

แพลตฟอร์ม: PS4 (และ Xbox One, Windows, Nintendo Switch)

แนวเกม: Action-platform

ผู้พัฒนา: Capcom

เวลาที่ใช้เล่นเพื่อรีวิว: จบเกม


Mega Man 11 (หรือ Rockman 11 ในเวอร์ชันญี่ปุ่น) เป็นการกลับมาอีกครั้งของเกม Mega Man ภาคต้นฉบับ หลังจากที่ภาค 9 กับ 10 ที่เป็นเหมือนการกลับมาครั้งแรกออกมาในปี 2008 และ 2010 โดยกลับไปใช้สไตล์ภาพแบบคลาสสิก คราวนี้อีกแปดปีให้หลังเจ้าหุ่นสีน้ำเงินกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ เปลี่ยนไปใช้ภาพแบบ 3D ผสมกับ 2D และที่ไม่ธรรมดาคือเป็นการกลับมาฉลองครบรอบ 30 ปีของซีรีส์เสียด้วย

Mega Man 11
เหล่าหุ่นยนต์ที่กำลังจะถูกล้างสมองกลายเป็นบอสของภาคนี้

เนื้อเรื่อง | ของ Mega Man 11 ดำเนินตามสูตรของเกม Mega Man ภาคอื่นๆ นั่นคือการที่เจ้าหุ่นยนต์ทั้งหลายถูกควบคุมโดยดอกเตอร์ผู้ชั่วร้ายอย่าง Wily สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับโลก ทำให้ Mega Man ต้องรับหน้าที่กำจัดเหล่าหุ่นยนต์ที่แปรพักตร์เหล่านี้เพื่อนำความสงบสุขของโลกกลับมาอีกครั้ง โดยชนวนความขัดแย้งในครั้งนี้ก็คือเจ้าอุปกรณ์ที่เรียกว่า Double Gear System ที่ Dr. Wily สร้างไว้ในวัยหนุ่ม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เพิ่มพลังให้กับหุ่นยนต์แต่อาจมีผลทำให้เกิดอันตรายกับหุ่นตัวนั้นเนื่องจากเป็นการฝืนขีดจำกัดของตัวหุ่นเอง ด้วยเหตุนี้ผลงานของ Dr. Wily จึงแพ้งานวิจัยของ Dr. Light ที่ต้องการพัฒนาหุ่นที่มีความคิดเป็นอิสระจากมนุษย์ Dr. Wily เก็บความแค้นในครั้งนี้เอาไว้เนิ่นนาน แต่ในท้ายที่สุดก็ตัดสินใจสานต่องานที่คั่งค้างไว้ให้เสร็จ และเริ่มแผนการครองโลกครั้งใหม่พร้อมด้วยการติด Double Gear System ให้กับหุ่นทั้งแปดตัว

Mega Man 11
บอสตัวใหญ่ยักษ์ผู้มีพลังทำลายอันน่ากลัว

กราฟิก | ของภาคนี้เปลี่ยนไปใช้แบบ 3D ผสมกับ 2D โดยที่โมเดลตัวละครต่างๆ จะเป็นโพลิกอนแต่สภาพแวดล้อมจะเป็นแบบ 2D ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเมื่อเห็นภาพของเกมเมื่อมีข่าวเกมออกมาก็รู้สึกไม่ประทับใจเท่าไหร่นัก เพราะกราฟิกของเกมทำให้นึกไปถึงเกมที่ทำออกมาเพื่อเด็กๆ ที่เน้นความน่ารักน่าเอ็นดูของภาพมากกว่าความสนุกในการเล่น คนที่เล่น Mega Man มาตลอดทุกภาคจะค่อยๆ เห็นพัฒนาการของกราฟิกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะมาถอยลงในภาค 9 และ 10 ที่เลือกกลับไปใช้สไตล์ภาพแบบคลาสสิก พอมาถึงภาค 11 ความหวังว่าเกมจะถูกพัฒนากราฟิกให้ดีขึ้นก็ต้องถูกทำลายลงด้วยกราฟิกที่ดูจากภาพนิ่งแล้วดูจะไปไม่สุดสักทาง

แต่พลังของกราฟิกในภาคนี้จะเผยออกมาจริงๆ ก็ต่อเมื่อได้นั่งลงเล่นเกมจริงๆ เพราะจุดเด่นของกราฟิกในภาคนี้คือความลื่นไหลของภาพ ความลื่นไหลในส่วนนี้ทำให้การเล่นสนุกขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการปีนป่าย การกระโดด หรือการยิงก็รู้สึกว่าเป็นไปด้วยความรวดเร็วในแบบที่กำลังพอดี ไม่เร็วและไม่ช้าเกินไป ในขณะเดียวกันความลื่นไหลในส่วนนี้ก็ทำให้ศัตรูต่างๆ ที่เราพบตามฉากเคลื่อนที่ได้แบบมีชีวิตชีวามากขึ้น ดูมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะกับบอสตัวใหญ่ยักษ์ที่พอเห็นวิธีการเดิน วิธีการขยับตัวแล้วรู้เลยว่าหุ่นตัวนี้ต้องโจมตีอย่างหนักหน่วงมากแน่ๆ ข้อดีในจุดนี้ทำให้ลืมความไม่ประทับใจแรกเมื่อเห็นภาพนิ่งของเกมไปเลย จนรู้สึกว่าถ้าเกมเลือกสไตล์ภาพที่ดูจริงจังกว่านี้ก็อาจไม่ได้รู้สึกสนุกเท่านี้

Mega Man 11
ตะลุยสวนสนุกก่อนเจอบอส

รูปแบบการเล่น | ของภาคนี้ยังคงวิธีการเล่นแบบเกม Mega Man ต้นฉบับ นั่นคือเป็นเกม Action แบบ Platform ที่เราจะได้บังคับ Mega Man ตะลุยฉาก 2 มิติสั้นๆ โดยการวิ่งไปทางขวาของฉากเรื่อยๆ โดยจะเจอบอสย่อยกลางฉากและบอสใหญ่ท้ายฉาก เกมเน้นความไวในการโจมตีและหลบศัตรู และความสามารถในการผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ในฉาก เมื่อปราบบอสสำเร็จจะได้อาวุธของบอสตัวนั้นมา ซึ่งเมื่อเอาไปใช้กับบอสที่แพ้ทางอาวุธนั้นจะทำให้ปราบบอสตัวนั้นได้ง่ายมากๆ คนที่เป็นแฟน Mega Man อยู่แล้วและไม่เคยเบื่อไม่ว่าเกมจะออกมาสักกี่ภาคน่าจะถูกใจกับเกมในภาคนี้เหมือนเดิม และในภาคนี้เกมยังเพิ่มระบบใหม่ที่เรียกว่า Double Gear System ที่จะทำให้แฟนเกม Mega Man สนุกกับเกมมากขึ้น และอาจทำให้คนที่ไม่ค่อยสนุกกับเกมในภาคก่อนๆ หันมาสนุกกับเกมนี้ได้เช่นกัน

Mega Man 11
พลังของ Power Gear ของเล่นใหม่ในภาคนี้

Double Gear System เป็นระบบใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ เป็นเทคนิคที่ได้มาตั้งแต่เริ่มเกม อย่างแรกเรียกว่า Power Gear เมื่อกดใช้แล้วจะทำให้โจมตีได้แรงขึ้น เมื่อใช้พร้อมกับการยิงแบบชาร์จจะเป็นการยิงลูกพลังแบบชาร์จออกไปถึง 2 ลูก และเมื่อใช้คู่กับอาวุธที่ได้มาเมื่อปราบบอสแต่ละตัวจะเป็นการใช้ท่าโจมตีที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากการโจมตีแบบธรรมดาและมีความรุนแรงมากขึ้น เทคนิคอีกอย่างคือ Speed Gear ที่จะทำให้ทั้งฉากกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น ทำให้หลบการโจมตีได้ง่ายขึ้น รวมถึงผ่านฉากในหลายๆ จุดที่ต้องใช้ความเร็วได้ง่ายขึ้นด้วย และเมื่อพลังชีวิตเราลดลงจนถึงจุดวิกฤติเราจะสามารถกดใช้ทั้ง Power Gear และ Speed Gear พร้อมกันได้ด้วย Gear ทั้งสองอย่างนี้จะมีเวลาที่ใช้ได้จำกัด หากใช้จนหมดเวลาจะทำให้เครื่องช็อต ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วขณะ แต่หลังจากนั้นจะสามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง

เทคนิคง่ายๆ สองอย่างนี้ทำให้การเล่นเกมมีความหลากหลายขึ้นมาก โดยเฉพาะกับ Speed Gear ซึ่งค่อนข้างจะได้ใช้บ่อยกว่า Power Gear เพราะการออกแบบฉากในหลายๆ จุดมีความจำเป็นให้เราต้องใช้เพื่อหยุดไม่ให้เราโดนสิ่งกีดขวางที่โดนทีเดียวตาย ลูกเล่นง่ายๆ นี้ที่ดูภายนอกเหมือนเป็นลูกเล่นธรรมดาที่ไม่ได้จำเป็นเท่าไหร่ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกมภาคนี้สนุกขึ้นมาก และทำให้เกมแตกต่างจากเกมในภาคก่อนๆ ที่คงรูปแบบการเล่นแบบเดิมมาตลอด ถือเป็นการอัปเกรดรูปแบบการเล่นแบบดั้งเดิม โดยไม่ได้ทำให้ความสนุกเก่าๆ หายไปแต่อย่างใด

Mega Man 11
จับจ่ายใช้สอยที่ห้องแล็บของ Dr. Light

เกมภาคนี้ยังมีความยากในแบบเดิม แต่กับคนที่ชินกับเกมยากๆ ในยุคนี้อย่างเกมในซีรีส์ Souls หรือเกมอย่าง Cuphead ที่คล้ายคลึงกับเกมนี้มากกว่า น่าจะปรับตัวกับความยากของเกมนี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นเกมภาคนี้ก็ถือว่าค่อนข้างง่ายด้วยไอเทมต่างๆ ที่มีให้ซื้อใน Dr. Light’s Lab ซึ่งเงินที่เราได้มาจากการผ่านด่านต่างๆ ค่อนข้างจะมีให้ใช้ซื้อไอเทมเหล่านี้อย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็น Part ที่เป็นไอเทมที่เราสามารถติดไว้ที่ตัวละครอย่างถาวรเพื่อเพิ่มความสามารถต่างๆ อย่างเช่น รองเท้าที่ทำให้ลื่นบนพื้นหิมะน้อยลง ไอเทมที่ชาร์จ Mega Buster ให้โดยอัตโนมัติ ไอเทมที่ทำให้เกจ Double Gear เพิ่มเร็วขึ้น

ด้วยไอเทมสนับสนุนประเภท Part ต่างๆ และไอเทมที่ใช้แล้วหมดไปอย่างถัง E (เพิ่มหลอดพลังชีวิต) ถัง W (เพิ่มหลอดพลังอาวุธ) หรือ Continue ที่มีให้ซื้อเพิ่มได้ ทำให้คนที่ไม่อยากเสียเวลาไปกับการฝึกฝนตัวเอง กับการตายซ้ำๆ มากๆ ก็สามารถใช้ไอเทมพวกนี้ช่วยทุ่นแรง ช่วยทำให้ผ่านเกมได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น หรือหากเกมยังยากเกินไปก็สามารถปรับระดับความยากได้หลายระดับตั้งแต่ต้นเกม ทำให้ไม่ว่าผู้เล่นที่ชำนาญเกมยากๆ หรือผู้เล่นหน้าใหม่ก็สามารถสนุกกับเกมนี้ได้ในแบบของตัวเอง

 

Leave a Comment