Image default
รีวิว

Review | รีวิว Salt and Sanctuary

เครื่อง: Switch 

แนวเกม: Action RPG, Platformer  

จำนวนชั่วโมงที่เล่นเพื่อทำการรีวิว: ประมาณ 10 ชั่วโมง


 

“การตายซ้ำๆ ซากๆ ที่สนุกสุดๆ โดยเฉพาะถ้าได้ตายไปพร้อมๆ กับเพื่อน” คือคำบรรยายสั้นๆ ที่ผมจะให้กับเกมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมซีรีส์ Souls เกมนี้

เกมเริ่มต้นในเรือลำหนึ่งที่กำลังพาเจ้าหญิงจากประเทศไม่ทราบชื่อไปยังประเทศตรงฝ่ายตรงข้ามเพื่อแต่งงานกับกษัตริย์ของประเทศนั้นและหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ทันใดนั้นเรือก็ถูกบุกจู่โจมและปล้นฆ่าโดยกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่ง ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยสัตว์ประหลาดยักษ์หน้าตาคล้ายปลาหมึก ซึ่งเราจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องเจ้าหญิง ก่อนจะพบว่าความพยายามไร้ผล เมื่อสุดท้ายเรือก็ถูกทำลายแตกอยู่ดี

ตัวละครของเราตื่นขึ้นอีกทีอย่างโดดเดี่ยวในเกาะบรรยากาศน่ากลัวที่เต็มไปด้วยผีดิบ ซอมบี้ หมาป่ายักษ์กระหายเลือด และบอสสุดโหด

ราวๆ 10 ชั่วโมงต่อจากนั้นผมยังคงวงเวียนอยู่กับศัตรูเดิมๆ และฉากหน้าตาเดิมๆ ตายแล้วเกิดใหม่นับครั้งแล้วมากกว่าการตายทั้งหมดในเกมที่เล่นจบไปสามสี่เกมก่อนหน้านี้รวมกัน แต่ถึงอย่างนั้น 10 ชั่วโมงที่ผ่านไปก็เรียกได้ว่าเป็น 10 ชั่วโมงที่สนุกจนลืมเวลา

ราฟิก | ของเกมนี้ดูเผินๆ แล้วก็เหมือนกับเกมจากค่ายอินดี้อีกจำนวนมากที่มีให้เลือกเล่นในร้านค้าออนไลน์ของเครื่องเล่นจากนินเทนโดเครื่องนี้ ซึ่งเมื่อดูจากภาพและเทรลเลอร์แล้วก็ดูไม่ได้น่าสนใจอะไร และบรรยากาศของเกมยังมืดๆ ทึมๆ ดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด แต่พอได้สัมผัสแล้วถึงได้รู้ว่างานด้านภาพและเสียงของเกมจะแสดงศักยภาพจริงๆ เมื่อได้ลองเข้าไปเล่นในเกมด้วยตนเอง จุดเด่นเลยก็คือความลื่นไหลของการเดิน การขยับตัว และการออกท่าทางการต่อสู้ต่างๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้เกมรู้สึกเล่นสนุกขึ้นมาก เพราะพอไปรวมกับเอฟเฟ็กต์การกระจายของเลือดเวลาโจมตีโดนศัตรู กับเสียงเวลาใช้อาวุธ เวลาที่ฟันดาบโดนศัตรู เวลาที่ใช้ท่าโหดๆ เพื่อปลิดชีพ ต้องบอกว่าเกมสร้าง “ความสะใจ” ตามสไตล์โหดๆ ของเกมได้ดีมาก อาจจะเรียกได้ว่าทำได้ดีกว่าเกม 3D หลายๆ เกมด้วยซ้ำ เพราะเกมกราฟิกสวยๆ เหล่านั้นไม่ได้มีความลื่นไหล รวดเร็ว ฉับไวขนาดนี้

ะบบการเล่น | ของเกมนี้ต้องเรียกว่าเป็นการผสมกันระหว่างเกม Castlevania และเกมในซีรีส์ Souls เกมเหมือน Castlevania ตรงที่ใช้การเดินฟันด้านข้างในฉากแบบ 2D ขนาดใหญ่ที่เกิดจากแผนที่ย่อยจำนวนมากเชื่อมต่อกัน ส่วนความยากของเกมต้องเรียกว่าถอดแบบมาจากซีรีส์ Souls ผู้เล่นจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ตัวละครโดนศัตรูโจมตีให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการกลิ้งหลบ การใช้โล่ป้องกัน และการ Parry สวนการโจมตี ที่จะทำให้ศัตรูมึนและเปิดโอกาสให้เราใช้ท่าปลิดชีพที่รุนแรงกว่าการโจมตีปกติได้ แต่ท่าทางทุกอย่างที่ใช้เพื่อหลบหรือป้องกันการโจมตีจะใช้ค่า Stamina ซึ่งถึงแม้จะฟื้นให้เองอยู่ตลอด แต่ก็หมดไวมากๆ จนต้องบริหารจัดการให้ดี ไม่อย่างนั้นรู้ตัวอีกทีก็ไปเกิดใหม่ได้ง่ายๆ

เมื่อเราฆ่าศัตรูได้เราจะได้เงินและสิ่งที่เรียกว่า Salt (เกลือ) มา เงินจะใช้ไปกับการซื้ออาวุธ ชุดเกราะ ไอเทม ส่วนเกลือจะใช้ในการอัพเกรดอาวุธและอัพเลเวลตัวละคร ซึ่งทุกๆ ครั้งที่เราเลเวลขึ้นเราจะได้ Skill Point มาเพื่ออัพเกรด Skill เพิ่มความสามารถให้กับตัวละครได้

ความตายของเกมนี้มีบทลงโทษก็คือการสูญเสียเงินที่พกติดตัวจำนวนหนึ่ง และเกลือที่มีอยู่ทั้งหมด โดยเราสามารถตามไปจัดการกับศัตรูตัวที่เพิ่งฆ่าเราไปเพื่อเก็บเกลือทั้งหมดที่ถูกขโมยไปคืนได้ แต่หากเราดันพลาดตายซะก่อนที่จะเก็บเกลือคืน เกลือที่หายไปจากการตายครั้งก่อนจะหายไปตลอด ไม่สามารถแย่งกลับมาได้อีก 

ความรุนแรงในการโจมตีของศัตรู และความยากในการกะจังหวะหลบ Parry และป้องกัน รวมถึงบทลงโทษเมื่อตัวละครตายทำให้เกมนี้มีความยากมาก แต่จุดหนึ่งที่เกมทำได้ดีก็คือการที่จุดเซฟของเกมอยู่ใกล้กับบอสและฉากต่างๆ มาก ทำให้การตายและเกิดใหม่ซ้ำๆ เพื่อสู้กับบอสหรือศัตรูยากๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อและน่าหงุดหงิดอย่างที่คิด เพราะเราสามารถเกิดและวิ่งกลับไปฉากเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากความรวดเร็วในการตายแล้วเกิดใหม่แล้ว อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ในเรื่องของกราฟิกก็คือการเคลื่อนไหวต่างๆ มีความรวดเร็วมาก ซึ่งความรวดเร็วทั้งหมดนั้นถือเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่สร้างความสนุกให้กับเกมนี้

ผู้เล่นสามารถเลือกอาชีพที่ต้องการได้ตั้งแต่ตอนเริ่มเกม โดยอาชีพที่เลือกได้คือ Knight, Mage, Paladin, Thief, Chef (เชฟ), Cleric, Pauper (ขอทาน), และ Hunter แต่ละอาชีพจะมีสกิลติดตัว ค่าสถานะ และอาวุธที่แตกต่างกัน ซึ่งด้วยสกิลและอาวุธติดตัวในตอนแรกที่ต่างกันนี้ทำให้ประสบการณ์ในการเล่นตอนแรกต่างกันไปเลยเหมือนกัน ไม่ว่าจะด้วยความต่างกันในเรื่องของความเร็วของอาวุธที่ใช้ ความต่างในเรื่องความสะใจระหว่างการใช้กระทะทุบของอาชีพเชฟและการยิงลูกไฟของอาชีพนักเวทย์ หรือความต่างของรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าเกรงขามของอัศวินและความดูน่าจะกลับไปเข้าครัวมากกว่าของเชฟ ความต่างทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความน่าสนใจและน่าสนุกที่จะลองเล่นอาชีพอื่นๆ

หมดผู้เล่นหลายคน | ของเกมนี้ทำให้การเล่นสนุกขึ้นมากๆ แม้ว่าจะไม่มีโหมดออนไลน์ และเงื่อนไขอาจจะยุ่งยากนิดหน่อย คือต้องมีเซฟตัวละครอย่างน้อยสองเซฟ และต้องมีไอเทมที่ใช้สำหรับการเรียกเพื่อนมาช่วยเล่น แต่พอได้ร่วมกันแชร์ความยากและโหดสะใจของเกมแล้ว ต้องเรียกว่าอยากเล่นเกมตั้งแต่ต้นจนจบกับเพื่อนและแอบเสียดายเหมือนกันที่เกมไม่มีโหมดออนไลน์ ต้องเล่นบนเครื่องเดียวกันเท่านั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าการตายและเกิดใหม่ของเกมทำได้อย่างรวดเร็ว เลยช่วยเสริมให้การเล่นกับเพื่อนไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไหร่หากเพื่อนพลาดพลั้งตายไปก่อน ทำให้หลายๆ ครั้งก็ยอมตายเพื่อให้เกิดใหม่เล่นกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ข้อเสียอย่างเดียวของโหมดก็คือจอของเครื่อง Switch ค่อนข้างจะเล็กเกินไปสำหรับการเล่นสองคน ทำให้ต้องอาศัยการต่อเล่นกับโทรทัศน์ช่วย

อีกสิ่งที่สนุกจนต้องเรียกว่าห้ามพลาดเลยในการเล่นหลายคนก็คือระบบ PVP ที่ถอดระบบการต่อสู้กับศัตรูในเกมมาทุกอย่าง รวมถึงการ Parry การโจมตีเพื่อสวนกลับด้วย เรียกได้ว่าตอนสู้กับศัตรูแล้วสนุกยังไง ตอน PVP ก็สนุกแบบนั้นเลย แต่บวกความสนุกเข้าไปอีกหลายเท่าจากการลุ้นอยู่ข้างๆ กันว่าใครจะชนะ พอลองเปลี่ยนอาวุธมาใช้มีดเหมือนกัน ก็ทำให้การต่อสู้หลังจากนั้นกลายเป็นการดวลมีดกันแบบตัวต่อตัวที่สนุกและลุ้นระทึกมาก

.   .   .

โดยรวมแล้ว Salt and Sanctuary เป็นเกมที่มีหลายๆ อย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะกับคนที่ชอบความท้าทายในเกม แม้เกมจะออกมาก่อนแล้วให้กับเครื่องอื่นๆ แต่การพอร์ตมาลง Switch ในครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างลงตัวทีเดียว การเล่นในโหมด Handheld ทำได้อย่างดี และเหมาะกับเกมที่เราต้องตายบ่อยๆ อย่างเกมนี้มาก เพราะหลายๆ ครั้งที่ตายจนรู้สึกอยากออกมาจิบชงชา หรือรดน้ำต้นม้งต้นไม้ ออกไปให้อาหารหมีที่เลี้ยงไว้ พักไว้แล้วค่อยกลับมาเล่นต่อ ก็สามารถปิดเครื่องเข้าโหมด Sleep และกลับมาเล่นต่ออีกครั้งได้อย่างรวดเร็ว

Leave a Comment