GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
บทความ
10 วลีสุดเท่จาก VDO เกม ที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คุณคิด
ลงวันที่ 22/07/2021

ในปัจจุบันมีเกมอยู่มากมายที่พร้อมมอบประสบการณ์ดีๆ หลายอย่างให้กับผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องที่เข้มข้นสะเทือนอารมณ์ ระบบเกมเพลย์เร้าใจไม่มีเบื่อ หรือดนตรีประกอบติดหูที่แม้จะเข้าไปยืนฟังอยู่เฉยๆ ก็สามารถเพลินเพลินได้แล้วอย่างง่ายดาย ซึ่งเราในฐานะผู้เล่นแล้ว ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่านอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว หลายครั้งสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจของเราแม้ว่าจะเล่นเกมจบไปนานแค่ไหนแล้ว ก็เป็นอะไรที่เราอาจพบเห็นได้อยู่ตลอดการเล่น อย่างบทพูดหรือวลีบางอย่างจากตัวละครภายในเกมนั่นเองค่ะ


หากฟังหรืออ่านเพียงผ่านๆ แล้ว บทพูดบางประโยค วลีบางคำก็อาจเป็นเพียงคำพูดเท่ๆ หรือบทสนทนาเพื่อดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปเท่านั้น แต่หากได้มีโอกาสกลับมาย้อนนึกถึงอย่างจริงจังแล้ว  คุณอาจได้พบความหมายลึกซึ้งที่แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้ และในวันนี้เราจะขอชวนคุณนักอ่านทุกๆ ท่าน มานั่งย้อนคิดไปด้วยกัน...ว่าอะไรที่รอคอยเราอยู่ในวลีเหล่านี้กันแน่


  1. 'We all make choices but in the end our choices make...us.' - BioShock (2007)



อันที่จริงแล้วเกม BioShock นั้นนอกจากจะเป็นเกมที่มีเกมเพลย์ซึ่งกาลเวลา ไม่อาจพรากความคลาสสิกไปจากมันได้แล้ว ถ้อยคำมากมายที่ถูกแฝงเร้นเอาไว้ภายใต้การนำเสนออันน่าสนใจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าจดจำ และสะเทือนอารมณ์ของผู้เล่น อย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครหลายคนก็อาจจะคุ้นเคยกับวลีทรงพลังอย่าง “Would you kindly...” หรือ “A man chooses, a slave obeys.” กันเสียมากกว่า เพราะในวินาทีที่ตัวเกมทำให้เราเข้าใจถึงความหมายของมันอย่างแท้จริง ก็คือจุดพีคที่สุดที่เกมต้องการจะนำเสนอแล้วนั่นเอง



แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งวลีที่ถูกเอ่ยโดย Andrew Ryan ตัวละครที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในเกม BioShock ภาคนี้ เนื่องจากว่าเขาคือมหาเศรษฐีผู้ไม่พอใจต่อรัฐบาล และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคม อันก่อให้เกิดความคิดที่ต้องการจะสร้างยูโทเปียขึ้นมา ผ่านการจัดตั้งเมืองใต้น้ำที่มีชื่อว่า Rapture อันสวยงามขึ้นมา พร้อมจะมอบอิสระให้ประชาชนสามารถแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองได้เต็มที่ ทุกคนเท่าเทียมกัน โดยปราศจากข้อจำกัดของชนชั้นหรือศาสนา และจะเป็นเมืองที่ตัวเอกของเราได้เข้ามาผจญภัยนั่นเอง


โดยครั้งหนึ่ง Andrew Ryan ก็ได้กล่าวขึ้นว่า 'We all make choices but in the end our choices make...us.' หรือ “มนุษย์เราล้วนแล้วแต่เป็นผู้ตัดสินใจเลือก แต่ในท้ายที่สุดสิ่งที่เลือกนั้นตัดสินเรา…” ซึ่งนอกจากความเท่ของรูปประโยค และนำ้เสียงที่ถูกถ่ายทอดมาถึงเราผู้เล่นแล้ว หากเราได้ลองมองลึกลงไป ก็จะได้พบกับความลึกซึ้งของคำแต่ละคำที่ถูกเลือก ขึ้นมาประกอบกันเป็นวลีดังกล่าวนี้


ซึ่งเรามองว่า Andrew นั้นต้องการจะสื่อว่า มนุษย์ทุกคนที่ใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ในทุกๆ วันนั้น ล้วนแล้วแต่จะต้องพบเจอกับทางเลือกมากมายที่บังคับให้คุณต้องตัดสินใจ และคุณอาจคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนกำหนดเส้นทางของตัวเองทั้งหมดแล้ว แต่ในความเป็นจริงวินาทีที่คุณตัดสินใจเลือกแล้วนั่นเอง...ทางเลือกนั้นก็จะเป็นตัวตัดสินผลที่จะตามมาในอนาคตของคุณเอง


ดังนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญเลยก็คือ การให้เวลากับตัวเองเพื่อไตร่ตรองให้รอบคอบ ว่าสิ่งที่คุณกำลังจะเลือกนั้นจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจกับผลที่จะตามมาทีหลัง แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าใช้เวลาในการตัดสินใจนานจนเกินไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีจังหวะ และเวลาที่เหมาะสมเป็นของตัวเอง มันจึงไม่ใช่ทุกอย่างเลยที่จะรอคอยคุณได้ตลอดไป...และการไม่เลือกอะไรเลยเอง ก็หมายความว่าคุณได้เลือกแล้วเช่นกัน


  1. “Some trees flourish, others die. Some cattle grow strong, others are taken by wolves. Some men are born rich enough and dumb enough to enjoy their lives. Ain’t nothing fair.” - Red Dead Redemption (2010)



หลังจากที่ทัวร์เมืองใต้นำ้ธีมพังก์กันไปแล้ว ลำดับถัดมาเราก็จะขอพาทุกท่านวกกลับมาสัมผัส กับบรรยากาศกลางทุ่งทะเลทราย ของเหล่าคาวบอยบนหลังม้าแถบตะวันตกสุดคลาสสิกกันบ้าง กับเกม Red Dead Redemption 


Red Dead Redemption เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมดังจากค่าย Rockstar Games ที่ได้มอบประสบการณ์อันลํ้าค่ามากมายให้กับเราผู้เล่น ทั้งการนำเสนอโลกธีมคาวบอยที่น่าหลงใหล เนื้อเรื่องลึกซึ้งกินใจ ไปจนถึงวลีสุดเท่อย่าง “Some trees flourish, others die. Some cattle grow strong, others are taken by wolves. Some men are born rich enough and dumb enough to enjoy their lives. Ain’t nothing fair.” หรือที่แปลความได้ว่า “ต้นไม้บางต้นเติบโตสูงใหญ่ ในขณะที่บางต้นก็ล้มตาย...วัวบางตัวเติบโต ในขณะที่บางตัวก็ถูกหมาป่าจับกิน...มนุษย์บางคนก็เกิดมารำ่รวย และโง่พอที่จะเสวยสุขอยู่กับชีวิตแบบนั้น...ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละที่ยุติธรรม” ซึ่งถูกกล่าวโดยตัวเอกของเกมอย่าง John Marston อดีตมหาโจรผู้อำลาวงการไปแล้วนั่นเอง



โดย John Marston จะเอ่ยประโยคนี้กับภรรยาของเขาในตอนที่กลับมาเยี่ยมครอบครัว หลังจากที่เธอประชดประชันใส่ถึงการหายหน้าหายตาไปอย่างยาวนานของเขา


เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประโยคที่สะท้อนถึงสัจธรรมอันสุดแสนจะคลาสสิก ที่สรุปออกมาเป็นคำสั้นๆ อันชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ไม่มีอะไรเลยบนโลกใบนี้ที่จะมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง...อาจจะฟังดูเศร้า หากแต่นั่นก็เป็นความจริง อย่างที่ John ได้เปรียบเปรยเอาไว้ “ต้นไม้บางต้นเติบโตสูงใหญ่ ในขณะที่บางต้นก็ล้มตาย…” แต่ใครหรืออะไรกันเล่าที่เป็นตัวตัดสิน ว่าต้นไม้ต้นไหนจะได้เติบโต และต้นไม้ต้นไหนที่จะต้องตาย? 


เราอาจตอบคำถามนั้นว่า ธรรมชาติอย่างไรเล่าเป็นตัวตัดสิน...สิ่งใดที่อ่อนแอเกินไปธรรมชาติ ที่โหดร้ายก็จะทำให้มันตายจากไป และในท้ายที่สุดก็จะมีเพียงสิ่งที่แข็งแกร่ง สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้เท่านั้นจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ใช่...ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริง ของสิ่งที่เราเรียกมันว่าธรรมชาติ หากแต่ในขณะเดียวกันนั่นย่อมหมายความว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกมองว่าอ่อนแอ มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต่อไปเลยอย่างงั้นหรือ? เช่นนั้นแล้วการคัดสรรของธรรมชาติ จะเรียกได้ว่ามีความยุติธรรมจริงๆ อย่างงั้นหรือ?


ไม่เลย...แม้ว่ามนุษย์จะพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายขึ้นมา ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะมอบความยุติธรรมให้กับสังคม หลายครั้งความตั้งใจนั้นก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอัตรา และอำนาจอยู่ดี...แต่การที่เรารับรู้ว่าบนโลกนี้อาจจะไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริงอยู่ นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะสามารถทำร้าย หรือสร้างความเจ็บปวดให้กับคนอื่นๆ อยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ก็คือยอมรับความเป็นจริงในจุดนี้ และพยายามใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่สร้างบาดแผลให้กับผู้อื่นนั่นเองค่ะ


  1. “War...war never changes. Men do, through the roads they walk.” - Fallout: New Vegus (2010)



“War...war never changes. Men do, through the roads they walk.” หรือ “สงคราม...สงครามไม่เคยเปลี่ยน แต่มนุษย์ล้วนเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดิน” คือคำพูดของผู้บรรยายจากเกม Fallout: New Vegas ซึ่งเป็นภาคหนึ่งในซีรีส์ Fallout ที่ผู้เล่นจำนวนมากให้คำชื่นชม และยอมรับว่ามันเป็นเกมที่มีการผสมผสานความเป็น Fallout ยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว


จริงอยู่ว่าในปัจจุบันนี้สงครามครั้งใหญ่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นให้เห็นเท่าไหร่แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดจากสงครามนั้นก็ยังคงปรากฏให้คนรุ่นหลังได้ประจักษ์อยู่เสมอมา ทั้งจากคำบอกเล่าไปจนถึงหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ ซึ่งสงครามแต่ละครั้งล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ และชนวนที่แตกต่างกัน ทั้งเพื่อยึดครองทรัพยากร ประกาศความยิ่งใหญ่ของฝ่ายตน หรือการปกป้องบ้านของตนเองเอาไว้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของในทุกๆ สงครามเลยก็คือ ราคาที่ผู้เลือกจะจับอาวุธ จำเป็นจะต้องจ่าย...และนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าความสูญเสียนั่นเองค่ะ


สงครามไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากอะไร เพราะทุกครั้งมันจะนำพาความสูญเสียมาสู่โลกและผู้คนอื่นเสมอ หากแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ ผู้ซึ่งเป็นคนเริ่มต้นสงครามจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับทางที่ตัดสินใจเลือกเดิน


ในท้ายที่สุดแล้วไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งกาลเวลาและประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความคิด การใช้ชีวิตไปจนถึงบุคลิกภาพ ดังนั้นหากมองในมุมกลับกันแล้วก็หมายความว่า มนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ หากว่ามีความกล้า และมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลง พวกเราก็สามารถค้นหาแรงผลักดันเพื่อตัดสินใจเลือกทางเดินในแบบที่ตนเองต้องการ ได้ใช้ชีวิตเป็นคนอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือพยายามผลักดันสังคมไปในแนวทางที่ดีขึ้นได้ แม้ว่าท่ามกลางผู้คนมากมาย ความคิดและการตัดสินใจของเราเพียงคนเดียว ก็อาจจะดูราวกับไม่มีความหมาย แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากจุดเริ่มต้น เมื่อใดก็ตามที่คุณได้คิดและตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นคุณก็ได้ก้าวเดิมมาสู่เส้นทางใหม่ ที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่มาสู่คุณแล้วเช่นกันค่ะ


  1. “Don’t make a girl a promise you can’t keep it.” - Halo 4 (2012)



“Don’t make a girl a promise you can’t keep it.” หรือ “อย่าให้สัญญาที่คุณไม่สามารถรักษาไว้ได้กับผู้หญิงสิ” เป็นหนึ่งในคำพูดที่เราผู้เล่นน่าจะได้ยินกันอยู่เรื่อยๆ ในเกมซีรีส์ Halo จากทั้งตัวละครนักวิทยาศาสตร์สาวผู้สร้างโปรแกรม SPARTAN-II และชุดเกราะ Mjolnir Powered Assault อย่าง Catherine Elizabeth Halsey และปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ ผู้เก็บกุมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Halos เอาไว้อย่าง Cortana 



จริงอยู่ว่ามันฟังดูเป็นคำพูดเรียบง่ายเชิงหยอกล้อนิดๆ ที่เราสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน และดูเหมือนจะไม่มีความสลับซับซ้อนใดๆ ให้น่าค้นหา แต่หากลองกลับมานั่งพิจารณาต่ออีกสักหน่อย วลีนี้ไม่ได้ต้องการเจาะจงไปที่ Girl หากแต่เป็น Promise ต่างหาก หรือก็คือในยามที่คุณกำลังจะลั่นว่าจาเอ่ยคำสัญญาหรือคำสาบานใดๆ ออกไป ไม่ว่าคนที่คุณต้องการจะส่งถ้อยคำเหล่านั้นออกไปให้กับใครก็ตาม คุณจะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะสามารถทำตามได้จริงๆ


เพราะคำสัญญานั้นจะก่อให้เกิดความคาดหวัง ที่สำหรับใครบางคนมันก็อาจจะหมายถึงประกายไฟเพียงหนึ่งเดียว ที่ช่วยเป็นแรงพยักดันให้เขาสามารถใช้ชีวิต โดนรอคอยวันที่คำสัญญานั้นจะเป็นจริงแล้วก็ได้ และหากวันหนึ่งพวกเขาได้มาพบว่าถ้อยคำเหล่านั้น เป็นเพียงลมปากที่เติมเต็มด้วยคำหลอกลวง คุณก็ได้ทำลายความเชื่อมั่นและความหวังของคนๆ หนึ่งไปแล้ว...ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 


ในท้ายที่สุดแล้วคำสัญญาก็อาจเรียกได้ว่าเป็นคำพูด ที่ทิ้งนำ้หนักความรับผิดชอบเอาไว้บนบ่าของผู้พูด และปลูกความคาดหวังเอาไว้ในหัวใจของผู้ฟัง ดังนั้นโปรดพึงระลึกเอาไว้เสมอว่า อย่าได้มอบคำสัญญาพรำ่เพรื่อ และก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยมันออกไป คุณก็ควรที่จะพิจารณามันอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า คุณจะสามารถทำมันได้จริงๆ 


  1. “A famous explorer once said that the extraordinary is in what we do, not who we are.” - Tomb Raider (2013)



“A famous explorer once said that the extraordinary is in what we do, not who we are.” หรือ “นักสำรวจผู้โด่งดังเคยกล่าวไว้ว่า ความพิเศษขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น” ซึ่งเป็นหนึ่งในวลีสุดเท่จากเกมแนวแอคชันผจญภัยชื่อดัง ซีรีส์ Tomb Raider ที่ถูกกล่าวโดยนางเอกสาวสวยอย่าง Lara Croft ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคำคมคลาสสิก ที่ถูกหยิบยกมาใช้ในหลายสถานการณ์และในหลายเกมมาก่อน ซึ่งใครหลายๆ คน ก็อาจจะหวนนึกไปถึงวลีที่เราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ เช่นกันจากเกม Marvel Avengers ซึ่งพ่อของตัวเอกอย่าง Kamala Khan ได้สอนเธอเอาไว้ว่า “Good isn’t thing you are. It’s a thing you do.” หรือ “ความดีไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น มันคือสิ่งที่เราทำ”


แม้ว่าจะไม่เหมือนกันหมด 100% แต่ใจความสำคัญที่ประโยคทั้งสองต้องการจะสื่อกับเราก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ มันไม่สำคัญเลยว่าเราจะเกิดมาเป็นยังไง หรือพรำ่บอกคนอื่นๆ ว่าเราเป็นคนอย่างไร เพราะในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่จะทำให้เราเป็นคนที่ดี เป็นคนที่พิเศษอย่างที่ตัวเราตั้งความหวังเอาไว้ มันจะแสดงออกมาผ่านทางการกระทำของเราเองทั้งหมด


อาจดูเป็นวลีที่ฟังกันบ่อยจนใครหลายคนก็เบื่อกันไปหมดแล้ว หากแต่ความหมายของมันก็ไม่ใช่สิ่ง ที่กาลเวลาจะสามารถทำให้มันเป็นจริงน้อยลงได้เลยเช่นกัน...ไม่ว่าคนอื่นจะมองและตัดสินตัวคุณไปเป็นแบบไหน นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินตัวตนของคุณได้ แม้ว่าหลายครั้งถ้อยคำเหล่านั้นจะเป็นดั่งพิษร้าย ที่ทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป ในท้ายที่สุดการกระทำอันเกิดจากความตั้งใจที่จะเป็นคนในแบบที่คุณอยากจะเป็น ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า คุณนั้นมีความพิเศษในแบบของตัวเองอยู่จริงๆ


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องพยายามทำทุกอย่าง เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายของคนอื่นๆ เพราะในท้ายที่สุดแล้วโลกใบนี้ก็มีผู้คนที่แตกต่าง และหลากหลายอยู่มากมายเกินกว่าที่คุณจะสามารถทำให้พวกเขาทุกคนรักได้  ดังนั้นแล้วการพยายามทำเรื่องที่ดี พยายามจะเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนที่ทำให้คุณสามารถมองเงาสะท้อนในกระจก และกล่าวออกมาได้จากใจว่าคุณรักคนตรงหน้านี้เหลือเกิน ก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากเพียงพอแล้วค่ะ


  1. 'Life is a negotiation. We all want. We all give to get what we want.' - Mass Effect 2 (2010)



คงจะถือว่าเป็นการพลาดเป็นอย่างมาก หากว่าเราจะไม่พูดถึงประโยคดีๆ จากเกมแอคชัน RPG แนว Sci-fi ซีรีส์ดังของ Bioware ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดลึกลํ้าอย่าง Mass Effect เลย ซึ่งอันที่จริงแล้วตัวเกมก็มีประโยคคำคมเท่ๆ มากมายที่จะคอยบอกเล่าให้กับเราผู้เล่นได้รับฟังอยู่เสมอ แต่ในวันนี้ส่วนที่เราจะมาพูดถึงกัน จะเป็นวลีจากตัวเกมภาค 2 ที่ตัวละครนักพันธุศาสตร์อย่าง Mordin Solus เคยได้กล่าวเอาไว้ว่า 'Life is a negotiation. We all want. We all give to get what we want.' หรือที่แปลความออกมาได้ว่า “ชีวิตนั้นคือการต่อรอง เราทุกคนล้วนมีความต้องการ และเราทุกคนล้วนให้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการกลับมา”



เรียกได้ว่าวลีนี้เป็นหนึ่งในวลีที่ตัวผู้เขียนเองชอบมากเป็นพิเศษเลยค่ะ ด้วยเพราะหลายต่อหลายครั้ง เราก็นึกตั้งคำถามกับตัวเอง นึกตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาให้เราเรียนรู้ ไปจนถึงนึกตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเอง...ว่าชีวิตนั้น คือสิ่งใดกัน?


แน่นอนว่าหลายคนก็คงบัญญัติคำตอบของคำถามเหล่านี้เอาไว้ในใจกันอยู่แล้ว และ Mordin เองก็เช่นกัน ซึ่งหากเราลองพิจารณาแนวคิดของเขาให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย เราก็จะพบว่ามันไม่ใช่แค่เพียงวลีเท่ๆ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังสะท้อนความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างแยบคาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดยากๆ มาอธิบายเลยแม้แต่นิดเดียว


เพราะมนุษย์เรานั้นต่างก็มีความต้องการอันมากมายไร้ขีดจำกัดอยู่ในตัว อาจเป็นอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง หรือกระทั่งความรัก และเมื่อไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาฟรีๆ มนุษย์ก็พร้อมที่จะแลกบางสิ่ง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมาครอบครอง...ตัววลีนี้อาจจะไม่ได้มอบข้อคิด หรือแนวทางอะไรในการใช้ชีวิตให้กับเรา แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำถามมากมายในแต่ละวัน ให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าชีวิตนั้นเป็นดั่งการต่อรองจริงๆ รึเปล่า


  1. 'Don't wish it were easier, wish you were better.' - Animal Crossing (2020)



หลังจากผ่านเกมแนวซีเรียสจริงจังกันมาหลายเกม เราก็จะพาทุกท่านเปลี่ยนบรรยากาศมาหาเกมสไตน์ทำฟาร์ม กับภาพกราฟิกสุดน่ารักสดใส อย่างเกม Animal Crossing กันบ้างนะคะ 


หลายคนอาจจะสงสัยว่า Animal Crossing จะมีข้อความเท่ๆ แฝงปรัชญาอะไรอยู่ด้วยหรือ แต่อันที่จริงแล้ว หากเราได้ใช้เวลาลองท่องไปในโลกของเกมอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่าภายใต้ความน่ารักสดใสเอง ก็ยังแอบแฝงคารมคมคายบางอย่างเอาไว้ รอคอยให้เราได้มาสัมผัสอยู่อีกมากมายเลยทีเดียว



ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาพูดถึงคำพูดจากปากเจ้าหมาป่าสีนำ้ตาล ผู้ชื่นชอบดนตรีอย่าง Chief ที่ครั้งหนึ่งเจ้าตัวก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า 'Don't wish it were easier, wish you were better.' หรือ “อย่าหวังว่าอะไรๆ มันจะง่ายขึ้นเลย หวังว่าเราจะทำมันได้ดีขึ้นดีกว่า”


หลายครั้งเมื่อเราพบเจอกับความยากลำบาก มันก็เปรียบได้กับการชนเข้ากับกำแพงสูงที่ดูราวกับว่าจะไม่มีทางปืนข้ามไปได้ สิ้นหวังและท้อแท้กับการทุ่มความพยายามทั้งหมด เพื่อรับรู้ว่าตนเองพบแต่เพียงความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อความเหนื่อยล้าทั้งหมดนั้นถูกสะสมพอกพูนจนถึงขีดสุด กระทั่งเราตั้งคำถามและตัดพ้อด้วยหวังว่ากำแพงตรงหน้านี้ จะสูงชันน้อยลงเสียทีในสักวันหนึ่ง...หากแต่ในความเป็นจริงกำแพงนั้นก็จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ต่อไป และแม้ว่าเราจะสามารถหาทางผ่านมันไปได้แล้ว กำแพงถัดไปที่อาจสูงชันยิ่งกว่าเดิมก็จะโผล่มาอีกอยู่ดี


การตัดพ้อและเฝ้าหวังว่าจะมีสิ่งใดมาช่วยให้เรา สามารถผ่านความยากลำบากไปได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย ไม่สามารถช่วยให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการที่เราพยายามต่อไป อีกครั้งและอีกครั้ง กระทั่งสามารถพิชิตความยากลำบากเหล่านั้น และกลายเป็นตัวเองที่แข็งแกร่งขึ้นได้ในที่สุด 


ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการกดดันตัวเอง เพื่อที่จะปีนข้ามกำแพงไปให้ได้อยู่ตลอดเวลาจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป เพราะความเครียดมากเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจของเราเสียเองก็ได้ ดังนั้นแล้วการพยายามก้าวไปข้างหน้า พยายามที่จะเก่งขึ้นหรือดีขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนอะไร ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใครเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย เพียงค่อยเป็นค่อยไป พักในยามที่เหนื่อยล้าและไปต่อในเวลาที่หัวใจเต็มเติมไปด้วยปณิธาน นั่นก็อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วที่จะก้าวไปข้างหน้า และเป็นตัวเองที่ดีขึ้นในทุกๆ วันค่ะ


  1. “Doing nothing risks everything.” - World of Warcraft (2004)



คงจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างแน่ๆ หากเราจะไม่พูดถึงเกม MMORPG ชื่อดังของค่าย Blizzard Entertainment ที่ครองอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานอย่าง World of Warcraft เกมที่เป็นหนึ่งในประสบการณ์อันแสนวิเศษของใครหลายๆ คน



ซึ่งประโยคที่เราจะหยิบยกมาพูดถึงกันในวันนี้ ก็คือวลีของตัวละครอย่าง Ji Firepaw ที่กำลังสนทนากับ แพนด้าสาวอย่าง Aysa อยู่ โดยที่เธอนั้นพยายามห้ามไม่ให้เขาเอาตัวเองออกไปเสี่ยงอันตราย และได้รับการตอบกลับมาอย่างร้อนใจว่า “Doing nothing risks everything.” หรือที่แปลความได้ว่า “การไม่ทำอะไรเลย ก็คือการเสี่ยงมันทั้งหมดนั่นแหละ”


ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นคำพูดของคนที่กำลังใจร้อน และดึงดันจะทำอะไรสักอย่างโดยรู้แน่ว่าอันตราย โดยไม่คิดจะไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้งก่อน ซึ่งแม้ว่ามันจะดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลยแต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยเช่นกัน ว่าในบางสถานการณ์ การที่เราไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละ คือการที่เราได้เลือกทำบางอย่างไปแล้ว…


แม้เราจะไม่ได้พบกับเรื่องราวแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ในวินาทีที่เราต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง และใช้เวลาอย่างยาวนานในการไตร่ตรอง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้น บางครั้งนั่นอาจหมายความว่าเรากำลังแบกรับความเสี่ยง ที่มองไม่เห็นเอาไว้แล้วก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการใช้เวลาไตร่ตรองกับเรื่องต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกัน


ในความเป็นจริงนั้นแนวทางในการรับมือสิ่งต่างๆ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว ดังนั้นเราจึงควรมีความยืดหยุ่นไปตามแต่สถานการณ์ที่พบเจอ และตัดสินใจให้รอบคอบว่า ณ วินาทีนั้น ทางเลือกไหนจึงจะคุ้มค่ากับกับแบกรับความเสี่ยงเอาไว้มากที่สุด


  1. “You can’t undo what you’ve done, but you can face up to it.” - Silent Hill: Downpour (2012)



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกมในจักรวาลของ Silent Hill นั้น นอกจากจะมอบประสบการณ์ในการสัมผัสกับบรรยากาศสุดสยองขวัญ ซึมซับไปกับเนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อน และประสบเข้ากับฉากจบต่างๆ ที่จะสะเทือนอารมณ์ผู้เล่นที่ฝ่าฟันอยู่ภายในโลกของเกม มาจนถึงบทสรุปได้ไปอีกนานแสนนาน ซึ่งด้วยความยอดเยี่ยมมากมายของเกมในซีรีส์นี้เอง ก็ทำให้เราได้ผ่านตากับวลีเด็ดๆ กินใจมากันมากมาย และในวันนี้เราก็จะมาพูดถึงวลีของเจ้าหน้าที่ราชภัณฑ์อย่าง Frank Coleridge จาก Silent Hill: Downpour กันค่ะ



Frank Coleridge นั้นเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของเกม ที่เป็นเจ้าหน้าที่ราชภัณฑ์ที่ทำงานในเรือนจำรัฐ Ryall ซึ่งกุมขังตัวเอกอย่าง Murphy Pendleton เอาไว้ และครั้งหนึ่งเขาก็ได้พูดกับตัวเอกของเราว่า “You can’t undo what you’ve done, but you can face up to it.” หรือก็คือ “คุณไม่สามารถแก้ไขในสิ่งที่ทำลงไปแล้วได้ แต่คุณสามารถเผชิญหน้ากับมันได้” 


หลายครั้งที่เรานึกย้อนไปในอดีต ได้ระลึกถึงเรื่องราวมากมายที่เคยทำผ่านมา และรู้สึกแย่ เสียใจหรือเสียดายกับการตัดสินใจอะไรบางอย่างของตัวเองที่เคยทำลงไป จนอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้า สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้ ตัวเราในปัจจุบันก็อาจจะได้พบหรือได้เป็นอะไรที่ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ก็เป็นได้...ซึ่งการลองสมมติและจินตนาการถึงปัจจุบันที่แตกต่างออกไปนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร เพราะอย่างไรเสียเมื่อเราเติบโตขึ้น มีมุมมองที่แตกต่างไปจากตัวเองในอดีตแล้ว มันก็จะต้องมีเหตุการณ์ที่เรารู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจไปอย่างเสียไม่ได้อยู่แล้ว


แน่นอนว่าในวันที่เผลอนึกย้อนไปถึง เราก็คงไม่อาจห้ามความรู้สึกเสียใจไปได้ แต่การจมอยู่กับความเศร้าและโทษตัวเองตลอดไป ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำลงไปแล้วได้อยู่ดี 


ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้เลยก็คือ การเผชิญหน้าและยอมรับความจริง...ยอมรับว่าสิ่งๆ นั้นเราได้เป็นคนตัดสินใจให้มันเกิดขึ้นไปแล้ว และเราจะต้องเดินหน้าต่อไปพร้อมกับผลลัพธ์ของมัน โดยเก็บความรู้สึดเหล่านั้นเอาไว้เป็นหนึ่งในบทเรียน ให้ตัวเองในปัจจุบันพยายามใช้ชีวิตโดยไม่ทำให้การตัดสินใจที่จะมาถึงในอนาคต กลายไปเป็นอีกหนึ่งอดีตที่ได้แต่นึกย้อนมาเสียใจทีหลังอีก


  1. “One day, I won't be here to take care of you anymore. You'll have to protect yourself, and make your choices... Decide who you are, and wanna become... This world doesn't like those who are different, Markus. Don't let anyone tell you who you should be.” - Detroit: Become Human (2018)



แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายของบทความกันแล้วนะคะ หลังจากที่ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเลือกวลีไหนมาปิดท้ายดี ในที่สุดเราก็คิดว่าบทความนี้จะจบสมบูรณ์ไปไม่ได้เลย ถ้าหากไม่ได้พูดถึงเกมแนวผจญภัยจากทีมพัฒนา Quantic Dream ที่เคยสั่นสะเทือนวงการเกมกันมาแล้วอย่างเกม Detroit: Become Human 


โดยตัวเกมนั้นจะเป็นเกมแนวผจญภัยที่ผู้เล่นจะสามารถมี Interactive กับเกมได้ ผ่านการเลือกตัวเลือกเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละคร และดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปในแนวทางที่ตนเองต้องการ ภายใต้โลกที่ถูกนำเสนอว่า มันเป็นยุคอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวหน้าจนสามารถสร้างหุ่น Android ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ออกมา ซึ่งนอกจากความโดดเด่นของกราฟิก และเนื้อเรื่องที่มีฉากจบซึ่งเราสามารถเลือกเล่นได้มากมายแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของเกม Detroit: Become Human เลยก็คือแนวคิดที่ถูกบอกเล่าผ่านวลีต่างๆ ของตัวละครภายในเกมนั่นเองค่ะ



อันที่จริงแล้วตัวเกมก็มีประโยคเท่ๆ ประโยคชวนซึ้งหรือกระทั่งประโยคที่ฟังแล้วก็อดรู้สึกจุกอยู่ในอกอย่างเสียไม่ได้ อยู่เยอะแยะมากมายไปหมด แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงประโยคที่ตัวละครจิตรกรสูงอายุอย่าง Carl Manfred พูดสอนกับหุ่น Android พ่อบ้านของตนอย่าง Markus ว่า “One day, I won't be here to take care of you anymore. You'll have to protect yourself, and make your choices... Decide who you are, and wanna become... This world doesn't like those who are different, Markus. Don't let anyone tell you who you should be.” หรือที่สามารถแปลออกมาได้ว่า “วันหนึ่งฉันก็จะไม่ได้อยู่ดูแลนายตรงนี้อีกต่อไปแล้วนะ นายต้องปกป้องตัวเอง เลือกทางเลือกของตัวเอง...ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นใคร และอยากจะเป็นอะไร...โลกนี้ไม่ชอบสิ่งที่แปลกแยก Markus อย่าปล่อยให้ใครมาชี้นิ้วบอกว่านายควรจะเป็นอะไร”


เรียกได้ว่าเป็นประโยคสุดกินใจราวกับคำสอนของพ่อ ที่กำลังพรำ่สอนลูกชายของตัวเองด้วยความปรารถนาดี ที่ทำให้เราผู้เล่นสามารถสัมผัสถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริงของ Carl ที่มีต่อ Markus ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากเขาจะชี้ให้เราระลึกถึงความเป็นจริงที่โหดร้ายว่าโลกนั้น มักจะปฏิเสธสิ่งที่แปลกแยกหรือแตกต่างไปจนสังคมส่วนรวมอยู่เสมอแล้ว เขาก็ยังมอบกำลังใจให้เราพร้อมที่จะลุกขึ้นมา ทำในสิ่งที่อยากทำและเป็นในสิ่งที่อยากเป็นจริงๆ อีกด้วย


หลายครั้งที่การตัดสินใจของเรามักได้รับอิทธิพลมาจากคำชี้แนะของคนรอบข้าง ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นคำแนะนำจากความเป็นห่วง ด้วยกลัวว่าเราที่ยังอ่อนเยาว์เหลือเกินในสายตาของพวกเขาเหล่านั้น จะเลือกเดินไปในทางที่พวกเขาคิดว่าไม่ดี คิดว่าผิด ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนก็มักจะเชื่อ และทำในสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ...เติมโตเป็นในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เป็น 


แน่นอนว่าการตัดสินใจเช่นนั้นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเลย แต่หากว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจะเป็นหรือต้องการจะทำแล้ว ในท้ายที่สุดวันหนึ่งที่เราเริ่มเติบโตขึ้น และเข้าใจได้ว่าเราได้สูญเสียตัวตน กับเส้นทางที่อยากจะเดินไปให้ถึงไปแล้ว...มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายๆ คน ที่อยากจะตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างที่อยากจะทำแล้วจริงๆ แต่เชื่อเถอะค่ะ สุดท้ายแล้วอย่าปล่อยให้ใครมาบอกว่าคุณเป็นอะไร เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใครทางเลือกก็เป็นของคุณเสมอค่ะ


จริงอยู่ที่การเริ่มต้นจะเปลี่ยนแปลงนั้นยากเสมอ แต่เราและ Carl ก็จะขอเป็นกำลังใจให้กับพวกคุณทุกๆ คน ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่ตัวเองต้องการจริงๆ และขอส่งคำอวยพรให้คุณได้เป็นตัวเองในแบบที่ต้องการได้ในอนาคตอันใกล้นะคะ



อย่างไรก็ดีไม่ว่าคำคม หรือวลีทั้งหลายจะเท่หรือซึ้งกินใจมากแค่ไหน มันก็เป็นเพียงสารที่ถูกส่งออกมาโดยหวังว่า จะสามารถช่วยสะกิดหรือชี้ให้ฝ่ายผู้รับสารสามารถเข้าใจ และได้กลับมาตั้งคำถามกับการใช้ชีวิต ตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเอง แล้วมองย้อนกลับมามองว่าตัวเราเป็นอย่างนั้นรึเปล่า...เรากำลังใช้ชีวิตเหมือนกับ สิ่งที่วลีเหล่านี้กำลังจะสื่ออยู่รึเปล่าเท่านั้น แต่การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อหลังจากนี้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองอยู่ดี


สุดท้ายนี้ 10 ที่เราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่าง ที่เรารู้สึกว่ามันมอบแนวคิดดีๆ บางอย่างให้เรา มากไปจนถึงกลายเป็นคติในการใช้ชีวิตไป แต่อย่างไรก็ดีภายในจักรวาลของเกมอันกว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมายนี้ ก็ยังมีวลีดีๆ อีกมากมายที่เต็มไปด้วยสารที่พร้อมจะสื่อแง่คิดให้กับเราอยู่...แล้วสำหรับคุณผู้อ่านล่ะคะ? มีวลีไหนที่รู้สึกชอบ และอดจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอทุกครั้งที่มีโอกาสบ้าง


ชื่อ :
อวตาล :





0 COMMENTS


TOP COMMENT

ล่าสุด
รีวิว Riders of Icarus เกม MMORPG ขี่สัตว์ตะลุยดินแดนแฟนตาซี
MARVEL Future Revolution เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 25 สิงหาคมนี้!
BASUP!
เจาะลึกแพทเทิร์นบอสใหม่จาก Inazuma
GunKC
Epic Games Store เตรียมแจก A Plague Tale: Innocence และ Speed Brawl วันที่ 5 สิงหาคมนี้
GunKC
Tips & Tricks ของ Kamisato Ayaka และความเก่งของเธอที่คุณควรรู้
GunKC
Ghost of Tsushima เผยความยาวบนเกาะ Iki พอๆ กับบทที่หนึ่งของเกมภาคหลัก
จูเนียร์ Lazy
Editors' Choice
วิเคราะห์แง่คิดที่แอบซ่อนอยู่ใน The Last Campfire
JinJan
[ Review ] Scarlet Nexus 'เกมแอคชั่นรสเก่า พร้อมน้ำจิ้มสไตล์อนิเมะอันจัดจ้าน'
OcelotBoy
รวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการใหม่ Windows 11
wine2035
Elden Ring วิเคราะห์ข้อมูลจาก Trailer พร้อมสรุปสิ่งที่เราน่าจะได้เห็นในเกม!
wine2035
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
10 วลีสุดเท่จาก VDO เกม ที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คุณคิด
22/07/2021

ในปัจจุบันมีเกมอยู่มากมายที่พร้อมมอบประสบการณ์ดีๆ หลายอย่างให้กับผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องที่เข้มข้นสะเทือนอารมณ์ ระบบเกมเพลย์เร้าใจไม่มีเบื่อ หรือดนตรีประกอบติดหูที่แม้จะเข้าไปยืนฟังอยู่เฉยๆ ก็สามารถเพลินเพลินได้แล้วอย่างง่ายดาย ซึ่งเราในฐานะผู้เล่นแล้ว ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่านอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว หลายครั้งสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจของเราแม้ว่าจะเล่นเกมจบไปนานแค่ไหนแล้ว ก็เป็นอะไรที่เราอาจพบเห็นได้อยู่ตลอดการเล่น อย่างบทพูดหรือวลีบางอย่างจากตัวละครภายในเกมนั่นเองค่ะ


หากฟังหรืออ่านเพียงผ่านๆ แล้ว บทพูดบางประโยค วลีบางคำก็อาจเป็นเพียงคำพูดเท่ๆ หรือบทสนทนาเพื่อดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปเท่านั้น แต่หากได้มีโอกาสกลับมาย้อนนึกถึงอย่างจริงจังแล้ว  คุณอาจได้พบความหมายลึกซึ้งที่แอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้ และในวันนี้เราจะขอชวนคุณนักอ่านทุกๆ ท่าน มานั่งย้อนคิดไปด้วยกัน...ว่าอะไรที่รอคอยเราอยู่ในวลีเหล่านี้กันแน่


  1. 'We all make choices but in the end our choices make...us.' - BioShock (2007)



อันที่จริงแล้วเกม BioShock นั้นนอกจากจะเป็นเกมที่มีเกมเพลย์ซึ่งกาลเวลา ไม่อาจพรากความคลาสสิกไปจากมันได้แล้ว ถ้อยคำมากมายที่ถูกแฝงเร้นเอาไว้ภายใต้การนำเสนออันน่าสนใจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าจดจำ และสะเทือนอารมณ์ของผู้เล่น อย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครหลายคนก็อาจจะคุ้นเคยกับวลีทรงพลังอย่าง “Would you kindly...” หรือ “A man chooses, a slave obeys.” กันเสียมากกว่า เพราะในวินาทีที่ตัวเกมทำให้เราเข้าใจถึงความหมายของมันอย่างแท้จริง ก็คือจุดพีคที่สุดที่เกมต้องการจะนำเสนอแล้วนั่นเอง



แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งวลีที่ถูกเอ่ยโดย Andrew Ryan ตัวละครที่เรียกได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในเกม BioShock ภาคนี้ เนื่องจากว่าเขาคือมหาเศรษฐีผู้ไม่พอใจต่อรัฐบาล และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคม อันก่อให้เกิดความคิดที่ต้องการจะสร้างยูโทเปียขึ้นมา ผ่านการจัดตั้งเมืองใต้น้ำที่มีชื่อว่า Rapture อันสวยงามขึ้นมา พร้อมจะมอบอิสระให้ประชาชนสามารถแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองได้เต็มที่ ทุกคนเท่าเทียมกัน โดยปราศจากข้อจำกัดของชนชั้นหรือศาสนา และจะเป็นเมืองที่ตัวเอกของเราได้เข้ามาผจญภัยนั่นเอง


โดยครั้งหนึ่ง Andrew Ryan ก็ได้กล่าวขึ้นว่า 'We all make choices but in the end our choices make...us.' หรือ “มนุษย์เราล้วนแล้วแต่เป็นผู้ตัดสินใจเลือก แต่ในท้ายที่สุดสิ่งที่เลือกนั้นตัดสินเรา…” ซึ่งนอกจากความเท่ของรูปประโยค และนำ้เสียงที่ถูกถ่ายทอดมาถึงเราผู้เล่นแล้ว หากเราได้ลองมองลึกลงไป ก็จะได้พบกับความลึกซึ้งของคำแต่ละคำที่ถูกเลือก ขึ้นมาประกอบกันเป็นวลีดังกล่าวนี้


ซึ่งเรามองว่า Andrew นั้นต้องการจะสื่อว่า มนุษย์ทุกคนที่ใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ในทุกๆ วันนั้น ล้วนแล้วแต่จะต้องพบเจอกับทางเลือกมากมายที่บังคับให้คุณต้องตัดสินใจ และคุณอาจคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนกำหนดเส้นทางของตัวเองทั้งหมดแล้ว แต่ในความเป็นจริงวินาทีที่คุณตัดสินใจเลือกแล้วนั่นเอง...ทางเลือกนั้นก็จะเป็นตัวตัดสินผลที่จะตามมาในอนาคตของคุณเอง


ดังนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญเลยก็คือ การให้เวลากับตัวเองเพื่อไตร่ตรองให้รอบคอบ ว่าสิ่งที่คุณกำลังจะเลือกนั้นจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจกับผลที่จะตามมาทีหลัง แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าใช้เวลาในการตัดสินใจนานจนเกินไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีจังหวะ และเวลาที่เหมาะสมเป็นของตัวเอง มันจึงไม่ใช่ทุกอย่างเลยที่จะรอคอยคุณได้ตลอดไป...และการไม่เลือกอะไรเลยเอง ก็หมายความว่าคุณได้เลือกแล้วเช่นกัน


  1. “Some trees flourish, others die. Some cattle grow strong, others are taken by wolves. Some men are born rich enough and dumb enough to enjoy their lives. Ain’t nothing fair.” - Red Dead Redemption (2010)



หลังจากที่ทัวร์เมืองใต้นำ้ธีมพังก์กันไปแล้ว ลำดับถัดมาเราก็จะขอพาทุกท่านวกกลับมาสัมผัส กับบรรยากาศกลางทุ่งทะเลทราย ของเหล่าคาวบอยบนหลังม้าแถบตะวันตกสุดคลาสสิกกันบ้าง กับเกม Red Dead Redemption 


Red Dead Redemption เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมดังจากค่าย Rockstar Games ที่ได้มอบประสบการณ์อันลํ้าค่ามากมายให้กับเราผู้เล่น ทั้งการนำเสนอโลกธีมคาวบอยที่น่าหลงใหล เนื้อเรื่องลึกซึ้งกินใจ ไปจนถึงวลีสุดเท่อย่าง “Some trees flourish, others die. Some cattle grow strong, others are taken by wolves. Some men are born rich enough and dumb enough to enjoy their lives. Ain’t nothing fair.” หรือที่แปลความได้ว่า “ต้นไม้บางต้นเติบโตสูงใหญ่ ในขณะที่บางต้นก็ล้มตาย...วัวบางตัวเติบโต ในขณะที่บางตัวก็ถูกหมาป่าจับกิน...มนุษย์บางคนก็เกิดมารำ่รวย และโง่พอที่จะเสวยสุขอยู่กับชีวิตแบบนั้น...ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละที่ยุติธรรม” ซึ่งถูกกล่าวโดยตัวเอกของเกมอย่าง John Marston อดีตมหาโจรผู้อำลาวงการไปแล้วนั่นเอง



โดย John Marston จะเอ่ยประโยคนี้กับภรรยาของเขาในตอนที่กลับมาเยี่ยมครอบครัว หลังจากที่เธอประชดประชันใส่ถึงการหายหน้าหายตาไปอย่างยาวนานของเขา


เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประโยคที่สะท้อนถึงสัจธรรมอันสุดแสนจะคลาสสิก ที่สรุปออกมาเป็นคำสั้นๆ อันชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ไม่มีอะไรเลยบนโลกใบนี้ที่จะมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง...อาจจะฟังดูเศร้า หากแต่นั่นก็เป็นความจริง อย่างที่ John ได้เปรียบเปรยเอาไว้ “ต้นไม้บางต้นเติบโตสูงใหญ่ ในขณะที่บางต้นก็ล้มตาย…” แต่ใครหรืออะไรกันเล่าที่เป็นตัวตัดสิน ว่าต้นไม้ต้นไหนจะได้เติบโต และต้นไม้ต้นไหนที่จะต้องตาย? 


เราอาจตอบคำถามนั้นว่า ธรรมชาติอย่างไรเล่าเป็นตัวตัดสิน...สิ่งใดที่อ่อนแอเกินไปธรรมชาติ ที่โหดร้ายก็จะทำให้มันตายจากไป และในท้ายที่สุดก็จะมีเพียงสิ่งที่แข็งแกร่ง สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้เท่านั้นจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ใช่...ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริง ของสิ่งที่เราเรียกมันว่าธรรมชาติ หากแต่ในขณะเดียวกันนั่นย่อมหมายความว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกมองว่าอ่อนแอ มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต่อไปเลยอย่างงั้นหรือ? เช่นนั้นแล้วการคัดสรรของธรรมชาติ จะเรียกได้ว่ามีความยุติธรรมจริงๆ อย่างงั้นหรือ?


ไม่เลย...แม้ว่ามนุษย์จะพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายขึ้นมา ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะมอบความยุติธรรมให้กับสังคม หลายครั้งความตั้งใจนั้นก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอัตรา และอำนาจอยู่ดี...แต่การที่เรารับรู้ว่าบนโลกนี้อาจจะไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริงอยู่ นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะสามารถทำร้าย หรือสร้างความเจ็บปวดให้กับคนอื่นๆ อยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ก็คือยอมรับความเป็นจริงในจุดนี้ และพยายามใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่สร้างบาดแผลให้กับผู้อื่นนั่นเองค่ะ


  1. “War...war never changes. Men do, through the roads they walk.” - Fallout: New Vegus (2010)



“War...war never changes. Men do, through the roads they walk.” หรือ “สงคราม...สงครามไม่เคยเปลี่ยน แต่มนุษย์ล้วนเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดิน” คือคำพูดของผู้บรรยายจากเกม Fallout: New Vegas ซึ่งเป็นภาคหนึ่งในซีรีส์ Fallout ที่ผู้เล่นจำนวนมากให้คำชื่นชม และยอมรับว่ามันเป็นเกมที่มีการผสมผสานความเป็น Fallout ยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว


จริงอยู่ว่าในปัจจุบันนี้สงครามครั้งใหญ่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นให้เห็นเท่าไหร่แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดจากสงครามนั้นก็ยังคงปรากฏให้คนรุ่นหลังได้ประจักษ์อยู่เสมอมา ทั้งจากคำบอกเล่าไปจนถึงหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ ซึ่งสงครามแต่ละครั้งล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ และชนวนที่แตกต่างกัน ทั้งเพื่อยึดครองทรัพยากร ประกาศความยิ่งใหญ่ของฝ่ายตน หรือการปกป้องบ้านของตนเองเอาไว้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของในทุกๆ สงครามเลยก็คือ ราคาที่ผู้เลือกจะจับอาวุธ จำเป็นจะต้องจ่าย...และนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าความสูญเสียนั่นเองค่ะ


สงครามไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากอะไร เพราะทุกครั้งมันจะนำพาความสูญเสียมาสู่โลกและผู้คนอื่นเสมอ หากแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ ผู้ซึ่งเป็นคนเริ่มต้นสงครามจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับทางที่ตัดสินใจเลือกเดิน


ในท้ายที่สุดแล้วไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งกาลเวลาและประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความคิด การใช้ชีวิตไปจนถึงบุคลิกภาพ ดังนั้นหากมองในมุมกลับกันแล้วก็หมายความว่า มนุษย์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ หากว่ามีความกล้า และมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลง พวกเราก็สามารถค้นหาแรงผลักดันเพื่อตัดสินใจเลือกทางเดินในแบบที่ตนเองต้องการ ได้ใช้ชีวิตเป็นคนอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือพยายามผลักดันสังคมไปในแนวทางที่ดีขึ้นได้ แม้ว่าท่ามกลางผู้คนมากมาย ความคิดและการตัดสินใจของเราเพียงคนเดียว ก็อาจจะดูราวกับไม่มีความหมาย แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากจุดเริ่มต้น เมื่อใดก็ตามที่คุณได้คิดและตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นคุณก็ได้ก้าวเดิมมาสู่เส้นทางใหม่ ที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่มาสู่คุณแล้วเช่นกันค่ะ


  1. “Don’t make a girl a promise you can’t keep it.” - Halo 4 (2012)



“Don’t make a girl a promise you can’t keep it.” หรือ “อย่าให้สัญญาที่คุณไม่สามารถรักษาไว้ได้กับผู้หญิงสิ” เป็นหนึ่งในคำพูดที่เราผู้เล่นน่าจะได้ยินกันอยู่เรื่อยๆ ในเกมซีรีส์ Halo จากทั้งตัวละครนักวิทยาศาสตร์สาวผู้สร้างโปรแกรม SPARTAN-II และชุดเกราะ Mjolnir Powered Assault อย่าง Catherine Elizabeth Halsey และปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ ผู้เก็บกุมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Halos เอาไว้อย่าง Cortana 



จริงอยู่ว่ามันฟังดูเป็นคำพูดเรียบง่ายเชิงหยอกล้อนิดๆ ที่เราสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน และดูเหมือนจะไม่มีความสลับซับซ้อนใดๆ ให้น่าค้นหา แต่หากลองกลับมานั่งพิจารณาต่ออีกสักหน่อย วลีนี้ไม่ได้ต้องการเจาะจงไปที่ Girl หากแต่เป็น Promise ต่างหาก หรือก็คือในยามที่คุณกำลังจะลั่นว่าจาเอ่ยคำสัญญาหรือคำสาบานใดๆ ออกไป ไม่ว่าคนที่คุณต้องการจะส่งถ้อยคำเหล่านั้นออกไปให้กับใครก็ตาม คุณจะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะสามารถทำตามได้จริงๆ


เพราะคำสัญญานั้นจะก่อให้เกิดความคาดหวัง ที่สำหรับใครบางคนมันก็อาจจะหมายถึงประกายไฟเพียงหนึ่งเดียว ที่ช่วยเป็นแรงพยักดันให้เขาสามารถใช้ชีวิต โดนรอคอยวันที่คำสัญญานั้นจะเป็นจริงแล้วก็ได้ และหากวันหนึ่งพวกเขาได้มาพบว่าถ้อยคำเหล่านั้น เป็นเพียงลมปากที่เติมเต็มด้วยคำหลอกลวง คุณก็ได้ทำลายความเชื่อมั่นและความหวังของคนๆ หนึ่งไปแล้ว...ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 


ในท้ายที่สุดแล้วคำสัญญาก็อาจเรียกได้ว่าเป็นคำพูด ที่ทิ้งนำ้หนักความรับผิดชอบเอาไว้บนบ่าของผู้พูด และปลูกความคาดหวังเอาไว้ในหัวใจของผู้ฟัง ดังนั้นโปรดพึงระลึกเอาไว้เสมอว่า อย่าได้มอบคำสัญญาพรำ่เพรื่อ และก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยมันออกไป คุณก็ควรที่จะพิจารณามันอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า คุณจะสามารถทำมันได้จริงๆ 


  1. “A famous explorer once said that the extraordinary is in what we do, not who we are.” - Tomb Raider (2013)



“A famous explorer once said that the extraordinary is in what we do, not who we are.” หรือ “นักสำรวจผู้โด่งดังเคยกล่าวไว้ว่า ความพิเศษขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น” ซึ่งเป็นหนึ่งในวลีสุดเท่จากเกมแนวแอคชันผจญภัยชื่อดัง ซีรีส์ Tomb Raider ที่ถูกกล่าวโดยนางเอกสาวสวยอย่าง Lara Croft ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคำคมคลาสสิก ที่ถูกหยิบยกมาใช้ในหลายสถานการณ์และในหลายเกมมาก่อน ซึ่งใครหลายๆ คน ก็อาจจะหวนนึกไปถึงวลีที่เราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ เช่นกันจากเกม Marvel Avengers ซึ่งพ่อของตัวเอกอย่าง Kamala Khan ได้สอนเธอเอาไว้ว่า “Good isn’t thing you are. It’s a thing you do.” หรือ “ความดีไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น มันคือสิ่งที่เราทำ”


แม้ว่าจะไม่เหมือนกันหมด 100% แต่ใจความสำคัญที่ประโยคทั้งสองต้องการจะสื่อกับเราก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ มันไม่สำคัญเลยว่าเราจะเกิดมาเป็นยังไง หรือพรำ่บอกคนอื่นๆ ว่าเราเป็นคนอย่างไร เพราะในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่จะทำให้เราเป็นคนที่ดี เป็นคนที่พิเศษอย่างที่ตัวเราตั้งความหวังเอาไว้ มันจะแสดงออกมาผ่านทางการกระทำของเราเองทั้งหมด


อาจดูเป็นวลีที่ฟังกันบ่อยจนใครหลายคนก็เบื่อกันไปหมดแล้ว หากแต่ความหมายของมันก็ไม่ใช่สิ่ง ที่กาลเวลาจะสามารถทำให้มันเป็นจริงน้อยลงได้เลยเช่นกัน...ไม่ว่าคนอื่นจะมองและตัดสินตัวคุณไปเป็นแบบไหน นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินตัวตนของคุณได้ แม้ว่าหลายครั้งถ้อยคำเหล่านั้นจะเป็นดั่งพิษร้าย ที่ทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป ในท้ายที่สุดการกระทำอันเกิดจากความตั้งใจที่จะเป็นคนในแบบที่คุณอยากจะเป็น ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า คุณนั้นมีความพิเศษในแบบของตัวเองอยู่จริงๆ


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องพยายามทำทุกอย่าง เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายของคนอื่นๆ เพราะในท้ายที่สุดแล้วโลกใบนี้ก็มีผู้คนที่แตกต่าง และหลากหลายอยู่มากมายเกินกว่าที่คุณจะสามารถทำให้พวกเขาทุกคนรักได้  ดังนั้นแล้วการพยายามทำเรื่องที่ดี พยายามจะเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนที่ทำให้คุณสามารถมองเงาสะท้อนในกระจก และกล่าวออกมาได้จากใจว่าคุณรักคนตรงหน้านี้เหลือเกิน ก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากเพียงพอแล้วค่ะ


  1. 'Life is a negotiation. We all want. We all give to get what we want.' - Mass Effect 2 (2010)



คงจะถือว่าเป็นการพลาดเป็นอย่างมาก หากว่าเราจะไม่พูดถึงประโยคดีๆ จากเกมแอคชัน RPG แนว Sci-fi ซีรีส์ดังของ Bioware ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดลึกลํ้าอย่าง Mass Effect เลย ซึ่งอันที่จริงแล้วตัวเกมก็มีประโยคคำคมเท่ๆ มากมายที่จะคอยบอกเล่าให้กับเราผู้เล่นได้รับฟังอยู่เสมอ แต่ในวันนี้ส่วนที่เราจะมาพูดถึงกัน จะเป็นวลีจากตัวเกมภาค 2 ที่ตัวละครนักพันธุศาสตร์อย่าง Mordin Solus เคยได้กล่าวเอาไว้ว่า 'Life is a negotiation. We all want. We all give to get what we want.' หรือที่แปลความออกมาได้ว่า “ชีวิตนั้นคือการต่อรอง เราทุกคนล้วนมีความต้องการ และเราทุกคนล้วนให้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการกลับมา”



เรียกได้ว่าวลีนี้เป็นหนึ่งในวลีที่ตัวผู้เขียนเองชอบมากเป็นพิเศษเลยค่ะ ด้วยเพราะหลายต่อหลายครั้ง เราก็นึกตั้งคำถามกับตัวเอง นึกตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาให้เราเรียนรู้ ไปจนถึงนึกตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเอง...ว่าชีวิตนั้น คือสิ่งใดกัน?


แน่นอนว่าหลายคนก็คงบัญญัติคำตอบของคำถามเหล่านี้เอาไว้ในใจกันอยู่แล้ว และ Mordin เองก็เช่นกัน ซึ่งหากเราลองพิจารณาแนวคิดของเขาให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย เราก็จะพบว่ามันไม่ใช่แค่เพียงวลีเท่ๆ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มันยังสะท้อนความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างแยบคาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดยากๆ มาอธิบายเลยแม้แต่นิดเดียว


เพราะมนุษย์เรานั้นต่างก็มีความต้องการอันมากมายไร้ขีดจำกัดอยู่ในตัว อาจเป็นอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง หรือกระทั่งความรัก และเมื่อไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาฟรีๆ มนุษย์ก็พร้อมที่จะแลกบางสิ่ง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมาครอบครอง...ตัววลีนี้อาจจะไม่ได้มอบข้อคิด หรือแนวทางอะไรในการใช้ชีวิตให้กับเรา แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำถามมากมายในแต่ละวัน ให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าชีวิตนั้นเป็นดั่งการต่อรองจริงๆ รึเปล่า


  1. 'Don't wish it were easier, wish you were better.' - Animal Crossing (2020)



หลังจากผ่านเกมแนวซีเรียสจริงจังกันมาหลายเกม เราก็จะพาทุกท่านเปลี่ยนบรรยากาศมาหาเกมสไตน์ทำฟาร์ม กับภาพกราฟิกสุดน่ารักสดใส อย่างเกม Animal Crossing กันบ้างนะคะ 


หลายคนอาจจะสงสัยว่า Animal Crossing จะมีข้อความเท่ๆ แฝงปรัชญาอะไรอยู่ด้วยหรือ แต่อันที่จริงแล้ว หากเราได้ใช้เวลาลองท่องไปในโลกของเกมอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่าภายใต้ความน่ารักสดใสเอง ก็ยังแอบแฝงคารมคมคายบางอย่างเอาไว้ รอคอยให้เราได้มาสัมผัสอยู่อีกมากมายเลยทีเดียว



ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาพูดถึงคำพูดจากปากเจ้าหมาป่าสีนำ้ตาล ผู้ชื่นชอบดนตรีอย่าง Chief ที่ครั้งหนึ่งเจ้าตัวก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า 'Don't wish it were easier, wish you were better.' หรือ “อย่าหวังว่าอะไรๆ มันจะง่ายขึ้นเลย หวังว่าเราจะทำมันได้ดีขึ้นดีกว่า”


หลายครั้งเมื่อเราพบเจอกับความยากลำบาก มันก็เปรียบได้กับการชนเข้ากับกำแพงสูงที่ดูราวกับว่าจะไม่มีทางปืนข้ามไปได้ สิ้นหวังและท้อแท้กับการทุ่มความพยายามทั้งหมด เพื่อรับรู้ว่าตนเองพบแต่เพียงความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อความเหนื่อยล้าทั้งหมดนั้นถูกสะสมพอกพูนจนถึงขีดสุด กระทั่งเราตั้งคำถามและตัดพ้อด้วยหวังว่ากำแพงตรงหน้านี้ จะสูงชันน้อยลงเสียทีในสักวันหนึ่ง...หากแต่ในความเป็นจริงกำแพงนั้นก็จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ต่อไป และแม้ว่าเราจะสามารถหาทางผ่านมันไปได้แล้ว กำแพงถัดไปที่อาจสูงชันยิ่งกว่าเดิมก็จะโผล่มาอีกอยู่ดี


การตัดพ้อและเฝ้าหวังว่าจะมีสิ่งใดมาช่วยให้เรา สามารถผ่านความยากลำบากไปได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย ไม่สามารถช่วยให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการที่เราพยายามต่อไป อีกครั้งและอีกครั้ง กระทั่งสามารถพิชิตความยากลำบากเหล่านั้น และกลายเป็นตัวเองที่แข็งแกร่งขึ้นได้ในที่สุด 


ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการกดดันตัวเอง เพื่อที่จะปีนข้ามกำแพงไปให้ได้อยู่ตลอดเวลาจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป เพราะความเครียดมากเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจของเราเสียเองก็ได้ ดังนั้นแล้วการพยายามก้าวไปข้างหน้า พยายามที่จะเก่งขึ้นหรือดีขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนอะไร ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใครเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย เพียงค่อยเป็นค่อยไป พักในยามที่เหนื่อยล้าและไปต่อในเวลาที่หัวใจเต็มเติมไปด้วยปณิธาน นั่นก็อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วที่จะก้าวไปข้างหน้า และเป็นตัวเองที่ดีขึ้นในทุกๆ วันค่ะ


  1. “Doing nothing risks everything.” - World of Warcraft (2004)



คงจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างแน่ๆ หากเราจะไม่พูดถึงเกม MMORPG ชื่อดังของค่าย Blizzard Entertainment ที่ครองอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานอย่าง World of Warcraft เกมที่เป็นหนึ่งในประสบการณ์อันแสนวิเศษของใครหลายๆ คน



ซึ่งประโยคที่เราจะหยิบยกมาพูดถึงกันในวันนี้ ก็คือวลีของตัวละครอย่าง Ji Firepaw ที่กำลังสนทนากับ แพนด้าสาวอย่าง Aysa อยู่ โดยที่เธอนั้นพยายามห้ามไม่ให้เขาเอาตัวเองออกไปเสี่ยงอันตราย และได้รับการตอบกลับมาอย่างร้อนใจว่า “Doing nothing risks everything.” หรือที่แปลความได้ว่า “การไม่ทำอะไรเลย ก็คือการเสี่ยงมันทั้งหมดนั่นแหละ”


ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นคำพูดของคนที่กำลังใจร้อน และดึงดันจะทำอะไรสักอย่างโดยรู้แน่ว่าอันตราย โดยไม่คิดจะไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้งก่อน ซึ่งแม้ว่ามันจะดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลยแต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยเช่นกัน ว่าในบางสถานการณ์ การที่เราไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละ คือการที่เราได้เลือกทำบางอย่างไปแล้ว…


แม้เราจะไม่ได้พบกับเรื่องราวแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ในวินาทีที่เราต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง และใช้เวลาอย่างยาวนานในการไตร่ตรอง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้น บางครั้งนั่นอาจหมายความว่าเรากำลังแบกรับความเสี่ยง ที่มองไม่เห็นเอาไว้แล้วก็เป็นได้...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการใช้เวลาไตร่ตรองกับเรื่องต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกัน


ในความเป็นจริงนั้นแนวทางในการรับมือสิ่งต่างๆ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว ดังนั้นเราจึงควรมีความยืดหยุ่นไปตามแต่สถานการณ์ที่พบเจอ และตัดสินใจให้รอบคอบว่า ณ วินาทีนั้น ทางเลือกไหนจึงจะคุ้มค่ากับกับแบกรับความเสี่ยงเอาไว้มากที่สุด


  1. “You can’t undo what you’ve done, but you can face up to it.” - Silent Hill: Downpour (2012)



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกมในจักรวาลของ Silent Hill นั้น นอกจากจะมอบประสบการณ์ในการสัมผัสกับบรรยากาศสุดสยองขวัญ ซึมซับไปกับเนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อน และประสบเข้ากับฉากจบต่างๆ ที่จะสะเทือนอารมณ์ผู้เล่นที่ฝ่าฟันอยู่ภายในโลกของเกม มาจนถึงบทสรุปได้ไปอีกนานแสนนาน ซึ่งด้วยความยอดเยี่ยมมากมายของเกมในซีรีส์นี้เอง ก็ทำให้เราได้ผ่านตากับวลีเด็ดๆ กินใจมากันมากมาย และในวันนี้เราก็จะมาพูดถึงวลีของเจ้าหน้าที่ราชภัณฑ์อย่าง Frank Coleridge จาก Silent Hill: Downpour กันค่ะ



Frank Coleridge นั้นเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของเกม ที่เป็นเจ้าหน้าที่ราชภัณฑ์ที่ทำงานในเรือนจำรัฐ Ryall ซึ่งกุมขังตัวเอกอย่าง Murphy Pendleton เอาไว้ และครั้งหนึ่งเขาก็ได้พูดกับตัวเอกของเราว่า “You can’t undo what you’ve done, but you can face up to it.” หรือก็คือ “คุณไม่สามารถแก้ไขในสิ่งที่ทำลงไปแล้วได้ แต่คุณสามารถเผชิญหน้ากับมันได้” 


หลายครั้งที่เรานึกย้อนไปในอดีต ได้ระลึกถึงเรื่องราวมากมายที่เคยทำผ่านมา และรู้สึกแย่ เสียใจหรือเสียดายกับการตัดสินใจอะไรบางอย่างของตัวเองที่เคยทำลงไป จนอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้า สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้ ตัวเราในปัจจุบันก็อาจจะได้พบหรือได้เป็นอะไรที่ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ก็เป็นได้...ซึ่งการลองสมมติและจินตนาการถึงปัจจุบันที่แตกต่างออกไปนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร เพราะอย่างไรเสียเมื่อเราเติบโตขึ้น มีมุมมองที่แตกต่างไปจากตัวเองในอดีตแล้ว มันก็จะต้องมีเหตุการณ์ที่เรารู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจไปอย่างเสียไม่ได้อยู่แล้ว


แน่นอนว่าในวันที่เผลอนึกย้อนไปถึง เราก็คงไม่อาจห้ามความรู้สึกเสียใจไปได้ แต่การจมอยู่กับความเศร้าและโทษตัวเองตลอดไป ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำลงไปแล้วได้อยู่ดี 


ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้เลยก็คือ การเผชิญหน้าและยอมรับความจริง...ยอมรับว่าสิ่งๆ นั้นเราได้เป็นคนตัดสินใจให้มันเกิดขึ้นไปแล้ว และเราจะต้องเดินหน้าต่อไปพร้อมกับผลลัพธ์ของมัน โดยเก็บความรู้สึดเหล่านั้นเอาไว้เป็นหนึ่งในบทเรียน ให้ตัวเองในปัจจุบันพยายามใช้ชีวิตโดยไม่ทำให้การตัดสินใจที่จะมาถึงในอนาคต กลายไปเป็นอีกหนึ่งอดีตที่ได้แต่นึกย้อนมาเสียใจทีหลังอีก


  1. “One day, I won't be here to take care of you anymore. You'll have to protect yourself, and make your choices... Decide who you are, and wanna become... This world doesn't like those who are different, Markus. Don't let anyone tell you who you should be.” - Detroit: Become Human (2018)



แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายของบทความกันแล้วนะคะ หลังจากที่ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเลือกวลีไหนมาปิดท้ายดี ในที่สุดเราก็คิดว่าบทความนี้จะจบสมบูรณ์ไปไม่ได้เลย ถ้าหากไม่ได้พูดถึงเกมแนวผจญภัยจากทีมพัฒนา Quantic Dream ที่เคยสั่นสะเทือนวงการเกมกันมาแล้วอย่างเกม Detroit: Become Human 


โดยตัวเกมนั้นจะเป็นเกมแนวผจญภัยที่ผู้เล่นจะสามารถมี Interactive กับเกมได้ ผ่านการเลือกตัวเลือกเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละคร และดำเนินเนื้อเรื่องต่อไปในแนวทางที่ตนเองต้องการ ภายใต้โลกที่ถูกนำเสนอว่า มันเป็นยุคอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวหน้าจนสามารถสร้างหุ่น Android ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ออกมา ซึ่งนอกจากความโดดเด่นของกราฟิก และเนื้อเรื่องที่มีฉากจบซึ่งเราสามารถเลือกเล่นได้มากมายแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของเกม Detroit: Become Human เลยก็คือแนวคิดที่ถูกบอกเล่าผ่านวลีต่างๆ ของตัวละครภายในเกมนั่นเองค่ะ



อันที่จริงแล้วตัวเกมก็มีประโยคเท่ๆ ประโยคชวนซึ้งหรือกระทั่งประโยคที่ฟังแล้วก็อดรู้สึกจุกอยู่ในอกอย่างเสียไม่ได้ อยู่เยอะแยะมากมายไปหมด แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงประโยคที่ตัวละครจิตรกรสูงอายุอย่าง Carl Manfred พูดสอนกับหุ่น Android พ่อบ้านของตนอย่าง Markus ว่า “One day, I won't be here to take care of you anymore. You'll have to protect yourself, and make your choices... Decide who you are, and wanna become... This world doesn't like those who are different, Markus. Don't let anyone tell you who you should be.” หรือที่สามารถแปลออกมาได้ว่า “วันหนึ่งฉันก็จะไม่ได้อยู่ดูแลนายตรงนี้อีกต่อไปแล้วนะ นายต้องปกป้องตัวเอง เลือกทางเลือกของตัวเอง...ตัดสินใจว่าตัวเองเป็นใคร และอยากจะเป็นอะไร...โลกนี้ไม่ชอบสิ่งที่แปลกแยก Markus อย่าปล่อยให้ใครมาชี้นิ้วบอกว่านายควรจะเป็นอะไร”


เรียกได้ว่าเป็นประโยคสุดกินใจราวกับคำสอนของพ่อ ที่กำลังพรำ่สอนลูกชายของตัวเองด้วยความปรารถนาดี ที่ทำให้เราผู้เล่นสามารถสัมผัสถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริงของ Carl ที่มีต่อ Markus ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากเขาจะชี้ให้เราระลึกถึงความเป็นจริงที่โหดร้ายว่าโลกนั้น มักจะปฏิเสธสิ่งที่แปลกแยกหรือแตกต่างไปจนสังคมส่วนรวมอยู่เสมอแล้ว เขาก็ยังมอบกำลังใจให้เราพร้อมที่จะลุกขึ้นมา ทำในสิ่งที่อยากทำและเป็นในสิ่งที่อยากเป็นจริงๆ อีกด้วย


หลายครั้งที่การตัดสินใจของเรามักได้รับอิทธิพลมาจากคำชี้แนะของคนรอบข้าง ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นคำแนะนำจากความเป็นห่วง ด้วยกลัวว่าเราที่ยังอ่อนเยาว์เหลือเกินในสายตาของพวกเขาเหล่านั้น จะเลือกเดินไปในทางที่พวกเขาคิดว่าไม่ดี คิดว่าผิด ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนก็มักจะเชื่อ และทำในสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ...เติมโตเป็นในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เป็น 


แน่นอนว่าการตัดสินใจเช่นนั้นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเลย แต่หากว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจะเป็นหรือต้องการจะทำแล้ว ในท้ายที่สุดวันหนึ่งที่เราเริ่มเติบโตขึ้น และเข้าใจได้ว่าเราได้สูญเสียตัวตน กับเส้นทางที่อยากจะเดินไปให้ถึงไปแล้ว...มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายๆ คน ที่อยากจะตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างที่อยากจะทำแล้วจริงๆ แต่เชื่อเถอะค่ะ สุดท้ายแล้วอย่าปล่อยให้ใครมาบอกว่าคุณเป็นอะไร เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใครทางเลือกก็เป็นของคุณเสมอค่ะ


จริงอยู่ที่การเริ่มต้นจะเปลี่ยนแปลงนั้นยากเสมอ แต่เราและ Carl ก็จะขอเป็นกำลังใจให้กับพวกคุณทุกๆ คน ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่ตัวเองต้องการจริงๆ และขอส่งคำอวยพรให้คุณได้เป็นตัวเองในแบบที่ต้องการได้ในอนาคตอันใกล้นะคะ



อย่างไรก็ดีไม่ว่าคำคม หรือวลีทั้งหลายจะเท่หรือซึ้งกินใจมากแค่ไหน มันก็เป็นเพียงสารที่ถูกส่งออกมาโดยหวังว่า จะสามารถช่วยสะกิดหรือชี้ให้ฝ่ายผู้รับสารสามารถเข้าใจ และได้กลับมาตั้งคำถามกับการใช้ชีวิต ตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเอง แล้วมองย้อนกลับมามองว่าตัวเราเป็นอย่างนั้นรึเปล่า...เรากำลังใช้ชีวิตเหมือนกับ สิ่งที่วลีเหล่านี้กำลังจะสื่ออยู่รึเปล่าเท่านั้น แต่การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อหลังจากนี้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองอยู่ดี


สุดท้ายนี้ 10 ที่เราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่าง ที่เรารู้สึกว่ามันมอบแนวคิดดีๆ บางอย่างให้เรา มากไปจนถึงกลายเป็นคติในการใช้ชีวิตไป แต่อย่างไรก็ดีภายในจักรวาลของเกมอันกว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมายนี้ ก็ยังมีวลีดีๆ อีกมากมายที่เต็มไปด้วยสารที่พร้อมจะสื่อแง่คิดให้กับเราอยู่...แล้วสำหรับคุณผู้อ่านล่ะคะ? มีวลีไหนที่รู้สึกชอบ และอดจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอทุกครั้งที่มีโอกาสบ้าง



บทความที่คล้ายกัน
ล่าสุด
รีวิว Riders of Icarus เกม MMORPG ขี่สัตว์ตะลุยดินแดนแฟนตาซี
MARVEL Future Revolution เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 25 สิงหาคมนี้!
BASUP!
เจาะลึกแพทเทิร์นบอสใหม่จาก Inazuma
GunKC
Epic Games Store เตรียมแจก A Plague Tale: Innocence และ Speed Brawl วันที่ 5 สิงหาคมนี้
GunKC
Tips & Tricks ของ Kamisato Ayaka และความเก่งของเธอที่คุณควรรู้
GunKC
Ghost of Tsushima เผยความยาวบนเกาะ Iki พอๆ กับบทที่หนึ่งของเกมภาคหลัก
จูเนียร์ Lazy
Editors' Choice
วิเคราะห์แง่คิดที่แอบซ่อนอยู่ใน The Last Campfire
JinJan
[ Review ] Scarlet Nexus 'เกมแอคชั่นรสเก่า พร้อมน้ำจิ้มสไตล์อนิเมะอันจัดจ้าน'
OcelotBoy
รวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการใหม่ Windows 11
wine2035
Elden Ring วิเคราะห์ข้อมูลจาก Trailer พร้อมสรุปสิ่งที่เราน่าจะได้เห็นในเกม!
wine2035
Show header