GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม The Knight Witch เกม Metroidvania ที่ย่อยง่าย แต่สนุกท้าทายเกินคาด
ลงวันที่ 20/12/2022

ตามปกติแล้วเรามักจะเห็นแม่มด หรือจอมเวทย์ใช้คาถาในการต่อสู้ แต่กับเกมนี้อาวุธที่เราใช้ แทบไม่ต่างอะไรจากปืนไรเฟิล ปืนกล แถมคอมโบด้วยการใช้ Spellcard สุดมัน และชวนหัวร้อนอีกต่างหาก เกริ่นมาซะน่าเล่นขนาดนี้ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกันกับ The Knight Witch ผ่านรีวิวเกมของเรากัน

สี่แม่มดในตำนานผู้กลายเป็นฮีโร่ของแม่มดรุ่นใหม่


สำหรับเรื่องราวและเหตุการณ์ใน The Knight Witch นั้น จะเริ่มต้นด้วยการเล่าย้อนไปหลายปีก่อนเกมจะเริ่ม เมื่อสังคมถูกปกครองโดยกองกำลัง Dagadai ที่ปกครองกดขี่ผู้คนอย่างไม่เท่าเทียม ความอัดอั้นตันใจก่อให้เกิดกบฎและสงครามกลางเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้นำสงครามคือเหล่าอัศวินแม่มดที่ถูกเรียกขานว่า The Knight Witch ทั้ง 4 คน แม้ว่าท้ายที่สุด สงครามปลดแอกจะส่งผลสำเร็จ แต่ก็เป็นการพลีชีพของเหล่า Knight Witch และโลกบนพื้นดินก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ประชาชนและชุมชนต้องย้ายลงไปอยู่ในโลกใต้ดิน


หลายปีผ่านไป ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Rayne หญิงสาวที่เป็นหนึ่งในน้องสาวของกลุ่ม The Knight Witch แต่ถูกกีดกันเพราะพลังไม่มากพอ แต่พวก Dagadai กลับมาล้างแค้น และเมื่อพวก Knight Witch กระจัดกระจายกันไป หน้าที่ปกป้องหมู่บ้านและเพื่อน ๆ ของเธอจึงตกมาอยู่ในมือของ Rayne 

หากเทียบกับเกมอื่น ๆ ในแนวเดียวกันและเกรดเดียวกันนี้แล้ว The Knight Witch ถือเป็นเกมที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่า มีช่วงของการบรรยายเหตุการณ์ คัทซีนแบบการ์ตูนแอนิเมชั่น รวมไปถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ชวนให้ติดตามตลอดเกม แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าด้วยทุนสร้างและข้อจำกัดของเกมอินดี้ ทำให้เรื่องของคัทซีนดี ๆ รวมไปถึงเสียงพากย์นั้น ไม่มี และเป็นการทำลายอรรถรสของส่วนนี้ไป และดูเหมือนว่าทีมงานจะไกล่เกลี่ยบทได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก บางจังหวะที่ควรจะอิมแพคท์ก็เฉยซะจนไม่ตื่นเต้นอะไร หรือบางอย่างก็เฉลย หรือเปิดเรื่องไวเกิน


ดังนั้นแม้ว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้จะถูกให้ความสำคัญมากกว่า Metroidvania เกมอื่น ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังมีขีดจำกัดในฐานะเกมอินดี้ และทำได้แค่ 'ดีกว่า' เกมทั่วไป แต่ยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม และถ้าเราจะเล่นแบบเอาเนื้อเรื่องก็ต้องขยันอ่านเฉกเช่นเดียวกันกับเกมอินดี้เกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้จัดเต็มในแง่ของคัทซีนหรือเสียงพากย์

การนำเสนอแบบ Metroidvania ฉบับ Minimal 


The Knight Witch นำเสนอตัวเกมในรูปแบบ Metroidvania เกมแนวนี้คือเกมที่ใน 1 ฉากมีทางเลือกในการไปต่อได้มากมายและหลากหลายเส้นทาง แม้ว่าทางไปสู่ Main Mission จะมีเส้นทางเดียว แต่ระหว่างทาง เรามักจะเจออุปสรรคขวางกั้น ทำให้เราต้องพยายามออกสำรวจอยู่เสมอ การสำรวจก็เป็นทั้งการทำเพื่อเปิดเส้นทางไปต่อ หรือได้มาซึ่งไอเทมอัปเกรดใหม่ ๆ มากมาย จะไม่ทำก็ได้ แต่ไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้ว สุดท้ายเราก็จะโดนดึงดูดให้ทำอยู่ดี

แม้จะเป็นเกม Metroidvania แต่ขนาดแผนที่ของเกมนี้ถือว่าไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ทำให้แม้จะมีทางเลือกมากมาย แต่ด้วยความที่ตัวเกมเองก็บอกทางไปต่อชัดเจน ผู้เล่นจะไม่มีการคลำทาง หรืองมกับทางไปต่อที่หาไม่เจอแน่นอน เรียกได้ว่าดีไซน์เกมมาแบบ Casual สุด ๆ และหากมองว่ามันเป็นเกม Metroidvania ก็ไม่อยากจะนับว่ามันเป็นข้อเสีย เพราะมันทำให้เกมการเล่นลื่นไหลอย่างมาก ไม่รู้สึกว่าต้องติด หรือวนเวียนอยู่กับฉากเดิมนาน ๆ 


แต่ดูเหมือนว่าบางฉากผู้ออกแบบเองก็เหมือนจะมันมือไปหน่อย เพราะมันยากเกินความจำเป็น อย่างฉากที่ต้องควบคุมตัวละครผ่านพื้นที่หนามแคบ ๆ ต้องค่อย ๆ กดถึงจะไปต่อได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เกมก็ไม่ได้มีฉากกวนประสาทแบบนี้ หรือต่อจากนี้ก็แทบจะไม่ได้เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ ไปคึกนึกสนุกอะไรขึ้นมา จนออกแบบฉากยาก ๆ แบบนี้มาขัดจังหวะเกมการเล่น หรือบางช่วง การจะเปิดทางไปต่อก็อาจจะต้องไปยังเส้นทางที่เราไม่รู้จัก เพื่อไปหา Key Item หรือไมก่็ไปเปิดสวิทช์ ซึ่งทั้งหมดจะพาคุณเข้าสู่การต่อสู้ได้แทบจะตลอดเวลา

เรียกได้ว่าหากคุณเป็นคนที่สนใจเกมแนว Metroidvania และอยากหาเกมเริ่มเล่นสักเกมเพื่อรู้ว่าเกมแนวนี้มีกลิ่นอายนำเสนอยังไงแล้วล่ะก็ The Knight Witch เป็นเกมที่ไม่ควรมองข้ามเลย ก่อนจะอัปสเกลไปเล่นเกมที่โหดกว่านี้ และมีความเป็น Metroidvania มากกว่านี้

เกมเพลย์การเล่นสุดสนุก แต่ระวังลายตากับหัวร้อน !


ไม่รู้ช่วงนี้เทรนด์ทำเกมที่ต้องใส่ความยากเข้ามานิด ๆ หน่อย ๆ ไปโดนใจผู้พัฒนาหรืออย่างไรเข้า ทุกเกมมักจะต้องใส่ความยากในระดับที่ชวนของขึ้นนิด ๆ เข้ามาด้วยเสมอ The Knight Witch เองก็เป็นเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง 

ก่อนอื่นต้องอธิบายกันเรื่องระบบการต่อสู้ ตัวละคร Rayne ที่เราจะได้เล่นและควบคุมนั้น มีความสามารถในการลอยตัวได้ตลอด ทำให้มันตัดปัญหาความน่าหงุดหงิดในการหาทางไปต่อระหว่างแพลตฟอร์มได้เป็นอย่างดี เพราะเราสามารถบินไปบินมา และไปถึงจุดต่าง ๆ ในฉากได้อย่างเป็นอิสระ จะมีข้อจำกัดก็แค่ประตูมันถูกล็อคเอาไว้เท่านั้น 


และหัวใจสำคัญในการต่อสู้ของเกมนี้คือการยิงกระสุนพลังงานออกไปโจมตีศัตรูนั้นนับเป็นอาวุธหลัก ส่วนอีกระบบหนึ่งคือระบบ Spellcard ระบบนี้จะเป็นการใช้ความสามารถที่หลากหลายของการ์ดในการโจมตีศัตรู (หรือป้องกันตัวเอง เช่นเปลี่ยนอาวุธหลักให้ยิงรัวเป็นปืนกลได้ หรือสร้างพลังพิเศษขึ้นมาโจมตีศัตรู และป้องกันตัวเองได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเป็น Mana ที่เราสามารถหาดรอปได้จากการกำจัดศัตรูหรือกล่องไอเทมตามฉาก และยิ่งผู้เล่นเล่นไปเรื่อย ๆ ก็จะมีโอกาสได้การ์ดใบใหม่ ๆ มากขึ้น

แต่การ์ดในเกมนี้ก็ไม่ได้เยอะ ประเภทการ์ดจะถูกแบ่งออกเป็น Destroyer (สกิลโจมตี) Weapon (เปลี่ยนรูปแบบอาวุธ) Conjurer (เสกพลังงานขึ้นมาโจมตี) และ Trickster (เอาตัวรอด) การ์ดต่าง ๆ จะมีจำนวนจำกัดที่ระบุเอาไว้แล้ว หน้าที่ของผู้เล่นคือแค่ไปตามหาให้ครบ และผู้เล่นสามารถเลือกการ์ดติดตัวไปด้วยได้ 7 ใบก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาเล่นจริง ผู้เล่นจะกดใช้งานการ์ดได้เพียง 3 ใบ เมื่อใช้งานการ์ดใบนั้นไปแล้ว ระบบจะสุ่มการ์ดใบใหม่เข้ามาแทน ซึ่งอาจจะเป็นใบซ้ำ หรือใบอื่น ๆ ที่อยู่ใน Deck 7 ใบนั้นก็ได้ ทำให้เกมการเล่นมีความระทึก พลิกแพลงไปมาได้ จากการใช้การ์ดในแต่ละสถานการณ์ที่เราสุ่มได้มา


ฟังดูเหมือนจะสนุกดี แต่ด้วยความที่ระบบการเล่นและการต่อสู้ของเกมนี้ อีกนิดนึงก็เข้าข่าย Bullet Hell แล้ว ทำให้ผู้เล่นแทบจะไม่มีเวลามานั่งมองการ์ดในระหว่างการต่อสู้ เอาง่าย ๆ คือถือใบไหนอยู่ก็กด ๆ ไป เพราะถ้ามัวแต่มามองการ์ด อาจจะบินไปชนกระสุนตายเอาได้ง่าย ๆ 

อีกหนึ่งการอัปเกรดตัวละครคือ การ Link ความสัมพันธ์ของเหล่า NPC ตัวอื่น ๆ ที่มีให้กับเธอ วิธีการเพิ่มระดับ Link คือการช่วยเหลือ ทำภารกิจ พูดคุย ซึ่งปกติแล้วเราก็จะได้จากการเอาชนะบอสในพื้นที่นั้น ๆ อยู่แล้ว ขั้นตอนนี้หากผู้เล่นเลือกถามตอบดี ๆ ก็อาจจะเพิ่มโบนัสให้ Link ได้มากกว่าปกติด้วย การเลือกโกหกในบางสถานการณ์อาจทำให้ระดับ Link เพิ่มเร็วขึ้นก็จริง แต่ก็อาจจะส่งผลกับเนื้อเรื่องในภายหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นเอง


และเมื่อเรา Link จนเลเวลอัปแล้ว เราจะเลือกได้ว่าจะอัปเกรดทักษะของความเป็น Knight หรือความเป็น Witch หากเลือกเพิ่มความสามารถด้าน Knight จะมีพลังโจมตี การยิงต่อเนื่องที่มากขึ้น แต่หากเลือกความเป็น Witch จะเพิ่ม Mana และใช้สกิลได้แรงขึ้น ซึ่งจะเลือกแบบไหนก็ได้ ไม่มีผลกับเนื้อเรื่อง ชองยิงหรือชอบกดสกิลมากกว่าก็แล้วแต่เลย

ในด้านของเกมเพลย์ของเกมนี้นั้น จะเล่นด้วยจอยคอนโทรลเลอร์ หรือเมาส์ คีย์บอร์ดก็ย่อมได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความถนัด การใช้จอยอาจจะช้ากว่า แต่แม่นยำกว่า ส่วนเมาส์เกมนี้อาจจะต้องพึ่งพาการ Setting ที่มีความเร็วเหมาะกับมือผู้เล่น ไม่อย่างนั้นรับรองว่ามีเล็งพลาดกันบ้างแน่ ๆ 


The Knight Witch เป็นเกมที่หยิบเอาแนว Metroidvania มาย่อยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่การหยิบเล็กผสมน้อยของเกมต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง เป็นอะไรที่ทำได้ดีมาก ๆ การผจญภัยที่สนุก การดำเนินเรื่องที่ไม่ถึงกับแย่อะไร ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่เกมนี้ถือว่าเป็นอีกเกมที่สนุกใช้ได้เลยทีเดียว

7
ข้อดี

ระบบการต่อสู้สนุกมากแม้จะมีความยากนิด ๆ 

กราฟิกและงานภาพงดงามเหมือนดูการ์ตูนดี ๆ สักเรื่อง

ความยาวของเกม ความยากของเกม อยู่ในจังหวะที่พอดีและลงตัว

ข้อเสีย

ระบบการ์ดเวทมนตร์ที่ออกแบบมาดีแต่ไม่ค่อยได้ใช้

ลายตากับความเป็น Bullet Hell เพราะแสงสีของมันจัดจ้านมาก ๆ 

8
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
ข่าวลือ !! Marvel’s Wolverine อาจจะเป็นเกมกึ่งโลกเปิด และจะวางจำหน่ายในปี 2024
BASUP!
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] รีวิวเกม The Knight Witch เกม Metroidvania ที่ย่อยง่าย แต่สนุกท้าทายเกินคาด
20/12/2022

ตามปกติแล้วเรามักจะเห็นแม่มด หรือจอมเวทย์ใช้คาถาในการต่อสู้ แต่กับเกมนี้อาวุธที่เราใช้ แทบไม่ต่างอะไรจากปืนไรเฟิล ปืนกล แถมคอมโบด้วยการใช้ Spellcard สุดมัน และชวนหัวร้อนอีกต่างหาก เกริ่นมาซะน่าเล่นขนาดนี้ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกันกับ The Knight Witch ผ่านรีวิวเกมของเรากัน

สี่แม่มดในตำนานผู้กลายเป็นฮีโร่ของแม่มดรุ่นใหม่


สำหรับเรื่องราวและเหตุการณ์ใน The Knight Witch นั้น จะเริ่มต้นด้วยการเล่าย้อนไปหลายปีก่อนเกมจะเริ่ม เมื่อสังคมถูกปกครองโดยกองกำลัง Dagadai ที่ปกครองกดขี่ผู้คนอย่างไม่เท่าเทียม ความอัดอั้นตันใจก่อให้เกิดกบฎและสงครามกลางเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้นำสงครามคือเหล่าอัศวินแม่มดที่ถูกเรียกขานว่า The Knight Witch ทั้ง 4 คน แม้ว่าท้ายที่สุด สงครามปลดแอกจะส่งผลสำเร็จ แต่ก็เป็นการพลีชีพของเหล่า Knight Witch และโลกบนพื้นดินก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ประชาชนและชุมชนต้องย้ายลงไปอยู่ในโลกใต้ดิน


หลายปีผ่านไป ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Rayne หญิงสาวที่เป็นหนึ่งในน้องสาวของกลุ่ม The Knight Witch แต่ถูกกีดกันเพราะพลังไม่มากพอ แต่พวก Dagadai กลับมาล้างแค้น และเมื่อพวก Knight Witch กระจัดกระจายกันไป หน้าที่ปกป้องหมู่บ้านและเพื่อน ๆ ของเธอจึงตกมาอยู่ในมือของ Rayne 

หากเทียบกับเกมอื่น ๆ ในแนวเดียวกันและเกรดเดียวกันนี้แล้ว The Knight Witch ถือเป็นเกมที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่า มีช่วงของการบรรยายเหตุการณ์ คัทซีนแบบการ์ตูนแอนิเมชั่น รวมไปถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ชวนให้ติดตามตลอดเกม แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าด้วยทุนสร้างและข้อจำกัดของเกมอินดี้ ทำให้เรื่องของคัทซีนดี ๆ รวมไปถึงเสียงพากย์นั้น ไม่มี และเป็นการทำลายอรรถรสของส่วนนี้ไป และดูเหมือนว่าทีมงานจะไกล่เกลี่ยบทได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก บางจังหวะที่ควรจะอิมแพคท์ก็เฉยซะจนไม่ตื่นเต้นอะไร หรือบางอย่างก็เฉลย หรือเปิดเรื่องไวเกิน


ดังนั้นแม้ว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้จะถูกให้ความสำคัญมากกว่า Metroidvania เกมอื่น ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังมีขีดจำกัดในฐานะเกมอินดี้ และทำได้แค่ 'ดีกว่า' เกมทั่วไป แต่ยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม และถ้าเราจะเล่นแบบเอาเนื้อเรื่องก็ต้องขยันอ่านเฉกเช่นเดียวกันกับเกมอินดี้เกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้จัดเต็มในแง่ของคัทซีนหรือเสียงพากย์

การนำเสนอแบบ Metroidvania ฉบับ Minimal 


The Knight Witch นำเสนอตัวเกมในรูปแบบ Metroidvania เกมแนวนี้คือเกมที่ใน 1 ฉากมีทางเลือกในการไปต่อได้มากมายและหลากหลายเส้นทาง แม้ว่าทางไปสู่ Main Mission จะมีเส้นทางเดียว แต่ระหว่างทาง เรามักจะเจออุปสรรคขวางกั้น ทำให้เราต้องพยายามออกสำรวจอยู่เสมอ การสำรวจก็เป็นทั้งการทำเพื่อเปิดเส้นทางไปต่อ หรือได้มาซึ่งไอเทมอัปเกรดใหม่ ๆ มากมาย จะไม่ทำก็ได้ แต่ไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้ว สุดท้ายเราก็จะโดนดึงดูดให้ทำอยู่ดี

แม้จะเป็นเกม Metroidvania แต่ขนาดแผนที่ของเกมนี้ถือว่าไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ทำให้แม้จะมีทางเลือกมากมาย แต่ด้วยความที่ตัวเกมเองก็บอกทางไปต่อชัดเจน ผู้เล่นจะไม่มีการคลำทาง หรืองมกับทางไปต่อที่หาไม่เจอแน่นอน เรียกได้ว่าดีไซน์เกมมาแบบ Casual สุด ๆ และหากมองว่ามันเป็นเกม Metroidvania ก็ไม่อยากจะนับว่ามันเป็นข้อเสีย เพราะมันทำให้เกมการเล่นลื่นไหลอย่างมาก ไม่รู้สึกว่าต้องติด หรือวนเวียนอยู่กับฉากเดิมนาน ๆ 


แต่ดูเหมือนว่าบางฉากผู้ออกแบบเองก็เหมือนจะมันมือไปหน่อย เพราะมันยากเกินความจำเป็น อย่างฉากที่ต้องควบคุมตัวละครผ่านพื้นที่หนามแคบ ๆ ต้องค่อย ๆ กดถึงจะไปต่อได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เกมก็ไม่ได้มีฉากกวนประสาทแบบนี้ หรือต่อจากนี้ก็แทบจะไม่ได้เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ ไปคึกนึกสนุกอะไรขึ้นมา จนออกแบบฉากยาก ๆ แบบนี้มาขัดจังหวะเกมการเล่น หรือบางช่วง การจะเปิดทางไปต่อก็อาจจะต้องไปยังเส้นทางที่เราไม่รู้จัก เพื่อไปหา Key Item หรือไมก่็ไปเปิดสวิทช์ ซึ่งทั้งหมดจะพาคุณเข้าสู่การต่อสู้ได้แทบจะตลอดเวลา

เรียกได้ว่าหากคุณเป็นคนที่สนใจเกมแนว Metroidvania และอยากหาเกมเริ่มเล่นสักเกมเพื่อรู้ว่าเกมแนวนี้มีกลิ่นอายนำเสนอยังไงแล้วล่ะก็ The Knight Witch เป็นเกมที่ไม่ควรมองข้ามเลย ก่อนจะอัปสเกลไปเล่นเกมที่โหดกว่านี้ และมีความเป็น Metroidvania มากกว่านี้

เกมเพลย์การเล่นสุดสนุก แต่ระวังลายตากับหัวร้อน !


ไม่รู้ช่วงนี้เทรนด์ทำเกมที่ต้องใส่ความยากเข้ามานิด ๆ หน่อย ๆ ไปโดนใจผู้พัฒนาหรืออย่างไรเข้า ทุกเกมมักจะต้องใส่ความยากในระดับที่ชวนของขึ้นนิด ๆ เข้ามาด้วยเสมอ The Knight Witch เองก็เป็นเช่นนั้นอยู่หลายครั้ง 

ก่อนอื่นต้องอธิบายกันเรื่องระบบการต่อสู้ ตัวละคร Rayne ที่เราจะได้เล่นและควบคุมนั้น มีความสามารถในการลอยตัวได้ตลอด ทำให้มันตัดปัญหาความน่าหงุดหงิดในการหาทางไปต่อระหว่างแพลตฟอร์มได้เป็นอย่างดี เพราะเราสามารถบินไปบินมา และไปถึงจุดต่าง ๆ ในฉากได้อย่างเป็นอิสระ จะมีข้อจำกัดก็แค่ประตูมันถูกล็อคเอาไว้เท่านั้น 


และหัวใจสำคัญในการต่อสู้ของเกมนี้คือการยิงกระสุนพลังงานออกไปโจมตีศัตรูนั้นนับเป็นอาวุธหลัก ส่วนอีกระบบหนึ่งคือระบบ Spellcard ระบบนี้จะเป็นการใช้ความสามารถที่หลากหลายของการ์ดในการโจมตีศัตรู (หรือป้องกันตัวเอง เช่นเปลี่ยนอาวุธหลักให้ยิงรัวเป็นปืนกลได้ หรือสร้างพลังพิเศษขึ้นมาโจมตีศัตรู และป้องกันตัวเองได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเป็น Mana ที่เราสามารถหาดรอปได้จากการกำจัดศัตรูหรือกล่องไอเทมตามฉาก และยิ่งผู้เล่นเล่นไปเรื่อย ๆ ก็จะมีโอกาสได้การ์ดใบใหม่ ๆ มากขึ้น

แต่การ์ดในเกมนี้ก็ไม่ได้เยอะ ประเภทการ์ดจะถูกแบ่งออกเป็น Destroyer (สกิลโจมตี) Weapon (เปลี่ยนรูปแบบอาวุธ) Conjurer (เสกพลังงานขึ้นมาโจมตี) และ Trickster (เอาตัวรอด) การ์ดต่าง ๆ จะมีจำนวนจำกัดที่ระบุเอาไว้แล้ว หน้าที่ของผู้เล่นคือแค่ไปตามหาให้ครบ และผู้เล่นสามารถเลือกการ์ดติดตัวไปด้วยได้ 7 ใบก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาเล่นจริง ผู้เล่นจะกดใช้งานการ์ดได้เพียง 3 ใบ เมื่อใช้งานการ์ดใบนั้นไปแล้ว ระบบจะสุ่มการ์ดใบใหม่เข้ามาแทน ซึ่งอาจจะเป็นใบซ้ำ หรือใบอื่น ๆ ที่อยู่ใน Deck 7 ใบนั้นก็ได้ ทำให้เกมการเล่นมีความระทึก พลิกแพลงไปมาได้ จากการใช้การ์ดในแต่ละสถานการณ์ที่เราสุ่มได้มา


ฟังดูเหมือนจะสนุกดี แต่ด้วยความที่ระบบการเล่นและการต่อสู้ของเกมนี้ อีกนิดนึงก็เข้าข่าย Bullet Hell แล้ว ทำให้ผู้เล่นแทบจะไม่มีเวลามานั่งมองการ์ดในระหว่างการต่อสู้ เอาง่าย ๆ คือถือใบไหนอยู่ก็กด ๆ ไป เพราะถ้ามัวแต่มามองการ์ด อาจจะบินไปชนกระสุนตายเอาได้ง่าย ๆ 

อีกหนึ่งการอัปเกรดตัวละครคือ การ Link ความสัมพันธ์ของเหล่า NPC ตัวอื่น ๆ ที่มีให้กับเธอ วิธีการเพิ่มระดับ Link คือการช่วยเหลือ ทำภารกิจ พูดคุย ซึ่งปกติแล้วเราก็จะได้จากการเอาชนะบอสในพื้นที่นั้น ๆ อยู่แล้ว ขั้นตอนนี้หากผู้เล่นเลือกถามตอบดี ๆ ก็อาจจะเพิ่มโบนัสให้ Link ได้มากกว่าปกติด้วย การเลือกโกหกในบางสถานการณ์อาจทำให้ระดับ Link เพิ่มเร็วขึ้นก็จริง แต่ก็อาจจะส่งผลกับเนื้อเรื่องในภายหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นเอง


และเมื่อเรา Link จนเลเวลอัปแล้ว เราจะเลือกได้ว่าจะอัปเกรดทักษะของความเป็น Knight หรือความเป็น Witch หากเลือกเพิ่มความสามารถด้าน Knight จะมีพลังโจมตี การยิงต่อเนื่องที่มากขึ้น แต่หากเลือกความเป็น Witch จะเพิ่ม Mana และใช้สกิลได้แรงขึ้น ซึ่งจะเลือกแบบไหนก็ได้ ไม่มีผลกับเนื้อเรื่อง ชองยิงหรือชอบกดสกิลมากกว่าก็แล้วแต่เลย

ในด้านของเกมเพลย์ของเกมนี้นั้น จะเล่นด้วยจอยคอนโทรลเลอร์ หรือเมาส์ คีย์บอร์ดก็ย่อมได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความถนัด การใช้จอยอาจจะช้ากว่า แต่แม่นยำกว่า ส่วนเมาส์เกมนี้อาจจะต้องพึ่งพาการ Setting ที่มีความเร็วเหมาะกับมือผู้เล่น ไม่อย่างนั้นรับรองว่ามีเล็งพลาดกันบ้างแน่ ๆ 


The Knight Witch เป็นเกมที่หยิบเอาแนว Metroidvania มาย่อยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่การหยิบเล็กผสมน้อยของเกมต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง เป็นอะไรที่ทำได้ดีมาก ๆ การผจญภัยที่สนุก การดำเนินเรื่องที่ไม่ถึงกับแย่อะไร ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่เกมนี้ถือว่าเป็นอีกเกมที่สนุกใช้ได้เลยทีเดียว


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
ข่าวลือ !! Marvel’s Wolverine อาจจะเป็นเกมกึ่งโลกเปิด และจะวางจำหน่ายในปี 2024
BASUP!
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Thief Simulator เกมที่จะคุณสวมบทเป็นหัวขโมย ย่องเบาขโมยของในบ้าน ลดราคาหนักเหลือ 49 บาท
BASUP!
มีรายงานว่า EA สั่งยกเลิกโปรเจกต์เกม Single Player ที่อยู่ในจักรวาล Titanfall และ Apex Legends
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header