GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Saints Row (2022) ความพยายาม Reboot อันกล้าหาญ แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ลงวันที่ 09/09/2022

ด้วยความสำเร็จของเกมซีรีส์ Grand Theft Auto (GTA) ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดที่เราไม่ได้เห็นเกมลักษณะคล้าย ๆ กันบ่อยกว่านี้ ซึ่งหากมานั่งคิดดูดี ๆ แล้ว เกมโลกเปิดซีรีส์ดัง ๆ ที่อาจ "เทียบเคียง" กับ GTA ได้ในแง่ของแนวเกม อาจจะมีเพียงซีรีส์ Saint's Row เพียงเกมเดียวเลยก็เป็นได้ และแม้จะไม่ประสบความสำเร็จใกล้เคียงกับ GTA เลยตลอดประวัติศาสตร์ของซีรีส์ แต่ Saint's Row ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย และสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองได้ในที่สุด

หลังจากห่างหายจากภาคหลักไปนานหลายปี ตั้งแต่ที่เกมภาค 4 วางจำหน่ายไปเมื่อปี 2013 การกลับมาคราวนี้ของชาวแก๊งสีม่วง ที่อาจไม่ได้เน้นสีม่วงอีกต่อไปอย่าง Saints Row พร้อมกับการ Reboot อย่างเต็มรูปแบบ แต่มันจะถูกใจทุกคนได้หรือไม่ งานนี้รีวิวของเราอาจจะเป็นตัวช่วย กับ Saints Row (2022) 

เนื้อเรื่องฉบับ Reboot แต่ก็ Modern ร่วมสมัย


Saints Row ในฉบับเก่านั้น เราอาจจะคาดเดาช่วงเวลาไม่ได้ก็จริง แต่ในฉบับ Reboot นี้ แม้จะไม่มีการบอกระยะเวลาที่แน่นอน แต่ก็พอจะคาดเดากันได้ ว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาในยุคปัจจุบัน หรือไม่ก็อนาคตที่ไม่ได้ห่างจากปี 2022 มากนัก เพราะเนื้อหาและช่วงเวลาของโลกในเกม ถูกเล่าผ่านบทสนทนาอันกวนโอ๊ย และแฝงไปด้วยมุกตลกจิกกัดจำนวนมาก อะไรที่เราคุ้นเคยในโลกปัจจุบัน ทั้งเทคโนโลยี กิจการ หรืออีเวนท์ต่าง ๆ เราจะได้เห็นมันผ่านการนำเสนอเรื่องราวของเกมนี้ ทั้งภารกิจหลักและภารกิจเสริม


สำหรับเนื้อเรื่องของภาคนี้ เมื่อเริ่มต้นมา เราจะยังไม่ใช่เดอะบอสของตัวเอง แต่เราจะทำงานให้กับบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจของเมือง Santa Ileso เมืองสมมติที่จำลองมาจากเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา นอกจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งนี้แล้วก็ยังมีอีกสองแก๊งขั้วอำนาจ คือ Los Panteros ผู้ครองกิจการยานยนต์ และ The Idols ที่ครองกิจการผับบาร์และสถานบันเทิง ในขณะเดียวกัน เพื่อนสนิทของเราต่างก็ทำงานให้กับแก๊งต่าง ๆ ด้วย


อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เส้นทางการทำงานของเรากำลังไปได้สวย ก็เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ เราจึงถูกไล่ออก และด้วยความเบื่อหน่ายกับชีวิตขั้นสุด เราตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นนายตัวเอง และเพื่อนเราก็เห็นดีเห็นงาม ร่วมสนับสนุนด้วย และแก๊งใหม่ The Saints ที่รวมสมาชิกคนบ้าแต่มากฝีมือก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

สิ่งที่ดีงามของเกมภาคนี้ มันคือการ Reboot จริง ๆ ไม่มีการแกล้งอำ แกล้งหลอกผู้เล่นว่าเป็น Reboot แต่แอบใส่ตัวละคร ใส่กิมมิคเชื่อมโยงกับภาคเก่าเข้ามา ทำให้ตลอดเวลาที่เราเล่นเกมนี้ เราจะรู้สึกว่ามันคือเรื่องราวอันสดใหม่ของสมาชิกแก๊งจริง ๆ ไม่มีของเก่าเข้ามาเอี่ยว และมีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก ๆ ดังนั้นอย่าแปลกใจ หากคุณเป็นแฟน Saints Row ภาคเก่า ๆ แล้วจะไม่อินกับภาคนี้ เพราะมันเหมือนเกมใหม่ที่ไม่มีความเป็น Saints Row อยู่เลย แต่ก็ถือว่าเป็นการ Reboot ที่ดี และค่อนข้างกล้าหาญมาก ๆ ที่ทาง Volition ผู้พัฒนา ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำให้มันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น โดยไม่พึ่งบารมีของเดิม และใครที่คาดหวังจะได้เห็นความกาว ความบ้า ความฮาของเนื้อเรื่อง คุณก็จะยังได้เห็นมันแบบครบถ้วนตามสไตล์ Saints Row แน่นอน แต่จะขำมาก ขำน้อยแค่ไหน ก็อาจจะขึ้นอยู่กับความลึกของเส้นอารมณ์ขำของแต่ละคน

มุกตลกที่เปลี่ยนไป กับโลกภายในเกมที่เปลี่ยนตาม


ใครที่เคยเล่น Saints Row ภาคแรก ๆ หรือไตรภาคแรกมาจะรู้ว่าเกมนี้เต็มไปด้วยการจิกกัด เสียดสี ล้อเลียน แซะชาวบ้านเขาไปทั่ว แน่นอนว่าในด้านบริบทสังคมในตอนนั้นที่ Social Media หรือจิตสำนึกของคนยังไม่ถูกกระตุ้น การจะทำมุกล้อเลียนคนผิวดำ หรือเหยียดคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่รุนแรงเท่าตอนนี้แล้ว ดังนั้นมุกตลกต่าง ๆ ของ Saints Row ก็อาจจะต้องลดทอนอะไรพวกนี้ลง อย่าลืมว่าตอนนี้โลกเปิดกว้างขึ้น และวิดีโอเกมก็เป็นสื่อบันเทิงที่ทุกคนเข้าถึงได้ จะเล่นตลกห่าม ๆ อะไรแบบแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แต่เขาก็เปลี่ยนมาใช้เรื่องราวของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ หรือสิ่งใกล้ตัวเราแทน


สิ่งที่แตกต่างจากเดิม และสมกับเป็นการ Reboot เลยก็คือฉากหลังของเกม หากคุณเป็นชาวเกมที่หลงแสงสีใน Stillwater ของ Saints Row ภาคเก่า ๆ มาภาคนี้คุณอาจจะต้องปรับตัว หรือไม่ก็ไม่ชอบเอาซะเลยกับสิ่งที่ฉากหลังของเกมนี้นำเสนอ อย่างที่บอกไปว่า Santa Ileso เป็นฉากหลังจำลองของอเมริกาตะวันออกเฉียงใต้ แต่มันจะแบ่งออกเป็นสองเขต คือเขตชานเมืองและเขตในเมือง ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าไม่รู้ทำไมถึงออกแบบแผนที่แบบนี้


ในช่วงแรก เราจะยังไม่ได้เห็นคนใหญ่คนโต ทำให้ต้องอาศัยอยู่ย่านชานเมือง เหมือนชนบทบ้านเรา และทุกครั้งเวลามีภารกิจใหม่ที่เราต้องทำนั่นคือ เป็นภารกิจหลักเนื้อเรื่อง เราจะต้องขับรถในระดับที่ใช้คำว่าโคตรไกล เข้าไปลุยกันในตัวเมือง ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจจะอยากให้เราขับรถ กินลมชมวิว เสพบรรยากาศและโลกของเกม แต่บอกเลยว่าใครขี้เบื่อ อาจจะถอดใจเลิกเล่นตั้งแต่แรกแล้ว เพราะมีหลายภารกิจมาก ๆ ในช่วงแรกที่เราต้องขับรถไกลมาก ๆ เพื่อไปยังจุดหมาย

ต่อมาคือเรื่องของบรรยากาศ แม้ว่าบรรยากาศชานเมืองจะดูสวยงามและให้ความเป็นชนบท ความ Vintage ได้ดี แต่ปัญหาของมันคือ มันไม่มีอะไรให้ทำ ! นอกจากขับรถเล่น หรือเจอจุดปลดล็อคที่เป็น Point of View แล้ว มันก็แทบไม่มีอะไรให้เราทำได้ทำเลยแม้แต่น้อย นี่คือสาเหตุที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดต้องทำแผนที่แยกส่วนเป็นโซนชานเมืองกับในเมือง เพราะถ้ามันมีอะไรให้ทำ มีกิจกรรมแบบสุ่ม หรือมีอีเวนท์ต่าง ๆ มันก็จะไม่ติดขัดในส่วนนี้ แต่มันกลับมีแต่ความว่างเปล่า นอกจากภาพสวยก็ไม่มีอะไรให้น่าสนใจแม้แต่น้อย


และที่ผู้เขียนขัดใจมากที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของโลกในเกมนี้ ปกติแล้วเวลาที่เราเล่นเกม Open World เราก็มักจะชอบทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ อย่างเช่นไล่ทำร้ายคนโน้นคนนี้ ขับรถเกยฟุตบาธเสยคนเล่นเอามัน ซึ่งการทำแบบนี้ในเกมอื่นก็อาจจะทำให้โลกภายในเกมเกิดความวุ่นวาย เช่นเหล่า NPC แหกปากตะโกนโวยวาย ส่วนมาก NPC ในเกมนี้ก็จะใช้ชีวิตแบบบอทตัวหนึ่ง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร นี่น่าจะเป็นเกมแรกที่ต่อให้คุณขับรถเสยฟุตบาธทั้งแถบ NPC ก็ไม่แม้แต่จะแหกปากตกใจอะไรเลย ยอมรับว่ามันทำให้ขาดธรรมชาติของโลกในเกมไปพอสมควรเลยทีเดียว

เกมเพลย์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่ามันธรรมดาจนเกินไป


ในยุคที่มีเกมออกใหม่มากมายขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะรู้สึกว่าเกมใดเกมหนึ่งที่เราได้ลองเล่น มันจะธรรมดาจนน่าใจหาย และ Saints Row เองก็ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นด้วย มันอาจไม่ใช่เกมแย่อะไรนัก แต่เพราะมันธรรมดาจนเกินไป เราเลยรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

Saints Row ยังคงนำเสนอเกมเพลย์การเล่นเป็นมุมมอง Third Person ให้เราได้เห็นตัวละครกันแบบเต็ม ๆ รอบด้าน นั่นทำให้การแต่งองค์ทรงเครื่องตัวละคร The Boss ของเรานั้น สามารถใส่เต็มที่ได้เลย ทั้งทรวดทรงองค์เอว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือส่วนอื่น ๆ ใครที่เสียเวลากับการสร้างตัวละครมากกว่าเล่นเอง เกมนี้คุณก็น่าจะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะปลดล็อคมาให้คุณตกแต่งได้เลยตั้งแต่แรก เพราะคุณจะต้องเล่นภารกิจเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ ก่อน ระบบต่าง ๆ รวมไปถึงสกิลและของตกแต่งบางอย่างถึงจะปลดมาให้คุณได้ใช้งานและเสริมสวยเสริมหล่อกัน ซึ่งเราสามารถตกแต่งตัวละครได้อิสระมาก แต่ก็จะดูมีความเป็นผู้เป็นคนมากกว่าภาคที่ผ่าน ๆ มา


แม้ว่าโลกของเกมจะเป็น Open World เต็มรูปแบบ แต่เมื่อเข้าสู่ภารกิจเนื้อเรื่อง เหมือนเกมจะถูกบีบให้กลายเป็นเส้นตรงตลอด โดยจะมีจุดมุ่งหมายให้เราเข้าไปทำ มีภารกิจที่ต้องไปลุย และเมื่อจบภารกิจ เกมก็จะตัดเข้าสู่ฉากสรุป ซึ่งจะสรุปของรางวัลเป็นค่า EXP และเงินที่ได้มา และเกมจะพาเรากลับมายังฐานของเราเสมอ ฐานทัพของเราจะปลดล็อคเมื่อเล่นภารกิจเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ และจะเป็นศูนย์กลางของการจัดการอาวุธ ยานพาหนะ และการเตรียมพร้อม แต่ภาคนี้ที่ค่อนข้างชอบเลยคือ ตอนที่เราได้ฐานมาใหม่ ๆ มันจะเป็นเหมือนกับรังหลบภัยอันซอมซ่อ ห้องนอนก็เป็นฟูกเก่า ๆ ห้องเสื้อผ้าก็เป็นชั้นวางของโทรม ๆ แต่พอเราขยับขยายฐานะให้ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ ฐานทัพของเราก็จะยิ่งหรูหรามากยิ่งขึ้น


ในด้านของสกิลและความสามารถของตัวเอกในภาคนี้จะแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือ Perk และ Skill ส่วนของ Skill นั้นจะปลดล็อคตามระดับเลเวลตัวละคร ที่ส่วนมากจะเป็นสกิลช่วยเหลือการต่อสู้ เช่น เรียกพวกมาช่วย ใช้ลีลาท่าทางได้เยอะขึ้นตอนโจมตี ส่วน Perk นั้นจะได้จากการทำ Challenge ต่าง ๆ ภายในเกม และก่อนจะติดตั้ง Perk ได้นั้น ก็ต้องใช้เงินซื้อ Perk Slot มาก่อนด้วย ถ้าเทียบกันแล้ว Perk จะปลดล็อคได้ยากกว่า เพราะ Skill นั้น แค่เลเวลถึงก็ได้แล้ว แต่ Perk ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการทำ Challenge 

นอกจากนั้นเมื่อเราเล่นไปเรื่อย ๆ จนได้ฐานทัพของตัวเองก็จะมีการวางแผนขยายอำนาจด้วยการเข้าซื้อธุรกิจ และเริ่มทำธุรกิจต่าง ๆ แต่ฉากหลังก็จะเป็นธุรกิจด้านมืด เช่นโรงบำบัดน้ำเสียที่อาจลักลอบทิ้งน้ำเสียลงแม่น้ำได้ เป็นต้น และยังมีธุรกิจอีกมากที่จะช่วยสร้างรายได้ให้เราเป็นกอบเป็ฯกำ และจะทำธุรกิจด้านดีหรือด้านสว่างก็ได้หมด เต็มที่ โดยระหว่างที่เราดำเนินกิจการ เราก็อาจจะโดนแก๊งศัตรูเข้ามาป่วนด้วย ถ้าเราจัดการได้ ก็จะยิ่งทำให้มีรายได้สูงขึ้นในกิจการนั้น ๆ


หลายคนอาจจะงงว่าแล้วมันน่าเบื่อยังไง นั่นก็เพราะระบบการต่อสู้ของเกมนี้ ที่ประมาณ 60-70% เราจะได้เจอกับมัน คือการใช้อาวุธปืนยิง โดยอาวุธแต่ละอย่างจะปลดล็อคจากการซื้อมา และสามารถอัปเกรดได้โดยทำตามเงื่อนไขที่อาวุธนั้น ๆ กำหนด แต่แม้อาวุธจะหลากหลายก็จริง แต่ศัตรูนี่แหละที่มันไม่ค่อยจะหลากหลายตามอาวุธ แทนที่จะได้ต่อสู้มัน ๆ ตามสไตล์แก๊งสเตอร์ แต่สุดท้ายด้วยความที่มันเป็นแก๊งสเตอร์ ก็ทำให้รูปแบบการต่อสู้ เป็นการยิงปะทะกันเท่านั้น

แต่ที่จะสนุกขึ้นมาหน่อย คือรูปแบบการต่อสู้ระยะประชิด ทุกครั้งเวลาเรายิงสังหารศัตรูได้ จะเป็นการเก็บสะสมเกจท่าไม้ตาย และเมื่อเต็ม 100% เราสามารถเข้าไปยังศัตรูตัวใกล้ ๆ และกด E จะเกิดเป็นท่า Finisher สุดเท่ โดยที่ต้องยอมรับกันจริง ๆ คือ Finisher ของภาคนี้ หลากหลายและเท่กว่าภาคก่อน ๆ เยอะ แต่สุดท้ายเมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ เราก็จะเบื่ออยู่ดี ยิงให้มันตาย ๆ จบ ๆ ไปเลยจะดีกว่า 


รูปแบบเกมเพลย์หลัก ๆ ของเกมนี้จะเข้าลูปเดิมเมื่อเราปลดล็อคระบบจนหมด คือรับภารกิจ ขับรถไปยังจุดหมาย ลุยแหลก หรือทำอะไรก็ตาม แล้วก็เสร็จสิ้นไปเรื่อย ๆ หนีไม่พ้นความจำเจเดิม ๆ แต่หากพูดให้แฟร์ ทุกเกมก็ล้วนแล้วแต่เป็นแบบนี้ ทำให้ Saints Row ยังคงเป็นเกมที่สนุกใช้ได้เลยทีเดียว

ปัญหาบั๊กที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขกว่าจะดี


หากใครที่ไล่อ่านรีวิวเกมนี้ในช่วงที่เกมออกมาแรก ๆ จะพบว่าเกมมีปัญหาบั๊กและ Performance เกมค่อนข้างหนักเลยทีเดียว แต่โชคดีที่ผู้เขียนได้เล่นเกมนี้ช้ากว่าปกติ ทำให้ตัวเกมได้รับการอัปเดตแพทช์ไปบ้างแล้ว และส่วนสำคัญที่เกมอัปเดตมาเลยคือการแก้ไข Performance ของตัวเกมที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเฟรมเรท เพราะเกมแบบนี้เฟรมเรทสำคัญมากจริง ๆ 


ต่อมาคือเรื่องของบั๊ก ณ วันที่ผู้เขียนได้เล่นก็เข้าช่วงต้นเดือนกันยายนแล้ว ถือว่าเกมออกมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บั๊กที่เจอก็ยังเยอะอยู่ แต่ไม่เยอะเท่าวันที่เกมออกในช่วงแรกอย่างแน่นอน เอาที่โดนมากับตัวเลยคือบั๊กรีโหลดกระสุนไม่สำเร็จสักที จนใช้ปืนกระบอกนั้นไม่ได้ ต้องสลับไปใช้ปืนอื่นแทน นอกจากนั้นก็เป็นเพียงบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการแสดงผล หรือแอนิเมชั่นทั่วไป

แม้หลายคนอาจจะมองว่า มันไม่มีความเป็น Saints Row เอาซะเลย แต่อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็นความใจเด็ดของ Volition ที่กล้าจะทำสิ่งที่เรียกว่า Reboot จริง ๆ โดยไม่หวังพึ่งบารมีเก่าที่ตัวเองทำเอาไว้ หากมีโอกาส เราก็อยากแนะนำให้คุณลองเล่นกันดู

7
ข้อดี

เป็นเกมเล่นง่าย เน้นผ่อนคลาย แอ็คชั่นแบบเรียบ ๆ เหมาะกับการเล่นเอาสนุก

ระบบการต่อสู้แอละแอ็คชั่นทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะท่า Finisher เจ๋ง ๆ แต่ละท่า

ฉากคัทซีนทำออกมาค่อนข้างดีกว่าทุกภาคที่ผ่านมา

Reboot ที่เรียกว่า Reboot จริง ๆ ไม่มีการอิงกับของเดิมเลย


ข้อเสีย

เกมเพลย์ธรรมดามากจนเกินไปหากเทียบกับเกมอื่น ๆ ในยุคนี้

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับภาคก่อนหน้า

โลกภายในเกมที่ดูขาดชีวิตชีวาในบางช่วงอย่างเห็นได้ชัด

บั๊กและ Performance ที่แม้ผ่านมาสักพักก็ยังไม่สมบูรณ์ 100%


7
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
Diablo Immortal รวมไกด์เกมทั้งหมด หาได้ที่ลิงก์นี้ (อัปเดตเรื่อย ๆ)
Netflix ประกาศก่อตั้งสตูดิโอสร้างเกมภายในของตัวเอง
BASUP!
The Bridge Curse: Road to Salvation เอาชีวิตรอดคำสาปสะพานเฮี้ยน เตรียมลงคอนโซลครึ่งแรกปี 2023
BASUP!
ผู้กำกับเกม Bayonetta เผย !! ฝ่ายที่บอกให้คอสตูม Link โชว์วับ ๆ แวม ๆ ก็คือ Nintendo เอง
sLAUGHTER
Editors' Choice
การเผชิญหน้าสุดหอมหวานเริ่มแล้ว! Summoners War x Cookie Run: Kingdom สนุกไปกับคอลแลบฯ สุดพิเศษได้แล้ววันนี้
BASUP!
[บทความ] ทำความรู้จักกับ "The Callisto Protocol" เกมไซไฟสยองขวัญที่เกมเมอร์ทั่วโลกจับตามอง
Sonicman007
[Review] รีวิวเกม MADiSON (PS5) พกกล้องโพลารอยด์หลอน ไขปริศนาปีศาจคลั่ง
sLAUGHTER
[Review] รีวิวเกม Dinkum "แอนิมอลครอสซิ่ง สไตล์ออสซี่ ภาพน่ารักราคาสบายกระเป๋า"
payiizk
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] รีวิวเกม Saints Row (2022) ความพยายาม Reboot อันกล้าหาญ แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน
09/09/2022

ด้วยความสำเร็จของเกมซีรีส์ Grand Theft Auto (GTA) ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดที่เราไม่ได้เห็นเกมลักษณะคล้าย ๆ กันบ่อยกว่านี้ ซึ่งหากมานั่งคิดดูดี ๆ แล้ว เกมโลกเปิดซีรีส์ดัง ๆ ที่อาจ "เทียบเคียง" กับ GTA ได้ในแง่ของแนวเกม อาจจะมีเพียงซีรีส์ Saint's Row เพียงเกมเดียวเลยก็เป็นได้ และแม้จะไม่ประสบความสำเร็จใกล้เคียงกับ GTA เลยตลอดประวัติศาสตร์ของซีรีส์ แต่ Saint's Row ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย และสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองได้ในที่สุด

หลังจากห่างหายจากภาคหลักไปนานหลายปี ตั้งแต่ที่เกมภาค 4 วางจำหน่ายไปเมื่อปี 2013 การกลับมาคราวนี้ของชาวแก๊งสีม่วง ที่อาจไม่ได้เน้นสีม่วงอีกต่อไปอย่าง Saints Row พร้อมกับการ Reboot อย่างเต็มรูปแบบ แต่มันจะถูกใจทุกคนได้หรือไม่ งานนี้รีวิวของเราอาจจะเป็นตัวช่วย กับ Saints Row (2022) 

เนื้อเรื่องฉบับ Reboot แต่ก็ Modern ร่วมสมัย


Saints Row ในฉบับเก่านั้น เราอาจจะคาดเดาช่วงเวลาไม่ได้ก็จริง แต่ในฉบับ Reboot นี้ แม้จะไม่มีการบอกระยะเวลาที่แน่นอน แต่ก็พอจะคาดเดากันได้ ว่าจะต้องเป็นช่วงเวลาในยุคปัจจุบัน หรือไม่ก็อนาคตที่ไม่ได้ห่างจากปี 2022 มากนัก เพราะเนื้อหาและช่วงเวลาของโลกในเกม ถูกเล่าผ่านบทสนทนาอันกวนโอ๊ย และแฝงไปด้วยมุกตลกจิกกัดจำนวนมาก อะไรที่เราคุ้นเคยในโลกปัจจุบัน ทั้งเทคโนโลยี กิจการ หรืออีเวนท์ต่าง ๆ เราจะได้เห็นมันผ่านการนำเสนอเรื่องราวของเกมนี้ ทั้งภารกิจหลักและภารกิจเสริม


สำหรับเนื้อเรื่องของภาคนี้ เมื่อเริ่มต้นมา เราจะยังไม่ใช่เดอะบอสของตัวเอง แต่เราจะทำงานให้กับบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจของเมือง Santa Ileso เมืองสมมติที่จำลองมาจากเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา นอกจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งนี้แล้วก็ยังมีอีกสองแก๊งขั้วอำนาจ คือ Los Panteros ผู้ครองกิจการยานยนต์ และ The Idols ที่ครองกิจการผับบาร์และสถานบันเทิง ในขณะเดียวกัน เพื่อนสนิทของเราต่างก็ทำงานให้กับแก๊งต่าง ๆ ด้วย


อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เส้นทางการทำงานของเรากำลังไปได้สวย ก็เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ เราจึงถูกไล่ออก และด้วยความเบื่อหน่ายกับชีวิตขั้นสุด เราตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นนายตัวเอง และเพื่อนเราก็เห็นดีเห็นงาม ร่วมสนับสนุนด้วย และแก๊งใหม่ The Saints ที่รวมสมาชิกคนบ้าแต่มากฝีมือก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

สิ่งที่ดีงามของเกมภาคนี้ มันคือการ Reboot จริง ๆ ไม่มีการแกล้งอำ แกล้งหลอกผู้เล่นว่าเป็น Reboot แต่แอบใส่ตัวละคร ใส่กิมมิคเชื่อมโยงกับภาคเก่าเข้ามา ทำให้ตลอดเวลาที่เราเล่นเกมนี้ เราจะรู้สึกว่ามันคือเรื่องราวอันสดใหม่ของสมาชิกแก๊งจริง ๆ ไม่มีของเก่าเข้ามาเอี่ยว และมีเอกลักษณ์ของตัวเองมาก ๆ ดังนั้นอย่าแปลกใจ หากคุณเป็นแฟน Saints Row ภาคเก่า ๆ แล้วจะไม่อินกับภาคนี้ เพราะมันเหมือนเกมใหม่ที่ไม่มีความเป็น Saints Row อยู่เลย แต่ก็ถือว่าเป็นการ Reboot ที่ดี และค่อนข้างกล้าหาญมาก ๆ ที่ทาง Volition ผู้พัฒนา ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำให้มันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น โดยไม่พึ่งบารมีของเดิม และใครที่คาดหวังจะได้เห็นความกาว ความบ้า ความฮาของเนื้อเรื่อง คุณก็จะยังได้เห็นมันแบบครบถ้วนตามสไตล์ Saints Row แน่นอน แต่จะขำมาก ขำน้อยแค่ไหน ก็อาจจะขึ้นอยู่กับความลึกของเส้นอารมณ์ขำของแต่ละคน

มุกตลกที่เปลี่ยนไป กับโลกภายในเกมที่เปลี่ยนตาม


ใครที่เคยเล่น Saints Row ภาคแรก ๆ หรือไตรภาคแรกมาจะรู้ว่าเกมนี้เต็มไปด้วยการจิกกัด เสียดสี ล้อเลียน แซะชาวบ้านเขาไปทั่ว แน่นอนว่าในด้านบริบทสังคมในตอนนั้นที่ Social Media หรือจิตสำนึกของคนยังไม่ถูกกระตุ้น การจะทำมุกล้อเลียนคนผิวดำ หรือเหยียดคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่รุนแรงเท่าตอนนี้แล้ว ดังนั้นมุกตลกต่าง ๆ ของ Saints Row ก็อาจจะต้องลดทอนอะไรพวกนี้ลง อย่าลืมว่าตอนนี้โลกเปิดกว้างขึ้น และวิดีโอเกมก็เป็นสื่อบันเทิงที่ทุกคนเข้าถึงได้ จะเล่นตลกห่าม ๆ อะไรแบบแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แต่เขาก็เปลี่ยนมาใช้เรื่องราวของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ หรือสิ่งใกล้ตัวเราแทน


สิ่งที่แตกต่างจากเดิม และสมกับเป็นการ Reboot เลยก็คือฉากหลังของเกม หากคุณเป็นชาวเกมที่หลงแสงสีใน Stillwater ของ Saints Row ภาคเก่า ๆ มาภาคนี้คุณอาจจะต้องปรับตัว หรือไม่ก็ไม่ชอบเอาซะเลยกับสิ่งที่ฉากหลังของเกมนี้นำเสนอ อย่างที่บอกไปว่า Santa Ileso เป็นฉากหลังจำลองของอเมริกาตะวันออกเฉียงใต้ แต่มันจะแบ่งออกเป็นสองเขต คือเขตชานเมืองและเขตในเมือง ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าไม่รู้ทำไมถึงออกแบบแผนที่แบบนี้


ในช่วงแรก เราจะยังไม่ได้เห็นคนใหญ่คนโต ทำให้ต้องอาศัยอยู่ย่านชานเมือง เหมือนชนบทบ้านเรา และทุกครั้งเวลามีภารกิจใหม่ที่เราต้องทำนั่นคือ เป็นภารกิจหลักเนื้อเรื่อง เราจะต้องขับรถในระดับที่ใช้คำว่าโคตรไกล เข้าไปลุยกันในตัวเมือง ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจจะอยากให้เราขับรถ กินลมชมวิว เสพบรรยากาศและโลกของเกม แต่บอกเลยว่าใครขี้เบื่อ อาจจะถอดใจเลิกเล่นตั้งแต่แรกแล้ว เพราะมีหลายภารกิจมาก ๆ ในช่วงแรกที่เราต้องขับรถไกลมาก ๆ เพื่อไปยังจุดหมาย

ต่อมาคือเรื่องของบรรยากาศ แม้ว่าบรรยากาศชานเมืองจะดูสวยงามและให้ความเป็นชนบท ความ Vintage ได้ดี แต่ปัญหาของมันคือ มันไม่มีอะไรให้ทำ ! นอกจากขับรถเล่น หรือเจอจุดปลดล็อคที่เป็น Point of View แล้ว มันก็แทบไม่มีอะไรให้เราทำได้ทำเลยแม้แต่น้อย นี่คือสาเหตุที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดต้องทำแผนที่แยกส่วนเป็นโซนชานเมืองกับในเมือง เพราะถ้ามันมีอะไรให้ทำ มีกิจกรรมแบบสุ่ม หรือมีอีเวนท์ต่าง ๆ มันก็จะไม่ติดขัดในส่วนนี้ แต่มันกลับมีแต่ความว่างเปล่า นอกจากภาพสวยก็ไม่มีอะไรให้น่าสนใจแม้แต่น้อย


และที่ผู้เขียนขัดใจมากที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของโลกในเกมนี้ ปกติแล้วเวลาที่เราเล่นเกม Open World เราก็มักจะชอบทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ อย่างเช่นไล่ทำร้ายคนโน้นคนนี้ ขับรถเกยฟุตบาธเสยคนเล่นเอามัน ซึ่งการทำแบบนี้ในเกมอื่นก็อาจจะทำให้โลกภายในเกมเกิดความวุ่นวาย เช่นเหล่า NPC แหกปากตะโกนโวยวาย ส่วนมาก NPC ในเกมนี้ก็จะใช้ชีวิตแบบบอทตัวหนึ่ง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร นี่น่าจะเป็นเกมแรกที่ต่อให้คุณขับรถเสยฟุตบาธทั้งแถบ NPC ก็ไม่แม้แต่จะแหกปากตกใจอะไรเลย ยอมรับว่ามันทำให้ขาดธรรมชาติของโลกในเกมไปพอสมควรเลยทีเดียว

เกมเพลย์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่ามันธรรมดาจนเกินไป


ในยุคที่มีเกมออกใหม่มากมายขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะรู้สึกว่าเกมใดเกมหนึ่งที่เราได้ลองเล่น มันจะธรรมดาจนน่าใจหาย และ Saints Row เองก็ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นด้วย มันอาจไม่ใช่เกมแย่อะไรนัก แต่เพราะมันธรรมดาจนเกินไป เราเลยรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

Saints Row ยังคงนำเสนอเกมเพลย์การเล่นเป็นมุมมอง Third Person ให้เราได้เห็นตัวละครกันแบบเต็ม ๆ รอบด้าน นั่นทำให้การแต่งองค์ทรงเครื่องตัวละคร The Boss ของเรานั้น สามารถใส่เต็มที่ได้เลย ทั้งทรวดทรงองค์เอว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือส่วนอื่น ๆ ใครที่เสียเวลากับการสร้างตัวละครมากกว่าเล่นเอง เกมนี้คุณก็น่าจะได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะปลดล็อคมาให้คุณตกแต่งได้เลยตั้งแต่แรก เพราะคุณจะต้องเล่นภารกิจเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ ก่อน ระบบต่าง ๆ รวมไปถึงสกิลและของตกแต่งบางอย่างถึงจะปลดมาให้คุณได้ใช้งานและเสริมสวยเสริมหล่อกัน ซึ่งเราสามารถตกแต่งตัวละครได้อิสระมาก แต่ก็จะดูมีความเป็นผู้เป็นคนมากกว่าภาคที่ผ่าน ๆ มา


แม้ว่าโลกของเกมจะเป็น Open World เต็มรูปแบบ แต่เมื่อเข้าสู่ภารกิจเนื้อเรื่อง เหมือนเกมจะถูกบีบให้กลายเป็นเส้นตรงตลอด โดยจะมีจุดมุ่งหมายให้เราเข้าไปทำ มีภารกิจที่ต้องไปลุย และเมื่อจบภารกิจ เกมก็จะตัดเข้าสู่ฉากสรุป ซึ่งจะสรุปของรางวัลเป็นค่า EXP และเงินที่ได้มา และเกมจะพาเรากลับมายังฐานของเราเสมอ ฐานทัพของเราจะปลดล็อคเมื่อเล่นภารกิจเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ และจะเป็นศูนย์กลางของการจัดการอาวุธ ยานพาหนะ และการเตรียมพร้อม แต่ภาคนี้ที่ค่อนข้างชอบเลยคือ ตอนที่เราได้ฐานมาใหม่ ๆ มันจะเป็นเหมือนกับรังหลบภัยอันซอมซ่อ ห้องนอนก็เป็นฟูกเก่า ๆ ห้องเสื้อผ้าก็เป็นชั้นวางของโทรม ๆ แต่พอเราขยับขยายฐานะให้ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ ฐานทัพของเราก็จะยิ่งหรูหรามากยิ่งขึ้น


ในด้านของสกิลและความสามารถของตัวเอกในภาคนี้จะแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือ Perk และ Skill ส่วนของ Skill นั้นจะปลดล็อคตามระดับเลเวลตัวละคร ที่ส่วนมากจะเป็นสกิลช่วยเหลือการต่อสู้ เช่น เรียกพวกมาช่วย ใช้ลีลาท่าทางได้เยอะขึ้นตอนโจมตี ส่วน Perk นั้นจะได้จากการทำ Challenge ต่าง ๆ ภายในเกม และก่อนจะติดตั้ง Perk ได้นั้น ก็ต้องใช้เงินซื้อ Perk Slot มาก่อนด้วย ถ้าเทียบกันแล้ว Perk จะปลดล็อคได้ยากกว่า เพราะ Skill นั้น แค่เลเวลถึงก็ได้แล้ว แต่ Perk ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการทำ Challenge 

นอกจากนั้นเมื่อเราเล่นไปเรื่อย ๆ จนได้ฐานทัพของตัวเองก็จะมีการวางแผนขยายอำนาจด้วยการเข้าซื้อธุรกิจ และเริ่มทำธุรกิจต่าง ๆ แต่ฉากหลังก็จะเป็นธุรกิจด้านมืด เช่นโรงบำบัดน้ำเสียที่อาจลักลอบทิ้งน้ำเสียลงแม่น้ำได้ เป็นต้น และยังมีธุรกิจอีกมากที่จะช่วยสร้างรายได้ให้เราเป็นกอบเป็ฯกำ และจะทำธุรกิจด้านดีหรือด้านสว่างก็ได้หมด เต็มที่ โดยระหว่างที่เราดำเนินกิจการ เราก็อาจจะโดนแก๊งศัตรูเข้ามาป่วนด้วย ถ้าเราจัดการได้ ก็จะยิ่งทำให้มีรายได้สูงขึ้นในกิจการนั้น ๆ


หลายคนอาจจะงงว่าแล้วมันน่าเบื่อยังไง นั่นก็เพราะระบบการต่อสู้ของเกมนี้ ที่ประมาณ 60-70% เราจะได้เจอกับมัน คือการใช้อาวุธปืนยิง โดยอาวุธแต่ละอย่างจะปลดล็อคจากการซื้อมา และสามารถอัปเกรดได้โดยทำตามเงื่อนไขที่อาวุธนั้น ๆ กำหนด แต่แม้อาวุธจะหลากหลายก็จริง แต่ศัตรูนี่แหละที่มันไม่ค่อยจะหลากหลายตามอาวุธ แทนที่จะได้ต่อสู้มัน ๆ ตามสไตล์แก๊งสเตอร์ แต่สุดท้ายด้วยความที่มันเป็นแก๊งสเตอร์ ก็ทำให้รูปแบบการต่อสู้ เป็นการยิงปะทะกันเท่านั้น

แต่ที่จะสนุกขึ้นมาหน่อย คือรูปแบบการต่อสู้ระยะประชิด ทุกครั้งเวลาเรายิงสังหารศัตรูได้ จะเป็นการเก็บสะสมเกจท่าไม้ตาย และเมื่อเต็ม 100% เราสามารถเข้าไปยังศัตรูตัวใกล้ ๆ และกด E จะเกิดเป็นท่า Finisher สุดเท่ โดยที่ต้องยอมรับกันจริง ๆ คือ Finisher ของภาคนี้ หลากหลายและเท่กว่าภาคก่อน ๆ เยอะ แต่สุดท้ายเมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ เราก็จะเบื่ออยู่ดี ยิงให้มันตาย ๆ จบ ๆ ไปเลยจะดีกว่า 


รูปแบบเกมเพลย์หลัก ๆ ของเกมนี้จะเข้าลูปเดิมเมื่อเราปลดล็อคระบบจนหมด คือรับภารกิจ ขับรถไปยังจุดหมาย ลุยแหลก หรือทำอะไรก็ตาม แล้วก็เสร็จสิ้นไปเรื่อย ๆ หนีไม่พ้นความจำเจเดิม ๆ แต่หากพูดให้แฟร์ ทุกเกมก็ล้วนแล้วแต่เป็นแบบนี้ ทำให้ Saints Row ยังคงเป็นเกมที่สนุกใช้ได้เลยทีเดียว

ปัญหาบั๊กที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขกว่าจะดี


หากใครที่ไล่อ่านรีวิวเกมนี้ในช่วงที่เกมออกมาแรก ๆ จะพบว่าเกมมีปัญหาบั๊กและ Performance เกมค่อนข้างหนักเลยทีเดียว แต่โชคดีที่ผู้เขียนได้เล่นเกมนี้ช้ากว่าปกติ ทำให้ตัวเกมได้รับการอัปเดตแพทช์ไปบ้างแล้ว และส่วนสำคัญที่เกมอัปเดตมาเลยคือการแก้ไข Performance ของตัวเกมที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเฟรมเรท เพราะเกมแบบนี้เฟรมเรทสำคัญมากจริง ๆ 


ต่อมาคือเรื่องของบั๊ก ณ วันที่ผู้เขียนได้เล่นก็เข้าช่วงต้นเดือนกันยายนแล้ว ถือว่าเกมออกมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บั๊กที่เจอก็ยังเยอะอยู่ แต่ไม่เยอะเท่าวันที่เกมออกในช่วงแรกอย่างแน่นอน เอาที่โดนมากับตัวเลยคือบั๊กรีโหลดกระสุนไม่สำเร็จสักที จนใช้ปืนกระบอกนั้นไม่ได้ ต้องสลับไปใช้ปืนอื่นแทน นอกจากนั้นก็เป็นเพียงบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการแสดงผล หรือแอนิเมชั่นทั่วไป

แม้หลายคนอาจจะมองว่า มันไม่มีความเป็น Saints Row เอาซะเลย แต่อย่างน้อยนี่ก็ถือเป็นความใจเด็ดของ Volition ที่กล้าจะทำสิ่งที่เรียกว่า Reboot จริง ๆ โดยไม่หวังพึ่งบารมีเก่าที่ตัวเองทำเอาไว้ หากมีโอกาส เราก็อยากแนะนำให้คุณลองเล่นกันดู


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
Diablo Immortal รวมไกด์เกมทั้งหมด หาได้ที่ลิงก์นี้ (อัปเดตเรื่อย ๆ)
Netflix ประกาศก่อตั้งสตูดิโอสร้างเกมภายในของตัวเอง
BASUP!
The Bridge Curse: Road to Salvation เอาชีวิตรอดคำสาปสะพานเฮี้ยน เตรียมลงคอนโซลครึ่งแรกปี 2023
BASUP!
ผู้กำกับเกม Bayonetta เผย !! ฝ่ายที่บอกให้คอสตูม Link โชว์วับ ๆ แวม ๆ ก็คือ Nintendo เอง
sLAUGHTER
มารู้จักกับ Project Gray เกมภาพสุดอลัง Open World ที่สร้างโดยชาวเกาหลีคนเดียว!
ihu25
มีพิรุธ หลุดสปอยใช่ไหม ? Silent Hill: The Short Message ผุดชื่อบนเว็บไซต์จัดเรตประเทศเกาหลีใต้
sLAUGHTER
Editors' Choice
การเผชิญหน้าสุดหอมหวานเริ่มแล้ว! Summoners War x Cookie Run: Kingdom สนุกไปกับคอลแลบฯ สุดพิเศษได้แล้ววันนี้
BASUP!
[บทความ] ทำความรู้จักกับ "The Callisto Protocol" เกมไซไฟสยองขวัญที่เกมเมอร์ทั่วโลกจับตามอง
Sonicman007
[Review] รีวิวเกม MADiSON (PS5) พกกล้องโพลารอยด์หลอน ไขปริศนาปีศาจคลั่ง
sLAUGHTER
[Review] รีวิวเกม Dinkum "แอนิมอลครอสซิ่ง สไตล์ออสซี่ ภาพน่ารักราคาสบายกระเป๋า"
payiizk
Show header