GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Need for Speed Unbound ซีรีส์เกมซิ่งสุดเก๋า กับการยกเครื่องกราฟิกแนวการ์ตูนที่ไม่เหมือนใคร
ลงวันที่ 06/12/2022

ห่างหายไปนานถึง 3 ปีเต็ม สำหรับซีรีส์ Need for Speed เพราะถูกดึงทรัพยากรไปช่วยทำเกม Battlefield 2042 (ที่อาการสาหัสอยู่ในตอนนี้) และการกลับมาในรอบ 3 ปีที่มาพร้อมลุคใหม่ แนวทางใหม่ จะเป็นยังไง มาดูกันได้ในรีวิว Need for Speed Unbound

เนื้อเรื่องที่สนใจก็ได้ ไม่สนใจก็ได้ ตามสูตรเดิม


Lakeshore เมืองสมมุติที่อ้างอิงและจำลองมาเมืองชิคาโกของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นฉากหลังของเหล่านักซิ่งและกลายเป็นสนามประลองของเหล่าตีนผีที่พร้อมจะปั่นป่วนถนนให้ลุกเป็นไฟทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ผู้เล่นจะรับบทเป็นหนึ่งในนักซิ่งโนเนมที่มีเป้าหมายในการไต่เต้าขึ้นเป็นยอดนักขับที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยในเวลาเดียวกัน การตระเวณแข่งรถ เพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดจึงเริ่มต้นขึ้น ณ เมือง Lakeshore แห่งนี้


แต่เดิมนั้น Need for Speed ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากในด้านการเล่าเรื่องอยู่แล้ว ในภาคนี้เองก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคนี้ที่เราไม่ได้ออกแบบตัวละครเองได้อย่างอิสระ แต่มี Preset ตัวละครที่หลากหลายมาให้เราเลือกใช้งานแทน และอย่าแปลกใจถ้าเกิดว่าคุณลุยเล่นเกมนี้จนจบแล้ว ก็ยังจับต้นชนปลายหรือจำหน้า หรือตัวละครบางตัวไม่ได้เลย เพราะเกมนี้มีคัทซีนให้ได้ดูกันน้อยมาก ๆ ตลอดทั้งเกม รวมกันแล้วอาจจะมีอยู่เพียง 20-30 นาทีเท่านั้น และด้วยการนำเสนอกราฟิกแบบใหม่ ที่เป็นการนำเสนอกึ่งการ์ตูน กึ่งสมจริง (Official เรียกว่าการนำเสนอแบบกราฟิตี้) ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัว หรือแม้กระทั่งตัวเราเองนั้น ไม่น่าจดจำเอาซะเลย


ดังนั้นอย่าแปลกใจว่า ทำไมเนื้อเรื่องมันดูไม่ค่อยมีอะไร หรือธรรมดาไปเสียหน่อย เพราะหากวัดกันแค่เนื้อเรื่องแล้วล่ะก็ Need for Speed Unbound ก็อาจจะเป็นบทหรือพล็อตสำเร็จรูปที่ไม่ได้หวือหวาอะไร แม้ว่าหลายคนจะอยากให้เนื้อเรื่องของเกมนี้เข้มข้น และระทึกขึ้นมาบ้าง แต่หากเป็นแบบนั้น เราอาจจะได้เนื้อหาแบบภาค The Run แทน ซึ่งก็ไม่อาจจะการันตีใด ๆ ได้ว่ามันจะออกมาดี

ทำให้เนื้อเรื่อง แม้จะเป็นอีกครั้งที่ Need for Speed ทำได้ธรรมดามาก ๆ แต่ไปโดดเด่นอย่างมากในแง่ของการนำเสนอและเกมเพลย์แทนที่เรากำลังจะพูดถึงต่อจากนี้

การนำเสนอที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดของเดิมที่มีอยู่


สิ่งที่ Need for Speed โดดเด่นมาทุกภาค คือเรื่องของการนำเสนอที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมาทุกภาค แม้บางภาคจะจืดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าทุกภาคล้วนน่าสนใจ และมีจุดขายและจุดจดจำประจำภาค นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ภาคนี้ฉีกแนวไปแบบสุดทาง และเมื่อตอนเปิดตัวอาจจะทำให้ใครหลายคนถึงขั้นไม่ชอบเลยด้วยซ้ำ ก็คือการนำเสนอในรูปแบบกึ่งการ์ตูนกึ่งสมจริง หรือแบบกราฟิตี้ ที่ทำให้ตัวเกมมีความเป็นการ์ตูนที่มีเส้นหนารอบ ๆ หรือ Cell Shade

แต่ถึงจะเป็นการนำเสนอแบบกราฟิตี้ก็ใช่ว่าจะตัดความสมจริงไปเลย เพราะกราฟิกที่นำเสนอแบบกราฟิตี้นั้น จะถูกใช้กับส่วนของตัวละครและคาแรคเตอร์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่โมเดลรถและบรรยากาศภายในเมือง รวมไปถึงวัตถุต่าง ๆ จะยังคงเป็นแบบสมจริงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างคนชอบกราฟิกแบบสมจริงและกราฟิกแบบการ์ตูน


และสิ่งที่ผู้เล่นเลือกที่จะปรับเปิด-ปิดได้ตามใจชอบ คือกราฟิกแบบกราฟิตี้ แต่ถูกแสดงออกมาผ่านการแข่งขัน เป็นเอฟเฟคท์ของรถ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโค้ง การดริฟท์ การกดไนตรัส หรือแม้กระทั่งการทะยานไปบนอากาศแล้วร่วงลงมา ก็จะมีกราฟิกแบบกราฟิตี้ต่าง ๆ แน่นอนว่าระบบนี้ถือเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากในซีรีส์ Need For Speed แต่เราเห็นได้ชัดเจนนับตั้งแต่การเปิดตัวเลยว่า มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ซึ่งโชคดีมากที่ตัวเกมสามารถเลือกที่จะ เปิด-ปิด กราฟิกเหล่านี้ได้ และสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กราฟิกเลยก็คือเรื่องของเพลง โดยในภาคนี้ได้ A$AP Rocky มาร่วมทำเพลงให้ แถมยังเป็นตัวละครอยู่ในเกมด้วย รวมไปถึงแรปเปอร์และศิลปินชื่อดังอีกมากมาย แฟนเกมที่เป็นแฟนเพลงสายแร็พอยู่แล้ว น่าจะจุใจกับเกมนี้แน่นอน


ทีนี้มาดูเรื่องบรรยากาศภายในเมืองกันบ้าง อย่างที่บอกไปว่า ภาคนี้ Lakeshore คือเมืองที่จำลองมาจากชิคาโก เรื่องของความหรูหราอลังการของบรรยากาศในเมืองภาคนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นสองรองเกมไหน ๆ และที่หลายคนบ่นอุบมาหลายภาค ว่าตัวเมืองดูไม่ค่อยจะมีชีวิตชีวาเอาซะเลย ภาคนี้ก็ถือว่าปรับปรุงมาได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สุดอยู่ดี จริงอยู่ว่า เราได้เห็นเมือง Lakeshore ที่มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เราได้เห็นผู้คนสัญจรไปมาในตัวเมืองมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ได้สมจริงสมจัง หรือกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากขนาดนั้น บางจุดที่ควรจะมีคนก็แห้งแล้ง ไร้ซึ่งบรรยากาศหรือสัญญาณของชีวิต ในขณะที่บางจุดดูไม่น่าจะมีคนก็มีคนขึ้นมาซะเฉย ๆ และโชคดีที่เกมนี้ไม่ได้โหดร้ายอะไรมากขนาดนั้น เพราะทุกครั้งที่รถผู้เล่นโฉบเข้าไปใกล้ หรือทำท่าจะชน ตัวละคร NPC ที่เป็นชาวเมืองเหล่านั้นก็จะกระโดดหลบได้ราวกับพระเอก นางเอกหนังบู๊ ไม่มีการชนกันจนถึงเลือดตกยางออกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ารำคาญใจแทน คือเรื่องของอัตราการเกิดของจำนวนคน ที่บางทีก็เกิดผิดที่ผิดทาง ทำให้บรรยากาศและอารมณ์ร่วมขาดหายไปพอสมควรเลยทีเดียว


ไม่ใช่แค่ในส่วนของผู้คนเท่านั้น แต่เหล่ารถราในเมืองที่เป็น NPC เองก็ด้วย บางช่วงก็ดูหนาแน่น จนทำให้การขับขี่ของเราลำบาก แต่บางช่วงก็โล่งอย่างกับเมืองผีสิง หรือบางทีก็มันเกิดเยอะ ๆ ตอนเรากำลังทำภารกิจแข่งขันอยู่ บอกได้ว่าการ Spawn ของ A.I. เกมนี้ มันไม่แน่นอนเอาซะเลย ถ้าตรงนี้ถูกปรับปรุงแก้ไข หรือขัดเกลามาดีกว่านี้ การนำเสนอของภาคนี้จะเข้าขั้นยอดเยี่ยมเลยทีเดียว น่าเสียดายที่หากจะต้องรีวิวแบบตัดคะแนน ตรงนี้จะเป็นส่วนที่โดนตัดไป

และด้วยบรรยากาศตัวเมืองยุคปัจจุบัน กับการเลือกใส่กราฟิกแบบลูกเล่นแบบกราฟิตี้ Need for Speed Unbound จึงกลายเป็นอีกเกมที่มีเอกลักษณ์ในด้าน Presentation สูงมาก ทีนี้ก็อยู่ที่จริตของผู้เล่น ว่าจะชอบ หรือไม่ชอบ เพราะแม้จะตั้งค่าเปิด-ปิด ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง หรือทุกส่วนอยู่ดี

เกมเพลย์ที่ถูกปรับปรุงให้เล่นได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แฟนเกมขับรถก็สนุกได้


ต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนอาจไม่ใช่แฟนตัวยงของ Need for Speed สักเท่าไรนัก ภาค Heat ก็ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น แต่ในภาค Unbound นี้ กลับกลายเป็นภาคที่สามารถนั่งเล่นได้ยาว ๆ แบบไม่มีเบื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นผลมาจากการนำเสนอของภาคนี้ด้วยในระดับหนึ่ง (ใช่แล้ว ผมชอบกราฟิตี้) แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกขึ้น เหมือนจะเป็นการปรับปรุงระบบบางอย่างให้อยู่ตรงกลางระหว่างคนเล่นเก่าและใหม่

ในภาค Heat นั้น สิ่งที่คนพูดถึงกันมากพอสมควร คือเรื่องความโหดของพวกตำรวจที่ไล่ล่าผู้เล่นชนิดกัดไม่ปล่อย กว่าจะสลัดหลุดได้ ทำเอาเหนื่อยจนอยากเลิกเล่นไปทำอย่างอื่น แต่พอมากภาคนี้ ตำรวจก็โดนเนิร์ฟลงไปมากพอสมควรเลยทีเดียว เอาแค่ช่วงแรก ขับหนีแปปเดียวก็สลัดหลุดได้ง่าย ๆ แล้ว ใครที่เกลียดตำรวจโหดภาคที่แล้ว มาภาคนี้รับรองว่าง่ายสมใจ แต่อาจจะหงุดหงิดเพราะมันง่ายเกินไปด้วยก็มีแน่ ๆ


เกมเพลย์ของ Need For Speed จะเป็นอะไรไปอีกได้ นอกจากการแข่งรถ และขับรถไปทั่วเมือง ในเกมนี้จะมีการแบ่งเวลาเป็นทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่ละช่วงเวลาจะมีอีเวนท์ต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน เอาที่โดดเด่นและเด่นชัดมากคือช่วงเวลากลางคืนนั้น จะมีตำรวจออกมาเพ่นพ่านคอยไล่ล่าผู้เล่นมากกว่าปกติ ส่วนเวลากลางวันนั้นก็มีบ้าง และบรรยากาศของทั้งสองช่วงเวลาจะแตกต่างกันด้วย สำหรับการแข่งขันในภาคนี้ จะมีการวางเงินเดิมพัน และหากแพ้ก็อาจจะเสียเงินเดิมพันไปด้วย แต่เกมก็ไม่ได้ใจร้ายกับเราขนาดนั้น เพราะรายการไหนที่ใช้เงินเดิมพันสูง จะมีการเตือนก่อน และถ้าเงินเราไม่พอจะวางเดิมพันก็ลงแข่งไม่ได้ด้วย อย่าหวังจะกินเงินก้อนใหญ่ฟรี ๆ


ในระหว่างการแข่งเอง เราก็สามารถสะสมไนตรัสเอาไว้เร่งความเร็วได้จากหลากหลายวิธี แน่นอนว่ายังคงเป็นวิธีเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถสวนเลน การดราฟท์หรือการจ่อท้ายรถคันอื่นไปเรื่อย ๆ หรือแม้กระทั่งการดริฟท์ต่าง ๆ และการเล่นท่ายากระหว่างการแข่งขันจะเป็นตัวช่วยเติมไนตรัสของเราทั้งสิ้น โหมดการแข่งขันต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม บางโหมดก็อาจจะต้องพึ่งสไตล์รถที่ต่างกัน เน้นดริฟท์ เน้นทางตรง เน้นการเข้าโค้ง ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนก็อาจจะต้องเลือกรถแต่ละคันมาใช้งานเอาเองว่าคันไหนที่เหมาะกับการแข่งแต่ละรอบ


หากแข่งในเวลากลางวัน จบแล้วอาจจะไม่มีอะไรมาก แต่หากแข่งจบในเวลากลางคืน เราอาจจะต้องซิ่งกันต่อก๊อกที่ 2 เพราะตำรวจจะเริ่มไล่ล่าเราต่อทันทีหลังการแข่งขันจบลง แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน ตำรวจภาคนี้มันดูไม่ค่อยจะโหดสักเท่าไร เว้นแต่คุณปรับความยาก ใครที่อยากโหด อยากมัน ก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อย และเช่นเดิมกับภาค Heat เมื่อผ่านพ้นเวลากลางคืน และกลับไปที่โรงรถได้ เกมก็จะสรุปกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราทำในคืนนั้น คำนวณเงินและค่าประสบการณ์ให้ ซึ่งนำไปสู่ระบบต่อไปที่สำคัญสำหรับแฟนเกมนี้ คือเรื่องของการแต่งรถ


บอกเลยว่าใครที่เป็นเนิร์ดเกี่ยวกับรถยนต์ ชื่นชอบการแต่งรถ ภาคนี้ก็จะยังสนุกกับระบบนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะการแต่งรถภาคนี้ยังคงจัดหนัก จัดเต็ม และละเอียดมาก แต่งได้แทบจะทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ฝากระโปรงหน้าหลัง สปอยเลอร์ หน้าต่าง กระจก ประตู ได้หมด และภาคนี้เป็นภาคแรกที่สามารถถอดกระจังหน้าได้ด้วย ใครอยากแต่งรถสายแปลก ๆ ให้มันออกมาหน้าตาประหลาด ๆ ก็ทำได้ หรืออยากแต่งรถโคตรหรู แต่เสียงแตรเป็นรถไอศกรีมกรุ๊งกริ๊งก็ทำได้เช่นกัน

และภาคนี้ยังมาพร้อมระบบสำหรับคนขี้เกียจแต่งจริง ๆ ด้วยการมาถึงของ Bodykit สำเร็จรูป ระบบนี้จะคล้าย ๆ กับ Blueprint หรือพิมพ์เขียวของรถคันนั้น เพียงจ่ายเงินซื้อมา และกดติดตั้ง รถของเราก็จะถูกปรับแต่งให้เป็นแบบที่เลือกไว้ ขจัดปัญหาขี้เกียจแต่งได้เป็นอย่างดี ส่วนการจูนรถ ปรับรถ ก็ไปทำกันต่อด้วยตัวเองได้เช่นกัน งานนี้เอาใจครบทั้งคนที่อยากแต่งเองอย่างเต็มที่ หรือขี้เกียจแต่ง อยากเล่นเฉย ๆ


สำหรับข้อเสียของภาคน้ก็ต้องบอกว่ามีบ้าง แต่ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก เอาที่เด่นชัดที่สุดเลยคือ ความมืดของสนามแข่งในช่วงตอนกลางคืน หากเราไม่ปรับความาสว่างของหน้าจอ มันก็จะมืดมาก มืดจนแทบมองไม่เห็นทางด้านหน้า และหากเป็นการแข่ง Night Racing รับรองว่ามีแหกโค้ง ชนกันยับบ้างแน่นอน จนกว่าเราจะชินสนามไปเอง เราอาจจะปรับตั้งค่าตัวเกมเองได้ แต่ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่ามันก็ยังมืดเกินไปอยู่ดี ใครจะเล่นช่วงกลางคืนอาจจะต้องปรับแสงสว่างเพิ่่มขึ้นสักเล็กน้อย

Need For Speed Unbound เป็นการกลับมาในรอบ 3 ปีของซีรีส์ Need For Speed ที่ต้องบอกว่าน่าประทับใจ และเหมือนว่าทีมสร้างหาจุดลงตัวระหว่างคนเล่นเก่าและคนเล่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทีนี้ก็ต้องวัดกันต่อในระยะยาวว่า คอนเทนต์ที่จะมาถึงในอนาคตนั้น จะมัดใจแฟนเกมนี้ไว้ได้นานแค่ไหน

7
ข้อดี

กราฟิกสวยงาม มีสไตล์ สมแล้วที่ลงให้เฉพาะคอนโซลเจ็นใหม่

เกมเพลย์การเล่นที่สนุก และเข้าถึงง่ายขึ้น ดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ได้แน่นอน

บรรยากาศเมือง และสีสันสดใสสวยงาม


ข้อเสีย

บรรยากาศเมืองแห้งแล้งมากในบางจุด

8
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
ข่าวลือ !! Marvel’s Wolverine อาจจะเป็นเกมกึ่งโลกเปิด และจะวางจำหน่ายในปี 2024
BASUP!
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] รีวิวเกม Need for Speed Unbound ซีรีส์เกมซิ่งสุดเก๋า กับการยกเครื่องกราฟิกแนวการ์ตูนที่ไม่เหมือนใคร
06/12/2022

ห่างหายไปนานถึง 3 ปีเต็ม สำหรับซีรีส์ Need for Speed เพราะถูกดึงทรัพยากรไปช่วยทำเกม Battlefield 2042 (ที่อาการสาหัสอยู่ในตอนนี้) และการกลับมาในรอบ 3 ปีที่มาพร้อมลุคใหม่ แนวทางใหม่ จะเป็นยังไง มาดูกันได้ในรีวิว Need for Speed Unbound

เนื้อเรื่องที่สนใจก็ได้ ไม่สนใจก็ได้ ตามสูตรเดิม


Lakeshore เมืองสมมุติที่อ้างอิงและจำลองมาเมืองชิคาโกของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นฉากหลังของเหล่านักซิ่งและกลายเป็นสนามประลองของเหล่าตีนผีที่พร้อมจะปั่นป่วนถนนให้ลุกเป็นไฟทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ผู้เล่นจะรับบทเป็นหนึ่งในนักซิ่งโนเนมที่มีเป้าหมายในการไต่เต้าขึ้นเป็นยอดนักขับที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยในเวลาเดียวกัน การตระเวณแข่งรถ เพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดจึงเริ่มต้นขึ้น ณ เมือง Lakeshore แห่งนี้


แต่เดิมนั้น Need for Speed ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากในด้านการเล่าเรื่องอยู่แล้ว ในภาคนี้เองก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคนี้ที่เราไม่ได้ออกแบบตัวละครเองได้อย่างอิสระ แต่มี Preset ตัวละครที่หลากหลายมาให้เราเลือกใช้งานแทน และอย่าแปลกใจถ้าเกิดว่าคุณลุยเล่นเกมนี้จนจบแล้ว ก็ยังจับต้นชนปลายหรือจำหน้า หรือตัวละครบางตัวไม่ได้เลย เพราะเกมนี้มีคัทซีนให้ได้ดูกันน้อยมาก ๆ ตลอดทั้งเกม รวมกันแล้วอาจจะมีอยู่เพียง 20-30 นาทีเท่านั้น และด้วยการนำเสนอกราฟิกแบบใหม่ ที่เป็นการนำเสนอกึ่งการ์ตูน กึ่งสมจริง (Official เรียกว่าการนำเสนอแบบกราฟิตี้) ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัว หรือแม้กระทั่งตัวเราเองนั้น ไม่น่าจดจำเอาซะเลย


ดังนั้นอย่าแปลกใจว่า ทำไมเนื้อเรื่องมันดูไม่ค่อยมีอะไร หรือธรรมดาไปเสียหน่อย เพราะหากวัดกันแค่เนื้อเรื่องแล้วล่ะก็ Need for Speed Unbound ก็อาจจะเป็นบทหรือพล็อตสำเร็จรูปที่ไม่ได้หวือหวาอะไร แม้ว่าหลายคนจะอยากให้เนื้อเรื่องของเกมนี้เข้มข้น และระทึกขึ้นมาบ้าง แต่หากเป็นแบบนั้น เราอาจจะได้เนื้อหาแบบภาค The Run แทน ซึ่งก็ไม่อาจจะการันตีใด ๆ ได้ว่ามันจะออกมาดี

ทำให้เนื้อเรื่อง แม้จะเป็นอีกครั้งที่ Need for Speed ทำได้ธรรมดามาก ๆ แต่ไปโดดเด่นอย่างมากในแง่ของการนำเสนอและเกมเพลย์แทนที่เรากำลังจะพูดถึงต่อจากนี้

การนำเสนอที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดของเดิมที่มีอยู่


สิ่งที่ Need for Speed โดดเด่นมาทุกภาค คือเรื่องของการนำเสนอที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมาทุกภาค แม้บางภาคจะจืดไปบ้าง แต่ก็ถือว่าทุกภาคล้วนน่าสนใจ และมีจุดขายและจุดจดจำประจำภาค นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ภาคนี้ฉีกแนวไปแบบสุดทาง และเมื่อตอนเปิดตัวอาจจะทำให้ใครหลายคนถึงขั้นไม่ชอบเลยด้วยซ้ำ ก็คือการนำเสนอในรูปแบบกึ่งการ์ตูนกึ่งสมจริง หรือแบบกราฟิตี้ ที่ทำให้ตัวเกมมีความเป็นการ์ตูนที่มีเส้นหนารอบ ๆ หรือ Cell Shade

แต่ถึงจะเป็นการนำเสนอแบบกราฟิตี้ก็ใช่ว่าจะตัดความสมจริงไปเลย เพราะกราฟิกที่นำเสนอแบบกราฟิตี้นั้น จะถูกใช้กับส่วนของตัวละครและคาแรคเตอร์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่โมเดลรถและบรรยากาศภายในเมือง รวมไปถึงวัตถุต่าง ๆ จะยังคงเป็นแบบสมจริงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างคนชอบกราฟิกแบบสมจริงและกราฟิกแบบการ์ตูน


และสิ่งที่ผู้เล่นเลือกที่จะปรับเปิด-ปิดได้ตามใจชอบ คือกราฟิกแบบกราฟิตี้ แต่ถูกแสดงออกมาผ่านการแข่งขัน เป็นเอฟเฟคท์ของรถ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโค้ง การดริฟท์ การกดไนตรัส หรือแม้กระทั่งการทะยานไปบนอากาศแล้วร่วงลงมา ก็จะมีกราฟิกแบบกราฟิตี้ต่าง ๆ แน่นอนว่าระบบนี้ถือเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากในซีรีส์ Need For Speed แต่เราเห็นได้ชัดเจนนับตั้งแต่การเปิดตัวเลยว่า มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ซึ่งโชคดีมากที่ตัวเกมสามารถเลือกที่จะ เปิด-ปิด กราฟิกเหล่านี้ได้ และสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กราฟิกเลยก็คือเรื่องของเพลง โดยในภาคนี้ได้ A$AP Rocky มาร่วมทำเพลงให้ แถมยังเป็นตัวละครอยู่ในเกมด้วย รวมไปถึงแรปเปอร์และศิลปินชื่อดังอีกมากมาย แฟนเกมที่เป็นแฟนเพลงสายแร็พอยู่แล้ว น่าจะจุใจกับเกมนี้แน่นอน


ทีนี้มาดูเรื่องบรรยากาศภายในเมืองกันบ้าง อย่างที่บอกไปว่า ภาคนี้ Lakeshore คือเมืองที่จำลองมาจากชิคาโก เรื่องของความหรูหราอลังการของบรรยากาศในเมืองภาคนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นสองรองเกมไหน ๆ และที่หลายคนบ่นอุบมาหลายภาค ว่าตัวเมืองดูไม่ค่อยจะมีชีวิตชีวาเอาซะเลย ภาคนี้ก็ถือว่าปรับปรุงมาได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สุดอยู่ดี จริงอยู่ว่า เราได้เห็นเมือง Lakeshore ที่มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เราได้เห็นผู้คนสัญจรไปมาในตัวเมืองมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ได้สมจริงสมจัง หรือกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากขนาดนั้น บางจุดที่ควรจะมีคนก็แห้งแล้ง ไร้ซึ่งบรรยากาศหรือสัญญาณของชีวิต ในขณะที่บางจุดดูไม่น่าจะมีคนก็มีคนขึ้นมาซะเฉย ๆ และโชคดีที่เกมนี้ไม่ได้โหดร้ายอะไรมากขนาดนั้น เพราะทุกครั้งที่รถผู้เล่นโฉบเข้าไปใกล้ หรือทำท่าจะชน ตัวละคร NPC ที่เป็นชาวเมืองเหล่านั้นก็จะกระโดดหลบได้ราวกับพระเอก นางเอกหนังบู๊ ไม่มีการชนกันจนถึงเลือดตกยางออกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ารำคาญใจแทน คือเรื่องของอัตราการเกิดของจำนวนคน ที่บางทีก็เกิดผิดที่ผิดทาง ทำให้บรรยากาศและอารมณ์ร่วมขาดหายไปพอสมควรเลยทีเดียว


ไม่ใช่แค่ในส่วนของผู้คนเท่านั้น แต่เหล่ารถราในเมืองที่เป็น NPC เองก็ด้วย บางช่วงก็ดูหนาแน่น จนทำให้การขับขี่ของเราลำบาก แต่บางช่วงก็โล่งอย่างกับเมืองผีสิง หรือบางทีก็มันเกิดเยอะ ๆ ตอนเรากำลังทำภารกิจแข่งขันอยู่ บอกได้ว่าการ Spawn ของ A.I. เกมนี้ มันไม่แน่นอนเอาซะเลย ถ้าตรงนี้ถูกปรับปรุงแก้ไข หรือขัดเกลามาดีกว่านี้ การนำเสนอของภาคนี้จะเข้าขั้นยอดเยี่ยมเลยทีเดียว น่าเสียดายที่หากจะต้องรีวิวแบบตัดคะแนน ตรงนี้จะเป็นส่วนที่โดนตัดไป

และด้วยบรรยากาศตัวเมืองยุคปัจจุบัน กับการเลือกใส่กราฟิกแบบลูกเล่นแบบกราฟิตี้ Need for Speed Unbound จึงกลายเป็นอีกเกมที่มีเอกลักษณ์ในด้าน Presentation สูงมาก ทีนี้ก็อยู่ที่จริตของผู้เล่น ว่าจะชอบ หรือไม่ชอบ เพราะแม้จะตั้งค่าเปิด-ปิด ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง หรือทุกส่วนอยู่ดี

เกมเพลย์ที่ถูกปรับปรุงให้เล่นได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แฟนเกมขับรถก็สนุกได้


ต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนอาจไม่ใช่แฟนตัวยงของ Need for Speed สักเท่าไรนัก ภาค Heat ก็ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น แต่ในภาค Unbound นี้ กลับกลายเป็นภาคที่สามารถนั่งเล่นได้ยาว ๆ แบบไม่มีเบื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นผลมาจากการนำเสนอของภาคนี้ด้วยในระดับหนึ่ง (ใช่แล้ว ผมชอบกราฟิตี้) แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกขึ้น เหมือนจะเป็นการปรับปรุงระบบบางอย่างให้อยู่ตรงกลางระหว่างคนเล่นเก่าและใหม่

ในภาค Heat นั้น สิ่งที่คนพูดถึงกันมากพอสมควร คือเรื่องความโหดของพวกตำรวจที่ไล่ล่าผู้เล่นชนิดกัดไม่ปล่อย กว่าจะสลัดหลุดได้ ทำเอาเหนื่อยจนอยากเลิกเล่นไปทำอย่างอื่น แต่พอมากภาคนี้ ตำรวจก็โดนเนิร์ฟลงไปมากพอสมควรเลยทีเดียว เอาแค่ช่วงแรก ขับหนีแปปเดียวก็สลัดหลุดได้ง่าย ๆ แล้ว ใครที่เกลียดตำรวจโหดภาคที่แล้ว มาภาคนี้รับรองว่าง่ายสมใจ แต่อาจจะหงุดหงิดเพราะมันง่ายเกินไปด้วยก็มีแน่ ๆ


เกมเพลย์ของ Need For Speed จะเป็นอะไรไปอีกได้ นอกจากการแข่งรถ และขับรถไปทั่วเมือง ในเกมนี้จะมีการแบ่งเวลาเป็นทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่ละช่วงเวลาจะมีอีเวนท์ต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน เอาที่โดดเด่นและเด่นชัดมากคือช่วงเวลากลางคืนนั้น จะมีตำรวจออกมาเพ่นพ่านคอยไล่ล่าผู้เล่นมากกว่าปกติ ส่วนเวลากลางวันนั้นก็มีบ้าง และบรรยากาศของทั้งสองช่วงเวลาจะแตกต่างกันด้วย สำหรับการแข่งขันในภาคนี้ จะมีการวางเงินเดิมพัน และหากแพ้ก็อาจจะเสียเงินเดิมพันไปด้วย แต่เกมก็ไม่ได้ใจร้ายกับเราขนาดนั้น เพราะรายการไหนที่ใช้เงินเดิมพันสูง จะมีการเตือนก่อน และถ้าเงินเราไม่พอจะวางเดิมพันก็ลงแข่งไม่ได้ด้วย อย่าหวังจะกินเงินก้อนใหญ่ฟรี ๆ


ในระหว่างการแข่งเอง เราก็สามารถสะสมไนตรัสเอาไว้เร่งความเร็วได้จากหลากหลายวิธี แน่นอนว่ายังคงเป็นวิธีเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถสวนเลน การดราฟท์หรือการจ่อท้ายรถคันอื่นไปเรื่อย ๆ หรือแม้กระทั่งการดริฟท์ต่าง ๆ และการเล่นท่ายากระหว่างการแข่งขันจะเป็นตัวช่วยเติมไนตรัสของเราทั้งสิ้น โหมดการแข่งขันต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม บางโหมดก็อาจจะต้องพึ่งสไตล์รถที่ต่างกัน เน้นดริฟท์ เน้นทางตรง เน้นการเข้าโค้ง ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนก็อาจจะต้องเลือกรถแต่ละคันมาใช้งานเอาเองว่าคันไหนที่เหมาะกับการแข่งแต่ละรอบ


หากแข่งในเวลากลางวัน จบแล้วอาจจะไม่มีอะไรมาก แต่หากแข่งจบในเวลากลางคืน เราอาจจะต้องซิ่งกันต่อก๊อกที่ 2 เพราะตำรวจจะเริ่มไล่ล่าเราต่อทันทีหลังการแข่งขันจบลง แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน ตำรวจภาคนี้มันดูไม่ค่อยจะโหดสักเท่าไร เว้นแต่คุณปรับความยาก ใครที่อยากโหด อยากมัน ก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อย และเช่นเดิมกับภาค Heat เมื่อผ่านพ้นเวลากลางคืน และกลับไปที่โรงรถได้ เกมก็จะสรุปกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราทำในคืนนั้น คำนวณเงินและค่าประสบการณ์ให้ ซึ่งนำไปสู่ระบบต่อไปที่สำคัญสำหรับแฟนเกมนี้ คือเรื่องของการแต่งรถ


บอกเลยว่าใครที่เป็นเนิร์ดเกี่ยวกับรถยนต์ ชื่นชอบการแต่งรถ ภาคนี้ก็จะยังสนุกกับระบบนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะการแต่งรถภาคนี้ยังคงจัดหนัก จัดเต็ม และละเอียดมาก แต่งได้แทบจะทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ฝากระโปรงหน้าหลัง สปอยเลอร์ หน้าต่าง กระจก ประตู ได้หมด และภาคนี้เป็นภาคแรกที่สามารถถอดกระจังหน้าได้ด้วย ใครอยากแต่งรถสายแปลก ๆ ให้มันออกมาหน้าตาประหลาด ๆ ก็ทำได้ หรืออยากแต่งรถโคตรหรู แต่เสียงแตรเป็นรถไอศกรีมกรุ๊งกริ๊งก็ทำได้เช่นกัน

และภาคนี้ยังมาพร้อมระบบสำหรับคนขี้เกียจแต่งจริง ๆ ด้วยการมาถึงของ Bodykit สำเร็จรูป ระบบนี้จะคล้าย ๆ กับ Blueprint หรือพิมพ์เขียวของรถคันนั้น เพียงจ่ายเงินซื้อมา และกดติดตั้ง รถของเราก็จะถูกปรับแต่งให้เป็นแบบที่เลือกไว้ ขจัดปัญหาขี้เกียจแต่งได้เป็นอย่างดี ส่วนการจูนรถ ปรับรถ ก็ไปทำกันต่อด้วยตัวเองได้เช่นกัน งานนี้เอาใจครบทั้งคนที่อยากแต่งเองอย่างเต็มที่ หรือขี้เกียจแต่ง อยากเล่นเฉย ๆ


สำหรับข้อเสียของภาคน้ก็ต้องบอกว่ามีบ้าง แต่ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก เอาที่เด่นชัดที่สุดเลยคือ ความมืดของสนามแข่งในช่วงตอนกลางคืน หากเราไม่ปรับความาสว่างของหน้าจอ มันก็จะมืดมาก มืดจนแทบมองไม่เห็นทางด้านหน้า และหากเป็นการแข่ง Night Racing รับรองว่ามีแหกโค้ง ชนกันยับบ้างแน่นอน จนกว่าเราจะชินสนามไปเอง เราอาจจะปรับตั้งค่าตัวเกมเองได้ แต่ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่ามันก็ยังมืดเกินไปอยู่ดี ใครจะเล่นช่วงกลางคืนอาจจะต้องปรับแสงสว่างเพิ่่มขึ้นสักเล็กน้อย

Need For Speed Unbound เป็นการกลับมาในรอบ 3 ปีของซีรีส์ Need For Speed ที่ต้องบอกว่าน่าประทับใจ และเหมือนว่าทีมสร้างหาจุดลงตัวระหว่างคนเล่นเก่าและคนเล่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทีนี้ก็ต้องวัดกันต่อในระยะยาวว่า คอนเทนต์ที่จะมาถึงในอนาคตนั้น จะมัดใจแฟนเกมนี้ไว้ได้นานแค่ไหน


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
ข่าวลือ !! Marvel’s Wolverine อาจจะเป็นเกมกึ่งโลกเปิด และจะวางจำหน่ายในปี 2024
BASUP!
Apple Arcade ประกาศเตรียมเพิ่มเกมใหม่กว่า 4 เกม Castle Crumble, Riptide: GP Renegade+, Farmside และ Lifeline+
BASUP!
Remedy กล่าว !! Alan Wake 2 เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ และทะเยอทะยานที่สุดของค่ายเลย
BASUP!
Thief Simulator เกมที่จะคุณสวมบทเป็นหัวขโมย ย่องเบาขโมยของในบ้าน ลดราคาหนักเหลือ 49 บาท
BASUP!
มีรายงานว่า EA สั่งยกเลิกโปรเจกต์เกม Single Player ที่อยู่ในจักรวาล Titanfall และ Apex Legends
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header