GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[รีวิว] Far Cry 6 DLC - Episode 2: Control "เบื้องหลังจอมเผด็จการสุดโหด กับความอ่อนโยนสุดหยั่ง"
ลงวันที่ 11/01/2022

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่า ซีรีส์เกม Far Cry มักจะมีตัวร้ายที่โดดเด่นและน่าจดจำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Vass โจรสลัดสุดเถื่อนจากภาค 3 หรือจะเป็น Pagan Min จอมเผด็จการเจ้าสำอางจากภาค 4 แม้กระทั่ง Joseph Seed เจ้าลัทธิประหลาดจากภาค 5 ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ช่วยให้รสชาติของการผจญภัยในโลกของ Far Cry มีสีสันมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวร้ายเหล่านี้เป็นเป้าหมาย


และล่าสุดทาง Far Cry 6 ได้ชุบชีวิตตัวร้ายระดับตำนานขึ้นมาอีกครั้ง ด้วย DLC ส่วนเสริมของเกม ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เล่นเป็นตัวร้ายเสียเอง โดย DLC ตัวล่าสุดนั้นจะเป็นของ Pagan Min ภายใต้ชื่อ Control ที่จะพาผู้เล่นเข้าไปสำรวจภายในจิตใจของจอมเผด็จการแห่งดินแดนหลังคาโลก Kyrat กันแบบถึงเลือดถึงเนื้อ


DLC ตัวนี้จะคุ้มค่า คุ้มราคาหรือไม่ รีวิวนี้มีคำตอบ!!


เผด็จการที่รักครอบครัวอย่างสุดหัวใจ


เมื่อเริ่มเข้าไปส่วนเสริม ตัวผู้เล่นจะอยู่ในมุมมองของ Pagan พร้อมกับครอบครัวอยู่ที่กันพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารสุดหรู ทั้ง Ishwari (แม่ของ Ajay) Lakshmana (น้องสาวของ Ajay) และ Ajay (ตัวเอกหลักของภาค 4) ก่อนที่จะมีตัว Pagan อีกคนเข้ามายิง Laksmana ทิ้ง โดย Pagan อีกคนจะใช้ชื่อว่า The Tyrant หรือจอมทรราชตามที่เกมได้แปลไทยเอาไว้


เพียงแค่ฉากแรก เราก็จะพอรับรู้ได้ในทันทีว่า Pagan รัก Ishwari จริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข เขารักแม้กระทั่ง Ajay ที่เป็นลูกระหว่าง Ishwari กับผู้นำกลุ่มต่อต้าน Golden path อย่าง Mohan ถึงแม้กลุ่มต่อต้านจะสร้างเรื่องราวชวนปวดหัวให้กับเขามากมาย แต่ลูกของ Ishwari ก็เหมือนกับลูกของตัว Pagan เอง ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเปิดรับ Ajay เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวภายใต้จิตใจของตัวเองด้วย




หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ในความวุ่นวาย ตัวเราจะถูกยิงและตื่นขึ้นมาเหลือเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหาร พร้อมกันได้ยินเสียงของครอบครัวอยู่ตลอดการเล่น เป้าหมายของส่วนเสริมนี้คือ ตามหาหน้ากากทั้ง 3 ชิ้นของ Pagan เพื่อปลดล็อกประตูพระราชวังและเข้าไปช่วยครอบครัวของตัวเองให้ได้


ระหว่างทาง ผู้เล่นจะได้เจอสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ช่วยบ่งบอกตัวตนของ Pagan ได้เป็นอย่างดี ทั้งบุคลิกที่หลงตัวเอง เอาแต่ใจ ติดนิสัยสร้างภาพ และค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์จะถูกแสดงออกมาให้เห็นทั้งหมด ช่วยทำให้คนเล่นรู้จักความเป็นมนุษย์ของจอมเผด็จการคนนี้มากยิ่งขึ้น


แต่หากว่ากันตามตรง ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือน่าตื่นเต้นสักเท่าไร เพราะซีรีส์ Far Cry ไม่ใช่เกมที่เน้นเนื้อเรื่องหนักอยู่แล้ว จุดเด่นของซีรีส์ไกลตะโกนจะเน้นไปที่ระบบการเล่นและการออกแบบเกมที่ช่วยให้คนเล่นติดพันเสียมากกว่า ดังนั้นหากใครที่หวังจะมาเสพเนื้อเรื่องเข้มข้นก็อาจจะต้องผิดหวังกันไประดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า คนที่เป็นแฟนเกมซีรีส์นี้ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่องอยู่แล้วล่ะครับ


เกิด ตาย วนเวียน และแข็งแกร่งขึ้น


ตัวเกมจะนำเสนอระบบเหมือนกับ DLC ตัวแรกของ Vass นั่นคือเป็นเกมเดินยิงแบบ Roguelike ที่ความตายจะทำให้ความคืบหน้าทุกอย่างหายไป ต้องกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรก แต่ถึงกระนั้น ความคืบหน้าบางอย่างจะยังคงหลงเหลืออยู่ เพื่อให้ตัวเกมเข้าถึงได้ง่าย และไม่ยากจนชวนหัวร้อนมากเกินไป




ภายในตัวเกมจะมีค่าเงินอยู่เพียงอย่างเดียวที่เรียกว่า “ค่าความเคารพ” ซึ่งค่าเงินนี้จะใช้ทั้ง ปลดล็อกสกิล อัปเกรดของตกแต่งอาวุธ ไปจนถึงปลดล็อกช่องใส่พลังใหม่ ๆ อีกด้วย


หากผู้เล่นเกิดตายขึ้นมาระหว่างการท่องโลกกว้าง หรือระหว่างการทำภารกิจ ความคืบหน้าต่าง ๆ รวมไปถึงค่าความเคารพที่สะสมมาจะสลายหายไปราวกับฝุ่นผงในอากาศ ทำให้ผู้เล่นได้ตระหนักถึงความจริงจังของเกมที่มอบให้ และความซีเรียสที่มากกว่าตัวเกมในภาคหลักเสียอีก


ด้วยเดิมพันที่สูง จึงทำให้ตัวเกมมีความตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าตัวเกมกลับทำระบบความยากออกมาเพียงสองแบบเท่านั้น นั้นคือโหมดเนื้อเรื่อง (ง่าย) และโหมดแอ็กชัน (ยาก) ซึ่งทางตัวผู้เขียนได้ลองเล่นในโหมดเนื้อเรื่องก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพบว่าตัวเกมนั้นง่ายจนน่าเหลือเชื่อ


ผู้เล่นสามารถยืนรับกระสุนท่ามกลางศัตรูนับสิบได้สบาย โดยที่พลังชีวิตยังเหลือเกินครึ่งเสียด้วยซ้ำ นี่จึงทำให้ความเป็น Roguelike ของตัวเกมกลายเป็นระบบที่ไม่ถูกใช้งานเลย หากคุณเล่นในโหมดนี้


เพราะฉะนั้น หากใครที่ต้องการสัมผัสกับประสบการณ์ของ DLC กันแบบเต็ม ๆ แนะนำให้กดโหมดแอ็กชันมากกว่าครับ

เพราะนอกจากจะได้รับรู้ถึงความรากเลือดที่ตัวเกมนำเสนอคู่กับระบบ Roguelike แล้ว คุณยังจะได้ดึงฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาใช้เต็มที่อีกด้วย ทุกการปะทะ ทุกภารกิจจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สมองต้องคิดตลอดเวลา ควรจะยิงตัวไหนก่อน ควรจะถอยไปเติมพลังไหม ถ้าฝืนสู้ไป ตายแล้วค่าความเคารพหายหมดจะคุ้มไหม ทำให้ตัวเกมแทบจะกลายเป็นคนละเกมเลยทีเดียว


นอกจากโหมดสองแบบแล้ว ตัวเกมยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ระดับจิตใจ” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย โดยการเล่นในแต่ละรอบที่สำเร็จ จะทำให้ผู้เล่นสามารถปลดล็อกระดับจิตใจขั้นต่อไปได้ มีไล่ไปตั้งแต่ระดับ 1-5  และระดับจิตใจที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ศัตรูแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ให้ค่าความเคารพเพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วยให้ผู้เล่นสามารถฟาร์มแต้มไปอัปเกรดตัวละครได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 


ระบบอัปเกรดที่ล้นเหลือ


ด้านระบบอัปเกรดตัวละครก็ยังคงพื้นฐานของความเป็น Far Cry เอาไว้ได้ดี ผู้เล่นจะต้องใช้ค่าความเคารพในการอัปเกรดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสกิลที่แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่:


อัตตา เพิ่มพลังชีวิต ทำให้สามารถรับดาเมจได้เพิ่มขึ้น

โลภะ เก็บค่าความเคารพบางส่วนเอาไว้หลังตัวละครเสียชีวิต

โทสะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธสังหาร

เกียจคร้าน การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูป ตะขอเกี่ยว ชุดร่อนเวหา

ริษยา เก็บอาวุธได้เพิ่มมากขึ้น




แม้ระบบสายสกิลอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่ากับตัวเกมหลัก แต่ก็นับว่าเพียงพอต่อการเล่นในส่วนเสริมนี้อย่างเหลือล้นแล้ว เบื้องต้น ทางผู้เขียนได้อัปเกรดสกิลไปประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็สามารถจบเกมได้แบบสบาย ๆ ในระดับจิตใจขั้นที่ 1 


นอกจากระบบสกิลแล้ว ตัวเกมยังนำเสนอระบบ “พลัง” ที่จะมาในรูปแบบของหัวใจดรอปเอาไว้อยู่บนพื้น โดยพลังเหล่านี้จะถูกสุ่มออกมา ไม่มีอะไรที่แน่นอน ทำให้ในแต่ละชีวิตของผู้เล่นจะมีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันไปทุกครั้ง ช่วยลดความน่าเบื่อของการทำอะไรซ้ำ ๆ สไตล์ Roguelike ได้เป็นอย่างดี


และระบบสุดท้ายก็คือระบบอัปเกรดตัวปืน ซึ่งแอบค่อนข้างมักง่ายอยู่เหมือนกัน ผู้เล่นจะไม่สามารถตกแต่งความสามารถของปืนเองได้ ทำได้เพียงแค่กดอัปเกรดเท่านั้น ส่งผลให้การอัปเกรดปืนขาดความยืดหยุ่นไปอย่างเห็นได้ชัด


ถึงตัวเกมจะนำเสนอระบบพัฒนาตัวละครมาถึงสามรูปแบบ แต่สิ่งที่ได้ใช้มากที่สุดกลับเป็นระบบสกิลอย่างเดียวเพียงเท่านั้น ระบบพลังที่ควรจะช่วยให้ตัวเกมมีสันสันขึ้น กลับแสดงผลน้อยเกินจนน่าใจหาย หากไม่นับพลังชุบชีวิตได้หนึ่งครั้ง ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะไม่เห็นผลต่างในการเลือกใช้พลังสักเท่าไรเลย


ด้านระบบอัปเกรดปืนก็ยังคงขาดความหลากหลาย การอัปเกรดจะไม่ได้ช่วยเพิ่มดาเมจ แต่เป็นเพียงการเพิ่มลำกล้อง และที่เก็บเสียง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่ามันใช้งานได้ดีสำหรับคนที่ต้องเล่นแบบลอบเร้น แต่เชื่อเถอะครับว่า บุกเข้าไปยิงซึ่ง ๆ หน้า มียังมีโอกาสจบภารกิจไวกว่านั่งย่องไล่เชือดทีละคนเสียอีก


งานภาพสวยงาม สมกับเป็น Far Cry


ชื่อของ Far Cry มักจะมาพร้อมกับภาพกราฟิกที่สวยล้ำยุค แต่ไม่ได้กินแรงเครื่องอยู่เสมอ 

ต้องยอมซูฮกกับทีมผู้พัฒนาจริง ๆ ว่า พวกเขายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม 




ทางผู้เขียนได้ใช้ Laptop ระดับกลาง ๆ (CPU Intel i7-9750H และ GPU Nvdia RTX 2060) ในการเล่น DLC ตัวนี้ ซึ่งการตั้งค่าที่ตัวเครื่องเลือกมาให้นั้นอยู่ในระดับ High ด้านเฟรมเรตก็ทำได้ก็อยู่ในระดับ 60 แทบจะตลอดทั้งเกม มีเพียงฉากต่อสู้ที่ชุลมุนหนัก ๆ เท่านั้น อาจจะมีจังหวะร่วงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสในการเล่นแต่อย่างใด


อีกทั้งตลอดการเล่นทั้งสองรอบ ตัวผู้เขียนไม่ได้มีการพบเจอบั๊กแม้แต่ครั้งเดียว เรียกได้ว่าทางทีมผู้พัฒนาเก็บงานมาค่อนข้างเนี้ยบเลย


ควรค่าแก่การเล่นไหม?


แม้เนื้อเรื่องของ DLC Control นี้จะไม่ได้เป็นจุดเด่น แต่ด้วยตัวละครหลักอย่าง Pagan Min ที่มีเอกลักษณ์อันล้นเหลือ จึงทำให้เรารู้สึกสนใจติดตามความเป็นไปของเขาในโลกของเกมต่อได้อย่างไม่ยากเลย


ด้วยจังหวะหยอกเย้ากับตัวเอง การพูดที่แฝงไปด้วยมุกตลกร้าย รวมไปถึงเรื่องราวเบื้องหลังอันดำมืดที่แสดงให้เห็นว่า จอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ก็มีด้านที่เป็นมนุษย์และอ่อนโยนกับเขาอยู่เหมือนกัน


นอกจากนี้หากใครได้ไปลองสำรวจพื้นที่อื่น ๆ นอกจากภารกิจหลัก คุณยังจะได้รับรู้เนื้อเรื่องบางส่วนที่ขาดหายไปใน Far Cry 4 เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำเอาอยากกลับไปเล่นภาค 4 อีกรอบเลยทีเดียวแหละครับ


และสำหรับใครที่ไม่ได้สนใจอยากจะเติมเต็มจักรวาลของซีรีส์นี้สักเท่าไร แต่อยากเพียงจะเข้าไปยิงแหลก ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ตัว DLC นี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้เช่นกัน ด้วยจำนวนศัตรูที่มากันแบบมืดฟ้ามัวดินในแต่ละภารกิจ รับรองได้เลยว่า คุณจะยิงกันจนเอียนกันไปข้างเลย


จุดให้ติ ก็คงหนีไม่พ้นการออกแบบระบบเกมที่ยกมาจาก DLC Insanity ตัวก่อนหน้าแทบทั้งดุ้น ทั้งระบบอัปเกรด ภารกิจหลักทั้งสามแห่ง ไปจนถึงฉากจบที่ต้องสู้กับศัตรูเป็นรอบ ๆ และฉากจบดันมีแบบเดียวซะอย่างนั้น ทั้งที่ตัวเกมมีทางเลือกในตอนท้ายสองแบบ ทำให้แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าผู้พัฒนาแกจะใส่มาทำไม




Far Cry ยังคงทดลองสิ่งใหม่ ๆ กับตัวเองอยู่เสมอ และในครั้งนี้ทีมพัฒนาได้ก้าวเท้าเหยียบเข้าไปในโลกของ Roguelike นำระบบสุดคลาสสิกที่ชวนให้หัวร้อน ผสมผสานกับระบบอัปเกรดถาวรที่ช่วยให้เกมไม่ยากจนเกินไป พ่วงมาด้วยการปรับความยากสองระดับให้ผู้เล่นได้เลือกสรรตามใจชอบ ทำให้ตัว DLC นี้ สามารถเข้าถึงได้ทั้งกลุ่มผู้เล่น Hardcore และกลุ่มผู้เล่น Casual 


เชื่อว่าคนที่คิดจะลอง DLC นี้ คุณจะต้องเป็นคนที่เคยสัมผัสกับ Far Cry มาก่อนอย่างแน่นอน (อย่างน้อยก็ต้องเล่นภาค 6 มาก่อน) ซึ่งตัว DLC ยังคงเอกลักษณ์ ระบบการต่อสู้ของ Far Cry เอาไว้ครบถ้วน ด้วยราคาแค่ประมาณ 500 บาท (14.99 $) กับการเล่นซ้ำที่อย่างน้อยน่าจะจัดไป 3-4 รอบแน่ ๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้ทาง รอบแรกน่าจะจบเกมประมาณ 2:30 ชั่วโมง ถ้ารู้ทางแล้วน่าจะจบภายใน 1 ชั่วโมงได้) แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วล่ะครับ


7
ข้อดี

ระบบต่อสู้ ยังนำเสนอจุดเด่นหลักของตัวเกมได้ดี

ความยากทำมารองรับผู้เล่นทุกกลุ่ม

เนื้อเรื่องช่วยเติมเต็มจักรวาล Far Cry 4 พร้อมฉากหลังที่ชวนให้คิดถึง

ภาพสวยแต่ไม่กินแรงเครื่อง

ข้อเสีย

ยกระบบเดิมมาจาก DLC ตัวก่อน ทำให้อาจรู้สึกซ้ำซากไปบ้าง

นำเสนอความเป็น Roguelike ออกมาได้ไม่ดีพอ

8
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
20 เกมน่าสนใจที่จะวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสน์แรก (มกราคม - มีนาคม) ของปี 2022
รวยโว้ย จะบอก! Microsoft ประกาศซื้อ Activision Blizzard ขึ้นแท่นเป็นบริษัทเกมอันดับ 3 ของโลก
12ooki3
Shadow Warrior 3 ควงปืน แกว่งดาบ เชือดปิศาจให้สิ้น หลุดวันวางจำหน่ายพร้อมกับรางวัลพรีออเดอร์
12ooki3
ผู้กำกับ God of War ลั่น ทุกเกมสามารถพอร์ตให้ดีได้ หากมีเวลาและคนมากเพียงพอ
12ooki3
Hogwarts Legacy อาจจะไม่ถูกเลื่อนไปปี 2023 ตามที่เป็นข่าวลือ
BASUP!
ขยันเกิ๊น! ผู้พัฒนา Stardew Valley แอบซุ่มทำเกมใหม่ร่วมกับทีมงาน พร้อมบอกใบ้ว่าไม่ใช่เกมอินดี้อีกแล้ว
12ooki3
Editors' Choice
Black Desert เซิร์ฟเวอร์ไทย ฉลองครบรอบ 4 ปี ด้วยกิจกรรมและรางวัลสุดพิเศษมากมาย
BASUP!
Yu-Gi-Oh! MASTER DUEL เผยระบบสร้างเด็ค ยืนยันมีการ์ดเกิน 10,000 ใบ!
12ooki3
น้ำขึ้นให้รีบตัก ผู้พัฒนา Project Zomboid เผยแผนอัปเดตยาว หลังจากที่คนกลับมาเล่นจำนวนมาก
12ooki3
ผู้กำกับ Days Gone บ่นอุบ เกมขายได้เกิน 9 ล้านชุด แต่อดทำภาคต่อ
12ooki3
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[รีวิว] Far Cry 6 DLC - Episode 2: Control "เบื้องหลังจอมเผด็จการสุดโหด กับความอ่อนโยนสุดหยั่ง"
11/01/2022

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่า ซีรีส์เกม Far Cry มักจะมีตัวร้ายที่โดดเด่นและน่าจดจำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Vass โจรสลัดสุดเถื่อนจากภาค 3 หรือจะเป็น Pagan Min จอมเผด็จการเจ้าสำอางจากภาค 4 แม้กระทั่ง Joseph Seed เจ้าลัทธิประหลาดจากภาค 5 ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ช่วยให้รสชาติของการผจญภัยในโลกของ Far Cry มีสีสันมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวร้ายเหล่านี้เป็นเป้าหมาย


และล่าสุดทาง Far Cry 6 ได้ชุบชีวิตตัวร้ายระดับตำนานขึ้นมาอีกครั้ง ด้วย DLC ส่วนเสริมของเกม ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เล่นเป็นตัวร้ายเสียเอง โดย DLC ตัวล่าสุดนั้นจะเป็นของ Pagan Min ภายใต้ชื่อ Control ที่จะพาผู้เล่นเข้าไปสำรวจภายในจิตใจของจอมเผด็จการแห่งดินแดนหลังคาโลก Kyrat กันแบบถึงเลือดถึงเนื้อ


DLC ตัวนี้จะคุ้มค่า คุ้มราคาหรือไม่ รีวิวนี้มีคำตอบ!!


เผด็จการที่รักครอบครัวอย่างสุดหัวใจ


เมื่อเริ่มเข้าไปส่วนเสริม ตัวผู้เล่นจะอยู่ในมุมมองของ Pagan พร้อมกับครอบครัวอยู่ที่กันพร้อมหน้าบนโต๊ะอาหารสุดหรู ทั้ง Ishwari (แม่ของ Ajay) Lakshmana (น้องสาวของ Ajay) และ Ajay (ตัวเอกหลักของภาค 4) ก่อนที่จะมีตัว Pagan อีกคนเข้ามายิง Laksmana ทิ้ง โดย Pagan อีกคนจะใช้ชื่อว่า The Tyrant หรือจอมทรราชตามที่เกมได้แปลไทยเอาไว้


เพียงแค่ฉากแรก เราก็จะพอรับรู้ได้ในทันทีว่า Pagan รัก Ishwari จริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข เขารักแม้กระทั่ง Ajay ที่เป็นลูกระหว่าง Ishwari กับผู้นำกลุ่มต่อต้าน Golden path อย่าง Mohan ถึงแม้กลุ่มต่อต้านจะสร้างเรื่องราวชวนปวดหัวให้กับเขามากมาย แต่ลูกของ Ishwari ก็เหมือนกับลูกของตัว Pagan เอง ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเปิดรับ Ajay เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวภายใต้จิตใจของตัวเองด้วย




หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ในความวุ่นวาย ตัวเราจะถูกยิงและตื่นขึ้นมาเหลือเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหาร พร้อมกันได้ยินเสียงของครอบครัวอยู่ตลอดการเล่น เป้าหมายของส่วนเสริมนี้คือ ตามหาหน้ากากทั้ง 3 ชิ้นของ Pagan เพื่อปลดล็อกประตูพระราชวังและเข้าไปช่วยครอบครัวของตัวเองให้ได้


ระหว่างทาง ผู้เล่นจะได้เจอสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ช่วยบ่งบอกตัวตนของ Pagan ได้เป็นอย่างดี ทั้งบุคลิกที่หลงตัวเอง เอาแต่ใจ ติดนิสัยสร้างภาพ และค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์จะถูกแสดงออกมาให้เห็นทั้งหมด ช่วยทำให้คนเล่นรู้จักความเป็นมนุษย์ของจอมเผด็จการคนนี้มากยิ่งขึ้น


แต่หากว่ากันตามตรง ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือน่าตื่นเต้นสักเท่าไร เพราะซีรีส์ Far Cry ไม่ใช่เกมที่เน้นเนื้อเรื่องหนักอยู่แล้ว จุดเด่นของซีรีส์ไกลตะโกนจะเน้นไปที่ระบบการเล่นและการออกแบบเกมที่ช่วยให้คนเล่นติดพันเสียมากกว่า ดังนั้นหากใครที่หวังจะมาเสพเนื้อเรื่องเข้มข้นก็อาจจะต้องผิดหวังกันไประดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า คนที่เป็นแฟนเกมซีรีส์นี้ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่องอยู่แล้วล่ะครับ


เกิด ตาย วนเวียน และแข็งแกร่งขึ้น


ตัวเกมจะนำเสนอระบบเหมือนกับ DLC ตัวแรกของ Vass นั่นคือเป็นเกมเดินยิงแบบ Roguelike ที่ความตายจะทำให้ความคืบหน้าทุกอย่างหายไป ต้องกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรก แต่ถึงกระนั้น ความคืบหน้าบางอย่างจะยังคงหลงเหลืออยู่ เพื่อให้ตัวเกมเข้าถึงได้ง่าย และไม่ยากจนชวนหัวร้อนมากเกินไป




ภายในตัวเกมจะมีค่าเงินอยู่เพียงอย่างเดียวที่เรียกว่า “ค่าความเคารพ” ซึ่งค่าเงินนี้จะใช้ทั้ง ปลดล็อกสกิล อัปเกรดของตกแต่งอาวุธ ไปจนถึงปลดล็อกช่องใส่พลังใหม่ ๆ อีกด้วย


หากผู้เล่นเกิดตายขึ้นมาระหว่างการท่องโลกกว้าง หรือระหว่างการทำภารกิจ ความคืบหน้าต่าง ๆ รวมไปถึงค่าความเคารพที่สะสมมาจะสลายหายไปราวกับฝุ่นผงในอากาศ ทำให้ผู้เล่นได้ตระหนักถึงความจริงจังของเกมที่มอบให้ และความซีเรียสที่มากกว่าตัวเกมในภาคหลักเสียอีก


ด้วยเดิมพันที่สูง จึงทำให้ตัวเกมมีความตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าตัวเกมกลับทำระบบความยากออกมาเพียงสองแบบเท่านั้น นั้นคือโหมดเนื้อเรื่อง (ง่าย) และโหมดแอ็กชัน (ยาก) ซึ่งทางตัวผู้เขียนได้ลองเล่นในโหมดเนื้อเรื่องก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพบว่าตัวเกมนั้นง่ายจนน่าเหลือเชื่อ


ผู้เล่นสามารถยืนรับกระสุนท่ามกลางศัตรูนับสิบได้สบาย โดยที่พลังชีวิตยังเหลือเกินครึ่งเสียด้วยซ้ำ นี่จึงทำให้ความเป็น Roguelike ของตัวเกมกลายเป็นระบบที่ไม่ถูกใช้งานเลย หากคุณเล่นในโหมดนี้


เพราะฉะนั้น หากใครที่ต้องการสัมผัสกับประสบการณ์ของ DLC กันแบบเต็ม ๆ แนะนำให้กดโหมดแอ็กชันมากกว่าครับ

เพราะนอกจากจะได้รับรู้ถึงความรากเลือดที่ตัวเกมนำเสนอคู่กับระบบ Roguelike แล้ว คุณยังจะได้ดึงฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาใช้เต็มที่อีกด้วย ทุกการปะทะ ทุกภารกิจจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สมองต้องคิดตลอดเวลา ควรจะยิงตัวไหนก่อน ควรจะถอยไปเติมพลังไหม ถ้าฝืนสู้ไป ตายแล้วค่าความเคารพหายหมดจะคุ้มไหม ทำให้ตัวเกมแทบจะกลายเป็นคนละเกมเลยทีเดียว


นอกจากโหมดสองแบบแล้ว ตัวเกมยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ระดับจิตใจ” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย โดยการเล่นในแต่ละรอบที่สำเร็จ จะทำให้ผู้เล่นสามารถปลดล็อกระดับจิตใจขั้นต่อไปได้ มีไล่ไปตั้งแต่ระดับ 1-5  และระดับจิตใจที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ศัตรูแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ให้ค่าความเคารพเพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วยให้ผู้เล่นสามารถฟาร์มแต้มไปอัปเกรดตัวละครได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 


ระบบอัปเกรดที่ล้นเหลือ


ด้านระบบอัปเกรดตัวละครก็ยังคงพื้นฐานของความเป็น Far Cry เอาไว้ได้ดี ผู้เล่นจะต้องใช้ค่าความเคารพในการอัปเกรดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสกิลที่แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่:


อัตตา เพิ่มพลังชีวิต ทำให้สามารถรับดาเมจได้เพิ่มขึ้น

โลภะ เก็บค่าความเคารพบางส่วนเอาไว้หลังตัวละครเสียชีวิต

โทสะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อาวุธสังหาร

เกียจคร้าน การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูป ตะขอเกี่ยว ชุดร่อนเวหา

ริษยา เก็บอาวุธได้เพิ่มมากขึ้น




แม้ระบบสายสกิลอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่ากับตัวเกมหลัก แต่ก็นับว่าเพียงพอต่อการเล่นในส่วนเสริมนี้อย่างเหลือล้นแล้ว เบื้องต้น ทางผู้เขียนได้อัปเกรดสกิลไปประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็สามารถจบเกมได้แบบสบาย ๆ ในระดับจิตใจขั้นที่ 1 


นอกจากระบบสกิลแล้ว ตัวเกมยังนำเสนอระบบ “พลัง” ที่จะมาในรูปแบบของหัวใจดรอปเอาไว้อยู่บนพื้น โดยพลังเหล่านี้จะถูกสุ่มออกมา ไม่มีอะไรที่แน่นอน ทำให้ในแต่ละชีวิตของผู้เล่นจะมีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันไปทุกครั้ง ช่วยลดความน่าเบื่อของการทำอะไรซ้ำ ๆ สไตล์ Roguelike ได้เป็นอย่างดี


และระบบสุดท้ายก็คือระบบอัปเกรดตัวปืน ซึ่งแอบค่อนข้างมักง่ายอยู่เหมือนกัน ผู้เล่นจะไม่สามารถตกแต่งความสามารถของปืนเองได้ ทำได้เพียงแค่กดอัปเกรดเท่านั้น ส่งผลให้การอัปเกรดปืนขาดความยืดหยุ่นไปอย่างเห็นได้ชัด


ถึงตัวเกมจะนำเสนอระบบพัฒนาตัวละครมาถึงสามรูปแบบ แต่สิ่งที่ได้ใช้มากที่สุดกลับเป็นระบบสกิลอย่างเดียวเพียงเท่านั้น ระบบพลังที่ควรจะช่วยให้ตัวเกมมีสันสันขึ้น กลับแสดงผลน้อยเกินจนน่าใจหาย หากไม่นับพลังชุบชีวิตได้หนึ่งครั้ง ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะไม่เห็นผลต่างในการเลือกใช้พลังสักเท่าไรเลย


ด้านระบบอัปเกรดปืนก็ยังคงขาดความหลากหลาย การอัปเกรดจะไม่ได้ช่วยเพิ่มดาเมจ แต่เป็นเพียงการเพิ่มลำกล้อง และที่เก็บเสียง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่ามันใช้งานได้ดีสำหรับคนที่ต้องเล่นแบบลอบเร้น แต่เชื่อเถอะครับว่า บุกเข้าไปยิงซึ่ง ๆ หน้า มียังมีโอกาสจบภารกิจไวกว่านั่งย่องไล่เชือดทีละคนเสียอีก


งานภาพสวยงาม สมกับเป็น Far Cry


ชื่อของ Far Cry มักจะมาพร้อมกับภาพกราฟิกที่สวยล้ำยุค แต่ไม่ได้กินแรงเครื่องอยู่เสมอ 

ต้องยอมซูฮกกับทีมผู้พัฒนาจริง ๆ ว่า พวกเขายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม 




ทางผู้เขียนได้ใช้ Laptop ระดับกลาง ๆ (CPU Intel i7-9750H และ GPU Nvdia RTX 2060) ในการเล่น DLC ตัวนี้ ซึ่งการตั้งค่าที่ตัวเครื่องเลือกมาให้นั้นอยู่ในระดับ High ด้านเฟรมเรตก็ทำได้ก็อยู่ในระดับ 60 แทบจะตลอดทั้งเกม มีเพียงฉากต่อสู้ที่ชุลมุนหนัก ๆ เท่านั้น อาจจะมีจังหวะร่วงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรสในการเล่นแต่อย่างใด


อีกทั้งตลอดการเล่นทั้งสองรอบ ตัวผู้เขียนไม่ได้มีการพบเจอบั๊กแม้แต่ครั้งเดียว เรียกได้ว่าทางทีมผู้พัฒนาเก็บงานมาค่อนข้างเนี้ยบเลย


ควรค่าแก่การเล่นไหม?


แม้เนื้อเรื่องของ DLC Control นี้จะไม่ได้เป็นจุดเด่น แต่ด้วยตัวละครหลักอย่าง Pagan Min ที่มีเอกลักษณ์อันล้นเหลือ จึงทำให้เรารู้สึกสนใจติดตามความเป็นไปของเขาในโลกของเกมต่อได้อย่างไม่ยากเลย


ด้วยจังหวะหยอกเย้ากับตัวเอง การพูดที่แฝงไปด้วยมุกตลกร้าย รวมไปถึงเรื่องราวเบื้องหลังอันดำมืดที่แสดงให้เห็นว่า จอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ก็มีด้านที่เป็นมนุษย์และอ่อนโยนกับเขาอยู่เหมือนกัน


นอกจากนี้หากใครได้ไปลองสำรวจพื้นที่อื่น ๆ นอกจากภารกิจหลัก คุณยังจะได้รับรู้เนื้อเรื่องบางส่วนที่ขาดหายไปใน Far Cry 4 เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำเอาอยากกลับไปเล่นภาค 4 อีกรอบเลยทีเดียวแหละครับ


และสำหรับใครที่ไม่ได้สนใจอยากจะเติมเต็มจักรวาลของซีรีส์นี้สักเท่าไร แต่อยากเพียงจะเข้าไปยิงแหลก ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ตัว DLC นี้ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้เช่นกัน ด้วยจำนวนศัตรูที่มากันแบบมืดฟ้ามัวดินในแต่ละภารกิจ รับรองได้เลยว่า คุณจะยิงกันจนเอียนกันไปข้างเลย


จุดให้ติ ก็คงหนีไม่พ้นการออกแบบระบบเกมที่ยกมาจาก DLC Insanity ตัวก่อนหน้าแทบทั้งดุ้น ทั้งระบบอัปเกรด ภารกิจหลักทั้งสามแห่ง ไปจนถึงฉากจบที่ต้องสู้กับศัตรูเป็นรอบ ๆ และฉากจบดันมีแบบเดียวซะอย่างนั้น ทั้งที่ตัวเกมมีทางเลือกในตอนท้ายสองแบบ ทำให้แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าผู้พัฒนาแกจะใส่มาทำไม




Far Cry ยังคงทดลองสิ่งใหม่ ๆ กับตัวเองอยู่เสมอ และในครั้งนี้ทีมพัฒนาได้ก้าวเท้าเหยียบเข้าไปในโลกของ Roguelike นำระบบสุดคลาสสิกที่ชวนให้หัวร้อน ผสมผสานกับระบบอัปเกรดถาวรที่ช่วยให้เกมไม่ยากจนเกินไป พ่วงมาด้วยการปรับความยากสองระดับให้ผู้เล่นได้เลือกสรรตามใจชอบ ทำให้ตัว DLC นี้ สามารถเข้าถึงได้ทั้งกลุ่มผู้เล่น Hardcore และกลุ่มผู้เล่น Casual 


เชื่อว่าคนที่คิดจะลอง DLC นี้ คุณจะต้องเป็นคนที่เคยสัมผัสกับ Far Cry มาก่อนอย่างแน่นอน (อย่างน้อยก็ต้องเล่นภาค 6 มาก่อน) ซึ่งตัว DLC ยังคงเอกลักษณ์ ระบบการต่อสู้ของ Far Cry เอาไว้ครบถ้วน ด้วยราคาแค่ประมาณ 500 บาท (14.99 $) กับการเล่นซ้ำที่อย่างน้อยน่าจะจัดไป 3-4 รอบแน่ ๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้ทาง รอบแรกน่าจะจบเกมประมาณ 2:30 ชั่วโมง ถ้ารู้ทางแล้วน่าจะจบภายใน 1 ชั่วโมงได้) แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วล่ะครับ



บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
20 เกมน่าสนใจที่จะวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสน์แรก (มกราคม - มีนาคม) ของปี 2022
รวยโว้ย จะบอก! Microsoft ประกาศซื้อ Activision Blizzard ขึ้นแท่นเป็นบริษัทเกมอันดับ 3 ของโลก
12ooki3
Shadow Warrior 3 ควงปืน แกว่งดาบ เชือดปิศาจให้สิ้น หลุดวันวางจำหน่ายพร้อมกับรางวัลพรีออเดอร์
12ooki3
ผู้กำกับ God of War ลั่น ทุกเกมสามารถพอร์ตให้ดีได้ หากมีเวลาและคนมากเพียงพอ
12ooki3
Hogwarts Legacy อาจจะไม่ถูกเลื่อนไปปี 2023 ตามที่เป็นข่าวลือ
BASUP!
ขยันเกิ๊น! ผู้พัฒนา Stardew Valley แอบซุ่มทำเกมใหม่ร่วมกับทีมงาน พร้อมบอกใบ้ว่าไม่ใช่เกมอินดี้อีกแล้ว
12ooki3
Editors' Choice
Black Desert เซิร์ฟเวอร์ไทย ฉลองครบรอบ 4 ปี ด้วยกิจกรรมและรางวัลสุดพิเศษมากมาย
BASUP!
Yu-Gi-Oh! MASTER DUEL เผยระบบสร้างเด็ค ยืนยันมีการ์ดเกิน 10,000 ใบ!
12ooki3
น้ำขึ้นให้รีบตัก ผู้พัฒนา Project Zomboid เผยแผนอัปเดตยาว หลังจากที่คนกลับมาเล่นจำนวนมาก
12ooki3
ผู้กำกับ Days Gone บ่นอุบ เกมขายได้เกิน 9 ล้านชุด แต่อดทำภาคต่อ
12ooki3
Show header