GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
รีวิวเกม
[Review] รีวิวเกม Asterigos: Curse of the Star เกมแอคชันอินดี้ที่ฝันไกล...แต่กลับไปไม่ถึง
ลงวันที่ 16/10/2022

นับตั้งแต่ FromSoftware ทำให้เกม Dark Souls กลายเป็นเกมยากที่แสนจะท้าทายฝีมือผู้เล่นขึ้นมา เราก็ได้เห็นเกมแนวเดียวกันถูกโคลนนิ่งออกมาเต็มตลาดไปหมด มีทั้งดีบ้างและไม่ดีบ้าง ปะปนกันไป และ Asterigos ก็เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมฟอร์มใหญ่ตระกูลโซลทั้งหลาย แต่มันกลับเป็นเกมอินดี้เกรดเอที่เล่นสนุกไม่ใช่น้อยเลย และเพราะอะไรเราถึงได้แนะนำเกมนี้ มาดูกันได้ในรีวิว Asterigos: Curse of the Star


ผู้เล่นรับบทเป็น Hilda นักรบจากดินแดนสายลมเหนือหรือ Northwind Region ที่ต้องออกเดินทางตามหาพ่อที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ เริ่มต้นจากการไปพบเจอเมืองที่ถูกสาป ก่อนจะพบเหตุการณ์ผกผันต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแก๊งโจร สัตว์ประหลาดไซส์ยักษ์ ทาสเผด็จการ หรือแม้กระทั่งพวกคลั่งศาสนา เรียกได้ว่าหลายฝักฝ่าย วุ่นวายกันเต็มไปหมด โดยเส้นเรื่องที่พัวพันซับซ้อนเหล่านี้อาจจะช่วยเสริมมิติให้กับเหตุการณ์ในเกมได้ถ้าหากถูกนำเสนออย่างถูกวิธี แต่ในกรณีของ Asterigos เส้นเรื่องเหล่านี้ในหลายครั้งไม่ได้เสริมกันเท่าที่ควร ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าถูกโยนไปทางโน้นที ทางนี้ทีตลอดเวลา หนักเข้าหน่อยก็แทบจะลืมเนื้อเรื่องหลักกันไปเลย


แต่ด้วยความทะเยอทะยานอยากจะเล่นใหญ่ของเกมนี้ บางครั้งก็เหมือนทำให้ลืมไปว่า ผลงานของพวกเขาเป็นเพียงเกมอินดี้เกรด A อย่างแรกคือเนื้อเรื่องแม้จะทะเยอทะยานเล่นใหญ่ แต่เหมือนงบนักพากย์หมด ทำให้บางฉากก็เป็นการพากย์เสียงแบบเต็มรูปแบบ บางบทสนทนาที่ยิบย่อยหน่อยก็ตัดทิ้งให้เหลือแต่เพียงการอ่านตัวหนังสือเท่านั้น ดังนั้นใครอยากจะอินกับเนื้อเรื่องเกมนี้ ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามนิดนึง หรือจะช่างมันไปเลยก็ได้ เพราะท้ายที่สุด โฟกัสหลัก ๆ ของเกมนี้คือการออกผจญภัยไปตามหาผู้เป็นพ่อ และปลดแอกชาวเมืองจากคำสาปลึกลับนั่นเอง

บทสนทนาอันยืดยาวเรื่อยเปื่อยแต่กลับแบนราบอย่างน่าเสียดาย


Asterigos: Curse of the Star เป็นอีกเกมที่ใครไม่อดทนพอจะนั่งอ่านบทสนทนาอันยืดยาว รับรองว่าคุณจะได้กดข้ามกันจนเบื่อไปข้าง แม้จะไม่รู้ว่าบทสนทนาของเกมนี้มีมากน้อยแค่ไหน แต่นับตั้งแต่ที่เราเข้าสู่เนื้อหาหลักของเกม ผู้เล่นจะเจอบทสนทนาอันยืดยาว ที่แม้กระทั่งกดข้ามยังรู้สึกว่าเยอะ แถมเมื่อการสนทนาหลักจบลง เราสามารถที่จะคุยกับ NPC ตัวนั้นซ้ำ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายหลายหัวข้อ แต่ท้ายที่สุดมันก็จะจบลงที่ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากไปกว่าเป้าหมายหลักที่เราต้องไปทำ

NPC แต่ละตัวจะมาพร้อมบทสนทนาอันยืดยาว แถมยังมีหัวข้อยิบย่อยอีกเพียบ บางตัวอาจสำคัญ บางตัวเหมือนบ่นระบายให้เราฟัง และเหมือนเช่นเคยกับการที่ทุกเกมจะพยายามโปรโมทว่า การเลือกของเราจะส่งผลกระทบต่อโลกของเกม แต่มันก็จบลงด้วยที่ความต่างเพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็แทบไม่มีผลอะไรเลย


สิ่งนี้แทบจะทำลายความน่าสนใจของเกมทั้งหมด สำหรับเรื่องของกราฟิกในเกมที่ใช้ Unreal Engine พัฒนา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคำโฆษณาที่ยั่วยวนใจแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี หรือบางทีมองผ่าน ๆ เราอาจจะคิดว่านี่คือ Immortal Fenyx Rising เกมจากค่าย Ubisoft ที่กลายเป็นเกมดังม้ามืดเมื่อหลายปีก่อน เกมนี้จะให้อารมณ์และความรู้สึกที่คล้ายกัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะเกมนี้เป็นเกมอินดี้ที่มีงบจำกัดในการพัฒนา แต่สามารถรังสรรค์โลกภายในเกมออกได้อย่างสวยงามมากขนาดนี้ถือว่าน่าชื่นชมไม่น้อยแล้ว


มีหลากหลายครั้งที่เกมพยายามจะใส่ลูกผสมระหว่างการเป็นเกมเล่าเรื่องแบบเส้นตรง คือมีทางไปทางเดียว ไม่มีทางอื่น แต่บางช่วงก็เหมือนอยากจะใส่ความหลากหลาย ความคุ้มค่าของเกมเข้ามา เช่นอยู๋ดี ๆ ก็โยนภารกิจเสริมมาให้ ให้เราไปออกสำรวจซะงั้น แล้วพอเราไปสำรวจก็เจอสิ่งแปลก ๆ เพิ่มเข้ามาอีก แต่ประเด็นคือแทนที่จะทำให้เกมหลากหลาย แต่มันกลับสะท้อนให้เห็นว่าเกมขาดการจัดระเบียบ นึกจะใส่อะไรก็ใส่มา สำหรับคนที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หรือชอบเกมที่มีโครงสร้างชัดเจน คุณอาจจะไม่ชอบเกมนี้เอามาก ๆ 


ปัญหาคือนอกจากจะเล่าเรื่อง และวางองค์ประกอบของเกมไม่ค่อยจะดีแล้ว เกมยังแอบยาวมากเสียด้วย หากคุณจะเล่นแบบตรงเน้นไปที่เนื้อเรื่องอย่างเดียวก็อาจจะใช้เวลา บวกลบแล้วอยู่ที่ 18-20 ชั่วโมงแน่นอน หากเป็นเกมที่มีการนำเสนอดี คุณภาพดี จำนวนชั่วโมงนี้อาจจะพอคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แต่สำหรับ Asterigos นั้น เพราะการลำดับการเล่าเรื่อง การวางโครงสร้างเกมที่มั่วไปหมด เลยรู้สึกว่า น้ำมันเยอะไป ถ้าจะเอาเนื้อ ๆ จริง ๆ อาจจะคุมให้จบได้ตั้งแต่ 10 ชั่วโมงแรกแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นใครที่คิดจะลองเกมนี้ แนะนำว่ารอลดราคาดีกว่า แม้คุณภาพมันจะไม่ได้แย่ แต่คุณอาจจะรู้สึกเบื่อจนเล่นไม่จบแทน

เกมเพลย์ที่ได้แรงบันดาลใจ "อย่างมาก" จากซีรีส์ Souls


สำหรับใครที่เคยสัมผัสเดโมหรือเคยเล่นเกมนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกมนี้ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลมาจากเกมประเภท Souls ของ FromSoftware เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่มีมินิแมพ ไม่มีแผนที่ในเกม แม้กระทั่งจุดสัญลักษณ์ของการทำภารกิจก็ไม่มี ข้อดีของมันคือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าสามารถมีอารมณ์ร่วมกับตัวเกมในด้านของการออกสำรวจได้ดีมาก ซึ่งก็เป็นบรรยากาศที่เกมโซลเกือบทุกเกมชอบนำเสนอ 

แต่อย่างที่บอกว่า การออกแบบโลกของเกมนี้มันยังไม่คมคายเท่า รายละเอียดในโลกไม่เป็นที่จดจำเท่าที่ควร ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือผู้เล่นจะหลงทางได้ง่ายมาก ซอกเล็กซอกน้อยของเกมนี้ก็มีให้สำรวจกันตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม สำหรับคนที่ชอบเก็บอะไรให้ครบ ๆ แต่อยู๋ดี ๆ อาจวิ่งไปเจอพื้นที่ใหม่โดยยังไม่ทันตั้งตัวก็มี ซึ่งบางที่ก็อาจไม่อนุญาตให้ย้อนกลับได้แล้วด้วย และเกมนี้ไม่ได้มีคุณภาพพอจะให้เล่นซ้ำ ใครที่ชอบเก็บอะไรครบ ๆ ก็อาจจะเซ็งพอสมควร


ในแง่ของระบบการต่อสู้ เกมนี้ก็ยังได้แรงบันดาลใจของ Soulslike มาแบบเต็ม ๆ แต่เอามาดาวน์เกรดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็นเหมือนกับเกมวอร์มเครื่องก่อน หากใครอยากลองไปเล่นเกมจำพวก Souls แต่ยังใจไม่ถึงพอ แม้ว่ามันจะง่ายกว่ามาก แต่ถ้าเล่นแบบไม่ระวังก็อาจถึงตายได้อยู่ดี การโจมตีของเธอนั้น ไม่สูญเสียค่า Stamina แต่การวิ่ง การกลิ้งหลบหลีกนั้นจะใช้ตามปกติ วิธีการเอาชนะศัตรูทั่วไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ถ้าเป็นบอสก็คือการจับจังหวะ การเรียนรู้ว่าศัตรูมีสกิลและท่าไม้ตายอะไรบ้าง แม้บางตัวจะโจมตีได้อย่างรุนแรงจนผู้เล่นต้องผวา แต่ก็โชคดีที่ไม่ยากเกินไป ไม่มีตัวไหนที่จะหวดผู้เล่นทีเดียวตายได้สักเท่าไร แถมไอเทมอย่างน้ำยาเติมพลังก็มีดรอปให้เก็บกันอย่างมากมาย


ส่วนของอาวุธและสกิล ก็ไม่ต้องลำบากไปวิ่งหาแต่อย่างใด เกมจะมอบอาวุธหลากหลายรูปแบบมาให้เราทั้งหมดตั้งแต่แรกเลย โดยอาวุธทั้งหมดจะมี 6 แบบ สามารถติดตั้งได้พร้อมกัน 2 ชนิดในคราวเดียว แบ่งออกเป็นดาบโล่ / กริช / ค้อน / หอก / ไม้เท้า และกำไลข้อมือ อาวุธที่ต่างกันจะมีรูปแบบการโจมตีที่ต่างกันด้วย และเราสามารถผสมผสานคอมโบอาวุธได้ อาวุธแต่ละชนิดจะสามารถอัปเกรดสกิล และติดตั้งเพื่อใช้งานต่อสู้ได้ด้วย ในเมื่ออาวุธให้เรามาทั้งหมดแล้ว เราก็สามารถหาวัตถุดิบตามฉากไปอัปเกรดได้แทน


กล่าวได้ว่า ตัวเกมเกือบทั้งหมด ได้แรงบันดาลใจมาจากเกม Souls แทบทั้งสิ้น แต่ถูกดาวน์เกรด ตัดระบบหลายอย่างออกเพื่อให้เกมเล่นง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี มันสนุกมากในพาร์ทที่ผู้เล่นต้องต่อสู้และเอาชนะศัตรูระดับบอส แต่ในส่วนของการออกสำรวจ และเนื้อเรื่อง น่าเสียดายที่มันกลับทำได้ไม่ดีเอาซะเลย ปกติแล้วเกมอินดี้เกรดนี้ จะมีปัญหาด้านเกมเพลย์ แต่เนื้อเรื่องจะสนุก น่าติดตาม แต่เกมนี้กลับตรงกันข้ามกันซะอย่างนั้น

Asterigos: Curse of the Star เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้ที่มีศักยภาพ โดยสามารถรับรู้ได้ถึงความทะเยอทะยานและความตั้งใจของทีมพัฒนาขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมายังจัดอยู่ในระดับกลาง ๆ เท่านั้น น่าเสียดายที่ทีมงานไปเน้นโฟกัสผิดจุด ถ้าลดการเล่าเรื่องลงให้กระชับ และนำงบไปทำเกมเพลย์เพิ่มให้เฉียบคมกว่านี้ เกมนี้มีโอกาสเป็นเกมอินดี้ม้ามืดของปีนี้ได้เลย แต่ตอนนี้มันกลับทำได้แค่เพียงเป็ฯอีกหนึ่งส่วนแบ่งตลาดที่คนไม่ค่อยจะสนใจไปซะแทน

7
ข้อดี

กราฟิกและงานดีไซน์สวยงามมาก 

ระบบการต่อสู้ที่สนุก และบาลานซ์ระหว่างความสนุกและความยาก

อิสระในการเปลี่ยนอาวุธ และผังสกิลตามใจชอบ

ข้อเสีย

บทสนทนายืดยาวและเยอะ แต่กลับมีแต่น้ำ

พยายามจะเหมือน Souls ในการเล่าเรื่อง แต่ทำได้ไม่ดีเท่า

ศัตรูบางช่วง ขาดความแฟร์อย่างเห็นได้ชัด

องค์ประกอบ และโครงสร้างเกม ไม่เป็นระเบียบเอาซะเลย

6
บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Like a Dragon: Ishin! ปล่อยตัวอย่างเกมเพลย์การต่อสู้ 4 สไตล์แตกต่างกัน
BASUP!
[ขุมทรัพย์ GF] รู้จักกับ Nightingale เกมออนไลน์ Survival ที่ให้ผจญภัยในต่างมิติ และสู้อสูรยักษ์กับเพื่อน!
IHu
CD Projekt Red ยืนยัน !! The Wicher ภาคแรกฉบับ Remake จะมาหลังจากเกม The Witcher ภาคต่อ
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[Review] รีวิวเกม Asterigos: Curse of the Star เกมแอคชันอินดี้ที่ฝันไกล...แต่กลับไปไม่ถึง
16/10/2022

นับตั้งแต่ FromSoftware ทำให้เกม Dark Souls กลายเป็นเกมยากที่แสนจะท้าทายฝีมือผู้เล่นขึ้นมา เราก็ได้เห็นเกมแนวเดียวกันถูกโคลนนิ่งออกมาเต็มตลาดไปหมด มีทั้งดีบ้างและไม่ดีบ้าง ปะปนกันไป และ Asterigos ก็เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมฟอร์มใหญ่ตระกูลโซลทั้งหลาย แต่มันกลับเป็นเกมอินดี้เกรดเอที่เล่นสนุกไม่ใช่น้อยเลย และเพราะอะไรเราถึงได้แนะนำเกมนี้ มาดูกันได้ในรีวิว Asterigos: Curse of the Star


ผู้เล่นรับบทเป็น Hilda นักรบจากดินแดนสายลมเหนือหรือ Northwind Region ที่ต้องออกเดินทางตามหาพ่อที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ เริ่มต้นจากการไปพบเจอเมืองที่ถูกสาป ก่อนจะพบเหตุการณ์ผกผันต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแก๊งโจร สัตว์ประหลาดไซส์ยักษ์ ทาสเผด็จการ หรือแม้กระทั่งพวกคลั่งศาสนา เรียกได้ว่าหลายฝักฝ่าย วุ่นวายกันเต็มไปหมด โดยเส้นเรื่องที่พัวพันซับซ้อนเหล่านี้อาจจะช่วยเสริมมิติให้กับเหตุการณ์ในเกมได้ถ้าหากถูกนำเสนออย่างถูกวิธี แต่ในกรณีของ Asterigos เส้นเรื่องเหล่านี้ในหลายครั้งไม่ได้เสริมกันเท่าที่ควร ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าถูกโยนไปทางโน้นที ทางนี้ทีตลอดเวลา หนักเข้าหน่อยก็แทบจะลืมเนื้อเรื่องหลักกันไปเลย


แต่ด้วยความทะเยอทะยานอยากจะเล่นใหญ่ของเกมนี้ บางครั้งก็เหมือนทำให้ลืมไปว่า ผลงานของพวกเขาเป็นเพียงเกมอินดี้เกรด A อย่างแรกคือเนื้อเรื่องแม้จะทะเยอทะยานเล่นใหญ่ แต่เหมือนงบนักพากย์หมด ทำให้บางฉากก็เป็นการพากย์เสียงแบบเต็มรูปแบบ บางบทสนทนาที่ยิบย่อยหน่อยก็ตัดทิ้งให้เหลือแต่เพียงการอ่านตัวหนังสือเท่านั้น ดังนั้นใครอยากจะอินกับเนื้อเรื่องเกมนี้ ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามนิดนึง หรือจะช่างมันไปเลยก็ได้ เพราะท้ายที่สุด โฟกัสหลัก ๆ ของเกมนี้คือการออกผจญภัยไปตามหาผู้เป็นพ่อ และปลดแอกชาวเมืองจากคำสาปลึกลับนั่นเอง

บทสนทนาอันยืดยาวเรื่อยเปื่อยแต่กลับแบนราบอย่างน่าเสียดาย


Asterigos: Curse of the Star เป็นอีกเกมที่ใครไม่อดทนพอจะนั่งอ่านบทสนทนาอันยืดยาว รับรองว่าคุณจะได้กดข้ามกันจนเบื่อไปข้าง แม้จะไม่รู้ว่าบทสนทนาของเกมนี้มีมากน้อยแค่ไหน แต่นับตั้งแต่ที่เราเข้าสู่เนื้อหาหลักของเกม ผู้เล่นจะเจอบทสนทนาอันยืดยาว ที่แม้กระทั่งกดข้ามยังรู้สึกว่าเยอะ แถมเมื่อการสนทนาหลักจบลง เราสามารถที่จะคุยกับ NPC ตัวนั้นซ้ำ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมากมายหลายหัวข้อ แต่ท้ายที่สุดมันก็จะจบลงที่ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากไปกว่าเป้าหมายหลักที่เราต้องไปทำ

NPC แต่ละตัวจะมาพร้อมบทสนทนาอันยืดยาว แถมยังมีหัวข้อยิบย่อยอีกเพียบ บางตัวอาจสำคัญ บางตัวเหมือนบ่นระบายให้เราฟัง และเหมือนเช่นเคยกับการที่ทุกเกมจะพยายามโปรโมทว่า การเลือกของเราจะส่งผลกระทบต่อโลกของเกม แต่มันก็จบลงด้วยที่ความต่างเพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็แทบไม่มีผลอะไรเลย


สิ่งนี้แทบจะทำลายความน่าสนใจของเกมทั้งหมด สำหรับเรื่องของกราฟิกในเกมที่ใช้ Unreal Engine พัฒนา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคำโฆษณาที่ยั่วยวนใจแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี หรือบางทีมองผ่าน ๆ เราอาจจะคิดว่านี่คือ Immortal Fenyx Rising เกมจากค่าย Ubisoft ที่กลายเป็นเกมดังม้ามืดเมื่อหลายปีก่อน เกมนี้จะให้อารมณ์และความรู้สึกที่คล้ายกัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะเกมนี้เป็นเกมอินดี้ที่มีงบจำกัดในการพัฒนา แต่สามารถรังสรรค์โลกภายในเกมออกได้อย่างสวยงามมากขนาดนี้ถือว่าน่าชื่นชมไม่น้อยแล้ว


มีหลากหลายครั้งที่เกมพยายามจะใส่ลูกผสมระหว่างการเป็นเกมเล่าเรื่องแบบเส้นตรง คือมีทางไปทางเดียว ไม่มีทางอื่น แต่บางช่วงก็เหมือนอยากจะใส่ความหลากหลาย ความคุ้มค่าของเกมเข้ามา เช่นอยู๋ดี ๆ ก็โยนภารกิจเสริมมาให้ ให้เราไปออกสำรวจซะงั้น แล้วพอเราไปสำรวจก็เจอสิ่งแปลก ๆ เพิ่มเข้ามาอีก แต่ประเด็นคือแทนที่จะทำให้เกมหลากหลาย แต่มันกลับสะท้อนให้เห็นว่าเกมขาดการจัดระเบียบ นึกจะใส่อะไรก็ใส่มา สำหรับคนที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หรือชอบเกมที่มีโครงสร้างชัดเจน คุณอาจจะไม่ชอบเกมนี้เอามาก ๆ 


ปัญหาคือนอกจากจะเล่าเรื่อง และวางองค์ประกอบของเกมไม่ค่อยจะดีแล้ว เกมยังแอบยาวมากเสียด้วย หากคุณจะเล่นแบบตรงเน้นไปที่เนื้อเรื่องอย่างเดียวก็อาจจะใช้เวลา บวกลบแล้วอยู่ที่ 18-20 ชั่วโมงแน่นอน หากเป็นเกมที่มีการนำเสนอดี คุณภาพดี จำนวนชั่วโมงนี้อาจจะพอคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป แต่สำหรับ Asterigos นั้น เพราะการลำดับการเล่าเรื่อง การวางโครงสร้างเกมที่มั่วไปหมด เลยรู้สึกว่า น้ำมันเยอะไป ถ้าจะเอาเนื้อ ๆ จริง ๆ อาจจะคุมให้จบได้ตั้งแต่ 10 ชั่วโมงแรกแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นใครที่คิดจะลองเกมนี้ แนะนำว่ารอลดราคาดีกว่า แม้คุณภาพมันจะไม่ได้แย่ แต่คุณอาจจะรู้สึกเบื่อจนเล่นไม่จบแทน

เกมเพลย์ที่ได้แรงบันดาลใจ "อย่างมาก" จากซีรีส์ Souls


สำหรับใครที่เคยสัมผัสเดโมหรือเคยเล่นเกมนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกมนี้ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลมาจากเกมประเภท Souls ของ FromSoftware เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่มีมินิแมพ ไม่มีแผนที่ในเกม แม้กระทั่งจุดสัญลักษณ์ของการทำภารกิจก็ไม่มี ข้อดีของมันคือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าสามารถมีอารมณ์ร่วมกับตัวเกมในด้านของการออกสำรวจได้ดีมาก ซึ่งก็เป็นบรรยากาศที่เกมโซลเกือบทุกเกมชอบนำเสนอ 

แต่อย่างที่บอกว่า การออกแบบโลกของเกมนี้มันยังไม่คมคายเท่า รายละเอียดในโลกไม่เป็นที่จดจำเท่าที่ควร ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือผู้เล่นจะหลงทางได้ง่ายมาก ซอกเล็กซอกน้อยของเกมนี้ก็มีให้สำรวจกันตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม สำหรับคนที่ชอบเก็บอะไรให้ครบ ๆ แต่อยู๋ดี ๆ อาจวิ่งไปเจอพื้นที่ใหม่โดยยังไม่ทันตั้งตัวก็มี ซึ่งบางที่ก็อาจไม่อนุญาตให้ย้อนกลับได้แล้วด้วย และเกมนี้ไม่ได้มีคุณภาพพอจะให้เล่นซ้ำ ใครที่ชอบเก็บอะไรครบ ๆ ก็อาจจะเซ็งพอสมควร


ในแง่ของระบบการต่อสู้ เกมนี้ก็ยังได้แรงบันดาลใจของ Soulslike มาแบบเต็ม ๆ แต่เอามาดาวน์เกรดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็นเหมือนกับเกมวอร์มเครื่องก่อน หากใครอยากลองไปเล่นเกมจำพวก Souls แต่ยังใจไม่ถึงพอ แม้ว่ามันจะง่ายกว่ามาก แต่ถ้าเล่นแบบไม่ระวังก็อาจถึงตายได้อยู่ดี การโจมตีของเธอนั้น ไม่สูญเสียค่า Stamina แต่การวิ่ง การกลิ้งหลบหลีกนั้นจะใช้ตามปกติ วิธีการเอาชนะศัตรูทั่วไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ถ้าเป็นบอสก็คือการจับจังหวะ การเรียนรู้ว่าศัตรูมีสกิลและท่าไม้ตายอะไรบ้าง แม้บางตัวจะโจมตีได้อย่างรุนแรงจนผู้เล่นต้องผวา แต่ก็โชคดีที่ไม่ยากเกินไป ไม่มีตัวไหนที่จะหวดผู้เล่นทีเดียวตายได้สักเท่าไร แถมไอเทมอย่างน้ำยาเติมพลังก็มีดรอปให้เก็บกันอย่างมากมาย


ส่วนของอาวุธและสกิล ก็ไม่ต้องลำบากไปวิ่งหาแต่อย่างใด เกมจะมอบอาวุธหลากหลายรูปแบบมาให้เราทั้งหมดตั้งแต่แรกเลย โดยอาวุธทั้งหมดจะมี 6 แบบ สามารถติดตั้งได้พร้อมกัน 2 ชนิดในคราวเดียว แบ่งออกเป็นดาบโล่ / กริช / ค้อน / หอก / ไม้เท้า และกำไลข้อมือ อาวุธที่ต่างกันจะมีรูปแบบการโจมตีที่ต่างกันด้วย และเราสามารถผสมผสานคอมโบอาวุธได้ อาวุธแต่ละชนิดจะสามารถอัปเกรดสกิล และติดตั้งเพื่อใช้งานต่อสู้ได้ด้วย ในเมื่ออาวุธให้เรามาทั้งหมดแล้ว เราก็สามารถหาวัตถุดิบตามฉากไปอัปเกรดได้แทน


กล่าวได้ว่า ตัวเกมเกือบทั้งหมด ได้แรงบันดาลใจมาจากเกม Souls แทบทั้งสิ้น แต่ถูกดาวน์เกรด ตัดระบบหลายอย่างออกเพื่อให้เกมเล่นง่ายขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี มันสนุกมากในพาร์ทที่ผู้เล่นต้องต่อสู้และเอาชนะศัตรูระดับบอส แต่ในส่วนของการออกสำรวจ และเนื้อเรื่อง น่าเสียดายที่มันกลับทำได้ไม่ดีเอาซะเลย ปกติแล้วเกมอินดี้เกรดนี้ จะมีปัญหาด้านเกมเพลย์ แต่เนื้อเรื่องจะสนุก น่าติดตาม แต่เกมนี้กลับตรงกันข้ามกันซะอย่างนั้น

Asterigos: Curse of the Star เป็นอีกหนึ่งเกมอินดี้ที่มีศักยภาพ โดยสามารถรับรู้ได้ถึงความทะเยอทะยานและความตั้งใจของทีมพัฒนาขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมายังจัดอยู่ในระดับกลาง ๆ เท่านั้น น่าเสียดายที่ทีมงานไปเน้นโฟกัสผิดจุด ถ้าลดการเล่าเรื่องลงให้กระชับ และนำงบไปทำเกมเพลย์เพิ่มให้เฉียบคมกว่านี้ เกมนี้มีโอกาสเป็นเกมอินดี้ม้ามืดของปีนี้ได้เลย แต่ตอนนี้มันกลับทำได้แค่เพียงเป็ฯอีกหนึ่งส่วนแบ่งตลาดที่คนไม่ค่อยจะสนใจไปซะแทน


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
Like a Dragon: Ishin! ปล่อยตัวอย่างเกมเพลย์การต่อสู้ 4 สไตล์แตกต่างกัน
BASUP!
[ขุมทรัพย์ GF] รู้จักกับ Nightingale เกมออนไลน์ Survival ที่ให้ผจญภัยในต่างมิติ และสู้อสูรยักษ์กับเพื่อน!
IHu
CD Projekt Red ยืนยัน !! The Wicher ภาคแรกฉบับ Remake จะมาหลังจากเกม The Witcher ภาคต่อ
BASUP!
Tekken 8 อาจจะถูกเปิดตัวในงาน The Game Awards 2022 วันที่ 9 ธันวาคมนี้ !!
BASUP!
พบข้อมูลว่าเกม Borderlands 3 กำลังจะบุกมาวางขายให้เล่นได้บน Nintendo Switch!
IHu
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header