GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
บทความ
[บทความ] ย้อนรอย Max Payne ตำรวจหนุ่มเลือดเดือด ผู้เสพติดการล้างแค้นและยาแก้ปวด
ลงวันที่ 11/04/2022

หลายคนน่าจะได้เห็นข่าวคราวกันไปแล้ว กับการที่ Remedy Entertainment กำลังจะจับมือกับ Rockstar ในการพัฒนาเกม Max Payne ในเวอร์ชั่น Remake หรือสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด สำหรับ Max Payne ถือเป็นอีกหนึ่งเกมแอ็คชั่นระดับตำนานอีกเกมที่แฟนเกมหลายคนน่าจะรู้จักกันดี เพราะมันถือเป็นอีกเกมหนึ่งที่มีระบบการเล่นและการนำเสนอที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่ไม่รู้จักเกมนี้ วันนี้เราจะพาทุกท่าน ย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของเกม Max Payne นี้กัน ก่อนที่ทุกท่านจะได้สัมผัสกับตัวเกม 2 ภาคแรกในฉบับ Remake เร็ว ๆ นี้

จุดกำเนิดตัวละครผู้ดำดิ่งสู่ความแค้น


ย้อนไปในช่วงแรกเริ่ม Remedy Entertainment ที่มีผลงานแรกอย่าง Death Rally ได้มีไอเดียในการทำเกมแอ็คชั่นมุมมองบุคคลที่สาม (TPS) และได้ไอเดียในการทำเกมนี้มาตั้งแต่ปี 1996 และบังเอิญเหลือเกินที่คาแรคเตอร์ของ Sam Lake หัวเรือใหญ่ของ Remedy Entertainment ในตอนนั้น มี "แววตา" คล้ายกับที่ทางนักพัฒนาจินตนาการเอาไว้ เลยทำให้ตัว Sam Lake เอง รับหน้าที่ Motion Capture ใบหน้าของตัวละคร Max Payne ในภาคแรกไปด้วยเลย และที่โดดเด่นไม่แพ้กับใบหน้าตัวละคร คือเรื่องของการนำเสนอฉากคัทซีนในตอนนั้น

จากที่เกมอื่น ๆ พยายามนำเสนอคัทซีนด้วยแอนิเมชั่น หรือวิธีอื่น ๆ ตามกระแสนิยม ทีม Remedy ในตอนนั้นพบว่าการนำเสนอคัทซีนด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่คล้ายกับหนังสือการ์ตูนคอมมิค และมีเสียงบรรยายประกอบด้วย ทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาก แถมยังใช้ต้นทุนน้อยกว่าอีกต่างหาก แถมมันยังส่งผลกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้เล่น ที่อาจจะต้องตีความเนื้อเรื่องเพิ่มเอาเองในบางส่วน ด้วยการนำเสนอแบบหนังสือการ์ตูนนี้ ทำให้แฟน ๆ จดจำ Max Payne ได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้ในด้านการนำเสนอเกมเพลย์การเล่น 

ระบบ Bullet Time อันตราตรึง


ฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเกม Max Payne ที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ามันทำให้เกมสนุกขึ้นเยอะ นั่นคือระบบที่เรียกว่า Bullet Time หรือ Slow Motion แล้วแต่คนเรียก ระบบนี้จะทำหน้าที่ชะลอเวลาลง ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือก หรือวางแผนในการจัดการศัตรูรอบ ๆ ฉากได้ แต่การเคลื่อนไหวของตัวละครเราก็จะช้าลงเช่นกัน ที่สำคัญคือระบบ Bullet Time นี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัว Max Payne ที่ใช้ได้เท่านั้น แต่ตัวละครอื่นอย่าง Mona Sax รวมไปถึงตัวละครอื่น ๆ ที่เราควบคุมได้ในเกมก็สามารถใช้ได้เช่นกัน จุดประสงค์ของระบบนี้จึงทำให้ผู้เล่นใช้ในการวางแผนตอบโต้กับเหล่าศัตรูที่ปรากฎตัวออกมาในฉาก และถ้าหากกดใช้พร่ำเพรื่อหรือกดไม่ถูกจังหวะ เราอาจจะเข้าตาจนได้


ซึ่งวิธีที่เราจะใช้ในการเติมพลัง Bullet Time ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ Headshot หรือยิงสังหารศัตรูเข้าที่หัว เวลาเจอฉากที่ศัตรูปรากฎตัวออกมาเป็นจำนวนมากพร้อม ๆ กัน และระบบนี้ที่ถูกต่อยอดนำไปใช้ต่อทั้งในเกมภาค 2 และภาค 3 ด้วย โดยในภาค 2 ได้เพิ่มลูกเล่นของระบบนี้เข้าไป ก็คือ หากผู้เล่นทำการกำจัดศัตรูได้หลากหลายตัวพร้อมกันในช่วงเวลา Bullet Time จะเป็นการเพิ่มความเร็วการเคลื่อนที่ให้ชั่วคราว ทำให้ระบบการเล่นของภาค 2 ดูมีเอกลักษณ์มากขึ้นไปอีก

แม้จะไม่ใช่เกมแรกที่หยิบเอาระบบ Bullet Time มาประยุกต์ใช้ แต่ด้วยการออกแบบเนื้อเรื่อง การออกแบบตัวละครอย่าง Max Payne การใส่ระบบ Bullet Time เข้าไป จึงทำให้เกมดูยอดเยี่ยมขึ้นมาทันที 

ผสมผสานการเดินหน้ายิงกับการเล่าเรื่องที่เข้มข้น


หากหยิบเอา Max Payne มาเล่นในตอนนี้ เหล่าเกมเมอร์หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเกมที่น่าเบื่อมาก แต่เราคงต้องใช้มาตรฐานของปี 2001 หรือปีที่เกมนั้นออกวางจำหน่ายมาเป็นตัวชี้วัดแทน เนื่องจากตัวเกมไม่ได้มีความซับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น รูปแบบเกมจึงเป็นการเดินหน้ายิงเป็นเส้นตรง ราวกับภาพยนตร์แอ็คชั่นถอดสมองดู ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงนั้น ตัวละคร Max Payne เมื่อได้รับดาเมจก็จะขึ้นเป็นสัญลักษณ์สีแดง ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอ ยิ่งขึ้นมาจนใกล้เต็มตัวเมื่อไร ก็หมายความว่าตัวละครบาดเจ็บมากเท่านั้น เราสามารถฟื้นพลังชีวิตตัวละรได้ โดยการใช้ยาแก้ปวดหรือ Painkiller ที่พบได้ตามฉาก ซึ่งคาดว่า เพราะมัวแต่ใช้ยาแก้ปวดช่วยลุยเนี่ยแหละ เลยทำให้ตา Max Payne ในภาค 3 อัดยาแก้ปวดไปพร้อม ๆ กับเหล้าเป็นว่าเล่น

เมื่อเกมเพลย์ที่เกือบจะเป็น Shoot Em' Up อยู่แล้ว อาจจะจูงใจผู้เล่นได้ไม่มากพอ ดังนั้นตัวเกมจึงเน้นหนักไปที่เนื้อเรื่องของเกมแทน ใครที่ติดตามเนื้อเรื่องของซีรีส์ Max Payne จะรู้ว่า นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครสุดอาภัพในโลกวิดีโอเกมเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อหาสุดเข้มข้น (กึ่งไปทางดาร์ค) ตั้งแต่ภาคแรกที่ลูกเมียถูกสังหารโหดจนหมด ก่อนที่เขาจะยอมทำงานเป็นสายลับในองค์กรมาเฟียขนาดใหญ่ และสืบสาวราวเรื่องไปจนพบว่ามีการฉ้อฉลกันทั้งภายในกรมตำรวจและนักการเมืองบิ๊กเบิ้มของเมือง ยิ่งตามล่าหาความจริง เขาก็ยิ่งเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่ใหญ่โตมากยิ่งขึ้น แต่เพราะอย่างนั้น ด้วยสกิลพระเอกเลยทำให้เขารอดมาได้เสมอ แม้จะน่าทึ่งอยู่บ้างในหลาย ๆ ครั้งก็ตาม


 และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ว่าการนำเสนอของ Max Payne นั้น จะไม่มีฉากคัทซีนหรือแอนิเมชั่นมูฟวี่ใด ๆ แต่จะเป็นการนำเสนอในรูปแบบของหนังสือการ์ตูน พร้อมลายเส้นที่เหมือนตัวคนจริง ๆ มากกว่า ทำให้แม้จะมีความเข้มข้นของเนื้อเรื่องอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมากมายนัก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่อาจจะต้องชำนาญภาษาอังกฤษกันสักหน่อย จึงจะเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้เป็นอย่างดี และเมื่อมาผสมเข้ากับระบบเกมเพลย์ที่เข้าใจง่าย แทบไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าการเดินหน้ายิง ก็ยิ่งทำให้เกมนี้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

Max Payne 3 กับบ้านหลังใหม่ที่ชื่อ Rockstar


ในช่วงปี 2012 ก่อนที่ Rockstar จะปล่อยเกมสะท้านโลกอย่าง GTA V นั้น มีอีก 1 ผลงานที่พวกเขารับไม้ต่อมาจาก Remedy Entertainement และตัดสินใจเล่าเรื่องต่อจากเกมเดิมเลย นั่นก็คือ Max Payne ที่มาในภาค 3 อย่างเป็นทางการ และถึงแม้จะมีการเล่าเนื้อเรื่องต่อจากสองภาคแรก แต่ก็มันก็เป็นเหมือนกับการกึ่งรีบูทไปในตัว โดย Max ได้ย้ายมาอยู่ยังเมืองใหม่  เหตุการณ์ทิ้งห่างจากเกมภาค 2 หลายปี เขาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับเหล่าผู้มีอำนาจ แต่คนมันจะซวย ย้ายไปไหนมันก็ซวย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการสมรู้ร่วมคิดของเหล่าผู้กระหายอำนาจในบราซิลอยู่ดี

จุดเด่นของ Max Payne 3 นั้น หลัก ๆ แล้วยังเหมือนเดิม คือเป็นเกมมุมมองบุคคลที่ 3 เน้นการใช้ Bullet Time เหมือนเดิม แต่การนำเสนอเปลี่ยนจากการเล่าแบบหนังสือการ์ตูฯ ให้กลายมาเป็นฉากคัทซีนแบบ Interactive ทำให้การตัดสลับระหว่างฉากคัทซีนและเกมเพลย์เป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น แถมภาคนี้ยังถืออาวุธได้เพียง 3 ชิ้น ทำให้เรารู้สึกว่า Max Payne ในภาคนี้มันเป็นผู้เป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครเอกแบบเกมอื่นที่พกปืนไว้ได้เป็นสิบ ราวกับมีกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอน

ด้วยความที่เนื้อเรื่องซับซ้อนน้อยกว่าตัวเกมสองภาคแรก หลัก ๆ แล้วเน้นไปที่การบู๊แหลกแจกกระสุนเท่านั้น แม้แฟนเกมหลายคนจะไม่ปลื้มเท่าไร แต่ Max Payne 3 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ยอดเยี่ยมมาก น่าเสียดายที่ต่อจากนี้ก็ไม่มีการสานต่อแล้ว แต่เราจะได้เห็นเวอร์ชั่น Remake ของเกมสองภาคแรกแทน

ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดย John Moore และนำแสดงโดย Mark Walhberg


ในปี 2008 Max Payne ถูกหยิบไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และยังได้ผู้กำกับมือดีอย่าง John Moore ที่มีเครดิตกำกับ Behind Enemy Lines มารับหน้าที่กำกับ ภายใต้การเขียนบทของ Beau Thorne โดยอิงเนื้อเรื่องจากต้นฉบับเกมด้วย แต่อย่างที่เราทราบกันดี ว่ามันแทบจะถูกลืมเลือนไปจากสารบบหนังที่ทำจากเกม เพราะมีการดัดแปลงบทต่าง ๆ ที่มากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น Nicole Horne ที่เป็นตัวร้ายหลักของเกม แต่กลับมีบทบาทเพียงน้อยนิดเท่านั้นในหนัง และจุดเด่นของ Max Payne อย่าง Bullet Time เอง ก็ถูกใช้เพียงไม่กี่ครั้งบนจอภาพยนตร์ แถม Mark Wahlberg ตัวนักแสดงผู้มารับบท Max Payne เอง ก็ยังไม่เคยเล่นวิดีโอเกม แต่เขารับแสดงเรื่องนี้ เพราะเขารู้สึกว่าบทและตัวละครมันน่าสนใจ รวมไปถึงมีข่าวที่ว่าแม้แต่ตัวนักพัฒนาเกมบางคนเอง ยังไม่ชอบเวอร์ชั่นหนังนี้เอาซะเลย

ด้วยปัญหาซ่อนเร้นต่าง ๆ นา ๆ ทำให้ตัวหนัง แม้จะใช้ทุนสร้างไปเพียง 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หนังทำเงินรวมแล้วทั่วโลกเพียง 87 ล้านดอลลาร์ แม้จะไม่มีข่าวชัดเจนว่าขาดทุนหรือไม่ แต่ตัวเลขนี้ ต่อให้ได้กำไร ก็คงไม่สูงนัก และหนังยังได้คะแนนจากเว็บไซต์ IMDB ไปเพียง 5.5 / 10 เท่านั้น รวมไปถึง John Moore และ Beau Thorne ก็แทบจะหายไปจากวงการภาพยนตร์นับตั้งแต่นั้น

ประกาศ Remake ใหม่ ที่น่าจับตามอง


เมื่อช่วงวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ทาง Remedy Entertainment ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะจับมือกับ Rockstar ในการนำเอาตัวเกม 2 ภาคแรก (Max Payne และ Max Payne 2: The Fall of Max Payne) มา Remake ใหม่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ด้วยอายุเกมที่มากกว่า 20 ปี เข้าไปแล้ว แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่าจะทำมันออกมายังไง แต่ทาง Remedy ก็เผยว่า การ Remake เกมทั้งสองภาคนี้ จะใช้ Northlight Engine ซึ่งเป็น Engine ตัวเดียวกันกับที่ใช้พัฒนาเกม Control และ Quantum Break โดยการพัฒนาหลัก ๆ นั้น จะเป็นหน้าที่ของ Remedy ส่วน Rockstar จะออกเงินสนับสนุนให้ และจะยังคงเอกลักษณ์ การดำเนินเรื่อง บรรยากาศ และเกมเพลย์ความเป็นแอ็คชั่นแบบเดิมเอาไว้ แต่นำมาเสนอในแบบใหม่แทน

เราอาจจะไม่ได้เห็น Max Payne ฉบับ Remake กันในเร็ว ๆ นี้ แต่สำหรับบทความนี้ก็น่าจะทำให้ผู้ชมทุกท่าน ได้รู้จักกับตัวละคร Max Payne กันมากยิ่งขึ้น และทำให้เราอยากเห็นว่า เมื่อถึงเวลาที่ตัวเกมพร้อมวางจำหน่าย มันจะออกมาเป็นยังไงกันแน่


ล่าสุด
เกมการ์ด RPG ลิขสิทธิ์แท้ ’DC Worlds Collide’ เตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบวันที่ 28 เมษายนนี้
[ไกด์เกม] Ni no Kuni: Cross Worlds วิธีโหลดตัวเกมเล่นบน PC
BASUP!
ลือ !! ส่วนเสริม Cyberpunk 2077 จะมีภารกิจกว่า 7 ตัว และ Johnny Silverhands บทบาทน้อยลง
BASUP!
Fishing Paradiso เกมตกปลาพร้อมเนื้อเรื่องอบอุ่นหัวใจ ประกาศลง PC และ Switch พร้อมขาย 6 มิ.ย. นี้
12ooki3
Editors' Choice
[ไกด์เกม] Apex Legend Mobile รายละเอียดข้อมูล Perk ของแต่ละตัวละคร
SKT
[ไกด์เกม] Apex Legends Mobile แนะนำตัวละครทั้งหมด ความสามารถ และจุดเด่น จุดด้อย
SKT
[Review] รีวิวเกม Evil Dead: The Game "เกมผีอมตะแนว PvP รสชาติใหม่สุดดุเดือด เลือดสาด สมใจแฟนภาพยนตร์"
Sonicman007
[แนะนำเกม] Prey ประสบการณ์เกม Survival / Action Horror ม้ามืดแห่งปี 2017 ที่คุณไม่ควรพลาด
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
[บทความ] ย้อนรอย Max Payne ตำรวจหนุ่มเลือดเดือด ผู้เสพติดการล้างแค้นและยาแก้ปวด
11/04/2022

หลายคนน่าจะได้เห็นข่าวคราวกันไปแล้ว กับการที่ Remedy Entertainment กำลังจะจับมือกับ Rockstar ในการพัฒนาเกม Max Payne ในเวอร์ชั่น Remake หรือสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด สำหรับ Max Payne ถือเป็นอีกหนึ่งเกมแอ็คชั่นระดับตำนานอีกเกมที่แฟนเกมหลายคนน่าจะรู้จักกันดี เพราะมันถือเป็นอีกเกมหนึ่งที่มีระบบการเล่นและการนำเสนอที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่ไม่รู้จักเกมนี้ วันนี้เราจะพาทุกท่าน ย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของเกม Max Payne นี้กัน ก่อนที่ทุกท่านจะได้สัมผัสกับตัวเกม 2 ภาคแรกในฉบับ Remake เร็ว ๆ นี้

จุดกำเนิดตัวละครผู้ดำดิ่งสู่ความแค้น


ย้อนไปในช่วงแรกเริ่ม Remedy Entertainment ที่มีผลงานแรกอย่าง Death Rally ได้มีไอเดียในการทำเกมแอ็คชั่นมุมมองบุคคลที่สาม (TPS) และได้ไอเดียในการทำเกมนี้มาตั้งแต่ปี 1996 และบังเอิญเหลือเกินที่คาแรคเตอร์ของ Sam Lake หัวเรือใหญ่ของ Remedy Entertainment ในตอนนั้น มี "แววตา" คล้ายกับที่ทางนักพัฒนาจินตนาการเอาไว้ เลยทำให้ตัว Sam Lake เอง รับหน้าที่ Motion Capture ใบหน้าของตัวละคร Max Payne ในภาคแรกไปด้วยเลย และที่โดดเด่นไม่แพ้กับใบหน้าตัวละคร คือเรื่องของการนำเสนอฉากคัทซีนในตอนนั้น

จากที่เกมอื่น ๆ พยายามนำเสนอคัทซีนด้วยแอนิเมชั่น หรือวิธีอื่น ๆ ตามกระแสนิยม ทีม Remedy ในตอนนั้นพบว่าการนำเสนอคัทซีนด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่คล้ายกับหนังสือการ์ตูนคอมมิค และมีเสียงบรรยายประกอบด้วย ทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาก แถมยังใช้ต้นทุนน้อยกว่าอีกต่างหาก แถมมันยังส่งผลกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้เล่น ที่อาจจะต้องตีความเนื้อเรื่องเพิ่มเอาเองในบางส่วน ด้วยการนำเสนอแบบหนังสือการ์ตูนนี้ ทำให้แฟน ๆ จดจำ Max Payne ได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้ในด้านการนำเสนอเกมเพลย์การเล่น 

ระบบ Bullet Time อันตราตรึง


ฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเกม Max Payne ที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ามันทำให้เกมสนุกขึ้นเยอะ นั่นคือระบบที่เรียกว่า Bullet Time หรือ Slow Motion แล้วแต่คนเรียก ระบบนี้จะทำหน้าที่ชะลอเวลาลง ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือก หรือวางแผนในการจัดการศัตรูรอบ ๆ ฉากได้ แต่การเคลื่อนไหวของตัวละครเราก็จะช้าลงเช่นกัน ที่สำคัญคือระบบ Bullet Time นี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัว Max Payne ที่ใช้ได้เท่านั้น แต่ตัวละครอื่นอย่าง Mona Sax รวมไปถึงตัวละครอื่น ๆ ที่เราควบคุมได้ในเกมก็สามารถใช้ได้เช่นกัน จุดประสงค์ของระบบนี้จึงทำให้ผู้เล่นใช้ในการวางแผนตอบโต้กับเหล่าศัตรูที่ปรากฎตัวออกมาในฉาก และถ้าหากกดใช้พร่ำเพรื่อหรือกดไม่ถูกจังหวะ เราอาจจะเข้าตาจนได้


ซึ่งวิธีที่เราจะใช้ในการเติมพลัง Bullet Time ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ Headshot หรือยิงสังหารศัตรูเข้าที่หัว เวลาเจอฉากที่ศัตรูปรากฎตัวออกมาเป็นจำนวนมากพร้อม ๆ กัน และระบบนี้ที่ถูกต่อยอดนำไปใช้ต่อทั้งในเกมภาค 2 และภาค 3 ด้วย โดยในภาค 2 ได้เพิ่มลูกเล่นของระบบนี้เข้าไป ก็คือ หากผู้เล่นทำการกำจัดศัตรูได้หลากหลายตัวพร้อมกันในช่วงเวลา Bullet Time จะเป็นการเพิ่มความเร็วการเคลื่อนที่ให้ชั่วคราว ทำให้ระบบการเล่นของภาค 2 ดูมีเอกลักษณ์มากขึ้นไปอีก

แม้จะไม่ใช่เกมแรกที่หยิบเอาระบบ Bullet Time มาประยุกต์ใช้ แต่ด้วยการออกแบบเนื้อเรื่อง การออกแบบตัวละครอย่าง Max Payne การใส่ระบบ Bullet Time เข้าไป จึงทำให้เกมดูยอดเยี่ยมขึ้นมาทันที 

ผสมผสานการเดินหน้ายิงกับการเล่าเรื่องที่เข้มข้น


หากหยิบเอา Max Payne มาเล่นในตอนนี้ เหล่าเกมเมอร์หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเกมที่น่าเบื่อมาก แต่เราคงต้องใช้มาตรฐานของปี 2001 หรือปีที่เกมนั้นออกวางจำหน่ายมาเป็นตัวชี้วัดแทน เนื่องจากตัวเกมไม่ได้มีความซับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น รูปแบบเกมจึงเป็นการเดินหน้ายิงเป็นเส้นตรง ราวกับภาพยนตร์แอ็คชั่นถอดสมองดู ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงนั้น ตัวละคร Max Payne เมื่อได้รับดาเมจก็จะขึ้นเป็นสัญลักษณ์สีแดง ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอ ยิ่งขึ้นมาจนใกล้เต็มตัวเมื่อไร ก็หมายความว่าตัวละครบาดเจ็บมากเท่านั้น เราสามารถฟื้นพลังชีวิตตัวละรได้ โดยการใช้ยาแก้ปวดหรือ Painkiller ที่พบได้ตามฉาก ซึ่งคาดว่า เพราะมัวแต่ใช้ยาแก้ปวดช่วยลุยเนี่ยแหละ เลยทำให้ตา Max Payne ในภาค 3 อัดยาแก้ปวดไปพร้อม ๆ กับเหล้าเป็นว่าเล่น

เมื่อเกมเพลย์ที่เกือบจะเป็น Shoot Em' Up อยู่แล้ว อาจจะจูงใจผู้เล่นได้ไม่มากพอ ดังนั้นตัวเกมจึงเน้นหนักไปที่เนื้อเรื่องของเกมแทน ใครที่ติดตามเนื้อเรื่องของซีรีส์ Max Payne จะรู้ว่า นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครสุดอาภัพในโลกวิดีโอเกมเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อหาสุดเข้มข้น (กึ่งไปทางดาร์ค) ตั้งแต่ภาคแรกที่ลูกเมียถูกสังหารโหดจนหมด ก่อนที่เขาจะยอมทำงานเป็นสายลับในองค์กรมาเฟียขนาดใหญ่ และสืบสาวราวเรื่องไปจนพบว่ามีการฉ้อฉลกันทั้งภายในกรมตำรวจและนักการเมืองบิ๊กเบิ้มของเมือง ยิ่งตามล่าหาความจริง เขาก็ยิ่งเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่ใหญ่โตมากยิ่งขึ้น แต่เพราะอย่างนั้น ด้วยสกิลพระเอกเลยทำให้เขารอดมาได้เสมอ แม้จะน่าทึ่งอยู่บ้างในหลาย ๆ ครั้งก็ตาม


 และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ว่าการนำเสนอของ Max Payne นั้น จะไม่มีฉากคัทซีนหรือแอนิเมชั่นมูฟวี่ใด ๆ แต่จะเป็นการนำเสนอในรูปแบบของหนังสือการ์ตูน พร้อมลายเส้นที่เหมือนตัวคนจริง ๆ มากกว่า ทำให้แม้จะมีความเข้มข้นของเนื้อเรื่องอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมากมายนัก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่อาจจะต้องชำนาญภาษาอังกฤษกันสักหน่อย จึงจะเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมได้เป็นอย่างดี และเมื่อมาผสมเข้ากับระบบเกมเพลย์ที่เข้าใจง่าย แทบไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าการเดินหน้ายิง ก็ยิ่งทำให้เกมนี้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

Max Payne 3 กับบ้านหลังใหม่ที่ชื่อ Rockstar


ในช่วงปี 2012 ก่อนที่ Rockstar จะปล่อยเกมสะท้านโลกอย่าง GTA V นั้น มีอีก 1 ผลงานที่พวกเขารับไม้ต่อมาจาก Remedy Entertainement และตัดสินใจเล่าเรื่องต่อจากเกมเดิมเลย นั่นก็คือ Max Payne ที่มาในภาค 3 อย่างเป็นทางการ และถึงแม้จะมีการเล่าเนื้อเรื่องต่อจากสองภาคแรก แต่ก็มันก็เป็นเหมือนกับการกึ่งรีบูทไปในตัว โดย Max ได้ย้ายมาอยู่ยังเมืองใหม่  เหตุการณ์ทิ้งห่างจากเกมภาค 2 หลายปี เขาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับเหล่าผู้มีอำนาจ แต่คนมันจะซวย ย้ายไปไหนมันก็ซวย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการสมรู้ร่วมคิดของเหล่าผู้กระหายอำนาจในบราซิลอยู่ดี

จุดเด่นของ Max Payne 3 นั้น หลัก ๆ แล้วยังเหมือนเดิม คือเป็นเกมมุมมองบุคคลที่ 3 เน้นการใช้ Bullet Time เหมือนเดิม แต่การนำเสนอเปลี่ยนจากการเล่าแบบหนังสือการ์ตูฯ ให้กลายมาเป็นฉากคัทซีนแบบ Interactive ทำให้การตัดสลับระหว่างฉากคัทซีนและเกมเพลย์เป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น แถมภาคนี้ยังถืออาวุธได้เพียง 3 ชิ้น ทำให้เรารู้สึกว่า Max Payne ในภาคนี้มันเป็นผู้เป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครเอกแบบเกมอื่นที่พกปืนไว้ได้เป็นสิบ ราวกับมีกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอน

ด้วยความที่เนื้อเรื่องซับซ้อนน้อยกว่าตัวเกมสองภาคแรก หลัก ๆ แล้วเน้นไปที่การบู๊แหลกแจกกระสุนเท่านั้น แม้แฟนเกมหลายคนจะไม่ปลื้มเท่าไร แต่ Max Payne 3 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ยอดเยี่ยมมาก น่าเสียดายที่ต่อจากนี้ก็ไม่มีการสานต่อแล้ว แต่เราจะได้เห็นเวอร์ชั่น Remake ของเกมสองภาคแรกแทน

ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดย John Moore และนำแสดงโดย Mark Walhberg


ในปี 2008 Max Payne ถูกหยิบไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และยังได้ผู้กำกับมือดีอย่าง John Moore ที่มีเครดิตกำกับ Behind Enemy Lines มารับหน้าที่กำกับ ภายใต้การเขียนบทของ Beau Thorne โดยอิงเนื้อเรื่องจากต้นฉบับเกมด้วย แต่อย่างที่เราทราบกันดี ว่ามันแทบจะถูกลืมเลือนไปจากสารบบหนังที่ทำจากเกม เพราะมีการดัดแปลงบทต่าง ๆ ที่มากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น Nicole Horne ที่เป็นตัวร้ายหลักของเกม แต่กลับมีบทบาทเพียงน้อยนิดเท่านั้นในหนัง และจุดเด่นของ Max Payne อย่าง Bullet Time เอง ก็ถูกใช้เพียงไม่กี่ครั้งบนจอภาพยนตร์ แถม Mark Wahlberg ตัวนักแสดงผู้มารับบท Max Payne เอง ก็ยังไม่เคยเล่นวิดีโอเกม แต่เขารับแสดงเรื่องนี้ เพราะเขารู้สึกว่าบทและตัวละครมันน่าสนใจ รวมไปถึงมีข่าวที่ว่าแม้แต่ตัวนักพัฒนาเกมบางคนเอง ยังไม่ชอบเวอร์ชั่นหนังนี้เอาซะเลย

ด้วยปัญหาซ่อนเร้นต่าง ๆ นา ๆ ทำให้ตัวหนัง แม้จะใช้ทุนสร้างไปเพียง 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หนังทำเงินรวมแล้วทั่วโลกเพียง 87 ล้านดอลลาร์ แม้จะไม่มีข่าวชัดเจนว่าขาดทุนหรือไม่ แต่ตัวเลขนี้ ต่อให้ได้กำไร ก็คงไม่สูงนัก และหนังยังได้คะแนนจากเว็บไซต์ IMDB ไปเพียง 5.5 / 10 เท่านั้น รวมไปถึง John Moore และ Beau Thorne ก็แทบจะหายไปจากวงการภาพยนตร์นับตั้งแต่นั้น

ประกาศ Remake ใหม่ ที่น่าจับตามอง


เมื่อช่วงวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ทาง Remedy Entertainment ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะจับมือกับ Rockstar ในการนำเอาตัวเกม 2 ภาคแรก (Max Payne และ Max Payne 2: The Fall of Max Payne) มา Remake ใหม่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ด้วยอายุเกมที่มากกว่า 20 ปี เข้าไปแล้ว แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่าจะทำมันออกมายังไง แต่ทาง Remedy ก็เผยว่า การ Remake เกมทั้งสองภาคนี้ จะใช้ Northlight Engine ซึ่งเป็น Engine ตัวเดียวกันกับที่ใช้พัฒนาเกม Control และ Quantum Break โดยการพัฒนาหลัก ๆ นั้น จะเป็นหน้าที่ของ Remedy ส่วน Rockstar จะออกเงินสนับสนุนให้ และจะยังคงเอกลักษณ์ การดำเนินเรื่อง บรรยากาศ และเกมเพลย์ความเป็นแอ็คชั่นแบบเดิมเอาไว้ แต่นำมาเสนอในแบบใหม่แทน

เราอาจจะไม่ได้เห็น Max Payne ฉบับ Remake กันในเร็ว ๆ นี้ แต่สำหรับบทความนี้ก็น่าจะทำให้ผู้ชมทุกท่าน ได้รู้จักกับตัวละคร Max Payne กันมากยิ่งขึ้น และทำให้เราอยากเห็นว่า เมื่อถึงเวลาที่ตัวเกมพร้อมวางจำหน่าย มันจะออกมาเป็นยังไงกันแน่


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
เกมการ์ด RPG ลิขสิทธิ์แท้ ’DC Worlds Collide’ เตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบวันที่ 28 เมษายนนี้
[ไกด์เกม] Ni no Kuni: Cross Worlds วิธีโหลดตัวเกมเล่นบน PC
BASUP!
ลือ !! ส่วนเสริม Cyberpunk 2077 จะมีภารกิจกว่า 7 ตัว และ Johnny Silverhands บทบาทน้อยลง
BASUP!
Fishing Paradiso เกมตกปลาพร้อมเนื้อเรื่องอบอุ่นหัวใจ ประกาศลง PC และ Switch พร้อมขาย 6 มิ.ย. นี้
12ooki3
Sony ยืนยันแล้ว! พร้อมดัดแปลง God of War, Horizon และ Gran Turismo ไปเป็นซีรีส์
12ooki3
นักแสดงวัยเก๋า Ray Liotta ผู้พากย์เสียง Tommy Vercetti ใน GTA: Vice City เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 67 ปี
12ooki3
Editors' Choice
[ไกด์เกม] Apex Legend Mobile รายละเอียดข้อมูล Perk ของแต่ละตัวละคร
SKT
[ไกด์เกม] Apex Legends Mobile แนะนำตัวละครทั้งหมด ความสามารถ และจุดเด่น จุดด้อย
SKT
[Review] รีวิวเกม Evil Dead: The Game "เกมผีอมตะแนว PvP รสชาติใหม่สุดดุเดือด เลือดสาด สมใจแฟนภาพยนตร์"
Sonicman007
[แนะนำเกม] Prey ประสบการณ์เกม Survival / Action Horror ม้ามืดแห่งปี 2017 ที่คุณไม่ควรพลาด
Sonicman007
Show header