GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
บทความ
เข้าสู่ระบบ
ข่าวนอกเรื่อง
ด้วยรสชาติและวงจรแห่ง อำนาจ : วิเคราะห์ความเป็น เผด็จการ ในซีรีส์ Far Cry
ลงวันที่ 10/08/2020


  • หมายเหตุ : บทความนี้ จะวิเคราะห์เกมในซีรีส์ Far Cry ภาคหลัก ตั้งแต่ภาคสอง จนถึงภาคหกที่เปิดตัวไปไม่นาน และผู้เขียนขออนุญาตตัดภาค Spin-Off ที่ไม่เกี่ยวข้อง (Blood Dragon, New Dawn) ออก เพื่อคงไว้ซึ่งธีมและสิ่งที่อยากนำเสนอ 

  • หมายเหตุ 2 : บทความนี้เป็นความคิดเห็นและการวิเคราะห์ส่วนตัวของผู้เขียนที่มีต่อระบบ เผด็จการ เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งชี้ขาด หรือข้อเขียนทางวิชาการใดๆ ...


ในห้วงเวลาปัจจุบัน ที่องศาทางการเมืองในทุกภูมิภาคของโลกกำลังอยู่ในสภาวะร้อนแรง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุเริ่มปรากฏให้เห็นในเชิงปฏิบัติ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรากำลังอยู่ในหัวโค้งที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้ความเข้าใจแบบเดิมๆ ของเราที่มีต่อรูปแบบการปกครองต้องถูกฉีกทึ้ง และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ที่จะผลิดอกออกผลในเวลาถัดมา (เช่น การเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษาของประเทศไทย ที่เริ่มแพร่หลายกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม)



และเช่นเดียวกัน สื่อ ‘วิดีโอเกม’ ก็มีพรรษามากพอที่จะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผ่านการนำเสนอในชิ้นงานต่างๆ ทั้งทางด้านภาพ เสียง จนถึงนัยที่แฝงเข้ามา และคงไม่มีเกมไหน ที่พูดถึงการดำรงอยู่ของระบอบ ‘เผด็จการ’ ได้ชัดเจนได้เท่ากับซีรีส์ Far Cry จากค่าย Ubisoft ที่ใช้ตัวร้ายเป็นแกนหลักในการเปิดตัวมานับตั้งแต่ภาคที่ 3 เป็นต้นมา



อย่างไรก็ตาม ความเป็น ‘เผด็จการ’ ในซีรีส์ Far Cry นั้น สัมพันธ์กับหลักของโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่? มันได้นำเสนอครบถ้วนในทุกแง่มุมและธรรมชาติของเผด็จการอย่างไร? เหล่านี้ เป็นคำถามที่น่าสงสัย และน่าหาคำตอบร่วมไปพร้อมกัน ในขณะที่วิดีโอเกมนั้น ยากที่จะออกห่างจาก การเมือง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพราะบางที ด้วยธรรมชาติของสื่อวิดีโอเกม และการเป็นเกมแนว First Person Shooter ของมัน อาจจะมีสิ่งที่ตกหล่นหายไประหว่างทาง และเมื่อการเปิดตัวภาค 6 ที่ได้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง Giancarlo Esposito จากซีรีส์ Breaking Bad มาเป็น ‘เผด็จการ’ คนล่าสุด ก็อาจจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของระบอบเหล่านี้ และผลลัพธ์ที่ตามมาได้ดียิ่งขึ้น

[caption id="attachment_63139" align="aligncenter" width="1024"] งานนี้ เขาไม่ได้มาขายไก่ผสมยาไอซ์ แต่มาในบทบาทใหม่ของ จอมเผด็จการ แห่ง Far Cry 6[/caption]

เพราะในโลกที่ห่างไกลออกไป จน ‘เสียงตะโกน’ นั้นไม่อาจได้ยิน มันกำลังบ่งบอก และสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ และคงความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่เราจะทำความเข้าใจกับมัน แม้สักนิด ก็น่าจะเพียงพอ

ความหมาย และธรรมชาติของ ‘เผด็จการ’




ถ้ากล่าวกันถึงการปกครองในแบบ ‘เผด็จการ’ แล้วนั้น ภาพจำที่เรามักจะนึกออกโดยสามัญ ก็มักจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนคณะปกครองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม (ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กับกลุ่มคณะนักศึกษาที่ออกไปเดินขบวนในเวลานี้…) กระนั้นแล้ว ความเป็น ‘เผด็จการ’ ก็อาจจะต้องแยกย่อยออกไปสองกลุ่ม สองความหมายด้วยกัน



-Despotism หรือรูปแบบการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด ที่อำนาจสั่งการ ดำเนินการ และการปกครอง อยู่ภายใต้คนหรือคณะเพียงกลุ่มเดียว มีความชัดเจน ไม่เหลือที่ว่างไว้ให้กับความเห็นต่างใดๆ และมีการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด เช่นการปกครองของอาณาจักรโรมันก่อนคริสตกาล หรือเกาหลีเหนือ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลคิม ที่สืบทอดระบบจูเชมาตั้งแต่รุ่นปู่จากช่วงสงครามเย็น หรือการปกครองระบอบทหารของอีดี อาร์มิน ‘นักเชือดแห่งอูกันดา’ ที่ปกครองประเทศใต้ความกลัวมาอย่างยาวนานถึงแปดปี ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1979 ก่อนจะถูกโค่นล้มอำนาจลงโดยประชาชน



-Dictatorship หรือ Autocracy อำนาจนิยม ระบบนี้จะมีความใกล้เคียงกับ Despotism เพียงแต่จะมีลักษณะที่ซับซ้อนในการถือกำเนิดขึ้นมาของมัน เพราะมันอาจจะเริ่มต้นจากการปฏิวัติโดยประชาชน การเลือกตัวแทนเพียงหนึ่งเดียว และกลายสภาพมาสู่รูปแบบการปกครองอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับเหล่าชนชั้นสูงหรือ Technocrat ที่ได้ประโยชน์และเอื้อให้ระบอบการปกครองนี้ยังคงดำเนินต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ คิวบาในสมัยของฟุลเจนชิโอ บาติสตา (ก่อนถูกปฏิวัติโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์ของฟิเดล คาสโตรและเช เกวารา...) หรือการขึ้นสู่อำนาจของลัทธินาซีของเยอรมนีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

แม้ว่าจะมีต้นสายธารที่แตกต่างกัน แต่ความเป็น ‘เผด็จการ’ นั้นก็มีจุดร่วมที่เหมือนกัน นั่นคือการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การกำราบผู้เห็นต่างด้วยกำลังและการโฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงการปลูกฝังความคิดและการ ‘ปิดประเทศ’ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไปจนถึงการวางรากฐานของกลุ่มผู้ร่วมก่อการ สืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ และวางตัวเองไว้บนเวทีโลกภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยังคงปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ แต่โอบรับแนวคิดแบบเสรีทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือ เป็นต้น)

กล่าวโดยสรุป เราอาจจะสามารถจำแนก ‘วงจรชีวิต’ ของระบอบเผด็จการเอาไว้ได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้



  1. -เกิดความไม่พอใจของประชาชนต่อระบอบการปกครองและผู้ปกครองดั้งเดิม

  2. -กลุ่มอำนาจใหม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือให้คำสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม

  3. -กลุ่มอำนาจใหม่ โค่นล้มอำนาจเก่า และตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง

  4. -กลุ่มอำนาจใหม่ เริ่มออกกฎระเบียบที่กีดกั้นเสรีภาพของประชาชนในทุกมิติ ก่อนจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวงจรอีกครั้ง


ทั้งหมดนี้ น่าจะพอช่วยให้เราเห็นภาพและความแตกต่างของระบอบ ‘เผด็จการ’ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้โดยสังเขปอย่างหยาบๆ แต่พอเห็นภาพได้ (แม้ว่าในความเป็นจริง มันจะมีหลากหลายปัจจัยและมิติที่ส่งผลให้เกิดสภาวะแห่งการก่อกำเกิดเผด็จการ...) กระนั้นแล้ว ในเกมซีรีส์ Far Cry มันกำลังเดินอยู่ในเส้นทางของความเป็น ‘เผด็จการ’ แบบใด? นี่คือสิ่งที่น่านำมาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง

 ดินแดนไกลตะโกน ที่ความเป็นเผด็จการเริ่ม ‘สุกงอม’




ถ้าเราหยิบยกเอาแนวคิดของความเป็น ‘เผด็จการ’ เข้ามาจับในความเป็นไปของซีรีส์ Far Cry ตั้งแต่ภาคสองเป็นต้นมานั้น เราอาจจะพบว่า มันกำลังนำเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย ชัดเจน และอยู่ในช่วง ‘ท้าย’ ของวงจรชีวิตเผด็จการ ซึ่งมันเอื้อต่อการประสานเข้ากับเกมการเล่นในแบบโลกเปิดของ First Person Shooter ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ



เพราะแม้จะแตกต่างทางอุดมการณ์เบื้องต้น ไม่ว่าจะตั้งแต่ The Jackal พ่อค้าอาวุธใน Far Cry 2 ที่เป็นนักอนาธิปไตย (Anarchism), กลุ่มกองโจรของ Vaas Montenegro ที่มีลักษณะของ ‘ชนเผ่า’ ใน Far Cry 3 (Tribalism), การเป็นนัก ‘ฉวยโอกาส’ ของ Pagan Min ที่พาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดของ Kyrat ใน Far Cry 4 (Opportunism) และการเป็นศาสดาคนคลั่งของหลวงพ่อ Joseph Seed ใน Far Cry 5 (Evangelism) เหล่านี้ ถูกวางเอาไว้ให้เป็นความสุดโต่งในสเปคตรัมของวงจรชีวิตแห่งความเป็นเผด็จการด้วยกันแทบทั้งสิ้น มันผ่านวงจรของการเรียกร้อง มันผ่านการกำราบความเห็นต่างด้วยพละกำลัง มันมีเป้าหมายของการเป็นอำนาจเชิงเดี่ยวหรือ Despotism โดยเนื้อใน ที่ที่การใช้ ‘กำลัง’ จากฝ่ายต่อต้าน คือทางออกสุดท้าย อันเป็นการกลั่นถึงจุดสูงสุดและ ‘สุกงอม’ ตัดทอนวงจรในขั้นตอนอื่นของความเป็นเผด็จการออกไปโดยสิ้นเชิง



อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Far Cry 6 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นานนั้น อยู่ที่มันเป็นครั้งแรก ที่ซีรีส์ Far Cry มีตัวร้าย (Antagonist) อยู่สองคน นั่นคือ Anton Castillo และลูกชายวัยรุ่น Diego Castillo และทาง Ubisoft ก็ได้ออกตัวว่า นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการบอกเล่าเชิงเนื้อหาครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงการ ‘ส่งมอบอำนาจ’ ของความเป็นเผด็จการ ภายใต้ฉากหลังอย่างประเทศ Yara ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศอย่างคิวบา และอยู่ในจุดที่ ‘สุกงอม’ ของการต่อต้านและการสู้รบแบบกองโจร แต่มีตัวแปรสำคัญอย่าง Diego Castillo ที่จะขยายมิติของการต่อสู้ครั้งนี้ให้กว้างออกไป

ก้าวต่อไปอันลุ่มลึก และการนำเสนอมิติแห่ง ‘เผด็จการ’ ใน Far Cry 6




สิ่งที่เราพอจะบอกได้ในครั้งนี้ (Far Cry 6) คือการเจาะลึกลงไปในส่วนของเนื้อหา ที่ๆ Anton, Diego และ Danny Rojas จะเป็นสามเสาหลักที่ฉายให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคนสามคนที่มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในช่วงท้าย’ Navid Khavari ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Far Cry 6 กล่าวให้สัมภาษณ์แก่สื่อ ถึงการเลือกใช้ตัวละคร ‘สามเสาหลัก’ และการเพิ่มมิติทางเนื้อหาที่มากยิ่งกว่า Far Cry เกมอื่นๆ ในซีรีส์ที่ผ่านมา



เราอาจจะต้องมาคอยติดตามกันต่อไป ว่าเมื่อถึงวันที่ Far Cry 6 ออกวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 นั้น ทีมออกแบบและเนื้อหาของเกม จะสามารถสร้างมิติที่ลุ่มลึกในวงจรและอำนาจของความเป็น ‘เผด็จการ’ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับ Trailer เปิดตัวในงาน Ubisoft Forward นั้น ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พวกเขาค่อนข้างที่จะเข้าใจและ ‘จับอยู่มือ’ ในธีมของความเป็นเผด็จการมากน้อยแค่ไหน และให้ มุมมอง เกี่ยวกับความเป็น เผด็จการ ที่พวกเขาอยากจะนำเสนอที่กว้างกว่าเดิมเพียงใด

‘ประเทศของเรามันก็เหมือนระเบิดมือลูกนี้ เพียงแต่มันประกอบด้วยสองส่วนนั่นคือ ตัวลูก และประชาชน’ Anton Castillo กล่าวกับ Diego Castillo ในขณะที่กลุ่มประชาชนกำลังลุกฮืออยู่หน้าจวนประธานาธิบดี ‘และถ้าลูกไม่จับมันไว้ให้อยู่มือ มันก็เพียงแค่รอเวลา “ระเบิด” เพียงเท่านั้น ลูกเข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?’



ประโยคสั้นๆ ของ ปรัชญาระเบิดมือ ใน Trailer ของ Far Cry 6 นั้นมีความนัยแฝงเกี่ยวกับหลักของเผด็จการอยู่ในที นั่นเพราะความเป็นเผด็จการ จะไม่มองส่วนประกอบและความหลากหลายอื่นอันใด จะมีเพียง ‘ตัวเอง’ และประชาชน และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทำตามและอยู่ในระเบียบอย่างไม่มีคำถามหรือข้อสงสัย เคลื่อนไหวเป็นองคาพยพเดียวกัน

และแม้ว่าซีรีส์ Far Cry จะนำเสนอเพียง ‘ปลายทาง’ ของวงจรแห่งอำนาจเผด็จการ แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจถึงความจริงข้อหนึ่ง ที่ยังคงเป็นสากล ไม่ว่าจะในเวลาไหน หรือภูมิภาคใด …


“เพราะอำนาจเผด็จการนั้นไม่เคยคงทน เปราะบาง และจำต้องถูกสลายไปตามระยะเวลา ไม่ว่าจะมีแรงผลักหนุนเสริมหรือการกระทำใดๆ จากภายนอกหรือไม่ก็ตาม…”

บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
HYENAS เกมออนไลน์ FPS จาก SEGA ให้ไปปล้นของนอกโลก และต้องแย่งกับผู้เล่นอื่น จะเปิดให้เล่นในปี 2023!
IHu
ผู้จัดงาน The Game Awards 2022 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 นี้ เผยว่าจะมีเกมใหม่มาเปิดตัวมากถึง 30-40 เกม!
IHu
ผู้สร้าง Need for Speed Unbound เผยว่าที่เกมไม่ลง PS4 กับ Xbox One ก็เพื่อให้เกมยอดเยี่ยมแบบไร้ข้อจำกัด!
IHu
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
GameFever TH | เพราะเกมคือชีวิต
ด้วยรสชาติและวงจรแห่ง อำนาจ : วิเคราะห์ความเป็น เผด็จการ ในซีรีส์ Far Cry
10/08/2020


  • หมายเหตุ : บทความนี้ จะวิเคราะห์เกมในซีรีส์ Far Cry ภาคหลัก ตั้งแต่ภาคสอง จนถึงภาคหกที่เปิดตัวไปไม่นาน และผู้เขียนขออนุญาตตัดภาค Spin-Off ที่ไม่เกี่ยวข้อง (Blood Dragon, New Dawn) ออก เพื่อคงไว้ซึ่งธีมและสิ่งที่อยากนำเสนอ 

  • หมายเหตุ 2 : บทความนี้เป็นความคิดเห็นและการวิเคราะห์ส่วนตัวของผู้เขียนที่มีต่อระบบ เผด็จการ เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งชี้ขาด หรือข้อเขียนทางวิชาการใดๆ ...


ในห้วงเวลาปัจจุบัน ที่องศาทางการเมืองในทุกภูมิภาคของโลกกำลังอยู่ในสภาวะร้อนแรง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุเริ่มปรากฏให้เห็นในเชิงปฏิบัติ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรากำลังอยู่ในหัวโค้งที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้ความเข้าใจแบบเดิมๆ ของเราที่มีต่อรูปแบบการปกครองต้องถูกฉีกทึ้ง และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ที่จะผลิดอกออกผลในเวลาถัดมา (เช่น การเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษาของประเทศไทย ที่เริ่มแพร่หลายกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม)



และเช่นเดียวกัน สื่อ ‘วิดีโอเกม’ ก็มีพรรษามากพอที่จะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผ่านการนำเสนอในชิ้นงานต่างๆ ทั้งทางด้านภาพ เสียง จนถึงนัยที่แฝงเข้ามา และคงไม่มีเกมไหน ที่พูดถึงการดำรงอยู่ของระบอบ ‘เผด็จการ’ ได้ชัดเจนได้เท่ากับซีรีส์ Far Cry จากค่าย Ubisoft ที่ใช้ตัวร้ายเป็นแกนหลักในการเปิดตัวมานับตั้งแต่ภาคที่ 3 เป็นต้นมา



อย่างไรก็ตาม ความเป็น ‘เผด็จการ’ ในซีรีส์ Far Cry นั้น สัมพันธ์กับหลักของโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่? มันได้นำเสนอครบถ้วนในทุกแง่มุมและธรรมชาติของเผด็จการอย่างไร? เหล่านี้ เป็นคำถามที่น่าสงสัย และน่าหาคำตอบร่วมไปพร้อมกัน ในขณะที่วิดีโอเกมนั้น ยากที่จะออกห่างจาก การเมือง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เพราะบางที ด้วยธรรมชาติของสื่อวิดีโอเกม และการเป็นเกมแนว First Person Shooter ของมัน อาจจะมีสิ่งที่ตกหล่นหายไประหว่างทาง และเมื่อการเปิดตัวภาค 6 ที่ได้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง Giancarlo Esposito จากซีรีส์ Breaking Bad มาเป็น ‘เผด็จการ’ คนล่าสุด ก็อาจจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของระบอบเหล่านี้ และผลลัพธ์ที่ตามมาได้ดียิ่งขึ้น

[caption id="attachment_63139" align="aligncenter" width="1024"] งานนี้ เขาไม่ได้มาขายไก่ผสมยาไอซ์ แต่มาในบทบาทใหม่ของ จอมเผด็จการ แห่ง Far Cry 6[/caption]

เพราะในโลกที่ห่างไกลออกไป จน ‘เสียงตะโกน’ นั้นไม่อาจได้ยิน มันกำลังบ่งบอก และสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ และคงความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่เราจะทำความเข้าใจกับมัน แม้สักนิด ก็น่าจะเพียงพอ

ความหมาย และธรรมชาติของ ‘เผด็จการ’




ถ้ากล่าวกันถึงการปกครองในแบบ ‘เผด็จการ’ แล้วนั้น ภาพจำที่เรามักจะนึกออกโดยสามัญ ก็มักจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนคณะปกครองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม (ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กับกลุ่มคณะนักศึกษาที่ออกไปเดินขบวนในเวลานี้…) กระนั้นแล้ว ความเป็น ‘เผด็จการ’ ก็อาจจะต้องแยกย่อยออกไปสองกลุ่ม สองความหมายด้วยกัน



-Despotism หรือรูปแบบการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด ที่อำนาจสั่งการ ดำเนินการ และการปกครอง อยู่ภายใต้คนหรือคณะเพียงกลุ่มเดียว มีความชัดเจน ไม่เหลือที่ว่างไว้ให้กับความเห็นต่างใดๆ และมีการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด เช่นการปกครองของอาณาจักรโรมันก่อนคริสตกาล หรือเกาหลีเหนือ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลคิม ที่สืบทอดระบบจูเชมาตั้งแต่รุ่นปู่จากช่วงสงครามเย็น หรือการปกครองระบอบทหารของอีดี อาร์มิน ‘นักเชือดแห่งอูกันดา’ ที่ปกครองประเทศใต้ความกลัวมาอย่างยาวนานถึงแปดปี ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1979 ก่อนจะถูกโค่นล้มอำนาจลงโดยประชาชน



-Dictatorship หรือ Autocracy อำนาจนิยม ระบบนี้จะมีความใกล้เคียงกับ Despotism เพียงแต่จะมีลักษณะที่ซับซ้อนในการถือกำเนิดขึ้นมาของมัน เพราะมันอาจจะเริ่มต้นจากการปฏิวัติโดยประชาชน การเลือกตัวแทนเพียงหนึ่งเดียว และกลายสภาพมาสู่รูปแบบการปกครองอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับเหล่าชนชั้นสูงหรือ Technocrat ที่ได้ประโยชน์และเอื้อให้ระบอบการปกครองนี้ยังคงดำเนินต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ คิวบาในสมัยของฟุลเจนชิโอ บาติสตา (ก่อนถูกปฏิวัติโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์ของฟิเดล คาสโตรและเช เกวารา...) หรือการขึ้นสู่อำนาจของลัทธินาซีของเยอรมนีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

แม้ว่าจะมีต้นสายธารที่แตกต่างกัน แต่ความเป็น ‘เผด็จการ’ นั้นก็มีจุดร่วมที่เหมือนกัน นั่นคือการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การกำราบผู้เห็นต่างด้วยกำลังและการโฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงการปลูกฝังความคิดและการ ‘ปิดประเทศ’ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไปจนถึงการวางรากฐานของกลุ่มผู้ร่วมก่อการ สืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ และวางตัวเองไว้บนเวทีโลกภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยังคงปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ แต่โอบรับแนวคิดแบบเสรีทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือ เป็นต้น)

กล่าวโดยสรุป เราอาจจะสามารถจำแนก ‘วงจรชีวิต’ ของระบอบเผด็จการเอาไว้ได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้



  1. -เกิดความไม่พอใจของประชาชนต่อระบอบการปกครองและผู้ปกครองดั้งเดิม

  2. -กลุ่มอำนาจใหม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือให้คำสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม

  3. -กลุ่มอำนาจใหม่ โค่นล้มอำนาจเก่า และตั้งตัวเป็นผู้ปกครอง

  4. -กลุ่มอำนาจใหม่ เริ่มออกกฎระเบียบที่กีดกั้นเสรีภาพของประชาชนในทุกมิติ ก่อนจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวงจรอีกครั้ง


ทั้งหมดนี้ น่าจะพอช่วยให้เราเห็นภาพและความแตกต่างของระบอบ ‘เผด็จการ’ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้โดยสังเขปอย่างหยาบๆ แต่พอเห็นภาพได้ (แม้ว่าในความเป็นจริง มันจะมีหลากหลายปัจจัยและมิติที่ส่งผลให้เกิดสภาวะแห่งการก่อกำเกิดเผด็จการ...) กระนั้นแล้ว ในเกมซีรีส์ Far Cry มันกำลังเดินอยู่ในเส้นทางของความเป็น ‘เผด็จการ’ แบบใด? นี่คือสิ่งที่น่านำมาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง

 ดินแดนไกลตะโกน ที่ความเป็นเผด็จการเริ่ม ‘สุกงอม’




ถ้าเราหยิบยกเอาแนวคิดของความเป็น ‘เผด็จการ’ เข้ามาจับในความเป็นไปของซีรีส์ Far Cry ตั้งแต่ภาคสองเป็นต้นมานั้น เราอาจจะพบว่า มันกำลังนำเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย ชัดเจน และอยู่ในช่วง ‘ท้าย’ ของวงจรชีวิตเผด็จการ ซึ่งมันเอื้อต่อการประสานเข้ากับเกมการเล่นในแบบโลกเปิดของ First Person Shooter ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ



เพราะแม้จะแตกต่างทางอุดมการณ์เบื้องต้น ไม่ว่าจะตั้งแต่ The Jackal พ่อค้าอาวุธใน Far Cry 2 ที่เป็นนักอนาธิปไตย (Anarchism), กลุ่มกองโจรของ Vaas Montenegro ที่มีลักษณะของ ‘ชนเผ่า’ ใน Far Cry 3 (Tribalism), การเป็นนัก ‘ฉวยโอกาส’ ของ Pagan Min ที่พาตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดของ Kyrat ใน Far Cry 4 (Opportunism) และการเป็นศาสดาคนคลั่งของหลวงพ่อ Joseph Seed ใน Far Cry 5 (Evangelism) เหล่านี้ ถูกวางเอาไว้ให้เป็นความสุดโต่งในสเปคตรัมของวงจรชีวิตแห่งความเป็นเผด็จการด้วยกันแทบทั้งสิ้น มันผ่านวงจรของการเรียกร้อง มันผ่านการกำราบความเห็นต่างด้วยพละกำลัง มันมีเป้าหมายของการเป็นอำนาจเชิงเดี่ยวหรือ Despotism โดยเนื้อใน ที่ที่การใช้ ‘กำลัง’ จากฝ่ายต่อต้าน คือทางออกสุดท้าย อันเป็นการกลั่นถึงจุดสูงสุดและ ‘สุกงอม’ ตัดทอนวงจรในขั้นตอนอื่นของความเป็นเผด็จการออกไปโดยสิ้นเชิง



อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Far Cry 6 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นานนั้น อยู่ที่มันเป็นครั้งแรก ที่ซีรีส์ Far Cry มีตัวร้าย (Antagonist) อยู่สองคน นั่นคือ Anton Castillo และลูกชายวัยรุ่น Diego Castillo และทาง Ubisoft ก็ได้ออกตัวว่า นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการบอกเล่าเชิงเนื้อหาครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงการ ‘ส่งมอบอำนาจ’ ของความเป็นเผด็จการ ภายใต้ฉากหลังอย่างประเทศ Yara ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศอย่างคิวบา และอยู่ในจุดที่ ‘สุกงอม’ ของการต่อต้านและการสู้รบแบบกองโจร แต่มีตัวแปรสำคัญอย่าง Diego Castillo ที่จะขยายมิติของการต่อสู้ครั้งนี้ให้กว้างออกไป

ก้าวต่อไปอันลุ่มลึก และการนำเสนอมิติแห่ง ‘เผด็จการ’ ใน Far Cry 6




สิ่งที่เราพอจะบอกได้ในครั้งนี้ (Far Cry 6) คือการเจาะลึกลงไปในส่วนของเนื้อหา ที่ๆ Anton, Diego และ Danny Rojas จะเป็นสามเสาหลักที่ฉายให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคนสามคนที่มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในช่วงท้าย’ Navid Khavari ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Far Cry 6 กล่าวให้สัมภาษณ์แก่สื่อ ถึงการเลือกใช้ตัวละคร ‘สามเสาหลัก’ และการเพิ่มมิติทางเนื้อหาที่มากยิ่งกว่า Far Cry เกมอื่นๆ ในซีรีส์ที่ผ่านมา



เราอาจจะต้องมาคอยติดตามกันต่อไป ว่าเมื่อถึงวันที่ Far Cry 6 ออกวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 นั้น ทีมออกแบบและเนื้อหาของเกม จะสามารถสร้างมิติที่ลุ่มลึกในวงจรและอำนาจของความเป็น ‘เผด็จการ’ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับ Trailer เปิดตัวในงาน Ubisoft Forward นั้น ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พวกเขาค่อนข้างที่จะเข้าใจและ ‘จับอยู่มือ’ ในธีมของความเป็นเผด็จการมากน้อยแค่ไหน และให้ มุมมอง เกี่ยวกับความเป็น เผด็จการ ที่พวกเขาอยากจะนำเสนอที่กว้างกว่าเดิมเพียงใด

‘ประเทศของเรามันก็เหมือนระเบิดมือลูกนี้ เพียงแต่มันประกอบด้วยสองส่วนนั่นคือ ตัวลูก และประชาชน’ Anton Castillo กล่าวกับ Diego Castillo ในขณะที่กลุ่มประชาชนกำลังลุกฮืออยู่หน้าจวนประธานาธิบดี ‘และถ้าลูกไม่จับมันไว้ให้อยู่มือ มันก็เพียงแค่รอเวลา “ระเบิด” เพียงเท่านั้น ลูกเข้าใจที่พ่อพูดรึเปล่า?’



ประโยคสั้นๆ ของ ปรัชญาระเบิดมือ ใน Trailer ของ Far Cry 6 นั้นมีความนัยแฝงเกี่ยวกับหลักของเผด็จการอยู่ในที นั่นเพราะความเป็นเผด็จการ จะไม่มองส่วนประกอบและความหลากหลายอื่นอันใด จะมีเพียง ‘ตัวเอง’ และประชาชน และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทำตามและอยู่ในระเบียบอย่างไม่มีคำถามหรือข้อสงสัย เคลื่อนไหวเป็นองคาพยพเดียวกัน

และแม้ว่าซีรีส์ Far Cry จะนำเสนอเพียง ‘ปลายทาง’ ของวงจรแห่งอำนาจเผด็จการ แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจถึงความจริงข้อหนึ่ง ที่ยังคงเป็นสากล ไม่ว่าจะในเวลาไหน หรือภูมิภาคใด …


“เพราะอำนาจเผด็จการนั้นไม่เคยคงทน เปราะบาง และจำต้องถูกสลายไปตามระยะเวลา ไม่ว่าจะมีแรงผลักหนุนเสริมหรือการกระทำใดๆ จากภายนอกหรือไม่ก็ตาม…”


บทความที่คล้ายกัน

ล่าสุด
AfreecaTV จัดทัวร์แข่งสุดมันส์ VALORANT SEA Invitational 2022 ทีมดังไทยเข้าร่วม 5 ทีม ชิงเงินรางวัลรวมเกือบล้านบาท
HYENAS เกมออนไลน์ FPS จาก SEGA ให้ไปปล้นของนอกโลก และต้องแย่งกับผู้เล่นอื่น จะเปิดให้เล่นในปี 2023!
IHu
ผู้จัดงาน The Game Awards 2022 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 นี้ เผยว่าจะมีเกมใหม่มาเปิดตัวมากถึง 30-40 เกม!
IHu
ผู้สร้าง Need for Speed Unbound เผยว่าที่เกมไม่ลง PS4 กับ Xbox One ก็เพื่อให้เกมยอดเยี่ยมแบบไร้ข้อจำกัด!
IHu
เกม Sifu กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดงโดยผู้สร้าง John Wick!
IHu
The Last of Us ฉบับ TV Series ปล่อยตัวอย่างใหม่เผยเรื่องราวหลัก ยั่วก่อนฉายจริง !!
BASUP!
Editors' Choice
[G-STAR 2022] เล่นมาเล่า: ส่อง 3 โปรเจกต์ใหม่จากซีรีส์ Ragnarok ในงานเกมเกาหลี
BASUP!
[Review] Pokémon Scarlet & Violet ก้าวแรกสู่ Open-World แท้ของซีรีส์โปเกม่อน ที่อาจไม่สวยงาม แต่ยังสนุกตามสูตร
sLAUGHTER
[Review] รีวิว Gotham Knights เกม Open World Coop ที่ 4 ลูกศิษย์แบทแมนต้องมาดูแลเมือง และสู้วายร้ายแทน!
IHu
[บทความ] Dead Island ตำนานเกาะนรกแห่งความตราตรึง ที่กำลังจะมีภาค 2 หลังหายไป 8 ปี
Sonicman007
Show header