Image default
บทความ

พรีวิว Anthem – เล่าความรู้สึกจากเดโมครั้งล่าสุด

น่าจะเป็นหนึ่งในเกมฟอร์มใหญ่ที่มีคนรอคอยอยู่เยอะเหมือนกันกับ Anthem เกม FPS-RPG (หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Shooter-Looter) ใหม่ล่าสุดจากค่ายผู้สร้างเกม RPG มือฉมัง Bioware ที่กำลังจะวางจำหน่ายในอีกไม่กี่อาทิตย์นี้แล้ว!

ก่อนหน้าที่จะถึงวันวางจำหน่ายจริงช่วงสิ้นเดือนนี้ ทางผู้พัฒนาก็ได้เปิดเดโมให้ผู้เล่นได้ลองเข้าไปสัมผัสเกมกันก่อนถึงสองรอบ ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคมและ 1-3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางทีมงาน GameFever เองก็ได้ร่วมทดสอบเกมรอบที่สองมาด้วย จึงอยากจะมาพูดถึงความรู้สึกจากการเล่น และความเห็นเกี่ยวกับเกมโดยรวมเท่าที่สัมผัสในเดโม แบบแบ่งเป็นข้อๆ ให้อ่านง่ายๆ กันไปเลยจ้า

(หมายเหตุ: พรีวิวนี้จะไม่พูดถึงปัญหาเรื่องเซิฟเวอร์หรือกราฟิค เพราะเชื่อว่าน่าจะปรับปรุงขึ้นในเกมตัวเต็ม)


ก่อนอื่นคงต้องยอมรับก่อนว่าผู้เขียนถือเป็นคนหนึ่งที่มีความชอบเกมแนว Shooter-Looter หรือเกมยิงปืนที่เน้นระบบ RPG และการเก็บไอเทมอย่าง Destiny หรือ The Division อยู่แล้วพอสมควร ด้วยเกมเพลย์แนวยิงปืน (ทั้งแบบ FPS และ TPS) ที่เข้าถึงง่าย และระบบเกมเพลย์โดยรวมที่ค่อนข้างเรียบง่าย เน้นการเก็บไอเทมที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เอาไว้เล่นกับเพื่อนได้เพลินๆ เป็นเวลานานพอสมควร

ด้วยประการฉะนี้เอง เกม Anthem จึงเป็นเกมที่ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เล่นอยู่พอสมควร ด้วยโครงสร้างเกมที่ชอบอยู่แล้ว ผนวกกับระบบคอมโบสกิลและการบินที่อิสระด้วย เรียกว่ายิ่งเผยข้อมูลออกมาก็ยิ่งอยากเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

หลังจากที่ได้สัมผัสเกมมาด้วยตัวเองจริงๆ นั้น ผู้เขียนคงต้องยอมรับว่าเกม Anthem อาจจะมีเกมเพลย์ที่เล่นให้สนุกง่ายจริงๆ และระบบการบิน การคอมโบสกิล และการยิงปืนล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้ดีในระดับที่น่าพอใจ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็อดเป็นห่วงไม่ได้เช่นกันว่าเกม Anthem จะมีเนื้อหาตอนวางจำหน่ายพอที่จะดึงความสนใจผู้เล่นไปได้นานแค่ไหน ดูจากข้อมูลที่ผู้พัฒนาเคยประกาศออกมารวมกับสิ่งที่มีให้เห็นในเดโม แม้ว่าเนื้อหาที่มีอยู่จะยังเล่นสนุกอยู่ แต่ถ้าเนื้อหาเหล่านั้นมีน้อยเกินไปก็เสี่ยงว่าผู้เล่นจะเบื่อเร็วและทิ้งเกมไปซะก่อนเช่นกัน

ข้อดี: เกมเพลย์สนุกตามสูตร

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ เกมเพลย์ของ Anthem นั้นถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าพอใจประมาณหนึ่ง มันอาจจะไม่ใช่เกมที่เล่นแล้วรู้สึกสนุกลืมโลกในระดับเดียวกับ God of War หรือ The Last of Us แต่ก็เล่นได้เรื่อยๆ โดยไม่เบื่อ แถมยังมีไอเทมและอาวุธใหม่ๆ มาให้ลองใช้เรื่อยๆ ด้วย ซึ่งคนที่ชื่นชอบการเก็บไอเทมเพื่อพัฒนาตัวละครไปเรื่อยๆ ในแนวเกมอย่าง Destiny หรือกระทั่ง Diablo น่าจะชอบกัน

สำหรับระบบการยิงปืนของเกมนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ อาวุธที่มีให้ใช้ (อย่างน้อยในเดโม) ก็ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงปืนชนิดเดิมๆ อย่าง Shotgun, Assault Rifle, Sniper ฯลฯ แต่สิ่งที่ทำให้การเล่นของเกมพิเศษขึ้นมาคือระบบ RPG และระบบการบิน ที่เพิ่มทางเลือกในการต่อสู้ให้ผู้เล่นมากกว่าแค่การยิงปืนเฉยๆ ด้วย

สำหรับระบบ RPG ของเกมนี้ก็ค่อนข้างเข้าใจง่าย ผู้เล่นทุกคนจะสามารถเลือกขี่หุ่นได้ 4 ชนิดคือ Ranger, Interceptor, Storm และ Colossus ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีอาวุธ/พลังพิเศษ/จุดดีจุดเด่นแตกต่างกันไป (คิดซะว่าเหมือนระบบอาชีพ) ซึ่งก็ช่วยทำให้เกมเพลย์มีความหลากหลายขึ้นมาด้วย

ยกตัวอย่าง หุ่น Storm ที่มีความสามารถเหมือนอาชีพนักเวทย์ มีสกิลที่สร้างความเสียหายสูงในวงกว้างเยอะ แต่ก็เปราะบางมากๆ เช่นกัน แต่หุ่นจะได้รับเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นเมื่อบินอยู่กลางอากาศ ทำให้ผู้เล่นหุ่น Storm ต้องพยายามหาวิธีต่อสู้กลางอากาศมากขึ้น ในขณะที่หุ่น Colossus นั้นจะเน้นที่พลังล้วนๆ ทั้งสำหรับการโจมตีและป้องกัน สามารถใช้อาวุธหนักอย่างปืน Autocannon และ Grenade Launcher ได้ สามารถดึงโล่ห์ออกมาใช้กันการโจมตีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่มีเกราะบาเรียเหมือนหุ่นตัวอื่นๆ (ต้องดึงโล่ห์ออกมากันเท่านั้น) แถมยังอืดอาดกว่า บินเร็ว/นานไม่เท่าหุ่นตัวอื่นๆ และที่สำคัญคือไม่สามารถพุ่งหลบเหมือนหุ่นตัวอื่นๆ ได้เป็นต้น อย่างที่เห็นว่าหุ่นทั้งสองตัวก็มีวิธีเล่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งลึกกว่าความแตกต่างในเรื่องของสกิลหรือค่าสถานะเท่านั้น แถมผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนหุ่นได้ตลอดก่อนเริ่มภารกิจ (ในเดโมมีหุ่นให้ลองเพียงสองตัวเท่านั้น) ทำให้เกมเพลย์สามารถเปลี่ยนไปประมาณหนึ่ง มีความหลากหลายมากขึ้น

อีกหนึ่งระบบที่ทำให้เกมเพลย์ของ Anthem พิเศษกว่าเกมแนวเดียวกันอย่าง Destiny หรือ The Division ก็คือระบบการบิน ที่ทำให้แผนที่ของเกมเปิดกว้างขึ้นกว่าเกมคู่แข่งแนวเดียวกันแบบแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย การที่เกมปล่อยให้เราบินได้อย่างอิสระทำให้แผนที่ของเกมสามารถออกแบบมาให้มีความสูงหลายระดับ ทำให้การเดินทางไปตามแผนที่ของเกมให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลัง ‘เดินทาง’ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ในกรณีของ Destiny ที่เอาเข้าจริงเป็นเพียงห้องเล็กๆ หลายๆ ห้องต่อกัน ทำให้เกมรู้สึกแคบกว่า แม้ว่าจริงๆ แล้วขนาดของแผนที่โดยรวมอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากก็ตาม (แต่เอาจริงๆ มันต่างกันมากนั่นแหละ 555)

การบินยังเปิดช่องให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการต่อสู้มากขึ้น เราอาจจะบินลอยอยู่กับที่เพื่อหามุมยิงศัตรูดีๆ หรือเราอาจจะบินหนีออกมาจากกลุ่มศัตรูเพื่อตั้งหลักก็ได้ ซึ่งระบบนี้อาจจะไม่ได้ถึงกับเปลี่ยนระบบการต่อสู้ไปอย่างใหญ่หลวง แต่ก็ทำให้การยิงปืนมีอรรถรสมากกว่าแค่การวิ่งโดดไปมาบนพื้นเหมือนเกมอื่นๆ นั่นเอง

สิ่งสุดท้ายที่อยากชมก็คือเรื่องระบบสกิล ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมลูกรักของ Bioware อย่างซีรี่ย์ Mass Effect นั่นเอง โดยสกิลในเกมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ๆ คือ Primer, Detonator และสกิลดาเมจทั่วไป ซึ่งสกิล Primer นั้นเหมือนเป็นการ ‘เซ็ต’ คอมโบ ซึ่งจะทำให้ศัตรูติดสถานะผิดปกติต่างๆ เช่นไฟไหม้หรือแช่แข็ง และเมื่อเราโจมตีศัตรูเหล่านี้ซ้ำด้วยสกิลประเภท Detonator (หรือให้เพื่อนมาใช้สกิลก็ได้) ก็จะทำให้เกิดผลพิเศษต่างๆ ตามชนิดของหุ่นที่ใช้สกิล Detonator ด้วย อย่างถ้าหุ่น Ranger เป็นคนใช้ Detonator จะทำให้ศัตรูตัวที่โดนโจมตีได้รับความเสียหายสูงเป็นพิเศษ ในขณะที่ถ้าเป็นหุ่น Storm จะทำให้สถานะผิดปกติจากสกิล Primer แพร่ไปสู่ศัตรูตัวอื่นๆ เป็นวงกว้าง ทำให้ผู้เล่นสามารถใช้สกิล Detonator เพื่อทำคอบโบต่อได้ทันที ซึ่งก็ทำให้เกมเพลย์มีความลึกขึ้นอีกระดับเพราะแต่ละสถานการณ์อาจจะเหมาะกับเอฟเฟกคอมโบของหุ่นชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ ส่วนสกิลทั้วไปก็คือสกิลที่ไม่ได้เป็นทั้ง Primer และ Detonator แต่มักจะทำความเสียหายเพียวๆ ได้มากกว่าสกิลสองชนิดข้างต้นนั่นเอง

สำหรับระบบสกิลของเกมก็ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจประมาณหนึ่ง โดยหุ่นแต่ละชนิดจะสามารถสวมใส่สกิลได้หุ่นละสามช่อง (สกิลต่อสู้สอง และสกิลพิเศษประจำหุ่นอีกหนึ่ง) ซึ่งเราสามารถเลือกเองได้หมดว่าสกิลแต่ละช่องจะเป็นสกิลชนิดไหน อาจจะเป็นสกิล Primer และ Detonator อย่างละหนึ่งเพื่อให้เราสามารถทำคอมโบด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ หรือสำหรับคนที่มีเพื่อนเล่นประจำ อาจจะสามารถนำไปเฉพาะสกิล Primer สองสกิลเพื่อเล่นประสานกับเพื่อนอย่างเดียวก็ได้ ทำให้ผู้เล่นมีทางเลือกในการปรับแต่งตัวละครให้ตรงกับวิธีเล่นของเราได้ด้วย

โดยรวมๆ แล้ว เกมเพลย์ของเกม Anthem ถือว่ามีความลึกและใหม่มากพอที่จะทำให้มีความน่าสนใจมากกว่าเกมแนวเดียวกันอื่นๆ ด้วยระบบ RPG มากมายของเกมที่ทำให้การเล่นมีพื้นที่ให้กับการเล่นประสานมากกว่าด้วย ทั้งนี้ เนื้อหาในเดโมยังไม่ได้ท้าทายในระดับที่จะต้องใช้การวางแผนเพื่อเอาชนะ แต่ระบบต่างๆ ที่กล่าวมาก็ทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้นในเกมตัวจริงเช่นกัน

ข้อเสีย: เนื้อหา Endgame น้อย, ปืนน่าเบื่อ/ของรางวัลไม่น่าไล่ตาม

สำหรับคนที่ได้เล่นเดโมมาแล้วน่าจะรู้กันดีว่าเนื้อหาในเดโมมีให้ลองเล่นค่อนข้างน้อย ประกอบไปด้วยภารกิจเนื้อเรื่องเพียง 2-3 ภารกิจ และดันเจี้ยนหรือ Stronghold เพียงแห่งเดียวเท่านั้น (ไม่ได้นับการเล่นแบบ Free Play ที่ให้เราไปผจญภัยในแผนที่เกมอย่างอิสระ) ซึ่งก็สนุกดีทั้งหมด แต่ก็ทำให้อดเป็นห่วงเกมขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อหาช่วงท้ายๆ เกมหลังจบเนื้อเรื่อง หรือที่คนเรียกกันว่า Endgame นั่นเอง

เหตุผลที่ผู้เขียนอดเป็นห่วงเนื้อหาช่วง Endgame ไม่ได้นั้นมาจากข้อมูลที่ผู้พัฒนาเคยเปิดเผยว่าเกมตัวเต็มจะมีดันเจี้ยน Stronghold เพียง 3 แห่งเท่านั้น (รวม 1 แห่งที่เราได้ลองเล่นในเดโม) ซึ่งถ้าวัดจากที่เล่นในเดโม แต่ละดันเจี้ยนจะใช้เวลาผ่านประมาณ 30 นาที หมายความว่าผู้เล่นที่เล่นเนื้อเรื่องจนจบไปแล้วจะเหลือเนื้อให้เล่นได้เพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้น และหลังจากนั้นก็ต้องเล่นด่านเดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อหาไอเทม อาจจะมีการปรับระดับความยากได้ และการทำแบบนี้ก็อาจจะทำให้วิธีเล่นในแต่ละดันเจี้ยนเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็จะเป็นด่านเดิม 3 ด่านไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าผู้พัฒนามีแผนจะเพิ่มดันเจี้ยนใหม่ๆ เข้าไปเรื่อยๆ แต่ก็เสี่ยงว่าอาจจะทำให้ผู้เล่นหลายๆ คนเบื่อด่านที่มีอยู่น้อยนิดและเลิกเล่นไปซะก่อนเหมือนกัน

นอกจากนี้ การเพิ่มระดับความยากก็ไม่ได้ทำให้ดันเจี้ยนนั้นๆ เปลี่ยนไปซะทีเดียว เพราะการเพิ่มระดับความยากมีผลเพียงเพิ่มความเสียหายและพลังชีวิตของศัตรูเท่านั้น ไม่ได้มีลูกเล่นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาแต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้การเพิ่มระดับความยากเป็นกิจกรรมที่น่าดึงดูดขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อเกมไม่มีปืนพิเศษพิศดารแบบที่พบได้ใน Destiny ซึ่งถือเป็นเหตุผลใหญ่ๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นยังคงติดเกม Destiny มากเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ พอไม่มีแล้วก็น่าคิดว่าแล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นจะยังคงเล่นเกมนี้ต่อไปเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน เป็นคำถามที่ผู้เขียนยังตอบไม่ได้ในตอนนี้

สรุป

ถ้ามีคนถามผู้เขียนว่า ถ้าวัดจากเดโมอย่างเดียว คิดว่าเกม Anthem น่าซื้อแค่ไหน?์ ผู้เขียนคงต้องตอบไปตามตรงว่าในขณะนี้ยังมีหลายอย่างเกียวกับ Anthem ที่เรายังตอบไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของเกมเพลย์ช่วงท้ายเกมหลังจากที่จบเนื้อเรื่องไปแล้ว ซึ่งอย่างแย่ที่สุดก็หมายความว่าเกมอาจจะมีอายุขัยไม่ยืนยงเหมือนที่ผู้พัฒนาหวังไว้ แต่เกมก็ยังมีอะไรมากพอให้คนที่ชื่นชอบแนวเกม Shooter-Looter หาความเพลิดเพลินได้ประมาณหนึ่งเช่นกัน ส่วนคำถามที่ว่าจะซื้อดีหรือไม่นั้น คงต้องถามตัวเองว่าเราชอบเกมเพลย์แนวนี้แค่ไหนกัน?

Anthem จะวางจำหน่ายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้สำหรับ PS4, Xbox One, PC // ผู้เล่น Xbox One และ PC ที่เป็นสมาชิกบริการ Origin Access ของ EA จะสามารถเข้าเล่นได้ก่อนคนอื่นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

โหลดเกม P.T. ฉบับ Fanmade ฟรี!

GameFever TH

๊ิUbisoft ประกาศเปิดให้เล่น Rainbow Six Siege ฟรีตลอดสุดสัปดาห์นี้

GameFever TH

หรืออีเว้นท์ต่อไปของ Fortnite จะเป็น…Wreck-it-Ralph?

GameFever TH

Leave a Comment