Image default
รีวิว

รีวิว Battlefield V เจ้าแห่งเกมสงคราม ที่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่

แนวเกม: FPS

ผู้พัฒนา: DICE

จัดจำหน่าย: EA

แพลตฟอร์ม: PlayStation 4, Xbox One, PC (Origin)


Battlefield V เกมแนว FPS ภาคต่อจากซีรีส์แนวสงครามของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง EA ที่คุณรู้จักกันดี โดยในภาคนี้ตัวเกมจะพาให้คุณเข้าไปสัมผัสในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางการต่อสู้ของเหล่ามหาอำนาจอย่างฝ่ายสัมพันธมิตร และ ฝ่ายอักษะ เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง โดยตัวเกมได้พัฒนาระบบต่างๆ ให้แตกต่างจากภาค Battlefield 1 อยู่มากพอสมควรเพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวผู้เล่น และถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากสำหรับเกมนี้ที่ต้องบอกว่าพวกเขากล้า !! และอาจจะเป็นมิติใหม่ของเกมที่เราจะได้เห็นไปอีกซักพักสำหรับซีรีส์ Battlefield ภาคถัดๆ ไป

ถึงแม้ว่าในช่วงเปิดตัวนั้น ตัวเกมได้รับคำวิจารณ์ในเชิงลบอยู่มากพอสมควร จนทำให้บัลลังค์ชื่อเสียงคำว่าเฟรนไชส์เกมยอดเยี่ยมนั้นสั่นคลอนลงมาเลยทีเดียว ซึ่งทางผู้พัฒนาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและไปปรับแก้ระบบต่างๆ จนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ตัวเกมนั้นก็ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยในบทความนี้พวกเราชาว GamefeverTH จะมารีวิวเกมนี้อย่างละเอียด ดีหรือไม่ดีตรงไหนจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน พร้อมทั้งการเปรียบเทียบระหว่างภาคนี้กับ Battlefield 1 ที่มันแตกต่างกันยังไง และต้องขอบคุณผู้สนับสนุนใจดีอย่าง NGIN ที่ส่งแผ่น PS4 เกมนี้มาให้เรารีวิวครับ เอาล่ะเราไปชมกันเลย


กราฟิก

ถึงแม้ว่าตัวกราฟิกของเกมภาคนี้จะใช้เอ็นจิ้น Frostbite 3 เหมือนในภาคที่แล้ว แอนิเมชั่นต่างๆ ก็จะคล้ายกันในหลายๆ อย่าง แต่ในเรื่องรายละเอียดต่างๆ ของภาคนี้กลับทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม แสง เสียง เงาต่างๆ ก็ดูสมจริงมากขึ้น เพราะใน Battlefield 1 ที่เราคิดว่าภาพสวยแล้วนั้น แต่มันก็ยังมีความเรียบของดีเทลเล็กน้อยในเรื่องของ แสง เงา ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันยังไม่สมจริงเท่าที่ควร

แต่ต่างจากในภาคนี้ เรื่องแสง เงา คือจัดเต็ม !! จัดเต็มมาก !! กะเอาให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด เหมือนต้องการให้เราได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นจรืงๆ รวมถึงสำหรับสาวก PC ที่คอมแรงก็จะโชคดีกว่าคนอื่น เพราะตัวเกมนี้ก็จะมีระบบ Ray Tracing ที่จะเป็นการสะท้อนเงาฉากในเกมให้เกมสมจริงขึ้นอีกไปอีก แต่ถ้าหากใครที่ต้องการจะใช้ระบบนี้ คุณก็อาจจะต้องใช้การ์ดจอระดับ High End ของค่ายเขียวซีรีส์ 2000 ขึ้นไปด้วย ซึ่งถ้าว่าคอมคุณทำได้ ต้องบอกเลยว่านี่คือเกมที่ภาพสวยที่สุดในตอนนี้เลยทีเดียว

ในภาค Battlefield V จะมีรายละเอียดเรื่องแสง และเงาที่สวยกว่า
ในภาค Battlefield V จะมีรายละเอียดเรื่องแสง และเงาที่สวยกว่า

Single Player

ในภาคนี้ตัวเกมก็ยังคงคอนเซ็บที่จะเล่าเนื้อเรื่องในหลายๆ มุมของยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ดั่งที่เคยทำมาในเกม Battlefield 1 โดยการนำเสนอของภาคนี้จะเน้นเนื้อเรื่องในอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทุกคนไม่เคยเห็นในแต่ละประเทศ โดยจะมีเนื้อเรื่องอยู่ทั้งหมด 4 บทนั่นคือ

  1. Nordlys – สาวน้อยนักฆ่าความสามารถสูงที่จะต้องปลดแอกประเทศ Norway ของตัวเอกจากฝ่ายนาซี พร้อมทั้งต้องช่วยเหลือครอบครัวที่โดนจับตัวไป
  2. Under No Flag – เล่าถึงเรื่องโอกาศที่สองของอาชญากรนามว่า Billy Bridger ที่จะต้องเข้าร่วมกองกำลังรบอังกฤษ เพื่อมารับใช้ชาติแทนที่จะเข้าคุก
  3. Tirailleur – การต่อสู้ของกองกำลังเซเนกัลประเทศฝรั่งเศษที่จะต้องปกป้อง Homeland พื้นที่ ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
  4. The Last Tiger – จะเล่าเรื่องของทหารฝ่ายนาซี กับลูกเรือบนรถถัง The Tiger คนหนึ่งที่เริ่มสงสัยและตั้งคำถามต่ออุดมการณ์ของประเทศตัวเอง (แต่ในเนื้อเรื่องนี้ผมยังไม่ได้เล่น เพราะว่าผู้พัฒนาบอกว่ามันจะตามมาทีหลังนั่นเอง)

โดยตัวเกมเพลย์ในภาคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะระบบการเล่นนั้นจะกลายเป็นรูปแบบ Openworld เต็มตัว มีแนวทางการเล่นหลากหลายมากกว่าก่อน มีอิสระในการผ่านด่านต่างๆ ได้มากขึ้น อย่างเช่นการบุกประจันหน้าเข้าไป หรือจะเป็นการลอบเร้นเข้าไปก็ได้ อาวุธภายในเกมก็มีหลากหลายเพียงแต่เราอาจจะต้องไปไล่เก็บตามแคมป์ศัตรูต่างๆ ซึ่งมันจะทำให้เราต้องสำรวจมากขึ้นนั่นเอง มีการส่อง Mark ตำแหน่งของศัตรูเพื่อให้เล่นได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอย่างเช่นการคอยๆ เก็บทีละตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรู Alert และไปกดเสาสัญญานขอความช่วยเหลือให้เพื่อนมาช่วยเป็นต้น

โหมดเนื้อเรื่องกลายเป็นแนว Openworld เต็มตัว
มีการส่องกล้องหาศํตรูหรือจุดดรอปปืนเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเรา
สามารถรอบเร้นเข้าไปเก็บทีละคนได้

แต่เนื่องจากที่ระบบการเล่นแบบนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องใหม่ที่ Battlefield เคยทำ มันเลยทำให้การดีไซน์ต่างๆ ของแผนที่นั้นออกมาไม่ดีเท่าที่ควร อย่างเช่นภายในเนื้อเรื่องที่เราจะต้องแอบเข้าไปในดงศัตรูเพื่อทำภารกิจ ซึ่งในเนื้อเรื่องของมันก็บังคับแบบกลายๆ แล้วว่าเราจะต้องลอบเร้นเข้าไป แต่ตัวศัตรูนั้นนอกจากที่จะหูไวตาไวแล้ว ข้อจำกัดในการเล่นหรืออาวุธที่เราใช้มันยังไม่ดีพอที่จะทำให้เราผ่านด่านได้แบบ Perfect เพราะบางครั้งศัตรูเองก็จะไม่เดินไปเดินมาเหมือนเกมอื่น อาวุธเริ่มต้นก็จะไม่มีปืนเก็บเสียงนอกจากมีดลับที่สามารถปาให้เข้าหัวเท่านั้น แต่มันก็จะมีพวกปืนเก็บเสียงบ้างตามแคมป์ ซึ่งมันก็แลกกับการที่เราจะต้องไปควานหามันก่อนที่จะทำภารกิจ โดยถ้าใครชอบระบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนถ้าใครไม่ชอบระบบนี้ก็คงจะน่ารำคาญเล็กน้อย

และอย่างที่แย่เลยก็คือใครบางครั้ง ศัตรูนั้นหันหน้าไปทางเดียวกันหมดทุกคน มันเลยทำให้การลอบเร้นยากกว่าเดิมเลยทำให้ความสนุกมันลดทอนลงไป ถ้าให้เปรียบเทียบระบบการลอบเร้นของเกมนี้ มันก็ดูเหมือนเกม Metal Gear Solid V: The Phanton pain เล็กน้อย เพียงแต่เกมนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือกลไกของเกมที่ทำให้เราลอบเร้นสนุกมากกว่าเกมนี้หลายเท่า

บางพื้นที่ศัตรูหันหน้าทางเดียวกัน ซึ่งมันทำให้การรอบเร้นฆ่าทีละตัวยากกว่าเดิม

ส่วนตัวเนื้อเรื่องของเกมนี้ เนื่องจากที่แต่ละบทจะใช้เวลาเพียงแค่ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น การเล่าเรื่องในซีนสำคัญๆ มันเลยทำให้เราไม่อินเท่าที่ควร เพราะเราเองก็พึ่งจะรู้จักตัวละครพวกนี้ได้ไม่นาน เราเลยยังไม่ผูกพันธ์พวกเขาเท่าที่ควร แต่ก็ต้องชมเลยว่าในเรื่องของซีนที่จะสื่อถึงความรักชาติ หรือทำให้เรารู้สึกหึกเหิม ตัวเกมจะสื่อออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งส่วนตัวของผมนั้นจะชอบในบท Under No Flag มากที่สุด เพราะเนื้อเรื่องมันจะทำให้เราเอาใจช่วยเจ้าหนูคนนี้ตลอดเวลา

 


Multiplayer

ในเกม Battlefield V ระบบมัลติเพลยเยอร์นั้นก็จะมีโหมดการเล่นอยู่ด้วยกัน โหมดนั่นคือ

  1. Conquest – โหมดคลาสสิค ที่มีมาตั้งแต่ภาคเก่าๆ เป็นการต่อสู้ในสเกลใหญ่ที่เราจะต้องยึดพื้นที่ต่างๆ โดยในภาคนี้ระบบจะไม่เหมือนกับภาคก่อนหน้าตรงที่การนับคะแนนคือการตาย ซึ่งถ้าหากว่าเราถูกยึดจุดมากกว่าครึ่งจะทำให้คะแนนลดมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งมันทำให้การ Comeback ของฝ่ายเสียเปรียบทำได้ง่ายขึ้น
  2. Domination – การต่อสู้ภาคพื้นดินที่จะสเกลเล็กลงมากว่าโหมด Conqest เราจะพบเจอศัตรูได้ง่ายกว่า
  3. Team Deathmatch – โหมดยิงประจันหน้าที่มีอยู่ทุกเกม โดยตัวเราและศัตรูจะสุ่มเกิดในพื้นที่ขนาดเล็กอยู่เรื่อยๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะเข้าไปฝึกยิงให้คล่อง
  4. Frontlines – โหมดภารกิจยึดจุด ในธีมที่เหมือนกับการเล่นชักกะเย่อ ถ้าหากว่าฝ่ายเรายึดจุดมากกว่าอีกฝ่ายเราก็จะชนะไป
  5. Breakthrough – โหมด Capture the flags ที่เรารู้จักกันดีฝ่ายบุกต้องเข้ายึด ส่วนฝ่ายกันก็จะต้องทำทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้ฝ่ายบุกเข้ามาได้
  6. Grand Oparation – โหมดสเกลใหญ่ที่รวมหลายๆ โหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งตัวโหมดนี้เองก็มีตั้งแต่ภาคก่อนหน้า ตัวเกมใช้เวลาในการเล่นนาน และเนื้อเรื่องก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามผู้แพ้ชนะของแมทนั้นๆ

โดยเกมนี้จะเน้นการเล่นเป็นทีมไม่ต่างจากในเกมภาคที่แล้ว เพียงแต่วิธีการเล่นเป็นทีมจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และระบบต่างๆ จะปรับเปลี่ยนใหม่อย่างเช่น ในเกม Battlefield 1 ตัวละครของเราถ้าหากไม่ใช่คลาส Medic เราก็จะไม่มียาให้เพิ่มเลย แต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากว่าเรารอเวลาซักนิดตัวละครก็จะค่อยๆ ฟืนเลือดมาเรื่อยๆ จนเต็มแต่มันจะเสียเวลา ซึ่งการมี Medic ในทีมนั้นสำคัญเป็นอย่างมากเพราะจะคลาสนี้จะคอยเติมเลือดให้เราได้ไว ส่วนในเกมภาคใหม่ทุกคลาสที่ไม่ใช่ Medic จะมียาเพิ่มเลือดให้คนละ 1 อัน  แต่ข้อเสียคือถ้าหากเราไม่มียาเลือดของเรานั้นก็จะเพิ่มไม่เต็มหลอดทำให้เสียเปรียบนั่นเอง

ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างอย่างหนึ่ง และการชุบเพื่อนเราไม่จำเป็นต้องรอ Medic อย่างเดียวเหมือนภาคที่แล้ว เพราะในภาคนี้ไม่ว่าคุณจะเล่นคลาสไหน ก็สามารถที่จะชุบเพื่อนได้ เพียงแต่ว่าคลาสที่ไม่ใช่ Medic จะใช้เวลาชุบที่นานมากกว่านั่นเอง และในภาคนี้ก็จะตัดระบบการวิ่งชาร์จที่มีข้อดีในการเข้ายึดจุดไว หรือ Take Down ศัตรูในทีเดียวออกไป พร้อมทั้งยังตัดระบบชุดเกราะพิเศษในภาค 1 ที่จะทำให้เราถึกขึ้นปืนโหดขึ้น มันเลยทำให้ความแฟนตาซีลดลงไป และให้ความสมจริงมากขึ้น เจาะจงการเล่นเป็นทีมมากขึ้น เกาะกันเป็นกลุ่มมากกว่าแต่เก่านั่นเอง

เป็นคลาส Assault แต่มียามาให้ 1 ชิ้น
ทุกอาชีพสามารถชุบเพื่อนได้ เพียงแค่ Medic จะสามารถชุบได้เร็วกว่าคลาสอื่นนั่นเอง

ระบบการต่อสู้แบบเดินเท้าก็จะสนุกมากยิ่งขึ้น เพราะว่าตัวเกมได้ตัดทอนความสามารถของยานพาหนะให้เก่งน้อยลงกว่าภาคก่อนๆ เยอะ ซึ่งตัวผมเองเล่นเกมนี้บนเครื่อง PS4 และเห็นรถถังเดินบู๊ฆ่าแหลกน้อยมาก เพราะตัวรถถังมันโดนทำลายง่ายพอสมควร เนื่องจากที่ฝ่าย Assault นั้นมีปืนระเบิดไว้ทำลายรถถังหลายลูกต่อหนึ่งคน มันเลยทำให้การสู้ด้วยยานพาหนะจะต้องใช้แบบแผนมากยิ่งขึ้นกว่าในภาค Battlefield 1 ที่ก่อนจะปรับสมดุล ตัวรถถังมัน OP มากๆ สามารถบู๊แหลกเก็บทั้งทีมได้สบายๆ

พร้อมทั้งระบบ Behemoth ที่มีในเกม Battlefield 1 ก็ได้ตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยระบบนี้จะเป็นการนำยานพาหนะขนาดใหญ่เข้ามาร่วมรบสำหรับฝ่ายที่มีคะแนนน้อยและใกล้แพ้ แต่เอาตามตรงมันก็ไม่ค่อยจะช่วยให้เราชนะซักเท่าไร เพราะตัว Behemoth นั้นมีพื้นที่จำกัดในการเคลื่อนที่ รวมถึงถ้าหากคนที่ใช้ปืนเล่นไม่เก่งและสามารถเก็บฝ่ายศัตรูให้เรียบได้ มันก็แทบจะไร้ประโยชน์เลยทีเดียว แถมมันยังทำให้ผู้เล่นมัวแต่ไปขี่ตัว Behemoth จนไม่มาช่วยกันยึดจุดด้วยซ้ำ

ซึ่งในภาคนี้ได้ใส่ระบบแต้มคะแนนของ Squard เข้ามาแทนที่ถ้าหากว่าเราและเพื่อนร่วมทีมสามารถเก็บคะแนนได้เยอะๆ หัวหน้าทีมสามารถเรียกคำสั่งนี้เพื่อที่จะใช้ให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิด ใส่ศัตรู หรือเรียก Supply มาให้ก็ได้

รวมถึงภาคนี้ยังได้ใส่ระบบการก่อสร้างเพื่อเราจะได้สร้างที่กำบังให้สามารถเพิ่มความได้เปรียบกับตัวเราได้ อย่างเช่นการเอาถุงทรายมาเป็นป้อม สร้างถุงทรายให้กลายเป็นกำแพง หรือการซ่อมหน้าต่างที่กำบังในบ้านเพื่อทำที่หลบภัยให้กับสไนเปอร์ รวมถึงตัวเกมยังมีระบบ Peek Over เล็กๆ ซึ่งถ้าหากเราเอาตัวไปหลบในที่กำบังแล้วกดเล็ง ตัวเราจะชโงกหน้าออกมาเล็งอัตโนมัติ ซึ่งมันเหมาะทั้งในทีมบุกและทีมรับ เพราะตัวทีมบุกเองก็สามารถบุกหลบในหลุมขนาดใหญ่บนพื้น แล้วสร้างที่กำบังเพื่อหลบภัยชั่วครู่แล้วจึงค่อยบุกต่อก็ได้ ส่วนทีมกันก็สามารถสร้างที่หลบภัยเพิ่มเติมถ้าหากว่าตัวสิ่งก่อสร้างมันโดนพังเป็นต้น

แต่ข้อเสียของระบบนี้คือตำแหน่งในการสร้างบนภาคพื้นดินจะมีอยู่จำกัดและสร้างที่กำบังไม่ได้ทุกพื้นที่ รวมถึงมันต้องอาศัยการเล่นเป็นทีมสูง ถ้าหากจะให้ระบบนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเราจะได้ช่วยกันสร้างป้อมทุกมุมได้ไวขึ้น หรือถ้าหากเราเผลอโดนศัตรูยิงก็จะสามารถช่วยกันชุบได้ หรือช่วยกันแจกกระสุน ยาเป็นต้น และพอใช้งานจริงระบบนี้กลับไม่ค่อยจะมีคนนิยมเท่าไร เพราะมันทำให้รูปเกมช้าลงอย่างเห็นได้ชัด คนในเซิร์ฟเลยเลือกที่จะเล่นในแบบเดิมๆ มากกว่า แต่จะมักนิยมสำหรับคนที่เล่น Sniper ที่สามารถยิงปืนได้ในระยะไกลนั่นเอง รวมถึงการ Peek Over ส่วนตัวมันรู้สึกเอ๋อๆ กดได้บ้างไม่ได้บ้างในบางครั้ง ทำไมบางจังหวะมันผิดพลาดไปหมด

ระบบคลาสของเกมนี้ในแต่ละคลาสก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไปอีก โดยฟังชั่นนี้จะเรียกว่า Combat Role ในการเล่นได้ ซึ่งมันก็จะไปเพิ่ม Passive ให้เราเก่งในสายนั้นๆ อย่างเช่น Role ของฝ่าย Assault ก็จะมี Role ที่จะเน้นระเบิดรถถัง หรือ Role ที่เน้นการยิงเป็นต้น

พร้อมทั้งในเกมภาคนี้ได้ตัดระบบ Season Pass ออกไปไม่ต้องเทพทรูอีกแล้ว การได้ของใหม่ๆ ก็จะสามารถเก็บเลเวล รวมถึงแต่ละเลเวลก็จะมีของที่บอกชัดเจนว่าจะปลดล็อคอะไร พร้อมทั้งสกีนต่างๆ ซึ่งเราสามารถทำเควสหรือซื้อด้วยเงินเครดิตในเกมได้เช่นกัน

และก่อนหน้านี้ที่ทางผู้พัฒนาโดนโจมตีเรื่องสกีนของตัวละครที่คาดว่าจะมีระบบ Lootbox เข้ามาให้เราเปิดสกีน ซึ่งดูเหมือนว่าทางผู้พัฒนาก็ได้ตัดระบบนี้ออกไปเลยทำให้สกีนหรือชุดสวมใส่ต่างๆ ก็จะดูไม่แฟนตาซีมาก ซึ่งตัวผมเองก็ไม่แน่ใจว่าระบบสกีนจะมีมาเพิ่มในอนาคตหรือไม่เราต้องรอดูกัน

ระบบ Combat Role ที่จะเป็นคลาสย่อยของแต่ละคลาสหลักที่จะมีความสามารถแตกต่างกัน
ชุดไม่แฟนตาซี เพราะตัวเกมไม่มีระบบ Lootbox อย่างที่คนกลัวกัน (แต่อนาคตไม่แน่ใจว่าจะมีเข้ามาไหม)

สรุป

ต้องบอกเลยว่าระบบ Singleplayer ของเกมนี้ทำออกมาได้แปลกใหม่ และถือว่าเป็นการเริ่มต้นได้ดีมากๆ เพราะระบบ Openworld ที่เราสามารถเลือกวิธีเล่นได้หลากหลายรูปแบบ แต่ต้องยอมรับว่ามันยังดีไซน์ออกมาได้ไม่ดีพอ เพราะตัวเกมมีความยากในการเล่น แต่ข้อจำกัดอาวุธที่ใช้ต่างๆ มันทำให้ความสนุกถูกบั่นทอนลงมา แต่ถ้าหากใครที่ชอบแบบนี้มันอาจจะเป็นเรืองดีก็ได้

ส่วนระบบ Multiplayer เกมนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ระบบเดินเท้าทำออกมาได้ดีขึ้น แต่ข้อเสียคือถ้าหากเราเล่นคนเดียวประสบการณ์ที่เราจะได้รับมันอาจะไม่เต็มร้อย แต่ถ้าหากคุณมาคนเดียวก็ใช่ว่าจะไม่สนุก เพราะถ้าหากคุณเล่นเป็นงานคุณก็คอยช่วยเหลือเพื่อน หรือช่วยเหลือทีม Squard อื่น เพื่อสร้างความได้เปรียบได้เช่นกัน

และเนื่องจากที่มันเน้นความสมจริง สปีดการเล่น หรือเข้าทำก็จะช้าลงกว่าภาคก่อนหน้า เพราะระบบต่างๆ มันเอื้อต่อการเล่นเป็นทีม ซึ่งถ้าหากคุณวิ่งมั่วๆ คุณอาจจะโดนสอยตายได้ง่ายๆ แต่ก็บอกว่านี่แหละมันคือเสน่ห์หลักของภาคนี้เลยทีเดียว เพราะไอ้ความสมจริงนี่แหะมันเลยทำให้เราอินกับคำว่าสงครามโลกมากยิ่งขึ้น นี่อาจจะเป็นเกม Battlefield ภาคที่เปิดตัวออกมาโดนด่ามากที่สุด แต่ทางผู้พัฒนาเองก็ได้แก้ไขจุดต่างๆ เอาใจความคิดเห็นของผู้เล่นมากขึ้น จนทำให้มาตรฐานของมันก็ยังดีเยี่ยมเหมือนอย่างเคย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

EA สั่งลดพนักงานค่ายพัฒนาเกมมือถือออสเตรเลียครั้งใหญ่

OcelotBoy

คลิปเกมเพลย์ใหม่ 4 นาทีของ Anthem (E3 2018)

GameFever TH

มีรายงานว่า DICE มีการเลหลังผู้พัฒนา Battlefront II

GameFever TH

Leave a Comment

X